ปฏท ิ น ิ อจ ี ้ ง ิ (I Ching) ต่อมาภายหลัง Terrence และ Dennis McKenna ได้ท าการศึกษาอี้จิง อย่างจริงจัง และพบกับสิ่งที่น่าประหลาดใจ ดังนี้คืออย่างที่กล่าวมาข้างต้น รูปแบบ 64 รูปแบบของอี้จิงนั้น ประกอบด้วย เส้น 6 เส้น
ดังนั้น หากน า 6 คูณกับ 64 ก็จะเท่ากับ 384 วัน หรือ13 เดือนตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งถือเป็น 1 ปี และหากน า384 วัน คูณกับ 64 อีกครั้ง ก็จะเป็น 67 ปีกับอีก 104.25 วัน ซึ่งค่าที่ได้นี้ จะเท่ากับรอบวัฏจักร การสลับขั้วของดวงอาทิตย์6 รอบ พอดิบพอดี
และหากเราเอาค่าที่ได้นี้ มาคูณกับ 64 อีกครั้ง ก็จะได้ออกมาเป็น 4,306 ปี และวันจ านวนหนึ่ง ซึ่งค่าที่ได้นี้ เท่ากับ การเคลื่อนของจักรราศรี2 รอบพอดี ยิ่งไปกว่านั้น หากเราน าค่าได้ไปคูณ 64 อีกครั้ง ก็จะเท่ากับ 25,836 ปี ซึ่งเท่ากับ 1 การหมุนของแกนโลก ครบ 1 รอบพอดี
1 day x 64 x 6 = 384 days = 13 lunar months 384 days x 64 = 67 years, 104.25 days = 6 minor sunspot cycles (11.2 years each) 67 years, 104.25 days x 64 = 4306+ years = 2 Zodiacal ages
4306+ years x 6 = 25836 years = 1 precession of the equinoxes ซึ่งปฏิทินอี้จิง นั้น ปรากฏว่า วันสุดท้ายของรอบนี้ คือ22 ธันวาคม 2012 !!
อจ ี ้ ง ิ พน ื ้ ฐำน : วธ ิี กำรเส ี ่ ยงทำยดว ้ ยไม ้ ตว ิ ้ วธ ิี เสย ี ่ งทำยมำตรฐำนสำ หร ั บอจ ี ้ ง ิ http://bit.ly/3xuLA19 ตอนแรกนั้น ผมก าลังกลุ้มว่าจะเขียนบทนี้อย่างไรดี จนมาคิดได้ว่า เรามีเนื้อหาที่ดีจากหนังสือ ที่หลายคนน่าจะไม่เคยอ่านอยู่แล้ว ก็น่าจะน ามาใช้ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าว่ากันตามวิธีมาตรฐานที่รู้จักกันนั้น วิธีนี้จะใช้ไม้ติ้วเพียง 50 แท่ง และเมื่อหยิบออก จะท าการหยิบออก เพียงหนึ่งแท่งเท่านั้นครับ ไม่ใช่หกแท่ง ในนิยายของหวงอี้ จะเรียกหนึ่งแท่งที่หยิบออกไปนี้ ว่า “เลขหนึ่งที่หายไป”
แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็จะได้49 แท่งครับ และกระบวนการหลังจากนั้น ก็จะตามขั้นตอน จากหนังสือที่ผมลงไว้ทุกประการครับ นอกจากนี้ วิธีการนับ ยังมีหลายแบบครับ
ในรูปที่ผมลง จะเป็นวิธีนับจ านวนกลุ่ม ยังมีวิธีนับเศษ รวมทั้งยังมีวิธีแบ่งแบบ 8 แท่ง เพื่อหาเศษเป็นเลขของตรีลักษณ์ด้วย ส่วนเนื้อหาส่วนอื่นผมค่อยมาลงต่อครับ
ส าหรับ ไม้ติ้วนั้น ปกติแล้ว ผมจะใช้ไม้ลูกชิ้นที่ซื้อตามห้างครับ เพราะผ่านการฆ่าเชื้อราแล้ว แล้วท าการตัวปลายแหลมออกครับ ให้ยาวประมาณ 7 นิ้วครับ เรียกว่าขนาดเหมาะมือครับ ส าหรับเนื้อหาลองติดตามจากรูปด้านล่างนะครับ เป็นเวอร์ชั่นชั่วคราวนะครับ เดี๋ยวผมมีเวลามากขึ้น จะมาเขียนขยายความเพิ่มเติมครับ อ้ออย่าลืมคลิกที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่นะครับ
กล่าวถึง การศึกษาพื้นฐาน ศาสตร์วิชาความรู้โบราณพื้นฐาน และวัฒนธรรมจีน หากไม่ศึกษาอี้จิง ยังไม่อาจนับว่ามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ (***หมายถึงวัฒนธรรมจีนแบบโบราณ ก่อนถูกท าลายล้างจนสูญสิ้น โดยการปฏิวัติวัฒนธรรม และการปกครองแบบคอมมิวนิสต์)
