ปัญหาท่ีเราให้ความสนใจตอนนกี ้ ็คือ
ตอ่ ให้แนวคดิ ทจี่ ะรวมเอา Biorhythms
มาใช้ควบคกู่ บั ภาพสญั ลกั ษณ์ทงั้ 64 ใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' นนั้
แม้วา่ จะดมู ีเหตมุ ผี ลมากกวา่ การเผากระดองเตา่
หรือเผากระดกู สตั ว์อยา่ งวิธีการแบบโบราณ
หรือการเขยา่ ไม้เซยี มซี กบั การโยนเหรียญอยา่ งที่มกี ารประยกุ ตใ์ ช้ในเวลาตอ่ มาก็ตาม
การเขยี นเส้นกราฟทงั้ สามด้วยฟังค์ชน่ั Sine สาํ หรับบคุ คลทว่ั ไป
หรือแม้แตบ่ คุ คลทม่ี คี วามชํานาญในคณิตศาสตร์ด้านนอี ้ ยแู่ ล้ว
ก็คงจะไมใ่ ชเ่ ร่ืองที่สะดวกใจไปเสยี ทงั้ หมดอยดู่ ี
การหาหมอดซู กั คน หรือการหาอปุ กรณ์ประเภทไม้ตวิ ้ ไม้เซียมซี หรือเหรียญซกั หลายๆ
อนั นา่ จะยงั งา่ ยกวา่ หาคนทค่ี ํานวณฟังค์ชน่ั Sine ได้ลน่ื ๆ แบบไมต่ ้องอาศยั เคร่ืองคํานวณอยแู่ ล้ว
ซง่ึ นน่ั อาจจะเป็ นเหตผุ ลประการหนงึ่ ทไี่ มม่ ใี ครอยากจะเอย่ ถงึ แนวคดิ นมี ้ ากอ่ น
เพราะเรายงั เช่อื วา่ การเห็นภาพตอ่ เนอ่ื งง่ายๆ อยา่ งที่กลา่ วมานี ้
ไมม่ ีความจําเป็ นต้องอาศยั ความสามารถพเิ ศษใดๆ ทงั้ สนิ ้
เหตผุ ลทีไ่ มม่ ีใครเอย่ ถงึ มาก่อน กเ็ พราะวา่ ยงุ่ ยากแก่การนาํ เสนอให้คนทวั่ ๆ ไปยอมรับ
แล้วนําไปประยกุ ตใ์ ช้เทา่ นนั้ เอง
เพราะฉะนนั้ จงึ จําเป็ นต้องหา 'เครื่องมือแหง่ ยคุ สมยั ' มาชว่ ยอาํ นวยความสะดวกกนั สกั หนอ่ ย
ซงึ่ 'เครื่องมอื ' ทเ่ี ราคอ่ นข้างจะค้นุ เคย กค็ ือ 'ซอฟต์แวร์' นน่ั เอง
ไมว่ า่ Biorhythms จะมีสถานะเป็ นวิทยาศาสตร์หรือไมก่ ็ตาม
สง่ิ หนง่ึ ทเ่ี ราไมอ่ าจจะปฏเิ สธได้ก็คอื
แนวคดิ ทไ่ี ด้รับการพฒั นาขนึ ้ มากวา่ 100 ปี แล้ว
และยงั คงได้รับความสนใจจากผ้คู นจํานวนไมน่ ้อยเลย
และถึงกบั ทาํ ให้เกิดการพฒั นา 'ซอฟต์แวร์คอมพวิ เตอร์'
เพ่ือนาํ มาใช้สาํ หรับวตั ถปุ ระสงคเ์ ดยี ว คอื การเขยี นเส้นกราฟ Biorhythms นอี ้ ยา่ งมากมาย
ซง่ึ กม็ ที งั้ ประเภททใี่ ห้บริการฟรีผา่ นระบบเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต
มีทงั้ แบบท่แี จกจา่ ยให้นาํ ไปติดตงั้ เพอื่ ใช้งานกนั ได้โดยไมค่ ิดมลู คา่
และมที งั้ แบบท่ีต้องเสยี เงินเสยี ทองเพ่ือซอื ้ หากนั ตามข้อบงั คบั เก่ียวกบั กฎหมายลขิ สทิ ธ์ิตา่ งๆ ฯลฯ
แล้วก็มีทงั้ ท่ีให้เลอื กใช้งานได้บนเคร่ืองมืออเิ ลค็ ทรอนิคทห่ี ลากหลาย
ไมว่ า่ จะเป็ นอปุ กรณ์พกพาประเภทตา่ งๆ
หรือเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ทใ่ี ช้ระบบปฏิบตั ิการแทบทกุ ระบบในปัจจบุ นั ด้วย
401
เมอ่ื การเขยี นเส้นกราฟ Biorhythms ไมใ่ ช่ปัญหาใหญ่อีกตอ่ ไปสาํ หรับยคุ สมยั ปัจจบุ นั
ปัญหาท่จี ะต้องคดิ ตอ่ ออกไปกค็ อื เราจะกําหนดความสมั พนั ธ์
หรือตคี วามเส้นกราฟของ Biorhythms ให้ออกมาเป็ น 'สญั ลกั ษณ์หกขีด' นนั้ อยา่ งไรตา่ งหาก
ซง่ึ สาํ หรับปัญหาข้อนี ้จะขอตคี วามตาํ แหนง่ ตา่ งๆ บนเส้นกราฟไว้ดงั นี ้
จดุ สงู สดุ ในแดน 'บวก' และจดุ ตา่ํ สดุ ในแดน 'ลบ' นนั้ แทบไมต่ ้องอธิบายกนั อกี
ก็ควรจะต้องเป็ น ⚌ กบั ⚏ แนๆ่ อยแู่ ล้ว
จดุ เชื่อมตอ่ ระหวา่ งแดนทงั้ สองตา่ งหากท่จี ําเป็ นจะต้องอธิบายกนั
ประเดน็ ทีเ่ ราจะเชื่อมโยงแนวคิดของ Biorhythms เข้ากบั 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' นนั้
เราก็คงหนไี มพ่ ้นท่จี ะต้องเทียบเคียงกบั ลาํ ดบั อนกุ รมของ Fu Xi
อนั ถือเป็ น 'ต้นแบบ' ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' เพ่ือให้เกิดความกลมกลนื กนั
และชดั เจนมากยงิ่ ขนึ ้
402
เราอยากจะให้ดทู มี่ าของลาํ ดบั อนกุ รมของ Fu Xi ให้ชดั ๆ อีกครงั้ หนงึ่
โดยคตคิ วามเช่ือของชาวจีนโบราณนนั้
ทกุ สรรพสง่ิ ล้วนถือกําเนดิ มาจาก
'สถานะสมดลุ อยา่ งยงิ่ ยวด' ทเ่ี รียกวา่ 太極 หรือ 'ไท้เก๊ก'
และใน 'ไท้เก๊ก' นนั้ เอง
ยอ่ มประกอบไปด้วย 'พลงั แหง่ หยิน' และ 'พลงั แหง่ หยาง' อนั เป็ นที่มาของสญั ลกั ษณ์ ☯
จากนนั้ 'พลงั แหง่ หยิน' และ 'พลงั แหง่ หยาง' ก็แบง่ แยกออกเป็ น 'หยินใหญ่', 'หยินเลก็ ',
'หยางใหญ่', และ 'หยางเลก็ '
ก่อนทจ่ี ะกระจายตอ่ ออกไปเป็ น 'สญั ลกั ษณ์โป้ ยกว่ ย' ดงั ตารางด้านตอ่ ไปนี ้
แล้วถ้านาํ สญั ลกั ษณ์เหลา่ นี ้
มาเขยี นลงบน 'แผนผงั วงกลม' เพื่อให้เห็นภาพของ 'การหมนุ วนเป็ นวฏั จกั ร'
เราก็จะได้แผนผงั ดงั นี ้
403
เราจะสงั เกตเหน็ วา่
ลาํ ดบั อนกุ รมใน 'โป้ ยกว่ ย' แบบของ Fu Xi นนั้
ยงั คงรักษา 'อนกุ รมชนั้ ทสี่ อง' เอาไว้อยา่ งสมบรู ณ์
เมือ่ เป็ นอยา่ งนแี ้ ล้ว
การ plot ตําแหนง่ ลงบน Sine Curve ด้าน 'ขาขนึ ้ ' จาก ⚏ ไปเป็ น ⚌
หรือจาก 'แดนลบ' ไป 'แดนบวก' จึงควรจะมเี คร่ืองหมายเป็ น ⚍ (หรือ 'หยางเลก็ ')
ในขณะท่ีด้าน 'ขาลง' จาก ⚌ ไปเป็ น ⚏
หรือจาก 'แดนบวก' ไป 'แดนลบ' ก็จะต้องมเี ครื่องหมายเป็ น ⚎ (หรือ 'หยนิ เลก็ ')
ดงั ท่ีได้แสดงเอาไว้
ซง่ึ นอกจากจะทาํ ให้เกิดวฏั จกั รทล่ี ้อกบั 'การหมนุ วน' ในแผนผงั วงกลมของ Fu Xi แล้ว
มนั ก็ยงั สอดคล้องกบั 'หลกั แหง่ ววิ ฒั นาการ'
หรือ 'หลกั แหง่ การเปลย่ี นแปลง' ตามทฤษฎีแบบ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
ท่ีระบไุ ว้วา่ กระบวนการเปลย่ี นแปลงใดๆ ยอ่ มเริ่มต้นจาก 'ภายใน' ไปสู่ 'ภายนอก'
หรือจาก 'ขดี ลา่ ง' ไปสู่ 'ขดี บน' เสมอ
การเปลีย่ นสภาพจาก ⚏ เป็น ⚌ หรือจาก ⚌ เป็น ⚏ จึงปรากฏใหเ้ ห็นการเปลีย่ นแปลงจาก 'ขีดล่าง' ก่อนทกุ ครง้ั
เม่ือเราแปลงเส้นกราฟทงั ้ 3 เส้นคือ Physical, Emotional, และ Intellectual เข้าด้วยกนั
เรากจ็ ะได้ภาพ 'สญั ลกั ษณ์หกขดี ' ณ ขณะเวลาหนงึ่ ๆ ของชวี ติ
โดย Physical จะถกู วางในตาํ แหนง่ 'คบู่ นสดุ ' ของภาพ 'สญั ลกั ษณ์หกขดี '
Emotional ก็จะต้องถกู วางในตาํ แหนง่ 'คลู่ า่ งสดุ ' ของภาพ
ในขณะท่ี Intellectual
จะแทนทีด่ ้วย 'คตู่ รงกลาง' เพอ่ื สะท้อนแนวคิดทว่ี า่ 'สติปัญญา
คือกญุ แจสาํ คญั ในการรักษาสมดลุ ให้กบั การรับรู้สมั ผสั ทไี่ ด้รับจากโลกภายนอก
กบั อารมณ์และวิญญาณทเี่ ป็ นความจําได้หมายรู้ของเราที่อยภู่ ายใน'
404
'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขดี ' ท่ีแปลงออกมาแล้วนี ้
ก็จะไปตรงกบั บทใดบทหนง่ึ ใน 'คมั ภีร์อจี ้ ิง'
ซง่ึ ถ้าเราตามไปอา่ น
ก็จะเกี่ยวกบั 'ข้อแนะนาํ ' สาํ หรับ 'การครองตน' ของเราตอ่ สถานการณ์ของชีวิต ณ ขณะเวลานนั้ ๆ
และอาจจะตคี วามไปตา่ งๆ นาๆ ทีน่ อกเหนอื จากปัญหาด้านสขุ ภาพทางกาย ทางใจ หรือทางปัญญาก็ได้
เช่นวา่ เราอาจจะตีความใหห้ มายถึง 'รูปแบบของปฏิสมั พนั ธ์' ทีเ่ รามีต่อโลกภายนอกว่า
เป็นลกั ษณะทีเ่ ราเป็นผูก้ ระทา หรือผถู้ ูกกระทา ในสถานการณ์หนึง่ ๆ
เรามีสภาวะทางอารมณ์ทีห่ นกั แนน่ หรือมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์นนั้ ๆ หรือไม่
และเรามีความรู้ หรือมีความเขา้ ใจต่อสถานการณ์ดงั กล่าวดีแลว้
หรือว่ายงั ขาดความรอบคอบสมบูรณ์เท่าทีค่ วร
เราเองก็ไมย่ ืนยนั วา่ ทกุ สง่ิ ทเี่ ราจะได้รับจากการ 'คมั ภรี ์อจี ้ งิ ' เพื่อศกึ ษา 'ข้อแนะนํา' เหลา่ นนั้
จะเป็ นเร่ืองที่ถกู ต้องเหมาะสมเสมอไป
แตส่ งิ่ หนงึ่ ท่ีเราคอ่ นข้างจะมน่ั ใจก็คือ
สง่ิ นีจ้ ะเป็ นชว่ งเวลาหนง่ึ ทเี่ ราให้โอกาสตวั เองได้ทบทวนสงิ่ ตา่ งๆ อยา่ งรอบด้านมากขนึ ้
เพ่ือท่ีจะไมผ่ ลผี ลามตดั สนิ ใจอะไรลงไปอยา่ งไมย่ งั้ คดิ
405
ตวั อยา่ งทเ่ี ห็นตรงนกี้ ็คอื ณ วนั ท่ี 24 กรกฎาคม 2009 เสน้ กราฟทงั้ สามจะถกู แทนทด่ี ว้ ยภาพสญั ลกั ษณ์
Physical (⚏ ทกี่ าลงั เปลย่ี นเป็ น ⚍ อยา่ งสมบรู ณ์) , Intellectual (⚎) และ Emotional (⚍)
ออกมาเป็ น (#51) และ (#17) ใหเ้ ราไปคน้ จากใน 'คมั ภรี อ์ จ้ี งิ ' นั่นเอง
มบี างอยา่ งที่นา่ สนใจพอสมควร สาํ หรับการแทนคา่ ด้วยสญั ลกั ษณ์ 'หยิน-หยาง'
ลงไปบนตําแหนง่ ตา่ งๆ ของเส้นกราฟ Biorhythms ตามทีค่ ดิ ไว้นี ้
เพราะตามสตู รการคาํ นวณเส้นกราฟเหลา่ นนั้
ณ วนั ท่ี t=0 หรือ 'ณ วนั เกดิ ' ของทกุ ๆ คน จะเป็ นวนั ทว่ี ฏั จกั รทงั้ สาม
มีคา่ เทา่ กนั ทงั้ หมดคอื 0 และถือกนั วา่ เป็ น 'จดุ เร่ิมต้น' ของเส้น 'กราฟชีวติ ' ทกุ ๆ เส้นด้วย
ซง่ึ ลกั ษณะของ Sine Curve นนั ้
จะเริ่มทะยานสงู ขนึ ้ ๆ จนไปถงึ จดุ สงู สดุ ของมนั
ก่อนท่จี ะเริ่มด่ิงลงตามวฏั จกั รทีถ่ ี-่ ห่างไม่เท่ากนั
หากแทนคา่ 'หยิน-หยาง' ลงไป ณ 'จดุ ศนู ย์' ที่วา่ นี ้
ด้วยคําอธิบายทก่ี ลา่ วถงึ 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขดี '
ท่ีได้ก็คอื ภาพสญั ลกั ษณ์ที่ 63 ตามลาํ ดบั ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
406
นา่ แปลกไหมทไี่ มใ่ ช่ครัง้ แรกทีเ่ ป็นภาพสญั ลกั ษณ์ที่ 63
หรือวา่ เราควรจะต้องกําหนดวิธีแทนภาพสญั ลกั ษณ์ทงั้ หมดเสยี ใหม่
หรือวา่ ยงั มีบางอยา่ งทม่ี นั ผิดท่ผี ดิ ทางไปจากทค่ี วรจะเป็ น
