The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

56 องค์ความรู้ทั่วไป (เล่ม 1) เพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Knowledge Management, 2023-07-25 03:57:38

56 องค์ความรู้ทั่วไปฯ (เล่ม 1)

56 องค์ความรู้ทั่วไป (เล่ม 1) เพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติงานด้านวิชาการ ด้านกฎหมายและด้านอื่น ๆ ของข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้ด ารงต าแหน่งสายงานนิติการ และสายงานวิทยาการสังกัดส านักกรรมาธิการ ๒ ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๒. เพื่อเป็นเวทีหรือสื่อกลางในการศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้สู่แนวทางปฏิบัติ การวิเคราะห์ สังเคราะห์เรื่อง หรือประเด็นส าคัญจากการปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุน ภารกิจของคณะกรรมาธิการและงานด้านนิติบัญญัติส าหรับบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนผู้สนใจทั่วไป 3. เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สามารถน าองค์ความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม คณะผู้จัดท ำ คณะท างานบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรม ของส านักกรรมาธิการ ๒ ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ 0 2242 5900 ที่ปรึกษำ นายชูพงศ์ นิลสกุล ผู้อ านวยการส านักกรรมาธิการ ๒ บรรณำธิกำร นายพงศ์พันธุ์ จิตรานุกิจ ว่าที่ร้อยตรี จีระศักดิ์ ปิติกะวงศ์ นางศิริรัตน์ นาโค นายธนกฤต ศรีสุวรรณ นางสาวธารทิพย์ ทองห้าว นางธนัตติยา ท าไธสง รำยนำมคณะผู้จัดท ำ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรม ของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ผู้อ ำนวยกำรส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ที่ปรึกษาคณะท างาน ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการทหาร ที่ปรึกษาคณะท างาน ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษาคณะท างาน


ผู้บัญชาการกลุ่มงานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ที่ปรึกษาคณะท างาน ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการกีฬา ที่ปรึกษาคณะท างาน ผู้บังคับบัญชำกลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ประธำนคณะท ำงำน นายอัครเดช คนซื่อ รองประธำนคณะท ำงำน คนที่หนึ่ง นายจาตุรงค์ นาสมใจ รองประธำนคณะท ำงำน คนที่สอง นายคณิต ค านวณผล รองประธำนคณะท ำงำน คนที่สำม นางสาวศุภกร ฮั่นตระกูล คณะท ำงำน นายภูวน อุ่นจันทร์ คณะท ำงำน นางอาริษา อรุณรัศมีโชติ คณะท ำงำน นางสาวกิตติมา คงส ารวย คณะท ำงำน นายชัยค์บุริศฐ์ นวลส่ง คณะท ำงำน นายสุรพงศ์ อุทัต คณะท ำงำน นายสุพจน์ ภูครองเพชร คณะท ำงำน นายเอนก ขันศรีทรง คณะท ำงำน นายเฉลิมศักดิ์ ใจช านิ คณะท ำงำน นางสาวณัฏฐกานต์ เวชพันธ์ คณะท ำงำน นายวัลลภ บัวโต คณะท ำงำน นางสาวลภัสรดา ปาณะสิทธิ์ คณะท ำงำน นายณัฏฐนันท์ ไพบูลย์ คณะท ำงำน นางสาวลัดดาวัลย์ ประเสริฐสาร คณะท ำงำน นางสาวปานฝัน กุลทอง คณะท ำงำน นายกฤชณัท ลีภาสุรพิสุทธิ์ คณะท ำงำน ว่ำที่ร้อยตรี จีระศักดิ์ ปิติกะวงศ์ คณะท ำงำนและเลขำนุกำร นำงศิริรัตน์ นำโค คณะท ำงำนและผู้ช่วยเลขำนุกำร นำยธนกฤต ศรีสุวรรณ คณะท ำงำนและผู้ช่วยเลขำนุกำร นำงสำวธำรทิพย์ ทองห้ำว คณะท ำงำนและผู้ช่วยเลขำนุกำร นางธนัตติยา ท าไธสง คณะท ำงำนและผู้ช่วยเลขำนุกำร รวบรวมข้อมูล ข้ำรำชกำรและบุคลำกร สังกัดส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พิมพ์จัดรูปแบบ และออกแบบหน้ำปก ว่ำที่ร้อยตรี จีระศักดิ์ ปิติกะวงศ์ ตรวจทำน ครั้งที่ ๑ นำงศิริรัตน์ นำโค และนำยธนกฤต ศรีสุวรรณ ครั้งที่ ๒ นางธนัตติยา ท าไธสง และนำงสำวธำรทิพย์ ทองห้ำว ครั้งที่ ๓ นายพงศ์พันธุ์ จิตรานุกิจ


หนังสือ 56 องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ จัดท ำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมองค์ควำมรู้ และเผยแพร่องค์ควำมรู้ที่ได้จำกกำรปฏิบัติงำน ด้ำนวิชำกำร ด้ำนกฎหมำย และด้ำนอื่น ๆ ของข้ำรำชกำรรัฐสภำสำมัญผู้ด ำรงต ำแหน่งสำยงำนนิติกำร และสำยงำนวิทยำกำร สังกัดส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เกี่ยวกับ กระบวนกำรด ำเนินงำนด้ำนวิชำกำรและกฎหมำยเพื่อสนับสนุนกำรด ำเนินงำนตำมภำรกิจของ คณะกรรมำธิกำรสำมัญ และคณะกรรมำธิกำรวิสำมัญของสภำผู้แทนรำษฎร รวมทั้งเพื่อเป็นเวทีหรือ สื่อกลำงในกำรศึกษำค้นคว้ำองค์ควำมรู้สู่แนวทำงปฏิบัติกำรวิเครำะห์ สังเครำะห์เรื่อง หรือประเด็น ส ำคัญจำกกำรปฏิบัติงำนเพื่อสนับสนุนภำรกิจของคณะกรรมำธิกำร และงำนด้ำนนิติบัญญัติ ซึ่งคณะกรรมำธิกำรนับเป็นกลไกส ำคัญในกำรปฏิบัติหน้ำที่ขององค์กรนิติบัญญัติในกำรท ำหน้ำที่ พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่อยู่ในอ ำนำจหน้ำที่ของสภำผู้แทนรำษฎร อันเป็นหน้ำที่ที่ครอบคลุมกิจกำรต่ำง ๆ ของรัฐเกือบทุกด้ำน บทบำทของกรรมำธิกำรจึงมีควำมส ำคัญ อย่ำงยิ่งต่อองค์กรนิติบัญญัติ บัดนี้กำรจัดท ำหนังสือ 56 องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ได้เสร็จสิ้นลงแล้วคณะท างานฯ หวังว่าหนังสือ 56 องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลในวงงำนรัฐสภำ ข้ำรำชกำรและบุคลำกรสังกัดส ำนักงำนเลขำธิกำร สภำผู้แทนรำษฎร ตลอดจนประชำชนผู้สนใจทั่วไป ขอขอบพระคุณท่ำนชูพงศ์ นิลสกุล ผู้อ ำนวยกำรส ำนักกรรมำธิกำร ๒ คณะท ำงำนฯ ผู้บังคับบัญชำกลุ่มงำน ข้ำรำชกำรและบุคลำกรสังกัดส ำนักกรรมำธิกำร ๒ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่ำน ที่ทุ่มเทเสียสละในกำรรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดท ำหนังสือ 56 องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงาน ของคณะกรรมาธิการจนบรรลุวัตถุประสงค์ซึ่งเป็นประโยชน์อย่ำงยิ่งต่อกำรปฏิบัติหน้ำที่รำชกำร ของบุคลำกรสังกัดส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎรสืบไป คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ กรกฎำคม ๒๕๖๖


สารบัญ แนวทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือก กรณีศึกษาคณะกรรมาธิการ สามัญประจ าสภาผู้แทนราษฎร นายภูวน อุ่นจันทร์ ๑ แนวทางสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการพัฒนา สร้างสันติสุขและประชาธิปไตยใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นางศิริรัตน์ นาโค ๑๙ ผลกระทบจากประกาศ คสช. ค าสั่ง คสช. และค าสั่งหัวหน้า คสช. กรณีการด าเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจ ากัดเสรีภาพการแสดงออก ของประชาชน และการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน นายกรณ์ ศินารักษ์ ณ จ าปาศักดิ์ ๒๘ ศึกษาแนวทางการคุ้มครองทางกฎหมายของชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ นางสาวรับขวัญ เมสนุกูล ๔๑ แนวทางการน าหลักฟังความทุกฝ่ายมาใช้ในการด าเนินกระบวนการยุติธรรม ทางปกครอง นางกมลเนตร พูลสุข ทนคง ๔๔ แนวทางการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดิน เพื่อสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ว่าที่ร้อยตรี จีระศักดิ์ ปิติกะวงศ์ ๖๗ มาตรการทางอาญาที่เหมาะสมส าหรับนิติบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อสิ่งแวดล้อม นางสาวฐิตาภา ตันติปาลกุล ๗๗


สารบัญ แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการสนามกีฬา นางสาวกิตติมา คงส ารวย ๙๐ มาตรการทางกฎหมายในเรื่องความปลอดภัยของนักกีฬามวย นางสาวตวิษา แย้มสอาด ๑๐๖ ปัญหาทุจริตในการแข่งขันกีฬามวยไทย นายภาณุวัฒน์ เถียรชน า ๑๓๗ ข้อจ ากัดด้านกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมการเล่นกีฬาบิลเลียด และสนุกเกอร์ นายคเณศ เมืองจันทร์ ๑๕๓ การยกร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา พ.ศ. .... นายวิชิต ปัจจัยโคถา ๑๕๗ การบังคับใช้ประกาศ กสทช. กรณีการใช้กฎ Must Carry และ Must Have นางสาวชลลดา เกียรติสุข ๑๖๙ ระบบเศรษฐกิจกับนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย นายสิทธิพงษ์ ศรีสุธรรมศักดิ์ ๑๗๕ ความชอบตามหลักนิติรัฐของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ นายธนู พุกชาญค้า ๑๙๔ องค์ความรู้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติกับการพัฒนาและเสริมสร้างการเมืองการปกครอง ของประเทศไทย นายอนุกูล หยดย้อย ๒๐๗


สารบัญ การวิเคราะห์สถานการณ์และประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อความมั่นคงของประชาชนและประเทศ นายกฤชณัท ลีภาสุรพิสุทธิ์ ๒๓๑ แนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประชาชน นางสาวพนัชกร จันทร์ธนะกุล ๒๕๑ เด็กไร้สัญชาติในไทย : กรณีเด็กที่เกิดในศูนย์ผู้ลี้ภัยและเด็กเกิดจาก แรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย นายวศิน วิวัฒน์นิรันดร ๒๗๐ การเดินทางไปใช้แรงงานโดยถูกกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีและการแก้ไขปัญหา การเดินทางไปใช้แรงงานไม่ถูกกฎหมาย (ผีน้อย) นางสาวนริสสา อิงคศิริ ๒๗๙ การยกระดับหนังสือเดินทางไทยในเวทีโลก : กรณีศึกษาการยกเว้น การตรวจลงตรา (การขอ VISA) ของสหภาพยุโรป นายพสธร คงเถลิงศิริวัฒนา ๒๙๐ กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมไซเบอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียน นางสาวณิชาภัทร นุชพ่วง ๒๙๕ การทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) กลไกในการด าเนินนโยบายต่างประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบัน นางสาวกัลป์ปภัส หุ้นอิทธิดิษฐ์ ๓๐๔ ฝุ่นพิษ PM 2.5กรณีการควบคุมในประเทศและระหว่างพรมแดนไทย ลาว พม่า นางสาวมนัญญา พวงล าเจียก ๓๑๕


สารบัญ บทบาทอินโดนีเซียต่อการเป็นประธานอาเซียนปี ๒๐๒๓ นางสาวปานฝัน กุลทอง ๓๒๒ แนวทางการด าเนินการของส านักงานต ารวจแห่งชาติ กรณีโครงการชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด นางสาวเนตรกนก แก้วศรี ๓๒๘ ปัญหาการค้ามนุษย์ กรณีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย นางสาวเกศราภรณ์ ก้านใบยา ๓๔๒ มาตรการทางกฎหมายในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 นายดิเรก เปรมมางกูร ๓๕๗ ปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและ พระราชก าหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ นางขวัญชนก ใจช านิ ๓๗๒ กลไกการให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติต ารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๕ : กรณีประชาชนร้องเรียนเจ้าหน้าที่ต ารวจ นายศวิษฐ์ พฤฒิกัลป์ ๓๙๑ มาตรการทางกฎหมายในการอนุญาตการให้มีและการใช้อาวุธปืน : ศึกษากรณี คุณสมบัติการออกใบอนุญาต ว่าที่ร้อยเอก จิระณัฏฐ์ จั่นอาจ ๔๐๔ บทบาทของกองทัพกับนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพื่อป้องกัน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นางสาวนลินรัตน์ เฉลิมทรัพย์ ๔๑๖


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แนวทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือก กรณีศึกษาคณะกรรมาธิการสามัญ ประจ าสภาผู้แทนราษฎร ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎรในฐำนะหน่วยงำนของรัฐมีภำรกิจในกำรขับเคลื่อน ยุทธศำสตร์ชำติเพื่อก้ำวไปสู่เป้ำหมำยดังกล่ำว กำรก ำหนดวิสัยทัศน์ในกำรปฏิบัติงำนให้เชื่อมโยงกับ ภำรกิจในกำรขับเคลื่อนยุทธศำสตร์ชำติย่อมท ำให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้ำหมำยที่วำงไว้ อย่ำงเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับภำรกิจของส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎรในกำรขับเคลื่อน ยุทธศำสตร์ชำติ ด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐ เป้ำหมำยที่ ๑ ภำครัฐมี วัฒนธรรมกำรท ำงำนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม ตอบสนองควำมต้องกำรของประชำชน ได้อย่ำงสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ประเด็นยุทธศำสตร์ที่ ๑ ภำครัฐที่ยึดประชำชนเป็นศูนย์กลำง ตอบสนองควำมต้องกำร และให้บริกำรอย่ำงสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ประเด็นยุทธศำสตร์ที่ ๔ ภำครัฐมี ควำมทันสมัย และประเด็นยุทธศำสตร์ที่ ๕ บุคลำกรภำครัฐเป็นคนดีและเก่ง ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม มีจิตส ำนึก มีควำมสำมำรถสูง มุ่งมั่น และเป็นมืออำชีพ เนื่องจำกกำรจะบรรลุเป้ำหมำยตำมยุทธศำสตร์ ชำติ เป้ำหมำย และประเด็นยุทธศำสตร์ดังกล่ำว ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎรจะต้องมุ่งเน้นสู่ กำรท ำงำนที่มีขีดสมรรถนะสูง ยึดหลักธรรมำภิบำล ปรับวัฒนธรรมกำรท ำงำนให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และ ผลประโยชน์ส่วนรวม มีควำมทันสมัย และพร้อมที่จะปรับตัวให้ทันต่อกำรเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ ตลอดเวลำ ดังนั้น ในฐำนะวิทยำกร ประจ ำส ำนักกรรมำธิกำร ๒ จึงต้องมีกำรพัฒนำตนเองให้เป็นมือ อำชีพในกำรสนับสนุนภำรกิจด้ำนวิชำกำรและกฎหมำย และมีเป้ำหมำยที่จะต้องปฏิบัติงำนโดยมุ่ง ผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม สำมำรถตอบสนองควำมต้องกำรได้อย่ำงสะดวก รวดเร็ว และ มีควำมทันสมัย โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม มีควำมสำมำรถสูง และมุ่งมั่นด้วยควำมเป็นมืออำชีพ ซึ่ง จะท ำให้เกิดกำรพัฒนำระบบกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐของส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎรได้ อย่ำงมีประสิทธิภำพ ประสิทธิผล และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสถำบันนิติบัญญัติ ประเทศชำติและ ประชำชน อันเป็นกำรขับเคลื่อนยุทธศำสตร์ชำติ ด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบกำรบริหำรจัดกำร ภำครัฐ ให้บรรลุเป้ำหมำยที่วำงไว้ ปัจจุบันสภำพปัญหำด้ำนกระบวนกำรยุติธรรมของประเทศไทย พบว่ำ กระบวนกำรยุติธรรม ของเรำจะดึงคดีและข้อพิพำทเข้ำสู่ระบบ โดยไม่มีกระบวนกำรที่จะส่งเสริมให้มีกำรแก้ไขปัญหำที่เป็น ทำงเลือกให้กับประชำชนมำกนัก และไม่ค่อยส่งเสริมให้มีกำรยุติข้อปัญหำในชั้นต ำรวจ ชั้นอัยกำร เท่ำที่ควร จึงส่งผลให้มีคดีที่เข้ำสู่ระบบของศำลจ ำนวนมำก ดังนั้น กำรก ำหนดทิศทำงและนโยบำย สำธำรณะร่วมกันพัฒนำศักยภำพของประชำชน ติดตำม ตรวจสอบ และรักษำสิทธิประโยชน์โดยอำศัย กลไกลของภำครัฐ ประเทศไทยจึงได้ตระหนักถึงควำมจ ำเป็นกำรปฏิรูปประเทศในด้ำนกระบวนกำร ยุติธรรมดังปรำกฏในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย ที่ได้ตรำไว้ว่ำ “มำตรำ ๒๕๘ ให้ด ำเนินกำรปฏิรูปประเทศอย่ำงน้อยในด้ำนต่ำง ๆ ให้เกิดผล ดังต่อไปนี้ ... ง. ด้ำนกระบวนกำรยุติธรรม


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๑) ให้มีกำรก ำหนดระยะเวลำด ำเนินงำนในทุกขั้นตอนของกระบวนกำรยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชำชนได้รับควำมยุติธรรมโดยไม่ล่ำช้ำ และมีกลไกช่วยเหลือประชำชนผู้ขำดแคลนทุนทรัพย์ ให้เข้ำถึงกระบวนกำรยุติธรรมได้ รวมตลอดทั้งกำรสร้ำงกลไกเพื่อให้มีกำรบังคับกำรตำมกฎหมำยอย่ำง เคร่งครัดเพื่อลดควำมเหลื่อมล้ ำและควำมไม่เป็นธรรมในสังคม” จำกบทบัญญัติข้ำงต้น สะท้อนให้เห็นว่ำประเทศไทยได้ตระหนักถึงกลไกช่วยเหลือประชำชน ให้ได้รับควำมยุติธรรมโดยไม่ล่ำช้ำ และเข้ำถึงกระบวนกำรยุติธรรมเพื่อลดควำมเหลื่อมล้ ำและควำมไม่ เป็นธรรมในสังคม ดังนั้น กำรพัฒนำบทบำทของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ในฐำนะองค์กรนิติบัญญัติควรจะมีส่วนและมีบทบำทร่วมกันในกำรเข้ำมำแก้ไขปัญหำ เพื่อที่จะสร้ำงสรรค์ควำมสันติสุข แล้วน ำควำมสมำนฉันท์กลับคืนสู่ประชำชนอีกช่องทำงหนึ่ง เพื่อเป็น แนวทำงที่สำมำรถน ำไปสู่กำรแก้ปัญหำหรืออย่ำงน้อยก็บรรเทำปัญหำพื้นฐำนของกระบวนกำรยุติธรรม และเป็นกำรอ ำนวยควำมยุติธรรมทำงเลือกอีกทำงหนึ่งได้ และน ำมำเสริมกระบวนกำรยุติธรรมอำญำ กระแสหลักให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ใช่น ำมำแทนที่กระบวนกำรยุติธรรมที่เป็นอยู่ โดยเป็นกำรประสำนควำม ร่วมมือระหว่ำงฝ่ำยบริหำร ฝ่ำยนิติบัญญัติ และประชำชน ในกำรบรรเทำควำมเดือดร้อน ด้ วยเหตุนี้ ในฐำนะวิทยำกร ประจ ำกลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนที่มีหน้ำที่สนับสนุนงำนด้ำนวิชำกำรในกำรด ำเนินกำรของ คณะกรรมำธิกำร ประกอบด้วย กำรประชุมคณะกรรมำธิกำรพิจำรณำเรื่องต่ำง ๆ ที่เข้ำสู่ คณะกรรมำธิกำร กำรตั้งคณะอนุกรรมำธิกำรหรือคณะท ำงำนหรือมอบหมำยคณะที่ปรึกษำประจ ำ คณะกรรมำธิกำร และค้นคว้ำข้อมูลเรื่องต่ำง ๆ แล้วรำยงำนผลให้คณะกรรมำธิกำรพิจำรณำ กำรจัดกำรเดินทำงศึกษำดูงำน กำรจัดสัมมนำทำงวิชำกำร หรือกำรสัมมนำระดมควำมคิดเห็นจำกภำค ส่วนต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มำซึ่งข้อมูล และข้อเท็จจริงในเรื่องที่พิจำรณำ รวมทั้งกำรเผยแพร่ผล กำรพิจำรณำของคณะกรรมำธิกำรให้หน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง และสำธำรณชนทรำบ จึงเห็นถึงบทบำทของ คณะกรรมำธิกำรซึ่งสำมำรถด ำเนินกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทให้กับประชำชนที่เดือดร้อนได้ นอกจำกนี้ หน้ำที่และอ ำนำจของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรูปแบบกำรประชุมเพื่อพิจำรณำเรื่องต่ำง ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง ร้องเรียนขอควำมเป็นธรรมในกรณีต่ำง ๆ และในบำงกรณีคณะกรรมำธิกำรสำมำรถช่วยบรรเทำควำม เดือดร้อนให้ประชำชนได้ที่มีลักษณะคล้ำยคลึงกับหลักกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท ฉะนั้น กำรศึกษำถึง แนวทำงพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือก ในส่วนของกลไกกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของ คณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนจะเป็นตัวอย่ำงที่ดี (Best Practice) เช่น กำรประชุมร่วมกับหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง และกำรลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเรื่องร้องเรียน เป็นต้น กลไกกำร ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทจึงเป็นปัจจัยที่คณะกรรมำธิกำรจะได้ใช้ในที่ประชุมอย่ำงเป็นทำงกำรหรือในรูป แบบอย่ำงไม่เป็นทำงกำร เช่น กำรประชุมนอกรอบกับหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง และกำรจัดเวทีประชุมย่อย อย่ำงไม่เป็นทำงกำรให้ผู้ร้องเรียนได้รับค ำแนะน ำกับหน่วยงำนของรัฐ เป็นต้น ดังนั้น รูปแบบ กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกนี้ถือเป็นกลไกที่สำมำรถลดข้อพิพำทและอำจจะน ำไปสู่กำรลดกำรใช้ กระบวนกำรยุติธรรมกระแส (กำรฟ้องร้อง) และไม่ท ำให้ประชำชนและรัฐต้องใช้ทรัพยำกรเป็น


