The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง เล่ม 1 กรมการปกครอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-12-12 04:51:56

การสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง เล่ม 1 กรมการปกครอง

การสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง เล่ม 1 กรมการปกครอง

การสอบสวน
ความผิดอาญาบางประเภท
โดยพนกั งานสอบสวนฝายปกครอง

เลม ๑

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย



ค�ำ น�ำ

การปฏิบัติงานสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในอำ�นาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน
ฝ่ายปกครองน้ัน พนักงานสอบสวนจ�ำ เป็นตอ้ งทราบถงึ หลกั กฎหมาย และขั้นตอนในการสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญตั ิจัดต้งั ศาลแขวงและวธิ ีพจิ ารณา
ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ และพระราชบัญญตั ิศาลเยาวชนและครอบครวั และวิธี
พจิ ารณาคดเี ยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ อกี ท้ัง การด�ำ เนนิ การทง้ั หลายท่เี กี่ยวขอ้ งกบั
ตัวผู้ต้องหา เชน่ การรบั ตัว การควบคุมตวั การปลอ่ ยชว่ั คราว การฝากขัง การผดั ฟ้อง ซง่ึ พนกั งาน
สอบสวนฝ่ายปกครองจะตอ้ งด�ำ เนินการใหเ้ ป็นไปตามท่กี ฎหมายบัญญัติ ควบคไู่ ปกับการค้มุ ครอง
สทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนตามกระบวนการยตุ ิธรรมโดยเคร่งครัด
กรมการปกครองจึงได้จัดทำ�หนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นคู่มือในการสอบสวนคดีอาญาของ
พนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง โดยมีสาระสำ�คัญเกย่ี วกับขนั้ ตอนและวธิ ีการปฏบิ ัตติ าม
หลักกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบทีเ่ กยี่ วข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพอ่ื ให้พนักงานสอบสวน
ฝา่ ยปกครองสามารถปฏิบัตหิ นา้ ท่ไี ดอ้ ยา่ งถูกต้อง รวดเรว็ และเป็นธรรมซ่งึ กรมการปกครองหวังเป็น
อยา่ งยิง่ วา่ พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองจะไดใ้ ชป้ ระโยชนจ์ ากหนงั สอื เลม่ น้ี ให้เปน็ ไปตาม
วตั ถปุ ระสงคด์ งั กลา่ วต่อไป

(นายสกุ ิจ เจริญรตั นกุล)
อธิบดีกรมการปกครอง



สารบัญ หนา้

คำ�น�ำ ๑
สารบญั ๕
ประวตั ิการสอบสวนคดีอาญาโดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง ๒๙
บทท่ี ๑ หลกั การสอบสวนคดอี าญาบางประเภท ๓๓
บทท่ี ๒ การสืบสวนคดีอาญาในอ�ำ นาจหน้าทีข่ องพนกั งานฝา่ ยปกครอง ๔๙
- กรณตี รวจคน้ ในทีร่ โหฐาน ๖๐
- หลักเกณฑ์และแนวทางปฏบิ ตั ใิ นการขอรับเงินสนิ บนหรือเงินรางวลั ตามระเบียบ ๘๘
ของกรมการปกครอง วา่ ด้วยหลักเกณฑ์และวธิ ีกการจา่ ยเงินสนิ บนรางวลั และ ๙๒
ค่าใช้จ่ายในการด�ำ เนินงาน พ.ศ.๒๕๔๘ ๙๓
- ตัวอยา่ ง การตรวจคน้ จบั กมุ ๙๔
บทที่ ๓ ขั้นตอนการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทตามกฎกระทรวง ๑๐๐
(กฎหมาย ๑๙ ฉบับ) ๑๐๕
- แผนผงั การดำ�เนนิ คดอี าญาในชนั้ พนักงานสอบสวน (รูปแบบสำ�นวนสอบสวน) ๑๐๘
- แผนผังการควบคุมตัวผตู้ อ้ งหาระหวา่ งสอบสวน และระยะเวลาท�ำ สำ�นวนสอบสวน ๑๐๙
บทที่ ๔ การเปรียบเทียบคดี
- หลักและวธิ ปี ฏิบัตใิ นการเปรยี บเทยี บคดีอาญา ๑๑๒
- การสอบสวนคดเี ปรยี บเทียบของพนักงานสอบสวนและพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ ๑๑๖
- เก่ียวกับเงนิ คา่ ปรับและการถอนเงินค่าปรับ ๑๑๗
- สรปุ วิธีปฏบิ ตั ิเกยี่ วกบั การเปรียบเทียบปรบั
บทที่ ๕ หลกั การสอบสวนความผดิ อาญาท่ีอยู่ในอ�ำ นาจศาลแขวง กรณีผู้ตอ้ งหาถกู ๑๔๐
จบั ตัวสง่ พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง และผูต้ อ้ งหาใหก้ ารรับสารภาพ (ท�ำ ส�ำ นวน ๑๕๗
การสอบสวนฟอ้ งวาจา) ๑๕๘
- แผนผังการด�ำ เนนิ คดอี าญาในอ�ำ นาจศาลแขวง
- ตวั อย่าง การทำ�สำ�นวนการสอบสวนในอ�ำ นาจศาลแขวง (ผตู้ อ้ งหารบั สารภาพ)
บทท่ี ๖ หลักการสอบสวนความผิดอาญาทอี่ ยู่ในอำ�นาจศาลแขวง กรณีผูต้ ้องหาถกู
จบั ตัวสง่ พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง และผตู้ อ้ งหาใหก้ ารปฏเิ สธ (ท�ำ ส�ำ นวนการ
สอบสวนเตม็ รูปแบบ)
- แผนผังการทำ�ส�ำ นวนเต็มรปู แบบในอ�ำ นาจศาลแขวง กรณีจับตัวผู้ต้องหาส่งพนกั งาน
สอบสวนและผู้ตอ้ งหาให้การปฏเิ สธ
- ตัวอย่าง การท�ำ สำ�นวนการสอบสวนคดีการพนันในอำ�นาจศาลแขวง (ผตู้ ้องหาปฏิเสธ)

บทท่ี ๗ หลักการสอบสวนความผดิ อาญาที่อยู่ในอ�ำ นาจศาลจังหวดั หนา้
- แผนผงั การด�ำ เนนิ คดอี าญาในอ�ำ นาจศาลจังหวัด ๑๙๙
- ตัวอย่าง การท�ำ สำ�นวนสอบสวนในอำ�นาจศาลจงั หวัด ๒๐๒
บทที่ ๘ การสอบสวนกรณีเด็กและเยาวชนเปน็ ผตู้ ้องหา ๒๐๓
- แผนผงั การดำ�เนินคดอี าญาในกรณเี ดก็ และเยาวชนเป็นผู้ต้องหา ๒๕๑
- ตวั อยา่ ง การทำ�ส�ำ นวนการสอบสวนในอ�ำ นาจศาลเยาวชนและครอบครัว ๒๕๓
บทที่ ๙ การสอบสวนคนต่างด้าวเปน็ ผ้ตู อ้ งหา ๒๕๔
บทท่ี ๑๐ การสอบสวนทหารเปน็ ผู้ตอ้ งหา ๒๙๑
บทที่ ๑๑ ฐานความผดิ ตามกฎหมาย ๑๙ ฉบบั ๒๙๓
ภาคผนวก ๒๙๘
- ตัวอยา่ งการรา่ งฟอ้ งของพนักงานอยั การ ๔๒๖
- กฎกระทรวงกำ�หนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก ๔๒๗
กรงุ เทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ.๒๕๕๔ ๔๓๐
- กฎกระทรวงก�ำ หนดหลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงอ่ื นไขในการเรียกประกันหรือ ๔๓๕
หลกั ประกันการปลอ่ ยชัว่ คราวผตู้ อ้ งหาในชน้ั สอบสวน พ.ศ.๒๕๔๙
- คำ�ส่งั สำ�นักงานต�ำ รวจแหง่ ชาติ ท่ี ๘๐/๒๕๕๑ เร่อื ง การกำ�หนดวงเงินประกัน ๔๓๘
การกำ�หนดหลักทรัพย์ท่ีอาจใชเ้ ปน็ หลกั ประกนั และการใช้บคุ คลเป็นประกัน ๔๔๖
ในการปลอ่ ยตัวชัว่ คราวผูต้ อ้ งหาในชน้ั สอบสวน ๔๘๑
- บญั ชีเกณฑ์มาตรฐานกลางหลักประกันการปลอ่ ยชัว่ คราว
- ขอ้ บงั คับของประธานศาลฎกี า วา่ ดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการเกีย่ วกับการออกคำ�ส่ัง
หรือหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘

1

ประวัตกิ ารสอบสวนคดอี าญาโดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง

ฝ่ายปกครอง อาทิ ผใู้ หญบ่ ้าน กำนนั ปลดั อำเภอ นายอำเภอ กรมการอำเภอ ผูว้ า่ ราชการเมือง
ผู้วา่ ราชการจังหวดั ฯลฯ มีบทบาทในการปอ้ งกันปราบปรามและดำเนนิ คดีอาญากบั ผู้กระทำผดิ ในประเทศไทย
มาช้านานกอ่ นทจี่ ะมีองค์กรตำรวจเกดิ ข้ึนในประเทศไทย เพราะถือวา่ ฝา่ ยปกครองตอ้ งมหี น้าท่ี “บำบัดทุกข์
บำรงุ สขุ ” อนั เปน็ หน้าทสี่ ำคญั ย่งิ ของกระทรวงมหาดไทย แต่เดิมในสว่ นภมู ภิ าคอำนาจหนา้ ท่ใี นการปอ้ งกัน
ปราบปรามการกระทำผดิ อาญาเป็นอำนาจหนา้ ท่ีโดยตรงของฝา่ ยปกครองแมว้ ่าต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ จะ
ได้มกี ารนำระบบตำรวจจากตา่ งประเทศเขา้ มาทำหนา้ ท่ดี งั กลา่ ว แตย่ ังจำกดั อยใู่ นเขตนครบาลหรอื ส่วนกลาง
เป็นหลัก ในสว่ นภมู ิภาคซง่ึ ระบบตำรวจยงั เขา้ ไปไมถ่ ึง ยังคงให้ฝา่ ยปกครองทำหน้าทดี่ งั กลา่ วอยู่ ดังจะเหน็ ได้
จาก “ขอ้ บงั คับลักษณะปกครองหัวเมือง” ซง่ึ ตราขนึ้ เม่อื วนั ที่ ๑๗ กมุ ภาพันธ์ ร.ศ. ๑๑๖ ขอ้ บังคบั นีแ้ ม้ใชค้ ำว่า
“ข้อบังคับ” แต่มคี ่าบงั คับเปน็ กฎหมายเพราะระบวุ ่าเป็น “ประกาศพระบรมราชโองการ” ของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั ซ่งึ ศาลฎีกาในปจั จุบนั ก็พิพากษายอมรับว่า ประกาศพระบรมราชโองการในสมยั
สมบรู ณาญาสิทธิราชยม์ คี ่าบงั คับเป็นกฎหมายดว้ ย
จากบทบาทอนั สำคัญของฝ่ายปกครองในการดำเนนิ คดีอาญามาช้านานนเี้ อง เมือ่ มกี ารรา่ งประมวล
กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา ประเทศไทยได้จา้ งนักกฎหมายจากตา่ งประเทศมาชว่ ยเป็นกรรมการร่างดว้ ย
เพื่อได้ใช้เป็นข้อต่อรองกับบรรดาประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภาคพืน้ ยโุ รปซง่ึ มคี วามเจริญ
ก้าวหนา้ ในระบบกฎหมายทมี่ ีมาตรฐานตามหลกั สากล ใหม้ ีความเชื่อถอื ในระบบกฎหมายและกระบวนการ
ยุตธิ รรมมของประเทศไทยและยอมยกเลกิ สทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขตให้กบั ประเทศไทยในทีส่ ุด
โดยทใ่ี นต่างประเทศน้ัน การดำเนินคดอี าญาส่วนใหญ่อยูใ่ นอำนาจหน้าทข่ี องตำรวจโดยเฉพาะ หาก
นำหลักกฎหมายของต่างประเทศดังกล่าวมาใช้โดยตรง จะต้องมีการเลิกอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครองใน
การดำเนินคดีอาญาซึง่ มีมาชา้ นานไปดว้ ย แตป่ ระเทศไทยไดต้ อ่ รองว่าไม่ขัดข้องทจี่ ะนำหลักกฎหมายต่างประเทศ
มาใชใ้ นการรา่ งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา แต่ขอใหร้ ักษาระบบการดำเนินคดอี าญาทม่ี อี ยู่
แล้วไวใ้ หม้ ากที่สดุ เท่าที่จะสามารถทำได้
ดังน้ัน คณะกรรมการรา่ งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญาดงั กล่าว จงึ ตอ้ งรกั ษาองค์กรฝ่าย
ปกครองไว้ในประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญาต่อไปดว้ ย โดยใหม้ อี ำนาจหน้าท่ดี ำเนินคดีอาญาในส่วน
ภูมิภาคควบคู่กับตำรวจ ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ กฎหมายจะใช้ถ้อยคำว่า “พนกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ”
อยู่ทุกครั้งไป อาทิ ในเรอื่ งสืบสวน การจับ การคน้ การสอบสวนคดีอาญา ฯลฯ
การสอบสวนคดีอาญาในจังหวดั อืน่ นอกจากพระนครและธนบุรี (ส่วนภูมภิ าค) ตัง้ แตส่ มยั ร.ศ. ๑๑๖
(พ.ศ. ๒๔๔๐) เปน็ หน้าทข่ี องกรมการอำเภอ ตามพระราชบญั ญตั ลิ ักษณะปกครองท้องท่ี ร.ศ. ๑๑๖ และพระ
ราชบัญญัติลกั ษณะปกครองทอ้ งท่ี พ.ศ.๒๔๕๗ และกใ็ ช้เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๘ จงึ มปี ระกาศใชป้ ระมวล
กฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา พ.ศ. ๒๔๗๘ (เรม่ิ ใชต้ ้ังแตว่ ันที่ ๑ ตลุ าคม ๒๔๗๘) ซึ่งได้กำหนดอำนาจหนา้ ที่
ในการสอบสวนคดีอาญา เจ้าหนา้ ท่ผี ทู้ ำการสอบสวนคดี และวธิ กี ารสอบสวนไวโ้ ดยเฉพาะ และพระราชบญั ญตั ิ
ให้ใชป้ ระมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๔ ได้กำหนดใหย้ กเลิกบรรดากฎหมาย
กฎ และข้อบงั คบั อ่ืน ๆ ในสว่ นทบี่ ัญญัตไิ ว้แลว้ ในประมวลกฎหมายน้ี หรือซง่ึ ขัดหรอื แยง้ กับประมวลกฎหมาย
น้ี จงึ เป็นการยกเลกิ อำนาจและหน้าท่ีเก่ียวกบั ความอาญาในพระราชบัญญตั ิลกั ษณะปกครองทอ้ งท่ีฯ การสอบสวน

2

คดอี าญา ซ่ึงมาตรา ๑๘ ได้บญั ญัติ “ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจงั หวดั ธนบรุ ี พนักงาน
ฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจช้นั ผู้ใหญ่ ปลดั อำเภอ และข้าราชการตำรวจซงึ่ มยี ศตัง้ แตช่ นั้ นายรอ้ ยตำรวจตรหี รอื
เทียบเทา่ นายรอ้ ยตำรวจตรขี นึ้ ไป มอี ำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึง่ ไดเ้ กิด หรืออ้าง หรือเชอ่ื ว่าเกดิ ภายใน
เขตอำนาจของตน หรือผ้ตู ้องหามีทอี่ ย่หู รอื ถกู จบั ในเขตอำนาจของตนได้...”
ฉะน้นั ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๔๗๘ เปน็ ตน้ มา การสอบสวนความผิดอาญาในสว่ นภมู ภิ าค ซงึ่ เป็นอำนาจของ
กรมการอำเภอ จึงไดเ้ ปลีย่ นมาเป็นอำนาจของฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจ ไดแ้ ก่

(๑) พนกั งานฝ่ายปกครองหรอื ตำรวจชนั้ ผู้ใหญ่
(๒) ปลัดอำเภอ
(๓) ขา้ ราชการตำรวจชัน้ นายรอ้ ยตำรวจตรีหรอื เทยี บเทา่ ขึน้ ไป และเรยี กผมู้ อี ำนาจดังกล่าววา่

“พนักงานสอบสวน”
เนือ่ งจากกฎหมายดังกลา่ วกำหนดใหม้ พี นกั งานสอบสวนหลายฝ่าย กระทรวงมหาดไทยจึงได้มอบ
ใหพ้ นกั งานสอบสวนฝา่ ยอำเภอเปน็ ผู้ทำการสอบสวนโดยฝ่ายตำรวจมหี น้าทจ่ี ับกุมปราบปราม
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ (พลเรอื ตรถี วัลย์ ธำรงนาวาสวสั ดิ์) รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย สั่งให้
มีการโอนการสอบสวนคดีอาญาจากอำเภอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการโอนหน้าที่การ
สอบสวน ทัง้ น้ี ตามหนงั สอื ท่ี ๓๔๙/๒๔๘๐ ลงวันท่ี ๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๔๘๐ โดยแจง้ วา่ รัฐบาลได้แถลงนโยบาย
ตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎรในเรอ่ื งการรกั ษาความสงบภายใน โดยเฉพาะเรื่องโจรผรู้ ้ายวา่ จะไดจ้ ดั การปอ้ งกันกวดขัน
โดยจะปรบั ปรุงหน้าท่ีการปราบปรามให้เหมาะสม แล้วให้เจา้ หนา้ ท่ีฝ่ายปกครองได้มโี อกาสในการทำนบุ ำรงุ
ท้องถ่ินให้เจริญจึงได้ตกลงให้โอนหน้าท่ีการสอบสวนคดีจากกรมการอำเภอให้เป็นหน้าท่ีของฝ่ายตำรวจ
ดงั เชน่ ตำรวจนครบาล โดยให้เหตผุ ลว่า
(๑) เมอื่ ได้มอบอำนาจให้ตำรวจฝ่ายเดยี วแล้ว เมอ่ื ตำรวจมกี ำลงั เพียงพอ การปฏบิ ัตกิ ค็ งได้ผลดี
สมประสงค์
(๒) ฝ่ายอำเภอเมอื่ ปลดเปล้ืองภาระเร่ืองการปราบปรามและสอบสวนไปแลว้ จะได้มีโอกาสปฏบิ ตั ิ
หนา้ ทใ่ี นทางปกครองบำรุงส่งเสริมและอบรมพลเมอื งให้บังเกิดผลดไี ดเ้ ชน่ เดียวกัน การโอนอำนาจดงั กล่าวได้
เร่มิ ดำเนนิ การตัง้ แตว่ นั ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๔๘๑ เป็นต้นไป โดยเริม่ ทยอยโอนไปบางพืน้ ท่ี ทงั้ นต้ี ามหนงั สอื ที่
๔๐๙/๒๔๘๐ ลงวนั ที่ ๑๘ มนี าคม ๒๔๘๐
หลังจากที่อำนาจการสอบสวนได้โอนไปอยกู่ บั ฝ่ายตำรวจต้งั แต่ พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นต้นมา จนถงึ พ.ศ. ๒๔๘๘
(นาวาเอกหลวงศุภชลาศยั รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย) กระทรวงมหาดไทยได้มหี นังสอื ท่ี ๗๑๖๔/๒๔๘๘
ลงวันท่ี ๒๘ มิถนุ ายน ๒๔๘๘ ส่ังการวา่ ไดม้ ีหนงั สือนายกรัฐมนตรีและหนังสอื เลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ให้
เปลี่ยนแปลงหนา้ ทใ่ี นการสอบสวนคดีอาญาใหม่ สรุปได้วา่ ใหต้ ำรวจกบั อำเภอสอบสวนร่วมกนั โดยให้
นายอำเภอเป็นหัวหนา้ พนกั งานสอบสวน และไดว้ างระเบยี บวิธปี ฏิบตั ิเกยี่ วกบั การสอบสวนไว้ ๑๔ ขอ้ โดย
ใหเ้ รม่ิ ปฏบิ ัตติ ามระเบยี บดงั กล่าว ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันทจ่ี ังหวดั ไดร้ ับหนังสอื ฉบับน้ี
ตอ่ มาในปลาย พ.ศ. ๒๔๘๘ (นายทวี บญุ ยเกตุ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย) กระทรวงมหาดไทย
ไดม้ ีการเปลีย่ นแปลงอำนาจการสอบสวนคดอี าญาอีกครงั้ หนึ่ง ตามหนังสือ ด่วนมาก ท่ี ๒๔๖/๒๔๘๘
ลงวนั ท่ี ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๘๘ แจง้ ว่า คณะรัฐมนตรไี ด้มมี ตใิ ห้โอนการสอบสวนจากฝา่ ยตำรวจมาให้เปน็
หนา้ ท่ีของฝ่ายอำเภอดำเนนิ การต่อไปแตฝ่ า่ ยเดยี ว ต้งั แต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๘๙ การเปลีย่ นแปลงการสอบสวน

3

ครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยไดใ้ หเ้ หตผุ ลเพียงวา่ ไดร้ ับหนังสือจากเลขาธิการคณะรฐั มนตรีและหนงั สือของนายก
รฐั มนตรวี า่ ให้เปลี่ยนแปลงหน้าทก่ี ารสอบสวนในชว่ งน้ี การสอบสวนจึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา คอื รว่ มกนั สอบสวนคดที ัง้ ฝ่ายตำรวจและฝา่ ยปกครอง
อนงึ่ ในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้มีการแก้ไขอำนาจการสอบสวนเลก็ นอ้ ยตามข้อบังคับท่ี ๓/๒๔๙๖ โดย
กำหนดให้หวั หนา้ พนกั งานสอบสวนประจำอำเภอจะสั่งใหพ้ นกั งานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ทำการสอบสวนหรือ
ร่วมกนั ทำการสอบสวนกไ็ ด้
ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ (จอมพลประภาส จารเุ สถยี ร รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย) กระทรวง
มหาดไทยได้ออกข้อบงั คบั ท่ี ๘/๒๕๐๒ ลงวันท่ี ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๒ กำหนดให้ตำรวจเป็นพนกั งานสอบสวน
โดยมีผวู้ ่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลดั อำเภอผู้เปน็ หัวหนา้ ประจำกงิ่ อำเภอ เปน็ หัวหนา้ พนักงานสอบสวน
ปลดั อำเภอจะเขา้ ทำการสอบสวนได้ต่อเมอ่ื มเี หตผุ ลอันสมควร และนายอำเภอหรอื ปลดั อำเภอผู้เป็นหวั หนา้
ประจำก่ิงอำเภอสง่ั ให้ไปทำการสอบสวน ข้อบังคบั ดงั กลา่ วเริ่มใชเ้ มื่อวนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๐๓ โดยกระทรวง
มหาดไทยได้มหี นังสอื ท่ี ๑๖๓๓๕/๒๕๐๒ ลงวนั ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๐๒ อา้ งเหตผุ ลวา่ ตอ้ งการจะรวมกำลังกนั
ปฏบิ ตั ิหน้าท่ีในการสืบสวนและสอบสวนให้มปี ระสิทธภิ าพและเรยี บร้อยรวดเร็ว โดยกำหนดแนวทางปฏบิ ตั ิ
ก่อนใช้ข้อบงั คับใหฝ้ ่ายตำรวจเขา้ ไปช่วยฝา่ ยอำเภอทำการสอบสวนคดเี พ่อื เปน็ การฝกึ งาน
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ (จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ นายกรัฐมนตรี รกั ษาการในตำแหนง่ อธิบดกี รมตำรวจ
และจอมพลประภาส จารุเสถยี รดำรงตำแหน่งรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย) กระทรวงมหาดไทยขอแก้
ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา ใหพ้ นกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองชน้ั ผู้ใหญ่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา
ได้ท่วั ราชอาณาจักร แต่นายกรัฐมนตรซี ง่ึ รกั ษาการในตำแหนง่ อธบิ ดกี รมตำรวจคัดคา้ นไม่เห็นดว้ ย และไดม้ ี
หนงั สอื ที่ พ.๘/๒๕๐๖ ลงวนั ท่ี ๑๖ เมษายน ๒๕๐๖ ไปถึงกรมตำรวจ สรุปได้ว่า
(๑) ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั การขอแก้ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญาดงั กลา่ ว และเห็นควรระงบั
(๒) ในเขตนครหลวง ให้อำนาจการสอบสวนอยูก่ บั ตำรวจฝา่ ยเดียว
(๓) ในสว่ นภูมภิ าค ให้เรง่ รดั หาทางใหต้ ำรวจมอี ำนาจสอบสวนแตฝ่ า่ ยเดียวใหเ้ รว็ ทสี่ ดุ เทา่ ทีจ่ ะเร็วได้
กระทรวงมหาดไทยจึงมหี นังสอื ท่ี ๑๖๙๑๔/๒๕๐๖ ลงวนั ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๖ ส่งขอ้ บังคบั
กระทรวงมหาดไทยท่ี ๑/๒๕๐๖ ลงวันท่ี ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๐๖ ซง่ึ กำหนดให้ตำรวจมีอำนาจสอบสวนไดแ้ ต่
ฝ่ายเดยี ว และยังสัง่ การว่าฝา่ ยปกครองไมพ่ งึ กระทำหน้าทีจ่ ับกุมผตู้ ้องหาทีก่ ระทำผิดคดีอาญาใด ๆ
หลังจากใช้ขอ้ บงั คบั ฯ ปี ๒๕๐๖ มาจนถึงปี ๒๕๐๙ (จอมพลประภาส จารุเสถยี ร รัฐมนตรวี ่าการ
กระทรวงมหาดไทย) กระทรวงมหาดไทยก็ไดแ้ ก้ไขอำนาจการสอบสวนใหม่ โดยข้อบงั คบั ที่ ๑/๒๕๐๙ ลงวนั ท่ี
๑ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๐๙ โดยยังคงมีหลักการเดิม คือ อำนาจการสอบสวนอย่กู บั ฝ่ายตำรวจ แตใ่ ห้ฝ่ายปกครอง
คอื ผู้ว่าราชการจงั หวัดและนายอำเภอเข้าร่วมสอบสวนได้บางกรณี คอื
(๑) กรณีประสบเหตคุ วามผดิ อาญา ก็ใหจ้ ับกุมหรือสงั่ ให้จับกมุ ได้ และสอบสวนเบือ้ งตน้ เท่าที่จำเปน็
(๒) กรณีรอ้ งขอความเป็นธรรม ก็อาจสงั่ ให้พนกั งานสอบสวนชี้แจงผลการสอบสวน หรือเขา้ ควบคมุ
การสอบสวนได้ หรือให้พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองเขา้ รว่ มทำการสอบสวน
(๓) กรณีขา้ ราชการตอ้ งหาคดีอาญาเนื่องจากกระทำตามหนา้ ที่ ก็ให้พนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง
รว่ มสอบสวนด้วย

