The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phetsanaphai Ponthalit, 2023-03-23 14:20:19

TriMCU_01

TriMCU_01

๒๐๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข ้าพเจ้าเข ้า สติปัฏฐาน ๔ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อยา่ง ... ขา้พเจา้เขา้สมัมัปปธาน ๔ ...อิทธิบาท ๔ แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ...จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้อิทธิบาท ๔ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... จตของข ้าพเจ้าปลอด ิ จากโมหะและข ้าพเจ้าท าอิทธิบาท ๔ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [๒๑๓] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และ ข ้าพเจ้าเข ้าอินทรีย์ ๕ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าพละ ๕ แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ...จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และ ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้พละ ๕ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... จติของขา้พเจา้ปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าท าพละ ๕ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเข ้า โพชฌงค์ ๗ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้โพชฌงค์ ๗ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าท าโพชฌงค์ ๗ ให ้แจ้งแล ้ว ... ต ้อง อาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเข ้า อริยมรรคมีองค์ ๘ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้า แล ้ว จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้อริยมรรคมีองค์ ๘ ... ข ้าพเจ้า เป็นผชู้ านาญ ... จติของขา้พเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าท าอริยมรรคมีองค์ ๘ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเข ้า โสดาปัตติผลแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าสกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผลแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... จิตของข ้าพเจ้า ปลอดจากโมหะ และขา้พเจา้เป็นผไู้ดอ้รหัตตผล ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ...จติของ ขา้พเจา้ปลอดจากโมหะ และขา้พเจา้ท าอรหัตตผลใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๑ }


๒๐๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าสละราคะ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพกิถอนโมหะขนึ้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ฯลฯ จิตของ ข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลัง กล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพราง ความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพราง ความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ พัทธจักรเอกมูลกนัย จบ แม ้พัทธจักรทุมูลกนัยเป็นต ้นก็พึงให ้พิสดารเหมือนพัทธจักรเอกมูลกนัยที่ให ้ พิสดารแล ้ว ค าทจี่ะกลา่วตอ่ ไปนเี้ป็นพัทธจักรสพัพมลูกนัย พทัธจกัร สพัพมลูกนยั [๒๑๔] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สมัมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผล ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละราคะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้า สละโทสะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล ้ว ... จิต ของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ จิตของข ้าพเจ้าปลอด จากโมหะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๒ }


๒๐๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ เท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความ พอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ สพัพมลูกนยัจบ สุทธิกวารกถา จบ วัตตุกามวารกถา ขัณฑจักรแห่งเอกมูลกนัย วัตถุวิสารกะ [๒๑๕] ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้ง ที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้อง อาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อยา่ง ... เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าจตุตถฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติ ปาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ อนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตสมาธิ ฯลฯ อนิมิตตสมาธิ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาธิ ฯลฯ สุญญตสมาบัติ ฯลฯ อนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาบัติ ฯลฯ วิชชา ๓ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ สมัมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ฯลฯ พละ ๕ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ฯลฯ โสดาปัตติผล ฯลฯ สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผลแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๓ }


๒๐๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าสละราคะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติ ปาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิต ของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ฯลฯ จิตของ ข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้น เธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าวอยู่ ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ขัณฑจักรแห่งเอกมูลกนัย วัตถุวิสารกะ จบ พัทธจักร เอกมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะ [๒๑๖] ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้ง ที่รู้ว่าข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติ ปาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าจตุตถฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ ฯลฯ (๗) อ าพรางความประสงค์เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ พัทธจักร เอกมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๔ }


๒๐๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ หัวข้อแห่งพัทธจักรที่ท่านย่อไว้ [๒๑๗] ภิกษุต ้องการกล่าวว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จ ทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌาน ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติ ปาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้ งอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่ รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง ฯลฯ (๗) อ าพรางความประสงค์เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ เขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย พัทธจักร เอกมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะ ที่ท่านย่อไว้ จบ ขัณฑจักรทุมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและทุติยฌานแล ้ว แต่กล่าว เท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้อง อาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและทุติยฌานแล ้ว แต่กล่าว เท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ ฯลฯ (๗) อ าพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ขัณฑจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ พัทธจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและตติยฌานแล ้ว แต่กล่าว เท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าจตุตถฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๕ }


๒๐๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและตติยฌานแล ้ว แต่กล่าว เท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและตติยฌานแล ้ว แต่กล่าว เท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ ฯลฯ (๗) อ าพรางความประสงค์เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย พัทธจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ พัทธจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ และจิตของข ้าพเจ้า ปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ และจิตของข ้าพเจ้า ปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ ฯลฯ (๗) อ าพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่น เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย พัทธจักร ทุมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะที่ท่านย่อไว้ จบ พัทธจักร ติมูลกนัยก็ดี จตุมูลกนัยก็ดี ปัญจมูลกนัยก็ดี ฉมูลกนัยก็ดี สตัตมลูกนัยก็ดีอัฏฐมลูกนัยก็ดีนวมลูกนัยก็ดีทสมลูกนัยก็ดีแหง่วตัถวุสิารกะ บัณฑิตพึงตั้งขยายให ้เหมือน พัทธจักรแม ้ที่เป็นเอกมูลกนัยแห่งนิกเขปบทที่ขยายไว ้แล ้ว พึงขยายให ้พิสดารเหมือนพัทธจักรเอกมูลกนัยที่ท่านขยายให ้พิสดารไว ้แล ้วเถิด ค าทจี่ะกลา่วตอ่ ไปนเี้ป็นพัทธจักร สพัพมลูกนัย [๒๑๘] ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๖ }


๒๐๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ สกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สมัมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผลแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละราคะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล ้ว จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะและจิต ของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด ้วย อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อยา่ง ... เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ [๒๑๙] ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สมัมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผล ข ้าพเจ้า สละราคะแล ้ว ... ข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ... ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล ้ว ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อยา่ง ... เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ต ้อง อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานและจตุตถฌาน ฯลฯ และ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติ ปาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ฯลฯ ภิกษุต ้องการจะกล่าวว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข ้าพเจ้าเข ้า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ฯลฯ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่า ก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๗ }


๒๐๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ เมอื่ผอู้นื่เขา้ใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่เขาไมเ่ขา้ใจ ตอ้งอาบัตถิลุลจจัย ั พทัธจกัร สพัพมลูกนยัแหง่วตัถวุสิารกะ จบ จักรเปยยาลแห่งวัตถุวิสารกะ จบ วัตตุกามวารกถา จบ ปจัจยปฏสิงัยตุตวารกถา เปยยาล ๑๕ หมวด [๒๒๐] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุรูปนั้น เข ้าปฐมฌานแล ้ว ... เข ้าอยู่ ... เป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน ... เป็นผชู้ านาญ ... ภกิษุรูปนัน้ท าปฐมฌานใหแ้จง้แลว้ดว้ยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าวก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุรูปนั้นเข ้า ปฐมฌานแล ้ว ... เข ้าอยู่ ... เป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน ... เป็น ผชู้ านาญ ... ภกิษุรปูนัน้ท าปฐมฌานใหแ้จง้แลว้ดว้ยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด ้วย อาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติ ถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุรูปนั้นเข ้า ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๘ }


