The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

56 องค์ความรู้ทั่วไป (เล่ม 1) เพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Knowledge Management, 2023-07-25 03:57:38

56 องค์ความรู้ทั่วไปฯ (เล่ม 1)

56 องค์ความรู้ทั่วไป (เล่ม 1) เพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ

๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ผูกมัดซึ่งกันและกัน สำมำรถพูดคุยกันได้ในประเด็นที่หลำกหลำยอย่ำงเปิดกว้ำง โดยไม่ต้องกังวลว่ำ จะกระทบกับระบบกฎหมำยภำยในแต่อย่ำงใด นอกจำกนี้ ในกรณีที่สหภำพยุโรปก ำหนดเงื่อนไขให้ ประเทศไทยด ำเนินกำรที่อำจเป็นกรณีตำมมำตรำ ๑๗๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักร ไทย คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ก็อำจเป็นตัวกลำงช่วยประสำนงำนระหว่ำงฝ่ำยบริหำรและ ฝ่ำยนิติบัญญัติ เพื่อให้กำรด ำเนินกำรแล้วเสร็จอย่ำงรวดเร็ว ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จำกกรณีศึกษำตัวอย่ำง กำรท ำควำมตกลงเพื่อยกเว้นกำรขอ VISA ให้แก่ผู้ถือหนังสือ เดินทำงไทย เพื่อเดินทำงเข้ำไปยังดินแดนของสหภำพยุโรปนั้นไม่ใช่เรื่องที่กระท ำได้ยำก แม้ว่ำกรณี สำธำรณรัฐคอซอวอจะใช้ระยะเวลำในกำรด ำเนินกำรทั้งหมดถึงกว่ำ ๑๑ ปีก็ตำม แต่กรณีดังกล่ำวมี สำเหตุส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับกำรปักปันเขตแดนซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกทั้งสำธำรณรัฐคอซอวอ มีประชำกรเพียง ๒ ล้ำนคน และเป็นรัฐเกิดใหม่ จึงอำจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทำงเศรษฐกิจน้อยเมื่อเทียบ กับกรณีของประเทศไทย อย่ำงไรก็ดี หำกประเทศไทยต้องกำรผลักดันให้กำรท ำควำมตกลงเพื่อยกเว้น กำรขอ VISA ส ำเร็จโดยเร็ว ย่อมต้องอำศัยควำมร่วมมือจำกทั้งฝ่ำยบริหำรและฝ่ำยนิติบัญญัติ ซึ่งคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ สภำผู้แทนรำษฎร สำมำรถเป็นผู้น ำในกำรขับเคลื่อนกำรเจรจำ ผ่ำนกำรทูตรัฐสภำได้ ทั้งนี้ ในกำรเจรจำอำจสำมำรถแบ่งกำรด ำเนินกำรได้เป็นหลำยระยะ เช่น ในระยะแรกอำจเน้นกำรเจรจำเพื่อให้ได้รับกำรอ ำนวยควำมสะดวกในกำรขอ VISA ก่อน แล้วจึง ยกระดับเป็นกำรขอยกเว้นกำรขอ VISA ในระยะถัดไป เป็นต้น โดยในกำรเจรจำประเทศไทยควรเน้น เจรจำกับรัฐสมำชิกสหภำพยุโรปที่ประเทศไทยได้ยกเว้นกำรตรวจลงตรำ ไม่ว่ำจะเป็นสำธำรณรัฐฝรั่งเศส สำธำรณรัฐออสเตรีย รำชอำณำจักรเบลเยี่ยม สหพันธ์สำธำรณรัฐเยอรมนี สำธำรณรัฐโปแลนด์ สำธำรณรัฐโปรตุเกส รำชอำณำจักรเนเธอร์แลนด์ รำชอำณำจักรสเปน ฯลฯ โดยหยิบยกหลักกำรต่ำง ตอบแทนเป็นประเด็นส ำคัญในกำรเจรจำ ๕. ข้อเสนอแนะ ๒.๕.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๑) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ควรประสำนงำนกับกระทรวง กำรต่ำงประเทศอย่ำงใกล้ชิดเพื่อก ำหนดยุทธศำสตร์ในกำรเจรจำกับสหภำพยุโรปร่วมกัน อย่ำงไรก็ดี พึงค ำนึงถึงหลักควำมเป็นอิสระของฝ่ำยนิติบัญญัติจำกฝ่ำยบริหำรด้วย โดยฝ่ำยนิติบัญญัติไม่จ ำเป็นต้อง แสดงท่ำทีไปในทิศทำงเดียวกันกับฝ่ำยบริหำรเสมอไป เนื่องจำกกำรเจรจำระหว่ำงฝ่ำยนิติบัญญัติ ด้วยกันนั้น ไม่มีผลผูกพันรัฐคู่เจรจำ เป็นเพียงช่องทำงหนึ่งในกำรแสวงหำจุดร่วม สงวนจุดต่ำง ระหว่ำงกัน ๒) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ควรแต่งตั้งคณะอนุกรรมำธิกำร พิจำรณำศึกษำหลักเกณฑ์ในกำรขอยกเว้นกำรขอ VISA ของประเทศต่ำง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูล ประกอบกำรพูดคุยในเวทีระหว่ำงประเทศต่ำง ๆ รวมทั้งสำมำรถสนับสนุนข้อมูลให้ฝ่ำยบริหำรได้หำก


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มีกำรร้องขอ ตลอดจนสำมำรถเสนอแนะฝ่ำยบริหำรให้ด ำเนินนโยบำยดังกล่ำวให้ประสบผลส ำเร็จได้ โดยเร็ว ๓) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ควรแลกเปลี่ยนกำรเยือนกับสมำชิก สภำยุโรป ทั้งในกำรเดินทำงไปต่ำงประเทศ และกำรเดินทำงไปเยี่ยมส ำนักงำนคณะผู้แทนสหภำพ ยุโรปประจ ำประเทศไทย เพื่อสร้ำงควำมสัมพันธ์อันดีระหว่ำงกัน ๔) ในกรณีที่ได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ควรแต่งตั้งคณะท ำงำนร่วมกับฝ่ำย บริหำรเพื่อให้กำรเจรจำในขั้นตอนสุดท้ำยเป็นไปในทิศทำงเดียวกัน ๒.๕.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ๑) ใช้กลไกคณะอนุกรรมำธิกำรเชิญหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องเข้ำให้ข้อมูล เกี่ยวกับหลักเกณฑ์กำรพิจำรณำยกเว้นกำรขอ VISA ของสหภำพยุโรปกับประเทศต่ำง ๆ ว่ำมีจุดร่วม หรือจุดต่ำงอย่ำงไร ๒) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศควรใช้เวทีกำรพูดคุยในลักษณะไม่เป็น ทำงกำร เช่น กำรพูดคุยในโอกำสงำนเลี้ยงวันชำติของประเทศสมำชิกสหภำพยุโรป หรืองำนรื่นเริง ต่ำง ๆ เพื่อสอบถำมถึงควำมเป็นไปได้ที่สหภำพยุโรปจะยกเว้นกำรขอ VISA ให้ประเทศไทย เป็นต้น นำยพสธร คงเถลิงศิริวัฒนำ นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ไซเบอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียน ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ในปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศศูนย์กลำงของกำรลงทุนจำกทั้งในประเทศ และต่ำงประเทศ ประเทศไทยจึงเกิดอำชญำกรรมไซเบอร์ขึ้นเป็นจ ำนวนมำก ทั้งที่เป็นกำรกระท ำ ควำมผิดจำกบุคคลที่อยู่ในรำชอำณำจักรและจำกบุคคลที่อยู่นอกรำชอำณำจักร ด้วยระบบ คอมพิวเตอร์เป็นระบบเครือข่ำยแบบไร้พรมแดน ท ำให้กำรกระท ำควำมผิดอำชญำกรรมไซเบอร์มี กำรพัฒนำก่อตัวเป็นองค์กรอำชญำกรรมข้ำมชำติ ทวีควำมรุนแรงของกำรกระท ำควำมผิดและควำม เสียหำยเพิ่มมำกขึ้นอย่ำงมหำศำล หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องได้พยำยำมแก้ไขปัญหำ และมีมำตรกำร ในกำรป้องกันและปรำบปรำมอำชญำกรรมไซเบอร์เหล่ำนี้ ซึ่งที่ผ่ำนมำมุ่งเน้นกำรแก้ไขปัญหำด้วย กำรหำตัวผู้กระท ำควำมผิดเป็นหลัก แต่ไม่ได้มีกำรท ำงำนเชิงรุกในกำรแก้ไขปัญหำตั้งแต่จุดเริ่มต้น ท ำให้ปัญหำเหล่ำนี้ทวีควำมรุนแรงขึ้นอย่ำงต่อเนื่อง ประกอบกับควำมก้ำวหน้ำของเทคโนโลยี สำรสนเทศที่พัฒนำอย่ำงไม่หยุดยั้งอันเป็นสำเหตุหลักในกำรเกิดอำชญำกรรมไซเบอร์ มำตรกำร ในกำรป้องกันและปรำบปรำมไม่สำมำรถครอบคลุมในทุกรณี อีกทั้งยังมีข้อจ ำกัดในประเด็นส ำคัญอีก ประกำรหนึ่งคือ อำชญำกรรมไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีกำรกระท ำร่วมกันเป็นเครือข่ำยในดินแดน ของหลำยประเทศ จนกระทั่งกลำยเป็นองค์กรอำชญำกรรมข้ำมชำติ ท ำให้มีข้อจ ำกัดในประเด็นข้อ กฎหมำยระหว่ำงประเทศและกำรให้ควำมร่วมมือทำงอำญำระหว่ำงประเทศ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับควำมปลอดภัยทำงไซเบอร์ได้มีกำรประชุมใหญ่สมัชชำรัฐสภำ อำเซียน ครั้งที่ ๔๒ ผ่ำนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระหว่ำงวันที่ ๒๓ - ๒๕ สิงหำคม ๒๕๖๔ น ำโดย นำยชวน หลีกภัย ประธำนรัฐสภำ ในฐำนะหัวหน้ำคณะผู้แทนรัฐสภำไทย น ำคณะผู้แทนรัฐสภำไทย เข้ำร่วมกำรประชุม ซึ่งมีข้อมติว่ำด้วยกำรเพิ่มควำมปลอดภัยทำงไซเบอร์และกำรป้องกันข้อมูลเพื่อมุ่ง สู่กำรเตรียมพร้อม และตอบสนองต่อภัยคุกคำมทำงไซเบอร์ (Resolution on Enhancing Cybersecurity and Data Protection Towards a Resilient Cyberspace in AAEAN) มีสำระส ำคัญเพื่อส่งเสริมกำรคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นกำรวำงหลักกำรเกี่ยวกับกำรคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลและควำมมั่นคงทำงไซเบอร์ให้เป็นมำตรฐำนเดียวกัน โดยที่ผ่ำนมำคณะกรรมำธิกำร กำรต่ำงประเทศยังไม่เคยพิจำรณำศึกษำในเรื่องนี้ อย่ำงไรก็ดีเรื่องควำมปลอดภัยทำงไซเบอร์เป็น เรื่องที่มีควำมส ำคัญและน่ำสนใจอย่ำงยิ่งเพรำะในปัจจุบันประเทศไทยมีอำชญำกรรมไซเบอร์เกิดขึ้น เป็นจ ำนวนมำก ก่อให้เกิดควำมเสียหำยแก่ประชำชนในวงกว้ำง และอำชญำกรรมไซเบอร์เหล่ำนี้ได้มี กำรพัฒนำจนกลำยเป็นองค์กรอำชญำกรรมข้ำมชำติที่ต้องยอมรับว่ำเป็นเรื่องยำกในกำรป้องกันและ ปรำบปรำมให้หมดสิ้นไป หำกมีกำรศึกษำกลไกควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในกำรป้องกันและ ปรำบปรำมอำชญำกรรมไซเบอร์ในกลุ่มประเทศอำเซียน อันจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อ กำรพิจำรณำศึกษำของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ เพื่อให้กำรปฏิบัติงำนของคณะกรรมำธิกำร กำรต่ำงประเทศได้ด ำเนินกำรสนับสนุนข้อมติของสมัชชำรัฐสภำอำเซียน อีกทั้ง เรื่องควำมปลอดภัย ทำงไซเบอร์เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับเรื่องควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศและอำจส่งผล


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กระทบกับภำพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งอยู่ในหน้ำที่และอ ำนำจของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ตำมที่ก ำหนดไว้ข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วยประกำรหนึ่ง จึงควรมี กำรศึกษำเรื่องนี้ไว้เป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในกำรบังคับใช้กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๑ ข้อมูลด้านกฎหมาย ๑) สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาใน ภูมิภาคอาเซียน (The Treaty on Mutual Legal Assistance in Criminal Matters among Like-Minded ASEAN Member Countries: MLAT ASEAN) สำระส ำคัญของพระรำชบัญญัติ คือ เป็นกำรบังคับใช้กฎหมำยของรัฐภำคีในภูมิภำคอำเซียน ก ำหนดขอบเขตและข้อจ ำกัดควำม ช่วยเหลือ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภำพกำรบังคับใช้กฎหมำยของรัฐภำคีในกำรป้องกัน กำรสืบสวนสอบสวนและกำรฟ้องคดี บรรดำประเทศภำคีจะให้ควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่อง ทำงอำญำด้วยมำตรกำรที่กว้ำงขวำงที่สุดเท่ำที่จะเป็นไปได้ ๒) พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. ๒๕๓๕ สำระส ำคัญของพระรำชบัญญัติ คือ เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกำรให้ควำมร่วมมือระหว่ำง ประเทศในเรื่องทำงอำญำ ก ำหนดให้มีผู้ประสำนงำนกลำงในกำรด ำเนินกำรที่เกี่ยวกับกำรร้องขอ ควำมช่วยเหลือและให้ควำมช่วยเหลือในเรื่องทำงอำญำระหว่ำงประเทศ และก ำหนดวิธีกำรด ำเนิน คดีอำญำ อำทิ กำรสืบสวนสอบสวน กำรจัดส่งเอกสำรหลักฐำน กำรสืบพยำน กำรยึดหรืออำยัด ทรัพย์สิน และกำรโอนหรือรับโอนผู้ถูกคุมขังเพื่อสืบพยำน ๒.๒.๒ ข้อมูลด้านวิชาการ ๑) ปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทาง อาญาในกลุ่มประเทศอาเซียน Problems and Restrictions in the Mutual Legal Assistance among ASEAN Countriesสำระส ำคัญ คือ เป็นบทควำมที่ศึกษำปัญหำและอุปสรรคในกำรด ำเนิน ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในเรื่องทำงอำญำในกลุ่มประเทศอำเซียน ๒) เอกสารประกอบการพิจารณาสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกัน และกันในเรื่องทางอาญาในภูมิภาคอาเซียน ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำระส ำคัญ คือ เป็นกำรพิจำรณำศึกษำสนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำ ในภูมิภำคอำเซียน โดยศึกษำควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในเรื่องทำงอำญำ ๓) บทวิเคราะห์ Treaty on Mutual Legal Assistance in Criminal Matters สำระส ำคัญ คือ เป็นกำรศึกษำสนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำงกฎหมำย ในเรื่องทำงอำญำในกลุ่มประเทศอำเซียน พิจำรณำเปรียบเทียบกับกฎหมำยภำยในด้ำนกำรให้ ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศของประเทศไทย


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ ๒.๓.๑ ความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ไซเบอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียน เมื่อวันที่ ๑๗ มกรำคม ๒๕๔๙ ประเทศไทยได้ลงนำมในสนธิสัญญำว่ำด้วยควำม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน (The Treaty on Mutual Legal Assistance in Criminal Matters among Like-Minded ASEAN Member Countries: MLAT ASEAN) และประเทศในกลุ่มอำเซียนจ ำนวน ๙ ประเทศ ร่วมลงนำม ได้แก่ รัฐบำลบรูไนดำรุสซำลำม รำชอำณำจักรกัมพูชำ สำธำรณรัฐอินโดนีเซีย สำธำรณรัฐประชำธิปไตยประชำชนลำว มำเลเซีย สหภำพพม่ำ สำธำรณรัฐฟิลิปปินส์ สำธำรณรัฐสิงคโปร์ รำชอำณำจักรไทย และสำธำรณรัฐสังคมนิยม เวียดนำม มีวัตถุประสงค์ในกำรปรับปรุงประสิทธิภำพของผู้บังคับใช้กฎหมำยของบรรดำภำคีใน กำรป้องกัน กำรสืบสวนสอบสวนและกำรฟ้องคดีกำรกระท ำควำมผิดโดยกำรให้ควำมร่วมมือและ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำ ภำยใต้บังคับของสนธิสัญญำนี้และกฎหมำยภำยในของ บรรดำภำคีบรรดำภำคีจะให้ควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำด้วยมำตรกำรที่กว้ำงขวำง ที่สุดเท่ำที่จะเป็นไปได้ในเรื่องของกำรสืบสวนสอบสวน กำรฟ้องร้องคดี และกำรด ำเนินกระบวนกำรที่ เป็นผลจำกกำรนั้น โดยกำรให้ควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันตำมสนธิสัญญำนี้อำจรวมถึง (๑) กำรสืบ พยำนหลักฐำนหรือกำรสอบปำกค ำจำกบุคคลโดยสมัครใจ (๒) กำรให้บุคคลเบิกควำมเป็นพยำนหรือ ช่วยเหลือในเรื่องทำงอำญำ (๓) กำรส่งเอกสำรทำงกฎหมำย (๔) กำรค้นและยึด (๕) กำรตรวจวัตถุ และสถำนที่ (๖) กำรจัดหำให้ซึ่งต้นฉบับเอกสำรหรือส ำเนำ บันทึก และสิ่งของอันเป็นพยำนหลักฐำน (๗) กำรชี้ระบุหรือติดตำมร่องรอยของทรัพย์สินที่ได้มำจำกกำรกระท ำควำมผิดหรือที่ใช้ในกำรกระท ำ ควำมผิด (๘) กำรห้ำมกำรจัดกำรกับทรัพย์สินชั่วครำว หรือกำรอำยัดทรัพย์สินที่ได้มำจำกกำรกระท ำ ผิดที่อำจได้คืนหรือริบได้ตำมกฎหมำย (๙) กำรได้คืนทรัพย์สินที่ได้มำจำกกำรกระท ำควำมผิด (๑๐) กำรค้นหำและกำรระบุตัวพยำนและผู้ต้องสงสัย และ (๑๑) กำรให้ควำมช่วยเหลืออื่นใดตำมที่ได้ตกลง กันและซึ่งเป็นไปตำมวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญำ สนธิสัญญานี้ไม่ใช้บังคับกับ (๑) กำรจับกุมหรือคุมขังบุคคลใดเพื่อส่งบุคคลนั้นข้ำม แดน (๒) กำรบังคับคดีในภำคีผู้รับค ำร้องขอตำมค ำพิพำกษำคดีอำญำของศำลในภำคีผู้ร้องขอ เว้นแต่ ในขอบเขตที่กระท ำได้ตำมกฎหมำยของประเทศผู้รับค ำร้องขอ (๓) กำรโอนตัวบุคคลที่ถูกคุมขัง ไปรับโทษ และ (๔) กำรโอนกระบวนกำรพิจำรณำในเรื่องทำงอำญำ โดยไม่มีกรณีใดตำมสนธิสัญญำนี้ ให้สิทธิภำคีฝ่ำยหนึ่งที่จะเข้ำไปในดินแดนของภำคีอีกฝ่ำยหนึ่ง ข้อจ ากัดด้านความช่วยเหลือที่ก ำหนดไว้มีหลำยประกำร อำทิ กรณีที่ภำคีผู้รับ ค ำร้องขอจะปฏิเสธกำรให้ควำมช่วยเหลือ ถ้ำภำคีนั้นเห็นว่ำ (๑) ค ำร้องขอควำมช่วยเหลือเกี่ยวกับ กำรสืบสวนสอบสวน กำรฟ้องร้องคดี หรือกำรลงโทษบุคคลที่เกี่ยวกับกำรกระท ำหรืองดเว้น กำรกระท ำที่หำกเกิดขึ้นในภำคีผู้รับค ำร้องขอจะเป็นควำมผิดทำงทหำรตำมกฎหมำยของภำคีผู้รับค ำ ร้องขอ ซึ่งไม่เป็นควำมผิดตำมกฎหมำยอำญำธรรมดำของภำคีผู้รับค ำร้องขอ (๒) กำรให้ควำม ช่วยเหลือจะกระทบกระเทือนต่ออธิปไตยควำมมั่นคงควำมสงบเรียบร้อยผลประโยชน์สำธำรณะ หรือ ประโยชน์ส ำคัญของภำคีผู้รับค ำร้องขอ (๓) ภำคีผู้ร้องขอไม่ได้ให้ค ำรับรองว่ำจะปฏิบัติต่ำงตอบแทน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เมื่อได้รับกำรร้องขอลักษณะเดียวกันจำกภำคีผู้รับค ำร้องขอเกี่ยวกับควำมช่วยเหลือในเรื่องทำงอำญำ (๔) บรรดำภำคีจะต้องปฏิบัติต่ำงตอบแทนซึ่งกันและกัน ภำยใต้บังคับกฎหมำยภำยในของแต่ละภำคี ในกำรให้ควำมช่วยเหลือเกี่ยวกับควำมผิดที่เหมือนกัน โดยไม่ต้องค ำนึงถึงโทษที่ก ำหนดไว้ส ำหรับ ควำมผิดนั้น เป็นต้น การแต่งตั้งผู้ประสานงานกลาง แต่ละภำคีจะต้องแต่งตั้งผู้ประสำนงำนกลำงเพื่อ จัดท ำและรับค ำร้องขอควำมช่วยเหลือตำมสนธิสัญญำนี้ กำรแต่งตั้งผู้ประสำนงำนกลำงจะต้องกระท ำ ในเวลำที่ยื่นสัตยำบันสำร สำรยอมรับ สำรให้ควำมเห็นชอบ หรือภำคยำนุวัติสำรตำมสนธิสัญญำนี้ ใน กรณีมีกำรเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในกำรแต่งตั้งผู้ประสำนงำนกลำง ภำคีแต่ละฝ่ำยจะต้องแจ้งต่อภำคีอื่น โดยเร็ว และผู้ประสำนงำนกลำงจะต้องติดต่อกันโดยตรง แต่อำจเลือกติดต่อโดยทำงช่องทำงกำรทูต ได้ หลักเกณฑ์การด าเนินการตามค าร้องขอ มีดังนี้ ๑) ค ำร้องขอควำมช่วยเหลือจะต้อง ด ำเนินกำรโดยทันทีตำมวิธีกำรที่ก ำหนดโดยกฎหมำยและวิธีปฏิบัติของภำคีผู้รับค ำร้องขอ ทั้งนี้ ภำยใต้บังคับกฎหมำยภำยในและวิธีปฏิบัติของภำคีผู้ รับค ำร้องขอ ๆ จะต้องด ำเนินกำรตำมค ำร้องขอ ด้วยวิธีกำรที่ภำคีผู้ร้องขอก ำหนด ๒) ในกรณีที่ได้รับกำรร้องขอและภำยใต้บังคับกฎหมำยและวิธี ปฏิบัติภำยใน ภำคีผู้รับค ำร้องขอจะต้องด ำเนินกำรตำมที่จ ำเป็นแทนภำคีผู้ร้องขอในกระบวนกำร ใด ๆ ทำงอำญำตำมค ำร้องขอควำมช่วยเหลือ และจะต้องเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของภำคีผู้ร้องขอ อีกประกำรหนึ่งด้วย ๓) ภำคีผู้รับค ำร้องขอจะต้องตอบสนองโดยเร็วที่สุดเท่ำที่จะเป็นไปได้ ในกรณีที่ภำคีผู้ ร้องขอประสงค์จะทรำบเกี่ยวกับควำมคืบหน้ำของกำรปฏิบัติตำมค ำร้องขอ ๔) ภำคีผู้รับค ำร้องขออำจ ขอให้ภำคีผู้ร้องขอจัดส่งข้อสนเทศในแบบที่จ ำเป็นเพื่อให้สำมำรถด ำเนินกำรตำมค ำร้องขอได้ หรือให้ ด ำเนินกำรที่จ ำเป็นภำยใต้กฎหมำยและวิธีปฏิบัติของภำคีผู้รับกำรร้องขอ เพื่อให้บังเกิดผลในกำร ด ำเนินกำรตำมค ำร้องขอ การค้นหาที่อยู่หรือการระบุตัวบุคคล ภำยใต้บังคับกฎหมำยภำยในภำคีผู้รับค ำร้อง ขอจะต้องใช้ควำมพยำยำมอย่ำงดีที่สุดเพื่อสืบให้รู้แน่ชัดถึงที่อยู่หรือรูปพรรณของบุคคลที่ระบุไว้ใน ค ำร้องขอและซึ่งมีเหตุผลเชื่อได้ว่ำบุคคลดังกล่ำวอยู่ในดินแดนของภำคีผู้รับค ำร้องขอ นอกจำกนี้สนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำใน ภูมิภำคอำเซียน ยังได้ก ำหนดข้อตกลงอันเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับแบบและเนื้อหำค ำร้องขอ ข้อจ ำกัดกำร ใช้พยำนหลักฐำนที่ได้มำจำกกำรช่วยเหลือ กำรได้มำซึ่งพยำนหลักฐำน กำรปรำกฏตัวของบุคคลที่ถูก คุมขังในภำคีผู้ร้องขอ หลักประกัน กำรเดินทำงผ่ำนของบุคคลซึ่งถูกคุมขัง กำรค้นและยึดทรัพย์สิน และกำรปรึกษำหำรือของผู้ประสำนงำนกลำงของบรรดำภำคี เป็นต้น เมื่อประเทศไทยได้เป็นหนึ่งในประเทศภำคีตำมสนธิสัญญำนี้แล้ว จึงได้อนุวัติกำร พระรำชบัญญัติควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในเรื่องทำงอำญำ พ.ศ. ๒๕๓๕ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นกฎหมำยภำยในให้เป็นไปตำมข้อตกลงหรือพันธกรณีของสนธิสัญญำว่ำด้วยควำม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียนในประเรื่องที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษำขอยกตัวอย่ำงบทบัญญัติของพระรำชบัญญัติควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศใน เรื่องทำงอำญำ พ.ศ. ๒๕๓๕ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่สอดคล้องและรองรับกับ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร พันธกรณีของสนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน ดังนี้ ๑. มำตรำ ๔ ก ำหนดขอบเขตของกำรให้ควำมช่วยเหลือตำมพระรำชบัญญัตินี้ ครอบคลุมไปถึงกำรให้ควำมช่วยเหลือในเรื่องเกี่ยวกับกำรด ำเนินกำรสืบสวน สอบสวน ฟ้องคดี ริบทรัพย์ และกำรด ำเนินกำรอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอำญำ เนื่องจำกขอบเขตกำรให้ควำมช่วยเหลือ และรำยละเอียดของควำมช่วยเหลือของสนธิสัญญำฯ ที่ประเทศภำคีจะให้ต่อกันในแต่ละเรื่อง ล้วนแต่ก ำหนดไว้อย่ำงแจ้งชัดว่ำประเทศภำคีผู้รับค ำร้องขอจะให้ควำมช่วยเหลือได้หรือไม่เพียงใด และอย่ำงไร ให้ขึ้นอยู่กับกฎหมำยภำยในและแนวปฏิบัติของประเทศภำคีผู้รับค ำร้องขอ ซึ่งประเทศ ไทยก็ได้มีกฎหมำยภำยในที่ก ำหนดเรื่องดังกล่ำวไว้ในพระรำชบัญญัติฯ ๒. มำตรำ ๙ ก ำหนดหลักเกณฑ์กำรให้ควำมช่วยเหลือแก่ภำคี ดังนี้ (๑) ประเทศไทย อำจให้ควำมช่วยเหลือแก่ประเทศผู้ร้องขอได้แม้ว่ำไม่มีสนธิสัญญำว่ำด้วยควำมร่วมมือระหว่ำง ประเทศในเรื่องทำงอำญำระหว่ำงกัน แต่ประเทศผู้ร้องขอต้องแสดงว่ำจะให้ควำมช่วยเหลือในท ำนอง เดียวกันเมื่อประเทศไทยร้องขอ (๒) กำรกระท ำซึ่งเป็นมูลกรณีของควำมช่วยเหลือนั้นเป็นควำมผิดที่มี โทษฐำนใดฐำนหนึ่งตำมกฎหมำยไทย เว้นแต่เป็นกรณีที่ประเทศไทยกับประเทศผู้ร้องขอมีสนธิสัญญำ ว่ำด้วยควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในเรื่องทำงอำญำต่อกันและข้อควำมในสนธิสัญญำระบุไว้เป็น อย่ำงอื่น ทั้งนี้ควำมช่วยเหลือดังกล่ำวต้องเป็นไปตำมบทบัญญัติแห่งพระรำชบัญญัตินี้ (๓) ประเทศ ไทยอำจปฏิเสธค ำร้องขอควำมช่วยเหลือ หำกค ำร้องขอนั้นกระทบกระเทือนอธิปไตย ควำมมั่นคง หรือสำธำรณประโยชน์ที่ส ำคัญอื่น ๆ ของประเทศไทย หรือเกี่ยวเนื่องกับควำมผิดทำงกำรเมือง (๔) กำรให้ควำมช่วยเหลือต้องไม่เกี่ยวเนื่องกับควำมผิดทำงทหำร เมื่อพิจำรณำหลักเกณฑ์กำรให้ควำม ช่วยเหลือแก่ภำคีของประเทศไทยตำมพระรำชบัญญัตินี้ จะให้ได้ว่ำมีหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องและ รองรับพันธกรณีในประเด็นข้อจ ำกัดด้ำนควำมช่วยเหลือที่ผู้ศึกษำได้ยกตัวอย่ำงและกล่ำวไว้ข้ำงต้น ๓. มำตรำ ๖ ก ำหนดให้อัยกำรสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยกำรสูงสุดมอบหมำยเป็น ผู้ประสำนงำนกลำง และมีอ ำนำจหน้ำที่ตำมที่ก ำหนดไว้ในมำตรำ ๗ รวมถึงด ำเนินกำรอย่ำงอื่นเพื่อให้ กำรให้หรือขอควำมช่วยเหลือตำมพระรำชบัญญัติดังกล่ำวบรรลุผล บทบัญญัตินี้เป็นกำรแต่งตั้ง ผู้ประสำนงำนกลำงเพื่อจัดท ำและรับค ำร้องขอควำมช่วยเหลือตำมสนธิสัญญำฯ ๔. มำตรำ ๑๑ - มำตรำ ๑๔/๑ ภำยใต้กำรด ำเนินงำนของผู้ประสำนงำนกลำงและ เจ้ำหน้ำที่ผู้มีอ ำนำจด ำเนินกำรตำมค ำร้องขอควำมช่วยเหลือทั้งในประเทศและจำกต่ำงประเทศ ได้ก ำหนดหน้ำที่และหลักกำรกำรด ำเนินงำนของผู้ประสำนงำนกลำงไว้ ๕. มำตรำ ๑๒ (๑) ก ำหนดให้ผู้ประสำนงำนกลำงส่งค ำร้องขอควำมช่วยเหลือจำก ต่ำงประเทศให้แก่เจ้ำหน้ำที่ผู้มีอ ำนำจเพื่อด ำเนินกำรหลำยกรณี เช่น ค ำร้องขอให้สืบหำบุคคล และ มำตรำ ๓๐ ก ำหนดให้ในกรณีที่ได้รับค ำร้องขอควำมช่วยเหลือจำกต่ำงประเทศให้สืบหำตัวบุคคลซึ่ง ประเทศผู้ร้องขอต้องกำรตัวเกี่ยวกับกำรสืบสวน สอบสวน ฟ้องคดีหรือกำรด ำเนินกำรอื่นทำงอำญำ โดยมีเหตุอันควรเชื่อว่ำบุคคลดังกล่ำวอยู่ในประเทศไทย ให้เจ้ำหน้ำที่ผู้มีอ ำนำจด ำเนินกำรสืบหำ ตัวบุคคลนั้น และแจ้งผลกำรด ำเนินกำรให้ผู้ประสำนงำนกลำงทรำบ ซึ่งสอดคล้องกับสนธิสัญญำฯ ในกรณีที่ผู้รับค ำร้องขอจะต้องใช้ควำมพยำยำมอย่ำงดีที่สุดเพื่อสืบให้รู้แน่ชัดถึงที่อยู่หรือรูปพรรณ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ของบุคคลที่ระบุไว้ในค ำร้องขอและซึ่งมีเหตุผลเชื่อได้ว่ำบุคคลดังกล่ำวอยู่ในดินแดนของภำคีผู้รับ ค ำร้องขอ ประเด็นในกำรหำตัวผู้กระท ำควำมผิดอำชญำกรรมไซเบอร์มักจะเกิดปัญหำในเรื่อง ของอ ำนำจรัฐในกำรด ำเนินคดีอำญำ เนื่องจำกอำชญำกรไซเบอร์ทั้งคนไทยและชำวต่ำงชำติส่วนใหญ่ มักจะกระท ำควำมผิดในรูปแบบองค์กรอำชญำกรรมข้ำมชำติ มิได้อำศัยหรือมีที่อยู่ในรำชอำณำจักร กำรป้องกันและปรำบปรำมอำชญำกรรมไซเบอร์จ ำต้องอำศัยควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในทำงอำญำ อำทิ เมื่อปรำกฏหลักฐำนแล้วว่ำผู้กระท ำควำมผิดได้อำศัยอยู่นอกรำชอำณำจักรหรือหลบหนีออกนอก รำชอำณำจักร กำรที่จะน ำตัวผู้กระท ำควำมผิดกลับมำด ำเนินคดีได้ต้องอำศัยสนธิสัญญำว่ำด้วยควำม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียนและกฎหมำยกำรส่งผู้ร้ำยข้ำมแดน ซึ่งต้อง ด ำเนินกำรโดยผู้ประสำนงำนกลำงของประเทศไทย เพื่อจัดท ำและรับค ำร้องขอควำมช่วยเหลือตำม สนธิสัญญำ อำจขอควำมร่วมมือจำกประเทศภำคีในกำรค้นหำที่อยู่หรือกำรระบุตัวบุคคล เพื่อสืบให้รู้ แน่ชัดถึงที่อยู่หรือรูปพรรณของบุคคลที่กระท ำควำมผิด รวมถึงขอควำมร่วมมือเกี่ยวกับกำรสืบ พยำนหลักฐำนหรือกำรสอบปำกค ำ กำรส่งเอกสำรทำงกฎหมำย กำรค้นและยึด กำรตรวจวัตถุและ สถำนที่ กำรชี้ระบุหรือติดตำมร่องรอยของทรัพย์สินที่ได้มำจำกกำรกระท ำควำมผิดหรือที่ใช้ใน กำรกระท ำควำมผิด กำรห้ำมกำรจัดกำรกับทรัพย์สินชั่วครำว หรือกำรอำยัดทรัพย์สินที่ได้มำจำก กำรกระท ำผิดที่อำจได้คืนหรือริบได้ตำมกฎหมำย และกำรได้คืนทรัพย์สินที่ได้มำจำกกำรกระท ำควำมผิด เป็นต้น แต่กระนั้นกระบวนกำรทั้งหมดนี้ก็ต้องเป็นไปตำมและไม่ขัดแย้งต่อกฎหมำยภำยในของประเทศไทย ในเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย และหำกประเทศภำคีใดที่มีควำมประสงค์ส่งค ำร้องขอตำมสนธิสัญญำฯ มำยัง ประเทศไทย ประเทศไทยก็จะปฏิบัติให้เป็นไปตำมขั้นตอนและกระบวนกำรที่ก ำหนดไว้ในสนธิสัญญำฯ และภำยใต้กฎหมำยภำยในของประเทศไทยเช่นเดียวกัน ๒.๓.๒ ปัญหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมไซเบอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียน สนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน ได้มีขึ้น เมื่อวันที่ ๑๗ มกรำคม ๒๕๔๙ ด้วยกำรลงนำมระหว่ำงประเทศในกลุ่มอำเซียนจ ำนวน ๑๐ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย หำกนับระยะเวลำจนถึงปัจจุบันผ่ำนมำแล้วร่วม ๑๗ ปี ท ำให้สนธิสัญญำ นี้มีควำมล้ำสมัยและข้อตกลงหรือพันธกรณีบำงประกำรไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งไม่มีกำรทบทวนสนธิสัญญำเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้น จำกกำรศึกษำ บทควำมวิชำกำรที่ได้มีกำรรวบรวมปัญหำและอุปสรรคในกำรด ำเนินควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศใน เรื่องทำงอำญำในกลุ่มประเทศอำเซียน Problems and Restrictions in the Mutual Legal Assistance among ASEAN Countries และวิเครำะห์เนื้อหำของสนธิสัญญำฯ พบปัญหำทั้งทำง ทฤษฎีและปฏิบัติ ดังนี้ ๑. ปัญหำกรณีผู้ประสำนงำนกลำง ตำมสนธิสัญญำฯ ผู้ประสำนงำนกลำงแต่ละ ประเทศภำคีสำมำรถให้ควำมร่วมมือระหว่ำงกันได้โดยตรง ไม่จ ำเป็นต้องด ำเนินกำรส่งและรับค ำร้อง ผ่ำนช่องทำงกำรทูตอีกตำมที่ก ำหนดไว้ใน ข้อ ๔ แต่ในข้อเดียวกันยังได้ก ำหนดให้ประเทศภำคี สำมำรถเลือกติดต่อโดยทำงช่องทำงกำรทูตได้อีกด้วยหำกมีควำมประสงค์เช่นนั้น ส่งผลให้ในทำง