4

การแกไ้ ขดังกลา่ ว อา้ งเหตุผลตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๒๐๑/๑๖๙๖ ลงวนั ท่ี ๓
กมุ ภาพันธ์ ๒๕๐๙ วา่ ตามทไี่ ดใ้ ชข้ อ้ บังคบั ท่ี ๑/๒๕๐๖ มานั้น ไดร้ ับฟังผลการปฏบิ ตั ิและไดร้ บั คำร้อง
คำชแี้ จงตา่ ง ๆ จากเจา้ หน้าท่แี ละประชาชนทวั่ ไปแล้ว เห็นว่ามคี วามจำเป็นต้องให้ผูว้ ่าราชการจงั หวัดและ
นายอำเภอ ซึ่งเป็นผูป้ กครองบังคับบญั ชาการในส่วนภมู ภิ าค มอี ำนาจควบคมุ สัง่ การงานในส่วนทีเ่ ก่ียวข้อง
กับอำนาจหนา้ ที่ทตี่ นต้องรบั ผิดชอบไดต้ ามสมควร จึงแกไ้ ขระเบยี บการสอบสวนคดีอาญาเสยี ใหม่
หลงั จากไดใ้ ช้ข้อบงั คับท่ี ๑/๒๕๐๙ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๘ (นายบุญเทง่ ทองสวัสด์ิ รัฐมนตรีวา่ การ
กระทรวงมหาดไทย) กระทรวงมหาดไทยก็ได้แกไ้ ขปรบั ปรุงเร่ืองการควบคุมการสอบสวนคดอี าญา ตามขอ้ บงั คบั
ท่ี ๑/๒๕๐๙ ใหม่ โดยกำหนดใหผ้ ู้วา่ ราชการจังหวดั นายอำเภอสามารถเขา้ ควบคุมการสอบสวนโดยเป็น
หัวหน้าพนกั งานสอบสวนเองได้ กระทรวงมหาดไทยให้เหตุผลตามหนังสอื ดว่ นมาก ที่ มท ๐๒๐๑/ว ๔๐๓
ลงวนั ท่ี ๑๘ มิถนุ ายน ๒๕๑๘ ว่า ไดร้ ับคำร้องเรยี นว่า การสอบสวนคดีอาญาในสว่ นภมู ภิ าคไมไ่ ดร้ ับความ
เป็นธรรมจากการทเ่ี จา้ หนา้ ท่ฝี ่ายเดียวทำการสอบสวนและคดีสำคัญมกั จะจับตวั คนรา้ ยไมค่ ่อยได้ ประกอบกับ
ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นหัวหน้ารับผิดชอบปกครองบังคับบัญชาข้าราชการในส่วนภูมิภาค
งานดา้ นรักษาความสงบเรียบรอ้ ย ซงึ่ รวมถงึ การสอบสวนคดีอาญากอ็ ยู่ในความรับผิดชอบท่ีจะต้องควบคุมดูแล
จงึ ต้องปรับปรุงการสอบสวนคดีอาญาในส่วนภมู ิภาค เพือ่ ให้ผู้ว่าราชการจงั หวดั และนายอำเภอมอี ำนาจควบคุม
การสอบสวนไดใ้ กล้ชดิ ขึ้น
หลงั จากท่ไี ด้โอนอำนาจการสอบสวนคดีอาญาไปอยกู่ ับฝ่ายตำรวจตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ เปน็ ต้นมา
จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ (นายสมัคร สุนทรเวช รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย) กไ็ ด้มกี ารแก้ไขปรบั ปรงุ อำนาจ
จากการสอบสวนคดอี าญาบางประเภท (๑๐ ประเภท) ซง่ึ เก่ยี วขอ้ งกับหน้าทโ่ี ดยตรงของฝ่ายปกครองอยู่แล้ว
ให้พนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองทำการสอบสวนได้ ตามขอ้ บังคับกระทรวงมหาดไทยวา่ ดว้ ยการสอบสวน
คดอี าญาบางประเภทในจังหวดั อ่นื นอกจากกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐ เพื่อเปน็ การอำนวยความสะดวกแก่
ประชาชนผมู้ าตดิ ต่อกบั ทางราชการ ซึ่งตอ่ มาไดข้ ยายไปถงึ กฎหมายของท้องถนิ่ คือ เทศบัญญัติ ขอ้ บญั ญตั ิ
จงั หวัด ข้อบังคบั สขุ าภิบาล และข้อบญั ญัติเมอื งพัทยา
หลงั จากนั้นจนถงึ พ.ศ. ๒๕๒๓ (นายประเทือง กีรตบิ ตุ ร รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย) กไ็ ด้มกี าร
ปรบั ปรุงการสอบสวนคดอี าญาใหม่ (และได้แก้ไขเพ่ิมเติมอีก ๓ ครงั้ ) ตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าดว้ ย
ระเบยี บการดำเนินคดอี าญา พ.ศ. ๒๕๒๓ และฉบับท่ี ๒ พ.ศ. ๒๕๒๓ ฉบับท่ี ๓ พ.ศ. ๒๕๒๓ ฉบบั ที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๕
ซึง่ กำหนดใหอ้ ำนาจสอบสวนคดีอาญายังคงเป็นของฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองคอื ผวู้ ่าราชการจังหวัดหรือ
ผูไ้ ด้รบั มอบหมายมอี ำนาจใหค้ วามเหน็ ชอบในการออกหมายจับตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
มาตรา ๖๖ (๑) หรอื (๒) เหตุที่ไดม้ ีการแก้ไขโดยเฉพาะในเรอ่ื งการจบั กมุ จะต้องขอความเหน็ ชอบก่อน กระทรวง
มหาดไทยได้ใหเ้ หตผุ ลตามหนงั สือ ด่วนที่สดุ ที่ มท ๐๓๐๑๐/๑๖๖๗ ลงวันท่ี ๓ ธันวาคม ๒๕๒๓ ว่าการสอบสวน
คดอี าญาทผ่ี า่ นมาประชาชนไม่ไดร้ ับความคุ้มครองสทิ ธิและเสรภี าพเท่าท่คี วร จงึ ต้องปรบั ปรงุ แก้ไขใหม้ มี าตรการ
ใหค้ วามคมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนในการทจ่ี ะตกเป็นผถู้ ูกกล่าวหาในคดอี าญาใหม้ ากยงิ่ ขึน้
ตอ่ มาวนั ท่ี ๒๙ มนี าคม ๒๕๓๕ (สมยั นายอานนั ท์ ปนั ยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี)ได้มีการแก้ไข
มาตรา ๒ (๑๗) แหง่ ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา เฉพาะทเี่ กี่ยวกบั นิยามคำวา่ “พนกั งานฝา่ ย
ปกครองหรือตำรวจชน้ั ผใู้ หญ”่ ใหถ้ กู ต้องตรงกับชอื่ ตำแหน่งในปัจจบุ นั

5

บทที่ ๑
หลักการสอบสวนคดอี าญาบางประเภท

กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าท่ีเก่ยี วกบั การบำบัดทกุ ข์ บำรุงสขุ การรกั ษาความสงบเรียบรอ้ ย
ของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรมของสงั คม ตามพระราชบญั ญัติปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม
พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๐ กรมการปกครองเปน็ ส่วนราชการหลักของกระทรวงมหาดไทยทีม่ ีอำนาจหนา้ ท่ี
เกยี่ วกบั การบำบัดทกุ ข์ บำรงุ สุข การรกั ษาความสงบเรียบรอ้ ยของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรม
ของสงั คม ตามกฎกระทรวงแบง่ ส่วนราชการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๔๕
๑. การใช้อำนาจสืบสวนของพนกั งานฝา่ ยปกครอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๖) (๑๗) มาตรา ๑๗ มาตรา ๗๘ และ
มาตรา ๘๐ บญั ญัตใิ หพ้ นักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจ หมายความถึงเจา้ พนกั งานซ่ึงกฎหมายใหม้ ีอำนาจและ
หน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน สืบสวนและจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิดได้ ตาม
ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญาและพระราชบญั ญัติลักษณะปกครองทอ้ งท่ี พ.ศ. ๒๔๕๗
๑) พนักงานฝา่ ยปกครอง ได้แก่ ผใู้ หญ่บา้ น กำนนั ปลัดอำเภอ และมผี ชู้ ่วยเหลือเจ้าพนกั งาน
ตามกฎหมาย ในการรกั ษาความสงบเรียบรอ้ ยและสืบสวนสอบสวนจบั กมุ ปราบปรามผกู้ ระทำความผดิ
ไดแ้ ก่ ผ้ชู ่วยผ้ใู หญ่บ้านและสารวตั รกำนัน ตามพระราชบญั ญัตลิ กั ษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗
และสมาชิกกองอาสารักษาดนิ แดน (อส.) ตาม พระราชบัญญตั ิกองอาสารกั ษาดินแดน พ.ศ. ๒๔๙๗
๒) พนกั งานฝา่ ยปกครองชน้ั ผใู้ หญ่ สว่ นภมู ภิ าค ไดแ้ ก่ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั รองผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
ปลดั จังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอผเู้ ป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ
๓) พนกั งานฝา่ ยปกครองชน้ั ผใู้ หญ่ สว่ นกลาง ไดแ้ ก่ ปลดั กระทรวง รองปลดั กระทรวง ผตู้ รวจราชการ
กระทรวง ผชู้ ว่ ยปลัดกระทรวง อธิบดีกรมการปกครอง รองอธิบดกี รมการปกครอง ผู้อำนวยการสำนัก
การสอบสวนและนติ กิ าร กรมการปกครอง ผูอ้ ำนวยการส่วนและหวั หนา้ กลมุ่ ในสำนักการสอบสวนและ
นติ ิการ ผูต้ รวจราชการกรมการปกครอง
พนกั งานฝ่ายปกครองและพนกั งานฝ่ายปกครองชน้ั ผ้ใู หญไ่ ดใ้ ช้อำนาจหน้าท่สี บื สวนจับกุมปราบปราม
ผ้กู ระทำความผดิ เชน่ เดยี วกับตำรวจมาโดยตลอด เช่น การป้องกนั และปราบปรามการกอ่ การรา้ ยคอมมวิ นิสต์
การป้องกันและปราบปรามการกอ่ ความไมส่ งบในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ การป้องกันและปราบปรามการตัดไม้
ทำลายป่า การปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ และการจดั ระเบียบสังคม เปน็ ตน้ เพื่อรกั ษาความสงบเรยี บร้อย
และความมัน่ คงภายใน รวมท้ังการฝึกอบรมประชาชนใหม้ สี ว่ นร่วมในการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย เช่น ชดุ รกั ษา
ความปลอดภยั หมูบ่ า้ น (ชรบ.) ไทยอาสาป้องกันชาติ เป็นตน้
๒. การใชอ้ ำนาจสอบสวนของพนกั งานฝ่ายปกครอง
การสอบสวนเปน็ มาตรการท่ีสำคัญในคดีอาญาทพี่ นกั งานอยั การเปน็ โจทก์ เพราะประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ ห้ามพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยมไิ ด้มีการสอบสวนความผดิ
น้นั ก่อน การสอบสวนเป็นต้นธารของกระบวนการยตุ ธิ รรม ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา
๑๘ วรรคหนึง่ ให้พนกั งานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจชั้นผใู้ หญ่ ปลดั อำเภอ และข้าราชการตำรวจซง่ึ มียศต้ังแต่

6

ชั้นนายรอ้ ยตำรวจตรหี รอื เทียบเทา่ นายรอ้ ยตำรวจตรขี น้ึ ไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึง่ ไดเ้ กดิ หรอื อ้าง
หรือเชือ่ วา่ ไดเ้ กิดภายในเขตอำนาจของตนไดใ้ นจงั หวดั อืน่ นอกจากกรงุ เทพมหานคร และประมวลกฎหมาย
วธิ ีพจิ ารณาความอาญายงั ไดบ้ ัญญตั ใิ ห้ผู้ว่าราชการจงั หวัดมีอำนาจหนา้ ทคี่ วบคุมดแู ลและบริหารกระบวนการ
ยตุ ธิ รรมทางอาญาในจงั หวัดนัน้ ใหเ้ ป็นไปดว้ ยความถูกตอ้ ง รวดเรว็ และเปน็ ธรรม เชน่ กรณีไมแ่ น่ว่าพนักงาน
สอบสวนคนใดในจังหวัดเดยี วกันควรเป็นพนกั งานสอบสวนผู้รับผดิ ชอบ ใหผ้ ้วู า่ ราชการจงั หวดั นน้ั มอี ำนาจชข้ี าด
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๑ และให้อำนาจผู้วา่ ราชการจงั หวดั ตรวจสอบถ่วงดุล
การใชอ้ ำนาจของพนักงานอัยการ โดยการให้ความเห็นชอบหรอื การทำความเหน็ แย้งคำส่ัง ไม่ฟ้องคดอี าญา
ของพนักงานอยั การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ จากบทบาทและภารกจิ ของ
กระทรวงมหาดไทยท่ีมีหน้าทีบ่ ำบัดทกุ ข์ บำรุงสุข ทีม่ ีมาช้านาน และจากภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย
การอำนวยความเป็นธรรมแกป่ ระชาชน โดยใชอ้ ำนาจหน้าท่ีสืบสวนสอบสวนคดีอาญาควบคกู่ ับตำรวจตาม
ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญาดังกลา่ ว เพอื่ มิใหก้ ารใช้อำนาจสอบสวนความผิดอาญาของพนกั งาน
ฝา่ ยปกครองกบั ตำรวจเกิดความทับซ้อนกนั รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยในฐานะรฐั มนตรีผูร้ ักษาการ
ตามพระราชบัญญัตใิ หใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๕ และรบั ผดิ ชอบ
การปฏิบัติราชการของกรมการปกครองและกรมตำรวจในขณะน้นั ไดอ้ อกข้อบังคบั กระทรวงมหาดไทย
โดยมีมาตรา ๑๖ แห่งประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญารองรบั หลกั การในเร่อื งนไี้ ว้ แบ่งมอบหนา้ ท่ี
ความรบั ผิดชอบการสอบสวนความผิดอาญา โดยให้ตำรวจทำหนา้ ทีห่ ลักในการสอบสวนคดอี าญาและให้พนกั งาน
ฝ่ายปกครองมหี น้าทีต่ รวจสอบถว่ งดลุ การสอบสวนของฝา่ ยตำรวจ เป็นการควบคุมภายในโดยพนักงานสอบสวน
ด้วยกนั เอง เพอื่ อำนวยความยตุ ธิ รรมแกป่ ระชาชนได้เปน็ ไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพยง่ิ ข้นึ และให้พนกั งานสอบสวน
ฝา่ ยปกครองสอบสวนคดีอาญาฝา่ ยเดยี วเฉพาะคดีอาญาบางประเภท (คดอี าญา ๑๐ ประเภท) เพอ่ื บรกิ าร
ประชาชนเกี่ยวกบั งานของฝา่ ยปกครองโดยตรงเทา่ น้นั และยังมผี ลใช้บังคบั อยู่จนถงึ ปัจจบุ นั น้ี
๓. การใช้อำนาจสอบสวนคดีอาญาทว่ั ไปโดยเข้าควบคมุ การสอบสวนและสอบสวนรว่ มกับพนกั งาน
สอบสวนฝา่ ยตำรวจ ดงั น้ี
๓.๑) การสอบสวนตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบยี บการดำเนนิ คดีอาญา พ.ศ.
๒๕๒๓ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๓ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๒๕ (ฉบบั ท่ี
๕) พ.ศ. ๒๕๓๖ และ (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๓๘ ขอ้ ๑๒.๔ และ ขอ้ ๑๒.๕ กำหนดแนวทางการใช้อำนาจ
ควบคมุ การสอบสวนของพนกั งานฝา่ ยปกครองชน้ั ผู้ใหญ่ โดยให้ผวู้ ่าราชการจงั หวดั หรือนายอำเภอมีอำนาจ
ให้พนักงานสอบสวนในจังหวัดมาชี้แจงพร้อมท้ังเรียกสำนวนการสอบสวนมาตรวจพิจารณาและให้คำ
แนะนำเรง่ รดั ใหด้ ำเนนิ การใหเ้ ปน็ ผลดีและเปน็ ไปในทางทีช่ อบและเหมาะสม ถา้ ผวู้ า่ ราชการจังหวัดหรือ
นายอำเภอเห็นว่าการดำเนินการดงั กลา่ วจะไมไ่ ด้ผล มีอำนาจเขา้ ควบคมุ การสอบสวนโดยสงั่ ใหพ้ นักงาน
สอบสวนดำเนินการตามท่ีเหน็ สมควร รวมทัง้ การสงั่ อนุญาตหรอื ไม่อนญุ าตให้ปล่อยชั่วคราว หรอื จะส่งั ให้
เปลยี่ นตวั พนักงานสอบสวน หรือให้พนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองเข้ารว่ มทำการสอบสวนคดีเรอ่ื งนัน้ ด้วย
ก็ได้ กรณีดงั กล่าวนีใ้ ห้ถือว่าผู้ว่าราชการจังหวดั หรือนายอำเภอเปน็ หัวหน้าพนกั งานสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคท้าย และเปน็ พนกั งานสอบสวนผูร้ บั ผดิ ชอบตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๐ มีอำนาจเกี่ยวกับการสอบสวนความผิดอาญาในเขตอำนาจ
ของจังหวัดหรอื อำเภอ การทจ่ี ะสง่ั การแกไ้ ขหรือเปล่ียนแปลงโดยอำนาจของผู้บงั คับการตำรวจภธู ร หรอื
ผบู้ ัญชาการตำรวจภูธรใหเ้ ป็นอันงด เวน้ แต่ที่เปน็ อำนาจของอธิบดีกรมตำรวจ

7

กระทรวงมหาดไทยได้มีนโยบายส่ังการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอใช้อำนาจสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา เข้าควบคมุ การสอบสวนโดยเป็นหวั หนา้ พนกั งานสอบสวน
ผูร้ บั ผดิ ชอบ และแตง่ ตงั้ พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองรว่ มสอบสวนกบั พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจตาม
ข้อบงั คบั กระทรวงมหาดไทยวา่ ด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญาพ.ศ.๒๕๒๓แกไ้ ขเพม่ิ เติมจนถงึ ปจั จุบันดงั น้ี

๓.๑.๑) หนังสือกระทรวงมหาดไทย ดว่ นมาก ท่ี มท ๐๒๐๗/ว ๙๘๑ ลงวนั ที่ ๒๖ กรกฎาคม
๒๕๓๒ เรื่อง การควบคุมการสอบสวนคดีเก่ียวกับปา่ ไม้และทรพั ยากรของชาตอิ น่ื ๆ

๓.๑.๒) หนงั สอื กระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๓๐๗.๑/ว ๓๗๒๙ ลงวนั ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๗
เรือ่ ง การสอบสวนคดอี าญาท่วั ไปในอำนาจหน้าท่ีพนกั งานฝา่ ยปกครอง (กรณีราษฎรขอความเป็นธรรมใน
คดีอาญาเพือ่ อำนวยความเปน็ ธรรมแก่ประชาชน)

๓.๑.๓) หนงั สือกระทรวงมหาดไทย ท่ี มท ๐๓๐๗.๑/ว ๑๐๘ ลงวันท่ี ๔ มกราคม ๒๕๕๑
ให้ผู้วา่ ราชการจังหวดั เข้าควบคมุ การสอบสวนคดีวิสามญั ฆาตกรรม (เน่อื งจากเป็นคดสี ำคญั กระทบตอ่ สิทธิ
มนษุ ยชน)

๓.๒) การสอบสวนตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑/๒๕๐๙ ลงวันท่ี ๑ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๐๙
ขอ้ ๑๓

การสอบสวนคดที ี่ข้าราชการส่วนภูมิภาค ขา้ ราชการสว่ นท้องถ่ิน เทศมนตรี กำนัน ผูใ้ หญบ่ า้ น
ผู้ชว่ ยผใู้ หญ่บ้าน สารวตั รกำนนั แพทย์ประจำตำบล กรมการสุขาภิบาล และกรรมการบริหารส่วนตำบล
(กรรมการสภาตำบล) ทตี่ ้องหาคดอี าญา เพราะไดก้ ระทำการตามหนา้ ท่หี รอื อา้ งว่าไดก้ ระทำตามหน้าที่

ให้พนักงานสอบสวนผู้รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษรีบมาแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ
แล้วแต่กรณี ทราบโดยด่วน เพือ่ ส่งั ใหพ้ นกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองรว่ มกบั พนักงานฝา่ ยตำรวจสอบสวนดำเนินคดี
และถา้ เปน็ เรอื่ งท่ีเสนอมายงั สว่ นกลาง หรอื เป็นเรอื่ งท่สี ว่ นกลางดำเนนิ การเองให้กรมการปกครองและ
กรมตำรวจจดั พนกั งานสอบสวนของแต่ละฝา่ ยร่วมกนั สอบสวนดำเนนิ คดี

การสอบสวนกรณีน้ี มแี นวทางปฏบิ ัติ ดงั น้ี

. ผ้ตู ้องหาเป็นข้าราชการ หรือพนกั งาน ตามท่รี ะบไุ ว้ในขอ้ บังคบั เท่าน้นั ไมร่ วมถึงข้าราชการ

สว่ นกลางท่ีไปประจำปฏิบตั ิงานอยใู่ นภมู ิภาค

. การกระทำความผดิ นนั้ ต้องเกิดจากการกระทำตามหนา้ ท่ี หรืออ้างว่าไดก้ ระทำตามหนา้ ท่ี
. เปน็ การสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง กับพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ

โดยฝา่ ยตำรวจเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
๔) การสอบสวนคดีอาญาบางประเภท คือการใชอ้ ำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความอาญาของพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทยได้ออกข้อบงั คบั กระทรวง
มหาดไทย กำหนดหนา้ ทใ่ี ห้พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองทำการสอบสวนคดีอาญาไดฝ้ ่ายเดยี วโดยไม่ตอ้ ง
สอบสวนรว่ มกบั ตำรวจ ซง่ึ เปน็ ความผิดทีม่ ีอตั ราโทษไมส่ ูง และเก่ียวข้องกบั งานของฝา่ ยปกครองโดยตรง
เพ่ือประโยชน์ของทางราชการและความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาติดต่อกับทางราชการซึ่งได้ออกข้อบังคับ
จำนวน ๒ ฉบับ ดังนี้
๔.๑) ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบยี บการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจงั หวัด
อ่นื นอกจากกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐ คดีอาญาในความผิดตามกฎหมายดงั ตอ่ ไปน้ี ใหพ้ นักงานสอบสวน
ฝ่ายปกครองทำการสอบสวนได้

8

(๑) กฎหมายวา่ ดว้ ยการทะเบียนราษฎร
(๒) กฎหมายว่าดว้ ยบตั รประจำตวั ประชาชน
(๓) กฎหมายว่าด้วยภาษบี ำรุงท้องท่ี
(๔) กฎหมายว่าดว้ ยภาษปี ้าย
(๕) กฎหมายวา่ ด้วยภาษโี รงเรือนและทีด่ นิ
(๖) กฎหมายว่าดว้ ยสัตว์พาหนะ
(๗) กฎหมายว่าด้วยการเกบ็ รักษาน้ำมนั เชอ้ื เพลงิ
(๘) กฎหมายว่าดว้ ยการควบคมุ สสุ านและฌาปนสถาน
(๙) กฎหมายวา่ ด้วยสาธารณสุข
(๑๐) กฎหมายว่าด้วยประถมศกึ ษา
๔.๒) ขอ้ บงั คบั กระทรวงมหาดไทยวา่ ดว้ ยการเปรียบเทยี บและการสอบสวนคดีละเมดิ ข้อบญั ญตั ิ
ทอ้ งถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗
๕. หลักการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทตามกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผดิ อาญา
บางประเภทในจงั หวดั อ่นื นอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔
กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจงั หวดั อื่นนอกจากกรงุ เทพมหานคร
โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ออกโดยอาศัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบญั ญัติใหใ้ ช้ประมวล
กฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ อันเปน็ กฎหมายทีม่ บี ทบญั ญตั บิ างประการเกย่ี วกบั
การจำกดั สทิ ธิและเสรภี าพของบุคคล ซงึ่ มาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕
มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๕๖ ของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ บญั ญตั ิ
ให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและเจตนารมณ์ในการออกกฎกระทรวงเนื่องจาก
มาตรา ๑๘ วรรคหนงึ่ แหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา ซ่งึ แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั ิ
แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๔๙๖ บัญญตั ใิ ห้พนกั งานฝา่ ย
ปกครองชั้นผู้ใหญ่และปลัดอำเภอมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครได้
และเพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกบั ภารกจิ ของกระทรวงมหาดไทยในการรกั ษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความเปน็
ธรรมและใหก้ ารบงั คบั ใช้กฎหมายตามภารกจิ เปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ สมควรกำหนดให้พนักงานสอบสวน
ฝ่ายปกครองทำการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวดั อื่นนอกจากกรงุ เทพมหานคร รวมทัง้ ทำ
การสอบสวนรว่ มกบั พนักงานสอบสวนฝา่ ยตำรวจ จงึ จำเปน็ ต้องออกเปน็ กฎกระทรวงนีใ้ ห้สอดคลอ้ งกบั นโยบาย
ปฏริ ูประบบราชการตามมาตรา ๕๖ แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ รบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และ
พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ มาตรา ๖ วรรคสอง โอนภารกิจตามกฎหมายท่ีไม่ใช่ภารกิจหลักของ
สำนกั งานตำรวจแหง่ ชาติ ใหก้ ระทรวงมหาดไทยรับผดิ ชอบเพอ่ื แบ่งเบาภาระให้ตำรวจทำหนา้ ที่ปอ้ งกัน
ปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธภิ าพยิ่งขึน้
คณะรฐั มนตรีได้มีมตเิ ม่ือวันท่ี ๑๒ ตลุ าคม ๒๕๔๗ เห็นชอบตามท่ีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
ระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอการโอนภารกิจของกองทะเบียน กองบญั ชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนกั งาน
ตำรวจแห่งชาติ ไปให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๕๖ แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ รบั ปรุง
กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ไดแ้ ก่ การโอนภารกิจตามพระราชบญั ญตั ิควบคมุ การขายทอดตลาดและ
คา้ ของเกา่ พ.ศ. ๒๔๗๔ พระราชบัญญตั กิ ารพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ พระราชบัญญตั ิควบคมุ การเรย่ี ไร พ.ศ. ๒๔๘๗
พระราชบญั ญตั โิ รงแรม พ.ศ. ๒๔๗๘ พระราชบญั ญัตอิ าวุธปนื เคร่ืองกระสนุ ปนื วตั ถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และ

