The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunny Strong, 2020-11-12 05:48:52

Flipfab_GEOfengshui_finland

Flipfab_GEOfengshui_finland

亥, hài, ไฮ่

351

天干, tiān gān, เทยี น กาน —
ต้นฟ้ า

เทียนกาน หรือ ต้นฟ้ า ถ้าให้อธิบายวา่ คืออะไร จะเยิน่ เย้อเกินไป
ในเบือ้ งต้นเพ่อื ให้งา่ ยตอ่ การทาํ ความเข้าใจ
ขอให้จําวา่ 10 ต้นฟ้ า ใช้ควบคกู่ บั กิ่งดนิ ในการบอกเวลา
เชน่ แบบทีค่ นไทยค้นุ เคยท่ีสดุ คอื ใช้ในการบอกธาตขุ องก่ิงดิน
เช่นท่ีเรามกั เรียกวา่ ปี มงั กรทอง (มงั กร มาจากกิ่งดิน ธาตทุ องมาจาก ต้นฟ้ า), ปี มงั กรไฟ, ปี มงั กรนาํ ้ เป็ นต้น
ในขนั้ ต้น พยายามจําวา่ 10 ตวั มอี ะไรบ้าง
หน้าตาแตล่ ะตวั เป็ นอยา่ งไร
เรียกอยา่ งไร, ออกเสยี งอยา่ งไร
สว่ นอกั ษรโบราณเบอื ้ งต้นยงั ไมไ่ ด้ใช้ โดยใช้ในวชิ าฉีเหมนิ ต้นุ เจี่ยเป็ นหลกั

352

353

甲, jiǎ, จยา่ (เจี่ย)
ไม้หยาง เช่น ต้นไม้, ไม้ยนื ต้น

乙, yǐ, อ่ี
ไม้หยนิ เช่น ไม้ดอก, ไม้ล้มลกู , ไม้เลอื ้ ย

354

丙, bǐng, ปิ่ ง
ไฟหยาง เชน่ พระอาทิตย์

丁, dīng, ตงิ
ไฟหยนิ เชน่ ไฟตะเกียง, ไฟฉาย, เทียน

355

戊, wù, อู้
ดินหยาง เชน่ ภเู ขา, ก้อนหนิ ใหญ่

己, jǐ, จ่ี
ดนิ หยนิ เช่น พนื ้ ท,ี่ สนาม, ทงุ่ นา

356

庚, gēng, เกิง
ทองหยาง เช่น ขวาน, อาวธุ , แร่ดิบ

辛, xīn, ซนิ
ทองหยนิ เช่น เคร่ืองประดบั

357

壬, rén, เหริน
นาํ ้ หยาง เช่น ทะเล

癸, guǐ, ก่ยุ
นาํ ้ หยิน เชน่ ไอนาํ ้ , หมอก

สรุป ในตอนหน้า เราจะพดู ถงึ เรื่อง ทศิ ทงั้ 24 ซงึ่ จะชว่ ยให้การเรียนฮวงจ้ยุ งา่ ยขนึ ้ มาก
เพราะวา่ ในตําราทงั้ หลาย รวมถงึ ซนิ แส หลายทา่ น เวลาเรียกชื่อทศิ จะเรียกเป็ นช่ือ ที่ได้แสดงมาใน 2 ตอนนี ้

เชน่ ถ้าทศิ เหนอื ตรง ๆ แทนที่จะเรียก เหนอื ปกติ หรือ 0 องศา เราจะเรียกวา่ ทศิ จ่ือ (子) แทน
ซง่ึ จะมอี ธิบายวา่ หมายถงึ อยา่ งไรบ้างในโอกาสถดั ไป

358

24 ทศิ

https://medium.com/@QiMenAlchemy/feng-shui-basic-24-mountain-51b61b70074c

ในวชิ าเฟิงสยุ่ (ฮวงจ้ยุ ) เม่อื แสดงทศิ มกั จะแสดงทิศใต้ไว้ด้านบนเสมอ และทศิ เหนือไว้ด้านลา่ ง
ข้อนจี ้ ําเป็ นต้องตระหนกั ไว้ให้ดี ไม่เชน่ นนั้ จะทาํ ให้เกดิ ความสบั สนได้ง่าย
ทิศใต้ = ด้านบน | ทศิ เหนือ = ด้านลา่ ง
ซง่ึ ถ้าแสดงเป็ นช่อง 4 เหลย่ี ม 9 ชอ่ ง (3 × 3 = 9) จะได้ตามภาพด้านลา่ ง

359

ในวชิ าเฟิงสยุ่ เบือ้ งต้นจะแบง่ ทิศออกเป็น 8 ทิศ และ 24 ทิศ

8 ทศิ
8 ทิศจะแบง่ เป็ นทศิ ละ 45 องศา ตามผงั หลงั ฟ้ า โดยช่ือทศิ จะเป็ นไปตามกว้า
ซงึ่ แสดงได้ตามภาพด้านลา่ ง (เส้นกว้า อา่ นจากด้านนอกเข้าด้านใน —ด้านบนอยดู่ ้านใน)

360

24 ทศิ

ในขนั้ ทล่ี ะเอยี ดขนึ ้ ทศิ หลกั ทงั้ 8 ยงั ถกู แบง่ ออกไปทิศละ 3 สว่ น
ทําให้มีทศิ ทงั้ หมดเป็ น 8 × 3 = 24 ทศิ
เป็ นทิศละ 45 / 3 = 15 องศา

24 ทศิ บางทีกเ็ รียกวา่ 24 เขา ( 24 山, 24 ภเู ขา)
ในสมยั ปัจจบุ นั นยิ มเรียกชื่อทศิ เป็ นภาษาองั กฤษ ตามด้วยตวั เลข 1–3
เช่น ทิศเหนือ กจ็ ะเป็ น N1, N2, N3 สว่ นทิศใต้ก็จะเป็ น S1, S2, S3 เป็ นต้น ตามภาพ

ชื่อของทิศ ทงั้ 24 นนั้ จะเกดิ มาจาก 3 สว่ นรวมกนั คอื
12 ก่ิงดนิ
10 ต้นฟ้ า
8 กว้า

361

โดยเริ่มจาก
12 กิ่งดนิ
ทิศทงั้ 12 ก่ิงดนิ สามารถแสดงได้ตามภาพด้านลา่ ง

ในขนั้ นเี ้ราจะกาํ หนดทิศไปทงั้ หมด 12 ทิศแล้วจากทงั้ หมด 24 ทิศ ดงั นนั้ เหลอื อกี 12 ทิศ
การจําทศิ ทงั้ 12 กิ่งดนิ นไี ้ ด้ จะทาํ ให้คณุ สามารถบอกทิศร้ายของแตล่ ะปี , เดอื น, วนั , ยาม ได้อยา่ งดี

362

10 ต้นฟ้ า

ขนั้ ตอ่ ไป คอื การนํา 10 ต้นฟ้ าเข้ามาใช้ในการกําหนดทศิ ทาง
โดยต้นฟ้ าแตล่ ะตวั จะใช้กาํ หนดลงในทิศทงั้ 4 ตามธาตขุ องต้นฟ้ านนั้
แตเ่ นือ่ งจากต้นฟ้ ามี 5 ธาตุ แตท่ ศิ มีแค่ 4 คือ
ทศิ เหนอื = ธาตนุ าํ ้
ทิศตะวนั ออก = ธาตไุ ม้
ทิศใต้ = ธาตไุ ฟ
ทิศตะวนั ตก = ธาตทุ อง

ซง่ึ จะเหน็ วา่ ไมม่ ธี าตดุ ิน เนอ่ื งจากธาตดุ นิ อยตู่ รงกลาง
ดงั นนั้ ในความเป็ นจริง ต้นฟ้ าท่ีใช้กําหนดทศิ จึงใช้เพยี งแค่ 8 ตวั เทา่ นนั้ อกี 2 ตวั ซง่ึ เป็ นธาตดุ นิ (戊 และ 己) ไมไ่ ด้ใช้
เมอ่ื กาํ หนดต้นฟ้ าทงั้ 8 ตามทศิ จะได้ตามทศิ ก็จะได้ตามภาพด้านลา่ ง

ในขนั้ นเี ้ราจะกาํ หนดแล้วไปทงั้ หมด 12 + 8 = 20 ทศิ ดงั นนั้ เหลอื อกี 4 ทศิ ท่ยี งั ไมก่ ําหนด

363

8 กว้า
ตอนนเี ้ราเหลอื 4 ทิศ ตามมมุ ทยี่ งั ไมไ่ ด้กําหนด ซงึ่ ก็คือ NE2, SE2, SW2, NW2
ทงั้ 4 ทศิ นเี ้ราจะกาํ หนดช่ือเรียกตามกว้าที่อยใู่ นผงั หลงั ฟ้ านนั้ ซงึ่ ก็คอื
NE2 = 艮, gèn, เกิน้
SE2 = 巽, xùn, ซวิ่น
SW2 = 坤, kūn, คนุ
NW2 = 乾, qián, เฉียน
ตามภาพ

364

24 ทิศ
เมื่อรวมทงั้ 3 ขนั้ เราก็สามารถแสดงทศิ ทงั้ 24 ได้ดงั ภาพ

24 ทศิ นถี ้ ือเป็ นศพั ท์และความรู้พนื ้ ทท่ี กุ คนท่สี นใจเฟิงสยุ่ ทกุ คน จําเป็ นทจ่ี ะต้องค้นุ เคยกบั มนั
อาจจะไมถ่ งึ กบั ต้องจําได้ แตอ่ ยา่ งน้อยให้ค้นุ เคยวา่ คอื อะไร ก็จะทาํ ให้การเรียนรู้เป็ นไปได้งา่ ยและรวดเร็วขนึ ้ มาก
24 ทิศนี ้เม่ือเรียนไปมากขนึ ้ และเราเข้าใจมากขนึ ้ กจ็ ะทําให้เราเข้าใจทิศตา่ ง ๆ ในเฟิงสยุ่ ได้ดีมากขนึ ้ ตามลาํ ดบั เองเอง
เชน่ เข้าใจมากขนึ ้ วา่ วา่ แตล่ ะทิศมคี ณุ สมบตั อิ ยา่ งไร, ธาตเุ ป็ นอยา่ งไร, ดรี ้ายอยา่ งไร, สง่ ผลเม่ือไหร่ เป็ นต้น

