๑๕๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ คาถารวมวินีตวัตถุ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องพรรณนาคุณความตาย ๑ เรื่อง เรื่องนั่ง ๑ เรื่อง เรื่องสาก ๑ เรื่อง เรอื่งไมส้ าหรับท าครก ๑ เรื่อง เรื่องพระขรัวตา ๓ เรื่อง เรื่องเนื้อติดคอ ๓ เรื่อง เรื่องยาพิษ ๒ เรื่อง เรื่องเตรียมพื้นที่สร้างวิหาร ๓ เรื่อง เรื่องอิฐ ๓ เรื่อง เรื่องมีด ๓ เรื่อง เรื่องไม ้กลอน ๓ เรื่อง เรื่องนั่งร้าน ๓ เรื่อง เรื่องให ้ลงจากหลังคา ๓ เรื่อง เรื่องกระโดดหน้าผา ๒ เรื่อง เรื่องอบตัว ๓ เรื่อง เรื่องนัตถุ์ยา ๓ เรื่อง เรื่องนวด ๓ เรื่อง เรื่องให ้อาบน ้า ๓ เรื่อง เรื่องให ้ทาน ้ามัน ๓ เรื่อง เรื่องให ้ลุกขึ้น ๓ เรื่อง เรื่องท าให ้ล ้ม ๓ เรื่อง เรื่องให ้ตายด ้วยข ้าว ๓ เรื่อง เรื่องให ้ตายด ้วยน ้าฉัน ๓ เรื่อง เรอื่งหญงิมคีรรภก์ ับชายชู้๑ เรื่อง เรื่องหญิงร่วมสามี ๒ เรื่อง เรื่องนาบครรภ์ให ้ร้อน ๑ เรื่อง เรื่องฆ่ามารดาและบุตรทั้ง ๒ คนตาย ๑ เรื่อง เรื่องฆ่ามารดาและบุตรทั้ง ๒ คนไม่ตาย ๑ เรื่อง เรื่องให ้รีด ๑ เรื่อง เรื่องหญิงหมัน ๑ เรื่อง เรื่องหญิงไม่เป็นหมัน ๑ เรื่อง เรื่องจี้ ๑ เรื่อง เรื่องทับ ๑ เรื่อง เรื่องฆ่ายักษ์ ๑ เรื่อง เรอื่งสง่ ไปสทู่มี่สีตัวร์า้ยและยักษ์ดุ๙ เรื่อง เรอื่งส าคัญวา่ ใช่๔ เรื่อง เรื่องประหาร ๓ เรื่อง เรื่องพรรณนาสวรรค์ ๓ เรื่อง เรื่องพรรณนานรก ๓ เรื่อง เรื่องต ้นไม ้ที่เมืองอาฬวี ๓ เรื่อง เรื่องเผาป่ า ๓ เรื่อง เรื่องไม่ให ้ล าบาก ๑ เรื่อง เรื่องไม่ท าตามท่าน ๑ เรื่อง เรื่องให ้ดื่มเปรียง ๑ เรื่อง เรื่องให ้ดื่มยาโลณโสวีรกะ ๑ เรื่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๑ }
๑๕๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ วินีตวัตถุ เรื่องพรรณนาคุณความตาย ๑ เรื่อง [๑๘๐] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได ้พรรณนาคุณแห่ง ความตายให ้ท่านฟังด ้วยความสงสาร ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความ กังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑) เรื่องนั่ง ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุผเู้ทยี่วบณิฑบาตเป็นวตัรรปูหนงึ่นั่งทับเด็กชายทเี่ขาใชผ้า้เกา่ คลมุไวบ้นตั่ง ท าใหเ้ด็กนัน้ตาย ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชก อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังไม่ได ้พิจารณาแล ้วไม่พึงนั่ง ิ บนอาสนะ ภิกษุใดนั่ง ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๒) เรื่องสาก ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปูลาดอาสนะที่โรงอาหารในละแวกบ ้าน ได ้หยิบสากอัน หนงึ่ในสากทเี่ขาพงิกันไว้สากอันทสี่องลม้ฟาดศรีษะเด็กชายคนหนึ่งตาย ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า ไม่จงใจ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่จงใจ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓) เรอื่งไมส้า หรบัท าครก ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งปูลาดอาสนะที่โรงอาหารในละแวกบ ้าน เหยียบขอนไม ้ ที่เขาน ามาท าครกกลิ้งไปทับเด็กชายคนหนึ่งถึงตาย แล ้วเกิดความกังวลใจว่า เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๒ }
๑๕๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่จงใจ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่จงใจ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔) เรื่องพระขรัวตา ๓ เรื่อง สมัยนัน้บดิาและบตุรบวชในส านักภกิษุวนัหนงึ่เมอื่เขาบอกเวลาอาหาร ภิกษุผู้เป็นบุตรได ้กล่าวกับภิกษุผู้เป็นบิดาว่า “นิมนต์ไปเถิด พระสงฆ์ก าลังคอยท่าน อยู่” แล ้วจับหลังผลักไปจนภิกษุผู้เป็นบิดาล ้มลงถึงแก่มรณภาพ ท่านเกิดความ กังวลใจว่า เราต ้องอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้อง อาบัติ” (เรื่องที่ ๕) สมัยนั้น บิดาและบุตรบวชในส านักภกิษุวนัหนงึ่เมอื่เขาบอกเวลาอาหาร ภิกษุผู้เป็นบุตรได ้กล่าวกับภิกษุผู้เป็นบิดาว่า “นิมนต์ไปเถิด พระสงฆ์ก าลังคอยท่าน อยู่” มีความประสงค์จะฆ่าจึงจับหลังผลักไป ภิกษุผู้เป็นบิดาล ้มลง ถึงแก่มรณภาพ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรองนี้ไปกราบทูล ื่ พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้า พระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖) สมัยนัน้บดิาและบตุรบวชในส านักภกิษุวนัหนงึ่เมอื่เขาบอกเวลาอาหาร ภิกษุผู้เป็นบุตรได ้กล่าวกับภิกษุผู้เป็นบิดาว่า “นิมนต์ไปเถิด พระสงฆ์ก าลังคอยท่าน อยู่” มีความประสงค์จะฆ่าจึงจับหลังผลักไป ภิกษุผู้เป็นบิดาล ้มลงแต่ไม่ถึงมรณภาพ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๓ }
๑๕๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรอื่งเนอื้ตดิคอ ๓ เรื่อง [๑๘๑] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งก าลังฉันอาหาร เนื้อติดคอ เพื่อนอีกรูปหนึ่ง ได ้ทุบที่คอของภิกษุรูปนั้น เนื้อได ้หลุดออกมาพร้อมกับโลหิต ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่ทุบเกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งก าลังฉันอาหาร เนื้อติดคอ ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความ ประสงค์จะฆ่าจึงได ้ทุบที่คอ เนื้อหลุดออกมาพร้อมกับโลหิต ท่านถึงแก่มรณภาพ ภกิษุรปูทที่บุเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งก าลังฉันอาหาร เนื้อติดคอ ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความ ประสงค์จะฆ่าจึงได ้ทุบที่คอ เนื้อหลุดออกมาพร้อมกับโลหิต แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภกิษุรปูทที่บุเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๐) เรื่องยาพิษ ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งได ้อาหารบิณฑบาตที่เจือยา พิษมาแล ้วน ากลับไปถวายแก่ภิกษุทั้งหลายให ้ฉันก่อน ภิกษุเหล่านั้นถึงแก่มรณภาพ ภกิษุเจา้ของบณิฑบาตเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงน า ึ เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิด อย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ทราบไม่ต ้อง อาบัติ” (เรื่องที่ ๑๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๔ }
๑๕๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรื่องสมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งต ้องการทดลองจึงให ้ยาพิษแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่งฉัน ท่าน ถงึแกม่รณภาพ ภกิษุผทู้ดลองยาพษิเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะทดลอง พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๒) เตรยีมพนื้ทสี่รา้งวหิาร ๓ เรื่อง [๑๘๒] สมัยนั้น พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวี ก าลังเตรียมพื้นที่สร้างวิหาร ภกิษุรปูหนงึ่อยขู่า้งลา่งยกศลิาสง่ขนึ้ไป ศลิาทภี่กิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนรับไวไ้มด่ ีพลัด ตกลงทับศรีษะภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่งจนถงึแกม่รณภาพ ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนเกดิความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทูลพระผู้มีพระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่จงใจ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุเธอไม่จงใจ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๓) สมัยนั้น พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีก าลังเตรียมพื้นที่สร้างวิหาร ภิกษุรูปหนึ่ง อยขู่า้งลา่งยกศลิาสง่ขนึ้ไป ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึปลอ่ยศลิาลง บนศรีษะภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่งจนถงึแกม่รณภาพ ภกิษุรปูทปี่ลอ่ยศลิาลงมาเกดิความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๔) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ สรา้งวหิาร ภกิษุรปูหนงึ่ อยขู่า้งลา่งยกศลิาสง่ขนึ้ไป ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนมคีวามประสงคจ์ะฆา่ภกิษุรปูทอี่ยู่ ขา้งลา่ง จงึปลอ่ยศลิาลงบนศรีษะ แตท่า่นไมถ่งึมรณภาพ ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนเกดิ ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๕ }
๑๕๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรื่องอิฐ ๓ เรื่อง สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ ฝาวหิาร ภกิษุรปูหนงึ่อยู่ ขา้งลา่งสง่อฐิขนึ้ไป อฐิทภี่กิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนรับไวไ้มด่ ีพลัดตกลงทับศรีษะภกิษุรปูที่ อยู่ข ้างล่างถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่อยู่ข ้างบนเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่จงใจ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่จงใจ ไม่ต ้องอาบัติ”(เรื่องที่ ๑๖) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ ฝาวหิาร ภกิษุรปูหนงึ่อยู่ ขา้งลา่งสง่ อิฐขึ้นไป ภิกษุรูปที่อยู่ข ้างบนมีความประสงค์จะฆ่า จึงปล่อยอิฐลงบน ศรีษะภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่ง ถงึแกม่รณภาพ ภกิษุรปูทปี่ลอ่ยอฐิลงมาเกดิความกังวล ใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ”(เรื่องที่ ๑๗) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวีชว่ยกันท าการกอ่ สรา้งฝาวหิาร ภกิษุรปู หนงึ่อยขู่า้งลา่งสง่อฐิขนึ้ไป ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึปลอ่ยอฐลงิ บนศรีษะของภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่ง แตภ่กิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่งไมถ่งึแกม่รณภาพ ภิกษุ รปูทปี่ลอ่ยอฐิลงมาเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิด อย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๑๘) เรื่องมีด ๓ เรื่อง [๑๘๓] สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปู หนงึ่อยขู่า้งลา่งสง่มดีขนึ้ไป มดีทภี่กิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนรับไวไ้มด่ ีพลัดตกลงบนศรีษะ ภิกษุรูปที่อยู่ข ้างล่างถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่ท าอยู่ข ้างบนเกิดความกังวลใจว่า เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๖ }