๒๐๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สมัมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ... เข ้าอยู่ ... เป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได ้อรหัตตผล ... เป็นผชู้ านาญ ... ภกิษุรปูนัน้ท าอรหัตตผลใหแ้จง้แลว้ดว้ยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้ อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ ฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุรูปนั้นสละราคะ แล ้ว ฯลฯ สละโมหะแล ้ว ฯลฯ สละ คลาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้อง อาบัติทุกกฏ ฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่าน จิตของภิกษุรูปนั้น ปลอดจากราคะ ... จากโทสะ ... จิตปลอดจากโมหะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่า ก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุรูปนั้นเข ้า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ในเรือนว่างแล ้ว ... เข ้าอยู่ ... เป็นผู้เข ้า แลว้... ภกิษุรปูนัน้เป็นผไู้ดจ้ตตุถฌานในเรอืนวา่ง ... เป็นผชู้ านาญ ... ภกิษุรูปนัน้ท า จตุตถฌานให ้แจ้งแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ คือ (๑) เบื้องต ้น เธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าว แล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติ ถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ แม ้ที่เหลือก็พึงขยายให ้พิสดารเหมือนกับที่ได ้ขยายมานี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๙ }


๒๑๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ อนาปัตติวาร [๒๒๑] ภกิษุกลา่วเท็จทัง้ทรี่วู้า่ภกิษุรปูใดใชส้อยจวีรของทา่น ภกิษุรปูใด ฉันบณิฑบาตของทา่น ภกิษุรปูใดใชส้อยเสนาสนะของทา่น ภกิษุรปูใดบรโิภค คลิานปัจจัยเภสชับรขิารของทา่น วหิารของทา่นภกิษุรปูใดใชส้อยแลว้จวีรของทา่น ภกิษุรปูใดใชส้อยแลว้บณิฑบาตของทานภิกษุรูปใดฉันแล ้ว เสนาสนะของท่าน ่ ภกิษุรปูใดใชส้อยแลว้คลิานปัจจัยเภสชับรขิารของทา่นภกิษุรปูใดบรโิภคแลว้ทา่น อาศัยภกิษุรปูใดแลว้ไดถ้วายวหิาร ไดถ้วายจวีร ไดถ้วายบณิฑบาต ไดถ้วาย เสนาสนะ ไดถ้วายคลิานปัจจัยเภสชับรขิาร ภกิษุรปูนัน้เขา้ปฐมฌาน ทตุยิฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ในเรือนว่าง ... เข ้าอยู่ ... เป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ได ้ จตตุถฌาน ในเรอืนวา่ง ... เป็นผชู้ านาญ ... ภกิษุรปูนัน้ท าจตตุถฌานใหแ้จง้แลว้ ในเรือนว่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จัก กล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าว เท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข ้าใจ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย เมื่อเขาไม่เข ้าใจ ต ้องอาบัติทุกกฏ เปยยาล ๑๕ หมวด จบ ปจัจยัปฏสิงัยตตวารกถา จบุ อุตตริมนุสสธรรมจักรเปยยาล จบ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ [๒๒๒] ๑. ภกิษุผสู้ าคัญวา่ ไดบ้รรลุ ๒. ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภกิษุผมู้จีติฟ้งุซา่น ๕. ภกิษุกระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ๖. ภิกษุผู้เป็นต ้นบัญญัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๐ }


๒๑๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ คาถารวมวินีตวัตถุ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรอื่งภกิษุส าคัญวา่ ไดบ้รรลุ๑ เรื่อง เรื่องอยู่ป่ า ๑ เรื่อง เรื่องเที่ยวบิณฑบาต ๑ เรื่อง เรื่องพระอุปัชฌาย์ ๒ เรื่อง เรื่องอิริยาบถ ๔ เรื่อง เรอื่งละสงัโยชน์๑ เรื่อง เรื่องธรรมในที่ลับ ๒ เรื่อง เรื่องภิกษุผู้อยู่ในวิหาร ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุผู้ได ้รับการบ ารุง ๑ เรื่อง เรื่องท าไม่ยาก ๑ เรื่อง เรื่องความเพียร ๑ เรื่อง เรื่องไม่กลัวความตาย ๑ เรื่อง เรื่องความร้อนใจ ๑ เรื่อง เรื่องความประกอบถูกต ้อง ๑ เรื่อง เรื่องปรารภความเพียร ๑ เรื่อง เรื่องประกอบความเพียร ๑ เรื่อง เรื่องอดกลั้นเวทนา ๒ เรื่อง เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง เรื่องพยากรณ์มรรคผล ๓ เรื่อง เรื่องอยู่ครองเรือน ๑ เรื่อง เรื่องห ้ามกาม ๑ เรื่อง เรื่องความยินดี ๑ เรื่อง เรื่องหลีกไป ๑ เรื่อง เรอื่งอัฏฐกิสงัขลกิเปรต ๑ เรื่อง เรอื่งมังสเปสเิปรต ๑ เรื่อง เรื่องมังสปิณฑเปรต ๑ เรื่อง เรื่องนิจฉวิเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง เรอื่งอสโิลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง เรอื่งสตัตโิลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง เรื่องอุสุโลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง เรื่องสูจิโลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง เรื่องกุมภัณฑเปรต ๑ เรื่อง เรื่องสูจกเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง เรื่องเปรตจมหลุมคูถเพศชาย ๑ เรื่อง เรื่องเปรตกินคูถเพศชาย ๑ เรื่อง เรื่องนิจฉวิเปรตเพศหญิง ๑ เรื่อง เรื่องมังคุลิเปรตเพศหญิง ๑ เรื่อง เรื่องโอกิรินีเปรตเพศหญิง ๑ เรื่อง เรื่องกพันธเปรต ๑ เรื่อง เรอื่งนักบวชท ากรรมชวั่ในศาสนาของพระพทุธเจา้กสั สปะ ๕ เรื่อง คือ เรื่องเปรตมีรูปเป็นภิกษุ ๑ เรื่อง เรื่องเปรตมีรูปเป็นภิกษุณี ๑ เรื่อง เรื่องเปรตมรีปูเป็นสกิขมานา ๑ เรื่อง เรื่องเปรตมีรูปเป็นสามเณร ๑ เรื่อง เรื่องเปรตมีรูปเป็นสามเณรี ๑ เรื่อง เรื่องแม่น ้าตโปทา ๑ เรื่อง เรอื่งการสรู้บในกรงุราชคฤห์๑ เรื่อง เรอื่งไดย้นิเสยีงชา้งลงน ้า ๑ เรื่อง เรื่องพระอรหันต์โสภิตะระลึกชาติได ้ ๕๐๐ กัป ๑ เรื่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๑ }


