ท่ำเตรียม นั่งชันเข่าทั้งสองข้าง พนมมือให้ศอกทั้งสองอยู่นอกเข่า หัวแม่มือจรดที่คาง
ทำ่เคลอ ื่นไหว หายใจเข้าช้าๆ พร้อมทั้งหนีบศอกและกดฝ่ ามือเข้ากัน จนสุดลมหายใจเข้า กลั้นไว้นิดหนึ่ง แล้วหายใจออก พร้อมทั้งผ่อนมือและศอกกลับมาอยู่ในท่าเดิม ท าสลับกัน 3-6 ครั้ง เมื่อมีอาการ
มือ บอกโรค https://www.doctor.or.th/article/detail/3914 ทางแพทย์จีน ถือว่าลักษณะของมือ สีของฝ่ ามือ ความชุ่มแห้งของมือ และหลอดเลือดของฝ่ ามือ ก็มีความสามารถบอกความสมบูรณ์ของร่างกายได้
ควำมอวบของมือ สีของฝ่ ำมือ ควำมชุ่มและแห้งของฝ่ ำมือ หลอดเลือดบริเวณฝ่ ำมือ
ควำมอวบของมือ ถ้าเป็นผู้ที่มีมืออวบ แสดงว่าเป็นผู้ที่มีพลังเต็มเปี่ยมในการท างาน ถ้ามือเล็กเรียวและอ่อน แสดงว่าร่างกายไม่แข็งแรง เป็นโรคได้ง่าย บางครั้งแม้มือจะอวบ แต่ถ้าอ่อนไม่มีแรง แสดงว่าร่างกายไม่แข็งแรง เช่นกัน
ถ้ากล้ามเนื้อบนฝ่ามือแน่น แต่ขาดความยืดหยุ่น แสดงว่าเป็นผู้ที่มีนิสัยค่อนข้างแข็งกระด้าง ไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น ดังนั้นเนื้อบริเวณฝ่ ามือควรแน่น แต่จะต้องมีความอ่อนในระดับพอเหมาะ ตลอดจนมีความยืดหยุ่น ร่างกายจึงจะแข็งแรง และมีพลังอย่างเต็มเปี่ยมในการท ากิจการงาน
ถ้ามือไม่ค่อยมีเนื้อและกล้ามเนื้อค่อนข้างแน่น แสดงว่าระบบย่อยอาหารไม่ดี ถ้ากล้ามเนื้อใต้หัวแม่มือ หรือบริเวณสันมือใต้นิ้วก้อยลีบ สีผิวหมองไม่สดใส แสดงว่าเจ้าของมือ มักเป็นโรคบิดหรือท้องเสียเรื้อรัง
สีของฝ่ ำมือ คนที่มีร่างกายปกติ ฝ่ ามือจะมีสีแดงเรื่อๆและสดใส กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น เวลาจับสิ่งของจะมั่นคง หากสีผิวของฝ่ ามือเปลี่ยน ย่อมบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ แต่จะต้องระมัดระวังปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อฝ่ ามืออื่น ๆ เช่น ภูมิอากาศ สารที่ติดหรือเปื้อนมือ
ถ้าฝ่ ามือขาวซีด แสดงว่าเป็นโรคเกี่ยวกับปอด ถ้าฝ่ ามือสีคล ้าแสดงว่าเป็นโรคเกี่ยวกับไต ถ้าฝ่ ามือสีม่วงแสดงว่าระบบไหลเวียนของเลือดไม่ดี ถ้าฝ่ ามือสีน ้าเงิน แสดงว่าเป็นโรคเกี่ยวกับล าไส้ ถ้าฝ่ ามือสีเขียว แสดงว่าเป็นโรคโลหิตจาง หรือระบบย่อยล าเลียง ดูดซึมไม่ดี ถ้าฝ่ ามือสีเหลืองทอง แสดงว่าเป็นโรคเกี่ยวกับตับ ถ้าฝ่ ามือสีแดงเข้ม แสดงว่าเป็นโรคร้อน (ติดเชื้อมีไข้)
ถ้าฝ่ ามือขาวซีดหรือเขียวคล ้า แสดงว่าเป็นโรคโลหิตจาง มีอาการห้อเลือด ความดันเลือดสูงหรืออาจต ่าก็ได้ เป็นโรคหัวใจเกาต์เป็นต้น ถ้าเส้นหลักบนฝ่ ามือทั้งสาม คือเส้นชีวิต หัวใจและสมอง (ดูรูป 1) ปรากฏสีดังกล่าวชัดเจน ยิ่งเป็นการยืนยันโรคและอาการดังกล่าว ได้อย่างชัดเจน