๑๕๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่จงใจ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่จงใจ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๑๙) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ สรา้ง ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ข ้าง ลา่งสง่มดีขนึ้ไป ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึปลอ่ยมดีลงบนศรีษะ ภิกษุรูปที่อยู่ข ้างล่างถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่ปล่อยมีดตกลงมาเกิดความกังวลใจ วา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์ จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๐) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปูหนงึ่อยู่ ขา้งลา่งสง่มดีขนึ้ไป ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนมคีวามประสงค์จะฆ่า จึงปล่อยมีดลงบน ศรีษะของภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่ง แตภ่กิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่งไมถ่งึแกม่รณภาพ ภกิษุรปูที่ ปลอ่ยมดีตกลงมาเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิด อย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๒๑) เรื่องไม้กลอน ๓ เรื่อง สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปูหนงึ่อยขู่า้ง ลา่ง ยกไมก้ลอนหลังคาสง่ขนึ้ไป ไม ้กลอนหลังคาที่ภิกษุรูปที่อยู่ข ้างบนรับไว ้ไม่ดี พลัดตกลงบนศรีษะภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่งถงึแกม่รณภาพ ภกิษุรปูทที่ าไมก้ลอนพลัด ตกลงมาเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้า พระพุทธเจ้าไม่จงใจ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่จงใจ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่๒๒) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปูหนงึ่อยขู่า้ง ลา่ง ยกไมก้ลอนหลังคาสง่ขนึ้ไป ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึปลอ่ย ไม ้กลอนหลังคาลงบนศรีษะภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่งถงึแกม่รณภาพ ภกิษุรปูทปี่ลอ่ยไม้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๗ }
๑๕๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ กลอนหลังคาลงมาเกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิด อย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๓) สมัยนั้น พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวชีว่ยกันท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปูหนงึ่อยู่ ขา้งลา่ง ยกไมก้ลอนหลังคาสง่ขนึ้ไป ภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งบนมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึ ปลอ่ยไมก้ลอนหลังคาลงบนศรีษะภกิษุรปูทอี่ยขู่า้งลา่งแตไ่มถ่งึมรณภาพ ภกิษุรปูที่ ปลอ่ยไมก้ลอนหลังคาลงมาเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกหรือหนอ จึง ิ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอ คิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๒๔) เรื่องนั่งร้าน ๓ เรื่อง สมัยนั้น พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันผกูนั่งรา้นท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปู หนึ่งบอกอีกรูปหนึ่งว่า “ท่านจงยืนผูกที่ตรงนี้” ภิกษุนั้นจึงยืนผูกที่นั้น ได ้พลัดตกลง มาถงึแกม่รณภาพ ภกิษุรูปทบี่อกเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒๕) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันผกูนั่งรา้นท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปู หนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าบอกอีกรูปหนึ่งว่า “ท่านจงยืนผูกที่ตรงนี้” ภิกษุรูปนั้นจึง ยืนผูกที่ตรงนั้น ได ้พลัดตกลงมาถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่บอกเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๖) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวชีว่ยกันผกูนั่งรา้นท าการกอ่ สรา้ง ภกิษุรปู หนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าบอกอีกรูปหนึ่งว่า “ท่านจงยืนผูกที่ตรงนี้” ภิกษุรูปนั้นจึง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๘ }
๑๕๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ ยืนผูกที่ตรงนั้น ได ้พลัดตกลงมา แต่ไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่บอกเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกหรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค ิ ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบตั ิ ถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๒๗) เรื่องให้ลงจากหลังคา ๓ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมุงหลังคาวิหารเสร็จแล ้วจะลง อีกรูปหนึ่งบอกท่านว่า “นิมนต์ท่านลงมาทางนี้” ภิกษุนั้นจึงลงทางนั้น ได ้พลัดตกลงมาถึงแก่มรณภาพ ภกิษุรปูทบี่อกเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมุงหลังคาวิหารเสร็จแล ้วจะลง อีกรูปหนึ่งมีความ ประสงค์จะฆ่าบอกเธอว่า “นิมนต์ท่านลงมาทางนี้” ภิกษุรูปนั้นจึงลงทางนั้นได ้พลัด ตกลงมาถงึแกม่รณภาพ ภกิษุรปูทบี่อกเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมุงหลังคาวิหารเสร็จแล ้วจะลง อีกรูปหนึ่งมีความ ประสงค์จะฆ่าบอกเธอว่า “นิมนต์ท่านลงมาทางนี้” ภิกษุรูปนั้นจึงลงทางนั้น ได ้ พลัดตกลงมาแต่ไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่บอกเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่อง ที่ ๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๕๙ }
๑๖๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรื่องกระโดดหน้าผา ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเกิดความเบื่อหน่ายจึงขึ้นภูเขาคิชฌกูฏแล ้วกระโดดลง ทางหนา้ผาทับชา่งสานคนหนงึ่ตาย แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกษุไม่พึงท าให ้ตนเองตก ิ ภิกษุใดท าให ้ตก ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓๑) สมัยนัน้พวกภกิษุฉัพพัคคยีข์นึ้ภเูขาคชิฌกฏูกลงิ้ศลิาเลน่ ศลิาตกทับคน เลยี้งโคคนหนงึ่ตาย พวกทา่นเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ ทัง้หลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิอนงึ่ภกิษุทัง้หลาย ภกิษุไมพ่งึกลงิ้ศลิา เล่น ภิกษุใดกลิ้ง ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓๒) เรื่องอบตัว ๓ เรื่อง [๑๘๔] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายจึงให ้ท่านอบตัวจนถึง แก่มรณภาพ พวกทา่นเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิราชกิหรอืหนอ จงึ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “พวกเธอคิด อย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “พวกเธอ ไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๓) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะฆ่าจึงให ้เธอ อบตัวจนถงึแกม่รณภาพ พวกทา่นเกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบตั ปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะฆ่าจึงให ้เธอ อบตัว แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้อง อาบัติปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๐ }
๑๖๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๓๕) เรื่องนัตถุ์ยา ๓ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ปวดศรีษะ ภกิษุทัง้หลายจงึใหท้า่นนัตถยุ์า ทา่นถงึ แก่มรณภาพ ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๖) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ปวดศรีษะ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึให้ ท่านนัตถุ์ยาจนถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๗) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ปวดศรีษะ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึให้ ท่านนัตถุ์ยา แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติปาราชกิ แต่ต ้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๓๘) เรื่องนวด ๓ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายจงึชว่ยกันนวดเฟ้นทา่น ทา่นถงึ แกม่รณภาพ ภกิษุเหลา่นัน้เกดิกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๑ }
๑๖๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๓๙) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน นวดเฟ้นท่านจนถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ งนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระ องค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๐ ) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะฆา่จงึชว่ย กันนวดเฟ้นท่าน แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวก เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่อง ๔๑) เรื่องให้อาบน ้า ๓ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายจงึชว่ยกันอาบน ้าใหท้า่น ทา่นถงึ แกม่รณภาพ ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๒ ) สมัยนั้น ภิกษุหนึ่งรปูอาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน อาบน ้าให ้ท่าน ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูแกพ่ระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๒ }
๑๖๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๓) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน อาบน ้าให ้ท่าน แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวก เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๔๔) เรื่องให้ทาน ้ามัน ๓ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายชว่ยกันเอาน ้ามันมาทาใหท้ ่าน ทา่นถงึแกม่รณภาพ ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๕ ) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน เอาน ้ามันมาทาให ้ท่าน ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๖) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน เอาน ้ามันมาทาให ้ท่าน แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๓ }
๑๖๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ ทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “ข ้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลายมีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๔๗) เรื่องใหล้กุขนึ้๓ เรื่อง [๑๘๕] สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายจงึชว่ยกันพยงุใหท้า่น ลุกขึ้น ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่๔๘) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน พยุงให ้ท่านลุกขึ้น ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องอาบัติปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๙) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน พยุงให ้ท่านลุกขึ้น แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้า พระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๕๐) เรื่องท าให้ล้ม ๓ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายจงึชว่ยกันท าให ้ท่านล ้มลง ท่าน ถงึแกม่รณภาพ ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๔ }