แตค่ ําอธิบายเดมิ ในการนําภาพสญั ลกั ษณ์ 'หยิน-หยาง'
มาทดแทนแตล่ ะตาํ แหนง่ ของเส้นกราฟ Biorhythms
ก็ดสู มเหตสุ มผลดอี ยแู่ ล้วนี่...หรือวา่ ยงั ไมใ่ ช่
หากเราเปิ ดดสู ญั ลกั ษณ์ที่ 63 ใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
จะถกู กําหนดให้มชี ื่อในภาษาจีนวา่ 既济 ซง่ึ แปลวา่ Already Fulfilled
ซงึ่ คล้ายกบั กําลงั จะสอื่ ความหมายวา่ ระยะเวลาของการตงั้ ครรภ์ได้ครบกําหนดโดยสมบรู ณ์แล้ว
และกําลงั จะก้าวเข้าสวู่ ฏั จกั รรอบใหม่ของววิ ฒั นาการแหง่ ชีวิตตอ่ ไป
เหน็ ความลงตวั ของบ้างหรือยงั
แล้วถ้าเราพลกิ ไปดสู ญั ลกั ษณ์ที่ 64 ซงึ่ เป็ น 'บทสดุ ท้าย' ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
กลบั มชี ่ือเรียกวา่ 未濟 หรือ 未济
โดยฝร่ังเขาแปลกนั เอาไว้วา่ Not Yet Fulfilled
หรือถ้าให้แปลเป็ นไทย ก็จะแปลได้ประมาณวา่ 'ยงั ไมส่ มั ฤทธ์ิผล' หรือ 'ยงั ไมบ่ รรลผุ ล'
ซง่ึ สาํ หรับประเด็นนี ้King Wen
คงต้องการจะสอ่ื ความหมายวา่
วฏั จกั รแหง่ สรรพสงิ่ เมื่อบรรลถุ งึ ทีส่ ดุ แหง่ ววิ ฒั นาการแล้ว (บทที่ 63)
ยอ่ มต้องดําเนินไปสวู่ ฏั จกั รรอบใหมแ่ หง่ ววิ ฒั นาการในลาํ ดบั ถดั ๆ ไปอยา่ งไมส่ นิ ้ สดุ
โดยสะท้อนความหมายดงั กลา่ วผา่ น 'ช่ือเรียกภาพสญั ลกั ษณ์' วา่ 未濟 หรือ 'ยงั ไมส่ นิ ้ สดุ ' นน่ั เอง
แล้วถ้าเราจบั สญั ลกั ษณ์ที่ 64 นมี ้ า plot ลงบน Biorhythms
เรากจ็ ะพบวา่ ก็คอื 'จดุ กง่ึ กลางวฏั จกั ร' เทา่ นนั้
ไมใ่ ช่ 'จดุ วนกลบั ท่ีแท้จริง' ของ Sine Curve แตป่ ระการใดเลย
การเลอื กใช้สญั ลกั ษณ์ ⚎ ให้กบั 'จดุ ตดั ขาลง'
จงึ สะท้อนถงึ 'ความยงั ไมเ่ สร็จสมบรู ณ์' ของวฏั จกั รอยา่ งพอดิบพอดีเช่นเดยี วกนั
http://goozhuqi.info/index.php/Biorhythms
407
อจี้ งิ กบั งานบริหารองค์กร
The Primary Code
http://goozhuqi.info/index.php/The_Primary_Codes
เรื่องการที่อยากจะศกึ ษาความสมั พนั ธ์ทอ่ี าจจะเป็ นไปได้ของ Biorhythms กบั 'อจี ้ ิง' นนั้
มีทีม่ าจากการอา่ นหนงั สอื ของ Dr. Edward de Bono
หลายปี กอ่ นหน้านี ้Dr. Edward de Bono
ได้เขยี นหนงั สอื ออกมาเลม่ หนงึ่ ทช่ี ่ือวา่ THE DE BONO CODE BOOK
ซงึ่ ถกู มองวา่ เป็ นไอเดยี ประหลาดๆ
หากจะเอาวธิ ีการสอื่ สารด้วย 'รหสั ตวั เลข'
มาใช้ในชีวติ ประจาํ วนั หรือแม้แตก่ ารปฏบิ ตั งิ านในองค์กรตา่ งๆ
ถงึ แม้วา่ แนวคดิ นจี ้ ะไมใ่ ชแ่ นวคดิ ทีแ่ ปลกใหมอ่ ะไร
เพราะนน่ั คอื วิธีการสอื่ สารขององค์กรทางราชการอยา่ งเชน่ ทหาร และตาํ รวจ ที่ปฏบิ ตั กิ นั จนเป็ นกิจวตั รอยแู่ ล้ว
408
ข้อดปี ระการหนงึ่ ของการสอ่ื สารด้วย 'รหสั ตวั เลข'
ก็คอื มคี วามชดั เจน กระชบั และหลกี เลย่ี งความเข้าใจที่คลาดเคลอ่ื นได้อยา่ งชะงดั มากๆ
แตข่ ้อด้อยของวธิ ีการแบบนกี ้ ็คอื
เป็ นการสอื่ สารทมี่ ีประสทิ ธิภาพดเี ยย่ี มแบบ 'เฉพาะกลมุ่ ' และ 'เฉพาะงาน' เทา่ นนั้
ซง่ึ ไมน่ า่ จะเหมาะกบั การสร้างเป็น 'ภาษามาตรฐาน' เพอ่ื ใช้งานโดยทวั่ ๆ ไป
เหมือนอยา่ งท่ี Dr. Edward de Bono
พยายามจะบอกวา่ จะชว่ ยให้การสอื่ สารของมนษุ ย์มปี ระสทิ ธิภาพมากขนึ ้ กวา่ เดมิ
เพราะเมอ่ื ใดก็ตามทีป่ ริมาณของ 'รหสั ตวั เลข' เหลา่ นมี ้ มี ากขนึ ้ เรื่อยๆ
กลบั วา่ จะสร้างความสบั สนให้กบั การสอื่ สารที่เลวร้ายยง่ิ กวา่ การใช้ 'ภาษามาตรฐาน' ในภาคปรกติเสยี ด้วยซํา้ ไป
ทงั้ นเี ้น่อื งจาก 'ตวั เลข' ทกุ ตวั จะมี 'ลกั ษณะเดน่ เฉพาะตวั '
หรือ uniqueness ท่ีโดดเดน่ เกินกวา่ จะนําไปผสมกบั 'ตวั เลข' ใดๆ
เพื่อจะทาํ ให้เกิดเป็ นความหมายอ่ืนๆ ท่ีนอกเหนือไปจากตวั มนั เองได้
การจะใช้ 'รหสั ตวั เลข' ในการสอ่ื สารให้สมั ฤทธ์ิผลได้นนั้
จงึ จําเป็ นต้องมกี ารกาํ หนด 'รหสั มาตรฐาน' ทีใ่ ช้แทนคาํ อธิบายยาวๆ ไว้จํานวนหนงึ่
เพื่อให้ทกุ คนท่เี กีย่ วข้องสามารถใช้ในการอ้างองิ
และมีความเข้าใจในความหมายของแตล่ ะรหสั ตรงกนั เสยี กอ่ น
ซงึ่ Dr. Edward de Bono ยอ่ มต้องรู้ซงึ ้ ถงึ ข้อจํากดั ข้อนขี ้ องระบบ 'รหสั ตวั เลข' เป็ นอยา่ งดี
และเป็ นที่มาของการพฒั นาหนงั สอื อยา่ ง THE DE BONO CODE BOOK เลม่ นอี ้ อกมา
409
ปิ๊ งไอเดยี
http://goozhuqi.info/index.php/The_Primary_Codes
คนขเี ้กียจกม็ กั จะคิดอยา่ งคนขเี ้กียจ
ถ้าเกิดนกึ สนกุ ขนึ ้ มาวา่ ถ้าเราสามารถกําหนด 'รหสั คําสง่ั ' ที่สนั้ ๆ ง่ายๆ
เพ่ือใช้งานภายในองคก์ รทางธรุ กิจ
โดยไมต่ ้องไปเค้นสมองมาสร้าง 'พจนานกุ รมรหสั คาํ สง่ั ' ขนึ ้ มาอีกชดุ หนง่ึ ให้ยงุ่ ยาก
แตเ่ ปลยี่ นไปใช้วิธีการหยบิ ยมื จากรหสั ทีม่ คี นทาํ เอาไว้แล้ว
และนาํ มาตีความเสยี ใหมใ่ ห้สอดคล้องกบั รูปแบบของการบริหารองค์กรทางธรุ กจิ จริงๆ บ้าง
ก็เป็ นสงิ่ ที่นา่ จะใช้ได้เลย
แตห่ ากเทยี บเคียงกบั หนงั สอื THE DE BONO CODE BOOK
ท่ี Dr. Edward de Bono นาํ เสนอเอาไว้แล้วนนั ้
กลบั ยงั รู้สกึ วา่ 'รหสั ตวั เลข' ท่ี Dr. Edward de Bono พฒั นาขนึ ้ มาเหลา่ นนั้
ยงั มคี วามสลบั ซบั ซ้อนมากจนเกนิ ไป
และถึงแม้วา่ ช่ือเสยี งของทา่ นจะเป็ นทร่ี ู้จกั กนั อยา่ งแพร่หลาย
ในแวดวงของวิชาชีพสาขาตา่ งๆ
หรือแม้แตค่ นทอ่ี าจจะเป็ น 'แฟนหนงั สอื ' ของทา่ นอยบู่ ้างในระดบั หนงึ่
แตก่ ็ยงั ไมเ่ พียงพอท่ีจะทาํ ให้ THE DE BONO CODE BOOK
ได้รับการพิจารณาให้เป็ นหนง่ึ ใน 'พจนานกุ รมรหสั คาํ สงั่ ' ฉบบั มาตรฐานสากลอยดู่ ี
เรายงั อยากได้อะไรทม่ี นั practical มากกวา่ นนั้ และมี 'ความเรียบง่าย'
ย่ิงกวา่ THE DE BONO CODE BOOK เลม่ ท่ี 'จดุ ประกาย' ไอเดยี
แล้ว 'ความเรียบง่าย' ก็ดนั ไปพ้องความหมายกบั คาํ วา่ 易 จนได้นน่ั เอง
มหี ลายๆปัจจยั ท่ปี ระกอบกนั อยา่ งลงตวั พอดิบพอดี
สาํ หรับความคิดทเ่ี ราจะเอา 'อจี ้ ิง' มาเก่ียวข้องกบั การบริหารจดั การ
โดยจดุ เริ่มต้นของเรื่องนี ้
ได้เริ่มมาจากการที่ได้มีโอกาสพฒั นาแนวคดิ ของการเขียน 'แผนผงั องค์กร'
หรือ Organization Chart ออกมาเป็ น 'แผนผงั วงกลม'
แทนที่จะเขียนเป็ น 'แผนผงั ปิ รามดิ ' เหมอื นปรกตทิ ี่หลายๆ คนค้นุ เคยกนั
จะขอเรียกชื่อ 'แผนผงั วงกลม' ชนิ ้ นนั ้ วา่ Circulatory Organization Chart
และมี 'ช่ือรหสั ' หรือ Code Name วา่ 3dM
ทีย่ อ่ มาจากคําวา่ เตม็ ๆ วา่ The Three Dimensional Management
410
เร่ืองราวของ 3dM ถกู เลา่ ไว้อยา่ งคอ่ นข้างละเอยี ดแล้วใน ZhuqiDOX episode I
http://goozhuqi.info/index.php/The_Primary_Codes
ซงึ่ แนวคดิ หลกั ของการสร้าง 'แผนผงั องค์กร' ออกมาเป็ นรูปร่างอยา่ งนี ้
สบื เน่ืองมาจากการท่ีเรามองการบริหารองค์กรทงั้ หมดวา่
มลี กั ษณะเป็ น 'พลวตั ร' หรือ dynamic
ท่แี ตล่ ะสว่ นงานจําเป็ นจะต้องมคี วามเก่ียวข้องสมั พนั ธ์กนั เป็ น 'วงจร' ทค่ี รบวงเสมอ
โดยไมส่ ามารถมองแบบแยกสว่ นเหมอื นที่พบเหน็ ได้ทว่ั ไปใน 'แผนผงั แบบปิ รามิด' อยา่ งท่ีค้นุ เคยกนั
411
ปัญหาหนง่ึ ท่ี 'แผนผงั แบบปิ รามดิ ' ทงิ ้ เป็ น 'มรดกบาป'
ไว้ก็คือ เมอ่ื ไมส่ ามารถสะท้อนสภาพของการปฏิบตั งิ าน
ท่ีแตล่ ะสว่ นงานจะต้องมีปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งกนั
บคุ ลากรของแตล่ ะสายงาน จงึ มกั จะมองไมเ่ หน็ ความตอ่ เนื่อง
หรืออาจจะถงึ กบั ไมไ่ ด้ให้ความสาํ คญั ตอ่ การปฏบิ ตั ิงานของสว่ นงานอ่ืนๆ
ทจี่ ําเป็ นจะต้องเก่ียวข้องกนั
และทาํ ให้การประสานงานกลายเป็ นเรื่องท่ยี งุ่ ยากซบั ซ้อน
เพราะจาํ ต้องตกอยใู่ นวงั วน จนกลายเป็ น 'ระบบราชการ'
ทแี่ ตล่ ะเรื่องแตล่ ะงานจะต้องไหลวนย้อนขนึ ้ ย้อนลงตามขนั้ บนั ไดของ 'แผนผงั ปิ รามิด'
กวา่ ทกุ อยา่ งจะดําเนินการได้อยา่ งสมบรู ณ์
การแก้ปัญหาของ 'แผนผงั แบบปิ รามิด' เทา่ ท่ีเราเคยพบเหน็ มานนั้
เขาจะเขยี นเป็ น solid line กบั dotted line
เพ่อื จะแสดงให้เห็นถงึ ความแตกต่างของ
'สายการบงั คบั บญั ชา' กบั 'กลมุ่ ก้อนของภารกจิ ' ทจ่ี ะต้องมีการปฏบิ ตั ิร่วมกนั หลายสายงาน
ซงึ่ นน่ั คอื การพยายามแก้ปัญหาของการเขยี นแผนผงั แบบ 'สองมิติ' ให้ดเู ป็ น 'สามมิต'ิ เทา่ นนั้ เอง
หากเราสมมตุ ใิ ห้ตวั เองมอง 'แผนผงั องค์กร'
ลงมาจาก 'ยอดปิ รามดิ ' เหมอื นกบั การมอง 'แปลน' ของอาคารลงมาจากด้านบน
เรากจ็ ะเหน็ วา่ แผนผงั ของแตล่ ะสายงานนนั้
จะเสมือนหนง่ึ เป็ นแตล่ ะด้านขององค์กรทห่ี นั ออกไป สโู่ ลกภายนอก
โดยจะมสี ว่ นยอ่ ยๆ ของแตล่ ะสายงานเกาะเกี่ยวสมั พนั ธ์กนั อยภู่ ายใน
'สายสมั พนั ธ์' เหลา่ นนี ้ เ่ี องทถ่ี กู บางองค์กรนาํ ไปพฒั นาเป็ น dotted line เพอ่ื แก้ปัญหาท่ี 'ภาพสองมติ 'ิ แก้ไมต่ ก
ซงึ่ จริงๆ แล้วปัญหาทงั้ หมดมนั เกดิ ขนึ ้ จากการที่เรา 'สอ่ื สารด้วยแผนผงั ที่ผดิ มมุ ' ตา่ งหาก
412
ทางแก้ไข คอื ต้องให้แตล่ ะจดุ ของงาน
สามารถทจ่ี ะได้รับ feed back จากในระบบมากกวา่ หนง่ึ ทศิ ทางเสมอ
