งานสุมขยะ ใช้พื้นที่น้อยกว่า ท างานเบากว่าท าสวนท าไร่ อาจจะเหม็นมากกว่า แต่ที่แน่ๆมันเป็นงานที่ได้เงินดีกว่าที่เคยเป็น มีการรายงาน ถึงการส่งออกขยะ จากประเทศที่พัฒนาแล้ว ไปให้กับประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า โดยที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ว่าต้องเป็นขยะที่รีไซเคิลได้
ท าให้กฎการน าเข้า มีความเข้มงวดขึ้น ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจพบขยะเหล่านั้น ไม่ตรงตามเงื่อนไข จะต้องถูกตีกลับที่ประเทศต้นทางทันที ในขณะที่ชาวเมือง Bangun มองว่ากฎที่เข้มงวดในการน าเข้าขยะ จาก สหรัฐฯแคนาดาออสเตรเลีย ท าให้พวกเขาขาดรายได้ อีกทั้ง รัฐบาลก็ไม่ได้สร้างงานใหม่ๆ ให้กับพวกเขาเลย
นอกจากรายได้ในการสุมขยะ เข้าไปในไร่นาของตัวเองเเล้ว พวกเขาจะมีรายได้จากการคัดแยกขยะ จ าพวกพลาสติก อลูมิเนียมที่สามารถน าไปขายใน โรงงานรีไซเคิลได้ ขยะบางส่วนที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ พวกเขาจะน าไปขาย เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ถึงเเม้ว่าเชื้อเพลิงที่ได้จากการเผาขยะเหล่านั้น จะเต็มไปด้วยมลพิษก็ตาม
บางครั้ง พวกเขายังพบของมีค่าต่างๆ เช่น เสื้อผ้าแบงค์ดอลลาร์หรือเหรียญยูโร [ Image source : CBC News ]
ชาวบ้าน มีรายได้เพียงพอที่จะน าเงินไปใช้ เป็นการศึกษาให้กับลูกๆ น าไปซื้อบ้าน น าไปใช้ซื้อของอุปโภคบริโภค มีกองทุนในหมู่บ้าน ที่จะรวบรวมเงินกัน เพื่อส่งคนราว 17 – 20 คน ไปร่วมพิธีฮัจ ที่ซาอุดิอาระเบีย ทุกปี นักวิจัยจากกลุ่ม ECOTON รายงานว่า มีสารปนเปื้อนจ านวนมากที่เเหล่งน ้า ในหมู่บ้านรวมทั้งแม่น ้า Brantas เเม่น ้าสายส าคัญที่มีคนกว่า 5 ล้านคนใช้เพื่อบริโภค
อินโดนีเซีย น าเข้าขยะกว่า 320,452 ตันต่อปี ส่วนประเทศไทย น าเข้าขยะ 481,381 ตันต่อปี เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากเวียดนาม และมาเลเซีย [ข้อมูลปี2018 ]
จะเกด ิ อะไรข ึ น ้… ถ ้ ำเรำไม ่ เคยเร ี ยนร ู ้ อะไร สักอย่ำงเลย??? http://bit.ly/3YWQEqu
ในช่วงเเรกเริ่ม เด็กๆจะเรียนรู้ โดยการสังเกตพฤติกรรมของคนรอบตัว เเล้วพยายามท าตามการกระท าเหล่านั้น เเต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพวกเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินอะไรเลย หรือไม่มีเเม้เเต่ใครสักคนที่คอยสั่งสอนพวกเขา? พูดอีกอย่างก็คือ…จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เคยเรียนรู้อะไรสักอย่างเลย?
นักวิทยาศาสตร์ ได้ท าการศึกษาการท างานด้านสมอง ของเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่เคยติดต่อกับมนุษย์ภายนอกเลย เธอถูกขังในห้องของพ่อเเม่ มาโดยตลอด ส่วนใหญ่จะถูกจับให้เเก้ผ้า เเละถูกมัดไว้ที่เก้าอี้ จนเธออายุ13 ปี!!! นักวิทยาศาสตร์เรียกเธอว่า Genie เหมือน Genie ในเรื่องอาลาดิน ที่ถูกขังไว้ในตะเกียงวิเศษ
ในปี1970 พ่อเเม่ของเธอได้ถูกจับกุม ข้อหาทารุณกรรมเด็ก Genieได้รับการรักษาในเวลาต่อมา พร้อมการดูเเลจากนักจิตวิทยา เเละผู้เชี่ยญชาญด้านภาษา นักวิทยำศำสตร์ ได้ส ำรวจกำรท ำงำนของสมองอย่ำงใกล้ชิด เพอ ื่ไขคำ ตอบวำ่ ถำ ้ เรำไม่ไดม ้ ก ี ำรเร ี ยนร ู ้ ภำษำใดๆเลย ในช่วงวัยเด็ก เรำจะสำมำรถเร ี ยนร ู ้ ทจ ี่ะสอ ื่สำรเเบบคนท่วัไป ได้ไหม?
