13. หลิบชิว-เริ่มฤดูใบไม่ร่วง หรือเริ่มศารท เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 135 องศา ในวันที่7-8 สิงหาคม
14. ชู้ซู่-ร้อยคลาย เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 150 องศา ในวันที่ 23-24 สิงหาคม 15. แปะโหล่ว-น ้าค้างขาว ปักษ์นี้น ้าค้างตกเป็นสีขาวจับไปทั่ว เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 165 องศา ในวันที่ 8-9 กันยายน
16. ชิวฮุง-กึ่งฤดูใบไม่ร่วง โลกโคจรมาถึงจุด 180 องศา ในวันที่ 23-24 กันยายน เป็นวันกึ่งกลางฤดูใบไม้ร่วงพอดี กลางคืนกลางวันยาวเท่ากัน ศัพท์บัญญัติดาราศาสตร์ เรียกว่า “ศารทวิษุวัติ” หรือ “Autumnal Equinox”
17.หั่งโหล่ว-น ้าค้างยะเยือก อากาศเย็นมากจนน ้าค้างเกือบแข็ง เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 195 องศา ในวันที่ 8-9 ตุลาคม 18. ซวงกั่ง-น ้าค้างแข็งตก อากาศหนาว จนน ้าค้างกลายเป็นน ้าแข็งจับอยู่ทั่วไป เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 210 องศา ในวันที่ 23-24 ตุลาคม
19. หลิบตัง-เริ่มฤดูหนาว เมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 225 องศา ในวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 20.เซียวเสาะ-หิมะน้อย เริ่มมีหิมะตก เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 240 องศา ในวันที่ 22-23 พฤศจิกายน
21. ไต่เสาะ-หิมะมาก ช่วงนี้หิมะตกหนัก เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 255 องศา ในวันที่ 7-8 ธันวาคม
22. ตังจี่-จุดสูงสุดของฤดูหนาว กลางคืนยาวสุด ศัพท์บัญญัติดาราศาสตร์ เรียกว่า “เหมายัน” หรือ “Winter Solstice” เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 270 องศา ในวันที่ 22-23 ธันวาคม
23. เซียวฮั้ง-หนาวน้อย แต่ความจริงหนาวมาก เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 285 องศา ในวันที่ 5-6 มกราคม 24. ไต่ฮั้ง-หนาวมาก อากาศหนาวจัด เริ่มเมื่อโลกโคจรมาถึงจุด 300 องศา ในวันที่ 20-21 มกราคม
ชอ ื่ปักษย ์ อ่ยทงั้ 24 ปักษ์ ออกเสย ี งเป็ นภำษำแตจ ้ ว ิ๋ เพื่อให้ท่านสังเกตเห็นได้ง่าย ว่าชื่อบางปักษ์กับเทศกาลจีนนั้น ตรงกัน คล้ายกัน เช่น เช็งเม้ง, ตังจี่ฯลฯ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของนักดาราศาสตร์โบราณ ที่พยายามศึกษาวถ ิ แ ี หง่ฤดก ู ำล เพอ ื่กำ หนดกำรกสก ิ รรมใหฤ ้ ดก ู ำล และใช้บอกวันเทศกำลเป็ นส ำคัญ
ชนวนเหตุสินค้ำแพง ส ่ วนแบง ่ กำรขำยเพม ิ ่ ตน ้ ท ุ นแฝงผ ู ้ ผล ิ ตเพย ี บ! https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1053644?ang=&utm_source=izooto&utm_medium=push_notifications&utm_campaign=11 วิกฤติสินค้าราคาแพง เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องรับแรงกระแทกเต็มๆในปีนี้
โดยต้นปี2566 หลายแบรนด์ขึ้นราคาแล้ว มีทั้งประกาศให้ทราบ และขึ้นโดยไม่บอกกล่าว ให้ผู้บริโภคเห็นเองบนหน้าเชลฟ์ ชนวนเหตุแห่งของแพง หนีไม่พ้นวัตถุดิบในการผลิต ค่าพลังงาน แต่มีต้นทุนแฝงอื่นอีกด้วย
