๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ตำมพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติหมวดก ำหนดโทษในกำร วำงยำนักมวย ไว้ ดังนี้ มำตรำ ๖๑ ว่ำ “ผู้ใดปลอมปนอำหำร ยำ หรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อให้ นักมวยเสพย์หรือใช้ และกำรปลอมปนนั้นน่ำจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรำยแก่สุขภำพหรือท ำให้นักมวย เสื่อมถอยก ำลังที่จะชกมวยได้ ต้องระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบำท หรือทั้ง จ ำทั้งปรับ” กำรวำงยำนักมวยไทยเป็นปัญหำที่มีให้เห็น แม้จะไม่บ่อยเหมือนกับคดีล้มมวยไทย แต่ก็มีเป็นคดีเกิดขึ้นเกือบทุกปี ซึ่งนำยแพทย์ สุทธิชัย โชคกิจชัย แพทย์ประจ ำเวทีมวยลุมพินี ให้ ข้อมูลว่ำ “ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันคือยำขับปัสสำวะ เนื่องจำกรำคำถูก และหำได้ทั่วไปตำมท้องตลำด กำรจ้ำงนักมวยล้มนั้นยุ่งยำกและใช้เงินเยอะ แถมยังอำจถูกเปิดโปงด้วย แต่กำรจ้ำงคนไปวำงยำ แค่ หลักพันหลักหมื่น ลงทุนน้อย แถมจับมือผู้กระท ำผิดได้ยำก กำรวำงยำมีทั้งเจำะจงว่ำจะวำงยำนักมวย ไทยคนนี้โดยเฉพำะ หรือสุ่มวำงยำใส่เครื่องดื่มแล้วน ำไปวำงไว้ในร้ำนค้ำ จำกนั้นคอยสังเกตว่ำนักมวย คนไหนโชคร้ำยที่จะขึ้นชกมำหยิบไป ก็ไปแทงฝั่งตรงข้ำม นักมวยไทยโดนวำงยำจะเจออยู่เรื่อยๆที่ ผ่ำนมำมีกำรป้องกันคือขั้นตอนตรวจร่ำงกำยก่อนขึ้นชก ทั้งตรวจร่ำงกำยทั่วไป ควบคู่กับซักถำม ประวัติและอำกำรในช่วงก่อนชกว่ำมีอะไรผิดปกติหรือไม่ แต่นักมวยไทยบำงคนอยำกชกจึงไม่บอก ควำมจริง พอขึ้นไปก็ชกแพ้ หรือถูกไล่ลงมำ ปรำกฏว่ำมำบอกทีหลังว่ำก่อนชกท้องเสียบ่อยผิดปกติ เช่น กรณีหำกนักมวยบอกชัดเจนว่ำปัสสำวะถึง ๑๗ ครั้ง ซึ่งถือว่ำผิดปกติมำกๆโดยฤทธิ์ของยำขับ ปัสสำวะจะส่งผลท ำให้นักมวยปัสสำวะบ่อย จนขำดน้ ำอย่ำงรุนแรง ตำมมำด้วยอำกำรอ่อนเพลีย ไร้ เรี่ยวแรงผู้ช ำนำญจะวำงยำให้ออกฤทธิ์พอดีกับตอนชกบนเวที บำงคนตอนแรกลุยชกเต็มที่ พอเข้ำมุม อีกทีลุกไม่ขึ้น เดินโงนเงนออกมำถูกต่อยจนแพ้เลย ซึ่งมีกรณีใส่ยำเยอะจนเกิดอำกำรช็อก ส่วน นักมวยบำงคนที่จงใจใช้ส่วนมำกต้องกำรจะลดน้ ำหนัก แต่ร่ำงกำยฟื้นไม่ทันเลยไปหมดแรงบนเวที จนโดนกรรมกำรไล่ เพรำะชกไม่สมศักดิ์ศรี” ส่วนเจ้ำของค่ำยมวยอ้ำงว่ำ กรณีกำรป้องกันกำรวำงยำนักมวยไทยได้พยำยำมระวัง ไม่ให้เกิดกรณีมีกำรวำงยำนักมวยไทยพอสมควร แต่บำงครั้งก็ให้เกิดควำมผิดพลำดได้ตลอดเวลำ เช่น สุนทร อู่ทอง พ่อบ้ำนค่ำยมวยไทยส.สมหมำยและอ.