9

สงิ่ เทยี มอาวธุ ปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ และพระราชบัญญัตโิ รงรับจำนำ พ.ศ. ๒๕๐๕ กระทรวงมหาดไทยได้สนองตอบ
นโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลดังกล่าว โดยให้พนกั งานฝา่ ยปกครองบงั คับใช้กฎหมายตามภารกจิ ของ
กระทรวงมหาดไทยได้ทั้งระบบ เพือ่ แบ่งเบาภารกจิ ของตำรวจ ต้ังแตก่ ารเป็นนายทะเบียนหรอื พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี
ผอู้ อกใบอนุญาต การตรวจตราใหป้ ฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย การจับกุมผกู้ ระทำผิด และการสอบสวนดำเนินคดีเอาตวั
ผ้กู ระทำผดิ มาลงโทษ

กระทรวงมหาดไทยไดท้ ำการศกึ ษารว่ มกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพอื่ รองรบั การโอนภารกจิ มา
ตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย (นายโภคิน พลกุล) ไดเ้ หน็ ชอบในหลกั การเมือ่ วันที่
๒๘ มกราคม ๒๕๔๘ ให้แก้ไขเพ่ิมเติมบทบาท อำนาจหน้าทข่ี องพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองให้มีหนา้ ท่ี
สอบสวนคดีอาญาบางประเภทตามกฎหมายเพิม่ เตมิ จากเดิมทีม่ ีอยู่ ๑๐ ฉบบั ตามขอ้ บังคับกระทรวงมหาดไทย
วา่ ด้วยระเบยี บการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวดั อน่ื นอกจากกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐ เม่ือ
มกี ารเปลี่ยนแปลงรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยเปน็ พล.อ.อ.คงศกั ดิ์ วันทนา ก็ยงั คงใหค้ วามเหน็ ชอบ
เมือ่ วนั ท่ี ๑๙ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๔๙ ตอ่ มารฐั บาลมีคำสง่ั สำนกั นายกรัฐมนตรี ท่ี ๒๓๐/๒๕๔๙ ลงวันท่ี ๑๓
พฤศจกิ ายน ๒๕๔๙ แต่งต้งั คณะกรรมการพฒั นาระบบงานตำรวจ เพอ่ื พิจารณาแสวงหาแนวทางการปรับปรงุ
พฒั นาระบบงานของสำนกั งานตำรวจแหง่ ชาติทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การโอนภารกจิ ทไี่ มใ่ ชภ่ ารกิจหลกั ของสำนักงาน
ตำรวจแหง่ ชาติให้หนว่ ยงานอน่ื ของรัฐรับผดิ ชอบตามมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบญั ญัตปิ รับปรุง กระทรวง
ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๖ วรรคสอง แหง่ พระราชบญั ญัตติ ำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยมี
วัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ก่อให้เกดิ การพฒั นาประสทิ ธิภาพ ประสทิ ธิผล และเกดิ ประโยชน์ ท่ีประชาชนและสงั คม
จะได้รับจากการปฏบิ ตั ิงานของสำนกั งานตำรวจแหง่ ชาติอนั จะนำพาสังคมไปสู่มาตรฐานตามหลกั นิตธิ รรม
และกระทรวงมหาดไทยไดม้ ีคำสัง่ ที่ ๒๕๔/๒๕๕๐ ลงวันท่ี ๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ แต่งต้ังคณะทำงานปรับปรงุ
ขอ้ บงั คับกระทรวงมหาดไทยว่าดว้ ยระเบียบการสอบสวนคดอี าญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐ ประกอบดว้ ย ผู้แทนกระทรวงยตุ ิธรรม ผูแ้ ทนสำนักงานอัยการสูงสดุ ผแู้ ทน
สำนักงานตำรวจแหง่ ชาติ ผแู้ ทนกรมการปกครอง โดยมสี ำนักกฎหมาย สำนกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย
เป็นเลขานุการ และตอ่ มาไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยเป็น พล.อ.สรุ ยุทธ์ จุลานนท์
กย็ ังคงให้ความเหน็ ชอบ เม่อื วนั ท่ี ๓๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๐ และคณะทำงานฯ ไดย้ กรา่ งกฎกระทรวงกำหนด
การสอบสวนความผดิ อาญาบางประเภทในจังหวดั อ่นื นอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝา่ ย
ปกครอง พ.ศ. .... ซงึ่ สอดคลอ้ งกับการวิจัย เรอื่ ง ความเป็นไปไดใ้ นการโอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ของคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจดังกลา่ ว ต่อมารฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย (นายชวรตั น์
ชาญวีรกูล) ไดเ้ สนอร่างกฎกระทรวงฯ ตอ่ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมอื่ วนั ที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๒ และคณะ
รฐั มนตรไี ดม้ มี ตอิ นมุ ัติหลกั การของรา่ งกฎกระทรวงฯ และส่งใหค้ ณะกรรมการกฤษฎกี าตรวจพิจารณา
เม่อื วันท่ี ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒ โดยมีผ้แู ทนสำนกั งานตำรวจแห่งชาติ ผ้แู ทนสำนกั งานอยั การสูงสดุ ผแู้ ทน
กระทรวงยุติธรรม และผู้แทนกระทรวงมหาดไทยรว่ มประชมุ ชแี้ จง คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจรา่ งกฎ
กระทรวงฯ เสร็จ และเสนอไปยงั เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรีเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรแี ละรฐั มนตรวี า่ การกระทรวง
มหาดไทยพจิ ารณา เม่อื วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๔ ซึ่งนายกรฐั มนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และรฐั มนตรี
ว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรตั น์ ชาญวีรกูล) ไดล้ งนามในกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผดิ
อาญาบางประเภทในจงั หวดั อืน่ นอกจากกรงุ เทพมหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔
และได้ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา เมือ่ วันที่ ๑๗ มถิ ุนายน ๒๕๕๔ มผี ลบังคับใชเ้ มอ่ื พน้ กำหนด ๑ ปี นบั แต่
วนั ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

10

กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผดิ อาญาบางประเภทในจังหวดั อืน่ นอกจากกรุงเทพมหานคร
โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ เปน็ ภารกิจตามนโยบายปฏิรปู ระบบราชการโอนภารกิจที่
ไมใ่ ชภ่ ารกจิ หลักของสำนกั งานตำรวจแห่งชาติ ให้กระทรวงมหาดไทยรบั ผดิ ชอบตามมาตรา ๕๖ แห่งพระราช
บญั ญตั ปิ รับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อให้ตำรวจทำหนา้ ที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
โดยตรง ใหพ้ นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองสอบสวนความผิดตามกฎหมายทก่ี ำหนดในกฎกระทรวงซึ่งเปน็
กฎหมายปกครองและกำหนดโทษทางอาญาด้วย จำนวน ๑๙ ฉบบั และมีหน้าท่ีควบคมุ ผ้ตู อ้ งหาส่งพนักงาน
อยั การเพื่อฟ้องศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎกระทรวงฯ ไดแ้ บ่งหน้าทส่ี อบสวนความผดิ
อาญาระหว่างพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองกบั พนักงานสอบสวนฝา่ ยตำรวจ โดยยดึ ภารกจิ หลกั เป็นเกณฑ์
เชน่ กฎกระทรวงฯ ข้อ ๒ (๑๙) กฎหมายว่าด้วยอาวุธปนื เครอื่ งกระสนุ ปนื วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไม้เพลงิ และ
สงิ่ เทียมอาวุธปนื เวน้ แตค่ วามผดิ ทม่ี ีโทษตามมาตรา ๗๒ มาตรา ๗๒ ทวิ มาตรา ๗๓ มาตรา ๗๔ และ มาตรา ๗๘
แห่งพระราชบัญญัตอิ าวธุ ปนื เครอื่ งกระสนุ ปืน วัตถุระเบิด ดอกไมเ้ พลงิ และส่งิ เทียมอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐
ใหพ้ นกั งานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นผ้สู อบสวนความผดิ ดงั กล่าว เชน่ ปนื เถ่อื น พกพาอาวธุ ปนื โดยผิดกฎหมาย
อาวธุ สงครามวตั ถุระเบดิ เป็นตน้ เนอื่ งจากมักจะเกี่ยวพันกับอาชญากรรมร้ายแรง หรอื ยาเสพตดิ ซงึ่ เปน็ ภารกจิ
หลกั ของสำนกั งานตำรวจแห่งชาติ ความผดิ อาญาตามกฎหมาย ๑๙ ฉบบั ที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ
ประกอบด้วย

๑) ความผดิ อาญาบางประเภทเดมิ ตามขอ้ บังคับกระทรวงมหาดไทยวา่ ด้วยระเบยี บการสอบสวน
คดอี าญาบางประเภทในจงั หวัดอ่นื นอกจากกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐ จำนวน ๙ ฉบบั ไดแ้ ก่

กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
กฎหมายว่าด้วยบตั รประจำตวั ประชาชน
กฎหมายวา่ ดว้ ยภาษีบำรงุ ท้องท่ี
กฎหมายวา่ ดว้ ยภาษีปา้ ย
กฎหมายวา่ ด้วยสุสานและฌาปนสถาน
กฎหมายวา่ ดว้ ยสตั วพ์ าหนะ
กฎหมายวา่ ด้วยภาษีโรงเรอื นและทีด่ นิ
กฎหมายวา่ ดว้ ยการสาธารณสุข
กฎหมายว่าดว้ ยการศึกษาภาคบงั คบั
๒) ความผดิ อาญาท่รี บั โอนจากสำนกั งานตำรวจแห่งชาติ จำนวน ๖ ฉบบั ได้แก่
กฎหมายวา่ ดว้ ยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปนื วตั ถุระเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสง่ิ เทยี มอาวุธปืน
กฎหมายวา่ ดว้ ยการพนัน
กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรย่ี ไร
กฎหมายวา่ ด้วยการควบคุมการขายทอดตลาดและคา้ ของเกา่
กฎหมายวา่ ดว้ ยโรงรบั จำนำ
กฎหมายวา่ ด้วยโรงแรม
๓) ความผดิ อาญาทม่ี ีภารกจิ ดา้ นความมั่นคงภายในและการจัดระเบียบสังคม จำนวน ๔ ฉบบั ได้แก่
กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ
กฎหมายวา่ ด้วยการป้องกนั และบรรเทาสาธารณภัย
กฎหมายวา่ ดว้ ยกองอาสารกั ษาดินแดน
กฎหมายวา่ ดว้ ยยศและเคร่อื งแบบผูบ้ งั คบั บญั ชากองอาสารักษาดนิ แดน

11

คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอนื่ นอกจากกรงุ เทพ
มหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๑
ขอ้ ๑ กฎกระทรวงนีใ้ ห้ใชบ้ ังคับ เม่ือพ้นกำหนดหนึ่งปนี บั แต่วันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา เป็นต้นไป

เหตผุ ล มีเจตนารมณเ์ พ่ือให้กรมการปกครองมีเวลาเตรยี มความพร้อมดา้ นอัตรากำลงั พนักงานสอบสวน
ฝา่ ยปกครอง การจดั ระบบการบริหารงานคดแี ละการพฒั นาองค์ความรู้และทักษะการสอบสวนรวมท้งั วสั ดุ
อปุ กรณ์ท่ีใช้ในการสอบสวน ยานพาหนะและสมาชกิ อส. ในการนำตัวผ้ตู อ้ งหาส่งพนกั งานอัยการเพอื่ ฟ้องศาล
ซ่ึงตอ้ งใชเ้ วลาเตรยี มการและเก่ยี วขอ้ งกับการตงั้ งบประมาณสนบั สนนุ จงั หวดั อำเภอดว้ ย
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอ่ืนนอกจากกรุงเทพ
มหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๒
ข้อ ๒ ความผดิ อาญาตามกฎหมายดังตอ่ ไปนี้ ใหพ้ นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองสอบสวนได้

เหตุผล ในการใชข้ ้อความดังกล่าวเนือ่ งจากอำนาจและหนา้ ที่ทำการสอบสวนยอ่ มเปน็ ไปตามประมวล
กฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) และมาตรา ๑๘ วรรคหน่ึง ซงึ่ เปน็ กฎหมายระดับพระราชบัญญตั ิ
การออกกฎกระทรวงฯ โดยอาศยั อำนาจตาม มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติใหใ้ ช้ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณา
ความอาญา พ.ศ. ๒๔๖๖ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๘ กำหนดหนา้ ทีใ่ ห้พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองรับผิดชอบ
การสอบสวนความผิดตามกฎหมาย ๑๙ ฉบบั ซ่งึ เป็นเรอ่ื งภายในของกระทรวงมหาดไทยทจี่ ะกำหนดนโยบาย
ให้พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองในสังกดั ใช้อำนาจหน้าทตี่ ามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
พอเหมาะและสอดคลอ้ งกับภารกิจของกระทรวงมหาดไทยในการรกั ษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความ
เปน็ ธรรม และให้การบังคบั ใช้กฎหมายตามภารกิจเปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพเท่านน้ั จงึ ไมม่ ผี ลเปน็ การตัดอำนาจ
และหนา้ ที่ของพนกั งานสอบสวนฝา่ ยตำรวจตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา การใชข้ ้อความวา่
“ให้พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองสอบสวนได้” เพื่อ มใิ หเ้ ขา้ ใจวา่ กฎกระทรวงฯ ตัดอำนาจของตำรวจในการ
สอบสวนความผิดอาญาตามกฎหมาย ๑๙ ฉบับ เนอ่ื งจากตำรวจยังมีอำนาจสอบสวนโดยเฉพาะในคดที ี่เกยี่ ว
ขอ้ งกบั อาชญากรรมร้ายแรงหรอื คดีท่ีมีความยุ่งยากซบั ซอ้ น ซึ่งเจตนารมณข์ องการออกกฎกระทวงฯ เพ่อื แบ่งเบา
ภาระการสอบสวนของตำรวจในคดีอาญาบางประเภททไ่ี ม่เปน็ อาชญากรรมรา้ ยแรง เพอ่ื ให้ตำรวจทำหนา้ ทีป่ อ้ งกนั
และปราบปรามอาชญากรรมโดยตรงใหม้ ีประสิทธภิ าพย่งิ ขึ้นตามนโยบายปฏิรูประบบราชการ ซึ่งจะเห็นไดช้ ดั เจน
จากกฎกระทรวงข้อ ๒ (๑๙) กฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไมเ้ พลงิ และสง่ิ เทียม
อาวธุ ปนื เว้นแตค่ วามผิดทมี่ โี ทษตามมาตรา ๗๒ มาตรา ๗๒ ทวิ มาตรา ๗๓ มาตรา ๗๔ และมาตรา ๗๘
แหง่ พระราชบญั ญตั ิอาวุธปืน เคร่อื งกระสนุ ปนื วัตถุระเบิด ดอกไมเ้ พลิง และสง่ิ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐
ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นผู้สอบสวน
อำนาจและหนา้ ที่ของพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองและพนกั งานสอบสวนฝ่ายตำรวจตอ้ งเป็นไป
ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา ทางราชการจะออกขอ้ บงั คบั หรอื กฎกระทรวงวางระเบยี บการ
ก็เป็นเพยี งเรือ่ งในทางการบริหารภายในองค์กรของพนักงานสอบสวนไม่มีผลลบลา้ งอำนาจสอบสวนตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แตอ่ ยา่ งใด

ตวั อย่างคำพิพากษาศาลฎกี าที่สนบั สนนุ หลกั ดงั กลา่ ว
คำพพิ ากษาฎกี าที่ ๓๐๐/๒๕๒๗
เจา้ พนักงานชว่ ยผู้ทำผิด (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๐)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒, ๑๗, ๑๘ ใหน้ ายอำเภอเปน็ พนักงานฝา่ ยปกครอง
หรือตำรวจชน้ั ผู้ใหญ่ มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาได้ ระเบยี บกระทรวงมหาดไทยทใ่ี หต้ ำรวจเปน็ ผู้ทำการสอบสวน
ฝ่ายเดยี วเปน็ เร่อื งภายในกระทรวง หาลบลา้ งอำนาจหนา้ ทีต่ ามกฎหมายบัญญตั ิไวไ้ ม่ นายอำเภอจงึ เป็นเจา้

12

พนกั งานมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเม่อื ผจู้ ับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายป่าไม้ แลว้ ปล่อยไป ยอ่ มมคี วามผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๐

คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๓๙๔๑/๒๕๔๑ ข้อบงั คบั กระทรวงมหาดไทยที่ ๑/๒๕๐๙ วางระเบียบใน
การสอบสวนขา้ ราชการฝ่ายปกครองว่าตอ้ งมพี นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองรว่ มกับพนักงานสอบสวนฝา่ ย
ตำรวจด้วยน้ัน กเ็ พอ่ื คมุ้ ครองผลประโยชน์ของผูต้ อ้ งหาทีม่ ลี ักษณะพิเศษ เชน่ กรณผี ตู้ ้องหาให้การรบั สารภาพ
โดยถูกพนกั งานสอบสวนขู่เขญ็ เป็นต้น หากการสอบสวนนัน้ ไมม่ พี นักงานฝา่ ยปกครองรว่ มด้วย การสอบสวน
นั้นยอ่ มไม่ชอบ รบั ฟังไมไ่ ด้วา่ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แต่คดีนจ้ี ำเลยใหก้ ารปฏเิ สธมาโดยตลอด สทิ ธิของ
จำเลยไม่ไดร้ บั การกระทบกระเทอื นแตอ่ ย่างใด การสอบสวนจึงชอบตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความ
อาญา มาตรา ๑๘ แล้ว

คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๐๒/๒๕๒๐ ผวู้ ่าราชการจังหวัดเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรอื ตำรวจช้นั
ผใู้ หญ่ ขอ้ บงั คับกระทรวงมหาดไทยที่ ๑/๒๕๐๙ ลงวนั ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ ใหผ้ ้วู า่ ราชการจังหวดั ท่ปี ระสบ
เหตคุ วามผดิ อาญาทำการจับกุม หรอื ส่ังการใหจ้ ับกุม และสืบสวนสอบสวน เม่ือผ้วู า่ ราชการจังหวดั และนาย
ตำรวจเหน็ การฆ่าคนโดยเจตนา แต่ไม่จบั ผูก้ ระทำความผดิ กลบั โกยเลอื ดและนำศพไปท้ิงเพื่อช่วยผกู้ ระทำผดิ
เปน็ ความผดิ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ,๒๐๐ ,๑๘๔ ,๑๙๙ แต่เปน็ การกระทำด้วยเจตนา
เดียวเพ่อื ช่วยผู้กระทำผดิ และกระทำต่อเนอ่ื ง เปน็ กรรมเดียวผดิ กฎหมายหลายบท
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๓
ขอ้ ๓ ในกรณีทกี่ ารกระทำความผดิ อาญาตามกฎหมายในขอ้ ๒ เป็นการกระทำกรรมเดียวท่ีเป็น
ความผดิ ตามกฎหมายอน่ื ด้วย ถ้าความผดิ อาญาตามกฎหมายในข้อ ๒ เปน็ ความผดิ ท่ีมีโทษหนักทส่ี ดุ
ใหพ้ นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองทำการสอบสวนการกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายอนื่ นนั้ ดว้ ย
เหตผุ ล ในการใชข้ อ้ ความดังกลา่ วเพื่อแก้ไขปัญหาอปุ สรรคในการใช้อำนาจการสอบสวนของ
พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองท่ีถูกจำกัดหน้าท่ีไว้ในข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการ
สอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจงั หวัดอ่ืนนอกจากกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐

“ข้อ ๒ การสอบสวนคดีอาญาในความผดิ หลายบท
ความผิดอาญาซง่ึ ผูก้ ระทำผิดกรรมเดียว แตเ่ ป็นความผดิ หลายบท ถ้าบทใดหรือหลายบทใน
กรรมนนั้ เป็นความผิดตามพระราชบญั ญตั ิ หรอื กฎหมายอน่ื นอกจากความผดิ ตามกฎหมายในข้อ ๑
(กฎหมาย ๑๐ ฉบบั เดิม) ให้พนกั งานสอบสวนฝ่ายตำรวจทำการสอบสวน”
หลักการตามข้อบังคับเดิมกำหนดการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้
พนกั งานสอบสวนฝา่ ยตำรวจสอบสวนนน้ั เปน็ ปญั หาอุปสรรคตอ่ การปฏิบัตหิ น้าท่ีของพนกั งานสอบสวน
ฝ่ายปกครอง เช่น กรณีพบการกระทำความผดิ สวมตัวผู้อน่ื ทำบตั รประจำตัวประชาชนเปน็ ความผิดตาม
กฎหมายวา่ ดว้ ยบัตรประจำตัวประชาชน และเปน็ ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย พนกั งาน
ฝ่ายปกครองท่ีตรวจพบการกระทำความผิดต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจทำการสอบ
สวนดำเนินคดี จึงมคี วามจำเปน็ ต้องแกไ้ ขเพือ่ ให้การใชอ้ ำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณา
ความอาญาของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงมหาดไทยและสอด
คล้องกับอำนาจการพิพากษาลงโทษของศาลในการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลาบท
ซ่ึงศาลต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๐

13
ดังน้นั การพิจารณาว่าคดใี ดเป็นหนา้ ทีพ่ นักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองต้องทำการสอบสวนใน
ฐานะพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผดิ ชอบตามกฎกระทรวงฯ หรอื ไม่ ต้องพิจารณา ๓ องค์ประกอบ ดังนี้
(๑) เป็นการกระทำความผดิ ตอ่ กฎหมาย ๑๙ ฉบับทก่ี ำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ
(๒) เปน็ การกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
(๓) ความผิดตามกฎหมาย ๑๙ ฉบับ มอี ตั ราโทษหนกั ท่ีสดุ
ในการกำหนดองค์ประกอบ ๓ ประการดงั กลา่ ว เพอ่ื ให้พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองรับผิด
ชอบเฉพาะการสอบสวนความผดิ ตามกฎหมาย ๑๙ ฉบบั โดยตรง เพือ่ ใหส้ อดคลอ้ งกับประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๙๐ และนโยบายปฏริ ปู ระบบราชการ สอบสวนดำเนินคดโี ดยพนกั งานสอบสวนที่มีความ
เชย่ี วชาญกฎหมายเฉพาะด้าน
สรปุ หลกั เกณฑ์ ดังน้ี
(๑) การกระทำกรรมเดยี วเป็นความผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๐ บญั ญตั วิ า่ “เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดยี วเปน็ ความผดิ ต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้
กฎหมายบทท่ีมีโทษหนักท่สี ุดลงโทษแก่ผกู้ ระทำความผดิ ”
๑.๑) มกี ารกระทำโดยผ้กู ระทำความผดิ คนเดยี ว
๑.๒) กระทำโดยมีเจตนาเดียวกนั และการกระทำนั้นเป็นความผิดหลายฐานความผิด
ในครงั้ เดยี วกนั หรือ
๑.๓) กระทำความผิดตอ่ เนื่อง โดยมจี ุดประสงคอ์ ันเดยี วกัน
(๒) การพจิ ารณาเร่อื ง “โทษหนกั ท่ีสุด” ตอ้ งพจิ ารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๑๘ โทษสำหรบั ลงแกผ่ ู้กระทำความผดิ มดี งั น้ี
- ประหารชีวติ
- จำคุก
- กักขงั
- ปรับ
- รบิ ทรัพย์สิน
โทษลำดบั ทีอ่ ยู่สูงใน มาตรา ๑๘ ย่อมหนักกวา่ โทษในลำดับต่ำ
๒.๑) ถา้ โทษจำคุกเทา่ กันต้องดวู ่าบทใดมีโทษข้นั ตำ่ ให้ถอื ว่าบทนัน้ เปน็ บทหนกั กว่า
เชน่ โทษจำคกุ ไม่เกิน ๕ ปี กบั โทษจำคกุ ตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๕ ปี ถือว่าโทษจำคุกตัง้ แต่ ๑ ปี ถึง ๕ ปี
เป็นบทหนกั เพราะมโี ทษขัน้ ต่ำ
๒.๒) ถ้าโทษจำคุกเทา่ กัน แตโ่ ทษปรบั สงู กว่าบทหนัก คือ บทที่มีโทษปรบั สงู กว่า
ตัวอยา่ ง การกระทำกรรมเดยี วผิดตอ่ กฎหมายหลายบทตามกฎหมาย ๑๙ ฉบับ ในกฎกระทรวงฯ
ขอ้ ๓ ทพ่ี นกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
กรณีท่ี ๑ คนต่างดา้ วสวมตวั คนไทยทำบัตรประจำตวั ประชาชน เปน็ การกระทำกรรมเดยี ว
เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เพราะมีเจตนาเดยี วกนั คอื ต้องการได้บตั รประจำตวั ประชาชนซ่ึง
เป็นความผิดจำนวน ๓ ฐานความผิดในการกระทำครง้ั เดียวกันและตอ่ เนอ่ื งกนั ได้แก่
๑) ฐานความผดิ แจ้งความเทจ็ ตอ่ เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗
อัตราโทษจำคุกไมเ่ กนิ ๖ เดอื น