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ปฏิบัติเมื่อผู้ประสำนงำนกลำงมีควำมประสงค์ที่จะประสำนงำนระหว่ำงกันโดยตรงเพื่อควำมสะดวก รวดเร็วและทันต่อเหตุกำรณ์ที่เกิดขึ้น กลับถูกปฏิเสธค ำร้องขอควำมช่วยเหลือด้วยวิธีกำรติดต่อกัน โดยตรง แต่ให้ท ำกำรติดต่อผ่ำนช่องทำงกำรทูตมำเสียก่อน จึงจะสำมำรถพิจำรณำให้ควำมช่วยเหลือตำม ค ำร้องขอได้ กรณีนี้เป็นกำรเพิ่มขั้นตอนและเพิ่มระยะเวลำโดยไม่มีควำมจ ำเป็น เพรำะสนธิสัญญำฯ ได้ระบุ ไว้แล้วว่ำผู้ประสำนงำนกลำงจะต้องติดต่อกันโดยตรง ๒. ปัญหำกำรส่งค ำร้องขอระหว่ำงประเทศเกิดควำมล่ำช้ำ ด้วยกำรส่งค ำร้องขอควำม ช่วยเหลือไปยังประเทศภำคี มักถูกด ำเนินกำรล่ำช้ำไม่ทันกำล บำงครั้งต้องมีกำรส่งค ำร้องขอควำม ช่วยเหลือหรือร้องขอควำมช่วยเหลือซ้ ำหลำยครั้ง ซึ่งพบบ่อยครั้งว่ำกำรด ำเนินกำรพิจำรณำให้ควำม ช่วยเหลือมักจะเลยก ำหนดนัดตำมที่ร้องขอไป โดยเฉพำะในเรื่องกำรส่งหมำยศำลคือจะต้องนัดใหม่ อยู่เป็นประจ ำ ปัญหำเหล่ำนี้อำจเกิดจำกหน่วยงำนผู้รับผิดชอบในประเทศผู้รับค ำร้องขออำจขำด ควำมพร้อมหรือควำมใส่ใจในกำรด ำเนินกำรตำมค ำร้องขอ ประกอบกับข้อตกลงหรือพันธกรณีตำม สนธิสัญญำฯ ไม่เคยมีกำรตกลงกันในเรื่องของกรอบระยะเวลำในกำรด ำเนินกำรดังกล่ำว ๓. ปัญหำเรื่องโครงสร้ำงพื้นฐำนของรัฐ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อกำรให้ควำมร่วมมือในกำร ให้ควำมช่วยเหลือตำมค ำร้องขอ เช่น ฐำนข้อมูลที่อยู่บุคคลของบำงประเทศภำคีไม่มีประสิทธิภำพ เท่ำที่ควร ไม่มีกำรปรับปรุงฐำนข้อมูลที่อยู่บุคคลหรือประชำกรให้เป็นปัจจุบัน ที่ผ่ำนมำจะพบปัญหำ ในลักษณะนี้คือ หำกมีกำรขอควำมร่วมมือในกำรส่งหมำยและกำรสืบหำบุคคลตำมที่อยู่ มักจะได้รับ แจ้งจำกบำงประเทศภำคีว่ำหำตัวบุคคลนั้นไม่พบหรือไม่ได้อำศัยอยู่ตำมภูมิล ำเนำที่ระบุไว้ส่งผลให้ กำรหำตัวผู้กระท ำควำมผิดมำลงโทษยำกขึ้นกว่ำเดิม ๔. ปัญหำควำมร่วมมือด้ำนพยำนหลักฐำน กำรด ำเนินคดีอำญำมีควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่งยวด ในกำรรวบรวบพยำนหลักฐำนให้ถูกต้องและครบถ้วน หำกเป็นกำรกระท ำควำมผิดภำยใน รำชอำณำจักรที่เจ้ำพนักงำนมีอ ำนำจด ำเนินกำรตำมหน้ำที่และอ ำนำจที่รัฐให้อ ำนำจไว้ เจ้ำพนักงำน ย่อมสำมำรถด ำเนินกำรได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ แต่หำกเป็นกรณีกำรกระท ำควำมผิดเกี่ยวกับ อำชญำกรรมไซเบอร์ ซึ่งควำมผิดฐำนนี้ล้วนกระท ำผ่ำนระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสำรสนเทศใน รูปแบบต่ำง ๆ อีกทั้งยังเป็นกำรกระท ำควำมผิดนอกรำชอำณำจักร ท ำให้ยำกต่อกำรรวบรวม พยำนหลักฐำนให้ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ ท ำให้กำรรวบรวมพยำนหลักฐำนและกำรได้มำซึ่ง พยำนหลักฐำนทั้งปวงต้องอำศัยควำมช่วยเหลือจำกประเทศภำคี พยำนหลักฐำนที่ได้มำจำกกำรให้ ควำมช่วยเหลือระหว่ำงประเทศนี้ต้องมีกำรรับรองควำมถูกต้องให้ครบถ้วนตำมที่ระบุข้อตกลงไว้ และ ในกำรสืบพยำนมักจะกระท ำผ่ำนกำรประชุมทำงจอภำพ (Video Conference) เพื่อควำมสะดวก รวดเร็ว แต่ในทำงปฏิบัติยังมีปัญหำขัดข้องในกำรให้ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในกำรเข้ำถึงข้อมูล และพยำนหลักฐำนของประเทศภำคี เพรำะประเทศภำคีบำงประเทศมีกฎหมำยภำยในที่มีข้อจ ำกัดใน กำรเข้ำถึงเทคโนโลยีสำรสนเทศ อันเป็นกฎหมำยที่เกี่ยวกับควำมมั่นคงปลอดภัยของประเทศที่ประเทศ ภำคีมีสิทธิปฏิเสธกำรให้ควำมช่วยเหลือตำมที่มีกำรร้องขอ ซึ่งประเด็นนี้เป็นข้อจ ำกัดด้ำนควำม ช่วยเหลือที่ได้ก ำหนดไว้ในสนธิสัญญำฯ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๔. บทสรุปและอภิปรายผล อำชญำกรรมไซเบอร์เป็นอำชญำกรรมที่ไร้พรมแดน กลไกกำรป้องกันและปรำบปรำม อำชญำกรรมไซเบอร์จะอำศัยเพียงกฎหมำยภำยในประเทศในกำรป้องกันและปรำบปรำมไม่ได้ จะต้องอำศัยกลไกในควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในทำงอำญำอีกส่วนหนึ่ง อันท ำให้กำรป้องกันและ ปรำบปรำมกำรกระท ำควำมผิดเหล่ำนี้มีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่ำนมำประเทศไทยได้มีกำรตรำ พระรำชบัญญัติควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในเรื่องทำงอำญำ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขึ้นเพื่อเป็นกรอบและ แนวทำงในกำรให้ควำมช่วยเหลือหรือควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในเรื่องทำงอำญำ และต่อมำ ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอำเซียนอีกจ ำนวน ๙ ประเทศ ได้ร่วมกันท ำข้อตกลงในกำรให้ ควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน ด้วยกำรลงนำมในสนธิสัญญำว่ำ ด้วยควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน หลังจำกนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้มีกำรแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชบัญญัติควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในเรื่องทำงอำญำ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้มีบทบัญญัติสอดคล้องและเป็นไปตำมข้อตกลงหรือพันธกรณีของสนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน อย่ำงไรก็ดีก็ยังคงเกิดปัญหำหลำยประกำรเกี่ยวกับสนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน และพระรำชบัญญัติควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศ ในเรื่องทำงอำญำ พ.ศ. ๒๕๓๕ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ อำทิ ปัญหำกรณี ผู้ประสำนงำนกลำง ตำมสนธิสัญญำฯ ที่มีกำรก ำหนดวิธีกำรกำรด ำเนินงำนระหว่ำงผู้ประสำนงำน กลำงของประเทศภำคีที่จะต้องติดต่อกันโดยตรง แต่ได้ก ำหนดแนวทำงกำรติดต่อโดยทำงช่องทำงกำร ทูตไว้ด้วยหำกประเทศภำคีมีควำมประสงค์ อันเป็นกำรเพิ่มขั้นตอนและเพิ่มระยะเวลำโดยไม่มีควำม จ ำเป็น ปัญหำกำรส่งค ำร้องขอระหว่ำงประเทศเกิดควำมล่ำช้ำ เนื่องจำกหน่วยงำนผู้รับผิดชอบใน ประเทศผู้รับค ำร้องขออำจขำดควำมพร้อมหรือควำมใส่ใจในกำรด ำเนินกำรตำมค ำร้องขอ ประกอบ กับไม่เคยมีกำรตกลงเรื่องกรอบระยะเวลำในกำรด ำเนินกำรดังกล่ำว ปัญหำเรื่องโครงสร้ำงพื้นฐำน ของรัฐในเรื่องฐำนข้อมูลที่อยู่บุคคลของบำงประเทศภำคีไม่มีประสิทธิภำพเท่ำที่ควร ไม่มีกำรปรับปรุง ฐำนข้อมูลที่อยู่บุคคลหรือประชำกรให้เป็นปัจจุบัน ปัญหำควำมร่วมมือด้ำนพยำนหลักฐำนในกำรเข้ำถึง ข้อมูลและพยำนหลักฐำนของประเทศภำคี เพรำะประเทศภำคีมีสิทธิปฏิเสธกำรให้ควำมช่วยเหลือได้หำก ค ำร้องขอเป็นเรื่องควำมมั่นคงปลอดภัยของประเทศภำคี ที่ผ่ำนมำกำรประชุมใหญ่สมัชชำรัฐสภำอำเซียน ครั้งที่ ๔๒ ได้ให้ควำมส ำคัญในประเด็น ควำมปลอดภัยทำงไซเบอร์ โดยมีข้อมติว่ำด้วยกำรเพิ่มควำมปลอดภัยทำงไซเบอร์และกำรป้องกันข้อมูล เพื่อมุ่งสู่กำรเตรียมพร้อม และตอบสนองต่อภัยคุกคำมทำงไซเบอร์ (Resolution on Enhancing Cybersecurity and Data Protection Towards a Resilient Cyberspace in AAEAN) ซึ่งประเด็นนี้เป็น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน้ำที่และอ ำนำจของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศในด้ำนควำมสัมพันธ์ระหว่ำง ประเทศและอำจส่งผลกระทบกับภำพลักษณ์ของประเทศ จึงได้ศึกษำและรวบรวมเกี่ยวกับกลไก ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศในกำรป้องกันและปรำบปรำม อำชญำกรรมไซเบอร์ในกลุ่มประเทศอำเซียน เพื่อให้ทรำบพอสังเขปถึงกรอบควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศและปัญหำในเรื่องนี้ อันจะเป็นข้อมูลที่มี ประโยชน์ในกำรสนับสนุนข้อมูลให้แก่รัฐสภำไทยในกำรประชุมใหญ่สมัชชำรัฐสภำอำเซียนครั้งต่อไป


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๕. ข้อเสนอแนะ ๒.๕.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศควรผลักดันนโยบำยด้ำนควำมสัมพันธ์ระหว่ำง ประเทศที่เกี่ยวข้องกับกำรแก้ไขปัญหำอำชญำกรรมไซเบอร์ ซึ่งกรณีนี้เชื่อมโยงกับยุทธศำสตร์ชำติด้ำนควำม มั่นคงที่เป็นปัญหำควำมมั่นคงเร่งด่วนที่จะต้องด ำเนินกำรแก้ไขที่ก ำหนดไว้ในยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึง ๒๕๘๐ ๒.๕.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ๑. คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศควรใช้กลไกตำมหน้ำที่และอ ำนำจใน กำรพิจำรณำศึกษำ รวมทั้งอำจจะตั้งคณะอนุกรรมำธิกำรขึ้นเพื่อพิจำรณำศึกษำเรื่องดังต่อไปนี้ ๑.๑ พิจำรณำศึกษำเรื่องกลไกควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศใน กำรป้องกันและปรำบปรำมอำชญำกรรมไซเบอร์ในกลุ่มประเทศอำเซียน เนื่องจำกเป็นข้อมูลที่เป็นที่ สนใจของกำรประชุมใหญ่สมัชชำรัฐสภำอำเซียนประกำรหนึ่ง เพื่อเป็นกำรสนับสนุนข้อมูลให้แก่ รัฐสภำไทยในกำรด ำเนินกำรเกี่ยวกับข้อมติของกำรประชุมดังกล่ำว ๑.๒ พิจำรณำศึกษำเรื่องสนธิสัญญำว่ำด้วยควำมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในเรื่องทำงอำญำในภูมิภำคอำเซียน (The Treaty on Mutual Legal Assistance in Criminal Matters among Like-Minded ASEAN Member Countries: MLAT ASEAN) และน ำข้อมูลที่ได้ จำกกำรพิจำรณำศึกษำเสนอต่อรัฐสภำหรือหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องให้มีกำรทบทวนข้อตกลงหรือ พันธกรณีตำมสนธิสัญญำนี้ว่ำสมควรเสนอประเทศภำคีในกำรแก้ไขปรับปรุงสนธิสัญญำฯ ให้ทันสมัย และสอดคล้องกับกำรเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีที่พัฒนำขึ้น รวมทั้งพิจำรณำศึกษำกฎหมำยภำยใน ที่เกี่ยวกับกำรป้องกันและปรำบปรำมอำชญำกรรมไซเบอร์ข้ำมชำติ กรณีกำรให้ควำมร่วมมือระหว่ำง ประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสนธิสัญญำดังกล่ำว นำงสำวณิชำภัทร นุชพ่วง นิติกรปฏิบัติกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) กลไกในการด าเนินนโยบายต่างประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา กำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) กลไกในกำรด ำเนินนโยบำยต่ำงประเทศใน สถำนกำรณ์ปัจจุบัน ซึ่งคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ มีหน้ำที่และอ ำนำจกระท ำกิจกำร พิจำรณำ สอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกำรต่ำงประเทศ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ ภำพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งกระท ำกิจกำรทั้งปวง ที่เกี่ยวข้องกับชำวไทยซึ่งตั้งถิ่นฐำนหรือ ไปประกอบอำชีพในต่ำงประเทศ ที่ผ่ำนมำสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรคโควิด – 19 ท ำให้ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศหยุดชะงักลง และส่งผลกระทบถึงภำพลักษณ์ของประเทศในด้ำนต่ำง ๆ เช่น เศรษฐกิจ กำรค้ำกำรลงทุน และกำรท่องเที่ยว เพรำะฉะนั้นกำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) กำรด ำเนินกำรทำงกำรทูตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อโน้มน้ำวชักจูงให้สำธำรณชน กลุ่มเป้ำหมำย และกลุ่มผลประโยชน์ต่ำง ๆ ในต่ำงประเทศที่มีบทบำทส ำคัญต่อกำรตัดสินใจของรัฐ ให้มีควำมชื่นชมและเข้ำใจถึงแนวทำงกำรด ำเนินนโยบำยด้ำนกำรต่ำงประเทศของประเทศของไทย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้ำงควำมสัมพันธ์ระดับประชำชนให้มีควำมใกล้ชิดแน่นแฟ้นมำกยิ่งขึ้น จึงเป็น เครื่องมือกลไกที่ส ำคัญในกำรด ำเนินนโยบำยด้ำนกำรต่ำงประเทศเพื่อท ำให้กำรใช้อิทธิพลทำง วัฒนธรรม คุณค่ำทำงสังคม (Soft Power) ให้ประสบผลส ำเร็จในทำงปฏิบัติอย่ำงแท้จริง หำกมี เพียงแต่วัฒนธรรมไทยอย่ำงเดียวไม่เพียงพอต่อกำรท ำให้บรรลุผลในทำงปฏิบัติได้ เพรำะฉะนั้นกำรทูต สำธำรณะ (Public Diplomacy) จึงเป็นเครื่องมือกลไกในกำรด ำเนินนโยบำยต่ำงประเทศที่ไม่ได้ เฉพำะเจำะจงไปยังรัฐบำลของประเทศใดประเทศหนึ่งอย่ำงเดียว แต่มุ่งเป้ำหมำยหลักไปยัง ปัจเจกบุคคลและองค์กรภำคเอกชนที่ไม่ใช่รัฐ เพื่อสร้ำงภำพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศของตน และ มุ่งหวังที่จะสร้ำงบรรยำกำศที่ดีในระยะยำวต่อไป เพื่อรองรับนโยบำยด้ำนต่ำงประเทศในอนำคต ข้ำงหน้ำที่ก ำลังจะเกิดขึ้น ชี้ให้เห็นถึงควำมส ำคัญของกำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) ที่เกี่ยวข้อง ควำมหมำยและสำระส ำคัญของ Soft Power ในฐำนะที่กำรทูตสำธำรณะเป็นเครื่องมือ กลไกที่ส ำคัญท ำให้กำรทูตสำธำรณะประสบควำมส ำเร็จบรรลุผลลัพธ์ในทำงปฏิบัติได้ ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) แนวคิดด้านการทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) แนวคิดด้ำนกำรทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) มีสำระส ำคัญเกี่ยวกับ กำรศึกษำวรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ โดยเฉพำะผู้ที่สนใจศึกษำเกี่ยวกับทวีปเอเชีย เช่น Dr. Harry Irwin ผู้เขียน Communicating with Asia: understanding people and customs และ Dr. Peter J. Katzenstein และ Dr. Takashi ผู้เขียน Beyond Japan: the dynamics of East Asian regionalism