365

9 ดาว, ซานหยวน

https://medium.com/@QiMenAlchemy/feng-shui-basic-9-stars-68ebb82241b1

เม่อื เริ่มเข้าสวู่ ชิ าเฟิงสยุ่ (ฮวงจ้ยุ ) และ ฉีเหมินต้นุ เจ่ียแล้ว
สงิ่ หนง่ึ จะทขี่ าดไมไ่ ด้คอื ผงั ลวั่ ซู (洛書, luò hū) ซง่ึ จะเป็ นตาราง 9 ชอ่ งทม่ี เี ลขข้าง
ในวชิ าฮวงจ้ยุ หลายวชิ า โดยเฉพาะวชิ าดาวเหิน ล้วนใช้ผงั ลว่ั ซเู ป็นทฤษฎพี นื ้ ฐานของวชิ า
การจาํ ผงั ให้ได้ จึงเป็ นประโยชน์ตอ่ การจะศกึ ษาวิชานเี ้ป็ นอยา่ งมาก

洛書, luò shū, ล่วั ซู — ผังล่วั ซู ผงั ลว่ั ซู เป็ นผงั ทใ่ี ช้บอกลาํ ดบั ของหยนิ /หยาง ของพลงั ในทศิ ตา่ ง ๆ

เป็ นผงั ที่ใช้แสดงความสมดลุ ของหยนิ หยาง
ซง่ึ จะเห็นวา่
ไมว่ า่ จะบวกกนั แนวไหน แนวตงั้ , แนวนอน หรือ แนวทแยง ก็จะได้ผลรวมเป็ น 15 เสมอ
เช่น แนวตงั ้ คอื 9 + 5 + 1 = 15
แนวนอนคือ 3 + 5 + 7 = 15
ดงั ภาพ

366

ผงั นเี ้ป็ นผงั สาํ คญั ในวชิ าเฟิงสยุ่ (ฮวงจ้ยุ ) จงึ เป็ นเหตใุ ห้เม่ือเราจาํ ผงั นไี ้ ด้
จะชว่ ยให้เราเรียนวชิ าฮวงจ้ยุ อยา่ งสบายชวี ิตขนึ ้ อยา่ งมาก
ดงั นนั้ ในขนั้ นี ้จดุ ที่สาํ คญั คอื จําลาํ ดบั ให้ได้วา่ เลขแตล่ ะตวั อยตู่ รงทิศไหนบ้าง

กอ่ นจะเร่ิมจํา ต้องจําไว้ 1 ข้อคอื คนจีนใช้ทศิ ใต้ (S) อยดู่ ้านบน
ผงั ด้านบน = ทศิ ใต้ | ด้านลา่ ง = ทิศเหนอื
เวลาเราเร่ิมต้นลาํ ดบั เรามกั จะเร่ิมทต่ี รงกลาง คือ 5 จากนนั้ ก็ไปทางขวาลา่ งหรือ NW ก็คือ 6
จากนนั้ ก็ขนึ ้ ไปทางด้านบนหรือ W ก็คอื 7

จากนนั้ ก็ไปทางลา่ งซ้ายหรือ NE ก็คอื 8
ขนึ ้ ไปทางด้านบนตรงกลาง หรือ S ก็คือ 9
เน่อื งจากมี 9 ดาว เมื่อครบ 9 แล้วก็เริ่มกลบั มา 1 ใหม่

จากนนั้ ก็ลงมาด้านลา่ ง ทิศ N ก็คอื 1

367

จาก 1 ก็ไปขวาบน ทศิ SW ซงึ่ เป็น 2
จากนนั้ จึงไปด้านซ้ายกลาง ทิศ E เป็ น 3
แล้วขนึ ้ ไปซ้านบน ทิศ SE เป็ น 4

ลาํ ดบั นคี ้ ือ ลาํ ดบั ของ ลวั่ ซู ซงึ่ เป็นพนื ้ ฐานของการ “เหนิ ดาว” หรือ (การบินของดาว)
ในการขนึ ้ ผงั พลงั งานในทศิ ตา่ ง ๆ ในวิชาดาวเหิน ก็จะอาศยั ลาํ ดบั ตามผงั ลว่ั ซูนเี่ อง ในการเปลย่ี นแปลงดาวในทศิ ทางตา่ ง ๆ
การจาํ ลาํ ดบั นไี ้ ด้ ชว่ ยทาํ ให้เราสามารถขนึ ้ ผงั ดาวเหินได้งา่ ยขนึ ้ , รู้วา่ ดาวของแตล่ ะปี , แตล่ ะเดอื น อยทู่ จี่ ดุ ไหนของอาคาร
จงึ เป็ นเร่ืองสาํ คญั มากที่จาํ เป็ นต้องค้นุ เคย และจาํ ลาํ ดบั ให้ได้

368

9 ดาว

จากผงั ลวั่ ซู ซง่ึ มเี ลข 1–9 ในวชิ าฮวงจ้ยุ ของสาย เสวยี นคง ซง่ึ วชิ าดาวเหิน ก็เป็ นหนง่ึ ในวชิ าทอ่ี ยใู่ นสายนี ้
จะมีการกาํ หนดเลข 1–9 นเี ้ข้ากบั ดาว 9 ดวง, กําหนดส,ี กําหนดธาตใุ ห้ ซง่ึ ดาว ทงั้ 9 ดวง
ดาวทงั้ 9 ดวงนี ้กําหนดเลขและธาตุ ตามผงั ลว่ั ซทู ี่ได้แสดงไปในหวั ข้อด้านบนน่เี อง

ในสมยั กอ่ นบางทเี รากเ็ รียกวา่ วชิ า “มว่ งขาว” (紫白, zǐ bái, จือ่ ไป๋ ) [紫 = มว่ ง, 白 = ขาว] ซงึ่ มาจากสดี าวของดาว 9 และ ดาว 1 นเ่ี อง

ทคี่ ณุ ต้องจํา หลกั ๆ ก็คอื ดาวเลขไหน ธาตอุ ะไร

สาํ หรับสขี องดาว และ ช่ือของดาวนนั้ แคด่ ผู า่ น ๆ ให้ค้นุ ตาก็เพียงพอ
เนื่องจากในสมยั โบราณเวลาตาํ ราเรียกดาวแตล่ ะดวงบางทไี มไ่ ด้เรียกตามหมายเลข
แตเ่ รียกตามสี หรือ ช่ือดาว เช่น ดาวแดง เจอ ดาวมว่ ง เป็ นต้น

369

ดาวทงั้ 9 ดวง คือ

เร่ืองสขี องดาว
ต้องขอหมายเหตไุ ว้นดิ หนอ่ ยคือ สจี ริง ๆ เป็ นสีลกั ษณะใดเราเองกไ็ มร่ ู้ได้
เชน่ ตําราบอกวา่ สเี ขยี ว แตม่ นั เขยี วแบบไหน เขียวโทนไหน ตําราก็ไมไ่ ด้บอก
อกี ทงั้ ตาํ ราสมยั ก่อน ก็ไมไ่ ด้พิมพ์แบบ 4 สเี สยี ด้วย
เราก็พยายามหาข้อมลู สมี าได้ประมาณทแี่ สดงในภาพ
ดงั นนั้ ใช้เป็ นแนวทางเฉย ๆ
เรื่องสที ่ีแมน่ ยาํ ไมไ่ ด้มคี วามจําเป็นมากนกั
สาํ หรับความหมายของแตล่ ะดาว จะกลา่ วกนั เพิ่มเติมภายหลงั

370

1 ขาว ธาตนุ าํ ้ — ทานหลงั
貪狼, tān láng, ทานหลงั

2 ดํา ธาตดุ นิ — จีว้ ์เหมิน
巨門, jù mén, จีว้ ์ เหมนิ

371

3 เขยี วออ่ น (หยก) ธาตไุ ม้ — ลฉู่ นุ
祿存, lù cún, ลู่ ฉนุ

4 เขียวแก่ ธาตไุ ม้ — เหวินชีว์
文曲, wén qū, เหวินชีว์

372

5 เหลอื ง ธาตดุ ิน — เหลยี นเจิน
廉貞, lián zhēn, เหลยี น เจิน

6 ขาว ธาตทุ อง — อซู่ ีว์
武曲, wǔ qū, อู่ ชีว์

7 แดง (เข้ม) ธาตทุ อง — พวั่ จวนิ
破軍, pò jūn, พวั่ จวิน

373

8 ขาว ธาตดุ ิน — จวั่ ฝ่ ู
左輔, zuǒ fǔ, จวั๋ ฝ่ ู

9 มว่ ง ธาตไุ ฟ — โยว่ ปี ้
右弼, yòu bì, โยว่ ปี ้

374

เอ่าทโี ป๊ ยข่วย

http://www.sages9.com/index.php/knowledge/81

375

376

377

378

โป้ ยก่วย

https://bit.ly/3oAofoY

หนง่ึ ในจํานวนหลายๆ เร่ืองของ 'อจี ้ ิง' ที่นา่ กวนใจสาํ หรับเราก็คอื 'โป้ ยก่วย'
หรือท่หี ลายๆ คนมกั จะเรียกกนั วา่ 'ยนั ต์แปดเหลยี่ ม' นน่ั เอง
เพราะเรามกั จะพบเห็นวา่
ลาํ ดบั ขีด 'หยิน-หยาง' บน 'โป้ ยกว่ ย' นนั้ มลี าํ ดบั ท่ีแตกตา่ งกนั อยสู่ องแบบด้วยกนั
และก็ถือกนั วา่ เป็ น 'แบบมาตรฐานทางตํารา' ทงั้ สองแบบเสยี ด้วยสิ
แบบดงั้ เดมิ ทเ่ี ช่ือกนั วา่ ถกู บญั ญตั ขิ นึ ้ มาโดย Fu Xi อนั เป็ นกษัตริย์ในยคุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์นนั้
ถกู ขนานนามในเวลาตอ่ มาวา่ เป็ น 'อนกุ รมแหง่ ฟ้ า'
แตฝ่ รั่งเรียกวา่ Earlier Heaven Order
เพอื่ ให้ไปเทียบเคยี งกบั แบบท่ไี ด้รับการปรับปรุงขนึ ้ ใหม่
โดย 'โจวเหวินออ๋ ง' หรือ King Wen ซง่ึ ฝร่ังเรียกชื่อเป็ น Later Heaven Order
แตต่ ามทม่ี บี นั ทกึ ไว้ในเอกสารหลายๆ แหง่ ปรากฏวา่ King Wen
ตคี วามให้อนกุ รมของ Fu Xi เป็ น 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์'
ซงึ่ เป็ นอนกุ รมตามธรรมชาติก่อนท่ีมนษุ ยจ์ ะถือกําเนดิ ขนึ ้ มา
และเรียกอนกุ รมแบบของตวั เองในทํานองวา่ เป็ น 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์'
เพ่ือจะประสานความสมดลุ แหง่ 'ฟ้ า-ดนิ '
อนั เป็ นการสะท้อนให้เห็นถงึ
แนวความคิดทีต่ ้องการจะดาํ รงชีวติ อยรู่ ่วมกนั อยา่ งกลมกลนื
กบั 'หยาง' และ 'หยิน' ในธรรมชาติ
ตามหลกั คําสอนของปรัชญาเตา๋ นนั่ เอง

