The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phetsanaphai Ponthalit, 2023-03-23 14:20:19

TriMCU_01

TriMCU_01

๔๕๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๑. สงัฆเภทานุวตัตกสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ค าว่า ๑ รูป ๒ รูป หรือ ๓ รูป ความว่า มีภิกษุ ๑ รูป ๒ รูป หรือ ๓ รูป ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกท่านอย่าว่ากล่าวอะไรภิกษุนั้น ภิกษุนั้นกล่าว สงิ่ทเี่ป็นธรรม ภกิษุนัน้กลา่วสงิ่ทเี่ป็นวนิ ัย ภกิษุนัน้กลา่วตามความพอใจและชอบใจ ของพวกเรา เธอทราบความพอใจและความชอบใจของพวกเราจึงกล่าว พวกเรา เห็นด ้วยกับค านั้น” ค าว่า ภิกษุเหล่านั้น ได ้แก่ ภิกษุผู้ประพฤติตามเหล่านั้น ค าว่า อันภิกษุทั้งหลาย ได ้แก่ อันภิกษุเหล่าอื่น อธิบายว่า ภิกษุผู้ได ้เห็น ผู้ได ้ยินพึงว่ากล่าวตักเตือนภิกษุผู้ประพฤติตาม เหล่านั้นว่า “พวกทา่นอยา่กลา่วอยา่งนัน้ภกิษุนัน้ไมใ่ ชผ่กู้ลา่วสงิ่ทเี่ป็นธรรม ภิกษุ นัน้ไมใ่ ชผ่กู้ลา่วสงิ่ทเี่ป็นวนิ ัย พวกทา่นอยา่ ชอบใจการท าลายสงฆ์พวกทา่นจง พร้อมเพรียงกับสงฆ์ เพราะสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ปรองดอง ไม่วิวาท มีอุทเทสเดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก” พึงว่ากล่าวตักเตือนพวกเธอแม ้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือนพวก เธอแม ้ครั้งที่ ๓ ถ้าภิกษุเหล่านั้นสละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลายทราบแล ้วไม่ว่ากล่าวตักเตือน ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นอันภิกษุ ทัง้หลายพงึคมุตัวมาสทู่า่มกลางสงฆ์วา่กลา่วตักเตอืนวา่ “พวกท่านอย่ากล่าวอย่าง นัน้ภกิษุนัน้ไมใ่ ชผ่กู้ลา่วสงิ่ทเี่ป็นธรรม ภกิษุนัน้ไมใ่ ชผ่กู้ลา่วสงิ่ทเี่ป็นวนิ ัย พวกท่าน อย่าชอบใจการท าลายสงฆ์ พวกท่านจงพร้อมเพรียงกับสงฆ์ เพราะสงฆ์ผู้พร้อม เพรียง ปรองดอง ไม่วิวาท มีอุทเทสเดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก” พึงว่ากล่าวตักเตือน พวกเธอแม ้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือนพวกเธอแม ้ครั้งที่ ๓ ถ้าภิกษุเหล่านั้นสละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุเหล่านั้น วิธีสวดสมนุภาสน์ และกรรมวาจาสวดสมนุภาสน์ ภิกษุเหล่านั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์อย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาด สามารถพึงประกาศให ้สงฆ์ทราบว่า [๔๒๐] ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่นี้ ประพฤตติาม กลา่วสนับสนุนภกิษุชอื่นผี้เู้พยีรพยายามเพอื่ท าลายสงฆ์ภกิษุเหลา่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๑ }


๔๕๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๑. สงัฆเภทานุวตัตกสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ นัน้ยังไมส่ละเรอื่งนัน้ถา้สงฆพ์รอ้มกันแลว้พงึสวดสมนุภาสน์ภกิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละ ชอื่นี้เพอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้นเี่ป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่ นี้ ประพฤติตาม กลา่วสนับสนุนภกิษุชอื่นผี้เู้พยีรพยายามเพอื่ท าลายสงฆ์ภกิษุเหลา่นัน้ยังไมส่ละเรอื่ง นัน้สงฆส์วดสมนุภาสนภ์กิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ทา่นรปูใด เห็นดว้ยกับการสวดสมนุภาสนภ์กิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ท่าน รูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง แม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ ข ้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอ สงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่นี้ประพฤตติาม กลา่วสนับสนุนภกิษุชอื่ นี้ผู้เพียรพยายามเพื่อท าลายสงฆ์ภิกษุเหล่านั้นยังไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวด สมนุภาสนภ์กิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ทา่นรปูใดเห็นดว้ยกับการ สวดสมนุภาสนภ์กิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ทา่นรปูนัน้พงึนงิ่ ท่านรูปใดไม่เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง ภกิษุทัง้หลายชอื่นแี้ละชอื่นี้สงฆส์วดสมนุภาสนเ์พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้สงฆเ์ห็น ด ้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ [๔๒๑] จบญัตติ ต ้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต ้องอาบัติ ถลุลจัจัย จบกรรมวาจาครัง้สดุทา้ย ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเสส เมื่อพวกเธอต ้องอาบัติ ิ สงัฆาทเิสส อาบัตทิกุกฏ(ทตี่อ้ง) เพราะญัตติอาบัตถิลุลจัจัย(ทตี่อ้ง) เพราะกรรมวาจา ๒ ครั้ง ย่อมระงับไป สงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุ ๒-๓ รูปคราวเดียวกัน ไม่พึงสวดสมนุภาสน์ ภิกษุมากกว่านั้นคราวเดียวกัน ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตินั้น สงฆ์เท่านั้นให ้ปริวาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๒ }


๔๕๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๑. สงัฆเภทานุวตัตกสกขาบท อนาปัตติวาร ิ บทภาชนีย์ [๔๒๒] กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุไมแ่น่ใจ ไมส่ละ ตอ้งอาบตั สิงัฆาทเิสส กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้งอาบัติ สงัฆาทิเสส กรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ตอ้งอาบัตทิกุกฏ กรรมที่ท าไม่ถูกต ้อง ภิกษุไม่แน่ใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ กรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ตอ้งอาบัตทิกุกฏ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๔๒๓] ๑. ภิกษุยังไม่ถูกสวดสมนุภาสน์ ๒. ภิกษุผู้ยอมสละ ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภกิษุมจีติฟ้งุซา่น ๕. ภกิษุกระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ๖. ภิกษุต ้นบัญญัติ สงัฆเภทานวุตัตกสกิขาบทที่๑๑ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๓ }


๔๕๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๒. ทพุพจสกิขาบท นทิานวตัถุ ๑๒. ทพุพจสกิขาบท ว่าด้วยภิกษุเป็ นคนว่ายาก เรื่องพระฉันนะ [๔๒๔] สมัยนัน้พระผมู้พีระภาคพทุธเจา้ประทับอยู่ณ โฆสติาราม เขตกรงุ โกสมัพีครัง้นัน้ทา่นพระฉันนะ ๑ ประพฤติไม่สมควร ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือน อย่างนี้ว่า “ท่านฉันนะ ท่านอย่าได ้กระท าอย่างนี้ การกระท าอย่างนั้นไม่สมควร” ท่านพระฉันนะกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกทา่นส าคัญวา่ผมเป็นผทู้พี่วกทา่นควร ว่ากล่าวตักเตือนหรือ ผมต่างหากสมควรว่ากล่าวตักเตือนพวกท่าน พระพุทธเจ้า เป็นของผม พระธรรมเป็นของผม พระธรรมอันพระลูกเจ้าของผมเป็นผู้ตรัสรู้แล ้ว พวกทา่นตา่งชอื่ตา่งโคตร ตา่งชาติตา่งตระกลูมาบวชรวมกัน ดจุลมพายพุัดหญา้ ไม้ และใบไม ้แห ้งมารวมกัน หรือดุจแม่น ้าไหลจากภูเขาพัดจอกแหนมารวมกันไว ้ พวก ทา่นส าคัญวา่ผมเป็นผทู้พี่วกทา่นควรวา่กล่าวตักเตือนหรือ ผมต่างหากสมควรว่า กล่าวตักเตือนพวกท่าน พระพุทธเจ้าเป็นของผม พระธรรมเป็นของผม พระธรรม อันพระลูกเจ้าของผมเป็นผู้ตรัสรู้แล ้ว” บรรดาภกิษุผมู้ ักนอ้ยสนั โดษ มคีวามละอาย มคีวามระมัดระวงั ใฝ่การศกึษา พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระฉันนะเมื่อภิกษุทั้งหลายว่ากล่าว ตักเตือนโดยชอบธรรมจึงท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้เล่า” ครั้นภิกษุ ทั้งหลายต าหนิท่านพระฉันนะโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ ให ้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต ้นเหตุ ทรง สอบถามท่านพระฉันนะว่า “ฉันนะ ทราบว่า เธออันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือน เชงิอรรถ : ๑ พระฉันนะ เคยเป็นสารถขีองเจา้ชายสทิธัตถะในวันเสด็จออกบรรพชา ตอ่มาเมอื่บวชเป็นภกิษุถอืตัวว่า เป็นคนใกลช้ดิพระพทุธเจา้ ใครว่ากลา่วก็ไมย่อมเชอื่ฟัง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๔ }


๔๕๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๒. ทพุพจสกิขาบท พระบัญญัติ โดยชอบธรรมกลับท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้ จริงหรือ” ท่านพระฉันนะ ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้ไม่สมควร ฯลฯ ไม่ควรท า โมฆบุรุษ ไฉนเธออันภิกษุทั้งหลายว่า กล่าวตักเตือนโดยชอบธรรมจึงท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้ โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุ ทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ พระบัญญัติ [๔๒๕] ก็ ภิกษุเป็ นคนว่ายาก อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนโดย ชอบธรรม ในสกิขาบททมี่าในอทุเทศ กลบัท าตวัใหเ้ป็นคนทวี่า่กลา่วตกัเตอืน ไม่ได้ โดยกล่าวว่า “พวกท่านอย่าว่ากล่าวอะไรผม ไม่ว่าดีหรือเลว ถึงผมก็จะ ไม่ว่ากล่าวอะไรพวกท่าน ไม่ว่าดีหรือเลวเหมือนกัน พวกท่านงดเว้นว่ากล่าวผม เถิด” ภกิษุนนั้อนัภกิษุทงั้หลายพงึวา่กลา่วตกัเตอืนอยา่งนวี้า่ “ท่านอย่าท าตัว ให้เป็ นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได้ จงท าตัวให้เป็ นคนที่เขาว่ากล่าวตักเตือนได้ แม้ท่านก็จงว่ากล่าวตักเตือนภิกษุทั้งหลายโดยชอบธรรม แม้ภิกษุทั้งหลายก็จะ ว่ากล่าวตักเตือนท่านโดยชอบธรรม เพราะว่าบริษัทของพระผู้มีพระภาคเจริญ แลว้ดว้ยอาการอยา่งนี้คอืดว้ยการวา่กลา่วตกัเตอืนกนัและกนัดว้ยการชว่ย เหลือกันและกันให้ออกจากอาบัติ” ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือน อยอู่ยา่งนี้ก็ยงัยกยอ่งอยอู่ยา่งนนั้ภกิษุนนั้อนัภกิษุทงั้หลายพงึสวดสมนภุาสน์ จนครบ ๓ ครั้งเพื่อให้สละเรื่องนั้น ถ้าเธอก าลังถูกสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครงั้สละเรอื่งนนั้ ได้นน่ัเป็นการดีถา้เธอไมส่ละ เป็นสงัฆาทเสส ิ เรื่องพระฉันนะ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๕ }