๒๑๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ วินีตวัตถุ เรอื่งภกิษุสา คญัวา่ ไดบ้รรลุ๑ เรื่อง [๒๒๓] สมัยนั้น ภิกษุรปูหนงึ่ประกาศวา่ ไดอ้รหัตตผลเพราะส าคัญวา่ ไดบ้รรลุ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัติเพราะส าคัญวา่ ไดบ้รรล” ( ุเรื่องที่ ๑) เรื่องอยู่ป่ า ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาว่า ประชาชนจักยกย่องเราอย่างนี้จึงอยู่ป่ า ประชาชนก็ยกยอ่งทา่น ทา่นเกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขา บทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภิกษุไม่พึงอยู่ป่ าด ้วยปรารถนาว่าจะได ้รับค ายกย่อง ภิกษุใดอยู่ป่ าด ้วยปรารถนา อย่างนั้น ภิกษุนั้นต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๒) เรื่องเที่ยวบิณฑบาต ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาว่า ประชาชนจักยกย่องเราอย่างนี้จึงเที่ยว บิณฑบาต ประชาชนก็ยกย่องท่าน ท่านเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรง บัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติปาราชกิอนงึ่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเที่ยวบิณฑบาตด ้วยปรารถนาว่าจะได ้รับค ายกย่อง ภิกษุใด เที่ยวบิณฑบาตด ้วยปรารถนาอย่างนั้น ภิกษุนั้นต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓) เรื่องพระอุปัชฌาย์ ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “พวกภกิษุสทัธวิหิารกิของพระ อุปัชฌาย์ของพวกเรา ล ้วนเป็นพระอรหันต์” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๒ }


๒๑๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ปาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “พวกภกิษุอันเตวาสกิของพระ อุปัชฌาย์ของพวกเราล ้วนมีฤทธานุภาพมาก” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะกล่าว อวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๕) เรื่องอิริยาบถ ๔ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาว่า ประชาชนจักยกย่องเราอย่างนี้จึงเดิน จงกรม ประชาชนก็ยกยอ่งทา่น ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึเดนิจงกรมดว้ยปรารถนาอยา่ง นั้น ภิกษุใดเดินจงกรมด ้วยปรารถนาอย่างนั้น ภิกษุนั้นต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาว่า ประชาชนจักยกย่องเราอย่างนี้จึงยืน ประชาชนก็ยกยอ่งทา่น ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึยนืดว้ยปรารถนาอยา่งนั้น ภิกษุ ใดยืนด ้วยปรารถนาอย่างนั้น ภิกษุนั้นต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาว่า ประชาชนจักยกย่องเราอย่างนี้จึงนั่ง ประชาชนก็ยกยอ่งทา่น ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึนั่งดว้ยปรารถนาอยา่งนัน้ภกิษุใด นั่งด ้วยปรารถนาอย่างนั้น ภิกษุนั้นต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๓ }


๒๑๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาว่า ประชาชนจักยกย่องเราอย่างนี้ จึงนอน ประชาชนก็ยกยอ่งทา่น ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึนอนดว้ยปรารถนาอยา่งนัน้ ภิกษุใดนอนด ้วยปรารถนาอย่างนั้น ภิกษุนั้นต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๙) เรอื่งละสงัโยชน์๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม ้ ภิกษุรูปนั้นก็กล่าวอวดว่า “แมก้ระผมก็ละสงัโยชน์ ๑ ได ้” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูแดพ่ระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐) เรื่องธรรมในที่ลับ ๒ เรื่อง [๒๒๔] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่สงัด กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม ภิกษุผู้รู้ความคิดของผู้อื่นรูปหนึ่งตักเตือนท่านว่า “ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้น เพราะ ทา่นไมม่ธีรรมเชน่นัน้” ภกิษุรปูนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๑๑) สมัยนั้น ภิกษุอีกรูปหนึ่งอยู่ในที่สงัด กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม เทพดาตัก เตือนท่านว่า “พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าอย่ากล่าวอย่างนั้น เพราะพระคุณเจ้าไม่มี ธรรมอย่างนั้น” ภกิษุรปูนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๑๒) เชงิอรรถ : ๑ สังโยชน์กเิลสทผี่กูมัดใจสัตวไ์วก้ ับทกุข์มี๑๐ อย่าง คือ (๑) สักกายทฏิฐิความเห็นว่าเป็นตัวของตน (๒) วจิกิจิฉา ความลังเลสงสัย (๓) สลี ัพพตปรามาส ความถอืมั่นศลีพรต (๔) กามราคะ ความติดใจในกามคุณ (๕) ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ (๖) รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม (๗) อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม (๘) มานะ ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ (๙) อทุธัจจะ ความฟ้งุซา่น (๑๐) อวิชชา ความไมร่จู้รงิ (ดูส .ม. ๑๙/ ๑๘๐-๑๘๑/๕๖-๕๗, องฺ.ทสก. ๒๔/๑๓/๑๔, อภิ.วิ. ๓๕/๙๔๐/๔๖๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๔ }


๒๑๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรื่องภิกษุผู้อยู่ในวิหาร ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งบอกอุบาสกคนหนึ่งว่า “อุบาสก ภิกษุรูปที่อยู่ในวิหาร ของท่านเป็นพระอรหันต์” และตัวท่านก็อยู่ในวิหารของอุบาสกนั้น ท่านเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๓) เรื่องภิกษุผู้ได้รับการบ ารุง ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งบอกอุบาสกคนหนึ่งว่า “อุบาสก ภิกษุรูปที่ท่านบ ารุง ดว้ยจวีร บณิฑบาต เสนาสนะและคลิานปัจจัยเภสชับรขิารนัน้เป็นพระอรหันต”์ และอุบาสก ก็บ ารุงภิกษุนั้นอยู่ด ้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสชั บรขิาร ภกิษุนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถุลลัจจัย ิ ” (เรื่องที่ ๑๔) เรื่องท าไม่ยาก ๑ เรื่อง [๒๒๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า “ท่านมี อุตตริมนุสสธรรมอยู่หรือ” ท่านตอบว่า “การบรรลุอรหัตตผลท าได ้ไม่ยาก” ท่าน เกิดความกังวลใจว่า เฉพาะพระอริยสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้นที่ควรกล่าวอย่างนั้น แต่เราไม่ได ้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค๑ เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิด อย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า ไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๕) เชงิอรรถ : ๑ ทา่นมคีวามเห็นวา่พระอรยิบคุคลเทา่นัน้จงึจะชอื่วา่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพทุธเจา้ (วิ.อ. ๑/๒๒๕/ ๕๔๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๕ }


๒๑๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรื่องความเพียร ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า “ท่านมีอุตตริ- มนุสสธรรมหรือ” ท่านตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ท่านผู้บ าเพ็ญเพียรแล ้วสามารถจะมี ธรรมได ้” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๖) เรื่องไม่กลัวความตาย ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายกล่าวกับท่านว่า “ท่านอย่ากลัว เลย” ท่านตอบว่า “ท่านทั้งหลาย กระผมไม่กลัวตาย” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่๑๗) เรื่องความร้อนใจ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายกล่าวกับท่านว่า “ท่านอย่ากลัว เลย” ท่านตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ผู้มีความร้อนใจจะต ้องกลัวแน่” ท่านเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้อง อาบัติ” (เรื่องที่ ๑๘) เรื่องความประกอบถูกต้อง ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า “ท่านมีอุตตริมนุสส ธรรมหรือ” ท่านตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ผู้ประกอบถูกต ้อง สามารถจะมีธรรมได ้” ท่านเกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะกล่าว อวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๖ }