ขวัญเมือง เผยว่ำโดยปกติทุกค่ำยมวยจะมีกำร ป้องกันอย่ำงเข้มงวดอยู่แล้ว ถึงขนำดเตรียมอำหำรและเครื่องดื่มเอง ทั้งยังมีคนเฝ้ำดูแลอย่ำงเคร่งครัด ไม่ว่ำระมัดระวังตัวมำกแค่ไหน เผลอเมื่อไหร่ก็อำจมีคนแอบใส่ยำ หรือสับเปลี่ยนขวดน้ ำดื่มเกลือแร่ได้ ทุกเมื่อขณะเดียวกัน ใครบำงคนตั้งข้อสังเกตว่ำกำรวำงยำนักมวยจะส ำเร็จได้นั้นต้องอำศัย “ไส้ศึก” หรือคนภำยในค่ำยมวยเป็นตัวกำรส ำคัญ กรณีกำรวำงยำนักมวยที่ได้เห็นตำมข่ำวอยู่เรื่อยๆแต่ไม่มีกำรจับกุมผู้กระท ำควำมผิด แต่อย่ำงใดเพรำะกำรวำงยำนักมวยนั้นอำจจะเป็นอันตรำยถึงชีวิตแก่นักมวยเองที่โดนวำงยำอย่ำงเช่น ในกรณีในกำรแข่งขันมวยไทยศึกดำวรุ่งเพชรสำทรที่จังหวัดอุบลรำชธำนีโดยต๋วนเป๋ส.สมหำยได้เกิด อำกำรอำเจียนและหมดสติหลังท ำกำรไหว้ครูก่อนกำรชกมวยไม่กี่นำทีเนื่องจำกวงกำรมวยสมัยนี้เป็น กีฬำที่ผสมกำรพนันท ำให้ผู้เล่นกำรพนันหลำยคนอำศัยช่องว่ำงท ำกำรทุจริตเพื่อหวังในเงินพนัน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทั้งนี้ กำรวำงยำนักมวยซึ่งคนที่กระท ำนั้นอำจจะเป็นคนใกล้ตัวนักมวยเองหรือคนใน วงกำรมวยที่กระท ำโดยหวังผลก ำไรในกำรเล่นกำรพนันในกำรชกมวยครั้งนั้นในหลำยครั้งรู้ตัวผู้ที่ กระท ำแต่ก็ไม่สำมำรถเอำผิดได้เพรำะอ ำนำจของผู้มีอิทธิพลให้กำรปกปิดควำมผิดอยู่กำรบังคับใช้ กฎหมำยนั้นเป็นปัญหำอย่ำงหนึ่งที่จะต้องแก้ไขในเรื่องบทลงโทษผู้กระท ำควำมผิดนั้นควรมี บทลงโทษให้รุนแรงยิ่งขึ้นและเมื่อพิจำรณำว่ำผู้ที่จะกระท ำควำมผิดไม่ว่ำจะเป็นนักกีฬำหรือบุคคลใน วงกำรมวยเห็นแล้วว่ำกระท ำแล้วคุ้มทุนหรือได้มำกกว่ำเสียผู้กระท ำได้ชั่งน้ ำหนักว่ำควรจะกระท ำ หรือไม่กำรบังคับใช้กฎหมำยอย่ำงไม่จริงจังท ำให้ผู้ที่จะกระท ำควำมผิดเห็นแล้วว่ำกระท ำแล้วมีสิทธิ รอดจำกกำรถูกลงโทษจำกกฎหมำยท ำให้เกิดปัญหำเรื่องทุจริตมำกมำยในวงกำรมวยไทยอีกทั้งกำรมี เงินเดิมพันเข้ำมำร่วมกับกีฬำท ำให้นักพนันนั้นอำศัยช่องว่ำงของกฎหมำยที่ไม่มีกำรลงโทษอย่ำง จริงจังกระท ำควำมผิดอยู่เรื่อยๆ ๓. ปัญหำกำรใช้สำรกระตุ้นในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย กำรใช้สำรเสพติดหรือสำรกระตุ้นในกีฬำมวยไทยนั้นในปัจจุบันยังไม่ถูกใช้ แพร่หลำยในกีฬำมวยไทยที่ท ำกำรจัดกำรแข่งขันภำยในประเทศ ซึ่งมีกำรแข่งขันชกมวยไทยแทบทุก วันกำรใช้สำรกระตุ้นยังมีรำคำที่แพงส ำหรับนักมวยจึงยังไม่มีบทบัญญัติใดที่ได้กล่ำวไว้ใน พระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ.๒๕๔๒ แม้จะมีข้อบังคับที่ว่ำในกำรจัดกำรแข่งขันชกมวยในแต่ละครั้ง นำยสนำมมวยหรือผู้จัดให้มีมำตรกำรเพื่อควำมปลอดภัยของนักมวยโดยอย่ำงน้อยต้องมีกำรจัดแพทย์ แผนปัจจุบันท ำกำรตรวจสุขภำพของนักมวยแต่ละคนก่อนกำรแข่งขันกีฬำมวยเพื่อรับรองควำม สมบูรณ์ก่อนกำรแข่งขันและจัดให้มีแพทย์แผนปัจจุบันหรือพยำบำลวิชำชีพและอุปกรณ์ทำงกำร แพทย์ประจ ำสนำมมวยขณะมีกำรแข่งขันและจัดให้มีกำรประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลอันเนื่องมำจำก กำรแข่งขันกีฬำมวยด้วย แม้จะมีกำรตรวจสภำพร่ำงกำยตำมระเบียบข้อบังคับตำมพระรำชบัญญัติ กีฬำมวยพ.