ถ้ากล้ามเนื้อบริเวณโคนหัวแม่มือ (ต าแหน่งเนินอาคารและเนินศุกร์ดูรูป 2) มีสีแดงอมน ้าตาลหรือแดงเข้ม มีลักษณะเป็นหย่อม ๆ คล้ายปาน แสดงว่าบุคคลนั้น ในช่วงระยะหนึ่ง เคยเป็นโรคตับอักเสบมาแล้ว ถ้าเป็นสีม่วงคล ้าแสดงว่าเป็นมาเรื้อรัง หรือเซลล์ของตับส่วนใหญ่ถูกท าลาย
แต่ก็เคยมีผู้ป่ วยส่วนหนึ่ง ในช่วงที่เป็นโรคดังกล่าว ไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน จนกระทง่ัโรคหาย กย ็ งัไม่ร ู วา่เป็ นโรค แตจ่ะทงิ้ ร่องรอยของโรคใหเ ้ หน ็ ในบริเวณดังกล่าว
นอกจากนี้ ผู้ที่ขาดวิตามิน คนที่เป็นวัณโรคปอด ก็อาจเกิดหย่อมสีแดงคล้ายปานดังกล่าวได้ แต่ก็มีบางคนที่ปรากฏลักษณะดังกล่าว แต่มีร่างกายที่ปกติไม่เป็นโรคแต่อย่างใด ส าหรับผู้ที่เป็นโรคเอสแอลอี(SLE) นั้น ฝ่ ามือ จะมีจ ้าสีแดงคล้ายปาน ทั่วทั้งฝ่ ามือ ดังนั้นจึงควรจ าแนกให้ชัดเจน
ถ้าเห็นหลอดเลือดฝอย กระจาย เป็นร่างแห บริเวณฝ่ ามือ แสดงว่าเป็นโรคขาดวิตามินซี ถ้าเป็นผู้ป่ วยที่เป็นโรคมะเร็ง ฝ่ ามือมักเหลือง ไม่มีน ้าไม่มีนวล ถ้าได้ผ่านการรักษาทางเคมีมาแล้ว ฝ่ ามือมักมีสีคล ้า แต่ถ้านิ้วมือของฝ่ามือทั้งสองข้างสีด าออกคล ้า แสดงว่ามะเร็งได้กระจายไปทั่วร่างกาย เป็นระยะสุดท้ายของโรค
ควำมชุ่มและแห้งของฝ่ ำมือ มือทั้งสองข้างของมนุษย์นั้น นอกจากมีประโยชน์ในการใช้แรงงานแล้ว ยังสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ของเจ้าของมือได้ และเนื่องจากมือทั้งสองข้าง มีโอกาสที่จะสัมผัสกับสิ่งภายนอก ดังนั้นจึงมักติดเชื้อ หรือถูกสารเคมีหรือสารธรรมชาติอื่น ๆได้ง่าย
สาเหตุที่ท าให้ฝ่ ามือชุ่มหรือแห้งนั้น มีทั้งปัจจัยที่เกิดจากภายใน และภายนอกร่างกาย สำเหตุภำยนอกร่ำงกำย สาเหตุภายนอกนั้น ได้แก่ เชื้อโรคหรือสารเคมีหรือสารธรรมชาติต่างๆ ยิ่งในโลกปัจจุบัน ซึ่งมีการใช้สารเคมีต่างๆเช่น ผงซักฟอก สบู่ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะท าให้ผิวหนังแห้งได้ง่าย ดังนั้น การล้างมือโดยใช้สารเคมี หรือใช้บ่อย ๆ ก็จะท าให้ผิวหนังแห้งได้
ส าหรับผู้ที่มีฝ่ ามือชุ่มมีเหงื่อตลอดเวลา มักเกิดจากปัจจัยภำยในร่ำงกำยเป็นหลัก ทฤษฎีแพทย์จีน เชื่อว่าเป็นเพราะพลังพร่อง ดังนั้น การให้ยาบ ารุงพลังกินสักระยะหนึ่ง อาการดังกล่าวก็จะหายไป
หลอดเลือดบริเวณฝ่ ำมือ ถ้าฝ่ ามือ มีหลอดเลือดด าเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณข้อนิ้ว แสดงว่ามีอุจจาระคั่งค้างอยู่ในล าไส้ใหญ่ เป็นผู้ที่ท้องผูกถ่ายล าบากเป็นประจ า หรือเป็นเนื้องอกที่ล าไส้ใหญ่ หรือเป็นริดสีดวงทวาร แต่เมื่อระบบขับถ่ายดีขึ้นหรือเป็นปกติ หลอดเลือดด าที่ปรากฏบริเวณข้อนิ้ว ก็จะค่อย ๆ หายไป