๑๖๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน ท าให ้ท่านล ้มลง ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๒) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน ท าให ้ท่านล ้มลง แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวก เราต ้องอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๕๓) เรื่องให้ตายด้วยข้าว ๓ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายจงึชว่ยกันใหท้า่นฉันขา้ว ทา่นถงึ แกม่รณภาพ ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๔) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน ให ้ท่านฉันข ้าว ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๕ }
๑๖๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๕) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่อาพาธ ภกิษุทัง้หลายมคีวามประสงคจ์ะฆา่จงึชว่ยกัน ให ้ท่านฉันข ้าว แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวก เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามี ความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๕๖) เรื่องให้ตายด้วยน ้าฉัน ๓ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายให ้ท่านดื่มน ้า ท่านถึงแก่ มรณภาพ ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๗) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะฆ่า จึงให ้ท่าน ดื่มน ้า ท่านถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายมีความประสงค์จะฆ่า จึงให ้ท่าน ดื่มน ้า แต่ท่านไม่ถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิดความกังวลใจว่า พวกเราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระ ี้ องค์ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคิดอย่างไร” “พวกข ้าพระพุทธเจ้ามีความ ประสงค์จะฆ่า พระพุทธเจ้าข ้า” “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๕๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๖ }
๑๖๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรอื่งหญงิมคีรรภก์บัชายชู้๑ เรื่อง [๑๘๖] สมัยนัน้หญงิคนหนงึ่เป็นแมม่า่ยผัวรา้ง ไดม้คีรรภก์ ับชายชู้นาง บอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้าโปรดหายาท าแท้งให ้ด ้วยเถิด” ท่านรับค าแล ้ว ได ้ให ้ยาท าแท้งแก่หญิงนั้น ทารกถึงแก่ความตาย ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖๐) เรื่องหญิงร่วมสามี ๒ เรื่อง สมัยนั้น ชายคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมัน อีกคนหนึ่งไม่เป็นหมัน หญิงหมันบอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “ถ้านางคนนั้นคลอดบุตร จักได ้ครอบครอง ทรัพย์สมบัติทั้งหมด พระคุณเจ้าโปรดหายาท าแท้งให ้ด ้วยเถิด” ท่านรับค าแล ้ว ได ้ ให ้ยาท าแท้งแก่หญิงที่ไม่เป็นหมัน ทารกถึงแก่ความตาย แต่มารดาไม่ตาย ท่านเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖๑) สมัยนั้น ชายคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมัน อีกคนหนึ่งไม่เป็นหมัน หญิงหมันบอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “ถ้านางคนนั้นคลอดบุตรจักได ้ครอบครอง ทรัพย์สมบัติทั้งหมด พระคุณเจ้าโปรดหายาท าแท้งให ้ด ้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับค าแล ้ว ได ้ให ้ยาท าแท้งแก่หญิงที่ไม่เป็นหมัน มารดาถึงแก่ความตายแต่ทารกไม่ตาย ภิกษุ นั้นเกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัติถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๖๒) เรื่องฆ่ามารดาและบุตรทั้ง ๒ คนตาย ๑ เรื่อง สมัยนั้น ชายคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมัน อีกคนหนึ่งไม่เป็นหมัน หญิงหมันบอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “ถ้านางคนนั้นคลอดบุตรจักได ้ครอบครอง ทรัพย์สมบัติทั้งหมด พระคุณเจ้าโปรดหายาท าแท้งให ้ด ้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับค าแล ้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๗ }
๑๖๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ ได ้ให ้ยาท าแท้งแก่หญิงที่ไม่เป็นหมัน มารดาและบุตรถึงแก่ความตายทั้ง ๒ คน ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖๓) เรื่องฆ่ามารดาและบุตรทั้ง ๒ คนไม่ตาย ๑ เรื่อง สมัยนั้น ชายคนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน คนหนึ่งเป็นหมัน อีกคนหนึ่งไม่เป็นหมัน หญิงหมันบอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “ถ้านางคนนั้นคลอดบุตรจักได ้ครอบครอง ทรัพย์สมบัติทั้งหมด พระคุณเจ้าโปรดหายาท าแท้งให ้ด ้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับค าแล ้ว ได ้ให ้ยาท าแท้งแก่หญิงที่ไม่เป็นหมัน แต่มารดาและบุตรไม่ตาย ท่านเกิดความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัติ ถุลลัจจัย” (เรื่องที่ ๖๔) เรื่องให้รีด ๑ เรื่อง [๑๘๗] สมัยนั้น หญิงมีครรภ์คนหนึ่งบอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณ เจ้าโปรดหายาท าแท้งให ้ด ้วยเถิด” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง เธอจงรีด” นางรีด ครรภ์ท าให ้แท้งบุตร ภิกษุนั้นเกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖๕) เรื่องนาบครรภ์ให้ร้อน ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงมีครรภ์บอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้าโปรดหายาท า แท้งให ้ด ้วยเถิด” ภิกษุนั้นตอบว่า “น้องหญิง เธอจงนาบครรภ์ให ้ร้อน” นางนาบ ครรภใ์หร้อ้นจนแทง้บตุร ภกิษุนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๘ }
๑๖๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรื่องหญิงหมัน ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงหมันคนหนึ่งบอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้าโปรดหา ยาที่ท าให ้ดิฉันมีลูกได ้ด ้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับค าแล ้วได ้ให ้ยาแก่หญิงหมันนั้น นางถึง แกค่วามตาย ภกิษุนัน้เกดิกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๖๗) เรื่องหญิงไม่เป็ นหมัน ๑ เรื่อง สมัยนั้น หญิงไม่เป็นหมันคนหนึ่งบอกภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า โปรดหายาที่ท าให ้ดิฉันหยุดมีลูกด ้วยเถิด” ภิกษุนั้นรับค าแล ้วได ้ให ้ยาแก่หญิงลูกดก นั้น นางถึงแก่ความตาย ภิกษุนั้นเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติปาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๖๘) เรอื่งจี้๑ เรื่อง สมัยนัน้พวกภกิษุฉัพพัคคยี ใ์ชน้วิ้มอืจภี้กิษุรปูหนงึ่ในกลมุ่พวกภกิษุ สตัตรสวคัคยี ใ์หห้ ัวเราะ เธอเหนื่อยหายใจไม่ทันถึงแก่มรณภาพ ภิกษุเหล่านั้นเกิด ความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖๙) เรื่องทับ ๑ เรื่อง สมัยนัน้พวกภกิษุสตัตรสวคัคยีช์ว่ยกันทับภกิษุรปูหนงึ่ในกลมุ่พวกภกิษุ ฉัพพัคคีย์จนถึงแก่มรณภาพ ด ้วยตั้งใจว่าจักลงโทษ พวกเธอเกิดความกังวลใจว่า พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่ต ้องอาบัติปาราชกิแตต่อ้งอาบัติ ปาจิตตีย์” ๑ (เรื่องที่ ๗๐) เชงิอรรถ : ๑ ยสฺมา ปน เต กมฺมาธิปฺปายา น มรณาธิปฺปายา, ตสฺมา ปาราชกิ น วตุ ฺต เพราะภกิษุเหลา่นัน้มคีวาม ประสงคจ์ะท ากรรม ไมม่คีวามประสงคจ์ะฆา่จงึไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ (ว.ิอ. ๑/๑๘๗/๕๑๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๖๙ }
๑๗๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรื่องฆ่ายักษ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุหมอผีรูปหนึ่ง ฆ่ายักษ์ตาย ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระ ึ องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่๗๑) เรอื่งสง่ ไปสทู่มี่สีตัวร์า้ยและยกัษด์ุ๙ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปยังวหิารมยี ักษ์ดุพวกยักษ์ฆา่ภกิษุ นัน้มรณภาพ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๗๒) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามประสงคจ์ะฆา่ สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปยังวิหาร มียักษ์ดุ พวกยักษ์ฆ่าภิกษุนั้นมรณภาพ ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองคต์รัส ว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๓) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามประสงคจ์ะฆา่ สง่ภกิษุอีกรูปหนึ่งไปยังวิหารที่มี ยักษ์ดุพวกยักษ์ไมฆ่า่เธอ ภกิษุนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งปาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๗๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนงึ่สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปสทู่กี่ันดารมสีตัวร์า้ย เหลา่ สตัว์ รา้ยฆา่ทา่นมรณภาพ ภกิษุนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๗๕) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามประสงคจ์ะฆา่ สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปสทู่กี่ันดารมี สตัวร์า้ย เหลา่ สตัวร์า้ยฆา่ภกิษุนัน้มรณภาพ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๐ }
๑๗๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปยังทกี่ันดารมสีตัวร์า้ย เหลา่ สตัว์ รา้ยไมฆ่า่ภกิษุนัน้ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้อง ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๗๗) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปสทู่กี่ันดารมโีจร พวกโจรฆา่ทา่น มรณภาพ ภกิษุนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๗๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงคจ์ะฆา่ สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปสทู่กี่ันดาร มโีจร พวกโจรฆา่ภกิษุนัน้มรณภาพ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมคีวามประสงคจ์ะฆา่ สง่ภกิษุอกีรปูหนงึ่ไปสทู่กี่ันดารมี โจร พวกโจรไมฆ่า่ภกิษุนัน้ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๘๐) เรอื่งสา คญัวา่ ใช่ ๔ เรื่อง [๑๘๘] สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามประสงคจ์ะฆา่ภกิษุทจี่องเวรกัน ส าคัญ ภิกษุนั้นว่าเป็นภิกษุนั้น จึงฆ่าภิกษุนั้น ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๑) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามประสงคจ์ะฆา่ภกิษุทจี่องเวรกัน ส าคัญภกิษุนัน้ วา่เป็นภกิษุนัน้แตฆ่า่ภกิษุอนื่ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๑ }
