The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phetsanaphai Ponthalit, 2023-03-23 14:20:19

TriMCU_01

TriMCU_01

๕๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สนัถตภาณวาร มี...ของภิกษุไม่มีเครื่องหุ้ม ของหญิงมี ...ของภิกษุมีเครื่องหุ้ม ของหญิงก็มี...ของ ภิกษุไม่มีเครื่องหุ้ม ของหญิงก็ไม่มี ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอด เขา้ไปแลว้ยนิดขีณะหยดุอยู่ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไมย่นิดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาภกิษุไปหาหญงิตนื่...หญงิหลับ ...หญงิเมา ...หญิงวิกลจริต ...หญิงเผลอสติ...หญิงที่ตายแล ้วแต่ยังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ...หญงิที่ ตายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากแลว้ใชอ้งคชาตสอดเขา้ทางทวารหนัก ... ทางทวารเบา ... ทางปาก ฯลฯ ถา้ภกิษุยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ บางพวก พาภกิษุไปหาหญงิทตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ดักนิ โดยมากแลว้ใหใ้ชอ้งคชาตสอดเขา้ทาง ทวารหนัก ... ทางทวารเบา ... ทางปาก ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดี ขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูัน พาภกิษุไปหาอมนุษยผ์หู้ญงิ... สตัวด์ริัจฉานตัวเมยี... อุภโตพยัญชนกที่เป็นมนุษย์... อุภโตพยัญชนกที่เป็นอมนุษย์... อุภโตพยัญชนกที่ เป็นสตัวด์ริัจฉาน... บัณเฑาะกท์เี่ป็นมนุษย.์..บัณเฑาะกท์เี่ป็นอมนุษย.์.. บัณเฑาะก์ ทเี่ป็นสตัวด์ริัจฉาน... มนุษยผ์ ชู้าย... อมนุษยผ์ ชู้าย... พาไปหาสตัวด์ริัจฉานตัวผู้ แลว้ใชอ้งคชาตสอดเขา้ทางทวารหนัก... ทางปาก ของภกิษุมเีครอื่งหมุ้ของสตัว์ ดริัจฉานตัวผไู้มม่ ี... ของภกิษุไมม่เีครอื่งหมุ้ของสตัวด์ริัจฉานตัวผมู้ี... ของภิกษุมี เครอื่งหมุ้ของสตัวด์ริัจฉานตัวผกู้็ม.ี..ของภกิษุไมม่เีครอื่งหมุ้ของสตัวด์ริัจฉานตัวผู้ ก็ไม่มี ถ้าภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยนิดขีณะถอนออก ตอ้งอาบัตปิาราชกิฯลฯ ไมย่นิดีไมต่อ้งอาบัติ [๖๕] พวกภกิษุผเู้ป็นศัตรกูันพาภกิษุไปหาสตัวด์ริัจฉานตัวผตู้นื่...สตัวด์ริัจฉาน ตัวผหู้ลับ ...สตัวด์ริัจฉานตัวผเู้มา ...สตัวด์ริัจฉานตัวผวู้กิลจรติ...สตัวดิรัจฉานตัวผู้ ์ เผลอสติ...สตัวด์ริัจฉานตัวผทู้ตี่ายแลว้แตย่ ังไมถ่กูสตัวก์ดักนิ...พาไปหาสัตวด์ริัจฉาน ตัวผทู้ตี่ายแลว้แตไ่มถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมาก ฯลฯ ถา้ภกิษุยนิด.ี..ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ฯลฯ พาภกิษุไปหาสตัวด์ริัจฉานตัวผทู้ตี่ายแลว้ถกูสตัวก์ ัดกนิ โดยมากแลว้ใชอ้งคชาต {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๑ }


๕๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ บทภาชนยี ์สณัถตภาณวาร สอดเขา้ทางทวารหนัก ... ทางปาก ของสตัวด์ริัจฉานตัวผมู้เีครอื่งหมุ้ของภกิษุไม่ มี...ของสตัวด์ริัจฉานตัวผไู้มม่เีครอื่งหมุ้ของภกิษุม.ี..ของสตัวด์ริัจฉานตัวผมู้ี เครอื่งหมุ้ของภกิษุก็ม.ี..ของสตัวด์ริัจฉานตัวผไู้มม่เีครอื่งหมุ้ของภกิษุก็ไมม่ ีถ้า ภิกษุยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะสอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดี ขณะถอนออก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ พวกพระราชาผเู้ป็นศัตรูพวกโจรผเู้ป็นศัตรูพวกนักเลงผเู้ป็นศัตรูพวกควกั หัวใจทเี่ป็นศัตรู ๑ ก็พงึขยายใหพ้ สิดารเหมอืนพวกภกิษุผเู้ป็นศัตรทูใี่หพ้ สิดารมาแลว้ ฉะนั้น [๖๖] ภกิษุสอดองคชาตเขา้มรรคทางมรรค ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ๒ ภกิษุสอดองคชาตเขา้อมรรคทางมรรค ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ๓ ภกิษุสอดองคชาตเขา้มรรคทางอมรรค ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ๔ ภิกษุสอดองคชาตเข ้าอมรรคทางอมรรค ต ้องอาบัติถุลลัจจัย๕ ภกิษุลักหลับภกิษุทกี่ าลังหลับ เธอตนื่ขนึ้ยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้สองรปูหาก เธอตื่นขึ้นแต่ไม่ยินดีใหส้กึเฉพาะภกิษุรปูทที่ าผดิ ภกิษุลักหลับสามเณรทกี่ าลังหลับ สามเณรตนื่ขนึ้ยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้สองรปู หากสามเณรตนื่ขนึ้แตไ่มย่นิดีพงึใหส้กึเฉพาะภกิษุรปูทที่ าผดิ สามเณรลักหลับภกิษุทกี่ าลังหลับ เธอตนื่ขนึ้ยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้สองรปู หากเธอตื่นขึ้นแตไ่มย่นิดีพงึใหส้กึเฉพาะสามเณรรปูทที่ าผดิ เชงิอรรถ : ๑ ค าว่า อุปฺปลคนฺธปจฺจตฺถิกา อรรถกถาอธิบายว่า คนฺธนฺติ หทย วุจฺจติ, ต อุปฺปาเฏนฺตีติอุปฺปลคนฺธา, อปุ ฺปลคนฺธา เอว ปจฺจตฺถกิา อปุ ฺปลนฺธปจฺจตฺถกิา. หทัย ทา่นเรยีกว่า คันธะ พวกศัตรทูชี่อื่วา่อุปปลคันธะ เพราะหมายความวา่ ช าแหละหทัยนัน้คอืผคู้วักหัวใจ ชอื่วา่อปุปลคันธปัจจัตถกิา ( วิ.อ. ๑/๖๕/๒๘๘) ๒ สอดองคชาตเข ้าทางใดทางหนึ่ง ใน ๓ ทาง (คือทวารเบา, ทวารหนัก, ปาก) ๓ สอดองคชาตเข ้าทางทวารเบาเป็นต ้น แล้วถอนออกทางแผลที่อยู่ใกล ้ทวารเบาเป็นต ้นนั้น ๔ สอดองคชาตเข ้าทางแผลที่อยู่ใกล้ทวารเบาเป็นต ้น แล้วถอนออกทางทวารเบาเป็นต ้นนั้น ๕ ในจ านวน ๒ แผลที่ปะปนกันอยู่ ภิกษุสอดองคชาตเข ้าทางแผลหนึ่ง แล้วถอนออกทางแผลที่สอง (ดู วิ.อ. ๑/๖๖/๒๘๘-๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๒ }


๕๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ อนาปัตติวาร สามเณรลักหลับสามเณรทกี่ าลังหลับ เธอตนื่ขนึ้ยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้สองรปู หากเธอตนื่ขนึ้แตไ่มย่นิดีพงึใหส้กึเฉพาะสามเณรรปูทที่ าผดิ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต ้องอาบัติ คือ ๑. ภกิษุไมร่ สู้กึตัว ๒. ภิกษุไม่ยินดี ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภกิษุมจีติฟ้งุซา่น ๕. ภกิษุผกู้ระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ๖. ภิกษุต ้นบัญญัติ สนัถตภาณวาร จบ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรื่องลิงตัวเมีย ๑ เรื่อง เรื่องพวกภิกษุวัชชบีตุร ๑ เรื่อง เรื่องปลอมเป็นคฤหัสถ์ ๑ เรื่อง เรื่องเปลือยกาย ๑ เรื่อง เรื่องปลอมเป็นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง เรื่องเด็กหญิง ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุณีอุบลวรรณา ๑ เรื่อง เรื่องเพศกลับ ๒ เรื่อง เรื่องมารดา ๑ เรื่อง เรื่องธิดา ๑ เรื่อง เรื่องน้องสาว ๑ เรื่อง เรื่องอดีตภรรยา ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุหลังอ่อน ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุองคชาตยาว ๑ เรื่อง เรื่องบาดแผล ๒ เรื่อง เรื่องรูปปั้น ๑ เรื่อง เรื่องตุ๊กตาไม ้ ๑ เรื่อง เรื่องพระสุนทร ๑ เรื่อง เรื่องหญิง ๔ เรื่อง เรอื่งป่าชา้๕ เรื่อง เรื่องกระดูก ๑ เรื่อง เรื่องนางนาค ๑ เรื่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๓ }


๕๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ เรื่องนางยักษิณี ๑ เรื่อง เรื่องนางเปรต ๑ เรื่อง เรื่องบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุผู้มีกายประสาทพิการ ๑ เรื่อง เรื่องจับต ้อง ๑ เรื่อง เรื่องพระอรหันต์ชาวเมืองภัททิยะหลับ ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุชาวกรุงสาวัตถี ๔ เรื่อง เรื่องภิกษุชาวมัลละกรุงเวสาลี ๓ เรื่อง เรื่องภิกษุเปิดประตูจ าวัด ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุชาวเมืองภารุกัจฉะฝัน ๑ เรื่อง เรอื่งอบุาสกิาชอื่สปุัพพา ๙ เรื่อง เรอื่งอบุาสกิาชอื่สทัธา ๙ เรื่อง เรื่องภิกษุณี ๑ เรื่อง เรอื่งสกิขมานา ๑ เรื่อง เรื่องสามเณรี ๑ เรื่อง เรื่องหญิงแพศยา ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง เรื่องหญิงคฤหัสถ์ ๑ เรื่อง เรื่องให ้ภิกษุผลัดกัน ๑ เรื่อง เรื่องพระขรัวตา ๑ เรื่อง เรื่องลูกเนื้อ ๑ เรื่อง วินีตวัตถุ เรื่องลิงตัวเมีย ๑ เรื่อง [๖๗] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางลิง เกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอหนอ จึงน า ื เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑) เรอื่งพวกภกิษุวชั ชบีตุร ๑ เรื่อง สมัยนัน้พวกภกิษุวชั ชบีตุรชาวกรงุเวสาลหีลายรปูยังไมบ่อกคนื สกิขา ไม่ เปิดเผยความท้อแท้ พากันเสพเมถุนธรรม เกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒) เรื่องปลอมเป็ นคฤหัสถ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง ปลอมเป็นคฤหัสถ์ไปเสพเมถุนธรรมด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไมต่อ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไว้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๔ }


๕๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ แลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓) เรื่องเปลือยกาย ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เปลือยกายไปเสพเมถุนธรรมด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะ ไมต่อ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้ เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔) เรื่องปลอมเป็ นเดียรถีย์ ๗ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งคากรองไปเสพเมถุนธรรม ด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เรา จะไมต่อ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้ เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๕) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งเปลือกไม ้กรองไปเสพเมถุนธรรมด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไมต่อ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไว้ แลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคให ้ทรง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๖) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งผ้าแผ่นกระดานกรอง๑ ไปเสพเมถุนธรรมด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไม่ต ้องอาบัติ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ สกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระ ื ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๗) เชงิอรรถ : ๑ ผา้มสี ัณฐานดังเสอื้เกราะ ผลกจรี นาม ผลกสณฺฐานานิผลกานิสพิฺเพตฺวา กตจรี แปลว่า ผ้า เปลือกไม ้ที่ท าขึ้นโดยเย็บแผ่นไม ้ให้มีรูปร่างเหมือนเกราะโล่ (วิ.อ. ๑/๖๗/๒๙๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๕ }