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จ ำนวนมำก กำรศึกษำครั้งนี้ จึงเป็นกำรหำแนวทำงรูปแบบกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือก ของคณะกรรมำธิกำรที่จะเป็นช่องทำงให้ประชำชนมีส่วนร่วมของในกำรเข้ำสู่กลไกกำรไกลเกลี่ยข้อ พิพำท ตำมหลักกระบวนกำรยุติธรรมสมำนฉันท์ โดยให้ประชำชนเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรสร้ำงสังคมนิติ ธรรมภำยใต้หลักคิดของกำรพัฒนำกำรบริหำรงำนยุติธรรมไปสู่กำรให้หน่วยงำนในกระบวนกำรยุติธรรม ได้มีกำรด ำเนินงำนกำรอ ำนวยควำมยุติธรรมด้วยควำมเสมอภำค เท่ำเทียมกันและมุ่งประโยชน์แก่ ประชำชน ซึ่งกลไกและรูปแบบของกำรมีส่วนร่วมของภำคประชำชนเหล่ำนี้ ถือเป็นกำรพัฒนำกำร บริหำรงำนยุติธรรมในชั้นขององค์กรนิติบัญญัติตำมกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทยอีก ช่องทำงหนึ่ง ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) แนวคิดกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ นักวิชำกำรไทย กิตติพงษ์ กิตยำรักษ์ (๒๕๖๒, น. ๘ - ๑๑) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ กระบวนกำรยุติธรรมสมำนฉันท์ ในกำรน ำหลักควำมยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์มำใช้ในกระบวนกำร ยุติธรรมไทย ว่ำ หลักควำมยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์เป็นกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกที่ให้ควำมส ำคัญกับ กำรบรรเทำผลร้ำยที่เกิดขึ้นจำกกำรกระท ำควำมผิดสำหรับทุกฝ่ำย โดยเน้นกำรเยียวยำชดใช้ควำม เสียหำยให้ผู้เสียหำย กำรสร้ำงควำมส ำนึกผิดและควำมรับผิดชอบของผู้กระท ำผิดในกำรกระท ำของตน ซึ่งมีแนวทำงในกำรบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่ำวโดยเปิดโอกำสให้ผู้เสียหำย ผู้กระท ำผิด และในกรณีที่ เหมำะสมญำติพี่น้อง ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้แทนของชุมชน ได้พบปะเจรจำกันเพื่อหำทำงออกร่วมกันใน กำรแก้ปัญหำ นอกจำกนี้ ยังสมควรมีกำรน ำไหลักยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ไปใช้ในทุกขั้นตอนของ กระบวนกำรยุติธรรมควรให้ควำมส ำคัญในกำรฝึกอบรมทักษะของผู้อ ำนวยควำมสะดวก (facilitators) และบุคคลำกรในกระบวนกำรยุติธรรมให้เข้ำใจในปรัชญำและแนวทำงกระบวนกำรยุติธรรมเชิง สมำนฉันท์อย่ำงแท้จริงอย่ำงไรก็ตำม กิตติพงษ์ กิตยำรักษ์และจุฑำรัตน์ เอื้ออ ำนวย(๒๕๔๗, น. ๔ - ๕) ได้ให้ทัศนะไว้ในกำรศึกษำเรื่อง ระบบควำมยุติธรรมแห่งอนำคตกับสันติสุขในสังคมและชุมชนว่ำ ระบบงำนยุติธรรมไทยมีสภำพปัญหำ ดังนี้ ๑. ปัญหำเกี่ยวกับระบบบริหำรงำนยุติธรรม ที่ถูกวำงโครงสร้ำงในลักษณะที่ไม่มีกำร บริหำรงำนยุติธรรมในภำพรวม ท ำให้ขำดเป้ำหมำยและทิศทำงกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมใน ภำพรวม ไม่สำมำรถก ำหนดนโยบำยทำงอำญำและน ำนโยบำยไปปฏิบัติอย่ำงมีสัมฤทธิ์ผลขำดควำม ร่วมมือกันระหว่ำงหน่วยงำนย่อยในกระบวนกำรยุติธรรม ขำดระบบกำรบริหำรจัดกำรที่ดี และส่งผล กระทบให้เกิดปัญหำเกี่ยวกับหน่วยงำนย่อยในกระบวนกำรยุติธรรม ๒. ปัญหำเกี่ยวกับระบบกำรด ำเนินคดีอำญำ ที่มีลักษณะน ำคดีเข้ำสู่ระบบยุติธรรมมำก เกินสมควรและขณะเดียวกันก็ไม่มีกระบวนกำรในกำรกลั่นกรองหรือเบี่ยงเบนคดี (screening on diversion) ออกจำกขั้นตอนกระบวนกำรยุติธรรมปกติแต่จะส่งเรื่องทุกประเภทไปสู่ศำลก่อให้เกิดปัญหำ คดีล้นศำลและผู้ต้องขังล้นเรือนจ ำ ขำดกำรจัดกำรอย่ำงเหมำะสมกับกำรกระท ำควำมผิดแต่ละระดับ ขำดกำรตรวจสอบกำรตรวจค้นและจับกุมที่มีประสิทธิภำพและให้อ ำนำจในกำรควบคุมผู้ต้องสงสัยได้ นำนเกินสมควร ระบบกำรสอบสวนและฟ้องร้องมีกำรแยกจำกกันโดยเด็ดขำดท ำให้กำรด ำเนินคดีขำด


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประสิทธิภำพ ระบบกำรสั่งคดีของอัยกำรยังต้องมีกำรปรับปรุง มีทัศนคติในกำรเก็บตัวผู้ต้องหำและ จ ำเลยไว้ในควำมควบคุมมำกกว่ำปล่อยชั่วครำว กำรให้ควำมช่วยเหลือทำงกฎหมำยในคดีอำญำยังขำด ประสิทธิภำพและไม่เพียงพอยังมิได้ให้ควำมส ำคัญกับศำลชั้นต้นเท่ำที่ควร และ กำรด ำเนินคดีมี ควำมล่ำช้ำซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภำพในกำรอ ำนวยควำมยุติธรรม ๓. ปัญหำเกี่ยวกับระบบกำรปฏิบัติต่อผู้กระท ำควำมผิด ซึ่งกระบวนกำรยุติธรรมไทยยัง ไม่ประสบควำมส ำเร็จในส่วนนี้ โดยยังคงละเลยหรือมองข้ำมควำมส ำคัญของกำรแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท ำผิด เนื่องจำกควำมคิดนักกฎหมำยในกระบวนกำรยุติธรรมยังผูกติดกับเพียงกำรวินิจฉัยข้อถูกผิดของกำร กระท ำและมุ่งผลักดันผู้กระท ำผิดเข้ำสู่เรือนจ ำ ระบบกำรก ำหนดโทษยังมิได้ค ำนึงถึงภูมิหลังของ ผู้กระท ำผิดอย่ำงจริงจัง และระบบรำชทัณฑ์ยังไม่สำมำรถแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท ำผิดได้อย่ำงแท้จริง ๔. ปัญหำที่เกิดจำกกำรปฏิบัติโดยไม่ชอบจำกบุคคลในกระบวนกำรยุติธรรมอัน เป็นกำรล่วงละเมิดสิทธิเสรีภำพของประชำชน โดยปรำกฏปัญหำในหลำยรูปแบบ ได้แก่ กำรคุกคำมสิทธิ์ ของผู้ถูกกล่ำวหำ กำรละเลยไม่คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหำยและพยำนเท่ำที่ควร กำรเลือกปฏิบัติ กำรใช้ดุลพินิจที่ไม่เที่ยงธรรม กำรฉ้อรำษฎร์บังหลวง กำรท ำงำนที่ล่ำช้ำ ๕. กระบวนกำรยุติธรรมขำดกำรมีส่วนร่วมและกำรสนับสนุนจำกประชำชน ซึ่งท ำให้ขำดกำรตรวจสอบ ร่วมรับทรำบปัญหำอุปสรรค ร่วมก ำหนดนโยบำย อันเป็นหัวใจของ ควำมส ำเร็จของกระบวนกำรยุติธรรม ๖. กระบวนกำรยุติธรรมขำดองค์ควำมรู้และศักยภำพในกำรพัฒนำ โดยหน่วยงำนภำยใน และภำยนอกยังขำดควำมเข้มแข็งทำงวิชำกำรด้ำนนี้ ๗. บุคลำกรในกระบวนกำรยุติธรรมขำดจิตส ำนึกและขำดทัศนคติที่ดีในกำรให้บริกำร ควำมยุติธรรมแก่ประชำชน เนื่องจำกมีทัศนคติเชิงอ ำนำจนิยมและติดยึดในระบบเจ้ำขุนมูลนำย ดังนั้น เพื่อเป็นกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมของประเทศไทย กำรน ำหลักกำรแห่ง กระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์มำใช้ในสังคมไทยจึงเป็นกระบวนกำรหนึ่งที่จะเป็นทำงเลือกในกำร เสริมเติมเต็มกระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลัก ทั้งนี้“กระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์” (Restorative Justice) โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง กำรนิยำมถ้อยค ำว่ำ “สมำนฉันท์” ได้ปรำกฏในประกำศหลักกำรพื้นฐำนว่ำด้วยกำรด ำเนินโครงกำร กระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ในเรื่องทำงอำญำของสหประชำชำติ(Declaration of Basic Principles on the Use of Restorative Justice Programmes in Criminal Matters) (United Nations, ๒๐๐๒) เพื่อให้นำนำประเทศยอมรับและเข้ำใจถ้อยค ำดังกล่ำวร่วมกันและเป็นค ำสำกลที่ เข้ำใจได้ง่ำยโดยสหประชำชำติได้เสนอให้ใช้ถ้อยค ำดังกล่ำวในกำรประชุม UN expert meeting on basic principle for restorative justice ที่รัฐบำลแคนำดำจัดขึ้นเมื่อเดือนตุลำคม ค.ศ. ๒๐๐๑ โดย “โครงกำรกระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์” หมำยถึงโครงกำรใด ๆ ซึ่งใช้กระบวนกำรเชิงสมำนฉันท์ และมุ่งหมำยที่จะให้บรรลุผลในทำงสมำนฉันท์“กระบวนกำรเชิงสมำนฉันท์” หมำยถึงวิธีกำรใด ๆ ซึ่ง ผู้เสียหำยและผู้กระท ำควำมผิด และในกรณีที่สมควรอำจมีบุคคลอื่น ๆ หรือสมำชิกคนอื่น ๆ ของชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจำกอำชญำกรรมนั้น ได้เข้ำมำมีส่วนร่วมกันอย่ำงจริงจังในกำรแก้ไขปัญหำที่เกิดขึ้น จำกอำชญำกรรม โดยทั่วไปแล้วอำจมีกำรช่วยเหลือโดย “ผู้ประสำนงำน” กระบวนกำรเชิงสมำนฉันท์


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร อำจได้แก่กำรไกล่เกลี่ย กำรประนอมข้อพิพำท กำรประชุมกลุ่ม และกำรพิพำกษำโดยกำรประชุมล้อมวง “ผลในทำงสมำนฉันท์” หมำยถึงข้อตกลงที่เป็นผลมำจำกกระบวนกำรเชิงสมำนฉันท์ ผลในทำง สมำนฉันท์ได้แก่กำรตอบสนองและโครงกำรเซ่น กำรฟื้นฟู กำรเยียวยำ และกำรท ำงำนบริกำรสังคม โดย มุ่งหมำยเพื่อให้ตรงกับควำมต้องกำรและควำมรับผิดชอบของแต่ละบุคคลและควำมต้องกำรและ ควำมรับผิดชอบร่วมกันของคู่กรณี และเพื่อให้บรรลุผลในกำรท ำให้ผู้เสียหำยและผู้กระท ำควำมผิดได้ กลับคืนมำมีควำมสัมพันธ์ใหม่ที่ดีต่อกัน ฉะนั้นแล้ว อำจกล่ำวได้ว่ำกระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ ตั้งอยู่บนกลุ่มฐำนคติที่ สนับสนุนกำรเยียวยำ กำรชดใช้ควำมเสียหำย กำรดูแลรักษำและสร้ำงสัมพันธภำพขึ้นใหม่ระหว่ำงเหยื่อ ผู้กระท ำผิดและชุมชน ดังนั้น ในระยะไกลแล้วฐำนคติและแนวทำงกำรปฏิบัติเกี่ยวกับกระบวนกำร ยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ไม่ปรำกฏว่ำมีควำมสอดคล้องหรือรวมอยู่ในลู่ทำงเดียวกันกับทฤษฎียุติธรรม ชุมชนแต่อย่ำงใด ผลลัพธ์ก็คือ โครงกำรกระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ส่วนใหญ่เน้นที่ชุมชนและ อำศัยกำรมีส่วนร่วมของประชำชนเป็นหลัก แต่ส ำหรับโครงกำรยุติธรรมชุมชนแล้วมีเพียงส่วนน้อยที่ เกี่ยวข้องเข้ำไปเกี่ยวข้องกับฐำนคติกระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ยิ่งกว่ำนั้น นอกจำกนี้ กำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมไทยในอนำคต จะต้องให้ควำมส ำคัญกับกำร ใช้ “คน” เป็นตัวตั้งในกำรป้องกันและแก้ไขปัญหำอำชญำกรรมโดยเฉพำะคนในชุมชน มิใช่ใช้ “ระบบ ยุติธรรม กฎหมำย และควำมเป็นแบบแผนทำงรำชกำรเป็นตัวตั้ง แต่ต้องพึงตระหนักว่ำ ถ้ำกระบวนกำรยุติธรรมมีปัญหำ ชุมชนมีปัญหำด้วย เพรำะกฎหมำยก ำหนดตำยตัวว่ำจะต้องเอำข้อ พิพำท ควำมขัดแย้งเข้ำสู่กระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลัก เมื่อระบบยุติธรรมติดขัด เข้ำถึงยำก ไม่ คล่องตัวในกำรแก้ปัญหำ ย่อมท ำให้สภำพคล่องในกำรน ำคดีควำมเขำสู่ระบบงำยยุติธรรมเกิดกำรชะงัก งันตำมมำเป็นลูกโซ่ด้วยเช่นกัน (กิตติพงษ์ กิตยำรักษ์และจุฑำรัตน์ เอื้ออ ำนวย ๒๕๔๗, น. ๑๕ - ๑๘) ดังนั้น กระบวนกำรยุติธรรมสมำนฉันท์จะเป็นหลักกำรที่กว้ำง เพื่อให้ภำครัฐน ำหลักกำร ในเข้ำไปดูแล ป้องกัน เยียวยำและฟื้นฟูให้กับประชำชน โดยเป็นกำรลดภำระกำรพิสูจน์ และช่วย สนับสนุนผู้เสียหำยตั้งแต่ชั้นกระบวนกำรยุติธรรมในกำรลดอัตรำข้อพิพำทที่จะน ำไปสู่กำรด ำเนินคดีใน ชั้นศำล เมื่อเข้ำกระบวนกำรพิจำรณำคดีรับก็จะท ำหน้ำที่สนับสนุนองค์ควำมรู้ที่จ ำเป็น ไปจนถึงกำร ช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยำผู้เสียหำย ดังนั้น หำกน ำหลักดังกล่ำวมำเป็นแนวทำงในลดข้อขัดแย้งข้อพิพำท ของภำครัฐ โดยคณะกรรมำธิกำรประจ ำสภำผู้แทนรำษฎรย่อมเป็นทำงเลือกหนึ่งที่ประชำชนจะได้ ร้องเรียนขอควำมเป็นธรรมให้กับประชำชนผู้เดือดร้อน และอำจเป็นส่วนส ำคัญประกำรหนึ่งในกำรลด อัตรำกำรฟ้องร้องคดีเข้ำสู่ชั้นศำลได้ต่อไป ๒) แนวคิดกระบวนการยุติธรรมชุมชน แนวคิดด้ำนกระบวนกำรยุติธรรมชุมชนจะมีควำมสัมพันธ์และอำจมีควำมเป็นเนื้อ เดียวกับยุติธรรมสมำนฉันท์ในแง่ของกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือก ซึ่งได้มีนักวิชำกำรใน สหรัฐอเมริกำและอังกฤษประกอบไปด้วย Shonholtz (๑๙๙๕ cited in Roche, ๒๐๐๓: ๒๖); Strang and Braithwaite (๒๐๐๐) และ McCold and Wachtel (๒๐๐๒) (อ้ำงถึงใน ภูวน อุ่นจันทร์ ๒๕๖๐, น. ๑๕ ) ได้อธิบำยถึงแนวควำมคิดเรื่องกระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ที่น ำไปใช้ในรูปแบบของ ยุติธรรมชุมชน (community-based justice) โดยผนวกแนวควำมคิดเรื่องกระบวนกำรยุติธรรมเชิง


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร สมำนฉันท์กับกำรเลิกทำสหรือ abolitionism ของทำงยุโรปโดยมีจุดร่วมกันที่ว่ำ กำรท ำให้เกิดรูปแบบ กำรประนอมข้อพิพำทระหว่ำงผู้เสียหำยและผู้กระท ำควำมผิด ต้องมีกำรผสมผสำนไปกับกำรน ำคุณค่ำ ของวัฒนธรรมของชุมชนมำใช้กระบวนกำรยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ กิตติพงษ์ กิตยำรักษ์ (๒๕๕๐ น. ๔๖-๕๓) ในฐำนะผู้เชี่ยวชำญในแวดวงยุติธรรมไทยได้ศึกษำสภำพปัญหำที่ส ำคัญของกระบวนกำร ยุติธรรมไทยพบว่ำมีประเด็นหลักที่ส ำคัญ ได้แก่ ๑. กระบวนกำรยุติธรรมนั้นถูกผูกขำดโดยรัฐมำกเกินไปเป็นเรื่องที่รัฐเข้ำมำจัดกำร ทั้งหมด ทั้งระบบโดยไม่มีพื้นที่ให้ชุมชนและประชำสังคมเข้ำมำมีบทบำทมีส่วนร่วม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ พูดกันในทุกเวทีกำรสัมมนำ และก็เป็นปัญหำหนึ่งซึ่งมีควำมส ำคัญที่พูดกันค่อนข้ำงมำก ๒. กระบวนกำรยุติธรรมนั้นมุ่งเน้นที่จะน ำผู้กระท ำควำมผิดมำลงโทษ ในบำงครั้งลืมที่จะ ให้ควำมส ำคัญต่อผู้เสียหำยหรือเหยื่ออำชญำกรรม ๓. กระบวนกำรยุติธรรมของเรำจะดึงคดีจะดึงข้อพิพำทเข้ำสู่ระบบ ไม่ค่อยมี กระบวนกำรที่จะส่งเสริมให้มีกำรแก้ไขปัญหำในชุมชน ไม่ค่อยส่งเสริมให้มีกำรยุติข้อปัญหำใน ชั้นต ำรวจ ชั้นอัยกำรเท่ำที่ควร มีแต่กำรดึงคดีไปสู่ระบบของศำลซึ่งท ำให้มีภำรกิจค่อนข้ำงมำกแล้ว จ ำนวนคดีก็จะไหลไปสู่รำชทัณฑ์ ท ำให้รำชทัณฑ์มีภำรกิจค่อนข้ำงมำกเกินกว่ำก ำลังที่มีอยู่จะรับได้ ซึ่งก็ เป็นที่ประจักษ์ว่ำกำรใช้แนวคิดนั้นท ำให้เกิดปัญหำคนล้นคุก เกิดปัญหำว่ำจ ำนวนเด็กกระท ำผิดมำกเกิน กว่ำสถำนพินิจจะดูแลได้ แล้วก็คนเหล่ำนั้นก็อำจจะไม่ได้รับกำรฟื้นฟูที่เหมำะสมเพรำะทรัพยำกรที่ จ ำกัด แล้วก็ไม่สำมำรถจะกลับมำเป็นพลเมืองดีของสังคมได้ นอกจำกนี้ ยังมีนักวิชำกำรไทยที่เชี่ยวชำญด้ำนกระบวนกำรยุติธรรม เช่น กิตติพงษ์ กิตยำรักษ์ (๒๕๔๑), จุฑำรัตน์ เอื้ออ ำนวย (๒๕๔๗), สมชำติ เอี่ยมอนุพงษ์ (๒๕๔๖), อังคณำ บุญสิทธิ์ (๒๕๔๙) และกระทรวงยุติธรรม (๒๕๕๐) ให้ทัศนะเกี่ยวกับกระบวนกำยุติธรรมในทิศทำงเดียวกันว่ำ กระบวนกำรยุติธรรมชุมชนเป็นแบบแผนของกลยุทธ์เชิงรุกที่เน้นป้องกันอำชญำกรรมด้วยกำรท ำงำน ร่วมกันของชุมชนในลักษณะของหุ้นส่วนที่เข้มแข็งระหว่ำง องค์กรภำครัฐที่มีหน้ำที่รับผิดชอบต่อควำม ปลอดภัยของสำธำรณะกับชุมชน เพื่อให้เกิดควำมเป็นธรรม ปลอดภัย และมีคุณภำพชีวิตที่ดีในชุมชน นั้น ๆ โดยให้ควำมหมำยของยุติธรรมชุมชนร่วมกันไว้ว่ำ ยุติธรรมชุมชน คือ กำรท ำงำนร่วมกันแบบเป็น หุ้นส่วนใด ๆ ระหว่ำงหน่วยงำนในกระบวนกำรยุติธรรมทำงอำญำและหน่วยงำนภำครัฐอื่น ๆ ทั้งหลำย กับชุมชน ซึ่งมีกำรท ำงำนร่วมกันแบบเป็นหุ้นส่วนนั้นเป็นกำรท ำงำนโดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลำงเพื่อกำร ป้องกันหรือควบคุมอำชญำกรรมโดยตรงและโดยอ้อมในระดับเพื่อนบ้ำนหรือในระดับชุมชน และมี ๒ รูปแบบ คือ ยุติธรรมชุมชนในกระบวนทัศน์ควำมยุติธรรมอำญำ ซึ่งกำรมีส่วนร่วมของประชำชนจะ เกิดขึ้นได้เมื่อรัฐอนุญำตให้เข้ำมำมีส่วนร่วมและรัฐเป็นผู้ก ำหนดว่ำจะให้ใครหรือชุมชนใดเข้ำมำมีส่วน ร่วมได้ เช่น อำสำสมัครคุมประพฤติและยุติธรรมชุมชนในกระบวนทัศน์ควำมยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ คือ กำรที่ชุมชนเป็นตัวหลักในกำรจัดกำรกับปัญหำอำชญำกรรม ส่วนรัฐเปลี่ยนบทบำทจำกกำรเป็นผู้อ ำนวย ควำมยุติธรรมหรือเป็นเจ้ำของอ ำนำจเป็นผู้ให้กำรสนับสนุนให้ชุมชนท ำหน้ำที่ได้ โดยชุมชนในงำน ยุติธรรมชุมชนรูปแบบนี้มีบทบำทหน้ำที่ส ำคัญ ๓ ประกำร คือ กำรแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท ำผิดในชุมชน กำร ระงับข้อพิพำทในวิถีทำงควำมยุติธรรมเชิงสมำนฉันท์ และกำรป้องกันปัญหำอำชญำกรรม จะต้องมี ยุทธศำสตร์และยุทธวิธีส่งเสริมสนับสนุนหรือกระตุ้นให้ประชำชนในชุมชนเข้ำมีส่วนร่วมหรือเป็น