อยำกสร้ำงเมืองใหม่… ตอ ้ งเร ิ ่ มจำกอะไร? https://thevapordotworld.wordpress.com/2018/10/13/newcity/ ในอนาคตอันใกล้ เมืองใหญ่ๆอาจจะไม่ใช่สถานที่ ที่เหมาะเท่าไรนัก ส าหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเริ่มต้นท างาน หรือ ทดลองเเนวคิดใหม่ในการท าธุรกิจ
พวกเขาจะเสี่ยงเกินไป จนไม่กล้า ที่จะทดลองอะไร จะมีเพียงกลุ่มที่ครอบครัวมีฐานะเท่านั้น ที่จะมีโอกาสได้ทดลองกับสิ่งที่พวกเขาอยากจะท า ได้มีโอกาสที่จะล้มเหลวซ ้าๆ เรียนรู้เเละประสบความส าเร็จ “ทางเลือก” คือสิ่งที่เป็นกลไกส าคัญ ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า การกระจายอ านาจสู่ท้องถิ่น การสร้างเมืองใหม่หรือ การปฏิรูปพัฒนาโครงสร้างเมืองในต่างจังหวัดให้ดีขึ้น จึงเป็นสิ่งที่จ าเป็น
มีหลายๆประเทศ ประสบความส าเร็จเป็นอย่างดี พวกเขา เปลี่ยนเมืองที่เป็นเมืองแห่งมลพิษ ให้กลายเป็นเมืองที่สะอาดที่สุด เปลี่ยนเมืองที่อันตราย ให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย เปลี่ยนเมืองแห่งความสิ้นหวัง ให้กลายเป็นเมืองที่เต็มเปี่ยม ไปด้วยจินตนาการเเห่งความเป็นไปได้
อย่างที่ประเทศในกลุ่มที่ก าลังพัฒนา เหมือนๆกับประเทศของเรา ได้ท าส าเร็จมาเเล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ กานา เอธิโอเปีย เวียดนาม โคลอมเบีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก ฯลฯ เพราะฉะนั้นการรั้งรอที่จะเเก้ไขปัญหานี้ จึงเป็นเพียงเเค่ข้ออ้างเท่านั้น ลองจินตนาการ ว่าคุณมีโอกาส ที่จะได้สร้างเมืองๆหนึ่ง ในเเบบที่มันควรจะเป็น ในสไตล์ของคุณ มันจะต้องเริ่มต้นจากจุดไหน? ต่อไปนี้จะเป็นขั้นตอนส าคัญ ที่จะท าให้เมืองๆหนึ่ง เกิดขึ้นมาได้เเล้วลองมาดูกันสิว่า…มันจะยากเย็น เเค่ไหนเชียว
มีโปรเจกต์มากมายที่ก าลังจะเกิดขึ้นที่เซมารัง ( Semarang ) เมืองเศรษฐกิจล าดับที่ 6 ของอินโดนีเซีย [ Image Source : SkyscraperCit ] 1. เลอ ื กสถำนท ี่ 2. รำยได้จะมำจำกไหน 3. สร้ำงงำนสร้ำงอำชีพ 4. วำงระบบทส ี่ำ คัญ 5. ใส่สไตล์เข้ำไป
1. เลอ ื กสถำนท ี่ เราต้องท าความเข้าใจภูมิศาสตร์ ที่ตั้งของเมือง ให้ถ่องแท้เสียก่อน เป็นเมืองที่อยู่บนเนินเขา ติดทะเล ติดประเทศเพื่อนบ้าน สภาพของดินเป็นอย่างไร มีพายุเข้ามาบ่อยไหม อะไรก็ตามที่เป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้
พื้นที่ที่จะได้รับความนิยม ในการน าไปพัฒนาที่สุด คือ พื้นที่ปลอดมลพิษเเละภัยธรรมชาติ จะต้องเเน่ใจว่าจะไม่มีควัน ไม่มีมลพิษที่ลอยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือเเหล่งน ้าเน่าเสีย ที่คนในพื้นที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อ ถ้าหากยังคงเป็นพื้นที่ที่ยังคงต่อสู้ เพื่อเเย่งชิงพื้นที่กันอยู่ จะต้องเคลียร์ปัญหานี้ให้ได้เสียก่อน