๕๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งผ้าทอด ้วยผมคนไปเสพเมถุนธรรมด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไมต่อ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไว้ แลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๘) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งผ้าทอด ้วยขนจามรีไปเสพเมถุนธรรมด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไมต่อ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไว้ แลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งผ้าทอด ้วยขนปีกนกเค ้าไปเสพเมถุนธรรมด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไม่ต ้องอาบัติ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ สกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๐) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่นุ่งหนังเสอื ไปเสพเมถนุธรรมดว้ยคดิวา่อยา่งนี้เราจะ ไม่ต ้องอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้ เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๑) เรื่องเด็กหญิง ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาต เห็นเด็กหญิงนอนบนตั่ง เกิดความ ก าหนัดจึงสอดนิ้วหัวแม่มือเข ้าในองค์ก าเนิดเด็กหญิง เด็กหญิงนั้นตาย ท่านเกิด ความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิ หรือ หนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๑๒) เรื่องภิกษุณีอุบลวรรณา ๑ เรื่อง [๖๘] สมัยนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งมีความรักใคร่ภิกษุณีอุบลวรรณา วันหนึ่ง เมอื่ภกิษุณีไปบณิฑบาตในหมบู่า้น จงึเขา้ไปซอ่นอยใู่นกฏุิภกิษุณีอบุลวรรณากลับ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๖ }


๕๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ จากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหาร ล ้างเท้าแล ้วเข ้ากุฏิ นั่งบนเตียง ทันใดนั้นเขาจึง ออกมาข่มขืนภิกษุณี ภิกษุณีไปบอกภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายจึงบอกเรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงน าเรื่องนั้นไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีอุบลวรรณานั้นไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่อง ที่ ๑๓) เรื่องเพศกลับ ๒ เรื่อง [๖๙] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เพศกลับกลายเป็นหญิง ภิกษุทั้งหลายจึงน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ มีพระพุทธานุญาตว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให ้ถืออุปัชฌาย์เดิม ให ้ถืออุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิม และให ้อยู่ร่วม กับภิกษุณีทั้งหลายได ้ เราอนุญาตให ้ปลงอาบัติของภิกษุทั้งหลายที่ทั่วไปกับภิกษุณี ทัง้หลายในส านักภกิษุณีเธอไมต่อ้งอาบัตขิองภกิษุทัง้หลายทไี่มท่ ั่วไปกับภกิษุณี ทั้งหลาย” (เรื่องที่ ๑๔) สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เพศกลับกลายเป็นชาย ภิกษุทั้งหลาย จึงน าเรื่องนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ มีพระพุทธานุญาตว่า “เราอนุญาตให ้ถือ อุปัชฌาย์เดิม ให ้ถืออุปสมบทเดิม นับพรรษาเดิมและให ้อยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายได ้ เราอนุญาตใหป้ลงอาบัตขิองภกิษุณีทัง้หลายทที่ั่วไปกับภกิษุในส านักภกิษุเธอไม่ ต ้องอาบัติของภิกษุณีทั้งหลายที่ไม่ทั่วไปกับภิกษุทั้งหลาย” (เรื่องที่ ๑๕) เรื่องมารดา ๑ เรื่อง [๗๐] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เสพเมถุนธรรมกับมารดา ด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไม่ต ้องอาบัติ แล ้วเกิดความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไว้ แลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๖) เรื่องธิดา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เสพเมถุนธรรมกับธิดา ด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เราจะไม่ ตอ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๗ }


๕๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๗) เรื่องน้องสาว ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เสพเมถุนธรรมกับน้องสาวด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เรา จะไม่ต ้องอาบัติ แล ้วเกิดความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไว้ แลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๘) เรื่องอดีตภรรยา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา ด ้วยคิดว่า อย่างนี้ เรา จะไมต่อ้งอาบัติแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้ เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑๙) เรื่องภิกษุหลังอ่อน ๑ เรื่อง [๗๑] สมัยนัน้ภกิษุหลังออ่นรปูหนงึ่มคีวามก าหนัดมาก ใชป้ากอมองคชาต ของตน แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๐) เรื่องภิกษุองคชาตยาว ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีองคชาตยาว มีความก าหนัดมาก สอดองคชาตเข ้า ทางทวารหนักของตนแลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบท ไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๘ }


๕๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ เรื่องบาดแผล ๒ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบศพมีบาดแผลอยู่ใกล ้องค์ก าเนิด จึงสอดองคชาตเข ้า ในองค์ก าเนิดศพแล ้วถอนออกทางบาดแผลด ้วยคิดว่า อย่างนี้เราจะไม่ต ้องอาบัติ แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรองนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า ื่ “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๒) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบศพมีบาดแผลอยู่ใกล ้องค์ก าเนิด จึงสอดองคชาต เข ้าในบาดแผลแล ้วถอนออกทางองค์ก าเนิดศพด ้วยคิดว่า อย่างนี้เราจะไม่ต ้องอาบัติ แล ้วเกิดความความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้ง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๓) เรื่องรูปปั้น ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามก าหนัด ใชอ้งคชาตเสยีดสเีครอื่งหมายเพศ รปูปั้น แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่๒๔) เรื่องตุ๊กตาไม้ ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่มคีวามก าหนัด ใชอ้งคชาตเสยีดสเีครอื่งหมายเพศ ตกุ๊ตาไม้แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตทิกุกฏ” (เรื่องที่๒๕) เรื่องพระสุนทร ๑ เรื่อง [๗๒] สมัยนั้น พระสุนทรเป็นชาวกรุงราชคฤห์ บวชด ้วยศรัทธา เดินไปตาม ถนน หญิงคนหนึ่งเห็นเข ้า ได ้กล่าวกับท่านว่า “ทา่นนมินตร์อสกัครู่ดฉิ ันจะไหว”้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๕๙ }


๖๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ นางไหวพ้ลางเลกิอันตรวาสกขนึ้ใชป้ากอมองคชาต ทา่นเกดิความกังวลใจวา่พระ ผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอหนอ จึงน าเรื่องนี้ ื ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอยินดีหรือ” “ไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ยินดีไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒๖) เรื่องหญิง ๔ เรื่อง สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งพบภิกษุแล ้วกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิด เจ้าค่ะ” “อย่าเลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นิมนต์เถิดเจ้าค่ะ ดิฉันจะท าเอง ท่านไม่ต ้องท า ถ้าท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความ กังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๗) สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งพบภิกษุ แล ้วกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกัน เถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นิมนต์เถิดเจ้าค่ะ นิมนต์ท่านท า ดิฉันไม่ต ้องท า ถ้าท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความ กังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๘) สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งพบภิกษุ แล ้วกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกัน เถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นิมนต์เถิดเจ้าค่ะ นิมนต์ พยายามภายในแล ้วหลั่งภายนอก ถ้าท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่าง นั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้ง อาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระ องค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๒๙) สมัยนั้น หญิงคนหนึ่ง พบภิกษุแล ้วกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกัน เถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นิมนต์เถิดเจ้าค่ะ นิมนต์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๐ }


๖๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ พยายามภายนอกแล ้วหลั่งภายใน ถ้าท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่าง นัน้แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๐) เรอื่งป่าชา้ ๕ เรื่อง [๗๓] สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปป่าชา้มองเห็นศพทยี่ังไมถ่กูสตัวก์ดักนิ ได้ เสพเมถุนธรรมในศพนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ สกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๑) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปป่าชา้มองเห็นศพยังไมถ่กูสตัวก์ ัดกนิ โดยมาก ได้ เสพเมถุนธรรมในศพนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ สกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระ ภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๒) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปป่าชา้มองเห็นศพถกูสตัวก์ดักนิ โดยมาก ไดเ้สพ เมถนุธรรมในศพนัน้แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบท ไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ ี้ ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลจัจัย” (เรื่องที่ ๓๓) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปป่าชา้มองเห็นศพทศี่รีษะขาดจงึสอดองคชาตเขา้ไป กระทบภายในปากที่อ ้า แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ สกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๔) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปป่าชา้มองเห็นศพทศี่รีษะขาดจงึสอดองคชาตเขา้ ภายในปากที่อ ้าไม่ให ้กระทบอะไรแล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๑ }


๖๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ ทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓๕) เรื่องกระดูก ๑ เรื่อง สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่หลงรักสตรคีนหนงึ่ตอ่มานางเสยีชวีติถกูน าไปทงิ้ไว้ ในป่าชา้กระดกูกระจัดกระจาย วนัหนงึ่ภกิษุรปูนัน้ไปป่าชา้เก็บกระดกูรวมเป็นรา่ง จดองคชาตลงที่เครื่องหมายเพศ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรง บัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิ แต่ต ้อง อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓๖) เรื่องนางนาค ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางนาค แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๗) เรื่องนางยักษิณี ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางยักษิณี แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๘) เรื่องนางเปรต ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับนางเปรต แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้องอาบัติ ปาราชกิ ” (เรื่องที่ ๓๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๒ }


๖๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ เรื่องบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมกับบัณเฑาะก์ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๐) เรื่องภิกษุผู้มีกายประสาทพิการ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุผู้มีกายประสาทพิการรูปหนึ่งคิดว่า “เราไมร่ สู้กึสขุหรอืทกุขจ์งึ ไม่ต ้องอาบัติ” จึงเสพเมถุนธรรม แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรง บัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึบอกเรอื่งนใี้หภ้กิษุทัง้ หลายทราบ พวกภิกษุจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลให ้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ พระองค์ ตรัสว่า “ภกิษุทัง้หลาย โมฆบรุษุนัน้จะรสู้กึหรอื ไมร่ สู้กึก็ตาม ก็ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๑) เรื่องจับต้อง ๑ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งคิดจะเสพเมถุนธรรมกับหญิง แต่ครั้นพอจับต ้อง เท่านั้นก็เกิดความเดือดร้อนใจ แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ สกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัติทุกกฏ” ๑ (เรื่องที่ ๔๒) เรื่องพระอรหันต์ชาวเมืองภัททิยะหลับ ๑ เรื่อง [๗๔] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในป่ าชาติยาวัน เขตเมืองภัททิยะ ขณะทจี่ าวดัหลับ อวยัวะทกุสว่นของทา่นถกูลมร าเพยใหแ้ข็งตัว หญงิคนหนงึ่พบเขา้ เชงิอรรถ : ๑ แก ้เป็น “อาปตฺติสงฺฆาทเิสสสฺส แปลว่า ตอ้งอาบัตสิ ังฆาทิเสส” เป็ นการแก ้ความตามนัยบาลีเก่า (วิ.อ. ๑/๗๓/๓๐๑, สารตฺถ.ฏีกา. ๒/๑๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๓ }


๖๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ จึงนั่งคร่อมองคชาต ท าการจนพอใจแล ้วจากไป ภิกษุทั้งหลายเห็นองคชาตเปรอะ เปื้อนจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย องคชาตแข็งตัวได ้ด ้วยเหตุ ๕ อย่าง คือ ก าหนัด ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ถูกลมร าเพยพัด ถูกบุ้งขน องคชาตจะแข็งตัวเพราะเหตุ ๕ อย่างนี้ภิกษุทั้งหลาย ข ้อที่องคชาตของภิกษุนั้นจะแข็งตัวเพราะความก าหนัดนั้นเป็นไปไม่ได ้ เพราะภิกษุนั้น เป็นพระอรหันต์ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๓) เรื่องภิกษุชาวกรุงสาวัตถี ๔ เรื่อง สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง จ าวัดกลางวันในป่ าอันธวัน เขตกรุงสาวัตถี หญิง เลี้ยงโคคนหนึ่งพบเข ้าจึงนั่งคร่อมองคชาต ท่านยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะ สอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระ ผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๔) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในป่ าอันธวัน เขตกรุงสาวัตถี หญิงเลี้ยง แพะคนหนึ่ง พบเข ้าจึงนั่งคร่อมองคชาต ท่านยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะ สอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๕) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในป่ าอันธวัน เขตกรุงสาวัตถี หญิงหา ฟืนคนหนึ่ง พบเข ้าจึงนั่งคร่อมองคชาต ท่านยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะ สอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๔ }


๖๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในป่ าอันธวัน เขตกรุงสาวัตถี หญิงขน โคมัยคนหนึ่ง พบเข ้าจึงนั่งคร่อมองคชาต ท่านยินดีขณะก าลังสอดเข ้าไป ยินดีขณะ สอดเข ้าไปแล ้ว ยินดีขณะหยุดอยู่ ยินดีขณะถอนออก แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต ้อง อาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๔๗) เรื่องภิกษุชาวมัลละกรุงเวสาลี ๓ เรื่อง [๗๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในป่ ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี หญิงคนหนึ่งพบเข ้าจึงนั่งคร่อมองคชาต ท าการจนพอใจแล ้วยืนหัวเราะอยู่ใกล ้ๆ ภิกษุนั้นตื่นขึ้นมา กล่าวกะหญิงนั้นว่า “นี่เป็นการกระท าของเธอหรือ” “ใชแ่ลว้ นี่เป็น การกระท าของดิฉัน” ทา่นเกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบท ไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลพระผู้มีพระภาคให ้ ู ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอรู้หรือ” “ไม่รู้ พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่รู้ ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๘) [๗๖] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในป่ ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ขณะ ที่จ าวัดหลับพิงต ้นไม ้ หญิงคนหนึ่งพบเข ้าจึงนั่งคร่อมองคชาต ท่านรีบลุกขึ้นทันที แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัติ ปาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองค์ ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอยินดีหรือ” “ไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ยินดีไม่ ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๔๙) สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในป่ ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ขณะที่จ าวัด หลับพิงต ้นไม ้ หญิงคนหนึ่งพบเข ้าจึงนั่งคร่อมองคชาต ท่านผลักนางกลิ้งไป แล ้วเกิด ความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้ี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอยินดีหรือ” “ไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๕ }