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒) แนวคิดด้านการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) แนวคิดด้ำนกำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) มีสำระส ำคัญเกี่ยวกับกำรศึกษำ วรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ โดยจะเน้นศึกษำวรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ อำทิ Dr. Patricia A. Curtin ผู้เขียน International Public Relation: negotiating culture, identity and power แ ล ะ Dr. Y. Richmond ผู้ เ ขี ยน Practicing Public Diplomacy: A Cold War Odyssey (Explorations in Culture International History) ๓) แนวคิดเรื่องการใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรม (Soft Power) แนวคิดเรื่องกำรใช้อิทธิพลทำงวัฒนธรรม (Soft Power) นอกจำกจะศึกษำและอ้ำงอิง ถึงวรรณกรรมต่ำง ๆ ของ Dr. Joseph S. Nye เช่น Soft Power: The Means to Success in World Politics แล้วยังจะศึกษำผลงำนของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ เช่น Dr. Alan Chong ผู้เขียน Foreign Policy in Global Information Space: Actualizing Soft Power ศึกษำผลงำนของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ เช่น Dr. Alan Chong ผู้เขียน Foreign Policy in Global Information Space: Actualizing Soft Power และ Dr. J. Kurlantzick ผู้เขียน Charm Offensive: How China’s Soft Power is transforming the World ๔) แนวคิดด้านการก าหนดนโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy – Making) แนวคิดด้ำนกำรก ำหนดนโยบำยต่ำงประเทศ (Foreign Policy – Making) ซึ่งมี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องมำกมำย อย่ำงไรก็ตำมในกำรศึกษำจะให้ควำมส ำคัญต่อผลงำนของนักวิชำกำร ผู้ซึ่งให้ควำมส ำคัญต่อกำรเชื่อมโยงระหว่ำงทฤษฎีและกำรปฏิบัติ เช่น Dr. Alexander L. George ผู้เขียน Bridging the Gap: Theory and Practice in Foreign Policy รวมทั้งนักวิชำกำรของไทย เช่นดร. เขียน ธีระวิทย์ ผู้เขียน “กำรก ำหนดนโยบำยต่ำงประเทศเปรียบเทียบ” ๕) แนวคิดการบริหารงานแบบ Responsibility Assignment Matrix หรือ RACI Matrix แนวคิดกำรบริหำรงำนแบบ Responsibility Assignment Matrix หรือ RACI Matrix นั้น เป็นแนวคิดด้ำนกำรบริหำรงำนที่เป็นสำกล ซึ่งกำรศึกษำฉบับนี้จะน ำมำใช้เป็นเครื่องมือกลไกหลัก ในกำรอธิบำยข้อเสนอแนะในกำรรับผิดชอบระหว่ำงหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องในกำรน ำแนวนโยบำยและ ยุทธศำสตร์กำรทูตวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ำยเห็นฟ้องร่วมกันแล้วมำปฏิบัติเพื่อให้ได้ควำมชัดเจนและ มีประสิทธิภำพสูงสุด หลักกำรของ RACI Matrix คือ กำรก ำหนดอย่ำงชัดเจนตั้งแต่ต้นว่ำในแต่ละเรื่อง แต่ละโครงกำรผู้ใดมีหน้ำที่ปฏิบัติ (Responsibility) ผู้ใดมีหน้ำที่ในกำรควบคุมดูแลให้เป็นไปตำม แนวนโยบำยและยุทธศำสตร์ที่ก ำหนดไว้ (Accountable) ผู้ใดควรจะได้รับทรำบแนวทำงกำร ปฏิบัติงำนและรับแจ้งผลกำรด ำเนินงำนอย่ำงสม่ ำเสมอ (Consulted) และผู้ใดบ้ำงควรจะได้รับ กำรบอกแจ้งให้ทรำบถึงโครงกำรและกำรด ำเนินงำนใด ๆ อย่ำงสม่ ำเสมอ (Informed) ๓. บทวิเคราะห์ กำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) หมำยถึง กำรด ำเนินกำรทำงกำรทูตแบบหนึ่ง เพื่อโน้มน้ำวชักจูงให้สำธำรณชนและกลุ่มเป้ำหมำย และกลุ่มผลประโยชน์ต่ำง ๆ ในต่ำงประเทศ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ที่มีบทบำทส ำคัญต่อกำรตัดสินใจของรัฐ ให้มีควำมชื่นชมและเข้ำใจถึงแนวทำงกำรด ำเนินนโยบำย ด้ำนกำรต่ำงประเทศของประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้ำงควำมสัมพันธ์ระดับประชำชน ให้มีควำมใกล้ชิดแน่นแฟ้นมำกยิ่งขึ้น กำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) ถือเป็นหัวใจของกำรใช้ Soft Power ที่เป็นกลไกส ำคัญของนโยบำยต่ำงประเทศ เพรำะควำมสัมพันธ์ของกำรทูตสำธำรณะ กับ Soft Power อยู่ที่กำรทูตสำธำรณะนั้น เป็นกลไกและเครื่องมือหนึ่งที่ส ำคัญทำงกำรทูตในกำร น ำเสนอทรัพยำกร Soft Power เพื่อส่งเสริมภำพลักษณ์และประชำสัมพันธ์ของประเทศใด ๆ รวมถึง กำรสร้ำงกระแสควำมนิยมของประเทศใด ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงควำมนิยมสู่ผลประโยชน์ด้ำนอื่น ๆ เช่น ด้ำนกำรค้ำ กำรลงทุน และกำรท่องเที่ยว เป็นต้น โดยมีประชำชน สำธำรณชน ต่ำงประเทศเป็น กลุ่มเป้ำหมำยกำรทูตสำธำรณะจะท ำให้Soft Power บรรลุผลและประสบควำมส ำเร็จในทำงปฏิบัติ จำกประเทศอื่น ๆ ที่ปฏิบัติตำมควำมต้องกำรของประเทศเจ้ำของทรัพยำกร Soft Power โดยไม่ จ ำเป็นต้องบังคับหรือมีข้อแลกเปลี่ยนใด ๆ อิทธิพลทำงวัฒนธรรม คุณค่ำทำงสังคม (Soft Power) หมำยถึง อ ำนำจที่ท ำให้ ประเทศอื่น ๆ ปฏิบัติตำมควำมต้องกำรของตน โดยไม่จ ำเป็นต้องบังคับหรือมีข้อแลกเปลี่ยนใด ๆ กล่ำวคือ เป็นควำมสำมำรถในกำรท ำให้ผู้อื่นมีควำมพอใจในกำรเลือกที่สอดคล้องกับควำมต้องกำรของ ตนเป็นกำรใช้อ ำนำจเชิงดึงดูด (Attractive Power) เพื่อน ำไปสู่กำรยอมรับ กำรใช้ Soft Power ผ่ำน ทำงกำรทูตสำธำรณะ ซึ่งเป็นเครื่องมือทำงกำรทูตให้ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ รัฐบำลหรือผู้ก ำหนด นโยบำยด้ำนกำรต่ำงประเทศจ ำเป็นที่จะต้องมีควำมรู้ ควำมเข้ำใจ และสำมำรถระบุแหล่งทรัพยำกร ที่เป็น Soft Power ของประเทศตนเองได้อย่ำงชัดเจน เพื่อให้สำมำรถก ำหนดนโยบำยด้ำน กำรต่ำงประเทศได้อย่ำงเหมำะสมและสอดคล้องกับทรัพยำกร Soft Power ที่มีอยู่ ซึ่งต้องท ำควบคู่ไป กับกำรทูตสำธำรณะ เพื่อสื่อสำรข้อมูล ภำพลักษณ์ ของประเทศหนึ่งไปสู่ประชำชน สำธำรณชน ของอีกประเทศหนึ่ง จนเกิดเป็นควำมสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นแนบแน่นระหว่ำงประชำชนด้วยกันเอง แหล่งทรัพยากรส าคัญที่เป็นที่มาของ Soft Power ประกอบไปด้วย ๓ แหล่ง ดังนี้ ๑) วัฒนธรรม (Culture) วัฒนธรรมของประเทศหนึ่งมีควำมสอดคล้องกับ ผลประโยชน์และค่ำนิยมของประเทศอื่น ๆ หรือคุณค่ำสำกล โอกำสที่วัฒนธรรมดังกล่ำวจะกลำยเป็น Soft Power ของประเทศที่ท ำให้ประเทศอื่น ๆ ปฏิบัติตำมควำมต้องกำรของประเทศตนก็จะมีมำกขึ้น ส่วนช่องทำงที่ท ำให้วัฒนธรรมของประเทศหนึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศอื่น เช่น กำรค้ำ กำรเยี่ยมเยือน กำรติดต่อสื่อสำร และกำรแลกเปลี่ยน เป็นต้น ๒) ค่ำนิยมทำงกำรเมือง (Political Values) ประเทศใดมีค่ำนิยมทำงกำรเมืองที่ สอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ Soft Power ของประเทศนั้นจะเพิ่มขึ้น แต่ในทำงกลับกัน ถ้ำค่ำนิยมของ ประเทศดังกล่ำวขัดกับค่ำนิยมของประเทศอื่น ๆ อย่ำงชัดเจน Soft Power นั้น ๆ ก็จะลดลงด้วย เช่น ในทศวรรษ 1950 ที่สหรัฐอเมริกำยังคงมีกำรแบ่งแยกสีผิว ท ำให้ Soft Power ของสหรัฐอเมริกำใน ทวีปแอฟริกำนั้นมีน้อย เป็นต้น ๓) นโยบำยต่ำงประเทศ (Foreign Policies) หำกประเทศใดด ำเนินนโยบำยที่ไม่ จริงใจ ก้ำวร้ำว หรือไม่แยแสต่อท่ำทีของประเทศอื่น ๆ โอกำสที่จะสร้ำง Soft Power ก็จะมีน้อย เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกำที่บุกรุกยึดประเทศอิรักในปี ค.ศ. 2003 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้ำนของประเทศอื่น ๆ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นต้น แต่หำกประเทศใดมีแนวนโยบำยต่ำงประเทศที่รักสันติภำพ เคำรพในหลักสิทธิมนุษยชน โอกำสที่จะสร้ำง Soft Power ก็จะมีมำกขึ้นตำมมำด้วย ปรำกฏในแนวคิดด้ำนกำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) มีสำระส ำคัญเกี่ยวกับ กำรศึกษำวรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ โดยจะเน้นศึกษำวรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ อำทิ Dr. Patricia A. Curtin ผู้เขียน International Public Relation: negotiating culture, identity and power แ ล ะ Dr. Y. Richmond ผู้ เ ขี ยน Practicing Public Diplomacy: A Cold War Odyssey (Explorations in Culture International History) และแนวคิดเรื่องกำรใช้อิทธิพลทำงวัฒนธรรม (Soft Power) จะศึกษำและอ้ำงอิงถึงวรรณกรรมต่ำง ๆ ของ Dr. Joseph S. Nye เช่น Soft Power: The Means to Success in World Politics แ ล ะ Dr. Alan Chong ผู้ เ ขี ยน Foreign Policy in Global Information Space: Actualizing Soft ทรัพยากร Soft Power ที่โดดเด่นและมีศักยภาพของไทย ประเทศไทยเป็นประเทศขนำดกลำงที่ไม่ได้มีพลังอ ำนำจที่แข็งแกร่ง (Hard Power) มำกนัก แต่มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีศิลปะ และสถำนที่ท่องเที่ยวที่น่ำสนใจ ตลอดจนมีขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่ำนิยม วิถีชีวิต ซึ่งเป็นต้นทุนทำงสังคมที่เข้มแข็งของประเทศ มีเศรษฐกิจและสังคมที่เปิด กว้ำงมีนโยบำยต่ำงประเทศที่รักสันติภำพ และเคำรพในสิทธิมนุษยชน มีควำมเจริญรุ่งเรือง นับว่ำ ประเทศไทยมี Soft Power ค่อนข้ำงมำก และสำมำรถน ำไปใช้เป็นเครื่องมือในกำรขับเคลื่อนนโยบำย ด้ำนกำรต่ำงประเทศของรัฐบำล เพื่อส่งเสริมภำพลักษณ์และควำมเข้ำใจอันดีเกี่ยวกับประเทศไทยให้ รัฐบำลและสำธำรณชนต่ำงประเทศ รวมถึงชำวต่ำงประเทศที่มีถิ่นพ ำนักในประเทศไทยมีทัศนคติที่ดี ต่อประเทศและประชำชนชำวไทยได้ อีกทั้งยังเป็นกำรเพิ่มควำมนิยมต่อประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดี ในระยะยำวต่อประเทศทั้งในมุมเศรษฐกิจ ในด้ำนกำรค้ำกำรลงทุน และกำรท่องเที่ยว ตลอดจน ด้ำนอื่น ๆ ทรัพยำกร Soft Power ที่โดดเด่นและมีศักยภำพของไทย อันเป็นที่รู้จักและชื่นชม ของต่ำงประเทศ ดังนี้ ๑) ด้านวัฒนธรรม US News (นิตยสำรรำยสัปดำห์) ได้จัดให้ไทยอยู่ในล ำดับที่ ๑๗ จำก ๘๐ อันดับประเทศที่ทรงพลังทำงวัฒนธรรมประจ ำปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ตำมหลังประเทศในเอเชีย ๒ ประเทศ คือ ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ แต่เมื่อพิจำรณำลงในรำยละเอียดพบว่ำกำรจัดล ำดับดังกล่ำวซึ่ง ค ำนวณคะแนนรวมเต็ม ๑๐ จำกดัชนีต่ำง ๆ ดัชนีที่ไทยได้คะแนนสูงกว่ำ ๗ คะแนน มีเพียงดัชนี “Culturally significant in terms of entertainment” และดัชนี “Happy” เท่ำนั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่ำ ทัศนะเชิงบวกของต่ำงชำติต่อวัฒนธรรมไทยจ ำกัดอยู่เพียงเรื่องควำมบันเทิง แต่มิได้เล็งเห็นคุณค่ำของ วัฒนธรรมไทยในแง่กำรมีอิทธิพล ควำมทันสมัยหรือควำมสง่ำงำมของวัฒนธรรม ดังนั้น ไทยจึงควรเร่ง เสริมสร้ำงศักยภำพของทรัพยำกร Soft Power ทำงวัฒนธรรมที่มีอยู่ ศิลปะกำรแสดงต่ำง ๆ ของไทย เช่น โขน ลิเก กำรฟ้อนร ำตลอดจนศิลปะกำรแสดงอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นนำฏศิลป์ชั้นสูงและเก่ำแก่ของไทย ปัจจุบันได้ถูกลดควำมนิยมลงไปตำมกระแสโลกำภิวัตน์ อีกทั้งอำหำรไทยที่เป็นอำหำรยอดนิยมไปทั่ว โลก อำหำรไทยที่เป็นที่นิยมของชำวต่ำงชำติ เช่น ผัดไทย (Pad Thai) แกงเขียวหวำน (Chicken green curry) ต้มข่ำไก่ (Chicken in coconut milk) ต้มย ำกุ้ง (Spicy Shrimp Soup) ข้ำวมันไก่ (Hainanese chicken rice) ผัดกะเพรำ (Thai Basil Fried Rice) และส้มต ำ (Spicy Papaya Salad)


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นต้น นอกจำกนี้ ส ำนักข่ำว CNN ยังเคยจัดอันดับให้กรุงเทพมหำนคร เป็นเมืองสวรรค์แห่งอำหำรริม ทำง (Street Food) อันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันถึง ๒ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ และ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่ง ปรำกฏในแนวคิดด้ำนกำรทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) เกี่ยวกับกำรศึกษำวรรณกรรมของ นักวิชำกำรรุ่นใหม่ โดยเฉพำะผู้ที่สนใจศึกษำเกี่ยวกับทวีปเอเชีย เช่น Dr. Harry Irwin ผู้เขียน Communicating with Asia: understanding people and customs ๒) ด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยมีทรัพยำกรด้ำนกำรท่องเที่ยวที่หลำกหลำย ทั้งทำงธรรมชำติ ประวัติศำสตร์ โบรำณสถำน ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ รำยได้ จำกอุตสำหกรรมกำรท่องเที่ยวของไทยท ำสถิติสูงสุดเป็นประวัติกำรณ์ถึง ๑.๖๕ ล้ำนล้ำนบำท โดยมี จ ำนวนนักท่องเที่ยว ๓๒.๖ ล้ำนคน และเว็บไซต์ TripAdvisor ได้จัดให้จังหวัดภูเก็ตอยู่ในอันดับที่ ๑๐ จำก ๒๕ อันดับเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับควำมนิยมสูงสุดของโลกประจ ำปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ด้วย ๓) ด้านทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพและบทบาทในประชาคมระหว่างประเทศ รัฐบำลไทยตระหนักถึงควำมส ำคัญของบทบำทไทยในเวทีระหว่ำงประเทศและประชำคมโลก โดยได้ เป็นเจ้ำภำพจัดกำรประชุมและเข้ำร่วมกำรประชุมระหว่ำงประเทศในกรอบต่ำง ๆ เป็นจ ำนวนมำก เช่น กำรประชุมสุดยอดเอเชีย – ยุโรป กำรประชุมสมัชชำสหประชำชำติสมัยสำมัญ กำรประชุมสุดยอด กรอบควำมร่วมมือเอเชีย รวมถึงกำรเป็นประธำนกำรประชุม G77 ครั้งที่ ๔๐ นอกจำกนี้ คนไทย หลำยคนยังได้รับเลือกให้ด ำรงต ำแหน่งส ำคัญ ๆ ในเวทีระหว่ำงประเทศ เช่น นำยเกรียงศักดิ์ กิตติชัย เสรี เอกอัครรำชทูต ณ กรุงมอสโก เป็นผู้พิพำกษำศำลกฎหมำยทะเลระหว่ำงประเทศ (ITLOS) และ ศำสตรำจำรย์กิตติคุณ วิทิต มันตำภรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้ำนกฎหมำยสิทธิมนุษยชนระหว่ำงประเทศ แห่งสหประชำชำติ (UNHCR) ได้รับแต่งตั้งจำกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนให้เป็นผู้เชี่ยวชำญอิสระของ สหประชำชำติว่ำด้วยกำรป้องกันกำรใช้ควำมรุนแรงและกำรเลือกปฏิบัติบนพื้นฐำนของเพศวิถี และอัตลักษณ์ทำงเพศ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้สนับสนุนกำรบรรลุเป้ำหมำยกำรพัฒนำที่ยั่งยืน ของสหประชำชำติ (Sustainable Development Goals - SDGs) โดยน ำหลักปรัชญำของเศรษฐกิจ พอเพียงของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๙ มำปรับใช้ส ำหรับกำรพัฒนำประเทศในทุก สำขำและเผยแพร่จนเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่ำงประเทศ และประเทศไทยมีท่ำทีที่สอดคล้องกับ ค่ำนิยมสำกลเกี่ยวกับกำรให้ควำมช่วยเหลือด้ำนมนุษยธรรมในประเด็นปัญหำกำรโยกย้ำยถิ่นฐำน ระหว่ำงประเทศ โดยเฉพำะกำรจัดกำรกับวิกฤตกำรณ์กำรโยกย้ำยถิ่นฐำนในสถำนกำรณ์ควำมไม่สงบ สุขเกิดเหตุกำรณ์ขัดแย้งกันขึ้นทั้งภำยในและระหว่ำงประเทศ ๔) ด้านการกีฬา ประเทศไทยมีบทบำทและศักยภำพกำรเป็นผู้น ำในกำรแข่งขันกีฬำ ระดับภูมิภำคและอนุภูมิภำค และยังมีนักกีฬำไทยหลำยคนได้สร้ำงชื่อเสียงในระดับสำกลและติด อันดับโลกหลำยรำยกำร เป็นกำรช่วยสร้ำงภำพลักษณ์ที่ดีและสำมำรถเป็น Soft Power Ambassador ให้กับประเทศได้ เช่น รัชนก อินทนนท์ ซึ่งเคยเป็นแชมป์โลกแบดมินตันหญิงอำยุน้อยที่สุดและเคยเป็น มือวำงอันดับ ๑ ของโลก และเอรียำ จุฑำนุกำร เคยเป็นนักกีฬำกอล์ฟมือวำงอันดับ ๑ ของโลก เป็นต้น ส ำหรับกีฬำมวยไทย ประเทศไทยก็ประสบควำมส ำเร็จในกำรประชำสัมพันธ์ในฐำนะกีฬำประจ ำชำติ จนได้รับควำมนิยมทั่วโลก โดยในเดือนธันวำคม ๒๕๕๙ คณะกรรมกำรโอลิมปิกสำกลได้รับรองสหพันธ์ กีฬำมวยไทยสมัครเล่นนำนำชำติเป็นสมำชิกของ Association of OIC Recognised International


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๐๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร Sport Federation (ARISF) ท ำให้กีฬำมวยไทยมีโอกำสได้รับกำรบรรจุเป็นกีฬำในกำรแข่งขันกีฬำ โอลิมปิกได้ และกีฬำยังสำมำรถช่วยสนับสนุนกำรท่องเที่ยวเฉพำะทำง เช่น กำรท่องเที่ยวเชิงกีฬำและ กำรจัดกำรแข่งขันกีฬำระดับนำนำชำติได้ ๕) ด้านอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ภำพยนตร์และละครโทรทัศน์เป็นแหล่งทรัพยำกร Soft Power ที่ส ำคัญ เพรำะเป็นเครื่องมือสอดแทรกกำรน ำเสนอทรัพยำกร Soft Power ด้ำนอื่น ๆ ได้อย่ำงแนบเนียนและมีประสิทธิภำพ เช่น เรื่องศิลปวัฒนธรรมและสถำนที่ท่องเที่ยว อีกทั้งยังสำมำรถ เข้ำถึงกลุ่มเป้ำหมำยได้ทุกระดับ อุตสำหกรรมบันเทิงไทยได้สร้ำงชื่อเสียงให้กับประเทศ โดยได้รับ รำงวัลระดับนำนำชำติจ ำนวนมำก อีกทั้งภำพยนตร์และละครโทรทัศน์ไทยยังได้รับควำมนิยมอย่ำงมำก ในภูมิภำคเอเชีย โดยเฉพำะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน และประเทศไทยยังเป็นสถำนที่ ที่หลำยประเทศสนใจเข้ำมำถ่ำยท ำภำพยนตร์ สำรคดีและโฆษณำ ปรำกฏในแนวคิดด้ำนกำรทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) มีสำระส ำคัญ เกี่ยวกับกำรศึกษำวรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ โดยเฉพำะผู้ที่สนใจศึกษำเกี่ยวกับทวีปเอเชีย เช่น Dr. Harry Irwin ผู้เขียน Communicating with Asia: understanding people and customs และ Dr. Peter J. Katzenstein และ Dr. Takashi ผู้เขียน Beyond Japan: the dynamics of East Asian regionalism และแนวคิดกำรบริหำรงำนแบบ Responsibility Assignment Matrix หรือ RACI Matrix เป็นแนวคิดด้ำนกำรบริหำรงำนที่เป็นสำกล ซึ่งกำรศึกษำฉบับนี้จะน ำมำใช้เป็นเครื่องมือกลไก หลักในกำรอธิบำยข้อเสนอแนะในกำรรับผิดชอบระหว่ำงหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องในกำรน ำแนวนโยบำย และยุทธศำสตร์กำรทูตวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ำยเห็นฟ้องร่วมกันแล้วมำปฏิบัติเพื่อให้ได้ควำมชัดเจนและ มีประสิทธิภำพสูงสุด หลักกำรของ RACI Matrix คือ กำรก ำหนดอย่ำงชัดเจนตั้งแต่ต้นว่ำในแต่ละเรื่อง แต่ละโครงกำรผู้ใดมีหน้ำที่ปฏิบัติ (Responsibility) ผู้ใดมีหน้ำที่ในกำรควบคุมดูแลให้เป็นไปตำม แนวนโยบำยและยุทธศำสตร์ที่ก ำหนดไว้ (Accountable) ผู้ใดควรจะได้รับทรำบแนวทำง กำรปฏิบัติงำนและรับแจ้งผลกำรด ำเนินงำนอย่ำงสม่ ำเสมอ (Consulted) และผู้ใดบ้ำงควรจะได้รับ กำรบอกแจ้งให้ทรำบถึงโครงกำรและกำรด ำเนินงำนใด ๆ อย่ำงสม่ ำเสมอ (Informed) ประสบการณ์และตัวอย่างการใช้การทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) ประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบควำมส ำเร็จในกำรใช้กำรทูต สำธำรณะ อีกทั้งด้วยกระแสควำมนิยมญี่ปุ่นเริ่มถูกบดบังด้วยกระแสควำมนิยมจำกเกำหลีและจีน ท ำให้ญี่ปุ่นตื่นตัวและปรับปรุงกำรด ำเนินนโยบำยกำรทูตสำธำรณะขึ้นใหม่อย่ำงเป็นระบบ เช่น กำร จัดแบ่งกลุ่มเป้ำหมำยในต่ำงประเทศ กำรก ำหนดกลไกเครื่องมือทำงกำรทูตที่จะใช้ในกำรด ำเนิน นโยบำยกำรทูตสำธำรณะ กำรก ำหนดกลยุทธ์ในกำรสื่อข้อควำม ซึ่งมีกระทรวงกำรต่ำงประเทศเป็น ศูนย์กลำง และกำรจัดตั้งหน่วยงำนเพื่อกำรประสำนงำนกับหน่วยงำนและภำคประชำชนที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น กลยุทธ์ที่น่ำสนใจของญี่ปุ่น เช่น ๑) กำรก ำหนดกลุ่มเป้ำหมำยในต่ำงประเทศที่ต้องกำรโน้ม น้ำวจิตใจและเลือกกลไกเครื่องมือทำงกำรทูตเพื่อใช้ในกำรสื่อข้อควำมหรือโน้มน้ำวกลุ่มเป้ำหมำยที่ ต่ำงกัน อำทิ ใช้กำรเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบำยของญี่ปุ่นหรือกำรเชิญชวนให้ไปเยือนญี่ปุ่นเพื่อโน้ม น้ำวกลุ่มผู้ก ำหนดนโยบำย ผู้น ำทำงควำมคิด และนักวิชำกำร ในขณะที่ใช้กำรแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม กีฬำ และกำรเผยแพร่ภำษำญี่ปุ่น เพื่อโน้มน้ำวกลุ่มเยำวชนคนรุ่นใหม่ ๒) กำรปรับโครงสร้ำงภำยใน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กระทรวงกำรต่ำงประเทศและจัดตั้งกองยุทธศำสตร์กำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy Strategy Division) ภำยใต้กรม Press Secretary / Director-General for Press and Public Diplomacy เพื่อรับผิดชอบงำนด้ำนกำรสื่อข้อควำม โดยมีกำรสื่อข้อควำมจำกกระทรวงกำรต่ำงประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง เป็นส่วนกลำงไปยังประชำชนญี่ปุ่นในประเทศและไปยังประชำคมระหว่ำงประเทศด้วยวิธีกำร ที่แตกต่ำงกัน ด้วยกำรค ำนึงถึงควำมเหมำะสมและมีประสิทธิภำพ และ ๓) กำรก ำหนดกลไกกำร ด ำเนินงำนด้ำนกำรทูตสำธำรณะอย่ำงเต็มรูปแบบ เพื่อสื่อให้ทุกภำคส่วนร่วมกันผลักดันกำรทูตอย่ำง เต็มรูปแบบ หรือที่รู้จักกันว่ำกำรน ำระบอบ All Japan สู่ต่ำงประเทศ โดยมีกระทรวงกำรต่ำงประเทศ ญี่ปุ่นเป็นผู้ก ำหนดยุทธศำสตร์ มีรัฐมนตรีว่ำกำรเป็นประธำนกำรประชุมร่วมกับกรม กอง และ หน่วยงำนต่ำง ๆ ภำยในกระทรวง เพื่อร่วมกันก ำหนดประเด็นด้ำนกำรต่ำงประเทศและแนวทำงควำม ร่วมมือ และยังมีควำมร่วมมือกับองค์กรต่ำง ๆ เช่น JICA, JETRO และมูลนิธิญี่ปุ่น (Japan Foundation) อีกทั้งควำมร่วมมือกับภำคประชำชน เช่น องค์กรเอกชน และประชำสังคมต่ำง ๆ ในมุมมองของกระทรวงกำรต่ำงประเทศญี่ปุ่นเห็นว่ำ กำรด ำเนินนโยบำยกำรทูต สำธำรณะคือ กำรที่ประชำชนญี่ปุ่นทุกภำคส่วนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น โดยให้ควำมส ำคัญกับ กำรด ำเนินงำนร่วมกันกับภำครัฐและประชำชน อีกทั้งยังเห็นควำมจ ำเป็นที่จะต้องมีควำมร่วมมือกับ หน่วยงำนต่ำง ๆ ทั้งภำยในและภำยนอกกระทรวง เพื่อเสริมสร้ำงควำมแข็งแกร่งให้กับกำรด ำเนินกำร ทูตมวลชนของญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้ว่ำผู้ด ำเนินกำรที่ส ำคัญในกำรด ำเนินกำรกำรทูตสำธำรณะของญี่ปุ่น ได้แก่ กระทรวงกำรต่ำงประเทศญี่ปุ่นในฐำนะเป็นผู้ก ำหนดนโยบำยต่ำงประเทศ ทบวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผู้ด ำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกำรส่งเสริมด้ำนวัฒนธรรม (Japan Foundation) ซึ่งรับผิดชอบ เกี่ยวกับกิจกรรมกำรแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่ำงประเทศ องค์กรภำคเอกชน สถำบันกำรศึกษำ NGO และภำคประชำสังคม ซึ่งมีควำมส ำคัญมำกเช่นกัน โดยเห็นว่ำควำมส ำคัญของกำรด ำเนินนโยบำย กำรทูตสำธำรณะอยู่ที่ควำมร่วมมือระหว่ำงผู้เล่นซึ่งเป็นหน่วยงำนข้ำงต้นกับประชำชนทั้งประเทศ โดยควำมส ำเร็จของกำรทูตสำธำรณะคือ กำรที่ประชำชนแต่ละคนในประเทศของตนเข้ำไปมีบทบำท สนับสนุนกำรท ำงำนขององค์กรอิสระ (NGO) ด้วยกำรเข้ำไปสื่อข้อควำม (send message) ทั้งโดยตรง และโดยอ้อมผ่ำนกำรท ำกิจกรรมกับประชำชนในประเทศกลุ่มเป้ำหมำย ประเทศเกาหลีใต้ เกำหลีใต้เป็นอีกประเทศที่ให้ควำมส ำคัญกับกำรทูตสำธำรณะ ในฐำนะเครื่องมือบรรลุผลประโยชน์แห่งชำติ กระทรวงกำรต่ำงประเทศของเกำหลีใต้ระบุว่ำ รัฐบำล จะใช้กำรทูตสำธำรณะควบคู่ไปกับกำรทูตที่เน้นประชำชนเป็นศูนย์กลำง (People – Centered Diplomacy) แนวคิดนี้สอดคล้องกับค ำว่ำกำรทูตสำธำรณะในภำษำเกำหลี ซึ่งแปลโดยครอบคลุมว่ำ กำรทูตโดยประชำชนและเพื่อประชำชน โดยประชำชนในที่นี้หมำยถึง ทั้งประชำชนชำวต่ำงชำติและ ประชำชนชำวเกำหลีใต้เอง ทั้งนี้ ก่อนที่คลื่นวัฒนธรรมเกำหลีจะกลำยเป็นทรัพยำกรหลักในกำรขยำยอิทธิพล ทำงวัฒนธรรมและกำรต่ำงประเทศ เกำหลีใต้มองเห็นแนวทำงในกำรสร้ำงควำมร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ก่อนแล้ว โดยได้ก่อตั้งองค์กรควำมร่วมมือแห่งประเทศเกำหลี (Korea International Cooperation Agency) ที่เน้นส่งเสริมโครงกำรพัฒนำระหว่ำงประเทศ และมูลนิธิเกำหลี (Korea Foundation) ที่เน้นกิจกรรมทำงวิชำกำรและกำรวิจัย โดยเฉพำะกำรส่งเสริมกำรพัฒนำองค์ควำมรู้