ปัจจุบันนั้น เมื่อพูดถึงอี้จิง แผนภาพแปดทิศ(ปากว้า) คนมักคิดถึง แต่ว่าเป็นวิชาโหราศาสตร์ ท านายทายทักไป ทั้งๆที่วิชานี้ คือรากฐานอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในวัฒนธรรมจีน เป็นที่มาพื้นฐานของศาสตร์วิชาต่างๆ ภายใต้วัฒนธรรม
แม้แต่ เกาหลี ที่ใช้วัฒนธรรมจีนมาแต่เดิม ยังเอารูปแผนภาพแปดทิศ มาเป็นสัญลักษณ์ในธงชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความส าคัญ และความใกล้ชิตต่อชีวิตผู้คน แม้ขงจื้อเอง ยังได้เรียบเรียงต าราโจวอี้
จนเป็นหนึ่งในต ารา ที่ขงจื้อได้เรียบเรียงขึ้น และอี้จิง เอง ได้กลายเป็นสิ่งขับเคลื่อน ในประวัติศาสตร์จีน มาตลอดเวลา ศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าการแพทย์ปรัชญา คณิตศาสตร์ศิลปะการต่อสู้ฯลฯ ต่างก็ไม่พ้น อิงจากวิชาในอี้จิง เป็นหลักกันทั้งสิ้น
และที่ส าคัญที่สุด อี้เสวีย หรือศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้มีบทบาทส าคัญ ต่อแนวคิดและความเชื่อของชาวจีน มาตลอด ระยะเวลาหลายพันปี
เหต ุ ทอ ี่จ ี ้ ง ิ สำ คญัถง ึ เพย ี งนั้ น เพราะอี้จิง ได้บรรจุเอาแนวคิด ปรัชญา และหลักเหตุผลทางธรรมชาติ ตามทัศนคติของจีนทั้งมวลไว้ วา่ตามสา นวนจ ี น คอ ืไดบ ้ รรจค ุ วามลบัฟา ้ ดนิทงั้ หมดไว ้
การใช้ความรู้ในวิชาอี้เสวีย และการศึกษาต าราอี้จิงนี้ จึงสามารถใช้ได้หลากหลายไม่สิ้นสุด ครอบคลุมทั้งสามภพ ทั้งลิขิตฟ้าชะตาคน และชัยภูมิดิน ล้วนครอบคลุมทั้งสิ้น ทั้งท าความเข้าใจชีวิต เหตุผลในโลกหล้า ปรัชญาการรู้แจ้ง
เมอ ื่ อี้จิง สำมำรถบอกถึง เหต ุ แหง่กำรเปลย ี่นแปลง ในชว ี ต ิ คนผ ู ้ หน ึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจ ที่อี้จิงสามารถท านายชะตาชีวิต หรือผลที่จะเกิด จากการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้
ดังนั้นที่เราควรศึกษาอี้จิง ทั้งเป็นเพราะจ าเป็น ในการท าความเข้าใจศาสตร์วิชาจีน ทั้งยังเป็นศาสตร์วิชา ที่สามารถน ามาท าความเข้าใจเหตุและผล ทั้งของฟ้า ดิน และชีวิต ยามจ าเป็น ยังสามารถท านายทายทัก สิ่งที่จะเกิดและผลทั้งหลายจากเหตุทั้งปวง
ยังผลให้อี้จิง สามารถเป็นศาสตร์ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ ดังที่ขงจื้อในวัย 70 ว่าไว้ ว่า “หาก...ฉัน มีอายุยืนยาวต่อไป...อีกห้าสิบปี ฉันจะใช้เวลาที่มีศึกษา...โจวอี้ และด้วยเหตุนี้ ฉันย่อมสามารถ หลีกจากความผิดพลาดทั้งหลายได้”
เม ื ่ อคนไทยคด ิ ส ่ งเสร ิ ม Soft power จะไปได้แค่ไหน? https://www.dailynews.co.th/articles/297817/ ในช่วงนี้หลายๆ คน หลายๆ พรรคการเมือง เริ่มหันมาพูด เรื่อง “soft power” เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเห็นว่า ไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่น าไปขายได้ เเต่จริงๆเเล้วประเทศนี้ พร้อมที่จะผลักดัน “soft power” จริงๆหรือ?...