ศ. ๒๕๔๒จริงแต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ได้ว่ำนักมวยไทยนั้นได้ท ำกำรใช้สำรกระตุ้นหรือไม่หรือใช้ สำรเสพติดก่อนหรือหลังจำกกำรแข่งขันหรือไม่กำรใช้สำรกระตุ้นนั้นถูกตรวจพบได้ว่ำนักกีฬำที่ใช้สำร กระตุ้นส่วนหนึ่งมำจำกกำรรู้เท่ำไม่ถึงกำรณ์แต่ส่วนหนึ่งเจตนำจะใช้เพรำะมีปัจจัยในกำรคำดหวังใน ชัยชนะแม้รู้ว่ำอำจมีอันตรำยถึงชีวิตอันตรำยจำกกำรที่ใช้สำรกระตุ้นนั้นอำจเกิดขึ้นได้อย่ำงรวดเร็ว เช่นอำกำรหัวใจล้มเหลวในกลุ่มที่ใช้สำรประเภทสเตียรอยด์ หรือแม้แต่พวกที่ใช้วิธีกำรถ่ำยเลือดของ ตนเองเก็บเอำไว้และฉีดกลับเข้ำไปในร่ำงกำยช่วงกำรแข่งขันซึ่งเรียกว่ำบลัดโด๊ปปิ้ง (Blood Doping) และยำบำงประเภทท ำให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วยกีฬำที่พบมำกที่สุดในกำรใช้สำรกระตุ้นคือกีฬำ ประเภทบุคคลในกีฬำยกน้ ำหนักมวยและกรีฑำในกำรตรวจสำรกระตุ้นมีค่ำใช้จ่ำยค่อนข้ำงสูง ประมำณ ๑๕,๐๐๐ – ๑๗,๐๐๐ บำท ซึ่งในประเทศไทยกำรตรวจสำรกระตุ้นนั้นยังไม่มีกำรตรวจสอบ อย่ำงจริงจังในกีฬำภำยในประเทศเพรำะมีค่ำใช้จ่ำยในกำรตรวจค่อนข้ำงสูง ดังนั้น กำรใช้สำรกระตุ้นทำงกีฬำมวยไทยนั้นยังไม่เป็นที่นิยมกระท ำนักเนื่องจำกมี รำคำที่สูงแต่หำกพิจำรณำด้วยสภำพของกีฬำมวยไทยในประเทศไทยในปัจจุบันที่มีกำรพนันเข้ำมำ เกี่ยวข้องในอนำคตเรื่องของกำรใช้สำรกระตุ้นในกีฬำมวยไทยอำจจะเกิดขึ้นได้เพรำะกำรพนันของ กีฬำมวยในเวทีมวยมำตรฐำนในแต่ละครั้งมีเงินหมุนเวียนต่อกำรชกหนึ่งครั้งไม่ต่ ำกว่ำหลำยล้ำนบำท ซึ่งกำรใช้สำรกระตุ้นในกีฬำมวยไทยนั้นอำจท ำได้โดยกำรใช้ยำหรือกำรถ่ำยโอนเลือดซึ่งกำรใช้สำร
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กระตุ้นนั้นอำจส่งผลอันตรำยต่อผู้ใช้ กล่ำวคือ มีผลกระทบต่อเส้นเลือดหัวใจหรือผู้เข้ำร่วมกำรแข่งขัน อำจได้รับอันตรำย กล่ำวคือ ผู้ใช้สำรกระตุ้นมีพละก ำลังมำกขึ้นและออกอำวุธมวยรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผล อย่ำงมำกในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย และท ำให้เกิดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยไม่เป็นธรรมต่อนักกีฬำคู่ แข่งขันเช่นกัน เมื่อพิจำรณำจำกพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒แล้วนั้นไม่มีข้อบังคับใดที่ เกี่ยวกับกำรห้ำมใช้สำรกระตุ้นในกีฬำมวยไทยมีเพียงแต่พระรำชบัญญัติควบคุมกำรใช้สำรต้องห้ำม ทำงกีฬำ พ.