เพอื่ ให้การตรวจสอบถกู ฝังตวั ลงไปใน routine ของแตล่ ะสว่ นอยา่ งสมบรู ณ์
ซงึ่ กเ็ ป็ นวิธีคิดที่งา่ ยๆ แบบเดียวกบั ที่ 'นกั บญั ชี'
เขาชอบใช้กนั นนั่ ก็คือ การเอาตวั เลขจากเอกสารชดุ เดยี วกนั นนั่ แหละ
เขยี นไปใสเ่ ลม่ นนั้ ทหี นงึ่ โอนข้ามกลบั มาเลม่ นอี ้ กี ทีหนงึ่
บวกทบไปตรงนนั้ นิด วนกลบั มาลบออกจากตรงนหี ้ นอ่ ย
โดยท่เี ขาจดั การให้มนั กระจายออกไปช่วยกนั ทําหลายๆ คน
ถ้าผลลพั ธ์สดุ ท้ายหากออกมาตรงกนั ก็แปลวา่ ทกุ อยา่ งในระบบคงเป็ นปรกตดิ แี ล้ว
เข้าทา่ ขนึ ้ มากทเี ดียวคราวนี ้
เร่ืองที่อยากจะเอย่ ถึงสาํ หรับจริง ๆ ก็คือ
มีความคดิ ท่จี ะแบง่ ระดบั ของงานออกเป็ น 3 ระดบั
อยา่ งทเี่ ห็นในภาพนนั่ เอง
งาน 3 ระดบั เทา่ นนั้ ไมม่ ากไมน่ ้อยไปกวา่ นี ้
และก็เชื่อวา่ ไมว่ า่ องค์กรทางธุรกิจ หรือองค์กรระดบั ไหนก็ตาม
ไมม่ ที างทจ่ี ะมมี ากกวา่ 3 ระดบั ท่ีวา่ นไี ้ ปได้อยา่ งแนน่ อน
นนั่ ก็คือ ระดบั นโยบาย (Policy), ระดบั บริหาร (Planning), และระดบั ปฏิบตั กิ าร (Performing)
ถ้ามใี ครไปเห็นภาพ 'แผนผงั ปิ รามิด' ทไี่ หนเขามีมากกวา่ 3 ระดบั ทว่ี า่ นี ้
ก็จงรู้ไว้ด้วยวา่ นน่ั คือการเขียนแผนผงั เพ่อื สนอง Ego ของคนทาํ งานเทา่ นนั้
แตไ่ มไ่ ด้มปี ระโยชนต์ อ่ การปฏบิ ตั งิ านจริงๆ สกั เทา่ ไหร่หรอก
413
เห็นอะไรท่เี กย่ี วกบั 'อจี้ ิง' บ้างไหมเอ่ย
http://goozhuqi.info/index.php/The_Primary_Codes
เลข 3 น่ีช่างเป็ นอะไรทม่ี หศั จรรยม์ ากๆ สาํ หรับใครหลายคน
ถ้าคดิ วา่ แตล่ ะระดบั จะต้องประกอบไปด้วย 'หยิน' กบั 'หยาง'
แล้วถ้าเราเรียงลาํ ดบั ของ 'สามระนาบของการปฏิบตั ิงาน' ให้ซ้อนกนั ขนึ ้ มาเป็ นปึก
โดยให้ 'ระดบั นโยบาย' อยดู่ ้านลา่ งสดุ
มี 'ระดบั ปฏบิ ตั กิ าร' อยดู่ ้านบน
และให้ 'ระดบั บริหาร' อยตู่ รงกลางเพ่อื ประสานสมดลุ ระหวา่ งทงั้ 2 ขวั้
เราก็จะได้ 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขีด' ทง้ั 64 ภาพตาม 'คมั ภีร์อีจ้ ิง'
ถ้าถามวา่ ทาํ ไม 'ระดบั นโยบาย' ถึงกลบั หวั กลบั หางไปอยทู่ ดี่ ้านลา่ ง
ก็อธิบายแบบ 'อจี ้ ิง' งา่ ยๆ วา่
เพราะสงิ่ ท่อี ยู่ 'ด้านบน' ของภาพสญั ลกั ษณ์คือตาํ แหนง่ ทใ่ี ช้แทน 'สงิ่ ทีป่ รากฏสโู่ ลกภายนอก' เสมอ
ซงึ่ นนั่ ก็คอื 'ระดบั ปฏิบตั กิ าร' แล้วระดบั อืน่ ๆ ก็จะคอ่ ยๆ ลดหลนั่ ลกึ เข้ามาข้างในเรื่อยๆ
แตถ่ ้าอธิบายด้วยภาษาแบบการบริหารงานยคุ ใหม่ เขาเรียกวา่ การบริหารแบบ Bottom Up
หรือท่มี ีคนเขาแปลเป็ นไทยไว้วา่ 'การบริหารแบบลา่ งขนึ ้ บน'
อนั เป็ นคาํ ยอดนิยมของการบริหารในยคุ ทีใ่ ครๆ ก็อยากเหน็ 'องค์กรแนวราบ' กนั ทงั้ นนั้
414
ยงั สนุกไม่พอ
http://goozhuqi.info/index.php/The_Primary_Codes
เรายงั ไมล่ มื หรอกวา่ องค์ประกอบขนั้ พนื ้ ฐานของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
นนั้ อยทู่ ่ี 'ภาพสญั ลกั ษณ์สามขดี '
หรือทฝี่ ร่ังเขาเรียกกนั วา่ Trigrams ซง่ึ เรียงตวั อยรู่ อบๆ วงกลม 'ไท้เก๊ก' นน่ั เอง
ถ้า 'คมั ภีร์อจี ้ งิ ' สามารถถกู นาํ มาประยกุ ต์ใช้กบั การบริหารงานขององค์กรได้
ก็นา่ จะต้องแทนคา่ ของ 'สญั ลกั ษณ์สามขดี ' ทงั้ แปดนน่ั ด้วยชื่อตาํ แหนง่ ตา่ งๆ ทเ่ี ป็ น 'องค์ประกอบขนั้ พนื ้ ฐาน' ขององค์กรได้ด้วยสิ
เพราะฉะนนั้ จงึ ถึงเวลาทจี่ ะต้องเจาะลงไปในรายละเอยี ดของ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง'
เพ่อื ท่ีจะนําออกมาตีแผใ่ ห้กลายเป็ น The Organization Code เสยี แล้ว
กลา่ วกนั วา่ ตงั้ แตเ่ ม่ือครัง้ ที่ Fu Xi ค้นพบ 'ภาพสญั ลกั ษณ์สามขดี ' ทงั้ 8 ภาพ
แล้วนํามาประกอบเข้าด้วยกนั เป็น 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขีด' จํานวน 64 ภาพนนั้
ดเู หมอื นวา่ ทา่ นจะไมไ่ ด้เขียนบนั ทกึ ใดๆ ไว้เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรเลย
แตอ่ าศยั 'การตคี วาม' และ 'การให้คําแนะนาํ ' แบบปากตอ่ ปากเทา่ นนั้
จวบจนกระทงั่ มาถงึ ยคุ ของ King Wen ทที่ า่ นมเี วลาวา่ งอยา่ งเหลอื เฟือในคกุ ของราชวงศ์ซางนนั่ เอง
King Wen จงึ ริเริ่มทจ่ี ะตงั้ ช่ือเรียกให้กบั 'ภาพสญั ลกั ษณ์สามขีด' ทงั้ แปด
และทาํ บนั ทกึ เกีย่ วกบั 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขีด' ทงั้ 64 ภาพนนั้ ขนึ ้ มาอยา่ งครบถ้วน
เพ่อื ให้ 'การตีความ' นนั้ ๆ
สามารถได้รับการถา่ ยทอดตอ่ ออกไปในฐานะของ 'องค์ความรู้' สาํ หรับมนษุ ยชาติ
และกลายเป็ น 'คมั ภีร์อจี ้ ิง'
ทถ่ี กู นําไปขยายความในเวลาตอ่ ๆ มาโดยปราชญ์ของยคุ ตา่ งๆ
ทงั้ ยงั แตกแขนงออกไปกลายเป็ นศาสตร์ด้านอื่นๆ
ไมว่ า่ จะเป็ น โหราศาสตร์, ดาราศาสตร์, อตุ นุ ยิ มวทิ ยาศาสตร์, ภมู ิศาสตร์, ฮวงจ้ยุ ,
การแพทย์, การศกึ สงคราม, การปกครอง หรือแม้แตศ่ ลิ ปะการตอ่ สู้
และก็ยงั มกี ารนาํ ไปผสมกบั วทิ ยาศาสตร์ยคุ ใหมใ่ นด้านเคมชี ีวภาพ, พนั ธกุ รรมศาสตร์, ฯลฯ
415
ทําไมจึงมีขอบเขตการค้นคว้ากว้างไกลได้ถงึ ขนาดนนั้
เราก็เลยคิดเอาเองว่า รากฐานประการสาคญั ของการตีความออกไปมากมายถึงเพียงนนั้
น่าจะมีกญุ แจอยู่ที่ 'ภาพสญั ลกั ษณ์สามขีด' ทีเ่ ห็นใน 'โป้ ยก่วย' นีเ่ อง
แล้วถ้าหากจะหมายเอาวา่ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' ก็คอื สมดุ บนั ทกึ สาํ หรับ The Organization Code
อยา่ งทเี่ รากําลงั นกึ สนกุ อยนู่ ี ้
'โป้ ยกว่ ย' นนั้ ก็นา่ จะเรียกวา่ เป็ น The Primary Code ทท่ี าํ หน้าทีเ่ สมอื นหนง่ึ เป็ น 'ธาตทุ งั้ แปด' ของ
องค์กร
ถ้าไลล่ าํ ดบั ของแตล่ ะช่ือตาม 'ลาํ ดบั อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi จะได้ดงั นี ้
แตถ่ ้าเรียงตาม 'ลาํ ดบั อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์' ของ King Wen ก็จะได้ขวั้ ของ 'หยิน-หยาง' เป็ นดงั นี ้
416
ซง่ึ กต็ ้องมาไลค่ วามหมายของแตล่ ะคําทีเ่ ป็ น 'ช่ือเรียก' ของ 'ภาพสญั ลกั ษณ์'
เพอ่ื พจิ ารณาตอ่ ไปวา่ ควรจะหมายถงึ 'ลกั ษณะความรับผิดชอบ' แบบไหนภายในองค์กร
จึงจะจดั วา่ เป็ น 'ธาตหุ ลกั ' สาํ หรับการบริหาร
แตก่ อ่ นอน่ื ทงั้ หมด เราก็ต้องจําแนกให้ชดั เจนก่อนวา่
ในแตล่ ะองค์กรทีเ่ ปรียบเสมือน 'ไท้เก็ก' นนั้
จะมอี ะไรท่ถี ือวา่ เป็ น 'หยิน' แล้วมีอะไรทีถ่ ือวา่ เป็ น 'หยาง'
ซง่ึ เรากจ็ ดั การแบง่ ออกมาเป็ น 'ฝ่ ายธุรการ' กบั 'ฝ่ ายธุรกจิ '
เพอื่ ทีจ่ ะถือวา่ เป็ น 'หยนิ -หยาง' ของทกุ ๆ องค์กร
โดยทม่ี ี 'ฝ่ ายธรุ การ' เป็ น 'ฝ่ ายหยิน' และมี 'ฝ่ ายธรุ กจิ ' เป็ น 'ฝ่ ายหยาง' ซงึ่ ก็ดเู ข้าทา่ ดี
เหมือนกนั
☰ ถกู กําหนดให้มชี ่ือเรียกวา่ 乾 สะกดด้วย pinyin เป็ น qián อา่ นวา่ 'เฉียน'
ซง่ึ ก็อยากจะเสนอวิธีเขยี นคาํ อา่ นภาษาจีนเป็ นภาษาไทยด้วยการเขยี นเป็ น 'เช๋ียน' เสยี
มากกวา่
เพอื่ ทจ่ี ะสะท้อนให้เหน็ ถึงการเตมิ วรรณยกุ ต์ในแบบของภาษาจีนไว้ด้วย
สงิ่ หนง่ึ ทีห่ ลายคนอาจจะลมื ไปกค็ อื ตวั อกั ษรใน
ภาษาจีนนนั้ เป็ น 'รูปภาพ'
ซง่ึ คาํ วา่ 乾 นกี ้ ็ไมม่ กี ารยกเว้น
ภาพอกั ษร 乾 ตามอกั ขระโบราณของจีนนนั้
จะเป็ นภาพของ 'ดวงอาทิตย์ท่กี าํ ลงั เปลง่ รัศมี
เพ่ือสง่ มอบพลงั 'ช่ี' ให้แก่สรรพชีวิต'
417
โดยเราจะเห็นสญั ลกั ษณ์แทน 'ดวงอาทติ ย์' อยทู่ างด้านซ้ายของตวั อกั ษร
ด้านบนของสญั ลกั ษณ์ดวงอาทิตย์
จะเป็ นสญั ลกั ษณ์แทน 'หญ้า' หรือ 'ต้นออ่ น' ของพืชพรรณตา่ งๆ ทีก่ ําลงั งอกเงยขนึ ้ มา
ด้านขวาของภาพอกั ษรแทน 'พลงั งาน' หรือ 'ชี่' ทีเ่ ปลง่ ประกาย
ออกจากดวงอาทติ ย์
และแผค่ ลนื่ พลงั นนั้ ลงมาจากฟากฟ้ า
สว่ นด้านลา่ งของดวงอาทติ ย์
จะเป็ นสญั ลกั ษณ์แทน 'ราก' ของบรรดาพชื พรรณตา่ งๆ ทช่ี อนไชลกึ ลงไปในดิน
คําวา่ 乾 จึงมีความหมายในลกั ษณะทีว่ า่ 'เต็มไปด้วยพลงั แหง่ ชีวิต'
ซง่ึ มี 'พลงั หยาง' อยา่ งเตม็ เปี่ยมทส่ี ดุ สาํ หรับ 'การเริ่มต้น' ของทกุ สรรพสง่ิ
และด้วยเหตนุ ี ้
เราจงึ อยากจะใช้สญั ลกั ษณ์นแี ้ ทน 'ผ้กู อ่ ตงั้ ' หรือ 'ผ้บู ริหารระดบั สงู สดุ ' ขององค์กร
โดยเราอาจจะเรียกด้วยอกั ษรยอ่ วา่ CEO หรือ Chief Executive Officer นน่ั เอง
418
☷ ถกู กําหนดให้มชี ่ือเรียกวา่ 坤 สะกดด้วย pinyin เป็ น kūn อา่ นวา่ 'คนุ '
ภาพอกั ษรนปี ้ ระกอบด้วย สว่ นทางด้านขวาจะเป็ นอกั ษร 田 ซงึ่
อกั ษร 土 ทหี่ มายถงึ 'ดิน' เป็ นสญั ลกั ษณ์แทน 'ทงุ่ นา'
หรือ 'แผน่ ดิน' อยทู่ าง แตม่ ขี ีดตรงๆ ยาวๆ พาดผา่ นจากบน
ด้านซ้าย ลงลา่ ง
เพอื่ เป็ นสญั ลกั ษณ์ทบ่ี ง่ บอกถงึ
'อิทธิพล' ของ 'แผน่ ดิน'
ท่สี ามารถแผไ่ พศาลไปโอบอ้มุ สรรพ
ชีวิตทงั้ มวล
โดยไมม่ ีการแบง่ แยกวา่ สงู หรือตาํ่
คณุ ลกั ษณะสาํ คญั ของ 'แผน่ ดนิ ' คือ 'การโอบอ้มุ '
หรือการเป็ น 'ผ้รู องรับ' ให้กบั สรรพชีวติ ทงั้ มวลที่กอ่ เกดิ ขนึ ้ มาในธรรมชาติ
ซง่ึ แม้วา่ มนั จะไมใ่ ช่ 'ผ้สู ร้างสรรค์' ให้เกดิ สงิ่ ใหมๆ่ ขนึ ้ มา