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร หุ้นส่วนในกำรป้องกัน ควบคุม จัดกำรควำมขัดแย้งเชิงสมำนฉันท์ ลดและเยียวยำควำมเสียหำยหรือ ควำมรุนแรงที่เกิดจำกอำชญำกรรม หรือกำรกระท ำผิด ตลอดจนคืนคนดีกลับสู่ชุมชนด้วยกำรฟื้นฟู ระบบยุติธรรมเชิงจำรีตและ/หรือพัฒนำระบบยุติธรรมชุมชน โดยมีเป้ำหมำยเพื่อให้ประชำชนรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยและเข้ำถึงควำมยุติธรรมและเพื่อให้ชุมชนมีศักยภำพและควำมสมำนฉันท์ และมีกลไกกำร ท ำงำนตำมระบบยุติธรรมชุมชนที่เชื่อมโยงกับระบบยุติธรรมหลักผ่ำนกำรประสำนงำนของหน่วยงำน ยุติธรรมจังหวัดได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ นอกจำกนี้ ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรม โดยส ำนักงำนยุติธรรมจังหวัด ได้มีกำรด ำเนินงำน ตำมกรอบภำรกิจของกระทรวงในระดับพื้นที่จังหวัด ซึ่งพบว่ำ ปัญหำควำมเดือดร้อนต่ำง ๆ ของ ประชำชน คือ กำรเข้ำถึงควำมยุติธรรม และควำมไม่รู้ช่องทำงกำรเข้ำถึงกระบวนกำรยุติธรรม โดยอำจ ท ำให้เสียสิทธิจำกกำรช่วยเหลือจำกรัฐ ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมได้มีกำรขับเคลื่อนกำรบริหำรรำชกำร แบบมีส่วนร่วมออกเป็น ๓ ส่วน โดยกำรสนับสนุนและควำมร่วมมือจำกหน่วยงำนรัฐอื่น ๆ โดยมีกลไกล หรือเครื่องมือที่เรียกว่ำ “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” เป็นตัวขับเคลื่อนกำรน ำบริกำรงำนยุติธรรมสู่ชุมชนใน ระดับจังหวัดและระดับชุมชน ซึ่งต้องอำศัยควำมร่วมมือจำกทุกภำคส่วน โดยมีแนวทำงกำรด ำเนินงำน แบบมีส่วนร่วมตำมล ำดับ ดังนี้ ๑. ส ำนักงำนปลัดกระทรวงยุติธรรม ต้องมีกำรกระจำยโอกำสกำรเข้ำถึงควำมยุติธรรม ปรับปรุงช่องทำงกำรเข้ำถึงควำมเป็นธรรมง่ำย สะดวก รวดเร็ว ขับเคลื่อนกำรด ำเนินงำนเพื่อบรรลุ บันทึกข้อตกลง (Memorandum of Understanding : MOU) ระหว่ำงหน่วยงำนรัฐและเสริมสร้ำง ศักยภำพและควำมเข้มแข็งของหน่วยงำน ๒. ส ำนักงำนยุติธรรมจังหวัด ต้องมีกำรประชำสัมพันธ์ บทบำทภำรกิจและชี้แจงให้เห็น ควำมส ำคัญทั้งท้องถิ่นและประชำชน รับสมัครอำสำสมัครยุติธรรมชุมชน เปิดโอกำสผ่ำนเวทีแลกเปลี่ยน เช่นเปิดโอกำสให้ประชำชนหรือผู้น ำชุมชนที่สนใจจะจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชนและมีกำรคัดเลือก คณะกรรมกำรในกำรบริหำรพัฒนำศักยภำพและควำมสำมำรถด้ำนกฎหมำย สร้ำงควำมเชื่อมั่นและ สร้ำงแรงจูงใจ ๓. คณะกรรมกำรศูนย์ยุติธรรมชุมชน/เครือข่ำยยุติธรรมชุมชน เกิดกำรรับรู้ มีจิตสำธำรณะสร้ำงศูนย์เรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ แก้ไขปัญหำ เป็นศูนย์เรียนรู้ถ่ำยทอด บอกต่อ แจ้ง สิทธิเชื่อมั่น ไว้ใจ พึ่งพำได้ โดยกำรมีส่วนร่วมของประชำชนที่แท้จริงมำจำกกำรส่งเสริม สนับสนุนและ เปิดโอกำสให้ประชำชนมีส่วนร่วมในกำรบริหำรรำชกำรภำครัฐมำกกว่ำให้เจ้ำหน้ำที่รัฐเข้ำมำปฏิบัติงำน ร่วมกับชุมชนโดยกลไกที่จะท ำให้ตอบสนองกำรมีส่วนร่วมของประชำชนที่เอื้อต่อกำรด ำเนินงำน ยุติธรรมคือ “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” ที่มีส่วนร่วมในกำรจัดกำรงำนยุติธรรมในระดับชุมชน และเข้ำมำร่วม ท ำงำนกับส ำนักงำนยุติธรรมจังหวัด โดยอำศัยรูปแบบกำรด ำเนินงำน ๓ ส่วนที่จะสำมำรถเข้ำถึง กระบวนกำรยุติธรรมได้กำรร่วมมือของประชำชน ดังนั้น หำกองค์กรนิติบัญญัติโดยเฉพำะคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำผู้แทนรำษฎร ซึ่งมีภำรกิจเกี่ยวกับกำรแก้ปัญหำควำมเดือดร้อนให้กับประชำชน และมีจ ำนวนเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง กับกรณีพิพำทต่ำง ๆ จ ำนวนมำก หำกสำมำรถด ำเนินกำรไกล่เกลี่ย และบรรเทำควำมเดือดร้อนให้กับ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประชำชนได้แล้ว กำรลดจ ำนวนคดีเข้ำสู่ศำลก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชำชนที่ต้องแบกรับภำระ ค่ำใช้จ่ำยต่ำง ๆ ที่ต้องใช้ในกระบวนยุติธรรมในชั้นศำล ย่อมลดลง ภำระกำรสิ้นเปลืองทรัพยำกรต่ำง ๆ ย่อมลดลงตำมไปด้วย สุดท้ำยประชำชนจะได้ช่องทำงในกำรแก้ปัญหำควำมเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอีกช่องทำง หนึ่ง ฉะนั้นแล้ว แนวคิดในกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกที่กระแสโลกได้น ำแนวคิดยุติธรรมสมำนฉันท์ และยุติธรรมชุมชนมำใช้เสริมเติมเต็มกระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลัก ประกอบกับประเทศไทยโดย กระทรวงยุติธรรมได้มีกำรด ำเนินกำรในเรื่องดังกล่ำวอย่ำงต่อเนื่อง อย่ำงไรก็ตำม เพื่อให้กระบวนกำร ยุติธรรมทำงเลือกเป็นไปรอบด้ำนมำกยิ่งขึ้น กลไกของคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำผู้แทนรำษฎร จะเป็นอีกบทบำทของฝ่ำยนิติบัญญัติที่จะช่วยบรรเทำควำมเดือดร้อนของประชำชนได้ต่อไป ๓) หน้าที่และอ านาจของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ตำมบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๒๙ บัญญัติไว้ว่ำ “สภำผู้แทนรำษฎรและวุฒิสภำมีอ ำนำจเลือกสมำชิกของแต่ละสภำตั้งเป็น คณะกรรมำธิกำรสำมัญ และมีอ ำนำจเลือกบุคคลผู้เป็นสมำชิกหรือมิได้เป็นสมำชิก ตั้งเป็น คณะกรรมำธิกำรวิสำมัญ หรือคณะกรรมำธิกำรร่วมกันตำมมำตรำ ๑๓๗ เพื่อกระท ำกิจกำรพิจำรณำ สอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ และรำยงำนให้สภำทรำบตำมระยะเวลำที่สภำก ำหนด กำรกระท ำกิจกำร กำรสอบหำข้อเท็จจริง หรือกำรศึกษำตำมวรรคหนึ่งต้องเป็นเรื่อง ที่อยู่ในหน้ำที่และอ ำนำจของสภำ และหน้ำที่และอ ำนำจตำมที่ระบุไว้ในกำรตั้งคณะกรรมำธิกำรก็ดี ในกำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรก็ดี ต้องไม่เป็นเรื่องซ้ ำซ้อนกันในกรณีที่กำรกระท ำกิจกำร กำร สอบหำข้อเท็จจริง หรือกำรศึกษำในเรื่องใดมีควำมเกี่ยวข้องกันให้เป็นหน้ำที่ของประธำนสภำที่ จะต้องด ำเนินกำรให้คณะกรรมำธิกำรที่เกี่ยวข้องทุกชุดร่วมกันด ำเนินกำร ในกำรสอบหำข้อเท็จจริง คณะกรรมำธิกำรจะมอบอ ำนำจหรือมอบหมำยให้บุคคล หรือคณะบุคคลใดกระท ำกำรแทนมิได้ คณะกรรมำธิกำรตำมวรรคหนึ่งมีอ ำนำจเรียกเอกสำรจำกบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใด มำแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงควำมเห็นในกิจกำรที่กระท ำหรือในเรื่องที่พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำอยู่นั้นได้ แต่กำรเรียกเช่นว่ำนั้นมิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพำกษำหรือตุลำกำรที่ปฏิบัติตำมหน้ำที่ หรือใช้อ ำนำจในกระบวนวิธีพิจำรณำพิพำกษำอรรถคดีหรือกำรบริหำรงำนบุคคลของแต่ละศำล และ มิให้ใช้บังคับแก่ผู้ด ำรงต ำแหน่งในองค์กรอิสระในส่วนที่เกี่ยวกับกำรปฏิบัติตำมหน้ำที่และอ ำนำจ โดยตรงในแต่ละองค์กรตำมบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตำมพระรำชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี ให้เป็นหน้ำที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจกำรที่คณะกรรมำธิกำรสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำ ที่จะต้องสั่งกำรให้เจ้ำหน้ำที่ของรัฐในสังกัดหรือในก ำกับ ให้ข้อเท็จจริงส่งเอกสำร หรือ แสดงควำมเห็นตำมที่คณะกรรมำธิกำรเรียก ให้สภำผู้แทนรำษฎรและวุฒิสภำเปิดเผยบันทึกกำรประชุม รำยงำนกำรด ำเนินกำร รำยงำนกำรสอบหำข้อเท็จจริง หรือรำยงำนกำรศึกษำ แล้วแต่ของคณะกรรมำธิกำรให้ประชำชนทรำบ เว้นแต่สภำผู้แทนรำษฎรหรือวุฒิสภำ แล้วแต่กรณีมีมติมิให้เปิดเผย


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมำตรำ ๑๒๔ ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระท ำหน้ำที่และ ผู้ปฏิบัติตำมค ำเรียกตำมมำตรำนี้ด้วย กรรมำธิกำรสำมัญซึ่งตั้งจำกผู้ซึ่งเป็นสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรทั้งหมด ต้องมีจ ำนวน ตำมหรือใกล้เคียงกับอัตรำส่วนของจ ำนวนสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรของแต่ละพรรคกำรเมืองที่มีอยู่ใน สภำผู้แทนรำษฎร ในระหว่ำงที่ยังไม่มีข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎรตำมมำตรำ ๑๒๘ ใ ห้ประธำนสภำผู้แทนรำษฎรเป็นผู้ก ำหนดอัตรำส่วนตำมวรรคแปด” ทั้งนี้ เมื่อพิจ ำ รณ ำป ร ะกอบกับข้อบังคับก ำ รป ร ะชุมสภ ำผู้แทน ร ำษฎ ร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ “ให้สภำตั้งคณะกรรมำธิกำรสำมัญขึ้นสำมสิบห้ำคณะ แต่ละคณะประกอบด้วย กรรมำธิกำรมีจำนวนสิบห้ำคน โดยให้มีหน้ำที่และอ ำนำจ ดังนี้ (๑) คณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีหน้ำที่และ อ ำนำจกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกำรด ำเนินกำรตำม แนวนโยบำยด้ำนกฎหมำย กำรยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนกำรยุติธรรม และ ควำมเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่ำน” ดังนั้น แสดงให้เห็นว่ำ หน้ำที่และอ ำนำจของคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำ ผู้แทนรำษฎร และบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทยได้ก ำหนดให้คณะกรรมำธิกำร หน้ำที่และอ ำนำจกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ เป็นกำรก ำหนดให้ บทบำทของคณะกรรมำธิกำรเป็นที่พึ่งในฐำนะฝ่ำนิติบัญญัติในแก้ไขปัญหำควำมเดือดร้อนของ ประชำชนด้วย ส่งผลให้ประชำชนมีกำรส่งเรื่องร้องเรียนขอควำมเป็นธรรมไปคณะกรรมำธิกำรต่ำง ๆ เพื่อขอให้คณะกรรมำธิกำรพิจำรณำศึกษำหรือสอบหำข้อเท็จจริง ดังนั้น ในกำรพิจำรณำแต่ละเรื่อง จึงต้องมีหน่วยงำนต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ำร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหำให้กรณีต่ำง ๆ ขั้นตอนเหล่ำนี้ อำจ น ำไปสู่กำรเจรจำ กำรพูดคุย รับฟังข้อเท็จจริงจำกทุกฝ่ำยที่เกี่ยวข้อง และในหลำยกรณีสำมำรถ แก้ปัญหำให้กับประชำชนได้อย่ำงรวดเร็ว และเป็นพื้นที่ให้ทุกฝ่ำยได้หำรือร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบัน กำร ไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมควำมที่ศำลมีส่วนส ำคัญที่ท ำให้โจทก์และจ ำเลย สำมำรถยุติข้อพิพำท และสร้ำงสมำนฉันท์ให้แก่คู่ควำมทั้งสองฝ่ำยได้เป็นอย่ำงดีดังนั้น หำกเพิ่มบทบำทของ คณะกรรมำธิกำรที่เป็นที่พึ่งของประชำชนในกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทอีกช่องทำงหนึ่งย่อมเป็น ประโยชน์ต่อกระบวนกำรยุติธรรมและประชำชน ๔) กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ๔.๑ กระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงอำญำ กระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงอำญำให้กระท ำได้ในกรณีดังต่อไปนี้ ๑. ควำมผิดอันยอมควำมได้ ๒. ควำมผิดลหุโทษตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๓๙๐ กระท ำโดยประมำท และกำรกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรำย แก่กำยหรือจิตใจ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มำตรำ ๓๙๑ ใช้ก ำลังท ำร้ำยผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรำยแก่กำยหรือ จิตใจ มำตรำ ๓๙๒ ท ำให้ผู้อื่นเกิดควำมกลัว หรือควำมตกใจ โดยกำรขู่เข็ญ มำตรำ ๓๙๓ ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้ำหรือด้วยกำรโฆษณำ มำตรำ ๓๙๔ ไล่ ต้อน หรือท ำให้สัตว์ใด ๆ เข้ำในสวน ไร่ หรือนำของผู้อื่นที่ ได้แต่งดินไว้ เพำะพันธุ์ไว้หรือมีพืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ มำตรำ ๓๙๕ ควบคุมสัตว์ใด ๆ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเข้ำในสวน ไร่หรือนำ ของผู้อื่นที่ได้แต่งดินไว้เพำะพันธุ์ไว้หรือมีพืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ มำตรำ ๓๙๗ กระท ำด้วยประกำรใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นกำรรังแก ข่มเหง คุกคำม หรือกระท ำให้ได้รับควำมอับอำยหรือเดือดร้อนร ำคำญ ๓. ควำมผิดลหุโทษอื่น ที่ไม่กระทบต่อส่วนรวมตำมที่ก ำหนดในพระรำชกฤษฎีกำ ทั้งนี้ หำกคดีอยู่ในระหว่ำงกำรสอบสอน หรือพิจำรณำคดีของพนักงำนสอบสวน พนักงำนอัยกำร หรือศำลแล้ว ให้หน่วยงำนซึ่งด ำเนินกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทหรือกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภำพ ซึ่งมีหน้ำที่และอ ำนำจก ำกับดูแลกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำค ประชำชนแจ้งให้พนักงำนสอบสวน พนักงำนอัยกำร หรือศำล แล้วแต่กรณีทรำบ พนักงำนสอบสวน พนักงำนอัยกำร หรือศำล แล้วแต่กรณีทรำบ พนักงำนสอบสวน พนักงำนอัยกำร หรือศำลอำจรอกำร สอบสวน กำรสั่งคดี กำรพิจำรณำคดีหรือกำรพิพำกษำคดีแล้วแต่กรณีไว้ก่อน จนกว่ำจะรู้ผลกำร ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทก็ได้เมื่อกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงอำญำสิ้นสุดลงแล้ว ให้หน่วยงำนซึ่งด ำเนินกำร ไกล่เกลี่ยข้อพิพำท หรือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภำพแจ้งผลกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทให้พนักงำน สอบสวน พนักงำนอัยกำร หรือศำลทรำบ ในกรณีที่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพำททำงอำญำกันได้ให้ส่ง ส ำเนำบันทึกข้อตกลงดังกล่ำวไปด้วยในกรณีที่กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงอำญำไม่เป็นผลให้พนักงำน สอบสวน พนักงำนอัยกำร หรือศำลสอบสวนสั่งคดีหรือพิจำรณำพิพำกษำคดีต่อไป (ส ำนักงำน ยุติธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ม.ป.ป., น. ๙ – ๑๑) ๔.๒ กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชน ตำมพระรำชบัญญัติกำรไกล่เกลี่ย ข้อพิพำท พ.ศ. ๒๕๖๒ กระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภำพ กระทรวงยุติธรรมส่งเสริมและสนับสนุนให้ภำคประชำชนรวมตัวกันเป็นศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำค ประชำชน เพื่อด ำเนินงำนเกี่ยวกับกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชนอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและ เสรีภำพเป็นนำยทะเบียนของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภำพมี หน้ำที่และอ ำนำจก ำกับดูแลกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทภำคประชำชนให้ เป็นไปตำมพระรำชบัญญัตินี้ ข้อพิพำทที่อำจฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอำญำหำกคู่กรณีท ำข้อตกลง ระงับข้อพิพำททำงอำญำที่คู่กรณีฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งอำจมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอำญำตำม ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำให้สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องระงับเมื่อคู่กรณีได้ปฏิบัติตำม ข้อตกลงระงับข้อพิพำทในส่วนแพ่งแล้วในกรณีที่คู่กรณีฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งไม่ปฏิบัติตำมข้อตกลงระงับ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ข้อพิพำทในส่วนแพ่ง ให้คู่กรณีอีกฝ่ำยหนึ่งด ำเนินกำรเพื่อขอให้มีกำรบังคับตำมข้อตกลงระงับข้อ พิพำทได้ในกรณีที่ข้อตกลงระงับข้อพิพำทดังกล่ำวมีข้อตกลงระงับข้อพิพำทให้คู่กรณีฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่ง ได้รับประโยชน์แห่งเงื่อนเวลำในกำรปฏิบัติตำมข้อตกลง ให้น ำควำมกำรขยำยอำยุควำมมำใช้บังคับใน กรณีที่คู่กรณีฝ่ำยนั้น ไม่ปฏิบัติตำมข้อตกลง ซึ่งมีผลให้อำยุควำมขยำยออกไปอีกหกสิบวัน นอกจำกนี้ ส ำนักงำนยุติธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ (ม.ป.ป., น. ๑๑ - ๑๒ ) ได้วำงแนวทำง กระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงแพ่งถ้ำเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภำพบุคคล สิทธิในครอบครัว หรือ กรรมสิทธิ์ในอสังหำริมทรัพย์ ไม่สำมำรถกระท ำได้กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททำงแพ่งให้กระท ำได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) ข้อพิพำทเกี่ยวกับที่ดินที่มิใช่ข้อพิพำทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ (๒) ข้อพิพำทระหว่ำงทำยำทเกี่ยวกับทรัพย์มรดก (๓) ข้อพิพำทอื่นตำมที่ก ำหนดในพระรำชกฤษฎีกำ (๔) ข้อพิพำทอื่นนอกจำก (๑) (๒) และ (๓) ที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้ำล้ำนบำท หรือไม่ เกินจ ำนวนตำมที่ก ำหนดในพระรำชกฤษฎีกำ ดังนั้น หำกพิจำรณำพระรำชบัญญัติกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท พ.ศ.๒๕๖๒ จะต้องพึง ตระหนักถึงกำรก ำหนดอ ำนำจตำมกฎหมำยว่ำควรจะมีกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททั้งทำงอำญำและแพ่ง เป็นอย่ำงไร เนื่องจำกปัญหำเรื่องร้องเรียนที่เข้ำสู่กำรพิจำรณำของคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำ ผู้แทนรำษฎร จะมีหน้ำที่และอ ำนำจที่แตกต่ำงกันในแต่ละคณะตำมข้อบังคับกำรประชุมสภำ ผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ทั้งนี้ กำรด ำเนินกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำ ผู้แทนรำษฎรจะเป็นกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทก่อนฟ้องหรือก่อนเข้ำสู่กระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลักเท่ำนั้น ๓. บทวิเคราะห์ จำกกำรศึกษำแนวคิด กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง และกระบวนกำรด ำเนินงำนของ คณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สำมำรถวิเครำะห์รูปแบบและกลไก กำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกของคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำผู้แทนรำษฎร ได้ดังนี้ ๓.๑ รูปแบบและกลไกกำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือก กำรศึกษำเรื่องนี้ มีมุมมองที่ส ำคัญคือ กำรใช้กระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทหรือกำร ระงับข้อพิพำทโดยมีบุคคลที่สำมเข้ำมำช่วยเหลือในกำรเจรจำต่อรอง ซึ่งแนวทำงดังกล่ำวจะเป็นรูปแบบ ที่ใช้เพื่อเสริมเติมเต็มกระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลัก โดยใช้กระบวนกำรระงับข้อพิพำททำงเลือกที่มี จุดเด่นในแง่ประสิทธิภำพ และกำรส่งเสริมให้คู่พิพำทบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันแทนกำรสู้คดีเพื่อหำผู้ แพ้ผู้ชนะและลดจ ำนวนคดีจำกศำล ดังนั้น ผู้ศึกษำจึงสำมำรถวิเครำะห์ได้ว่ำ กำรไกล่เกลี่ย ถือเป็นวิธีกำรระงับข้อพิพำท ทำงเลือกประเภทหนึ่ง ในกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือก (Alternative Justice) ซึ่งเป็นกระบวนกำร สร้ำงควำมเป็นธรรมทำงสังคม โดยเปิดโอกำสให้หน่วยงำนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และชุมชนมีบทบำทร่วมกัน ในกำรก ำหนดแนวทำงและวิธีกำรในกระบวนกำรยุติธรรม กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือก จึงเป็นกำร เพิ่มช่องทำงให้ประชำชนสำมำรถเข้ำถึงควำมยุติธรรมอันเป็นกำรเชื่อมโยงกลไกตำมกฎหมำยและวิถี ชีวิตของประชำชนเข้ำด้วยกัน เพื่อมุ่งสู่กำรสร้ำงสังคมแห่งควำมเป็นธรรมร่วมกัน นอกจำกนี้ กำรไกล่เกลี่ย


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ถือเป็นหนึ่งในวิธีกำรระงับข้อพิพำททำงเลือกที่คนในสังคมใช้กันมำเป็นเวลำนำน โดยรูปแบบหลัก ๆ คือ กำรปฏิบัติใด ๆ ในรูปแบบกำรท ำหน้ำที่ของผู้เจรจำในท้องที่ต่ำง ๆ โดยใช้กำรเจรจำเพื่อช่วยยุติ เหตุข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นเท่ำนั้น เช่น ผู้ใหญ่ ก ำนัน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นรูปแบบเบื้องต้นของสังคมและชุมชน ที่มีผู้ซึ่งประชำชนให้ควำมเคำรพนับถือ อย่ำงไรก็ตำม ด้วยแนวทำงดังกล่ำวอำจยังไม่มีทำงกฎหมำยหรือ สำมำรถยุติข้อพิพำทได้อย่ำงสมบูรณ์ ดังนั้น กำรที่รัฐจะก ำหนดให้มรกำรพัฒนำกลไกลและรูปแบบกำร ไกล่เกลี่ยให้เป็นไปอย่ำงถูกต้องและชอบธรรมโดยปรำศจำกอิทธิพลและอคติประกำรใด หน่วยงำน ในกระบวนกำรยุติธรรมจึงได้เล็งเห็นควำมส ำคัญและประสิทธิภำพของกำรไกล่เกลี่ย จึงได้มีกำร น ำวิธีกำรระงับข้อพิพำทโดยกำรไกล่เกลี่ยมำเป็นกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกอีกวิธีกำรหนึ่ง ซึ่งเป็น วิธีกำรที่เปิดโอกำสให้ประชำชนมีส่วนร่วมในกระบวนกำรโดยตรง รูปแบบและกลไกกำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือก จ ำเป็นอย่ำงยิ่งต้อง ให้ควำมส ำคัญ ๓ ประกำร คือ ประกำรที่หนึ่ง กำรเจรจำไกล่เกลี่ย คือ กำรเข้ำไปแทรกใน กำรไกล่เกลี่ย โดยผู้ที่เป็นบุคคลที่สำมเป็นคนกลำงและเป็นที่ยอมรับโดยคนกลำงไม่มีอ ำนำจหน้ำที่ใน กำรตัดสินใจในเรื่องปัญหำข้อพิพำท แต่มีหน้ำที่ที่จะต้องช่วยให้คู่กรณีซึ่งมีข้อถกเถียงขัดแย้งกันบรรลุ ข้อตกลงร่ วมกัน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ ำยสมัครใจที่จะปฏิบัติตำม ประกำรที่สอง คือ กระบวนกำรไกล่เกลี่ย หมำยถึง กำรพูดคุยหำรือปัญหำข้อพิพำท โดยมีบุคคลเข้ำมำเกี่ยวข้องกับ กำรพูดคุยหำรือกันของคู่พิพำท บุคคลนี้จะเป็น ผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator) และเป็นผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ปัญหำข้อพิพำทแต่อย่ำงใด แต่เหตุที่เข้ำมำนั้น เนื่องจำกได้รับกำรร้องขอให้เข้ำมำช่วยคู่พิพำทในกำร แก้ไขปัญหำควำมขัดแย้ง และประกำรที่สำม คือ กำรเจรจำไกล่เกลี่ยคนกลำง (Mediator) หมำยถึง กำร เจรจำไกล่เกลี่ยที่อำศัยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นกลำงไม่ใช่กำรเกลี้ยกล่อม เพรำะฉะนั้น คนกลำงไม่มี อ ำนำจชี้ถูกผิด ถ้ำแบ่งข้ำงแยกขั้วไปแล้ว ดังนั้น หลักกำรส ำคัญในกำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกในกำรแก้ปัญหำ ข้อพิพำทของประชำชน คือ กำรน ำเอำกระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทมำใช้ในสังคมไทยให้แพร่หลำย เพื่อลดปัญหำข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมในรูปแบบกำรประนีประนอม อย่ำงไรก็ตำม กลไกกระบวนกำร ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทเป็นรูปแบบของกระบวนกำรยุติธรรมทำงสังคม (Social Justice) ซึ่งจะมีกลไกทำง กฎหมำยมำเสริมด้วยเพื่อให้ผู้ปฏิบัติสำมำรถปฏิบัติได้โดยชอบ (Legal Justice) โดยจะเห็นได้จำกกำรที่ หน่วยงำนในกระบวนกำรยุติธรรมได้มีกำรบัญญัติกฎหมำยที่เกี่ยวข้องกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทมำใช้ใน เสริมกระบวนกำรยติธรรมกระแสหลัก เพื่อใช้กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททั้งภำยในและภำยนอกชั้นศำล ทั้งนี้ กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทในชั้นศำลเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยระงับควำมขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งวัตถุประสงค์ของกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท คือ กำรท ำให้คู่พิพำทสำมำรถหำทำงออกร่วมกันได้ (สม ภำคย์ ตระกำรกุลพันธ์, ๒๕๕๒ ,น. ๑๐-๑๒) ซึ่งผู้ที่ท ำหน้ำที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทในศำล คือ คณะผู้ พิพำกษำที่ทำงำนอยู่ในศำลต่ำง ๆ โดยจะต้องเป็นผู้ที่สมัครใจและพร้อมที่จะท ำหน้ำที่เป็นคนกลำงช่วย ไกล่เกลี่ยข้อพิพำท ไม่มีอคติ มีควำมเป็นธรรม ไม่ล ำเอียงกับคู่ควำมทุกฝ่ำย แต่จะมิได้มีหน้ำที่ในกำร ช่วยตัดสินหรือชี้ขำดข้อพิพำทของคู่ควำม โดยจะท ำหน้ำที่เป็นเพียงผู้ช่วยเจรจำเพื่อหำข้อยุติให้กับ คู่ควำมร่วมกันได้ ซึ่งในบำงครั้งองค์คณะผู้พิพำกษำอำจแต่งตั้งตัวแทนที่เป็นบุคคลหรือคณะบุคคล ให้ท ำหน้ำที่เป็นผู้ประนีประนอม เพื่อช่วยแบ่งเบำภำระของผู้พิพำกษำในศำลได้อีกด้วย