ซึ่งเเนวคิดการสร้างเมืองใหม่นี้ อาจจะท าให้ทั้ง 2 ฝ่ าย ชื่นชอบก็ได้ เเต่ที่ส าคัญ ต้องมั่นใจได้ว่า…มีแหล่งพลังงานเพียงพอ ถือว่าเป็นอะไรที่เบสิคสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือเเหล่งน ้าที่สามารถน ามาบริโภคได้ หลายประเทศมองข้ามจุดนี้ไป เเละพลาดมาเเล้วนักต่อนัก
2. รำยได้จะมำจำกไหน การบริหารเงิน เป็นจุดอ่อนมากๆ ในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ก าลังพัฒนา ยกตัวอย่าง เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ Songdo เมือง Incheon เกาหลีใต้ หนึ่งในเมืองที่ถือว่าล ้ายุคที่สุดในโลก พวกเขาใช้งบประมาณไปราว 4 หมื่นล้าน USD หรือราวๆ 1.3 ล้านล้านบาท
ในขณะที่ประเทศไทย ใช้งบ 66 ล้านล้านบาทในการบริหารประเทศ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหลักคือ“วิธีการคิด”ของภาครัฐกับภาคเอกชน มีความเเตกต่างกันมากเกินไป
เมืองใหม่ๆหลายที่ ประกาศตนเองว่าเป็นเมืองเเห่งเทคโนโลยีเป็น “smart city” และเป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อม “green city” การท างานที่เน้นไปทางด้านเทคโนโลยีนั้น ไม่จ าเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เเละไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งเเวดล้อม อีกทั้งเป็นการลงทุนระยะยาวที่ส าคัญ ของประเทศในกลุ่มที่พัฒนาเเล้ว บางประเทศ ยังนิยมให้เมืองใหม่ๆ เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ เเต่ต้องมีวิธีที่จะลดมลพิษลงให้ได้มากที่สุด
บางประเทศ สร้างรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นระยะเวลานาน เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาจึงปล่อยให้ทุกๆอย่าง เกิดขึ้นเองเเบบธรรมชาติๆ ไร้ระบบเเบบแผน กลายเป็นว่า พื้นที่ที่ว่างเปล่านั้น ถูกใช้ประโยชน์ได้อย่าง “ไม่เต็มที่” เท่าที่ควร “เมื่อสร้างเมืองใหม่ ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนใหม่ รวมทั้งระบบความคิดด้วย”
คนในพื้นที่ ที่มีทุนทรัพย์ จะต้องตระหนักเสมอว่า พวกเขาจะต้องท าอะไรสักอย่าง เพื่อหารายได้เข้าสู่จังหวัด พวกเขาจะต้องหาหนทาง ที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น แหล่งน ้ามัน เหมืองเเร่ สินค้าการเกษตร จ านวนเเรงงานที่มีอยู่
ทุกอย่าง จะต้องถูกใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด อย่างที่มันควรจะเป็น ต้องมีความชัดเจนว่า จะเป็นสินค้าที่ส่งออกไปต่างจังหวัด หรือส่งออกนอกประเทศ เเละผลก าไรนั้น จะน ากลับมาช่วยพัฒนาจังหวัดได้อย่างไร หรือเเม้เเต่เงินที่ได้มาจากรัฐบาล ต้องมีความเเน่ชัดว่าเอามาจากไหน
ทั้งหมดเพื่อให้เเน่ใจว่า โปรเจกต์ที่ก าลังสร้างอยู่ จะไม่ล่าช้าหรือถูกล้มเลิกกลางทาง ธนาคารแห่ งชาติที่เมือง Abuja เมืองเศรษฐกิจอันดับที่ 4 ของประเทศไนจีเรีย