แตก่ ็เป็ น 'ผ้หู ลอ่ เลยี ้ ง' ให้ทกุ สรรพสงิ่ สามารถเติบใหญ่ และพฒั นาไปสจู่ ดุ ที่สมบรู ณ์ท่ีสดุ ของสง่ิ นนั้ ๆ
เสมอ
เราคดิ ท่จี ะใช้สญั ลกั ษณ์นแี ้ ทน 'หวั หน้าฝ่ ายปฏิบตั กิ าร'
ซง่ึ เป็ น 'ผ้รู ับสนองนโยบาย' จาก CEO โดยตรง
และเรียกมนั ด้วยอกั ษรยอ่ วา่ COO หรือ Chief Operating Officer
419
☱ ถกู กําหนดให้มชี ื่อเรียกวา่ 兑 สะกดด้วย pinyin เป็ น duì อา่ นวา่ 'ต้ยุ '
兑 เป็ นอกั ษรรากของคาํ ท่มี คี วามหมายวา่ 'พดู '
ด้านบนเป็ นภาพของ 'แขนท่ีแกวง่ ไกว' อยา่ งมคี วามสขุ
ด้านลา่ งเป็ นภาพของ 'เท้าท่กี ําลงั เริงระบาํ ' อยา่ งสขุ สนั ต์
โดยมรี ูปสญั ลกั ษณ์ของ 'ปาก' อยทู่ ่ีตรงกลาง คําวา่ 兑 จงึ มหี ลายความหมายด้วยกนั
ของภาพอกั ษร จากเดิมทเี ดยี วท่ีหมายถงึ 'การพดู คยุ อยา่ งมีความสขุ '
ก็พฒั นาตอ่ มาเป็ น
และกําลงั แสดงอาการของ 'การพดู ' 'การแลกเปลยี่ นทีม่ ีทงั้ การให้และการรับ'
และ 'ยิม้ แย้ม' ออกมา ในความหมายวา่ เป็ น
'การให้และการรับเพอ่ื แลกเปลย่ี นความสขุ '
ระหวา่ งกนั และกนั
ซงึ่ ภาพสญั ลกั ษณ์ในธรรมชาติทใ่ี ช้แทน 兑 ก็คอื 'บงึ ' หรือ 'ทะเลสาบ'
ซง่ึ เป็ นทงั้ 'ผ้รู ับ' และ 'ผ้ใู ห้' ด้วย 'ปาก' ทเี่ ปิ ดกว้างอยเู่ สมอ
ถ้าจะวา่ กนั ตามเหตผุ ลของคาํ อยา่ งทอ่ี ธิบายมานี ้
เราก็ควรจะแทนที่สญั ลกั ษณ์นใี ้ นตาํ แหนง่ ของ 'ฝ่ ายขายและฝ่ ายบริการ'
เพราะเป็ นตําแหนง่ หน้าที่ทเ่ี กี่ยวข้องกบั 'การพดู คยุ ', 'ความยมิ ้ แย้ม',
และ 'การแลกเปลย่ี น' เพ่ืออํานวยประโยชน์และสนองวตั ถปุ ระสงค์ของทงั้ 'ผ้ใู ห้บริการ' และ 'ผ้รู ับบริการ'
จึงอยากจะใช้ตวั อกั ษรยอ่ เป็ น SEO หรือ Sales Executive Officer
420
☶ ถกู กําหนดให้มชี ื่อเรียกวา่ 艮 สะกดด้วย pinyin เป็ น gèn อา่ นวา่ 'เกิน้ '
ตามภาษาถิ่นของทางภาคเหนือของจีนนนั ้
คาํ วา่ 艮 มีความหมายวา่ 'ตรงไปตรงมา', 'ท่อื ๆ', 'ตรงๆ', 'ไมอ่ ้อมค้อม'
แตใ่ นด้านของภาษาเขยี นแล้ว คาํ นกี ้ ลบั ไมค่ อ่ ยจะเห็นการใช้งานสกั เทา่ ไหร่
นอกจากใน 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' เทา่ นนั้
โดยภาพสญั ลกั ษณ์ทใ่ี ช้คกู่ บั คาํ วา่ 艮 จะเป็ นภาพของ 'ภเู ขา'
ในแง่มมุ หนง่ึ เรามองภาพสญั ลกั ษณ์ 'ภเู ขา' นี ้
ในความหมายของ 'แหลง่ ทรัพยากร' ท่ีองค์กร หรือชมุ ชนหนง่ึ ๆ
สามารถใช้ประโยชน์จากมนั เพอื่ การดาํ รงชีพ และเพ่อื ประกอบกจิ การงานตา่ งๆ ได้
ในขณะที่อีกแง่มมุ หนง่ึ
ตามความหมายของภาพอกั ษร ภาพสญั ลกั ษณ์
'ภเู ขา'
ควรจะเป็ นสญั ลกั ษณ์ทใ่ี ช้แทนสว่ นงานทตี่ ้อง
'ทือ่ ๆ', 'ตรงๆ',
และต้อง 'มคี วามนา่ เชื่อถือ' อยา่ งสม่าํ เสมอ
ดงั นนั้ หน้าทซ่ี ง่ึ รับผิดชอบในองคก์ รทีค่ วรจะได้รับการเทยี บเคยี งกบั สญั ลกั ษณ์นี ้
จงึ นา่ จะเป็ น CIO หรือ Chief Information Officer
ซงึ่ จะต้องรับผดิ ชอบ 'ทรัพยากรด้านข้อมลู ' ให้มคี วามถกู ต้อง
มีความแมน่ ยําอยา่ งตรงไปตรงมา
และจะต้องมีความเพียงพอแกค่ วามจําเป็ นในการปฏบิ ตั ิงานของทกุ ๆ หนว่ ยงานในองค์กรอยา่ งสมาํ่ เสมอด้วย
421
☲ ถกู กําหนดให้มชี ื่อเรียกวา่ 離 สะกดด้วย pinyin เป็ น lí อา่ นวา่ 'ล'๋ี
(เหมือนเดิมคอื ไมอ่ ยากสนบั สนนุ ให้เขียนเป็ น 'หล'ี เพอื่ จะคงรูปของการเตมิ วรรณยกุ ต์ตาม
วิธีการออกเสยี งของภาษาจีนเอาไว้)
คาํ วา่ 離 ในความหมายท่ีพบเหน็ โดยทวั่ ไปในปัจจบุ นั นนั้
จะหมายถงึ 'การจากไป' หรือ 'การแยกออกจากกนั '
แตต่ วั อกั ษรตวั เดยี วกนั นี ้ในยคุ โบราณของจีนจะมคี วามหมายวา่ 'การมดั ตดิ กนั ' ด้วย
อยา่ งไรก็ตาม 離 ตามความหมายท่ีใช้ใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' นนั้ จะหมายถึง 'การสอ่ งสวา่ ง'
โดยสว่ นหน้าของภาพอกั ษร
เป็ นภาพของสตั ว์โบราณชนดิ หนงึ่ ของจีนเรียกวา่ 'ล'ี๋
เป็ นสว่ นที่เตมิ เข้ามาเพื่อแสดงการออกเสยี งให้กบั คาํ
ด้านหลงั ของภาพอกั ษรเป็ นภาพของนกชนดิ หนง่ึ เรียกวา่ 隹 (zhūi)
ซง่ึ เป็ นนกท่มี ีขนสเี หลอื งสดใส
ใช้เพอ่ื แสดงความหมายวา่ 'สกุ ใส' และ 'สอ่ งสวา่ ง'
ซง่ึ ภาพสญั ลกั ษณ์ท่ใี ช้ตาม 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' นนั้
จะเป็ นภาพของ 'ไฟ' เพื่อแทนความหมายของ 'ความสกุ สวา่ ง' ประเภทนี ้
422
เราตคี วามสญั ลกั ษณ์นจี ้ ากความหมายรวมๆ
วา่ คือสญั ลกั ษณ์ที่จะต้องมีทงั้ 'การรวม', 'การจําแนก',
และควรจะต้องมี 'ความสกุ ใสเรืองรอง'
แตก่ ็เป็ น 'ของร้อน' ท่ีไมน่ า่ จะมี 'การถือครอง' ไว้นานๆ
คล้ายกบั 'ไฟ' ท่ีมีน้อยจนเกินไปก็ไมก่ ่อให้เกิดประโยชน์
แตถ่ ้ามมี ากจนเกินไปก็รังแตจ่ ะลวกไม้ลวกมอื ให้เดอื ดร้อน
ดงั นนั้ คทู่ เ่ี หมาะสมกบั สญั ลกั ษณ์นี ้
จงึ นา่ จะเป็ น PRD ทยี่ อ่ มาจากคาํ เตม็ ๆ วา่ Product / Research & Development
ซงึ่ ทาํ หน้าที่ในการค้นคว้าวจิ ยั และการพฒั นาสนิ ค้า หรือผลติ ภณั ฑ์ตา่ งๆ ให้กบั องค์กร
ในความหมายทว่ี า่ ถ้า 'สนิ ค้า' มนี ้อยจนเกินไปกจ็ ะไมก่ ่อให้เกิดประโยชน์
แตถ่ ้าหาก 'สนิ ค้า' มมี ากจนเกินไปก็รังแตจ่ ะเผาผลาญทรัพยากรอนื่ ๆ ขององค์กรให้เกิดความเสยี หาย
423
☵ ถกู กําหนดให้มชี ่ือเรียกวา่ 坎 สะกดด้วย pinyin เป็ น kǎn อา่ นวา่ 'ขน่ั '
ภาพอกั ษร 坎 นเี ้คยถกู เขยี นด้วยภาพอกั ษร 埳 ท่เี ป็ นอกั ษรโบราณมากๆ
ซงึ่ ภาพอกั ษรดงั้ เดมิ นนั้ จะประกอบด้วย 2 สว่ นคือ สว่ นหน้าเป็ นภาพสญั ลกั ษณ์ของ 'แผน่ ดิน'
สว่ นหลงั แยกเป็ นตอนบนท่ใี ช้สญั ลกั ษณ์ของ 'คน'
ยืนด้วยขาเพียงข้างเดยี ว
อีกขาหนง่ึ ยกสงู ขนึ ้ พ้นแผน่ ดิน
ในลกั ษณะของ 'การเซถลา' หรือ 'การพลดั ตก'
โดยมีตอนลา่ งของสว่ นหลงั ในภาพอกั ษรเป็ นรูปของ 'หลมุ ' หรือ 'แอง่ '
ภาพอกั ษรดงั กลา่ วคอ่ ยๆ ถกู พฒั นาจนในยคุ หลงั ๆ
ก็ได้ตดั ทอนเอาสญั ลกั ษณ์ของ 'แอง่ ' ตรงสว่ นหลงั ทงิ ้ ไป
คงเหลอื แตส่ ญั ลกั ษณ์ 'คน' ทเ่ี คยพลดั ตกลงมาเทา่ นนั้
ใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' กําหนดให้ 'ภาพสญั ลกั ษณ์สามขดี ' นี ้
ใช้ภาพสญั ลกั ษณ์ทางธรรมชาตเิ ป็ น 'หลมุ ', 'บอ่ ', หรือวา่ 'แอง่ นาํ ้ '
424
ลกั ษณะของ 'แอง่ นาํ ้ ' หรือ 'นาํ ้ ' ที่หมายถงึ 坎 นี ้
ไมไ่ ด้มีความใหญ่โตเหมอื นกบั 'บงึ ' หรือ 'ทะเลสาบ' ในสญั ลกั ษณ์ 兑 (☱, duì)
แตจ่ ะมีลกั ษณะเหมอื น pit หรือ pool เสยี มากกวา่
ซงึ่ 'ผ้คู น' ทอ่ี ยใู่ น pit หรือ pool ทีว่ า่ นี ้
จะต้องมีความระมดั ระวงั ไมใ่ ห้เสยี หลกั เซถลา และจะต้องมคี วามมานะบากบน่ั
เพ่ือท่จี ะสามารถก้าวออกจาก 'แอง่ ' หรือ pool ในลกั ษณะที่วา่ นไี ้ ด้อยา่ งประสบผลสาํ เร็จ
เลอื กทจ่ี ะใช้ภาพสญั ลกั ษณ์นแี ้ ทน HRM หรือ Human Resource Manager
เพอ่ื จะสะท้อนให้เห็นถึง
ภาระหน้าท่ีทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การพฒั นาบคุ ลากร และผลกั ดนั ให้ทกุ ๆ คน
สามารถก้าวข้ามความยากลาํ บาก และอปุ สรรคตา่ งๆ
ท่ีต้องประสบในหน้าทก่ี ารงานของตนออกไปให้ได้อยา่ งสมบรู ณ์
425
☳ ถกู กําหนดให้มชี ื่อเรียกวา่ 震 สะกดด้วย pinyin เป็ น zhèn อา่ นวา่ 'เจิน้ '
ภาพอกั ษรนปี ้ ระกอบด้วย
สว่ นบนท่เี ป็ นภาพของ 'ฝน' (雨, yǔ)
ซงึ่ มขี ดี ขวางด้านบนสดุ หมายถึง 'ท้องฟ้ า'
ขีดโค้งๆ ที่ตา่ํ ลงมาจากฟ้ าแทน 'เมฆ' และมี 'หยดนาํ ้ ' ใต้เมฆเป็ น 'เม็ดฝน'
สว่ นลา่ งของภาพอกั ษรคอื 辰 (chén) ทแ่ี ปลวา่ 'เวลา'
แตใ่ นสมยั กอ่ นมนั ยงั มคี วามหมายวา่ 'การสน่ั สะเทอื น' ด้วย
และทาํ ให้ 震 คํานหี ้ มายถงึ 'การสน่ั สะเทือน'
ใน 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' กําหนดให้ใช้ภาพของ 'ฟ้ าร้อง' หรือ Thunder เป็ นภาพสญั ลกั ษณ์ของ 震
เพราะหากพจิ ารณาจากภาพอกั ษรแล้ว
เส้นขยกุ ขยกิ ด้านลา่ งของภาพอกั ษร 'ฝน'
จะดคู ล้ายกบั ภาพของ 'สายฟ้ า' ท่กี ําลงั ฟาดลงมาจากเมฆในขณะทฝี่ นฟ้ าคะนองนนั่ เอง
ในองค์กรตา่ งๆ นนั้
หนว่ ยงานทด่ี จู ะต้องโฉ่งฉา่ งท่สี ดุ ก็นา่ จะเป็ นงานด้าน 'การตลาด'
ทีม่ กั จะต้องมกี ารโฆษณาประชาสมั พนั ธ์
มีการจดั โปรแกรมลดแลกแจกแถมสาํ หรับสนิ ค้าหรือบริการตา่ งๆ
มกี ารป่ าวร้องเพื่อแจ้งขา่ วคราวกิจกรรมขององคก์ รออกไปสโู่ ลกภายนอก
เรียกวา่ เป็ นหนว่ ยงานทจ่ี ะมี 'ความสะเทือน' อยา่ งชดั เจนทีส่ ดุ
เพราะฉะนนั ้ จงึ คดิ วา่ CMO หรือ Chief Marketing Officer
นา่ จะเป็ นตําแหนง่ หน้าที่ทเี่ หมาะกบั ภาพสญั ลกั ษณ์ของ 'ฟ้ าร้อง' นมี ้ ากท่สี ดุ
426
☴ ถกู กําหนดให้มชี ่ือเรียกวา่ 巽 สะกดด้วย pinyin เป็ น xùn อา่ นวา่ 'ซวฺ ิ่น' หรือ 'สวฺ นิ ้ '
ภาพอกั ษรดงั้ เดมิ ของ 巽 นนั้ ประกอบด้วยสว่ นบนทีเ่ ป็ นภาพของ 'ง'ู สองตวั
เพ่อื แทนความหมายของ 'ความยดื หยนุ่ ' และ 'ความตอ่ เนื่อง'
สว่ นลา่ งของภาพอกั ษรคอื ตวั 共 (gòng) ซงึ่ มคี วามหมายวา่ 'อยรู่ ่วมกนั ' หรือ Together