๒๑๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรื่องปรารภความเพียร ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า “ท่านมีอุตตริ มนุสสธรรมหรือ” ท่านตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ผู้ปรารภความเพียรแล ้ว สามารถ จะมีธรรมได ้” ท่านเกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒๐) เรื่องประกอบความเพียร ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า “ท่านมีอุตตริ มนุสสธรรมหรือ” ท่านตอบว่า “ท่านทั้งหลาย ผู้ประกอบความเพียรแล ้ว สามารถ จะมีธรรมได ้” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบพระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒๑) เรื่องอดกลั้นเวทนา ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า “ท่านยังสบายดี หรือ ยังพอเป็นอยู่ได ้หรือ” ท่านตอบว่า “คนทั่วไปไม่สามารถอดกลั้นได ้” ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายถามท่านว่า “ท่านยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได ้หรือ” ท่านตอบว่า ปุถุชนไม่สามารถอดกลั้นได ้ ท่านเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความ ประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๒๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๗ }


๒๑๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง [๒๒๖] สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลายมาเถิดเจ้าข ้า” ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเรามใิช่ พระอรหันต์ แต่พราหมณ์นี้เรียกพวกเราว่า พระอรหันต์ พวกเราพึงปฏิบัติอย่างไรดี จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะเขาเรียกด ้วยความเลื่อมใส” (เรื่องที่ ๒๔) สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลายนั่งเถิดเจ้าข ้า” ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเรามใิช่ พระอรหันต์ แต่พราหมณ์เรียกพวกเราว่าพระอรหันต์ พวกเราพึงปฏิบัติอย่างไรดี จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะเขาเรียกด ้วยความเลื่อมใส” (เรื่องที่ ๒๕) สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลายฉันเถิดเจ้าข ้า” ภิกษุเหล่านั้นเกดิความกังวลใจวา่พวกเรามใิช่ พระอรหันต์แต่พราหมณ์เรียกพวกเราว่าพระอรหันต์ พวกเราพึงปฏิบัติอย่างไรดี จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะเขาเรียกด ้วยความเลื่อมใส” (เรื่องที่ ๒๖) สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลายฉันให ้อิ่มหน าเถิดเจ้าข ้า” ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเรามใิชพ่ระอรหันต์แตพ่ราหมณ์เรยีกพวกเราวา่พระอรหันต์พวกเราพงึปฏบิ ัติ อย่างไรดี จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะเขาเรียกด ้วยความเลื่อมใส” (เรื่องที่๒๗) สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลายกลับเถิดเจ้าข ้า” ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเรา มใิชพ่ระอรหันต์แต่พราหมณ์เรียกพวกเราว่าพระอรหันต์ พวกเราพึงปฏิบัติอย่างไรดี จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติ เพราะเขาเรียกด ้วยความเลื่อมใส” (เรื่องที่ ๒๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๘ }


๒๑๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรื่องพยากรณ์มรรคผล ๓ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม ้ ภิกษุรูปนั้นก็กล่าวอวดว่า “กระผมก็ละอาสวะได ้” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม ้ ภิกษุรูปนั้นก็กล่าวอวดว่า “ธรรมเหล่านี้แม ้กระผมก็มี” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๐) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม ้ ภิกษุรูปนั้นก็กล่าวอวดว่า “กระผมก็ปรากฏในธรรมเหล่านั้น” ท่านเกิดความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๑) เรื่องอยู่ครองเรือน ๑ เรื่อง สมัยนั้น พวกญาติบอกภิกษุรูปหนึ่งว่า “นิมนต์ท่านมาอยู่ครองเรือนเถิด ขอรับ” ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “ท่านทั้งหลาย คนอย่างอาตมาไม่ควรจะอยู่ครองเรือน” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มี ความประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๒) เรื่องห้ามกาม ๑ เรื่อง [๒๒๗] สมัยนั้น พวกญาติบอกภิกษุรูปหนึ่งว่า “นิมนต์ท่านมาบริโภคกาม เถิด” ภิกษุนั้นตอบว่า “ท่านทั้งหลาย เราปฏิเสธกามทั้งหลายแล ้ว” ท่านเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๑๙ }


๒๒๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความ ประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๓) เรื่องความยินดี ๑ เรื่อง สมัยนั้น พวกญาติถามภิกษุรูปหนึ่งว่า “ท่านยังยินดีอยู่หรือ” ภิกษุนั้น ตอบว่า “อาตมายังยินดีอยู่ด ้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง” ๑ ท่านเกิดความกังวลใจว่า เฉพาะพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้นที่ควรกล่าวอย่างนั้น แต่เราไม่ได ้เป็น พระสาวกของพระผมู้พีระภาค เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไปกราบ ี้ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร “ข ้า พระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะกล่าวอวด พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะกล่าวอวด ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๔) เรื่องหลีกไป ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุจ านวนมากจ าพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่ง ตั้งกติกากันว่า “ขอ ให ้พวกเรารู้กัน ภิกษุรูปใดหลีกไปจากอาวาสนี้ก่อน ภิกษุรูปนั้นเป็นพระอรหันต์” ภิกษุรูปหนึ่งหลีกจากอาวาสนั้นไปก่อนด ้วยต ้องการให ้ผู้อื่นรู้ว่าตนเป็นพระอรหันต์ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไปกราบทูล ี้ พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่อง ที่ ๓๕) เรอื่งอฏัฐกิสงัขลกิเปรต ๑ เรื่อง (เปรตมีแต่ร่างกระดูก) [๒๒๘] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อ กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะพัก เชงิอรรถ : ๑ ท่านยินดีในอุทเทสและปริปุจฉา (วิ.อ. ๑/๒๒๗/๕๔๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๐ }


๒๒๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ อยู่ทภี่เูขาคชิฌกฏูครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสก ถอืบาตร และจวีรเขา้ไปหาพระลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะมาเถิด พวกเรา จะไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลาตอบปัญหานี้ เมื่อ เข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตหลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น อัฏฐสิงัขลกิเปรต ลอยขนึ้สกู่ลางอากาศ ฝงูแรง้นกกา นกเหยยี่วพากันโฉบอยขู่วกั ไขว่ จกิทงึ้ยอื้แยง่เนอื้ทตี่ดิอยตู่ามระหวา่งซโี่ครงสะบัดไปมาจนมันรอ้งครวญคราง กระ ผมมีความรู้สกึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มีเปรต เชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นอัฏฐสิงัขลกิเปรตนัน้แตไ่มพ่ยากรณ์ ๑ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น เชงิอรรถ : ๑ พยากรณ์หมายถงึเปิดเผยสสู่าธารณชน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๑ }


๒๒๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนาน แกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้ เคยเป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลาย รอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ังเหลอื โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๖) เรอื่งมงัสเปสเิปรต ๑ เรื่อง (เปรตมแีตร่า่งชนิ้เนอื้) [๒๒๙] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อ กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่ เขาคชิฌกฏูครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีร เขา้ไปหาพระลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไป บิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได ้เห็น มังสเปสเิปรต ลอยขนึ้สกู่ลางอากาศ ฝงูแรง้นกกา นกเหยยี่วพากันโฉบอยขู่วกั ไขว่ จิกทึ้งยื้อแย่งเปรตนัน้สะบดั ไปมาจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่า อัศจรรยจ์รงิ ไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารได้ อัตภาพเชน่นอี้ยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๒ }