ในช่วงนี้หลายๆ คน หลายๆ พรรคการเมือง เริ่มหันมาพูดเรื่อง “soft power” เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเห็นว่า ประเทศไทย มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่น าไปขายได้ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยเฉพาะอาหารไทย
ถ้าใครดูหนังหรืออ่านหนังสือ ก็มีการพูดถึงเมืองไทยบ่อย อย่างซีรีย์big bang theory ก็มีคืนกินอาหารไทยกัน ( เพียงแต่น าเสนอแปลกๆ แบบไม่เข้าใจอาหารไทยเท่าไร เพราะมีการใช้ตะเกียบกินในหลายฉาก )
Soft power คืออะไร? อธิบายแบบบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ คือ“การสอดแทรกวัฒนธรรม เข้าไปในสินค้าเพื่อความบันเทิง เพื่อท าให้ผู้รับสาร เกิดความรับรู้สนใจ ติดตาม และมีพฤติกรรมในการบริโภค” ซึ่งค าว่า วัฒนธรรม มันก็รวมหมดถึงวิถีกำรใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่เป็นงานผลิตภัณฑ์ อย่างอาหาร เสื้อผ้า ศิลปะ งานประดิษฐ์ งานหัตถกรรม หรือศิลปะการแสดงอะไรต่างๆ
กำรใช้soft power นั้ น ถก ู มองว่ำ กระแสทเ ี่หน ็ ชัดทส ีุ่ ดคอ ื เกำหลใี ต ้ ย้อนกลับไป ประเทศเกาหลีนั้น อยู่ในภาวการณ์ ถูกปกครองโดยญี่ปุ่ นมานาน พอช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ก็ถูกข่มเหง จากนั้นก็มาเจอปัญหาเรื่องสงครามเกาหลีอีก ที่ท าให้ต้องแยกตัวเป็นเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ แต่ถือว่าเป็นแค่ “สัญญาพักรบ” ไม่ใช่สัญญาสงบศึกถาวร
ท าให้เราเห็นว่าเกาหลี ทั้งเหนือทั้งใต้นั่นแหละ ยังต้องเกณฑ์ทหาร เพราะเตรียมพร้อม กับสถานการณ์การรบอยู่ตลอดเวลา และเราก็เห็นข่าวบ่อยๆ ว่า วันดีคืนดี... เกาหลีเหนือ ก็ทดลองขีปนาวุธ
ไฟสงครำม และกำรถก ู ยด ึ ครองมำเน ิ่นนำน ท าให้เกาหลีใต้ แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลย ในช่วงหลังสงคราม เกาหลีก็ต้องฟื้นฟูประเทศกันใหญ่ สง ิ่ทท ี่ำงเกำหลใี ต ้ สำมำรถ“ส่งออกเพอ ื่ขำย” ได้ คอ ื กำรทำ สอ ื่บนัเทง ิ
เริ่มแรกจากการท าสื่อ ที่ขายในภูมิภาคใกล้เคียงได้ อย่างจีน ญี่ปุ่ น ในไทย ก็มีหนังเกาหลีที่เข้ามาฉายเรื่องแรกๆ คือ ginko bed เกลียดเธอขอเจอทุกชาติ หรือซีรีย์เรื่องแรกๆ ก็all about eve สงครามแห่งความรัก เรื่องมันก็น ้าเน่าๆ...
ว่ากันว่า นโยบายส่งออกหนังซีรีย์พวกนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ขนาดเคยเอาผู้ก ากับดัง อย่างอีชางดอง มาเป็น รัฐมนตรีวัฒนธรรม ( อีชางดอง เป็นผู้ก ากับสายหนังดราม่าจัดๆ ) และก็ส่งเสริมการสร้างผู้ก ากับเก่งๆ อย่าง พักชานวุค พงจุนโฮ
ซ่ึ งผ ู ก ้ า กบัพวกน ี ้ ทา หนงัใหเป็น ้ “ภาษาสากล” ได้ คอ ื เป็ นหนงัทช ี่าตไิหน กด ็ ู ไดโ้ ดยไม่มเ ี งอ ื่นไขความแตกตา่งทางวฒันธรรม และก็มีการพัฒนาซีรีย์ตามมา จากเดิมที่เนื้อหาไม่ค่อยหลากหลาย ซีรีย์เกาหลี ก็มีความ “อินเตอร์”มากขึ้น โดยการผลิตส่งขาย ในแพลตฟอร์มใหญ่ของโลก อย่าง NETFLIX...