๑๗๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงคจ์ะฆา่ภกิษุทจี่องเวรกัน ส าคัญภกิษุที่ จองเวรกันว่าเป็นภิกษุอื่น แต่ฆ่าภิกษุผู้จองเวรนั้น ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๓) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามประสงคจ์ะฆา่ภกิษุทจี่องเวรกัน ส าคัญภกิษุที่ จองเวรกันว่าเป็นภิกษุอื่นและได ้ฆ่าภิกษุอื่น ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต ้องอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๔) เรื่องประหาร ๓ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกผีเข ้า ภิกษุอีกรูปหนึ่งทุบตีท่านจนถึงแก่มรณภาพ ภกิษุรปูทที่บุตนี ัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความ ประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๘๕) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกผีเข ้า ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าจึงทุบตี ทา่นจนถงึแกม่รณภาพ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งถูกผีเข ้า ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าจึงทุบตี ทา่น ภกิษุนัน้ไมถ่งึแกม่รณภาพ ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๘๗) เรื่องพรรณนาสวรรค์ ๓ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพรรณนาเรื่องสวรรค์ให ้บุคคลผู้ท าความดีฟัง เขาน้อม ใจเชอื่แลว้ถงึแกค่วามตาย ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรือหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๒ }
๑๗๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๘๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าจึงพรรณนาเรื่องสวรรค์ให ้บุคคลผู้ ท าความดฟี ัง เขานอ้มใจเชอื่แลว้ถงึแกค่วามตาย ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้ง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่า จึงพรรณนาเรื่องสวรรค์ให ้ บคุคลผทู้ าความดฟี ัง เขานอ้มใจเชอื่แตไ่มต่าย ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้ง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ พระภาคให ้ทรงทราบ พระ ี องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่๙๐) เรื่องพรรณนานรก ๓ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพรรณนาเรื่องนรกให ้ผู้ควรเกิดในนรกฟัง เขาตกใจถึง แกค่วามตาย ทา่นเกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์ จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๑) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าจึงพรรณนาเรื่องนรกให ้ผู้ควรเกิด ในนรกฟัง เขาตกใจถึงแก่ความตาย ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าจึงพรรณนาเรื่องนรกให ้ผู้ควรเกิด ในนรกฟัง เขาตกใจแต่ไม่ถึงตาย ท่านเกิดความกังวลใจวา่เราตอ้งปาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๙๓) เรื่องต้นไม้ที่เมืองอาฬวี ๓ เรื่อง [๑๘๙] สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวจีะท าการกอ่ สรา้งจงึชว่ ยกันตัดตันไม ้ ภิกษุรูปหนึ่งบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่านจงยืนตัดที่ตรงนี้” ภิกษุรูปนั้น จึงยืนตัดที่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๓ }
๑๗๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ ตรงนั้น ต ้นไม ้ล ้มทับถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่บอกเกิดความกังวลใจว่า เราต ้อง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๔) สมัยนั้น พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีจะท าการกอ่ สรา้ง จงึชว่ยกันตัดตน้ ไม้ ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าจึงบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่านจงยืนตัดที่ตรงนี้” ต ้นไม ้ล ้มทับเธอผู้ยืนตัดอยู่ที่นั้นถึงแก่มรณภาพ ภิกษุรูปที่บอกเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ พระภาคให ้ทรงทราบ ี พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙๕) สมัยนัน้พวกภกิษุชาวเมอืงอาฬวจีะท าการกอ่ สรา้ง จงึชว่ยกันตัดตน้ ไม้ ภิกษุรูปหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าจึงบอกภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า “ท่านจงยืนตัดที่ตรงนี้” ต ้นไม ้ล ้มทับเธอผู้ยืนตัดอยู่ที่นั้นแต่ไม่ถึงมรณภาพ ภิกษุรูปที่บอกเกิดความกังวลใจว่า เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่๙๖) เรื่องเผาป่ า ๓ เรื่อง [๑๙๐] สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เผาป่ า พวกชาวบ ้านถูกไฟคลอกตาย ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ไม่มีความประสงค์จะฆ่า ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๙๗) สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์มีความประสงค์จะฆ่า จึงเผาป่ า พวกชาวบ ้าน ถกูไฟคลอกตาย ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอื หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ ทัง้หลาย พวกเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙๘) สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์มีความประสงค์จะฆ่า จึงเผาป่ า พวกชาวบ ้าน ถกูไฟคลอก แตไ่มต่าย ภกิษุเหลา่นัน้เกดิความกังวลใจวา่พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย พวกเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชก แต่ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ิ ” (เรื่องที่๙๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๔ }
๑๗๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๓ วินีตวัตถุ เรื่องไม่ให้ล าบาก ๑ เรื่อง [๑๙๑] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งไปที่ตะแลงแกง๑ บอกนายเพชฌฆาตว่า “ทา่นอยา่ทรมานนักโทษคนนเี้ลย จงประหารชวีติดว้ยการฟันครัง้เดยีว” เพชฌฆาต รับค าแลว้ประหารชวีติดว้ยการฟันครัง้เดยีว ภกิษุนัน้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้ง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๐) เรื่องไม่ท าตามท่าน ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรุปหนึ่งไปที่ตะแลงแกงบอกนายเพชฌฆาตว่า “ท่านอย่า ทรมานนักโทษคนนเี้ลย จงประหารชวีติดว้ยการฟันครัง้เดยีว” เพชฌฆาตกล่าวว่า “ข ้าพเจ้าจะไม่ท าตามค าของท่าน” แล ้วประหารชวีตินักโทษนัน้ภกิษุนัน้เกดิความ กังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาค ให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่ ๑๐๑) เรื่องให้ดื่มเปรียง ๑ เรื่อง [๑๙๒] สมัยนั้น บุรุษมือเทา้ดว้นคนหนงึ่พวกหมญู่าตชิว่ยกันดแูลอยใู่น เรือน ภิกษุรูปหนึ่งได ้กล่าวกับพวกญาติของบุรุษนั้นว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่าน อยากให ้บุรุษคนนี้ตายไหม” “พวกเราอยากให ้เขาตาย เจ้าข ้า” “ถา้เชน่นัน้จงใหเ้ขาดมื่เปรยีง” หมู่ญาตินั้นจึงให ้บุรุษนั้นดื่มเปรียงจนบุรุษนั้นถึงแก่ความตาย ภกิษุรปูทบี่อกวธิฆีา่เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๒) เชงิอรรถ : ๑ ค าว่า “ตะแลงแกง” หมายถงึสถานทสี่ าหรับฆา่นักโทษ ภาษาโบราณหมายถงึทางสแี่พรง่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๕ }
๑๗๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ วินีตวัตถุ เรื่องให้ดื่มยาโลณโสวีรกะ ๑ เรื่อง สมัยนั้น บุรุษมือเท้าด ้วนคนหนึ่ง พวกหมญู่าตชิว่ยกันดแูลอยใู่นเรอืน ภิกษุณีรูปหนึ่งได ้กล่าวกับหมู่ญาติของบุรุษนั้นว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านอยากให ้ บุรุษคนนี้ตายไหม” “พวกเราอยากให ้เขาตาย เจ้าข ้า” “ถา้เชน่นัน้จงใหเ้ขาดมื่ยาโลณโสวรีกะ” ๑ หมู่ญาติจึงให ้บุรุษนั้นดื่มยาโลณโสวีรกะจนบุรุษนั้นถึงแก่ความตาย ภิกษุณีนั้นเกิดความกังวลใจ จึงเล่าเรื่องนั้นให ้ภิกษุณีทั้งหลายทราบ พวก ภิกษุณีแจ้งเรื่องนั้นให ้ภิกษุทั้งหลายทราบ ภิกษุทั้งหลายจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีนั้นต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐๓) ปาราชกิสกิขาบทที่๓ จบ เชงิอรรถ : ๑ โลณโสวรีก นาม สพฺพรสาภสิงฺขต เอก เภสชฺช ฯเปฯ ยาโลณโสวรีกะ ไดแ้ก่ยาทปี่รงุดว้ยสว่น ประกอบนานาชนดิเชน่มะขามป้อมสด สมอพเิภก ธัญญชาตทิกุชนดิถั่วเขยีว ขา้วสกุผลกล ้วย หน่อหวาย การเกต อินทผลัม หน่อไม้ปลา เนอื้น ้าผงึ้น ้าออ้ย เกลอื โดยใสเ่ครอื่งยาเหลา่นใี้นหมอ้ ปิดฝามดิ ชดิเก็บ ดองไว้ ๑, ๒ หรือ ๓ ปีเมอื่ยานี้สกุไดท้แี่ลว้จะมรีสและสเีหมอืนผลหวา้เป็นยาแกโ้รคลม โรคไอ โรคเรื้อน โรคผอมเหลอืง โรครดิ สดีวงเป็นตน้รับประทานหลังอาหาร ส าหรับผู้ที่ไม่เป็นไข้ ต ้องผสมน ้าก่อนรับ ประทาน (วิ.อ. ๑/๑๙๒/๕๑๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๖ }
๑๗๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัดคุมุทา ปาราชกิสกิขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัคคุมุทา [๑๙๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้งนั้น ภิกษุจ านวนมาก เป็นเพื่อนเคยเห็นเคยคบกันมา จ าพรรษาอยู่ใกล ้ฝั่งแม่น ้าวัคคุมุทา คราวนั้น วชั ชชีนบทเกดิขา้วยากหมากแพง ประชาชนมคีวามเป็นอยแู่รน้แคน้ ใชส้ลากปันสว่นซอื้อาหาร ลม้ตายกันกระดกูขาว เกลอื่น ยากทพี่ระอรยิะจะบณิฑบาตยังชพี ได้ภกิษุเหลา่นัน้ไดม้คีวามคดิวา่ “บัดนี้ วชั ชชีนบทเกดิขา้วยากหมากแพง ประชาชนมคีวามเป็นอยแู่รน้แคน้ ใชส้ลากปัน สว่นซอื้อาหาร ลม้ตายกันกระดกูขาวเกลอื่น ยากทพี่ระอรยิะจะบณิฑบาตยังชพี ได้ ท าอย่างไรหนอ พวกเราจึงจะพร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จ า พรรษาอย่างผาสุก และบิณฑบาตไม่ล าบาก” ภิกษุบางพวกเสนอว่า “ทา่นทัง้หลาย ถา้เชน่นัน้พวกเรามาชว่ยกันท างาน ของพวกคฤหัสถ์เมอื่ชว่ยท างาน พวกเขาก็คงจะพอใจถวายบณิฑบาตแกพ่วกเรา โดยวิธีนี้แหละ พวกเราก็จะพร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกันอยู่จ าพรรษา อย่างผาสุก และบิณฑบาตไม่ล าบาก” ภิกษุอีกพวกเสนอว่า “อยา่เลย ทา่นทัง้หลาย ท าไมพวกเราจะตอ้งไปชว่ย กันท างานของพวกคฤหัสถ์ ขอให ้พวกเรามาชว่ยกันท าหนา้ทที่ตูน าขา่วสารใหพ้วก คฤหัสถ์จะดีกว่า เมื่อท าอย่างนี้ พวกคฤหัสถ์ก็คงจะพอใจถวายบิณฑบาตแก่พวกเรา โดยวิธีนี้แหละพวกเราก็จะพร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกันอยู่จ าพรรษา อย่างผาสุกและบิณฑบาตไม่ล าบาก” ภิกษุอีกพวกเสนอว่า “อย่าเลย ท่านทั้งหลาย ท าไมพวกเราจะตอ้งไปชว่ย กันท างานหรือท าหน้าที่ทูตน าข่าวสารให ้พวกคฤหัสถ์ ทางที่ดีพวกเรามากล่าวอวด อุตตริมนุสสธรรมของกันและกันให ้พวกคฤหัสถ์ฟังว่า ‘ภิกษุรูปโน้นได ้ปฐมฌาน รูป โน้นได ้ทุติยฌาน รูปโน้นได ้ตติยฌาน รูปโน้นได ้จตุตถฌาน รูปโน้นเป็นพระโสดาบัน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๗ }