14
๒) ฐานความผิดแจง้ ใหเ้ จ้าพนักงานจดขอ้ ความอนั เป็นเท็จลงในเอกสารราชการตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ อตั ราโทษจำคกุ ไม่เกนิ ๓ ปี หรือปรับไม่เกนิ ๖,๐๐๐ บาท
หรือทง้ั จำทั้งปรบั
๓) ฐานความผิดย่นื คำขอมบี ตั รโดยมิไดม้ สี ัญชาติไทย ดว้ ยการแสดงหลักฐานอันเป็น
เท็จหรอื ปกปิดข้อความอันเปน็ เท็จตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบญั ญัตบิ ตั รประจำตัวประชาชน
พ.ศ. ๒๕๒๖ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๑๔(๑) อตั ราโทษจำคุกตัง้ แต่ ๑ ปี ถงึ ๕ ปี หรือปรับตงั้ แต่
๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรอื ท้งั จำทง้ั ปรบั
ความผดิ ตามพระราชบัญญัติบตั รประจำตัวประชาชน (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๑๔(๑)
มีอัตราโทษจำคกุ สูงกว่า จึงเปน็ บทท่ีหนักท่ีสุด พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง จงึ มหี นา้ ท่สี อบสวน
ตามกฎกระทรวงฯ
กรณที ่ี ๒ คนไทยสวมตวั คนไทยทำบตั รประจำตัวประชาชน เป็นการกระทำความผดิ กรรม
เดียวเปน็ ความผดิ ต่อกฎหมายหลายบท เพราะมเี จตนาเดยี วกัน คอื เพ่อื ใหไ้ ด้บตั รประจำตวั ประชาชน
ไปโดยใช้ชือ่ ผู้อื่นซึง่ เปน็ ความผิดจำนวน ๓ ฐานความผิดในการกระทำครง้ั เดยี วกนั และตอ่ เนื่องกนั
๑) ฐานแจง้ ความเท็จตอ่ เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗
อตั ราโทษจำคกุ ไมเ่ กิน ๖ เดือน หรือปรบั ไมเ่ กนิ ๖,๐๐๐ บาท หรอื ทัง้ จำท้งั ปรบั
๒) ฐานแจง้ ใหเ้ จ้าพนกั งานจดข้อความเทจ็ ลงในเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมาย
อาญามาตรา ๒๖๗ อตั ราโทษจำคกุ ไม่เกนิ ๓ ปี หรอื ปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท หรือท้ังจำทงั้ ปรบั
๓) ฐานความผดิ แจง้ ความหรือแสดงหลักฐานอันเปน็ เท็จต่อพนักงานเจา้ หน้าที่ ในการขอ
มีบตั รประจำตัวประชาชน ตามพระราชบญั ญตั บิ ตั รประจำตวั ประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ.
๒๕๕๔ มาตรา ๑๔(๒) อตั ราโทษจำคกุ ไม่เกนิ ๓ ปี หรอื ปรับไมเ่ กิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรอื ทั้งจำท้งั ปรับ
ความผิดตามพระราชบญั ญัตบิ ัตรประจำตวั ประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔
มาตรา ๑๔(๒) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ มอี ัตราโทษจำคกุ เทา่ กัน คอื จำคุกไมเ่ กนิ ๓ ปี
แต่พระราชบญั ญัตบิ ัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๑๔(๒)
มอี ตั ราโทษปรับสูงกว่า คอื ปรับไมเ่ กนิ ๖๐,๐๐๐ บาท แต่ประมวลกฎหมายอาญาปรบั ไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท
เท่านั้น ดงั น้ัน พระราชบญั ญตั บิ ตั รประจำตวั ประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔
เปน็ บทลงโทษหนักท่ีสุด พนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง จึงมหี นา้ ท่สี อบสวนตามกฎกระทรวง
กรณีที่ ๓ ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนซ่งึ เปน็ บตั รอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (Smart Card) มเี จตนาเดียว
คือ เพือ่ ตอ้ งการใหเ้ ขา้ ใจวา่ เป็นบตั รประชาชนทแี่ ทจ้ รงิ เปน็ ความผิดฐานปลอมบตั รประจำตัวประชาชน
ตามพระราชบัญญัตบิ ัตรประจำตวั ประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๑๔(๓)
มอี ัตราโทษจำคุกตัง้ แต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี หรือปรบั ต้ังแต่ ๒๐,๐๐๐ บาท ถงึ ๒๐๐,๐๐๐ บาทหรือทั้งจำทัง้ ปรับ
ความผิดฐานปลอมบัตรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙/๑ อัตราโทษจำคกุ
ต้ังแต่ ๑ ปี ถึง ๕ ปี และปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาท ถงึ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดังนัน้ พระราชบญั ญัติ
บตั รประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ (ฉบับที่ ๓ ) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๑๔ (๓) จงึ เป็นบทหนกั ที่สดุ
พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองจงึ มหี นา้ ทสี่ อบสวนตามกฎกระทรวง

15
ตวั อย่างคำพพิ ากษาศาลฎีกาทเ่ี ปน็ การกระทำกรรมเดียวเปน็ ความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เปน็ หนา้ ทขี่ องพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองทำการสอบสวนตามกฎกระทรวงฯ กฎหมายว่าด้วยการ
ทะเบยี นราษฎรและกฎหมายวา่ ดว้ ยบตั รประจำตัวประชาชน
คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๓๘๘/๒๕๕๒
การทีโ่ จทกบ์ รรยายฟ้องวา่ จำเลยซง่ึ เปน็ ผู้ใหญ่บา้ นเป็นผสู้ นับสนนุ ใหค้ วามชว่ ยเหลอื โดยลง
ลายมือชอื่ รบั รองอันเป็นเท็จลงในด้านหลังของคำขอมบี ัตรใหม่ หรอื เปลย่ี นบัตรประจำตวั ประชาชน
วา่ จ. คือ บ. ซึ่งมีชอ่ื อย่ใู นทะเบียนบ้านเลขท่ี ๒๕๑ เป็นลกู บ้านในหมู่บ้านซง่ึ จำเลยเปน็ ผ้ใู หญ่บ้านอยู่
จำเลยมีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ ประกอบมาตรา ๘๖ พระราชบญั ญตั ิ
บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดยี วผดิ ตอ่ กฎหมาย
หลายบท ลงโทษตามพระราชบญั ญตั บิ ตั รประจำตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ วรรคสาม ซ่งึ เปน็ กฎหมาย
ทม่ี ีบทลงโทษหนกั ทส่ี ดุ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐
คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๕๖/๒๕๕๑
การท่ีจำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเพ่ือสนับสนุน
ให้ผ้อู นื่ มีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ และแจง้ ขอ้ ความหรือแสดงหลกั ฐานอนั เปน็ เท็จต่อพนกั งาน
เจ้าหน้าที่เพือ่ สนบั สนนุ ผอู้ ่นื ในการขอมีบัตรประจำตวั ประชาชน เป็นการกอ่ ใหเ้ กิดความเสยี หายตอ่ ทาง
ราชการและสงั คมส่วนรวมและยังกระทบกระเทือนตอ่ ความมน่ั คงของประเทศชาติ นบั ว่าเป็นเร่อื ง
รา้ ยแรง แมจ้ ำเลยไม่เคยกระทำความผิดมากอ่ นและมภี าระตอ้ งเลี้ยงดูครอบครวั กไ็ มเ่ ปน็ เหตทุ ่ีจะรอ
การโทษให้แก่จำเลย แตเ่ นอื่ งจากขณะกระทำความผดิ จำเลยมีอายมุ ากถึง ๖๒ ปี ไมเ่ คยตอ้ งโทษ
จำคกุ มากอ่ นประกอบกบั เป็นโทษจำคุกระยะส้นั เห็นสมควรเปลย่ี นโทษจำคุกเปน็ โทษกกั ขงั แทน
การทจี่ ำเลยแจ้งใหเ้ จ้าพนกั งานจดขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ ลงในเอกสารราชการซึง่ มวี ัตถปุ ระสงค์
สำหรบั ใช้เป็นพยานหลกั ฐานเพอื่ สนับสนนุ ใหผ้ ู้อนื่ มชี ื่อในทะเบยี นบ้านโดยมิชอบและการแจ้งขอ้ ความ
หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีเพื่อสนับสนุนผู้อ่ืนในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน
ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น หาใชเ่ ป็นตัวการตามทศ่ี าลลา่ งทัง้ สองปรับบทไม่ การกระทำของจำเลย
จึงเปน็ ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๒๖๗ พระราชบญั ญัตบิ ตั รประจำตัว
ประชาชนฯ มาตรา ๑๔ (๑) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ และ พระราชบัญญัติการ
ทะเบียนราษฎรฯ มาตรา ๕๐ วรรคหนงึ่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ซง่ึ การกระทำ
ดงั กลา่ วกล็ ้วนแล้วแตม่ ีความมุ่งหมายเพยี งประการเดยี วคือเพอื่ ใหเ้ จ้าพนกั งานออกบตั รประจำตัวประชาชน
ใหแ้ กผ่ ู้อ่ืนเท่าน้นั การกระทำของจำเลยเปน็ การกระทำอนั เป็นกรรมเดียวเป็นความผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบท
ต้องลงโทษตามพระราชบญั ญตั บิ ัตรประจำตวั ประชาชนฯ มาตรา ๑๔ (๑) ประกอบประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๘๖ ซง่ึ เป็นกฎหมายบทท่ีโทษหนักท่ีสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แต่เป็น
ปญั หาข้อกฎหมายที่เกี่ยวดว้ ยความสงบเรยี บรอ้ ย ศาลฎีกามอี ำนาจยกขึน้ อา้ งและปรบั บทลงโทษใหถ้ กู ต้อง
ไดต้ ามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๓๓๕/๒๕๕๐
การทีจ่ ำเลยแจง้ ต่อผเู้ สยี หายซง่ึ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายวา่ อ. พวกของจำเลยคอื ส.
ทำบตั รประจำตวั ประชาชนเดิมสญู หาย และวนั เวลาเดยี วกนั น้ันจำเลยแจ้งให้ผเู้ สียหายจดข้อความ
ลงในคำขอมบี ตั รใหม่ หรอื เปลย่ี นบตั รประจำตัวประชาชนว่า บตั รประจำตวั ประชาชนของ ส. สญู หาย

16
เพือ่ ใชเ้ ปน็ หลกั ฐานในการขอออกบตั รประจำตัวประชาชนใหม่ โดยจำเลยมีเจตนาเดยี วก็เพื่อทีจ่ ะขอให้
ผูเ้ สยี หายออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ อ. ในช่ือของ ส. ใหใ้ หม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเปน็
กรรมเดียวกัน ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พพิ ากษาว่า การกระทำของจำเลยเปน็ ความผิดตามพระราชบญั ญตั ิ
บตั รประจำตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ (๑) เปน็ กรรมเดยี วกันกับความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗ ใหล้ งโทษตามพระราชบญั ญตั ิบตั รประจำตัวประชาชน ฯ มาตรา ๑๔
(๑) ซงึ่ เปน็ กฎหมายบททมี่ ีโทษหนกั ท่สี ุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นัน้ ชอบแล้ว

จำเลยเปน็ ผูใ้ หญบ่ า้ น แตใ่ ชต้ ำแหนง่ หน้าทีข่ องตนเพอื่ ชว่ ยเหลอื พวกของจำเลยดว้ ยการแจ้ง
ความเทจ็ และแจ้งให้เจา้ พนกั งานจดข้อความอนั เป็นเทจ็ เพือ่ ใช้เป็นหลักฐานในการขอให้ทางราชการ
ออกบตั รประจำตวั ประชาชนใหแ้ ก่พวกของจำเลย ซึง่ เปน็ เอกสารทางราชการที่ทางราชการจะออกให้
แก่บคุ คลใดบคุ คลหนง่ึ โดยเฉพาะเทา่ นนั้ การกระทำของจำเลยกบั พวกดงั กล่าวนอกจากจะก่อให้เกิด
ความเสยี หาย ตอ่ ทางราชการแลว้ ยงั สอ่ แสดงถึงความไม่สจุ รติ ของจำเลยกบั พวกที่มีเจตนาจะนำเอา
บัตรประจำตัวประชาชนซึ่งปรากฏช่อื ของผอู้ ื่นไปใช้ในทางมิชอบพฤตกิ ารณใ์ นการกระทำความผิดของ
จำเลยนบั ว่าเปน็ เร่ืองที่รา้ ยแรง ท่ศี าลอุทธรณ์ภาค ๕ วางโทษจำคุกจำเลยกอ่ นลดโทษและใชด้ ลุ ยพนิ จิ
ไมร่ อการลงโทษจำคกุ ให้แก่จำเลยนน้ั เหมาะสมแกพ่ ฤตกิ ารณแ์ หง่ คดแี ล้ว

คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๒๖๐๓/๒๕๔๘
โจทกบ์ รรยายฟ้องวา่ จำเลยปลอมเอกสารสิทธิ และจำเลยใชแ้ ละอ้างบตั รประจำตวั ประชาชน
อนั เป็นเอกสารราชการปลอม และสมุดคู่ฝากสำหรับบัญชเี งนิ ฝากอันเปน็ เอกสารปลอม โดยนำสมุดคฝู่ าก
สำหรบั บัญชเี งนิ ฝากไปทำสำเนาภาพถา่ ยเฉพาะหน้าท่ีจำเลยปลอมแล้วนำสำเนาภาพถา่ ยอนั เป็น
เอกสารปลอมทจี่ ำเลยรับรองถูกตอ้ งพรอ้ มบัตรประจำตวั ประชาชนไปยืน่ แสดงตอ่ พนกั งานของบริษัท ก.
การกระทำของจำเลยจึงเปน็ ความผดิ ฐานปลอมเอกสารสทิ ธิกบั ใชเ้ อกสารสิทธปิ ลอม เมือ่ จำเลยเปน็
ผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ แตก่ ระทงเดยี วตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสองแต่จำเลยได้
ใชเ้ อกสารราชการปลอมและใช้บัตรประจำตวั ประชาชนปลอมในคราวเดียวกันดว้ ย ดังนนั้ ความผิดฐาน
ใช้เอกสารสทิ ธิปลอมใชเ้ อกสารราชการปลอม และใช้บัตรประจำตวั ประชาชนปลอม จึงเป็นกรรมเดยี ว
เป็นความผดิ ต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้บัตรประจำตวั ประชาชนปลอมตาม พระราช
บญั ญัตบิ ัตรประจำตวั ประชาชน ฯ มาตรา ๑๔ (๓) ประกอบมาตรา ๑๔ (๒) ซึ่งเปน็ กฎหมายบทท่ีมี
โทษหนกั ทีส่ ดุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐
คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๒๓๒๒/๒๕๔๘
โจทกบ์ รรยายฟ้องเพยี งวา่ จำเลยกบั พวกสนับสนนุ ให้ พ. ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน
โดยแจง้ ความอนั เปน็ เท็จวา่ พ. เป็นคนมีสัญชาตไิ ทยและไมม่ บี ตั รประจำตวั ประชาชนเป็นเหตุให้
พนักงานเจ้าหนา้ ทีห่ ลงเชอื่ ออกบตั รประจำตัวประชาชนให้แก่ พ. โดยมิไดบ้ รรยายฟอ้ งว่าจำเลยเป็น
เจา้ พนักงานอันเปน็ ความผดิ ตามพระราชบัญญัตบิ ัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ วรรคสาม
การกระทำของจำเลยคงมีความผิดตามพระราชบญั ญัตบิ ตั รประจำตวั ประชาชนฯ มาตรา ๑๔ (๑)
ประกอบดว้ ยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ที่มีระวางโทษเบากวา่ ทีศ่ าลอุทธรณ์ภาค ๗ พพิ ากษา
ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญตั ิบตั รประจำตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ วรรคสาม จงึ เปน็ การพพิ ากษา
หนักกวา่ ทโ่ี จทก์บรรยายในฟ้อง ไม่ชอบดว้ ยประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒
วรรคหนงึ่

17
การทจี่ ำเลยกับพวกรว่ มกนั แจง้ ให้เจา้ พนกั งานจดขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ ในแบบคำร้องขอเพ่มิ ชื่อ
ในทะเบยี นบา้ นบคุ คลประเภท ๕ ท้ังที่ พ. มีเช้อื ชาตแิ ละสัญชาตเิ ขมรและรว่ มกนั แสดงหลักฐานดังกล่าว
เพ่อื เพิม่ ช่ือ พ. ในทะเบียนบ้านและสนับสนนุ ให้ พ. ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งขอ้ ความ
อันเปน็ เท็จว่าเปน็ คนสญั ชาติไทยจนเจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ แก่ พ. เปน็ การกระทำ
ท่ีเกย่ี วเน่ืองดว้ ยกนั โดยมีเจตนาเดยี วคอื เพ่ือให้ทางราชการออกบตั รประจำตวั ประชาชนให้แก่ พ.
การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดยี วเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท แม้จำเลยจะมิไดฎ้ กี าปัญหา
ดังกล่าว ศาลฎกี ากม็ อี ำนาจยกขน้ึ วนิ ิจฉัยและปรบั บทลงโทษจำเลยใหถ้ กู ตอ้ งตามประมวลกฎหมาย
วธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบดว้ ยมาตรา ๒๒๕
คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๘๖๑๑/๒๕๔๗
การทจ่ี ำเลยรว่ มกบั พวกปลอมบตั รประจำตัวประชาชนอันเปน็ เอกสารทางราชการ ใชบ้ ัตร
ประจำตวั ประชาชนปลอมดงั กลา่ ว แจง้ ให้เจา้ พนักงานจดขอ้ ความอนั เปน็ เทจ็ ลงในเอกสารราชการซง่ึ
เปน็ วตั ถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แสดงหลกั ฐานอนั เป็นเทจ็ เพ่ือใหผ้ อู้ ่ืนมีช่อื หรอื มีรายการ
อยา่ งใดอย่างหนึง่ ในทะเบียนบ้านโดยมิชอบและแจง้ ข้อความหรือแสดงหลกั ฐานอนั เป็นเท็จตอ่ พนักงาน
เจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรใหม่ล้วนแล้วแต่มีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวคือเพื่อขอให้เจ้าพนักงาน
ออกบัตรประจำตัวประชาชนใหม่จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลาย
บทต้องลงโทษฐานใช้หรอื แสดงบตั รประจำตัวประชาชนปลอมตามพระราชบัญญตั บิ ตั รประจำตวั
ประชาชนฯ มาตรา ๑๔ (๓) ประกอบมาตรา ๑๔ วรรคสอง ซ่ึงเปน็ กฎหมายบทท่มี โี ทษหนักท่สี ุดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ แมจ้ ำเลยมิได้ฎกี าแตเ่ ป็นปัญหาข้อกฎหมายทีเ่ กยี่ วด้วยความสงบ
เรยี บรอ้ ย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอา้ งและปรบั บทลงโทษใหถ้ กู ตอ้ งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๖๔๒๓/๒๕๔๗
การท่ีจำเลยที่ ๑ แจง้ ใหเ้ จา้ พนักงานผกู้ ระทำตามหนา้ ทีจ่ ดขอ้ ความอนั เปน็ เท็จลงในเอกสาร
ราชการซงึ่ มีวตั ถปุ ระสงค์สำหรับใช้เปน็ พยานหลกั ฐานเพ่ือให้พวกของจำเลยท่ี ๑ มีช่อื ในทะเบยี นบา้ น
และใชห้ รอื แสดงเอกสารเทจ็ ดงั กลา่ วต่อพนกั งานเจ้าหนา้ ทใี่ นการขอมีบัตรประจำตวั ประชาชน ซึง่ แม้
จะไดก้ ระทำคนละวันกันแต่ก็ได้กระทำต่อเน่ืองกนั โดยล้วนแตม่ ีความมุ่งหมายเพียงประการเดยี วเพ่ือ
ให้เจ้าพนกั งานออกบตั รประจำตวั ประชาชนแกพ่ วกของจำเลยที่ ๑ จงึ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดยี ว
เป็นความผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบท

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาความผิดหลายการกระทำต่างกันแต่เป็นกฎหมายท่ีกำหนดใน
กฎกระทรวงฯ อยใู่ นหนา้ ทีพ่ นกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองทำการสอบสวน

คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๗๒/๒๕๕๐
การที่จำเลยกับพวกรว่ มกันแจ้งขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ ตอ่ น. ปลดั อำเภอเมืองระนองซงึ่ เปน็
เจ้าพนักงาน และเป็นพนักงานเจ้าหน้าท่ใี นการขอมบี ัตรประจำตวั ประชาชนให้แกพ่ วกของจำเลยตาม
ฟ้องขอ้ (ก) และการทจี่ ำเลยแจ้งให้ น. จดขอ้ ความอนั เปน็ เท็จลงในแบบบนั ทึกคำให้การรับรองบคุ คล
อันเป็นเอกสารราชการซ่งึ มวี ตั ถปุ ระสงคใ์ ช้เปน็ พยานหลักฐานประกอบการพิจารณาอนญุ าตทำบตั ร
ประจำตวั ประชาชนใหแ้ ก่ อ. พวกของจำเลยตามฟอ้ ง ข้อ (ข) น้นั เป็นการกระทำในวนั เดยี วกนั
เวลาตอ่ เน่อื งกัน โดยมีเจตนาเดียวกนั เพื่อให้ทางราชการออกบตั รประจำตวั ประชาชนให้แก่พวกของ
จำเลย ถอื ได้วา่ เปน็ การกระทำกรรมเดียว ส่วนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งต่อ น. วา่ อ. พวกของ

18
จำเลยคอื ว. สัญชาตไิ ทยอนั เปน็ ความเทจ็ ขอโอนยา้ ยทะเบยี นบา้ นจากบ้านเลขท่ี ๒๑/๕ หม่ทู ี่ ๑
ตำบลบางริน้ อำเภอเมืองระนอง จงั หวัดระนอง เขา้ อยู่ในทะเบียนบา้ นเลขที่ ๗๖/๒๓ ตำบลเขานิเวศน์
อำเภอเมืองระนอง จงั หวัดระนอง ตามฟอ้ งข้อ (ค) ซง่ึ เป็นความผดิ ตามพระราชบัญญตั ิการทะเบียน
ราษฎรฯ มาตรา ๕๐ วรรคหน่งึ นั้น จำเลยกระทำภายหลงั จากการกระทำความผิดตามฟอ้ ง ขอ้ (ก)
และข้อ (ข) สำเร็จแลว้ โดยมเี จตนาเพือ่ ให้มีชื่อ ว. ที่ทางราชการออกบตั รประจำตวั ประชาชนใหแ้ ก่
พวกของจำเลยในทะเบยี นบา้ นเลขท่ี ๗๖/๒๓ ดงั กล่าว อนั เปน็ การกระทำคนละเจตนาและตา่ งกรรม
ต่างวาระเป็นคนละส่วนกับการกระทำในฟอ้ งข้อ (ก) และข้อ (ข) จงึ เป็นความผิดอกี กรรมหนึง่ ดังนัน้
การกระทำของจำเลยตามฟอ้ งเปน็ ความผิดสองกรรมมใิ ชค่ วามผิดกรรมเดียว

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาท่ีเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมแตกต่างกันท่ีพนักงาน
สอบสวนฝา่ ยปกครองต่างสงั่ คดใี หพ้ นักงานสอบสวนฝา่ ยตำรวจสอบสวน หากพนกั งานสอบสวนฝา่ ย
ปกครองประสงค์จะสอบสวนรว่ มกับตำรวจ ต้องใช้อำนาจควบคมุ การสอบสวนตามข้อบังคบั กระทรวง
มหาดไทยว่าด้วยระเบยี บการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๓ และท่ีแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ จนถงึ ปจั จบุ ัน

คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๓๙๓๕/๒๕๕๐
การที่จำเลยรว่ มกนั ปลอมเอกสารหนังสอื คำเสนอขอเช่าซอื้ รถยนตแ์ ละแบบสญั ญาคำ้ ประกัน
หลังจากที่จำเลยร่วมกันปลอมเอกสารราชการใบรบั คำขอมบี ตั ร มบี ตั รใหม่ หรือเปลยี่ นบัตรประจำตัว
ประชาชน และร่วมกันปลอมเอกสารราชการและเอกสารปลอมดงั กลา่ วเพอ่ื เปน็ หลักฐานประกอบในการ
ทำคำเสนอขอเชา่ ซ้อื รถยนตโ์ ดยเจตนาให้พนกั งานของบรษิ ทั ส. หลงเชอ่ื ในความถูกตอ้ งแท้จรงิ ของ
เอกสารดังกลา่ ว เป็นการกระทำตา่ งกรรมตา่ งวาระแยกต่างหากจากกันไดอ้ ันเป็นความผิดสำเรจ็ อยูใ่ นตัว
และมีเจตนากอ่ ใหเ้ กดิ ผลต่างกัน จำเลยจึงมคี วามผิดฐานรว่ มกันปลอมหนงั สือคำเสนอขอเช่าซอื้ รถยนต์
และแบบสัญญาค้ำประกนั อันเปน็ เอกสารอีกกรรมหน่ึง ทศ่ี าลอทุ ธรณ์ภาค ๙ วนิ จิ ฉัยว่า การกระทำของ
จำเลยเปน็ กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทน้นั ไม่ชอบ เม่ือโจทก์ไมไ่ ด้ฎกี า ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับ
บทโทษเสียใหม่ใหถ้ กู ตอ้ งโดยไมเ่ พิม่ เตมิ โทษจำเลย ปัญหาดงั กล่าวเปน็ ปญั หาขอ้ กฎหมายเกี่ยวกบั ความ
สงบเรียบรอ้ ย ศาลฎกี ายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๙๗๗๒/๒๕๕๔
จำเลยปลอมใบรบั คำขอมีบตั ร มีบัตรใหมห่ รือเปลี่ยนบตั รประจำตวั ประชาชนอันเป็นเอกสาร
ราชการ ตอ่ มาจำเลยใชเ้ อกสารราชการปลอมดงั กลา่ วและแจ้งใหเ้ จา้ พนักงานผกู้ ระทำการตามหน้าท่ี
จดขอ้ ความอันเปน็ เทจ็ ลงในแบบขอ้ มลู ผู้ขอหนังสอื เดินทางไปตา่ งประเทศอนั เปน็ เอกสารราชการ
และในวันเดียวกันหลงั จากจำเลยใชเ้ อกสารราชการปลอมและแจง้ ใหเ้ จา้ พนกั งานผู้กระทำการตามหน้าที่
จดข้อความอันเป็นเทจ็ ลงในเอกสารราชการดงั กลา่ วแล้ว จำเลยปลอมหนังสือข้อมลู ผขู้ อหนังสือเดินทาง
อนั เป็นเอกสารราชการ การปลอมเอกสารราชการ ทงั้ ๒ ฉบบั ดงั กล่าว เปน็ การกระทำตา่ งกรรมต่างวาระ
กนั และเป็นความผดิ สำเรจ็ อยู่ในตัว โดยแยกการกระทำต่างหากจากกันได้ เพยี งแตเ่ ม่อื จำเลยนำเอกสาร
ราชการปลอมฉบบั แรกไปใชแ้ ละแจง้ ใหเ้ จ้าพนักงานผู้กระทำตามหนา้ ท่ี จดข้อความอนั เปน็ เท็จลงในเอกสาร
ราชการ จำเลยมีเจตนาเดยี วคอื ใหเ้ จ้าพนกั งานหลงเช่ือในความถกู ต้องแท้จรงิ ของเอกสารนัน้ การกระทำ
ของจำเลยในสว่ นนจี้ ึงเป็นกรรมเดยี วเปน็ ความผดิ ต่อกฎหมายหลายบทอนั เปน็ ความผิดกรรมหน่ึงแล้ว
และจำเลยยังต้องมีความผดิ ฐานปลอมหนงั สอื ข้อมลู ผขู้ อเดินทางอนั เปน็ เอกสารราชการอกี ฉบับหน่ึง
ซงึ่ เป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนงึ่ ต่างหากดว้ ยการกระทำของจำเลยจงึ เป็นความผดิ ๒ กรรมตา่ งกนั