๒๒๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุ ทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยาน ได้เมอื่กอ่นเราก็เห็นมังสเปสเิปรตนัน้แตไ่มพ่ยากรณ์เพราะการพยากรณ์นัน้จะไม่ เป็นประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนาน แกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรต นั้นเคยเป็นคนฆ่าโคอยู่ในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่ หลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ัง เหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๗) เรื่องมังสปิณฑเปรต ๑ เรื่อง (เปรตรา่งกอ้นเนอื้) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขา คชิฌกฏูครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอนัตรวาสกถอืบาตรและจวีร เขา้ไปหาพระลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไป บิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลัง จากฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่ สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลง จากภูเขาคิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไร เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๓ }


๒๒๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น มังสปิณฑเปรต ลอยในอากาศ ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้ง ยอื้แยง่เปรตนัน้สะบัดไปมาจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรย์ จรงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นมังสปิณฑเปรตนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนาน แกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้ เคยเป็นคนฆ่านกในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลาย ร้อยปี หลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ังเหลอื โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๘) เรื่องนิจฉวิเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง (เปรตร่างไม่มีผิวหนังเพศชาย) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๔ }


๒๒๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านเมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น นิจฉวิเปรตเพศชายลอยในอากาศ ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ขวักไขว่จิก ทงึ้ยอื้แยง่เปรตนัน้สะบัดไปมาจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่า อัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอัตภาพ ้ เชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นนิจฉวิเปรตเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นคนฆ่าแกะในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ังเหลอื โมคคัลลา นะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๙) เรอื่งอสโิลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง (เปรตร่างมีขนเป็ นดาบเพศชาย) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๕ }


๒๒๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านเมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น อสโิลมเปรตเพศชาย ลอยในอากาศ (ขน) ดาบเหลา่นัน้ของมันหลดุลอยขนึ้ไปแลว้ กลับตกลงทรี่า่งของมันเองจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรย์ จรงิ ไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นอสโิลมเปรตเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นคนฆ่าหมูในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลาย รอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๐) เรอื่งสตัตโิลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง (เปรตร่างมีขนเป็ นหอกเพศชาย) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๖ }


๒๒๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น สตติโลมเปรตเพศชายลอยในอากาศ (ขน)หอกเหล่านั้นของมันหลุดลอยขึ้นไปแล ้ว ั กลับตกลงทรี่า่งของมันเองจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่า อัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพ เชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นสตัตโิลมเปรตเพศชายนัน้แตไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ่ ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนาน แกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นพรานล่าเนื้อในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลายร้อยปี หลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยังเหลือ ี่ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๗ }


๒๒๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรื่องอุสุโลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง (เปรตร่างมีขนเป็ นลูกศรเพศชาย) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถึงที่อยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น อุสุโลมเปรตเพศชาย ลอยในอากาศ (ขน)ลูกศรเหล่านั้นของมันหลุดลอยขึ้นไปแล ้ว กลับตกลงทรี่า่งของมันเองจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรย์ จรงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๘ }


๒๒๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เราก็เห็นอุสุโลมเปรตเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทังหลาย เปรตนั้นเคย ้ เป็นเพชฌฆาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลาย รอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ังเหลอื โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๒) เรื่องสูจิโลมเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง (เปรตร่างมีขนเป็ นเข็มเพศชาย) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนว่า “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น สูจิโลมเปรตเพศชาย ลอยในอากาศ (ขน)เข็มเหล่านั้นของมันหลุดลอยขึ้นไปแล ้ว กลับตกลงทรี่า่งของมันเองจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรย์ จรงิ ไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๒๙ }


๒๓๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงว่า ั่“ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นสูจิโลมเปรตเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นนายสารถีอยู่ในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลายร้อยปี หลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ังเหลอื โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๓) เรื่องสูจกเปรตเพศชาย ๑ เรื่อง (เปรตมีร่างถูกเข็มหมุดทิ่มแทงเพศชาย) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๐ }


๒๓๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น สจูกเปรตเพศชาย ลอยในอากาศ เข็มหมดุเหลา่นัน้แทงเขา้ในศรีษะของมันทะลอุอก ทางปาก แทงเข ้าไปในปากทะลุออกทางอก แทงเข ้าในอกทะลุออกทางท้อง แทงเข ้า ในท้องทะลุออกทางขาอ่อนทั้ง ๒ แทงเข ้าในขาอ่อนทะลุออกทางแข ้งทั้ง ๒ แทง เข ้าในแข ้งทะลุออกทางเท้าทั้ง ๒ จนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่า อัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพ เชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นสูจกเปรตเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นคนพดูสอ่เสยีดอยใู่นกรงุราชคฤห์เพราะผลกรรมนัน้จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่ หลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่ นี้ เพราะเศษกรรมที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๔) เรื่องกุมภัณฑเปรต ๑ เรื่อง (เปรตมีอัณฑะโตเท่าหม้อ) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๑ }


๒๓๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น กุมภัณฑเปรตเพศชาย ลอยในอากาศ เมื่อเปรตนั้นเดินก็ยกอัณฑะเหล่านั้นขึ้นพาด ไว ้บนบ่าไป เมื่อนั่งก็นั่งทับอัณฑะเหล่านั้น ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ ขวกั ไขวจ่กิทงึ้ยอื้แยง่เปรตนัน้สะบัดไปมาจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่ น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารได้ อัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นกุมภัณฑเปรตเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นผู้พิพากษาโกงชาวบ ้านอยู่ในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมก ไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรม ที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๕) เรื่องเปรตจมหลุมคูถเพศชาย ๑ เรื่อง สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๒ }


๒๓๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได ้เห็น เปรตจมหลมุคถูจนมดิ ศรีษะ เพศชาย ลอยในอากาศ ฝงูแรง้นกกา นกเหยยี่วพา กันโฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้งยื้อแย่งเปรตนั้นสะบัดไปมาจนมันร้องครวญคราง กระผมมี ความรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้ มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นเปรตจมหลุมคูถเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่ เป็นประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนั้น เคยเป็นชกู้ ับภรรยาของชายอนื่อยใู่นกรงุราชคฤห์เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรก หมกไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษ กรรมที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๖) เรื่องเปรตกินคูถเพศชาย ๑ เรื่อง สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๓ }


๒๓๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ครั้นเวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได ้เห็น เปรตผจู้มหลมุคถูทว่มศรีษะ ก าลังใชม้อืทัง้๒ กอบคูถกินเพศชาย ลอยในอากาศ ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้งยื้อแย่งเปรตนั้นสะบัดไปมาจน มันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัว์ เชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นเปรตกินคูถเพศชายนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นพราหมณ์ชวั่รา้ยอยู่ในกรุงราชคฤห์ ครัง้ศาสนาพระกัสสปสมัมาสมัพทุธเจา้พราหมณ์นัน้นมินตภ์กิษุสงฆฉ์ ัน ภัตตาหารแลว้เทคถูลงใสร่างจนเต็ม สงั่ใหบ้อกเวลาอาหารวา่ขอทา่นผเู้จรญิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๔ }