๖๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ เรื่องภิกษุเปิดประตูจ าวัด ๑ เรื่อง [๗๗] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจ าวัดกลางวันในกูฏาคารศาลาป่ ามหาวัน เขต กรงุเวสาลีขณะทเี่ปิดประตจู าวดัหลับ อวยัวะทกุสว่นของทา่นถกูลมร าเพยใหแ้ข็งตัว ครั้งนั้นมีหญิงหลายคนถือของหอมและดอกไม ้พากันไปอาราม มองไปที่วิหาร เห็น ภิกษุ นั้น จึงไปนั่งคร่อมองคชาต ท าการจนพอใจแล ้วกล่าวชมเชยภิกษุนั้นว่า “เป็น ผู้ชายยอดเยี่ยมจริงๆ คนนี้” จากนั้นได ้ยกของหอมและดอกไม ้พากันจากไป ภิกษุ ทั้งหลายเห็นองคชาต (ของภิกษุผู้หลับ) เปรอะเปื้อน จึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย องคชาตแข็งตัวได ้ด ้วยเหตุ ๕ อย่าง คือ ก าหนัด ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ถูกลมร าเพยพัด ถูกบุ้งขน องคชาต จะแข็งตัว เพราะเหตุ ๕ อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย ข ้อที่องคชาตของภิกษุนั้นจะแข็งตัว เพราะความก าหนัดนั้น เป็นไปไม่ได ้ เพราะภิกษุนั้น เป็นพระอรหันต์ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่ต ้องอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให ้ภิกษุผู้จะหลีกเร้นพักผ่อนกลางวัน ปิดประตูแล ้วจึงหลีกเร้นพักผ่อน” (เรื่องที่ ๕๑) เรื่องภิกษุชาวเมืองภารุกัจฉะฝัน ๑ เรื่อง [๗๘] สมัยนั้น ภิกษุชาวเมืองภารุกัจฉะรูปหนึ่ง ฝันว่าได ้เสพเมถุนธรรมกับ อดตีภรรยา จงึคดิวา่เราไมใ่ ชส่มณะ จักสกึขณะเดนิ ไปเมอืงภารกุัจฉะ ในระหวา่ง ทางพบพระอบุาลีจงึเรยีนใหท้า่นทราบ พระอบุาลชีแี้จงวา่ “ท่าน เพียงความฝัน ไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๕๒) เรอื่งอบุาสกิาชอื่สปุพัพา ๙ เรื่อง สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิ เมื่อนางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่า เลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นิมนต์เถิดเจ้าค่ะ นมินตเ์สยีดสทีรี่ะหวา่งขาออ่น ท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๖ }


๖๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ ผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕๓) สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปัพพา มีความเลื่อมใสแบบุ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีสี่ะดอืท าอยางนี้ ่ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕๔) สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีเี่กลยีวทอ้ง ท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕๕) สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีซี่อกรักแร้ท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๗ }


๖๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕๖) สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีคี่อ ท าอยา่งนี้ท่าน ไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรง บัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕๗) สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศ เมื่อ ิ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีชี่อ่งหูท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕๘) สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มีความเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิ เมื่อนางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่า เลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีมี่วยผม ท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๕๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๘ }


๖๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มีความเห็นอย่างนี้ว่า หญิงผู้ถวายเมถุนธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีงี่า่มมอืท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๐) สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สปุัพพา มีความเลื่อมใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่ดฉิ ันจะใชม้อืพยายามปลอ่ยอสจุใิห้ ท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระ ผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๑) เรอื่งอบุาสกิาชอื่สทัธา ๙ เรื่อง [๗๙] สมัยนัน้ในกรงุสาวัตถีมอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใส แบบงมงาย มคีวามเห็นอยา่งนวี้า่หญงิผถู้วายเมถุนธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิ เมื่อนางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่า เลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีรี่ะหวา่งขาออ่น ท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้นแล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระ ผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่ง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๖๙ }


๗๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ สมัยนัน้ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่า เลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีสี่ะดอืท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้นแล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาคทรง บัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระ ผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแตต่อ้ง อาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๓) สมัยหนงึ่ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่งจึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีเี่กลยีวทอ้ง ท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๔) สมัยหนงึ่ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มีความเห็นอย่างนี้ว่า หญิงผู้ถวายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีซี่อกรักแร้ท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๕) สมัยหนงึ่ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเสอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๐ }


๗๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่า เลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีคี่อ ท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๖) สมัยหนงึ่ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มีความเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิ เมื่อนางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีชี่อ่งหูท า อย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มี พระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๗) สมัยหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิ เมื่อนางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลยน้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นิมนต์เถิดเจ้าค่ะ นิมนตเ์สยีดสทีมี่วยผม ท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มี พระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้องอาบัติ ปาราชกิแตต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๘) สมัยหนงึ่ในกรงุราชคฤห์มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิเมอื่ นางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่าเลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่นมินตเ์สยีดสทีงี่า่มมอืท าอยา่งนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๑ }


๗๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภกิษุเธอไมต่อ้งอาบัตปิาราชกิแต่ ตอ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๖๙) สมัยหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ มอีบุาสกิาคนหนงึ่ชอื่สทัธา มคีวามเลอื่มใสแบบ งมงาย มคีวามเห็นอยา่งนี้วา่หญงิผถู้วายเมถนุธรรม ชอื่วา่ ไดถ้วายทานอันเลศิ เมื่อนางพบภิกษุรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า “นิมนต์มาเสพเมถุนธรรมกันเถิดเจ้าค่ะ” “อย่า เลย น้องหญิง เรื่องนี้ไม่สมควร” “นมินตเ์ถดิเจา้คะ่ดฉิ ันจะใชม้อืพยายามปลอ่ย อสุจิให ้ ท าอย่างนี้ ท่านไม่ต ้องอาบัติ” ท่านได ้ท าอย่างนั้น แล ้วเกิดความกังวลใจว่า พระผมู้พีระภาคทรงบัญญตั สิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตสิงัฆาทเิสส” (เรื่องที่ ๗๐) เรื่องภิกษุณี ๑ เรื่อง [๘๐] สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี เจ้าชายลิจฉวีทั้งหลายจับภิกษุให ้เสพเมถุน ธรรมกับภกิษุณีเธอทัง้สองยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้คู่ทัง้สองไมย่นิดไีมต่อ้งอาบัติ (เรื่องที่ ๗๑) เรอื่งสกิขมานา ๑ เรื่อง สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี เจ้าชายลิจฉวีทั้งหลายจับภิกษุให ้เสพเมถุนธรรมกับ สกิขมานา เธอทัง้สองยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้คู่ทัง้สองไมย่นิดไีมต่อ้งอาบัติ(เรื่องที่ ๗๒) เรื่องสามเณรี ๑ เรื่อง สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี เจ้าชายลิจฉวีทั้งหลาย จับภิกษุให ้เสพเมถุนธรรมกับ สามเณรีเธอทัง้สองยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้คู่ทัง้สองไมย่นิดีไมต่อ้งอาบัติ(เรื่องที่ ๗๓) เรื่องหญิงแพศยา ๑ เรื่อง [๘๑] สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี เจ้าชายลิจฉวีทั้งหลายจับภิกษุให ้เสพเมถุน ธรรมกับหญงิแพศยา ภกิษุยนิดีพงึใหส้กึเสย ถ้าไม่ยินดี ไม่ต ้องอาบัติ (เรื่องที่ ี ๗๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๒ }


๗๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๑ วินีตวัตถุ เรื่องบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี เจ้าชายลิจฉวีทั้งหลายจับภิกษุให ้เสพเมถุนธรรมกับ บัณเฑาะก์ภกิษุยนิดีพงึใหส้กึเสยีถา้ไมย่นิดีไมต่อ้งอาบัติ(เรอื่งที่๗๕) เรื่องหญิงคฤหัสถ์ ๑ เรื่อง สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี เจ้าชายลิจฉวีทั้งหลายจับภิกษุให ้เสพเมถุนธรรมกับ หญงิคฤหัสถ์ภกิษุยนิดีพงึใหส้กึเสยีถา้ไมยินดี ไม่ต ้องอาบัติ (เรื่องที่ ่ ๗๖) เรื่องให้ภิกษุผลัดกัน ๑ เรื่อง สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี เจ้าชายลิจฉวีทั้งหลายจับภิกษุให ้เสพเมถุนธรรมกับ กันและกัน เธอทัง้สองยนิดีพงึใหส้กึเสยีทัง้คู่ถา้ไมย่นิดีไมต่อ้งอาบัติ(เรอื่งที่๗๗) เรื่องพระขรัวตา ๑ เรื่อง [๘๒] สมัยนัน้พระขรัวตารปูหนงึ่ไปเยยี่มอดตีภรรยา ถกูบังคับใหส้กึทา่น ถอยหนีจนล ้มหงาย นางขึ้นคร่อมองคชาต ท่านเกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระ ภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสถามว่า “ภิกษุ เธอยินดีหรือ” “ไม่ยินดี พระพุทธเจ้าข ้า” “ภิกษุ เธอไม่ยินดีไม่ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๗๘) เรอื่งลกูเนอื้๑ เรื่อง [๘๓] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในป่ า ลูกเนื้อมาที่ถ่ายปัสสาวะของท่านแล ้ว อมองคชาตพลางดื่มน ้าปัสสาวะ ท่านยินดี เกิดความกังวลใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลู พระผมู้พีระภาคใหท้รงทราบ พระองคต์รัสวา่ภกิษุเธอตอ้งอาบัตปิาราชกิ (เรอื่ง ที่ ๗๙) ปาราชกิสกิขาบทที่๑ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๓ }


๗๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ เรื่องพระธนิยกุมภการบุตร ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วา่ดว้ยการถอืเอาสงิ่ของทเี่จา้ของไมไ่ดใ้ห้ เรื่องพระธนิยกุมภการบุตร [๘๔] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขต กรงุราชคฤห์ภกิษุหลายรปูเป็นเพอื่นเห็นเพอื่นคบกนั ชว่ยกันท ากฎุมีงุหญา้อยจู่ า พรรษา ทเี่ชงิภเูขาอสิคิลิ ิทา่นพระธนยิกมุภการบตุรก็ท ากุฎีมุงหญ้าอยู่จ าพรรษาใน ที่นั้น ต่อเมื่อล่วงไตรมาสไปแล ้ว ภิกษุเหล่านั้นรื้อกุฏีมุงหญ้า เก็บหญ ้าและตัวไม ้ไว ้ แล ้วพากันหลีกจารกิ ไปในชนบท สว่นพระธนยิกมุภการบตุร ยังพักอยทู่นี่ัน้ตลอด ฤดูฝน ฤดูหนาวและฤดูร้อน วันหนึ่งเมื่อท่านไปบิณฑบาตในหมู่บ ้าน คนหาบหญ ้า คนหาฟืน รื้อกุฎีหญ ้าของท่าน แล ้วขนเอาหญ ้าและไม ้ไป ท่านพระธนิยกุมภการบุตร ได ้หาหญ ้าและไม ้มาท ากุฎีหญ ้าเป็นครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม ้ครั้งที่ ๓ เมื่อท่านไป บิณฑบาตในหมู่บ ้าน คนหาบหญ ้า คนหาฟืน ได ้รื้อกุฎีหญ ้าของท่าน แล ้วขนหญ้า และไม ้ไป เป็นครั้งที่ ๓ ท่านคิดว่า เมื่อเราไปบิณฑบาตในบ ้าน คนหาบหญ ้า คนหาฟืน รื้อกุฎีหญ ้า แล ้วขนหญ ้าและตัวไม ้ไปถึง ๓ ครัง้เรามกีารศกึษาดีไมบ่กพรอ่ง ส าเร็จศลิปะชาง่ หม ้อเทียบเท่าอาจารย์ อย่ากระนั้นเลย เราพึงขย าโคลนท ากุฎีดินล ้วนด ้วยตัวเอง ดังนั้น ท่านจึงขย าโคลนก่อกุฎีดินล ้วน และรวบรวมหญ ้า ไม ้และขี้วัวแห ้งมา สมุไฟเผากฎุนี ัน้จนสกุกฎุนี ัน้งดงามน่าดนู่าชม มสีแีดงเหมอืนสแีมลงคอ่มทอง (เวลาลมพัด)สง่เสยีงเหมอืนเสยีงกระดงึ [๘๕] ต่อมา พระผู้มีพระภาคเสด็จลงจากภูเขาคิชฌกูฏพร้อมกับภิกษุ จ านวนมาก ทอดพระเนตรเห็นกุฎีอันงดงามน่าดู น่าชม ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย นั่นอะไรน่าดนู่าชม สเีหมอืนแมลงคอ่มทอง” ครั้นภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น ให ้ทรงทราบแล ้ว พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย การกระท า ของโมฆบรุษุนั่นไมส่มควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ้มไ่ด้ ไมค่วรท าเลย ไฉนโมฆบรุษุจงึขย าโคลนกอ่กฎุดีนิลว้นเลา่ โมฆบรุ ุษนัน้ชอื่วา่มไิดม้ี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๔ }