19
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๔
ขอ้ ๔ ใหผ้ ูว้ า่ ราชการจังหวดั แต่งต้ังปลดั อำเภอผู้ปฏิบัติหน้าที่ ณ ท่ีว่าการก่งิ อำเภอหรอื ท่ีวา่ การ
อำเภอ เป็นพนักงานสอบสวนสำหรบั กง่ิ อำเภอหรอื อำเภอนนั้
ให้ปลดั อำเภอผ้เู ป็นหัวหน้าประจำกิง่ อำเภอหรอื นายอำเภอ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม
มาตรา ๑๘ วรรคสี่ และเปน็ พนักงานสอบสวนผ้รู บั ผิดชอบตามมาตรา ๑๔๐ แห่งประมวลกฎหมาย
วธิ ีพิจารณาความอาญา
ในกรณีทมี่ เี หตุอันสมควร ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผวู้ ่าราชการจงั หวัด หรือปลดั จงั หวัดซึง่
ผวู้ ่าราชการจังหวดั มอบหมาย จะเข้ามาเปน็ หวั หน้าพนกั งานสอบสวนตามมาตรา ๑๘ วรรคสี่ และเป็น
พนักงานสอบสวนผรู้ ับผดิ ชอบตามมาตรา ๑๔๐ แห่งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญาในคดใี ด
คดหี น่งึ ทีอ่ ยู่ในท้องทีก่ ่งิ อำเภอหรืออำเภอท่อี ยใู่ นจงั หวดั น้นั กไ็ ด้
ผู้วา่ ราชการจงั หวดั อาจขอให้อธบิ ดีกรมการปกครองแต่งตั้งพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองใน
สังกดั กรมการปกครองไปรว่ มสอบสวนในคดใี ดคดีหน่ึงที่อยใู่ นท้องท่ีกิ่งอำเภอ อำเภอ หรอื จงั หวัดก็ได้

เหตุผล ในการใช้ขอ้ ความดังกลา่ ว เพ่ือกำหนดตำแหนง่ พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง และ
หวั หนา้ พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง ให้ชัดเจนวา่ เพอื่ มิให้การใชอ้ ำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมาย
วธิ ีพจิ ารณาความอาญา และกฎกระทรวงฯ เกิดความทับซ้อนกันระหว่างพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง
ดว้ ยกนั เอง และเพ่อื มใิ หท้ ับซ้อนกบั พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ เน่ืองจาก
๑) ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคหนง่ึ ใหพ้ นักงาน
ฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่ และปลัดอำเภอมอี ำนาจสอบสวนความผิดอาญาซ่งึ ไดเ้ กดิ ภายในเขตอำนาจ
ของตน หรอื ผู้ตอ้ งหามีที่อยู่ หรอื ถกู จับภายในเขตอำนาจของตน
๒) ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคสี่ บญั ญตั วิ า่ “ในเขต
ทอ้ งทใี่ ด มีพนักงานสอบสวนหลายคน การดำเนินการสอบสวนใหอ้ ย่ใู นความรับผิดชอบของพนกั งาน
สอบสวนผเู้ ป็นหวั หนา้ ในท้องท่ีน้นั หรือผูร้ กั ษาการแทน”
จากหลักกฎหมายดังกล่าวจะเหน็ ได้วา่ พนกั งานสอบสวนผรู้ บั ผดิ ชอบมคี วามสำคัญต่อคดอี ยา่ งมาก
เพราะพนักงานสอบสวนผ้รู ับผดิ ชอบหรอื ทอ้ งทีท่ ร่ี บั ผดิ ชอบจะสัมพนั ธ์กบั อำนาจพนักงานอยั การและ
อำนาจศาล ดงั นน้ั พนักงานสอบสวนผรู้ ับผดิ ชอบจะต้องครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคหน่งึ ถงึ วรรคสาม คือถอื เอาทอ้ งทีเ่ กิดเหตเุ ป็นเกณฑ์ และวรรคสเ่ี อาตัวบุคคล
ทเี่ ป็นหวั หนา้ เป็นเกณฑ์ ถา้ ผู้ใดไมใ่ ชพ่ นักงานสอบสวนผ้รู บั ผิดชอบท้งั ท้องที่ และตวั บุคคลแลว้ ก็หมาย
ความว่า พนักงานสอบสวนผู้นนั้ ไม่มีอำนาจทจี่ ะวนิ ิจฉัยสำนวนการสอบสวนนั้น ถา้ วนิ ิจฉยั แลว้ จะไม่มี
ผลตามมาตรา ๑๔๐ ทเ่ี ป็นดุลพินิจของพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบ เมื่อเหน็ ว่าการสอบสวนเสรจ็ แล้ว
มอี ำนาจสง่ สำนวนให้พนกั งานอัยการ แตถ่ ้าไม่ใช่พนักงานสอบสวนผูร้ ับผิดชอบก็จะสง่ สำนวนใหพ้ นกั งาน
อยั การไม่ได้ พนักงานอยั การไม่มอี ำนาจรับสำนวนนน้ั อกี ท้ังจะย่ืนฟ้องตอ่ ศาลในทอ้ งท่ีน้นั ก็ไม่ได้
ปญั หาข้อกฎหมายที่สำคัญของมาตรา ๑๘ คอื วรรคส่ี บัญญัติเพียงวา่ “ในเขตทอ้ งที่ใดมพี นักงาน
สอบสวนหลายคน การดำเนนิ การสอบสวนใหอ้ ยใู่ นความรบั ผดิ ชอบของพนกั งานสอบสวนผเู้ ปน็ หวั หนา้
ในทอ้ งท่นี น้ั หรอื ผู้รกั ษาการแทน” แตไ่ ม่ไดบ้ ัญญัติให้ชัดเจนลงไปวา่ กรณใี ดใครเป็นหัวหนา้ เนอื่ งจาก
พนักงานสอบสวนตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึง่ ในจังหวดั อ่ืนนอกจากกรงุ เทพมหานคร ในทอ้ งทีอ่ ำเภอมี
พนักงานสอบสวนหลายคน คือ พนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจชั้นผูใ้ หญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการ
ตำรวจทีม่ ียศต้งั แตช่ ้นั นายร้อยตำรวจตรีขนึ้ ไปเปน็ พนกั งานสอบสวนทั้งสน้ิ

20
พนักงานฝา่ ยปกครองชั้นผูใ้ หญ่ ไดแ้ ก่ ปลดั กระทรวงมหาดไทย รองปลดั กระทรวงมหาดไทย
ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผชู้ ว่ ยปลดั กระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง รองอธิบดี
กรมการปกครอง ผอู้ ำนวยการสำนักการสอบสวนและนติ ิการ กรมการปกครอง ผู้อำนวยการส่วนและ
หวั หน้ากลมุ่ ในสำนักการสอบสวนและนิตกิ าร กรมการปกครอง ผตู้ รวจราชการกรมการปกครอง
ผู้ว่าราชการจังหวดั รองผวู้ า่ ราชการจังหวัด ปลัดจงั หวัด นายอำเภอ ปลดั อำเภอผ้เู ป็นหวั หน้าประจำ
กิง่ อำเภอ
ตำรวจชนั้ ผใู้ หญ่ ไดแ้ ก่ ผู้บญั ชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บญั ชาการตำรวจแห่งชาติ ผูช้ ว่ ย
ผ้บู ัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผบู้ ัญชาการตำรวจ รองผู้บญั ชาการตำรวจ รองหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด
ผ้กู ำกบั การตำรวจ รองผู้กำกบั การตำรวจภธู รจังหวดั เขต สารวตั รใหญต่ ำรวจ สารวัตรตำรวจ
ผู้บังคับกองตำรวจ หัวหนา้ สถานีตำรวจ ซึ่งมยี ศตั้งแตช่ นั้ นายร้อยตำรวจตรหี รอื เทยี บเทา่ นายรอ้ ยตำรวจ
ตรีขนึ้ ไป หวั หน้ากง่ิ สถานีตำรวจซง่ึ มียศตั้งแต่ชัน้ นายร้อยตำรวจตรหี รือเทยี บเท่านายร้อยตำรวจตรีขนึ้ ไป
จะเห็นไดว้ ่าพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองหรือตำรวจช้ันผู้ใหญ่มีจำนวนหลายตำแหนง่ ล้วน
แล้วแตม่ ีอำนาจสอบสวนในเขตทอ้ งทอ่ี ำเภอทั้งสิ้น เมอ่ื ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๘
ไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ใิ ห้ชดั เจนถงึ ตำแหนง่ ของพนักงานสอบสวนผเู้ ปน็ หัวหนา้ ในกรณใี ดบา้ ง จึงเกดิ ปัญหาการใช้
อำนาจสอบสวนของพนักงานฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจชั้นผูใ้ หญ่ และตำแหน่งปลัดอำเภอกับข้าราชการ
ตำรวจทมี่ ยี ศตั้งแตช่ ้นั นายร้อยตำรวจตรีหรอื เทยี บเทา่ ในเขตท้องท่อี ำเภอทีเ่ กิดเหตุ ซง่ึ จะใช้พระราชบัญญัติ
ระเบียบบรหิ ารราชการแผ่นดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาไมไ่ ด้ เนอ่ื งจากกฎหมาย
ดงั กล่าวเป็นกฎหมายวา่ ด้วยการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ท่ัวไป แต่ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
เปน็ กฎหมายทเี่ กย่ี วกับกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาที่มบี ทบญั ญัติไว้โดยเฉพาะ
ข้อสงั เกตหลกั การใหม่ทก่ี ำหนดไวใ้ นกฎกระทรวงฯทเี่ ปลี่ยนแปลงไปจากขอ้ บงั คบั กระทรวง
มหาดไทย ว่าด้วยระเบียบการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพ
มหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐ มีดงั นี้
๑) ข้อบงั คบั ฯ ข้อ ๓ (๒) ใหผ้ วู้ ่าราชการจงั หวดั แตง่ ต้ังปลัดอำเภอที่ประจำ ณ ทว่ี า่ การอำเภอนัน้
เป็นพนกั งานสอบสวน ซึ่งเกิดปญั หาอปุ สรรคในการบริหารงานเนื่องจาก ปลัดอำเภอทไ่ี ปชว่ ยราชการ
ณ ทว่ี า่ การอำเภอนั้น ไมส่ ามารถแตง่ ต้ังใหเ้ ปน็ พนกั งานสอบสวนได้ เพราะไม่ไดป้ ระจำ ณ ท่วี า่ การ
อำเภอนั้น ดังน้นั กฎกระทรวง ฯ ขอ้ ๔ จงึ แกไ้ ขหลกั การใหม่ โดยให้อำนาจสูงสุดในการบริหารงานคดี
อย่ทู ผ่ี ูว้ ่าราชการจังหวัดบรหิ ารงานยุตธิ รรมทางอาญาให้เปน็ ไปด้วยความถกู ตอ้ ง รวดเรว็ และเป็นธรรมในเขต
อำนาจจงั หวัด จึงกำหนดให้ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดแตง่ ตั้งปลัดอำเภอผปู้ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี ณ ท่ีว่าการอำเภอ เป็น
พนักงานสอบสวนสำหรับอำเภอนั้น เพือ่ ให้ผูว้ า่ ราชการจงั หวัดเปน็ ผู้พิจารณาแตง่ ต้ังปลดั อำเภอซึ่งมี
คุณสมบตั ิเหมาะสม ในการปฏิบตั หิ น้าท่ี ณ ทีว่ ่าการอำเภอนั้น มคี วามหมายครอบคลมุ ถงึ ปลดั อำเภอ
ที่มาช่วยราชการดว้ ย (บนั ทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๒๔๘/๒๕๕๔
๒) กรณีมเี หตุอันสมควร ผูว้ ่าราชการจังหวดั หรอื รองผู้วา่ ราชการจงั หวดั หรือปลัดจังหวดั
ซึ่งผูว้ ่าราชการจังหวัดมอบหมาย จะเขา้ เปน็ หัวหน้าพนกั งานสอบสวนในทอ้ งท่ีอำเภอทอ่ี ย่ใู นเขต
อำนาจของจงั หวัดกไ็ ด้
เหตุผล ในการกำหนดให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรอื ปลัดจังหวัดซึง่ ผูว้ า่ ราชการจงั หวดั มอบ
หมายอาจเข้าเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนแทนนายอำเภอกไ็ ด้ เนือ่ งจากรองผวู้ ่าราชการจังหวัดและ
ปลดั จังหวัดเป็นพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองชัน้ ผู้ใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา
และเปน็ ผ้บู งั คบั บญั ชาของนายอำเภอ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดิน กรณที ่เี กิด

21
ข้ึนเปน็ คดใี หญห่ รือคดีสำคญั หรือเพ่อื ประโยชน์แหง่ ความยุตธิ รรม รองผูว้ า่ ราชการจังหวัด หรือปลัด
จงั หวดั อาจเขา้ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รบั ผดิ ชอบคดีก็ได้ โดยผูว้ า่ ราชการจงั หวดั มอี ำนาจใน
การตรวจสอบถ่วงดุล การทำความเห็นแยง้ คำสัง่ ไมฟ่ ้องของพนกั งานอัยการอยู่แล้ว จึงไมจ่ ำเป็นต้อง
เปน็ หัวหนา้ พนักงานสอบสวนเอง
ข้อสงั เกต
ผู้ว่าราชการจงั หวดั สามารถมอบหมายใหร้ องผูว้ ่าราชการจงั หวดั หรือปลดั จังหวัดเปน็ หวั หน้า
พนกั งานสอบสวนไดเ้ ฉพาะการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทตามกฎกระทรวงนเี้ ทา่ นั้น ถ้าผู้วา่ ราชการ
จงั หวดั ใชอ้ ำนาจควบคุมการสอบสวนคดีอาญาทวั่ ไป ตามข้อบงั คบั กระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยระเบยี บ
การดำเนนิ คดีอาญา พ.ศ. ๒๕๒๓ แก้ไขเพิม่ เติมจนถึงปัจจุบัน ข้อ ๑๒.๔ รองผวู้ า่ ราชการจงั หวัดหรอื
ปลัดจังหวัดจะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีได้ในฐานะผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเท่า
นัน้ เพราะขอ้ บังคบั ดงั กล่าวไม่ได้กำหนดใหม้ อบหมายได้
๓) ผู้วา่ ราชการจังหวดั อาจขอพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองจากกรมการปกครอง (ส่วนกลาง)
หรือพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองในท้องท่ีอำเภอหรือ
จังหวดั กไ็ ด้
เหตผุ ล ในการกำหนดข้อความดังกลา่ วเพือ่ ใหส้ ำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง
ได้ให้การสนบั สนนุ การสอบสวนคดีอาญาในอำนาจหน้าทีข่ องพนกั งานฝ่ายปกครองไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
เน่อื งจากผอู้ ำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ ผูอ้ ำนวยการสว่ น และหัวหนา้ กลมุ่ ในสำนักการ
สอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เปน็ พนกั งานฝา่ ยปกครองชัน้ ผูใ้ หญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาในจงั หวดั อ่นื นอกจากกรงุ เทพมหานครได้ และ
มีพนักงานสอบสวนเชี่ยวชาญกฎหมายเฉพาะดา้ นสนับสนุนแกภ่ ูมภิ าค โดยเฉพาะการสอบสวนคดใี หญ่
หรอื คดีสำคญั หรือคดเี ป็นท่ีสนใจของส่อื มวลชนและประชาชนทั่วไป การสอบสวนดำเนนิ คดีจะได้
ดำเนนิ ไปด้วยความรวดเร็ว ถกู ต้อง และเปน็ ธรรม
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๕

ขอ้ ๕ ในกรณีจำเปน็ หรือมีเหตุอันสมควร ผู้วา่ ราชการจังหวัดใดอาจประสานขอใหผ้ บู้ ังคบั
การตำรวจภูธรจังหวดั แต่งต้ังพนักงานสอบสวนฝา่ ยตำรวจซง่ึ มอี ำนาจสอบสวนในจงั หวดั นั้นเข้าทำการ
สอบสวนรว่ มกบั พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองในท้องท่ีก่งิ อำเภอ อำเภอหรือจงั หวัดก็ได้

เหตุผล เพ่ือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการและประสานความร่วมมือกันระหว่างพนักงาน
สอบสวนฝ่ายปกครองกับพนกั งานสอบสวนฝา่ ยตำรวจได้ กรณเี กิดคดีความผิดตามกฎหมาย ๑๙ ฉบบั
เปน็ คดใี หญห่ รือสำคัญหรอื เพื่อประโยชนใ์ นการอำนวยความเป็นธรรมกบั ทกุ ฝ่ายทเี่ ก่ยี วขอ้ งในคดี แต่
พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองตอ้ งเปน็ พนักงานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบ พนกั งานสอบสวนฝา่ ยตำรวจ
เปน็ พนกั งานสอบสวนร่วม

ข้อสงั เกต กฎกระทรวงนี้ไมไ่ ดก้ ำหนดกรณีมีปัญหาโต้แย้งเก่ียวกับอำนาจหน้าท่ีสอบสวนของ
พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองกบั ฝา่ ยตำรวจไว้ เน่อื งจากคณะกรรมการกฤษฎกี าเหน็ ว่า กรณที ี่มีปญั หา
วา่ พนักงานสอบสวนฝ่ายใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รบั ผดิ ชอบ โดยในจงั หวดั เดยี วกันผู้วา่ ราชการ
จงั หวดั มอี ำนาจชี้ขาด ถ้าในระหวา่ งหลายจังหวัดให้อัยการสูงสุดเปน็ ผู้ชข้ี าด เนอื่ งจากมาตรา ๒๑ แหง่
ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา ไดบ้ ญั ญตั หิ ลักการดังกลา่ วไว้แลว้ (บันทึกสำนักงานคณะ
กรรมการกฤษฎกี า เรอ่ื งเสรจ็ ที่ ๒๔๘/๒๕๕๔)

22
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๖

ข้อ ๖ ในการสอบสวนโดยปกติให้ใช้ทีว่ า่ การกิ่งอำเภอ ทว่ี า่ การอำเภอ หรือศาลากลางจังหวัด
ท่อี ยใู่ นเขตท้องที่ก่งิ อำเภอ อำเภอ หรอื จังหวัดน้ัน แลว้ แตก่ รณี เป็นสถานท่ที ำการสอบสวนเวน้ แตเ่ มอ่ื
มีเหตจุ ำเป็นหรอื เพ่ือความสะดวกจะไปทำการสอบสวนที่ใดกไ็ ดต้ ามทเี่ ห็นสมควร ทัง้ น้ีให้บันทึกเหตุ
ดงั กล่าวไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

เหตุผล ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญามาตรา ๑๓๐ ใหเ้ ริม่ การสอบสวนโดยมชิ ักช้า
จะทำการในทใี่ ด เวลาใด แลว้ แตจ่ ะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไมจ่ ำตอ้ งอยู่ด้วย แต่อย่างไรกต็ ามการปฏิบตั ิ
หนา้ ที่ของพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองโดยปกตจิ ะอยู่ ณ ที่วา่ การอำเภอเป็นท่ีทำการของพนักงานสอบ
สวน เพอื่ ใหก้ ารปฏิบตั ิราชการเป็นแนวทางเดยี วกัน จงึ กำหนดใหใ้ ช้ทวี่ า่ การอำเภอหรือศาลากลางจงั หวดั
แล้วแตก่ รณเี ปน็ สถานท่ที ำการสอบสวน โดยยึดถอื แนวทางตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าดว้ ย
ระเบียบการสอบสวนคดอี าญาบางประเภทในจังหวดั อ่ืนนอกจากกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐
คำอธบิ าย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผดิ อาญาบางประเภทในจงั หวดั อ่นื นอกจากกรุง
เทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๗
ข้อ ๗ ในกรณจี ำเป็นจะตอ้ งควบคุมผตู้ ้องหาไวใ้ นระหว่างสอบสวน ใหพ้ นักงานสอบสวน
ฝา่ ยปกครองควบคุมผตู้ ้องหาไว้ ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง

เหตผุ ล เนือ่ งจากมาตรา ๘๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา กำหนดให้กรณี
ท่ีมีการจบั จะตอ้ งนำตัวผู้ถกู จบั ไปยงั ที่ทำการของพนกั งานสอบสวน และมาตรา ๘๗ แหง่ ประมวล
กฎหมาย วิธีพจิ ารณาความอาญา กำหนดใหจ้ ะตอ้ งนำตวั ผูถ้ กู จบั ไปศาลภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลา
ท่ีผถู้ ูกจับ ถกู นำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน การควบคมุ ผตู้ อ้ งหาจงึ ตอ้ งควบคุมไว้ ณ ที่
ทำการของพนกั งานสอบสวน ดังนน้ั เมอ่ื กำหนดใหพ้ นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองเป็นพนักงาน
สอบสวนจงึ ตอ้ งควบคมุ ผ้ตู อ้ งหาไว้ ณ ท่ที ำการของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ไมอ่ าจควบคมุ ผู้ตอ้ งหา
ไว้ที่สถานตี ำรวจได้ (บันทกึ สำนกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรือ่ งเสรจ็ ที่ ๒๔๘/๒๕๕๔)

หลักการใช้ดุลพินิจในการควบคุมตัวผู้ต้องหาระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
ฝ่ายปกครอง
รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๙ ในคดีอาญา ต้องสนั นษิ ฐาน
ไว้ก่อนว่าผูต้ ้องหาไมม่ คี วามผดิ ก่อนมคี ำพพิ ากษาอนั ถงึ ทสี่ ุด แสดงว่าบคุ คลใดได้กระทำความผดิ จะ
ปฏบิ ตั ิตอ่ บุคคลนัน้ เสมือนเปน็ ผูก้ ระทำความผดิ มิได้ และมาตรา ๔๐ (๗) ในคดอี าญาผูต้ อ้ งหามสี ิทธิได้
รับการสอบสวนทีถ่ ูกต้อง รวดเรว็ และเปน็ ธรรม มสี ิทธไิ ด้รบั การปลอ่ ยตัวช่ัวคราว
ดงั นน้ั ในช้นั สอบสวนมีสิทธิได้รบั การปล่อยชว่ั คราว (ประกนั ตัว) เปน็ หลัก การไม่อนญุ าตให้
ปลอ่ ยชวั่ คราวเปน็ ข้อยกเว้น พนักงานสอบสวนจะใช้ดลุ พนิ ิจควบคุมตัวผู้ต้องหาระหวา่ งสอบสวนได้
ตอ่ เมือ่ มีเหตุจำเป็นโดยอาศัยอำนาจตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณา
ความอาญา มาตรา ๘๗ ดังน้ี
๑) ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๗ ใหอ้ ำนาจพนกั งานสอบสวน
ควบคุมตัวผู้ถูกจบั เพือ่ ทำการสอบสวนและต้องนำตัวผ้ถู กู จบั ไปศาลภายใน ๔๘ ช่ัวโมง นบั แต่เวลาท่ผี ู้
ถกู จบั ถกู นำตวั ไปถงึ ทท่ี ำการของพนกั งานสอบสวนโดยใหพ้ นกั งานสอบสวนยนื่ คำรอ้ งต่อศาลขอหมาย

23
ขังผตู้ อ้ งหานั้นไว้ การใชอ้ ำนาจของพนกั งานสอบสวนควบคมุ ตวั ผู้ตอ้ งหาไมส่ ามารถกระทำไดต้ ามอำเภอ
ใจจะต้องปฏบิ ัตติ ามหลกั เกณฑท์ ่กี ฎหมายกำหนด
๒) ผู้ตอ้ งหาทจี่ ะถกู ควบคมุ ตัวต้องเป็นผถู้ ูกจับความผิดซ่ึงหน้าหรอื จบั ตามหมายจบั
แล้วนำตวั ผู้ถกู จบั สง่ ใหพ้ นักงานสอบสวนดำเนนิ คดี แตถ่ ้าเปน็ กรณีผู้ต้องหาเข้ามอบตัวตอ่ พนกั งาน
สอบสวนเองหรือกรณพี นักงานสอบสวนออกหมายเรียกแล้วผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนตามหมาย
เรียกและยังไม่มีการออกหมายจับของศาล พนักงานสอบสวนไมม่ ีอำนาจควบคมุ ตัวผ้ตู อ้ งหา เมื่อสอบ
สวนเสรจ็ แล้วตอ้ งปล่อยตวั ไป
๓) พนกั งานสอบสวนจะใชด้ ลุ พนิ ิจควบคุมตวั ผู้ตอ้ งหาได้เฉพาะกรณีมเี หตุจำเป็นเพอ่ื
ทำการสอบสวนและเพอื่ ป้องกนั มใิ ห้ผถู้ ูกจับหลบหนีเท่านัน้ ไมส่ ามารถควบคมุ ได้ตามอำเภอใจ
๔) ถา้ ผูถ้ ูกจบั กระทำความผดิ ที่มีอตั ราโทษจำคกุ ไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไมเ่ กิน
๑,๐๐๐ บาท หรอื ท้งั จำทงั้ ปรบั (ลหโุ ทษ) พนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมผ้ถู ูกจับไวไ้ ดเ้ พยี งระยะ
เวลาที่จะถามคำใหก้ ารและท่ีจะร้ตู ัวว่าเป็นใคร และท่อี ยูข่ องเขาอยู่ทไ่ี หนเท่านน้ั แลว้ ต้องปลอ่ ยตวั ไป
ไมส่ ามารถควบคมุ ตัวไว้ได้
ตวั อยา่ ง
ฐานความผิดไมแ่ สดงบตั รประจำตวั ประชาชนเม่อื เจา้ พนกั งานขอตรวจบัตร (ไมพ่ กบัตร
ประชาชน) อตั ราโทษปรับไมเ่ กนิ ๒๐๐ บาท เปน็ ความผดิ ลหโุ ทษ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจควบคุม
ตัวทำไดเ้ พียงควบคมุ ตัวไวถ้ ามคำใหก้ ารและทจ่ี ะรู้ตัวว่าเปน็ ใคร และท่ีอยขู่ องเขาอยทู่ ีไ่ หนเทา่ นน้ั แล้ว
ตอ้ งปล่อยตวั ไป หรอื ผู้ต้องหายอมใหเ้ ปรยี บเทยี บปรับ คดอี าญาระงับ
๕) ในชัน้ สอบสวนผ้ตู อ้ งหาหรือผู้มีประโยชน์เก่ยี วข้องมีสิทธยิ น่ื คำขอใหป้ ล่อยตัวชว่ั คราว
(ประกันตวั ) ผ้ตู อ้ งหาต่อพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา
๑๐๖ พนกั งานสอบสวนตอ้ งรบี พจิ ารณาคำร้องโดยเรว็ ตามมาตรา ๑๐๗ หากพนักงานสอบสวนไม่ให้
ประกนั ตัวกต็ ่อเมอ่ื มีเหตอุ นั ควรเช่ือเหตุใดเหตหุ นง่ึ ตามมาตรา ๑๐๘/๑ คอื
๕.๑) ผตู้ ้องหาจะหลบหนี
๕.๒) ผตู้ อ้ งหาจะไปยงุ่ เหยงิ กบั พยานหลกั ฐาน
๕.๓) ผตู้ ้องหาจะไปก่อเหตอุ นั ตรายประการอ่นื
๕.๔) ผรู้ ้องขอประกนั หรอื หลกั ประกนั ไม่หนา้ เช่อื ถอื
๕.๕) การปล่อยชวั่ คราวจะเป็นอปุ สรรคหรือก่อใหเ้ กิดความเสยี หายตอ่ การ
สอบสวนของเจ้าพนกั งานหรือการดำเนินคดใี นศาล
คำสัง่ ไมป่ ลอ่ ยช่ัวคราวต้องแสดงเหตุผล และตอ้ งแจ้งเหตดุ ังกล่าวให้ผู้ต้องหาและผู้ยื่น
คำร้องขอให้ปลอ่ ยชวั่ คราวทราบเป็นหนงั สอื โดยเรว็
ขอ้ สงั เกต หากพนักงานสอบสวนสง่ั ไมอ่ นุญาตให้ปลอ่ ยชว่ั คราว (ไมใ่ ห้ประกนั ตัว) ผตู้ อ้ งหา
ท่ีถูกควบคมุ อยู่ไมม่ สี ทิ ธิอุทธรณห์ รือฎกี าคำสั่งนนั้ แต่ก็มโี อกาสยื่นคำร้องขอให้ปลอ่ ยชั่วคราวได้อกี
โดยตลอด
อย่างไรก็ตามระยะเวลาควบคุมตัวของพนักงานสอบสวนมีเพียงส่ีสิบแปดช่ัวโมงเท่านั้น
หากพนกั งานสอบสวนไม่อนญุ าตให้ประกันตัว ผู้ตอ้ งหากช็ อบที่จะขอให้ศาลทอ่ี อกหมายขังให้ประกนั
ตัว เม่ือพนักงานสอบสวนนำผตู้ อ้ งหาไปขอให้ศาลออกหมายขังตามมาตรา ๘๗