๒๓๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ทั้งหลายจงฉันอาหารและน าไปให ้พอแก่ความต ้องการจากที่นี้ เพราะผลกรรมนั้นจึง ตกนรกหมกไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดร้ับอัตภาพเชน่นี้ เพราะเศษกรรมนั้น โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๗) เรื่องนิจฉวิเปรตเพศหญิง ๑ เรื่อง (เปรตร่างไม่มีผิวหนังเพศหญิง) [๒๓๐] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อ กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่ เขาคชิฌกฏูครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร เขา้ไปหาพระลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไป บิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะ ตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านเมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น นิจฉวิเปรตเพศหญิง ลอยในอากาศ ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จกิทงึ้ยอื้แยง่เปรตนัน้สะบดั ไปมาจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่า อัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชนนี้ มีการได ้อัตภาพ ่ เชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๕ }


๒๓๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกขาบทที่ ิ๔ วินีตวัตถุ ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นนิจฉวิเปรตเพศหญิงนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตหญงิตน นั้นเคยประพฤตินอกใจสามีอยู่ในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมก ไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรม ที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๘) เรื่องมังคุลิเปรตเพศหญิง ๑ เรื่อง (เปรตรูปร่างน่าเกลียดเพศหญิง) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข ้าไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น มังคุลิเปรต กลิ่นเหม็น เพศหญิง ลอยในอากาศ ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยว พากัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๖ }


๒๓๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ โฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้งยื้อแย่งเปรตนั้นสะบัดไปมาจนมันร้องครวญคราง กระผมมี ความรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่ นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นมังคุลิเปรตเพศหญิงนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตหญงิตน นั้นเคยเป็นแม่มดอยู่ในกรุงราชคฤห์ เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่ หลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ัง เหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๙) เรื่องโอกิรินีเปรตเพศหญิง ๑ เรื่อง (เปรตร่างถูกไฟลวกเพศหญิง) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครั้นเวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะ ตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๗ }


๒๓๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านเมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได ้เห็น โอกิรินีเปรตเพศหญิง ถูกถ่านเพลิงเผารอบตัวจนสุกเยิ้ม หยาดน ้าไหลหยดลง ลอย ในอากาศ มันร้องครวญคราง ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพากันโฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้ง ยอื้แยง่เปรตนัน้สะบัดไปมาจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่า อัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มีการได ้ อัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นโอกิรินีเปรตเพศหญิงนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตหญงิตน นัน้เคยเป็นพระอัครมเหสขีองพระเจา้กาลงิคะ นางขหี้งึเอากระทะมถีา่นไฟคลอก หญิงคู่แข่ง เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมกไหม ้อยู่หลายร้อยปี หลายพันปี หลาย แสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ังเหลอื โมคคลัลานะกลา่วจรงิจงึไม่ ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๐) เรื่องกพันธเปรต ๑ เรื่อง (เปรตศรีษะขาด) สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๘ }


๒๓๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น กพันธเปรตลอยในอากาศ ตาและปากของมันอยู่ที่อก ฝูงแร้ง นกกา นกเหยี่ยวพา กันโฉบอยู่ขวักไขว่จิกทึ้งยื้อแย่งเปรตนั้นสะบัดไปมาจนมันร้องครวญคราง กระผมมี ความรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้ มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นกพันธเปรตนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็นประโยชน์ เกอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคยเป็น เพชฌฆาตฆา่ โจรชอื่ทามรกิะอยใู่นกรงุราชคฤห์เพราะผลกรรมนั้น จึงตกนรกหมก ไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดม้อี ัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรม ที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๓๙ }


๒๔๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรอื่งนกับวชท ากรรมชว่ัในศาสนาของพระพทุธเจา้กสัสปะ ๕ เรื่อง คือ เรื่องเปรตมีรูปเป็ นภิกษุ ๑ เรื่อง สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได ้เห็น ภกิษุเปรตลอยในอากาศ สงัฆาฏิบาตร ประคตเอว และรา่งกายของมันถกูไฟตดิลกุ โชนจนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไม่เคยปรากฏ ที่มี สตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นภิกษุเปรตนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็นประโยชน์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๐ }


๒๔๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เกอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนาน แกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคยเป็นภกิษุ ชวั่ในศาสนาพระกัสสปสมัมาสมัพทุธเจา้เพราะผลกรรมนัน้จงึตกนรกหมกไหมอ้ยู่ หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปีแล ้วได ้มีอัตภาพเชน่นี้เพราะเศษกรรมทยี่ังเหลอื โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๒) เรื่องเปรตมีรูปเป็ นภิกษุณี ๑ เรื่อง สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุเป็น ปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได ้เห็น ภกิษุณีเปรตลอยในอากาศ สงัฆาฏิบาตร ประคตเอว และรา่งกายของมันถกูไฟตดิ ลกุโชน จนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๑ }


๒๔๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นภิกษุณีเปรตนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็นประโยชน์ เกอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคยเป็น ภกิษุณีชวั่ในศาสนาพระกัสสปสมัมาสมัพทุธเจา้เพราะผลกรรมนัน้จงึตกนรกหมก ไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดร้ับอัตภาพเชน่นเี้พราะเศษกรรม ที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๓) เรอื่งเปรตมรีปูเป็นสกิขมานา ๑ เรื่อง สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข ้าไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได ้เห็น สกิขมานาเปรต ลอยในอากาศ สงัฆาฏิบาตร ประคตเอว และรา่งกายของมันถกูไฟ ตดิลกุโชน จนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๒ }


๒๔๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นสกิขมานาเปรตนัน้แตไ่มพ่ยากรณ์เพราะการพยากรณ์นัน้จะไมเ่ ป็น ประโยชนเ์กอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคย เป็นสกิขมานาชวั่ในศาสนาพระกัสสปสมัมาสมัพทุธเจา้เพราะผลกรรมนัน้จงึตก นรกหมกไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดร้ับอัตภาพเชน่นเี้พราะ เศษกรรมที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๔) เรื่องเปรตมีรูปเป็ นสามเณร ๑ เรื่อง สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถึงที่อยู่ เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลัง จากฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่ สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลง จากภูเขาคิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไร เป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น สามเณรเปรต ลอยในอากาศ สงัฆาฏิบาตร ประคตเอว และรา่งกายของมันถกูไฟ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๓ }