379

แล้วนกั วชิ าการทงั้ หลายในยคุ ตอ่ ๆ มา
ก็ยดึ เอา 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi ไปจบั คกู่ บั 'อนกุ รมเลขฐานสอง' ทีม่ เี พยี ง 0 กบั 1
โดยกําหนดให้ 'หยิน' ท่เี คยใช้ 'เส้นประ' เป็ นสญั ลกั ษณ์ ถกู แทนท่ดี ้วยเลข 0
และกําหนดให้ 'หยาง' ทีเ่ คยใช้ 'เส้นเตม็ ' เป็ นสญั ลกั ษณ์ ถกู แทนทด่ี ้วยเลข 1
ซง่ึ ก็บงั เอิญท่ที าํ ได้อยา่ งลงตวั พอดบิ พอดี

ดงั นนั้ เมอ่ื เรานาํ เอา 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi มาเขยี นเรียงลาํ ดบั ทางแนวราบ
เรากจ็ ะเหน็ เป็ น 'อนกุ รมเลขฐานสอง' ทีไ่ มผ่ ดิ เพยี ้ นแม้แตน่ ้อย

เมอื่ เราแบง่ ครึ่งซ้าย กบั คร่ึงขวาออกจากกนั
เรากจ็ ะเห็น 'หยิน' กบั 'หยาง' ที่ถกู แยกเป็ น 2 ข้างเหมือนกบั
ในภาพ 'โป้ ยกว่ ย' ของ Fu Xi อยา่ งพอดบิ พอดีด้วย

และถ้าหากเราสงั เกตดู 'คตู่ รงข้ามตามแนวแกน' ทงั้ หมดในแผนผงั ของ Fu Xi
เรากจ็ ะเหน็ 'ความสดุ ขวั้ ' แหง่ 'คตู่ รงข้าม' นนั้ ๆ อยา่ งชดั เจน

☷ (000) ... ตรงข้ามกบั ... ☰ (111) สง่ิ นีเ้ป็ นอนกุ รมงา่ ยๆ
☶ (001) ... ตรงข้ามกบั ... ☱ (110) ทด่ี แู ล้วแทบจะไมต่ ้องอธิบายอะไรอกี เลย
☵ (010) ... ตรงข้ามกบั ... ☲ (101) เพราะทกุ อยา่ งดลู งตวั
☴ (011) ... ตรงข้ามกบั ... ☳ (100) และสมบรู ณ์แบบมากๆ

การจบั 'คตู่ รงข้าม' ไมว่ า่ จะจบั คจู่ าก 'ลาํ ดบั อนกุ รมเลขฐานสอง'
หรือจะมองให้สลบั ขวั้ 'หยนิ ' กบั 'หยาง' แบบขดี ตอ่ ขีดในแตล่ ะคู่
ล้วนแล้วแตไ่ ด้คาํ ตอบทไ่ี มผ่ ดิ เพยี ้ นกนั เลยแม้แตน่ ้อย
และหากเราจะนบั จํานวนขีดของ 'หยิน' กบั 'หยาง' ในแตล่ ะคู่
ก็จะเกิดสมมาตรแบบ 3:3 ด้วยกนั ทกุ ๆ คดู่ ้วย

แต่วา่ ... King Wen น่าจะไม่ไดค้ ิดอะไรง่ายๆ เพียงเท่านน้ั

380

'หยนิ ' และ 'หยาง' ยอ่ มจะต้องถา่ ยโอนพลงั ให้แก่กนั เพ่ือรักษาสมดลุ ให้กบั ทงั้ ระบบเสมอ
จึงเป็ นเหตผุ ลท่ีจะต้องเกิดการ 'แลกข้าง'
ระหวา่ งสมาชิกฝ่ัง 'หยนิ ' กบั สมาชิกฝั่ง 'หยาง'
เพอื่ ให้ 'พลงั หยิน' และ 'พลงั หยาง' ของ 'ฟ้ า-ดิน' เกิดความสมดลุ
โดยการถา่ ยโอนพลงั ดงั กลา่ ว จึงก่อให้เกิดเป็ น 'กระแสแหง่ พลงั ' ท่สี อดประสานกนั อยา่ งตอ่ เน่อื ง
วฏั จกั รแหง่ สรรพชวี ติ จึงจะเกดิ การววิ ฒั น์อยา่ งไมส่ นิ ้ สดุ

King Wen ก็นา่ จะมองเหน็ อนกุ รมแบบก้าวกระโดดทซ่ี อ่ นอยใู่ น 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi อกี ชนั้ หนงึ่
ซงึ่ จะสามารถปรับเปลย่ี นโยกย้าย 'พลงั หยิน' และ 'พลงั หยาง' ระหวา่ งทงั้ สองขวั้
ให้เกิดความสมดลุ กนั อยา่ งสมบรู ณ์

แล้วก็กลายมาเป็ นการแบง่ ขวั้ ของ 'หยิน-หยาง' อกี ลกั ษณะหนง่ึ
ซง่ึ มจี ํานวนขีดของ 'เส้นประ' และ 'เส้นเต็ม'
หรือมี 'พลงั หยิน' กบั 'พลงั หยาง' ในขวั้ ทงั้ สองท่ีสมดลุ กนั แบบ 6:6 ทนั ที

381

แตเ่ รื่องที่ King Wen คิดนา่ จะไมไ่ ด้จบลงงา่ ยๆ แคเ่ ทา่ ทเ่ี หน็
เพราะถ้าหากเราสงั เกต 'ระดบั ของพลงั หยิน' กบั 'ระดบั ของพลงั หยาง' จากทงั้ สองฝ่ังแล้ว
เราก็จะเหน็ ร่องรอยของการ 'ปะทะพลงั ' กนั อยา่ งจงั ตรง 'แนวชายแดน' ของทงั้ สองฝั่ง
และย่งิ ไปกวา่ นนั้ การเคลอ่ื นตวั ของ 'คลน่ื พลงั หยิน' และ 'คลน่ื พลงั หยาง'
ซงึ่ โดยปรกติแล้วจะต้องมที ศิ ทางท่ี 'ย้อนรอยกนั ' นนั้
กลบั แสดงอาการที่มรี ะดบั สงู ขนึ ้ หรือตํา่ ลงพร้อมกนั ในจงั หวะเวลาแบบเดยี วกนั ด้วย
อนั เป็ นสญั ญาณที่บง่ บอกถึง 'ความไมส่ อดประสาน'
เพ่อื เกือ้ หนนุ แกก่ นั และกนั อยา่ งที่ควรจะเป็ น

ดงั นนั้ King Wen จงึ จดั การออกแบบลาํ ดบั 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์' เสยี ใหม่
เพอ่ื ท่จี ะให้ 'คลน่ื พลงั หยิน' สอดประสานกบั 'คลน่ื พลงั หยาง'
และมกี าร 'เพิ่มขนึ ้ ' หรือ 'ลดลง' ในจงั หวะเวลาและทศิ ทางทเี่ กือ้ กลู ซงึ่ กนั และกนั
นนั่ ก็คือ เมอ่ื 'หยิน' เพิม่ ขนึ ้ 'หยาง' จะต้องลดลง
และเมือ่ 'หยนิ ' ลดลง 'หยาง' ก็จะต้องเพมิ่ ขนึ ้
เพือ่ เปิ ดทางให้ 'คลน่ื พลงั ' ของทงั้ สองสามารถทีจ่ ะสอดแทรกเข้าหากนั และกนั ได้อยา่ งตอ่ เน่อื ง

382

และจากแผนภมู แิ นวราบทีเ่ หน็ นี ้เรากจ็ ะเหน็ คตู่ รงข้ามแบบใหม่
ของ 'หยนิ ' กบั 'หยาง' ตาม 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์'
ท่ี King Wen นําไปเขียนลงในแผนภาพ 'โป้ ยก่วย'

ซงึ่ กลายเป็ นแบบฉบบั มาตรฐาน Later Heaven Order
อนั เป็ นต้นเรื่องของลาํ ดบั ขีดทงั้ 384 ขีดใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' ที่แยกเป็ นหมวดหมไู่ ว้ 64 บทนน่ั เอง

☱ (110) ... ตรงข้ามกบั ... ☳ (100)
☲ (101) ... ตรงข้ามกบั ... ☵ (010)
☴ (011) ... ตรงข้ามกบั ... ☰ (111)
☷ (000) ... ตรงข้ามกบั ... ☶ (001)

แล้วเราก็จะเห็นได้วา่
คตู่ รงข้ามใหมท่ ีม่ จี ํานวน 'หยนิ ' กบั จํานวน 'หยาง' เทา่ กนั นนั้ จะมีเพียง 2 คแู่ รก
ซง่ึ ได้ถกู นําไปวางในแนวแกนสมมาตรของ 'โป้ ยกว่ ย'

โดยมคี แู่ รกคอื ☱ (110) กบั ☳ (100)
อยตู่ รงตาํ แหนง่ แบง่ เขตแดนระหวา่ ง 'หยิน' กบั 'หยาง'
เหมอื นกบั ทเี่ ห็นใน แผนภูมิแนวราบ

สว่ นสองคหู่ ลงั ซงึ่ มจี ํานวน 'หยิน' กบั 'หยาง' ไมเ่ ทา่ กนั
จะถกู วางในตําแหนง่ ทเี่ อยี งออกจากแนวแกนสมมาตร
และถือเป็ นกาํ ลงั หลกั ของการ 'ขบั เคลอ่ื น' ระบบทงั้ ระบบให้ 'เคลอ่ื นตวั ' ไปได้อยา่ งตอ่ เนอื่ ง

จากตรงจดุ นี ้เราจะได้แงค่ ดิ หนงึ่ จากความพยายามมองหาลาํ ดบั อนกุ รมตามที่กลา่ วไว้กค็ ือ
แม้วา่ 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi
จะมีความเพียบพร้อมสมบรู ณ์ในด้านของรูปแบบ
และความเป็ นระบบระเบยี บทชี่ ดั เจน