๗๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ เรื่องพระธนิยกุมภการบุตร ความเอ็นดูความอนุเคราะห์ความไมเ่บยีดเบยีนสตัวท์ ัง้หลาย พวกเธอจงไป ท าลายกฎุนี ัน้เสยีอยา่ ใหเ้พอื่นพรหมจารใีนภายหลังไดเ้บยีดเบยีนหมสู่ตัวเ์ลย ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงท ากุฎีดินล ้วน ภิกษุใดท า ต ้องอาบัติทุกกฏ” ภกิษุเหลา่นัน้รับพระพทุธฎกีาแลว้พากันไปทกี่ฎุีชว่ยกันท าลายกฎุนี ัน้ ในขณะนั้น ท่านพระธนิยกุมภการบุตรมาถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ท าไม พวกท่านจึงท าลายกุฎีของกระผม” “ทา่น พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหท้ าลาย” “ถ้า พระผมู้พีระภาคผเู้ป็นธรรมสามรีับสงั่ใหท้ าลาย ก็ท าลายเถดิ ” [๘๖] ต่อมา ท่านพระธนิยกุมภการบุตรคิดว่า เมื่อเราไปบิณฑบาตใน หมู่บ ้าน คนหาบหญ ้า คนหาฟืนมารื้อกุฎีหญ ้า ขนหญ ้าและตัวไม ้ไปถึง ๓ ครั้ง แมก้ฎุดีนิลว้นทที่ าไวพ้ระผมู้พีระภาคก็รับสงั่ใหท้ าลาย เรารจู้ ักพนักงานป่ าไม ้ที่ชอบ พอกัน อย่ากระนั้นเลย เราควรขอไม ้มาท ากุฎีไม ้ แล ้วไปหาเจ้าพนักงานป่ าไม ้ กล่าว ว่า “เจริญพร เมื่ออาตมาไปบิณฑบาตในหมู่บ ้าน คนหาบหญ ้า คนหาฟืนไปรื้อ กุฎีหญ ้า ขนหญ้าและตัวไม ้ไปถึง ๓ ครั้ง แม ้กุฎีดินล ้วนที่ท าไว ้ พระผู้มีพระภาคก็ รับสงั่ใหท้ าลาย ทานจงให ้ไม ้แก่อาตมา อาตมาต ้องการจะท ากุฎีไม ้ ่ ” เจ้าพนักงานป่ าไม ้ตอบว่า “กระผมไม่มีไม ้จะถวายพระคุณเจ้าได ้ขอรับ จะมี ก็แตไ่มข้องหลวงทเี่ก็บไวซ้อ่มแปลงเมอืงในคราวจ าเป็น ถา้พระเจา้แผน่ดนิมรีับสงั่ ให ้พระราชทาน พระคุณเจ้าก็ให ้คนไปขนเอาเถิด” ท่านพระธนิยกุมภการบุตรกล่าวว่า “เจริญพร พระเจ้าแผ่นดินได ้พระราชทาน ไม ้นั้นแล ้ว” ล าดับนั้น เจ้าพนักงานป่ าไม ้คิดว่า “พระสมณะเชอื้สายพระศากยบตุรเหลา่นี้ ประพฤตธิรรม ประพฤตสิงบ ประพฤตพิรหมจรรย์พดูจรงิมศีลีมกี ัลยาณธรรม แม ้แต่พระเจ้าแผ่นดินยังทรงเลื่อมใสมาก พระธนิยะคงไม่กล ้าพดูสงิ่ทพี่ระเจา้แผน่ ดินยังไม่ได ้พระราชทานว่า ได ้พระราชทานแล ้ว” ล าดับนั้น เจ้าพนักงานป่ าไม ้ จึงกล่าวกับท่านพระธนิยะดังนี้ว่า “นิมนต์ท่านให ้คนขนไปเถิด ขอรับ” ทา่นพระธนยิะสงั่ใหต้ ัดไมเ้หลา่นัน้เป็นทอ่นนอ้ยทอ่นใหญบ่รรทกุเกวยีนไป ท ากุฎีไม ้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๕ }


๗๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ เรื่องพระธนิยกุมภการบุตร วัสสการพราหมณ์ตรวจราชการ [๘๗] เวลานั้น วัสสการพราหมณ์มหาอมาตย์มคธรัฐไปตรวจราชการ เข ้า ไปหาเจ้าพนักงานป่ าไม ้ถึงที่พัก ครั้นถึงแล ้วได ้กล่าวกับเจ้าพนักงานป่ าไม ้ดังนี้ว่า “นี่ แน่ะคณุไมข้องหลวงทเี่ก็บไวซ้อ่มแปลงเมอืงในคราวจ าเป็นอยทู่ ไี่หน” เจ้าหน้าที่ป่ าไม ้ตอบว่า “ใต ้เท้าขอรับ พระเจ้าแผ่นดินได ้พระราชทานไม ้แก่ พระธนิยกุมภการบุตรไปแล ้ว” วัสสการพราหมณ์ไม่พอใจว่า “ท าไมพระเจ้าแผ่นดินจึงได ้พระราชทานไม ้ของ หลวงทเี่ก็บไวซ้อ่มแปลงเมอืงในคราวจ าเป็นแกพ่ระธนยิกมุภการบตุรไปเลา่ ” จึง เข ้าไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธ ถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล ้วได ้กราบทูลพระเจ้า พิมพิสารจอมทัพมคธดังนี้ว่า “ได ้ทราบเกล ้าว่า พระองค์ได ้พระราชทานไม ้ของหลวง ทเี่ก็บไวซ้อ่มแปลงเมอืงในคราวจ าเป็นแกพ่ระธนยิกมุภการบตุรไปแลว้จรงิหรอื พระพุทธเจ้าข ้า” “ใครกล่าวอย่างนั้น” “เจ้าหน้าที่ป่ าไม ้ พระพุทธเจ้าข ้า” “ถา้เชน่นี้จงไปเรยีกเจา้หนา้ทปี่่าไมม้า” วสั สการพราหมณ์สงั่ใหเ้จา้หนา้ทคี่มุตัวเจา้หนา้ที่ป่ าไม ้มาทันที พระธนิยภุมภการบุตรเห็นเจ้าหน้าที่ป่ าไม ้ถูกควบคุมตัวไปจึงกล่าวว่า “เจริญพร ท่านถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวด ้วยเรื่องอะไร” “เรื่องไม ้นั่นแหละ ขอรับ” “ท่านจงไปก่อนเถิด อาตมาจะตามไป” เจ้าหน้าที่ป่ าไม ้กล่าวว่า “พระคุณเจ้าควรไปก่อนที่กระผมจะเดือดร้อนนะ ขอรับ” [๘๘] พระธนิยกุมภการบุตร เข ้าไปพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสารแล ้ว นั่งบนอาสนะ ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสารเสด็จเข ้าไปหาพระธนิยกุมภการบุตร ทรง ไหว ้แล ้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ตรัสถามว่า “พระคุณเจ้า ทราบว่าไม ้ของหลวง ทเี่ก็บไวซ้อ่มแปลงเมอืงในคราวจ าเป็น โยมถวายแก่พระคุณเจ้าจริงหรือ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๖ }


๗๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ เรื่องพระธนิยกุมภการบุตร “จริง มหาบพิตร” “พระคุณเจ้า โยมเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีกรณียกิจมากมาย ถึงจะถวายไป แล ้วก็จ าไม่ได ้ พระคุณเจ้าโปรดเตือนความจ าให ้โยมด ้วย” พระธนิยกุมภการบุตร ทูลว่า “ขอถวายพระพร พระองค์จ าได ้ไหม ครั้งที่ พระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ใหม่ๆ ทรงเปล่งพระวาจาว่า ข ้าพเจ้าถวายหญ ้า ไม ้ และน ้าแก่สมณพราหมณ์ ขอสมณพราหมณ์โปรดใชส้อยเถดิ ” “พระคุณเจ้า โยมจ าได ้ ที่โยมพูดนั้นหมายถึงสมณพราหมณ์ผู้มีความละอาย มคีวามระมัดระวงั ใฝ่การศกึษา มคีวามรังเกยีจแมใ้นโทษเล็กนอ้ย หญา้ ไมแ้ละน ้า นั้นยังมิได ้มีใครจับจอง อยู่ในป่ า ท่านจงใจอ ้างจะขนไม ้ที่ไม่ให ้ไป พระเจ้าแผ่นดิน เชน่ โยมจะฆา จองจ าหรือเนรเทศสมณพราหมณ์อย่างไรได ้ นิมนต์กลับไปเถิด ท่าน ่ รอดตัวเพราะขน๑ แต่อย่าได ้ท าอย่างนี้อีก” ประชาชนต าหนิ ประชาชนพากันต าหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชอื้สายศากยบตุร เหลา่นไี้มม่คีวามละอาย ทศุลีชอบพดูเท็จ แตก่ ็ปฏญิญาวา่ ประพฤตธิรรม ประพฤติ สงบ ประพฤตพิรหมจรรย์พดูจรงิมศีลีมกี ัลยาณธรรม พวกทา่นไมม่คีวามเป็น สมณะ ไม่มีความเป็นพราหมณ์ ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ของพวกท่าน เสอื่มสนิ้ไปแลว้พวกทา่นจะเป็นสมณะเป็นพราหมณ์ไดอ้ยา่งไร พวกทา่นปราศจาก ความเป็นสมณะ ปราศจากความเป็นพราหมณ์ แม ้พระเจ้าแผ่นดินก็ยังถูกสมณะ เหล่านั้นหลอกลวงได ้ ไฉนคนอื่นจักไม่ถูกหลอกลวงเล่า” ภิกษุทั้งหลายได ้ยินประชาชนต าหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้มัก นอ้ยสนั โดษ มคีวามละอาย มคีวามระมัดระวงั ใฝ่การศกึษา จงึต าหนิประณาม เชงิอรรถ : ๑ โลเมน ตฺว มุตฺโตสตี ิเอตฺถ โลมมวิ โลม , กึ ปน ต ปพฺพชฺชาลิงฺค ค าว่า “ขน” ในทนี่ี้หมายถงึเพศบรรพชติ คือผ้ากาสาวพัสตร์ที่ท่านพระธนิยะห่มอยู่ ท่านธนิยะท าความผิดลักไม ้ของหลวง ควรถูกจับฆ่าหรือจองจ า แตท่า่นนุ่งหม่ผา้กาสาวพัสตรอ์ ันเป็นธงชยัของพระอรหันต์จงึรอดตัวจากการถกูฆา่ถกูจองจ า ท่านอุปมา เหมือนแพะมีขนยาวที่จะถูกฆ่ากินเนื้อ พอดีมีบุรุษคนหนึ่งเห็นว่า แพะนี้ขนมีราคา จงึเอาแพะทขี่นสัน้๒ ตัว มาแลกไป แพะขนยาวจึงรอดตัวเพราะขน (วิ.อ. ๑/๘๘/๓๑๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๗ }


๗๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์[๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ พระบัญญัติ โพนทะนาว่า “ไฉน ท่านพระธนิยกุมภการบุตรจึงขโมยไม ้ของหลวงที่เขาไม่ได ้ให ้ไป เล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายต าหนิท่านพระธนิยกุมภการบุตรโดยประการต่าง ๆ แล ้วจึง น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆบ์ญัญตัสิกิขาบท ครัง้นัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามท่านพระธนิยกุมภการบุตรว่า “ธนิยะ ทราบว่าเธอขโมยไม ้หลวงจริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระภาคทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้ไม่สมควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ้มไ่ด้ ไม่ควรท า โมฆบุรุษ การกระท าอย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใส ให ้เลื่อมใสหรือ ท าคนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วให ้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได ้เลย ที่จริง กลับจะท าให ้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ ไม่เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสแล ้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” สมัยนั้น มีมหาอมาตย์เคยเป็นผู้พิพากษาคนหนึ่งบวชอยู่ในหมู่ภิกษุ นั่งอยู่ ไมไ่กลพระผมู้พีระภาค พระองคจ์งึรับสงั่ถามภกิษุรปูนัน้วา่ “พระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพมคธ จับโจรได ้แล ้วประหารบ ้าง จองจ าบ ้าง เนรเทศบ ้าง ด ้วยอัตราโทษตาม มูลค่าทรัพย์ที่โจรกรรมมาเท่าไร” ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า “ด ้วยมูลค่า ๑ บาทบ ้าง ควรแก่ ๑ บาทบ ้าง เกินกว่า ๑ บาทบ ้าง พระพุทธเจ้าข ้า” สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ ทรัพย์ ๑ บาท เท่ากับ ๕ มาสก พระผู้มีพระภาคทรงต าหนิท่านพระธนิยกุมภการบุตร โดยประการต่าง ๆ แล ้วได ้ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ฯลฯ คุณแห่งการปรารภความเพียร แลว้ทรงแสดงธรรมกีถาแกภ่กิษุทัง้หลายใหเ้หมาะสมกับเรอื่งนัน้แลว้จงึรับสงั่ให้ ภกิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระบัญญัติ [๘๙] ก็ภกิษุใด ถอืเอาทรพัยท์เี่จา้ของมไิดใ้หโ้ดยสว่นแหง่จติคดิจะลกั มีมูลค่าเท่ากับอัตราโทษที่พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้วประหารบ้าง จองจ า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๘ }