๔๕๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๒. ทพุพจสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ สกิขาบทวภิงัค์ [๔๒๖] ค าว่า ก็...ภิกษุเป็ นคนว่ายาก ความว่า เป็นผู้ว่ายาก ประกอบ ด ้วยธรรมที่ท าให ้เป็นคนว่ายาก ไม่อดทนรับค าสอนโดยเคารพ ค าว่า ในสกิขาบททมี่าในอทุเทศ ไดแ้ก่ ในสกิขาบททมี่าในพระปาตโิมกข์ ค าว่า ภิกษุทั้งหลาย ได ้แก่ ภิกษุเหล่าอื่น ชอื่วา่ โดยชอบธรรม คอื สกิขาบททพี่ระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตตแิลว้นั่น ชอื่วา่ โดยชอบธรรม ภกิษุนัน้อันภกิษุทัง้หลายวา่กลา่วตักเตอืนอยโู่ดยสกิขาบทชอบธรรมนัน้ กลับท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้โดยกล่าวว่า “พวกท่านอย่าว่ากล่าว อะไรผมไม่ว่าดีหรือเลว ถึงผมก็จะไม่ว่ากล่าวอะไรพวกท่าน ไม่ว่าดีหรือเลว พวก ท่านจงเว ้นว่ากล่าวผมเถิด” ค าว่า ภิกษุนั้น ได ้แก่ ภิกษุผู้ว่ายากนั้น ค าว่า อันภิกษุทั้งหลาย ได ้แก่ อันภิกษุเหล่าอื่น อธิบายว่า ภิกษุผู้ได ้เห็น ผู้ได ้ยินพึงว่ากล่าวตักเตือนภิกษุเป็นคนว่ายากนั้นว่า “ท่านอย่าท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้ จงท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตัก เตือนได ้ แม ้ท่านจงว่ากล่าวตักเตือนภิกษุทั้งหลายโดยชอบธรรม แม ้ภิกษุทั้งหลายก็ จะว่ากล่าวตักเตือนท่านโดยชอบธรรม เพราะว่าบริษัทของพระผู้มีพระภาคเจริญแล ้ว ดว้ยอาการอยา่งนี้คอืดว้ยการวา่กลา่วตักเตอืนกันและกัน ดว้ยการชว่ยเหลอืกัน และกันให ้ออกจากอาบัติ” ควรว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๒ ควรว่ากล่าวตัก เตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๓ ถ้าเธอสละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าเธอไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลายได ้ยินแล ้วไม่ว่ากล่าวตักเตือน ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้ง หลายพงึคมุตัวมาสทู่า่มกลางสงฆ์วา่กลา่วตักเตอืนวา่ “ท่านอย่าท าตัวให ้เป็นคนที่ ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้ จงท าตัวให ้เป็นคนที่เขาว่ากล่าวตักเตือนได ้ แม ้ท่านจงว่า กล่าวตักเตือนภิกษุทั้งหลายโดยชอบธรรม แม ้ภิกษุทั้งหลายก็จะว่ากล่าวตักเตือน ท่านโดยชอบธรรม เพราะบริษัทของพระผู้มีพระภาคเจริญแล ้วด ้วยอาการอย่างนี้ คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๖ }


๔๕๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๒. ทพุพจสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ดว้ยการวา่กลา่วตักเตอืนกันและกัน ดว้ยการชว่ยเหลอืกันและกันใหอ้อกจากอาบัต”ิ ควรว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๒ ควรว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๓ ถ้าเธอ สละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าเธอไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์เธอ วิธีสวดสมนุภาสน์ และกรรมวาจาสวดสมนุภาสน์ ภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุนั้นอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึง ประกาศให ้สงฆ์ทราบว่า [๔๒๗] ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นอี้ันภกิษุทัง้หลายวา่ กล่าวตักเตือนโดยชอบธรรม กลับท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้ ภิกษุนั้น ไมย่อมสละเรอื่งนัน้ถา้สงฆพ์รอ้มกันแลว้พงึสวดสมนุภาสนภ์กิษุชอื่นเี้พอื่ใหส้ละ เรื่องนั้น นี่เป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นอี้ันภกิษุทัง้หลายวา่กลา่วตัก เตือนโดยชอบธรรม กลับท าตัวให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้ ภิกษุนั้นไม่ยอม สละเรอื่งนัน้สงฆส์วดสมนุภาสนภ์กิษุชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ทา่นรปูใดเห็นดว้ย กับการสวดสมนุภาสน์ภิกษุชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ทา่นรปูนัน้พงึนงิ่ท่านรปูใดไม่ เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง แม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ ข ้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์ จงฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นอี้ันภกิษุทัง้หลายวา่กลา่วตักเตอืนโดยชอบธรรม กลบัท าตัว ให ้เป็นคนที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได ้ ภิกษุนั้นไม่ยอมสละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสน์ ภกิษุชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ทา่นรปูใดเห็นดว้ยกับการสวดสมนุภาสนภ์กิษุชอื่นี้ เพื่อให ้สละเรื่องนั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง ภกิษุชอื่ นี้สงฆ์สวดสมนุภาสน์ เพื่อให ้สละเรื่องนั้น สงฆ์เห็นด ้วย เพราะฉะนั้น จึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ [๔๒๘] จบญัตติ ต ้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต ้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจาครัง้สดุทา้ย ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส เมอื่เธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเสส ิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๗ }


๔๕๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๒. ทพุพจสกิขาบท อนาปัตตวิาร อาบัติทุกกฏ(ที่ต ้อง) เพราะญัตติ อาบัติถุลลัจจัย(ที่ต ้อง) เพราะกรรมวาจา ๒ ครั้ง ย่อมระงับไป ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ [๔๒๙] กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส กรรมที่ท าถูกต ้อง ภิกษุไมแ่น่ใจ ไมส่ละ ตอ้งอาบตั สิงัฆาทเิสส กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้งอาบัติ สงัฆาทเิสส กรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ตอ้งอาบัตทิกุกฏ กรรมที่ท าไม่ถูกต ้อง ภิกษุไม่แน่ใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ กรรมที่ท าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ตอ้งอาบัตทิกุกฏ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๔๓๐] ๑. ภิกษุยังไม่ถูกสวดสมนุภาสน์ ๒. ภิกษุผู้ยอมสละ ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภิกษุต ้นบัญญัติ ทพุพจสกิขาบทที่๑๒ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๘ }


๔๕๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท นทิานวตัถุ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล เรอื่งภกิษุพวกพระอสัสชแิละพระปนุพัพสกุะ [๔๓๑] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบณิฑกิเศรษฐีเขตกรงุสาวตัถีครัง้นัน้ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะ เป็นเจา้ถนิ่เป็นอลัชชเีลวทราม อยใู่นกฏีาคริชีนบท ภิกษุพวกนั้น๑ ประพฤตไิมเ่หมาะสมเห็นปานนี้คอื ปลกูไมด้อกเองบา้ง ใชผู้้ อื่นปลูกบ ้าง รดน ้าเองบา้ง ใชผ้อู้นื่รดบา้ง เก็บดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่เก็บบา้ง ร้อย ดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่รอ้ยบา้ง ท ามาลัยตอ่กา้นเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท ามาลัย เรยีงกา้นเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง จัดดอกไมช้อ่เองบา้ง ใชผ้อู้นื่จัดบา้ง ท าดอกไมพ้มุ่ เองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมเ้ทรดิเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมพ้วงเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมแ้ผงประดับอกเองบา้ง ใชใ้หผ้อู้นื่ท าบา้ง ภกิษุพวกนัน้น าไปเองบา้ง ใชผ้อู้นื่น าไปบา้งซงึ่มาลัยตอ่กา้น มาลัยเรยีงกา้น ดอกไมช้อ่ดอกไมพ้มุ่ดอกไมเ้ทรดิดอกไมพ้วง ดอกไมแ้ผงประดับอก เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุลกุมารี เพื่อสะใภ้ของตระกูล เพื่อทาสหญิงในตระกูล ภิกษุพวกนั้นฉันอาหารในภาชนะเดียวกันบ ้าง ดื่มน ้าในขันใบเดียวกันบ ้าง นั่งบนอาสนะเดียวกันบ ้าง นอนบนเตียงเดียวกันบ ้าง นอนร่วมเครื่องลาดเดียวกันบ ้าง นอนคลุมผ ้าห่มผืนเดียวกันบ ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและคลุมผ ้าห่มร่วมกันบ ้างกับ กุลสตรี กุลธิดา กุลกุมารี สะใภ้ของตระกูล ทาสหญิงในตระกูล ภิกษุพวกนั้นฉันอาหารในเวลาวิกาลบ ้าง ดื่มน ้าเมาบ ้าง ทัดทรงดอกไม ้ของ หอมและเครื่องลูบไล ้บ ้าง ฟ้อนร าบ ้าง ขับร้องบ ้าง ประโคมบ ้าง เต ้นร าบ ้าง ฟ้อนร า กับหญิงฟ้อนร าบ ้าง ขับร้องกับหญิงฟ้อนร าบ ้าง ประโคมกับหญิงฟ้อนร าบ ้าง เต ้นร า กับหญิงฟ้อนร าบ ้าง ฟ้อนร ากับหญิงขับร้องบ ้าง ขับร้องกับหญิงขับร้องบ ้าง ประโคม เชงิอรรถ : ๑ วิ.จู. ๗/๒๙๓/๕๑๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๕๙ }