3. สร้ำงงำนสร้ำงอำชีพ ถ้าเมืองของคุณ ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะต้องมีการจ้างงานเกิดขึ้น และจะต้องเป็นงานที่มีความมั่นคง หลายประเทศ ได้มีการย้ายส านักงานใหญ่ หรือส านักงานราชการที่ส าคัญ ไปไว้ในเมืองที่สร้างใหม่เหล่านั้น เพียงเพราะต้องการการันตี การงานที่มั่นคงให้กับชาวเมืองนั้นๆ ซึ่งวิธีนี้ได้ผลเป็นอย่างดีในหลายๆประเทศ เช่นเมือง Brasilia, Canberra, Abuja, Canberra, Ottawa, New Delhi
อีกอย่างที่ส าคัญ คือจะต้องมีงานที่สอดคล้องกับคนในท้องที่ ที่อยู่มาก่อนด้วย หลายๆประเทศล้มเหลว เพราะละเลยคนเหล่านี้ไป จนท าให้เกิดปัญหาความเลื่อมล ้า ระหว่างคนที่มีรายได้สูง กับคนในชุมชนที่อยู่ดั้งเดิมที่มีรายได้ต ่ากว่า ถ้าคนในพื้นที่ดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร คุณสามารถใส่ศูนย์วิจัยด้านการเกษตร หรือศูนย์นวัตกรรมด้านการเกษตรเพื่ออนาคตเข้าไป เพื่อเป็นการเชื่อมโยงคนเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ใช่กีดกันพวกเขาออกไป
4. วำงระบบทส ี่ำ คัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบท่อใต้ดิน เพื่อระบายน ้าดีหรือน ้าเสีย การฝังสายไฟ ลู่วิ่งจักรยาน การแบ่งสัดส่วนของต้นไม้เเละที่อยู่อาศัย ต าเเหน่งการวางหน่วยงานส าคัญต่างๆ เช่น โรงพยาบาล สถานีต ารวจโรงเรียน เส้นทางการคมนาคมต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
การยกระดับระบบขนส่ งสาธารณะที่ curitiba เมืองเศรษฐกิจอันดับ 8 ของบราซิล เปลี่ยนวิธีการคิดของคนในเมืองไปตลอดกาล [ commons.wikimedia.org ] คุณสามารถออกแบบ ให้เป็นเมืองที่ปราศจากรถส่วนตัวเลยก็ได้ เหมือนอย่าง เฮลซิงกิ, ฟิ นแลนด์ ที่ก าลังจะเกิดขึ้น
หรือการวางระบบท่อขยะ “pneumatic tubes” ที่ขยะจะถูกส่งลงไปในท่อโดยตรง ไม่จ าเป็นต้องมีรถขยะมารับ เช่น ใน ออสเตรเลีย , เกาหลีใต้, สวีเดน ทุกอย่างที่สามารถท าได้ โดยที่เราไม่จ าเป็น ต้องไปเหยียบเมืองนั้นจริงๆเลยด้วยซ ้า
5. ใส่สไตล์เข้ำไป อาจจะถือเป็นสูตรก็ว่าได้ ที่เมืองใหม่ๆระดับโลก มักจะมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ดูทันสมัย เป็นสากล ที่ถูกสร้างมา เพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณ เเละความคิดของชาวเมือง จากอดีตไปสู่อนาคต เป็นสัญลักษณ์ที่จะช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามา ด้วยความงดงามในตัวของมันเอง