ในการสังเกตพฤติกรรมของเธอ ในช่วงเเรก พบว่า เธอจะเดินเหมือนกระต่าย ไม่สามารถยืดเเขนขาให้ตรงได้ ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ สิ่งเดียวที่เธอรู้คือชื่อของเธอ เเละค าพูด “ขอโทษ”
ผลการทดสอบทางด้านสติปัญญา พบว่า เธอมีความฉลาด เทียบเท่ากับเด็กอายุ1 ขวบ เธอเริ่มจะเรียนรู้ขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากการเข้าห้องน ้า การสวมเสื้อผ้าด้วยตนเอง เธอยังคงมีปัญหาในการเรียนรู้ด้านภาษา เเต่เธอสามารถสื่อสารถึงสิ่งที่เธอต้องการได้ ผ่านท่าทางของเธอ
ช่วงเวลำในกำรเร ี ยนร ู ้ ( critical period ) ผลปรากฏว่า…เธอค่อยๆเรียนรู้ค าศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะเหมือนกับเด็กเล็กๆทั่วๆไป เเต่เธอไม่สามารถจัดรูปประโยค ให้ตรงตามเเกรมม่าได้ นักภาษาศาสตร์Noam Chomsky บอกว่า นี่คือสิ่งที่ท าให้ภาษาของคน เเตกต่างจาก ภาษาของสัตว์ เขาเชื่อว่าทักษะในการสื่อสารด้วยภาษา เกิดจาก พันธุกรรม บวกกับสภาพเเวดล้อม
เด็กเล็กๆ จะเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือในการเรียนรู้ภาษา language acquisition device (LAD) เพื่อที่จะเข้าใจกฎ หรือโครงสร้างบางอย่างของภาษา ในการใส่ความรู้สึก ลงไปในค า เเล้วจัดเป็นรูปของประโยคได้ เมื่อ LAD ท างาน พวกเขาจะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เเละสามารถสร้างประโยคใหม่ๆขึ้นมาได้ ซึ่งสัตว์ไม่สามารถท าเเบบนั้นได้
ช่วงเวลาในการเรียนรู้ ( critical period ) จะเป็นช่วงหนึ่งของวัยเด็ก ที่สมองจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นช่วงส าคัญต่อเด็กในการสังเกต เเละลอกเลียนเเบบ ท าให้พวกเขาสามารถรักษาทักษะบางอย่างไว้ได้เช่น การใช้ภาษาให้ตรงตามโครงสร้างของภาษานั้นๆ หรือ การเลียนเเบบส าเนียงตามที่ได้ยินมาอย่างเเม่นย า
ช่วง critical period จะเริ่มตั้งเเต่เกิด จนถึงอายุ12 ปี สมองจะ “ไม่สามารถ”จัดการกับระบบของภาษา หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างได้อีกต่อไป หลังจากนั้น ถึงเเม้ว่า เธอได้เพิ่มจ านวนค าศัพท์มากขึ้นเรื่อยๆ สามารถรวมกลุ่มค าจาก 2 เป็น 3 ค า ได้ หลังจากที่ได้ฝึกฝนทักษะด้านภาษามาอย่างต่อเนื่อง เเต่เธอไม่สามารถท าให้มันมีความหมาย หรือตรงตามเเกรมม่าได้อยู่ดี นั้นหมายถึง เธอไม่สามารถมีพัฒนาการด้านภาษา ไปมากกว่านี้เเล้ว
ท้ายที่สุด เธอไม่สามารถจัดรูปประโยค เพื่อใช้บอกความรู้สึกของตัวเธอเองได้ ดังนั้น ทฤษฎีของ Noam Chomsky จึงดูเป็นเเนวคิดที่เป็นไปได้ สอดคล้องกับผลการศึกษา ที่บอกว่า ในการเรียนรู้ภาษาที่2 เด็กจะสามารถรักษาส าเนียงเเบบเจ้าของภาษา ได้ในช่วงก่อน critical period
ส่วนผู้ใหญ่ สามารถพัฒนาส าเนียงได้ ผ่านบทเรียนเเละการฝึกซ้อม ที่เข้มงวด เเต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้าของภาษาจะสามารถบอกได้อยู่ดี ว่านี่ไม่ใช่ภาษาหลักของผู้พูด
แพทย์แผนจีน ดแลโรคออฟฟิ ศซินโดรม ู (OFFICE SYNDROME) http://bit.ly/3Ituhnt