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร และสร้ำงเครือข่ำยเกำหลีศึกษำในระดับโลกและภูมิภำค ในปี ค.ศ. 1991 ทั้งสององค์กรด ำเนิน กิจกรรมหลำกหลำยรูปแบบอย่ำงต่อเนื่อง และในสมัยรัฐบำลปัก กึน - ฮเย ปี ค.ศ. 2016 ได้สนับสนุน ให้สภำผ่ำนมติรับรองร่ำงกฎหมำยกำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) ซึ่งมีสำระส ำคัญอยู่ที่ กำรด ำเนินนโยบำยอย่ำงมียุทธศำสตร์เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกันในทุกฝ่ำย ตลอดจนได้จัดตั้ง คณะกรรมกำรกำรทูตสำธำรณะระดับชำติขึ้นไป ซึ่งน ำมำสู่กำรรับรองแผนแม่บทว่ำด้วยกำรทูต สำธำรณะ ฉบับที่ ๑ (ค.ศ. 2017 – 2021) กิจกรรมกำรทูตสำธำรณะของเกำหลีใต้แบ่งได้เป็น ๓ รูปแบบ ได้แก่ กำรทูตวัฒนธรรม ก ำ รทูตเน้นองค์ค ว ำม รู้ และก ำ รทูตขับเคลื่อนนโยบ ำย โดยเป็นแผนง ำนที่เกำหลีใต้ จะสื่อสำรกับต่ำงชำติว่ำเกำหลีใต้เป็นประเทศที่สวยงำมและมีประชำชนที่มีเสน่ห์ อย่ำงไรก็ตำม กำรปฏิบัติกิจกรรมทำงกำรทูตสำธำรณะจริงกลับมีปัญหำต่ำง ๆ เช่น กิจกรรมทำงกำรทูตสำธำรณะที่เกี่ยวกับกำรศึกษำและวัฒนธรรมมักจะเป็นโครงกำรที่ใช้งบประมำณ ลงทุนจ ำนวนมำก แต่ได้รับผลตอบแทนที่ไม่ชัดเจน และไม่ได้เห็นผลในทันที หรือเป็นผลลัพธ์เชิง คุณภำพมำกกว่ำเชิงปริมำณ ส่วนเรื่องกำรสื่อสำรของกระทรวงกำรต่ำงประเทศเกำหลีใต้ในพื้นที่ดิจิทัล กลับมีควำมจ ำกัดอย่ำงมำก ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหำเป็นเรื่องของภำษำเกำหลี ที่น่ำจะมุ่งสื่อสำรกับคน ภำยในประเทศ และนักกำรทูตรุ่นใหม่ก็ไม่ได้รับกำรสนับสนุนให้ใช้สื่อโซเชียลของตัวเองในกำรเผยแพร่ หรือประชำสัมพันธ์ภำรกิจของกระทรวงกำรต่ำงประเทศมำกนัก ประเทศไทย ประเทศไทยใช้กลไกทำงกำรทูตสำธำรณะที่ส ำคัญ ได้แก่ กำรด ำเนินกำร ทูตสำธำรณะของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๙ ในสมัยที่พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว เสด็จพระรำชด ำเนินเยือนนำนำประเทศในทศวรรษ 2500 กำรปฏิบัติพระรำชกรณียกิจระหว่ำงเสด็จ เยือนต่ำงประเทศแต่ละแห่งได้สะท้อนให้เห็นว่ำ พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวทรงตระหนักถึง ควำมส ำคัญของกำรทูตสำธำรณะมำโดยตลอด พระองค์ทรงค ำนึงถึงมิติในหลำย ๆ ด้ำนไปพร้อม ๆ กัน ไม่เฉพำะแต่กำรเสด็จไปเพื่อพบบุคคลและเยือนสถำนที่ต่ำง ๆ ตำมก ำหนดกำรที่เป็นทำงกำรเท่ำนั้น เช่น กำรมีพระรำชด ำรัสต่อประชำชน ทั้งที่เป็นทำงกำรและในวงอื่น ๆ ที่ไม่เป็นทำงกำร หรือ กำรพระรำชทำนสัมภำษณ์แก่สื่อมวลชน ซึ่งไม่ได้ทรงค ำนึงถึงผู้ฟังที่เป็นกลุ่มบุคคลในที่นั้น ๆ เท่ำนั้น ในกำรตอบหรือตอบสนองค ำถำมในกำรสัมภำษณ์ทรงค ำนึงถึงหลักกำรและขนบธรรมเนียมสำกล ระหว่ำงประเทศ ควำมคิดและมติมหำชนระหว่ำงประเทศในบรรยำกำศของสงครำมเย็น และควำมมำก น้อยหนักเบำในควำมหมำย ควำมเข้ำใจที่จะเกิดขึ้นในทำงกำรทูตด้วย กำรเสด็จเยือนนำนำประเทศใน ระยะนั้น นอกจำกเป็นผลทำงด้ำนกำรกระชับสัมพันธไมตรีและท ำให้ประเทศไทยเป็นที่ประจักษ์ในเวที นำนำชำติแล้ว ควำมส ำเร็จส ำคัญอีกประกำรซึ่งเป็นผลจำกกำรที่ทรงเป็นตัวแทนของประชำชนคนไทย เสด็จไปสำนสัมพันธ์กับนำนำประเทศ คือ กำรเพิ่มพูนควำมหมำยให้แก่บทบำทประมุขของรัฐในทำง กำรเมืองกำรปกครองของพระมหำกษัตริย์และน้ ำหนักควำมส ำคัญของสถำบันพระมหำกษัตริย์ใน สังคมกำรเมือง ดังนั้น เมื่อรัฐบำลไทยน ำแนวคิดและปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียงตำมแนว พระรำชด ำริในพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๙ มำเป็นหลักส่วนหนึ่งในกำรด ำเนินนโยบำย แห่งรัฐ และกำรด ำเนินนโยบำยด้ำนกำรต่ำงประเทศ ส่วนรำชกำรที่รับผิดชอบกำรสำนสัมพันธ์กับ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ภำยนอกย่อมต้องน้อมน ำแนวพระรำชด ำริที่พระรำชทำนไว้มำใช้ด ำเนินกำรทำงกำรทูต โดยส่วนที่ เหมำะสมที่สุดในกำรปรับใช้แนวพระรำชด ำริเรื่องนี้ในทำงกำรต่ำงประเทศ ได้แก่ ด้ำนควำมร่วมมือ เพื่อกำรพัฒนำและกำรทูตสำธำรณะ อันเป็นกำรทูตที่ด ำเนินไปเพื่อสร้ำงควำมเข้ำใจและควำมรู้สึกที่ดี ของประชำชนในประเทศต่ำง ๆ ต่อประเทศไทย คนไทย และแนวนโยบำยของรัฐบำลไทย ที่จะช่วยเอื้อ ให้ประเทศไทยสำมำรถบรรลุเป้ำหมำยยุทศำสตร์ในประเด็นต่ำง ๆ กับต่ำงประเทศได้อย่ำงรำบรื่น ตัวอย่ำงที่ดีของกำรด ำเนินกำรทูตสำธำรณะตำมแนวคิดและปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ โครงกำรควำมร่วมมือเพื่อกำรพัฒนำที่กระทรวงกำรต่ำงประเทศร่วมกับสถำนเอกอัครรำชทูตไทย ณ กรุงมำปูโต สร้ำงศูนย์เพำะพันธุ์ปลำนิลไทย – โมซัมบิก ในปัจจุบัน กำรทูตสำธำรณะของไทยมีกระทรวงกำรต่ำงประเทศเป็นหน่วยงำนหลัก ในกำรด ำเนินกำร โดยมีหน่วยงำนเฉพำะ ได้แก่ กองประชำสัมพันธ์กำรทูตสำธำรณะ ภำยใต้ กรมสำรนิเทศ กระทรวงกำรต่ำงประเทศ ได้เน้นกำรด ำเนินนโยบำยกำรทูตสำธำรณะด้วยวิธีกำร ทำงกำรทูตวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้ำง Soft Power ของไทยอย่ำงเป็นระบบ โดยเน้นกำรเผยแพร่ วัฒนธรรมไทย ๕ ด้ำน ตำมประเด็นหลัก ๆ ของรัฐบำล คือ Food (อำหำร) Film (ภำพยนตร์) Fashion (แฟชั่น) Fighting (มวยไทย) และ Festival (เทศกำลของไทย) โดยมุ่งสร้ำงควำมเข้ำใจอันดี ระหว่ำงประชำชนกับประชำชนในทุกระดับ สร้ำงและรักษำกระแสนิยมไทย ควำมเชื่อมั่น และทัศนคติ ที่ดีต่อไทย เสริมสร้ำงควำมชอบในควำมเป็นประเทศไทย เช่น กระทรวงกำรต่ำงประเทศได้เผยแพร่ ทรัพยำกร Soft Power ของไทยในประเทศญี่ปุ่นด้วยกำรจัดเทศกำลไทยในญี่ปุ่น (Thai Festival in Japan) เป็นประจ ำ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้มีกำรจัด T – POP Stage Show เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม ควำมเป็นอยู่และเสน่ห์ของประเทศไทยสู่คนญี่ปุ่น รวมถึงเพิ่มช่องทำงในกำรเข้ำถึงสินค้ำไทย อำหำร ไทย และกระชับควำมสัมพันธ์ที่ดีระหว่ำงไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นมำกยิ่งขึ้นผ่ำน Soft Power ที่ทรง พลังอย่ำงเพลงป๊อปไทยสมัยใหม่ กำรทูตสำธำรณะของไทยในโลกยุคดิจิทัล เช่น กำรทูตสำธำรณะผ่ำนองค์กรที่ชื่อว่ำ “มูลนิธิไทย” (Thai foundation) เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหำผลก ำไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวง กำรต่ำงประเทศ ท ำหน้ำที่เผยแพร่ข้อมูล ควำมรู้ และข้อมูลที่ควรทรำบต่ำง ๆ เกี่ยวกับประเทศไทย คนไทย และควำมเป็นไทย ตลอดจนสร้ำงควำมนิยมให้กับประเทศไทยด้วยกำรทูตสำธำรณะ ผ่ำนกำร ใช้เครื่องมือและกำรสื่อสำรเรื่องรำวควำมเป็นมำเกี่ยวกับประเทศไทยในด้ำนต่ำง ๆ ทั้งที่เป็นทำงกำร และไม่ทำงกำร ได้แก่ ๑) ด้ำนวัฒนธรรม มรดกไทย และควำมเป็นไทย ๒) ด้ำนไทยศึกษำ โดยได้ เผยแพร่เรื่องควำมเป็นไทยให้กับชำวต่ำงชำติเพื่อหวังว่ำในอนำคตคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้พูดเล่ำเรื่อง ถ่ำยทอดต่อไป ๓) ด้ำนศำสนำพุทธและกำรท ำสมำธิ และ ๔) ด้ำนกำรเรียนภำษำไทยผ่ำนระบบ ออนไลน์ ทั้งนี้ ปัจจุบันหลำยประเทศประสบควำมส ำเร็จในกำรใช้กำรทูตสำธำรณะ เพื่อด ำเนินกำรด้ำนควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ เพรำะมีควำมแนบเนียน สำมำรถสร้ำงภำพลักษณ์ เกียรติภูมิ ควำมเข้ำใจอันดีและถูกต้องเกี่ยวกับนโยบำยของประเทศนั้น ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อกำรตัดสินใจ ในเรื่องประเทศของตนในทำงบวกได้ เช่น กำรเลือกท ำกำรค้ำกำรลงทุน กำรท่องเที่ยว และกำรไป ศึกษำเล่ำเรียนต่อ ท ำให้แต่ละประเทศตื่นตัวและแข่งขันกำรใช้กำรทูตสำธำรณะในกำรด ำเนิน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ควำมสัมพันธ์กับต่ำงประเทศเพิ่มมำกขึ้น ส ำหรับประเทศไทย กระทรวงกำรต่ำงประเทศได้ให้ ควำมส ำคัญกับกำรทูตสำธำรณะมำนำนแล้ว แต่ในภำพรวมของสังคมไทย กำรทูตสำธำรณะยังไม่เป็นที่ รู้จักและเข้ำใจในวงกว้ำง อีกทั้งปัจจุบัน ประเทศไทยได้ให้ควำมส ำคัญกับเรื่อง Soft Power ซึ่งมีควำม เกี่ยวข้องโดยตรงกับกำรทูตสำธำรณะ แต่เรื่องกำรทูตสำธำรณะกลับไม่ค่อยมีกำรกล่ำวถึงและเข้ำใจใน สังคมมำกนัก ทั้ง ๆ ที่เป็นกลไกเครื่องมือทำงกำรทูตที่ท ำให้บรรลุผลส ำเร็จ อีกทั้งองค์กรภำคอื่น ๆ ที่ ไม่ใช่รัฐรวมถึงประชำชนทุกคนในประเทศสำมำรถมีบทบำทและมีส่วนร่วมในกำรด ำเนินกำรร่วมกับ ภำครัฐได้ ปรำกฏในแนวคิดด้ำนกำรก ำหนดนโยบำยต่ำงประเทศ (Foreign Policy – Making) ซึ่งมีวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องมำกมำย อย่ำงไรก็ตำมในกำรศึกษำจะให้ควำมส ำคัญต่อผลงำนของ นักวิชำกำรผู้ซึ่งให้ควำมส ำคัญต่อกำรเชื่อมโยงระหว่ำงทฤษฎีและกำรปฏิบัติ เช่น Dr. Alexander L. George ผู้เขียน Bridging the Gap: Theory and Practice in Foreign Policy รวมทั้งนักวิชำกำรของ ไทย เช่นดร. เขียน ธีระวิทย์ ผู้เขียน “กำรก ำหนดนโยบำยต่ำงประเทศเปรียบเทียบ” และแนวคิดด้ำน กำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) มีสำระส ำคัญเกี่ยวกับกำรศึกษำวรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่น ใหม่ โดยจะเน้นศึกษำวรรณกรรมของนักวิชำกำรรุ่นใหม่ อำทิ Dr. Patricia A. Curtin ผู้เขียน International Public Relation: negotiating culture, identity and power และ Dr. Y. Richmond ผู้เขียน Practicing Public Diplomacy: A Cold War Odyssey (Explorations in Culture International History) ๔. บทสรุปและอภิปรายผล กำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) ถือได้ว่ำเป็นเครื่องมือกลไกที่ส ำคัญใน กำรด ำเนินนโยบำยต่ำงประเทศเพื่อท ำให้กำรใช้อิทธิพลทำงวัฒนธรรม คุณค่ำทำงสังคม (Soft Power) ให้ประสบผลส ำเร็จในทำงปฏิบัติอย่ำงแท้จริง หำกมีเพียงแต่วัฒนธรรมไทยอย่ำงเดียวไม่เพียงพอต่อ กำรท ำให้บรรลุผลในทำงปฏิบัติได้ เพรำะฉะนั้นกำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) จึงเป็นเครื่องมือ กลไกในกำรด ำเนินนโยบำยต่ำงประเทศที่ไม่ได้เฉพำะเจำะจงไปยังรัฐบำลของประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่ำงเดียว แต่มุ่งเป้ำหมำยหลักไปยังปัจเจกบุคคลและองค์กรภำคเอกชนที่ไม่ใช่รัฐ เพื่อสร้ำงภำพลักษณ์ ที่ดีให้กับประเทศของตน และมุ่งหวังที่จะสร้ำงบรรยำกำศที่ดีในระยะยำวต่อไป เพื่อรองรับนโยบำย ด้ำนต่ำงประเทศในอนำคตข้ำงหน้ำที่ก ำลังจะเกิดขึ้น ชี้ให้เห็นถึงควำมส ำคัญของกำรทูตสำธำรณะ (Public Diplomacy) ที่เกี่ยวข้อง ควำมหมำยและสำระส ำคัญของ Soft Power ในฐำนะที่กำรทูต สำธำรณะเป็นเครื่องมือกลไกที่ส ำคัญท ำให้ Soft Power บรรลุผลในทำงปฏิบัติ ๕. ข้อเสนอแนะ ๑) ภำครัฐควรให้ประชำชนได้เข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรด ำเนินกำรทำงกำรทูตสำธำรณะ เพื่อสร้ำงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ และเพื่อให้กำรทูตสำธำรณะของไทยมีพลังบวกมำกขึ้น โดยเฉพำะในกำรด ำเนินกำรทำงกำรทูตวัฒนธรรม เพรำะคนไทยทุกคนมีควำมสำมำรถที่จะเป็นทูต


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร วัฒนธรรมได้ด้วยตัวเอง กำรด ำเนินกำรด้วยภำคประชำชนยังมีจุดเด่นตรงที่ไม่มีควำมเป็นทำงกำร เหมือนกับภำครัฐ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงควำมซื่อตรงบริสุทธิ์ และมีควำมจริงใจอย่ำงแท้จริง ๒) หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องควรสร้ำงควำมรู้ควำมเข้ำใจที่ถูกต้องแก่ประชำชนชำวไทย เกี่ยวกับควำมส ำคัญ ในเรื่องของ Soft Power และกำรทูตสำธำรณะ และส่งเสริมให้ภำคส่วน ด้ำนอื่น ๆ โดยเฉพำะภำคประชำชนให้ได้เข้ำมำมีบทบำทและส่วนร่วมในทำงกำรทูตสำธำรณะของ ประเทศไทย อำจช่วยให้กำรทูตสำธำรณะใช้ระยะเวลำลดลงในกำรท ำให้เห็นผลลัพธ์ที่ประสบ ควำมส ำเร็จ เพรำะกำรทูตสำธำรณะโดยประชำชนน่ำจะสร้ำงควำมเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่ำง ประชำชนในอีกประเทศหนึ่งได้ง่ำยขึ้น ท ำให้ส่งเสริมควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ และเสริมสร้ำง ภำพลักษณ์ที่ดีของประเทศในระยะยำว ดังนี้ ๑) การสื่อสารประจ าวัน (Daily Communication) เพื่ออธิบายการตัดสินใจด้านนโยบาย เช่น การแถลงข่าวหรือนโยบายของรัฐบาลต่อสื่อสารมวลชนทั้ง ในและต่างประเทศ (press conference) หรือการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการแถลงจุดยืนหรือท่าทีเมื่อ เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤติการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นต้น ๒) การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Communication) ซึ่งออกมาในรูปของการรณรงค์ (Campaign) เชิงสัญลักษณ์ (theme) ของ การรณรงค์ดังกล่าว เช่น พยายามส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศตนเองว่าเป็นประเทศที่มีความ โดดเด่นในด้านต่างๆ เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนในประเทศอื่น ๆ อยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อท่องเที่ยว ลงทุนประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย ๓) การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนผ่านบุคคล ส าคัญ (The Development of Lasting Relationships with Key Individuals) โดยอาศัยช่องทาง ต่าง ๆ ที่ใช้บุคคลเป็นตัวเชื่อมโยงความสัมพันธ์เป็นส าคัญ เช่น การให้ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยน บุคลากร การฝึกงาน การสัมมนา การประชุม การพบกันระหว่างสื่อมวลชน การฝึกซ้อมทางทหาร ร่วมกัน และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งในยามสงบสุขและในยามที่เกิดภัยพิบัติขึ้น เป็นต้น นำงสำวกัลป์ปภัส หุ้นอิทธิดิษฐ์ วิทยำกรปฏิบัติกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ฝุ่นพิษ PM 2.5 กรณีการควบคุมในประเทศและระหว่างพรมแดนไทย ลาว พม่า ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ขณะนี้ทั่วโลกและประเทศไทยได้ตระหนักและให้ควำมส ำคัญกับปัญหำมลพิษ ในอำกำศโดยเฉพำะจำกฝุ่น PM 2.5 โดยฝุ่น PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนำดเล็กที่มีขนำด เส้นผ่ำนศูนย์กลำงไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ไม่สำมำรถมองเห็นได้ด้วยตำเปล่ำแต่จำกสถำนกำรณ์ที่ ผ่ำนมำ มีกำรรวมตัวกันอยู่ในปริมำณมำกและแขวนลอยอยู่ในชั้นบรรยำกำศอย่ำงหนำแน่นจึงท ำให้ เรำสำมำรถมองเห็นคล้ำยหมอกในอำกำศปกคลุมสิ่งปลูกสร้ำงต่ำงๆทั้งในตัวเมืองและต่ำงจังหวัดซึ่ง เป็นที่มำที่ท ำให้ประชำชนเกิดควำมตื่นตระหนก ฝุ่น PM 2.5 สำมำรถเกิดได้จำกธรรมชำติและจำก กำรกระท ำของมนุษย์ ซึ่งสำเหตุหลักเกิดจำกกำรใช้ชีวิตประจ ำวันของมนุษย์ ได้แก่ กำรเผำไม้ที่ไม่ สมบูรณ์ซึ่งส่วนใหญ่มำกจำกไอเสียของรถยนต์เนื่องมำจำกกำรใช้งำนทำงจรำจรของประชำชน กำรเผำไหม้ในโรงงำนอุตสำหกรรม กำรเผำป่ำ ในปัจจุบันนี้ฝุ่น PM 2.5 เป็นหนึ่งในสำเหตุของกำร เสียชีวิตของมนุษย์ โดยส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทำงเดินหำยใจ อำทิเช่น ทำงเดินหำยใจอักเสบ ถุงลมโป่งพอง ท ำลำยกำรท ำงำนของปอด และสำมำรถก่อให้เกิดมะเร็งได้ โดยต้นก ำเนิดของฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เพียงมีสำเหตุมำจำกกำรใช้ชีวิตประจ ำวันของประชำชนเท่ำนั้น แต่ยังมีสำเหตุมำจำกกำรไฟป่ำและกำรขยำยตัวของพืชเชิงเดี่ยวของประเทศเพื่อนบ้ำนอีกด้วย ซึ่งได้แก่ สำธำรณรัฐแห่งสหภำพพม่ำ สำธำรณรัฐประชำธิปไตยประชำชนลำว และรำชอำณำจักร กัมพูชำ เป็นต้น โดยกำรขยำยตัวของพืชเชิงเดี่ยวโดยเฉพำะกำรปลูกข้ำวโพดส ำหรับเลี้ยงสัตว์ที่มีทั้ง ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้ำนเป็นสำเหตุที่ท ำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เนื่องจำกต้องมีกำรเผำ ท ำลำยซำกซังข้ำวโพด โดยองค์กรกรีนพีชซึ่งเป็นองค์กรที่รณรงค์ด้ำนสิ่งแวดล้อมได้ท ำกำรศึกษำจุด ควำมร้อน (Hotspot) และร่องรอยกำรเผำไหม้จำกภำพถ่ำยดำวเทียมในอนุภูมิภำคลุ่มน้ ำโขงสัดส่วน ของร่องรอยพื้นที่เผำไหม้ต่อพื้นที่กำรปลูกข้ำวโพดทั้งหมดในอนุภูมิภำคลุ่มน้ ำโขงในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๖๒ พบว่ำจุดควำมร้อนที่เพิ่มขึ้นนั้นสอดคล้องกับพื้นที่กำรปลูกข้ำวโพดที่เพิ่มขึ้น นอกจำกนี้ยัง มีสำเหตุมำจำกกำรลักลอบเผำอ้อยก่อนตัดส่งเข้ำหีบโรงงำนน้ ำตำลเนื่องจำกท ำให้ชำวไร่สำมำรถลด ต้นทุนและยังเก็บเกี่ยวอ้อยได้ง่ำยมำกขึ้น ซึ่งระหว่ำงเดือน ธันวำคม พ.ศ ๒๕๖๕ – กุมภำพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๖ มีปริมำณอ้อยเข้ำหีบกว่ำ 52 ล้ำนตัน และในจ ำนวนนี้เป็นอ้อยที่ถูกลักลอบเผำกว่ำ ๑๕ ล้ำนตัน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๒๙.๙๓ นอกจำกนี้ยังพบจุดควำมร้อนในพื้นที่ปลูกอ้อยประมำณร้อย ละ ๓-๔ ของพื้นที่เพำะปลูกอ้อยทั้งหมดทั่วประเทศและในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ กรมควบคุมมลพิษได้ รำยงำนสถำนกำรณ์วิกฤติหมอกควันใน ๙ จังหวัดของภำคเหนือได้แก่ เชียงรำย น่ำน พะเยำ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ล ำปำง ล ำพูน และอุตรดิตถ์พบว่ำปริมำณฝุ่นPM 2.5 มีค่ำเฉลี่ยลดลง จำกปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่ร้อยละ ๑๓ และมีจุดควำมร้อนลดลงร้อยละ ๕๒ ซึ่งเป็นผลมำจำกกำร ขับเคลื่อนกำรท ำแผนปฏิบัติกำรขับเคลื่อนวำระแห่งชำติด้ำนกำรไขปัญหำมลพิษด้ำนฝุ่นละออง และ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ พบว่ำค่ำฝุ่น PM 2.5 จุดควำมร้อน และร่องรอยกำรเผำไหม้มีค่ำลดลงจำกปี ๒๕๖๔ อย่ำงไรก็ตำม แม้ว่ำสถำนกำรณ์โดยรวมที่จะดีขึ้นแต่ยังคงมีวันที่ค่ำฝุ่น PM 2.5 เกินถึง ๔๒ วัน ซึ่งมีสำเหตุมำจำกกำรเผำป่ำและมลพิษจำกประเทศเพื่อนบ้ำนที่ถูกลมพัดเข้ำมำยังประเทศ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ไทยทำงตอนเหนือซึ่งท ำให้พบจุดควำมร้อนเป็นจ ำนวนมำกเป็นเหตุให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ จำกฝุ่นละอองขนำดเล็กโดยตรง จำกกำรที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจำกฝุ่นละอองที่มีสำเหตุมำจำกประเทศเพื่อน บ้ำน ได้แก่ สปป.ลำว และพม่ำที่เกิดขึ้นได้มีกำรศึกษำและหำแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำฝุ่น PM 2.5 ระหว่ำงพรมแดน และควบคุมสำเหตุกำรเกิดฝุ่น PM 2.5 ระหว่ำงประเทศที่ต้นตอนั้น รัฐบำลและ หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องได้ด ำเนินกำรไปแล้วแต่ยังไม่เป็นผลเพรำะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกับ ควำมสัมพันธ์อันดีระหว่ำงประเทศไทย ต้องอำศัยควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศและรักษำ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ ซึ่งตำมข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศมีหน้ำที่และอ ำนำจในกำรกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำ ข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใดๆที่เกี่ยวข้องกับกำรต่ำงประเทศ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศและ ภำพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งคณะกรรมำธิกำรต่ำงประเทศสำมำรถน ำเรื่องนี้มำประกอบกำรพิจำรณำ เพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยอำศัยอ ำนำจหน้ำหน้ำที่ของคณะกรรมำธิกำรได้ ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๑ ข้อมูลด้านกฎหมาย ๑) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นพระรำชบัญญัติที่ตรำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชำชนและองค์กรมีส่วน ร่วมในกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมและจัดระบบกำรบริหำรด้ำนสิ่งแวดล้อมให้เป็น ไปตำมหลักกำร ๒) ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเรื่องก าหนดมาตรฐานฝุ่น ละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอนในบรรยากาศโดยทั่วไป เป็นป ระก ำศเพิ่มเติมจ ำกคณะสิ่งแ วดล้อมแห่งช ำติที่มีขึ้นใน พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ๓) พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นพระรำชบัญญัติที่ตรำขึ้นเพื่อควบคุมดูแลกำรใช้รถยนต์ รวมทั้ง ก ำหนดหลักเกณฑ์ของรถยนต์ที่จะใช้บนท้องถนนได้ ๔) พระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นพระรำชบัญญัติที่ตรำขึ้นเพื่อควบคุมกำรเดินรถส ำหรับประกอบ กิจกำร และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลให้เป็นไปด้วยควำมเรียบร้อย ๕) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นพระรำชบัญญัติที่ตรำขึ้นเพื่อควบคุมกิจกำรต่ำงๆ ที่เกี่ยวกับกิจกำร สำธำรสุข ได้มีกำรก ำหนดมำตรกำรเพื่อก ำกับดูแล และป้องกันกำรอนำมัยสิ่งแวดล้อม