๗๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ พระบัญญัติ บ้าง เนรเทศบ้าง บริภาษว่า “เจ้าเป็ นโจร เจ้าเป็ นคนพาล เจ้าเป็ นคนหลง เจ้า เป็ นขโมย” ดงันี้เพราะถอืเอาทรพัยท์เี่จา้ของมไิดใ้หเ้ชน่ ใด ภกิษุผถู้อืเอา ทรพัยท์เี่จา้ของมไิดใ้หเ้ชน่นนั้แมภ้กิษุนเี้ป็นปาราชกิหาสงัวาสมไิด้ สกิขาบทนพี้ระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตไิวแ้กภ่กิษุทัง้หลายอยา่งนี้ เรื่องพระธนิยกุมภการบุตร จบ เรื่องพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ [๙๐] ครัน้ตอ่มา พวกภกิษุฉัพพัคคยี ไ์ ปลานตากผา้ของชา่งยอ้มผา้แลว้พา กันลักห่อผ ้ากลับมาวัด แบ่งกัน ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “พวกท่านมีบุญมาก จีวรจึงเกิดขึ้นแก่พวก ท่านมาก” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ตอบว่า “พวกผมจะมีบุญมาจากไหนกัน พวกผมไปลาน ตากผา้ของชา่งยอ้มแลว้ ไดล้ ักหอ่ผา้ของชา่งยอ้มมาเดย๋ีวนเี้อง” ภิกษุทั้งหลายจึงท้วงติงว่า “ทา่น พระผมู้พีระภาคไดท้รงบัญญัตสิกิขาบท ไวแ้ลว้มใิชห่รอืเหตไุร พวกทา่นจงึลักหอ่ผา้ของชา่งยอ้มมาเลา่ ” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวแย ้งว่า “จริง ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได ้ ทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้แตส่กิขาบทนัน้ใชเ้ฉพาะในบา้น ไมใ่ ชใ่นป่า” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า “พระบัญญัตนิ ัน้ใชไ้ดเ้หมอืนกันทัง้ในบา้นและในป่ามิ ใชห่รอืการกระท าของทา่นไมส่มควร ไมค่ลอ้ยตาม ไมเ่หมาะสม ไมใ่ ชก่จิของสมณะ ใชไ้มไ่ด้ไมค่วรท าเลย ไฉน พวกทา่นจงึลักหอ่ผา้ของชา่งยอ้มมาเลา่การกระท า อย่างนี้ มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส หรือท าคนที่เลื่อมใสอยู่แล ้วให ้เลื่อมใส ยิ่งขึ้นได ้เลย ที่จริง กลับจะท าให ้คนที่ไม่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใสไปเลย คนที่เลื่อมใสอยู่ แล ้วบางพวกก็จะกลายเป็นอื่นไป” ครั้นภิกษุเหล่านั้นต าหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยประการต่าง ๆ แล ้วจึงน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๗๙ }


๘๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่ ๒ สกิขาบทวภิ ังค์ ล าดับนัน้พระผมู้พีระภาครับสงั่ใหป้ระชมุสงฆเ์พราะเรอื่งนเี้ป็นตน้เหตุทรง สอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ภกิษุทัง้หลาย ทราบวา่พวกเธอลักหอ่ผา้ของชา่ง ย ้อม จริงหรือ” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข ้า” พระผู้มีพระ ภาคพุทธเจ้าทรงต าหนิว่า “โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระท าของพวกเธอไม่สมควร ฯลฯ ไมค่วรท าเลย โมฆบรุษุทัง้หลาย ไฉนพวกเธอจงึลักหอ่ผา้ของชา่งยอ้มมาเลา่ โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระท าอย่างนี้มิได ้ท าคนที่ยังไม่เลื่อมใสให ้เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นต าหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยประการต่างๆ แล ้วจึงตรัสโทษแห่งความเป็นผู้เลี้ยง ยาก ฯลฯ คุณแห่งการปรารภความเพียร แล ้วทรงแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย ใหเ้หมาะสมกับเรอื่งนัน้แลว้จงึรับสงั่ใหภ้กิษุทัง้หลายยกสกิขาบทนขี้นึ้แสดงดังนี้ พระอนุบัญญัติ [๙๑] อนงึ่ภกิษุใดถอืเอาทรพัยท์เี่จา้ของมไิดใ้หโ้ดยสว่นแหง่จตคิดจะ ิ ลัก จากหมู่บ้านก็ตาม จากป่ าก็ตาม มีมูลค่าเท่ากับอัตราโทษที่พระราชาทั้ง หลายจับโจรได้แล้ว ประหารบ้าง จองจ าบ้าง เนรเทศบ้าง บริภาษว่า “เจ้าเป็ นโจร เจ้าเป็ นคนพาล เจ้าเป็ นคนหลง เจ้าเป็ นขโมย” ดงันี้เพราะถอืเอาทรพัยท์ ี่ เจา้ของมไิดใ้หเ้ชน่ ใด ภกิษุผถู้อืเอาทรพัยท์เี่จา้ของมไิดใ้หเ้ชน่นนั้แมภ้กิษุนกี้ ็ เป็นปาราชกิหาสงัวาสมไิด้ เรื่องพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ จบ สกิขาบทวภิงัค์ [๙๒] ค าว่า อนึ่ง...ใด คอืผใู้ด ผเู้ชน่ ใด ฯลฯ นที้พี่ระผมู้พีระภาคตรัสวา่ อนึ่ง... ใด ค าว่า ภิกษุ มอีธบิายวา่ ชอื่วา่ภกิษุเพราะเป็นผขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระ ู้ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้ ทชี่อื่วา่ หมู่บ้าน ได ้แก่ หมู่บ ้านมีกระท่อม ๑ หลังบ ้าง หมู่บ ้านมีกระท่อม ๒ หลังบ ้าง หมู่บ ้านมีกระท่อม ๓ หลังบ ้าง หมู่บ ้านมีกระท่อม ๔ หลังบ ้าง หมู่บ ้านมี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๐ }


๘๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ สกิขาบทวภิ ังค์ คนอยู่บ ้าง หมู่บ ้านไม่มีคนอยู่บ ้าง หมู่บ ้านที่มีรั้วล ้อมบ ้าง หมู่บ ้านไม่มีรั้วล ้อมบ ้าง หมู่บ ้านที่มีโรงเรือนเหมือนโรงพักโคบ ้าง แม ้สถานที่ที่มีหมู่เกวียนหรือโคต่างพักแรม เกินกว่า ๔ เดือน ก็ตรัสเรียกว่า เป็นหมู่บ ้าน ทชี่อื่วา่ อุปจารหมู่บ้าน ได ้แก่ เขตที่ชายมีก าลังปานกลางยืนอยู่ที่เสาเขื่อน ของหมู่บ ้านที่มีรั้วล ้อม ขว ้างก ้อนดินไปตกลง หรือ เขตที่ชายมีก าลังปานกลางยืนอยู่ ที่อุปจารเรือนของหมู่บ ้านที่ไม่มีรั้วล ้อม ขว ้างก ้อนดินไปตกลง ทชี่อื่วา่ ป่ า ไดแ้ก่ สถานทที่เี่วน้หมบู่า้นและอปุจารหมบู่า้น นอกนัน้ชอื่วา่ ป่ า ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ได ้แก่ ทรัพย์ที่เจ้าของไม่ให ้ ไม่สละ ไม่ บรจิาค ยังรักษาคมุ้ครองอยู่ถอืกรรมสทิธอิ์ยู่เป็นทรัพยท์คี่นอนื่หวงแหน นั่นชอื่วา่ ทรัพย์ที่เจ้าของมิได ้ให ้ ค าว่า โดยสว่นแหง่จติคดิจะลกั คือ มีไถยจิต ได ้แก่ คิดจะลัก ค าว่า ถือเอา ไดแ้ก่ตู่ ชงิฉอ้เคลอื่นไหวอริยิาบถ ท าใหท้รัพยเ์คลอื่นที่ให้ ล่วงเขตที่หมาย ทชี่อื่วา่เชน่ ใด คือ ๑ บาทบ ้าง ควรแก่ ๑ บาทบ ้าง เกินกว่า ๑ บาทบ ้าง ทชี่อื่วา่ พระราชาทั้งหลาย ได ้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน เจ้าผู้ปกครองประเทศ ทา่นผปู้กครองมณฑล ทา่นผปู้กครองหมบู่า้นทอี่ยใู่นระหวา่ง ทา่นผตู้ ัดสนิคดี มหาอมาตย์หรอืเจา้หนา้ทที่มี่อี านาจสงั่ประหารและจองจ าได้ทา่นเหลา่นชี้อื่วา่ พระราชาทั้งหลาย ทชี่อื่วา่ โจร ได ้แก่ ผู้ที่ลักทรัพย์ที่เจ้าของมิได ้ให ้มีราคา ๕ มาสกบ ้าง เกินกว่า ๕ มาสกบา้ง โดยสว่นแหง่จติคดิจะลัก นชี้อื่วา่ โจร ค าว่า ประหารบ้าง ไดแ้ก่ ประหารดว้ยมอืบา้ง ดว้ยเทา้บา้ง ดว้ยแสบ้า้ง ด ้วยหวายบ ้าง ด ้วยกระบองบ ้าง ด ้วยการตัดบ ้าง ค าว่า จองจ าบ้าง ไดแ้ก่จองจ าดว้ยเครอื่งจองจ าคอืเชอืกบา้ง ขอื่คาบา้ง โซต่รวนบา้ง ดว้ยการกักขงัในเรอืนจ าบา้ง กักบรเิวณในเมอืงบา้ง ในหมบู่า้นบา้ง ใน ต าบลบ ้าง ให ้คนคอยควบคุมบ ้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๑ }


๘๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ค าว่า เนรเทศบ้าง ได ้แก่ ขับไล่ออกไปจากหมู่บ ้านบ ้าง จากต าบลบ ้าง จาก เมืองบ ้าง จากชนบทบ ้าง จากประเทศบ ้าง ค าว่า เจ้าเป็ นโจร เจ้าเป็ นคนพาล เจ้าเป็ นคนหลง เจ้าเป็ นขโมย นี้เป็น ค าบริภาษ ทชี่อื่วา่เชน่นนั้ คือ ๑ บาทบ ้าง ควรแก่ ๑ บาทบ ้าง เกินกว่า ๑ บาทบ ้าง ค าว่า ผู้ถือเอา ไดแ้ก่ผตูู้่ ชงิฉอ้เคลอื่นไหวอริยิาบถ ท าใหท้รัพยเ์คลอื่นที่ ให ้ล่วงเขตที่หมาย ค าว่า แมภ้กิษุนี้พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุรูปก่อน ค าว่า เป็นปาราชกิ อธิบายว่า ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได ้ให ้ ๑ บาทบ ้าง ควรแก่ ๑ บาทบ ้าง เกินกว่า ๑ บาทบา้ง โดยสว่นแหง่จติคดิจะลัก ยอ่มไมเ่ ป็นสมณะ ไมเ่ ป็นเชอื้สายศากยบตุร เปรยีบเหมอืนใบไมเ้หยี่วเหลอืงหลดุจากขวั้แลว้ ไมอ่าจ เป็นของเขียวสดต่อไปได ้ ด ้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจงึตรัสเรยีกวา่เป็นปาราชกิ ค าว่า หาสงัวาสมไิด้อธบิายวา่ทชี่อื่วา่ สงัวาส ไดแ้ก่กรรมทที่ ารว่มกัน อทุเทสทสี่วดรว่มกัน ความมสีกิขาเสมอกัน นชี้อื่วา่ สงัวาส สงัวาสนัน้ไมม่กี ับภกิษุ รปูนัน้ดว้ยเหตนุัน้พระผมู้พีระภาคจงึตรัสวา่หาสงัวาสมไิด้ บทภาชนีย์ มาติกา [๙๓] ทรัพย์ที่อยู่ในแผ่นดิน ทรัพย์ที่อยู่บนบก ทรัพย์ที่อยู่ในอากาศ ทรัพย์ที่อยู่ในที่แจ้ง ทรัพย์ที่อยู่ในน ้า ทรัพย์ที่อยู่ในเรือ ทรัพย์ที่อยู่ในยาน ทรัพย์ ที่น าติดตัวไปได ้ ทรัพย์ที่อยู่ในสวน ทรัพย์ที่อยู่ในวัด ทรัพย์ที่อยู่ในนา ทรัพย์ที่ อยู่ในพื้นที่ ทรัพยท์อี่ยใู่นหมบู่า้น ทรัพยท์อี่ยใู่นป่า น ้า ไมช้ าระฟัน ตน้ ไมเ้จา้ป่า ทรัพยท์มี่ผีนู้ าไป ทรัพยท์เี่ขาฝากไว้ดา่นภาษีสตัวม์ ชีวีติ สตัวไ์มม่เีทา้ สตัว์๒ เท้า สตัว์๔ เทา้ สตัวม์เีทา้มาก ภกิษุผสู้งั่ภกิษุผรู้ับของฝาก การชกัชวนกันไปลัก การนัดหมาย การท านิมิต ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๒ }