วิกฤติสินค้าราคาแพง ยังเป็นปัจจัยกระทบ ต่อการด ารงชีพของประชาชน โดยเฉพาะก าลังซื้อ “ฐานราก” หากส ารวจตลาดตั้งแต่ต้นปี สินค้าปรับขึ้นราคา ได้แก่ นมถ่วัเหลอ ื งแลคตำซอยท ุ กขนำด เช่น 125 มิลลิลิตร(มล.) จาก 5 เป็น 6 บาท ขนาด 300 มล. จาก 10 เป็น 12 บาท
ย ำย ำช้ำงน้อย จาก 3 บาทต่อซอง เป็น 3.30 บาท ขณะที่ร้านค้าทั่วไป เห็นการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์เบียร์เบอร์1 ชนิดแบบขวด จาก 60 บาท เป็น 65 บาท โดยราคาขายปลีก แนะน าผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ ยังคงราคา 59 บาท
ยำค ู ลท ์ ปรับราคาขึ้น 1 บาท ในรอบ 11 ปี กระทิงแดง สูตรคลาสสิค ขยับจาก 10 บาท เป็น 12 บาท นำ ้ มันพชืปำลม ์ ยห ี่อ ้ ดงั จากขวดละ 60 บาท ขยับเป็น 75 บาท เป็นต้น
สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า แนวโน้มราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าจ าเป็น ยังคง “แพงขึ้น” ต่อเนื่อง สำเหตุส ำคัญของกำร “ปรับรำคำ” ส่วนหนึ่งมาจากบรรดาช่องทางจ าหน่าย โดยเฉพาะห้างค้าปลีก เก็บส่วนแบ่งการขาย หรือ ค่า GP เพิ่มแตะระดับ 40%
สอดคล้อง ความเห็นของผู้ผลิตสินค้าจ าเป็นรายใหญ่ ที่ระบุว่า การเรียกเก็บ GP ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ มีการผลิตสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด “ห้างค้าปลีก อยู่ในมือของผู้ประกอบการไม่กี่ราย การเรียกเก็บค่า GP เพิ่ม เป็นหนึ่งในปัจจัย ท าให้คนไทยต้องซื้อสินค้าราคาแพง และยังมีต้นทุนแฝงอีกมหาศาล ในการทา ธ ุ รกจิ”
นอกจากนี้ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในปี2565 เป็นแรง กดดันส าคัญท าให้ต้นทุนของผู้ผลิตสินค้า รวมถึงมี ผลกระทบต่อค่าขนส่งด้วย
อีกปัจจัย คือการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มีนักเดินทางเยือนไทยมากขึ้น เพม ิ่กำรบร ิโภคสน ิ ค ้ ำและบร ิ กำร มิติหนึ่ง ถือเป็นผลบวกต่อภาคธุรกิจ ช่วยปั๊มยอดขายมากขึ้น แต่มุมหนึ่ง ท าให้ผู้ประกอบการใช้จังหวะดังกล่าว “ขยับราคาสินค้า” เพิ่มขึ้น จากช่วงโควิด ไม่สามารถปรับราคาได้ จากอ านาจซื้อผู้บริโภคหดหายไป
“ตอนสินค้าและบริการยอดขายอืด ผู้ประกอบการขยับราคาไม่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่มีเงินในการจับจ่าย ขึ้นราคามีแต่จะยิ่งฉุดก าลังซื้อ เมื่อก าลังการผลิตเหลือ ยังจัดโปรโมชั่นด้วย แต่พอตลาดเริ่มกลับมาคึกคัก การท่องเที่ยวฟื้น ต่างชาติเข้ามา ช่วยเพิ่มการบริโภค ก็ขยับราคาได้”
สินค้าบางส่วนปรับราคาไปแล้ว รายงานล่าสุด คือผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อม ซึ่งทางตัวแทนจ าหน่าย ได้แจ้งไปยังร้านค้าส่ง ว่าจะขยับราคาขึ้นในเดือนระลอกใหม่ เพื่อให้ร้านบริหารจัดการสต๊อก และสั่งซื้อสินค้าได้สอดคล้องสถานการณ์
การแจ้งปรับราคา ทางร้านจะได้ทราบล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ช้าสุดไม่เกิน 60 วัน ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าจ าเป็นรายใหญ่ ระบุว่า การแจ้งปรับราคาของบริษัท เกิดขึ้นล่วงหน้า 15-30 วัน “ผู้ผลิตจะแจ้งให้ร้านทราบถึง การปรับราคาสินค้าขึ้นล่วงหน้า 30 วัน เพื่อให้เตรียมเงินและสั่งซื้อสินค้า
