"ไต้เยี้ย" คิดค้นความหมายเกี่ยวกับธาตุทั้ง 5 และเรื่องการท านาย รวมทั้งก าหนดรหัสบน รหัสล่าง และปฏิทินแบบกะจื้อ "หยงซุก" คิดค้นเครื่องมือดาราศาสตร์เลียนแบบจักรวาล ศึกษาการเดินทางของดวงดาวจัดท าปฏิทิน "ชังกิก" ประดิษฐ์ตัวอักษร อักษรจีนยุคแรก คืออักษรภาพ
"ติซิ่ว" คิดค้นวิชาการเกี่ยวกับการค านวณ "เล้งลุ้ง" คิดค้นเรื่องเกี่ยวกับดนตรี
นอกจากนี้ อึ้งตี้ยังสังเกตว่า สาเหตุที่คนเราเจ็บป่ วย มาจาก อิทธิพลภายใน เกิดความไม่สมดุลของร่างกาย เกี่ยวกับหยินหยาง และอิทธิพลภายนอก จากภูมิอากาศหนาวและร้อน
อีกทั้งอิทธิพลภายใน ทางด้านอารมณ์ดีใจเสียใจ จึงมีพระบัญชา ให้"จีแปะ" ค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับอวัยวะภายใน ให้"ยู้ฮู่" และ "หลุ่ยกง" ศึกษาเรื่องชีพจร ให้"บู่แพ้" และ "ท่งกุง" ศึกษาเรื่องต ารับยา
อึ้งตี้ ยังมีความช านาญ เรื่องการใช้"ข่วย" ยุคนั้นเป็นยุคที่สืบอ านาจผ่านทางมารดา ซึ่งปัจจุบันสืบอ านาจผ่านทางบิดาซึ่งกลับกัน เมื่อให้ความส าคัญกับ "แม่" อึ้งตี้ ยกให้แม่เป็นแกนหลัก ใช้"คุน" แทนค าว่า "แม่" แล้วยังแทนค าว่า พื้นดิน ได้ด้วย
ยังได้ท าการเปลี่ยนชื่อ "เลี่ยงซัวเอียะ" มาเป็น "กุยชั้งเอียะ" การเรียงล าดับของ "กุยชั้งเอียะ" คือ ดิน ไม้ลม ไฟ, น ้า เขา ทอง ฟ้า มีความหมายว่า พลังฟ้ามีหวนกลับ พลังดินมีการสั่งสม ไม้มีการเกิด ลมเกิดความเคลื่อนไหว ไฟมีพลังยาวนาน พลังน ้าให้ก าเนิด ภูเขาสกัดกั้น ทองมีแรงพิฆาต
"กุยชั้งเอียะ" จะหมุนไปแบบตามธรรมชาติ แต่ยังคงไว้ ซึ่งหลักการที่ว่า ความสัมพันธ์ของผืนดิน และมวลสรรพสิ่งที่มีการเจริญเติบโต การแปรเปลี่ยนนั้น ล้วนมาจากทฤษฎีพลังที่ซ่อนเร้นและสร้างสม เป็นตัวแปรของมวลสรรพสิ่ง
"กุยชั่งข่วย" ก็ยังแฝงด้วยความคิด เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติด้วย โดยให้ดูจาก ชื่อของแปดฉักลักษณ์ "ดิน ไม้ลม ไฟ, น ้า ภูเขา ทอง ฟ้า" จากนั้น น าพัฒนาการของพลังทั้งแปดมาสัมพันธ์กัน
จะสังเกตเห็นว่า มีการหวนกลับมา เกิดการซ่อนเร้นขึ้น มีการเจริญเติบโต เกิดการเคลื่อนไหว มีความคงอยู่นาน เกิดการสร้างสมขึ้น มีการสกัดกั้น เกิดแรงพิฆาตขึ้น
3.ยุคจิวเอียะ รำว 4000 ปี ก่อน ยุคสมัยราชวงศ์เซียง ปกครองแผ่นดินจีน มาจนถึงสมัยที่28 แห่งราชวงค์เซียง ติ้วอ๋อง เป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง มีนิสัยดุร้าย หมกมุ่นในกามารมณ์ ไม่สนใจความเป็นอยู่ของประชาชน ท าให้เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