๔๖๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท นทิานวตัถุ กับหญิงขับร้องบ ้าง เต ้นร ากับหญิงขับร้องบ ้าง ฟ้อนร ากับหญิงประโคมบ ้าง ขับร้อง กับหญิงประโคมบ ้าง ประโคมกับหญิงประโคมบ ้าง เต ้นร ากับหญิงประโคมบ ้าง ฟ้อนร ากับหญิงเต ้นร าบ ้าง ขับร้องกับหญิงเต ้นร าบ ้าง ประโคมกับหญิงเต ้นร าบ ้าง เต ้นร ากับหญิงเต ้นร าบ ้าง เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตาบ ้าง แถวละ ๑๐ ตาบ ้าง เล่น หมากเก็บบา้ง เลน่ ชงินางบา้ง เลน่หมากไหวบา้ง เลน่ โยนหว่งบา้ง เลน่ ไมห้งึ่บา้ง เล่นฟาดให ้เป็นรูปต่างๆ บ ้าง เล่นสกาบ ้าง เล่นเป่ าใบไม ้บ ้าง เล่นไถน้อยๆ บ ้าง เล่นหกคะเมน บ ้าง เล่นไม ้กังหันบ ้าง เล่นตวงทรายด ้วยใบไม ้บ ้าง เล่นรถน้อยๆ บ ้าง เล่นธนูน้อยๆ บ ้าง เล่นเขียนทายบ ้าง เล่นทายใจบ ้าง เล่นเลียนคนพิการบ ้าง หัดขี่ ชา้งบา้ง หัดขมี่า้บา้ง หัดขรี่ถบา้ง หัดยงิธนูบา้ง หัดเพลงอาวธุบา้ง วงิ่ผลัดชา้งบา้ง วิ่งผลัดม ้าบ ้าง วิ่งผลัดรถบ ้าง วิ่งขับกันบ ้าง วิ่งเปี้ยวบ ้าง ผิวปากบ ้าง ปรบมือบ ้าง ปล ้ากันบา้ง ชกมวยบา้ง ปลูาดผา้สงัฆาฏทิา่มกลางเวทเีตน้ร าแลว้พดูกับหญงิฟ้อน ร าอย่างนี้ว่า “น้องหญิง เธอจงฟ้อนร าในที่นี้”ดังนี้แล ้ว ให ้การค านับบ ้าง ประพฤติไม่เหมาะสมต่าง ๆ บ ้าง [๔๓๒] สมัยนั้น ภกิษุรปูหนงึ่จ าพรรษาในแควน้กาสแีลว้เดนิทางไปกรงุ สาวตัถเีพอื่เฝ้าพระผมู้พีระภาค เดนิทางไปจนถงึกฏีาคริชีนบท ครัน้เวลาเชา้ทา่น ครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรไปบิณฑบาตที่กีฏาคิรีชนบท มีการก ้าวไป การ ถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข ้า การเหยียดออก ที่น่าเลื่อมใส สายตา มองทอดลง สมบูรณ์ด ้วยอิริยาบถ พวกชาวบ ้านเห็นภิกษุนั้นแล ้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า “ภิกษุนี้เป็นใคร ดูคล ้าย ไม่ค่อยมีก าลัง เหมือนคนอ่อนแอ เหมือนคนขมวดคิ้วก ้มหน้า เมื่อท่านรูปนี้เข ้าไป บณิฑบาต ใครเลา่จะถวายอาหารบณิฑบาต สว่นพระอัสสชแิละพระปนุัพพสุกะของ พวกเรา เป็นคนอ่อนโยน พูดไพเราะ อ่อนหวาน ยิ้มแย ้มก่อน มักกล่าวว่ามาเถิด และมาดแีลว้ ไมก่ม้หนา้หนา้ตาชนื่บาน ทักทายกอ่น ใคร ๆ ก็อยากจะถวาย อาหารท่านเหล่านั้น” อุบาสกคนหนึ่งเห็นภิกษุนั้นก าลังบิณฑบาตในกีฏาคิรีชนบท ครั้นแล ้วได ้ เข ้าไปหาภิกษุนั้นไหว ้แล ้วกล่าวกับท่านว่า “พระคุณเจ้าได ้อาหารบิณฑบาตบ ้างไหม ขอรับ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๐ }


๔๖๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท นทิานวตัถุ ภิกษุนั้นตอบว่า “อาตมายังไม่ได ้อาหารเลย” อุบาสกกล่าวนิมนต์ว่า “นิมนต์ไปเรือนกระผมเถิด ขอรับ” แล ้วพาภิกษุนั้น ไปเรือน นิมนต์ให ้ฉันแล ้วถามว่า “พระคุณเจ้า ท่านจะไปที่ไหน ขอรับ” ภิกษุนั้นตอบว่า “เจริญพร อาตมาจะไปกรุงสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค” อุบาสกกล่าวว่า “ถา้เชน่นัน้ทา่นจงถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระ ภาคดว้ยเศยีรเกลา้และขอจงกราบทลูตามถอ้ยค าของกระผมอยา่งนดี้ว้ยวา่ ‘พระพทุธเจา้ขา้วดั ในกฏีาคริชีนบททรดุโทรม ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะเป็น เจา้ถนิ่อยใู่นกฏีาคริชีนบท เป็นภกิษุอลัชชเีลวทราม พวกเธอประพฤตไิมเ่หมาะสม เห็นปานนี้ คือ ปลกูไมด้อกเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ปลกูบา้ง ฯลฯ ประพฤตไิมเ่หมาะสมตา่ง ๆ แม ้พวกชาวบ ้านที่เคยศรัทธาเลื่อมใสแต่เดี๋ยวนี้ไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ทานที่เคย ถวายประจ าแกส่งฆ์บัดนที้ายกทายกิาเลกิถวายแลว้ภกิษุผมู้ ศีลีพากันจากไป ภกิษุ ผู้เลวทรามอยู่ครอบครอง ขอประทานวโรกาสเถิดพระพุทธเจ้าข ้า ขอพระผู้มีพระ ภาคโปรดสง่ภกิษุทัง้หลายไปกฏีาคริชีนบทเพอื่วดัจะไดต้ ัง้มั่นอยสู่บื ไปในทนี่ัน้” ภิกษุนั้นรับค าของของอุบาสกแล ้วเดินทางไปทางกรุงสาวัตถี ไปถึงกรุงสาวัตถี ถึงพระเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีโดยล าดับ เข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ แล ้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคนั่งลง ณ ที่สมควร พุทธประเพณี อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะ ทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุนั้นว่า “ภิกษุ เธอยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได ้หรือ เธอเดินทางมาโดยไม่ล าบากหรือ เธอมาจากไหน” ภิกษุนั้นกราบทูลว่า “สบายดี พระพุทธเจ้าข ้า พอเป็นอยู่ได ้ พระพุทธเจ้าข ้า ข ้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาโดยไม่ล าบาก พระพุทธเจ้าข ้า ข ้าพระพุทธเจ้าจ าพรรษา ในแควน้กาสีเมอื่จะมาเฝ้าพระองคท์เี่มอืงนี้เดนิทางผา่นกฏีาคริชีนบท เวลาเชา้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๑ }


๔๖๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท นทิานวตัถุ ครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข ้าไปบิณฑบาตในกีฏาคิรีชนบท อุบาสกคนหนึ่ง เห็นข ้าพระพุทธเจ้าก าลังเที่ยวบิณฑบาต เข ้ามาหา ไหว ้แล ้วถามว่า ‘พระคุณเจ้าได ้ อาหารบิณฑบาตบ ้างไหม ขอรับ’ ฯลฯ เขากล่าวว่า ‘ทา่นขอรับ ถา้เชน่นัน้ขอทา่น จงถวายบังคมพระบาทของพระผมู้พีระภาคดว้ยเศยีรเกลา้และขอจงกราบทลูตาม ถ้อยค าของกระผมอย่างนี้ว่า ‘พระพุทธเจ้าข ้า วัดในกีฏาคิรีชนบททรดุโทรม ภกิษุชอื่ วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะเป็นเจา้ถนิ่อยใู่นกฏีาคริชีนบท เป็นภกิษุอลัชชเีลวทราม พวกเธอประพฤตไิมเ่หมาะสมเห็นปานนี้คอื ปลกูไมด้อกเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ปลกูบา้ง ฯลฯ ประพฤติไม่เหมาะสมต่าง ๆ แม ้พวกชาวบ ้านที่เคยศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้ไม่ ศรัทธาไม่เลื่อมใส ทานที่เคยถวายประจ าแก่สงฆ์ บัดนี้ทายกทายิกาเลิกถวายแล ้ว ภกิษุผมู้ ศีลีพากันจากไป ภกิษุผเู้ลวทรามอยคู่รอบครอง ขอประทานวโรกาสเถดิ พระพทุธเจา้ขา้ขอพระผมู้พีระภาคโปรดสง่ภกิษุทัง้หลายไปสกู่ฏีาคริชีนบทเพอื่วดัจะ ไดต้ ัง้มั่นอยสู่บื ไปในทนี่ัน้’ ข ้าพระพุทธเจ้ามาจากกีฏาคิรีชนบทนั้น พระพุทธเจ้าข ้า” ทรงสอบถามแล้วต าหนิ [๔๓๓] ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้ เหตุ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภกิษุทัง้หลาย ทราบวา่ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละ ปนุัพพสกุะ เป็นเจา้ถนิ่เป็นภกิษุอลัชชีเลวทราม อยู่ในกีฏาคิรีชนบท ประพฤติไม่ เหมาะสมเห็นปานนี้คอื ปลกูไมด้อกเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ปลกูบา้ง รดน ้าเองบา้ง ใหผ้อู้นื่ รดบา้ง เก็บดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่เก็บบา้ง รอ้ยดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่รอ้ยบา้ง ท า มาลัยตอ่กา้นเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท ามาลัยเรยีงกา้นเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง จัด ดอกไมช้อ่เองบา้ง ใชผ้อู้นื่จัดบา้ง ท าดอกไมพ้มุ่เองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไม้ เทรดิเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมพ้วงเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมแ้ผง ประดับอกเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ฯลฯ ประพฤตไิมเ่หมาะสมตา่ง ๆ แมพ้วกชาว บ ้านที่เคยศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้ไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ทานที่เคยถวายประจ าแก่ สงฆ์บัดนี้ทายกทายกิาไดเ้ลกิถวายแลว้ภกิษุผมู้ ศีลีพากันจากไป ภกิษุผเู้ลวทราม อยู่ครอบครอง จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มี พระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย การกระท าของโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๒ }