แตก่ ารคละคานกําลงั กนั อยา่ งสมบรู ณ์ของ 'พลงั หยิน' และ 'พลงั หยาง' ในลกั ษณะดงั กลา่ ว
ยอ่ มสง่ ผลให้ระบบทงั้ ระบบหยดุ น่งิ จนไมอ่ าจเคลอื่ นไหว
เนื่องจากทงั้ 'แรงดงึ ดดู ' และ 'แรงปะทะ' ตา่ งก็สามารถหกั ล้างซง่ึ กนั และกนั
จนกระทงั่ ระบบทงั้ ระบบต้องหยดุ นิง่ และไมอ่ าจก่อให้เกิด 'กระแสแหง่ การววิ ฒั น์' อนั ตอ่ เน่อื ง

383

ในขณะที่ 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์' ของ King Wen นนั้
อาจจะดเู หมอื นขาดความสมบรู ณ์ในด้านรูปแบบ
และหากมองดอู ยา่ งผวิ เผินก็เหมอื นกบั ไร้ความเป็ นระบบระเบยี บทแ่ี นน่ อน
แตใ่ นภาพรวมของระบบทงั้ ระบบกลบั มีความสมดลุ อยา่ งลกึ ซงึ ้
ทงั้ ยงั มพี ลงั แหง่ การขบั เคลอื่ นท่ีไมเ่ คยหยดุ นง่ิ
ซงึ่ สอดรับกบั ความหมายของวงกลม 'ไท้เก๊ก'
ทม่ี องเหน็ การพนั ตกู นั ระหวา่ ง 'หยนิ ' และ 'หยาง'
อนั จะต้องคอยผอ่ นหนกั ผอ่ นเบาเพอ่ื เกือ้ กลู ซง่ึ กนั และกนั ตลอดเวลา

หากเราเปรียบเทียบกบั การดาํ เนนิ ชีวิต หรือการประกอบกิจกรรมการงานตา่ งๆ แล้ว
การมงุ่ เน้นยดึ ตดิ อยกู่ บั กรอบเกณฑ์ตา่ งๆ อยา่ งเข้มงวด
และการถือเอาระบบระเบยี บตา่ งๆ อยา่ งไมล่ ดราวาศอกระหวา่ งกนั และกนั
แม้วา่ ในทางหลกั การจะเป็ นวถิ ีทางที่ถกู ต้อง
แต่ก็เป็นความถกู ตอ้ งบนพืน้ ฐานของกฎเกณฑ์ทีป่ ราศจากชีวิต
และยอ่ มไมอ่ าจขบั เคลอื่ นกลไกใดๆ กอ่ ให้เกิดเป็ น 'พลงั แหง่ การววิ ฒั น์'

เราอาจจะเรียกสภาวการณ์ดงั กลา่ ววา่ เป็ น 'สภาวะแหง่ ความยตุ ิธรรม'
ซง่ึ ก็อาจจะแปลความได้วา่ เป็ น 'ธรรมแหง่ ความยตุ ิ'
เป็ นวิถีทางทที่ กุ สงิ่ ทกุ อยา่ งอยใู่ นอาการทหี่ ยดุ ชะงกั ลงอยา่ งสมบรู ณ์
ลกั ษณะดงั กลา่ วก็ไมต่ า่ งไปจาก 'ลาํ ดบั อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ท่ี Fu Xi บนั ทกึ เอาไว้

แตห่ ากเรากระทาํ การตา่ งๆ อยา่ งไร้รูปแบบ
และปราศจากความคิดคาํ นงึ ถงึ ความสมดลุ ตอ่ ภาพรวมทงั้ ระบบ ชีวติ และสงั คมนนั้ ๆ
ยอ่ มไมอ่ าจขบั เคลอื่ นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ
และยอ่ มขาดกาํ ลงั ท่จี ะสนบั สนนุ หรือสง่ เสริมซงึ่ กนั และกนั อยา่ งตอ่ เนื่อง

ความถกู ต้อง และความดงี ามทงั้ หลายทงั้ ปวง
ยอ่ มยากทีจ่ ะกอ่ เกิดเป็ นพลงั สาํ หรับการววิ ฒั น์ท่สี มบรู ณ์ในทกุ ๆ โอกาสตอ่ ๆ ไป

แผนผงั ตาม 'ลาํ ดบั อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์' ของ King Wen
จงึ เป็ นสงิ่ สะท้อนให้เหน็ ถงึ แนวคดิ ทม่ี องทกุ สรรพสง่ิ อยา่ งเป็ น 'พลวตั รทส่ี มดลุ '
และเป็ น 'ความสมดลุ ' ใน 'ความไมเ่ คยหยดุ นิ่ง' เสมอ

384

ตวั อกั ษรสาํ คญั ทถี่ กู นาํ มาใช้เป็ นชื่อของ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' ก็คอื ตวั อกั ษร 易 (yì, อ)ี ้
ซง่ึ หากเราสงั เกตให้ดกี จ็ ะเห็นวา่
ทอ่ นบนของตวั อกั ษรนนั้
คล้ายกบั จะล้อภาพของ 'วงกลมไท้เก๊ก' ( ☯ )
อนั ถือเป็ นจดุ กําเนิดแหง่ จกั รวาลตามคติความเชื่อของปรัชญาเตา๋
สว่ นทอ่ นลา่ ง คล้ายกบั จะล้อภาพของ 'เกลยี วคลน่ื แหง่ พลงั หยนิ -หยาง' ทส่ี อดประสานกนั ไปมา
เพื่อที่จะก่อให้เกิด 'กระแสแหง่ การวิวฒั น์ที่สมดลุ ' ของทกุ สรรพสง่ิ
ความสวยงามของตวั อกั ษรท่ีสอดคล้องกบั ความลงตวั ของ 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์' ตามทก่ี ลา่ วมานี ้
อาจจะเป็ นร่องรอยสาํ คญั ท่บี ง่ ชวี ้ า่ King Wen
ไมไ่ ด้คิดอะไรให้มนั สลบั ซบั ซ้อน
เหมอื นอยา่ งท่ีนกั คณิตศาสตร์ในยคุ หลงั
มกั จะนยิ มอธิบายเร่ืองงา่ ยให้เป็นเรื่องยาก และอธิบายเร่ืองยากให้กลายเป็ นปัญหาโลกแตก
และแม้วา่ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' จะได้รับ 'การตคี วาม' ให้ไปเก่ียวข้องกบั ศาสตร์ยคุ ใหมอ่ ีกตงั้ หลายแขนง
หรือแม้วา่ โดยสว่ นตวั แล้ว
เราเองก็ยงั 'อยากจะเช่ือ' วา่ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' ได้ซุกซอ่ นความหมายบางอยา่ งไว้อยา่ งจงใจก็ตาม

385

มอี ยสู่ งิ่ หนงึ่ ทเ่ี ราจะต้องไมล่ มื อยา่ งเดด็ ขาดก็คอื ตวั อกษร 易 (yì) นี ้
นอกจากจะแปลวา่ 'ความเปลย่ี นแปลง' แล้ว
ยงั มอี กี ความหมายหนงึ่ คอื 'ความเรียบงา่ ย' ด้วย
'การตคี วาม' หรือ 'การทาํ ความเข้าใจ' ใดๆ
เกี่ยวกบั 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' จงึ อาจจะไมจ่ ําเป็ นต้องใช้วธิ ีการท่ีสลบั ซบั ซ้อน
หรืออาจจะไมจ่ ําเป็ นต้องใช้ศาสตร์ชนั้ สงู ใดๆ เพ่ือทจ่ี ะค้นหาความหมายของมนั
เพราะความยงุ่ ยากเพยี งประการเดยี วของผ้คู นในยคุ สมยั ปัจจบุ นั
ก็คือ การมองสง่ิ ตา่ งๆ อยา่ งตรงไปตรงมาเทา่ นนั้ เอง

386

คมั ภรี ์อจี้ งิ เชิงค้นคว้า

Trigrams & Hexagrams

http://goozhuqi.info/index.php/Trigrams_&_Hexagrams

ควรจะมคี าํ ถามไหมวา่ เหตไุ ฉนถงึ กาํ หนดให้เป็ น 3 ขดี จะมากหรือจะน้อยกวา่ นนั้ ได้รึเปลา่
ในเมื่อทกุ คนตา่ งก็รู้ดีอยแู่ ล้ววา่ เลข 0 กบั เลข 1 ในลาํ ดบั เลขฐานสองนนั้
ไมไ่ ด้มขี ้อกําหนดให้ต้องหยดุ อยแู่ ค่ 3 หลกั เสยี หนอ่ ย
ซง่ึ จริงๆ ก็ไมไ่ ด้มีข้อกําหนดวา่ จะต้องเขยี นเป็ นเลข 3 หลกั มาตงั้ แตแ่ รกด้วย

แต่ 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi กลบั ถกู กําหนดไว้ให้เป็ น 000 – 001 – 010 – 011 – 100 – 101 – 110 – 111

ปัญหานอี ้ าจจะไมไ่ ด้อยทู่ ี่ 'อนกุ รมเลขฐานสอง' ก็ได้ หรือเปลา่
เพราะตามคตคิ าํ สอนของปรัชญาเตา๋ นนั้
เขาเลอื กใช้เฉพาะคําวา่ 'หยนิ ' กบั 'หยาง'
เพื่อแทนความหมายของ 'พลงั ท่ตี รงข้ามกนั '
ซง่ึ ก็เป็ นคาํ กลางๆ ทไ่ี มไ่ ด้มกี ารกาํ หนด 'คา่ ' หรือ 'คณุ คา่ ' ใดๆ เอาไว้ในคําทงั้ สองด้วย

แตก่ ็มาถงึ ในยคุ หลงั ๆ เทา่ นนั้ เอง
ทม่ี กี ารนาํ เอาเรื่อง 'เพศหญิง-เพศชาย'
หรือเครื่องหมาย 'ลบ-บวก'
และเคร่ืองหมาย ''ศนู ย์-หนงึ่ '
เข้าไปประกอบคาํ อธิบายตา่ งๆ ของปรัชญาเตา๋

จนในทสี่ ดุ ก็มีความพยายามทจ่ี ะตีความให้เป็ น 'อนกุ รมทางคณิตศาสตร์' กนั ไป
ซงึ่ เราเองก็ไมร่ ู้หรอกวา่ Fu Xi เป็ นนกั คณิตศาสตร์กบั เขาตงั้ แตเ่ มอื่ ไหร่
เพราะวา่ ทา่ นตงั้ แตเ่ กิดในยคุ ก่อนประวตั ศิ าสตร์โน้น