24
ขอ้ ควรระวัง ตัวอยา่ ง การหน่วงเหนีย่ วการให้ประกันตัวมีความผดิ ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๑๕๗
ฎีกาที่ ๒๕๕๗/๒๕๓๔ วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนหน่วงเหนยี่ วการประกนั ตัวผตู้ ้องหา
โดยบอกว่าตนไมว่ า่ งทจี่ ะใหป้ ระกนั จะตอ้ งไปตั้งดา่ นตรวจ และยงั พูดอกี วา่ จะรีบประกันไปทำไมจะดดั
นิสยั หรือสนั ดาน ๒-๓ วันก่อน แลว้ พนกั งานสอบสวนออกไปทานอาหาร มิไดไ้ ปตั้งดา่ นตรวจแตอ่ ยา่ งใด
เม่อื พนกั งานสอบสวนกลับมาท่ีสถานีตำรวจอีกคร้งั หนึง่ ญาตขิ องผู้ต้องหาพดู ขอประกันตวั ผ้ตู อ้ งหาอีก
พนกั งานสอบสวนพดู ว่าจะประกนั ไปทำไม ใหถ้ กู ขัง ๔-๕ วันกอ่ น สกั ครู่พนักงานสอบสวนก็ออกไป
โตะ๊ สนกุ เกอร์ เป็นการปฏิบัตหิ รอื ละเว้นการปฏบิ ัติหนา้ ที่โดยมชิ อบเพื่อให้เกดิ ความเสียหายแกผ่ ูต้ อ้ ง
หาซ่ึงถูกคมุ ขงั อยู่ มคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

๖) ความผดิ ตามกฎหมาย ๑๙ ฉบบั ส่วนใหญเ่ ป็นความผดิ ท่ีมีอัตราโทษ ไมส่ ูงและ
เป็นการกระทำความผิดที่ไม่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงผู้กระทำผิดไม่ใช่อาชญากรเป็นการกำหนดฐาน
ความผิดไว้ทัง้ ส้นิ จำนวน ๒๔๕ ฐานความผิด สว่ นใหญพ่ นกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองสามารถปลอ่ ย
ช่ัวคราวได้แต่อาจมีบางกรณีเท่าน้ันท่ีมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวไว้เพื่อทำการสอบสวนและป้องกัน
มิใหห้ ลบหนี
๖.๑) ฐานความผิดท่ีเปรียบเทียบปรบั ได้
อัตราโทษจำคกุ ไม่เกิน ๑ เดอื น หรือปรบั ไมเ่ กนิ ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทงั้ ปรบั
(ลหุโทษ) อัตราโทษปรับสถานเดยี วอยา่ งสูงไมเ่ กิน ๑๐,๐๐๐ บาท ซ่งึ อยใู่ นอำนาจเปรยี บเทยี บปรับ
ใหค้ ดอี าญาเลิกกันได้ในชั้นพนกั งานสอบสวน เพอื่ บริการประชาชนและลดภาระแกศ่ าล จำนวน ๑๓๖
ฐานความผดิ คดิ เป็น ๕๕ %
๖.๒) ฐานความผิดอย่ใู นอำนาจศาลแขวง
อตั ราโทษจำคกุ ไมเ่ กิน ๓ ปี หรือปรบั ไม่เกนิ ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทงั้ จำท้งั ปรับอย่ใู น
อำนาจศาลแขวงซงึ่ พนกั งานสอบสวนตอ้ งทำสำนวนฟ้องศาลภายใน ๔๘ ชวั่ โมง จำนวน ๘๗
ฐานความผิด คดิ เป็น ๓๖ %
ตวั อยา่ ง ผตู้ ้องหากระทำความผดิ ตามกฎหมายว่าด้วยการพนันซง่ึ อยใู่ นอำนาจ
ศาลแขวงและถูกจับตัวส่งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองในเวลากลางคืนหรือวันเวลาที่ศาลปิดทำการ
ระหว่างสอบสวนพบว่าผูต้ อ้ งหาไม่มีทอ่ี ยู่เป็นหลักแหล่งและหาหลกั ประกันไมไ่ ด้ หากปล่อยชัว่ คราว
เชือ่ วา่ จะหลบหนพี นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมีอำนาจควบคุมตัวเพอื่ ทำการสอบสวน ณ ทท่ี ำการ
พนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง และนำตวั ไปศาลภายใน ๔๘ ชว่ั โมง ถา้ ผู้ตอ้ งหาใหก้ ารรับสารภาพ
พนักงานสอบสวนต้องสง่ ตัวผ้ตู อ้ งหาให้พนกั งานอยั การฟอ้ งศาล (ฟ้องวาจา) ภายใน ๔๘ ช่ัวโมง
๖.๓) ฐานความผดิ อยใู่ นอำนาจศาลจงั หวัด
อตั ราโทษจำคกุ เกนิ ๓ ปี หรือปรบั เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือท้งั จำทั้งปรับ จำนวน ๒๒
ฐานความผดิ คดิ เปน็ ๙ % พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองสามารถใหป้ ระกนั ตัวไดแ้ ตอ่ าจมีบางกรณที ่ี
ไมอ่ าจให้ประกนั ตัวได้ เชน่ กรณีผตู้ อ้ งหาไม่มที ่ีอยู่เป็นหลักแหลง่ หรือมเี หตุเชื่อว่าจะหลบหนี
ตัวอย่างท่ี ๑ ฐานความผดิ ปลอมบตั รประจำตัวประชาชนมอี ัตราโทษจำคกุ ตัง้ แต่ ๑ ปี
ถงึ ๑๐ ปี ถา้ ผตู้ ้องหาถกู จบั ตวั สง่ พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง ระหว่างสอบสวนพบว่าผูต้ ้องหาไม่มี

25
ทอ่ี ยู่เป็นหลักแหล่งหากใหป้ ระกนั ตวั เชอ่ื ว่าจะหลบหนี พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองมีอำนาจควบคุม
ตัวเพือ่ ทำการสอบสวน ณ ทท่ี ำการของพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองและนำตัวไปศาลภายใน ๔๘
ชัว่ โมง เพื่อขอหมายขงั ตอ่ ศาล
ตวั อย่างท่ี ๒ ฐานความผิดยืน่ คำขอมีบตั รโดยมิได้มีสญั ชาตไิ ทยดว้ ยการแสดงหลักฐาน
อนั เปน็ เทจ็ หรือปกปิดขอ้ ความจรงิ ต่อพนักงานเจา้ หนา้ ท่ี (คนต่างดา้ วสวมตัวคนไทยทำบตั รประจำตัว
ประชาชน) มีอัตราโทษจำคุก ต้งั แต่ ๑ ปี ถงึ ๕ ปี ผูต้ อ้ งหาถกู จับตัวส่งพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง
ระหวา่ งสอบสวนพบว่าผูต้ อ้ งหาไม่มีทอ่ี ยเู่ ป็นหลกั แหล่งหากให้ประกนั ตัวเช่อื วา่ จะหลบหนพี นักงาน
สอบสวนฝา่ ยปกครองมีอำนาจควบคมุ ตวั เพือ่ ทำการสอบสวน ณ ทที่ ำการของพนักงานสอบสวนฝ่าย
ปกครองและนำตัวไปศาลภายใน ๔๘ ช่ัวโมง เพือ่ ขอหมายขงั ต่อศาล
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรงุ เทพมหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๘
ข้อ ๘ การสั่งคำร้องขอใหป้ ล่อยช่วั คราวให้เปน็ ไปตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความ
อาญา และให้นำหลกั เกณฑเ์ กี่ยวกับการปล่อยชวั่ คราวของสำนักงานอยั การสงู สุดและสำนักงานตำรวจ
แห่งชาตมิ าใชบ้ งั คับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับกฎกระทรวงน้ี

เหตผุ ล เพือ่ ใหก้ ารปล่อยชั่วคราวมมี าตรฐานเดียวกนั ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความ
อาญา และสอดคล้องกบั หลกั เกณฑ์ในทางปฏบิ ัติของสำนักงานอัยการสูงสดุ และสำนกั งานตำรวจ
แห่งชาติ (บนั ทกึ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า เร่อื งเสรจ็ ที่ ๒๔๘/๒๕๕๔)

สรปุ หลักเกณฑ์การปล่อยชัว่ คราวและหลกั ประกนั ตามกฎกระทรวงฯ ซ่ึงประมวลกฎหมาย
วิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๑๐ วรรคสาม ห้ามเรียกหลักประกันเกินควรแก่กรณี ซึง่ สำนกั งาน
อยั การสงู สดุ และสำนกั งานตำรวจแหง่ ชาติมหี ลกั เกณฑ์ ดงั น้ี
๑) ความผดิ ลหุโทษต้องปล่อยตัวไปโดยไม่มปี ระกนั
๒) ความผดิ ทม่ี โี ทษปรับสถานเดยี ว

- กำหนดวงเงินประกนั สงู สดุ ไดไ้ ม่เกินร้อยละ ๓๗.๕ ของอัตราโทษปรับขนั้ สูงสำหรบั
ความผดิ นัน้

๓) โทษจำคุกอย่างสูงไม่เกนิ ๓ ปี อยใู่ นอำนาจศาลแขวง
- กำหนดวงเงินประกนั ข้ันสูงได้ไมเ่ กนิ ๗๕,๐๐๐ บาท แตไ่ ม่ไดก้ ำหนดวงเงนิ ประกัน
ขั้นตำ่ ไว้ จึงเปน็ ดลุ พนิ ิจของพนักงานสอบสวน
๔) โทษจำคกุ อย่างสูงเกนิ กว่า ๓ ปี แตไ่ ม่เกนิ ๕ ปี อยใู่ นอำนาจศาลจังหวดั
- กำหนดวงเงินประกันขั้นสูงไม่เกนิ ๗๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่ได้กำหนดวงเงนิ ขัน้ ตำ่ ไว้
จงึ เปน็ ดุลพินจิ ของพนักงานสอบสวน
๕) โทษจำคกุ เกนิ ๕ ปี อย่ใู นอำนาจศาลจังหวดั
- กำหนดวงเงนิ ประกนั ข้นั สูงไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท ตอ่ ระวางโทษจำคุก ๑ ปี
แต่ไม่ไดก้ ำหนดวงเงินข้ันต่ำไว้ จึงเป็นดุลพินิจของพนกั งานสอบสวน เช่น โทษจำคุก ๑๐ ปี เรียกวงเงิน
ประกันขั้นสงู ไดไ้ ม่เกิน ๑๐x๑๕,๐๐๐ = ๑๕๐,๐๐๐ บาท

26
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๙
ขอ้ ๙ ในคดที ีม่ ีผรู้ ว่ มกระทำความผดิ หลายคนและเปน็ คดที ่พี นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองได้
พยายามสบื สวนสอบสวนหาพยานหลักฐานอย่างเตม็ ความสามารถแลว้ แตไ่ มอ่ าจหาพยานหลักฐานใน
คดนี ้นั ได้ หรอื พยานหลักฐานทมี่ ีอยไู่ มเ่ พยี งพอที่จะดำเนนิ คดกี บั ผตู้ อ้ งหาทงั้ หมดหรอื บางสว่ นได้ พนกั งาน
สอบสวนฝา่ ยปกครองอาจพจิ ารณากันผ้ตู อ้ งหาซึ่งไม่ใช่ตวั การสำคัญไวเ้ ป็นพยาน ทั้งน้ี การพจิ ารณาดงั
กล่าวใหค้ ำนงึ ถงึ ความนา่ เชื่อถือของพยานและประโยชน์แหง่ คดีด้วย
ในการกันผูต้ ้องหาไว้เป็นพยานในวรรคหน่ึง ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองทำความเห็นโดย
ระบเุ หตผุ ลและความจำเป็นเพอ่ื ขออนุญาตเสนอต่อหวั หนา้ พนักงานสอบสวนและผวู้ า่ ราชการจงั หวัด
ตามลำดับ ในกรณีท่ผี ูว้ ่าราชการจังหวัดเห็นควรอนญุ าต ให้ทำหนังสือเพอ่ื ขอความเห็นจากพนักงาน
อัยการก่อนท่จี ะพิจารณาอนญุ าต และเม่อื พนกั งานอัยการใหค้ วามเหน็ แลว้ ให้พนกั งานสอบสวนฝ่าย
ปกครองถือปฏิบตั ิตามความเห็นของพนกั งานอัยการ
ในกรณที พ่ี นักงานอยั การให้ความเหน็ ว่าควรอนุญาต ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองกันผู้
ต้องหาไวเ้ ป็นพยาน และให้สรปุ สำนวนมีความเหน็ ควรส่งั ไม่ฟอ้ งผู้ตอ้ งหานัน้
เหตผุ ล เพอ่ื กำหนดใหพ้ นักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองมแี นวทางปฏบิ ตั ิทีช่ ัดเจนในการกนั ผู้
ต้องหาเปน็ พยาน เนอ่ื งจากปัจจุบนั เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ การกระทำความผดิ ต่อกฎหมาย
ในรปู แบบตา่ ง ๆ มีความสลับซับซอ้ นมากข้ึน ดงั น้ัน การสอบสวนดำเนนิ คดีมีความจำเป็นต้องมพี ยาน
หลักฐานพิสูจนค์ วามผิดของผู้ตอ้ งหา จึงต้องกำหนดให้พนักงานสอบสวนสามารถกันตวั ผูต้ ้องหาเปน็
พยานได้ในบางคดี โดยมีหลกั เกณฑ์ให้สอดคลอ้ งกบั สำนักงานอัยการสงู สดุ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ดงั น้ี
๑) กำหนดใหก้ ารกันผ้ตู อ้ งหาไวเ้ ป็นพยานนัน้ ตอ้ งเปน็ คดีทีม่ ีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน
เน่ืองจากไมส่ ามารถกันผู้ตอ้ งหาไวเ้ ป็นพยานในคดที ี่ทีผ้กู ระทำความผิดเพยี งคนเดยี วได้ และเพิ่มกรณี
พยานหลักฐานที่มีอยู่ไมเ่ พียงพอทีจ่ ะดำเนินคดกี บั ผู้ตอ้ งหาทงั้ หมดหรอื บางสว่ นเพอ่ื ใหเ้ ป็นไปตามหลัก
เกณฑก์ ารกันผตู้ อ้ งหาไว้เปน็ พยานของสำนักงานอัยการสูงสุดตามข้อ ๗๙ แห่งระเบียบสำนกั งานอยั การ
สงู สุดว่าด้วยการดำเนนิ คดอี าญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗
๒) กำหนดใหพ้ นักงานสอบสวนฝ่ายปกครองทำความเหน็ โดยระบเุ หตุผลและความจำเปน็ เพือ่
ขออนญุ าตกนั ผตู้ อ้ งหาไวเ้ ป็นพยานเสนอตอ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด เนอ่ื งจากผู้ว่าราชการจังหวดั จะตอ้ งทำ
ความเห็นเมือ่ มคี ำสั่งไมฟ่ อ้ งตามมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา จึงควร
กำหนดใหผ้ วู้ ่าราชการจังหวัดพจิ ารณากอ่ นเพื่อจะได้ไมต่ ้องทำความเหน็ แยง้ ในภายหลัง และในกรณที ่ี
ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เห็นควรอนญุ าตใหก้ ันผตู้ อ้ งหาไวเ้ ปน็ พยานแลว้ ให้ทำหนังสอื เพอื่ ขอความเหน็ จาก
พนักงานอัยการก่อนที่จะพจิ ารณาอนญุ าต และเมื่อพนักงานอัยการให้ความเหน็ แล้ว ใหพ้ นักงานสอบสวน
ฝา่ ยปกครองถอื ปฏิบตั ิตามความเหน็ ของพนักงานอัยการ เพ่ือใหพ้ นักงานอัยการตรวจสอบความเหน็ ของ
พนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครองอนั จะเปน็ ประโยชน์ในการดำเนินคดตี ่อไป เนือ่ งจากการกนั ตวั ผู้ต้องหา
ไว้เปน็ พยานในชัน้ ของพนกั งานสอบสวนน้ัน ตอ่ มาพนกั งานอยั การอาจมีคำส่งั ฟ้องผู้ตอ้ งหาท่ีกันไวเ้ ป็น
พยานได้ การกันผู้ต้องหาไวเ้ ปน็ พยานในช้ันของพนกั งานสอบสวนจึงไม่ผูกพนั ความเห็นของพนักงาน
อัยการในการทำคำสงั่ ฟอ้ งหรอื ไมฟ่ อ้ งผู้ต้องหาตามมาตรา ๑๔๓ แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา

27
ความอาญา ซ่งึ เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์การกนั ผตู้ อ้ งหาไวเ้ ป็นพยานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ
สำนักงานอยั การสูงสุด นอกจากนใ้ี นทางปฏบิ ัตขิ องตำรวจจะมกี ารปรกึ ษาหารือกับพนกั งานอยั การ
ก่อนท่จี ะกันผู้ตอ้ งหาไว้เป็นพยานด้วย
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๑๐
ข้อ ๑๐ เม่ือพนักงานสอบสวนฝา่ ยปกครองเห็นว่าการสอบสวนเสรจ็ แล้ว ให้เสนอสำนวนการ
สอบสวนพรอ้ มดว้ ยความเห็นต่อหวั หน้าพนักงานสอบสวนโดยมิชักชา้ และใหห้ ัวหนา้ พนกั งานสอบสวน
เปน็ ผ้ดู ำเนินการตามมาตรา ๑๔๐ แห่งประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
เหตผุ ล เนือ่ งจากหวั หนา้ พนักงานสอบสวนเปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบการสอบสวนในคดีนน้ั ๆ ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคส่ี พนกั งานสอบสวนเป็นเพียงผู้มอี ำนาจ
สอบสวนตามท่หี ัวหนา้ พนกั งานสอบสวนมอบหมายเท่านั้น ดังนน้ั หวั หนา้ พนกั งานสอบสวนจงึ เป็นผูม้ ี
อำนาจวนิ ิจฉยั ว่าการสอบสวนเสร็จแล้วหรือไม่ และเป็นผสู้ รปุ สำนวนทำความเห็นเสนอพนกั งานอัยการ
เหน็ ควร “ส่งั ฟอ้ ง” หรอื เห็นควร “สัง่ ไม่ฟ้อง” หรอื เห็นควร “งดการสอบสวน” แล้วแต่กรณี ตามประมวล
กฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๔๐ มาตรา ๑๔๑ และมาตรา ๑๔๒ จงึ จะถอื วา่ คดีมกี าร
สอบสวนโดยพนกั งานสอบสวนแล้ว ทำใหเ้ กิดผลทางกฎหมาย คอื พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดไี ด้
การทีพ่ นักงานสอบสวนสรปุ สำนวนการสอบสวนมคี วามเหน็ ทางคดจี งึ เปน็ ความเห็นเบ้ืองตน้ แต่อำนาจ
ในการวนิ จิ ฉัยว่าการสอบสวนเสร็จแลว้ และมคี วามเหน็ ทางคดเี สนอพนักงานอัยการจงึ เป็นอำนาจของ
หวั หน้าพนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๘
วรรคส่ี ประกอบมาตรา ๑๔๐
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรงุ เทพมหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝา่ ยปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๑๑
ขอ้ ๑๑ เมื่อไม่ปรากฏวา่ ผู้ใดเป็นผู้กระทำความผดิ ให้พนักงานสอบสวนผรู้ บั ผิดชอบงดการ
สอบสวนหรอื ทำความเห็นท่คี วรใหง้ ดการสอบสวนตามมาตรา ๑๔๐ (๑) แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ ี
พจิ ารณาความอาญา ในกรณีดังต่อไปนี้
๑) ความผิดอาญาทม่ี ีอตั ราโทษจำคกุ อยา่ งสงู ไมเ่ กิน ๓ ปี และได้สบื สวนสอบสวนติดต่อกันมา
แลว้ ไม่น้อยกวา่ สามเดือนนับแตว่ ันท่รี บั คำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ ใหพ้ นักงานสอบสวนผรู้ บั ผิดชอบงด
การสอบสวนและบันทกึ เหตุที่งดนน้ั ไว้
๒) ความผิดอาญาทมี่ ีอตั ราโทษจำคกุ อย่างสูงเกนิ กวา่ ๓ ปี และไดส้ บื สวนสอบสวนติดตอ่ กัน
มาแล้วไม่นอ้ ยกวา่ ๖ เดอื นนับแตว่ นั ที่รับคำรอ้ งทุกขห์ รอื กล่าวโทษ ให้พนกั งานสอบสวนผรู้ ับผิดชอบ
ทำความเห็น ทค่ี วรใหง้ ดการสอบสวน

ใหพ้ นักงานสอบสวนผรู้ บั ผิดชอบตาม ๑) หรือ ๒) ส่งสำนวนพรอ้ มดว้ ยบนั ทกึ เหตุทง่ี ดการ
สอบสวนหรอื ความเห็นที่ควรให้งดการสอบสวน แล้วแตก่ รณี ไปยังพนกั งานอยั การ

เหตุผล เพ่ือกำหนดเวลาทำการสืบสวนสอบสวนก่อนเสนองดการสอบสวนให้ชัดเจน
เป็นมาตรฐานเดยี วกนั และเหมาะสมกับคดบี างประเภทที่ไม่ใช่อาชญากรรมรา้ ยแรง ไมใ่ หค้ ดคี ้างอย่ทู ี่
พนักงานสอบสวน

28
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอ้ ๑๒
ข้อ ๑๒ ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ้ตู รวจราชการกระทรวง
มหาดไทย อธบิ ดกี รมการปกครอง รองอธิบดกี รมการปกครอง ผตู้ รวจราชการกรมการปกครอง
ผูอ้ ำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง และผ้อู ำนวยการส่วนและหวั หนา้ กล่มุ
งานในสำนกั การสอบสวนและนติ กิ าร กรมการปกครอง มอี ำนาจควบคุม ตรวจตรา หรอื แนะนำเพอ่ื
ให้การสอบสวนเป็นไปตามกฎหมาย
ในระดบั จงั หวดั ให้ผ้บู งั คับบัญชาฝา่ ยปกครองต้งั แตป่ ลัดจังหวดั ข้ึนไป มอี ำนาจควบคุม
ตรวจตรา หรือแนะนำเพ่อื ให้การสอบสวนเป็นไปตามกฎหมาย
เหตผุ ล เพือ่ ใหม้ ีระบบการควบคุมภายในองคก์ รของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ใหก้ าร
สอบสวนเปน็ ไปตามกฎหมายและเกิดความสมดุลในการบงั คับใช้กฎหมายให้มปี ระสทิ ธภิ าพกับการ
คมุ้ ครองสทิ ธเิ สรีภาพของประชาชน โดยกำหนดเพ่ิมเตมิ ใหผ้ ้อู ำนวยการสว่ นและหัวหน้ากลมุ่ งานใน
สำนักการสอบสวนและนติ กิ าร กรมการปกครอง มอี ำนาจควบคุมการสอบสวนในต่างจงั หวัดดว้ ย
เพอื่ ใหค้ รอบคลุมพนกั งานฝ่ายปกครองท่ีอยูใ่ นสว่ นกลางตามนิยามคำวา่ “พนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื
ตำรวจชน้ั ผู้ใหญ่” ตามมาตรา ๒ (๑๗) แหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา (ร่างข้อ ๑๒
วรรคหน่ึง) (พนกั งานฝา่ ยปกครองทอ่ี ยใู่ นสว่ นกลางจะไม่รวมถงึ ผู้ชว่ ยปลัดกระทรวงมหาดไทยตาม
มาตรา ๒ (๑๗) (ฆ) เนอ่ื งจากตำแหนง่ ดังกลา่ วไดถ้ กู ยกเลิกโดยการแก้ไขกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบยี บบรหิ าร
ราชการแผน่ ดนิ (พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบริหารราชการแผ่นดนิ (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕)
ทัง้ น้ี ตำแหน่งผู้อำนวยการสว่ นและหวั หน้ากลมุ่ งานในสำนักการสอบสวนและนิติการ
กรมการปกครอง เปน็ ตำแหน่งในปจั จุบันซ่งึ ไดแ้ กไ้ ขจากตำแหนง่ หวั หน้าฝา่ ยและหัวหนา้ งานในกอง
สอบสวนและนิตกิ าร ตามมาตรา ๒ (๑๗) (ช) แหง่ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ตามการ
จัดโครงสร้างสว่ นราชการและแบ่งงานภายในสำนักการสอบสวนและนติ ิการ ซง่ึ เดิมเปน็ กองการสอบ
สวนและนิติการ แตไ่ ดม้ ีการแก้ไขเป็นสำนกั ตามกฎกระทรวงแบง่ สว่ นราชการกรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๔๕
คำอธิบาย กฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก
กรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๑๓
ขอ้ ๑๓ คดีอาญาใดท่ไี ดด้ ำเนนิ การสอบสวนไปก่อนวันท่กี ฎกระทรวงน้ีใชบ้ ังคบั ให้ดำเนนิ การ
ต่อไปตามขอ้ บงั คบั กระทรวงมหาดไทยว่าดว้ ยระเบียบการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจงั หวัดอนื่
นอกจากกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๐ จนกวา่ คดีจะถงึ ท่สี ุด
เหตผุ ล เปน็ หลักท่วั ไปของการออกกฎตอ้ งไม่มีผลย้อนหลังท่กี ระทบตอ่ การปฏิบตั หิ นา้ ท่ี
อยา่ งต่อเน่ือง และการเพิ่มเตมิ ใหน้ ายกรฐั มนตรีมีอำนาจในการออกกฎกระทรวง และลงนามท้าย
กฎกระทรวง เนอื่ งจากกฎกระทรวงดงั กล่าวมเี นอ้ื หาเก่ียวข้องกับการปฏิบตั งิ านของสำนกั งานตำรวจ
แห่งชาตซิ ง่ึ เป็นส่วนราชการท่ีอย่ใู นบังคบั บัญชาของนายกรฐั มนตรีตามพระราชบัญญัตติ ำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗

29

บทที่ ๒
การสืบสวนคดีอาญาในอำนาจหนา้ ท่ขี องพนักงานปกครอง

การสืบสวนคดีทมี่ โี ทษทางอาญาเปน็ อำนาจหน้าทีข่ องพนกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในการ
บงั คบั ใช้กฎหมายเพือ่ รกั ษาความสงบเรียบรอ้ ยของประชาชน ดว้ ยการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพอื่
ปอ้ งกนั มใิ หเ้ กดิ การกระทำผิดอาญาเกดิ ขึ้น พนกั งานฝ่ายปกครองหรอื ตำรวจมีอำนาจตรวจค้น จบั กุม
ยดึ ส่งิ ของใดทมี่ ีไว้ ได้มา ได้ใชห้ รือสงสัยวา่ ได้ใชใ้ นการกระทำความผิดตามกฎหมาย แลว้ ไปรอ้ งทุกขก์ ล่าวโทษ
ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้ดำเนินคดีกบั ผ้กู ระทำผิด ซึ่งมขี ้ันตอนดำเนนิ การ ดงั น้ี

ลำดบั ท่ี ขั้นตอนการสืบสวนคดอี าญา กฎหมาย/ข้อบงั คับ/ระเบียบ
ป.อาญา มาตรา ๒,๑๗,๕๙
๑. ศกึ ษาองค์ประกอบความผดิ และตัง้ ข้อหาฐานความผดิ

๒. สืบหาข่าวข้อมูลเบาะแสการลักลอบกระทำความผดิ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๒ (๑๐)
กฎหมาย (๑๖), ๑๗
๒.๑ สถานที่ลับกลอบกระทำความผิด
๒.๒ ตัวผู้กระทำความผิด ผู้ใช้จา้ งวาน ผสู้ นบั สนุน
๒.๓ เคร่ืองมอื อุปกรณ์ ยานพาหนะท่ใี ช้
๒.๔ เส้นทางขนส่ง ลำเลียง
๒.๕ สถานที่รบั ซื้อ จำหน่าย
๒.๖ อ่ืนๆ
๓. กรณตี รวจพบการกระทำความผดิ ซ่ึงหน้า ป.วิ.อาญา มาตรา ๗๘, ๘๐
พนักงานฝ่ายปกครองหรอื ตำรวจต้องแสดงตวั เป็นเจา้
พนักงานทำการจบั กุมผ้กู ระทำผิด และตอ้ งปฏิบตั ิ ณ
สถานท่เี กดิ เหตทุ ่ีมกี ารจับกุม ดงั นี้
๓.๑ แจง้ แก่ผู้ถูกจบั วา่ เขากำลงั ถูกจบั แล้วส่ังใหผ้ ูท้ ่ถี กู จับ ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๓ วรรค ๑
ไปยงั ท่ที ำการของพนักงานสอบสวนพรอ้ มดว้ ยผูจ้ ับ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๓ วรรค ๒
๓.๒ แจง้ รายละเอยี ดเกย่ี วกับเหตแุ หง่ การจบั ใหผ้ ถู้ กู จบั มาตรา ๘๔ (๑)
ทราบ
๓.๓ แจ้งข้อกลา่ วหาให้ผถู้ กู จบั ทราบ
๓.๔ แจง้ สิทธใิ ห้ผถู้ กู จับทราบ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๓ , ๘๔
(๑) มสี ิทธิจะไมใ่ หก้ ารหรอื ให้การกไ็ ด้ ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๓
(๒) ถ้อยคำของผู้ถูกจบั นน้ั อาจใช้เปน็ พยานหลักฐาน วรรค ๒
ในการพจิ ารณาคดีได้
(๓) มีสิทธิทจ่ี ะพบหรอื ปรกึ ษาทนายความหรอื ผูซ้ ึง่ จะ ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๓ วรรค ๒
เป็นทนายความเฉพาะตวั

30

ลำดับท่ี ขัน้ ตอนการสบื สวนคดี กฎหมาย/ขอ้ บังคับ/ระเบียบ

(๔) มีสทิ ธแิ จ้งหรือขอใหเ้ จา้ พนักงานแจ้งให้ญาตหิ รือผซู้ งึ่
ตนไว้วางใจทราบถึงการจบั กุมและสถานทถ่ี กู ควบคมุ ในโอกาส
แรก (เปน็ ดุลยพนิ ิจของผจู้ ับวา่ จะแจง้ ใหญ้ าติ หรือไม่ ขนึ้ อย่กู บั
สถานการณแ์ ละส่ิงแวดลอ้ ม)

๓.๕ ถา้ บุคคลซึง่ จะถูกจบั ขดั ขวางหรือจะขดั ขวางการจบั ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๓
หรอื หลบหนี หรือพยายามจะหลบหนี ผทู้ ำการจับมอี ำนาจใช้ วรรคท้าย
วธิ ีหรอื การป้องกนั ทง้ั หลายเทา่ ท่เี หมาะสม กับพฤตกิ ารณ์ แหง่
การจับกุมน้ัน

ข้อควรระวัง อย่าทำเกินกว่าเหตุประเด็นนี้
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเคยถูกฟ้องหลายคดี

๓.๖ ในกรณที ่ีจำเป็น เจ้าพนกั งานผูจ้ ับต้องเอาตวั ผถู้ กู จับ ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๓ วรรค ๑
ไปยงั ที่ทำการของพนกั งานสอบสวนในทอ้ งทท่ี ีถ่ ูกจับกุม
โดยทนั ที

ขอ้ ควรระวัง หากนำตัวไปท่ีอ่นื ก่อน โดยไม่มีเหตุผล
อนั สมควรพนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจเคยถูกฟอ้ งข้อหา
ปฏบิ ตั หิ น้าทีโ่ ดยมชิ อบ เรยี กสินบนเพ่อื แลกกับการปล่อยตัว
ผู้ถูกจับ

๓.๗ ในกรณที ่จี ำเป็น เจา้ พนกั งานผจู้ บั จะจัดการพยาบาล ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๓ วรรค ๔
ผ้ถู ูกจบั เสียก่อนนำตวั ไปสง่ ทท่ี ำการพนักงานสอบสวนกไ็ ด้

๔. เจ้าพนกั งานผู้จับมอี ำนาจค้นตวั ผตู้ อ้ งหาและยดึ สิง่ ของต่างๆ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๓
ที่อาจจะใชเ้ ป็นพยานหลกั ฐาน เช่น สิง่ ของท่ีมีไว้เปน็ ความผิดได้ วรรค ๔
มาโดยกระทำผิด ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิด การคน้ นั้น ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๕ ,
ต้องทำโดยสภุ าพ ถ้าคน้ ผู้หญิงต้องใหผ้ ู้หญงิ อ่นื เป็นผ้คู น้ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๓๒ (๑) (๒)

๕. เจ้าพนกั งานผ้จู ับตอ้ งบนั ทกึ การจับกุมดังกล่าวไว้ด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๓ วรรค ๒
๕.๑ การทำบนั ทกึ จบั กุมจะทำในทีเ่ กิดเหตุและจบั กุม
หรอื กระทำ ณ ท่ที ำการของพนักงานสอบสวนกไ็ ดข้ นึ้ อยู่
กบั สถานการณแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
๕.๒ การบนั ทกึ การจบั กมุ ให้บนั ทึกรายละเอียดเหตกุ ารณ์ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๒ (๑๐)
ขณะจับกุม คือ สถานทบ่ี ันทึกจบั กุม วนั เดือน ปี เวลาท่จี บั กมุ (๒๐) มาตรา ๙ , ๑๑ , ๑๒ ,
สถานที่จับกุม นามเจา้ พนกั งานทจี่ ับกมุ ชื่ออายุของผู้ถูกจับ ๘๓ , ๘๔

รายละเอยี ดเก่ยี วกับของกลาง ตำแหนง่ ทพี่ บของกลาง พฤติการณ์
และการกระทำของผู้ถูกจบั ทเี่ ป็นการกระทำครบองคป์ ระกอบ
ความผิดอาญา ไดแ้ จง้ ใหผ้ ู้ถูกจบั แล้ววา่ เขาต้องถกู จับและต้อง

31

ลำดับท่ี ขัน้ ตอนการสบื สวนคดี กฎหมาย/ข้อบังคบั /ระเบยี บ

ไปยังท่ีทำการของพนักงานสอบสวนพร้อมผู้จบั ไดแ้ จ้งสทิ ธิและ
ข้อกล่าวหาแลว้ ผถู้ กู จับให้ถอ้ ยคำว่าอยา่ งไรขณะทำการจับกมุ
ผถู้ กู จบั มลี กั ษณะอาการกรยิ าอย่างไร เหตุเกิดทไ่ี หน เม่ือใด
การแสดงความบริสทุ ธข์ิ องเจา้ พนักงานผ้จู บั ได้อา่ นบนั ทึกการ
จับกมุ ให้ทกุ คนทีเ่ ก่ียวข้องฟงั แลว้ รบั วา่ ถูกต้องลงลายมอื ชือ่ ไว้
เป็นหลักฐาน
(กรณีผู้ถกู จับไม่ยอมลงลายมือชือ่ ใหห้ มายเหตไุ ว้) บันทกึ
หลักฐานการมอบสำเนาบนั ทกึ การจบั กุมใหผ้ ตู้ ้องหารับไว้

ตัวอย่าง บนั ทึกการจับกมุ (หน้า ๗๐-๗๗ )

๖. เมอ่ื นำตวั ผถู้ กู จบั ไปถึงทที่ ำการของพนกั งานสอบสวนใหส้ ง่ ตัว ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๔
ผู้ถกู จับแก่พนกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของท่ที ำการพนกั วรรคแรก
งานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจดังกลา่ ว (ส่งตัวให้สบิ เวรหรือร้อย
เวรแล้วแตก่ รณ)ี
๖.๑ เจ้าพนกั งานผู้จบั ต้องแจง้ ขอ้ กลา่ วหาและรายละเอียด ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๔ (๑)
เกยี่ วกับเหตแุ ห่งการจับใหผ้ ู้ถกู จับทราบ ตอ่ หนา้ สบิ เวรหรอื
รอ้ ยเวรอีกครั้งหน่งึ
๖.๒ อ่านบนั ทกึ การจับกุมใหผ้ ถู้ กู จับฟงั ตอ่ หนา้ สิบเวรหรอื ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๔ (๑)
รอ้ ยเวร และมอบสำเนาบนั ทึกการจับกุมแกผ่ ู้ถูกจับนัน้ ดว้ ย
โดยบนั ทึกหลกั ฐานการสง่ มอบสำเนาดงั กลา่ วไวด้ ว้ ย
๖.๓ เจ้าพนกั งานผู้จบั กุมมอบตวั ผ้ถู กู จับพร้อมของกลาง ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๔
และส่งมอบบันทึกการจับกุมให้สิบเวร หรือร้อยเวรจดบนั ทึก วรรคแรก
ลงประจำวันเกยี่ วกับคดี (ปจว.) และลงลายมอื ชือ่ ผูจ้ บั กุมหรือ
ผ้แู จง้ ใน ปจว.
๖.๔ เจา้ พนักงานผจู้ บั จะตอ้ งทำบนั ทึกจบั กมุ ๓ ฉบับ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๘๔ (๑)
สง่ มอบแกส่ บิ เวรหรือรอ้ ยเวร ๑ ฉบบั ซึ่งมขี ้อมลู ปจว.
ข้อ.............ลงวันที่...............เดือน................พ.ศ..................
คดีอาญาที.่ ............/.............. บัญชขี องกลางลำดับท.่ี .........
เพื่อเป็นหลักฐานในการปฏิบตั ิหน้าท่ี

๗. การดำเนนิ การกบั ของกลาง
๗.๑ เจ้าพนกั งานผู้จบั จัดทำบญั ชขี องกลาง โดยให้ผูถ้ กู จบั

ลงลายมือชือ่ รับรอง หากผูถ้ ูกจบั ไมย่ อมลงลายมอื ช่อื ในบัญชี
ของกลางใหห้ มายเหตไุ ว้ หากเป็นคดีเกย่ี วกับป่าไม้ ให้จดั ทำ
บัญชีของกลางอืน่ ๆ แยกต่างหากจากบญั ชีไมข้ องกลางอกี ๑
ฉบบั ให้ผถู้ ูกจบั ลงลายมอื ชือ่ รับรอง หากไมย่ อมใหห้ มายเหตไุ ว้

32

ลำดับที่ ขนั้ ตอนการสืบสวนคดี กฎหมาย/ขอ้ บังคบั /ระเบยี บ

กรณเี ก่ียวกบั การพนนั ของกลางทีจ่ ำเปน็ จะตอ้ งยดึ ไว้เปน็
หลักฐาน เชน่ อปุ กรณใ์ นการเล่น และเงินสดหรือทรัพย์สิน
ทใ่ี ชพ้ นนั เปน็ ต้น

กรณีเป็นคดีเกี่ยวกับสถานบริการ ของกลางทจี่ ะต้องยึดไว้
เปน็ พยานหลักฐาน เชน่ ใบเสร็จรับเงินค่าอาหาร สุรา หรอื
เครื่องดื่มอย่างอื่น และหรือใบเสร็จรับเงินค่าชั่วโมงของ
พนักงานของสถานบริการที่นั่งกับลูกค้าและสุราที่จำหน่าย
ใหก้ ับลูกคา้ เปน็ ต้น

๗.๒ เจ้าพนักงานผู้จบั จัดทำแผนทส่ี ังเขป แสดงบรเิ วณที่
เกิดเหตุขณะจับกุมผู้ถูกจับและให้ผู้ถูกจับลงลายมือชื่อ
รบั รอง หากไมย่ อมใหห้ มายเหตไุ ว้

ตัวอย่าง การทำแผนที่สังเขปแสดงบริเวณที่เกิดเหตุ
ขณะจบั กุม (หน้า ๘๑ และ ๘๖)

๘. เจา้ พนักงานผจู้ บั สง่ มอบบญั ชีของกลางอ่ืนๆ และแผนท่ีสงั เขป
แสดงบริเวณที่เกิดเหตุขณะจับกุม แก่สิบเวร หรือร้อยเวร
พร้อมกับบันทึกการจับกุม เพื่อลงบันทึกประจำวัน (ปจว.)
เพื่อเป็นเอกสารประกอบการบันทกึ การจับกุม

๙. เจ้าพนักงานผู้ทำการจับกุม ต้องจัดเตรียมพยานเอกสาร
ประกอบคดี เช่น พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามว่าไม้
นน้ั เปน็ ไม้หวงหา้ มประเภทใด ชนิดใด ลำดบั ทีเ่ ท่าไร สำเนา
ราชกิจจานุเบกษาประกาศเขตป่าพระราชกฤษฎกี า แผนท่ี
ท้ายพระราชกฤษฎกี า กฎกระทรวง แผนทท่ี ้ายกฎกระทรวง
เจา้ พนกั งานผจู้ ับตอ้ งสามารถแสดงตำแหนง่ บรเิ วณที่เกิดเหตุ
ว่าอยู่ในแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา หรือแผนที่ท้าย
กฎกระทรวง จุดใด บริเวณใด ให้ชัดเจน หากมีเครื่อง GPS
วดั พกิ ัดไดย้ ิ่งดีต่อนำ้ หนกั การเชือ่ ถอื ของพยานหลกั ฐาน
หมายเหตุ การดำเนินการตามขน้ั ตอนลำดบั ๑ – ๙
ครบถ้วนแลว้ จึงเสรจ็ สิ้นหนา้ ทีข่ องพนกั งานฝ่ายปกครองหรือ
ตำรวจผจู้ ับกุมขัน้ ตอนตอ่ ไปเป็นหนา้ ท่ีของพนักงานสอบสวน

33

กรณีตรวจค้นในท่รี โหฐาน
การค้นในท่ีรโหฐานตอ้ งมีหมายค้นหรือคำส่ังของศาล

ยกเว้น มีเหตใุ หค้ น้ ตาม ป. ว.ิ อาญา มาตรา ๙๒

ลำดับที่ ขั้นตอนการสืบสวนคดี กฎหมาย/ข้อบงั คับ/ระเบียบ

๑. ผ้รู อ้ งขอ
การขอหมายค้นผู้ขอตอ้ งเปน็ พนักงานฝ่ายปกครองซง่ึ มี ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๕๙

อำนาจ และหนา้ ท่ใี นการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ตง้ั แต่ระดบั วรรค ๒ ข้อบังคับประธาน
สามขน้ึ ไปกรณตี ำรวจตอ้ งมยี ศต้งั แต่ร้อยตำรวจตรีข้นึ ไป ศาลฎกี า ฯ พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ้ ๙

๒. ศาลทจ่ี ะออกหมาย ขอ้ บังคับประธานศาลฎีกา ฯ
ยื่นคำรอ้ งต่อศาลทมี่ เี ขตอำนาจเหนอื ทอ้ งท่ที ี่จะทำ พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ้ ๘

การค้น

๓. คำรอ้ ง
ขอให้ศาลออกหมายค้น ตอ้ งมรี ายละเอียดและเอกสาร

ประกอบดงั นี้
๓.๑ ต้องระบุลักษณะสิ่งของที่ต้องการหาและยึดหรือ ข้อบังคบั ประธานศาลฎีกา ฯ

ชื่อตัว ชื่อสกุล รูปพรรณ อายุของบุคคลที่ต้องการหาและ พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ้ ๑๑ (๑)
สถานที่ที่จะค้น ระบุบ้านเลขที่ ชื่อตัวชื่อสกุล และสถานะ
ของเจ้าของหรือผ้คู ุ้มครองเท่าทีท่ ราบ หากไม่ทราบระบบุ า้ น
เลขที่ที่จะค้นได้ให้ทำแผนที่ของสถานที่ที่จะค้นและบริเวณ
ใกล้เคยี งแทน

๓.๒ ต้องระบุเหตุที่จะออกหมายค้นตามประมวล ข้อบงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
กฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๖๙ พรอ้ มสำเนา พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๑๑ (๒)
เอกสารซึ่งสนับสนนุ เหตแุ หง่ การออกหมายคน้

๓.๓ แนบแบบพมิ พห์ มายคน้ ทีก่ รอกข้อความครบถว้ น ข้อบงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
แล้วพร้อมสำเนาเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น บันทึกคำ พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ้ ๑๑ (๓)
ร้องทุกข์ หนังสืบมอบอำนาจให้ร้องทุกข์เป็นต้น มาท้าย
คำร้องบันทึกการสืบสวน หนังสือร้องเรียน รายงานการ
สืบสวน แผนท่ีประกอบการสบื สวน

๔. คำร้องขอให้ศาลออกหมายคน้ ผู้รอ้ งตอ้ งเสนอพยานหลักฐาน ขอ้ บงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
ทีน่ า่ เชื่อถือว่าบุคคลหรือส่งิ ของที่ค้นหาอยใู่ นสถานทีท่ ี่จะคน้ พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ้ ๑๕

34

ลำดบั ที่ ขนั้ ตอนการสืบสวนคดี กฎหมาย/ข้อบงั คับ/ระเบยี บ

๔.๑ กรณีคน้ หาส่งิ ของ ขอ้ บงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
(๑) สิ่งของน้ันจะเป็นพยานหลักฐานประกอบการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๑๕.๑
สอบสวน ไต่สวนมลู ฟ้องหรือพจิ ารณา
(๒) ส่งิ ของนั้นมไี วเ้ ป็นความผิด หรอื ได้มาโดยผดิ
กฎหมายหรอื มเี หตอุ นั ควรสงสัยว่าหรือตง้ั ใจจะใชใ้ นการกระทำ
ความผิด ( เช่น กรณีสงสัยว่าลักลอบเปิดโรงงานทำไม้หรือ
แปรรูปไม้โดยไม่ไดร้ บั อนุญาตมีไม้หวงหา้ มไว้ในครอบครอง
โดยไมไ่ ด้รบั อนญุ าต )
๔.๒ กรณคี น้ หาบคุ คล ขอ้ บงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
(๑) บุคคลน้นั ถกู หน่วงเหน่ียวหรอื กกั ขงั โดยมิชอบ พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ้ ๑๕.๒
ดว้ ยกฎหมาย
(๒) มหี มายให้จบั บุคคลนั้น

๕. การเสนอพยานหลักฐานต่อผู้พิพากษา ให้ผู้ร้องขอสาบาน ขอ้ บงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
หรอื ปฏญิ าณตนและแถลงด้วยตนเองรวมท้ังตอบคำถามของ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๑๖
ผู้พิพากษาเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนหรือพยาน
หลักฐานทส่ี นับสนุนถึงเหตุแห่งการขอออกหมายค้นน้ัน
กรณีมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์หรือทราบข้อมูลอันเป็นเหตุ ขอ้ บงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
แหง่ การออกหมายคน้ ควรมาเบกิ ความต่อผพู้ พิ ากษาดว้ ยตนเอง พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๑๖ วรรค ๓
หากไมส่ ามารถมาเบิกความตอ่ ผู้พพิ ากษาด้วยตนเองผู้รอ้ งขอ
อาจใชบ้ ันทึกถอ้ ยคำของบุคคลทร่ี เู้ หน็ เหตุการณ์ที่ไดส้ าบานตน
วา่ จะใชถ้ ้อยคำตามความเปน็ จริงและไดก้ ระทำตอ่ หน้าพนกั งาน
ฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครอง
หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั้นได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าได้มีการให้
ถ้อยคำตรงตามบันทึกเสนอเป็นพยานหลักฐานประกอบคำ
เบกิ ความขอผรู้ ้องขอได้
ตัวอย่าง การขอหมายคน้ ให้ใช้แบบพมิ พ์ของศาล
ตัวอยา่ ง (หน้า ๗๘ – ๘๐)
ขั้นตอนวิธปี ฏิบตั กิ ารตรวจค้น
(๑) กรณคี น้ โดยมีหมายเจา้ พนักงานผู้มชี อื่ ในหมายค้น ป.วิ.อาญา มาตรา ๙๗
หรอื ผูร้ ักษาราชการแทน ซึ่งตอ้ งเปน็ พนักงานฝา่ ยปกครองตงั้ แต่
ระดับสามหรอื ตำรวจซงึ่ มียศตัง้ แตร่ อ้ ยตำรวจตรีขนึ้ ไปเท่านัน้
มีอำนาจเปน็ หวั หนา้ ไปจดั การค้นให้เปน็ ไปตามหมายคน้ น้ัน

35

ลำดบั ท่ี ขนั้ ตอนการสืบสวนคดี กฎหมาย/ข้อบังคบั /ระเบยี บ

(๒) พนักงานฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจท่ีทำการค้นต้อง
แตง่ เครอ่ื งแบบเวน้ แต่มเี หตจุ ำเป็นแต่ตอ้ งแสดงนามตำแหน่ง
และบัตรประจำตัว

(๓) การตรวจคน้ จะตอ้ งปฏบิ ตั ิดว้ ยความสุภาพ โดยคำนึง ป.วิ.อาญา มาตรา ๘๕ , ๙๖
ถงึ สถานภาพของแต่ละบุคคลและใหก้ ระทำการอยา่ งเหมาะสม
หากจำเป็นตอ้ งตรวจค้นตวั บุคคลหากผู้ตรวจคน้ เป็นผหู้ ญงิ ตอ้ ง
ให้ผหู้ ญิงดว้ ยกนั เปน็ ผู้ตรวจค้น การค้นต้องกระทำระหว่างพระ
อาทิตยข์ ้ึนและตก (เวลากลางวนั ) มขี อ้ ยกเวน้ เมื่อลงมือค้นแต่
ในเวลากลางวันถ้ายังไม่เสร็จจะคน้ ต่อไปในเวลากลางคืนกไ็ ด้

(๔) กรณีมหี มายค้นให้แจง้ ขอ้ ความในหมายแก่ผ้เู ก่ียวขอ้ ง ป.วิ.อาญา มาตรา ๙๔ วรรค ๑
ทราบ และบันทึกไว้ในหมาย

(๕) กอ่ นลงมือตรวจค้นให้เจ้าพนกั งานท่ีจะทำหนา้ ท่ตี รวจ ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๐๒
คน้ ทุกคนแสดงความบริสทุ ธเิ์ สียก่อนแลว้ จงึ ลงมอื คน้ ต่อหน้าผู้
ครอบครองสถานทน่ี ั้นหรือหากบคุ คลดงั กล่าวน้ันไมไ่ ด้ก็ให้คน้
ตอ่ หน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึง่ เจา้ พนักงานไดข้ อรอ้ งมา
เป็นพยาน เมอื่ เสรจ็ แลว้ ให้แสดงความบริสุทธิ์อีกครงั้

(๖) ให้เจา้ พนักงานซึ่งทำการตรวจค้นในทีร่ โหฐานสั่งเจ้า ป.วิ.อาญา มาตรา ๙๔
ของหรือคนทอ่ี ย่ใู นนน้ั หรือผรู้ กั ษาสถานท่ซี งึ่ จะตรวจคน้ ยอม
ให้เขา้ ไปโดยมิหวงห้ามอีกทง้ั ใหค้ วามสะดวกตามสมควรทกุ
ประการในอนั ที่จะจัดการตรวจคน้ นัน้ ถ้าบคุ คลดังกลา่ วข้างตน้
ไม่ยอมให้เข้าไปใหเ้ จ้าพนักงานช้แี จงเหตุผลความจำเป็นกอ่ น
ถ้ายงั ไม่ยอมอีก เจ้าพนักงานมีอำนาจใช้กำลังเขา้ ไป ในกรณี
จำเป็นจะเปดิ หรือทำลาย , ประตูบา้ น ประตเู รือน หนา้ ตา่ ง
ร้ัวหรอื สิง่ กดี ขวางอยา่ งอนื่ ๆ ทำนองเดียวกนั