หลายๆที่วางแผนที่จะสร้างมหาวิทยาลัย ที่เน้นด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก หรือเน้นด้านงานวิจัยทางการเเพทย์ หรือนวัตกรรมการเกษตรเพื่ออนาคต เพื่อดึงดูดคนเก่งให้เข้ามา เเละช่วยพัฒนาเมืองนี้ ให้ไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน พิพิธภัณฑ์Soumaya ที่ เม็กซิโก ซิตี้ที่ที่ทุกคนสามารถเข้าไปใช้งานได้[ Image Source : viajesflosan.com ]
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ ทุกๆที่จะมีศูนย์วัฒนธรรม ที่มุ่งเน้นให้ผู้คนได้เข้ามาชมงาน มีรูปแบบการจัดงาน ที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ จัดเเสดงคอนเสิร์ต เเสงสีเสียง ในระดับนานาชาติ และไม่มีหอศิลป์ ที่ไหน ในประเทศในกลุ่มที่พัฒนาเเล้ว ที่ต้องจะปิดตัวลง
ท้ายที่สุดเเล้ว เราจะหลีกหนีการสื่อสาร การเเลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เเลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ในระดับนานาชาติไม่ได้อยู่ดี ถ้าเราอยากจะขยับประเทศของเรา ให้เข้าสู่ประเทศในกลุ่มที่พัฒนาเเล้ว
ยกตัวอย่าง Incheon เมืองเศรษฐกิจล าดับที่3 ของเกาหลีใต้ พวกเขาประกาศตัวออกมาเลยว่า จะเป็นเมืองเเห่งสากล จะเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติที่มีคุณภาพ เข้ามาลงทุนที่นี่ เป็นเมืองที่จะใช้ภาษาอังกฤษ จะมีการสอนภาษาอังกฤษให้ฟรีส าหรับพลเมือง เเละพยายามจะผลักดันให้เมือง เทียบเท่ากับฮ่องกง เเละสิงคโปร์ให้ได้
เพราะการเปิดรับมุมมองใหม่ๆที่เป็นสากล จะเป็นเเหล่งทรัพยากรทางความคิดที่ส าคัญ ที่จะท าให้ชีวิตเราได้พบเจอกับโอกาส เเละความหวังใหม่ๆเสมอ เเท้จริงเเล้ว ขนั้ ตอนเหล่าน ี ้ ไม่ตา่งจากวธิี การทจ ี่ะสรา ้ งธ ุ รกจิบางอย่าง ขึ้นมาเลย ถ้ำคุณต้องกำรให้มันประสบควำมส ำเร็จ ในเเบบทม ี่ันควรจะเป็ น ค ุ ณจำ เป็ นทจ ี่ะตอ ้ งวำงแผน เพรำะกำรหวังพง ึ่พำเเตธ่รรมชำต…ิ อย่ำงเดียว อำจจะยังไม่พอ
ท ำไม พวกเขำถึงมีควำมสุข ในกองขยะ? http://bit.ly/3YPaC6w เมือง Bangun ประเทศอินโดนีเซีย เป็นสถานที่รองรับขยะจากหลายประเทศทั่วโลก
ชาวเมือง ให้เหตุผลว่า การกองขยะให้เป็นภูเขาสูงๆนี้ สร้างรายได้ให้กับพวกเขา ได้ดีกว่า การปลูกข้าวเสียอีก หนึ่งในประเทศต้นทางส่งออกขยะ อย่างแคนาดา ได้ระบุว่า การส่งขยะไปต่างประเทศ แท้จริงเเล้ว จ าเป็นที่จะต้องเป็นขยะที่สามารถรีไซเคิลได้
แต่ส่วนใหญ่ ประเทศปลายทาง มักจะได้รับขยะ แบบที่ไม่ได้รับการคัดเเยกใดๆ ทั้งนี้เนื่องจาก บริษัทจัดการขยะของประเทศต้นทาง ไม่ต้องการที่จะจ้างเเรงงานในการเเยกขยะ ซึ่งการส่งไปประเทศที่มีค่าเเรงที่ต ่ากว่า ให้ท าการเเยกขยะ จึงเป็นวิธีที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้เยอะ
กองขยะที่ใช้แทนทุ่งนาใน Bangun อินโดนีเซีย [Image source : Graham Crouch] เป็นเหตุให้ชาวเมือง Bangun เอาพื้นที่ที่เคยปลูกข้าว มาใช้เป็นพื้นที่ในการสุมขยะเหล่านั้นแทน