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๖) พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นพระรำชบัญญัติที่ตรำขึ้นเพื่อคุ้มครองรักษำ ทรัพยำกรธรรมชำติที่มี อยู่เช่น พันธุ์ไม้และของป่ำ สัตว์ป่ำ ตลอดจนทิวทัศน์ ป่ำและภูเขำ ให้คงอยู่ใน สภำพธรรมชำติเดิม มิให้ถูกท ำลำยหรือเปลี่ยนแปลงไป เพื่ออ ำนวยประโยชน์ทั้งทำงตรงและทำงอ้อม แก่รัฐและประชำชนสืบไป ๗) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นพระรำชบัญญัติที่ตรำขึ้นเพื่อก ำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ป่ำสงวน แห่งชำติ โดยห้ำมมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครอง อำศัย ในที่ดิน รวมถึงกำรแผ้วถำง เผำป่ำ เป็นต้น ๘) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นพระรำชบัญญัติที่ตรำขึ้นเพื่อก ำหนดห้ำมมิให้บุคคลใดยึดถือ ครอบครอง อำศัย ในที่ดิน รวมถึงกำรแผ้วถำง เผำป่ำ เป็นต้น ๒.๒.๒ ข้อมูลทางด้านวิชาการ ๑) ASEAN AGREEMENT ON TRANSBOUNDARY HAZE POLLUTION (ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน) ข้อตกลงระหว่ำงประเทศในภูมิภำคอำเซียนเพื่อป้องกันและติดตำมกำรเกิด มลพิษหมอกควันข้ำมดินแดนที่มีมีสำเหตุเกิดจำกไฟป่ำในภูมิภำคอำเซียน โดยประเทศไทย สำธำรณรัฐ ประชำชนลำว และพม่ำ เป็นหนึ่งในนั้น ๒) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้าน ฝุ่นละออง” พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีได้จัดท ำแผนปฏิบัติกำรขับเคลื่อนวำระแห่งชำติ เนื่องจำก ปัญหำฝุ่นละอองมีค่ำสูงเกินกว่ำมำตรฐำน ซึ่งมีมำตรกำรระยะสั้นและยำวในกำรควบคุมและลดมลพิษ จำกกำรเผำในที่โล่งของภำคกำรเกษตรและกำรแก้ไขปัญหำมลพิษข้ำมแดน ๓) ยุทธการฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) เป็นมำตรกำรเฉพำะกิจที่นำยกรัฐมนตรีของไทยเสนอแนวทำงกำร แก้ปัญหำมลพิษระหว่ำงพรมแดนไทย ลำวและพม่ำ ๓. บทวิเคราะห์ ฝุ่น PM 2.5 เป็นมลพิษทำงอำกำศที่ได้รับควำมสนใจมำกเป็นพิเศษเนื่องจำกส่งผล กระทบอย่ำงมำกต่อสุขภำพของประชำชนทั้งระยะสั้นและระยะยำว ซึ่งสำเหตุมีหลำยประกำรตั้งแต่ จำกกำรใช้ชีวิตประจ ำวันของประชำชนในประเทศ เกิดโดยธรรมชำติ และเกิดจำกกำรพัดพำฝุ่นจำก ประเทศบริเวณใกล้เคียงเข้ำสู่ประเทศไทยตำมกระแสทิศทำงลม และจำกสำเหตุที่ต่ำง ๆ กันเหล่ำนี้ ท ำให้ได้มีกำรออกกฎหมำยเพื่อควบคุมกำรเกิดมลพิษทำงอำกำศ ซึ่งพระรำชบัญญัติแต่ละฉบับล้วน เป็นกำรออกเพื่อควบคุมสำเหตุกำรเกิดมลพิษที่ต้นตอ โดยพระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพ สิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีเพื่อให้มีมำตรกำรในกำรควบคุมกำรเกิดมลพิษทำงอำกำศ ส่งเสริมให้ประชำชนและองค์กรมีส่วนร่วมในกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อม และก ำหนด มำตรกำรจัดกำรมลพิษรวมถึงก ำหนดหน้ำที่ควำมรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกำรก่อให้เกิดมลพิษ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ให้เป็นไปโดยชัดเจนซึ่งในพระรำชบัญญัตินี้มีมำตรำที่เกี่ยวข้องกับกำรควบคุมกำรเกิดมลพิษทำง อำกำศจำกต้นตอที่มำจำกยำนพำหนะของประชำชน โดยอยู่ในมำตรำที่ ๖๔ ๖๕ ๖๖ ที่ควบคุมกำรใช้ ยำนพำหนะโดยต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษที่เกินจำกมำตรฐำนโดยหำกพบจะต้องมีกำรตรวจสอบและ ปรับปรุงแก้ไขยำนพำหนะนั้นให้ไม่ก่อมลพิษทำงอำกำศที่เกินกว่ำมำตรฐำน และในมำตรำ ๖๘ ได้ ควบคุมแหล่งก ำเนิดมลพิษให้มีฝุ่น ละออง เถ้ำถ่ำน หรือมลพิษอำกำศในรูปแบบใดออกสู่บรรยำกำศ ไม่เกินมำตรฐำนควบคุมมลพิษจำกแหล่งก ำเนิดที่ก ำหนด อีกทั้งพระรำชบัญญัติฉบับนี้ยังมีมำตรกำรที่ ควบคุมมลพิษทำงอำกำศที่มีต้นตอมำจำกสถำนประกอบกำรซึ่งอยู่ในมำตรำที่ ๖๘ ซึ่งว่ำด้วยกำร ควบคุมกำรปล่อยอำกำศเสีย รังสี หรือมลพิษอื่นใดที่อยู่ในสภำพเป็นควัน ไอ ก๊ำซ เขม่ำ ฝุ่น ละออง เถ้ำถ่ำน หรือมลพิษอำกำศให้อยู่ในเกณฑ์มำตรฐำน นอกจำกนี้ยังมีพระรำชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งมีกำรควบคุมตั้งแต่ลักษณะและก ำลังของเครื่องยนต์ให้เป็นไปตำมตำมมำตรฐำน และ พระรำชบัญญัติกำรจรำจรทำงบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ตำมมำตรำที่ ๑๐ ทวิ ที่ได้ห้ำมไม่ให้น ำรถที่ก่อให้เกิด ฝุ่นละออง เขม่ำ หรือควัน ที่เกินเกณฑ์มำตรฐำนมำวิ่งบนท้องถนน ซึ่งพระรำชบัญญัติในส่วนนี้จะเน้น กำรควบคุมมลพิษที่เกิดจำกกำรด ำรงชีวิตประจ ำวันของประชำชน นอกจำกนี้จำกที่กล่ำวว่ำมลพิษจำกประเทศเพื่อนบ้ำนเป็นหนึ่งในสำเหตุของมลพิษ ในไทยเช่นกัน โดยพื้นที่ภำคเหนือตอนบนและบริเวณภำคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งอยู่ติดกับ ลำว และพม่ำ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและไม่เพียงแต่มลพิษจำกประเทศเพื่อนบ้ำนถูกพัดพำเข้ำ มำในไทยเท่ำนั้นแต่มลพิษจำกไทยก็ถูกพัดพำไปที่ประเทศเพื่อนบ้ำนด้วยเช่นกัน โดยต้นตอหลัก ๆ เกิดจำกกำรเผำป่ำ และกำรเผำเศษซำกจำกกำรปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้ำวโพด อ้อย จำกปัญหำนี้ท ำ ให้ไทยได้เข้ำร่วมปฏิบัติตำมข้อตกลงอำเซียนว่ำด้วยมลพิษจำกหมอกควันข้ำมแดน ซึ่งในข้อตกลงล้วน ต้องกำรป้องกันและติดตำมมลพิษข้ำมแดนที่เกิดจำกไฟป่ำ ซึ่งในข้อตกลงได้ให้แต่ละภำคีควบคุม กำรเกิดไฟป่ำของประเทศตัวเองเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น โดยให้แต่ละภำคีจะมีหน้ำที่ใน กำรให้ควำมร่วมมือในกำรพัฒนำและด ำเนินมำตรกำรเฝ้ำระวังและป้องกันมลพิษจำกหมอกควันข้ำม แดนร่วมกัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูล และเทคโนโลยีและให้ควำมช่วยเหลือระหว่ำงกันและจัดให้มี กำรด ำเนินกำรทำงกฎหมำยทำงกำรบริหำร หรือมำตรกำรอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติตำมข้อผูกพันของ ข้อตกลงนี้และในส่วนของกำรป้องกันได้ก ำหนดให้ภำคีต้องจัดให้มีมำตรกำรป้องกัน ควบคุมกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องกับกำรเผำป่ำหรือไฟป่ำที่อำจก่อให้เกิดมลพิษจำกหมอกควันข้ำมแดน โดยจะต้องด ำเนินกำร ดังนี้ ๑. พัฒนำและบังคับใช้กฎ ระเบียบ และมำตรกำรในกำรควบคุมอื่นและมียุทธศำสตร์ เพื่อส่งเสริมนโยบำยกำรห้ำมเผำ (zero burning) ๒. จัดให้มีนโยบำยที่เหมำะสมเพื่อลดกิจกรรมที่อำจก่อให้เกิดไฟป่ำ ๓. ก ำหนดและเฝ้ำระวังพื้นที่ที่มีแนวโน้มกำรเกิดไฟป่ำ ๔. เสริมสร้ำงศักยภำพกำรจัดกำรและกำรดับเพลิงในพื้นที่รวมถึงกำรประสำนงำน เพื่อป้องกันกำรเกิดไฟป่ำ ๕. สร้ำงควำมตระหนักรู้และให้ควำมรู้แก่ประชำชน มีกำรรณรงค์ให้ประชำชนมีส่วน ร่วมในกำรจัดกำรและป้องกันกำรเกิดไฟป่ำรวมถึงมลพิษจำกหมอกควัน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๑๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๖. ส่งเสริมและใช้ภูมิปัญญำท้องถิ่นเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับกำร จัดกำรอัคคีภัย ๗. ให้มีมำตรกำรทำงกฎหมำยทำงกำรปกครองหรือมำตรกำรอื่น ๆ ที่เอื้อต่อกำร ด ำเนินกำรป้องกันและควบคุมกำรเผำในที่โล่ง ซึ่งจำกข้อตกลงที่ต้องมีกำรป้องกัน และควบคุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกำรเผำป่ำหรือ ไฟป่ำ เมื่อพิจำรณำร่วมกับกฎหมำยที่มีอยู่ในประเทศไทย พบว่ำมีพระรำชบัญญัติที่เกี่ยวกับกำรห้ำม เผำป่ำอยู่หลำยฉบับ ซึ่งได้แก่ พระรำชบัญญัติอุทยำนแหงชำติ พ.ศ. ๒๕๐๔ กล่ำวไว้ในมำตรำ ๑๖ พระรำชบัญญัติป่ำสงวนแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และพระรำชบัญญัติป่ำไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ กล่ำวไว้มำตรำ ๑๔ และ ๕๔ ตำมล ำดับ โดยทั้งสำมฉบับจะแบ่งพื้นที่ของกำรควบคุมต่ำง ๆ กันไปและล้วนมี วัตถุประสงค์เดียวกันคือคุ้มครองป้องกันรักษำป่ำไม้ ซึ่งพระรำชบัญญัติเหล่ำนี้ได้สอดคล้องกับกำร ด ำเนินกำรตำมข้อตกลงที่ต้องมีกำรพัฒนำและบังคับใช้กฎเพื่อส่งเสริมกำรห้ำมเผำ นอกจำกนี้ทำง รัฐบำลยังได้จัดท ำ แผนปฏิบัติกำรขับเคลื่อนวำระแห่งชำติ “กำรแก้ไขปัญหำมลพิษด้ำนฝุ่นละออง” พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๗ ซึ่งมีมำตรกำรส ำหรับกำรแก้ไขฝุ่นละอองโดยเฉพำะ โดยมีมำตรกำรกำรจัดกำร ปัญหำมลพิษด้ำนฝุ่นละออง ๓ ด้ำน ดังนี้ ๑. การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ซึ่งจะมุ่งเน้นที่กำรบริหำร และควบคุมมลพิษเชิงพื้นที่ โดยเฉพำะพื้นที่ที่มีปัญหำที่ต้องได้รับกำรแก้ไขอย่ำงเร่งด่วน ๒. การป้องกันและการลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งก าเนิด) ซึ่งจะควบคุม ตั้งแต่แหล่งก ำเนิด เช่น กำรควบคุมและลดมลพิษจำกกำรเผำในที่โล่งของภำคกำรเกษตร โดยทำง ภำครัฐได้จัดท ำมำตรกำรในระยะสั้น (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๔) และระยะยำว (พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๗) โดยในมำตรกำรระยะสั้นจะเน้นไปที่กำรน ำเศษซำกวัสดุทำงกำรเกษตรมำใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยกระดับกำรป้องกันไฟป่ำ รวมถึงใช้มำตรกำรทำงสังคมกับผู้ที่ลักลอบเผำป่ำ ส่วนมำตรกำรใน ระยะยำวได้ใช้มำตรกำรหรือกลไกทำงเศรษฐศำสตร์หรือมำตรกำรทำงสังคมผลักดันให้เกิดแนวทำง รับซื้อสินค้ำจำกเกษตรกรที่ผ่ำนกำรรับรองมำตรฐำนทำงกำรเกษตร ก ำหนดมำตรกำรทำงกฎหมำย โดยกำรออกระเบียบ ก ำหนดให้โรงงำนน้ ำตำลรับอ้อยไฟไหม้เข้ำหีบได้ไม่เกินร้อยละ ๐ - ๕ ต่อวัน เพื่อให้อ้อยไฟไหม้หมดไป ๓. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ เป็นกำรพัฒนำระบบ เครื่องมือ กลไกในกำรบริหำรจัดกำร และก ำหนดแนวทำงมำตรกำรป้องกันและแก้ไขปัญหำในอนำคต โดยจะมี กำรปรับปรุงแก้ไขกฎหมำยให้สอดคล้องกับสถำนกำรณ์ซึ่งกำรแก้ไขปัญหำหมอกควันข้ำมแดนทั้ง มำตรกำรระยะสั้นและระยะยำวจะเน้นกำรกำรขับเคลื่อนกำรด ำเนินงำนตำมข้อตกลงอำเซียนว่ำด้วย มลพิษจำกหมอกควันข้ำมแดน ซึ่งจะต้องประสำนควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศและในวันที่ ๗ เมษำยน พ.ศ. ๒๕๖๖ นำยกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้เป็นเจ้ำภำพในกำรประชุมระดับผู้น ำระหว่ำง ไทย ลำวและพม่ำ ผ่ำนระบบกำรประชุมทำงไกล เพื่อหำรือถึงแนวทำงกำรจัดกำรปัญหำมลพิษจำก หมอกควันข้ำมแดนร่วมกัน โดยนำยกรัฐมนตรีของไทยได้กล่ำวในที่ประชุมว่ำ ทำงรัฐบำลไทยได้ให้ ปัญหำมลพิษด้ำนฝุ่นละอองเป็นวำระแห่งชำติและจะจัดท ำมำตรกำรระยะยำว (พ.ศ. ๒๕๖๗


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ถึง ๒๕๗๐) ในกำรแก้ไขปัญหำ อีกทั้งยังได้เสนอมำตรกำรเฉพำะกิจเพื่อเป็นแนวทำงใน กำรแก้ปัญหำร่วมกันของทั้ง ๓ ประเทศ คือ ยุทธกำรฟ้ำใส (CLEAR Sky Strategy) ซึ่งหลังจำก ประชุมแล้วนั้น ลำว และพม่ำ ตกลงร่วมกันที่จะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศำสตร์ฟ้ำใส เพื่อแก้ไขปัญหำ มลพิษจำกหมอกควันข้ำมแดนกับประเทศไทย อีกทั้งหลังจำกกำรเลือกสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๖ พรรคร่วมรัฐบำลจ ำนวน ๘ พรรคได้ลงนำมบันทึกข้อตกลงร่วมในกำรจัดตั้งรัฐบำล ในวันที่ ๒๒ พฤษภำคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ทั้งหมด ๒๓ ข้อ โดยในข้อที่ ๒๒ ระบุว่ำให้สร้ำงควำมร่วมมือ และกลไกภำยในและระหว่ำงประเทศ เพื่อแก้ปัญหำฝุ่นพิษ รวมถึงกำรลดกำรปล่อย ก๊ำซเรือนกระจก สุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) โดยเร็วที่สุด จะเห็นได้ว่ำตลอดเวลำที่ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหำสิ่งแวดล้อมด้ำนมลพิษทำงอำกำศ ทำงรัฐบำลก็ได้เล็งเห็นถึงควำมส ำคัญในกำรแก้ปัญหำซึ่งเป็นผลดีต่อประชำชนในประเทศ โดยมี กำรออกกฎหมำยเพื่อควบคุมมลพิษทำงอำกำศอยู่ตลอดมำและเมื่อเกิดวิกฤติฝุ่นละอองขนำดเล็กทำง ภำครัฐก็มิได้นิ่งเฉยต่อปัญหำ โดยได้ก ำหนดค่ำมำตรฐำนของฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ซึ่งตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นต้นไปได้ก ำหนดค่ำเฉลี่ยในเวลำ ๒๔ ชั่วโมงว่ำจะต้องไม่ เกิน ๓๗.๕ ไมโครกรัมกรัมต่อลูกบำศก์ และค่ำมัชฉิมเลขคณิตในเวลำ ๑ ปี จะต้องไม่เกิน ๑๕ มิลลิกรัมต่อลูกบำศก์เมตร อีกทั้งยังให้ปัญหำด้ำนฝุ่นละอองขนำดเป็นวำระแห่งชำติและปฏิบัติ ตำมข้อตกลงอำเซียนว่ำด้วยมลพิษจำกหมอกควันข้ำมแดน อย่ำงไรก็ตำมแม้ว่ำทำงภำครัฐจะปรับตัว ในเรื่องกำรแก้ไขปัญหำมลพิษด้ำนฝุ่นละอองอย่ำงไรแต่ปัญหำด้ำนฝุ่นละอองในประเทศไทยยังคงเกิด อยู่แม้จะมีแนวโน้มค่ำฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอนในระดับที่น้อยลงแต่ก็ยังคงมีบำงวันที่มี ค่ำเกินกว่ำมำตรฐำนที่กฎหมำยก ำหนด และเมื่อน ำค่ำมำตรฐำนฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ของไทยซึ่งก ำหนดไว้ว่ำต้องมีค่ำเฉลี่ยใน ๒๔ ชั่วโมงไม่เกิน ๕๐ ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร มำเปรียบเทียบกับค่ำมำตรฐำนที่องค์กรอนำมัยโลกตั้งไว้พบว่ำ ค่ำของประเทศไทยมีค่ำสูงกว่ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ำกำรควบคุมปัญหำฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอนในไทยยังไม่สำมำรถควบคุม และแก้ปัญหำได้ตำมมำตรฐำนโลก โดยกำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ อำจจะ น ำเรื่องนี้มำพิจำรณำและผลักดันโดยมุ่งเน้นที่กำรส่งเสริมควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศ ซึ่งอำจมี กำรเจรจำร่วมกับผู้น ำของลำวและพม่ำ เพื่อหำรือถึงแนวทำงเพื่อปฏิบัติร่วมกันเพิ่มเติม รวมถึง ผลักดันมำตรกำรที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นและอำจมีกำรจัดท ำกำรลงนำมในบันทึกควำมเข้ำใจร่วมกัน หรือ Memorandum of Understanding (MoU) เพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่ำง ๓ ประเทศและ ยังท ำให้ให้ประชำชนเกิดควำมเชื่อมั่นอีกด้วย ๔. บทสรุปและอภิปรายผล ในกำรควบคุมกำรมมลพิษทำงอำกำศ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ในไทยได้มีพระรำชบัญญัติ หลำยฉบับที่ออกมำเพื่อควบคุมต้นตอกำรเกิด และกำรควบคุมระหว่ำงพรมแดน ไทย ลำว พม่ำ ภำครัฐก็ได้เข้ำร่วมกำรท ำตำมข้อตกลงอำเซียนว่ำด้วยมลพิษจำกหมอกควันข้ำมแดนเพื่อแก้ปัญหำที่ เกิดขึ้น ซึ่งทำงไทยได้มีกฎหมำยที่ควบคุมเพื่อให้สอดคล้องกับกำรปฏิบัติตำมข้อตกลง นอกจำกนี้ทำง


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ภำครัฐยังมีควำมตื่นตัวและไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหำฝุ่นละอองในประเทศที่มีต้นก ำเนิดมำกจำกกำรใน ประเทศเองและจำกประเทศเพื่อนบ้ำน ซึ่งได้ให้กำรแก้ปัญหำฝุ่นละอองเป็นวำระแห่งชำติอีกทั้งยังหำ ยุทธศำสตร์ใหม่เพื่อจะแก้ไขปัญหำฝุ่นละอองระหว่ำง ไทย ลำว พม่ำในอนำคตอีกด้วย อย่ำงไรก็ตำม กำรแก้ปัญหำไม่เพียงต้องอำศัยกำรออกมำตรกำรควบคุมเท่ำนั้นแต่ยังต้อง อำศัยควำมร่วมมือของประชำชนในกำรปฏิบัติตำมมำตรกำรที่ได้ก ำหนดไว้ด้วย อีกทั้งกำรแก้ปัญหำฝุ่น ละอองระหว่ำงพรมแดนของ ไทย ลำวและพม่ำเป็นเรื่องที่ค่อนข้ำงละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศจึงอำจท ำให้กำรแก้ปัญหำเป็นไปแบบทีละขั้นค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้อง อำศัยระยะเวลำจึงได้มีกำรสร้ำงแผนและยุทธศำสตร์ทำงระยะยำวเกิดขึ้น อีกทั้งคณะกรรมำธิกำรกำร ต่ำงประเทศยังใช้อ ำนำจหน้ำที่ในกำรขับเคลื่อนนโยบำย หรือสำมำรถเจรจำหำรือหำแนวทำงแก้ไข เพิ่มเติมร่วมกับผู้น ำของลำวและพม่ำได้โดยไม่กระทบควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศได้อีกด้วย ซึ่งหำก ทุกภำคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันท ำตำมแผนยุทธศำสตร์ที่วำงไว้ปัญหำมลพิษทำงอำกำศโดยเฉพำะฝุ่น ละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน น่ำจะแก้ปัญหำให้ส ำเร็จลุล่วงได้ ๕. ข้อเสนอแนะ ๒.๕.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๑) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศควรหำรือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแก้ค่ำ มำตรฐำนของฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอนให้เท่ำกับค่ำมำตรฐำนที่องค์กรอนำมัยโลก (WHO) ก ำหนด ๒) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศควรแต่งตั้งคณะอนุกรรมำธิกำร พิจำรณำศึกษำเรื่องกำรก ำหนดทิศทำงเพิ่มเติมและมำตรกำรส ำหรับกำรแก้ปัญหำมลพิษทำงอำกำศ และฝุ่น PM 2.5 ระหว่ำงพรมแดนไทย ลำว พม่ำ ๒.๕.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ๑) คณะกรรมคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศเชิญหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง เข้ำให้ข้อมูลถึงกำรเผำเศษซำกวัสดุทำงภำคกำรเกษตรและหำแนวทำงกำรแก้ไขเพื่อน ำไปต่อยอด เพื่อใช้เป็นมำตรกำรระหว่ำงประเทศ ๒) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศสำมำรถหำรือกับผู้น ำของลำวและพม่ำ ผ่ำนทำงกำรทูตเพื่อหำมำตรกำรและก ำหนดยุทธศำสตร์ร่วมกัน นำงสำวมนัญญำ พวงล ำเจียก วิทยำกรปฏิบัติกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร บทบาทอินโดนีเซียต่อการเป็นประธานอาเซียนปี ๒๐๒๓ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา อำเซียน (ASEAN) หรือ สมำคมประชำชำติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) ประกอบด้วยสมำชิก ๑๑ ประเทศ ได้แก่ ประเทศ ไทย อินโดนีเซีย มำเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนำม ลำว เมียนมำ กัมพูชำ และ ติมอร์ – เลสเต อำเซียนได้มุ่งให้ประเทศสมำชิกเกิดกำรพัฒนำและมีควำมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทำง เศรษฐกิจ จึงผลักดันผ่ำนกำรประชุมสุดยอดอำเซียน (ASEAN Summit) กำรประชุมสุดยอดอำเซียน นั้น มีกำรจัดประชุมอย่ำงน้อยสองครั้งต่อปีและในปี ๒๐๒๓ นี้ อินโดนีเซียได้รับกำรส่งมอบต ำแหน่ง ประธำนอำเซียนต่อจำกกัมพูชำ ซึ่งเป็นที่น่ำจับตำมองอย่ำงยิ่งถึงบทบำทและทิศทำงกำรประชุมสุด ยอดอำเซียนในครั้งนี้ ท่ำมกลำงควำมขัดแย้งทั้งภำยในและภำยนอก โดยอินโดนีเซียคำดหวังว่ำ อำเซียนจะกลำยเป็นภูมิภำคเศรษฐกิจที่เติบโตอย่ำงรวดเร็ว ครอบคลุม และยั่งยืน ทั้งนี้ กำรศึกษำบทบำทอินโดนีเซียต่อกำรเป็นประธำนอำเซียนปี ๒๐๒๓ สำมำรถ น ำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบกำรพิจำรณำของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับกำรต่ำงประเทศ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ กำรประเมินสถำนกำรณ์ระหว่ำงประเทศ นโยบำย กำรผลักดันทำงด้ำนเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมควำมพร้อมในกำรเข้ำร่วมกำรประชุมสุดยอดอำเซียนในครั้งนี้ และมีควำมส ำคัญอย่ำงยิ่งที่จะส่งผลต่อทิศทำงของประเทศไทยในอนำคต ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๑. ข้อมูลทางกฎหมาย กฎบัตรอำเซียน ว่ำด้วยที่ประชุมสุดยอดอำเซียน กำรบริหำรและขั้นตอน กำรด ำเนินงำน ว่ำด้วยเรื่องประธำนอำเซียน และบทบำทของประธำนอำเซียน ๒.๒.๒. ข้อมูลทางวิชาการ ๑ ) บทค ว ำม เ รื่ อง The ASEAN Way and the ASEAN Community เกี่ยวกับวิถีอำเซียนกับกำรเป็นประชำคมอำเซียน ๒) บทควำม เรื่อง ‘อินโดนีเซีย’ โอกำสพลิกโฉมอำเซียนปี ๒๐๒๓ ซึ่ง อินโดนีเซียเสนอแนวคิดกำรขับเคลื่อนอำเซียนภำยใต้แนวคิดหลัก (Theme) ในกำรเป็นประธำน คือ “ASEAN Matters: Epicentrum of Growth” หรือ “อำเซียนส ำคัญ: ศูนย์กลำงของควำม เติบโต” ๓) บทควำม เรื่อง จำกเจ้ำภำพกำรประชุม G20 สู่ประธำนอำเซียน ๒๐๒๓: บทบำทของอินโดนีเซียที่น่ำจับตำมอง จำกเสียงชื่นชมในกำรเป็นเจ้ำภำพ G20 ท ำให้อินโดนีเซียได้รับ ควำมคำดหวังกำรเป็นประธำนอำเซียนในปี ๒๐๒๓ นี้ และอินโดนีเซียพร้อมผลักดันให้อำเซียน กลำยเป็นภูมิภำคเศรษฐกิจที่เติบโตอย่ำงรวดเร็ว ครอบคลุม และยั่งยืน


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ ๒.๓.๑. วิถีอาเซียนกับการเป็นประชาคมอาเซียน อำเซียน หรือ สมำคมประชำชำติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นกรอบ ควำมร่วมมือทำงเศรษฐกิจที่มีควำมส ำคัญในกลุ่มประเทศแถบภูมิภำคนี้ และได้มุ่งให้ประเทศสมำชิก เกิดกำรพัฒนำและมีควำมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงผลักดันผ่ำนกำรประชุมสุดยอดอำเซียน เพื่อจัดตั้งประชำคมเศรษฐกิจอำเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ภำยในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นกำรร่วมกันทำงเศรษฐกิจของประเทศในเขตอำเซียน เพื่อผลประโยชน์ในอ ำนำจ กำรต่อรองทำงเศรษฐกิจ กำรส่งออก และกำรน ำเข้ำของสินค้ำ ท ำให้เกิดกำรขยำยตัวในภำคธุรกิจ ภำคอุตสำหกรรม ส่งผลให้ภำคแรงงำนในสำขำต่ำง ๆ มีกำรเคลื่อนย้ำยเพิ่มมำกขึ้น โดยประชำคม อำเซียนนั้น ประกอบไปด้วยสำมเสำหลักที่ส ำคัญ ได้แก่ ๑) ประชำคมกำรเมืองควำมมั่นคงอำเซียน (ASEAN Political-Security Community หรือ APSC) ๒) ประชำคมเศรษฐกิจอำเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) และ ๓) ประชำคมสังคมและวัฒนธรรมอำเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC) อย่ำงไรก็ตำมแม้ว่ำประเทศสมำชิกอำเซียนจะมี จุดมุ่งหมำยร่วมกันอย่ำงชัดเจน กำรจะบรรลุเป้ำหมำยในกำรเป็นประชำคมอำเซียนอย่ำงเต็มรูปแบบ ย่อมขึ้นอยู่กับ กลไกขับเคลื่อนอำเซียนที่ส ำคัญอย่ำง “วิถีอำเซียน” (ASEAN Way) วิถีอำเซียน คือ วิธีปฏิบัติและแนวทำงกำรตัดสินใจของอำเซียนที่มีมำอย่ำงช้ำนำนเพื่อสร้ำงควำมร่วมมือระหว่ำง ประเทศสมำชิกและด ำรงไว้ซึ่งสันติภำพและควำมมั่นคงของภูมิภำค ซึ่งเป็นไปตำมบทควำม เรื่อง The ASEAN Way and the ASEAN Community วิถีอำเซียนกับกำรเป็นประชำคมอำเซียน ทั้งนี้ กำรจัดตั้งประชำคมอำเซียนแต่เดิมมิได้มุ่งที่จะน ำกฎหมำยระหว่ำงประเทศมำเป็นฐำนในกำร ด ำเนินกำร จึงมิได้มีกำรจัดท ำสนธิสัญญำหรือกฎบัตรอำเซียนมำตั้งแต่ต้น อย่ำงไรก็ตำม ผู้น ำอำเซียน เห็นพ้องต้องกันในภำยหลัง จึงได้ลงนำมสนับสนุนให้มีกำรจัดท ำกฎบัตรอำเซียน เพื่อรองรับกำรจัดตั้ง ประชำคมอำเซียน ๒.๓.๒. กฎบัตรอาเซียน ตำมข้อมูลด้ำนกฎหมำยว่ำด้วยเรื่อง กฎบัตรอำเซียน กล่ำวไว้ดังนี้ กฎบัตรอำเซียน คือ ธรรมนูญหรือกฎหมำยสูงสุดของอำเซียน เป็นควำมตก ลงระหว่ำงประเทศสมำชิกที่เห็นชอบในกำรก ำหนดกรอบโครงสร้ำงองค์กร เป้ำหมำย หลักกำรและ กลไกที่ส ำคัญต่ำง ๆ ในอำเซียน โดยมุ่งให้อำเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภำพ มีประชำชนเป็น ศูนย์กลำงและเคำรพกฎกติกำในกำรท ำงำนมำกขึ้น ๑) หมวด ๔ องค์กร ข้อที่ ๗ ที่ประชุมสุดยอดอำเซียน ให้ที่ประชุมสุดยอดอำเซียนประกอบด้วยประมุขของรัฐ หรือ หัวหน้ำ รัฐบำลของรัฐสมำชิกให้ที่ประชุมสุดยอดอำเซียน (ก) เป็นองค์กรสูงสุดในกำรก ำหนดนโยบำยของ อำเซียน (ข) พิจำรณำหำรือให้แนวนโยบำยและตัดสินใจในประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับกำรบรรลุ วัตถุประสงค์ของ อำเซียนในเรื่องส ำคัญที่เป็นผลประโยชน์ของรัฐสมำชิกและในทุกประเด็นที่ได้มี กำรน ำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดอำเซียนโดยคณะมนตรีประสำนงำนอำเซียน คณะมนตรีประชำคม