การที่ราคาเพิ่ม เดิมเคยขายของ100 บาท จ านวน 100 ชิ้น หากปรับขึ้นอาจต้องใช้เงิน 120 บาท ไม่เช่นนั้น ร้านจะได้สินค้าไม่ครบตามต้องการ ต้องหาเงินมาเติมให้เต็ม”
ยังมี“เครื่องดื่มชูก าลัง” ยี่ห้อดัง ต้องการขึ้นราคาแต่ไม่สามารถท าได้ เพราะเห็นบทเรียน จาก M-150 ปรับจากขวด 10 บาท เป็น 12 บาท ท าให้ส่วนแบ่งตลาดหายไป หากแบรนด์ ต้องการชิงมาร์เก็ตแชร์ การขึ้นราคา เป็นตัวแปรส าคัญมาก
“ตอนน ี ก ้ ำ ลังซอ ื ้ ตลำดล่ำง หำยไปหมดเลย” วิกฤติสินค้าแพง อย่างหนึ่งที่เห็น คือ“ขึ้นราคา” ไปแล้ว มักไม่เห็นการหั่นหรือลดราคาลง เมื่อต้นทุนต ่าลง อย่างผลิตภัณฑ์น ้ามันปาล์ม “สมชาย” เห็นราคาวัตถุดิบปำล์มลดแล้ว แต่น ้ามันพืช ยังจ าหน่ายในราคาค่อนข้างสูง
ที่น่าจับตา คือ ปัจจุบันพรรคการเมือง เริ่มหาเสียงเตรียมตัวต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง จึงเห็น “ราคา” สินค้าบางอย่างอาจถูกกดไว้ แต่ มองหลังเลือกตั้ง ราคาสินค้าจะขยับอีกรอบ นโยบำยกำรควบคุมรำคำสินค้ำในไทย เป็ นสง ิ่ทผ ีู่ ้ประกอบกำรไม่เหน ็ ดว ้ ย เพราะกระทบกลไกตลาดและการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ผลิต ไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่แท้จริง
การแบกรับต้นทุน จึงมีผลต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดด้วย
เม ื ่ อฉ ั นไดก ้ ล ิ ่ นอำหำรจำกน ิ ยำย Foods from novels https://www.facebook.com/FoodsFromNovels/posts/520165550215589
大寒 dàhán อากาศหนาวจัด อุตุปักษ์สุดท้ายของปีปฏิทินจีน ช่วงนี้แต่ละครัวเรือน จะเตรียมท าความสะอาดครั้งใหญ่ ตั้งแต่กวาดชายคา - ใช้ไม้กวาดด้ามยาวปัดฝุ่ นและใยแมงมุม จากมุมทั้งสี่ของหลังคาและฝุ่ นตามผนัง ซึ่งหมายถึงการขจัดโชคร้ายและเป็นการบอกลาปีเก่า เพื่อต้อนรับปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง
大寒 dàhán เป็นช่วงสุดท้ายของความหนาวเย็น ในฤดูหนาว และยังเป็นเวลาที่ดีส าหรับการบ ารุงก าลัง แพทย์แผนจีน เชื่อว่าคนที่ก าลังรักษาไข้หวัด ควรกินอาหารอุ่นๆ มากขึ้น เพื่อต้านความหนาวเย็น มีธรรมเนียมกำรกินข้ำวเหนียว ในสภำพอำกำศหนำวเย็น ในหลิ่งหนาน มณฑลกวางตุ้ง
ข้าวเหนียว มีแคลอรีค่อนข้างสูง แพทย์แผนจีน เชื่อว่า ข้ำวเหนียว มฤ ี ทธ ิ อ ์ ุ่นตำมธรรมชำต ิ สำมำรถเสริมสร้ำงม้ำม และอุ่นกระเพำะอำหำร และมีผลในกำรปกป้อง ต้ำนควำมหนำวเย็น
ชำวปักกง ิ่ นิยมกินเค้กเซียวหำน ในช่วงทม ี่อ ี ำกำศหนำวจดั เค้กเซียวหาน ก็ท ามาจากข้าวเหนียวเช่นกิน ชำวหนำนจิง นิยมตุ๋นซุปไก่แก่ ในช่วงหนาวจัด เพื่อเป็นยาบ ารุงก าลัง
ข้ำวแปดสมบัติ 八宝饭 bābǎofàn เป็นอาหารจานคลาสสิก ทางตอนใต้ของแม่น ้าแยงซี เป็นข้าวเหนียวนึ่ง ผสมกับน ้าตาล น ้ามันหมูน ้าเชื่อมดอกกุ้ย ใส่ลงในภาชนะที่ใส่พุทราจีน ล าไยและผลไม้อื่นๆ นึ่งแล้วราดด้วยน ้าเชื่อม
ทฤษฎีการแพทย์แผนจีน เชื่อว่าข้าวเหนียว มีผลในการบ ารุงและเติมพลังชี่ และเหมาะที่สุด ที่จะกินข้าวเหนียวในหน้าหนาว
นอกจากนี้ ข้าวเหนียว ยังหมายถึง ความอบอุ่นตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี มีความหมายอันเป็นมงคล