แตก่ ็มเี รื่องทน่ี า่ สงั เกตอยเู่ ร่ืองหนงึ่ ก็คือ การแปลงคา่ 'สญั ลกั ษณ์สามขีด' หรือ Trigrams ของ Fu Xi ออกมาเป็ นตวั เลขนนั้
เขาจะเรียงลาํ ดบั 'จากลา่ งขนึ ้ บน' เสมอ และถือเป็ นการเรียงลาํ ดบั
ตามแบบฉบบั ของการอา่ นภาพสญั ลกั ษณ์ทงั้ หมดของ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' ด้วย

ซงึ่ เหตผุ ลประการหนง่ึ ทม่ี นั จําเพาะจะต้องมแี ค่ 3 ขดี ก็คือ
… 'ขีดล่าง' แทน 'ดิน' … 'ขีดกลาง' แทน 'มนษุ ย์' … และ 'ขีดบน' แทน 'ฟ้ า' …
ในความหมายเชิงสญั ลกั ษณ์ทใ่ี ห้มนษุ ย์อยรู่ ะหวา่ ง 'ฟ้ า' และ 'ดิน'

และถือเป็ นผ้สู าํ เร็จประโยชน์จากความประพฤตปิ ฏบิ ตั ิทจี่ ะต้องสอดคล้องกบั 'ลขิ ิตแหง่ สวรรค์' และ 'บญั ญตั แิ หง่ ปฐพ'ี เสมอ

387

กฟ็ ังเข้าท่าดนี ะ … แล้วกลายเป็ น 6 ขดี ได้อย่างไร

จะบอกวา่ เป็ นการรวมตวั กนั ของ 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' และ 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์' ก็ไมน่ า่ จะใช่
เพราะแผนผงั ทงั้ 64 ภาพทีเ่ ป็ น 'สญั ลกั ษณ์หกขีด' หรือ Hexagrams นนั้
ถกู บนั ทกึ เอาไว้ตงั้ แตย่ คุ ของ Fu Xi แล้ว
และเป็ นไปตามลาํ ดบั 'อนกุ รมเลขฐานสอง' 100%

คอื เริ่มจาก 000000 (หรือ ¦¦¦¦¦¦) 000001 (หรือ ¦¦¦¦¦|) 000010 (หรือ ¦¦¦¦|¦)
000011 (หรือ ¦¦¦¦||) 000100 (หรือ ¦¦¦|¦¦) .เร่ือยไปจนถงึ 111111 (หรือ ||||||)

การรวมตวั กนั ของ 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' กบั 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์'
จึงนา่ จะมีผลให้ลาํ ดบั อนกุ รมใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
ถกู เปลยี่ นขวั้ สลบั ข้างจนกลายเป็นอยา่ งทเี่ หน็ ในทกุ วนั นมี ้ ากกวา่
แตไ่ มใ่ ชเ่ หตผุ ลทม่ี นั จะต้องมี 6 ขดี แนๆ่

เหตผุ ลท่นี า่ จะใกล้เคียงทสี่ ดุ ก็นา่ จะอยทู่ ีค่ าํ วา่ 'หยนิ -หยาง คอื พลงั ที่มอี ยใู่ นทกุ สรรพสงิ่ '
เพราะฉะนนั้ แม้จะมีบางสงิ่ ทีเ่ ราเห็นเป็ นเพยี งหนง่ึ เดยี ว
แตเ่ นอื ้ แท้ยอ่ มจะต้องมี 'หยนิ ' และ 'หยาง' เป็ นสว่ นประกอบด้วยกนั ทงั้ สนิ ้
จะมคี วามแตกตา่ งกนั อยบู่ ้างก็เพยี งแคว่ า่
ณ ขณะเวลาหนงึ่ ๆ สิ่งท่เี ราสมั ผสั รับรู้อยนู่ นั้ กําลงั แสดง 'พลงั หยนิ ' หรือ 'พลงั หยาง' ออกมาตา่ งหาก

และนน่ั ก็นา่ จะเป็ นเหตผุ ลของการแทนท่ีตาํ แหนง่ ทงั้ สาม
ด้วย 'ขีดสามขีด' กลายมาเป็ นภาพ 'สญั ลกั ษณ์หกขีด' อยา่ งท่ีเหน็ ได้ด้วยตาเปลา่ ทนั ที

หากทฤษฎีที่กลา่ วถึงนถี ้ กู ต้อง นนั่ ก็หมายความวา่
ลาํ ดบั อนกุ รมของ 'สญั ลกั ษณ์หกขีด' ทงั้ 64 ภาพนนั้
ไมไ่ ด้มีความหมายอะไรเลยในทางปฏบิ ตั ิ
เพราะหากเราพิจารณาวา่ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
เป็ นเร่ืองของการให้ 'คําแนะนํา' เก่ียวกบั 'การครองตน' ของมนษุ ย์
ทจ่ี ะต้องประสานความสมดลุ ของฟ้ าและดิน
นน่ั ก็แปลวา่ มนั คอื เอกสารท่ีเราสามารถอา่ นมนั ไปเรื่อยๆ ได้ทงั้ เลม่
โดยไมจ่ ําเป็ นต้องเรียงลาํ ดบั ก่อนหลงั ใดๆ ทงั้ สนิ ้

เพราะตามประวตั ิดงั้ เดิมของการเขียน 'คมั ภีร์อจี ้ งิ ' นนั้
เขาเลา่ ลอื กนั ไว้วา่ Fu Xi ไมไ่ ด้เขยี นอะไรเลย
เว้นแตเ่ ป็ นผ้ทู บ่ี ญั ญตั ภิ าพ 'สญั ลกั ษณ์สามขดี ' กบั 'สญั ลกั ษณ์หกขดี ' เอาไว้เทา่ นนั้ เอง
ทงั้ ยงั ไมเ่ คยมีการบนั ทกึ รายละเอยี ดของคาํ อธิบายใดๆ มาตงั้ แตแ่ รกด้วย

388

การเสยี่ งทายด้วยการเผากระดองเตา่ หรือกระดกู สตั ว์
เป็ นการกระทาํ เพื่อจะได้เหน็ 'ภาพสญั ลกั ษณ์' จากรอยแตกบนกระดองเตา่ หรือบนกระดกู สตั ว์เป็ นสาํ คญั
โดยจะต้องมีการกาํ หนด 'คําถาม' หรือ scope ของเรื่องท่ีอยากจะ 'รับฟังคําชีแ้ นะ' ให้ชดั เจน
เพื่อให้ 'ผ้รู ู้' เป็ นผู้ 'แนะนาํ ' วา่ อะไรบ้างทีค่ วรกระทํา หรืออะไรบ้างท่คี วรละเว้น
ณ ขณะเวลานนั้ ๆ เป็ นต้นไป

ความเป็ นจริงกค็ อื 'อจี ้ ิง' ไมเ่ คยถกู ใช้เพอ่ื 'การเสยี่ งทาย' มาตงั้ แตแ่ รก
แตม่ นั แคด่ ู 'คล้ายๆ กบั เป็ นการเสย่ี งทาย' เทา่ นนั้ เอง
การตงั้ 'คําถาม' หรือกําหนด 'วตั ถปุ ระสงค์' ของตนเอง ณ ขณะเวลาหนงึ่ ๆ
แล้วไปนง่ั เผากระดองเตา่ หรือกระดกู สตั ว์นนั้

มลู เหตสุ าํ คญั ยอ่ มอยทู่ ่ีความต้องการทจี่ ะตรวจสอบวา่
ณ ขณะเวลานนั้ ๆ 'ฟ้ า' และ 'ดนิ ' กบั 'สงิ่ ท่ตี นกําลงั ดาํ ริทจ่ี ะกระทาํ ลงไป' นนั้
มนั มคี วามสมดลุ กนั มากน้อยแคไ่ หน?
มีการรบกวน หรือจะมกี ารกระทบกระทง่ั กบั 'เตา๋ ' หรือไม?่
มีอะไรบ้างท่ตี ้องระมดั ระวงั ?
มีอะไรบ้างทต่ี ้องรีบปรับปรุงแก้ไข?
แล้วมอี ะไรบ้างทไี่ มค่ วรก้าวกา่ ย? ฯลฯ
ซง่ึ 'ผ้รู ู้' จะเป็ นผ้สู าธยาย 'วถิ ีแหง่ ฟ้ า-ดิน' ไปพร้อมๆ กบั 'วิถีแหง่ มนษุ ย์' ให้เขาเหลา่ นนั้ นําไปปฏิบตั ิ

ไมใ่ ช่การทํานายทายทกั วา่ ใครจะโชคดี หรือใครจะโชคร้าย
ไมม่ ีการใบ้หวย หรือไมม่ กี ารให้เลขใดๆ ฯลฯ
ไมไ่ ด้บอกอะไรท่มี ากไปกวา่ 'คาํ แนะนํา' วา่ เราแตล่ ะคนจะต้อง 'ครองตน' อยา่ งไรสาํ หรับเรื่องหนงึ่ ๆ ณ ขณะเวลานนั้ ๆ

ถ้าเช่นนนั้ King Wen ทาํ อะไร
'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' ท่ีเราเห็นอยใู่ นทกุ วนั นี ้ไมไ่ ด้ถกู เขียนโดยคนๆ เดยี ว

King Wen นนั้ ได้รับการให้เกียรติวา่ เป็ นคนแรกทีร่ ิเริ่มเขยี นบนั ทกึ ทงั้ หมดของคมั ภีร์เลม่ นี ้
จากการใช้เวลาวา่ งๆ ในคกุ ของราชวางศ์ซางนานถึง 7 ปี

389

แตส่ งิ่ ท่ี King Wen ทําลงไปก็คือการเรียง 'อนกุ รมแหง่ สวรรค์' ของ Fu Xi ให้กลายมาเป็ น 'อนกุ รมแหง่ มนษุ ย์'
แล้วก็กาํ หนด 'ช่ือเรียก' ให้กบั 'สญั ลกั ษณ์สามขดี ' ทงั้ แปดสญั ลกั ษณ์เป็ นครงั้ แรก
จากนนั้ ก็ใช้หลกั การเดียวกนั ไปเรียงลาํ ดบั 'สญั ลกั ษณ์หกขดี ' ทงั้ 64 สญั ลกั ษณ์ขนึ ้ มาใหม่
แล้วก็กําหนด 'ชื่อเรียก' ให้กบั ทงั้ 64 สญั ลกั ษณ์นนั้ ด้วย
พร้อมๆ กบั เขียน 'บนั ทกึ คําอธิบาย' สนั้ ๆ ให้กบั แตล่ ะสญั ลกั ษณ์ทถ่ี กู กําหนดชื่อเรียกเรียบร้อยแล้วเหลา่ นนั้
ทา่ นก็ทําไว้แคน่ นั้ เอง