๔๖๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท นทิานวตัถุ สมควร ฯลฯ ไม่ควรท า ภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงประพฤติไม่เหมาะ สมอยา่งนี้คอื ปลกูไมด้อกเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ปลกูบา้ง รดน ้าเองบา้ง ใหผ้อู้นื่รดบา้ง เก็บดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่เก็บบา้ง รอ้ยดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่รอ้ยบา้ง ท ามาลัย ตอ่กา้นเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท ามาลัยเรยีงกา้นเองบา้ง ใชผ้อู้ นท าบ ้าง จัดดอกไม ้ ื่ ชอ่เองบา้ง ใชผ้อู้นื่จัดบา้ง ท าดอกไมพ้มุ่เองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมเ้ทรดิ เองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมพ้วงเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ท าดอกไมแ้ผงประดับ อกเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ท าบา้ง ภกิษุพวกนัน้น าไปเองบา้ง ใชผ้อู้นื่น าไปบา้งซงึ่มาลัยต่อ กา้น มาลัยเรยีงกา้น ดอกไมช้อ่ดอกไมพ่มุ่ดอกไมเ้ทรดิดอกไมพ้วง ดอกไมแ้ผง ประดับอก เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุลกุมารี เพื่อสะใภ้ของตระกูล เพื่อทาส หญิงในตระกูล ภิกษุพวกนั้นฉันอาหารในภาชนะเดียวกันบ ้าง ดื่มน ้าในขันใบเดียวกันบ ้าง นั่งบนอาสนะเดียวกันบ ้าง นอนบนเตียงเดียวกันบ ้าง นอนร่วมเครื่องลาดเดียวกันบ ้าง นอนคลุมผ ้าห่มผืนเดียวกันบ ้าง นอนร่วมเครื่องลาดและคลุมผ ้าห่มร่วมกันบ ้างกับ กุลสตรี กุลธิดา กุลกุมารี สะใภ้ของตระกูล ทาสหญิงในตระกูล ภิกษุพวกนั้นฉันอาหารในเวลาวิกาลบ ้าง ดื่มน ้าเมาบ ้าง ทัดทรงดอกไม ้ของ หอมและเครื่องลูบไล ้บ ้าง ฟ้อนร าบ ้าง ขับร้องบ ้าง ประโคมบ ้าง เต ้นร าบ ้าง ฟ้อนร า กับหญิงฟ้อนร าบ ้าง ขับร้องกับหญิงฟ้อนร าบ ้าง ประโคมกับหญิงฟ้อนร าบ ้าง เต ้นร า กับหญิงฟ้อนร าบ ้าง ฟ้อนร ากับหญิงขับร้องบ ้าง ขับร้องกับหญิงขับร้องบ ้าง ประโคม กับหญิงขับร้องบ ้าง เต ้นร ากับหญิงขับร้องบ ้าง ฟ้อนร ากับหญิงประโคมบ ้าง ขับร้อง กับหญิงประโคมบ ้าง ประโคมกับหญิงประโคมบ ้าง เต ้นร ากับหญิงประโคมบ ้าง ฟ้อน ร ากับหญิงเต ้นร าบ ้าง ขับร้องกับหญิงเต ้นร าบ ้าง ประโคมกับหญิงเต ้นร าบ ้าง เต ้นร า กับหญิงเต ้นร าบ ้าง เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตาบ ้าง แถวละ ๑๐ ตาบ ้าง เล่นหมาก เก็บบา้ง เลน่ ชงินางบา้ง เลน่หมากไหวบา้ง เลน่ โยนหว่งบา้ง เลน่ ไมห้งึ่บา้ง เลน่ ฟาด ให ้เป็นรูปต่างๆ บ ้าง เล่นสกาบ ้าง เล่นเป่ าใบไม ้บ ้าง เล่นไถน้อยๆ บ ้าง เล่นหกคะเมน บ ้าง เล่นไม ้กังหันบ ้าง เล่นตวงทรายด ้วยใบไม ้บ ้าง เล่นรถน้อยๆ บ ้าง เล่นธนูน้อยๆ บ ้าง เล่นเขยีนทายบา้ง เลน่ทายใจบา้ง เลน่เลยีนคนพกิารบา้ง หัดขชี่า้งบา้ง หัดขมี่า้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๓ }


๔๖๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท นทิานวตัถุ บ ้าง หัดขี่รถบ ้าง หัดยงิธนูบา้ง หัดเพลงอาวธุบา้ง วงิ่ผลัดชา้งบา้ง วงิ่ผลัดมา้บา้ง วิ่ง ผลัดรถบ ้าง วิ่งขับกันบ ้าง วิ่งเปี้ยวบ ้าง ผิวปากบ ้าง ปรบมือบ ้าง ปล ้ากันบ ้าง ชก มวยบา้ง ปลูาดผา้สงัฆาฏทิา่มกลางเวทเีตน้ร าแลว้พดูกับหญงิฟ้อนร าอยา่งนวี้า่ “น้องหญิง เธอจงฟ้อนร าในที่นี้”ดังนี้แล ้ว ให ้การค านับบ ้าง ประพฤติไม่เหมาะสม ต่าง ๆ บ ้าง ภิกษุทั้งหลาย การกระท าอย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ คนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” รบัสง่ัใหท้ าปพัพาชนยีกรรม พระผมู้พีระภาคทรงต าหนภิกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะโดยประการต่าง ๆ แลว้รับสงั่เรยีกพระสารบีตุรและพระโมคคัลลานะมาตรัสวา่ “ไปเถิด สารีบุตร โมคคัลลานะ เธอทั้งสองจงไปกีฏาคิรีชนบท จงท าปัพพาชนียกรรม๑ ภกิษุชอื่วา่ อัสสชแิละปนุัพพสกุะไปจากกฏีาครีชีนบท เพราะภกิษุพวกนัน้เป็นสทัธวิหิารกิของ เธอทั้งสอง” พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า “พระพุทธเจ้าข ้า ข ้า พระพทุธเจา้จะท าปัพพาชนยีกรรมแกภ่กิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะไดอ้ยา่งไร เพราะพวกเธอดุร้าย หยาบคาย” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปกับภิกษุหลายๆ รูป” พระเถระทั้งสอง ทูลรับสนองพระพุทธด ารัสแล ้ว วิธีท าปัพพาชนียกรรม และกรรมวาจาท าปัพพาชนียกรรม พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พึงท าปัพพาชนียกรรมอย่างนี้ เริ่ม ดว้ยพงึโจทภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะ ครัน้แลว้ใหพ้วกเธอใหก้าร เมอื่พวกเธอ ให ้การแล ้วจึงปรับอาบัติ ครั้นปรับอาบัติแล ้ว ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให ้ สงฆ์ทราบว่า เชงิอรรถ : ๑ ปัพพาชนียกรรม หมายถึง การขับออกจากหมู่, การไล่ออกจากวัด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๔ }


๔๖๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท นทิานวตัถุ [๔๓๔] ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะ ๒ รูปนี้ ประทุษร้ายตระกูล๑ ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของพวกเธอ เขาได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว และตระกูลทั้งหลายที่ถูกพวกเธอประทุษร้าย เขาก็ได ้เห็น และได ้ยินกันทั่ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล ้วก็พึงท าปัพพาชนยีกรรมภกิษุชอื่วา่อสั สชแิละ ปุนัพพสุกะไปจากกีฏาคิรีชนบทโดยประกาศว่า ‘ภกิษุชอื่อัสสชแิละปนุัพพสกุะไมพ่งึ อยู่ในกีฏาคิรีชนบท’ นี่เป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะประทษุ ร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติของพวกเธอ เขาได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว และตระกูลทั้งหลายที่ถูกพวกเธอประทุษร้าย เขาก็ได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว สงฆ์ท า ปัพพาชนียกรรมพวกเธอไปจากกีฏาคิรีชนบทโดยประกาศว่า ‘ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละ ปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในกีฏาคิรีชนบท’ ท่านรูปใดเห็นด ้วยกับการท าปัพพาชนียกรรม ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะไปจากกฏีาคริชีนบทโดยประกาศวา่ ‘ภกิษุชอื่วา่ อัสสชแิละปนุัพพสกุะไมพ่งึอยใู่นกฏีาคริชีนบท’ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็น ด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง” แม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ ข ้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ว่า ท่านเจ้าข ้า ขอสงฆ์ จงฟังข ้าพเจ้า ฯลฯ ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง ปัพพาชนยีกรรม ไปจากกฏีาคริชีนบท สงฆท์ าแลว้แกภ่กิษุชอื่วา่อัสสชแิละ ปุนัพพสุกะโดยประกาศว่า ‘ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะไมพ่งึอยใู่นกฏีาคริชีนบท’ สงฆ์เห็นด ้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือเอาความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้” [๔๓๕] ล าดับนั้น ภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธาน เดนิทางไปกฏีาคริชีนบท ไดท้ าปัพพาชนยีกรรมภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะไป จากกีฏาคิรีชนบทโดยประกาศว่า “ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะไมพ่งึอยใู่น กีฏาคิรีชนบท” เชงิอรรถ : ๑ การประทุษร ้ายตระกูลในที่นี้ หมายถึงการที่ภิกษุประจบคฤหัสถ์เอาใจคฤหัสถ์ ด ้วยการกระท าที่ผิดวินัย มงุ่ ใหเ้ขาชอบตนเป็นสว่นตัว เป็นเหตใุหค้ฤหัสถค์ลายศรัทธาในพระศาสนาและเสอื่มจากกศุลธรรม เชน่ ให้ ของก านัลเหมือนที่พวกคฤหัสถ์เขาท ากัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๕ }