และทาํ ให้ภาพอกั ษร 巽 นถี ้ กู กาํ หนดให้ใช้ภาพสญั ลกั ษณ์ 'ลม'
แทนความหมายของ 'การเคลอ่ื นที่' หรือ 'การดาํ เนินการ' อยา่ งนมุ่ นวลและตอ่ เนือ่ งไปกบั
'กระแสลม'
เราเองกเ็ พงิ่ จะรู้วา่ ชาวจีนโบราณนนั้ ไมไ่ ด้รังเกียจรังงอนอะไรกบั 'ง'ู เหมอื นกบั พวกฝรัง่
ถงึ ขนาดที่เอาสญั ลกั ษณ์ของ 'ง'ู มาใช้ในความหมายดีๆ อยา่ ง 'ความยดื หยนุ่ '
หรือ 'ความตอ่ เนอ่ื ง' อยา่ งท่ีเห็นในภาพอกั ษรนี ้
เพราะถ้าให้เราตคี วามจากภาพ
เราก็อาจจะตีความเจ้าเส้นขยกุ ขยิกด้านบนนนั้ วา่ เป็ น 'คลนื่ ความร้อน' ทีล่ อยตวั สงู ขนึ ้
แล้วสว่ นลา่ งก็นา่ จะหมายถงึ การไหลเข้ามาแทนท่ีของอากาศที่เยน็ กวา่
ซง่ึ เป็ นปรากฏกรณ์ทท่ี าํ ให้เกดิ 'กระแสลม' ในธรรมชาติ
427
อยา่ งไรก็ตาม หากคดิ วา่ ภายในองค์กรทกุ ๆ แหง่
หนว่ ยงานท่นี า่ จะได้ถือครองภาพสญั ลกั ษณ์นกี ้ ็นา่ จะเป็ นงานด้าน 'การเงิน' เทา่ นนั้
เพราะเป็ นสว่ นงานท่ีจําเป็ นต้องมี 'การหมนุ เวยี น' อยา่ ง 'ตอ่ เนอ่ื ง'
และต้องมี 'ความยดื หยนุ่ ' ทีจ่ ะสามารถแทรกตวั ลงไปในแตล่ ะภารกิจได้อยา่ งเหมาะสม
ในขณะทภ่ี าพของ 'ง'ู ท่ปี รากฏอยใู่ นภาพอกั ษรนนั้
ก็อาจจะตคี วามได้วา่ งานด้าน 'การเงิน' นจี ้ ะต้องบริหารจดั การด้วย 'ความระมดั ระวงั ' อยา่ งยิง่ ยวด
มิฉะนนั้ แล้วเจ้า 'ง'ู นนั้ เอง
ทก่ี ลบั จะกอ่ ให้เกดิ อนั ตรายแก่องค์กรโดยรวมได้อยา่ งยากทจี่ ะเยยี วยาแก้ไข
ด้วยเหตนุ ี ้หากจะเรียกชื่อตําแหนง่ ที่ใช้เทยี บเคยี งกบั ภาพสญั ลกั ษณ์ 'ลม'
ก็นา่ จะเลอื กใช้ CFO หรือ Chief Financial Officer เทา่ นนั ้
เราสาธยายมาครบทงั้ แปดสญั ลกั ษณ์กนั แล้ว
และคดิ วา่ เรานา่ จะลองจบั ตาํ แหนง่ ตา่ งๆ มาเรียงไว้ด้วยกนั
เพื่อตรวจสอบดซู กั หนอ่ ยวา่ มีความครบถ้วน
และมีความเหมาะสมแก่ความหมายทจ่ี ะเอามาเทียบเคียงมากน้อยแคไ่ หน
428
ถ้าเรียงตาม 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi เรากจ็ ะได้ตารางนี ้
ซงึ่ จะเห็นภาพของ 'การคานอํานาจ' เพ่ือรักษาสมดลุ ในระบบของแตล่ ะคเู่ ป็ นอยา่ งนี ้
☷ (000) กลยทุ ธ์ คกู่ บั ☰ (111) นโยบาย
☶ (001) ขา่ วสารข้อมลู คกู่ บั ☱ (110) ฝ่ ายขาย
☵ (010) บคุ ลากร คกู่ บั ☲ (101) สนิ ค้า
☴ (011) การเงิน คกู่ บั ☳ (100) การตลาด
นนั่ ก็คอื นโยบายจะต้องไมฟ่ ้ งุ เฟ้ อจนไมส่ ามารถปฏบิ ตั ิ,
ข้อมลู จะต้องแมน่ ยาํ ชดั เจนเพอ่ื สนบั สนนุ และคอยตรวจสอบกิจกรรมของฝ่ ายขาย,
การพฒั นาบคุ ลากรจะต้องสอดคล้องกบั การพฒั นาสนิ ค้าหรือบริการ,
การเงินจะต้องได้รับการจดั สรรให้พอเหมาะแก่กจิ กรรมทางการตลาด
นก่ี ็คือ 'ลขิ ิตสวรรค์'
ซง่ึ ถือเป็ นกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติทคี่ วรจะต้องดําเนินไปสาํ หรับทกุ ๆ องค์กร
แตถ่ ้าเป็ น 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์' ของ King Wen
เพื่อทําให้เกดิ ความสมดลุ ในทกุ ๆ การขบั เคลอื่ น หรือการเปลย่ี นแปลง เราก็จะได้คปู่ ฏิบตั ทิ ่ีเปลย่ี นไปอีกแบบ
429
จะเหน็ วา่ ซกี ของฝั่งทก่ี ําหนดนโยบาย กบั ซกี ของฝ่ังที่รับสนองนโยบายนนั้
จะถกู รวมไว้ด้วยกนั เป็ นกลมุ่ ก้อนทชี่ ดั เจนมากขนึ ้
อนั เน่ืองมาจากการแลกเปลย่ี น 'พลงั หยิน' และ 'พลงั หยาง' อยา่ งกลมกลนื
โดย ฝ่ ายขาย (☱) จะต้องสนองนโยบายของฝ่ ายการตลาด (☳) ได้อยา่ งเหมาะสม
สนิ ค้า/บริการ (☲) จะต้องมคี วามสอดคล้องกบั ความสามารถของบคุ ลากร (☵)
การเงิน (☴) จะต้องได้รับการจดั สรรให้สมดลุ กบั เป้ าหมาย (☰)
และกลยทุ ธ์ (☷) จะต้องไมข่ ดั แย้งกบั ข้อมลู หรือความเคลอื่ นไหวเปลยี่ นแปลงทแ่ี ท้จริง
สวยงามมากเลยใช่ไหม
เป็ น 'ความลงตวั ' ของความหมาย และภาพสญั ลกั ษณ์ทนี่ า่ สนใจมากเลยทีเดยี ว
ซง่ึ หากเรานําเอาวิธีการตีความแบบนมี ้ าใช้งาน
ก็จะทาํ ให้ 'คมั ภีร์อจี ้ งิ ' ไมไ่ ด้มีสถานภาพเป็ นเพยี ง 'ตําราพยากรณ์' อีกตอ่ ไป
แตก่ ลบั จะสง่ ผลให้ 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขีด' ทงั้ 64 ภาพ หรือบทบนั ทกึ ทงั้ 64 บทของ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' นนั้
กลายสภาพเป็ น The Organization Code ทนั ที
430
ความจริงแล้ว ภาพสญั ลกั ษณ์ทงั้ แปดใน 'โป้ ยกว่ ย'
อนั ถือเป็ น 'สญั ลกั ษณ์ธาต'ุ ของ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' ทเี่ รียงตวั กนั อยรู่ อบ 'วงกลมไท้เก็ก' นนั้
ได้สอ่ื ความหมายท่ีสาํ คญั ประการหนงึ่ ไว้ก็คอื
ไมไ่ ด้บง่ บอกถงึ ความสาํ คญั ทเ่ี หนือกวา่ หรือความสาํ คญั ทด่ี ้อยกวา่ ของ 'สญั ลกั ษณ์ธาต'ุ ใดๆ เลย
ทงั้ หมดตา่ งก็เป็ นองค์ประกอบทจ่ี ะต้องพงึ่ พาอาศยั ซงึ่ กนั และกนั
เพื่อขบั เคลอื่ นทกุ ๆ การเปลย่ี นแปลงให้ไปสจู่ ดุ ท่มี คี วามสมดุลอยา่ งสมา่ํ เสมอ
เชน่ เดียวกบั การนําคตคิ วามคิดนมี ้ าใช้กบั การบริหารองค์กร
เรากต็ ้องไมล่ มื วา่ แตล่ ะตําแหนง่ แตล่ ะหน้าท่ขี ององค์กรทงั้ ระบบนนั้
ตา่ งก็ไมไ่ ด้มีตาํ แหนง่ ใดทมี่ ีความเหนอื กวา่
หรือมีความด้อยกวา่ ในแงข่ องความหมายทแี่ ท้จริงแตป่ ระการใดทงั้ สนิ ้
ยอ่ มขนึ ้ อยกู่ บั สถานการณ์แตล่ ะสถานการณ์ทอ่ี งคก์ รนนั้ ๆ
จะต้องประสบ และจะต้องฟันฝ่ าให้ไปสจู่ ดุ ทีส่ มดลุ ทส่ี ดุ
เพ่อื ธํารงรักษาความอยรู่ อดของทกุ ๆ ชีวิตในองค์กรนนั้ ๆ เอง
ในบางสถานการณ์ เราจําเป็ นต้องใช้ การตลาดนาํ การเงิน
หรือบางครงั้ เราก็ต้องใช้ การขา่ วและข้อมลู มาเป็ นตวั กําหนดนโยาย
หรือบางทีเราก็อาจจะต้องใช้ สนิ ค้า/บริการเป็ นตวั ชีน้ าํ กลยทุ ธ์ ฯลฯ
ซงึ่ 'ข้อแนะนาํ ' ท่ีปรากฏใน 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' นนั้
ก็จะเปรียบเสมือนหนงึ่ เป็ น 'คําชแี ้ นะ'
สาํ หรับการดาํ เนินงานใดๆ ตามแผนทีก่ ําหนดไว้
หรือเป็ น 'ข้อคิด' ทมี่ ีไว้เพอื่ ชีน้ ําการปฏิบตั งิ านของแตล่ ะระดบั ในการประกอบกิจการ
ณ สถานการณ์หนง่ึ ๆ ไมว่ า่ จะเป็ น ระดบั นโยบาย, ระดบั บริหาร, หรือระดบั ปฏบิ ตั กิ ารกต็ าม
431
ตงั้ แตเ่ มอื่ หลายปี ก่อน ได้มโี อกาสซือ้ หนงั สอื ที่เกี่ยวกบั 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' มีเลม่ หนงึ่ ทีน่ า่ สนใจคือ
The Tao of Organization : The I Ching for Group Dynamics ของ Thomas Clearly
ซงึ่ เป็ นหนง่ึ ในจํานวนนกั วชิ าการด้านศาสตร์ตะวนั ออก
และมีผลงานการค้นคว้าวจิ ยั เกย่ี วกบั คมั ภรี ์โบราณของจีนไว้หลายเลม่ ด้วยกนั
โดยเฉพาะ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' ทีเ่ ขยี นวเิ คราะหเ์ พือ่ เปรียบเทยี บกบั ลทั ธิเตา๋
เปรียบเทยี บกบั ปรัชญาแนวพทุ ธ และเปรียบเทยี บกบั คติความเชื่อแบบฮินดู
ซงึ่ มกี ารจดั รวมไว้เป็ นชดุ ที่เกี่ยวกบั คมั ภรี ์เลม่ สาํ คญั เลม่ นโี ้ ดยเฉพาะ
แม้วา่ การนาํ เสนอของ Thomas Clearly จะไมไ่ ด้จาํ แนก 'ธาตขุ ององคก์ ร' ออกมาในลกั ษณะอยา่ งท่ีได้กลา่ วไปนี ้
แตก่ ็มแี นวคิดของการนํา 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' มาประยกุ ต์ใช้กบั การบริหารองค์กรอยา่ งชดั เจน
ซงึ่ สว่ นใหญ่ก็ยงั อิงอยกู่ บั วิธีการ 'เสย่ี งทาย' ด้วยไม้ตวิ ้ , ไม้เซยี มซ,ี หรือการโยนเหรียญ
เหมือนกบั วิธีการนําเสนอเร่ืองราวของ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' ในแบบยอดนยิ มทวั่ ๆ ไป
แตน่ นั่ ก็เพยี งพอแล้วสาํ หรับการทําให้เรายงั คงนกึ อยากที่จะเขยี น The Organization Code ในแบบฉบบั ของตวั เองขนึ ้ มาบ้าง
432
ทฤษฎที ก่ี าหนดขึน้ มาเอง
https://bit.ly/3jEv7hp
ถ้าไลไ่ ปตามความหมายในภาคทฤษฎีท่ีร่ายเอาไว้ตงั้ แตต่ ้น 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขีด' ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
จะถกู ชําแหละออกเป็ น 'สามสว่ น' หรือ 'สามระดบั ชนั้ ' เสมอ
โดยท่ีแตล่ ะสว่ น หรือแตล่ ะระดบั ชนั้
จะประกอบด้วย 'ภาพสญั ลกั ษณ์สองขีด' คอื ⚎, ⚌, ⚍, และ ⚏ ตามตําแหนง่ ตา่ งๆ บน Sine Curve
ซง่ึ จะวนเป็ นวฏั จกั รไปเร่ือยๆ
โดยถ้าเขียนออกมาเป็ น Biorhythms ก็นา่ จะเห็นภาพท่ีคอ่ นข้างชดั เจนเหมอื นอยา่ งท่ีกลา่ วไปแล้ว
ซง่ึ ถ้าจะมีใครนกึ สนกุ กวา่ นี ้
ก็อาจจะเอา 'วนั ท่ีเริ่มกอ่ ตงั้ องค์กร' ไปกําหนดเป็ น 'วนั เกิดขององค์กร'
เพอื่ เขียนเป็ น Organization Biorhythms ขนึ ้ มา
แล้วก็อา่ นเส้นกราฟเพื่อเขยี นออกมาเป็ น 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขดี '
ก่อนทีจ่ ะไปค้นหวั ข้อนนั้ ๆ ในคมั ภรี ์ก็ไมน่ า่ จะแปลกประหลาดอะไร
อนั นนี ้ กึ เลน่ ๆ สนกุ ๆ กนั ได้อยแู่ ล้ว
แตถ่ ้าจะเลน่ ตามวธิ ีท่ีเราคิดเอาไว้ ก็อยากจะแนะนาํ ให้ใช้วธิ ีการแบบ Deliberative มากกวา่
คอื เป็ นวิธีการทเ่ี ราควรจะใช้เวลา 'ทบทวนตวั เอง' วา่
จริงๆ แล้ว เรากําลงั อยใู่ นสถานการณ์แบบไหนสาํ หรับแตล่ ะปัญหา