ปฏท ิ น ิ อจ ี ้ ง ิ (I Ching) กับปี2012 http://bit.ly/3IzluQY อี้จิง แปลตรงตัวว่า ตำ รำแหง่ควำมเปลย ี่นแปลง มีประวัติความเป็นมาดังนี้ ประมาณปี551-479 ก่อนคริสต์กาล ขงจื้อ ปราชญ์ชาวจีน ได้สลักต าราหลักขงจื้อ 5 ประการ ลงบนแผ่นหิน
อจ ี ้ิง กลายเป็ นสว่นประกอบสา คญั ในวัฒนธรรมจีน แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในตะวันตก จนกระทั่ง ได้รับการแปลโดย ริชาร์ด วิลเฮล์ม มิชชันนารีชาวเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน
และต่อมาในศตวรรษที่ 19 คาร์ล จุง นักจิตวิทยา ได้ให้ความสนใจงานแปลชิ้นนี้อย่างยิ่ง ไม่นาน ก็มีการแปลเป็นภาษาอื่นๆ รวมทั้งการตีความอย่างกว้างขวาง จนท าให้เป็นที่รู้จักในที่สุด
เส้นอี้จิง หรือ เส้นปำกัว หรือ ข่วย หรือ เส้นตรีลักษณ์ ในรูปแบบเบื้องต้น จะมีทั้งหมด 8 รูปแบบ ซึ่ง เส้นอี้จิง จะแทนถึง ความเป็นหยินและหยาง ความเป็นคู่และความเป็นคี่
โดยเส้นที่เป็นเส้นเดียว หรือความเป็นคี่ แทนถึง หยาง และเส้นขาด หรือเส้นคู่ จะแทนถึง หยิน หลักของอี้จิง คือการผสมผสานความเป็นหยินและหยาง วิธีการอ่านเส้น จะอ่านจากเส้นล่างสุด ไล่ขึ้นไปด้านบน เพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยง่าย ในการเขียนและอ่านเส้นอี้จิง
https://www.facebook.com/kowsungkim/posts/313099789157120/
https://www.blockdit.com/posts/63858b7c7dfbfc8dca92ad06
กำรพยำกรณช ์ ะตำดว ้ ยอจ ี ้ ง ิ การพยากรณ์ชะตาด้วยอี้จิง จะมีค าแนะน าท านายทั้งหมด 64 รูปแบบ มาจากการผสมผสานรวมตัว จากอี้จิง ในระดับเบื้องต้น ใน 8 รูปแบบแรกเข้าด้วยกัน กลายเป็น 64 รูปแบบ (8×8 = 64)
โดยที่มาของการเปลี่ยนแปลง ผสมผสานรูปแบบต่างๆ จนได้เป็น 64 รูปแบบนั้น มาจากผลงานของกษัตริย์ นาม พระเจ้ำเวิน ผู้ครองนครชู ทางตะวันตกของจีน ตามต านาน เล่าว่า พระเจ้าเวน ถูกจักรพรรดิชูฉิน จับกุมขัง
ต่อมาในปี1143 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าเวิน ใช้เวลาในที่จองจ า ดว ้ ยการจบัค ู่ ปรบัเปลย ี่น ร ู ปแบบอจ ี ้ิงพน ื ้ ฐาน เสียใหม่ ได้64 ร ู ป พระองค์ ยังเขียนพลัง ค าอธิบายกลั่นกรอง ความสัมพันธ์ของพลังต่างๆ ในแต่ละสัญลักษณ์
ทั้งยังแนะน าความสัมพันธ์ ของค าถามที่ถูกยกขึ้นมา ในการให้ค าปรึกษา หลังจากออกจากคุกแล้ว พระเจ้าเวิน ก็ท าสงครามกับจักรพรรดิชูฉิน มีชัยชนะ
คัมภีร์อี้จิง เป็นคัมภีร์ที่อธิบายปรัชญาของปา-กว้า (八卦) หรือ กว้า (卦) ทั้งแปด กว้าหมายถึงสัญลักษณ์ที่ใช้ในการท านาย กว้าทั้งแปด หรือ ปา-กว้า (八卦) จะประกอบด้วย หนึ่ง นภากว้า (天卦) โดยตั้งชื่อให้กับนภากว้าว่าเฉียน (乾) สอง ธรณีกว้า (地卦) โดยตั้งชื่อให้ธรณีกว้าว่าคุน (坤)
สาม วารีกว้า (水卦) โดยตั้งชื่อให้วำรีกว้า ว่าขั่น (坎) สี่ อัคคีกว้า (火卦) โดยตั้งชื่อให้อัคคีกว้า ว่า หลี(離) ห้า อสนีกว้า (雷卦) โดยตั้งชื่อให้อสนีกว้า ว่า เจิ้น (震) หก วายุกว้า (風卦) โดยตั้งชื่อให้วำยุกว้า ว่าซวิ่น (巽)
เจ็ด บึงกว้า (澤卦) โดยตั้งใช้ให้บึงกว้า ว่า ตุ้ย (兌) แปด คีรีกว้า (山卦) โดยตั้งชื่อให้คีรีกว้า ว่า เกิ้น (艮)