ศ. ๒๕๕๕ มำบังคับใช้แต่ยังไม่เคยได้เห็นนักมวยไทยคนใดได้รับกำรตรวจสอบสำรกระตุ้น เพรำะกำรใช้สำรกระตุ้นนั้นอำจเกิดขึ้นได้จำกควำมบังเอิญในกำรใช้ยำบำงชนิดที่มีส่วนประกอบของ ตัวยำที่เป็นสำรกระตุ้นอยู่ซึ่งสำรกระตุ้นนั้นจะท ำหน้ำที่ในกำรเพิ่มขีดควำมสำมำรถของนักกีฬำอำจ ส่งผลให้เหนื่อยน้อยลงหรือหำยจำกอำกำรบำดเจ็บเร็วขึ้นซึ่งยำบำงชนิดถือเป็นสำรกระตุ้นเช่นยำรักษำ โรคเบำหวำนโรคควำมดันโลหิตและยำขับปัสสำวะโดยพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒นั้นตำม มำตรำ๑๔ (๑) โดยให้นำยสนำมมวยนั้นจัดแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อท ำกำรตรวจสุขภำพนักกีฬำมวย ไทยก่อนกำรชกเพื่อรับรองควำมสมบูรณ์ในกำรแข่งขัน และระเบียบคณะกรรมกำรกีฬำมวยว่ำด้วย ควำมปลอดภัยส ำหรับนักมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ (๒.๕) ในกรณีที่เห็นสมควร แพทย์สนำมผู้ท ำกำร ตรวจสุขภำพนักมวย อำจให้มีกำรตรวจสำรต้องห้ำมในนักมวยก็ได้ และหำกผลกำรตรวจพบว่ำมีกำร ใช้สำรต้องห้ำมในนักมวยคนใดให้แพทย์เสนอต่อนำยสนำมมวยเพื่อรำยงำนนำยทะเบียนพิจำรณำ ลงโทษตำมกรณีทันที(ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกีฬำมวย, ๒๕๖๒, น.๑๑๙)แต่ด้วยงบประมำณที่ใช้ใน กำรตรวจที่มีรำคำสูงและมีกระบวนกำรที่ซับซ้อน จึงท ำให้ไม่สำมำรถรู้ได้เลยว่ำนักมวยไทยคนไหนใช้ สำรกระตุ้นหรือไม่ ๔. ปัญหำกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำมวยไทย หำกพิจำรณำกำรตัดสินในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยในประเทศไทยถือว่ำมีกำร ตัดสินกำรแข่งขันที่ค้ำนสำยตำประชำชนผู้ชมกำรแข่งขันบ่อยครั้ง ซึ่งบำงครั้งเป็นที่สงสัยว่ำน่ำจะมี กำรทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยร่วมกันระหว่ำงกรรมกำรผู้ตัดสินและกลุ่มเซียนมวยนักพนัน เมื่อ พิจำรณำตำมพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ มำตรำ ๕๑ ก ำหนดว่ำ “ห้ำมมิให้ผู้ตัดสินรับหรือ ยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดส ำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อจูงใจให้ผู้ตัดสินไม่ตัดสินตำม ระเบียบและกติกำกำรแข่งขันอย่ำงถูกต้องเที่ยงธรรม” และระเบียบคณะกรรมกำรกีฬำมวยว่ำด้วย คุณสมบัติของผู้ตัดสิน พ.