๒๔๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ ตดิลกุโชน จนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา น่าอัศจรรย์จริงไม่เคยปรากฏ ่ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยี ักษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นสามเณรเปรตนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็นประโยชน์ เกอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนานแกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคยเป็น สามเณรชวั่ในศาสนาพระกัสสปสมัมาสมัพทุธเจา้เพราะผลกรรมนัน้จงึตกนรกหมก ไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดร้ับอัตภาพเชน่นเี้พราะเศษกรรม ที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๕) เรื่องเปรตมีรูปเป็ นสามเณรี ๑ เรื่อง สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให ้เหยื่อกระแต เขต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับพระมหาโมคคัลลานะพักอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ครัน้เวลาเชา้พระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสกถอืบาตรและจวีรเขา้ไปหาพระ ลักขณะจนถงึทอี่ยู่เชญิชวนวา่ “ท่านลักขณะ มาเถิด พวกเราจะไปบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ด ้วยกัน” พระลักขณะรับค าแล ้ว ขณะที่พระมหาโมคคัลลานะก าลังลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้ แสดงอาการแย ้ม พระลักขณะถามว่า “ท่านโมคคัลลานะ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให ้ ท่านแสดงอาการแย ้ม” พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่านลักขณะ ยังไม่ถึงเวลา ตอบปัญหานี้ เมื่อเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคค่อยถามปัญหานี้เถิด” ครั้นท่านทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาต หลังจาก ฉันอาหาร เข ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล ้วนั่งลง ณ ที่สมควร ครั้นแล ้วพระลักขณะได ้กล่าวขึ้นว่า “ท่านมหาโมคคัลลานะ เมื่อท่านลงจากภูเขา คิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นี้ ถึงสถานที่แห่งหนึ่งได ้แสดงอาการแย ้ม อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให ้ท่านแสดงอาการแย ้ม” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๔ }


๒๔๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า “ท่าน เมื่อกระผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏได ้เห็น สามเณรเีปรต ลอยในอากาศ สงัฆาฏิบาตร ประคตเอว และรา่งกายของมันถกูไฟ ตดิลกุโชน จนมันรอ้งครวญคราง กระผมมคีวามรสู้กึวา่น่าอัศจรรยจ์รงิไมเ่คยปรากฏ ทมี่สีตัวเ์ชน่นี้มยีกัษ์เชน่นี้มเีปรตเชน่นี้มกีารไดอ้ ัตภาพเชน่นอี้ย”ู่ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “พระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาคตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ “ภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลายที่มีจักษุญาณก็ยังมีอยู่ เพราะสาวกที่รู้ที่เห็นนี้เป็นพยานได ้ เมื่อก่อน เราก็เห็นสามเณรีเปรตนั้นแต่ไม่พยากรณ์ เพราะการพยากรณ์นั้นจะไม่เป็นประโยชน์ เกอื้กลูซ ้าจะเป็นทกุขย์าวนาน แกผ่ทู้ ไี่มเ่ ชอื่เรา ภกิษุทัง้หลาย เปรตนัน้เคยเป็น สามเณรชีวั่ในศาสนาพระกัสสปสมัมาสมัพทุธเจา้เพราะผลกรรมนัน้จงตกนรกหมกึ ไหมอ้ยหู่ลายรอ้ยปีหลายพันปีหลายแสนปีแลว้ไดร้ับอัตภาพเชน่นเี้พราะเศษกรรม ที่ยังเหลือ โมคคัลลานะกล่าวจริงจึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๖) เรื่องแม่น ้าตโปทา ๑ เรื่อง [๒๓๑] สมัยนั้น พระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมาบอกว่า “ท่าน ทั้งหลาย แม่น ้าตโปทานี้ไหลมาจากสระน ้าที่ใสเย็นจืดสนิทสะอาดมีท่าเรียบ น่า รนื่รมย์มฝีงูปลาและเตา่อาศัยอยมู่าก มดีอกบัวขนาดเทา่วงลอ้บานอยู่แตก่ระนัน้ แม่น ้าตโปทาก็ยังคงร้อนเดือดพล่านไหลไป” ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “ไฉนพระมหาโมคคัลลานะ พูดอย่างนั้นเล่า ท่านกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม่น ้าตโปทาไหลผ่านมาระหว่าง มหานรก ๒ ขุม ดังนั้นจึงคงเดือดพล่านไหลไป โมคคัลลานะกล่าวจริง ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๕ }


๒๔๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรอื่งการสรู้บในกรงุราชคฤห์๑ เรื่อง สมัยนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ ท าสงครามกับพวกเจ้าลิจฉวีแล ้ว พ่ายแพ้ ภายหลังทา้วเธอทรงระดมพลยกไปรบจนไดช้ยัชนะ ใหต้กีลองประกาศชยั ชนะในการสงครามว่า “พระราชาทรงชนะพวกเจ้าลิจฉวี” ล าดับนั้นพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมาบอกว่า “ท่านทั้งหลาย พระเจา้แผน่ดนิทรงพา่ยแพพ้วกเจา้ลจิฉวีแตเ่ขาตกีลองประกาศชยัชนะในการ สงครามว่า ‘พระราชาทรงชนะพวกเจ้าลิจฉวี” ภิกษุพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “ไฉนพระมหาโมคคัลลานะกล่าว อย่างนั้นเล่า ท่านกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ครั้งแรกพระเจ้าแผ่นดินทรงพ่าย แพ้พวกเจ้าลิจฉวีภายหลังทา้วเธอทรงระดมพลยกไปรบจนไดช้ยัชนะ โมคคลัลานะ กล่าวจริง ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๘) เรอื่งไดย้นิเสยีงชา้งลงน า้๑ เรื่อง [๒๓๒] สมัยนั้น พระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมาบอกว่า “ท่าน ทัง้หลาย กระผมเขา้อาเนญชสมาธทิ ฝี่ั่งแมน่ ้าสปั ปินกิาในต าบลนี้ไดย้นิเสยีงโขลง ชา้งลงน ้าแลว้ขนึ้จากน ้าสง่เสยีงดังเหมอืนนกกระเรยีน” ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “ไฉนพระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอย่างนั้นเล่า ท่านกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” แล ้วน าเรื่องนี้กราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สมาธินั้นมีอยู่จริง แต่ยังไม่บริสุทธิ์ โมคคัลลานะกล่าวจริง จึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๖ }


๒๔๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทสรุป เรื่องพระอรหันต์โสภิตะระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัป ๑ เรื่อง ครั้งนั้น พระโสภิตะบอกเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “กระผมระลึกชาติได ้ ๕๐๐ กัป” ๑ ภิกษุทั้งหลายพากันต าหนิ ประณาม โพนทนาว่า “ไฉนพระโสภิตะ กล่าวอย่างนั้นเล่า ท่านกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม” แล ้วน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ชาติในอดีตของโสภิตภิกษุนั้นมีอยู่ แต่มีเพียงชาติเดียวเท่านั้น โสภิตะกล่าวจริง จึงไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๖๐) ปาราชกิสกิขาบทที่๔ จบ บทสรุป [๒๓๓] ท่านทั้งหลาย ธรรม๒ คอื ปาราชกิ๔ สกขาบทข ้าพเจ้ายกขึ้นแสดง ิ แลว้แตล่ะขอ้ๆ ซงึ่ภกิษุตอ้งเขา้แลว้ยอ่มอยรู่ว่มกบัภกิษุทัง้หลายไมไ่ด้เป็น ปาราชกิหาสงัวาสมไิด้เหมอืนกอ่นบวช ขา้พเจา้ขอถามทา่นทัง้หลายในธรรม คอื ปาราชกิ๔ สกิขาบทนัน้วา่ “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ข ้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” ข ้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์แล ้วหรือ” เชงิอรรถ : ๑ กัป ระยะเวลายาวนานมาก โลกประลัยครั้งหนึ่งเป็นกัปหนึ่ง ท่านให้เข ้าใจด ้วยอุปมาว่า เปรียบ เหมอืนมภีเูขาศลิาลว้น กวา้ง ยาว สงูดานละ ้๑ โยชน์ ทุก ๑๐๐ ปี มีผู้น าผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง จนกวา่ภเูขานัน้จะสกึหรอสนิ้ไป กัปหนงึ่ยาวนานกว่านัน้ ๒ ค าว่า “ธรรม” ในทนี่หี้มายถงึอาบัติ(ปาราชกิาติเอว นามกา. ธมฺมาติอาปตฺตโิย ค าว่า “ธรรมคือ ปาราชกิ ” หมายถงึอาบัตทิมี่ชีอื่อยา่ งนี้ กงฺขา.อ. ๑๒๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๗ }