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร อำเซียน และองค์กรระดับรัฐมนตรีเฉพำะสำขำ (ค) สั่งกำรให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในแต่ละคณะมนตรี ที่เกี่ยวข้องให้จัดกำรประชุมเฉพำะกิจระหว่ำงรัฐมนตรีและหำรือประเด็นส ำคัญที่เกี่ยวกับอำเซียนที่มี ลักษณะคำบเกี่ยวระหว่ำงคณะมนตรีประชำคมอำเซียนต่ำง ๆ ทั้งนี้ ให้คณะมนตรีประสำนงำน อำเซียนรับรองกฎกำรด ำเนินกำรประชุมดังกล่ำว (ง) ตอบสนองสถำนกำรณ์ฉุกเฉินที่กระทบต่อ อำเซียนโดยด ำเนินมำตรกำรที่เหมำะสม (จ) ตัดสินใจในเรื่องที่มีกำรน ำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอด อำเซียนภำยใต้หมวดที่ ๗ และ ๘ (ฉ) อนุมัติกำรจัดตั้งและกำรยุบองค์กรระดับรัฐมนตรีเฉพำะสำขำ และสถำบันอื่น ๆ ของอำเซียน และ (ช) แต่งตั้งเลขำธิกำรอำเซียนที่มีชั้นและสถำนะเทียบเท่ำ รัฐมนตรีซึ่งจะปฏิบัติหน้ำที่โดยได้รับควำมไว้วำงใจและตำมควำมพอใจของประมุขของรัฐหรือหัวหน้ำ รัฐบำลตำมข้อเสนอแนะของที่ประชุมรัฐมนตรีต่ำงประเทศอำเซียน ให้ที่ประชุมสุดยอดอำเซียน (ก) จัดประชุมสองครั้งต่อปีและให้รัฐสมำชิก ซึ่งเป็นประธำนอำเซียนเป็นเจ้ำภำพ และ (ข) เรียกประชุมเมื่อมีควำมจ ำเป็น ในฐำนะกำรประชุม พิเศษหรือเฉพำะกิจ โดยมีประธำนกำรประชุมเป็นรัฐสมำชิกซึ่งเป็นประธำนอำเซียนโดยจัดในสถำนที่ ที่รัฐสมำชิกอำเซียนจะตกลงกัน ๒) หมวด ๑๐ กำรบริหำรและขั้นตอนกำรด ำเนินงำน ข้อที่ ๓๑ ประธำนอำเซียน ต ำแหน่งประธำนอำเซียนให้หมุนเวียนทุกปีบนพื้นฐำนของล ำดับอักษร ของชื่อภำษำอังกฤษของรัฐสมำชิกในหนึ่งปีปฏิทินอำเซียนจะมีต ำแหน่งประธำนหนึ่งเดียว ข้อที่ ๓๒ บทบำทของประธำนอำเซียน รัฐสมำชิกที่ด ำรงต ำแหน่งประธำนอำเซียนจะต้อง (ก) ส่งเสริมและเพิ่มพูน ผลประโยชน์และควำมเป็นอยู่ที่ดีของอำเซียน รวมถึงควำมพยำยำมในกำรสร้ำงประชำคมอำเซียน อย่ำงแข็งขัน โดยกำรริเริ่มทำงนโยบำย กำรประสำนงำน ฉันทำมติ และควำมร่วมมือ (ข) ท ำให้แน่ใจ ว่ำมีควำมเป็นศูนย์รวมของอำเซียน (ค) ท ำให้แน่ใจว่ำมีกำรตอบสนองต่อปัญหำเร่งด่วน หรือ สถำนกำรณ์วิกฤติที่มีผลกระทบต่ออำเซียนอย่ำงมีประสิทธิภำพและทันท่วงที รวมถึงจัดให้มีคนกลำง ที่มีต ำแหน่งน่ำเชื่อถือและกำรจัดกำรอื่น เช่นว่ำ เพื่อแก้ไขข้อกังวลเหล่ำนี้โดยทันที(ง) เป็นตัวแทน ของอำเซียนในกำรเสริมสร้ำงและส่งเสริมควำมสัมพันธ์กับหุ้นส่วนภำยนอกภูมิภำคให้ใกล้ชิดขึ้น และ (จ) ปฏิบัติภำรกิจและหน้ำที่อื่นตำมที่อำจได้รับมอบหมำย ทั้งนี้ ในปี ๒๐๒๓ ต ำแหน่งประธำนอำเซียนได้หมุนเวียนมำสู่อินโดนีเซีย จึงเป็น ที่น่ำจับตำมองอย่ำงยิ่งถึงบทบำทและทิศทำงกำรประชุมสุดยอดอำเซียนในครั้งนี้ ท่ำมกลำงควำม ขัดแย้งทั้งภำยในและภำยนอกภูมิภำค ๒.๓.๓. บทบาทอินโดนีเซียต่อการเป็นประธานอาเซียน ตำมบทควำม เรื่อง ‘อินโดนีเซีย’ โอกำสพลิกโฉมอำเซียนปี ๒๐๒๓ นั้น ในกำรรับเป็นประธำนอำเซียน อินโดนีเซียได้ประกำศแนวคิดหลัก (Theme) ในกำรเป็นประธำน คือ “ASEAN Matters: Epicentrum of Growth” หรือ “อำเซียนส ำคัญ: ศูนย์กลำงของควำมเติบโต” โดยประธำนำธิบดีโจโก วีโดโด ได้แสดงวิสัยทัศน์ในกำรประชุมสุดยอดอำเซียนครั้งที่ ๔๐ และ ๔๑ เมื่อเดือนพฤศจิกำยน ๒๐๒๒ ที่ผ่ำนมำว่ำ “อำเซียนต้องเป็นภูมิภำคที่มีเสถียรภำพและสันติภำพ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นกระบอกเสียงเรียกร้องให้โลกมีเสถียรภำพ บังคับใช้กฎหมำยระหว่ำงประเทศอย่ำงทั่วถึง และ รักษำควำมเป็นกลำง อำเซียนต้องสร้ำงเกียรติภูมิให้แก่ภูมิภำคด้วยกำรส่งเสริมคุณค่ำด้ำนมนุษยธรรม และประชำธิปไตย” ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐำนะประเทศสมำชิกมีควำมพร้อมให้ควำมร่วมมือ และกำร ผลักดันยุทธศำสตร์ต่ำง ๆ ในกำรประชุมสุดยอดอำเซียนอย่ำงเต็มที่ ในด้ำนเศรษฐกิจนั้น ประธำนำธิบดีโจโก วีโดโด ตั้งเป้ำให้อำเซียน “เติบโต ทำงเศรษฐกิจอย่ำงรวดเร็ว ครอบคลุม และยั่งยืน ด้วยกำรเสริมสร้ำงศักยภำพและใช้ประโยชน์จำก กลไกที่มีอยู่ของอำเซียนอย่ำงเต็มประสิทธิภำพ เพื่อให้อำเซียนผ่ำนวิกฤติกำรณ์ต่ำง ๆ ที่อำจเกิดขึ้น ได้ในอีก ๒๐ ปีข้ำงหน้ำด้วยวิถีอำเซียน” และได้เน้นย้ ำในประเด็นผลักดันเชิงยุทธศำสตร์ (Strategic Thrust) ใน ๓ ด้ำน ได้แก่ ๑) ด้ำนกำรฟื้นฟูและกำรสร้ำงใหม่ (Recovery - Rebuilding) ๒) ด้ำน เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ ๓) ด้ำนควำมยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งเป็นไปตำมบทควำม เรื่อง จำกเจ้ำภำพกำรประชุม G20 สู่ประธำนอำเซียน ๒๐๒๓: บทบำทของอินโดนีเซียที่น่ำจับตำมอง ในประเด็นควำมขัดแย้งภำยในและภำยนอกภูมิภำค ควำมขัดแย้งภำยใน ภูมิภำค สถำนกำรณ์หลังกำรรัฐประหำรในเมียนมำ โดยในกำรก ำหนดท่ำทีต่อเมียนมำนั้น อินโดนีเซีย มีท่ำทีที่แข็งขันต่อกำรยุติควำมขัดแย้งภำยในเมียนมำมำโดยตลอดช่วงระยะ ๒ – ๓ ปีที่ผ่ำนมำ และ ในส่วนควำมขัดแย้งภำยนอกภูมิภำค สงครำมรัสเซีย – ยูเครน นั้น ในช่วงปี ๒๐๒๒ ประธำนำธิบดี โจโก วีโดโด ได้เดินทำงไปประเทศรัสเซียและยูเครน ซึ่งได้เข้ำพบผู้น ำของทั้งสองประเทศ เพื่อแสดง จุดยืนไม่สนับสนุนสงครำมและกำรใช้ควำมรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของประเทศไทยใน สถำนกำรณ์ควำมขัดแย้งภำยในและภำยนอกภูมิภำค นั่นคือ ไม่สนับสนุนควำมรุนแรงและสงครำม ทั้งนี้นอกจำกกำรยกบทบำทของอำเซียนในฐำนะผู้รักษำสันติภำพ เสถียรภำพ และควำมยั่งยืนขึ้นในระดับโลก เพื่อพิสูจน์ควำมเป็นแกนกลำงของอำเซียนแล้ว ในปีหน้ำ อำเซียนยังต้องเผชิญกับโจทย์ส ำคัญในกำรรักษำเสถียรภำพภำยในภูมิภำคซึ่งเป็นบทพิสูจน์ครั้งส ำคัญ ของหลัก “วิถีอำเซียน” ปี ๒๐๒๓ จึงอำจเป็นหมุดหมำยส ำคัญในหน้ำประวัติศำสตร์อำเซียน และมี ควำมส ำคัญเกี่ยวเนื่องกับองค์กำรรัฐสภำระหว่ำงประเทศ เพื่อผลักดันและบรรลุเป้ำหมำยของ อำเซียนและทิศทำงของประเทศไทย ๒.๓.๔. องค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ เป็นเวทีกำรประชุมระหว่ำงประเทศฝ่ำยนิติบัญญัติมีวัตถุประสงค์ใน กำรส่งเสริมควำมสัมพันธ์อันดีระหว่ำงสมำชิกรัฐสภำจำกประเทศต่ำง ๆ เพื่อก่อให้เกิดควำมร่วมมือ ตลอดจนกำรแลกเปลี่ยนประสบกำรณ์ด้ำนกำรส่งเสริมกำรปกครองในระบอบประชำธิปไตยผ่ำน กำรด ำเนินงำนของรัฐสภำ (Parliamentary Dimention) ซึ่งหน่วยประจ ำชำติไทย ประกอบด้วย สหภำพรัฐสภำ (Inter – Parliamentary Union : IPU) สหภำพสมำชิกรัฐสภำเอเชียและแปซิฟิก (Asian – Pacific Parliamentarians’ Union : APPU) และ สมัชชำรัฐสภำอำเซียน (ASEAN Inter – Parliamentary Assembly : AIPA) ซึ่งสมัชชำรัฐสภำอำเซียน (ASEAN Inter – Parliamentary Assembly : AIPA) เป็นกรอบควำมร่วมมือของรัฐสภำประเทศสมำชิกอำเซียน ๑๑ ประเทศ มีวัตถุประสงค์ในกำรสร้ำงควำมเข้มแข็งและควำมร่วมมือในกลุ่มประเทศสมำชิกโดยเฉพำะกำรใช้เป็น เวทีแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นและปรึกษำหำรือในประเด็นที่มีควำมส ำคัญต่อควำมมั่นคงและควำม


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เจริญรุ่งเรืองของภูมิภำค โดยมีเป้ำหมำยส ำคัญในกำรผลักดันและบรรลุเป้ำหมำยของอำเซียนโดยมี กำรประชุมประจ ำปีที่ส ำคัญ คือ กำรประชุมใหญ่สมัชชำรัฐสภำอำเซียน (General Assembly) จำกกำรวิเครำะห์บทบำทอินโดนีเซียต่อกำรเป็นประธำนอำเซียนปี ๒๐๒๓ นั้น มีกำร ให้ควำมส ำคัญในวิถีอำเซียน และยึดมั่นในกฎหมำยสูงสุดของอำเซียน คือ กฎบัตรอำเซียน ซึ่งเวที อำเซียนมีควำมส ำคัญเกี่ยวเนื่องกับองค์กำรรัฐสภำระหว่ำงประเทศ นั่นคือ สมัชชำรัฐสภำอำเซียน (ASEAN Inter – Parliamentary Assembly : AIPA) ซึ่งในกำรผลักดันด้ำนเศรษฐกิจและประเด็น ส ำคัญในด้ำนต่ำง ๆ ของอินโดนีเซียในฐำนะประธำนอำเซียนนั้น รัฐสภำไทยสำมำรถน ำประเด็น ดังกล่ำวมำแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นและปรึกษำหำรือ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกำรติดตำมงำน ที่เกี่ยวข้องให้บรรลุเป้ำหมำย ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จำกกำรศึกษำบทบำทอินโดนีเซียต่อกำรเป็นประธำนอำเซียนปี ๒๐๒๓ พบว่ำ อินโดนีเซียมุ่งเน้นในกำรผลักดันทำงด้ำนเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับควำมเสถียรภำพและสันติภำพ และมี กำรผลักดันด้ำนเศรษฐกิจโดยน ำเสนอประเด็นผลักดันเชิงยุทธศำสตร์ (Strategic Thrust) ใน ๓ ด้ำน ได้แก่ ๑) ด้ำนกำรฟื้นฟูและกำรสร้ำงใหม่ (Recovery - Rebuilding) ๒) ด้ำนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ ๓) ด้ำนควำมยั่งยืน (Sustainability) พร้อมทั้งจุดยืนที่ไม่สนับสนุนควำมรุนแรงและ สงครำม ทั้งภำยในและภำยนอกภูมิภำค ซึ่งควำมร่วมมือกับอำเซียนของรัฐสภำไทยมีกรอบควำม ร่วมมือของหน่วยสมัชชำรัฐสภำอำเซียน (ASEAN Inter – Parliamentary Assembly : AIPA) ผ่ำนกำรประชุมใหญ่สมัชชำรัฐสภำอำเซียน (General Assembly) เพื่อน ำประเด็นที่มีควำมส ำคัญต่ำง ๆ ในกำรด ำเนินแนวนโยบำยของอำเซียนให้มีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้นหรือกำรพูดคุยที่ไม่ลงตัวจำกเวที อำเซียน ทำงรัฐสภำไทยสำมำรถน ำประเด็นดังกล่ำวมำแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นและปรึกษำหำรือใน ประเด็นนั้น ๆ ทั้งนี้ ท ำให้เกิดกำรผลักดันและบรรลุเป้ำหมำยของอำเซียนและทิศทำงของประเทศไทยต่อไป ๕. ข้อเสนอแนะ ๒.๕.๑. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๑) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ควรประสำนงำนกับกระทรวงกำร ต่ำงประเทศ เพื่อผลักดันกำรเจรจำอำเซียนให้ไปในทิศทำงและเป้ำหมำยเดียวกัน ๒) คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ควรมีช่องทำงในกำรพบปะพูดคุยกับ สมัชชำรัฐสภำอำเซียน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกำรติดตำมงำนที่เกี่ยวข้องให้บรรลุเป้ำหมำย ๒.๕.๒. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ๑) ใช้กลไกคณะกรรมำธิกำรเชิญหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องเข้ำให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ประเด็นกำรผลักดันในด้ำนต่ำง ๆ บนเวทีอำเซียนของอินโดนีเซีย ๒) ใช้กลไกคณะกรรมำธิกำรเชิญเอกอัครรำชทูตอินโดนีเซียประจ ำประเทศ ไทยพูดคุยในลักษณะเป็นทำงกำรและไม่เป็นทำงกำร เพื่อสร้ำงควำมสัมพันธ์อันดีและสอบถำมควำม


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร คืบหน้ำกำรผลักดันประเด็นที่อินโดนีเซียต้องกำรขับเคลื่อนผ่ำนเวทีอำเซียน ซึ่งจะช่วยให้ไทยสำมำรถ ก ำหนดท่ำทีและควำมพร้อมอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชำติและประชำชน นำงสำวปำนฝัน กุลทอง วิทยำกรปฏิบัติกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แนวทางการด าเนินการของส านักงานต ารวจแห่งชาติ กรณีโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ปัญหำยำเสพติดเป็นปัญหำที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมำช้ำนำน โดยรัฐบำลในสมัยต่ำง ๆ ได้ก ำหนดนโยบำยและแนวทำงต่ำง ๆ ในกำรป้องกันและปรำบปรำบยำเสพติด จนมำถึงในสมัยที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชำ ด ำรงต ำแหน่งเป็นนำยกรัฐมนตรี ได้ก ำหนดนโยบำยแก้ไขปัญหำ ยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ ภำยใต้ “โครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำ ยำเสพติด” โดยให้ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ บูรณำกำรร่วมหน่วยงำนเกี่ยวข้องในกำรแก้ไขปัญหำยำ เสพติดในทุกมิติ และให้มีกำรด ำเนินกำรไปทั่วประเทศ เพื่อคืนคนดีสู่สังคม และเพื่อให้เกิดควำม ยั่งยืน เป็นสังคมสีขำวปลอดยำเสพติด ทั้งนี้ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติในฐำนะหน่วยงำนหนึ่ง ซึ่งมีหน้ำที่ในกำรแก้ไข ป้องกัน และปรำบปรำมยำเสพติด ได้ก ำหนดนโยบำยและแนวทำงกำร ด ำเนินกำรของส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ เพื่อด ำเนินกำรในเรื่องดังกล่ำว ในกำรนี้ เพื่อให้ คณะกรรมำธิกำรกำรต ำรวจได้ทรำบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทำงกำรด ำเนินกำรของส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ กรณี โครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด ผู้เสนอผลงำนจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับควำม หมำยควำมเป็นมำ แนวทำงกำรด ำเนินกำรของส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติที่เกี่ยวข้องกับโครงกำรชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด ข้อกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อเสนอแนะที่มีต่อโครงกำรดังกล่ำว โดยมี รำยละเอียด ดังนี้ ๑.๑ ความหมาย ความเป็นมาของโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด โครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด คือ โครงกำรที่มุ่งเน้นกำรแก้ไข ปัญหำยำเสพติดในชุมชนอย่ำงยั่งยืน โดยเป็นกำรบูรณำกำรร่วมกันระหว่ำงส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ กอง อ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยใน กระทรวงกลำโหม ส ำนักงำนป้องกันและปรำบปรำม ยำเสพติด กระทรวงพัฒนำสังคมและควำมมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงำน องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และชมรมเสริมสร้ำงพลังเครือข่ำยชุมชนไทย เพื่อพัฒนำและด ำเนินงำนชุมชนยั่งยืนในกำร แก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ และกำรบ ำบัดผู้เสพยำเสพติด โดยกำรมีส่วน ร่วมของคนในชุมชน และเพื่อสร้ำงรูปแบบกำรด ำเนินงำนชุมชนเข้มแข็งในกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติด อย่ำงยั่งยืน๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์โครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด โครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ เพื่อพัฒนำและด ำเนินงำนชุมชนยั่งยืน ในกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติด แบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ และกำรบ ำบัดผู้เสพยำเสพติด โดยกำรมีส่วนร่วมของค น ในชุมชนและเพื่อสร้ำงรูปแบบกำรด ำเนินงำนชุมชนเข้มแข็งในกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติดอย่ำงยั่งยืน โดย ๑ ไทยรัฐออนไลน์. "บิ๊กหลวง" ผุดโครงกำรชุมชนยั่งยืน แก้ปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจร. (๒๘ พฤษภำคม ๒๕๖๔). สืบค้นเมื่อวันที่ ๖ พฤษภำคม ๒๕๖๖ จำก https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/ ๒๑๐๓๓๗๖.


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๒๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลำงเพื่อแก้ไขปัญหำกำรแพร่ระบำดของยำเสพติด ซึ่งเป็นยุทธศำสตร์ชำติ ที่จะช่วยเหลือผู้เสพยำเสพติดให้ลด ละ และเลิกยำเสพติดได้ ๑.๓ แนวปฏิบัติและขั้นตอนการด าเนินการโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายา เสพติดของส านักงานต ารวจแห่งชาติ ในกำรด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด ส ำนักงำนต ำรวจ แห่งชำติมีแนวปฏิบัติและขั้นตอนกำรด ำเนินกำร ดังนี้ ๑) กองบัญชำกำรต ำรวจในแต่ละภำคจะจัดกำรฝึกอบรมวิทยำกรต้นแบบให้แก่ ตัวแทนจำกทุกสถำนีต ำรวจ โดยจะมีผู้แทนส ำนักงำนคณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด (ปปส.) ฝ่ำยปกครอง สำธำรณสุข เข้ำร่วมกำรสัมมนำ ๒) ประสำนกำรปฏิบัติกับผู้ว่ำรำชกำรจังหวัด นำยอ ำเภอ สำธำรณสุข และผู้น ำ ท้องถิ่น ผู้น ำหมู่บ้ำน เพื่อตรวจสอบ สืบสภำพชุมชน และคัดเลือกหมู่บ้ำนเป้ำหมำยที่มีปัญหำกำร แพร่ระบำดสูงสุด ๓) ก ำหนดแนวทำงในกำรบูรณำกำรร่วมกันของหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ทุกภำคส่วน (ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ กระทรวงมหำดไทย กรมกำรปกครอง กระทรวงสำธำรณสุข และภำคีเครือข่ำยจำกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้น ำชุมชน ผู้น ำทำงศำสนำ ปรำชญ์ชำวบ้ำน และ ประชำชน) ๔) ก ำหนดหมู่บ้ำน/ชุมชน ที่จะด ำเนินกำรจัดท ำโครงกำร โดยพิจำรณำจำก ฐำนข้อมูลกำรแพร่ระบำดยำเสพติดของส ำนักงำนคณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำม ยำเสพติดว่ำ หมู่บ้ำนใดยังมีปัญหำยำเสพติดระบำดในพื้นที่ และมีผู้ที่ต้องได้รับกำรบ ำบัดรักษำใน หมู่บ้ำน/ชุมชน ซึ่งจะต้องได้รับกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติดโดยเร่งด่วน ๕) สถำนีต ำรวจจัดชุดปฏิบัติกำร ซึ่งประกอบด้วย เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจ (กำรประกอบก ำลังชุดปฏิบัติกำรของต ำรวจจะมีเจ้ำหน้ำที่ไม่ต่ ำกว่ำ ๕ นำย ประกอบด้วยสำรวัตร ปรำบปรำมเป็นหัวหน้ำชุดปฏิบัติกำร เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจที่เข้ำรับกำรสัมมนำเพื่อเป็นวิทยำกรต้นแบบ ชุดปฏิบัติกำรชุมชนยั่งยืน เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจที่มีควำมรู้ควำมสำมำรถในกำรใช้เทคโนโลยีและกำร สื่อสำรสมัยใหม่ เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจที่มีควำมสำมำรถในกำรหำข่ำว มีควำมรู้ในเรื่องกฎระเบียบ ข้อกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจป้องกันปรำบปรำม เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจจรำจรหรือเจ้ำหน้ำที่ต ำรวจ ชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ เจ้ำหน้ำที่ฝ่ำยปกครอง เจ้ำหน้ำที่สำธำรณสุข พัฒนำกำรอ ำเภอ ผู้แทนองค์กร บริหำรส่วนต ำบลและผู้แทนสถำนศึกษำในพื้นที่ ๖) เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจพร้อมทั้งเจ้ำหน้ำที่จำกหน่วยงำนอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกันค้นหำ ผู้เสพยำเสพติดในชุมชน โดยลงส ำรวจตรวจทุกคน ทุกครัวเรือน (ตรวจสอบร้อยละ ๑๐๐) ๗) เมื่อได้ผู้เสพยำเสพติดมำแล้ว เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจ เจ้ำหน้ำที่สำธำรณสุข เจ้ำหน้ำที่ฝ่ำยปกครอง และประชำชนในชุมชนจะร่วมกันบ ำบัดบุคคลดังกล่ำวในชุมชน โดยกำร เปิดศูนย์กระบวนกำรบ ำบัด โดยชุมชนเป็นฐำน (CBTX : community based treatment extreme)ซึ่งมี กำรบ ำบัดทั้งทำงกำรแพทย์ ทำงจิตวิทยำ ศำสนบ ำบัด วินัยบ ำบัด จิตอำสำบ ำบัด อำชีวบ ำบัด โดยให้ ครอบครัวและชุมชนร่วมให้ก ำลังใจและติดตำมพฤติกรรมผู้บ ำบัดอย่ำงใกล้ชิด


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๘) จัดให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในกำรวำงแผน แก้ปัญหำ ติดตำม ช่วยเหลือ เยี่ยม บ้ำน สร้ำงกฎชุมชน ฟื้นฟูสังคม ด ำรงควำมเข้มแข็ง เฝ้ำระวัง และติดตำมประเมินผล เพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดในชุมชน ๙) หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องด ำเนินกำรเปิดโอกำสทำงกำรศึกษำ กำรฝึกอำชีพ กำรหำ งำน เสริมสร้ำงรำยได้ให้แก่ผู้ที่เลิกยำเสพติด เพื่อให้มีชีวิตและสภำ พครอบครัวที่ดีขึ้น ไม่กลับไปสู่วังวนยำเสพติดได้อย่ำงเด็ดขำด ๑.๔ ผลการด าเนินการโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดของ ส านักงานต ารวจแห่งชาติ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้มอบหมำยให้ต ำรวจภูธรภำคต่ำง ๆ ด ำเนินกำรจัดท ำ โครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด โดยมีรำยละเอียด ดังนี้ ในวันที่ ๓ พฤษภำคม ๒๕๖๔ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้มอบหมำยให้ต ำรวจภูธร ภำค ๓ ด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดเป็นภำคแรกของประเทศ ต่อมำ ใน วันที่ ๒๘ พฤษภำคม ๒๕๖๔ พลต ำรวจโท ภำณุรัตน์ หลักบุญ ผู้บัญชำกำรต ำรวจภูธรภำค ๓ ได้ ด ำเนินกำรโครงกำรดังกล่ำว ร่วมกับกองอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยใน กองทัพภำคที่ ๒ ส ำนักงำนป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด ภำค ๓ ส ำนักงำนพัฒนำสังคมและควำมมั่นคงของมนุษย์ แรงงำนจังหวัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และชมรมเสริมสร้ำงพลังเครือข่ำยชุมชนไทย โดย ต ำรวจภูธรภำค ๓ ได้จัดตั้งคณะท ำงำนชุดปฏิบัติกำรเข้ำด ำเนินกำรในหมู่บ้ำนเป้ำหมำย บูรณำกำร กำรท ำงำนร่วมกับส่วนรำชกำรเกี่ยวข้องในพื้นที่รับผิดชอบของต ำรวจภูธรภำค ๓ จ ำนวน ๒๓๖ สถำนี เป็นระยะเวลำ ๓ เดือน รวมทั้งมอบหมำยให้ทุกสถำนีแต่งตั้งชุดปฏิบัติกำรบูรณำกำร ทั้งนี้ คณะเจ้ำหน้ำที่ชุดปฏิบัติกำรบูรณำกำรจะประกอบด้วยเจ้ำหน้ำที่ต ำรวจ เจ้ำหน้ำที่ปกครอง เจ้ำหน้ำที่ สำธำรณสุข เจ้ำหน้ำที่กระทรวงแรงงำน เจ้ำหน้ำที่กองอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยใน รำชอำณำจักร ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนศึกษำธิกำรในพื้นที่ ซึ่งได้มีกำรลงนำมใน บันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่ำงหน่วยงำนที่ร่วมบูรณำกำร เพื่อด ำเนินกำรมอบหมำยหน้ำที่ในกำร ท ำงำนให้ครอบคลุม ชัดเจนทุกด้ำน เข้ำพื้นที่ประจ ำกำรในหมู่บ้ำน/ชุมชน เพื่อด ำเนินกำรแสวงหำ ควำมร่วมมือจำกชุมชน โดยกำรจัดตั้งคณะกรรมกำรประจ ำหมู่บ้ำน คณะกรรมกำรประจ ำคุ้มเป็นชุด ท ำงำนและให้ควำมร่วมมือ พร้อมกับสนับสนุนกำรท ำงำนของชุดปฏิบัติกำรบูรณำกำร รวมทั้งมีกำร จัดตั้งคณะกรรมกำรกลั่นกรองบุคคล ครัวเรือน เพื่อท ำกำรกลั่นกรองและรับรองบุคคลและครัวเรือนว่ำ จะไม่เกี่ยวข้องกับยำเสพติด นอกจำกนี้ มีกำรค้นหำผู้เสพยำเสพติดและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเข้ำ กระบวนกำรชุมชนบ ำบัด โดยก ำหนดรูปแบบกำรคัดกรองและรูปแบบกำรตรวจสอบผู้เสพยำเสพติด มุ่งเน้นที่จะค้นหำผู้เสพยำเสพติดทุกคน (ตรวจสอบ ร้อยละ ๑๐๐) มีกำรด ำเนินกำรกับผู้เสพยำเสพ ติดและผู้ที่ไม่ให้ควำมร่วมมือ เพื่อให้ชุมชนได้มีโอกำสมีส่วนร่วมในกำรบ ำบัดตำมหลักกระบวนกำร บ ำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยำเสพติด โดยด ำเนินกำรผ่ำน ๒ ชุมชน คือ ๑) ชุมชนเป็นฐำน (CBTX : community based treatment extreme) ๒) ชุมชนบ ำบัดค้นหำปัญหำและกำรมีส่วนร่วมในกำรแก้ปัญหำ เพื่อ ติดตำม ช่วยเหลือ เยี่ยมบ้ำน สร้ำงกฎชุมชน ฟื้นฟูสังคม ด ำรงควำมเข้มแข็งเฝ้ำระวัง และติดตำมประเมินผล