ขุนนางเมือง ทางทิศตะวันตก ชื่อ กีเชียง ได้กราบทูลให้ปรับปรุงแก้ไข วิธีการบริหารบ้านเมือง ท าให้ติ้วอ๋องโกรธมาก จับตัวกีเซียง ไปขังคุกที่เมืองกิ้วลี่ (ปัจจุบันอยู่ที่มณฑลเหอหนาน) เป็นเวลา 7 ปี
ช่วงเวลำท ี่กีเซียง อยใ ู่นค ุ ก เขาได้ค้นคว้าเกี่ยวกับ ฮกฮีโป๊ ยข่วย แล้วน ามาวางต าแหน่งใหม่ ให้ตรงกับควำมจริงตำมธรรมชำติ มำกทส ีุ่ ด ซึ่งต่อมา เรียกว่า "บุ่งอ้วงโป๊ ยข่วย" หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า "เอ่าทีโป๊ ยข่วย"
นอกจากนี้ เขายังได้น า สัญลักษณ์(ข่วย) ทั้ง8 ตัว ซึ่งแต่ละข่วยประกอบด้วย เส้น 3 เส้น มี2 รูปแบบ คือเส้นหยินขีดขาด กับเส้นหยางขีดเต็ม น าข่วย 2 ตัวมาเรียงซ้อนกัน กลายเป็นข่วยใหม่ขึ้นมา แต่ละข่วยจะกลายเป็น 6 เส้น
น าข่วยดั้งเดิมทั้ง 8 ตัว มาซ้อนสลับกันไปมา รวมกันแล้วได้64 ข่วย แต่ละข่วยมี6 เส้น แต่ละเส้นเรียกว่า "ข่วยเง้า" รวมกันแล้วได้384 เส้น จิวบุ่งอ้วง ยังได้ตั้งชื่อข่วยที่เกิดขึ้นใหม่ทั้ง 64 ตัว และได้อธิบายความหมายของแต่ละตัวไว้ด้วย
หลังจากที่จิวกงตั่ง ลาออกจากราชการแล้ว ใช้เวลาว่างศึกษาศาสตร์เอี๊ยะ จึงได้น าข่วยทั้ง 64 ตัวที่คุณพ่อของเขา จิวบุ่งอ้วง คิดค้นขึ้นมา เขียนค าอธิบายความหมายของแต่ละเส้น ทั้ง 384เส้น จนครบทุกข่วย
บันทึกเล่มนี้ เป็นต าราโบราณที่สมบูรณ์ ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากคิดค้นโดย จิวบุ้งอ้วง จึงเรียกว่า "จิวเอี๊ยะ" เป็น "คัมภีร์อี้จิง" หนึ่งในห้าเล่มของชนชาติจีน
บันทึกอี้จิง สองเล่มแรก ได้หายสาบสูญไปนานแล้ว ตั้งแต่ยุค ราชวงศ์จิ้น แม้จะมีการกล่าวอ้างถึงบางตอน ในต าราโบราณบางเล่มแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถรวบรวมประติดประต่อเนื้อหาได้ เนื่องจากล าดับการให้ความส าคัญนั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป จนไม่สามารถล าดับได้ถูกต้องครบถ้วน อันเป็นสาเหตุท าให้ผู้ที่ท าการค้นคว้าศึกษา ไม่สามารถเข้าถึงสุดยอดแห่งต าราอี้จิงได้
ถ้าหากจะศึกษาคัมภีร์อี้จิง ให้ส าเร็จต้องลืมวิชาที่เคยรู้มา แม้มีการค้นพบกระดองเต่าโบราณ กว่า 150,000 ชิ้น ที่เมืองอันหยัง บันทึกด้วยอักษรภาพ เป็นเรื่องของค าท านาย และเรื่องราวความเป็นอยู่สมัยนั้น ค าท านายเหล่านั้น น่าจะเป็นบันทึก กุยชั้งเอียะ