ถ้าในชีวิตของมนุษย์เรา สามารถเลือกเกิดได้ หรือเลือกสายอาชีพในการท างานได้ ก็คงเป็นอะไรที่วิเศษมากนะครับ ซึ่งบางครั้ง อาจเกิดจากบางอารมณ์ของคนวัยท างาน ที่ไม่พอใจกับงานที่ท าอยู่ บ้างก็รู้สึกท้อแท้เจ้านายไม่รัก รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา ที่ท าไมต้องมาท าอาชีพแบบนี้เป็นต้น
แต่ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตาม กลับมีอยู่อาชีพยอดฮิตอาชีพหนึ่ง ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ในลักษณะของภัยเงียบ คือคุณไม่ต้องกังวลว่า ท าแล้วจะเป็นโรคร้ายแรงอะไร แต่ถ้าหากผ่านไปหลายสิบปี โรคเรื้อรังต้องถามหาคุณ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
อาชีพนั้นก็คือ พนักงานออฟฟิ ศนั่นเอง ที่ถือว่าเป็นอาชีพที่มนุษย์เราท างาน และใช้เวลากับมันเป็นจ านวนมาก ซึ่งผมอาจจะไม่ค่อยรู้เสียเท่าไหร่ ว่านิยามของพนักงานออฟฟิ ศนั้นคืออะไร
แต่ผมพอจะสังเขปคร่าวๆได้ว่า องค์ประกอบของพนักงานออฟฟิ ศโดยทั่วไป มีดังนี้ 1.โต๊ะท างานของตนเองที่ต้องใช้เวลากับมันทั้งวัน 2.คอมพิวเตอร์ที่เปรียบเสมือนคู่รู้ใจ ห้ามคลาดสายตา 3. เครื่องปรับอากาศที่ขาดไม่ได้ในที่ท างาน ในสภาพอากาศร้อนๆในบ้านเรา 4.สภาพความตึงเครียดทั้งจากเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน สิ่งแวดล้อมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้บางท่านเป็นแค่บางช่วง แต่บางท่านเป็นทั้งเดือน
ซึ่งพนักงานออฟฟิ ศนั้น มีสาขาอยู่แตกต่างกันมากมาย เช่น ธุรการ บัญชีการเงิน HR เป็นต้น จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ มีคนจ านวนมากที่ถูกยึดติดกับปัญหาที่คล้ายๆกัน สภาพแวดล้อมที่คล้ายๆกัน จึงไม่แปลกถ้าโรคที่ตามมา ก็จะเหมือนกันอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อไปเราจะมาดูตัวอย่าง สาเหตุที่ท าให้พนักงานออฟฟิ ศ เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆได้ง่ายนั้น มีอะไรกันบ้างนะครับ
1.เมอ ื่ทก ุ คนตอ ้ งน่ังนำนๆ ความจริงแล้ว อาจจะไม่ใช่แค่พนักงานออฟฟิ ศนะครับ ที่ต้องนั่งนาน อาชีพอะไรก็ได้ ที่ใช้เวลาไปมากกว่า2-3ชั่วโมงขึ้นไป ในการนั่งนานๆ ซึ่งแน่นอนว่า มันส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ถูกออกแบบให้มีการเคลื่อนไหว เป็นสัตว์เลือดอุ่น แต่สังคมปัจจุบัน กลับต้องการให้มนุษย์เรา อยู่นิ่งๆบนเก้าอี้อันสวยหรู เพื่อที่จะได้รับเงินเดือนที่มากขึ้น ยิ่งนั่งนานเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งได้เงินเพิ่มขึ้น (OT)
แต่ผลที่ตามมา นั่นก็คือ การนั่งนานๆนั้น อย่างแรกเลยที่ต้องรู้ คือเลือดและเส้นลมปราณ ในทางแพทย์แผนจีน จะไม่มีทางไหลเวียนได้อย่างราบรื่น ข้อที่สอง จะส่งผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูก ในทุกบริเวณของร่างกาย