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทั้งนี้ ส ำหรับผลกำรปฏิบัติโครงกำรดังกล่ำว จำกระยะกำรด ำเนินกำร ตั้งแต่วันแรกถึงวันที่ ๒๔ พฤษภำคม ๒๕๖๔ มีผู้เข้ำรับกำรบ ำบัดในโครงกำรทั้งหมด จ ำนวน ๒,๐๙๖ คน จำกพื้นที่ ๘ จังหวัดอีสำนตอนล่ำง ได้แก่ จังหวัดนครรำชสีมำ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดอ ำนำจเจริญ และจังหวัดอุบลรำชธำนี ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบ ของต ำรวจภูธรภำค ๓ โดยมีประชำกรในชุมชนที่เข้ำร่วมโครงกำร จ ำนวน ๑๕๗,๓๘๓ คน และได้มีกำรลง นำมบันทึกข้อตกลง จ ำนวน ๓๗,๗๐๓ ครัวเรือน รวมทั้งได้มีกำรตรวจปัสสำวะหำสำรเสพติดทั้งหมด จ ำนวน ๔๒,๕๑๔ คน โดยผลของกำรค้นหำผู้เสพยำเสพติดพบว่ำ มีผู้เสพยำเสพติด จ ำนวน ๑,๖๖๕ คน ผู้ค้ำยำเสพติด จ ำนวน ๔๘ คน และมีผู้สมัครใจเข้ำรับบ ำบัดยำเสพติด จ ำนวน ๕๕๐ คน ซึ่งใน กำรด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดนั้น พลต ำรวจโท ภำณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ บัญชำกำรต ำรวจภูธรภำค ๓ ได้เดินทำงเข้ำพบผู้ว่ำรำชกำรจังหวัด นำยกองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด ผู้น ำท้องถิ่นทั้ง ๘ จังหวัด ในพื้นที่ต ำรวจภูธรภำค ๓ เพื่อบูรณำกำรกำรท ำงำนร่วมกัน โดยหน่วยงำน ต่ำง ๆ ได้ให้ควำมร่วมมือ พร้อมช่วยเหลือสนับสนุนงบประมำณ เพื่อให้โครงกำรดังกล่ำว ส ำเร็จลุล่วง ไปได้ด้วยดี ภำยหลังที่ต ำรวจภูธรภำค ๓ ได้ด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำ ยำเสพติดประสบควำมส ำเร็จ ต่อมำส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้ขยำยกำรด ำเนินกำรโครงกำรดังกล่ำว ไปสู่ต ำรวจภูธรภำคอื่น ๆ ต่อไป ดังนี้ ในพื้นที่ต ำรวจภูธรภ ำค ๘ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งช ำติได้มอบหมำย สถำนีต ำรวจภูธรเมืองสุรำษฎร์ธำนี ในกำรจัดท ำ “โครงกำรด ำเนินงำนชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำ เสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ” เพื่อให้ชุมชนทั่วประเทศจะได้น ำรูปแบบไปเป็นแนวทำง ปฏิบัติในกำรดูแลผู้เสพยำเสพติดในชุมชนของตนอย่ำงเป็นระบบและยั่งยืน โดยเลือกชุมชนบ้ำน วัดปะดู่ หมู่ ๑ ต ำบลวัดประดู่ อ ำเภอเมือง จังหวัดสุรำษฎร์ธำนีเป็นชุมชนแรกที่มีกำรด ำเนินกำร โครงกำร ต่อมำ ในวันที่ ๘ มิถุนำยน ๒๕๖๔ มีกำรลงนำมข้อตกลง (MOU) ระหว่ำงสถำนีต ำรวจภูธร เมืองสุรำษฎร์ธำนีกับชุมชนวัดประดู่ซึ่งมีตัวแทนส่วนรำชกำร คณะกรรมกำรชุมชน อำสำสมัคร สำธำรณสุขประจ ำหมู่บ้ำน (อสม.) และตัวแทนภำคประชำชนชุมชนบ้ำนวัดประดู่ ร่วมลงนำม ข้อตกลงในแนวทำงปฏิบัติ ตำมโครงกำรป้องกันและปรำบปรำมปัญหำยำเสพติดเป็นภำรกิจภำยใต้ แผนแม่บทยุทธศำสตร์ชำติ มุ่งยึดแนวคิดกำรแก้ปัญหำยำเสพติด ตั้งแต่ต้นทำง – กลำงทำง - ปลำยทำง โดยเฉพำะกำรเสริมสร้ำงควำมเข้มแข็งของหมู่บ้ำนชุมชนที่มีปัญหำยำเสพติด และกำรบูร ณำกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติดตำมแนวพระรำชด ำริหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่รับผิดชอบของต ำรวจภูธร ภำค ๒ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ ได้มอบหมำยให้สถำนีต ำรวจภูธรเมืองปรำจีนบุรี ในกำรจัดท ำ “โครงกำรด ำเนินงำนชุมชนยั่งยืนเพื่อ แก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ” โดยมีกำรด ำเนินกำรแก้ไขปัญหำกำรแพร่ ร ะบ ำดของย ำเสพติดในชุมช น/หมู่บ้ ำน ส่งเส ริมให้ชุมชนเกิดค ว ำมเข้มแข็ง เข้ ำใจ และรับรู้ถึงปัญหำพิษภัยที่เกิดขึ้นจำกยำเสพติด เพื่อให้เกิดกระบวนกำรป้องกัน แก้ไข และบ ำบัด ยำเสพติด โดยกำรมีส่วนร่วมของคนในหมู่บ้ำนและชุมชน เพื่อให้เกิดกำรสร้ำงรูปแบบ กำรด ำเนินกำรแก้ไขปัญหำอย่ำงยั่งยืน โดยบูรณำกำรร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กองอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร จังหวัดปรำจีนบุรี และประชำชน ในชุมชน โดยมีชุดปฏิบัติกำรชุมชนยั่งยืนเข้ำมำด ำเนินกำรตำมกระบวนกำรในหมู่บ้ำนหนองยำว ตลอดระยะเวลำ ๓ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนำยนถึงเดือนสิงหำคม ๒๕๖๔ ในพื้นที่รับผิดชอบของต ำรวจภูธร ภำค ๑ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ ได้มอบหมำยให้สถำนีต ำรวจภูธรบำงปู ในกำรจัดท ำ “โครงกำรด ำเนินงำนชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไข ปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจร ตำมยุทธศำสตร์ชำติ” โดยนำยวันชัย คงเกษม ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัด สมุทรปรำกำร พลต ำรวจตรีชุมพล พุ่มพวง ผู้บังคับกำรต ำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปรำกำร พันต ำรวจ เอก วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผู้บังคับกำรต ำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปรำกำร พันต ำรวจเอก พิสุทธิ์ จันท รสุวรรณ ผู้ก ำกับก ำรสถ ำนีต ำรวจนครบำลบำงปู พร้อมด้ วย ข้ ำ ร ำชกำรต ำรวจ ชุดชุมชนสัมพันธ์ และนำยธีระพล ชุนเจริญ นำยกเทศมนตรีเทศบำลต ำบลบำงปูได้ร่วมกัน ลงนำมข้อตกลง (MOU) เปิดโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจร ตำมยุทธศำสตร์ชำติ และกำรบ ำบัดผู้ติดยำเสพติด โดยกำรมีส่วนร่วมของชำวบ้ำนในชุมชน และสร้ำงรูปแบบกำรด ำเนินงำนชุมชนเข้มแข็ง ในกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติดอย่ำงยั่งยืน ในวันที่ ๑ มิถุนำยน ๒๕๖๔๒ โดยมีตัวแทนจำกภำคีเครือข่ำย และชุดปฏิบัติกำร ร่วมลงนำมท ำบันทึกข้อตกลง (MOU) มอบหมำยหน้ำที่กำรท ำงำนให้ครอบคลุม ชัดเจนทุกด้ำน เข้ำพื้นที่ประจ ำกำรในหมู่บ้ำน/ ชุมชน เพื่อแสวงหำควำมร่วมมือจำกชุมชน มีกำรจัดตั้งคณะกรรมกำรกลั่นกรองบุคคล ครัวเรือน กำร รับรองบุคคลและครัวเรือนว่ำจะไม่เกี่ยวข้องกับยำเสพติด กำรค้นหำผู้เสพยำเสพติดและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเข้ำกระบวนกำรชุมชนบ ำบัด ก ำหนดรูปแบบกำรคัดกรอง และรูปแบบกำรเอกซเรย์ผู้เสพยำเสพ ติด มุ่งเน้นค้นหำผู้เสพยำเสพติดทุกคน (ตรวจสอบร้อยละ ๑๐๐) กำรด ำเนินกำรกับผู้เสพยำเสพติด และผู้ที่ไม่ให้ควำมร่วมมือ เพื่อให้ชุมชนได้มีโอกำสมีส่วนร่วมในกำรบ ำบัดตำมหลักกระบวนกำรบ ำบัด ฟื้นฟูผู้ใช้ยำเสพติด โดยชุมชนเป็นฐำน (CBTX : community based treatment extreme) โดย เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจลงพื้นที่เข้ำไปสร้ำงเครือข่ำยกำรมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ในกำรป้องกันกำรแพร่ ระบำดของยำเสพติด โดยเฉพำะในเรื่องของกำรตรวจหำผู้เสพยำเสพติดในชุมชน ซึ่งมีกำรด ำเนินกำร เข้ำตรวจสอบพื้นที่ร้อยละ ๑๐๐ เพื่อน ำเข้ำสู่กระบวนกำรของกำรบ ำบัด โดยจะใช้คณะกรรมกำรใน ชุมชนเป็นผู้ก ำหนดแนวทำงกำรบ ำบัด ต่อมำ ในวันที่ ๒๕ พฤษภำคม ๒๕๖๕ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้ก ำหนดให้มีกำร ประชุมชุดปฏิบัติกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติกับทุก หน่วยปฏิบัติ ในพื้นที่ต้นแบบของสถำนีต ำรวจในสังกัดกองบัญชำกำรต ำรวจนครบำล และต ำรวจภูธร ภำค ๑ - ๙ จ ำนวน ๑,๔๘๓ หมู่บ้ำน/ชุมชน เพื่อสร้ำงควำมเข้ำใจในกำรปฏิบัติงำนกับทุกหน่วยปฏิบัติ เพื่อเป็นกำรเตรียมควำมพร้อมของเจ้ำหน้ำที่ชุดปฏิบัติกำรชุมชนยั่งยืนในกำรด ำเนินโครงกำรชุมชน ยั่งยืน แก้ไขปัญหำยำเสพติด เนื่องจำกภำยหลังจำกกำรด ำเนินโครงกำรในพื้นที่ต่ำง ๆ ประสบปัญหำ ว่ำ ผู้เสพยำเสพติดที่ผ่ำนกำรบ ำบัด ยังขำดภูมิคุ้มกันทำงใจ ขำดควำมรู้และทักษะในกำรประกอบ ๒ ๗๗ข่ำวเด็ด. ต ำรวจภูธรบำงปู จัดโครงกำรชุมชนยั่งยืน แก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจร ตำมยุทธศำสตร์ชำติ, (๑ มิถุนำยน ๒๕๖๔). สืบค้นเมื่อวันที่ ๙ พฤษภำคม ๒๕๖๖ จำก https://www.๗๗ kaoded.com/news/diawkongsin/๒๑๒๒๑๓๘.


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร อำชีพ และได้กลับไปใช้ยำเสพติดซ้ ำอีก ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติจึงได้จัดให้มีกำรประชุม โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนำกำรด ำเนินงำนชุมชนยั่งยืนในกำรป้องกัน ปรำบปรำม และบ ำบัดรักษำผู้ติด ยำเสพติด โดยอำศัยกำรมีส่วนร่วมของทุกภำคส่วนในชุมชน เพื่อลดจ ำนวนและท ำให้ผู้เสพยำเสพติด หมดไปจำกชุมชน/หมู่บ้ำนอย่ำงเป็นระบบและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นกำรบ ำบัดโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกำร ดูแลผู้เสพยำเสพติด เพื่อให้เกิดกำรบ ำบัดฟื้นฟูใกล้บ้ำน หรือภำยในชุมชนอย่ำงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผ่ำน กำรบ ำบัดอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่ำงสงบสุข ภำยใต้ทิศทำงกำรเปลี่ยนแปลงในระดับสำกลตำมหลักกำร สำธำรณสุข สิทธิมนุษยชน และตำมประมวลกฎหมำยยำเสพติด พ.ศ.๒๕๖๔ โดยมีกระบวนกำรตั้งแต่ กำรค้นหำคัดกรอง บ ำบัด ฟื้นฟู และติดตำม ดูแล ช่วยเหลือ โดยกลไกกำรมีส่วนร่วม ของคนในชุมชน นอกจำกนี้เพื่อเป็นสร้ำงควำมเข้ำใจในกำรปฏิบัติงำนและเป็นกำรเตรียมควำมพร้อมของ เจ้ำหน้ำที่ชุดปฏิบัติกำรชุมชนยั่งยืน ในกำรด ำเนินโครงกำรชุมชนยั่งยืนให้เป็นไปตำมประมวล กฎหมำยยำเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ในกำรนี้ จึงได้จัดให้มีกำรประชุมชุดปฏิบัติกำรชุมชนยั่งยืนขึ้น เพื่อให้เจ้ำหน้ำที่ผู้ปฏิบัติงำนและผู้เกี่ยวข้องได้มำร่วมรับฟังกำรชี้แจงรำยละเอียดขั้นตอนและแนว ทำงกำรด ำเนินกำรในพื้นที่ให้เป็นไปตำมประมวลกฎหมำยยำเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ พระรำชบัญญัติวิธี พิจำรณำคดียำเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ รวมทั้งกฎหมำยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณำกำรกำร ป้องกันและแก้ไขปัญหำยำเสพติดให้กับชุมชน/หมู่บ้ำนเป้ำหมำย๓ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ หน่วยงำนที่ด ำเนินกำรชุมชนยั่งยืนได้ปรับเปลี่ยนแนวทำง กำรด ำเนินกำรเป็นกำรด ำเนินกำรในเชิงรุก โดยมีวัตถุประสงค์ในกำรขับเคลื่อนกำรค้นหำผู้เสพยำเสพ ติดในหมู่บ้ำนที่มีปัญหำยำเสพติดแพร่ระบำด จ ำนวน ๑๒,๓๓๕ หมู่บ้ำน/ชุมชนทั่วประเทศ และ ปฏิบัติกำรค้นหำผู้เสพยำเสพติด ผู้มีอำกำรทำงจิตเข้ำสู่กำรบ ำบัดรักษำ ซึ่งตั้งเป้ำหมำยไว้ที่ จ ำนวน ๑๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ โดยจะท ำกำรปูพรมสร้ำงพื้นที่ปลอดภัย ส่งผู้ป่วยจำกกำร ติดยำเสพติดเข้ำระบบบ ำบัดฟื้นฟูโดยมุ่งเน้นในหมู่บ้ำนที่มีกำรแพร่ระบำดของยำเสพติด เป็นล ำดับแรกโดยเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลำคม ๒๕๖๕ ซึ่ง ก ำหนดมำตรกำรส ำคัญในกำรป้องกันและปรำบปรำมกำรกระท ำควำมผิดเกี่ยวกับยำเสพติด เพื่อ สร้ำงควำมเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชำชน โดยมีกำรด ำเนินกำร ดังนี้ ๑) ส ำนักงำนคณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติดสนับสนุนชุด ตรวจสำรเสพติดในร่ำงกำยให้ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ จ ำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ชุด เพื่อใช้ค้นหำผู้เสพยำ เสพติดในระยะเร่งด่วน รวมถึงกำรส่งต่อผู้เสพ ผู้ติดยำเสพติดให้กระทรวงสำธำรณสุข เพื่อคัดกรอง แยกประเภทว่ำเป็นผู้ใช้ ผู้เสพ หรือผู้ติดยำเสพติดที่มีอำกำรทำงจิต เพื่อเข้ำบ ำบัดรักษำตำม กระบวนกำรของสำธำรณสุขต่อไป ๒) ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้มอบหมำยให้สถำนีต ำรวจภูธรในแต่ละพื้นที่ ด ำเนินกำรขับเคลื่อนโครงกำรร่วมกับก ำนัน ผู้ใหญ่บ้ำน กรรมกำรชุมชน และป ระชำชน ในพื้นที่เป้ำหมำย เพื่อที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหำยำเสพติด อำชญำกรรมทั้งภำยในและรอบชุมชนอย่ำง ๓ ไทยรัฐ."บิ๊กรอย-บิ๊กหลวง" จ่อคิกออฟชุมชนยั่งยืน แก้ปัญหำยำเสพติด ๑ - ๓ มิ.ย.นี้ (๒๕ พฤษภำคม ๒๕๖๕) สืบค้นเมื่อวันที่ ๙ พฤษภำคม ๒๕๖๖ จำก https://www.thairath.co.th/news/crime/ ๒๔๐๑๗๓๖.


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เข้มแข็ง ซึ่งมีกระบวนในกำรป้องกัน แก้ไข และกำรดูแลผู้เสพยำเสพติด โดยกำรมีส่วนร่วมของคนใน ชุมชน และหน่วยงำนรำชกำรต่ำง ๆ ๓) สถำนบริกำรสำธำรณสุขในชุมชนได้ด ำเนินกำรพัฒนำศักยภำพอำสำสมัครเฝ้ำ ระวังภัยและยำเสพติดในกำรเฝ้ำระวัง ติดตำม ดูแลผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติดยำเสพติด จัดตั้งศูนย์คัดกรอง ยำเสพติด (คลินิกสดชื่น) เพื่อบ ำบัดผู้ป่วยยำเสพติดแบบสมัครใจ และด ำเนินกำรกิจกรรมในชุมชม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหำยำเสพติด ทั้งนี้ อำสำสมัครเฝ้ำระวังภัยและยำเสพติดในชุมชนจะได้รับ กำรพัฒนำศักยภำพ เพื่อให้สำมำรถท ำหน้ำที่ร่วมกับเจ้ำหน้ำที่ในกำรคัดกรอง ติดตำม ดูแลผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติดยำเสพติด ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ เพื่อให้เกิดกำรบูรณำกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติด โดย ใช้ชุมชนเป็นฐำน ผู้เสพยำเสพติดได้รับกำรบ ำบัด รักษำ ฟื้นฟูและติดตำมอย่ำงต่อเนื่อง เพื่อส่งคืน ลูกหลำน ส่งคืนคนดีให้กับชุมชน และมีกำรส่งเสริมกิจกรรมป้องกันกำรกลับไปเสพยำเสพติดซ้ ำ เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ก้ำวสู่สังคมปลอดยำเสพติดอย่ำงยั่งยืน ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ในกำรด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด มีกฎหมำยส ำคัญที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๒.๑ พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔๔ พระรำชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมำยยำเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลบังคับใช้ใน วันที่ ๙ พฤศจิกำยน ๒๕๖๔ ประกอบไปด้วย ๒๔ มำตรำซึ่งได้รวบรวมเอำกฎหมำยยำเสพติด จำกเดิม กระจำยอยู่หลำยฉบับมำปรับปรุง บูรณำกำรให้อยู่ภำยใต้กฎหมำยฉบับเดียวกัน คือ “ประมวล กฎหมำยยำเสพติด” ประกอบไปด้วย ๑๘๖ มำตรำ และได้มีกำรยกเลิกกฎหมำยฉบับต่ำง ๆ ดังนี้ ๑) พระรำชบัญญัติป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙/๒๕๓๔/ ๒๕๔๓/๒๕๔๕ ๒) พระรำชบัญญัติยำเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ๓) พระรำชบัญญัติยำเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘/๒๕๓๐/๒๕๔๓/ ๒๕๔๕/๒๕๖๐/๒๕๖๒/๒๕๖๔ ๔) พระรำชก ำหนดป้องกันกำรใช้สำรระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ ๕) พระรำชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชก ำหนดป้องกันกำรใช้สำรระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓/๒๕๔๒ ๖) พระรำชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชก ำหนดป้องกันกำรใช้สำรระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ๗) พระรำชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชก ำหนดป้องกันกำรใช้สำรระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๐ ๔ ร ำชกิจจ ำนุเบกษ ำ . พ ระ ร ำชบัญญัติให้ใช้ป ระม วลกฎหมำยยำเสพติด พ .ศ . ๒๕๖๔. ๘ พฤศจิกำยน ๒๕๖๔. เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้ำ ๑.


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๘) พระรำชบัญญัติมำตรกำรในกำรปรำบปรำมผู้กระท ำควำมผิดเกี่ยวกับยำ เสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ ๙) พระรำชบัญญัติมำตรกำรในกำรปรำบปรำมผู้กระท ำควำมผิดเกี่ยวกับยำ เสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ๑๐) พระรำชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภำพผู้ติดยำเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑๑) พระรำชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสำท พ.ศ. ๒๕๕๙ ๑๒) ประกำศคณะรักษำควำมสงบและค ำสั่งหัวหน้ำคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติที่ เกี่ยวข้องกับยำเสพติด ประมวลกฎหมำยยำเสพติด แบ่งเนื้อหำออกเป็น ๓ ภำค ได้แก่ ภำค ๑ : กำรป้องกัน ปรำบปรำม และควบคุมยำเสพติด ในภำค ๑ มีสำระส ำคัญเกี่ยวกับนโยบำยและแผนในกำรป้องกัน ปรำบปรำม และแก้ไขกำรจัดโครงสร้ำงกำรบริหำรจัดกำรในรูปคณะกรรมกำร ๔ คณะ ได้แก่ (๑) คณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งมี นำยกรัฐมนตรีเป็นประธำน เป็นกลไกหลักที่ดูแลด้ำนนโยบำย (๒) คณะกรรมกำรควบคุมยำเสพติด มีหน้ำที่รับผิดชอบด้ำนกำรควบคุม ยำเสพติด (๓) คณะกรรมกำรบ ำบัดรักษำและฟื้นฟูผู้ติดยำเสพติด ท ำหน้ำที่ รับผิดชอบด้ำนกำรบ ำบัดดูแลผู้เสพหรือผู้ติดยำเสพติด (๔) คณะกรรมกำรตรวจสอบทรัพย์สิน ท ำหน้ำที่รับผิดชอบด้ำนกำร ตรวจสอบและยึดทรัพย์สิน ทั้งนี้ กำรใช้ระบบคณะกรรมกำรเข้ำมำขับเคลื่อนจะช่วยให้เกิดกำรบูร ณำกำรควำมร่วมมือของทุกฝ่ำย ทั้งภำครัฐและภำคเอกชนให้เข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรพิจำรณำหรือ ด ำเนินแนวทำงต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหำยำเสพติดได้อย่ำงเป็นระบบ ไม่ว่ำจะเป็นกำรป้องกัน ปรำบปรำม และควบคุมยำเสพติดกำรลงโทษผู้กระท ำผิด กำรตรวจสอบและยึดทรัพย์สินผู้กระท ำผิด รวมไปถึงกำรบ ำบัดรักษำและฟื้นฟูผู้ติดยำเสพติด ในส่วนของยำเสพติด กฎหมำยนี้จะแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือ ยำเสพติดให้โทษ (แบ่งเป็น ๕ ประเภท) วัตถุออกฤทธิ์ (แบ่งเป็น ๔ ประเภท) และสำรระเหย ซึ่งกฎหมำยให้อ ำนำจใน กำรออกกฎหมำยล ำดับรองให้มีกำรก ำหนดพื้นที่พิเศษเพื่อทดลองหรือทดสอบเกี่ยวกับกำรปลูกพืชที่ เป็นยำเสพติด เพื่อกำรศึกษำวิจัย ลดอันตรำยจำกกำรใช้ หรือเพื่อป้องกัน ปรำบปรำม และแก้ไขปัญหำ ยำเสพติด นอกจำกนี้ ยังมีกำรก ำหนดทิศทำงใหม่เกี่ยวกับกำรตรวจสอบ ริบทรัพย์สิน และกำรท ำลำย เครือข่ำยกำรค้ำยำเสพติด ให้อ ำนำจในกำรด ำเนินกำรในเรื่องต่ำง ๆ มีกำรขยำยอ ำนำจกำรด ำเนินกำรต่อ ทรัพย์สินตำมแนวทำงกำรริบทรัพย์สินตำมมูลค่ำ (value - based confiscation) โดยกำรค ำนวณ รำยได้หรือมูลค่ำจำกกำรค้ำยำเสพติดของผู้ต้องหำและให้ศำลสั่งริบมูลค่ำของทรัพย์สินที่ได้จำกกำรค้ำ ยำเสพติดนั้น ศำลมีอ ำนำจสั่งริบทรัพย์สินอื่นทดแทนทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกำรกระท ำควำมผิดมี กองทุนเพื่อใช้ประโยชน์ในกำรป้องกัน ปรำบปรำม และแก้ไขปัญหำยำเสพติด เป็นต้น


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ภำค ๒ : กำรบ ำบัดรักษำและกำรฟื้นฟูสภำพทำงสังคมแก่ผู้ติดยำเสพติด ในภำค ๒ มีสำระส ำคัญ เช่น กำรแก้ไขปัญหำผู้เสพหรือผู้ติด ยำเสพติดในมิติทำงสำธำรณสุขและสุขภำพให้โอกำสกลับตัว ผู้เสพหรือครอบครองในจ ำนวนเล็กน้อย (ต ำมที่กฎก ระท ร วงก ำหนด) ส ำม ำ รถสมัค รใจเข้ ำ รับก ำ รบ ำบัด รักษ ำได้ โดยไม่ต้อง ถูกด ำเนินคดี รวมทั้งมีกำรปรับระบบกำรบ ำบัดรักษำทั้งระบบ จำกระบบสมัครใจ ระบบบังคับ และ ระบบต้องโทษ ปรับเปลี่ยนมำเป็นระบบสมัครใจและระบบบ ำบัดตำมค ำสั่งศำล นอกจำกนี้ มีกำรตั้ง ศู น ย์ คั ด ก ร องที่ท ำห น้ ำที่ คั ด ก ร อง แ ล ะป ร ะเ มิ น ค ว ำ ม รุน แ รง ข อง ก ำ ร ติ ด ย ำ เ สพติ ด ภำวะควำมเสี่ยงทำงสุขภำพรวมถึงกำรส่งไปบ ำบัดและกำรจัดท ำประวัติมีกำรตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภำพทำง สังคมที่ติดตำมดูแล ให้ค ำปรึกษำ ให้ควำมช่วยเหลือแก่ผู้เข้ำรับกำรบ ำบัดให้ได้รับสวัสดิกำรทำงสังคม สนับสนุนที่อยู่อำศัยเป็นกำรชั่วครำวเพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปท ำควำมผิดซ้ ำ เป็นต้น ภำค ๓ : บทก ำหนดโทษ ในภำค ๓ มีสำระส ำคัญ เช่น กำรปรับนโยบำยทำงอำญำด้วยกำรก ำหนด โทษให้ได้สัดส่วนกับกำรกระท ำควำมผิด ซึ่งจะไม่มีโทษขั้นต่ ำ ยกเว้นแต่เป็นเรื่องกำรค้ำโดยหัวหน้ำ หรือผู้สั่งกำร กำรยกเลิกบทสันนิษฐำนกำรมีไว้ในครอบครอง กำรเพิ่มบทสันนิษฐำนกำรครอบครอง เพื่อเสพ ปรับระบบกำรลงโทษเน้นที่กำรปรำบปรำมองค์กรอำชญำกรรมที่ท ำผิดร้ำยแรง พิจำรณำ จำกพฤติกำรณ์และผลกระทบที่ร้ำยแรง และเปิดโอกำสให้ศำลใช้ดุลพินิจในกำรก ำหนดโทษให้ เหมำะสม กำรลดทอนควำมผิดที่ไม่ร้ำยแรง (เสพ/ครอบครองเพื่อเสพ) หำกจะลงโทษจ ำคุก ให้ศำล ค ำนึงถึงกำรสงเครำะห์ให้เลิกเสพโดยกำรบ ำบัด เปลี่ยนโทษจ ำคุกเป็นวิธีกำรอื่นเพื่อควำมปลอดภัย หรือ น ำเงื่อนไขกำรคุมควำมประพฤติมำใช้ปรับปรุงกระบวนกำรบังคับโทษ ปรับให้เป็นไปตำมประมวล กฎหมำยอำญำ ทั้งนี้ ในกำรด ำเนินกำรผู้ที่เกี่ยวข้องกับกำรกระท ำควำมผิด อำจแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ ๑) กลุ่มเหยื่อที่เป็นผู้ใช้สำรเสพติดหรือผู้เสพยำเสพติดที่เป็นเด็กและเยำวชนจะมีมำตรกำรบ ำบัด ฟื้นฟู มำตรกำรอื่นแทนกำรลงโทษจ ำคุก ให้กำรดูแลช่วยเหลือสร้ำงภูมิคุ้มกัน ๒) กลุ่มแรงงำนจะมี มำตรกำรบ ำบัดรักษำ มำตรกำรกำรขยำยผลไปยังเครือข่ำย มีกำรลงโทษทำงอำญำและลดโทษ หำก ให้ข้อมูลส ำคัญและเป็นประโยชน์ และ ๓) กลุ่มของนำยทุนจะมีมำตรกำรกำรลงโทษทำงอำญำที่ รุนแรงเด็ดขำด มำตรกำรสมคบหรือกำรสนับสนุน มำตรกำรริบทรัพย์สิน (รวยขึ้น/ทดแทน/ตำม มูลค่ำ) ทั้งนี้ ประมวลกฎหมำยยำเสพติดจะมีกำรแยกควำมผิดทั่วไปกับควำมผิดร้ำยแรงออกจำกกัน มีระบบกำรฟื้นฟูและให้โอกำสแก่ผู้เสพยำเสพติดหรือครอบครองเพื่อเสพให้สมัครใจเข้ำรับกำรบ ำบัด แทนกำรด ำเนินคดี ๒.๒ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔๕ พระรำชบัญญัติวิธีพิจำรณำคดียำเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นกำร แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมำยว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดียำเสพติดเดิม ให้เหมำะสมกับสภำพกำรณ์ปัจจุบัน รวมทั้งให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมำยยำเสพติด โดยพระรำชบัญญัติฉบับนี้ประกอบไปด้วย ๑๐ มำตรำ และมีผลบังคับใช้เมื่อ ๙ ธันวำคม ๒๕๖๔ เนื่องจำกมีกำรปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมำย ๕ รำชกิจจำนุเบกษำ. พระรำชบัญญัติวิธีพิจำรณำคดียำเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔. ๘ พฤศจิกำยน ๒๕๖๔. เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๓ ก หน้ำ ๘๑.