หรือแตล่ ะคาํ ถามทเี่ รากาํ ลงั นกึ อยากจะหา 'ทางออก' ที่ 'สร้างสรรค์' กวา่ เดมิ
ซง่ึ สมมตุ วิ า่ ถ้าบททเ่ี ราเลอื กขนึ ้ มาอา่ นนนั้
เกิดให้คาํ ตอบท่ไี มค่ อ่ ยจะถกู ใจเราสกั เทา่ ไหร่
เราก็ควรจะต้องย้อน 'ทบทวนตวั เอง' อกี ครัง้ สองครัง้ วา่
เรากําหนดเง่ือนไขของสถานการณ์
ให้สอดคล้องกบั ความเป็ นจริงแล้วหรือยงั มอี ะไรที่ยงั ตกหลน่
หรือมอี ะไรท่เี ราตีความสถานการณ์ผิดพลาดไปบ้างไหม
หรือจริงๆ แล้วตวั เราเองต้องการจะเหน็ สถานการณ์แบบไหนกนั แน่
433
แล้วก็เลอื กอา่ นเสยี ใหม่
เพือ่ จะดวู า่ ในแตล่ ะสถานการณ์ทเี่ รากําลงั ประสบอยนู่ นั้
เรามี 'ทางเลอื ก' ทจ่ี ะปฏิบตั ิมากน้อยแคไ่ หน
มีอะไรบ้างท่นี า่ จะต้องระมดั ระวงั
มีอะไรบ้างท่ีต้องรีบเร่ง
มีอะไรบ้างที่ควรจะรงั้ รอ ฯลฯ
เนอ่ื งจาก เพราะไมค่ อ่ ยนิยมการเสยี่ งทาย และคอ่ นข้างจะเชื่อมนั่ วา่
ทงั้ หลายทงั้ ปวงของ 'พิธีกรรมขอคําปรึกษา' จาก 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' นนั้
ล้วนแล้วแตเ่ ป็ น 'กศุ โลบาย' เพ่ือให้เรา 'ทบทวนตวั เอง' ทงั้ สนิ ้
ถ้าเชน่ นนั้ ที่หลายๆ ตาํ รา
เขาพยายามโฆษณาวธิ ีการเสย่ี งทายท่ีรํ่าลอื กนั นกั หนาวา่ แสนจะแมน่ ยาํ เลา่
พร้อมๆ กบั สาํ ทบั ไว้ด้วยวา่
ไมค่ วรจะเสย่ี งทายมากกวา่ หนง่ึ ครัง้ ตอ่ หนงึ่ คาํ ถาม ไม่เช่นนนั้ จะไมศ่ กั ด์สทิ ธ์ิ
ยอ่ มใช้คาํ อธิบายอยา่ งนนั้ ได้เหมอื นกนั
คือต้องมองวา่ หากเราจะเลน่ เป็น Random Words กนั จริงๆ
การทเ่ี ราสร้างเง่ือนไขจํากดั
ให้ตวั เองต้อง 'ครุ่นคดิ ' หรือ deliberate
ให้จําเพาะเรื่องเฉพาะจดุ หรือ 'เฉพาะคํา' ที่ถกู 'สมุ่ ' ขนึ ้ มา
การไมเ่ สยี่ งทายซาํ ้ หรือการท่เี ราไมพ่ ยายามมองหาภาพสญั ลกั ษณ์อนั ใหม่
ยอ่ มเป็ นวธิ ีเลน่ วธิ ีหนง่ึ ท่ี 'บงั คบั ' ให้เราต้อง 'คิด' เพ่ือหาอะไรบางอยา่ งออกมาให้ได้
ทกุ ๆ 'ความคดิ สร้างสรรค์' ในจกั รวาลแหง่ นี ้
ล้วนแล้วแตเ่ ป็ นผลพวงท่ไี ด้รับจาก 'ความบีบคนั้ '
ทผี่ ้สู ร้างสรรค์หนงึ่ ๆ 'จงใจ' ที่จะ 'บบี คนั้ ตวั เอง' ทงั้ สนิ ้
434
'การคดิ นอกกรอบ' ไมไ่ ด้หมายถงึ การคดิ อยา่ งไร้ระเบยี บแบบแผน
แตค่ ือการคดิ อยา่ งมรี ะบบระเบยี บอยา่ งยิ่งยวด
เพือ่ ทจ่ี ะ 'กลน่ั ' เอา 'ธาตแุ ท้' อนั เป็ นสดุ ยอดทีส่ ดุ ของระบบระเบยี บนนั้ ๆ ออกมาให้ได้
โดยอาศยั 'เป้ าหมายทีต่ ้องการ'
เป็ นตวั 'กําหนดกรอบใหม'่ ที่เป็ นไปได้ในทางปฏบิ ตั เิ สมอ
เราถงึ ไมเ่ รียกการถา่ ยอจุ จาระเรี่ยราดของสนุ ขั ข้างถนนวา่ Creative จริงไหม
สมมตุ ิวา่ ไมช่ อบวธิ ีการท่ีกลา่ วมาทงั้ หมดนเี ้ลย จะต้องทําเชน่ ไร
งา่ ยมากดงั นี ้แคเ่ รากําหนดทฤษฎใี หมข่ นึ ้ มา
อยา่ งเช่นวา่
ถ้าเอา 'ภาพสญั ลกั ษณ์สามขดี ' ใน 'โป้ ยกว่ ย'
ไปแทนหน้าที่การงานตา่ งๆ ทถี่ ือเป็ น 'แกนหลกั ' หรือ 'องค์ประกอบธาต'ุ ขององค์กร
ยกตวั อยา่ งท่ตี วั หวั เลยก็ได้ … ☰ ทเี่ ราแทนด้วยตาํ แหนง่ CEO หรือ Chief Executive Officer
แล้วเราก็บอกวา่ ทกุ ๆ องค์ประกอบ
จะต้องมี 'หยนิ ' และ 'หยาง' ผสมอยู่
ด้วยสดั สว่ นตา่ งๆ กนั เสมอตามหลกั ของ 'ไท้เก๊ก'
แตส่ ง่ิ ท่ปี รากฏสสู่ ายตาของพวกเราเทา่ นนั้
ทจี่ ะเห็นวา่ มนั เป็ น 'หยิน' หรือเป็น 'หยาง'
ซงึ่ ถ้าคดิ อยา่ งนนั้ 'หลกั ในการครองตน' ของผ้นู ํา หรือ 'หลกั แหง่ ผ้นู ํา' ตาม 'คมั ภีร์อจี ้ ิง'
ก็นา่ จะต้องมี 8 ประการ 48 ข้อปฏิบตั ิ
เพราะภาพสญั ลกั ษณ์ ☰ ยอ่ มสบื เน่อื งมาจากองค์ประกอบทเี่ ป็ นไปได้ 8 ประการ
ซงึ่ กค็ ือ 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขดี ' ที่มีเส้นท่ี 2, 4, 6 (นบั จากลา่ งขนึ ้ บน)
เป็ นเส้น 'หยาง'
เพราะนน่ั คือ 'ตาํ แหนง่ ของสญั ลกั ษณ์ทีแ่ สดงออกภายนอก' ตามทฤษฎแี บบ 'อจี ้ ิง'
โดยรายละเอยี ดของแตล่ ะสญั ลกั ษณ์
ก็จะมี 'ข้อแนะนํา' สญั ลกั ษณ์ละ 6 ประการ รวมเป็ น 48 ข้อปฏิบตั ิของ 'ผ้นู าํ '
เรื่องนนี ้ า่ สนกุ เพราะเพง่ิ จะคิดขนึ ้ มาระหวา่ งทเ่ี ขยี นเอกสารฉบบั นเี ้อง
วา่ แล้วก็ทาํ เป็ นตารางไว้เสยี เลย เพอ่ื จะได้หยบิ มาอธิบายได้อยา่ งสะดวก
435
สงิ่ หนงึ่ ทอี่ าจจะรบกวนจิตใจใครหลายๆ คนก็คอื
เวลาทเ่ี อย่ ถงึ 'หยนิ ' และ 'หยาง' ด้วยคาํ อนื่ ที่มี 'คา่ ทางความรู้สกึ ' แตกตา่ งกนั
ไมว่ า่ จะเป็ น 'ลบ-บวก', 'หญิง-ชาย', 'ออ่ น-แข็ง', 'มืด-สวา่ ง', 'ดํา-ขาว', 'passive-active' ฯลฯ
เหลา่ นลี ้ ้วนแล้วแตม่ ี 'คา่ ทางความรู้สกึ ' ทส่ี ง่ ผลเป็ น 'ชอบ' หรือ 'ไมช่ อบ' แทบทงั้ สนิ ้
ทงั้ ๆ ทจ่ี ริงๆ แล้วคาํ วา่ 'หยนิ ' กบั 'หยาง' นนั้
เป็ นเพียงคาํ กลางๆ ทีไ่ มไ่ ด้ให้คณุ คา่ ในแงข่ อง 'ด'ี หรือ 'ไมด่ ี' แตป่ ระการใดเลย
เพราะฉะนนั้ เพอ่ื ที่จะหาคาํ มากลบเกลอ่ื นความรู้สกึ ที่ไมค่ อ่ ยดีทงั้ หลายออกไปให้หมด
เราจงึ คิดวา่ จะใช้คาํ ทแ่ี สดงความเป็ น 'หยิน' และ 'หยาง' ในแบบที่ให้ความรู้สกึ เป็ นกลางๆ แทน
หรืออยา่ งน้อยท่ีสดุ ก็ไมถ่ งึ กบั กอ่ ให้เกิดความรู้สกึ ในด้านทไี่ มด่ ีขนึ ้ มา
436
ซง่ึ ในที่นเี ้ราก็จะแยกออกเป็ น 2 กลมุ่ คือ กลมุ่ ทจ่ี ะใช้กบั Biorhythms
กบั กลมุ่ ท่จี ะใช้กบั Organization Code
ฟังดสู บายๆ ในแงข่ องการดาํ รงชวี ิต แล้วกด็ เู ป็ นกลางๆ
เหมือนปรกติของการปฏิบตั ิงานทว่ั ๆ ไปดีเหมอื นกนั
ซง่ึ กย็ งั พอจะได้ความรู้สกึ ทเี่ ป็ น 'หยนิ ' หรือ 'หยาง' ไปพร้อมๆ กนั อกี ตา่ งหาก
แล้วมนั ก็ยงั ฟังดเู ป็ นกระบวนการท่สี ามารถตอ่ เน่ืองเป็ นวฏั จกั รกนั ได้ด้วย
หากใช้ทฤษฎีของเราตามนี ้
สมมตุ ิวา่ เราได้ 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขดี ' ออกมาเป็ น 'วนั เกิด'
เราก็จะ 'ตีความ' ให้ออกมาเป็ นวา่ “อารมณ์สดช่ืน – ปัญญาสดชื่น – สขุ ภาพสดช่ืน”
แตถ่ ้าเป็ นองค์กรเราก็จะอา่ นวา่ “นโยบายเตรียมรุก – แผนงานเตรียมรุก – ฝ่ ายปฏิบตั กิ ารเตรียมรุก”
ซง่ึ ก็ฟังดคู กึ คกั กระฉบั กระเฉงดี
เหมือนกาํ ลงั เตรียมพร้อมทจี่ ะประกาศใช้ campaign ใหมอ่ ะไรสกั อยา่ ง
ซงึ่ หากเปรียบเทยี บกบั สญั ลกั ษณ์ของ 'อจี ้ ิง'
ก็จะเหน็ เป็ นสญั ลกั ษณ์ของ 'ไฟท่อี ยเู่ หนือนาํ ้ '
หรือแปลกลบั มาเป็ น Organization Code
ก็จะแปลได้วา่ เป็ นวาระของแผนปฏิบตั กิ ารทีจ่ ะใช้ 'ผลติ ภณั ฑ์ชธู งนําหน้าบคุ ลากร'
437
ก็ถือโอกาสบอกเลา่ วิธีการ 'ตคี วาม' กบั ถ้อยคาํ ทค่ี ดิ วา่ จะนาํ มาใช้ในเอกสารฉบบั นี ้
ให้พอเป็ นแนวทางไว้เทา่ นกี ้ ่อน แล้วก็เลยชวนคยุ เลน่ คยุ หวั ไปตามประสา
สว่ นหนง่ึ ก็เพยี งแตอ่ ยากจะชีใ้ ห้เห็นวา่ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' นนั้ มีความยืดหยนุ่ ตอ่ การอา่ นมากๆ
ซงึ่ เราสามารถเลอื กอา่ นได้หลายแบบหลายวธิ ี
ขนึ ้ อยกู่ บั วา่ เรานกึ สนกุ พอท่ีจะหยิบเอาเหลย่ี มมมุ ไหน
มาคดิ แล้วขยายความตอ่ ยอดออกไป
หลายคนอาจจะเคยคดิ เป็ นคาํ ถามไว้วา่ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' ที่มเี พยี ง 64 บทนนั้
จะสามารถครอบคลมุ เร่ืองราวได้มากมายแคไ่ หนกนั
ซง่ึ เราก็เคยคดิ ในมมุ แบบนดี ้ ้วย
การที่เราเพยี งแคพ่ จิ ารณาให้ ⚋ หมายถงึ 0 และให้ ⚊ หมายถึง 1
เม่ือเอามาเรียงซ้อนกนั 6 ขีด มนั ก็ยอ่ มหนีไมพ่ ้น 2^6 ซง่ึ ก็จะมีคา่ เทา่ กบั 64 เสมอ
แตห่ ากเราเลอื กทีจ่ ะพจิ ารณาให้ทงั้ 64 บทเป็ นสว่ นผสมของ 'หยนิ ' และ 'หยาง' ที่ไมใ่ ช่ 'หยนิ ' หรือ 'หยาง' อนั เดมิ เลา่
ถ้าเราเลอื กพจิ ารณาที่ 'คาํ อธิบาย' ซงึ่ กํากบั ไว้ในแตล่ ะตําแหนง่
และมองวา่ สามารถเปลย่ี นแปลงสลบั ไปสลบั มา
ตามความเปลยี่ นแปลงของขดี อน่ื ๆ ทรี่ วมอยใู่ นชดุ คาํ อธิบายเหลา่ นีไ้ ด้
นนั่ ก็หมายความวา่ ในแตล่ ะตาํ แหนง่ ของ 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขีด' ท่ีเราเหน็ นนั้
สามารถทจี่ ะเปลย่ี นแปลงได้ตาํ แหนง่ ละ 64 แบบ
ไมใ่ ช่แค่ 2 แบบท่เี ป็ น ⚋ หรือ ⚊ อยา่ งทีเ่ คยเข้าใจกนั
ซง่ึ กจ็ ะมผี ลให้ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
สามารถเสนอ 'ข้อแนะนํา' ตอ่ สถานการณ์ตา่ งๆ ได้มากถงึ 64^6
หรือ 68,719,476,736 แบบ
นี่ยงั ไมน่ บั รวมวา่
ถ้าเรามองให้ทงั้ 384 ขดี ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' เป็ นอนกุ รมท่ตี อ่ เนือ่ งกนั ตลอด 384 ตาํ แหนง่ เลา่
เพราะฉะนนั้ อยา่ มวั คดิ ถงึ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิงฉบบั สมบรู ณ์' ให้สยองอารมณ์ตวั เองเลยจะดกี วา่
เอาแคห่ ามมุ สบายๆ เพ่อื คิดอะไรสนกุ ๆ ไปกบั คาํ อธิบายเหลา่ นีไ้ ด้บ้าง เทา่ นนั้ ก็นา่ จะเพยี งพอแล้ว
438
ลาดบั อนุกรมของโจวเหวนิ อ๋อง
https://bit.ly/37SVjmd
นง่ั พิจารณา 'ลาํ ดบั อนกุ รม' ของ King Wen หรือ 'โจวเหวินออ๋ ง' อยเู่ สยี หลายวนั
แตจ่ นแล้วจนรอดก็เดาไมอ่ อกวา่
ลาํ ดบั ทงั้ หลายทเี่ รียงกนั เป็ นบทตา่ งๆ ใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' นนั้