สาํ หรับคําอธิบายที่ลงรายละเอยี ดเป็ นทีละขีดๆ ของแตล่ ะสญั ลกั ษณ์นนั้
(รวมทงั้ สนิ ้ 384 วรรคหรือวล)ี ถกู บนั ทกึ เพ่มิ เติมในเวลาตอ่ มา
โดย Duke of Zhou หรือท่หี ลายคนนา่ จะค้นุ หคู ้นุ ตากวา่
ถ้าจะเรียกปราชญ์ทา่ นนวี ้ า่ Zhou Gong หรือ 'จิวกง'
ซงึ่ เป็ นทายาทของ King Wen และเป็ นน้องชายของ 'โจวอหู่ วาง' ผ้สู ถาปนาราชวงศ์โจว
กอ่ นทีจ่ ะยกยอ่ งให้ King Wen ผ้พู อ่ เป็ นปฐมบรมกษัตริย์แหง่ ราชวงศ์โจวในเวลาตอ่ มา

'จิวกง' ก็คอื ผ้สู าํ เร็จราชการของราชวงศ์โจว
ในยคุ ท่ีองค์รัชทายาท (ซงึ่ เป็ นหลานชายของ 'จิวกง' เอง) ได้ขนึ ้ ครองราชย์บลั ลงั ค์
ตอ่ จาก 'โจวอหู่ วาง' ในขณะทย่ี งั ไมบ่ รรลนุ ติ ภิ าวะ
และเป็ นผ้ทู ่ีได้รับการยกยอ่ งวา่
คอื ปราชญ์ผ้วู างรากฐานให้แก่ระบบการเมอื งการปกครองของจีน
ตงั้ แตย่ คุ ราชวงศ์โจว ที่ย่ิงยงตอ่ มาได้อีกหลายร้อยปี

'จิวกง' นนั้ ได้รับความเคารพนบั ถือในฐานะท่ีเป็ น 'ต้นแบบ'
ซง่ึ เป็ นแรงบนั ดาลใจของปราชญ์คนสาํ คญั ในยคุ ถดั มาก็คอื 'ขงจือ้ '
และก็คอื 'ขงจือ้ ' นเ่ี องทเ่ี ป็ นผ้นู าํ เอา
'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' ฉบบั ขยายความของ 'จิวกง' มาขยายความตอ่
ด้วยการบนั ทกึ คาํ อธิบายเพมิ่ เตมิ ลงไป
และทาํ ให้ 'คมั ภรี ์อจี ้ งิ ' นี ้
กลายเป็ นหนงึ่ ในสดุ ยอดแหง่ คมั ภรี ์ทีบ่ นั ทกึ โดยปราชญ์ตา่ งยคุ กนั ถงึ 4 คน
และมชี ่วงหา่ งของการบนั ทกึ ทท่ี งิ ้ ชว่ งกนั ถงึ กวา่ สองพนั ปี
นบั ตงั้ แตเ่ ร่ิมต้นจนเสร็จสมบรู ณ์อยา่ งทเ่ี ห็นในปัจจบุ นั

390

โดยทวั่ ไปแล้ว เนอื ้ หาในสว่ นลาํ ดบั อนกุ รมทงั้ 64 ลาํ ดบั ใน 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' นนั้ คอ่ นข้างเข้าใจได้
แต่กญุ แจสาคญั นา่ จะอยู่ทีก่ ารจดั ลาดบั อนกุ รมในภาพ 'โป้ ยก่วย' เสียมากกว่า
ตอ่ ให้เราเข้าใจวิธีการที่ King Wen ใช้ในการเรียงลาํ ดบั ของสญั ลกั ษณ์ทงั้ หมด

การทาํ ตาราง index เพ่อื การค้นหา 'บท' ที่เราต้องการจะอา่ น ก็ยงั ขาดหายไปไมไ่ ด้อยดู่ ี
เพราะฉะนนั้ อยากจะเรียงอยา่ งไรก็ไมเ่ ห็นแปลกสาํ หรับเรา
แตเ่ ทา่ ทเ่ี ห็นจากการถอดรหสั โดยบคุ คลหลายๆ คนแล้ว
ก็ปรากฏวา่ King Wen เรียงลาํ ดบั ของ 64 สญั ลกั ษณ์นนั้
ในรูปของ Sine Curve แบบเดียวกบั ท่ีเรากลา่ วถงึ ไว้ในบทความทแ่ี ล้ว
สงิ่ นนี ้ า่ สนใจ เพราะภาพของ Sine Curve ของ 'หยนิ ' กบั 'หยาง' ทว่ี ิง่ ไขว้ไปไขว้มานนั้
มนั ทําให้เรานกึ ไปถงึ อีกเรื่องหนง่ึ ทคี่ ล้ายกบั เป็ น 'พยากรณ์ศาสตร์' เหมอื นกนั
นนั่ ก็คอื BIORHYTHMS แตเ่ รื่องนีค้ อ่ ยๆขยายความตอ่ ไป

391

โดยพนื ้ ฐานแล้ว เราเองก็ไมค่ อ่ ยจะเหน็ ด้วยกบั 'วธิ ีการเสยี่ งทาย'
ไมว่ า่ จะโดยการเขยา่ ไม้ตวิ ้ หรือการโยนเหรียญอะไรนนั่ ซกั เทา่ ไหร่
เพราะมนั ดรู าวกบั วา่ เรากําลงั ให้ความสาํ คญั กบั 'ความบงั เอญิ ' มากกวา่ 'ความมีสต'ิ เกินไปสกั หนอ่ ย
ซงึ่ ถ้าเราจะ 'เช่ือ' วา่ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' มีความเกี่ยวข้องกบั การดาํ เนินชีวิตของพวกเราจริงๆ
เราก็ยงั คดิ วา่ มนั ควรจะมเี งื่อนงาํ อะไรบางอยา่ ง
ทสี่ ามารถสอ่ื ถงึ กนั ได้มากกวา่ แคก่ ารเขย่าไม้ตวิ ้ หรือการโยนเหรียญอยดู่ ี
จริงอยทู่ ใ่ี นชวี ติ ของพวกเราแทบทกุ คน
มกั จะต้องพบเจอกบั เร่ืองราวทไ่ี มเ่ คยคาดคดิ มากอ่ นอยบู่ อ่ ยๆ
แตน่ น่ั ก็ไมไ่ ด้หมายความวา่ ชีวติ ของพวกเราแตล่ ะคน
จะต้องแขวนอยกู่ บั 'ความบงั เอญิ ' เหลา่ นนั้ ไปเสยี ทงั้ หมด

อกี อยา่ ง จากเร่ืองราวที่กลา่ วมาตงั้ แตแ่ รกเก่ยี วกบั 'ลาํ ดบั อนกุ รมของอีจ้ งิ ' นนั้
ก็นา่ จะมสี ว่ นที่บง่ บอกได้วา่
ลาํ ดบั ขนั้ ตอนของการเขียนคมั ภรี ์เลม่ นี ้ไมไ่ ด้เขียนขนึ ้ มาจาก 'ความบงั เอญิ '
แตท่ งั้ หมดได้ถกู พนิ จิ พิจารณาแล้วอยา่ งถ่ีถ้วน

จะวา่ ไปแล้ว 'ความเชื่อ' ท่ีหลายๆ คนมีตอ่ 'คมั ภรี ์อจี ้ งิ '
ในลกั ษณะทถ่ี ือเอา 'ความบงั เอญิ ' มาสมุ่ เพ่ือเสย่ี งทายกนั นนั้
สว่ นหนงึ่ ก็เพราะคนสว่ นใหญ่ 'หลงเช่ือ' อยา่ งฝังหวั วา่ 'ลาํ ดบั อนกุ รมของอจี ้ ิง' นนั้
เกิดจากการ 'เรียงมว่ั ' โดย King Wen
จึงเหมารวมกนั เองวา่
การจะเข้าถึงความหมายท่แี ฝงอยใู่ นคมั ภรี ์เลม่ นี ้จะต้องอาศยั 'ความมวั่ '
ในลกั ษณะท่ีต้องไมม่ หี ลกั เกณฑ์ใดๆ เลย เป็ นสง่ิ ท่ีคดิ เอาง่ายๆ

392

ในทํานองเดยี วกนั เมื่อเราเองไมเ่ ช่ือวา่ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' นนั้ เรียงลาํ ดบั ไว้แบบมวั่ ๆ
เราจงึ พยายามทจี่ ะสบื เสาะหาความสมั พนั ธ์ของแตล่ ะสว่ นออกมาให้ได้
ซงึ่ ไมว่ า่ วธิ ีคดิ แบบไหนจะเป็ นวธิ ีท่ีถกู ต้องก็ตาม

ลกั ษณะของการกระทาํ อยา่ งทว่ี า่ นเี ้อง
ได้กลายเป็ นปัจจยั สาํ คญั ทท่ี าํ ให้ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' เข้าไปเกี่ยวข้องกบั ศาสตร์แทบจะทกุ แขนง
หมอดกู ว็ า่ กนั ไปแบบหมอดู
นกั คณิตศาสตร์กต็ คี วามกนั ไปแบบนกั คณิตศาสตร์
นกั ฟิสกิ ส์ก็วา่ กนั ไปแบบนกั ฟิสกิ ส์ นกั เคมกี ว็ า่ กนั ไปแบบนกั เคมี
นกั ดนตรีก็บรรเลงกนั แบบนกั ดนตรี
นกั การทหาร นกั การเมอื ง นกั จิตวิทยา ฯลฯ
ทกุ ๆ สาขาวิชาล้วนแล้วแตม่ กี รอบคดิ ที่สามารถตคี วามให้ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
โน้มเอียงไปตามแบบฉบบั ในสาขาวิชาของตวั เองได้ทงั้ นนั้ และนนั่ ก็คอื เสนห่ ์ของคมั ภีร์อจี ้ ิง

เพราะฉะนนั้ หากเราจะจบั คใู่ ห้ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง'
ไปเกี่ยวข้องสมั พนั ธ์กบั Biorhythms ก็ไมใ่ ชเ่ รื่องทีน่ า่ แปลกใจอะไร
เพราะภาพของ Sine Curve ที่เหน็ กบั 'จํานวนขีด' ทแี่ บง่ เป็ น 3 ชนั้ อยา่ งที่กลา่ วไว้นี ้
ยอ่ มมอี ะไรหลายอยา่ งที่สามารถจบั เข้าคกู่ นั ได้กบั Biorhythms อยา่ งลงตวั พอดิบพอดี