๑๗๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัดคุมุทา รูปโน้นเป็นพระสกทาคามีรูปโน้นเป็นพระอนาคามี รูปโน้นเป็นพระอรหันต์ รูปโน้น ได ้วิชชา ๓ รูปโน้นได ้อภิญญา ๖’ เมื่อพูดอย่างนี้ พวกคฤหัสถ์ก็คงจะพอใจถวาย บิณฑบาตแก่พวกเรา โดยวิธีนี้พวกเราจะพร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จ าพรรษาอย่างผาสุกและบิณฑบาตไม่ล าบาก” ในที่สุด ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดตกลงกันว่า “ท่านทั้งหลาย วิธีที่พวกเราพากัน กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมของกันและกันให ้พวกคฤหัสถ์ฟังเป็นวิธีที่ดีกว่าวิธีอื่น” [๑๙๔] ต่อมาภิกษุเหล่านั้นได ้พากันกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมของกัน และกันให ้พวกคฤหัสถ์ฟังว่า “ภิกษุรูปโน้นได ้ปฐมฌาน ฯลฯ รูปโน้นได ้จตุตถฌาน รูปโน้นเป็นพระโสดาบัน ฯลฯ รูปโน้นได ้อภิญญา ๖ ” ครั้งนั้นแล ประชาชนก็พากันยินดีว่า “เป็นลาภของพวกเราหนอ พวกเราได ้ ดแีลว้หนอทมี่ภีกิษุทัง้หลายเชน่นมี้าอยจู่ าพรรษา เพราะแตก่อ่นนพี้วกเราไมม่ภีกิษุ ทัง้หลายทมี่คีณุสมบตั ิเหมอืนอยา่งภกิษุผมู้ ศีลีมกีลัยาณธรรมเหลา่นมี้าอยจู่ า พรรษาเลย” โภชนะ (อาหาร) ... ขาทนียะ (ของขบเคี้ยว) ... สายนียะ (ของลิ้ม) ... ปานะ (เครื่องดื่ม) ชนิดที่พวกเขาจะถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น พวกเขาไม่รับประทาน ไมข่บเคยี้ว ไมล่มิ้ไมด่มื่ดว้ยตนเอง ทัง้ไมใ่หแ้กม่ารดาบดิา บตุร ภรรยา คนรับใช้ กรรมกร มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิต ภิกษุเหล่านั้น จึงเป็นผู้มีน ้ามีนวล มีอินทรีย์ผ่องใส มีใบหน้าเอิบอิ่ม มีผิว พรรณผุดผ่อง มีประเพณีอยู่ว่า เมื่อภิกษุทั้งหลายออกพรรษาแล ้วจะไปเข ้าเฝ้าพระผู้ มีพระภาค ครั้นภิกษุเหล่านั้นจ าพรรษาครบ ๓ เดือนแล ้วจึงเก็บเสนาสนะ ถือบาตร และจวีรออกเดนิทางมงุ่ ไปสกู่รงุเวสาลีจารกิ ไปโดยล าดับ ถึงกรุงเวสาลี ผ่านป่ ามหา วัน ไปถึงกูฏาคารศาลา แล ้วเข ้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้วจึงถวาย บังคม แล ้วนั่งลงอยู่ ณ ที่สมควร ภิกษุต่างทิศมาเข้าเฝ้ า สมัยนัน้ภกิษุทัง้หลายทจี่ าพรรษาอยใู่นทศิตา่งๆ ดซูบูผอม ซอมซอ่มผีวิ พรรณหมองคล ้า ซดีเหลอืง เสน้เอ็นขนึ้สะพรั่ง สว่นภกิษุชาวฝั่งแมน่ ้าวคัคมุทุากลับ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๘ }
๑๗๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัดคุมุทา มีน ้ามีนวล มีอินทรีย์ผ่องใส มีใบหน้าเอิบอิ่ม มีผิวพรรณผุดผ่อง อนึ่ง การที่พระผู้มี พระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลายนั่นก็เป็นพุทธประเพณี ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามพวกภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัคคุมุทาว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได ้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อม เพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จ าพรรษาเป็นผาสุกหรือ และบิณฑบาตไม่ ล าบากหรือ” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ยังสบายดีพระพุทธเจ้าข ้า ยังพอเป็นอยู่ได ้ พระพุทธเจ้าข ้า อนึ่ง พวกข ้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จ าพรรษาเป็นผาสุก และบิณฑบาตไม่ล าบาก พระพุทธเจ้าข ้า” พุทธประเพณี พระตถาคตเจ้าทั้งหลายทรงทราบเรื่อง ตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี ทรง ทราบกาลอันควรตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี ตรัสถามเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่ตรัส ถามเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ เพราะพระตถาคตเจ้าทั้งหลายทรงขจัดเรื่องที่ไม่เป็น ประโยชนเ์สยีดว้ยอรยิมรรคแลว้ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย สอบถามภิกษุทั้งหลายด ้วยเหตุ ๒ ประการ คอืจะทรงแสดงธรรมอยา่งหนงึ่จะทรงบัญญัตสิกิขาบทแกพ่ระสาวกอยา่งหนงึ่ ล าดับนั้น พระผู้มีพระภาคจึงได ้ตรัสถามภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัคคุมุทาว่า “ท า อย่างไร เธอทั้งหลายจึงพร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จ าพรรษา ผาสุกและบิณฑบาตไม่ล าบาก” ล าดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงได ้กราบทูลเรื่องนั้นให ้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมีคุณวิเศษนั่นจริงหรือ” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ไม่มีจริง พระพุทธเจ้าข ้า” ทรงต าหนิ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระท าของ พวกเธอไมส่มควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๗๙ }
๑๘๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัดคุมุทา ไฉนพวกเธอจึงพากันกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมของกันและกันให ้พวกคฤหัสถ์ฟัง เพราะเห็นแกป่ากแกท่อ้งเลา่พวกเธอใชม้ดี ช าแหละโคอันคมคว ้านท้องยังดีกว่า การกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมของกันและกันให ้พวกคฤหัสถ์ฟัง เพราะอะไรเล่า เพราะผใู้ชม้ดี ช าแหละโคอันคมควา้นทอ้งก็จะพงึถงึความตายหรอืทกุขป์างตาย เพราะการกระท านั้นเป็นเหตุ หลังจากตายแล ้วก็ไม่ต ้องไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก สว่นผกู้ลาวอวดอุตริมนุสสธรรมของกันและกันให ้พวกคฤหัสถ์ฟัง หลังจากตาย ่ แล ้วก็จะต ้องไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก โมฆบุรุษทั้งหลาย การท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส หรือท าคนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วให ้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได ้ เลย ที่จริง กลับจะท าให ้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วบาง พวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” ฯลฯ ครั้นทรงต าหนิแล ้ว ได ้ทรงกระท าธรรมีกถาตรัส เรยีกภกิษุทัง้หลายมารับสงั่วา่ มหาโจร ๕ จ าพวก [๑๙๕] ภิกษุทั้งหลาย มหาโจร ๕ จ าพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก คือ ๑. มหาโจรบางคนในโลกนี้ ปรารถนาว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจักมีบริวารเป็น ร้อยหรือเป็นพันห ้อมล ้อมแล ้วท่องเที่ยวไปในคาม นิคม และราชธานี ท าการฆ่าเอง สงั่ใหผ้อู้นื่ฆา่ตัด(มอืเทา้ผอู้นื่)เอง สงั่ใหผ้อู้นื่ตัด เผา(บา้น)เอง สงั่ใหผ้อู้นื่เผา ต่อมา มหาโจรนั้น ก็ได ้มีบริวารเป็นร้อยหรือเป็นพันห ้อมล ้อมแล ้วท่องเที่ยวไปในคาม นิคม และราชธานีท าการฆา่เอง สงั่ใหผ้อู้นื่ฆา่ตัดเอง สงั่ใหผ้อู้นื่ตัด เผาเอง สงั่ใหผ้อู้นื่เผา ฉันใด ภกิษุชวั่บางรปูในธรรมวนิ ัยก็ฉันนัน้เหมอืนกัน ปรารถนาวา่เมอื่ไรหนอ เรา จักมีภิกษุบริวารเป็นร้อยหรือเป็นพันห ้อมล ้อมแล ้วท่องเที่ยวไปในคาม นิคม และราชธานี อันคฤหัสถแ์ละบรรพชติสกัการะ เคารพ นับถอืบชูา นอบนอ้ม ไดจ้วีร บณิฑบาต เสนาสนะและคลิานปัจจัยเภสชัตอ่มา ภกิษุนัน้ก็ไดม้ภีกิษุบรวิารเป็นรอ้ยหรอืเป็น พันหอ้มลอ้มแลว้ทอ่งเทยี่วไปในคาม นคิมและราชธานีอันคฤหัสถแ์ละบรรพชติสกั การะ เคารพ นับถอืบชูา ย าเกรง ไดจ้วีร บณิฑบาต เสนาสนะและคลิานปัจจัยเภสชั บริขาร ภิกษุทั้งหลาย นี้คือมหาโจรจ าพวกที่ ๑ ที่มีปรากฏอยู่ในโลก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๐ }
๑๘๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัดคุมุทา ๒. ภกิษุทัง้หลาย ยังมภีกิษุชวั่บางรปูในธรรมวนิ ัยนี้เลา่เรยีนธรรมวนิ ัยที่ ตถาคตประกาศแล ้ว อวดอ ้างว่าเป็นของตน ภิกษุทั้งหลาย นี้คือมหาโจรจ าพวกที่ ๒ ที่มีปรากฏอยู่ในโลก ๓. ภกิษุทัง้หลาย ยังมภีกิษุชวั่บางรปู ในธรรมวินัยนี้ โจทเพื่อนภิกษุผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ด ้วยเรื่องที่ท าลายพรหมจรรย์อันไม่มีมูล ภิกษุ ทั้งหลาย นี้คือมหาโจรจ าพวกที่ ๓ ๔. ภกิษุทัง้หลาย ยังมภีกิษุชวั่บางรปูในธรรมวนิ ัยนี้สงเคราะหป์ระจบ คฤหัสถ์ด ้วยครุภัณฑ์ของสงฆ์คืออาราม พื้นที่อาราม วิหาร พื้นที่วิหาร เตียง ตั่ง ฟูก หมอน หม ้อ โลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน เถาวัลย์ ไม ้ไผ่ หญ ้ามุงกระต่าย หญ้าแฝก หญ ้าสามัญ ดินเหนียว เครื่องไม ้ เครื่องดิน ภิกษุทั้งหลาย นี้คือมหาโจรจ าพวกที่ ๔ ๕. ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง จัดเป็นยอดมหาโจรในโลกพรอ้มทัง้เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมสู่ตัวพ์รอ้มทัง้ สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ข ้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้น ฉันอาหารของ ชาวบ ้านด ้วยไถยจิต นิคมคาถา ภกิษุผปู้ระกาศตนซงึ่มภีาวะเป็นอย่างหนึ่งให ้ คนเข ้าใจว่าเป็นอย่างอื่น ฉันอาหารด ้วยไถยจิต เหมอืนพรานนกลวงจับนกมากนิฉะนัน้ภกิษุชวั่ จ านวนมากมีผ ้ากาสายะพันที่คอ มีธรรมเลวทราม ไมส่ ารวม พวกเธอยอ่มตกนรก เพราะบาปกรรม ทัง้หลายทเี่ลวทราม ภกิษุทศุลี ไมส่ ารวม กนิกอ้น เหล็กที่ร้อนเหมือนเปลวไฟยังดีกว่า บริโภค อาหารของชาวบ ้านไม่ดีเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๑ }