๔๖๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท พระบัญญัติ ภิกษุพวกนั้นถูกสงฆ์ท าปัพพาชนียกรรมแล ้วก็ยังไม่ประพฤติชอบ ไม่หายเย่อ หยิ่ง ไม่ประพฤติกลับตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่ายังบริภาษการกสงฆ์ เที่ยว ใสค่วามวา่การกสงฆล์ าเอยีงเพราะความพอใจ ล าเอยีงเพราะความขดัเคอืง ล าเอยีง เพราะความหลง ล าเอยีงเพราะความกลัว บรรดาบรวิารของภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละ ปนุัพพสกุะ บางพวกหลกี ไปเสยีก็มีสกึเสยีก็มี บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุ ชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะถกูสงฆท์ าปัพพาชนยีกรรมแลว้จงึไมย่อมประพฤตชิอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติกลับตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลาย ยังด่ายังบริภาษการก สงฆ์เทยี่วใสค่วามวา่การกสงฆล์ าเอยีงเพราะความพอใจ ล าเอยีงเพราะความขดัเคอืง ล าเอยีงเพราะความหลง ล าเอยีงเพราะความกลัว บรรดาบรวิารของภกิษุชอื่วา่ อัสสชแิละปนุัพพสกุะ บางพวกหลกี ไปเสยีก็มีสกึเสยีก็มเีลา่ ” ครั้นภิกษุเหล่านั้น ต าหนภิกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะโดยประการตา่ง ๆ แลว้จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภกิษุทัง้หลาย ทราบวา่ภกิษุชอื่วา่อัสสชแิละปนุัพพสกุะ ถกูสงฆท์ าปัพพาชนยีกรรมแลว้ยังไมป่ระพฤตชิอบ ฯลฯ สกึไปก็มีจรงิหรอื ” ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย การกระท าของโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่สมควร ฯลฯ ไม่ควรท า ภิกษุทั้ง หลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล ้ว ยังไม่ประพฤติชอบ ฯลฯ สกึไปก็มเีลา่ภกิษุทัง้หลาย การกระท าอยา่งนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ พระบัญญัติ [๔๓๖] ก็ภกิษุอยอู่าศยัหมบู่า้นหรอืนคิมแหง่ ใดแหง่หนงึ่ประทษุรา้ย ตระกูล มีความประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของเธอ เขาได้เห็น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๖ }


๔๖๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ และได้ยินกันทั่ว ตระกูลทั้งหลายที่เธอประทุษร้าย เขาก็ได้เห็นและได้ยินกันทั่ว ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพงึวา่กลา่วตกัเตอืนอยา่งนวี้า่ “ท่านประทุษร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของท่าน เขาได้เห็นและได้ยินกันทั่ว ตระกูลทั้งหลายที่ท่านประทุษร้าย เขาก็ได้เห็นและได้ยินกันทั่ว ท่านจงออก จากอาวาสนี้อยา่อยทู่นี่” ี้ และภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตกัเตอืนอยอู่ยา่งนี้ ก็โต้ตอบภิกษุทั้งหลายว่า “พวกภิกษุล าเอียงเพราะความพอใจ ล าเอียงเพราะ ความขัดเคือง ล าเอียงเพราะความหลง และล าเอียงเพราะความกลัว ขับภิกษุ บางรูป ไม่ขับบางรูป เพราะอาบัติอย่างเดียวกัน” ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่า กลา่วตกัเตอืนอยา่งนวี้า่ “ท่านอย่าพูดอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่ล าเอียงเพราะ ความพอใจ ไม่ล าเอียงเพราะความขัดเคือง ไม่ล าเอียงเพราะความหลง และ ไม่ล าเอียงเพราะความกลัว ท่านประทุษร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความ ประพฤติเลวทรามของท่าน เขาได้เห็นและได้ยินกันทั่ว ตระกูลทั้งหลายที่ท่าน ประทุษรา้ย เขาก็ไดเ้ห็นและไดย้นิกนัทว่ัทา่นจงออกจากอาวาสนี้อยา่อยู่ ทนี่” ี้ภกิษุนนั้อนัภกิษุทงั้หลายวา่กลา่วตกัเตอืนอยอู่ยา่งนี้ก็ยงัยกยอ่งอยู่ อย่างนั้น ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์จนครบ ๓ ครั้งเพื่อให้ สละเรื่องนั้น ถ้าเธอก าลังถูกสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง สละเรื่องนั้นได้ นน่ัเป็นการดีถา้เธอไมส่ละ เป็นสงัฆาทเิสส เรอื่งภกิษุพวกพระอสัสชแิละพระปนุพัพสกุะ จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๔๓๗] ค าว่า ก็ภิกษุ...หมู่บ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่ง ความว่า หมู่ บา้นก็ดีนคิมก็ดีเมอืงก็ดีชอื่วา่หมบู่า้นและนคิม ค าว่า อยอู่าศยัคอืจวีร บณิฑบาต เสนาสนะ และคลิานปัจจัยเภสชับรขิาร เนื่องในหมู่บ ้านและนิคมนั้น ชอื่วา่ตระกูล หมายถึงตระกูล ๔ ได ้แก่ ตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตระกูลแพศย์และตระกูลศูทร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๗ }


๔๖๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ค าว่า ประทุษร้ายตระกูล คือ ประทุษร้ายตระกูลด ้วยดอกไม ้ ผลไม ้ แป้ง ดิน เหนยีว ไมส้ฟี ัน ไมไ้ผ่การแพทยห์รอืการสอื่สาร ค าว่า มีความประพฤติเลวทราม คือ ปลูกไม ้ดอกเองบา้ง ใชผ้อู้นื่ปลกูบา้ง รดน ้าเองบา้ง ใชผ้อู้นื่รดบา้ง เก็บดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่เก็บบา้ง รอ้ยดอกไมเ้องบา้ง ใชผ้อู้นื่รอ้ยบา้ง ค าว่า เขาได้เห็นและได้ยินกันทั่ว คอืกลมุ่ ชนทอี่ยเู่ฉพาะหนา้ชอื่วา่ ไดเ้ห็น กลมุ่ ชนทอี่ยลู่ ับหลัง ชอื่วา่ ไดย้นิ ค าว่า ตระกูลทั้งหลายที่เธอประทุษร้าย คือ เมื่อก่อนชาวบ ้านมีศรัทธา กลับกลายเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อก่อนเลื่อมใสกลับกลายเป็นผู้ไม่เลื่อมใส เพราะภิกษุนั้น ค าว่า เขาได้เห็นและได้ยินกันทั่ว คอืกลมุ่ ชนทอี่ยเู่ฉพาะหนา้ชอื่วา่ ไดเ้ห็น กลมุ่ ชนทอี่ยลู่ ับหลังชอื่วา่ ไดย้นิ ค าว่า ภิกษุนั้น ได ้แก่ ภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล ค าว่า อันภิกษุทั้งหลาย ได ้แก่ อันภิกษุเหล่าอื่น อธิบายว่า ภิกษุผู้ได ้เห็น ผู้ได ้ยินพึงว่ากล่าวตักเตือนภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูลว่า “ท่านประทุษร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของท่าน เขา ได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว ตระกูลทั้งหลายที่ท่านประทุษร้าย เขาก็ได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว ท่านจงออกจากอาวาสนี้ อย่าอยู่ที่นี้” ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือน ก็โต ้ตอบภิกษุทั้งหลายว่า “พวก ภิกษุล าเอียงเพราะความพอใจ ล าเอียงเพราะความขัดเคือง ล าเอียงเพราะความหลง ล าเอียงเพราะความกลัว ขับภิกษุบางรูป ไม่ขับบางรูป เพราะอาบัติอย่างเดียวกัน” ค าว่า ภิกษุนั้น ได ้แก่ ภิกษุผู้ที่ถูกลงโทษนั้น ค าว่า อันภิกษุทั้งหลาย ได ้แก่ อันภิกษุเหล่าอื่น อธิบายว่า ภิกษุผู้ได ้เห็น ผู้ได ้ยินพึงว่ากล่าวตักเตือนภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูลว่า “ท่านอย่าพูดอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่ล าเอียงเพราะความพอใจ ไม่ล าเอียงเพราะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๘ }


๔๖๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ ความขัดเคือง ไม่ล าเอียงเพราะความหลง ไม่ล าเอียงเพราะความกลัว ท่านประทุษ ร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของท่าน เขาได ้เห็นและได ้ ยินกันทั่ว ตระกูลทั้งหลายที่ท่านประทุษร้าย เขาก็ได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว ท่านจง ออกจากอาวาสนี้ อย่าอยู่ที่นี้” พึงว่ากล่าวตักเตือนแม ้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือน เธอแม ้ครั้งที่ ๓ ถ้าเธอสละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้ง หลายได ้ยินแล ้วไม่ว่ากล่าวตักเตือน ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึง คมุตัวมาสทู่า่มกลางสงฆว์า่กลา่วตักเตอืนวา่ “ท่านอย่าพูดอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ไม่ล าเอียงเพราะความพอใจ ไม่ล าเอียงเพราะความขัดเคือง ไม่ล าเอียงเพราะ ความหลง ไม่ล าเอียงเพราะความกลัว ท่านประทุษร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทรามของท่าน เขาได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว ตระกูลทั้งหลายที่ท่าน ประทุษร้าย เขาก็ได ้เห็นและได ้ยินกันทั่ว ท่านจงออกจากอาวาสนี้ อย่าอยู่ที่นี้” พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม ้ครั้งที่ ๓ ถ้าเธอ สละได ้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่สละ ต ้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์เธอ วิธีสวดสมนุภาสน์ และกรรมวาจาสวดสมนุภาสน์ สงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุนั้นอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศ ให ้สงฆ์ทราบว่า [๔๓๘] ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นี้ถกูสงฆท์ าปัพพาชนยี กรรมแลว้ใสค่วามภกิษุทัง้หลายวา่มคีวามล าเอยีงเพราะความพอใจ มคีวามล าเอยีง เพราะความขัดเคือง มีความล าเอียงเพราะความหลง มีความล าเอียงเพราะความกลัว ภกิษุนัน้ไมย่อมสละเรอื่งนัน้ถา้สงฆพ์รอ้มกันแลว้ก็พงึสวดสมนุภาสนภ์กิษุชอื่นี้เพื่อ ให ้สละเรื่องนั้น นี่เป็นญัตติ ทา่นผเู้จรญิขอสงฆจ์งฟังขา้พเจา้ภกิษุชอื่นถี้กูสงฆท์ าปัพพาชนยีกรรมแลว้ ใสค่วามภกิษุทัง้หลายวา่มคีวามล าเอยงเพราะความพอใจ มีความล าเอียงเพราะ ี ความขัดเคือง มีความล าเอียงเพราะความหลง มีความล าเอียงเพราะความกลัว ภิกษุนั้นไม่ยอมสละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสน์เธอเพื่อให ้สละเรื่องนั้น ท่านรูปใด เห็นดว้ยกับการสวดสมนุภาสนภ์กิษุชอื่นเี้พอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้ทา่นรปูนัน้พงึนิ่ง ท่าน รูปใดไม่เห็นด ้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๖๙ }