๘๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ทรัพย์ที่อยู่ในแผ่นดิน [๙๔] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในแผ่นดิน ได ้แก่ ทรัพย์ที่ฝังกลบไว ้ในแผ่นดิน ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในแผ่นดิน แล ้วหาเพื่อนไปด ้วย หาจอบ หาตะกร้า หรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ ตัดไม ้หรือเถาวัลย์ที่ขึ้นอยู่ที่นั้น ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ขุดคุ้ยหรือโกยดินร่วน ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้องหม ้อทรัพย์ ต ้องอาบัติ ทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัตถิลุลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิต หย่อนภาชนะของตนลงไปถูกต ้องทรัพย์มีราคา ๕ มาสกหรือ เกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ทรัพย์เข ้า ไปอยู่ในภาชนะของตน หรือหยิบขาดจากกันขึ้นมาหนึ่งก ามือ ต ้องอาบัตปิาราชกิ ภกิษุมไีถยจติจับตอ้งทรัพยท์เี่ขารอ้ยดว้ยดา้ย สงัวาล สรอ้ยคอ เข็มขดั ผ ้าสาฎก ผ้าโพก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับปลายยกขึ้น ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ดึงครูดออกไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ให ้พ้นปากหม ้อแม ้เพียง ปลายผม ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิต ดื่มเนยใส น ้ามัน น ้าผึ้ง น ้าอ ้อย มีราคา ๕ มาสก หรือเกิน กว่า ๕ มาสก ดว้ยการดมื่ครัง้เดยีว ตอ้งอาบัตปิาราชกิท าลาย ท าใหห้ก เผา ทิ้ง หรือท าให ้บริโภคไม่ได ้ ต ้องอาบัติทุกกฏ ทรัพย์ที่อยู่บนบก [๙๕] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่บนบก ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาวางไว ้บนบก ภิกษุมี ไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่บนบก หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติ ทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้เคลื่อนที่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในอากาศ [๙๖] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในอากาศ ได ้แก่ ทรัพย์ที่ไปในอากาศ คือนกยูง นกคับแค นกกระทา นกกระจาบ ผ้าสาฎก ผ้าโพก หรือเงินทองที่ขาดหลุดตกลง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๓ }


๘๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในอากาศ หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้อง อาบัติทุกกฏ หยุดการไปของทรัพย์ ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าใหไ้หว ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในที่แจ้ง [๙๗] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในที่แจ้ง ไดแ้ก่ทรัพยท์แี่ขวนไวใ้นทแี่จง้เชน่ ทรัพย์ที่คล ้องไว ้บนเตียงหรือตั่ง ห ้อยไว ้บนราวจีวร สายระเดียง ที่เดือยฝา ที่เครื่อง แขวนรปูงาชา้งหรอืทตี่น้ ไม้โดยทสี่ดุแมบ้นเชงิรองบาตร ภกิษุมไีถยจติคดิจะลัก ทรัพย์ที่อยู่ในที่แจ้ง หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้อง อาบัตทิกุกฏ ท าใหไ้หว ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในน ้า [๙๘] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในน ้า ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในน ้า ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในน ้า หาเพื่อนไปด ้วย หรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ ด าลงหรือโผล่ขึ้นในน ้า ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าใหไ้หว ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิต จับต ้องดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก เหง ้าบัว ปลาหรือเต่า ที่เกิดในน ้านั้น มีราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในเรือ [๙๙] ทชี่อื่วา่ เรือ ไดแ้ก่พาหนะส าหรับใชข้า้มน ้า ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในเรือ ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในเรือ ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในเรือ หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๔ }


๘๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักเรือ หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องทุกกฏ จับ ต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย แก ้เครื่องผูก ต ้องอาบัติทุกกฏ แก ้เครื่องผูกแล ้ว จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้เรือ ลอยทวนน ้า ลอยตามน ้าหรือลอยไปขวางล าน ้า ให ้เคลื่อนไปแม ้เพียงปลายผม ต ้อง อาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในยาน [๑๐๐] ทชี่อื่วา่ยาน ได ้แก่ วอ รถ เกวียน คานหาม ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในยาน ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในยาน ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในยาน หาเพื่อนไปด ้วย หรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักยาน หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัตทิกุกฏ ท าใหไ้หว ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่น าติดตัวไปได้ [๑๐๑] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่น าติดตัวไปได้ ได ้แก่ ทรัพย์ที่ทูนไป แบกไป กระเดียดไป หิ้วไป ภกิษุมไีถยจติจับตอ้งทรัพยท์อี่ยบู่นศรีษะ ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหไ้หว ตอง้ อาบัตถิลุลัจจัย ลดทรัพยล์งมาทไี่หล่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิต จับต ้องทรัพย์ที่อยู่ระดับไหล่ ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้อง อาบัตถิลุลัจจัย ลดทรัพยล์งมาถงึระดับสะเอว ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุมไีถยจติจับตอ้งทรัพยซ์งึ่อยทู่ สี่ะเอว ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าให ้ไหว ต ้อง อาบัตถิลุลัจจัย ใชม้อืถอื ไป ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๕ }


๘๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุมีไถยจิต วางทรัพย์ในมือลงบนพื้น ตอ้งอาบัตปิาราชกิถอืเอาจาก พนื้ไป ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในสวน [๑๐๒] ทชี่อื่วา่ สวน ได ้แก่ สวนไม ้ดอก สวนไม ้ผล ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในสวน ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในสวนโดยฐานะ ๔ คือ ฝังอยู่ในแผ่นดิน ตั้งอยู่บนพื้นดิน ลอยอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในที่แจ้ง ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในสวน หาเพื่อนไปด ้วย หรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิต จับต ้องราก เปลือก ใบ ดอกหรือผลไม ้ในสวนนั้น มีราคา ๕ มาสกหรือเกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท า ใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุกลา่วตเู่อาทสี่วน ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหเ้จา้ของเกดิความสงสยัตอ้ง อาบัตถิลุลัจจัย หากเจา้ของทอดธรุะวา่จะไมเ่ ป็นของเรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุเมื่อด าเนนิคดชีนะความเจา้ของ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ด าเนนิคดี แพ้ความ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ทรัพย์ที่อยู่ในวัด [๑๐๓] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในวัด ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในวัดโดยฐานะ ๔ คือ ฝังอยู่ในแผ่นดิน ตั้งอยู่บนพื้นดิน ลอยอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในที่แจ้ง ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในวัด หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุกลา่วตเู่อาทวี่ดัตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหเ้จา้ของเกดิความสงสยัตอ้ง อาบัติถุลลัจจัย หากเจา้ของทอดธรุะวา่จะไมเ่ ป็นของเรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๖ }


๘๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุเมื่อด าเนินคดี ชนะความเจ้าของ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ด าเนนิคดแีพ้ ความ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ทรัพย์ที่อยู่ในนา [๑๐๔] ทชี่อื่วา่นา ไดแ้ก่ทซี่งึ่มบีพุพัณชาตหิรอือปรัณชาติ ๑ เกิด ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในนา ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในนาโดยฐานะ ๔ คือ ฝัง อยู่ในแผ่นดิน ตั้งอยู่บนพื้นดิน ลอยอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในที่แจ้ง ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในนา หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิตจับต ้องบุพพัณชาติหรืออปรัณชาติที่เกิดในนานั้น มีราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุกลา่วตเู่อาทนี่า ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหเ้จา้ของเกดิความสงสยัตอ้ง อาบัติถุลลัจจัย หากเจ้าของทอดธุระว่า จะไม่เป็นของเรา ต ้องอาบัตปิาราชกิ ภกิษุเมอื่ด าเนนิคดีชนะความเจา้ของ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ด าเนนิคดแีพ้ ความ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ภกิษุปักหลัก ขงึเชอืก ลอ้มรัว้หรอืถมคันนาใหร้กุล ้าทนี่า ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เมอื่ความพยายามรกุล ้าทนี่าอกีครัง้เดยีวจะส าเร็จ ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย เมื่อความ พยายามครัง้สดุทา้ยส าเร็จ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรพัยท์อี่ยใู่นพนื้ที่ [๑๐๕] ทชี่อื่วา่พนื้ที่ ได ้แก่ พื้นที่สวน พื้นที่วัด เชงิอรรถ : ๑ บุพพัณชาติ ได ้แก่ ธัญชาติ ๗ อย่าง คือ ข ้าวสาลี ข ้าวเจ้า หญ้ากับแก ้ ข ้าวละมาน ลูกเดือย ข ้าวเหนียว และข ้าวฟ่ าง สว่นอปรัณชาติไดแ้ก่ถั่วเขยีว ถั่วราชมาส งา พชืผักทกี่นิหลังอาหาร (วิ.อ. ๑/ ๑๐๔/๓๖๘, สารตฺถ.ฏีกา ๒/๑๐๔/๑๗๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๗ }


๘๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ทชี่อื่วา่ทรพัยท์อี่ยใู่นพนื้ที่ ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในพื้นที่ โดยฐานะ ๔ คือ ฝังอยู่ในแผ่นดิน ตั้งอยู่บนพื้นดิน ลอยอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในที่แจ้ง ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ หาเพื่อนไปด ้วยหรือไปแต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุกลา่วตเู่อาพนื้ที่ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหเ้จา้ของเกดิความสงสยัตอ้ง อาบัตถิลุลัจจัย หากเจา้ของทอดธรุะวา่จะไมเ่ ป็นของเรา ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุเมื่อด าเนินคดีชนะความเจา้ของ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ด าเนนิคดี แพ้ความ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ภกิษุปักหลัก ขงึเชอืก ลอ้มรัว้หรอืถมคันนาใหร้กุล ้าพนื้ที่ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เมอื่ความพยายามรกุล ้าพนื้ทอี่กีครัง้เดยีวจะส าเร็จ ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เมอื่ ความพยายามครัง้สดุทา้ยส าเร็จ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในหมู่บ้าน [๑๐๖] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในหมู่บ้าน ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในหมู่บ ้าน โดยฐานะ ๔ คือ ฝังอยู่ในแผ่นดิน ตั้งอยู่บนพื้นดิน ลอยอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในที่แจ้ง ภิกษุมีไถยจิตจิตคิดจะลักทรัพย์ที่เก็บไว ้ในหมู่บ ้าน หาเพื่อนไปด ้วยหรือไป แต่ผู้เดียว ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่อยู่ในป่ า [๑๐๗] ทชี่อื่วา่ ป่ า ได ้แก่ ป่ าที่มนุษย์ครอบครอง ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่อยู่ในป่ า ได ้แก่ ทรัพย์ที่เขาเก็บไว ้ในป่ า โดยฐานะ ๔ คือ ฝัง อยู่ในแผ่นดิน ตั้งอยู่บนพื้นดิน ลอยอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในที่แจ้ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๘ }