๑๘๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ พระบัญญัติ ทรงบญัญตัสิกิขาบท ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงต าหนิพวกภิกษุชาวฝั่งแม่น ้าวัคคุมุทาโดยประการต่างๆ แลว้ ไดต้รัสโทษแหง่ความเป็นคนเลยี้งยากบ ารงุยาก ฯลฯ แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้ หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระบัญญัติ [๑๙๖] ก็ ภิกษุใด ไม่รู้ยิ่ง กล่าวอวดอุตริมนุสสธรรมอันเป็ นญาณทัสสนะ ที่ประเสริฐอันสามารถ ให้น้อมเข้ามาในตนว่า “ขา้พเจา้รอู้ยา่งนี้เห็นอยา่งน”ี้ ครั้นสมัยต่อจากนั้น อันผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตามไม่โจทก็ตาม เธอผู้ต้องอาบัติแล้ว หวงัความบรสิทุธิ์พงึกลา่วอยา่งนวี้า่ “ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้ กล่าวว่ารู้ ข้าพเจ้าไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ข้าพเจ้ากล่าวค าไร้ประโยชน์ เป็ นค าเท็จ” แมภ้กิษุนเี้ป็นปาราชกิหาสงัวาสมไิด้ สกิขาบทนี้พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตไิวแ้กภ่กิษุทัง้หลายอยา่งนี้ เรื่องภิกษุชาวฝั่งแม้น ้าวัคคุมุทา จบ เรอื่งภกิษุสา คญัวา่ ไดบ้รรลุ [๑๙๗] สมัยนั้น ภิกษุจ านวนมาก เข ้าใจมรรคผลที่ยังมิได ้เห็นว่าได ้เห็น มิได ้ถึงว่าได ้ถึง มิได ้บรรลุว่าได ้บรรลุ มิได ้ท าให ้แจ้งว่าได ้ท าให ้แจ้ง พากันพยากรณ์ มรรคผลดว้ยส าคัญวา่ ไดบ้รรลุครัน้ตอ่มา จติของภกิษุเหลา่นัน้เอนเอยีงไปทางความ ก าหนัดบ ้าง ทางความขัดเคืองบ ้าง ทางความหลงบ ้าง เกิดความกังวลใจว่า พระผู้มี พระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้แตพ่วกเราเขา้ใจมรรคผลทยี่ังมไิดเ้ห็นวา่ ไดเ้ห็น มิได ้ถึงว่าได ้ถึง มิได ้บรรลุว่าได ้บรรลุ มิได ้ท าให ้แจ้งว่าได ้ท าให ้แจ้ง จึงอวดอ ้างมรรค ผลตามทสี่ าคัญวา่ ไดบ้รรลุพวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึแจง้เรอื่งนันให ้้ พระอานนท์ทราบ พระอานนท์จึงกราบทูลเรื่องนั้นให ้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มีอยู่เหมือนกัน อานนท์ ที่ภิกษุทั้งหลายเข ้าใจ มรรคผลที่ยังมิได ้เห็นว่าได ้เห็น มิได ้ถึงว่าได ้ถึง มิได ้บรรลุว่าได ้บรรลุ มิได ้ท าให ้แจ้ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๒ }
๑๘๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ สกิขาบทวภิ ังค์ วา่ ไดท้ าใหแ้จง้จงึอวดอา้งมรรคผลตามทสี่ าคัญวา่ ไดบ้รรลุแตก่รณีนไี้มค่วรกลา่ว ว่ามี” ๑ ล าดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถา เพราะเรื่องนี้เป็นต ้นเหตุ แล ้ว ตรัสเรยีกภกิษุทัง้หลาย ฯลฯ รับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดงันี้ พระอนุบัญญัติ อนึ่ง ภิกษุใดไม่รู้ยิ่ง กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันเป็ นญาณทัสสนะที่ ประเสริฐอันสามารถ ให้น้อมเข้ามาในตนว่า “ขา้พเจา้รอู้ยา่งนี้เห็นอยา่งน”ี้ ครั้นสมัยต่อจากนั้น อันผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตามไม่โจทก็ตาม เธอผู้ต้องอาบัติแล้ว หวงัความบรสิทุธิ์พงึกลา่วอยา่งนวี้า่ “ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้ กล่าวว่ารู้ ข้าพเจ้าไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ข้าพเจ้ากล่าวค าไร้ประโยชน์ เป็ นค าเท็จ” เวน้ ไวแ้ตส่ าคญัวา่ ไดบ้รรลุแมภ้กิษุนกี้ ็เป็นปาราชกิหาสงัวาสมไิด้ เรอื่งภกิษุสา คญัวา่ ไดบ้รรลุจบ สกิขาบทวภิงัค์ [๑๙๘] ค าว่า อนึ่ง ... ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ อนึ่ง...ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ ชอื่วา่ภกิษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ค าว่า ไม่รู้ยิ่ง คอืภกิษุไมร่ ไู้มเ่ห็นกศุลธรรมในตนซงึ่ไมม่อียู่ ไมเ่ ป็นจรงิหา ไม่ได ้ กล่าวว่า เรามีกุศลธรรม ทชี่อื่วา่ อุตตริมนุสสธรรม ได ้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสสนะ มรรคภาวนา การท าผลให ้แจ้ง การละกิเลส ภาวะที่จิตปลอดจากกิเลส ความยินดี ในเรือนว่าง เชงิอรรถ : ๑ ข ้อความนี้ แปลมาจากบาลีว่า “อพฺโพหาริก ” คือกล่าวไม่ได ้ว่ามี มีเหมือนไม่มีมีแต่ไม่ปรากฏ จึงไม่ ได ้โวหารว่ามี น ามากล่าวอ ้างไม่ได ้ ถือเป็นกรณีพิเศษที่ไม่สามารถน ามากล่าวอ ้างได ้(ดู วิ.อ. ๑/๑๙๖/๕๒๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๓ }
๑๘๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ สกิขาบทวภิ ังค์ ค าว่า น้อมเข้ามาในตน ได ้แก่ น้อมกุศลธรรมเหล่านั้นเข ้าในตน หรือน้อม ตนเข ้าในกุศลธรรมเหล่านั้น ค าว่า ญาณ ได ้แก่ วิชชา ๓ ค าว่า ทัสสนะ ได ้แก่ ญาณก็คือทัสสนะ ทัสสนะก็คือญาณ ค าว่า กล่าวอวด คอืบอกแกช่ายหรอืแกห่ญงิแกบ่รรพชติหรอืแกค่ฤหัสถ์ ค าว่า ขา้พเจา้รอู้ยา่งนี้เห็นอยา่งนี้ความว่า “ข ้าพเจ้ารู้ธรรมเหล่านั้น เห็น ธรรมเหลา่นัน้ธรรมเหลา่นัน้มอียใู่นขา้พเจา้และขา้พเจา้ยอ่มเห็นชดัธรรมเหลา่นัน้” ค าว่า ครั้นสมัยต่อจากนั้น คือ ล่วงขณะ ลยะ ครู่ ที่กล่าวอวดนั้น๑ ค าว่า อันผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตาม คือ มีผู้โจทก์ในเรื่องที่เธอกล่าวอ ้างว่า “ท่านบรรลุอะไร บรรลุอย่างไร บรรลุเมื่อไร บรรลุที่ไหน ละกิเลสเหล่าไหนได ้ ได ้ ธรรมอะไร” ค าว่า ไม่โจท คือ ไม่มีใคร ๆ กล่าว ค าว่า ผู้ต้องอาบัติแล้ว ความวา่ภกิษุมคีวามปรารถนาชวั่ถกูความอยาก ครอบง า กลา่วอวดอตุตรมินุสสธรรมทไี่มม่จีรงิไมเ่ ป็นจรงิตอ้งอาบัตปิาราชกิแลว้ ค าว่า หวังความบริสุทธิ์คือ ประสงค์จะเป็นคฤหัสถ์ อุบาสก อารามิก (คนวัด) หรือสามเณร ค าว่า ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ข้าพเจ้าไม่เห็น อย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ความว่า ภิกษุกล่าวว่า “ข ้าพเจ้าไม่รู้ธรรมเหล่านั้น ไม่ เห็นธรรมเหล่านั้น ธรรมเหลา่นัน้ไมม่ ีและขา้พเจา้ก็ไมเ่ห็นชดัธรรมเหลา่นัน้” ค าว่า กล่าวค าไร้ประโยชน์ เป็ นค าเท็จ ความว่า ข ้าพเจ้ากล่าวค าไร้ ประโยชน์กลา่วเท็จ กลา่วไมจ่รงิกลา่วสงิ่ทไี่มม่ ีขา้พเจา้ไมร่กู้ลา่วไปแลว้ เชงิอรรถ : ๑ ดีดนิ้วมือ ๑๐ ครั้งเป็น ๑ ขณะ, ๑๐ ขณะเป็น ๑ ลยะ, ๑๐ ลยะเป็น ๑ ขณลยะ, ๑๐ ขณลยะเป็น ๑ ครู่ (ดู อภิธา.ฏี. คาถา ๖๖-๖๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๔ }
๑๘๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ค าว่า เวน้ ไวแ้ตส่า คญัวา่ ไดบรรลุ้คอืยกเวน้การส าคัญวา่ ไดบ้รรลุ ค าว่า แมภ้กิษุนี้คือ ภิกษุที่พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบกับภิกษุรูปก่อน ๆ ค าว่า เป็นปาราชกิความวา่ภกิษุมคีวามปรารถนาชวั่ถกูความอยาก ครอบง า กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ไม่เป็นจริง ย่อมไม่เป็นสมณะไม่เป็น เชอื้สายศากยบุตร เปรียบเหมือนต ้นตาลยอดด ้วนที่ไม่อาจงอกได ้ต่อไป ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “เป็นปาราชกิ ” ค าว่า หาสงัวาสมไิด้อธบิายวา่ทชี่อื่วา่ สงัวาส ไดแ้กก่รรมทที่ ารว่มกัน อทุเทศทสี่วดรว่มกัน ความมสีกิขาเสมอกัน นชี้อื่วา่ สงัวาส สงัวาสนัน้ไมม่กี ับภกิษุ รูปนั้น ด ้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “หาสงัวาสมไิด”้ บทภาชนีย์ [๑๙๙] ทชี่อื่วา่ อุตตริมนุสสธรรม ได ้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ฌาณทัสสนะ มรรคภาวนา การท าผลให ้แจ้ง การละกิเลส ภาวะที่จิตปลอดจาก กิเลส ความยินดีในเรือนว่าง ค าว่า ฌาน ได ้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ค าว่า วิโมกข์ได ้แก่ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ค าว่า สมาธิได ้แก่ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ ค าว่า สมาบัติได ้แก่ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ ค าว่า ญาณ ได ้แก่ วิชชา ๓ ค าว่า มรรคภาวนา ได ้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สมัมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ค าว่า การท าผลให้แจ้ง ได ้แก่ การท าโสดาปัตติผลให ้แจ้ง การท า สกทาคามิผลให ้แจ้ง การท าอนาคามิผลให ้แจ้ง การท าอรหัตตผลให ้แจ้ง ค าว่า การละกิเลส ได ้แก่ การละราคะ การละโทสะ การละโมหะ ค าว่า ภาวะที่จิตปลอดจากกิเลส ได ้แก่ ภาวะที่จิตปลอดจากราคะ ภาวะ ที่จิตปลอดจากโทสะ ภาวะที่จิตปลอดจากโมหะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๕ }
๑๘๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ค าว่า ความยินดีในเรือนว่าง ได ้แก่ ความยินดีในเรือนว่างด ้วยปฐมฌาน ความยินดีในเรือนว่างด ้วยทุติยฌาน ความยินดีในเรือนว่างด ้วยตติยฌาน ความ ยินดีในเรือนว่างด ้วยจตุตถฌาน สุทธิกวารกถา สุทธิกฌาน ปฐมฌาน [๒๐๐] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครัน้กลา่วแลว้ก็รวู้า่กลา่วเท็จแลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๔ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพราง ความเห็นชอบ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพราง ความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็น ชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๖ }
๑๘๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ [๒๐๑] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานอยู่” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าว เท็จ (๓) ครัน้กลา่วแลว้ก็รวู้า่กลา่วเท็จแลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานอยู่” ด ้วยอาการ ๔ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานอยู่” ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานอยู่” ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานอยู่” ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [๒๐๒] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วย อาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่า ก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครัน้กลา่วแลว้ก็รวู้า่กลา่วเท็จแลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๔ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๗ }
๑๘๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพราง ความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าปฐมฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ ต ้องอาบัติปาราชกิ [๒๐๓] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครัน้กลา่วแลว้ก็รวู้า่กลา่วเท็จแลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๔ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็น ชอบ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๘ }
๑๘๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [๒๐๔] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญในปฐมฌาน” ด ้วย อาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่า ก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครัน้กลา่วแลว้ก็รวู้า่กลา่วเท็จแลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญในปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๔ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญในปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญในปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญในปฐมฌาน” ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [๒๐๕] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าท าปฐมฌานให ้แจ้งแล ้ว” ด ้วย อาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่า ก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครัน้กลา่วแลว้ก็รวู้า่กลา่วเท็จแลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๘๙ }