๔๗๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท บทภาชนยี ์ ข ้าพเจ้ากล่าวความนี้แม ้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ ข ้าพเจ้ากล่าวความนี้แม ้ครั้งที่ ๓ ว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข ้าพเจ้า ฯลฯ ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง ภกิษุชอื่นสี้งฆส์วดสมนุภาสนแ์ลว้เพอื่ใหส้ละเรอื่งนัน้สงฆเ์ห็นดว้ย เพราะ ฉะนั้นจึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือเอาความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ [๔๓๙] จบญัตติ ต ้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต ้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจาครัง้สดุทา้ย ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส เมอื่เธอตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส อาบัติทุกกฏ(ที่ต ้อง) เพราะญัตติ อาบัติถุลลัจจัย(ที่ต ้อง) เพราะกรรมวาจา ๒ ครั้ง ย่อมระงับไป ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส ความวา่ ส าหรับอาบัตนิ ัน้สงฆเ์ทา่นัน้ใหป้รวิาส ชกั เข ้าหาอาบัติเดิม ให ้มานัตและเรียกเข ้าหมู่ คณะท าไม่ได ้ ภิกษุรูปเดียวก็ท าไม่ได ้ ฉะนั้น จึงตรัสว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” ค าว่า เป็นสงัฆาทเิสส นั้น เป็นการขนานนาม เป็นค าเรียกหมวดอาบัตินั้น โดยอ ้อมนั่นเอง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสงัฆาทเิสส” บทภาชนีย์ [๔๔๐] กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุไมแ่น่ใจ ไมส่ละ ตอ้งอาบตั สิงัฆาทเิสส กรรมทที่ าถกูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ไมส่ละ ตอ้งอาบัติ สงัฆาทเสส ิ กรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าถกูตอ้ง ตอ้งอาบัตทิกุกฏ กรรมที่ท าไม่ถูกต ้อง ภิกษุไม่แน่ใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ กรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ภกิษุส าคัญวา่เป็นกรรมทที่ าไมถ่กูตอ้ง ตอ้งอาบัติ ทุกกฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๐ }


๔๗๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท บทสรปุ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๔๔๑] ๑. ภิกษุยังไม่ถูกสวดสมนุภาสน์ ๒. ภิกษุผู้ยอมสละ ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภิกษุต ้นบัญญัติ กุลทสูกสกิขาบทที่๑๓ จบ บทสรุป [๔๔๒] ทา่นทัง้หลาย ธรรมคอื สงัฆาทเิสส ๑๓ สกิขาบท ขา้พเจา้ยกขนึ้ แสดงแล ้ว คือ ๙ สกิขาบทแรกตอ้งอาบัตใินขณะทลี่ว่งละเมดิทเีดยีว ๔ สกิขาบท หลังต ้องอาบัติเมื่อสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ภิกษุต ้องอาบัติข ้อใดข ้อหนึ่งแล ้ว รู้ อยู่แต่ปกปิดไวส้นิ้จ านวนวนัเทา่ ใด ภกิษุนัน้พงึอยปู่รวิาสดว้ยความไมป่รารถนาสนิ้ วนัเทา่นัน้ภกิษุอยปู่รวิาสแลว้ตอ้งประพฤตวิตัรเพอื่มานัตส าหรับภกิษุเพมิ่ขนึ้อกี ๖ ราตรีภกิษุผปู้ระพฤตมิานัตแลว้ถกูสงฆเ์รยีกเขา้หมใู่นสมีามภีกิษุสงฆ์๒๐ รูป ถ้า ภิกษุสงฆ์ ๒๐ รูป ขาดไปแม ้เพียง ๑ รูป เรียกภิกษุนั้นเข ้าหมู่ ภิกษุนั้นไม่เป็นอัน สงฆ์เรียกเข ้าหมู่ และภิกษุเหล่านั้นควรถูกต าหนิ นี้เป็นการท าที่สมควรในกรรมนั้น ขา้พเจา้ขอถามทา่นทัง้หลายในธรรมคอื สงัฆาทเิสส ๑๓ สกิขาบทนัน้วา่ “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ข ้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ข ้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ทา่นทัง้หลายบรสิทุธแิ์ลว้ในธรรมคอื สงัฆาทเิสส ๑๓ สกิขาบทนี้เพราะฉะนัน้ จึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ เตรสกัณฑ์ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๑ }


๔๗๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท รวมสกิขาบททมี่ใีนสงัฆาทเิสสกัณฑ์ รวมสกิขาบททมี่ใีนสงัฆาทเิสสกณัฑ์ สงัฆาทเิสสกัณฑม์ ี๑๓ สกิขาบท คอื ๑. สกุกวสิฏัฐสิกิขาบท ว่าด ้วยการจงใจท าน ้าอสุจิให ้เคลื่อน ๒. กายสงัสคัคสกิขาบท ว่าด ้วยการถูกต ้องกายกับมาตุคาม ๓. ทฏุฐลุลวาจาสกิขาบท ว่าด ้วยการพูดเกี้ยวหญิง ๔. อัตตกามปารจิรยิสกิขาบท ว่าด ้วยการให ้บ าเรอความใคร่ของตน ๕. สญัจรติตสกิขาบท วา่ดว้ยการชกัสอื่ ๖. กฏุกิารสกิขาบท ว่าด ้วยการก่อสร้างกุฎี ๗. วหิารการสกิขาบท ว่าด ้วยการสร้างวิหาร ๘. ปฐมทฏุ ฐโทสสกิขาบท วา่ดว้ยภกิษุขดัเคอืงมโีทสะ สกิขาบทที่๑ ๙. ทตุยิทฏุ ฐโทสสกิขาบท วา่ดว้ยภกิษุขดัเคอืงมโีทสะ สกิขาบทที่๒ ๑๐. สงัฆเภทสกิขาบท ว่าด ้วยการท าสงฆ์ให ้แตกกัน ๑๑. สงัฆเภทานุวตัตกสกิขาบท ว่าด ้วยภิกษุประพฤติตามและกล่าวสนับสนุน ภิกษุผู้ท าสงฆ์ให ้แตกกัน ๑๒. ทพุพจสกิขาบท ว่าด ้วยภิกษุเป็นคนว่ายาก ๑๓. กลุทสูกสกิขาบท ว่าด ้วยภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล สงัฆาทเิสสกณัฑ์จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๒ }


๔๗๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๑. ปฐมอนยิตสกิขาบท นทิานวตัถุ ๓. อนิยตกัณฑ์ ท่านทั้งหลาย ธรรมคืออนิยต ๒ สกิขาบทเหลา่นี้มาถงึวาระทจี่ะยกขนึ้แสดง เป็นข ้อ ๆ ตามล าดับ ๑. ปฐมอนิยตสกิขาบท ว่าด้วยการนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง เรื่องพระอุทายี [๔๔๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเป็นพระประจ า ตระกลูในกรงุสาวตัถีไปมาหาสตู่ระกลูทัง้หลาย สมยันัน หญิงสาวตระกูลอุปัฏฐาก้ ของทา่นพระอทุายอี ันมารดาบดิาไดย้กใหช้ายหนุ่มตระกลูหนงึ่เวลาเชา้วนัหนงึ่ ท่านพระอุทายีครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรไปที่ตระกูลนั้น ครั้นถึงแล ้วถาม ชาวบ ้านว่า “หญงิสาวชอื่นไี้ปไหน” ชาวบ ้านตอบว่า “เขายกให ้ชายหนุ่มตระกูลโน้นไปแล ้ว เจ้าข ้า” ตระกูลนั้นก็เป็นอุปัฏฐากของท่านพระอุทายี ท่านจึงไปที่นั้นถามว่า “หญิง สาวชอื่นอี้ยไู่หน” ชาวบ ้านตอบว่า “นางนั่งอยู่ในห ้องเจ้าข ้า” ท่านพระอุทายีเข ้าไปหาหญิงสาวนั้น นั่งบนอาสนะที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได ้ เจรจา กล่าวธรรมเหมาะแก่กาลกับหญิงสาวนั้นสองต่อสอง นางวิสาขามิคารมารดาต าหนิพระอุทายี สมัยนั้น นางวิสาขามิคารมารดา มีบุตรหลานมาก มีบุตรหลานล ้วนไม่มีโรค ไดร้ับยกยอ่งวา่เป็นมงิ่มงคล พวกชาวบา้นเชญินางวสิาขาไปบรโิภคเป็นคนแรกใน งานบญุงานมหรสพ งานฉลอง นางวสิาขามคิารมารดาไดร้ับเชญิ ไปสตู่ระกลูนัน้นาง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๓ }


๔๗๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๑. ปฐมอนยิตสกิขาบท พระบัญญัติ ได ้เห็นท่านพระอุทายีนั่งบนอาสนะที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได ้กับหญิงสาว ครั้น เห็นแล ้วจึงกล่าวกับท่านพระอุทายีว่า “พระคุณเจ้า การที่ท่านนั่งบนอาสนะที่ก าบัง ในทลี่ับ พอจะท าการไดก้บัมาตคุามสองตอ่ สองเชน่นี้ไมเ่หมาะ ไมส่มควร ท่านไม่ ปรารถนาดว้ยธรรมนัน้ก็จรงิถงึอยา่งนัน้ชาวบา้นทยี่ังไมเ่ลอื่มใสก็ท าให้เชอื่ยาก” ท่านพระอุทายี แม ้ถูกนางวิสาขาว่ากล่าวตักเตือนก็ไมเ่ ชอื่ นางวิสาขาจึงออกไปบอกเรื่องนั้นให ้ภิกษุทั้งหลายทราบ บรรดาภกิษุผมู้ ักนอ้ยสนั โดษ ฯลฯ พากันต าหนิประณาม โพนทะนาวา่ “ไฉนท่านพระอุทายีจึงนั่งบนอาสนะที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได ้กับมาตุคามสอง ต่อสองเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายต าหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน า เรื่องนี้กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอนั่งบนอาสนะที่ก าบังในที่ลับพอจะ ท าการได ้กับมาตุคามสองต่อสอง จริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าของเธอไม่สมควร ไม่ คล ้อยตาม ฯลฯ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงนั่งบนอาสนะที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได ้กับ มาตุคาม สองต่อสองเล่า โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้ เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดังนี้ พระบัญญัติ [๔๔๔] ก็ ภิกษุใดนั่งบนอาสนะที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได้กับมาตุคาม สองตอ่ สอง อบุาสกิามวีาจาเชอื่ถอื ได้ไดเ้ห็นภกิษุนง่ักบัมาตคุามนนั้แลว้กลา่ว โทษด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๓ อยา่ง คอื ปาราชกิสงัฆาทเิสส หรือปาจิตตีย์ ภิกษุนั้นยอมรับการนั่ง พึงถูกปรับด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๔ }