เราต้องเริ่มศึกษา ตีความจากสิ่งที่เราพบ แต่ในปัจจุบันนี้ ผู้คนทั่วไป ยึดถือว่า คัมภีร์อี้จิงฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด คือ"จิวเอียะ" ซึ่งเป็นรุ่นสาม เป็นฉบับที่คนรุ่นหลัง ก าลังค้นคว้าและใช้งานอยู่ในปัจจุบันนี้
คัมภีร์อี้จิง ถูกรวบรวม และจัดเป็นหมวดหมู่ขึ้นใหม่ ในยุคของราชวงศ์เซี่ย และถูกท าลายสูญหายไปมากมาย ในยุคของ "จิ๋นซี" ด้วยเหตุผลทางการเมือง ที่จิ๋นซี กลัวว่าต าราเหล่านี้ จะสร้างปัญหาต่อประเทศที่ตนปกครอง
ส่วนฉบับของจิวเอียะ มาถึงในยุคปัจจุบัน ก็รอดพ้นจากการเผาท าลาย ต ารับต าราในยุคของประธานเหมา เหตุมีการเผาท าลาย มีการเล่าลือกัน ว่า ประธานาธิบดีเหมา ก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยภูมิปัญญาความรู้เกี่ยวกับฮวงจุ้ย จึงเกรงว่าจะมีผู้ใช้วิชาฮวงจุ้ย มาท าลายตน ดุจเดียวกัน จึงต้องท าลายให้สิ้น
ด้วยคุณค่าของความรู้ อันมีมนต์ขลังในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งมีความโดดเด่นในการพยากรณ์นี้เอง ท าให้ปัจจุบันชาวยุโรป ต่างก็ให้ความสนใจ ศึกษาค้นคว้า และถอดความนัยที่แฝงอยู่ในรหัสลักษณ์ ค าว่า "อี้" หมายถึงการเปลี่ยนแปลง ค าว่า"จิง" หมายถึงคัมภีร์ ดังนั้น อี้จิง คือ คัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง
อี้จิง ตามต านาน บันทึกว่า ฟูซี เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ไม่ว่าฤดูกาล หรือเวลาแห่งกลางวันและกลางคืน เกิดเป็นความเข้าใจว่า ฟูซี เป็นผู้สร้างเครื่องหมายสัญลักษณ์ ของปากัวขึ้น
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกัน เพราะในสมัยฟูซี ปากัวที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของฮวงจุ้ย ไม่ใช่เรื่องอี้จิง ท าให้ไม่แน่ใจว่า อาจารย์ผู้สอนฮวงจุ้ยต่างๆ ตีความหรือแปลความหมายจากภาษาจีนผิด จึงท าให้อี้จิงกลายเป็นฮวงจุ้ย ฮวงจุ้ยกลายเป็นอี้จิง
เท่าที่สอบถามผู้ที่รู้ภาษาจีน ได้ความปรากฏว่า การอ่านภาษาจีนที่เป็นเรื่องราวเฉพาะ เช่น ฮวงจุ้ย หรือต าราทางการแพทย์ ควำมหมำยเป็ นลักษณะเฉพำะทำง ถ้าไม่ศึกษาเกี่ยวกับด้านนั้นแล้ว จะตีความหมายผิดไป
ต่อมาในสมัยของกษัตริย์เหวิน ผู้สถาปนาราชวงศ์โจว ได้น าฉักลักษณ์ ในปากัวทั้งสอง มารวมกัน แล้วมีการอธิบายความหมายที่เกิดขึ้น จากการรวมฉักลักษณ์