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ผู้ศึกษำจึงสำมำรถสรุปกำรวิเครำะห์รูปแบบและกลไกกำรใช้กระบวนกำรยุติธรรม ทำงเลือก ได้ว่ำ กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกที่ส ำคัญและสำมำรถเสริมเติมเต็มกระบวนกำรยุติธรรม กระแสหลักได้ คือ รูปแบบและกลไกกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท ซึ่งแบ่งเป็นกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำททั้งภำยใน และภำยนอกชั้นศำล โดยต้องมีผู้ไกล่เกลี่ยที่มีทักษะและองค์ควำมรู้ในกำรประนีประนอมและปรำศจำก อคติในกำรท ำหน้ำที่ รวมทั้งมีบทบัญญัติกฎหมำยรองรับกำรปฏิบัติหน้ำที่ ซึ่งเมื่อพิจำรณำถึงกำรศึกษำ เรื่อง แนวทำงกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สำมำรถสรุปได้ว่ำ กำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จะใช้รูปแบบและกลไกกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทในกำรแก้ปัญหำควำมเดือดร้อนให้ ประชำชนได้ และกรรมำธิกำรซึ่งมีควำมหลำกหลำยของพรรคกำรเมืองทั้งจำกฝ่ำยรัฐบำลและฝ่ำยค้ำนที่ ต้องปฏิบัติหน้ำที่ร่วมกันจะเป็นกำรสร้ำงสมดุลกำรท ำงำนเพื่อแก้ปัญหำให้ประชำชนได้เป็นอย่ำงดีตำม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๒๙ สภำผู้แทนรำษฎรและวุฒิสภำมีอ ำนำจ เลือกสมำชิกของแต่ละสภำตั้งเป็นคณะกรรมำธิกำรสำมัญ และมีอ ำนำจเลือกบุคคลผู้เป็นสมำชิกหรือ มิได้เป็นสมำชิก ตั้งเป็นคณะกรรมำธิกำรวิสำมัญ หรือคณะกรรมำธิกำรร่วมกันตำมมำตรำ ๑๓๗ เพื่อ กระท ำกิจกำรพิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ และรำยงำนให้สภำทรำบตำมระยะเวลำ ที่สภำก ำหนด ซึ่งคณะกรรมำธิกำรมีอ ำนำจเรียกเอกสำรจำกบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมำแถลง ข้อเท็จจริงหรือแสดงควำมเห็นในกิจกำรที่กระท ำหรือในเรื่องที่พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริงหรือศึกษำอยู่ นั้นได้ แต่กำรเรียกเช่นว่ำนั้นมิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพำกษำหรือตุลำกำรที่ปฏิบัติตำมหน้ำที่หรือใช้อ ำนำจใน กระบวนวิธีพิจำรณำพิพำกษำอรรถคดีหรือกำรบริหำรงำนบุคคลของแต่ละศำล และมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ ด ำรงต ำแหน่งในองค์กรอิสระในส่วนที่เกี่ยวกับกำรปฏิบัติตำมหน้ำที่และอ ำนำจโดยตรงในแต่ละองค์กร ตำมบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตำมพระรำชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประกอบกับข้อบังคับกำร ประชุมสภำผู้แทนรำษฎร ข้อ ๙๐ ให้สภำตั้งคณะกรรมำธิกำรสำมัญขึ้นสำมสิบห้ำคณะ แต่ละคณะ ประกอบด้วยกรรมำธิกำรมีจ ำนวนสิบห้ำคน โดยให้คณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน มีหน้ำที่และอ ำนำจกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับ กำรด ำเนินกำรตำมแนวนโยบำยด้ำนกฎหมำย กำรยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิใน กระบวนกำรยุติธรรม และควำมเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่ำน ดังนั้น จึงสำมำรถสรุปได้ว่ำ รูปแบบและกลไกกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทคณะกรรมำธิกำร กำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จะเป็นกำรกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทก่อนชั้นศำล ผ่ำนกลไก กำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำร ๑.๒ กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ผู้ศึกษำได้วิเครำะห์สภำพสังคมในปัจจุบันของประเทศไทย ซึ่งได้มีกำรก่อตั้งองค์กรเพื่อ ช่วยแก้ปัญหำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกำรยุติธรรมให้กับประชำชนมำกขึ้น โดยมีองค์กรส ำคัญ เช่น คณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ คณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำผู้แทนรำษฎร และ คณะกรรมกำรคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น เพื่อเปิดโอกำสให้ภำคประชำชนมีส่วนร่วมในกำรรักษำสิทธิ และเสรีภำพของตนได้อย่ำงกว้ำงขวำง ประชำชนจะต้องรักษำสิทธิและเสรีภำพของตนเอง เพื่อให้เกิด


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประสิทธิภำพและประสิทธิผลในกำรต่อรองกับหน่วยงำนต่ำง ๆ กำรรวมกลุ่มเป็นกำรประสำนควำม ร่วมมือที่ส ำคัญ ไม่ว่ำในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน กำรสร้ำงควำมรับผิดชอบ (accountable) รู้จักรับฟัง ควำมแตกต่ำงในทำงสร้ำงสรรค์ (positive difference) ควำมชอบธรรม (legitimate) และเสริมสร้ำง ควำมเข้มแข็ง (empowerment) ภำยใต้สังคมเปิด จะก่อให้เกิดกำรเรียนรู้ร่วมกันหรือองค์กรแห่งกำร เรียนรู้ด้วยเพื่อสร้ำงควำมยั่งยืนให้แก่ท้องถิ่นหรือชุมชน ต่อไปในอนำคต ภำยใต้ระบอบประชำธิปไตย กำรสร้ำงประชำธิปไตยในชุมชนจึงเป็นกำรที่สมำชิกในชุมชนตระหนักถึงอ ำนำจในกำรตัดสินใจในกิจกำร และควำมเป็นไปต่ำง ๆ ในชุมชน มีส่วนร่วมในกำรตัดสินใจร่วมก ำหนดทิศทำงและนโยบำยสำธำรณะ ร่วมกันพัฒนำชุมชน ติดตำม ตรวจสอบ รักษำสิทธิประโยชน์จำกกำรท ำงำนของนักกำรเมืองและรัฐ ประกอบกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย ที่ได้ตรำไว้ว่ำ “มำตรำ ๒๕๘ ให้ด ำเนินกำรปฏิรูปประเทศอย่ำงน้อยในด้ำนต่ำง ๆ ให้เกิดผล ดังต่อไปนี้ ... ง. ด้ำนกระบวนกำรยุติธรรม (๑) ให้มีกำรก ำหนดระยะเวลำด ำเนินงำนในทุกขั้นตอนของกระบวนกำรยุติธรรมที่ ชัดเจน เพื่อให้ประชำชนได้รับควำมยุติธรรมโดยไม่ล่ำช้ำ และมีกลไกช่วยเหลือประชำชนผู้ขำดแคลนทุน ทรัพย์ให้เข้ำถึงกระบวนกำรยุติธรรมได้ รวมตลอดทั้งกำรสร้ำงกลไกเพื่อให้มีกำรบังคับกำรตำมกฎหมำย อย่ำงเคร่งครัดเพื่อลดควำมเหลื่อมล้ ำและควำมไม่เป็นธรรมในสังคม” จำกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย แสดงให้เห็นว่ำประเทศไทยได้ ตระหนักถึงกลไกช่วยเหลือประชำชน ให้ได้รับควำมยุติธรรมโดยไม่ล่ำช้ำ และเข้ำถึงกระบวนกำร ยุติธรรมเพื่อลดควำมเหลื่อมล้ ำและควำมไม่เป็นธรรมในสังคม ดังนั้น กำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมจึง ต้องค ำนึงถึงกลไกอื่นในกำรเสริมกระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลักที่มีอยู่ เพื่อส่งเสริมควำมยุติธรรม ให้กับสังคม นอกเหนือจำกกระบวนกำรยุติธรรมทำงกฎหมำย (Legal Justice) ในรูปแบบกระบวนกำร ยุติธรรมทำงสังคม (Social Justice) ซึ่งสำมำรถสะท้อนควำมต้องกำรของสังคมได้มำกกว่ำ ซึ่งมีประเด็น ที่ส ำคัญ คือ ยุทธศำสตร์กำรให้ควำมรู้ทำงกฎหมำย กฎหมำยที่ควรรู้ กลุ่มบุคคลที่ควรรู้กฎหมำย และ กำรประชำสัมพันธ์กฎหมำย และวัตถุประสงค์อีกประกำรหนึ่ง เพื่อให้เกิดกำรระงับข้อพิพำทและ แก้ปัญหำให้กับประชำชนได้เบื้องต้น โดยไม่ต้องพึ่งศำลเพียงช่องทำงเดียว กลไกกำรไกล่เกลี่ยจึงเป็น แนวทำงเลือกให้กับประชำชนในกำรลดข้อขัดแย้งเป็นกำรเบื้องต้นก่อนน ำข้อพิพำทหรือคดีควำมเข้ำสู่ กำรพิจำรณำของศำล เพื่อให้คู่กรณีมีโอกำสได้เลือกเข้ำสู่กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกด้วยควำมสมัคร ใจ โดยยุติคดีด้วยควำมพึงพอใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ำย อันจะเป็นกำรสร้ำงสังคมที่มีควำมสมำนฉันท์ ต่อไป และถือเป็นหัวใจส ำคัญของกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกในระดับสำกล คณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภำผู้แทนรำษฎร ถือ เป็นกลไกหนึ่งของฝ่ำยนิติบัญญัติที่สำมำรถลดปัญหำข้อพิพำทของประชำชนได้ผ่ำนช่องกำรร้องเรียน ของประชำชน ซึ่งตำมบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๒๙ สภำผู้แทนรำษฎร และวุฒิสภำมีอ ำนำจเลือกสมำชิกของแต่ละสภำตั้งเป็นคณะกรรมำธิกำรสำมัญ และมีอ ำนำจเลือกบุคคล ผู้เป็นสมำชิกหรือมิได้เป็นสมำชิก ตั้งเป็นคณะกรรมำธิกำรวิสำมัญ หรือคณะกรรมำธิกำรร่วมกันตำม


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มำตรำ ๑๓๗ เพื่อกระท ำกิจกำรพิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ และรำยงำนให้สภำ ทรำบตำมที่สภำก ำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำผู้แทนรำษฎร สำมำรถกำรกระท ำกิจกำร กำร สอบหำข้อเท็จจริง หรือกำรศึกษำต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้ำที่และอ ำนำจของสภำ และหน้ำที่และอ ำนำจ ตำมที่ระบุไว้ในกำรตั้งคณะกรรมำธิกำร อย่ำงไรก็ตำม ปัจจัยส ำคัญที่ท ำให้กำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำ สภำผู้แทนรำษฎร เป็นไปอย่ำงสมดุล คือ กรรมำธิกำรสำมัญต้องตั้งจำกผู้ซึ่งเป็นสมำชิกสภำผู้แทน รำษฎรทั้งหมด โดยต้องมีจ ำนวนตำมหรือใกล้เคียงกับอัตรำส่วนของจ ำนวนสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร ของแต่ละพรรคกำรเมืองที่มีอยู่ในสภำผู้แทนรำษฎรท ำให้ในคณะกรรมำธิกำรหนึ่งคณะมีสัดส่วนของ ฝ่ำยรัฐบำลและฝ่ำยค้ำนร่วมท ำงำนด้วยกัน ประกอบกับข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ ให้สภำตั้งคณะกรรมำธิกำรสำมัญขึ้นสำมสิบห้ำคณะ แต่ละคณะประกอบด้วย กรรมำธิกำรมีจำนวนสิบห้ำคน ซึ่งคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มี หน้ำที่และอ ำนำจกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกำร ด ำเนินกำรตำมแนวนโยบำยด้ำนกฎหมำย กำรยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนกำร ยุติธรรม และควำมเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่ำน ฉะนั้นแล้ว บทบำทของคณะกรรมำธิกำรจึงมีควำม เกี่ยวข้องกับควำมเดือดร้อนของประชำชนด้วย โดยประชำชนสำมำรถส่งเรื่องร้องเรียนมำยัง คณะกรรมำธิกำร เพื่อขอให้คณะกรรมำธิกำรพิจำรณำศึกษำหรือสอบหำข้อเท็จจริง ดังนั้น ในกำร พิจำรณำแต่ละเรื่องจึงต้องมีหน่วยงำนต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ำร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหำให้กรณีต่ำง ๆ ขั้นตอนเหล่ำนี้ อำจน ำไปสู่กำรเจรจำ กำรพูดคุย รับฟังข้อเท็จจริงจำกทุกฝ่ำยที่เกี่ยวข้อง และในหลำย กรณีสำมำรถแก้ปัญหำให้กับประชำชนได้อย่ำงรวดเร็ว และเป็นพื้นที่ให้ทุกฝ่ำยได้หำรือร่วมกัน ซึ่งใน ปัจจุบัน กำรไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมควำมที่ศำลมีส่วนส ำคัญที่ท ำให้โจทก์และจ ำเลย สำมำรถยุติ ข้อพิพำทและสร้ำงสมำนฉันท์ให้แก่คู่ควำมทั้งสองฝ่ำยได้เป็นอย่ำงดี ดังนั้น หำกเพิ่มบทบำทของ คณะกรรมำธิกำรที่เป็นที่พึ่งของประชำชนในกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทอีกช่องทำงหนึ่งย่อมเป็นประโยชน์ ต่อกระบวนกำรยุติธรรมและประชำชน ทั้งนี้ ผู้ศึกษำสำมำรถวิเครำะห์รูปแบบและแนวทำงกำรไกล่เกลี่ย ข้อพิพำทของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภำผู้แทนรำษฎร ได้ดังนี้ ๑. กำรให้ควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพำทและกฎหมำยแก่ผู้ร้องเรียน รูปแบบกำรด ำเนินกำรของของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ยึดหลักกำรด ำเนินกำรตำมบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๒๙ และข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ ซึ่งเมื่อมีเรื่องร้องเรียนใด เข้ำมำสู่สำรบบเรื่องร้องเรียนของคณะกรรมำธิกำร จะมีกำรด ำเนินกำรวิเครำะห์สรุปเรื่องร้องเรียน เบื้องต้นว่ำ ข้อพิพำทหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องใด หน่วยงำนใด และอยู่ในหน้ำที่และอ ำนำจของ คณะกรรมำธิกำรตำมข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎรหรือไม่ หลังจำกนั้น จะมีกำรวิเครำะห์ ประเด็นทำงสังคมและข้อกฎหมำยเพื่อศึกษำหำแนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำโดยเบื้องต้น เพื่อเสนอเสนอ ประธำนคณะกรรมำธิกำรพิจำรณำ หลังจำกนั้น ประธำนคณะกรรมำธิกำรหรือคณะกรรมำธิกำรจะเป็นผู้ ก ำหนดระเบียบวำระกำรประชุมเพื่อพิจำรณำเรื่องดังกล่ำว ซึ่งหำกเรื่องใดเข้ำสู่กำรพิจำรณำ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร คณะกรรมำธิกำร จะได้ประสำนผู้ร้องเรียนและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องเข้ำร่วมประชุม ซึ่งมีหลำยกรณี ที่ คณะกรรมำธิกำรศึกษำปัญหำและประเด็นทำงกฎหมำยแล้วสำมำรถไกล่เกลี่ยข้อพิพำทได้เป็นกำร เบื้องต้น จึงได้มีหำรือร่วมผู้ร้องเรียน และหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องก่อนกำรประชุมเพื่อท ำควำมเข้ำใจใน ประเด็นข้อเดือดร้อนประชำชน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในด้ำนต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้กำรสนับสนุนองค์ควำมรู้ ประสบกำรณ์เพื่อท ำควำมเข้ำใจถึงหลักกระบวนกำรยุติธรรมทำงสังคมและกฎหมำยกับทั้งสองฝ่ำยเป็น เบื้องต้น ซึ่งท ำให้ผู้ร้องเรียนมีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพำทและกฎหมำยของตนเอง และ หน่วยงำนของรัฐทรำบถึงปัญหำของประชำชนได้ ๒. กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทเบื้องต้น เมื่อผู้ร้องเรียนมีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพำทและกฎหมำยของ ตนเอง และหน่วยงำนของรัฐได้ทรำบถึงปัญหำของประชำชนแล้ว คณะกรรมำธิกำรอำจจัดให้มีกำร ประชุมนอกรอบเพื่อเสนอแนะหำแนวทำงร่วมกันในกำรแก้ปัญหำให้กับประชำชนเบื้องต้น เมื่อแล้วเสร็จ เพื่อให้มีผู้ร้องเรียนและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องได้ด ำเนินกำรตำมแนวทำงแก้ปัญหำร่วมกัน ผู้ร้องเรียนและ หน่วยงำนจะได้ชี้แจงข้อพิพำทดังกล่ำวในที่ประชุมคณะกรรมำธิกำรอย่ำงเป็นทำงกำรต่อไป ๓. กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทในที่ประชุมคณะกรรมำธิกำร ในหลำยกรณีที่คณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้ให้ควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพำทและกฎหมำยแก่ผู้ร้องเรียน และหำแนวทำงร่วมกันใน กำรแก้ปัญหำให้กับประชำชนเบื้องต้นแล้ว กำรประชุมคณะกรรมำธิกำรจะเป็นกำรเปิดโอกำสผู้เกี่ยวข้อง ชี้แจงแสดงควำมคิดเห็นได้อย่ำถูกต้องตรงประเด็น และหน่วยงำนที่เกี่ยวสำมำรถอธิบำยถึงปัญหำ ดังกล่ำวได้อย่ำงตรงประเด็น ซึ่งจะน ำไปสู้กำรพิจำรณำหำรือในที่ประชุมคณะกรรมำธิกำรที่เป็นไปอย่ำง ถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นไปตำมหลักกฎหมำย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และมีแนวทำงที่เป็นกำร ประนีประนอมให้ผู้เดือดร้อน และหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องอย่ำงเหมำะสมทั้งบริบททำงสังคมและกฎหมำย อย่ำงไรก็ตำม หำกไม่ได้รับควำมพึงพอใจผู้ร้องเรียนสำมำรถด ำเนินกำรตำมกฎหมำยได้ต่อไป โดย สำมำรถยกตัวอย่ำงสรุปผลกำรประชุมคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่ ด ำเนินกำรเหผู้ร้องเรียนและหน่วยงำยของรัฐร่วมกันด ำเนินกำรแก้ปัญหำควำมเดือดร้อน ๔. บทสรุปและอภิปรายผล แนวทำงกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ต้องค ำนึงถึงประโยชน์ในกำรเข้ำถึงกระบวนกำรยุติธรรมของ คณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำผู้แทนรำษฎร คือ กำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำท ซึ่งเป็นกำรไกล่เกลี่ยข้อ ขัดแย้งและมีผู้ไกล่เกลี่ยเป็นสื่อกลำงในสถำนกำรณ์ที่เกิดข้อพิพำท โดยท ำหน้ำที่ในกำรช่วยเหลือ เสนอแนะแนวทำง และเป็นสื่อกลำงให้คู่กรณีหำทำงออกของข้อพิพำทร่วมกัน โดยผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องไม่ ใช้อ ำนำจในกำรก ำหนดข้อตกลงให้แก่คู่กรณี ซึ่งกำรจะตกลงหรือไม่เป็นกำรตัดสินใจของคู่กรณีเองโดยผู้ ไกล่เกลี่ยและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องต้องท ำควำมเข้ำใจในหลักกำรของกฎหมำยและสถำนกำรณ์ทำงสังคม เพื่อช่วยสนับสนุนแนวทำงกำรแก้ไขข้อพิพำทให้กับคู่ขัดแย้ง ดังนั้น ผู้ไกล่เกลี่ยจึงต้องปฏิบัติหน้ำที่ด้วย ควำมเป็นกลำง อิสระ ยุติธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ นอกจำกนี้ เพื่อให้เกิดกำรบูรณำกำรด้ำนกำร