๔๗๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๑. ปฐมอนยิตสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ บรรดาอาบัติ ๓ อยา่ง คอื ปาราชกิสงัฆาทเิสส หรอืปาจติตยี ์อกีอยา่งหนงึ่ อบุาสกิาผมู้วีาจาเชอื่ถอื ไดน้นั้กลา่วโทษดว้ยอาบตั ใิด ภกิษุนนั้พงึถกูปรบัดว้ย อาบตันินั้อาบตันิ ชี้อื่วา่อนยิต เรื่องพระอุทายี จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๔๔๕] ค าว่า ก็...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้ภีาคตรัสวา่ก็...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ทชี่อื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ทชี่อื่วา่มาตุคาม ไดแ้ก่หญงิมนุษย์ไมใ่ ชน่างยักษ์ไมใ่ ชน่างเปรต ไมใ่ ชส่ตัว์ ดริัจฉานตัวเมยีหญงิมนุษยน์ ัน้ โดยทสี่ดุกระทั่งเด็กหญงิซงึ่เกดิ ในวนันัน้หญงิโตกวา่ นี้ไม่ต ้องกล่าวถึง ค าว่า กับ คือ โดยความเป็นอันเดียวกัน ค าว่า สองต่อสอง ได ้แก่ ภิกษุกับมาตุคาม ทชี่อื่วา่ ที่ลับ ไดแ้ก่ทลี่ับตาและลับหูทชี่อื่วา่ทลี่ับตา หมายถงึทซี่งึ่เมอื่ บคุคลขยบิตา ยักควิ้หรอืผงกศรีษะขนึ้ใครๆ ก็ไมส่ามารถแลเห็นได้ทชี่อื่วา่ทลี่ับหู หมายถงึทซี่งึ่ไมม่ ใีครสามารถไดย้นิถอ้ยค าทพี่ดูกนัตามปกตไิด้ อาสนะทชี่อื่วา่ ที่ก าบัง คอือาสนะทกี่ าบังดว้ยฝา บานประตูเสอื่ล าแพน มา่น ต ้นไม ้ เสา หรือพ้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง ค าว่า พอจะท าการได้คือ อาจจะเสพเมถุนธรรมกันได ้ ค าว่า นั่ง หมายความว่า เมื่อมาตุคามนั่ง ภิกษุนั่งใกล ้หรือนอนใกล ้ เมื่อ ภิกษุนั่ง มาตุคามนั่งใกล ้หรือนอนใกล ้ หรือนั่งทั้งสองคน หรือนอนทั้งสองคน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๕ }


๔๗๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๑. ปฐมอนยิตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทชี่อื่วา่มวีาจาเชอื่ถอื ได้ถือ หญิงผู้บรรลุผล๑ ผู้ตรัสรู้ธรรม ผู้เข ้าใจศาสนาดี ชอื่วา่อบุาสกิา ได ้แก่ หญิงผู้ถึงพระพุทธเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ค าว่า ได้เห็น คือ ได ้พบ อบุาสกิามวีาจาเชอื่ถอื ได้กลา่วโทษดว้ยอาบัตอิยา่งใดอยา่งหนงึ่บรรดา อาบัติ ๓ อยา่ง คอื ปาราชกิสงัฆาทเิสส หรอื ปาจติตยี์ภกิษุยอมรับการนั่ง พงึถกู ปรับ อาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๓ อยา่ง คอื ปาราชกิสงัฆาทเิสส หรอื ปาจติตยี์อกีประการหนงึ่อบุาสกิาผมู้วีาจาเชอื่ถอืนัน้กลา่วโทษดว้ยอาบัตใิด ภิกษุ นั้นพึงถูกปรับด ้วยอาบัตินั้น บทภาชนีย์ ปฏิญญาตกรณะ ๒ เห็นก าลังนั่งเสพเมถุน [๔๔๖] ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนี้วา่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งเสพ เมถุนกับมาตุคาม” และภิกษุนั้นก็ยอมรับการนั่งนั้น พึงปรับตามอาบัติ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งเสพเมถุนกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมานั่งจริง แต่ไม่ได ้เสพเมถุนธรรม” พึง ปรับอาบัติเพราะนั่ง ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งเสพเมถุนกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่นอน” พึงปรับอาบัติ เพราะนอน เชงิอรรถ : ๑ หญิงผู้บรรลุผล หมายเอาหญิงผู้ได ้โสดาปัตติผลเป็นอย่างต ่า (ดู วิ.อ. ๒/๔๔๕/๑๓๕) ๒ ค าว่า ปฏิญญาตกรณะ แปลว่า ท าตามรับ ได ้แก่ปรับอาบัติตามปฏิญญาของจ าเลยผู้รับความจริง, สารภาพความจริง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๖ }


๔๗๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๑. ปฐมอนยิตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ถ้าอบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งเสพเมถุนกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นก าลังนอนเสพเมถุน [๔๔๗] ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนี้วา่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนอน เสพเมถุนกับมาตุคาม” และภิกษุนั้นยอมรับการนอนนั้น พึงปรับตามอาบัติ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนอนเสพเมถุนกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมานอนจริง แต่ไม่ได ้เสพเมถุน” พึง ปรับอาบัติเพราะนอน ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนอนเสพเมถุนกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมาไม่ได ้นอน แต่นั่งอยู่” พึงปรับอาบัติ เพราะนั่ง ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนอนเสพเมถุนกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมาไม่ได ้นอน แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นก าลังนั่งถูกต้องกาย [๔๔๘] ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนี้วา่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งถูก ต ้องกายกับมาตุคาม” และภิกษุนั้นยอมรับการนั่งนั้น พึงปรับตามอาบัติ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งถูกต ้องกายกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมานั่งจริง แต่ไม่ได ้ถูกต ้องกาย” พึงปรับ อาบัติเพราะการนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่นอนอยู่” พึงปรับอาบัติเพราะนอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นก าลังนอนถูกต้องกาย ถา้อบุาสกิานันกล่าวอย่างนี้ว่า ้“ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนอนถูกต ้องกาย กับมาตุคาม” และภิกษุนั้นยอมรับการนอนนั้น พึงปรับตามอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๗ }


๔๗๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๒. ทตุยิอนยิตสกขาบท บทภาชนีย์ ิ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนอนถูกต ้องกาย กับมาตุคาม” ถ้าภิกษุกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมานอนจริง แต่ไม่ได ้ถูกต ้องกาย” พึง ปรับอาบัติเพราะนอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอนแต่นั่งอยู่” พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอน แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นนั่งในที่ลับ [๔๔๙] ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนี้วา่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งบนอาสนะ ที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได ้กับมาตุคามสองต่อสอง” และภิกษุนั้นยอมรับการนั่ง นั้น พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่นอนอยู่” พึงปรับอาบัติ เพราะนอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นนอนในที่ลับ [๔๕๐] ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนี้วา่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนบนอาสนะ ที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได ้กับมาตุคามสองต่อสอง” และภิกษุนั้นยอมรับการ นอนนั้น พึงปรับอาบัติเพราะนอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอน แต่นั่งอยู่” พึงปรับอาบัติ เพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอน แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ ค าว่า อนิยต คอื ไมแ่น่วา่จะเป็นปาราชกิเป็นสงัฆาทเิสส หรอืเป็นปาจติตยี์ [๔๕๑] ภิกษุยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตามอาบัติ ภิกษุยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตามอาบัติ ภิกษุยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ภิกษุยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ ไม่พึงปรับอาบัติ ภิกษุไม่ยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตามอาบัติ ภิกษุไม่ยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตามอาบัติ ภิกษุไม่ยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๘ }


๔๗๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๒. ทตุยิอนยิตสกิขาบท นทิานวตัถุ ภิกษุไม่ยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ ไม่พึงปรับอาบัติ ปฐมอนยิตสกิขาบท จบ ๒. ทตุยิอนยิตสกิขาบท ว่าด้วยการนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง เรื่องพระอุทายี [๔๕๒] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีคิดว่า “พระผู้มีพระ ภาคทรงห ้ามการนั่งบนอาสนะที่ก าบังในที่ลับพอจะท าการได ้กับมาตุคามสองต่อสอง” จึงนั่งเจรจา กล่าวธรรมเหมาะแก่กาลกับหญิงสาวคนเดิม นางวิสาขามิคารมารดาต าหนิพระอุทายี แม ้ครั้งที่ ๒ นางวสิาขามคิารมารดาไดร้ับเชญิ ไปสตู่ระกลูนัน้ไดเ้ห็นทา่นพระ อุทายีนั่งในที่ลับกับหญิงสาวสองต่อสอง จึงกล่าวกับท่านพระอุทายีว่า “พระคุณเจ้า การทที่า่นนั่งในทลี่ับกับหญงิสาวเชน่นี้ไมเ่หมาะ ไมส่มควร ทา่นไมป่รารถนาเมถนุก็จรงิ ถึงอย่างนัน้ชาวบา้นทยี่ังไมเ่ลอื่มใสก็จะท าใหเ้ชอื่ยาก” ทา่นพระอทุายถีกูนางวสิาขาวา่กลา่วตักเตอืนก็ไมเ่ ชอื่ นางวิสาขาจึงออกไปบอกเรื่องนั้นให ้ภิกษุทั้งหลายทราบ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่าน พระอุทายีจึงนั่งในที่ลับกับหญิงสาวสองต่อสองเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายต าหนิท่าน พระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอนั่งในที่ลับกับหญิงสาวสองต่อสอง จริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงนั่งในที่ลับกับหญิงสาวสองต่อสองเล่า โมฆบุรุษ การกระท า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๗๙ }