๑๙๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกกัณฑ์] ิ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าท าปฐมฌานให ้แจ้งแล ้ว” ด ้วยอาการ ๔ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น ต ้องอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าท าปฐมฌานให ้แจ้งแล ้ว” ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้น กล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพราง ความเห็นชอบ ต ้องอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าท าปฐมฌานให ้แจ้งแล ้ว” ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าท าปฐมฌานให ้แจ้งแล ้ว” ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความ เห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [ปฐมฌานนี้นักปราชญ์ให ้พิสดารแล ้ว ฉันใด แม ้ฌานทั้งมวลก็พึงให ้พิสดาร ฉันนั้น] ทุติยฌาน ตติยฌานและจตุตถฌาน [๒๐๖] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ขา้พเจา้เป็นผเู้ขา้แลว้... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดจ้ตตุถฌาน ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ข ้าพเจ้าท าจตุตถฌานให ้แจ้งแล ้ว ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จัก กล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าว เท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๐ }
๑๙๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ สุทธิกวิโมกข์ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์และอัปปณิหิตวิโมกข์ [๒๐๗] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าสุญญตวิโมกข์แล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ อัปปณิหิตวิโมกข์แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ขา้พเจา้เป็นผเู้ขา้แลว้... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดอ้ ัปปณหิติวโิมกข์... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าอัปปณหิติวโิมกขใ์หแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ สุทธิกสมาธิ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิและอัปปณิหิตสมาธิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าสุญญตสมาธิแล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าอนิมิตตสมาธิ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาธิแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ขา้พเจา้เป็นผเู้ขา้แลว้... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดอ้ ัปปณหิติ สมาธิ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ข ้าพเจ้าท าอัปปณหิติ สมาธใิหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ สุทธิกสมาบัติ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติและอัปปณิหิตสมาบัติ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าสุญญตสมาบัติแล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าอนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาบัติแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ขา้พเจา้เป็นผเู้ขา้แลว้... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดอ้ ัปปณหิติ สมาบัติ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าอัปปณหิติ สมาบัตใิหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ สุทธิกญาณทัสสนะ วิชชา ๓ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าวิชชา ๓ แล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้วิชชา ๓ ... ข ้าพเจ้า เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าวชิ ชา ๓ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๑ }
๑๙๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ สุทธิกมัคคภาวนา สติปัฏฐาน ๔ สมัมปัปธาน ๔ และอิทธิบาท ๔ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าสติปัฏฐาน ๔ แล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อยา่ง ฯลฯ ขา้พเจา้เขา้สัมมัปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้อิทธิบาท ๔ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ข ้าพเจ้าท าอิทธิบาท ๔ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ อินทรีย์ ๕ และพละ ๕ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าอินทรีย์ ๕ แล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าพละ ๕ แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้พละ ๕ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าพละ ๕ ให ้แจ้งแล ้ว ... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ โพชฌงค์ ๗ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าโพชฌงค์ ๗ แล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้โพชฌงค์๗ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าโพชฌงค์๗ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าอริยมรรคมีองค์ ๘ แล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้อริยมรรคมีองค์๘ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าอรยิมรรคมอีงค์๘ ให ้แจ้งแล ้ว ... ต ้องอาบัติ ปาราชกิฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๒ }
๑๙๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ สุทธิกอริยผล โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าเข ้าโสดาปัตติผลแล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าสกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผลแล ้ว ... ข ้าพเจ้า เขา้อยู่... ขา้พเจา้เป็นผเู้ขา้แลว้... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดอ้รหัตตผล ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าอรหัตตผลใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ สุทธิกกิเลสปหาน สละราคะ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข ้าพเจ้าสละราคะแล ้ว ข ้าพเจ้าคายราคะแล ้ว ข ้าพเจ้าพ้นราคะแล ้ว ข ้าพเจ้าละราคะแล ้ว ข ้าพเจ้าสลัดราคะแล ้ว ข ้าพเจ้าเพิกราคะ แล ้ว ข ้าพเจ้าถอนราคะขึ้นแล ้ว” ด ้วยอาการ ๓ อยา่ง คอื... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ สละโทสะ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ฯลฯ ถอนโทสะขึ้นแล ้ว ด ้วย อาการ ๓ อยา่ง คอื... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ สละโมหะ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้น แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อยา่ง คอื... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ สุทธิกจิตตวินีวรณะ จิตปลอดจากราคะ โทสะและโมหะ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คอื... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง คอื... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๓ }
๑๙๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลัง กล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพราง ความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพราง ความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ สุทธิกะ จบ ขัณฑจักร ปฐมฌานและทุติยฌาน [๒๐๘] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและทุติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ ปฐมฌานและทตุยิฌาน ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานและ ทตุยิฌานใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานและตติยฌาน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและตติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน และตตยิฌาน ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานและตตยิฌานใหแ้จง้ แล ้ว ... ต ้องอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานและจตุตถฌาน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและจตุตถฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน และจตตุถฌาน ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานและจตตถฌานให ุ้ แจง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๔ }
๑๙๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ปฐมฌานกับสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์และอัปปณิหิตวิโมกข์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์แล ้ว ด ้วย อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ปฐมฌานและ อัปปณิหิตวิโมกข์แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ ได ้ปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌาน และอัปปณหิติวโิมกขใ์หแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานกับสุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิและอัปปณิหิตสมาธิ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและสุญญตสมาธิแล ้ว ด ้วย อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและอนิมิตสมาธิ ฯลฯ ปฐมฌานและ อัปปณิหิตสมาธิแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ ปฐมฌานและอัปปณหิติ สมาธิ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานและ อัปปณหิติ สมาธใิหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานกับสุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติและอัปปณิหิตสมาบัติ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและสุญญตสมาบัติแล ้ว ด ้วย อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ ปฐมฌาน และอัปปณิหิตสมาบัติแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้า เป็นผไู้ดป้ฐมฌานและอัปปณหิติ สมาบัติ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท า ปฐมฌานและอัปปณหิติ สมาบัตใิหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานและวิชชา ๓ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและวิชชา ๓ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌานและ วิชชา ๓ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานและวชิ ชา ๓ ให ้แจ้งแล ้ว ... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๕ }