และสุดท้าย อาการที่ตามมาก็คือ ปวด ทุกๆต าแหน่งเท่าที่จะเป็นได้ตามแต่ละบุคคล หนักกว่านั้น ก็กลายเป็น โรคหมอนรองกระดูกคอ หมอนรองกระดูกเอว และก็พบกับอาการปวด ตึงชา ปวดร้าวไปบริเวณอื่น เป็นต้น
2.เมอ ื่ทก ุ คนอยใ ู่นสภำวะควำมเคร ี ยด การท างานใดๆก็ตาม ความเครียดมักจะเป็นเงาตามตัวไปด้วยเสมอ เพราะอุปสรรคต่างๆมันค่อนข้างเยอะและ องค์ประกอบของงานที่ละเอียด บวกเข้ากับเวลาที่มีให้อย่างจ ากัดในการปิดจ๊อบ จึงส่งผลให้ความเครียดเกิดขึ้นได้ในทุกคน เท่านั้นยังไม่พอ โดยมากพนักงานออฟฟิ ศ ไม่ได้เครียดแค่กับเรื่องงานเท่านั้น
มันยังมีเรื่องของการเมืองในแผนก เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น บางท่านตั้งใจท างานอย่างเต็มที่ แต่ไม่ค่อยได้พูดคุยสนทนากับหัวหน้าหรือเจ้านาย เพราะคิดว่าผลงานเป็นตัวพิสูจน์ความสามารถ ซึ่งจนทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่ในต าแหน่งเดิม นั่นก็เพราะคุณไม่ค่อยได้เสนอหน้านั่นเอง
หรือการท างานของคุณ ที่ต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานอีกหลายร้อยชีวิต มันไม่ใช่เรื่องง่าย เลยที่จะขึ้นไปยืนบนแท่น อันดับต้นๆของบริษัทได้ ถ้าได้เพื่อนร่วมงานที่ดี คอยช่วยเหลือ นั่นถือว่าคุณโชคดี แต่ถ้าไม่ล่ะ มันก็ต้องเกิดการเมืองขึ้น ในระหว่างท างานอย่างแน่นอน
และผลที่ตามมา นั่นก็คือความเครียดที่ก่อให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ปวดประจ าเดือน อ่อนเพลีย เป็นต้น https://www.thumbsup.in.th/work-life-politics-management
3.เมอ ื่ทก ุ คน อยใ ู่นสภำพแวดล ้ อมก่อโรค แบบเดียวกัน สภาพแวดล้อม ในทางแพทย์แผนจีนนั้น ถือเป็นปัจจัยส าคัญอย่างยิ่ง และเป็นตัวที่สามารถก าหนดสุขภาพ ของบุคคลนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
ท าไมผมถึงเรียกว่า สภาพแวดล้อมก่อโรค นั่นก็เพราะว่าองค์ประกอบต่างๆ มันเอื้อต่อการก่อโรคเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ ที่พร้อมที่จะหยิบยื่นปัญหาสายตา ให้กับคุณได้เสมอ และรังสีที่อาจส่งผลต่อสมองได้
และตัวการที่เด่นชัดที่สุดก็คือแอร์ ที่เปิดในส านักงาน เพราะเราติดรูปลักษณ์ ของพนังงานบริษัท ที่ต้องอยู่ในห้องแอร์เย็นๆเสมอ
ซึ่งมันเป็นการบิดเบือนธรรมชาติของมนุษย์ไป แค่อุณหภูมิ ก็ต่างจากอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์แล้ว บางท่าน ถึงกับเป็นหมีขั้วโลก ในออฟฟิ ศเลยทีเดียว
หารู้ไม่ว่าแอร์ที่เราชอบเปิดกันนั้น ไม่ใช่แค่ความเย็นที่ก่อโรค แต่ยังรวมไปถึงเชื้อโรคแบคทีเรีย เชื้อไวรัสที่ก่อตัวขึ้นได้ง่ายอีกด้วย https://mindfuldesignconsulting.com/nature-inspired-architects-office-design/
อีกทั้งยังรวมไปถึง อุปกรณ์เครื่องใช้ในส านักงาน ที่เป็นมลพิษ ไม่ว่าจะเป็น หมึกพิมพ์เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น ล้วนก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายเช่นกัน นอกจากนี้ ไลฟ์ สไตล์ของพนักงานออฟฟิ ศ ที่ชอบหาซื้อขนมขบเคี้ยว มารับประทานรวมถึงกาแฟ ชานมเย็น ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด
จากหัวข้อที่ผมได้ยกตัวอย่างไว้ในข้างต้น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ที่บ่งบอกได้ว่า มันส่งผลกระทบต่อสุขภาพของวัยท างาน อย่างเราๆ มากเพียงไหน
ในทางแพทย์แผนจีนเอง โรคนี้ ดูเหมือนจะเป็นโรคใหม่ ที่ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในสมัยก่อน
แต่แนวทางการรักษา ของแพทย์แผนจีน ไม่ได้ถูกลดทอนความส าคัญ ไปแต่อย่างใด เพราะเมื่อดูจากอาการที่เกิดขึ้น และสภาพแวดล้อมที่ผู้ป่ วยเป็นอยู่นั้น ก็ยังคงสามารถวินิจฉัยและรักษาได้ ตามแบบฉบับแพทย์แผนจีนอยู่ดี ต่อไปผมขอน าเสนอวิธีการมองและรักษาโรคยอดฮิตนี้ แบบแพทย์แผนจีนดูนะครับ
1.โรคนี้ต้องให้ความส าคัญกับลมปราณหยาง (阳气) 2.โรคนี้ต้องออกก าลังกาย 3.โรคนี้ต้องงดทานของเย็น 4.โรคนี้ต้องฝึกสมาธิ 5.โรคนี้ต้องหมั่นบ ารุงสายตา 6.โรคนี้ต้อง “หาย”
1.โรคน ี ต ้ อ ้ งใหค ้ วำมสำ คัญกับ ลมปรำณหยำง (阳气) เนื่องจากในทางแพทย์แผนจีนนั้น ลมปราณหยาง ถือเป็นตัวการในการเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง มีพลังงาน แล้วท าไม ถึงต้องให้ความส าคัญกับ ลมปราณหยาง ในโรคนี้ด้วย
ค าตอบนั้น แสนง่ายมากครับ เพราะพฤติกรรมที่อาศัยอยู่ในห้องแอร์ตลอดวัน นั่งนานๆและทานของเย็นนั่นเอง ดังนั้นแพทย์แผนจีน จะมีหลักการรักษา โดยต้องเสริมสร้างลมปราณหยางให้แข็งแรง เพื่อให้ลมปราณและเลือด เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
อีกทั้งยังสามารถป้องกัน ความเย็นจากภายนอก ไม่ให้ท าร้ายร่างกายของเราได้ เพราะถึงแม้จะเป็นอาชีพที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง สภาพแวดล้อมเหล่านี้ แต่หากเราสามารถปรับปรุงตัวเอง ให้มีความต้านทาน มีภูมิคุ้มกันที่ดีได้ ก็จะสามารถมีสุขภาพดี ในการท างานต่อไปได้เช่นกัน
โดยทั่วไป อาจรับประทานยาจีน หรือฝังเข็ม เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงก็ได้ หมั่นรับแสงอาทิตย์บ้าง ในบางครั้ง โดยแนะน าให้แดด ส่องบริเวณแผ่นหลัง เป็นหลัก
เพราะเส้นลมปราณจ าพวกหยาง จะอยู่บริเวณแผ่นหลัง ค่อนข้างเยอะ ทานน ้าอุ่น ให้ติดเป็นนิสัยเป็นประจ า เพราะในเมื่อเราอยู่ในออฟฟิ ศแอร์เย็นๆ แล้วทานน ้าอุ่น ก็น่าจะได้ความรู้สึกที่ดีขึ้นจริงไหมครับ หรือสามารถใช้วิธีดูแลตนเองต่างๆป้องกันโรคนี้ ที่มีบอกตามเว็บไซต์ทั่วไปก็ได้เช่นกัน
2.โรคน ี ต ้ อ ้ งออกกำ ลังกำย สุขภาพที่ดีนั้นมาคู่กับการออกก าลังกายเสมอ โดยเฉพาะโรคออฟฟิ ศซินโดรม ที่มีความจ าเป็นต้องบริหารกล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูก เพื่อให้ร่างกายพร้อมรองรับการนั่ง ท างานนานๆได้ดีขึ้น
ความจริงแล้ว การออกก าลังกายในทางแพทย์แผนจีนที่ดีและ สามารถช่วยบริหารข้อต่อได้นั้น คงหนไี ม่พน ้ จา พวกรา ไทเก๊ก หรือเน้นการเคลื่อนไหว ทไี่ม่ร ุ นแรงแตอ่ ่อนไหว เพื่อให้ร่างกายได้รับรู้ และเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระนั่นเอง