๔๘๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๒. ทตุยิอนยิตสกิขาบท สกิขาบทวภิ ังค์ อย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลาย ยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดง ดงันี้ พระบัญญัติ [๔๕๓] ก็สถานทไี่มใ่ ชอ่าสนะทกี่า บงั ไมพอจะท าการได้ แต่เป็ นสถาน ่ ทพี่อจะพดูเกยี้วมาตคุามดว้ยวาจาชว่ัหยาบได้ก็ภกิษุใดนง่ับนอาสนะเชน่นนั้ ในทลี่บักบัมาตคุามสองตอ่ สอง อบุาสกิามวีาจาเชอื่ถอื ได้ไดเ้ห็นภกิษุนง่ักบั มาตุคามนั้นแล้วกล่าวโทษด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อย่าง คอื สงัฆาทเิสส หรือปาจิตตีย์ ภิกษุยอมรับการนั่ง พึงถูกปรับด้วยอาบัติอย่าง ใดอย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อยา่ง คอื สงัฆาทเิสส หรอืปาจติตยี ์อกี อยา่งหนงึ่อบุาสกิาผมู้วีาจาเชอื่ถอืไดน้นั้กลา่วโทษดว้ยอาบตั ใิด ภกิษุนนั้พงึถกู ปรบัดว้ยอาบตันินั้อาบตันิ ชี้อื่วา่อนยิต เรื่องพระอุทายี จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๔๕๔] ค าว่า ก็สถานทไี่มใ่ ชอ่าสนะทกี่า บงั อธิบายว่า อาสนะเปิดเผยคือ ทไี่มไ่ดก้ าบังดว้ยฝา บานประตูเสอื่ล าแพน มา่นบัง ตน้ ไม้เสา หรอืพอ้มอยา่งใด อย่างหนึ่ง ค าว่า ไม่พอจะท าการได้คือ ไม่อาจจะเสพเมถุนกันได ้ ค าว่า แต่เป็ นสถานที่พอจะพดูเกยี้วมาตคุามดว้ยวาจาชว่ัหยาบได้คือ อาจพดูเกยี้วมาตคุามดว้ยค าชวั่หยาบ ค าว่า ก็... ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกวา่ก็...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขู้อ ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ค าว่า บนอาสนะเชน่นนั้ คือ บนอาสนะเห็นปานนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๘๐ }


๔๘๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๒. ทตุยิอนยิตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ทชี่อื่วา่มาตุคาม ได ้แก่ หญิงมนุษย์ไมใ่ ชน่างยักษ์ไมใ่ ชน่างเปรต ไมใ่ ชส่ตัว์ ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้ถ้อยค าสุภาษิต ทุพภาษิต ค า หยาบและค าสุภาพ ค าว่า กับ คือ โดยความเป็นอันเดียวกัน ค าว่า สองต่อสอง ได ้แก่ ภิกษุกับมาตุคาม ทชี่อื่วา่ ที่ลับ ได ้แก่ ที่ลับตาและลับหูทชี่อื่วา่ทลี่ับตา หมายถงึ สถานทซี่งึ่ เมอื่บคุคลขยบิตา ยักควิ้หรอืผงกศรีษะขนึ้ใครๆ ก็ไมส่ามารถเห็นได้ทชี่อื่วา่ ที่ลับหู หมายถงึทซี่งึ่ไมม่ ใีครสามารถไดย้นิถอ้ยค าทพี่ดูกนัตามปกตไิด้ ค าว่า นั่ง หมายความว่า เมื่อมาตุคามนั่ง ภิกษุนั่งใกล ้หรือนอนใกล ้ เมื่อ ภิกษุนั่ง มาตุคามนั่งใกล ้หรือนอนใกล ้ หรือนั่งทั้งสองคน หรือนอนทั้งสองคน อบุาสกิาชอื่วา่มวีาจาเชอื่ถอืได้คือ หญิงผู้บรรลุผล ผู้ตรัสรู้ธรรม ผู้เข ้าใจ ศาสนาดี ทชี่อื่วา่อบุาสกิา ได ้แก่ หญิงผู้ถึงพระพุทธเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ค าว่า ได้เห็น คือ ได ้พบ อบุาสกิามวีาจาเชอื่ถอื ได้กลา่วโทษดว้ยอาบัตอิยา่งใดอยา่งหนงึ่บรรดาอาบัติ ๒ อยา่ง คอื สงัฆาทเิสส หรอื ปาจติตยี์ภกิษุยอมรับการนั่ง พงึถกูปรับอาบัตอิยา่งใด อย่างหนึ่ง บรรดาอาบัติ ๒ อยา่ง คอื สงัฆาทเิสส หรอื ปาจติตยี์อกี ประการหนึ่ง อบุาสกิาผมู้วีาจาเชอื่ถอื ไดน้ ัน้กลา่วโทษดว้ยอาบัตใิด ภกิษุนัน้พงึถกูปรับดว้ย อาบัตินั้น บทภาชนีย์ ปฏิญญาตกรณะ เห็นก าลังนั่งถูกต้องกาย [๔๕๕] ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนี้วา่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งถูก ต ้องกายกับมาตุคาม” และภิกษุนั้นก็ยอมรับการนั่ง พึงปรับตามอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๘๑ }


๔๘๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๒. ทตุยิอนยิตสกิขาบท บทภาชนยี ์ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งถูกต ้องกายกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมานั่งจริง แต่ไม่ได ้ถูกต ้องกาย” พึงปรับ อาบัติเพราะนั่ง ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งถูกต ้องกายกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่นอนอยู่” พึงปรับอาบัติ เพราะนอน ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนั่งถูกต ้องกายกับ มาตุคาม” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่นอนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นก าลังนอนถูกต้องกาย ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้าก าลังนอนถูกต ้องกายกับ มาตุคาม” และภิกษุนั้นยอมรับการนอนนั้น พึงปรับตามอาบัติ ฯลฯ “อาตมานอนจริง แต่ไม่ได ้ถูกต ้องกาย” พึงปรับอาบัติเพราะนอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอน แต่นั่งอยู่” พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอน แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ ไดย้นิกา ลงันง่ัพดูเกยวี้ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันได ้ยินพระคุณเจ้าก าลังนั่งพูดเกี้ยว มาตุ คามดว้ยวาจาชวั่หยาบ” และภิกษุนั้นยอมรับการนั่ง พึงปรับตามอาบัติ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนวี้า่ “ดิฉันได ้ยินพระคุณเจ้าก าลังนั่งพูดเกี้ยวมาตุ คามดว้ยวาจาชวั่หยาบ” ถ้าภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “อาตมานั่งจริง แต่ไม่ได ้พูด เกยี้วหญงิดว้ยวาจาชวั่หยาบ” พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่ นอนอยู่” พึงปรับอาบัติเพราะนอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับ อาบัติ ไดย้นิกา ลงันอนพดูเกยี้ว ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนว่า ี้“ดิฉันได ้ยินพระคุณเจ้าก าลังนอนพูดเกี้ยว มาตคุามดว้ยวาจาชวั่หยาบ” และภิกษุนั้นยอมรับการนอน พึงปรับตามอาบัติ ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๘๒ }


๔๘๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๒. ทตุยิอนยิตสกขาบท บทภาชนีย์ ิ “อาตมานอนจรงิแตไ่มไ่ดพ้ดูเกยี้วมาตคุามดว้ยวาจาชวั่หยาบ” พึงปรับอาบัติเพราะ นอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอน แต่นั่งอยู่” พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ ได ้นอน แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นนั่งในที่ลับ [๔๕๖] ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนี้วา่ “ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านั่งในที่ลับกับ มาตุคามสองต่อสอง” และภิกษุนั้นก็ยอมรับการนั่ง พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่นอนอยู่” พึงปรับอาบัติเพราะนอน ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นั่ง แต่ ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ เห็นนอนในที่ลับ ถา้อบุาสกิานัน้กลา่วอยา่งนว่า ี้“ดิฉันเห็นพระคุณเจ้านอนในที่ลับกับมาตุคาม สองต่อสอง” และภิกษุนั้นยอมรับการนอน พึงปรับอาบัติเพราะนอน ฯลฯ “อาตมา ไม่ได ้นอน แต่นั่งอยู่” พึงปรับอาบัติเพราะนั่ง ฯลฯ “อาตมาไม่ได ้นอน แต่ยืนอยู่” ไม่พึงปรับอาบัติ ค าว่า แมน้ ี้พระผมู้พีระภาคตรัสเทยีบสกิขาบทก่อน ค าว่า อนิยต คอื ไมแ่น่วา่จะเป็นสงัฆาทเิสส หรอืเป็นปาจติตยี์ [๔๕๗] ภิกษุยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตาม อาบัติ ภิกษุยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตามอาบัติ ภิกษุยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ พึงปรับอาบัติเพราะ การนั่ง ภิกษุยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ ไม่พึงปรับอาบัติ ภิกษุไม่ยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตามอาบัติ ภิกษุไม่ยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ยอมรับอาบัติ พึงปรับตามอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๘๓ }


๔๘๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๓. อนิยตกัณฑ์] ๒. ทตุยิอนยิตสกิขาบท รวมสกิขาบททมี่ใีนอนยิตกณัฑ์ ภิกษุไม่ยอมรับการไป ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ พึงปรับอาบัติเพราะ การนั่ง ภิกษุไม่ยอมรับการไป ไม่ยอมรับการนั่ง ไม่ยอมรับอาบัติ ไม่พึงปรับอาบัติ ทตุยิอนยิตสกิขาบท จบ บทสรุป [๔๕๘] ท่านทั้งหลาย ธรรมคืออนิยต ๒ สกิขาบท ขา้พเจา้ยกขนึ้แสดงแลว้ ข ้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในธรรมคืออนิยต ๒ สกิขาบทนัน้วา่ “ท่าน ทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ข ้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ข ้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วในธรรมคืออนิยต ๒ สกิขาบทนี้เพราะฉะนัน้จงึนงิ่ ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ รวมสกิขาบททมี่ใีนอนยิตกณัฑ์ อนิยตกัณฑ์มี ๒ สกิขาบท คอื ๑. ปฐมอนยิตสกิขาบท วา่ดว้ยการนั่งในทลี่ับตากับหญงิสองตอ่ สอง ๒. ทดุยิอนยิตสกิขาบท วา่ดว้ยการนั่งในทลี่ับหกูับหญงิสองตอ่ สอง พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐและผู้มีความคงที่ ทรงบัญญัติไว ้ดีแล ้ว อนิยตกัณฑ์ จบ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๑ วินัยปิฎกที่ ๐๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๔๘๔ }


๔๘๕ ค าอนุโมทนาและค าอธิบายท้ายเล่ม ไฟล์ PDF เวอรช์นั่ 1.0 - พระไตรปิฎกแปลไทย ฉบับ มจร. เล่ม 01 ที่แสดงอยู่นี้ ได ้ถูกคัดลอกข ้อความมาจาก - โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับ มจร. - MCUTRAI Version 1.0 และ - ข ้อมูลพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับ มจร. (ออนไลน์) จากเว็บไซต์ธัมมโชติ http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/index.htm ขออนุโมทนาสาธุกับ “คุณ ธัมมปกาสนิ ”ี ผู้จัดท าเรียบเรียงไฟล์ PDF ฉบับนี้ ไฟล์PDF เวอรช์นั่ 1.0 นี้ไดถ้กูเรมิ่อัพโหลดสสู่าธารณะเมอื่เดอืน กรกฏาคม พ.ศ. 2557 หากพบข ้อผิดพลาดใดๆ ในสว่นของไฟล์PDF โปรดแจ้งมาที่อีเมล [email protected]


Click to View FlipBook Version