๑๙๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ปฐมฌานกับสติปัฏฐาน ๔ สมัมปัปธาน ๔ และอิทธิบาท ๔ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔ แล ้ว ด ้วย อาการ ๓ อยา่ง ฯลฯ ขา้พเจา้เขา้ปฐมฌานและสมัมัปปธาน ๔ ฯลฯ ปฐมฌาน และอิทธิบาท ๔ แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ ได ้ปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานและ อิทธิบาท ๔ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานกับอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและพละ ๕ แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้า เป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌานและพละ ๕ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ข ้าพเจ้าท าปฐมฌานและพละ ๕ ให ้แจง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานกับโพชฌงค์ ๗ [๒๐๙] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ ปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ข ้าพเจ้าท าปฐมฌานและ โพชฌงค์ ๗ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานกับอริยมรรคมีองค์ ๘ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌานและอริยมรรค มีองค์ ๘ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานและอรยิมรรคมอีงค์๘ ใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานกับโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผล ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและโสดาปัตติผลแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานและสกทาคามิผล ฯลฯ ปฐมฌานและอนาคามิผล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๖ }
๑๙๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ฯลฯ ปฐมฌานและอรหัตตผลแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดป้ฐมฌานและอรหัตตผล ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท า ปฐมฌานและอรหัตตผลใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ปฐมฌานกับการสละราคะ โทสะและโมหะ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน ... ข ้าพเจ้า เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานใหแ้จง้แลว้... และขา้พเจา้สละราคะแลว้ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ฯลฯ และข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ฯลฯ และขา้พเจา้สละ คาย พน้ละ สลัด เพกิถอนโมหะขนึ้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ฯลฯ ปฐมฌานกับภาวะที่จิตปลอดจากราคะ โทสะและโมหะ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ปฐมฌาน ... ข ้าพเจ้า เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าปฐมฌานใหแ้จง้แลว้... และจติของขา้พเจา้ปลอดจาก ราคะ ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด ้วย อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต ้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) ก าลังกล่าว ก็รู้ว่าก าลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล ้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล ้ว (๔) อ าพรางความเห็น (๕) อ าพรางความเห็นชอบ (๖) อ าพรางความพอใจ (๗) อ าพรางความประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ขัณฑจักร จบ พัทธจักร [๒๑๐] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและตติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๗ }
๑๙๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ได ้ทุติยฌานและตตยิฌาน ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าทตุยิฌานและ ตตยิฌานใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและจตุตถฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ...ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ทุติยฌาน และจตตุถฌาน ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าทตุยิฌานและจตตุถฌานให้ แจง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์แล ้ว ด ้วย อาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและอนิมิตตวิโมกข์ฯลฯ ทุติยฌานและ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ทุติยฌานและสุญญตสมาธิ ฯลฯ ทุติยฌานและอนิมิตตสมาธิ ฯลฯ ทุติยฌานและอัปปณิหิตสมาธิ ฯลฯ ทุติยฌานและสุญญตสมาบัติ ฯลฯ ทุติย ฌานและอนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ ทุติยฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ ฯลฯ ทุติยฌานและ วิชชา ๓ ฯลฯ ทุติยฌานและสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ทตุยิฌานและสมัมัปปธาน ๔ ฯลฯ ทุติยฌานและอิทธิบาท ๔ ฯลฯ ทุติยฌานและอินทรีย์ ๕ ฯลฯ ทุติยฌานและพละ ๕ ฯลฯ ทุติยฌานและโพชฌงค์ ๗ ฯลฯ ทุติยฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ ฯลฯ ทุติยฌาน และโสดาปัตติผล ฯลฯ ทุติยฌานและสกทาคามิผล ฯลฯ ทุติยฌานและอนาคามิผล ฯลฯ ทุติยฌานและอรหัตตผลแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดท้ตุยิฌานและอรหัตตผล ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท า ทตุยิฌานและอรหัตตผลใหแ้จง้แลว้...ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ทุติยฌาน... ข ้าพเจ้า เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าทตุยิฌานใหแ้จง้แลว้... ขา้พเจา้สละราคะแลว้... ข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ... ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว ฯลฯ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้า ทุติยฌานแล ้ว ฯลฯ จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานแล ้ว ฯลฯ จติของขา้พเจา้ปลอดจากโมหะ ... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๘ }
๑๙๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌานและปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด ้วยอาการ ๗ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ขา้พเจา้เป็นผไู้ดท้ตุยิฌานและปฐมฌาน ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท า ทุติยฌานและปฐมฌานให ้แจ้งแล ้ว ด ้วยอาการ ๗ อย่าง คือ ... (๗) อ าพรางความ ประสงค์ตอ้งอาบัตปิาราชกิ. พัทธจักร จบ พึงตั้งอุตตริมนุสสธรรมข ้อหนึ่งๆ หมุนเวียนไปจนครบด ้วยวิธีนี้ ค าที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นค าที่ท่านย่อไว ้ พัทธจักร เอกมูลกนัย [๒๑๑] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานและจตุตถฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานและอรหัตตผลแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้า อยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ตติยฌานและอรหัตตผล ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าตตยิฌานและอรหัตตผลใหแ้จง้แลว้... ตอ้ง อาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ตติยฌาน... ข ้าพเจ้า เป็นผชู้ านาญ ... ขา้พเจา้ท าตตยิฌานใหแ้จง้แลว้... ขา้พเจา้สละราคะแลว้ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละโทสะแล ้ว ฯลฯ ข ้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล ้ว ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากราคะ ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ... จิตของข ้าพเจ้า ปลอดจากโมหะ ... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานและปฐมฌาน ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าตติยฌานและทุติยฌานแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ เข ้าแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้ตติยฌานและทุติยฌาน ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ช านาญ ... ข ้าพเจ้าท า ตตยิฌานและทตุยิฌานใหแ้จง้แลว้... ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๙๙ }
๒๐๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๔ บทภาชนีย์ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเข ้า ปฐมฌานแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข ้าพเจ้าเข ้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ และจตุตถ ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... จิตของข ้าพเจ้า ปลอดจากโมหะ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้จตุตถฌาน ... ข ้าพเจ้าเป็นผชู้ านาญ ... จติของ ขา้พเจา้ปลอดจากโมหะ และขา้พเจา้ท าจตตุถฌานใหแ้จง้แลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [๒๑๒] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข ้าพเจ้า เข ้าสุญญตวิโมกข์แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอนิมิตตวิโมกข์ ... อัปปณิหิตวิโมกข์แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... จิตของข ้าพเจ้า ปลอดจากโมหะ ขา้พเจา้เป็นผไู้ดอ้ ัปปณหิติวโิมกข์... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... จิต ของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าท าอัปปณิหิตวิโมกข์ให ้แจ้งแล ้ว ต ้องอาบัติ ปาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข ้าพเจ้าเข ้า สุญญตสมาธิแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอนิมิตตสมาธิ ... อัปปณิหิตสมาธิ แล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้อัปปณิหิตสมาธิ ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... จติของขา้พเจา้ปลอด จากโมหะ และขา้พเจา้ท าอัปปณหิติ สมาธใิหแ้จง้แลว้ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข ้าพเจ้าเข ้า สุญญตสมาบัติแล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอนิมิตตสมาบัติ ... อัปปณิหิตสมาบัติแล ้ว ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... จิตของ ขา้พเจา้ปลอดจากโมหะ ขา้พเจา้เป็นผไู้ดอ้ ัปปณหิติ สมาบัติ... ขา้พเจา้เป็นผชู้ านาญ ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าท าอัปปณิหิตสมาบัติให ้แจ้งแล ้ว ต ้อง อาบัตปิาราชกิฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข ้าพเจ้าเข ้า วิชชา ๓ แล ้ว ด ้วยอาการ ๓ อย่าง ... ข ้าพเจ้าเข ้าอยู่ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้เข ้าแล ้ว ... จิตของข ้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข ้าพเจ้าเป็นผู้ได ้วิชชา ๓ ... ข ้าพเจ้าเป็นผู้ ช านาญ ... จติของขา้พเจา้ปลอดจากโมหะและข ้าพเจ้าท าวิชชา ๓ ให ้แจ้งแล ้ว ... ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๒๐๐ }