โดยมีการจดบันทึก ว่า "ท่านขงจื้อ เป็นผู้เขียนค าวินิจฉัย ประกอบสัญลักษณ์แห่งปากัวนั้น ในสมัยกษัตริย์เหวิน" อดีตที่ผ่านมา นักปราชญ์หลายยุคหลายสมัย ได้พยายามแปล หรือตีความในคัมภีร์อี้จิง กันอย่างกว้างขวาง ว่ากันว่าแม้แต่ท่านขงจื้อ ยังไม่สามารถตีความได้ครบ ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
ปราชญ์ผู้เป็นบัณฑิต ต่างล้วนพยายามที่จะเข้าถึงอี้จิง และคิดว่า เป็นเรื่องของการผันแปรของอิมและเอี้ยง ซึ่งเป็นสองพลังหลักในจักรวาล ที่สรรพสิ่ง ล้วนก าเนิดจากปรากฏการณ์ทั้งสอง ซึ่งก็ถูกแค่3 ใน 10 ส่วน
เพราะการแปรผันใดๆนั้น ล้วนมีความหมายแฝง ในหยินก็มีหยาง ในหยางก็มีหยิน ในที่ๆ มืดที่สุด ก็มีความสว่าง และในที่ๆ สว่างที่สุด ก็มีความมืดแฝงอยู่ กฎของการมีอยู่ ไอ้ที่ว่าไม่เห็น ใช่ว่าไม่มี และอะไรที่เห็น ก็ใช่ว่าจะมี
กฎแห่งการกระท า และผลจากการกระท า กฎของการเปลี่ยนแปลง ความเป็นเหตุเป็นผล และอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นปัจจัย
อี้จิง เป็นคัมภีร์การพยากรณ์ โดยใช้เครื่องหมาย ฉักลักษณ์ ซึ่งมีจ านวนถึง หกสิบสี่ ฉักลักษณ์ แต่ด้วยคัมภีร์อี้จิง เป็นหนังสือที่อ่านยาก เว้นแต่จะเป็นผู้มีความรู้ที่ลึกซึ้ง และมีเพียงไม่กี่คนที่จะเข้าใจได้
ด้วยเพราะค าท านายของคัมภีร์อี้จิง มีพื้นฐานอยู่บนโศลก (คล้ายๆ ค ากลอนไทย) แฝงด้วยคติและเรื่องเล่าต่างๆ ที่เป็นต านาน และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในประเทศจีน บางส่วนจะเป็นคติพื้นบ้านที่เล่ากันมา แบบปากต่อปากของแต่ละท้องถิ่น และยังเกี่ยวข้องกับความรู้และขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม ที่สืบต่อๆ กันมา อันเป็นรากฐานและวัฒนธรรมของชาวจีน
คัมภีร์อี้จิง นับแต่ก าเนิดมา เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยการพยากรณ์ การผันแปรของสรรพสิ่ง คัมภีร์อี้จิงจึงไม่ใช่ต าราฮวงจุ้ย และวิชาฮวงจุ้ย ก็หาใช่อี้จิงไม่ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเรื่องการยกระดับ หรือการพยายามสร้างจุดเด่น ในวิชาของแต่ละคน
ที่น ามาผสมผสาน หรือน ามาปรับใช้ให้เป็นเหตุเป็นผล ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆ ในวิชาฮวงจุ้ย ที่ฮวงจุ้ยไม่แน่ใจและยังหาค าตอบไม่ได้ จึงน าเอาอี้จิงมาผสมรวม และดูราวกับว่าผู้น ามาใช้ เป็นผู้ที่เฉลียวฉลาด น าวิชาความรู้อื่นมาปรับประยุกต์ เพื่อเป็นการยกระดับความสามารถของตนเอง แต่ไม่ถูกเรื่อง มันคนละเรื่องจนผิดฝาผิดตัว