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เกี่ยวกับยำเสพติด เพื่อจัดท ำประมวลกฎหมำยยำเสพติด ท ำให้ต้องมีกำรยกเลิกกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง หลำยฉบับ และเพื่อให้มีหลักกำรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติให้สอดคล้องกับกำรปรับปรุงกฎหมำยว่ำ ด้วยศำลเยำวชนและครอบครัว และวิธีพิจำรณำคดีเยำวชนและครอบครัว มีกำรแก้ไขเพิ่มเติมบท นิยำม รวมถึงเพิ่มหน้ำที่และอ ำนำจของกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด เลขำธิกำร คณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติดรองเลขำธิกำรคณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมยำ เสพติด และเจ้ำพนักงำนป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด เพื่อด ำเนินกำรป้องกันปรำบปรำมยำเสพ ติด กำรกระท ำควำมผิดเกี่ยวกับยำเสพติด กำรก ำหนดบทบัญญัติให้จ ำเลยแสดงตนกับเจ้ำพนักงำนศำล ในขณะยื่นอุทธรณ์ ยื่นค ำขอ และยื่นฎีกำ และกำรยกเลิกกำรบังคับโทษปรับทำงปกครอง รวมทั้งปรับปรุง บทบัญญัติบำงประกำรให้เหมำะสมกับสภำพกำรณ์ปัจจุบัน เพื่อให้กำรปฏิบัติงำนมีประสิทธิภำพและ สอดคล้องกับประมวลกฎหมำยยำเสพติด กล่ำวโดยสรุป พระรำชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ มีสำระส ำคัญในกำรมุ่งเน้น กำรท ำลำยเครือข่ำยกำรค้ำยำเสพติดและท ำลำยโครงสร้ำงทำงกำรเงิน ด้วยมำตรกำรริบเอำทรัพย์สินตำม มูลค่ำ มำตรกำรขยำยผลกำรจับกุมผู้สมคบสนับสนุนหรือช่วยเหลือ เพื่อมุ่งเป้ำหมำย ในกำรขยำยผลจับกุมหัวหน ำเครือข่ำยหรือผู้บงกำรให้สำมำรถท ำลำยยำเสพติดที่ตรวจยึด ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อได้ตรวจพิสูจน์ชนิดและปริมำณของยำเสพติด และบันทึกรำยงำนผล รวมทั้งมี กำรปรับปรุงอัตรำโทษให้มีควำมเหมำะสมและได้สัดส่วนกับพฤติกำรณ์ของกำรกระท ำควำมผิด และ กำรปรับปรุงกระบวนกำรบังคับโทษปรับให้มีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้น ๓. บทวิเคราะห์ โครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดเป็นโครงกำรที่บูรณำกำรร่วมกันของ หน่วยงำนในกำรป้องกัน ปรำบปรำมยำเสพติดในชุมชน โดยอำศัยกลไกของกฎหมำย ที่เกี่ยวข้อง และด ำเนินกำรตำมนโยบำยของรัฐบำล ในกำรบ ำบัดรักษำผู้ติดยำเสพติด โดยให้ถือว่ำ ผู้เสพยำเสพติด คือ ผู้ป่วย เพื่อเป็นกำรลดอุปสงค์หรือจ ำนวนผู้ติดยำเสพติด ซึ่งต้องเข้ำรับ กำรบ ำบัดในประเทศให้ลดลง ทั้งนี้ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้ก ำหนดแนวปฏิบัติและขั้นตอนใน กำรด ำเนินโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด โดยก ำหนดให้สถำนีต ำรวจ ตั้งชุดปฏิบัติกำรและบูรณำกำรควำมร่วมมือกับหน่วยงำนในพื้นที่เพื่อด ำเนินกำรค้นหำผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติดยำเสพติด และด ำเนินกำรจัดท ำฐำนข้อมูล เฝ้ำระวัง และน ำบุคคลดังกล่ำวเข้ำสู่ กำรบ ำบัดรักษำในสถำนพยำบำลของรัฐ ภำยหลังจำกที่ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้มอบหมำยให้ต ำรวจภูธรภำคต่ำง ๆ ด ำเนินงำนโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ เพื่อ แก้ไขปัญหำกำรแพร่ระบำดของยำเสพติดในชุมชน และพัฒนำกำรด ำเนินงำนชุมชนยั่งยืนในกำรแก้ไข ปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ รวมทั้งเพื่อให้เกิดกระบวนกำรป้องกัน แก้ไข และ กำรบ ำบัดยำเสพติด โดยกำรมีส่วนร่วมของคนในชุมชน รวมถึงกำรสร้ำงรูปแบบกำรด ำเนินงำนชุมชน เข้มแข็งในกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติดอย่ำงยั่งยืน โดยมีกำรบูรณำกำรกำรท ำงำนร่วมกันทุกภำคส่วน ทั้งจำกระทรวงมหำดไทย กรมกำรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสำธำรณสุข และภำคีเครือข่ำยจำก


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้น ำชุมชน ผู้น ำทำงศำสนำ ปรำชญ์ชำวบ้ำน โดยน ำกระบวนกำรบ ำบัด ฟื้นฟูผู้ใช้ยำเสพติด โดยชุมชนเป็นฐำน (CBTX : community based treatment extreme) และมี กำรสร้ำงระบบกำรบริหำรให้ผู้น ำชุมชนมีควำมเข้มแข็งในกำรติดตำมผู้ที่เลิกใช้ยำเสพติด และกำร สร้ำงภำคีเครือข่ำยในชุมชน โดยมีเจ้ำหน้ำที่ต ำรวจ เจ้ำหน้ำที่ฝ่ำยปกครองเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุน เพื่อ ส่งมอบภำรกิจกำรดูแลชุมชนให้มั่นคงปรำศจำกยำเสพติด ทั้งนี้ ก่อนด ำเนินโครงกำรดังกล่ำว ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้มีกำรจัดสัมมนำ ฝึกอบรมวิทยำกรต้นแบบให้แก่ตัวแทนจำกทุกสถำนีต ำรวจ ซึ่งมีผู้แทนส ำนักงำนคณะกรรมกำร ป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด ผู้แทนจำกฝ่ำยปกครอง ผู้แทนจำกกระทรวงสำธำรณสุข เข้ำร่วมกำรสัมมนำ จำกนั้น จึงได้เริ่มด ำเนินโครงกำรฯ โดยเริ่มจำกต ำรวจภูธรภำค ๓ เป็นภำคแรก ซึ่ง ต ำรวจภูธรภำค ๓ ประสำนกำรปฏิบัติกับผู้ว่ำรำชกำรจังหวัด นำยอ ำเภอ สำธำรณสุข ผู้น ำท้องถิ่น และผู้น ำหมู่บ้ำน รวมทั้งได้ด ำเนินกำรสืบสภำพชุมชน คัดเลือกหมู่บ้ำนเป้ำหมำย ที่มีปัญหำกำรแพร่ระบำดสูงสุด โดยได้ด ำเนินกำรโครงกำรนี้พร้อมกันทั้ง จ ำนวน ๒๓๖ สถำนี ใน ๘ จังหวัดอีสำนใต้ ตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภำคม ๒๕๖๔ โดยมีประชำกรในชุมชนเป้ำหมำย รวมทั้งหมด จ ำนวน ๑๖๕,๐๖๕ คน ซึ่งได้มีกำรค้นหำผู้เสพยำเสพติดได้ จ ำนวน ๓,๗๒๔ คน และอยู่ ในระหว่ำงกำรบ ำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยำเสพติด โดยชุมชนเป็นฐำน (CBTX : community based treatment extreme) ซึ่ง ต ล อ ด ร ะย ะเ ว ล ำก ำ รด ำเนินโ ค รงก ำ รไ ด้ รับผ ลตอบ รับ ดีจ ำก คนในชุมชน ทั้งนี้ ต ำรวจภูธรภำค ๓ และหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องได้มีกำรประเมินว่ำ จะมีผู้เลิกใช้ยำ เสพติดประมำณร้อยละ ๘๐ ซึ่งหำกเลิกได้ จ ำนวน ๓,๐๐๐ คน ใน ๑ ปี จะลดก ำลังซื้อ ยำเสพติดไปหนึ่งเม็ด คิดเป็นจ ำนวนเงินที่จะไม่ต้องสูญเสียไปให้ผู้ค้ำยำเสพติดประมำณ หนึ่งร้อยล้ำนบำท หำกท ำได้ทุกหมู่บ้ำนที่เหลืออีก จ ำนวน ๑๖,๖๓๒ หมู่บ้ำน จะเป็นเงินประมำณเจ็ด พันล้ำนบำท อันจะน ำมำซึ่งกำรลดปัญหำยำเสพติดในครอบครัว สังคม และชุมชนได้อย่ำงยั่งยืน รวมทั้งเป็นกำรลดปัญหำอำชญำกรรมอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่มีต้นตอมำจำกยำเสพติดด้วยเช่นกัน ต่อมำโครงกำรดังกล่ำวได้ขยำยไปสู่ต ำรวจภูธรภำคอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหำ กำรแพร่ระบำดของยำเสพติดในชุมชน กำรบ ำบัดรักษำ รวมถึงช่วยเหลือผู้ติดยำเสพติดแบบองค์รวม โดยใช้ ชุมชนเป็นศูนย์กลำง ซึ่งสำมำรถดูแลผู้ป่วยที่ใช้ยำเสพติดได้อย่ำงมีประสิทธิภำพในพื้นที่หมู่บ้ำน/ ชุมชน จ ำนวน ๑,๔๓๘ ชุมชน เพื่อให้ชุมชนทั่ วประเทศได้น ำรูปแบบไปเป็นแน วท ำง กำรปฏิบัติในกำรดูแลผู้ใช้ยำเสพติดได้อย่ำงเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้ด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำ เสพติดร่วมกับหน่วยงำนต่ำง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นมำ และได้ด ำเนินกำรโครงกำรไปแล้ว จ ำนวน ๒,๙๖๖ หมู่บ้ำน/ชุมชน ได้ผู้เสพยำเสพติด จ ำนวน ๒๘,๑๖๔ คน น ำเข้ำสู่กำรบ ำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ ยำเสพติดโดยชุมชนเป็นฐำน (CBTX : community based treatmentextreme) และในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ จะด ำเนินกำรอีก จ ำนวน ๑,๔๘๓ หมู่บ้ำน/ชุมชน และเมื่อพิจำรณำจำกสถิติแผนปฏิบัติกำรด้ำนกำร ป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติดของส ำนักงำนคณะกรรมกำรป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด (ป.ป.ส.) ปรำกฏข้อมูล ดังนี้


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๓๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๑) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้มีกำรจับกุมคดียำเสพติดทั้งหมด จ ำนวน ๓๕๙,๖๘๘ คดีและมี ผู้เข้ำรับกำรบ ำบัดรักษำยำเสพติด จ ำนวน ๒๑๒,๖๔๖ คน ๒) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้มีกำรจับกุมคดียำเสพติดทั้งหมด จ ำนวน ๓๓๗,๑๘๖ คดีและมี ผู้เข้ำรับกำรบ ำบัดรักษำยำเสพติด จ ำนวน ๑๕๕,๕๐๐ คน ๓) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้มีกำรจับกุมคดียำเสพติดทั้งหมด จ ำนวน ๑๓๐,๕๔๓ คดี และมี ผู้เข้ำรับกำรบ ำบัดรักษำยำเสพติด จ ำนวน ๑๑๔,๗๓๓ คน โดยจะเห็นว่ำ จ ำนวนกำรจับกุม และจ ำนวนผู้เข้ำรับกำรบ ำบัดรักษำยำเสพติดมี จ ำนวนลดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งมำจำกกำรที่ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติและหน่วยงำนต่ำง ๆ ได้บูรณำกำรกำรท ำงำนร่วมกันในกำรป้องกัน ปรำบปรำมยำเสพติดผ่ำนโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อ แก้ไขปัญหำยำเสพติด ๔. บทสรุปและอภิปรายผล โครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด คือ โครงกำรที่มุ่งเน้นกำรแก้ไขปัญหำ ยำเสพติดในชุมชนอย่ำงยั่งยืน โดยเป็นกำรบูรณำกำรร่วมกันระหว่ำงส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติกับ หน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนำและด ำเนินงำนโครงกำรชุมชนยั่งยืน ในกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ และกำรบ ำบัดผู้เสพยำเสพติด โดยกำรมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และเพื่อสร้ำงรูปแบบกำรด ำเนินงำนชุมชนเข้มแข็งในกำรแก้ไข ปัญหำยำเสพติดอย่ำงยั่งยืน โดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลำง เพื่อแก้ไขปัญหำกำรแพร่ระบำดของยำเสพติด ซึ่งเป็นยุทธศำสตร์ชำติที่จะช่วยเหลือผู้เสพยำเสพติดให้ลด ละ และเลิกยำเสพติดได้ในกำรนี้ ส ำนักงำน ต ำรวจแห่งชำติได้ก ำหนดแนวปฏิบัติและขั้นตอนกำรด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำ ยำเสพติด โดยอำศัยกลไกทำงกฎหมำยตำมพระรำชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมำยยำเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ประมวลกฎหมำยยำเสพติดและพระรำชบัญญัติพิจำรณำคดียำเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ในกำรประสำนควำมร่วมมือระหว่ำงหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องทั้งภำครัฐ ภำคเอกชน และ ภำคประชำชน เพื่อให้เกิดกำรบูรณำกำรในกำรป้องกัน ปรำบปรำม และแก้ไขปัญหำยำเสพติด รวมทั้งกำรบ ำบัดรักษำและฟื้นฟูผู้ติดยำเสพติดให้สำมำรถด ำรงชีวิตในสังคมและสำมำรถประกอบ อำชีพได้ต่อไป ภำยหลังจำกที่ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติได้ด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด ร่วมกับหน่วยงำนต่ำง ๆ ได้ปรำกฏผลเป็นนัยยะที่ส ำคัญต่อสถิติ กำรจับกุม และสถิติผู้เข้ำรับกำรบ ำบัดรักษำยำเสพติด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ ว่ำมีจ ำนวนลดลง ไปเรื่อย ๆ นอกจำกนี้ ประมวลกฎหมำยยำเสพติดจะเอื้อให้กำรท ำให้ผู้กระท ำผิดได้รับโทษที่ สมเหตุสมผลกับลักษณะกำรกระท ำมำกขึ้น มีกลไกแบ่งแยกผู้กระท ำผิดร้ำยแรงกับไม่ร้ำยแรงอย่ำง ชัดเจน ผู้กระท ำผิดที่ไม่ร้ำยแรง เช่น ผู้เสพยำเสพติดหรือผู้ครอบครองยำเสพติดในปริมำณน้อย มี โอกำสได้รับกำรบ ำบัด รักษำ และฟื้นฟู ด้วยแนวคิดกำรมองผู้เสพยำเสพติดเป็นผู้ป่วยมำกกว่ำเป็น อำชญำกร ท ำให้ผู้กระท ำผิดมีโอกำสกลับคืนสู่สังคมได้ง่ำยขึ้น ทั้งยังอำจช่วยลดปัญหำกำรกระท ำผิด ซ้ ำ รวมทั้งเป็นกำรช่วยลดปัญหำนักโทษล้นเรือนจ ำ ซึ่งหำกมีกำรกระท ำผิดไม่ร้ำยแรง จะไม่ถูกลงโทษ


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๔๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร รุนแรงแบบเหมำรวมไปกับผู้กระท ำผิดร้ำยแรง นอกจำกนี้ยังมีกำรเปิดให้ใช้ทำงเลือกอื่นแทนกำรคุม ขัง เช่น กำรคุมประพฤติ และกำรเข้ำสู่กระบวนกำรบ ำบัด รักษำ และฟื้นฟูเป็นต้น ซึ่งผู้กระท ำผิด สำมำรถสมัครใจเลือกเข้ำสู่กระบวนกำรด้วยตัวเอง หรือจะเข้ำสู่กระบวนกำรตำมค ำสั่งศำลก็ได้ นอกจำกนี้ กำรมีกระบวนกำรบ ำบัดรักษำและฟื้นฟูที่เป็นระบบยังอำจช่วยให้ผู้กระท ำผิดลดโอกำสที่ จะกระท ำผิดซ้ ำ สำมำรถหลุดพ้นจำกวังวนของกำรถูกลงโทษทำงอำญำ กลับคืนสู่สังคมได้ตำมปกติ มำกขึ้น ๕. ข้อเสนอแนะ ปัญหำยำเสพติดเป็นปัญหำที่มีควำมซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อควำมมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ กำรแก้ไขปัญหำดังกล่ำวให้ลดลงหรือหมดสิ้นไปจำกแผ่นดินไทย จ ำเป็นต้องมี กำรบูรณำกำรร่วมกันของหน่วยงำนต่ำง ๆ รวมทั้งบูรณำกำรควำมร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้ำน และ องค์กรระหว่ำงประเทศที่เกี่ยวข้อง รัฐบำลจึงก ำหนดให้ปัญหำยำเสพติดเป็นวำระแห่งชำติ และเป็น ๑ ใน ๑๒ นโยบำยส ำคัญของรัฐบำล โดยในช่วงที่ผ่ำนมำ ได้มีกำรปฏิบัติที่ถือว่ำเป็นจุดเปลี่ยนส ำคัญใน ระดับนโยบำย คือกำรปรับปรุงกฎหมำยและระเบียบที่เกี่ยวข้องแต่ซ้ ำซ้อนกัน จำกเดิม ๒๔ ฉบับ ให้ เหลือ “ฉบับเดียว” คือ ประมวลกฎหมำยยำเสพติด ซึ่งมีผลบังคับใช้ เมื่อ ๙ ธันวำคม ๒๕๖๔ ส่งผล ให้ประสิทธิภำพในกำรปฏิบัติงำนของเจ้ำหน้ำที่มีประสิทธิภำพเพิ่มมำกขึ้น โดยเฉพำะกำรด ำเนิน มำตรกำรด้ำนกำรปรำบปรำม สำมำรถจับกุมและขยำยผลไปสู่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ รวมทั้งสำมำรถ ยึดและอำยัดทรัพย์สินได้มำกถึง ๑๑,๐๐๐ ล้ำนบำท อย่ำงไรก็ตำม ปัจจัยควำมส ำเร็จของกำรด ำเนินกำรโครงกำรชุมชนยั่งยืน คือ ควำม พร้อมของหน่วยงำน ผู้น ำชุมชน และควำมร่วมมือของประชำชนในพื้นที่ รวมทั้งกำรสนับสนุนในระดับ นโยบำยในกำรท ำงำนแบบบูรณำกำรอย่ำงเกำะติดจริงจังภำยใต้กำรด ำเนินโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อ แก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบครบวงจรตำมยุทธศำสตร์ชำติ ทั้งนี้ กำรมีส่วนร่วมของหลำยภำคส่วนต้อง ด ำเนินกำรด้วยควำมมุ่งมั่น ควำมเสียสละ และบุคคลที่เข้ำรับกำรบ ำบัดจะต้องให้ควำมร่วมมืออย่ำง จริงจัง ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภำพและประสิทธิผลอย่ำงยั่งยืนต่อไป อนึ่ง กำรด ำเนินกำรโครงกำร ชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติดให้เกิดผลอย่ำงยั่งยืนนั้น เจ้ำหน้ำที่ต ำรวจไม่สำมำรถด ำเนินกำรได้ เพียงล ำพัง ปัจจัยที่ส ำคัญในกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติด คือ ประชำชนในชุมชนต้องเข้ำไปมีส่วนร่วม อย่ำงเข้มแข็ง จริงจัง มีกำรสร้ำงวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนในอนำคต และ เพื่อให้เกิดกำรแก้ไขปัญหำยำเสพติดแบบยั่งยืน สร้ำงชุมชนเข้มแข็งด้วยตนเอง อันจะเป็นกำรพัฒนำ คุณภำพชีวิตของประชำชนในพื้นที่ตำมยุทธศำสตร์แนวทำงด ำเนินงำน “เข้ำใจ เข้ำถึง พัฒนำ” ต่อไป นอกจำกนี้ กำรด ำเนินกำรตำมโครงกำรดังกล่ำวควรมีกำรตรวจสอบ ติดตำมผลกำรด ำเนินงำนเป็นระยะ มี กำรประชำสัมพันธ์กำรสื่อสำรสร้ำงกำรรับรู้ให้กับประชำชนในชุมชนอย่ำงต่อเนื่อง และต้องมีกำรปรับ ทัศนคติกำรเปิดรับของคนในชุมชนที่มีต่อผู้เสพยำเสพติด เนื่องจำกทัศนคติและกำรเปิดรับของคน ในชุมชนถือเป็นส่วนส ำคัญ เพรำะหำกคนในชุมชนไม่เปิดรับ กระบวนกำรบ ำบัดในส่วนที่เกี่ยวกับชุมชน อำจจะเกิดขึ้นได้ยำกในทำงปฏิบัติ ซึ่งจะส่งผลให้โครงกำรดังกล่ำวไม่ประสบควำมส ำเร็จเท่ำที่ควร นอกจำกนี้ ต้องมีกำรพัฒนำแนวทำงกำรน ำชุมชนเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรบ ำบัดรักษำผู้เสพยำเสพติด


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๔๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มีกำรพัฒนำศักยภำพครอบครัวในกำรเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรดูแลบุตรหลำนที่เสพยำเสพติด และ พัฒนำแนวทำงกำรติดตำมช่วยเหลือผู้ที่ผ่ำนกำรบ ำบัดให้มีโอกำสกลับตัวเป็นคนดีของครอบครัวและ สังคมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีควำมมั่นคงปลอดภัย เป็นสังคมปลอดยำเสพติด เพื่อน ำไปสู่ เป้ำหมำยกำรพัฒนำที่ยั่งยืนตลอดไป ทั้งนี้ที่ผ่ำนมำคณะกรรมำธิกำรกำรต ำรวจ สภำผู้แทนรำษฎร ได้ให้ควำมส ำคัญใน เรื่องกำรป้องกันและปรำบปรำมยำเสพติด โดยมีกำรเชิญหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องกับกำรด ำเนินงำน ในเรื่องดังกล่ำวมำเข้ำร่วมประชุมกับคณะกรรมำธิกำร เพื่อให้ได้รับทรำบข้อมูล ข้อเท็จจริง แนวทำงกำรด ำเนินงำน ปัญหำและอุปสรรคของหน่วยงำน โดยคณะกรรมำธิกำรได้ให้ข้อเสนอแนะ รวมทั้ง มีกำรติดตำมกำรด ำเนินงำนของหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องตลอดมำ นอกจำกนี้ ในกำรด ำเนินงำนของ คณะกรรมำธิกำรที่ผ่ำนมำยังได้มีกำรจัดสัมมนำ เพื่อสร้ำงควำมตระหนักรู้ให้กับเยำวชนและ ประชำชนรับทรำบถึงพิษภัยของยำเสพติดอย่ำงต่อเนื่อง ดังนั้น งำนที่ได้รับมอบหมำยตำมภำรกิจ เรื่อง แนวทำงกำรด ำเนินกำรของส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติกรณีโครงกำรชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหำยำเสพติด สำมำรถน ำไปเป็นเอกสำรประกอบกำรพิจำรณำของคณะกรรมำธิกำร ในกำรศึกษำหำแนวทำง ก ำหนด แนวนโยบำย และให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องกับกำรด ำเนินกำรในกำรป้องกันและ ปรำบปรำมยำเสพติดต่อไป นำงสำวเนตรกนก แก้วศรี วิทยำกรช ำนำญกำรพิเศษ กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต ำรวจ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒


๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๓๔๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ปัญหาการค้ามนุษย์ กรณีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา กำรค้ำมนุษย์เป็นกำรละเมิดศักดิ์ศรีควำมเป็นมนุษย์และควำมมั่นคงของประเทศ ใน กำรน ำชีวิตของมนุษย์มำใช้แสวงหำประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งสำมำรถสร้ำงรำยได้มหำศำลรองจำก กำรค้ำยำเสพติดอีกทั้งยังเป็นต้นเหตุน ำไปสู่ปัญหำอื่น ๆ ตำมมำ เช่น กำรค้ำประเวณี ปัญหำ อำชญำกรรมยำเสพติด ปัญหำอำชญำกรรมทำงเทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่ำงมำกต่อกำร พัฒนำด้ำนเศรษฐกิจ สังคม กำรท่องเที่ยวและกำรลงทุน ทั้งจำกในประเทศและต่ำงประเทศ รวมถึง กระทบต่อควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ ท ำให้ทุกประเทศให้ควำมส ำคัญกับกำรแก้ไขปัญหำกำรค้ำ มนุษย์ โดยมีกำรจัดอันดับกำรค้ำมนุษย์ตำมรำยงำนกำรค้ำมนุษย์ (Trafficking In Person Report) หรือ TIP Report ซึ่งเป็นรำยงำนประจ ำปีที่กระทรวงกำรต่ำงประเทศสหรัฐอเมริกำ มีหน้ำที่จัดท ำขึ้นตำม กฎหมำยที่เรียกว่ำ Trafficking Victims Protection Act of 2000 (TVPA) เพื่อใช้จัดอันดับกำร ด ำเนินงำนของรัฐบำลประเทศต่ำง ๆ ว่ำได้ปฏิบัติตำมมำตรกำรขั้นต่ ำในกำรต่อสู้กับกำรค้ำมนุษย์ใน ระดับใด โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ระดับ Tier 2 ซึ่งขยับขึ้นจำกปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่อยู่ในระวัด Tier 2 Watch List หมำยควำมว่ำ รัฐบำลไทยไม่ได้ปฏิบัติตำมมำตรฐำนขั้นต่ ำอย่ำง เ ต็ มที่ใน ก ำ ร ข จั ดปั ญห ำ ก ำ ร ค้ ำ มนุษ ย์ แ ต่ มี ค วำ มพ ย ำ ย ำ ม อ ย่ ำง มีนั ย ส ำ คั ญใน ก ำ ร ด ำเนินกำรดังกล่ำว ทั้งนี้ จำกกำรรำยงำนได้กล่ำวถึงกำรค้ำมนุษย์ด้ำนแรงงำนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพำะกลุ่มแรงงำนต่ำงด้ำวที่มักจะถูกบังคับใช้แรงงำนในหลำยอุตสำหกรรมในประเทศไทย แสดง ให้เห็น ว่ำกำ รลักลอบเข้ ำเมืองโดยผิดกฎหมำย เป็นปัญห ำอย่ำงหนึ่งที่จะน ำไปสู่กำร ค้ำมนุษย์ ซึ่งหำกประเทศไทยไม่ด ำเนินกำรแก้ไขปัญหำนี้ และโดนปรับลดลงไปอยู่ระดับ Tier 3 จะ ได้รับผลกระทบจำกกำรที่รัฐบำลสหรัฐอเมริกำอำจใช้มำตรกำรตอบโต้ทำงเศรษฐกิจ โดยอำจจะพิจำรณำระงับกำรให้ควำมช่วยเหลืองบประมำณสนับสนุนแก่เจ้ำหน้ำที่ของรัฐบำล ประเทศนั้นในกำรเข้ำร่วมโครงกำรแลกเปลี่ยนด้ำนกำรศึกษำและวัฒนธรรม รวมทั้งอำจคัดค้ำนควำม ช่วยเหลือที่รัฐบำลประเทศดังกล่ำวนั้นอำจได้รับจำกสถำบันกำรเงินระหว่ำงประเทศ เช่น กองทุน กำรเงินระหว่ำงประเทศ หรือธนำคำรโลก เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่ำงมำกต่อประเทศไทยหำกไม่ ด ำเนินกำรป้องกันและแก้ไขปัญหำกำรค้ำมนุษย์ ปัญหำกำรค้ำมนุษย์ ส่วนใหญ่มำจำกกำรลักลอบเข้ำเมืองโดยผิดกฎหมำยของ แรงงำนข้ำมชำติ โดยประเทศไทยมีสถำนะเป็นทั้งประเทศต้นทำง ประเทศทำงผ่ำน และประเทศ ปลำยทำง ของกำรค้ำมนุษย์ที่ผู้ลักลอบจะเดินทำงเข้ำมำหรืออำศัยเป็นทำงผ่ำนไปยังประเทศต่อไป ซึ่งมีสำเหตุจำกปัจจัยดึงดูดและปัจจัยผลักดัน โดยเฉพำะด้ำนเศรษฐกิจและด้ำนกำรเมือง ผู้ลักลอบเข้ำเมืองต้องกำรมีชีวิตควำมเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยไม่ได้ค ำนึงถึงควำมปลอดภัย ซึ่งจะน ำ ไปสู่กำรตกเป็นเหยื่อของขบวนกำรค้ำมนุษย์ และเนื่องจำกเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมำย เป็นเหตุให้ เมื่อผู้ลักลอบเข้ำเมืองตกเป็นเหยื่อกำรค้ำมนุษย์ จึงไม่กล้ำไปขอควำมช่วยเหลือ เพรำะกลัวจะถูก ด ำเนินคดีและเนื่องจำกไม่มีควำมรู้เกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ ขบวนกำรค้ำมนุษย์จึงอำศัย สำเหตุนี้ในกำรสรรหำเหยื่อจำกประเทศเพื่อนบ้ำน บุคคลไร้สัญชำติ หรือชนเผ่ำ เพื่อน ำเข้ำสู่กำรค้ำ


Click to View FlipBook Version