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ไกล่เกลี่ยข้อพิพำท และก ำหนดกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทที่ชัดเจนขึ้นและได้ก ำหนดกระบวนกำรระงับ ข้อพิพำททำงแพ่งและอำญำมำใช้ยุติหรือระงับข้อพิพำทที่เกิดขึ้นในท้องที่ และชุมชน กำรสนับสนุนให้มี “บทบำทคณะกรรมำธิกำรสำมัญประจ ำสภำผู้แทนรำษฎรในฐำนะผู้ไกล่เกลี่ย” ที่ก ำหนดอ ำนำจหน้ำที่ ควำมรับผิดชอบ ขอบเขตที่ชัดเจน ภำยใต้บทบำทหน้ำที่และอ ำนำจตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๒๙ และข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนั้น คณะกรรมำธิกำร จะสำมำรถท ำหน้ำที่ส่งเสริม สนับสนุนและไกล่เกลี่ยข้อพิพำทให้กับทุกภำค ซึ่งจะท ำให้เกิดควำม สมำนฉันท์ขึ้นในสังคม ส่งผลให้สำมำรถลดคดีขึ้นสู่ศำล ลดปัญหำควำมขัดแย้ง ลดงบประมำณแผ่นดิน และเสริมสร้ำงให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่ำงปกติสุข ดังนี้ (๑) บทบำทของผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพำท (๒)กำรบูรณำกำรกำรท ำงำนศูนย์รับเรื่องรำวร้องทุกข์ (๓) กำรพัฒนำกฎหมำยที่เอื้ออ ำนวยต่อกำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำร กำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จำกกำรศึกษำ พบว่ำ รูปแบบและกลไกกำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกโดยกำร ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สำมำรถพัฒนำ เป็นแนวทำงกำรใช้กระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทได้ โดยผู้ศึกษำสำมำรถสรุปผลกำรวิเครำะห์แนว ทำงกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน ซึ่งมีปัจจัยส ำคัญที่จะเสริมเต็มได้ ประกำรแรก คือ บทบำทของผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพำท ซึ่งเป็น ปัจจัยที่ส ำคัญ โดยกรรมำธิกำรจะเป็นผู้ด ำเนินกำรประชุม ซักถำม และก ำหนดแนวทำงในกำรประชุมให้ แต่ละฝ่ำยหำทำงออกร่วมกัน จึงมีลักษณะคล้ำยคลึงกับผู้ไกล่เกลี่ย ประกำรที่สอง คือ กำรบูรณำกำร กำรท ำงำนศูนย์รับเรื่องรำวร้องทุกข์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ส ำคัญที่จะเป็นพื้นที่ให้ประชำชนสำมำรถเข้ำถึง องควำมรู้ด้ำนต่ำง ๆ ทั้งด้ำนสังคมและกฎหมำย แม้อำคำรรัฐสภำจะถือเป็นสถำนที่หนึ่งที่ คณะกรรมำธิกำรใช้ในกำรประชุมคณะกรรมำธิกำร โดยคณะกรรมำธิกำรแต่ละคณะจะมี สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร และผู้ทรงคุณวุฒิในด้ำนต่ำง ๆ ที่พร้อมจะให้ควำมรู้ควำมเข้ำใจกับผู้ร้องเรียน ในด้ำนต่ำง ๆ ดังจะเห็นได้จำกกำรที่มีประชำชนเดินทำงมำร้องเรียนปัญหำควำมเดือดร้อนที่อำคำ รัฐสภำเป็นจ ำนวนมำก อย่ำงไรก็ตำม อำคำรัฐสภำตั้งอยู่ในกรุงเทพ ประชำชนในพื้นที่ต่ำงจังหวัดจึงต้อง ส่งหนังสือร้องเรียนมำยังส่วนกลำง กำรบูรณำกำรกำรท ำงำนศูนย์รับเรื่องรำวร้องทุกข์ร่วมกับหน่วยงำน อื่น ๆ เช่น กรมกำรปกครอง และกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น เพื่อประสำนกำรท ำงำนร่วมกันจะเป็นลด ค่ำใช้จ่ำยของรัฐ ซึ่งจะต้องมีกำรบูรณำกำรงำนในสอดคล้องกันระหว่ำงฝ่ำยนิติบัญญัติและฝ่ำยบริหำรซึ่ง จะเป็นประโยชน์ในกำรแก้ปัญหำให้ประชำชนได้ หรือกำรจัดให้มีรัฐสภำประจ ำจังหวัดอำจเป็นทำงเลือก หนึ่งที่สำมำรถท ำได้แต่ต้องค ำนึงควำมคุ้มค่ำในกำรด ำเนินกำรด้วย ประกำรสุดท้ำย คือ ด้ำนกฎหมำย และระเบียบที่เกี่ยวข้องซึ่งในชั้นของคณะกรรมำธิกำรยังไม่มีผลบังคับทำงกฎหมำยอย่ำงชัดเจน แต่ เป็นไปตำมกลไกตรวจสอบกำรท ำงำนของหน่วยงำนของรัฐเท่ำนั้น รวมทั้งรูปแบบของกำรวำงแนวทำง ร่วมกันกับหน่วยงำนของรัฐเพื่อบรรเทำควำมเดือดร้อนของประชำชน อย่ำงไรก็ตำม กำรด ำเนินกำรมี ข้อจ ำกัดในบำงกรณีที่หน่วยงำนของรัฐมิได้ส่งผู้ชี้แจงในระดับผู้บริหำร ซึ่งจะต้องน ำขอหำรือหรือมติของ คณะกรรมำธิกำรไปเสนอผู้บริหำรส่งผลต่อควำมชัดเจนและควำมรวดเร็วในกำรแก้ปัญหำของประชำชน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ดังนั้น นอกเหนือจำกหน้ำที่และอ ำนำจตำมของคณะกรรมำธิกำรตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๒๙ และข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว อำจจะต้องมีกำรพิจำรณำ ตรำกฎหมำยที่มีลักษณะเดียวกับพระรำชบัญญัติค ำสั่งเรียกคณะกรรมำธิกำรของสภำผู้แทนรำษฎรและ วุฒิสภำเพื่อน ำมำใช้แทนกฎหมำยเดิม อย่ำงไรก็ตำม คณะกรรมำธิกำรต้องสร้ำงภำพลักษณ์ที่ดีต่อ ประชำชนและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมให้กำรท ำงำนของคณะกรรมำธิกำรเป็นไปตำมวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทำควำมเดือดร้อนของประชำชนและภำคส่วนต่ำง ๆ ด้วย ๕. ข้อเสนอแนะ กำรศึกษำนี้มีข้อค้นพบแนวทำงกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกของ คณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบและกลไกกำร ใช้กระบวนกำรยุติ ธรรมทำงเลือกก ำรด ำเนินก ำรของคณะกรรมำธิก ำรกำ รกฎหม ำย กำรยุติธรรมเพื่อน ำไปสู่แนวทำงกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกของคณะกรรมำธิกำรกำร กฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้น ซึ่งสำมำรถวิเครำะห์เป็น ข้อเสนอแนะได้ดังนี้ ๑. กำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกโดยกำรใช้กระบวนกำรไกล่เกลี่ย ข้อพิพำท ควรมีกำรส่งเสริมบทบำทของผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพำท (คณะกรรมำธิกำร) โดยกำรจัดให้มีกำร แลกเปลี่ยนองค์ควำมรู้ เทคนิคและกำรบูรณำกำรท ำงำนร่วมกับหน่วยงำนของรัฐ เช่น ส ำนักศำลยุติธรรม และกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น เพื่อเป็นกำรแลกเปลี่ยนประสบกำรณ์ กำรไกล่เกลี่ยระหว่ำงกัน รวมทั้งบูรณำกำรกำรท ำงำนเป็นเครือข่ำยเพื่อเป็นกำรประสำนงำน เชื่อมโยง ข้อมูลเกี่ยวกับกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทให้เป็นระบบมำกยิ่งขึ้น ๒. กำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกโดยกำรใช้กระบวนกำรไกล่เกลี่ย ข้อพิพำท ควรมีกำรส่งเสริมให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของสภำผู้แทนรำษฎร โดยกำรจัดให้มีรัฐสภำ ประจ ำจังหวัดเพื่อเป็นทำงเลือกหนึ่งที่เหมำะสมให้กับประชำชนในพื้นที่ต่ำงจังหวัดที่จะสำมำรถเข้ำมำ ปรึกษำปัญหำข้อพิพำทนอกเหนือจำกกำรเข้ำไปที่ส่วนกลำง ซึ่งจะมีลักษณะคล้ำยคลึงกับศูนย์ยุติธรรมชุมชน ๓. กำรใช้กระบวนกำรยุติธรรมทำงเลือกโดยกำรใช้กระบวนกำรไกล่เกลี่ย ข้อพิพำท ควรมีกำรพัฒนำกฎหมำยที่เอื้ออ ำนวยต่อกำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนโดยสุจริต และก ำหนดให้มีแนวทำงมำตรกำรทำงกฎหมำยเกี่ยวกับกำร ส่งเสริมประสิทธิภำพของกระบวนกำรไกล่เกลี่ยข้อพิพำทของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำร ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนอย่ำงเร่งด่วน เช่น กำรตรำกฎหมำยเกี่ยวกับค ำสั่งเรียกคณะกรรมำธิกำรของ สภำผู้แทนรำษฎร เป็นต้น นำยภูวน อุ่นจันทร์ วิทยำกรช ำนำญกำรพิเศษ กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แนวทางสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการพัฒนา สร้างสันติสุขและประชาธิปไตย ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ควำมสูญเสียต่อชีวิต ร่ำงกำย และทรัพย์สินของประชำชนและหน่วยงำนภำครัฐ อันเนื่องมำจำกเหตุกำรณ์ควำมไม่สงบในจังหวัดชำยแดนภำคใต้ได้ด ำเนินมำอย่ำงต่อเนื่อง และเกิดควำมรุนแรง โดยยังไม่มีแนวโน้มว่ำเหตุกำรณ์ดังกล่ำวจะยุติลงและน ำสันติสุขมำสู่พื้นที่ ได้ในอนำคตอันใกล้ เห็นได้จำกเหตุระเบิดและกำรลอบท ำร้ำย ลอบสังหำรที่ยังคงเกิดขึ้นเป็นรำยวันโดย มีสถิติของกำร เกิดเหตุกำรณ์ควำมไม่สงบตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ - พ.ศ. ๒๕๖๔ มำกกว่ำ ๒๐,๐๐๐ ครั้ง เกิดกำรสูญเสียชีวิต ๗,๓๑๔ รำย บำดเจ็บ ๑๓,๕๘๔ รำย รัฐบำลได้ทุ่มเทงบประมำณแผ่นดินซึ่งเป็นเงิน ภำษีของประชำชนคนไทยทั่วประเทศในกำรบริหำรจัดกำรไปแล้วกว่ำ ๓.๘ แสนล้ำนบำท พร้อมด้วยกำร ส่งเจ้ำหน้ำที่ของรัฐไปประจ ำกำรในพื้นที่หลำยหมื่นคนในแต่ละปี ทั้งนี้ โดยยังไม่นับรวมถึงทรัพยำกรอื่น ที่ต้องใช้ไปในกำรจัดกำรกับปัญหำนี้ เช่น อำวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรต่ำง ๆ สภำพกำรณ์ที่ด ำรงอยู่ขณะนี้และที่ก ำลังจะด ำเนินต่อไป หำกไม่ได้รับแก้ไขย่อมส่งผล กระทบต่อกำรพัฒนำประเทศไทยโดยรวมอย่ำงน้อย ๔ ประกำร คือ ประกำรแรก ส่งผลกระทบต่อ จิตใจ อำรมณ์ และควำมรู้สึกของประชำชนทั่วประเทศ ประกำรที่สอง ส่งผลกระทบต่อกำรพัฒนำ ท้องถิ่นและประเทศโดยรวม ประกำรที่สำม ส่งผลกระทบต่อควำมเชื่อมั่นของต่ำงชำติในด้ำนควำม มั่นคงและควำมปลอดภัยของประเทศ มีควำมเสี่ยงที่จะถูกแทรกแซงกิจกำรภำยใน ประกำรที่สี่ ส่งผล กระทบต่อควำมมั่นคงและบูรณภำพแห่งดินแดน แม้ภำครัฐและภำคประชำสังคมจะทุ่มเทก ำลังคน ทรัพยำกร งบประมำณ และเวลำจ ำนวนมำกมำยมหำศำลลงไปเพื่อแก้ไขปัญหำควำมไม่สงบที่เกิดขึ้น ในจังหวัดชำยแดนภำคใต้ในช่วงระยะเวลำกว่ำ ๑๘ ปีที่ผ่ำนมำ แต่ข้อเท็จจริงข้ำงต้นกลับแสดงให้เห็น ว่ำเหตุควำมรุนแรงถึงชีวิต (Deadly Violence) ยังคงปรำกฏอยู่อย่ำงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงควำม ผิดปกติของสภำพสังคม กำรเมืองในพื้นที่ ตลอดจนอำรมณ์ และควำมรู้สึกของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับ เหตุกำรณ์ต่ำง ๆ นี้ ปัญหำควำมไม่สงบในจังหวัดชำยแดนภำคใต้กลำยเป็นประเด็นที่ได้รับควำมสนใจจำก สังคมไทยในขณะนี้ มีกำรเสนอแนวทำงแก้ไขปัญหำจำกหลำยฝ่ำยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง มีบุคคล องค์กร ทั้งภำครัฐและเอกชน ทุ่มเททรัพยำกรเพื่อศึกษำวิจัยค้นคว้ำ พยำยำมจะแสวงหำองค์ ควำมรู้ ทั้งในแง่ของกำรท ำควำมเข้ำใจปัญหำและกำรพยำยำมแสวงหำทำงเลือกหรือทำงออก แนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำนี้ กำรศึกษำปัญหำในจังหวัดชำยแดนภำคใต้ส่วนใหญ่มักมุ่งท ำควำมเข้ำใจ ถึงสำเหตุควำมรุนแรงและผลกระทบ แต่ข้อมูลและกำรศึกษำที่ให้ควำมส ำคัญในแง่ปรำกฏกำรณ์เชิง อำรมณ์ควำมรู้สึก ควำมต้องกำร และควำมคำดหวังของประชำชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบ โดยตรงจำกสถำนกำรณ์ควำมรุนแรงที่เกิดขึ้นกลับยังมีไม่มำก นอกจำกนี้ กระแสอัตลักษณ์นิยมใน พื้นที่ต่ำง ๆ ทั่วโลก ก่อให้เกิด “กำรรุกรำนทำงวัฒนธรรมอันส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ ดั้งเดิม” ท ำให้กลุ่มคนในพื้นที่ต่ำง ๆ ทั่วโลกต้องกำรที่จะปกป้องวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของตนจำก ภำวะดังกล่ำว รวมถึงกำรเคลื่อนไหวของกลุ่มคนส่วนน้อยในพื้นที่จังหวัดชำยแดนภำคใต้ที่มีชำติพันธุ์


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร วัฒนธรรม และศำสนำที่แตกต่ำงจำกคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย โดยมีควำมต้องกำรให้รัฐและ สังคมส่วนใหญ่ยอมรับอัตลักษณ์และควำมแตกต่ำงทำงชำติพันธุ์ ศำสนำ และ วัฒนธรรมของตน จำกควำมส ำคัญของวิถีวัฒนธรรมในกำรด ำเนินชีวิตของประชำชนในจังหวัดชำยแดน ภำคใต้ดังกล่ำวข้ำงต้น ท ำให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบำยของภำครัฐอย่ำงต่อเนื่องในช่วง หลำยปีที่ผ่ำนมำ ดังปรำกฏในค ำสั่งส ำนักนำยกรัฐมนตรีที่ ๒๐๖/๒๕๔๙ เรื่อง นโยบำยเสริมสร้ำงสันติ สุขในพื้นที่จังหวัดชำยแดนภำคใต้ ลงวันที่ ๓๐ ตุลำคม ๒๕๔๙ ที่ให้เน้นกำรพัฒนำคนและสังคมบน พื้นฐำนควำมหลำกหลำยของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยเน้นกำรพัฒนำกำรศึกษำในทุกระดับที่ สอดคล้องกับควำมต้องกำร วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของพื้นที่ ตลอดจนเสริมสร้ำงเศรษฐกิจชุมชนให้ กินอยู่อย่ำงพอเพียง สร้ำงงำนและรำยได้ โดยเน้นเอกลักษณ์ทำงวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นแนวทำงหลัก นอกจำกนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๗ เมษำยน ๒๕๕๒ ให้จัดท ำแผนพัฒนำพื้นที่ พิเศษ ๕ จังหวัดชำยแดนภำคใต้ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ – พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้ำงควำมสมำนฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยน้อมน ำปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีมุสลิมมำเป็นหลักคิดเน้นแนวทำงปฏิบัติพึ่งพำตนเองบนพื้นฐำนควำมพอเพียง ด้วยกำรอำศัยพลังประชำชนเป็นตัวขับเคลื่อนในกำรตัดสินใจ ตรวจสอบ และติดตำมผล กำรปฏิบัติตำมหลักธรรมำภิบำล ด้วยกำรยึดมั่นแนวทำงสันติวิธีในกำรขจัดควำมขัดแย้ง และเพื่อสร้ำงควำมสำมัคคี สมำนฉันท์และควำมสงบสุขของประชำชนเป็นส ำคัญ อีกทั้ง นโยบำย ควำมมั่นคงแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๕๐ – พ.ศ. ๒๕๕๔ ก ำหนดเป้ำหมำยที่จะเสริมสร้ำงสภำวะแวดล้อมที่ เอื้อให้คนในชำติอยู่ร่วมกัน ได้อย่ำงสันติท่ำมกลำงควำมแตกต่ำงทำงควำมคิด ควำมเชื่อ วัฒนธรรม และส่งเสริมให้ประชำชนได้เข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำท้องถิ่นเพื่อเป็นฐำนของกำรสร้ำงควำม มั่นคงของประเทศ ต่อมำเมื่อรัฐสภำได้ตรำพระรำชบัญญัติกำรบริหำรรำชกำรจังหวัดชำยแดนภำคใต้ พ.ศ.๒๕๕๓ กฎหมำยฉบับนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงกำรยอมรับจำกภำครัฐต่อกำรให้ควำมส ำคัญแก่ ลักษณะพิเศษทำงสังคม วัฒนธรรม และศำสนำในพื้นที่จังหวัดชำยแดนภำคใต้ และก ำหนดให้ นโยบำยกำรบริหำรและพัฒนำจังหวัดชำยแดนภำคใต้ ที่หน่วยงำนของรัฐจะต้องใช้เป็นกรอบแนวทำง ปฏิบัติอย่ำงต่อเนื่องนั้น จะต้องสอดคล้องกับควำมต้องกำรวิถีกำรด ำเนินชีวิต วัฒนธรรม ศำสนำ อัตลักษณ์ ชำติพันธุ์ และประวัติศำสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชำยแดนภำคใต้ ซึ่งในที่สุดเจตนำรมณ์ ดังกล่ำวได้สะท้อนออกมำเป็นส่วนหนึ่งของนโยบำยกำรปฏิบัติงำนของกองอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคง ภำยในภำคที่ ๔ ส่วนหน้ำ (กอ.รมน.ภำค ๔ สน.) ประจ ำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ว่ำด้วย “กำรฟื้นฟูและ ส่งเสริมวิถีชีวิตตำมหลักคุณธรรมอันดีงำมของสังคมที่มีควำมหลำกหลำยบนพื้นฐำนกำรเคำรพควำม แตกต่ำงทำงวัฒนธรรมของกันและกันให้บังเกิดผลอย่ำงเป็นรูปธรรม จำกปัญหำควำมไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชำยแดนภำคใต้ดังกล่ำวข้ำงต้น ถือเป็นปัญหำ ส ำคัญของชำติที่มีควำมจ ำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบำลจะต้องแก้ไขอย่ำงจริงจังและต่อเนื่องอย่ำงเป็นระบบ รวมทั้งต้องหำทำงแก้ไขปัญหำให้ได้ถึงต้นเหตุที่แท้จริง เพื่อให้สถำนกำรณ์ควำมไม่สงบจบลงได้หรือ ผ่อนคลำยในระดับที่ประชำชนในพื้นที่สำมำรถอยู่ร่วมกันอย่ำงสันติสุข บนพื้นฐำนของกำรให้เกียรติ ควำมเคำรพในศักดิ์ศรี ที่สำมำรถธ ำรงอัตลักษณ์ในท้องถิ่นไว้ได้อย่ำงมีคุณค่ำต่อสังคมไทยโดยรวม ด้วยกำรเสนอให้หน่วยงำนทำงกำรเมืองกำรปกครองของรัฐจัดให้มีบริกำรของรัฐที่มีกำรบริหำร


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จัดกำร และกำรให้บริกำรที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำที่เน้น ให้ควำมส ำคัญแก่อำรมณ์ควำมรู้สึก ควำมคำดหวัง และควำมต้องกำรของประชำชนในพื้นที่ต่อกำรที่ จะสำมำรถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่ำงมีควำมสุข ส่งผลโดยตรงต่อคุณภำพในกำรด ำเนินชีวิตของ ประชำชน ทั้งยังจะเป็นกำรส่งเสริมให้เกิดกำรร่วมสร้ำงเครือข่ำยสันติภำพ (Peace Net) ขึ้นในพื้นที่ เพื่อให้ภำคส่วนต่ำง ๆ ในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในกำรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลและประสบกำรณ์ในกำร ท ำงำนแก้ไขปัญหำด้วยสันติวิธี ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มำตรำ ๕๒ “รัฐต้องพิทักษ์รักษำไว้ซึ่งสถำบันพระมหำกษัตริย์ เอกรำช อธิปไตย บูรณภำพแห่งอำณำเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชำติ ควำม มั่นคงของรัฐและควำมสงบเรียบร้อยของประชำชน เพื่อประโยชน์แห่งกำรนี้ รัฐต้องจัดให้มีกำรทหำร กำรทูตและกำรข่ำวกรองที่มีประสิทธิภำพ ก ำลังทหำรให้ใช้เพื่อประโยชน์ในกำรพัฒนำประเทศด้วย” ๒) พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ มำตรำ ๘ “กระทรวงกลำโหม มีอ ำนำจหน้ำที่ ดังตอไปนี้ ...(๓) ปกป้อง พิทักษรักษำผลประโยชนแหงชำติและกำรปกครองระบอบประชำธิปไตยอันมี พระมหำกษัตริยทรงเปนประมุข พัฒนำประเทศเพื่อควำมมั่นคงตลอดจนสนับสนุนภำรกิจอื่นของรัฐใน กำรพัฒนำประเทศ กำรป้องกันและแกไขปญหำจำกภัยพิบัติ และกำรชวยเหลือประชำชน ...” มำตรำ ๓๖ “กำรใชก ำลังทหำรหรือกำรอื่นใดเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปรำบปรำมกำร กระท ำควำมผิดที่เป็นภัยตอควำมมั่นคงของรัฐหรือเกี่ยวกับกำรกอกำรร้ำย ซึ่งจ ำเปนต้องใช้ก ำลังทหำร เพื่อระงับเหตุกำรณรำยแรงโดยเร็ว มิให้เหตุกำรณมีควำมรุนแรงมำกยิ่งขึ้น หรือเพื่อพิทักษผลประโยชน แหงชำติใหเปนไปตำมที่กระทรวงกลำโหมก ำหนด เว้นแตจะมีกฎหมำยก ำหนดไวเป็นอยำงอื่น” ๓) ประมวลกฎหมายอาญา มำตรำ ๖๘ “ผู้ใดจ ำต้องกระท ำกำรใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรำย ซึ่งเกิดจำกกำรประทุษร้ำยอันละเมิดต่อกฎหมำย และเป็นภยันตรำยที่ใกล้จะถึง ถ้ำได้กระท ำพอสมควร แก่เหตุ กำรกระท ำนั้นเป็นกำรป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมำย ผู้นั้นไม่มีควำมผิด” ๔) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มำตรำ ๑๕๐ “ผู้ใดกระท ำกำรใด ๆ แก่ศพหรือสภำพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนกำร ชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประกำรที่น่ำจะท ำให้กำรชันสูตรพลิกศพหรือผลทำงคดีเปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่จ ำเป็นต้องกระท ำเพื่อป้องกันอันตรำยแก่อนำมัยของประชำชนหรือเพื่อประโยชน์สำธำรณะอย่ำงอื่น ต้องระวำงโทษจ ำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบำทถึงสี่หมื่นบำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับ ถ้ำกำรกระท ำควำมผิดตำมวรรคหนึ่งเป็นกำรกระท ำโดยทุจริตหรือเพื่ออ ำพรำงคดีผู้กระท ำ ต้องระวำงโทษเป็นสองเท่ำของโทษที่ก ำหนดไว้ส ำหรับควำมผิดนั้น”


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๕) การรับข้อร้องเรียนในคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๒ กุมภำพันธ์ ๒๕๖๕ ได้รับเรื่องร้องเรียน ขอให้ตรวจสอบเรื่องกำรวิสำมัญ ฆำตกรรม และกำรปะทะในจังหวัดชำยแดนใต้โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบำล ๑๐ ข้อ๑ ดังนี้ (๑) กำรรับคืนศพ เพื่อประกอบศำสนกิจตำมหลักศำสนำอิสลำมเนื่องจำกศำสนำอิสลำม ให้ท ำกำรฝังศพเร็วที่สุดเท่ำที่ท ำได้ แต่กำรรับคืนศพในพื้นที่เป็นเรื่องล่ำช้ำไม่มีกำรแจ้งญำติอย่ำงชัดเจน ว่ำมีกำรน ำศพไปที่ไหน อย่ำงไร และไม่มีผู้ประสำนงำนกลำง ไม่มีเจ้ำหน้ำที่รัฐที่เกี่ยวข้องสื่อสำรโดยตรง กับญำติข้อเสนอแนะ อยำกให้เจ้ำหน้ำที่รัฐสื่อสำรอย่ำงเป็นขั้นตอนกับครอบครัว และแจ้งจุดรับร่ำง ผู้เสียชีวิตที่ชัดเจน ไม่ก ำกวม และไม่ปกปิดข้อมูลผู้เสียชีวิต (๒) กำรยึดทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตหลังกำรปฏิบัติงำน ข้อเสนอแนะ กรณีมีกำรยึดทรัพย์สิน เช่น เงิน โทรศัพท์ ทรัพย์สินส่วนตัว ควรมีกำรเซ็น เอกสำรก ำกับ ทั้ง ๒ ฝ่ำย โดยท ำเอกสำร ๒ ชุด เก็บให้เจ้ำหน้ำที่ ๑ ชุด และญำติ ๑ ชุด และควรคืนให้ ญำติเมื่อสิ้นสุดกำรตรวจสอบ (๓) กำรชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ เนื่องจำกกำรเข้ำจุดเกิดเหตุของนิติวิทยำศำสตร์ ต้องรอหลังกำรปฏิบัติกำรของเจ้ำหน้ำที่ควำมมั่นคง ซึ่งไม่มีใครทรำบว่ำ ศพถูกจัดฉำกหรือไม่ อย่ำงไร (กรณีนี้เป็นข้อกังขำของประชำชนอย่ำงมำก) ในบริเวณจุดเกิดเหตุ องค์กรอิสระ ไม่สำมำรถเข้ำร่วม สังเกตกำรณ์กำรปฏิบัติงำนได้ในระยะรัศมีที่เข้ำร่วมสังเกตกำรณ์ได้ ข้อเสนอแนะ : องค์กรอิสระ ตัวแทน ญำติ และผู้น ำศำสนำ ต้องสำมำรถเข้ำจุดตรวจสอบหลักฐำนในรัศมีที่ก ำหนดได้ เพื่อเข้ำสังเกตกำรณ์ กำรจัดเก็บหลักฐำนให้ได้รับควำมเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด ตำมขั้นตอนกระบวนกำรของกฎหมำย มำตรำ ๑๕๐ มีเจ้ำหน้ำที่รัฐรวมสี่ฝ่ำย คือ ต ำรวจ อัยกำร แพทย์ชันสูตร และฝ่ำยปกครอง ต้อง สำมำรถเข้ำไปตรวจสอบสถำนที่เกิดเหตุได้ ไม่ใช่เป็นกำรปฏิบัติกำรทำงทหำรฝ่ำยเดียว (๔) กำรติดตั้งกล้องระหว่ำงกำรปฏิบัติงำนเมื่อกำรปฏิบัติงำน มีแค่ข้อมูลฝ่ำยเดียว กำรสรุปโดยฝ่ำยควำมมั่นคงเองจึงไม่มีควำมน่ำเชื่อถือ ข้อเสนอแนะ : สิ่งที่สำมำรถหยุดข้อกังขำนี้ได้ คือกำรติดตั้งกล้องไว้บนหมวก หรือเสื้อที่ตัวเจ้ำหน้ำที่ใส่ขณะปฏิบัติงำนด้วยในจ ำนวนที่มำกพอ เพื่อเป็นหลักฐำนพิสูจน์ควำม บริสุทธิ์ใจ ว่ำได้ปฏิบัติงำนจำกเบำไปหำหนักอย่ำงแท้จริง (๕) กำรใช้ก ำลังจำกเบำไปหนัก ต้องเป็นไปตำมหลักกำรใช้ก ำลังทำงอำวุธ และงดกำรยิงไปยังจุดส ำคัญของร่ำงกำย เช่น สมองและหัวใจ ซึ่งเป็นจุดที่มุ่งหมำยให้อีกฝ่ำยเสียชีวิต ทันที เป็นต้น กำรปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมตำมหมำยจับ หรือที่อ้ำงว่ำมีกำรเจรจำแต่ไม่ยอมมอบตัว พึงกระท ำต่อเมื่อจะเกิดภัยอันตรำยในขณะเผชิญเหตุกำรณ์เท่ำนั้น ผู้ต้องสงสัยผู้ต้องหำตำมหมำยจับ ไม่ใช่พลรบที่จะสำมำรถใช้ก ำลังทหำรกดดันให้เกิดกำรตอบโต้ทำงทหำร ข้อเสนอแนะ : ขอให้ฝ่ำยควำมมั่นคงแยกกำรบังคับใช้กฎหมำยของตนด้วยควำมเข้ำใจ ว่ำ กำรปะทะกับผู้ต้องสงสัยพึ่งกระท ำได้ด้วยเหตุป้องกันตัวตำมกฎหมำยอำญำเท่ำนั้น ไม่ใช่กำรใช้ ๑ กลุ่มด้วยใจและเครือข่ำยองค์กรสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสำนวัฒนธรรม (CrCF) เครือข่ำยผู้ได้รับผลกระทบจำกกฎหมำยพิเศษ (JASAD) เครือข่ำยสิทธิมนุษยชนปำตำนี (HAP) ยื่นหนังสือต่อนำยชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษำกำรประธำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย ยุติธรรมสิทธิ มนุษยชน เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องกำรวิสำมัญฆำตกรรม และกำรปะทะในจังหวัดชำยแดนใต้ เมื่อวันที่ ๒ กุมภำพันธ์ ๒๕๖๕