หากเราเพียงแตต่ ีความให้แตล่ ะตาํ แหนง่ บน Sine Curve ของ Biorhythms
มีคา่ เป็ น 'หยิน' และ 'หยาง'
และกําหนดให้ Sine Curve เส้นใด
หมายถึงตาํ แหนง่ ไหนบน 'ภาพสญั ลกั ษณ์หกขดี ' ของ 'อจี ้ ิง' ได้อยา่ งสมเหตสุ มผล
และเมอื่ Sine Curve ของ Biorhythms
เป็ นแผนผงั ที่มีสตู รคาํ นวณได้อยา่ งตายตวั

เราก็สามารถทีจ่ ะขดี เส้น Biorhythms ของเราลว่ งหน้าออกไปอกี นบั สบิ ๆ ปี ได้
ซง่ึ ก็จะทําให้ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' กลายเป็ น 'ตําราพยากรณ์'
ที่ไมไ่ ด้อาศยั เพียง 'ความบงั เอญิ ' มาเป็ นพนื ้ ฐานของ 'การเสยี่ งทาย' อีกตอ่ ไป
หรือหากจะใช้ 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง' เป็ น 'ขมุ ทรัพย์แหง่ ปัญญา'
เพ่อื ศกึ ษา 'ข้อคดิ ' สาํ หรับ 'การครองตน' ณ เวลาหนงึ่ เวลาใดในแตล่ ะจงั หวะของชีวติ
นน่ั ก็ไมใ่ ชส่ งิ่ ท่ีผดิ ปรกตไิ ปจากความตงั้ ใจดงั้ เดมิ ของ Fu Xi ทีอ่ อกแบบเครื่องหมายทงั้ หมดเอาไว้
ให้เป็ นเคร่ืองมือสาํ หรับ 'ผ้รู ู้' ทงั้ หลาย
ท่ีจะคอยให้ 'คาํ ชีแ้ นะ' แกป่ ระชาชน 'ผ้ไู มร่ ู้' โดยทว่ั ถึงกนั

393

Biorhythms

http://goozhuqi.info/index.php/Biorhythms

ภาพเส้นกราฟของ Biorhythms ที่เริ่มต้นจาก 'จดุ ศนู ย์' ณ 'วนั ทเี่ กิด'
แตด่ ้วย 'วงจร' หรือ 'วฏั จกั ร' ท่ี มรี ะยะเวลาถ่ีหา่ งไมเ่ ทา่ กนั
ทําให้เกิดการแปรเปลย่ี นของปฏสิ มั พนั ธ์ระหวา่ งแตล่ ะองค์ประกอบ
จนยากแกก่ ารคาดเดาหากไมม่ ีการบนั ทกึ ไว้เป็ น 'แผนภาพ' หรือ 'แผนท่ีชีวิต' ของ แตล่ ะคน
เมื่อเวลาผา่ นไปหลายๆ สบิ ปี
เส้นกราฟ Biorhythms ของบางคนก็อาจจะกลายเป็ นรูปร่างอยา่ งในภาพทางด้านลา่ ง
จนแทบนกึ ไมอ่ อกเลยวา่ มนั มจี ดุ เริ่มต้นมาจากจดุ เดียวกนั ได้อยา่ งไร

394

Biorhythms

เป็ นแนวคดิ หนง่ึ ท่ถี กู คดิ ค้นขนึ ้ มาตงั้ แตช่ ่วงปลายศตวรรษท่ี 19
(ประมาณปี ค.ศ.1897 ถงึ ปี ค.ศ.1902)
โดยเป็ นแนวคดิ ท่เี ชื่อมโยงออกมาจากทฤษฎี Chronobiology
อนั เป็ นทฤษฎีเกี่ยวกบั 'วฏั จกั ร' หรือ 'วงจร' ของสง่ิ มีชวี ิตทงั้ หลายในธรรมชาติ
ซง่ึ จะมี 'รอบของการเปลยี่ นแปลง'
ท่หี มนุ วนเป็ นจงั หวะทแ่ี นน่ อนในระดบั หนง่ึ เสมอ

โดยวฏั จกั รทหี่ มนุ วนเหลา่ นี ้
จะถกู แยกยอ่ ยเป็ นชว่ งเวลาตงั้ แตน่ ้อยกวา่ หนง่ึ วนั , ประมาณหนง่ึ วนั ,
นานเป็ นสปั ดาห์, เป็ นหลายสปั ดาห์, เป็ นเดอื น, เป็ นหลายเดอื น,
ไปจนถึงเป็ นปี หรือประมาณ 365 วนั

และยงั มวี ฏั จกั รที่ได้รับอทิ ธิพลจากปัจจยั ภายนอก
กบั วฏั จกั รท่ไี มไ่ ด้รับผลกระทบจากปัจจยั ภายนอก
โดยมีการกําหนดช่ือเรียกของ 'วงจรชีวติ ' ที่สนั้ ยาวเหลา่ นไี ้ ว้ 9 ระดบั ด้วยกนั

แม้วา่ Chronobiology จะไดร้ บั การยอมรบั ใหเ้ ป็นศาสตร์แขนงหน่ึงของชีววิทยา
และมีสถานะเป็ นวิทยาศาสตร์ อย่างเต็มตวั
แต่ Biorhythms นนั้ กลบั ไม่ไดร้ บั การยอมรบั ในระดบั เดียวกนั

อยา่ งไรกต็ าม
การศกึ ษาค้นคว้าเก่ียวกบั Biorhythms ก็ยงั ได้รับความสนอกสนใจจากหลายๆ ผ้คู น
และยงั มกี ารพฒั นาตอ่ ยอดจาก 'การสงั เกต' เพมิ่ เตมิ อยตู่ ลอดระยะเวลากวา่ 100 ปี ที่
ผา่ นมานี ้
โดยวงจรพนื ้ ฐานของ Biorhythms นนั้
จะแยกออกเป็ น 3 วงจรด้วยกนั คอื Physical (สขุ ภาพและความแข็งแรงทางกาย),
Emotional (อารมณ์ความรู้สกึ ) , กบั Intellectual (ความคดิ และสติปัญญา)
ซง่ึ รอบของ 'การหมนุ วน' สาํ หรับวงจรทงั้ สามนี ้

395

จะมีรอบของระยะเวลาทีแ่ ตกตา่ งกนั ไป Physical จะมรี อบของการหมนุ วนอยทู่ ปี่ ระมาณ 23 วนั
Emotional จะมรี อบของการหมนุ วนอยทู่ ่ีประมาณ 28 วนั
Intellectual จะมีรอบของการหมนุ วนอยทู่ ี่ประมาณ 33 วนั

ซงึ่ ตอ่ มากย็ งั มกี ารพฒั นา 'วฏั จกั รของสญั ชาตญาณ' (Intuitive) ท่มี รี อบของการหมนุ วนอยทู่ ่ี 38 วนั
และมกี ารสร้าง 'วงจรด้านพฤตกิ รรม' จากการนาํ วงจรทงั้ 3-4 อนั ที่วา่ นนั้ ไปคํานวณผสมกนั
เพอื่ ทีจ่ ะหาคา่ ตวั แปรบางอยา่ งทสี่ ง่ ผลกระทบเป็ น 'ความไมแ่ นน่ อน' ในชีวติ ของแตล่ ะคน

จดุ ประสงค์สาคญั ของการศึกษาคน้ ควา้ เหล่านี้
ก็เพือ่ หาค่า 'ความเปลีย่ นแปลง' ทีแ่ นน่ อนบางอยา่ ง
สาหรบั 'การทานายพฤติกรรม' ของมนษุ ย์แต่ละคนนน่ั เอง

การเขยี นภาพของ Biorhythms ออกมาเป็ น 'กราฟ' นนั้
จะใช้ฟังคช์ น่ั Sine เป็ นตวั คาํ นวณ
และจากการค้นคว้าของหลายๆ สาํ นกั ในชว่ งระยะเวลาท่ผี า่ นมา
ตา่ งก็ยอมรับกนั วา่
วธิ ีการคํานวณเส้นกราฟแตล่ ะเส้นของ Biorhythms นนั้
จะคํานวณได้จากฟังค์ชน่ั อยา่ งนี ้

Physical = sin(2πt / 23)
Emotional = sin(2πt / 28)
Intellectual = sin(2πt / 33)
โดยตวั แปร t ท่ีเห็นในสตู รคํานวณเหลา่ นนั้ ก็คอื 'จํานวนวนั นบั ตงั้ แตว่ นั ทเี่ กิด'

แล้วคา่ ทคี่ าํ นวณได้จากทงั้ 3 สตู รนี ้
ก็จะถกู นาํ ไป plot เป็ นกราฟ Sine Curve
ซง่ึ จะมีการอา่ นคา่ เป็ น 'บวก' หรือ 'ลบ' แบบวนั ตอ่ วนั
และสามารถคํานวณเส้นกราฟ Sine Curve ทงั้ 3 เส้นได้ลว่ งหน้าเสมอ
เพราะตวั แปร t ทเ่ี ป็ น 'จํานวนวนั นบั จากวนั ทีเ่ กิด' ของแตล่ ะคนนนั้
คอื คา่ ทสี่ ามารถนบั กนั ได้อยแู่ ล้ว

396

ข้อโต้แย้งตา่ งๆ ท่ี Biorhythms ก็คือ อาศยั การคานวณทางคณิตศาสตร์ลว้ นๆ
ได้รับมาโดยตลอด และการทีม่ นษุ ย์ทกุ คนทีเ่ กิดวนั เดียวกนั
จะตอ้ งมีเสน้ กราฟทีเ่ หมือนกนั 100% นน้ั

ก็ดไู มค่ อ่ ยจะสมเหตสุ มผลกบั พฤติกรรมทม่ี กั จะมคี วามแตกตา่ งกนั ของแตล่ ะคนสกั เทา่ ไหร่
ซงึ่ นน่ั ก็คอื เหตผุ ลสาํ คญั ทีท่ าํ ให้ Biorhythms
ยงั ไมส่ ามารถก้าวขนึ ้ ไปสกู่ ารยอมรับในฐานะของวทิ ยาศาสตร์จวบจนกระทงั่ ปัจจบุ นั
และเป็ นปัจจยั ผลกั ดนั ให้ผ้ทู ส่ี นใจใน Biorhythms
ยงั อยากจะค้นคว้าหา 'เส้นกราฟ' ทหี่ ายไปให้ครบทกุ ๆ เส้น
เพื่อทีจ่ ะใช้ประกอบคาํ อธิบายถงึ ความไมแ่ นน่ อนในด้านพฤตกิ รรมของมนษุ ย์แตล่ ะคนที่แม้วา่ จะเกิดวนั เดยี วกนั ก็ตาม