ถกู กาํ หนดขนึ ้ มาจากมาตรฐานไหนกนั แน่ ซงึ่ อาจจะเป็ นไปได้วา่
ลาํ ดบั ทงั้ หมดเหลา่ นนั้ ไมไ่ ด้ถกู จดั เรียงตามหลกั คณิตศาสตร์ใดๆ อยา่ งตายตวั
แตก่ ็มคี วามชดั เจนมากๆ ด้วยวา่
ลาํ ดบั ทงั้ หมดไมไ่ ด้ถกู เรียงไว้ด้วย 'การสมุ่ ' อยา่ งแนน่ อน
และดเู หมือนกบั มีความพยายามทจี่ ะสอ่ื ความหมายบางอยา่ งเอาไว้
ด้วย 'ลาํ ดบั อนกุ รม' ทีค่ อ่ นข้างจะสลบั ซบั ซ้อนเหลา่ นนั้
แรกสดุ เลยก็คือ อนกุ รมทงั้ หมดถกู เร่ิมต้นด้วย
(乾, qián, เชี๋ยน) กบั (坤, kūn, คนุ ) ซง่ึ ถือเป็ น 'หยางบริสทุ ธ์ิ' และ 'หยนิ บริสทุ ธ์ิ'
https://bit.ly/3mvgG0Q
https://bit.ly/3kUkf0x
และจบลงด้วย (既濟, jì jì, จี ้จี)้ กบั (未濟, wèi jì, เวย่ จี)้ ซง่ึ เป็ นบทที่ 63 และ 64
โดยมี 'ภาพสญั ลกั ษณ์' ทมี่ ีการสอดประสานกนั ระหวา่ ง 'หยนิ ' และ 'หยาง' อยา่ งสมบรู ณ์แบบท่ีสดุ
ดงั นนั้ จงึ ดเู หมอื นกบั เป็ นการสะท้อนความหมาย
ให้เหน็ ถงึ พฒั นาการจาก 'ความสดุ ขวั้ ' ไปสู่ 'ความสมดลุ ' ในที่สดุ นน่ั เอง
ซง่ึ เป็ นไปได้อยา่ งมากวา่ King Wen กบั 'จิวกง'
นา่ จะตงั้ ใจให้บทท่ี 1 และ 2 เป็ น 'บทนํา'
โดยมีบทท่ี 63 และ 64 เป็ น 'บทสรุป' ของคมั ภีร์ทงั้ ฉบบั
http://goozhuqi.info/index.php/Part_III__ZChing_64_Verses
439
ปริศนาทเ่ี ป็ นข้อถกเถียงข้อหนงึ่ ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
ก็คือ การทม่ี นั ถกู แบง่ ออกเป็ น 2 ภาคตรงบทท่ี 30 แทนท่ีจะเป็ นบทที่ 32 เพราะเนอื ้ ความของคมั ภรี ์มอี ยู่ 64 บท
แตเ่ มอื่ เราตดั หวั ท้ายออกไป 4 บทเสยี แล้ว (คอื เป็ น 'บทนํา' กบั 'บทสรุป')
คมั ภรี ์สว่ นที่เหลอื ก็จะมเี พยี ง 60 บทเทา่ นนั้
ซงึ่ ก็จะทาํ ให้ 'กงึ่ หนงึ่ ' ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' อยตู่ รงบทท่ี 30 อยา่ งลงตวั พอดี
ซง่ึ แม้วา่ มนั จะทาํ ให้ 'ภาคแรก' กบั 'ภาคหลงั '
มีจํานวนบทท่ีไมเ่ ทา่ กนั อยา่ งท่ีถกู ตงั้ เป็ นข้อถกเถียงมาโดยตลอด
แตก่ ารกําหนดให้ 'ก่งึ หนง่ึ ' ของคมั ภรี ์อยตู่ รงบทท่ี 30 นี ้
ต้องถือวา่ เป็ นวิธีการที่รวบรัดหมดจดมากๆ
ในการสอ่ื ความหมายให้รับรู้ความจริงข้อหนง่ึ ที่วา่
เนอื ้ ความทงั้ หมดของคมั ภีร์จะมีเพยี ง 60 บท ไมใ่ ช่ 64 บทอยา่ งทเี่ ข้าใจกนั
ถดั มาก็คอื 'ภาพสญั ลกั ษณ์' ทงั้ 60 บททเี่ หลอื
ถกู ออกแบบให้สลบั หวั สลบั หางกนั เป็ น 'ค'ู่ เสมอ
โดยเร่ิมต้นจาก 3-4, 5-6, 7-8, ... ไปตลอดทงั้ เลม่
ไมเ่ ว้นแม้แตค่ สู่ ดุ ท้ายคอื 63-64 ก็อยใู่ นลกั ษณะของการสลบั หวั สลบั หางด้วยเหมอื นกนั
แตจ่ ะมี 'ภาพสญั ลกั ษณ์' เพยี ง 3 คเู่ ทา่ นนั้ ทีอ่ ยใู่ นลกั ษณะสมมาตร
จนต้องใช้วิธีสลบั 'หยนิ -หยาง' แตล่ ะตาํ แหนง่ แทนการสลบั หวั สลบั หาง
นน่ั ก็คือ 27-2 , 29-30, และ 61-62
ซง่ึ ถ้านบั 1-2 เข้าไปด้วยก็จะมรี วมกนั เป็ น 4 คดู่ ้วยกนั
440
แตถ่ ้าเราจะถือวา่ บทหวั -ท้ายทงั้ สี่
ถกู ใช้เพอื่ สอื่ ความหมายของพฒั นาการจาก 'ความสดุ ขวั้ ' ไปสู่ 'ความสมดลุ '
ก็นา่ จะไมต่ ้องถกู นบั เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีนี ้
ซงึ่ ในชดุ 'คสู่ มมาตร' ทงั้ 3 คทู่ เี่ อย่ ไว้นกี ้ ็มจี ดุ ที่นา่ สนใจอยนู่ ดิ หนอ่ ย
เพราะบทที่ 29-30 ถือเป็ น 'บทสนิ ้ สดุ ' ของ 'ภาคแรก'
โดยมีบทที่ 63-64 เป็ น 'บทสนิ ้ สดุ ' ของ 'ภาคหลงั '
ตาม 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' ฉบบั ม้วนไม้ไผ่
และทงั้ สองคู่ ก็มอี งค์ประกอบ
เป็ น ☲ (離, lí, ล๋ี หมายถึง 'ไฟ') กบั ☵ (兑, dùi, ต้ยุ หมายถึง 'นาํ ้ ', 'ทะเลสาบ') ทเี่ พียงแตส่ ลบั ตาํ แหนง่ กนั เทา่ นนั้
ในขณะทเ่ี ราจะเหน็ วา่ บทที่ 27-28 และบทท่ี 61-62
ซง่ึ มรี ูปร่างหน้าตาทคี่ ล้ายกนั มากๆ
ได้ถกู วางอยใู่ นลาํ ดบั ทสี่ อดคล้องกนั คือเป็ น 'สองบทสดุ ท้าย'
กอ่ นทีจ่ ะถงึ บทสรุปของแตล่ ะภาคของคมั ภีร์
จงึ ไมน่ า่ จะเป็ น 'การสมุ่ ' อยา่ งแนน่ อนท่สี ดุ
นอกจากนนั้ แล้วก็จะมีอกี 3 คทู่ ี่แม้วา่ จะเป็ นการสลบั หวั สลบั หาง
แตก่ ็สามารถมองวา่ เป็ นการสลบั ขวั้ 'หยิน-หยาง' แบบเส้นตอ่ เส้นได้
นนั่ ก็คอื 11-12, 17-18 และ 53-54
ตรงนถี ้ ้านบั 63-64 เข้าไปด้วยก็จะถือวา่ มี 4 คอู่ กี เหมอื นกนั
ซงึ่ นา่ สงั เกตวา่ 1-2 ซง่ึ เป็ น 'บทนํา' จะถกู จดั อยใู่ นชดุ เดียวกบั กลมุ่ ที่สมมาตรกนั 100%
สว่ น 63-64 ซงึ่ เป็ น 'บทสรุป' จะมาอยใู่ นชดุ ท่มี กี ารสลบั หวั สลบั หาง
แตก่ ็เสมือนหนง่ึ มกี ารสลบั ขวั้ 'หยิน-หยาง' แบบเส้นตอ่ เส้นไปพร้อมๆ กนั ด้วย
441
เม่ือไลอ่ า่ นคาํ อธิบายภาพสญั ลกั ษณ์ทงั้ หมดของ King Wen
กบั บทอรรถาธิบายประกอบของ 'จิวกง'
แล้วก็ปรากฏวา่ ความหมายของแตล่ ะขดี ท่บี นั ทกึ ไว้ในบทตา่ งๆ ซงึ่ มีบทละ 6 ขดี นนั้
จะถกู จําแนกออกเป็ น 3 คคู่ อื 1-6, 2-5 และ 3-4
กบั มกี ารเรียงลาํ ดบั ของความหมายของแตล่ ะบท
วนเป็ นวฏั จกั รของ (qián, เช๋ียน) กบั (kūn, คนุ )
สลบั กนั ไปเร่ือยๆ รอบละ 12 บท
คอื 3-8 เป็ นบทที่วา่ ด้วย (qián, เชี๋ยน) แล้ว 9-14 เป็ นบททว่ี า่ ด้วย (kūn, คนุ )
จากนนั้ ก็จะวนกลบั โดยใช้ 15-20 เลา่ เร่ืองของ (qián, เช๋ียน) กบั 21-26 เป็ นเร่ืองของ (kūn, คนุ )
อยา่ งนเี ้ร่ือยไปจนครบ 5 รอบหรือ 60 บท
(รอบสดุ ท้ายคือบทท่ี 51-56 และ 57-62) แล้ว
จงึ สรุปตบท้ายด้วยบทที่ 63-64 ถือเป็ นเสร็จสนิ ้ พธิ ีการ
ซงึ่ ลาํ ดบั ของ 'ภาพสญั ลกั ษณ์' ท่ปี รากฏให้เห็นเป็ นบทตา่ งๆ นนั้
ดเู หมือนจะยงั ไมม่ ใี ครสามารถหาข้อสรุปได้วา่ King Wen เรียงลาํ ดบั ของมนั ทงั้ หมดด้วยอนกุ รมแบบใด
แตก่ ็เป็ นไปได้วา่ King Wen นา่ จะคาํ นงึ ถงึ 'ความหมาย' อะไรบางอยา่ ง
ทตี่ ้องการจะสอ่ื กอ่ นทจี่ ะตดั สนิ ใจเลอื กเอาสญั ลกั ษณ์อนั หนงึ่ อนั ใด
มาใช้แทนความหมายนนั้ ๆ ของตนเอง
นนั่ ก็หมายความวา่ อาจจะไมไ่ ด้เรียงลาํ ดบั ด้วยอนกุ รมทางคณิตศาสตร์ใดๆ เลย
ทีนี ้... ถ้าเราทดลองเอาลาํ ดบั ของบทตา่ งๆ มาเรียงตอ่ กนั เป็ น Sine Curve
โดยกําหนดให้พนื ้ ทเ่ี หนอื 'แกนสมมาตร' เป็ น 'แดนหยาง'
และพนื ้ ทใ่ี ต้ 'แกนสมมาตร' เป็ น 'แดนหยิน'
สว่ นจดุ ตดั ของ Sine Curve บน 'แกนสมมาตร' ทวี่ า่ นี ้
ก็คือจดุ ที่ 'หยนิ -หยาง' มคี วามสมดลุ กนั 100% ซงึ่ ก็คอื (63) และ (64)
โดยกําหนดให้ 'ขาขนึ ้ ' เป็ น ⚍ ทเี่ มอื่ เขยี นเป็ น 3 ชดุ ก็จะออกมาเป็ นสญั ลกั ษณ์ท่ี 63
สว่ น 'ขาลง' ก็เป็ น ⚎ ที่พอเขยี นซ้อนกนั 3 ชดุ ก็จะกลายเป็ นสญั ลกั ษณ์ที่ 64
ซงึ่ จริงๆ แล้วนา่ จะมคี าํ อธิบายในเชิงสญั ลกั ษณ์อยหู่ ลายอยา่ ง
442
แตถ่ ้าใช้เหตผุ ลทีต่ รงๆ เลยก็คือ 'จดุ หมายปลายทางของหยาง (⚌) คอื สาํ นกึ ในคณุ คา่ แหง่ หยนิ (⚎)
และจดุ หมายปลายทางของหยิน (⚏) ก็คือสาํ นกึ ในคณุ คา่ หยาง (⚍)'
จงึ ทาํ ให้ปลายสดุ แหง่ 'หยาง' ควรจะเป็ น ⚎ และปลายสดุ แหง่ 'หยิน' ควรจะเป็ น ⚍
ก่อนท่จี ะเริ่มวนเป็ นวฏั จกั รตอ่ ๆ ไปอยา่ งไมส่ นิ ้ สดุ
ดจู ดุ ท่ถี กู mark ตําแหนง่ ไว้ให้ดี
จดุ ที่ 29-30 จะอยกู่ ึ่งกลางของ curve อยา่ งชดั เจนมากๆ
ในขณะทีจ่ ดุ ที่ 27-28 กบั 61-62
คือคทู่ ่ปี ิ ดหวั ท้ายให้กบั Sine Curve 3 loops ข้างหลงั คล้ายกบั เป็ น 'เครื่องหมายคาํ พดู '
หรือสงิ่ ที่กําหนดกรอบของความหมายอะไรบางอยา่ งเอาไว้
สว่ นจดุ ทมี่ กี ารสลบั ขวั้ 'หยิน-หยาง' ทงั้ 3 คคู่ ือ 11-12, 17-18, และ 53-54
ตา่ งก็อยใู่ นตําแหนง่ ทถี่ ือเป็ น 'ยอดคลน่ื ' ด้วยกนั ทงั้ หมด
แตจ่ ดุ ทเ่ี ป็ น 'ยอดคลน่ื ' ทงั้ หมดของ Sine Curve ชดุ นี ้จะมอี ยดู่ ้วยกนั ทงั้ หมดถงึ 10 จดุ
แตก่ ็ดเู หมอื น King Wen จงใจทจี่ ะเลอื กให้ความสาํ คญั เพยี งแต่ 3 จดุ เทา่ นนั้
ทาํ ไม (สว่ น 29-30 ถือวา่ มคี วามโดดเดน่ เป็ นพเิ ศษในฐานะทเ่ี ป็ น 'ก่ึงกลาง' ของคมั ภีร์ด้วย) กลบั ไมถ่ กู รวม
ทีเ่ หน็ ในรูปจะมจี ดุ ท่ี 51-52 และ 57-58 ถกู ทาํ ให้เหน็ วา่ แตกตา่ งกบั จดุ อื่นๆ เลก็ น้อย
https://bit.ly/37SVjmd
443
ประการแรกกค็ อื นี่คือ 4 ใน 8 ของสญั ลกั ษณ์
ท่ีเรียกวา่ double trigrams
คือมีทอ่ นบนทอ่ นลา่ งเป็ น 'สญั ลกั ษณ์ธาต'ุ เดยี วกนั
โดยสญั ลกั ษณ์ทงั้ 8 ประกอบไปด้วย 1, 2, 29, 30, 51, 52, 57, และ 58
ซงึ่ ใน curve จะไมแ่ สดงจดุ ที่ 1-2 เอาไว้
เพราะเราใช้เป็ นสญั ลกั ษณ์เพ่อื กาํ หนด 'แดนหยาง' และ 'แดนหยิน'
แทนการกําหนดลงไปใน curve
สว่ นจดุ ที่ 29-30 ท่ีดจู ะได้รับปฏิบตั คิ อ่ นข้างพเิ ศษกวา่ จดุ อนื่ ๆ นนั้
สว่ นหนงึ่ ก็เพราะเป็ น double trigrams ด้วยเช่นกนั
นอกเหนือจากความพเิ ศษอยา่ งอน่ื ท่ีกลา่ วถงึ บ้างแล้ว
ในขณะที่ 51-57 และ 52-58 ตา่ งก็เป็ น 'คตู่ รงข้าม' ของกนั และกนั
ทีถ่ กู วางให้อยใู่ น loop เดยี วกนั ของ Sine Curve ชดุ นดี ้ ้วย
(อกี คหู่ นง่ึ ท่มี อี าการลกั ษณะคล้ายๆ กนั คอื 7-13 และ 8-14