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ก ำลังจำกเบำไปหำหนักซึ่งเป็นกฎกำรสู้รบในสภำวะสงครำม จังหวัดชำยแดนใต้ไม่ใช่พื้นที่สงครำม แต่รัฐไทยไม่ยกเลิกกฎอัยกำรศึกเพรำะเป็นเหตุผลทำงกำรเมืองซึ่งสร้ำงควำมเสียหำยในกำรแก้ไข ปัญหำควำมขัดแย้งในพื้นที่สำมจังหวัดชำยแดนใต้และกำรเจรจำสันติภำพ (๖) กำรซ่อมแซมจุดเกิดเหตุหลังกำรปฏิบัติงำนทันที เช่น กำรซ่อมแซมบ้ำนที่เกิดเหตุ ข้อเสนอแนะ : ควรมีกำรซ่อมแซมหลังได้รับค ำสั่งจำกพนักงำนสอบสวนและได้เก็บ หลักฐำนทำงนิติวิทยำศำสตร์แล้วเท่ำนั้น มิใช่กำรปกปิดกำรกระท ำหรือใช้ก ำลังเกินกว่ำเหตุของ เจ้ำหน้ำที่ฝ่ำยควำมมั่นคงหรือกำรท ำลำยพยำนหลักฐำน เนื่องจำกกำรตรวจสอบสถำนที่เกิดเหตุเป็น หลักฐำนส ำคัญของพนักงำนสอบสวนและพนักงำนอัยกำรในคดีไต่สวนกำรตำยว่ำเจ้ำหน้ำที่ฝ่ำยควำม มั่นคงได้ใช้ก ำลังเกินกว่ำเหตุหรือไม่โดยจะเป็นกำรพิจำรณำคดีชันสูตรที่ศำลจังหวัดที่เกิดเหตุในทุกกรณี (๗) กำรชันสูตรศพโดยแพทย์ในที่เกิดเหตุ ตำมขั้นตอนกระบวนกำรของกฎหมำย มำตรำ ๑๕๐ มีเจ้ำหน้ำที่รัฐรวมสี่ฝ่ำย คือต ำรวจ อัยกำร แพทย์ชันสูตร และฝ่ำยปกครอง ต้องสำมำรถเข้ำไปตรวจสอบสถำนที่เกิดเหตุได้ ไม่ใช่เป็นกำรปฏิบัติกำรทำงทหำรฝ่ำยเดียว ข้อเสนอแนะ : แพทย์นิติเวช ควรลงไปในที่เกิดเหตุเพื่อดูท่ำทำง และสภำพศพใน สถำนกำรณ์จริง เพื่อควำมไม่คลำดเคลื่อนของกำรชันสูตรที่อำจเป็นหลักฐำนว่ำเป็นกำรปฏิบัติงำนที่ เกินเหตุหรือไม่ เนื่องจำกในพื้นที่ ผู้เสียชีวิตจะต้องรับกำรตรวจที่โรงพยำบำล (ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลำ ค่อนข้ำงนำน มำกกว่ำ ๕ ชั่วโมง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่กำรฝังผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่ำงล่ำช้ำ) (๘) กำรแถลงกำรณ์โดยส ำนักข่ำวของหน่วยควำมมั่นคงหลังกำรปฏิบัติงำน และมีกำรส่งต่อให้สื่อกระแสหลักเผยแพร่ต่อ ปัญหำนี้ เท่ำกับว่ำเจ้ำหน้ำที่รัฐไปกล่ำวหำผู้เสียชีวิตว่ำ เป็นผู้ร้ำยจริง ๆ โดยที่ตัวผู้เสียชีวิตเองไม่สำมำรถแสดงข้อเท็จจริงใด ๆ เนื่องจำกเสียชีวิตไปแล้ว กำร เผยแพร่ข่ำวโดยปรำศจำกกำรคัดกรองเป็นกำรให้ร้ำยอย่ำงหนึ่ง และท ำให้เกิดอคติต่อมุสลิมได้ ข้อเสนอแนะ : ควรงดกำรเผยแพร่ข่ำวฝ่ำยเดียว ควรให้องค์กรที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เข้ำ ร่วมสังเกตกำรณ์ในรัศมีที่ก ำหนด เป็นผู้สื่อสำรเพื่อควำมเป็นกลำงที่สุด (๙) กำรขอโทษ หำกพบว่ำ กำรปฏิบัติงำนของหน่วยงำนเป็นกำรใช้ก ำลังเกินควำม จ ำเป็นจนถึงขั้นเสียชีวิตหรือท ำเกินกว่ำเหตุ ก็ควรมีกำรขอโทษต่อสำธำรณะ และปรับปรุงหน่วยงำน ไม่ให้มีเหตุกำรณ์ซ้ ำ ๆ เกิดขึ้นอีก (๑๐) กำรอบรมและให้ควำมรู้สิทธิมนุษยชนแก่เจ้ำหน้ำที่รัฐ จำกกำรปฏิบัติงำนใน พื้นที่ ๓ จังหวัดชำยแดนภำคใต้ หลำยครั้ง กำรปฏิบัติงำนของเจ้ำหน้ำที่รัฐ ไม่ค ำนึงถึงหลักสิทธิ มนุษยชน และสะท้อนให้เห็นว่ำมีควำมจ ำเป็นต้องอบรมเจ้ำหน้ำที่ทหำรชั้นปฏิบัติงำนให้ค ำนึงถึงหลัก สิทธิมนุษยชนด้วย ข้อเสนอแนะ : ควรอบรมเจ้ำหน้ำที่ควำมมั่นคงในชั้นปฏิบัติงำนให้มีควำมรู้ด้ำนสิทธิ มนุษยชนโดยหน่วยงำนภำยนอกเช่น คณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชน คณะกรรมกำรกำชำดสำกล หรือ ส ำนักงำนข้ำหลวงใหญ่ด้ำนสิทธิมนุษยชนแห่งองค์กำรสหประชำชำติ เป็นต้น


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ ผู้รับมอบหมำยงำนได้พิจำรณำศึกษำ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ มำตรำ ๕๒ สรุปได้ว่ำ รัฐต้องจัดให้มีก ำลังทหำรเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งควำมมั่นคงของ รัฐและควำมสงบเรียบร้อยของประชำชน พระรำชบัญญัติจัดระเบียบรำชกำรกระทรวงกลำโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ก ำหนดสรุปได้ว่ำ ให้กระทรวงกลำโหมมีอ ำนำจหน้ำที่พิทักษ์รักษำควำมมั่นคง แห่งรำชอำณำจักรจำกภัยคุกคำมทั้งภำยนอกและภำยในรำชอำณำจักร ตลอดจนปฏิบัติกำรอื่นที่เป็น กำรปฏิบัติกำรทำงทหำรนอกเหนือจำกสงครำมเพื่อควำมมั่นคงแห่งรำชอำณำจักร และป้องกันระงับ หรือปรำบปรำมกำรกระท ำควำมผิดที่เป็นภัยต่อควำมมั่นคงของรัฐ ซึ่งจ ำเป็นต้องใช้ก ำลังทหำรระงับ เหตุกำรณ์ร้ำยแรงโดยเร็ว นอกจำกนั้น ในกำรรักษำควำมสงบเรียบร้อยของประเทศหรือกำรท ำหน้ำที่ บังคับใช้กฎหมำย พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ไม่ว่ำจะเป็นต ำรวจหรือทหำร สำมำรถเข้ำไปได้ในทุกสถำนที่ เพื่อรักษำควำมสงบเรียบร้อยหรือท ำหน้ำที่ บังคับใช้กฎหมำย เช่น แหล่งชุมชน โรงพยำบำล โรงเรียน หรือสถำนที่ส ำคัญทำงศำสนำหรือศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น ไม่มีข้อจ ำกัด และกำรที่เจ้ำหน้ำที่ฝ่ำย ทหำรซึ่งเป็นเจ้ำหน้ำที่ฝ่ำยควำมมั่นคงสำมำรถปฏิบัติหน้ำที่บังคับใช้กฎหมำยได้นั้น เป็นไปตำม ประมวลระเบียบกำรปฏิบัติของเจ้ำหน้ำที่ที่มีอ ำนำจหน้ำที่บังคับใช้กฎหมำย (Code of Conduct for Law Enforcement Officials ๑๙๗๙) ซึ่งถือได้ว่ำเป็นหลักสำกลที่องค์กำรสหประชำชำติได้ จัดท ำขึ้น สรุปได้ว่ำ ในประเทศที่ทหำรสำมำรถใช้อ ำนำจหน้ำที่อย่ำงต ำรวจหรือโดยกองก ำลังรักษำ ควำมมั่นคงของรัฐ ควำมหมำยของเจ้ำหน้ำที่ที่มีอ ำนำจหน้ำที่บังคับใช้กฎหมำยรวมถึงเจ้ำหน้ำที่ ดังกล่ำวด้วย เมื่อพิจำรณำถึงพระรำชบัญญัติจัดระเบียบรำชกำรกระทรวงกลำโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ มำตรำ ๘ กระทรวงกลำโหมมีอ ำนำจหน้ำที่ปกป้อง พิทักษรักษำผลประโยชนแหงชำติและกำรปกครองระบอบ ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริยทรงเปนประมุข พัฒนำประเทศเพื่อควำมมั่นคงตลอดจนสนับสนุน ภำรกิจอื่นของรัฐในกำรพัฒนำประเทศ กำรป้องกันและแกไขปญหำจำกภัยพิบัติ และกำรชวยเหลือ ประชำชน ทั้งนี้ ในด้ำนของก ำลังพลทหำรจ ำเป็นต้องได้รับกำรฝึกอบรมในเรื่องกำรใช้ก ำลังและอำวุธ ปืนในกำรบังคับใช้กฎหมำยซึ่งแตกต่ำงจำกกำรรบหรือกำรสงครำมที่ได้รับกำรฝึกอบรมที่ผ่ำนมำ ตลอดจนกำรจัดท ำกฎกำรใช้ก ำลัง (Rules of Engagement) ที่เหมำะสมและทันสมัยในกำรปฏิบัติ หน้ำที่ในพื้นที่และกำรฝึกอบรมเป็นประจ ำให้มีควำมช ำนำญเพื่อให้อยู่ภำยใต้กรอบของกฎหมำย ซึ่ง จะได้รับกำรคุ้มครองปกป้อง ไม่ต้องรับผิดทั้งทำงอำญำ แพ่ง และวินัย กรณีกำรป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นจำกภยันตรำย หำกกำรใช้ก ำลังหรืออำวุธของทหำรที่ท ำหน้ำที่บังคับใช้กฎหมำย ต้องพอสมควรแก่เหตุ ถือว่ำเป็นกำรป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมำยและอยู่ภำยใต้หลักกำรป้องกันโดย ชอบด้วยกฎหมำย ตำมกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๖๘ ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ ๑๕๐ ประเด็นกำรชันสูตรพลิกศพ กรณีที่มีกำรตำยเกิดขึ้นโดยกำรกระท ำของเจ้ำพนักงำนระหว่ำงปฏิบัติ หน้ ำที่ห รือต ำยใน ระห ว่ ำงอยู่ในค ว ำมค วบคุมของเจ้ ำพนักง ำน ระห ว่ ำงปฏิบัติหน้ ำที่ ให้มีกำรชันสูตรพลิกศพเพื่อให้ศำลท ำกำรไต่สวนและท ำค ำสั่งแสดงว่ำผู้ตำยคือใครตำยที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุกับพฤติกำรณ์ที่ตำยได้


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กล่ำวถึงปัญหำควำมไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชำยแดนภำคใต้ เป็นปัญหำควำมขัดแย้งทำง กำรเมืองที่เกี่ยวข้อง เชื่อมกับมิติทำงวัฒนธรรมซึ่งต้องได้รับกำรแก้ไขด้วยสันติวิธี อันเป็นทำงออกทำง กำรเมืองหลัก มิใช่กำรทหำร ถือเป็นโจทย์ที่ท้ำทำยภูมิปัญญำทำงกำรเมือง กำรปกครองที่แหลมคม ยิ่งในปัจจุบัน จ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องใช้สติและเหตุผลโดยปรำศจำกอคติในกำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์ อย่ำงรอบคอบและรอบด้ำน เพื่อที่จะได้เข้ำใจปัญหำอย่ำงถูกต้องตรงตำมควำมเป็นจริง ในอันที่จะเป็นพื้นฐำน ส ำคัญส ำหรับกำรก ำหนดยุทธศำสตร์ เป้ำหมำย และแนวทำงแก้ไขปัญหำเชิงนโยบำยที่จะน ำไปปฏิบัติให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ ซึ่งจะท ำให้ควำมรุนแรงลดระดับลงจนสถำนกำรณ์คลี่คลำยกลับคืนสู่สภำวะปกติได้ในที่สุด ๔. บทสรุปและอภิปรายผล ผู้รับมอบหมำยงำนได้พิจำรณำถึงปัญหำควำมไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชำยแดนภำคใต้ถือ เป็นปัญหำส ำคัญของชำติที่มีควำมจ ำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบำลจะต้องแก้ไขอย่ำงจริงจังและต่อเนื่องอย่ำง เป็นระบบ โดยต้องหำทำงแก้ไขปัญหำให้ได้ถึงต้นเหตุที่แท้จริง เพื่อให้สถำนกำรณ์ควำมไม่สงบจบลง ได้หรือผ่อนคลำยในระดับที่ประชำชนในพื้นที่สำมำรถอยู่ร่วมกันได้อย่ำงสันติสุข บนพื้นฐำนของกำร ให้เกียรติ ควำมเคำรพในศักดิ์ศรีที่สำมำรถธ ำรงอัตลักษณ์ในท้องถิ่นไว้ได้อย่ำงมีคุณค่ำต่อสังคมไทย โดยรวม ด้วยกำรเสนอให้หน่วยงำนทำงกำรเมือง กำรปกครองของรัฐจัดให้มีกำรบริหำรจัดกำร และ กำรให้บริกำรที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำที่เน้นให้ ควำมส ำคัญแก่อำรมณ์ควำมรู้สึก ควำมคำดหวัง และควำมต้องกำรของประชำชนในพื้นที่เพื่อให้ สำมำรถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่ำงมีควำมสุข อันจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภำพในกำรด ำเนินชีวิตของ ประชำชน ทั้งยังจะเป็นกำรส่งเสริมให้เกิดกำรร่วมสร้ำงเครือข่ำยสันติภำพขึ้นในพื้นที่ เพื่อให้ภำคส่วน ต่ำง ๆ ได้มีส่วนร่วมในกำรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลและประสบกำรณ์ในกำรท ำงำนแก้ไขปัญหำด้วยสันติวิธี ดังนั้น ทำงเลือกที่จะน ำไปสู่กำรเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจและควำมผำสุกร่มเย็นของ ประเทศมีอยู่ไม่มำกนัก กำรเปิดโอกำสให้พี่น้องประชำชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชำยแดนใต้ได้มีพื้นที่ใน กำรถกเถียงเรื่องที่อ่อนไหวทำงกำรเมือง โดยไม่ถูกคุกคำมจำกทุกฝ่ำย ภำยใต้กำรกระจำยอ ำนำจที่ มำกขึ้นกว่ำที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยโครงสร้ำงกำรปกครองที่มีลักษณะเฉพำะของพื้นที่ โดยเน้น เศรษฐกิจ กำรเมืองน ำกำรทหำร และเกิดควำมรู้สึกที่มั่นคงปลอดภัยในกำรประกอบอำชีพ จึงเป็นอีก หนึ่งแรงกระตุ้นส ำคัญ ที่จะน ำไปสู่ควำมคำดหวังว่ำจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมของพี่น้อง ๓ จังหวัดชำยแดนใต้ไปสู่กำรเจริญเติบโตของชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืนได้ ทั้งนี้เพื่อสนองตอบต่อพระรำช ปณิธำนแห่งองค์พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว และควำมเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชำชนชำวไทย อันเป็นส่วนส ำคัญส่วนหนึ่งที่จะน ำพำเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศไปสู่อนำคตอย่ำงมี ทิศทำงและเป้ำหมำยที่แน่นอน หำกรัฐบำลต้องกำรที่จะสนับสนุนให้เกิดกำรประสำนประโยชน์ ระหว่ำงชนชั้นและกลุ่มผู้เห็นต่ำง เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศ กำรเคำรพสิทธิ์และกำรให้ เกียรติซึ่งกันและกันตำมนโยบำยแล้ว ก็จ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องมีกำรทบทวน แก้ไข ปรับปรุงนโยบำย โครงสร้ำง และระบบกำรบริหำรจัดกำรพื้นที่ ๓ จังหวัดชำยแดนใต้ เพื่อแก้ไขปัญหำให้ส ำเร็จลุล่วง โดยเร็วตำมที่ได้เสนอมำแล้วในขั้นต้น ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนกำรแก้ไขปัญหำและกำรพัฒนำพื้นที่จังหวัด ชำยแดนใต้ให้มีควำมเจริญรุ่งเรือง มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๕. ข้อเสนอแนะ จำกสถำนกำรณ์ควำมรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชำยแดนภำคใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นต้นมำ ส่งผลให้เกิดควำมเสียหำยทั้งชีวิตและทรัพย์สินอันประเมินค่ำมิได้ ก่อให้เกิดควำม หวำดระแวงระหว่ำงประชำชนกับรัฐ และประชำชนต่อประชำชนด้วยกันเอง ส่งผลกระทบต่อกำร ด ำรงชีวิตของประชำชนทั่วไป และมีผลกระทบอย่ำงรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ ท ำให้เกิด ภำวะกำรผลิตหดตัวเนื่องจำกประชำชนไม่สำมำรถประกอบอำชีพได้ตำมปกติ ผู้ประกอบกำรต้องเลิก หรือหยุดด ำเนินกิจกำรเพรำะขำดควำมมั่นใจในควำมปลอดภัย เกิดปัญหำกำรว่ำงงำนสูง ซึ่งซ้ ำเติม ปัญหำควำมยำกจนของประชำชนในพื้นที่ และท ำให้ประชำชนลดควำมเชื่อมั่นในอ ำนำจรัฐ ปัญหำ จังหวัดชำยแดนภำคใต้จึงเป็นปัญหำที่มีควำมละเอียดอ่อน ซับซ้อนและเชื่อมโยงหลำยมิติ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม กำรศึกษำ วัฒนธรรม และควำมมั่นคง ซึ่งต้องได้รับกำรแก้ไขด้วยสันติวิธี อันเป็น ทำงออกทำงกำรเมืองหลัก มิใช่กำรทหำร ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้ำทำย จ ำเป็นต้องใช้สติและเหตุผลโดย ปรำศจำกอคติในกำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์ อย่ำงรอบคอบและรอบด้ำน เพื่อที่จะเข้ำใจปัญหำได้ ถูกต้องตรงตำมควำมเป็นจริง ในอันที่จะเป็นพื้นฐำนส ำคัญส ำหรับกำรก ำหนดยุทธศำสตร์ เป้ำหมำย และแนวทำงแก้ไขปัญหำจะต้องด ำเนินกำรให้ครอบคลุมสำเหตุปัญหำในทุกมิติอย่ำงประสำน สอดคล้อง เกื้อหนุนและเป็นไปในทิศทำงเดียวกันแก้ไข ก ำหนดนโยบำยที่น ำไปปฏิบัติแล้วเกิด ประสิทธิผล ท ำให้ควำมรุนแรงลดระดับลงจนสถำนกำรณ์กลับคืนสู่สภำวะปกติได้ในที่สุด แต่เนื่องจำก เป็นปัญหำที่ละเอียดอ่อน มีควำม สลับซับซ้อน อีกทั้งเป็นปัญหำเรื้อรัง ที่ยังคงมีควำมรุนแรง อย่ำง ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ท ำให้กำรแก้ไขปัญหำเป็นไปด้วยควำมยำกล ำบำก และยังไม่มีท่ำทีว่ำจะยุติลง ได้โดยง่ำย ซึ่งส่งผลกระทบต่อควำมมั่นคงของชำติท ำให้เกิดควำมสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจ ำนวน มำก ปัญหำควำมไม่สงบในจังหวัดชำยแดนใต้ เป็นปัญหำที่สลับซับซ้อนและเชื่อมโยงทุกมิติ กำรวิเครำะห์ สำเหตุพื้นฐำนและกำรแก้ไขปัญหำ ไม่สำมำรถแยกส่วนจำกกันได้แต่ต้องพิจำรณำอย่ำงรอบด้ำน โดย ต้องค ำนึงถึงควำมละเอียดอ่อน ด้ำนอัตลักษณ์เฉพำะของท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลต่อกำรรับรู้ ควำมรู้สึก และอำรมณ์ของประชำชนในพื้นที่ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ คือ (๑) น้อมน ำยุทธศำสตร์พระรำชทำน “เข้ำใจ เข้ำถึง พัฒนำ” มำเป็นธงน ำในกำรปฏิบัติ รวมทั้งน ำปัญหำเศรษฐกิจปำกท้องของพี่น้องประชำชนมำเป็นหลักในกำรพิจำรณำก ำหนดเป็น “นโยบำยเศรษฐกิจ กำรเมือง น ำกำรทหำร” (๒) เปิดพื้นที่ให้มีกำรเจรจำสันติภำพด้วยควำมจริงใจ เพื่อแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้ง ควำมรุนแรงในพื้นที่ โดยยึดหลักกำร “ให้อภัย” ซึ่งเป็นหัวใจส ำคัญในค ำสอนของศำสนำพุทธ และ อิสลำม รวมทั้งแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งและควำมมั่นคงในชำติ ตำมค ำสั่งส ำนัก นำยกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ มำเป็นแนวทำง และปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถำนกำรณ์ในปัจจุบัน โดยพิจำรณำถึงควำมผำสุกของประชำชน กำรประสำนประโยชน์ และกำรด ำรงเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ของคนในชำติเป็นส ำคัญ (๓) กำรแก้ไขปัญหำระยะกลำง ยกเลิกกฎอัยกำรศึก กฎหมำยพิเศษด้ำนควำมมั่นคง เปิด พื้นที่จังหวัดชำยแดนใต้ให้กลับมำเป็นพื้นที่ปกติ เพื่อสร้ำงควำมเชื่อมั่น และส่งเสริมให้เกิดกำร


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ท่องเที่ยว กำรค้ำขำย กำรลงทุน อันจะเป็นกำรช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้ำงวิถีชีวิตควำมเป็นอยู่ของ ประชำชนในจังหวัดชำยแดนใต้ ให้มีควำมเจริญรุ่งเรืองกว่ำที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (๔) กำรแก้ไขปัญหำระยะยำว ให้มีกฎหมำยพิเศษ เพื่อยกระดับจังหวัดปัตตำนี ให้เป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ มีควำมโดดเด่นทำงด้ำนศำสนำ และวัฒนธรรม ภำยใต้รัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย เชื่อมโยงเครือข่ำยจังหวัดต่ำง ๆ โดยรอบ มุ่งเน้นกำรกระจำยอ ำนำจด้วย โครงสร้ำงกำรปกครองที่มีลักษณะเฉพำะของพื้นที่ สะท้อนวิถีอัตลักษณ์วัฒนธรรม นำงศิริรัตน์ นำโค วิทยำกรช ำนำญกำรพิเศษ กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ผลกระทบจากประกาศ คสช. ค าสั่ง คสช. และค าสั่งหัวหน้า คสช. กรณีการด าเนินคดีต่อพล เรือนในศาลทหาร การจ ากัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน และการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดและควบคุมอ านาจการปกครองของ ประเทศ และได้มีประกาศกองทัพบก ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การประกาศใช้พระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒/๒๕๕๗ เรื่อง การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จนกระทั่งได้ ประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ และได้ประกาศใช้ ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อย และ ความมั่นคงของชาติ ขึ้นมาเพื่อให้อ านาจเจ้าหน้าที่ทหารแทนกฎอัยการศึกโดยอาศัยอ านาจตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ต ่อมาคณะรักษาความสงบ แห่งชาติได้สิ้นสุดลง เมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ประกาศ ค าสั่ง และ ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังมีผลบังคับใช้อยู่ซึ่งค าสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๙ ได้รับรอง ประกาศ ค าสั่ง และการกระท าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายยังถูกบังคับใช้แม้ว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งและมีรัฐสภาที่ เป็นผู้ใช้อ านาจนิติบัญญัติก็ตาม ซึ่งถูกมองว่าอาจจะมีผลกระทบจากการกระท าตามประกาศ ค าสั่ง และการใช้อ านาจตามมาตรา ๔๔ ในอนาคตต่อประชาชน เช่น การจับกุมคุมขังประชาชนที่ใช้สิทธิ เสรีภาพการแสดงออกหรือการชุมนุมทางการเมือง การใช้สิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบการท างาน ของรัฐบาล การด าเนินกระบวนการพิจารณาคดีของประชาชนในศาลทหาร และความเป็นอยู่ ของประชาชน การประกอบอาชีพในชีวิตประจ าวันเป็นต้น รวมถึงอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในภาพรวม ตลอดจนดัชนีภาพลักษณ์คอรัปชั่นของประเทศอีกด้วย ดังนั้น การพิจารณาศึกษาผลกระทบจากประกาศ คสช. ค าสั่ง คสช. และค าสั่ง ของหัวหน้า คสช. กรณีการด าเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจ ากัดเสรีภาพ และ การแสดงออกของประชาชน ตลอดจนการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นการลิดรอน และกระทบเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนภายใต้การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงเป็นเรื่องส าคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับ การพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับการด าเนินการตามแนวนโยบายด้าน กฎหมาย การยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจส าคัญของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เรื่องดังกล่าวได้รับแก้ไข หรือเกิด