๒๔๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ รวมสกิขาบททมี่ใีนปาราชกิกัณฑ์ ทา่นทัง้หลายบรสิทุธแิ์ลว้ในธรรม คอื ปาราชกิ๔ สกิขาบทนี้เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข ้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ ปาราชกิจบ รวมสกิขาบททมี่ใีนปาราชกิกณัฑ์ ปาราชกิกัณฑม์ ี๔ สกิขาบท คอื ๑. ปาราชกิสกิขาบทที่๑ ว่าด ้วยการเสพเมถุนธรรม ๒. ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วา่ดว้ยการถอืเอาสงิ่ของทเี่จา้ของไมไ่ดใ้ห้ ๓. ปาราชกิสกขาบทที่ ิ๓ ว่าด ้วยการพรากกายมนุษย์ ๔. ปาราชกิสกิขาบทที่๔ ว่าด ้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม สกิขาบทเหลา่นเี้ป็นทตี่ัง้แหง่การตัดรากเหงา้อยา่งไมต่อ้งสงสยั ปาราชกิกณัฑ์จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๘ }


๒๔๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑. สกุกวสิฏัฐสิกิขาบท นทิานวตัถุ ๒. สงัฆาทเิสสกณัฑ์ ทา่นทัง้หลาย ธรรมคอื สงัฆาทเิสส ๑๓ สกิขาบทเหลา่นี้มาถงึวาระทจี่ะยก ขึ้นแสดงเป็นข ้อ ๆ ตามล าดับ ๑. สกุกวสิฏัฐสิกิขาบท ว่าด้วยการจงใจท าน ้าอสุจิให้เคลื่อน เรื่องพระเสยยสกะ [๒๓๔] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระเสยยสกะไม่ยินดีที่จะ ประพฤตพิรหมจรรย์เพราะความไมย่นิดนี ัน้ทา่นจงึซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง ทา่นพระอทุายเีห็นทา่นพระเสยยสกะซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็น ขึ้นสะพรั่ง จึงได ้กล่าวกับท่านว่า “คุณเสยยสกะ ท าไม คุณจึงซูบผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่งเลา่คงไมย่นิดทีจี่ะประพฤตพิรหมจรรยก์ระมัง” ท่านพระเสยยสกะรับว่าเป็นอย่างนั้น ท่านพระอุทายีแนะน าว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณจงฉันอาหารตามต ้องการ จ า วดั สรงน ้าตามตอ้งการเถดิเสร็จแลว้เมอื่คณุเกดิความกระสนัถกูราคะรบกวนจติขนึ้ มา ก็จงใชม้อืพยายามท าน ้าอสจุใิหเ้คลอื่น” “ท าเชน่นจี้ะควรหรอืขอรับ” “คณุท าเชน่นคี้วร ผมเองก็ท าเชน่น”ี้ ครั้นเมื่อท่านพระเสยยสกะฉันอาหาร จ าวัด สรงน ้าตามต ้องการแล ้ว เมื่อ เกดิความกระสนัถกูราคะรบกวนจติขนึ้มาก็ใชม้อืพยายามท าน ้าอสจุใิหเ้คลอื่น เวลาต่อมา ท่านมีผิวพรรณผ่องใส แลดูอิ่มเอิบ เพื่อนภิกษุถามท่านว่า “ท่านเสยยสกะ เมอื่กอ่น ทา่นซบูผอม หมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนสะพรั่ง แต่เวลานี้ กลับมีผิว ึ้ พรรณผอ่งใส แลดอูมิ่เอบิทา่นใชย้าอะไรหรอื ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๔๙ }


๒๕๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สงัฆาทเิสสกัณฑ]์ ๑. สกุกวสิฏัฐสิกิขาบท นทิานวตัถุ พระเสยยสกะตอบว่า “ไมไ่ดใ้ชย้าอะไร แตผ่มฉันอาหารตามตอ้งการ จ าวดั สรงน ้าตามตอ้งการ เมอื่เกดิความกระสนัถกูราคะรบกวนจติขนึ้มา ก็ใชม้อืพยายาม ท าน ้าอสุจิให ้เคลื่อน” “ทา่นใชม้อืทเี่ปิบขา้วทเี่ขาถวายดว้ยศรัทธาพยายามท าน ้าอสจุใิหเ้คลอื่น ออกมากระนั้นหรือ” พระเสยยสกะรับว่า “ใช่ขอรับ” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่าน พระเสยยสกะจงึใชม้อืพยายามท าน ้าอสจุใิหเ้คลอื่นเลา่ ” ครั้นภิกษุทั้งหลายต าหนิ พระเสยยสกะโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามพระเสยยสกะว่า “เธอใชม้อืพยายามท าน ้าอสจุใิหเ้คลอื่น จรงิหรอื ” พระ เสยยสกะทูลรับว่า “จริงพระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าของเธอไม่สมควร ไม่คล ้อยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของ สมณะ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท าเลย ไฉนเธอจงึใชม้อืพยายามท าน ้าอสจุใิหเ้คลอื่นเลา่เรา แสดงธรรมโดยประการตา่ง ๆ เพอื่คลายความก าหนัด มใิชเ่พอื่ความก าหนัด เพอื่ ความพราก มใิชเ่พอื่ความประกอบไว้เพอื่ความไมถ่อืมั่น มใิชเ่พอื่ความถอืมั่น มใิช่ หรือ เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อคลายความก าหนัด เธอก็ยังจะคิดเพื่อความก าหนัด เรา แสดงธรรมเพื่อความพราก เธอก็ยังคิดเพื่อความประกอบไว ้ เราแสดงธรรมเพื่อ ความไม่ถือมั่น เธอก็ยังจะคิดเพื่อความถือมั่น โมฆบุรุษ เราแสดงธรรมโดยประการ ตา่ง ๆ เพอื่ส ารอกราคะ เพอื่สรา่งความเมา เพื่อดับความกระหาย เพื่อถอนความ อาลัย เพอื่ตดัวฏัฏะ เพอื่ความสนิ้ตัณหา เพอื่คลายความก าหนัด เพอื่ดับทกุข์เพอื่ นพิพาน มใิชห่รอื โมฆบรุ ุษ เราบอกการละกาม การก าหนดรคู้วามส าคัญในกาม การก าจัดความกระหายในกาม การเพิกถอนความตรึกในกาม การระงับความ กลัดกลุ้มเพราะกามไวโ้ดยประการตา่ง ๆ มใิชห่รอืการกระท าอยา่งนมี้ไิดท้ าคนทยี่ัง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๕๐ }


Click to View FlipBook Version