๘๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ต ้องอาบัติทุกกฏ จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิต จับต ้องไม ้ เถาวัลย์ หญ ้าที่เกิดในป่ านั้น มีราคา ๕ มาสกหรือ เกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้เคลื่อนที่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ น ้า [๑๐๘] ทชี่อื่วา่ น ้า ได ้แก่ น ้าที่อยู่ในภาชนะ ขังอยู่ในสระโบกขรณี หรือในบ่อ ภิกษุมีไถยจิต จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุมีไถยจิต หย่อนภาชนะของตนลงไปถูกต ้องน ้า มีราคา ๕ มาสกหรือ เกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้น ้าไหล เขา้ไปในภาชนะของตน ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุท าลายคันนา ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าลายคันนาท าน ้าให ้ไหลออกไป มีราคา ๕ มาสกหรือเกินกว่า ๕ มาสก ตอ้งอาบัตปิาราชกิท าใหน้ ้าไหลออกไปมรีาคาเกิน กว่า ๑ มาสก หรือน้อยกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้น ้าไหลออกไป มี ราคา ๑ มาสกหรือหย่อนกว่า ๑ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ไมช้ าระฟนั [๑๐๙] ทชี่อื่วา่ ไมช้ าระฟนั ไดแ้ก่ ไมช้ าระฟันทตี่ดัแลว้หรอืยังมไิดต้ดั ภกิษุมไีถยจติจับตอ้งไมช้ าระฟัน มรีาคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหไ้หว ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ต้นไม้เจ้าป่ า [๑๑๐] ทชี่อื่วา่ ต้นไม้เจ้าป่ า ได ้แก่ ต ้นไม ้ที่คนทั้งหลายครอบครอง เป็น ตน้ ไมใ้ชส้อยได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๘๙ }


๙๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ สกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุมีไถยจิต ตัด ต ้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ ครั้งที่ฟันต ้นไม ้ เมื่อฟันอีกครั้ง เดยีว ตน้ ไมจ้ะขาด ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย เมอื่ฟันตน้ ไมข้าด ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่มีผู้น าไป [๑๑๑] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่มีผู้น าไป ไดแ้ก่ สงิ่ของทผี่อู้นื่น าไป ภิกษุมีไถยจิต จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุคิดว่า จะน าทรัพย์พร้อมกับผู้ถือทรัพย์เดินไป ให ้ย่างเท้าที่ ๑ ไป ต ้อง อาบัติถุลลัจจัย ให ้ย่างเท้าที่ ๒ ไป ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุท าให ้ทรัพย์ตกด ้วยคิดว่า จะเก็บทรัพย์ที่ตก ต ้องอาบัติทุกกฏ มีไถยจิต จับต ้องทรัพย์ที่ตก มีราคา ๕ มาสกหรือเกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ ไหว ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทรัพย์ที่เขาฝากไว้ [๑๑๒] ทชี่อื่วา่ ทรัพย์ที่เขาฝากไว้ไดแ้ก่ สงิ่ของทผี่อู้นื่ใหเ้ก็บไว้ ภิกษุรับฝากของ เมื่อเจ้าของทวงว่า “จงคืนทรัพย์ให ้แก่ข ้าพเจ้า” ปฏิเสธว่า “อาตมาไม่ได ้รับไว ้” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหเ้จา้ของเกดิความสงสยัตอ้งอาบตั ิ ถุลลัจจัย หากเจ้าของทอดธรุะวา่จะไมค่นื ใหเ้รา ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุเมอื่ด าเนนิคดีชนะความเจา้ของ ตอ้งอาบัตปิาราชกิเมอื่ด าเนนิคดี แพ้ความ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ด่านภาษี [๑๑๓] ทชี่อื่วา่ ด่านภาษีไดแ้ก่ทซี่งึ่พระเจา้แผน่ดนิทรงก าหนดเขต ที่ภูเขาขาดก็ดี ท่าน ้าก็ดี ประตูเข ้าหมู่บ ้านก็ดีดว้ยรับสงั่วา่ “จงเก็บภาษีผู้ผ่าน เข ้าไปที่นั้น” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๐ }


๙๑ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุเข ้าไปที่ด่านภาษีนั้น มีไถยจิตจับต ้องทรัพยท์คี่วรเสยีภาษีมรีาคา ๕ มาสกหรือเกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ย่างเท้าที่ ๑ ผ่านด่านภาษีไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ย่างเท้าที่ ๒ ผ่านด่านภาษีไป ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุยืนอยู่ภายในด่านภาษี โยนทรัพย์ให ้ตกนอกด่านภาษี ต ้องอาบัติ ปาราชกิภกิษุหลกีดา่นภาษี ๑ ต ้องอาบัติทุกกฏ สตัวม์ ชีวีติ [๑๑๔] ทชี่อื่วา่ สตัวม์ ชีวีติหมายเอามนุษยท์มี่ชีวีติ ๒ ภิกษุมีไถยจิต จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุคิดจะพาเดินไป ให ้ย่างเท้าที่ ๑ ไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ให ้ย่างเท้าที่ ๒ ไป ตอ้งอาบัตปิาราชกิ สตัวไ์มม่เีทา้ ทชี่อื่วา่ สตัวไ์มม่เีทา้ ได ้แก่ งู ปลา ภกิษุมไีถยจติจับตอ้งสตัวไ์มม่เีทา้มรีาคา ๕ มาสกหรือเกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัตปิาราชกิ สตัว์๒ เท้า [๑๑๕] ทชี่อื่วา่ สตัว์๒ เท้า ได ้แก่ มนุษย์ นก เชงิอรรถ : ๑ พระอรรถกถาจารย์แก ้ความตามนัยแห่งมหาอรรถกถาว่า ต ้องอาบัติทุกกฏ เพราะเดินหลบด่านภาษี ไปห่าง ๒ ชว่งกอ้นดนิตก (ว.ิอ. ๑/๑๑๓/๓๙๒) ๒ มนุษยท์มี่ชีวีติหมายถงึทาสเรอืนเบยี้ทาสน ้าเงิน ทาสเชลย (วิ.อ. ๑/๑๑๔/๓๙๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๑ }


๙๒ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุมีไถยจิต จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุคิดจะพาเดินไป ให ้ย่างเท้าที่ ๑ ไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ให ้ย่างเท้าที่ ๒ ไป ตอ้งอาบัตปิาราชกิ สตัว์๔ เท้า [๑๑๖] ทชี่อื่วา่ สตัว์๔ เท้า ไดแ้ก่ ชา้ง มา้อฐูโค ลา สตัวเ์ลยี้ง ภิกษุมีไถยจิต จับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุคิดจะพาเดินไป ให ้ย่างเท้าที่ ๑ ไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ให ้ย่างเท้าที่ ๒ ไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ให ้ย่างเท้าที่ ๓ ไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ให ้ย่างเท้าที่๔ ไป ต ้อง อาบัตปิาราชกิ สตัวม์เีทา้มาก [๑๑๗] ทชี่อื่วา่ สตัวม์เีทา้มาก ไดแ้ก่ สตัวจ์ าพวกแมลงป่อง ตะขาบ บงุ้ขน ภกิษุมไีถยจติจับตอ้งสตัวม์เีทา้มาก ทมี่รีาคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ท าใหไ้หว ตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภิกษุคิดจะพาเดินไป ให ้ย่างเท้าก ้าวไป ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ทุกๆ ก ้าว ให ้ ยา่งเทา้หลังสดุกา้วไป ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุผสู้ง่ั [๑๑๘] ทชี่อื่วา่ภกิษุผสู้ง่ั ไดแ้ก่ภกิษุสงั่ก าหนดลักทรัพยว์า่ทา่นจงลัก ทรัพยอ์ ันนี้ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุรับค าสงั่ลักทรัพยน์ ัน้มาได้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทั้ง ๒ รูป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๒ }


๙๓ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภิกษุผู้รับของฝาก ทชี่อื่วา่ ภิกษุผู้รับของฝาก ได ้แก่ ภิกษุผู้รักษาทรัพย์ที่เขาน ามาฝากไว ้ภิกษุ มีไถยจิต จับต ้องทรัพย์มีราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าใหไ้หว ตอ้งอาบัตถิลุลจัจัย ท าใหเ้คลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การชกัชวนกนัไปลกั ทชี่อื่วา่การชกัชวนกนัไปลกั ไดแ้ก่ภกิษุหลายรปูชกัชวนกันแลว้รปูหนงึ่ ลักทรัพย์มาได ้ ต ้องอาบัติปาราชกิทกุรปู การนัดหมาย [๑๑๙] ทชี่อื่วา่ การนัดหมาย อธิบายว่า ภิกษุท าการนัดหมายว่า จงลัก ทรัพย์ตามเวลานัดหมายนั้น คือ ในเวลาก่อนฉันอาหาร หรือในเวลาหลังหลังอาหาร ในเวลากลางคืน หรือในเวลากลางวัน ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์ได ้มา ตามเวลานัดหมายนั้น ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์ได ้มา ก่อนหรือหลังเวลานัดหมายนั้น ภิกษุผู้นัดหมายไม่ต ้องอาบัติ ภิกษุผู้ลัก ต ้องอาบัติ ปาราชกิ การท านิมิต [๑๒๐] ทชี่อื่วา่ การท านิมิต อธิบายว่า ภิกษุท านิมิตว่า เราจักขยิบตา ยักคิ้ว หรอืผงกศรีษะ ทา่นจงลักทรัพย์นั้น ตามที่เราท านิมิตนั้น ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุ ผลู้ ัก ลักทรัพยไ์ดม้าตามการท านมิตินัน้ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภิกษุผู้ลัก ลักทรัพย์มาได ้ก่อนหรือหลังการท านิมิตนั้น ภิกษุผู้ท านิมิตไม่ต ้องอาบัติ ภิกษุผู้ลัก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ การสง่ั [๑๒๑] ภกิษุสงั่ภกิษุว่า “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ต ้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุ ผรู้ับค าสงั่ส าคัญทรัพยน์ ัน้วา่เป็นทรัพยน์ ัน้ลักทรัพยน์ ัน้มาได้ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ทั้ง ๒ รูป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๓ }


๙๔ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ ส าคัญทรัพยน์ ัน้วา่เป็นทรัพยน์ ัน้ลักทรัพยอ์นื่มา ภกิษุผสู้งั่ไมต่อ้งอาบัติภกิษุผลู้ ัก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ ส าคัญทรัพยน์ ัน้วา่เป็นทรัพยอ์นื่แตล่ ักทรัพยน์ ัน้มาได้ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “ท่านจงลักทรัพย์นี้มา” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ ส าคัญทรัพยน์ ัน้วา่เป็นทรัพยอ์นื่ลักทรัพยอ์นื่มาได้ภกิษุผสู้งั่ไมต่อ้งอาบัติภิกษุผู้ ลักตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุ (ผเู้ป็นอาจารย)์ สงั่ภกิษุ (ชอื่วา่พทุธรักขติ) วา่ “ท่านจงบอกภิกษุ ชอื่(ธัมมรักขติ)นวี้า่จงบอกภกิษุชอื่(สงัฆรักขติ)นวี้า่ ‘จงลักทรัพย์นี้มา” ต ้องอาบัติ ทกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ไปบอกภกิษุอกีรปหนึ่ง ต ้องอาบัติทุกกฏ ู ๑ ภกิษุผลู้ ักรับค าสงั่ ภกิษุผสู้งั่ครัง้แรกตอ้งอาบัตถิลุลัจจัย ภกิษุผลู้ ัก ลกัทรัพยน์ ัน้มาได้ตอ้งอาบัติ ปาราชกิทกุรปู ภกิษุ (ผเู้ป็นอาจารย)์ สงั่ภกิษุ (ชอื่วา่พทุธรักขติ) วา่ “ท่านจงบอกภิกษุ ชอื่(ธัมมรักขติ)นวี้า่จงบอกภกิษุชอื่(สงฆรักขิต)นี้ว่า ั ‘จงลักทรัพย์นี้มา” ดังนี้ต ้อง อาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ไปบอกภกิษุรปูอนื่ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผลู้ ักรับค าสงั่ ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผลู้ ัก ลักทรัพยน์ ัน้มาได้ภกิษุผสู้งั่ครัง้แรก ไมต่อ้งอาบัติ ภกิษุผสู้งั่ตอ่และภกิษุผลู้กัตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงลักทรัพย์นี้มา” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ไปแลว้ กลับมาบอกว่า “กระผมไม่สามารถลักทรัพย์นั้นได ้” ผสู้งั่จงึสงั่อกีวา่ “จงลักทรัพย์ เชงิอรรถ : ๑ พระอรรถกถาจารยย์กตัวอย่างไวช้ดัเจนวา่ ในกรณีนมี้ภีกิษุเกยี่วขอ้งอยู่ ๔ รูป คือ อาจารย์ ๑ รูป ภกิษุผเู้ป็นศษิยอ์กี๓ รปูคอืพุทธรักขติธัมมรักขติและสังฆรักขติกรณีนมี้ี๓ ขั้นตอน คือ ๑. ขัน้ออกค าสั่ง ทัง้อาจารยแ์ละศษิย์ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ๒. ขัน้รับค าสั่ง ทันททีพี่ระสังฆรักขติรับค าสั่ง ผเู้ป็นอาจารยต์อ้งอาบัตถิลุลัจจัย ๓. ขัน้ปฏบิ ัตกิาร ถา้พระสังฆรักขติลักทรัพยน์ ัน้มาได้ทัง้๔ รปูตอ้งอาบัตปิาราชกิ (วิ.อ. ๑/๑๒๑/๔๐๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๔ }