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ความกระทบกระเทือนต ่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้น้อยที่สุด ตลอดจนเป็นการยกระดับ ภาพลักษณ์ของไทยในการเป็นประเทศประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จากสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงควรได้รับการด าเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่าง เ ร ่งด ่วนแล ะเป็น ธ ร รม สมค ว รด าเนินก า รพิจ า รณ าศึกษ าอย ่างล ะเอียด ค รอบคล ุม ทุกมิติของสภาพปัญหา รวมถึงพิจารณาศึกษาถึงแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและ รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกต่อไป โดยจากสภาพปัญหาข้างต้น มีประเด็น ที่จะด าเนินการวิเคราะห์ ดังนี้ ๑. กรณีการด าเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร ๒. กรณีการจ ากัดเสรีภาพและการแสดงออกของประชาชน ๓. กรณีการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) กฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีการด าเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร กฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีการด าเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร ประกอบด้วย พระราชบัญญัติประกาศคณะรักษาความสงบแห ่งชาติค าสั ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.1) พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 1.2) พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 1.3) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิด ที่อยู่ในอ านาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร 1.4) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการ กระท าหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอ านาจของศาลทหาร 1.5) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 43/2557 เรื่อง ความผิด ที่อยู่ในอ านาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร 1.6) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 เรื่อง ให้ศาลทหาร มีอ านาจพิจารณาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม 1.7) ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2562 เรื่อง การยกเลิก ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ค าสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และค าสั่งหัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับที่หมดความจ าเป็น 1.8) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๒) กฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีการจ ากัดเสรีภาพและการแสดงออกของประชาชน กฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีการจ ากัดเสรีภาพและการแสดงออกของประชาชน ประกอบด้วย ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติค าสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติค าสั ่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและประกาศกองทัพบกที่เกี่ยวข้อง ดังนี้


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร 2.1) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุม ทางการเมือง 2.2) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ฉบับที่ 25/2557 เรื่อง ให้มา รายงานตัว หรือแจ้งเหตุขัดข้อง 2.3) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 29/2557 เรื่อง ให้บุคคลมา รายงานตัวตามค าสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 2.4) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 39/2557 เรื่อง การก าหนดเงื่อนไข การปล่อยตัวของบุคคลที่มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 2.5) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 40/2557 เรื่อง การก าหนดเงื่อนไข การปล่อยตัวของบุคคลที่ถูกกักตัวตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๑๕ ทวิ 2.6) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 41/2557 เรื่อง ก าหนดให้ การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามค าสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวเป็นความผิด 2.7) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 49/2557 เรื่อง ความผิดส าหรับ การสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง 2.8) ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความ ร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ 2.9) ค าสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง ให้บุคคล มารายงานตัว 2.10)ค าสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว เพิ่มเติม 2.11)ค าสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว เพิ่มเติม 2.12) ค าสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 เรื่อง ให้บุคคลมารายงาน ตัวเพิ่มเติม 2.13)ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความ สงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ 2.14) ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 22/2561 เรื่อง การให้ ประชาชนและพรรคการเมืองด าเนินกิจกรรมทางการเมือง 2.15) ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 53/2560 เรื่อง การด าเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2.16) ประกาศกองทัพบก ฉบับที่ 1/2557 เรื่อง การประกาศใช้พระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก ๓) กฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน กฎหมายที่เกี่ยวกับกรณีการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน ประกอบด้วย พระราชบัญญัติ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังนี้


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร 3.1 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 3.2 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 12/2557 เรื่อง ขอความร่วมมือจากสื่อ สังคมออนไลน์ 3.3 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2557 เรื่อง ห้ามสร้างความ ขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 3.4 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 15/2557 เรื่อง ขอให้ระงับการ ถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอลและสถานีวิทยุชุมชน 3.5 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 17/2557 เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต 3.6 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 18/2557 เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารต่อสาธารณะ ๓.๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 26/2557 เรื่อง การดูแล และสอดส่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 3.8 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความ ร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ 3.9 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 3.10 ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความ สงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ 3.11 ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 41/2559 เรื่อง การก ากับดูแล การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ๓. บทวิเคราะห์ ๑) วิเคราะห์ว่าประกาศ คสช. ค าสั่ง คสช. และค าสั่งหัวหน้า คสช. มีผลกระทบ ต่อการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร หรือไม่ อย่างไร ภายหลังมีการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) โดยการรัฐประหารครั้งนี้คณะรัฐประหารมุ่งใช้ศาลทหารเป็นเครื่องมือส าคัญในการ ควบคุมและปราบปรามพลเรือนที่ไม่เห็นด้วยกับการท ารัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ ออกประกาศจ านวน 3 ฉบับ โดยอ้างฐานอ านาจในฐานะรัฏฐาธิปัตย์อันเป็นการกระท า ที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ และผู้มีอ านาจยังประกาศกฎอัยการศึก ก าหนดให้พลเรือนที่กระท าความผิดทาง อาญาเกี่ยวกับความมั่นคงและประกาศ ค าสั่งคณะรักษาสงบแห่งชาติดังต่อไปนี้ นับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 อยู่ในเขตอ านาจพิจารณาคดีของศาลทหาร ได้แก่ (1) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 ประมวล กฎหมายอาญา


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (2) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึงมาตรา 118 ประมวลกฎหมายอาญา (3) ความผิดตามประกาศหรือค าสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (4) ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุ ระเบิด ดอกไม้เพลงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 (5) ความผิดทางอาญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระท าความผิดตามข้อ 1 – 4 (สมชาย ปรีชาศิลปกุล, ๒๕๖๑, น. ๒๑๐ – ๒๑๑) และแม้ว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2562 ให้โอนคดีของพลเรือนบางส่วนที่ยังคงเหลือในศาลทหารให้กลับมาอยู่ ในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมแล้วก็ตาม แต่ค าสั่งดังกล่าวก็ได้รับรองกระบวนพิจารณาคดีต่าง ๆ ใน การพิจารณาคดีของพลเรือนในศาลทหารที่ผ่านไปแล้วทั้งหมดให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา คดีของศาลยุติธรรม โดยไม่เปิดโอกาสให้จ าเลยสามารถโต้แย้งการด าเนินการพิจารณาที่ผิดพลาดต่าง ๆของ ศาลทหารได้ หรือให้โอกาสจ าเลยขอพิจารณาคดีใหม่ในคดีของศาลทหารที่สิ้นสุดไปแล้วในศาล ยุติธรรมได้แต่อย่างใด ซึ่งขัดต่อสิทธิได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Right to a fair trial) (วุฒิพงศ์ จิตอ่อนน้อม, ๒๕๖๑, น.๑) และส่งผลกระทบต่อต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งนี้ ปัญหาการเข้าถึงความเป็นธรรมภายใต้โครงสร้างและกระบวนการยุติธรรมทาง อาญาภายหลังการรัฐประหารโดย คสช. ได้ส่งผลกระทบและเป็นปัญหาหลักที่พบในกลุ่มผู้ถูก ด าเนินคดีทั้งในศาลยุติธรรมและศาลทหารที่มีโครงสร้างและกระบวนการที่ขัดต่อสิทธิในการ ด าเนินคดีที่เป็นธรรม ได้แก่ ชั้นรวบรวมข้อเท็จจริง ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาคดีดังนี้ (๑) ชั้นรวบรวมข้อเท็จจริง ปฏิบัติการทางทหารที่อาศัยอ านาจตามมาตรา ๑๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติกฎ อัยการศึก พ.ศ. ๒๕๔๗ และข้อ ๖ ของค าสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ท าให้บุคคลถูกควบคุมตัวโดย เจ้าหน้าที่รัฐในสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่คุมขัง การควบคุมตัวส่วนมากกระท าโดยเจ้าหน้าที่ทหารและ ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารในพื้นที่ต่าง ๆ ในบางกรณีเจ้าหน้าที่ที่เข้าจับกุมควบคุมตัวผู้กระท าดังกล่าว โดยไม่อ้างบทบัญญัติตามกฎหมายที่ให้อ านาจ หรืออ้างมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแท้จริงแล้วมิใช่กฎหมายที่ให้อ านาจโดยตรงแก่เจ้าหน้าที่ ในการควบคุมตัวแต่อย่างใด ซึ่งเท่ากับเป็นการควบคุมตัวโดยอ าเภอใจ (๒) ชั้นสอบสวน การเข้าแทรกแซงการเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยอ านาจตามประกาศและค าสั่ง คสช. ค าสั่งหัวหน้า คสช. และที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นปัจจัยชี้น าให้งานสอบสวน ที่ควรเป็นภารกิจหลักของเจ้าหน้าที่ต ารวจกลายเป็นการรวบรวมพฤติการณ์แห่งคดีและ พยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์เฉพาะความผิดของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อ แสวงหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาด้วย


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๓) ชั้นพิจารณาคดี ความไม่เป็นอิสระและความไม่เป็นกลางในการพิจารณาคดีของศาลทหาร นับเป็น ปัญหาทางโครงสร้างประการส าคัญนับแต่ คสช. ประกาศให้บุคคลทั่วไปหรือพลเรือนต้องเข้าสู่การ พิจารณาคดีของศาลทหาร หากเป็นการกระท าความผิดฐานใดฐานหนึ่งใน ๔ ประเภท ได้แก่ ความผิด ต่อพระมหากษัตริย์ ความผิดต่อความมั่นคง ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และความผิดตามประกาศ หรือค าสั่ง คสช. รวมถึงความผิดที่เกี่ยวโยงกับความผิดดังกล่าวตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ และประกาศ คสช. ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ (นพพล อาชามาส และ คณะ, ๒๕๖๒, น. 100) ทั้งนี้ ผลกระทบต่าง ๆ ต่อชีวิต สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนจากการ ถูกด าเนินคดีในศาลทหารนับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ยังคงเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ด ารงอยู่มาถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะได้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ และส่งผลให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 265 แล้วก็ตาม ๒) วิเคราะห์ว่าประกาศ คสช. ค าสั่ง คสช. และค าสั่งหัวหน้า คสช. มีผลกระทบ ต่อการจ ากัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน หรือไม่ อย่างไร นับตั้งแต่หลังก า ร รัฐป ระห า รเมื่อ วันที่ 22 พฤษภ าคม 2557 เป็นต้นม า คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศหรือค าสั่ง คสช. และค าสั่งหัวหน้า คสช. เพื่อใช้ ในการบริหารปกครองประเทศเป็นจ านวนมาก โดยประกาศหรือค าสั่งจ านวนหนึ่งถูกใช้ เป็นเครื่องมือในการควบคุมหรือจ ากัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทั้งในมิติการพูด การ เขียน การพิมพ์ การโฆษณา รวมทั้งการใช้เสรีภาพทางการเมืองในการชุมนุมสาธารณะ สถานการณ์ เสรีภาพในการแสดงออกจึงมีแนวโน้มย่ าแย่ เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายาม ควบคุมการแสดงออกของประชาชนหลายรูปแบบ โดยไม่ค านึงถึงหลักเสรีภาพ หลักความจ าเป็นและ หลักความได้สัดส่วน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย มาตรา ๒๕ (การรับรองสิทธิและเสรีภาพ) มาตรา ๒๖ (การตรากฎหมายจ ากัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล) มาตรา ๒๗ (ความเสมอภาค) มาตรา ๓๔ (เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น) และมาตรา ๔๔ (เสรีภาพในการชุมนุม) เพื่อให้การยึดอ านาจเป็นไปโดยส าเร็จลุล่วงและไม่มี ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้าน ได้แก่ ห้ามการชุมนุมสาธารณะทางการเมือง การก าหนดให้บุคคลเข้า รายงานตัวโดยปราศจากความผิด และลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของ คสช. โดยอาศัย อ านาจตามประกาศหรือค าสั่ง คสช. และค าสั่งหัวหน้า คสช. ตลอดจนมีการเลือกปฏิบัติในการบังคับ ใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมุ่งใช้อ านาจอย่างเข้มงวดหรือมีการตีความขยายความผิดในการกระท าของบุคคลที่มี ความเห็นแตกต่างจากผู้มีอ านาจออกไปอย่างกว้างขวาง ท าให้การแสดงออกจ านวนมากกลายเป็น ความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยืนเฉย ๆ การอ่านหนังสือ การกินแซนด์วิช หรือการรณรงค์ ต่อต้านรัฐประหาร (คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร , ๒๕๖๓, น. ๒๐ - ๒๕)


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร อย่างไรก็ดี ยังมีการใช้กลไกปกติมาใช้ควบคุมการแสดงออก ได้แก่ ความผิด ตามมาตรา ๑๑๖ ประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดจากการกระท าให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสื อ ห รื อ วิ ธี อื่นใดอันไม่ใช่เป็นกา รก ระท าภ ายในค ว ามมุ่งหม ายแห่งรั ฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือรัฐบาล โดยใช้ก าลังข่มขืนใจหรือใช้ก าลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน เช่น การโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์จะถูก ตั้งข้อหาตามมาตรา ๑๑๖ ดังกล่าว นอกจากนี้ ในหลายกรณียังมีการใช้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานอั้งยี่ ซ่อง โจร ตามมาตรามาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๒๑๐ รวมถึงความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้ก าลัง ประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้ก าลังประทุษร้ายหรือกระท าการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นใน บ้านเมืองตามมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๑๖ ซึ่งมักจะใช้กับกรณีที่มีการรวมตัวกันของบุคคลหรือการ ชุมนุม ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นมักมีการตั้งข้อกล่าวหาโดยอาศัยความผิดฐาน หมิ่นประมาท หรือหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หรือการหมิ่นประมาทผ่านสื่อต่าง ๆ ตามมาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ (นพพล อาชามาส และคณะ, ๒๕๖๒, น. ๔๗-๔๘) ทั้งนี้ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอ านาจของ คสช. มีการยกเลิกประกาศและค าสั่ง ของ คสช. อย่างน้อยสองครั้งใหญ่ ได้แก่ การยกเลิกช่วงก่อนมีการเลือกตั้ง โดยการออกค าสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 22/2561 และ การยกเลิกก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยการออกค าสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 9/2562 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 อย่างไรก็ตาม เมื่อ คสช. ออกค าสั่งหัวหน้า คสช. เพื่อ ยกเลิกประกาศและค าสั่งจ านวนมาก ก็ควรจะมีข้อความให้ยกเลิกประกาศ คสช. ที่จ ากัดเสรีภาพการ แสดงออกที่ออกมาตั้งแต่การรัฐประหารเหล่านี้ด้วย หากเหลือไว้ก็ยังอาจเปิดช่องให้เกิดการตีความและ น ามาใช้จ ากัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนได้อีกในอนาคต ๓) วิเคราะห์ว่าประกาศ คสช. ค าสั่ง คสช. และค าสั่งหัวหน้า คสช. มีผลกระทบ ต่อการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน หรือไม่ อย่างไร สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตนควบคู่ไปกับภาคการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ในช่วงเวลาที่เข้ายึดอ านาจการปกครองประเทศ คสช. จ าเป็นต้องควบคุมข้อมูล ข่าวสารเพื่อให้การยึดอ านาจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยใช้วิธีการดั้งเดิมไม่เป็นไป รัฐจะต้อง ด าเนินการให้เป็นไปตามแนวทางหรือนโยบายที่ก าหนดโดยผู้มีอ านาจในการปกครอง นโยบายและ แนวทางที่สื่อมวลชนจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายภายใน แต่ส่วนใหญ่ประชาชน ล้วนพึ่งพาสื่อมวลชนเป็นหลัก เพราะการน าเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนนั้นประชาชนสามารถเข้าถึง ได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งสื่ออินเทอร์เน็ต การแสวงหา ข้อมูลข่าวสารเพื่อท าหน้าที่รายงานและเผยแพร่ข่าวสารนั้นให้กว้างขวางรวดเร็วในเวลาที่จ ากัดได้อย่าง ทั่วถึง เป็นหน้าที่อันส าคัญในหลักการที่ว่า รัฐรู้อะไรประชาชนต้องรู้เช่นเดียวกันด้วย


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ตามหลักแนวความคิดด้านสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนและหลักในการควบคุมการใช้สิทธิและ เสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๕ (เสรีภาพของ สื่อมวลชน) คือ ส่งทหารเข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์ขนาดใหญ่ทุกแห่ง เพื่อระงับการออกอากาศ ของทุกสถานีชั่วคราว ก่อนจะอนุญาตให้กลับมาออกอากาศต่อหลังควบคุมสถานการณ์ได้22 พฤษภาคม 2557 ทันทีหลังการเข้ายึดอ านาจ คสช. ออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 14/2557 ห้ามสื่อมวลชนสัมภาษณ์ บุคคลที่อาจขยายความขัดแย้ง หรือสร้างความสับสน ไม่เช่นนั้นจะถูกระงับการเผยแพร่ ออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 15/2557 ปิดสถานีโทรทัศน์ช่องการเมือง จ านวน 14 แห่ง และวิทยุชุมชนทุกแห่งทั่วประเทศ และประกาศ คสช. ฉบับที่ 18/2557 ห้ามสื่อทุกประเภท รวมทั้งสื่อออนไลน์น าเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ เป็นภัยต่อความมั่นคง วิพากษ์วิจารณ์ คสช. ชักชวนต่อต้าน คสช. หรือก่อให้เกิดความขัดแย้ง ประกาศ ทั้งสองฉบับนี้ใช้กับสื่อทุกประเภท และใช้ถ้อยค ากว้างครอบคลุมเนื้อหาแทบทุกรูปแบบที่ คสช. ไม่ต้องการ ให้เผยแพร่ ต่อมา คสช. ก็ยังออกประกาศและค าสั่งฉบับอื่น ๆ ตามมาอีกมาก (คณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร, ๒๕๖๓, น. ๑๖) นอกจากนี้ ยังมีการด าเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาต่อสื่อมวลชนบางสื่อ โดยกล่าวหาว่าออกอากาศรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายเป็นการยั่วยุปลุกปั่นให้เกิด ความไม่สงบ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ ๔. บทสรุปและอภิปรายผล นับเป็นระยะเวลำกว่ำ ๙ ปี ที่คณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ (คสช.) เข้ำยึดอ ำนำจกำร ปกครองประเทศจำกรัฐบำลนำงสำวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภำคม ๒๕๕๗ สิ่งที่ไม่อำจปฏิเสธได้คือ นอกจำกต้นทุนทำงเศรษฐกิจและระยะเวลำที่สูญเสียไป ผลกระทบ จำกกำรยึดอ ำนำจและปกครองประเทศโดยระบอบเผด็จกำรทหำรนั้นย่อมยำวนำนกว่ำระยะเวลำที่ คสช. ด ำรงอยู่ แม้รัฐบำลจะจัดกำรเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๔ มีนำคม ๒๕๖๒ และวันที่ ๑๔ พฤษภำคม ๒๕๖๖ แต่ผลพวงจำกกำรใช้อ ำนำจทั้งทำงนิติบัญญัติ บริหำร และตุลำกำร อันเป็นกำรขยำยขอบเขต อ ำนำจของทหำรเข้ำไปในงำนของพลเรือน กำรแทรกแซงกลไกกำรด ำเนินงำนของหน่วยงำนรัฐ ซึ่ง รวมถึงกระบวนกำรยุติธรรมโดยกำรประกำศให้พลเรือนขึ้นศำลทหำรในคดีควำมผิดบำงประเภท กำร จ ำกัดเสรีภำพกำรแสดงออกของประชำชนในกำรเคลื่อนไหวทำงกำรเมือง และกำรจ ำกัดเสรีภำพ สื่อมวลชนโดยกำรควบคุมข้อมูลข่ำวสำร ถือเป็นกำรลิดรอนและกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภำพ ขั้นพื้นฐำนของประชำชนและสื่อมวลชนภำยใต้กำรปกครองในระบอบประชำธิปไตยอันมี พระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งผลกระทบต่อหลักนิติรัฐที่ก ำลังก่อร่ำงในสังคมไทยให้ถดถอย ไปจำกเดิม ทั้งนี้ กลไกของระบอบเผด็จกำรดังกล่ำวยังคงท ำงำนอยู่ในนำมของกฎหมำยและกำรบังคับใช้ กฎหมำย แม้ คสช. จะหมดอ ำนำจลงหรือมีรัฐบำลที่มำจำกกำรเลือกตั้งแล้วก็ตำม ในกำรนี้ เมื่อวิเคราะห์ประกาศ คสช. ค าสั่ง คสช. และค าสั่งของหัวหน้า คสช. ประกอบ ข้อเท็จจริง พบว่าได้ส่งผลกระทบต่อกรณีการด าเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร กำรจ ำกัดเสรีภำพ กำรแสดงออกของประชำชน และกำรจ ำกัดเสรีภำพสื่อ กล่ำวคือ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๑) กรณีประชำชนถูกด ำเนินคดีในศำลทหำรนับตั้งแต่ภำยหลังกำรรัฐประหำร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภำคม ๒๕๕๗ ยังคงเป็นปัญหำกำรละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ด ำรงมำอยู่ จนถึงปัจจุบัน โดยส่งผลกระทบต่อสิทธิในกำรพิจำรณำคดีที่เป็นธรรมของประชำชนภำยใต้ กำรพิจำรณำของศำลทหำรที่ขำดควำมเป็นอิสระและเป็นกลำง ประชำชนไม่สิทธิที่จะอุทธรณ์หรือ ฎีก ำค ำพิพ ำกษ ำต่อศ ำลทห ำ รที่มีล ำดับสูงขึ้นไปใน ระห ว่ ำงป ระก ำศใช้กฎอัยก ำ รศึก รวมถึงมีปัญหำกำรด ำเนินกระบวนกำรพิจำรณำคดีของศำลทหำรที่เป็นอุปสรรคต่อกำรเข้ำถึงควำม ยุติธรรมของประชำชนหลำยประกำร ๒) แม้ในปัจจุบันประกำศ คสช. ค ำสั่ง คสช. และค ำสั่งหัวหน้ำ คสช. ดังกล่ำว จะมีกำรยกเลิกไปแล้วบำงส่วน หรือยกเลิกแล้วแต่ผลยังคงอยู่ ส่งผลให้ข้อจ ำกัดเสรีภำพ กำรแสดงออกยังคงเหลืออยู่มำก ประกอบกับมีเงื่อนไขที่สร้ำงควำมไม่ชัดเจนในกำรตีควำม และกำรปฏิบัติ ประกำศ คสช.ค ำสั่ง คสช. และค ำสั่งหัวหน้ำ คสช. ดังกล่ำว จึงยังคงส่งผลกระทบและ เป็นกำรจ ำกัดเสรีภำพกำรแสดงออกของประชำชนอยู่ดี ๓) ประกำศ คสช. ค ำสั่ง คสช. และค ำสั่งหัวหน้ำ คสช. เกี่ยวกับกำรคุมสื่อหลัก โดยให้อ ำนำจคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตีควำมและลงโทษ รวมถึงประกำศ คสช. เกี่ยวกับกำรคุมสื่อออนไลน์โดยห้ำมมีเนื้อหำยุยง ปลุกปั่น ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบและเป็นกำรจ ำกัดเสรีภำพสื่อมวลชนทั้งสิ้น ๕. ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลกระทบจากประกาศคสช.ค าสั่งคสช. และค าสั่งของหัวหน้าคสช. กรณีการด าเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร กำรจ ำกัดเสรีภำพกำรแสดงออกของประชำชน และกำร จ ำกัดเสรีภำพสื่อ มีดังนี้ 1) ข้อเสนอแนะกรณีผลกระทบจากการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร (1) ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในการจ ากัดเขตอ านาจพิจารณาคดีพลเรือนของศาลทหาร การที่ระบบกฎหมายไทยที่อนุญาตให้ศาลทหารมีอ านาจพิจารณาคดีของพลเรือนเป็น ระบบกฎหมายที่มีปัญหาในการคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของพลเรือนเป็นอย่าง มาก จึงสมควรอย่างยิ่งที่รัฐสภาจะปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและป้องกันมิให้มีการน าศาล ทหารมาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายของผู้ถืออ านาจรัฐอีกต่อไป โดยมีรายละเอียดในการปรับปรุงและ แก้ไขกฎหมาย ดังนี้ -แก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 เพื่อรับรองสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของบุคคลที่เป็นพลเรือนซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา ของกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ไม่อาจถูกพิจารณาโดยศาลทหาร - ยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๗ มาตรา ๗ ทวิ และมาตรา ๗ ตรีเพื่อไม่ให้ผู้มีอ านาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอ านาจประกาศให้ศาลทหาร มีอ านาจพิจารณาคดีพลเรือน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (2) ตรากฎหมายขึ้นมาด าเนินการกับคดีที่พลเรือนถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 การที่ให้ศาลทหารมีอ านาจพิจารณาคดีพลเรือนภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ส าคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและ กองทัพเพื่อปราบปรามปฏิปักษ์ทางการเมืองและค้ าจุนอ านาจของคณะรัฐประหาร ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Right to a fair trial) ของประชาชนอย่างร้ายแรง จึงสมควรที่รัฐสภาจะด าเนินการตรากฎหมายขึ้นมาด าเนินการกับบรรดาคดีที่พลเรือนถูกพิจารณาคดี ในศาลทหารภายหลังการรัฐประหาร ดังต่อไปนี้ - ก าหนดให้พลเรือนที่ถูกด าเนินคดีในศาลทหารจากข้อหาว่าฝ่าฝืนประกาศและ ค าสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและเป็นคดีถึงที่สุด แล้ว ให้ถือว่าจ าเลยไม่เคยต้องค าพิพากษาและไม่เคยกระท าความผิดมาก่อน และมีสิทธิที่จะได้รับ การชดเชยเยียวยาจากการถูกด าเนินคดีต่าง ๆ - ก าหนดให้คดีพลเรือนที่ถูกด าเนินคดีในศาลทหารจากข้อหาว่าฝ่าฝืนประกาศ และค าสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและเป็นคดีที่ถูก โอนกลับให้มาอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมตามค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2562 ให้ศาลยุติธรรมด าเนินการจ าหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบการพิจารณาคดีของ ศาล และให้จ าเลยมีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยาจากการถูกด าเนินคดีต่าง ๆ - ก าหนดให้คดีที่พลเรือนที่ถูกด าเนินคดีในศาลทหารจากข้อหาว่าฝ่าฝืน บทบัญญัติในกฎหมายอื่น ๆ และเป็นคดีถึงที่สุดแล้ว ให้จ าเลยมีสิทธิที่จะขอพิจารณาคดี และด าเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมดในศาลยุติธรรม หรือมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา ต่อศาลยุติธรรมในกรณีเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลทหารในช่วงที่คณะรักษาความสงบ แห่งชาติประกาศใช้กฎอัยการศึก -ก าหนดให้คดีที่พลเรือนที่ถูกด าเนินคดีในศาลทหารจากข้อหาว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติ ในกฎหมายอื่น ๆ และเป็นคดีที่ถูกโอนกลับให้มาอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมตามค าสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2562 ให้จ าเลยมีสิทธิที่จะขอให้ศาลยุติธรรมด าเนิน กระบวนการพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมดได้ (3) ด าเนินการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง เพื่อสร้างกลไกในการค้นหาความจริงต่าง ๆ และท าความจริงให้ปรากฏ ที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการใช้ศาลทหารพิจารณาคดีจ าเลยที่เป็นพลเรือน ภายหลังรัฐประหาร รัฐสภาสมควรตรากฎหมายจัดตั้งตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบรูปแบบการ ใช้อ านาจและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายหลังการรัฐประหารปี 2557 กลไกในการค้นหาความจริง ดังกล่าว ควรจัดตั้งในรูปแบบคณะกรรมการ (A Truth Commission) ที่มีหน้าที่ในการค้นหาความจริง ตามหลักการสิทธิที่จะทราบความจริง (Right to Truth) ของผู้เสียหาย ครอบครัว และสังคมโดยรวมนี้ ภารกิจหลักควรมุ่งค้นหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง และมีอ านาจในการเก็บรักษาพยานหลักฐาน น ามาสู่เปิดเผยข้อค้นพบหลังจากการค้นหาความจริงต่อ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร สาธารณะ โดยท าให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารหรือหลักฐานอันเป็นสาระส าคัญอย่างเป็นทางการ (Official Archives) เพื่อน าความจริงดังกล่าวเป็นฐานในการเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและ ด าเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป ทั้งนี้กระบวนการคัดเลือกที ่รัฐต้องรับรองกระบวนการคัดเลือกและ แต ่งตั้งกรรมการแต ่ละรายตามหลักความเป็นอิสระ ปราศจากอคติ และสามารถปฏิบัติงาน ได้เต็มที่ และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนและองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นความโปร่งใสในการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหรือตัวแทนจากหลากหลายสาขา รวมถึงตัวแทนของผู้เสียหาย นักกฎหมาย นักจิตวิทยา ผู้น าทางศาสนา นักพัฒนาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านการละเมิด สิทธิมนุษยชน ในสัดส่วนผู้หญิง ผู้ชายและเพศสภาพอื่นให้สมดุล (4) รัฐควรแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของ ประชาชน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน คณะรัฐมนตรี และรัฐสภาสมควรออกแถลงการณ์ขอโทษกับเหตุการณ์ดังกล่าวต่อสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และ การยอมรับข้อเท็จจริงที่ได้ร่วมกันค้นห าและผลกระทบของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแสดงการรับรองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ า (Guarantees of non - repetition) โดยรัฐบาลสมควรต้องพิจารณาถึงการเยียวยาในระดับสังคม อาทิ ด้านการศึกษาโดย สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวให้ประชาชนทราบ , สร้างกลไกป้องกัน และติดตามความขัดแย้งทางสังคมและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นต้น 2) ข้อเสนอแนะกรณีผลกระทบจากการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน หลังจากการบังคับใช้ประกาศและค าสั่งของ คสช. เพื่อควบคุมเสรีภาพสื่อยาวนาน กว่า 5 ปีย่อมส่งผลกระทบต่อวงการสื่อมวลชน ทั้งในแง่ธุรกิจ และในแง่คุณภาพของเนื้อหาที่ น าเสนอสู่สาธารณะ สื่อมวลชนมืออาชีพทั้งหลายต้องปรับตัวเพื่อท างานภายใต้บรรยากาศที่ปิดกั้น โดยน าเสนอเนื้อหาอย่างระมัดระวังหรือการเซนเซอร์ตัวเอง ซึ่งกระทบต่อเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารของประชาชนด้วย ส าหรับสื่อมวลชนที่ถูกสั่งห้ามน าเสนอข่าวสารด้วยอ านาจนอกเหนือกระบวนการ ตามประกาศและค าสั่งของ คสช. หรือถูกตักเตือน หรือถูกสั่งลงโทษจากการน าเสนอเนื้อหาย่อมได้รับ ผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะผู้เสียหายเป็นพิเศษ ซึ่งยังต้องมีกระบวนการท างานอีกมากเพื่อ พาสังคมกลับสู่สภาวะปกติที่สื่อมีเสรีภาพในการน าเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้กรอบจรรยาบรรณของ วิชาชีพ ไม่ใช้ภายใต้อ านาจรัฐที่มาจากการรัฐประหาร โดยมีข้อเสนอ ดังนี้ (1) หน่วยงานภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจ ากัดเสรีภาพสื่อมวลชน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กสทช. และเจ้าหน้าที่ของ กองทัพที่เคยปฏิบัติงานเพื่อควบคุมการน าเสนอเนื้อห าของสื่อมวลชนภายใต้ยุคสมัย ของ คสช. ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดว่า มีกระบวนการ “ขอความร่วมมือ”