แต่ว่า ช้าก่อน

เส้นกราฟ 3 เส้นทเ่ี ห็นใน Biorhythms นนั้
เพียงพอทจี่ ะเทยี บเคยี งกบั 'อจี ้ ิง' ได้ในระดบั หนง่ึ อยแู่ ล้ว
ถ้าหากยงั จํากนั ได้ เรากลา่ ววา่ ภาพ 'โป้ ยกว่ ย' ที่เหน็ เป็ น 3 ขีดทงั้ 8 ภาพนนั้
จะหมายถงึ 'ฟ้ า-มนษุ ย์-ดิน' โดยมี 'มนษุ ย์' อยู่ 'ตรงกลาง' เพ่อื 'สร้างสมดลุ ' ให้กบั ปัจจยั ทส่ี ดุ ขวั้ ทงั้ สอง
และหากนํามาเทยี บเคยี งกบั มนษุ ย์ หรือเหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ในธรรมชาติ
ตามหลกั การของ 'อจี ้ ิง' นนั้ ก็จะกําหนดไว้วา่
การแสดงตวั หรือความสามารถในการถกู สงั เกตของ 'หยนิ ' และ 'หยาง' นนั้
จะเรียงลาํ ดบั ของ 'ความชดั เจน' จากบนลงลา่ งเสมอ
ซง่ึ หมายความวา่ 'เส้นด้านบน' จะแทนความหมายของ 'สง่ิ ที่สามารถสงั เกตเห็นได้ชดั เจน' หรือ 'สง่ิ ทป่ี รากฏสสู่ ายตาแล้ว'
สว่ น 'เส้นด้านลา่ ง' ก็จะแทน 'สง่ิ ทย่ี งั ซกุ ซอ่ นอยภู่ ายใน'

การกาํ หนดขดี แตล่ ะขีดด้วยการโยนเหรียญ หรือการเขยา่ ไม้เซยี มซนี นั้
ก็จะถือหลกั ให้เริ่มกําหนดจาก 'เส้นด้านลา่ ง' ขนึ ้ ไปหา 'เส้นด้านบน'
จากการโยนเหรียญ หรือการเขยา่ ไม้เซยี มซีแตล่ ะครงั้
อนั เป็ นการสะท้อนปรัชญาด้านพฤติกรรมมนษุ ย์ของชาวจีนทเ่ี ชื่อวา่
มนษุ ย์จะประพฤติปฏิบตั ิจากรากฐานของอารมณ์ หรือทศั นคติทีซ่ กุ ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของตนเองออกมาเสมอ

397

Id คือ ลองย้อนกลบั ไปดทู ฤษฎดี ้านพฤติกรรมทล่ี อื ลน่ั สนน่ั โลกของ Sigmund Freud กนั บ้าง
สว่ น Superego Freud แบง่ ระดบั ของจิตใจมนษุ ย์ออกเป็ น Id, Ego, และ Superego
โดยใน 3 องค์ประกอบนี ้
และ Ego ก็คอื
'สญั ชาตญาณดิบ' ทเ่ี น้นไปในด้านของ 'การตอบสนองความต้องการตามธรรมชาตขิ อง
ตนเอง'

คอื 'อดุ มคต'ิ หรือ 'อดุ มการณ์' ท่แี ตล่ ะคนได้รับการบม่ เพาะมาจากสงั คมหรือการศกึ ษา
เป็ นความปรารถนาท่อี ยากจะพฒั นาตนเองให้มีคณุ คา่ ทสี่ งู สง่
กวา่ การปลอ่ ยตวั เองให้ไหลเลอ่ื นไปตามกระแสของความต้องการทด่ี บิ เถื่อน

'ตวั ประสาน' ระหวา่ ง 'ความต้องการทีส่ ดุ ขวั้ ' ทงั้ สอง

คล้ายกบั ภาพของ เราจะเหน็ ถงึ แนวคิดทีค่ อ่ นข้างจะสากลของ 'ความเช่ือ'
'ฟ้ า-มนษุ ย์-ดิน' ท่วี า่ ทกุ ๆ สรรพชีวติ ล้วนแล้วแตต่ ้องแหวกวา่ ย
อยทู่ า่ มกลาง 'ความสดุ ขวั้ ' ของปัจจยั ภายนอก และปัจจยั ภายในเสมอ
มากๆ เลย และพฤตกิ รรมหรือ 'การครองตน' ของแตล่ ะคน
ก็ล้วนแล้วแตเ่ ป็ นการ 'รักษาสมดลุ ' ให้แกว่ ถิ ีชวี ติ ของตนเองโดยเฉพาะเทา่ นนั้

398

ขอย้อนกลบั ไปท่ีเร่ือง Biorhythms กนั ตอ่
Physical นนั้ คอื 'สขุ ภาพทางกาย' ซง่ึ เห็นได้อยา่ งชดั เจนจากการสงั เกต
Emotional คอื 'สขุ ภาพทางอารมณ์' ซงึ่ ยากแก่การพบเหน็ ด้วยสายตา
สว่ น Intellectual
ก็คอื 'สขุ ภาพทางปัญญา' ที่จะพิจารณาถงึ ความเหมาะสมของการแสดงออก
ตอ่ อารมณ์หนงึ่ ๆ ทปี่ ระทขุ นึ ้ มา ณ ขณะเวลานนั้ ๆ ของแตล่ ะบคุ คล
ซง่ึ จะวา่ ไปแล้ว Intellectual
ก็คือ 'ตวั ประสาน' เพอื่ สร้างสมดลุ ให้กบั 'สงิ่ ทจ่ี ะปรากฏสภู่ ายนอก' กบั 'สงิ่ ทซ่ี กุ ซอ่ นอยภู่ ายในจิตใจ'
นน่ั เอง
ดงั นนั้ หากเราแทนท่ีตาํ แหนง่ ขององค์ประกอบทงั้ สาม
ตามแนวคดิ ของ Biorhythms ด้วย 'ขีด' แบบ 'อจี ้ ิง' เราก็จะได้
'ขีดบน' แทน Phy ical … 'ขีดลา่ ง' แทน E ti nal … และ 'ขีดกลาง' แทน Intellectual ตามลาํ ดบั

แต่ว่า คงจํากนั ได้ทวี่ า่ ทกุ สรรพสิ่งไม่มีทางหยดุ นิ่งอยา่ งตายตวั
โดยตา่ งก็มี 'หยนิ ' และ 'หยาง' เป็ นองค์ประกอบทข่ี บั เคลอื่ นมนั ตลอดเวลา

ดงั นนั ้ การหมนุ ขนึ ้ ลงเป็ นวฏั จกั รของ Physical, Emotional กบั Intellectual
ก็ควรจะถกู แทนทดี่ ้วยภาพของ 'หยิน' และ 'หยาง'
ในแตล่ ะชว่ งของวฏั จกั รทพ่ี วกมนั ผนั แปรไปด้วยเหมอื นกนั
และ เส้นกราฟของ Biorhythms ที่เหน็ เป็ น Sine Curve 3 เส้น
ก็จะสามารถแทนทด่ี ้วย 'ภาพหกขีด' จาก 'คมั ภรี ์อจี ้ ิง'
ณ จดุ ใดจดุ หนง่ึ ที่กําหนดลงไปเป็ น 'แตล่ ะวนั ' ได้ทนั ที

ถ้อยคาํ จาก 'คมั ภีร์อจี ้ งิ ' ทถี่ ือเสมอื นเป็ นหนงึ่ 'ข้อแนะนํา'
สาํ หรับ 'การครองตน' ก็จะสอดคล้องกบั 'วฏั จกั รชีวติ ' ในวนั นนั้ ๆ ของตวั เราเอง

399

นี่จะเป็ นการ 'จบั ค่'ู ทีผ่ ดิ ฝาผดิ ตวั เกนิ ไปหรือเปล่า

เราเองก็ไมไ่ ด้สนใจทีอ่ ยากจะพสิ จู น์นกั หรอกวา่ Biorhythms หรือ 'คมั ภีร์อจี ้ ิง' นนั้
มคี วามเป็ นวิทยาศาสตร์มากน้อยแคไ่ หน
เพราะทงั้ คตู่ า่ งก็มีทีม่ าทีไ่ ปจาก 'การเฝ้ าสงั เกต'
เชน่ เดียวกบั วทิ ยาศาสตร์แขนงอนื่ ๆ ทกุ แขนง
ขนึ ้ อยทู่ ี่วา่ เราจะใช้เกณฑ์อะไรมาเป็ นตวั รองรับ
หรือเป็ นตวั ตดั สนิ วา่ ทฤษฎหี รือแนวคิดหนง่ึ ๆ ควรจะเป็ นวทิ ยาศาสตร์หรือไม่
ความเป็ นวทิ ยาศาสตร์นนั้
มคี วามจําเป็ นแคไ่ หนท่จี ะต้องสามารถแทนคา่ ทกุ สง่ิ ทส่ี งั เกตเห็น
ด้วยสญั ลกั ษณ์ทางคณิตศาสตร์ทถ่ี ือกนั วา่ เป็ น 'ภาษา' ของ 'วิทยาศาสตร์' เพยี งสถานเดยี ว
ความเป็ นวทิ ยาศาสตร์
จําเป็ นจะต้องถกู บงั คบั ให้มคี วามคบั แคบอยเู่ พยี งแคน่ นั้ หรือเปลา่
หรือถ้าจะบอกวา่
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นนั้ จะต้องสามารถพสิ จู น์ได้จากการทดลอง
และสามารถแสดงผลลพั ธ์ได้อยา่ งแนน่ อนตายตวั ในสภาวะแวดล้อมหนง่ึ ๆ เสมอ
ถ้าอยา่ งนนั้ กแ็ ปลวา่ ทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตร์จะต้องสามารถ 'ทํานายได้ลว่ งหน้า' ด้วยใช่ไหม
หรือวทิ ยาศาสตร์เป็ นแตเ่ พยี งวิทยาการท่มี งุ่ สนอง 'ความต้องการรู้อนาคต' ของมนษุ ย์
อยา่ งท่หี มอดทู งั้ หลายพยายามแสวงหาจากเส้นทางอน่ื ท่ีแตกตา่ งออกไปจากการเขยี นด้วยภาษาคณิตศาสตร์
พวกเราก็คือปถุ ชุ นคนธรรมดาทยี่ งั คงแหวกวา่ ยอยู่ 'ตรงกลาง' ระหวา่ งความสดุ ขวั้ ของศาสตร์ทงั้ สองขวั้ นดี ้ ้วยสิ
แล้วจําเป็ นต้องพิสจู น์ไปเพ่อื อะไร

400


Click to View FlipBook Version