ทแ่ี ม้วา่ จะไมใ่ ช่ double trigrams
แตก่ ็เป็ นสญั ลกั ษณ์ท่ีประกอบด้วย 'สญั ลกั ษณ์ธาต'ุ หลกั คอื ☰, ☷, ☲, ☵
ซงึ่ เป็ นสญั ลกั ษณ์ประจาํ แกนสมมาตร
หรือทศิ ทงั้ สใี่ นภาพ 'โป้ ยก่วย' ของ Fu Xi ด้วย
จงึ ไมค่ อ่ ยนา่ แปลกใจท่จี ะได้รับการวางลงในตาํ แหนง่ ทม่ี ลี กั ษณะพเิ ศษกวา่ คอู่ ื่นๆ อยบู่ ้าง)
444
เมือ่ เหน็ ความเป็ นระบบระเบยี บของการจดั วางลาํ ดบั บท
และการกําหนดภาพสญั ลกั ษณ์ประจําแตล่ ะบทของ King Wen แล้ว
เราแทบจะไมม่ ีเหตผุ ลอนื่ ใดทจี่ ะชีช้ ดั ได้เลยวา่ King Wen ใช้วธิ ีการ 'เดาสมุ่ '
แตล่ าํ ดบั ทงั้ หมดนตี ้ ้องมาจาก 'ความตงั้ ใจ' ทีจ่ ะสอ่ื อะไรบางอยา่ งไว้อยา่ งแนน่ อน
จํานวนของสว่ นประกอบตา่ งๆ ทเี่ หน็ ใน Sine Curve ก็ดจู ะเป็ นการสอ่ื ถงึ อะไรบางอยา่ งได้ เชน่
-12 จดุ ตอ่ loop ดคู ล้ายกบั จะหมายถึง 12 ปี นกั ษตั ร ซง่ึ ปรกตจิ ะใช้เป็ น 'การนบั รอบอาย'ุ ของผ้คู นทวั่ ๆ ไป
-ในขณะที่การนบั เวลาของชาวจนี โบราณจะนบั เป็ น 'ยาม' ซงึ่ แบง่ ออกเป็ น 'ยาม' ละ 2 ชวั่ โมง
เวลาในหนงึ่ วนั จงึ มี '12 ชวั่ ยาม' ตามวิธีการนบั แบบนี ้
-5 loops หรือ 5 รอบตามทเี่ หน็ จะมคี า่ เทา่ กบั 60 ซง่ึ กค็ ือจํานวนบททงั้ หมดของ 'อจี ้ ิง'
แตก่ ็เป็ นตวั เลขเดียวกบั ทชี่ าวเอเชียมกั จะถือวา่ เป็ น 'การครบรอบวนั เกดิ ใหญ่'
ในขณะท่ีในระดบั สากลกเ็ กือบจะถือวา่ นค่ี ือ 'วยั เกษียณ' หรือ 'วยั ที่สนิ ้ สดุ ของการตรากตรําทาํ งาน'
-ในขณะเดยี วกนั เลข 5 ท่ีแสดงเป็ นจํานวนรอบหรือจาํ นวน loop
ก็เป็ นจํานวนตวั เลขที่สอดคล้องกบั 'ธาตทุ งั้ ห้า'
ตามหลกั ปรัชญาของจีนคอื ดิน, นาํ ้ , ไฟ, ไม้, ทอง (หรือโลหะ)
ซงึ่ เป็ นไปได้ไหมวา่ loop ตา่ งๆ เหลา่ นนั้
กําลงั บอกเลา่ ถงึ วฏั จกั รท่ีหนนุ เนอื่ งและหกั ล้างกนั ของ 'ธาตทุ งั้ ห้า'
อนั เป็ นธาตหุ ลกั ของทกุ สรรพสงิ่ รวมทงั้ ปรากฏการณ์ตา่ งๆ ในธรรมชาติด้วย
-จดุ สาํ คญั ทไ่ี ด้รับการ mark ตาํ แหนง่ ไว้เป็ นพิเศษบน curve
อาจจะหมายถงึ 'จดุ หวั เลยี ้ วหวั ตอ่ ' ของแตล่ ะชว่ งอายทุ ตี่ ้องได้รับความเอาใจใสเ่ ป็ นพเิ ศษ
หรือจะต้องมีการทบทวนตนเองอยา่ งลกึ ซงึ ้
เพื่อทจ่ี ะดาํ เนนิ กิจกรรมตา่ งๆ ของชีวติ ตอ่ ไปอยา่ งราบร่ืน
มนั จงึ ถกู สะท้อนด้วยการใช้สญั ลกั ษณ์ท่ีไมม่ ี 'คตู่ รงข้าม' ท่ีนอกเหนือจากคขู่ องมนั เอง
โดยจดุ critical points เหลา่ นี ้
เหมือนกบั ถกู กําหนดให้อยใู่ น 3-4 ชว่ งอายคุ อื 11-12 ซง่ึ เป็ นวยั เดก็ ,
17-18 เป็ นวยั รุ่น, 29-30 เป็ นวยั ทาํ งานและการสร้างครอบครวั ,
53-54 คือบนั้ ปลายก่อนวยั เกษียณ
ซงึ่ จะต้องกําหนดตวั บคุ คลท่จี ะรบั สบื ทอดเจตนารมณ์ไปยงั รุ่นตอ่ ๆไป
ซง่ึ ตวั เลขเหลา่ นดี ้ จู ะสอดคล้องกบั การดาํ เนินชวี ิตของมนษุ ย์โดยทวั่ ไปอยา่ งมาก ฯลฯ
445
เมอ่ื เราเหน็ แล้ววา่ สญั ลกั ษณ์ทงั้ 64
ตา่ งก็จะมี 'คตู่ รงข้าม' แบบสลบั ขวั้ 'หยิน-หยาง' ของตวั เองเสมอ
เช่น 1-2, 3-50, 4-49, ... 63-64
และความสมบรู ณ์ของสรรพสง่ิ ยอ่ มเกิดจากการประสาน 'ความตรงข้าม' เหลา่ นเี ้ข้าด้วยกนั
(เชน่ เดียวกบั การประสานกนั ของ 'หยิน' และ 'หยาง'
ดงั นนั้ ความสมบรู ณ์ของ loop ตา่ งๆ ทเี่ หน็ ใน Sine Curve ชดุ นี ้
ก็อาจจะหมายถงึ ต้องมกี ารผสม 'คตู่ รงข้าม' ของแตล่ ะจดุ ลงไปด้วย
แตก่ ็ปรากฏวา่ การนําคตู่ รงข้ามของแตล่ ะ loop มาไล่ plot ลงไปบน Sine Curve
กลบั ไมไ่ ด้ช่วยให้เหน็ อะไรท่นี า่ สนใจเทา่ ที่ควร
ดงั นนั้ เราจึงทดลองนาํ จดุ ตา่ งๆ เหลา่ นี ้
กลบั ไป plot ลงใน 'ตารางเทียบลาํ ดบั สญั ลกั ษณ์' ของ King Wen แทน
ซง่ึ ผลลพั ธ์ทีไ่ ด้ก็ออกมาเป็ นอยา่ งนี ้
https://bit.ly/37SVjmd ทเี่ ห็นระบายด้วย 'สเี หลอื ง' คือชดุ สญั ลกั ษณ์ทีเ่ ม่ือสลบั หวั สลบั หางแล้ว
จะกลายเป็ น 'คตู่ รงข้าม' แบบสลบั ขวั้ 'หยิน-หยาง' ไปด้วยพร้อมๆ กนั
สว่ นท่ีเหน็ ระบายด้วย 'สเี ขยี ว' คอื ชดุ สญั ลกั ษณ์ทส่ี มมาตรในตวั เอง
446
ซงึ่ จะไมม่ ีผลตอ่ การปรับเปลยี่ นรูปร่างใดๆ หากทาํ การสลบั หวั สลบั หาง
และจะมี 'คตู่ รงข้าม' แบบสลบั ขวั้ 'หยนิ -หยาง' ได้เทา่ นนั้
สญั ลกั ษณ์สาํ คญั ทงั้ 16 สญั ลกั ษณ์
จะมกี ารเรียงตวั กนั อยา่ งมรี ะเบียบ
โดยจะเหน็ แนว 'แกนสมมาตร' ทท่ี แยงลงมาตลอดทงั้ ตารางเลยทเี ดยี ว
โดย 'คตู่ รงข้าม' ทงั้ หมด
จะถกู เรียงตวั อยใู่ น quardrant ของ 'หยินบริสทุ ธ์ิ' กบั 'หยางบริสทุ ธ์ิ' เทา่ นนั้
ในขณะท่ี 'แกนสมมาตร' จะพาดผา่ น quardrant ทม่ี ี 'หยิน-หยาง' ผสมกนั เสมอ
หากจะบอกวา่ น่คี อื 'ความบงั เอญิ ' เราลองมาดตู ารางทเ่ี รียงตวั ด้วย 'สญั ลกั ษณ์ธาต'ุ ตามอนกุ รมของ Fu Xi ดบู ้าง
แม้วา่ จะเห็นเป็ น pattern ท่มี ีระบบระเบียบไมน่ ้อยกวา่ กนั
แต่ 'แกนสมมาตร' ในลาํ ดบั อนกุ รมแบบ Fu Xi ดจู ะมคี วามสลบั ซบั ซ้อนมากกวา่
เพราะภาพที่ได้จะกลายเป็ น Double Reverses ที่สลบั 'บน-ลา่ ง' และ 'ซ้าย-ขวา'
ในลกั ษณะทเ่ี ป็ น mirror ของกนั และกนั ตลอดเวลา
แตก่ ็อาจจะเพราะลกั ษณะการเรียงตวั อยา่ งนีห้ รือเปลา่
ทที่ ําให้ King Wen เลอื กทีจ่ ะใช้ลาํ ดบั อนกุ รมแบบ 'สลบั หวั -สลบั หาง' ตลอดเลม่ ของ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง'
อยา่ งทก่ี ลา่ วไปแล้ว
447
ลกั ษณะทีเ่ กิด 'แกนสมมาตร' อยา่ งทเ่ี ห็นนี ้
จะไมม่ ีทางเกิดขนึ ้ ได้เลย
หากมกี ารลาํ ดบั 'สญั ลกั ษณ์ธาต'ุ ตามใจชอบ
ซงึ่ แม้แตร่ ะบบการเขยี นตารางอ้างองิ แบบของ Richard Wilhelm
อนั ถือเป็ นแบบฉบบั ของ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' ภาษาตะวนั ตกสาํ นวนแรกๆ
และถือเป็ นฉบบั มาตรฐานทมี่ ีการเผยแพร่โดยทวั่ ไปนนั้
กลบั ไม่สามารถไขปริศนาของ 'แกนสมมาตร' และ 'สญั ลกั ษณ์สาคญั ' ทง้ั 6
กบั คําอธิบายถงึ ความสาํ คญั ของบทท่ี 29-30 และ 63-64
ในฐานะของ 'จดุ กงึ่ กลาง' และ 'จดุ สนิ ้ สดุ ' ของคมั ภรี ์อยา่ งทีเ่ หน็ นไี ้ ด้เลย
pattern ทเี่ กิดขนึ ้ ในตารางของ Richard Wilhelm
แมว้ ่าจะมีระเบียบพอสมควร แตก่ ็ปราศจาก 'แกนสมมาตร' ทีช่ ดั เจน
โดยจะเห็นเป็ นเพยี ง 'ภาพเหมอื น' ทล่ี ้อไขว้กนั ไปมา
ระหวา่ ง quardrant ทีเ่ ป็ นมมุ ทะแยงกนั เทา่ นนั้
448
ซงึ่ ยากทจี่ ะหาความสมั พนั ธ์ใดๆ ในเชงิ คณติ ศาสตร์
หรือภาพสญั ลกั ษณ์อืน่ ใด
เม่อื เราเริ่ม plot จดุ ตา่ งๆ ของแตล่ ะ loop ลงไปในตารางแบบนี ้
จะเห็นวา่ pattern ทีเ่ กิดจากตารางอนกุ รมแบบของ Richard Wilhelm
จะมกี ารสลบั 'ซ้าย-ขวา' กบั 'บน-ลา่ ง' อยา่ งตรงๆ ตวั
แตไ่ มม่ ลี กั ษณะของการ 'สลบั หวั -สลบั หาง'
หรือการ 'พลกิ ซ้าย-พลกิ ขวา' ในลกั ษณะของ mirror แบบท่ีมี 'แกนสมมาตร' ทแี่ ท้จริง
ในขณะท่บี ทท่ี 29-30 และ 63-64
กลบั ถกู วางอยใู่ นตาํ แหนง่ ที่ off-center
และทาใหค้ วามโดดเด่นของสญั ลกั ษณ์ชดุ นีด้ ูจะเบาบางลงไป
แตถ่ ้าเป็ นตารางถกู เรียงด้วยลาํ ดบั อนกุ รมแบบของ Fu Xi เราจะได้ pattern อีกแบบหนง่ึ ที่ตา่ งออกไป
จะเห็นวา่ แบบฉบบั ของ Fu Xi นนั้
จะได้ pattern ท่มี ี 'แกนสมสมาตร' ได้ 2 แกน
คือ 'แกนตงั้ ' หรือ 'แกนนอน' ตาม 'ทศิ หลกั ' ในภาพ 'โป้ ยกว่ ย' ของ Fu Xi เอง
โดยสญั ลกั ษณ์ตา่ งๆ ทเ่ี รียงตวั กนั เป็ น pattern นนั้
จะมลี กั ษณะท่เี ป็ น mirror ทจ่ี ะต้อง 'พลกิ ซ้าย-พลกิ ขวา'
หรือ 'สลบั หวั -สลบั หาง' ในทกุ ๆ pattern ที่เกิดขนึ ้ จากแตล่ ะ loop เสมอ
449
ซง่ึ การปรับเปลยี่ นลาํ ดบั อนกุ รมของ Fu Xi มาเป็ นแบบมาตรฐานของ King Wen กลบั ทําให้เกดิ pattern ที่รวบรัดหมดจดมากกวา่
pattern ทงั้ หมดจะอิงอยกู่ บั แนว 'แกนสมมาตร' เพยี งแกนเดยี ว
ซงึ่ สญั ลกั ษณ์ทงั้ หมดในแนว 'แกนสมมาตร'
ก็คอื สญั ลกั ษณ์ทเี่ ม่อื 'สลบั หวั -สลบั หาง' แล้ว
จะเกิดเป็ น 'คตู่ รงข้าม' ในคขู่ องมนั อยา่ งเฉพาะเจาะจงเสมอ
และหากสงั เกตดู pattern ตา่ งๆ ทเ่ี กิดขนึ ้ จากแตล่ ะ loop ในตารางของ King Wen
เราอาจจะรู้สกึ ได้วา่ King Wen กําลงั พยายามสร้าง 'ภาพอกั ษร' บางอยา่ งขนึ ้ มา
เป็ นสญั ลกั ษณ์ประจําของแตล่ ะ loop อยา่ งชดั เจนมาก
ซง่ึ อาจจะเป็ นไปได้วา่ 'ภาพอกั ษร' เหลา่ นี ้
อาจจะหมายถงึ 'ธาตทุ งั้ ห้า' ตามคติความเช่ือของชาวจีนโบราณ
คือ ไม้ -> ดิน -> นาํ ้ -> ไฟ -> ทอง/โลหะ
ซงึ่ หากอนกุ รมของ 'ธาตทุ งั้ ห้า' เรียงตามลาํ ดบั ท่วี า่ นี ้
คืออนกุ รมของความสมั พนั ธ์แบบ 'ขม่ ซง่ึ กนั และกนั '
ซงึ่ จะสะท้อนความคดิ ทวี่ า่
'ความสมดลุ ยอ่ มเกิดจากการประสานสง่ิ ตรงข้ามทงั้ มวลให้คานอาํ นาจระหวา่ งกนั อยา่ งสมบรู ณ์
เพอ่ื นําจดุ เดน่ ขององค์ประกอบหนง่ึ ขม่ จดุ ด้อยของอีกองค์ประกอบหนง่ึ เอาไว้'
อนั เป็ นแนวคดิ สาํ คญั ทส่ี ามารถพบเห็นได้ตลอดเลม่ ของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' เลยทีเดยี ว
450