พอเน ื อ ้ หำทม ี่ค ี วำมเป็ นสำกล เป็ นเร ื่องนำ ก่อน การ“สอดแทรกวัฒนธรรม” ก็ใส่เข้ามาแบบเนียนๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางวัฒนธรรมนั้นได้ เราเคยดูหนังเกาหลี ก็พบว่า ตัวเอก ก็กิน“รามยอน” ( มันก็คือบะหมี่ชนิดหนึ่ง ) กินกิมจิ ก็คือผักกาดขาวเอาไปหมักธรรมดาๆ
กินปิ้งย่างเกาหลี ซึ่งสไตล์เกาหลี มักจะใช้หมูสามชั้น กินโซจู อารมณ์แนวๆเหล้าขาวบ้านเรา กินต๊อกโปกิ หรือแป้งข้าวเหนียวปั้น หั่นเป็นชิ้นๆ เอาไปผัดปรุงรส...
ด ูๆ ไปคอ ื ของพวกน ี ้ ไม่ใช่อาหารทม ี่ต ี น ้ ทน ุ การผลติส ู งเลย แตเ่มอ ื่มนัอย ู่ในเนอ ื ้ หาซ ี รย ี ท ์ ค ี่นชื่นชอบ คนก็อยากกินตามรอย
เกิดร้านอาหารเกาหลี ในประเทศไทยหลายร้าน อาหารหลายอย่าง ราคาแพงแบบน่าขนลุก อย่าง ต๊อกโปกิ...นี่ ต้นทุนมันเท่าไรกันเชียว ที่ขายกันแพง ..มันมีการเอามำยำคติของกำรบริโภค เข้าไปจับว่า กำร“เดินรอยตำม”สง ิ่ทชี่น ื่ชอบ มันน่ำอภิรมย์เพียงใด ท ำให้หลำยคนก็พร้อมจ่ำย ...
นอกจากเรื่องการตามรอย จนเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้อาหาร ยงัมก ี ำรตำมรอยเพม ิ่ม ู ลค่ำ ใหส ้ ถำนทท ี่อ่งเทย ี่วตำมซร ีี ย ์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่หรือไม่ แต่เมื่อก่อน ตอนเรื่อง winter love song .. เพลงรักในสายลมหนาว เข้ามาดังในเมืองไทยใหม่ๆ
คนกรี๊ดกร๊าดพระเอก แบบ...ยงจุน..สุดหล่อ ก็ไปตามรอยที่เกาะนามิ และ soft power ที่ชู“ความเป็นเกาหลี” ก็ช่วยขายสินค้าอื่นของเกาหลีได้ด้วย เช่น เสื้อผ้า สินค้าที่ระลึก เครื่องส าอาง โดยเฉพาะศัลยกรรม ทข ี่น ึ ้ ชอ ื่มาก เรื่อง “บินไปทบ ุ หนา ้ ทเ ี่กาหล”ี จนมเ ี อเย่นตป์ ระสานงานเป็ นล่า เป็ นสนั มีรายการศัลยกรรมดังโชว์ฝีมือหมอ...
ส่วนเรื่องวงการ เค-ปอบนั้น ดังแค่ไหนไม่ต้องบอก ควำมฝันของเด็กรุ่นใหม่จ ำนวนมำก ในเอเชียตะวันออก ไม่ใช่แค่ไทย คือกำรไปเป็ น “เด็กฝึ ก” ของค่ำยเพลงดัง แล้วได้ “เดบิวต์” ออกเป็ นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ตอนนี้ หลายคนก็ก าลังเห่อ“ลิซ่า –ลลิษา มโนบาล” ที่ออกซิงเกิลเดี่ยว และยอดวิวพุ่งสูงปรี๊ดๆๆ ในเวลาอันรวดเร็ว
เกิดการ“ตามรอย”ลิซ่า กันมากมาย ข่าวว่าพาหุรัดนี่ เครื่องหัวอย่างรัดเกล้าชฎา เกี้ยว ขายดีเป็นเทน ้าเทท่า คนจะเอาไปใส่เลียนแบบเอ็มวี พอมีข่าวลิซ่า อยากไปกินลูกชิ้นยืนกินที่บุรีรัมย์ ลูกชิ้นกับหมูที่บุรีรัมย์ก็ขายดี จนผลิตกันแทบไม่ทัน...
ทางผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล ก็จะเอาหน้ากับเขาด้วย นำยกฯ ยงัส่ัง ให้ส่งเสริมเยำวชน ทม ี่ค ี วำมสำมำรถ แบบ...ลิซ่ำ
อยำกส่งเสริมเอำวัฒนธรรมไทย ไปขำยในระดับอินเตอร์ …ถามว่า สามารถท าได้หรือไม่ ? อันดับแรก คือ“การผลิตเนื้อหาบันเทิงของประเทศนี้ มีความเป็นสากล พอที่จะขายต่างประเทศได้พอหรือยัง” ซึ่งก็มีความพยายามท ากันอยู่
อย่าง ละครช่องสาม บางเรื่อง ก็มีสัญญาการผลิต และการออนแอร์ร่วมกับจีน ก็มีแฟนคลับจีนกลุ่มหนึ่ง แต่ในแง่ของความ “อินเตอร์”นั้น เราอาจต้องคิดถึงการผลิตเนื้อหา ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่สรา ้ งละครทต ี่วัละครแบนราบ ไม่วนแค่เรื่องแย่งผัวแย่งเมีย
โดยเฉพำะอีฉำกตัวละคร พด ู กับตวัเองในละครไทยน่ะ ขอได้ไหมว่า ..เลิกเสียที..... แล้วก็“อย่ำดัดจริต”กันนัก ในบำงเร ื่อง ทก ี่ลำยเป็ นกำรตก ี รอบกำรผลต ิ เน ื อ ้ หำ อย่างเรื่องต ารวจ พระสงฆ์ คนในกระบวนการยุติธรรม ทหารเลว ก็มีได้
ไม่ใช่ว่าพอมีละคร, หนังเนื้อหาแบบนี้ ต้องออกมาดิ้นๆๆ ต้องบอกว่ำ “เฮลโลว์ว์ว์คน พ.ศ.น ี ้ เขำแยกได้แล้ว..ไหนเร ื่องจร ิ ง..ไหนเร ื่องสมม ุ ต”ิ เราถึงเห็นละครไทยกลวงๆ ประเภทดูมาตั้งนาน ไม่รู้ว่าพระเอกนางเอกท างานอะไร เพราะดราม่ากันง่ายเหลือเกิน
..หรือเรื่องพวกเครื่องร าอะไรก็เถอะ ถ้าเป็น“หัวครู” อย่างหัวยักษ์ หัวพ่อแก่นั้นยกไว้… แต่พวกหัวตัวร าธรรมดาๆ นี่ ก็อย่าดัดจริตว่า เอาไปใช้คือ การท าลายศิลปะไทย !! นย ี่งัดท ี เ ี่ป็ นลซิ่า คนรักเยอะแยะ กรณีรัดเกล้า...เลยไม่ค่อยมีดราม่าแรง
ถ้าศิลปินที่ดังน้อยกว่านี้( หรือมีติ่งน้อยกว่านี้) เห็นทีจะโดนถล่มไม่หยุด … บางทีก็งงว่า คนประเทศนี้ดราม่าง่าย และเยอะเหลือเกิน...
ทีนี้กลับมาเรื่องไทย จะส่งเสริม soft power อย่างไรได้บ้าง ความเห็นส่วนตัว คือ “ศักยภาพในการผลิตเนื้อหาของเรา ยังไม่เพียงพอ” มีข้อจ ากัดหลายอย่าง ทั้งเรื่องความดัดจริต ที่จะไปแตะโน่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้..
ทั้งเรื่องเนื้อหา ต้อง play safe คือนายทุนเชื่อว่าขายได้ไม่เจ็บตัว ก็เอาแนวพ่อแง่แม่งอนไว้ก่อน.. หน่วยงานภาครัฐ ก็ไม่ได้สนับสนุนอะไรมากมาย พอมีกระแสที ก็เอามาพูดถึงว่าอยากส่งเสริมแบบกรณีลิซ่า .. เรามีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ แต่เห็นเนื้อหาที่อนุมัติแล้วก็…นะ… คือมันเชย เหมือนมันใช้ธงอนุรักษ์นิยม พิจารณาเกินไป...