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร หรือสั่งห้ามการน าเสนอข่าวสารประเภทใดบ้าง ด้วยเหตุผลใดบ้าง ต่อสื่อมวลชนใดบ้าง เป็นจ านวนกี่ครั้ง รวมทั้ง กสทช. ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ได้ออกค าสั่งลงโทษสื่อมวลชนไปแล้ว ทั้งการปิดสถานีการห้ามออกอากาศรายการบางรายการ และการสั่งปรับ ส าหรับคณะท างานเพื่อ ติดตามตรวจสอบการใช้สื่อออนไลน์ตารมประกาศ คสช. ฉบับที่ 26/2577 ก็ต้องเปิดเผยว่า มีใครบ้างและมีกระบวนการท างานกันอย่างไร เคยมีค าสั่งเพื่อปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ หรือเข้าถึงข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชาชนไปแล้วกี่ครั้ง อย่างไรบ้าง (๒) ยกเลิกประกำศและค ำสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวข้องกับกำรจ ำกัดเนื้อหำ ของสื่อมวลชน ต้องยกเลิกประกาศและค าสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการจ ากัดเนื้อหาของ สื่อมวลชนทั้งหมด ยกเลิกค าสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/25558 ข้อ 5 ที่ยังคงให้อ านาจเจ้าพนักงาน รักษาความสงบเรียบร้อยสั่งห้ามน าเสนอเนื้อหาได้เพื่อคืนเสรีภาพการน าเสนอข่าวสารให้กับ สื่อมวลชนอย่างเต็มที่ ไม่ให้มีอ านาจของฝ่ายทหารเข้ามายุ่งเกี่ยว และใช้ระบบก ากับดูแลสื่อมวลชน โดยองค์กรวิชาชีพ ภายใต้หลักจรรยาบรรณของวิชาชีพและระบบการควบคุมโดยสังคมและผู้ชม และ ยกเลิกค าสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 41/2559 ที่ให้อ านาจคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สั่งลงโทษสื่อมวลชนโดยคุ้มครองให้กสทช. ไม่ต้อง มีความรับผิด และให้ค าสั่งทุกกรณีของ กสทช. สามารถถูกตรวจสอบได้โดยกระบวนการศาล หากเจ้าหน้าที่ออกค าสั่งไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายก็มีความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาและทางวินัย เช่นเดียวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบในกรณีปกติ (3) ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 26/2557 ต้องยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 26/2557 เพื่อยกเลิกคณะท างานติดตาม สื่อออนไลน์และยกเลิกกระบวนการที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของ ประชาชน และสั่งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาล และกลับไปใช้ กระบวนการควบคุมข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท าความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นระบบกฎหมายปกติที่การกระท าใดๆ ต้องได้รับความ เห็นชอบจากรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน (4) ชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ประกาศและค าสั่ง ของ คสช. เพื่อจ ากัดเสรีภาพของสื่อมวลชน ต้องมีกระบวนการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ ประกาศและค าสั่งของคสช. เพื่อจ ากัดเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยสื่อใดที่เคยต้องจ่ายค่าปรับแล้ว ให้ ได้รับเงินค่าปรับคืน ต้องมีกระบวนการเพื่อการประเมินความเสียหายและตีราคาค่าเสียหายเป็นตัว เงิน เพื่อชดเชยให้กับสื่อโทรทัศน์สื่อวิทยุ สื่อออนไลน์รวมทั้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกสั่งห้ามออกอากาศเนื้อหารายการ หรือถูกปิดกั้นการเข้าถึง หรือต้อง ใช้ทรัพยากรส่วนตัวในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามประกาศและค าสั่งของ คสช. เพื่อให้สื่อมวลชน ได้รับการชดเชยและกลับคืนสู่สถานะเดิมเหมือนเช่นไม่เคยมีประกาศและค าสั่งเหล่านี้มาก่อน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร 3) ข้อเสนอแนะกรณีผลกระทบจากการจ ากัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน หลังจากการบังคับใช้ประกาศและค าสั่งของ คสช. เพื่อควบคุมเสรีภาพในการชุมนุม ยาวนานกว่า 5 ปีย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป ท าให้ ประชาชนรู้สึกไม่กล้าที่จะจัดกิจกรรมเพื่อแสดงออกในที่สาธารณะ และสร้างให้เกิดภาพจ าขึ้นมาว่า การชุมนุมรวมตัวกันนั้นกลายเป็นสิ่งที่ต้องห้าม หรือสิ่งที่ผิดกฎหมาย ในระยะเวลานานกว่า 5 ปีที่ผ่านมานั้น มีการออกนโยบาย และกฎหมายหลาย ประการโดยรัฐบาลคสช. เช่น การการออกพระราชบัญญัติอย่างน้อย 444 ฉบับ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การเขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ เป็นต้นซึ่งกฎหมายและนโยบายเหล่านี้ได้ ผ่านการพิจารณาและประกาศใช้ไปแล้ว ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการซึ่งประชาชน ที่เกี่ยวข้องไม่อาจมีส่วนร่วมนั้นยากที่จะชดเชยเยียวยาได้โดยมีข้อเสนอ ดังนี้ (1)ยกเลิกประกาศคสช.ค าสั่งคสช.และค าสั่งหัวหน้าคสช. ทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับการ จ ากัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ยกเลิกประกาศคสช.ค าสั่งคสช.และค าสั่งหัวหน้าคสช. ทุกฉบับที่สั่งห้ามชุมนุมทาง การเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ที่เอาผิดประชาชนฐานไม่มารายงานตัวตามค าสั่งของคสช.และฐานฝ่าฝืนไม่ ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัวของคสช. ทั้งหมดโดยยกเลิกค าสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 22/2562 ที่รับรอง ว่าการยกเลิกประกาศและค าสั่งไม่กระทบกระเทือนต่อการด าเนินคดีที่เกิดขึ้นแล้วเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ประกาศและค าสั่งเหล่านี้ถูกยกเลิกแล้วโดยสิ้นเชิง (2)ยกเลิกการด าเนินคดีความตามประกาศและค าสั่งของคสช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยกเลิกการด าเนินคดีความตามประกาศและค าสั่งของคสช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหากเป็น คดีที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาด าเนินคดีให้ยกเลิกการด าเนินคดีนั้น รวมทั้งยกเลิกหมายจับที่เคยออกไปแล้ว หากเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องคดีเนื่องจากไม่มีกฎหมายที่จะด าเนินคดี กับผู้ต้องหาอีกต่อไป หากคดีใดที่ขึ้นสู่ศาลแล้วไม่ว่าจะอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นใดให้ศาลสั่งสิ้นสุด คดีและจ าหน่ายคดีออกจากสารบบความ หากเป็นคดีที่ศาลพิพากษาไปแล้วว่าจ าเลยมีความผิดและสั่งลงโทษ ปรับ ให้คืนเงินค่าปรับแก่จ าเลย หากศาลพิพากษาให้มีโทษจ าคุกให้ยกเลิกโทษจ าคุก หากมีคดีที่จ าเลยถูกคุม ขังอยู่ให้ปล่อยตัวทันทีและให้จ าเลยพ้นจากมลทินของข้อกล่าวหาตามประกาศและค าสั่งของคสช. ทั้งหมด (3) จ่ ายค่ าชดเชยให้ แก่ ผู้ต้ องหาหรื อจ าเลยที่เคยถู กจับกุมตั วและคุมขัง ด้วยข้อหาตามประกาศและค าสั่งของคสช. ที่เกี่ยวกับการจ ากัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ส าหรั บผู้ ต้ องห าหรื อจ าเลยที่ เคยถู กจั บกุ มตั วและคุ มขังด้ วยข้ อหา ตามประกาศและค าสั่งของ คสช. เหล่านี้ให้ได้รับค่าชดเชยในอัตราเดียวกับการชดเชยให้บุคคล ที่ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีความผิด ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่ จ าเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 นำยกรณ์ ศินำรักษ์ ณ จ ำปำศักดิ์ นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ศึกษาแนวทางการคุ้มครองทางกฎหมายของชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา เมื่อกล่ำวถึง “สิทธิมนุษยชน” โดยทั่วไปหมำยถึง สิทธิที่มีอยู่โดยก ำเนิดของมนุษย์ (Inherent Rights) อันเป็นสำกลที่ไม่อำจถูกพรำกไปจำกตัวบุคคลหรือมอบให้แก่กันได้ รวมถึงสิทธิที่เป็นพื้นฐำน อันได้แก่ สิทธิพลเมืองและสิทธิทำงกำรเมือง กับสิทธิทำงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่เป็นอิสระ และไม่อำจถูกแยกออกจำกกัน (Independent and indivisible) ทั้งนี้ กำรคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยรัฐจักต้องตั้งอยู่บนหลักควำมเสมอภำค (Equality) ควำมเป็นธรรม (Equity) และกำรไม่เลือก ปฏิบัติ (Non-discrimination) ไม่ว่ำบุคคลจะมีควำมแตกต่ำงกันในทำงกำยภำพ เชื้อชำติ สีผิว ชำติ ก ำเนิด ทัศนคติ ควำมเชื่อ และ/หรือสถำนภำพใดหรือไม่ก็ตำม ทั้งนี้ สิทธิมนุษยชนอำจมีข้อจ ำกัด หรือตั้งเงื่อนไขในกำรใช้สิทธิได้ก็ต่อเมื่อข้อจ ำกัดเช่นว่ำนั้นเป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของ บุคคลอื่น ๆ ในสังคม โดยรัฐมีภำระผูกพันภำยใต้กฎหมำยระหว่ำงประเทศที่จะเคำรพ ส่งเสริม คุ้มครองและปฏิบัติตำมหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็นสำกลด้วย ซึ่งภำระผูกพันดังกล่ำวหมำยควำมว่ำรัฐ จักต้องงดเว้นจำกกำรเข้ำแทรกแซงกำรใช้สิทธิมนุษยชน ต้องคุ้มครองบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจำกกำร ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องด ำเนินกำรในเชิงบวกเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกำรใช้สิทธิดังกล่ำวด้วย ดังนั้น เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหำกำรละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่ำนี้อย่ำงจริงจังและให้มีควำมยั่งยืน จึงมีควำมจ ำเป็นต้องมีกำรศึกษำรวบรวมองค์ควำมรู้ที่มีลักษณะเป็นองค์รวมถึงสถำนกำรณ์ด้ำนสิทธิ มนุษยชนในประเทศไทยให้มีควำมครอบคลุมทั้งลักษณะ ควำมรุนแรงและควำมถี่ของกำรละเมิดสิทธิ มนุษยชนประเภทต่ำง ๆ ประสิทธิภำพของกลไกและวิธีกำรกำรแก้ไขและกำรเยียวยำที่มีอยู่ เพื่อใช้เป็นข้อสนเทศประกอบกำรพิจำรณำแนวทำงป้องกัน หลีกเลี่ยงและแก้ไขปัญหำและกำร เยียวยำกำรละเมิดสิทธิมนุษยชนและกำรประทุษร้ำยประชำชนที่มีประสิทธิภำพและมีควำมยั่งยืน ต่อไป ทั้งนี้ ด้วยควำมมุ่งหวังว่ำควำมรู้และประสบกำรณ์เหล่ำนี้จะสำมำรถน ำมำใช้เป็นแนวทำง ในกำรพัฒนำกฎหมำยที่ช่วยส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่ำพื้นเมือง/กลุ่มชำติพันธุ์ให้พวกเขำ สำมำรถด ำรงวิถีชีวิตทำงวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมำจำกบรรพบุรุษและสำมำรถพัฒนำต่อเนื่องไปได้ ตลอดจนร่วมเป็นพลังสร้ำงสรรค์ของกำรพัฒนำที่ยั่งยืนของประเทศ ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กฎหมำย กฎ ระเบียบ และยุทธศำสตร์ที่เกี่ยวข้อง สำมำรถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ พันธกรณีระหว่ำงประเทศและกฎหมำยของประเทศไทย ซึ่งสำมำรถำรุปรำยละเอียดได้ดังนี้ ๒.๑ พันธกรณีระหว่ำงประเทศ ประเทศไทยได้เข้ำร่วมผูกพันกับสนธิสัญญำระหว่ำงประเทศหลำยฉบับ ทั้งโดยกำรร่วม รับรอง กำรให้สัตยำบัน กำรภำคยำนุวัติ และกำรร่วมลงนำมในข้อตกลงระหว่ำงประเทศ ซึ่งสำมำรถน ำเสนอ ได้บ้ำงส่วน ซึ่งประกอบไปด้วยรำยละเอียด ดังนี้ ๑) กติกำระหว่ำงประเทศว่ำด้วยสิทธิทำงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights หรือชื่อย่อ ICESCR) ซึ่งประเทศไทยได้เข้ำเป็น ภำคีเมื่อวันที่ ๕ กันยำยน ๒๕๔๒ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๕ ธันวำคม ๒๕๔๒ พันธกรณี


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ตำมกติกำระหว่ำงประเทศฉบับนี้ให้กำรรับรอง “สิทธิแห่งกำรก ำหนดตนเอง” (Right of SelfDetermination) พันธกรณีของรัฐภำคีที่จะต้องเคำรพ คุ้มครอง ส่งเสริมโดยไม่มีกำรเลือกปฏิบัติ ควำมเสมอ ภำคระหว่ำงเพศ และสิทธิในวัฒนธรรม ๒) กติกำระหว่ำงประเทศว่ำด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทำงกำรเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือชื่อย่อ ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้เข้ำเป็นภำคีเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลำคม ๒๕๓๙ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๓๐ มกรำคม ๒๕๔๐ พันธกรณีตำมกติกำระหว่ำง ประเทศฉบับนี้ให้กำรรับรอง “สิทธิแห่งกำรก ำหนดตนเอง” (Right of Self-Determination) กำรห้ำมเลือก ปฏิบัติ กำรเยียวยำผู้ถูกละเมิด สิทธิพลเมืองและสิทธิทำงกำรเมืองในด้ำนต่ำง ๆ ตลอดจนสิทธิทำงวัฒนธรรม ของชนกลุ่มน้อยทำงชำติพันธุ์ ศำสนำ หรือภำษำ ๓) อนุสัญญำว่ำด้วยกำรขจัดกำรเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women หรือชื่อย่อ CEDAW) ซึ่งประเทศไทย ได้เข้ำเป็นภำคีเมื่อวันที่ ๙ สิงหำคม ๒๕๒๘ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๘ กันยำยน ๒๕๒๘ อนุสัญญำฉบับนี้มุ่งเน้นกำรส่งเสริมสิทธิสตรีในด้ำนต่ำง ๆ และควำมเสมอภำคทำงเพศ รวมทั้งกำรห้ำมเลือก ปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ๔) อนุสัญญำว่ำด้วยกำรขจัดกำรเลือกปฏิบัติทำงเชื้อชำติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination หรือชื่อย่อ ICERD) ซึ่งประเทศไทย ได้เข้ำเป็นภำคีเมื่อวันที่ ๒๘ มกรำคม ๒๕๔๖ และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภำพันธ์ ๒๕๔๖ อนุสัญญำฉบับนี้ได้ให้ค ำนิยำมที่ชัดเจนของ “กำรเลือกปฏิบัติทำงเชื้อชำติ” ว่ำหมำยถึงกำรจ ำแนก กำรกีดกัน กำรจ ำกัด หรือกำรชมชอบบนพื้นฐำนของเชื้อชำติ สีผิว เชื้อสำย หรือก ำเนิดแห่งประชำชำติหรือชำติพันธุ์ ซึ่งมุ่งหมำยหรือมีผลให้เกิดกำรระงับหรือกีดกั้นกำรเคำรพสิทธิมนุษยชนและเสรีภำพขั้นพื้นฐำนของบุคคลใน ด้ำนต่ำง ๆ ๕) อนุสัญญำว่ำด้วยควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ (Convention of Biological Diversity หรือชื่อย่อ CBD) ประเทศไทยได้ให้สัตยำบันเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลำคม ๒๕๔๖ และเข้ำเป็นภำคีเมื่อวันที่ ๒๙ มกรำคม ๒๕๔๗ อนุสัญญำฉบับนี้มีควำมส ำคัญอย่ำงยิ่ง เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “กำรประชุมสุดยอดเรื่องโลก” (Earth Summit) และในปีเดียวกันนี้ ยังมีกำรประกำศข้อตกลงนำนำชำติที่ถือว่ำไม่มีข้อผูกพันทำงกฎหมำย อีกสองเรื่อง ได้แก่ หลักกำรป่ำไม้ (ซึ่งมีกำรยอมรับในเรื่องชุมชนชนเผ่ำพื้นเมือง ภูมิปัญญำชนเผ่ำพื้นเมือง และปฏิบัติกำร รวมทั้งกำรมีส่วนร่วมในกำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติเพื่อกำรพัฒนำที่ยั่งยืน) และระเบียบ วำระ ๒๑ (ซึ่งในบทที่ ๑๑ ว่ำด้วย “กำรต่อสู้กับกำรท ำลำยป่ำ”) เมื่อถึงปี ๒๕๔๓ จึงมีเวทีแห่งสหประชำชำติ ว่ำด้วยป่ำไม้ หรือ UNFF ที่มีกำรพัฒนำข้อเสนอเพื่อกำรปฏิบัติมำกถึง ๓๐๐ ข้อเสนอ ซึ่งสำมำรถแบ่งออกได้ เป็น ๘ หัวเรื่อง ๒.๒ กฎหมำยของประเทศไทย ประกอบไปด้วย ๑) ตำมมำตรำ ๔๓ มำตรำ ๕๗ มำตรำ ๗๐ และมำตรำ ๗๗ แห่งรัฐธรรมนูญแห่ง รำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ๒) ตำมมำตรำ ๔ มำตรำ ๑๙ มำตรำ ๓๖ (๓) มำตรำ ๔๒ – ๔๖ และมำตรำ ๖๔ แห่ง พระรำชบัญญัติอุทยำนแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ๓) ตำมมำตรำ ๔ และมำตรำ ๘ แห่งพระรำชบัญญัติป่ำชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒


Click to View FlipBook Version