๙๕ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ นั้นในเวลาที่ท่านสามารถจะลักได ้” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ ภกิษุผรู้ับค าสงั่ลักทรัพยน์ ัน้มา ได้ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงลักทรัพย์นี้มา” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เธอสงั่แลว้เกดิความ เดอืดรอ้นใจ แตไ่มไ่ดก้ลา่วใหผ้รู้ับค าสงั่ไดย้นิวา่ “อย่าลัก” ภิกษุผรู้ับค าสงั่ลกัทรัพย์ นัน้มาได้ตอ้งอาบัตปิาราชกิทัง้๒ รูป ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงลักทรัพย์นี้มา” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เธอสงั่แลว้เกดิความ เดือดร้อนใจ จึงกล่าวให ้ได ้ยินว่า “อย่าลัก” แตภ่กิษุผรู้ับค าสงั่กลา่ววา่ “ทา่นสงั่ ผมแล ้ว” ลักทรัพยน์ ัน้มาได้ภกิษุผสู้งั่ไมต่อ้งอาบัติภกิษุผลู้ ัก ตอ้งอาบัตปิาราชกิ ภกิษุสงั่ภกิษุวา่ “จงลักทรัพย์นี้มา” ตอ้งอาบัตทิกุกฏ เธอสงั่แลว้เกดิความ เดอืดรอ้นใจ จงึกลา่วใหผ้รู้ับค าสงั่ไดย้นิวา่ “อย่าลัก” ภกิษุผรู้ับค าสงั่นัน้รับวา่ “ดีละ” จึงงดเว ้น ไม่ต ้องอาบัติทั้ง ๒ รูป องค์แห่งปาราชกิสกิขาบทที่๒ [๑๒๒] ภกิษุผถู้อืเอาของทเี่ขาไมไ่ดใ้ห้ตอ้งอาบัตปิาราชกิดว้ยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ทรัพย์มีผู้ครอบครอง ๒. ส าคัญวา่เป็นทรัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๓. ทรัพย์มีค่ามาก ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ๔. มีไถยจิตปรากฏ ๕. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้ เคลอื่นที่ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [๑๒๓] ภิกษุผู้ถือเอาของที่เขาไม่ได ้ให ้ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ทรัพย์มีผู้ครอบครอง ๒. ส าคัญวา่เป็นทรัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๓. ทรัพย์มีค่าน้อย ราคาเกิน ๑ มาสก หรือน้อยกว่า ๕ มาสก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๕ }


๙๖ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ๔. มีไถยจิตปรากฏ ๕. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฎ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย [๑๒๔] ภิกษุผู้ถือเอาของที่เขาไม่ได ้ให ้ ต ้องอาบัติทุกกฏ ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ทรัพย์มีผู้ครอบครอง ๒. ส าคัญวา่เป็นทรัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๓. ทรัพย์มีค่าน้อย ราคา ๑ มาสก หรือน้อยกว่า ๑ มาสก ๔. มีไถยจิตปรากฏ ๕. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัติทุกกฏ [๑๒๕] ภกิษุผถู้อืเอาของทเี่ขาไมไ่ดใ้ห้ตอ้งอาบัตปิาราชกิดว้ยอาการ ๖ อย่าง คือ ๑. ส าคัญวา่ ไมใ่ ชข่องของตน ๒. ไมใ่ ชถ่อืเอาดว้ยวสิาสะ ๓. ไมใ่ ชเ่ ป็นของขอยมื ๔. ทรัพย์มีค่ามาก ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ๕. มีไถยจิตปรากฏ ๖. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ท าให ้เคลื่อนที่ ตอ้งอาบัตปิาราชกิ [๑๒๖] ภิกษุผู้ถือเอาของที่เขาไม่ได ้ให ้ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ ๑. ส าคัญวา่ ไมใ่ ชข่องของตน ๒. ไมใ่ ชถ่อืเอาดว้ยวสิาสะ ๓. ไมใ่ ชเ่ ป็นของขอยมื ๔. ทรัพย์มีค่าน้อย ราคาเกิน ๑ มาสก หรือน้อยกว่า ๕ มาสก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๖ }


๙๗ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ บทภาชนีย์ ๕. มีไถยจิตปรากฏ ๖. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัติถุลลัจจัย [๑๒๗] ภิกษุผู้ถือเอาของที่เขาไม่ได ้ให ้ ต ้องอาบัติทุกกฏ ด ้วยอาการ ๖ อย่าง คือ ๑. ส าคัญวา่ ไมใ่ ชข่องของตน ๒. ไมใ่ ชถ่อืเอาดว้ยวสิาสะ ๓. ไมใ่ ชเ่ ป็นของขอยมื ๔. ทรัพย์มีค่าน้อย ราคา ๑ มาสก หรือน้อยกว่า ๑ มาสก ๕. มีไถยจิตปรากฏ ๖. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัติทุกกฏ [๑๒๘] ภิกษุผู้ถือเอาของที่เขาไม่ได ้ให ้ ต ้องอาบัติทุกกฏ ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ไมใ่ ชท่รัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๒. ส าคัญวา่เป็นทรัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๓. ทรัพย์มีค่ามาก ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ๔. มีไถยจิตปรากฏ ๕. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัติทุกกฏ [๑๒๙] ภิกษุผู้ถือเอาของที่เขาไม่ได ้ให ้ ต ้องอาบัติทุกกฏ ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ไมใ่ ชท่รัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๒. ส าคัญวา่เป็นทรัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๓. ทรัพย์มีค่าน้อย ราคาเกิน ๑ มาสก หรือน้อยกว่า ๕ มาสก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๗ }


๙๘ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ อนาปัตติวาร ๔. มีไถยจิตปรากฏ ๕. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัติทุกกฏ [๑๓๐] ภิกษุผู้ถือเอาของที่เขาไม่ได ้ให ้ ต ้องอาบัติทุกกฏ ด ้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ไมใ่ ชท่รัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๒. ส าคัญวา่เป็นทรัพยท์มี่ผีคู้รอบครอง ๓. ทรัพย์มีค่าน้อย ราคา ๑ มาสก หรือน้อยกว่า ๑ มาสก ๔. มีไถยจิตปรากฏ ๕. ภิกษุจับต ้อง ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้ไหว ต ้องอาบัติทุกกฏ ท าให ้เคลื่อนที่ ต ้องอาบัติทุกกฏ อนาปัตติวาร ภกิษุตอ่ ไปนไี้มต่อ้งอาบตั ิคอื [๑๓๑] ๑. ภกิษุส าคัญวา่เป็นของของตน ๒. ภิกษุถือเอาด ้วยวิสาสะ ๓. ภิกษุถือเอาเป็นของขอยืม ๔. ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เปรตครอบครอง ๕. ภกิษุถอืเอาทรัพยท์ สี่ตัวด์ริัจฉานครอบครอง ๖. ภกิษุส าคัญวา่เป็นของบังสกุลุ ๗. ภิกษุวิกลจริต ๘. ภกิษุมจีติฟ้งุซา่น ๙. ภกิษุกระสบักระสา่ยเพราะเวทนา ๑๐. ภิกษุต ้นบัญญัติ ปฐมภาณวาร ในอทนินาทานสกิขาบท จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๘ }


๙๙ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ คาถารวมวินีตวัตถุ คาถารวมวินีตวัตถุ เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว เรอื่งชา่งยอ้ม ๕ เรื่อง เรื่องผ้าปูเตียง ๔ เรื่อง เรื่องกลางคืน ๕ เรื่อง เรื่องทรัพย์ที่ภิกษุน าไปแต่ผู้เดียว ๑๑ เรื่อง เรื่องตอบตามค าถามน า ๕ เรื่อง เรื่องลม ๒ เรื่อง เรื่องศพที่ยังสด ๑ เรื่อง เรอื่งสบัเปลยี่นสลาก ๑ เรื่อง เรื่องเรือนไฟ ๑ เรื่อง เรอื่งเนอื้เดนสตัว์๕ เรื่อง เรื่องไม่มีมูล ๕ เรื่อง ในสมัยข ้าวยากหมากแพง มี ๕ เรื่อง คือ เรื่องข ้าวสุก ๑ เรื่อง เรื่องเนื้อ ๑ เรื่อง เรื่องขนม ๑ เรื่อง เรื่องน ้าตาลกรวด ๑ เรื่อง เรื่องขนมต ้ม ๑ เรื่อง เรื่องบริขาร ๕ เรื่อง เรื่องถุง ๑ เรื่อง เรื่องฟูก ๑ เรื่อง เรื่องราวจีวร ๑ เรื่อง เรื่องไม่ออกไป ๑ เรื่อง เรื่องถือวิสาสะฉันของเคี้ยว ๑ เรื่อง เรื่องส าคัญวา่เป็นของของตน ๒ เรื่อง เรื่องไม่ได ้ลัก ๗ เรื่อง เรื่องลัก ๗ เรื่อง เรื่องลักของสงฆ์ ๗ เรื่อง เรื่องลักดอกไม ้ ๒ เรื่อง เรื่องพูดตามค าบอก ๓ เรื่อง เรื่องน าแก ้วมณีผ่านด่านภาษี ๓ เรื่อง เรื่องปล่อยสุกร ๒ เรื่อง เรื่องปล่อยเนื้อ ๒ เรื่อง เรื่องปล่อยปลา ๒ เรื่อง เรื่องกลิ้งทรัพย์ในยาน ๑ เรื่อง เรอื่งชนิ้เนอื้๒ เรื่อง เรื่องไม ้ ๒ เรื่อง เรื่องผ้าบังสุกุล ๑ เรื่อง เรื่องข ้ามน ้า ๒ เรื่อง เรื่องฉันทีละน้อย ๑ เรื่อง เรอื่งชกัชวนกันไปลกั๒ เรื่อง เรื่องก ามือที่กรุงสาวัตถี ๔ เรื่อง เรื่องเนื้อเป็นเดน ๒ เรื่อง เรื่องหญ้า ๒ เรื่อง เรื่องให ้แบ่งของสงฆ์ ๗ เรื่อง เรอื่งไมใ่ ชเ่จา้ของ ๗ เรื่อง เรื่องยืมไม ้ของสงฆ์ ๑ เรื่อง เรื่องลักน ้าของสงฆ์ ๑ เรื่อง เรื่องลักดินของสงฆ์ ๑ เรื่อง เรื่องลักหญ ้าของสงฆ์ ๒ เรื่อง เรื่องลักเสนาสนะของสงฆ์ ๗ เรื่อง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๙๙ }


๑๐๐ พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชกิกัณฑ]์ ปาราชกิสกิขาบทที่๒ วินีตวัตถุ เรอื่งของมเีจา้ของไมค่วรน าไปใช้๑ เรื่อง เรื่องของมีเจ้าของควรขอยืม ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุณีชาวกรุงจัมปา ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุณีชาวกรุงราชคฤห์ ๑ เรื่อง เรื่องพระอัชชุกะชาวกรุงเวสาลี ๑ เรื่อง เรอื่งทารกชาวกรงุพาราณสี๑ เรื่อง เรอื่งภกิษุชาวกรงุโกสมัพี๑ เรื่อง เรอื่งสทัธวิหิารกิของพระทัฬหกิะกรงุสาคละ ๑ เรื่อง วินีตวัตถุ เรอื่งชา่งยอ้ม ๕ เรื่อง [๑๓๒] สมัยนัน้พวกภกิษุฉัพพัคคยี ไ์ ปทลี่านตากผา้ของชา่งยอ้ม ไดล้ ักหอ่ ผา้ของชา่งยอ้ม แลว้เกดิความกังวลใจวา่พระผมู้พีระภาคทรงบัญญัตสิกิขาบทไวแ้ลว้ พวกเราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนไี้ปกราบทลูพระผมู้พีระภาคใหท้รง ทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต ้องอาบัตปิาราชกิ ” (เรื่องที่ ๑) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปทลี่านตากผา้ของชา่งยอ้ม พบผา้มรีาคามาก เกดิ ไถยจติขนึ้มา แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน าเรอื่งนี้ ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เพียงแต่คิด ไม่ ต ้องอาบัติ” (เรื่องที่ ๒) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปทลี่านตากผา้ของชา่งยอ้ม พบผา้มรีาคามาก มี ไถยจติจับผา้ผนืนัน้แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึน า เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชก แต่ต ้องอาบัติทุกกฏ ิ ” (เรื่องที่ ๓) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปทลี่านตากผา้ของชา่งยอ้ม พบผา้มรีาคามาก มี ไถยจติท าใหผ้า้ไหว แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ จงึ น าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให ้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุเธอไม่ต ้อง อาบัตปิาราชกิแตต่อ้งอาบัตถิลุลัจจัย” (เรื่องที่ ๔) สมัยนัน้ภกิษุรปูหนงึ่ไปทลี่านตากผา้ของชา่งยอ้ม พบผา้มรีาคามาก มี ไถยจติท าใหผ้า้เคลอื่นที่แลว้เกดิความกังวลใจวา่เราตอ้งอาบัตปิาราชกิหรอืหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๑๐๐ }


Click to View FlipBook Version