(๗) ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลซึ่งอยู่ในที่ซึ่งค้นหรือ ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๐๐
ถูกค้นจะขัดขวางถึงกับทำให้การค้นไร้ผล เจ้าพนักงานผู้ค้น
มีอำนาจเอาตัวผู้นั้นควบคุมไว้หรืออยู่ในความดูแลของเจ้า
พนักงานในขณะที่ทำการค้นเท่าที่จำเป็น เพื่อมิให้ขัดขวาง
ถึงกับทำให้การค้นนน้ั ไร้ผล

(๘) สง่ิ ของซึง่ ยดึ ได้ในการคน้ ให้หอ่ หรอื บรรจุหบี ตีตราไว้ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๑๐๑
หรอื ทำเครือ่ งหมายไว้เป็นสำคญั ( กรณไี ม้ของกลางให้ทำเคร่อื ง
หมายไว้แล้วแจ้งให้เจ้าหนา้ ที่ป่าไมม้ าตีตรายึด)

36

ลำดับท่ี ขนั้ ตอนการสืบสวนคดี กฎหมาย/ขอ้ บงั คับ/ระเบียบ
(๙) สิ่งของใดที่ยึดได้ต้องให้ผู้ครอบครองสถานที่บุคคลใน ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๑๐๓
ครอบครัวหรือพยานดูเพ่ือรับรองว่าถูกต้อง ถ้าบคุ คลดังกล่าว วรรค ๓
นน้ั รบั รองหรอื ไม่รับรองก็ให้บันทึกไว้ ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๑๐๓
(๑๐) จัดทำบันทึกการตรวจค้นและบัญชีสิ่งของนั้น แล้ว ป.ว.ิ อาญา มาตรา ๙๘ (๒)
อ่านให้ผู้ครอบครองสถานที่ บุคคลในครอบครัวหรือพยาน
ฟังแล้วแต่กรณีแล้วให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อรับรองไว้ หากไม่ ป.วิ.อาญา มาตรา๑๐๔
รบั รองกบ็ ันทึกไว้ ขอ้ บงั คบั ประธานศาลฎกี า ฯ
(๑๑) การตรวจค้นโดยมีหมายค้น เมื่อพบการกระทำ พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ้ ๒๓
ความผิดซึง่ หน้า ( เชน่ พบมีไม้หวงหา้ มไวใ้ นครอบครองโดย
ไม่ไดร้ ับอนุญาต ) เจา้ พนกั งานมีอำนาจจับกุมได้เลยถอื ว่า ป.วิ.อาญา มาตรา ๙๒
เปน็ ความผดิ ซึ่งหนา้ โดยไมต่ อ้ งขอหมายจบั อกี แตอ่ ยา่ งใด
ขัน้ ตอนการจับกมุ แจง้ ขอ้ หา แจ้งสทิ ธิ บนั ทึกการจับกมุ และ
การปฏิบัติต่อผู้ถูกจับปฏิบัติเช่นเดียวกับขั้นตอนการจับกุม
ซ่งึ อาจจะทำการบันทึกตรวจค้นและจับกมุ ในฉบบั เดียวกัน
ก็ได้และมอบสำเนาบันทึกการตรวจค้นจับกุมให้ผู้ตรวจค้น
จับกุม จำนวน ๑ ฉบับ
(๑๒) เม่อื สง่ บนั ทกึ การตรวจค้นจับกุม ผู้ต้องหาและของ
กลางแกพ่ นักงานสอบสวนแลว้ ใหร้ ายงานผลการตรวจค้น
ใหศ้ าลทราบโดยเรว็ แต่ต้องไมช่ ้ากว่า ๑๕ วนั

กรณกี ารตรวจค้นแลว้ ไม่พบสิ่งผดิ กฎหมายกใ็ หจ้ ดั ทำ
บันทึกการตรวจค้นไว้เป็นหลักฐานและรายงานศาลทราบ
เชน่ กนั

ตัวอยา่ ง บนั ทกึ การตรวจคน้ (หน้า ๔๒-๔๖)
กรณตี รวจคน้ และจบั กุมไมม่ ีหมายค้น
การตรวจคน้ โดยไมม่ หี มายค้นสามารถดำเนินการได้ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๙๒ ดงั นี้
(๑) เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐานหรือ
มเี สยี ง หรือพฤติการณ์อืน่ ใดอันแสดงไดว้ า่ มเี หตุร้ายเกิดขึน้
ในท่รี โหฐานนน้ั
(๒) เมื่อบุคคลซึ่งได้กระทำความผิดซึ่งหน้าขณะถูกไล่จับ
หนีเขา้ ไปหรอื มีเหตอุ นั แนน่ แฟ้นควรสงสยั วา่ ได้เขา้ ไปซกุ ซอ่ น
ตวั อยู่ในท่รี โหฐานนั้น

37

ลำดบั ท่ี ขัน้ ตอนการสบื สวนคดี กฎหมาย/ขอ้ บงั คบั /ระเบยี บ

(๓) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็น
ความผิดหรือไดม้ าโดยดว้ ยการกระทำผิดหรอื ไดใ้ ช้ หรอื มไี ว้
เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดหรืออาจเป็นพยานหลักฐาน
พิสจู นก์ ารกระทำความผิดไดซ้ ้อนหรืออยใู่ นนั้น ประกอบท้ัง
ต้องมีเหตุอันควรเช่อื ว่าเนือ่ งจากเนน่ิ ชา้ กวา่ จะเอาหมายค้น
มาได้สิง่ ของนนั้ จะถกู โยกยา้ ยหรือทำลายเสยี กอ่ น

(๔) เม่ือทรี่ โหฐานน้ันผจู้ ะถูกจับเป็นเจ้าบา้ น และการจับ
นั้นมีหมายจับหรือจับกรณีความผิดซึ่งหน้าตามประมวล
กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘
การใช้อำนาจตาม (๓) ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
ผู้ค้นส่งมอบสำเนาบันทกึ การตรวจค้นและบัญชีทรัพยท์ ไี่ ด้
จากการตรวจค้นรวมทั้งจัดทำบันทึกแสดงเหตุผลที่ทำให้
สามารถเข้าคน้ ไดเ้ ป็นหนงั สอื ใหแ้ ก่ผู้ครอบครองสถานที่ท่ถี ูก
ตรวจคน้ แตถ่ า้ ไมม่ ผี คู้ รอบครองอยู่ ณ ทน่ี น้ั ใหส้ ง่ มอบหนงั สอื
ดงั กลา่ วแกบ่ คุ คลเชน่ วา่ นน้ั ในทนั ทที ก่ี ระทำได้ และรบี รายงาน
เหตผุ ลและผลการตรวจคน้ เปน็ หนงั สอื ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชาเหนอื
ขน้ึ ไป

หมายเหตุ (๑) การตรวจคน้ จบั กมุ ตามข้อยกเว้นท่ไี มต่ อ้ ง
มีหมายคน้ ตาม ป. ว.ิ อาญามาตรา ๙๒ นี้ควรจะใช้ในความผิด
ทีม่ ีพยานหลกั ฐานช้ินเล็ก ๆ เช่น ยาเสพติด หรอื เลน่ การพนัน
ถ้าหากเนน่ิ ชา้ กวา่ จะเอาหมายคน้ มาได้สิง่ ของนนั้ จะถกู โยกยา้ ย
เสยี กอ่ น

(๒) ความผดิ ตามกฎหมายเกยี่ วกบั ป่าไมค้ วร
ขอหมายคน้ เพราะอาจเกดิ ประเดน็ ข้อต่อสเู้ ป็นขอ้ กฎหมายซง่ึ
อาจเกดิ การต่อสู้ขัดขวางเจา้ พนักงาน หากเจ้าพนักงานคน้
ไม่ชอบผตู้ อ่ สขู้ ัดขวางก็ไมม่ คี วามผิด

38

ขัน้ ตอนการจบั กุมความผดิ ซ่งึ หนา้ หรือจบั โดยมีหมายจบั
ต้องแจง้

๑.ตอ้ งแจง้ แก่ผ้ทู ่ีจะถูกจับวา่ เขาต้องถกู จบั แลว้ ส่งั ใหผ้ ถู้ กู จับไปยงั
ทีท่ ำการของพนกั งานสอบสวนทอ้ งทที่ ี่ถูกจบั พรอ้ มดว้ ยผจู้ บั

๒.แจง้ ขอ้ กล่าวหา ๓.แจง้ สิทธิ ๔.แจ้งข้อกล่าวหา ๕.เอาตวั ผู้ถูกจบั ไปยงั ท่ที ำ
(คร้ังที่ ๑) (ครัง้ ท่ี ๑) รายละเอียดแห่งการจบั การของพนกั งานสอบสวน

๑.มสี ทิ ธทิ ่จี ะให้การหรอื ไม่ ๓.มสี ิทธทิ ่ีจะพบและปรกึ ษา • ถา้ มีหมายจับแจ้งผ้ถู กู จบั + ๖.ส่งตวั ผู้ถกู จบั แก่พนักงาน
ใหก้ ารก็ได้ ทนายความหรอื ผู้ซง่ึ จะเปน็ อา่ นให้ฟงั ฝา่ ยปกครองหรือตำรวจซง่ึ
๒.ถ้อยคำของผู้ถูกจบั น้นั อาจ ทนายความ • บนั ทึกการจับกุม รับมอบตวั (ท่ที ำการของ
ใชเ้ ปน็ พยานหลักฐานในการ • มอบสำเนาบันทกึ การจับกมุ พนกั งานสอบสวน)
พิจารณาคดไี ด้ แก่ผถู้ กู จับ ๑ ฉบับ ๗.เมื่อถึงท่ีทำการของ

พนักงานสอบสวน ผ้จู ับกมุ
ต้องดำเนนิ การ ดังนี้
๔.ถา้ ผู้ถกู จบั ประสงค์จะแจ้ง
ใหญ้ าติ + ผู้ซงึ่ ตนไวว้ างใจ
ทราบถงึ การจบั กุม
แจ้งข้อกลา่ วหา + รายละเอียด แจง้ สทิ ธิ (ครงั้ ท่ี ๒)
การจบั (คร้งั ที่ ๒)
• ถ้าสามารถดำเนินการไดโ้ ดย
สะดวกไม่เป็นการขดั ขวาง
การจับกุม + การควบคมุ +
ไมท่ ำใหเ้ กดิ ความไมป่ ลอดภยั (๑) ไมใ่ หก้ ารหรอื ใหก้ ารก็ได้ (๓) สิทธพิ บและ
แกบ่ คุ คลใด (๒) ถอ้ ยคำอาจใช้เปน็ พยาน ปรกึ ษาทนายความ
• ให้เจ้าพนกั งานผู้จับดำเนนิ การได้ หลักฐานในการพิจารณา

ตามสมควรแก่กรณ

มอบสำเนาบันทึกการจบั กุมแก่
ผ้ถู ูกจับ (กรณียังไม่ได้มอบให้
ในทีเ่ กิดเหตุ)

39

ปจว. ข้อ .......ลงวันท่ี......เดือน..............พ.ศ. .....
คดีอาญาท.ี่ .........../..............................................
บญั ชขี องกลางลำดบั ท่ี......................../................

ตัวอย่าง

บนั ทกึ การจบั กมุ โดยไม่มหี มายจับ

สถานทบ่ี ันทกึ การจับกุม....................................................................................................................................
วัน/เดอื น/ปี เวลาที่บนั ทึกการจับกมุ วันที่..........เดือน........................พ.ศ. ...............เวลา..................นาฬกิ า
วัน/เดือน/ปี เวลาท่จี บั กุม วันที่..........เดือน........................พ.ศ. ...............เวลา..................นาฬิกา
สถานท่ี จับกุมที.่ .................................บ้านเลขท.่ี ...................หมทู่ ี.่ ...................บา้ น........................................
ตรอก/ซอย......................................ถนน.....................................แขวง/ตำบล..................................................
เขต/อำเภอ.............................................จังหวัด.......................................................
นามเจ้าพนักงานที่จับกุม...................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
ไดร้ ว่ มกนั ทำการจบั กมุ ผถู้ กู จบั ดังน้ี
(๑)........................................................อายุ.............ปี (๒).....................................................อายุ..............ปี
(๓)........................................................อายุ.............ปี (๔).....................................................อาย.ุ .............ปี
(๕)........................................................อาย.ุ ............ป ี (๖).....................................................อายุ..............ปี
พร้อมดว้ ยขอ้ งกลาง คอื ....................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
ตำแหน่งทพี่ บของกลาง คอื ...............................................................................................................................
โดยกล่าวหาว่า.................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................
ในการจับกมุ คร้ังนเ้ี จ้าพนักงานผจู้ ับกมุ อาศยั อำนาจจับกมุ โดยไม่ตอ้ งมีหมายจบั ของศาลตามบทบญั ญตั ิแหง่
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘,๘๐ กล่าวคือ เจ้าพนักงานผู้จับกุมได้เห็นผู้ต้องหา (บรรยาย
เหตกุ ารณข์ ณะเขา้ ทำการจบั กุม หากผถู้ ูกจับกมุ ต่อสู้ขัดขวาง หรอื หลบหนีให้บนั ทึกดว้ ย)
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................
...........................................................................................................................................

40

กอ่ นทำการจับกุมเจ้าพนักงานไดแ้ จ้งให้ผ้ถู ูกจับกมุ หรือผตู้ ้องหาทราบว่าเขาตอ้ งถูกจับกุมและตอ้ งไปยังทที่ ำการ
ของพนกั งานสอบสวนพร้อมผจู้ ับกมุ เจา้ พนักงานได้แจ้งสิทธิขณะจับกุมให้ผถู้ กู จับกมุ หรอื ผูต้ อ้ งหาทราบว่า

(๑) มสี ทิ ธทิ จ่ี ะไมใ่ ห้การหรอื ใหก้ ารก็ได้
(๒) ถ้อยคำของผถู้ ูกจับน้นั อาจใชเ้ ปน็ พยานหลักฐานในการพจิ ารณาคดีได้
(๓) มสี ทิ ธิที่จะพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซง่ึ จะเป็นทนายความ
(๔) มีสทิ ธิแจ้งหรือขอใหเ้ จา้ พนักงานแจง้ ใหญ้ าติหรือผู้ไวว้ างใจทราบถึงการจบั กุมและสถานท่ี
ถกู ควบคุม
ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับกุมผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบแล้ว เจ้าพนักงาน
ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบสิทธิและข้อกล่าวหาแล้ว ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาให้ถ้อยคำ
(รบั สารภาพ หรอื ปฏเิ สธ)..................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
เหตุเกิดทีต่ ำบล.................................อำเภอ...........................จงั หวดั ..................................
เมอ่ื วันที.่ ................เดอื น..................................พ.ศ. ...................เวลา.....................นาฬิกา
ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าพนักงานผู้จับกุมได้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่ได้บังคับขู่เข็ญ
หลอกลวงทำรา้ ยรา่ งกายหรอื ทำให้เสยี ทรพั ยส์ นิ เสยี หาย สูญหาย หรือเส่อื มคา่ หรอื ไรค้ า่ หรอื ประการใดๆ
โดยมชิ อบแตอ่ ยา่ งใด
ได้อ่านบันทกึ การจบั กมุ นใ้ี ห้ทุกคนฟังแลว้ ตา่ งรับวา่ ถูกตอ้ งตามความจริงทกุ ประการ
จึงร่วมกันลงลายมอื ชือ่ ไวเ้ ป็นหลกั ฐาน

(ลงชอ่ื )............................................ผู้ถูกจับ/ผูต้ อ้ งหา (ลงชอ่ื )........................................ผจู้ บั กมุ /หวั หนา้ ชดุ
(ลงชือ่ )............................................ผถู้ ูกจบั /ผูต้ อ้ งหา (ลงชอื่ )........................................ผูจ้ บั กุม
(ลงชื่อ)............................................ผู้ถูกจับ/ผตู้ อ้ งหา (ลงชือ่ )........................................ผู้จับกมุ
(ลงชอ่ื )............................................ผถู้ ูกจับ/ผตู้ อ้ งหา (ลงชื่อ)........................................ผู้จบั กมุ
(ลงช่อื )............................................ผถู้ กู จับ/ผตู้ ้องหา (ลงชื่อ)........................................ผ้จู บั กมุ
(ลงชื่อ)............................................ผถู้ กู จบั /ผู้ต้องหา (ลงชื่อ)........................................ผจู้ ับกุม

บนั ทึกเพ่มิ เตมิ
ไดม้ อบสำเนาบันทึกการจับกมุ ใหผ้ ู้ถกู จับรับไวแ้ ลว้
(ลงชือ่ )...............................................ผ้ถู ูกจบั /ผู้ตอ้ งหา/รับ
(ลงชอ่ื )...............................................ผู้ถกู จบั /บันทกึ /อา่ น
(ลงชือ่ )...............................................พยาน
หมายเหตุ แบบบนั ทกึ นีใ้ ชใ้ นการจับกมุ โดยไมม่ หี มายจบั เชน่ ความผดิ ซงึ่ หนา้

41

ขัน้ ตอนการคน้ ในทร่ี โหฐานโดยมีหมายคน้
ต้องแสดง

๑. หมายคน้ นาม ตำแหน่งของผู้มชี อ่ื ในหมายค้นท่ีเป็นหวั หน้าในการคน้

๒. แสดงความบรสิ ทุ ธิ์กอ่ นลงมอื ค้น

๓. ถ้าเปน็ ไปได้ค้นตอ่ หนา้ ผู้ครอบครองสถานท่คี ้นหรอื ตอ่ หน้าพยานอย่างนอ้ ย ๒ คน

๔. ตอ้ งอนุญาตให้เจ้าของหรือผู้แทนเขา้ ไปรว่ มคน้

๕. ตอ้ งพยายามมิใหก้ ระจดั กระจายเสียหาย

๖. บรรจุ ตตี รา ส่งิ ของทย่ี ึด เมอ่ื ตรวจค้นเสรจ็ แลว้ แสดงความบริสุทธิ์
๗. บันทกึ รายละเอียดสิง่ ของท่ยี ึด ให้เจ้าของหรือผูค้ รอบครองสถานที่รับรองวา่
เจา้ พนักงานไมไ่ ด้เอาทรพั ยส์ ินอืน่ ใดนอกจาก
ของกลางดังกลา่ วไป

๙. ขอให้ผู้ครอบครองลงช่ือรบั รองรายการส่ิงของถา้ ไม่รบั รองให้บนั ทึกไว้

๑๐. สง่ บนั ทกึ การตรวจคน้ จบั กมุ ผถู้ ูกจับ และของกลางแกพ่ นักงานสอบสวน

๑๑. รายงานผลการตรวจค้นให้ศาลทราบ

42
ตัวอย่าง

บันทกึ การตรวจค้น/จบั กุม

เขยี นท่ีบา้ นเลขท.่ี ......................................................
หมู่ที่...............ตำบล..................................................
อำเภอ...........................จังหวัด.................................
วันที่...................เดอื น...........................พ.ศ............................
บันทึกฉบบั น้ีทำขึน้ ไว้เป็นหลกั ฐานเพอ่ื แสดงว่า วนั น้ี (..........................................) ........................
เวลาประมาณ....................เจ้าพนักงาน..............................สงั กัด........................ประกอบดว้ ย........................
.........................................................(.ร..ะ..บ...ชุ ..่ือ...ส...ก..ุล...ต...ำ.แ...ห..น..ง่...แ...ล..ะ..ส..งั..ก..ดั..)...............................................................
ได้รว่ มกันนำหมายคน้ ของศาล......................ท่ี............../...............ลงวันท่.ี ...........เดอื น................พ.ศ.............
ไปทำการตรวจค้นบ้านเลขที่.................หมู่ท่ี.............ตำบล...............................อำเภอ.....................................
จงั หวัด.................................เมอ่ื ไปถึงบ้านดังกลา่ วพบ.....................................................อายุ.......................ปี
เจ้าบ้าน ผคู้ รอบครองบ้าน เจา้ พนักงาน........................................จึงได้แสดงหมายค้นและแสดงความบริสุทธิ์
ต่อเจา้ ของหรือผ้คู รอบครองบา้ นให้ดูจนเป็นที่พอใจแลว้ และยนิ ยอมใหต้ รวจค้นโดยม.ี .................................
เป็นผู้นำตรวจคน้ โดยตลอด จงึ เรม่ิ ตรวจคน้ ตัง้ แต่เวลา....................น. และเสรจ็ สิ้นการค้นเวลา.................น.
ของวนั เดียวกนั
ผลกา รตรวจ ค้นปรากฎว่าพบ..........(.ก..ร..ณ...ีพ..บ..ข..อ..ง..ก..ล..า..ง.จ..ำ..น..ว..น..ห..ล..า..ย..ร..า..ย..ก..า.ร..อ..า..จ..จ..ะ..ร.ะ..บ...ุว.่า..ม..รี..า..ย..ล..ะ..เ.อ..ยี ..ด..ต..า..ม...
.บ..ัญ...ช..แี ..น..บ..ท...้า.ย..บ...นั ..ท..กึ..ก..า..ร..ต..ร..ว.จ..ค..น้...น..ี้...แ..ล..ว้..ท...ำ.บ...ัญ..ช..ีส..งิ่..ข..อ..ง..ท..ีย่ ..ดึ..ไ.ด..จ้..า..ก..ก..า..ร..ต..ร.ว..จ..ค..น้...ป..ร..ะ.ก...อ..บ..บ..ัน..ท...ึก..อ..ีก..ฉ..บ..บั...ก..็ไ.ด..้).
ตำแหนง่ ทีพ่ บของกลาง.............................................จึงได้ร่วมกนั ทำการตรวจยึดของกลางและจับตัว
๑. .............................(ระบชุ อ่ื ชอ่ื สกลุ สัญชาตอิ ายุของผูถ้ กู จบั )....................................ผ้ถู ูกจับท่ี ๑
๒. ...................................................................................................................................ผถู้ กู จับที่ ๒
๓. ...................................................................................................................................ผูถ้ กู จับท่ี ๓
โดยกล่าวหาว่า......................................(แจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำทก่ี ลา่ วหาว่าผถู้ กู จับได้
กระทำผดิ แลว้ จงึ แจง้ ฐานความผดิ ใหท้ ราบ)......................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

43

กอ่ นทำการจบั กุมเจ้าพนกั งานได้แจ้งให้ผถู้ ูกจับทราบว่าเขา้ ตอ้ งถกู จับและตอ้ งไปยงั ทที่ ำการของพนกั งาน
สอบสวนพรอ้ มผจู้ ับ เจ้าพนกั งานได้แจ้งรายละเอียดเก่ียวกบั เหตุแหง่ การจบั แกผ่ ถู้ ูกจับทราบแล้ว พรอ้ มทง้ั
แจ้งใหผ้ ถู้ ูกจบั ทราบด้วยว่าผถู้ กู จบั มสี ทิ ธิจะไมใ่ หก้ ารหรือให้การกไ็ ด้และถอ้ ยคำของผู้ถูกจับนัน้ อาจใช้เปน็ พยาน
หลกั ฐานในการพจิ ารณาคดไี ด้ และมสี ทิ ธทิ จ่ี ะพบและปรกึ ษาทนายความหรือผซู้ ่ึงจะเป็นทนายความมีสิทธิแจ้ง
หรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ไว้วางใจทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก
ผถู้ ูกจับรับทราบขอ้ กลา่ วหาและสิทธิของผ้ถู กู จบั ดงั กล่าวขา้ งตน้ แล้วขอใหก้ าร............................(รับสารภาพ
ปฎิเสธ ภาคเสธ)................................................................................................................................................
เหตุเกดิ ท่ีตำบล...................................อำเภอ.......................................จงั หวัด...................................
เม่อื วันท.่ี .............................เดือน.....................................พ.ศ......................เวลา..........................น.
อนึ่ง ในการตรวจคน้ และจับกมุ ในครง้ั นี้เมื่อทำการตรวจค้นเสร็จสนิ้ แล้ว เจ้าพนักงาน.....................
ที่ทำการตรวจค้นได้แสดงความบริสทุ ธ์ใิ ห้เจา้ ของหรือผคู้ รอบครองบ้านตรวจดอู กี ครั้งหนึ่งซ่งึ เจา้ ของหรือผู้
ครอบครองบ้านรบั วา่ เจ้าพนกั งาน.......................................ทุกนาย ได้กระทำไปตามอำนาจหน้าท่ี มไิ ด้บงั คับ
หรือขเู่ ข็ญหรือทำร้ายร่างกายเจ้าบ้านหรอื ผู้ใดผหู้ นึง่ ใหไ้ ดร้ ับอันตรายแก่กายหรอื จติ ใจแต่อยา่ งใด มไิ ด้ทำ
ใหท้ รพั ย์สนิ ของเจา้ บ้านหรือของผหู้ นงึ่ ผใู้ ดเสยี หาย สญู หาย เสอื่ มคา่ เส่ือมราคาแตอ่ ย่างใดและมิได้เรยี กรอ้ ง
เอาทรพั ยส์ นิ เงนิ ทอง หรอื ยดึ เอาทรพั ยส์ นิ อน่ื ใดมาเปน็ ประโยชนส์ ว่ นตน หรอื ผอู้ น่ื แตอ่ ยา่ งใด ไมไ่ ดเ้ อาทรพั ยส์ นิ
อนื่ ใดนอกจากของกลางดังกลา่ วไปและไมไ่ ดใ้ ห้สญั ญาใดๆ แกผ่ ู้ใดแต่อยา่ งใด ไดอ้ า่ นบันทกึ ใหเ้ จ้าของหรอื ผู้
ครอบครองบา้ นและพยานทร่ี ่วมรเู้ หน็ ในการตรวจค้นฟัง และอ่านบันทึกใหผ้ ู้ถกู จบั ฟังแลว้ ทุกคนที่เกยี่ วข้อง
รับว่าถกู ตอ้ ง จงึ ได้ลงลายมอื ชอื่ ไวเ้ ป็นหลักฐาน

ลงช่ือ......................................เจ้าบา้ น/ผู้นำตรวจคน้ /ผถู้ ูกจับ
ลงชอ่ื ......................................พยาน
ลงช่อื ......................................หัวหน้า/ผู้ตรวจคน้ /ผ้จู ับกุม
ลงช่ือ......................................ผูร้ ่วมตรวจค้น/จับกมุ
ลงช่อื ......................................ผรู้ ว่ มตรวจคน้ /จบั กมุ
ไดร้ บั มอบสำเนาบนั ทึกการตรวจคน้ และจับกุมไว้แล้ว

ลงชอ่ื .....................................................ผู้ถูกจบั /รับ
ลงชื่อ.....................................................ผูจ้ บั กมุ /บันทึก/อา่ น
ลงช่อื .....................................................พยาน


Click to View FlipBook Version