ศ. ๒๕๔๕ หมวด ๒ ข้อ ๑๐ ก ำหนดให้ “ผู้ตัดสินที่ปฏิบัติหน้ำที่ในกำร แข่งขันกีฬำมวยต้องทรงไว้ซึ่งอ ำนำจหน้ำที่ควำมยุติธรรมและมีหน้ำที่ป้อมปรำมกำรกระท ำอันมิชอบ หรือละเมิดกฎหมำยที่อำจเกิดขึ้นกับกำรแข่งขันที่ตนปฏิบัติหน้ำที่ และรำยงำนต่อคณะกรรมกำรโดย ทันที” ผู้ตัดสินกีฬำมวยไทยถือว่ำมีบทบำทส ำคัญที่จะท ำให้กำรแข่งขันกีฬำมวยไทยเป็นไปอย่ำงเป็น ธรรม แต่ด้วยกำรจัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ผู้มีอ ำนำจในกำรจัดกำรแข่งขันคือ ผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำ มำยในรำยกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย หรือ โปรโมเตอร์ ที่มีอ ำนำจในกำรเลือกผู้ตัดสิน จึงท ำให้โปรโม เตอร์สำมำรถเลือกกรรมกำรผู้ตัดสินได้ในแต่ละกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโปรโมเตอร์ กีฬำมวยก็มีส่วนร่วมกับเซียนมวยนักพนัน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร นอกจำกนี้ หำกพิจำรณำตำมข้อเท็จจริงที่ว่ำกีฬำที่ยังคงใช้สำยตำของกรรมกำรเป็น เครื่องมือในกำรตัดสิน และต้องยอมรับควำมจริงที่ว่ำวิธีกำรมองผู้ชนะของแต่ละเวทีของผู้จัดกำร แข่งขันกีฬำมวยไทยก็ให้บรรทัดฐำนที่ต่ำงกัน ยกตัวอย่ำงกำรจัดแข่งขันกีฬำมวยไทยที่หนึ่งจะให้ นักมวยไทยที่เดินมำกกว่ำชนะ แต่อีกกำรจัดแข่งขันกีฬำมวยไทยอีกที่หนึ่งอำจจะให้นักมวยที่ทรง หรือเชิงกำรชกดีกว่ำมีสภำพแข็งแรงกว่ำในตอนที่กำรชกเสร็จสิ้นลงชนะ แม้จะเข้ำท ำออกอำวุธมวย ได้น้อยกว่ำ แม้แต่กำรหักล้มแต่ละครั้ง ก็ยังมีผลต่อกำรตัดสินที่ต่ำงกันดังนั้น จึงส่งผลท ำให้นักมวย ไทยส่วนใหญ่ไม่สำมำรถเปลี่ยนรำยกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยที่เคยขึ้นชกเป็นประจ ำได้ เพรำะเท่ำกับต้อง เปลี่ยนวิธีกำรชกมวยและเปลี่ยนวิธีฝึกซ้อมไปทั้งหมดเลย ดังนั้น กำรตัดสินกีฬำมวยไทย จึงกลำยเป็นจุดที่ท ำให้เกิดควำมสงสัยว่ำจะด ำเนินกำร อย่ำงไรให้เกิดมีมำตรฐำนร่วมกันเป็นไปตำมแนวทำงเดียวกัน ไม่ใช่เมื่อมีกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย สถำนที่หนึ่งก็มีแนวทำงกำรตัดสินอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่อมีกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยอีกสถำนที่หนึ่งก็มี กำรก ำหนดแนวทำงในกำรตัดสินไปอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งดังกล่ำวท ำให้เกิดช่องว่ำงให้เกิดกระบวนกำร ทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ส่งผลให้แต่ละผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยอ้ำงแนวทำงของตนเอง เพื่อก ำหนดให้นักกีฬำมวยไทยที่กลุ่มตนเอง หรือกลุ่มที่นักพนันให้กำรสนับสนุนได้รับชนะเพื่อให้ ได้เปรียบในกำรได้รับผลประโยชน์จำกกำรพนัน ซึ่งปรำศจำกมำตรฐำนในกำรตัดสินกีฬำมวยไทย ร่วมกันส่งผลให้กีฬำมวยไทยไม่โปร่งใสและมีปัญหำทะเลำะวิวำทเกิดขึ้นในกำรจัดกำรแข่งขันกีฬำ มวยไทยหลำยครั้ง เช่น กรณีในศึกเพชรยินดี วันที่ ๑๖ มิถุนำยน ๒๕๖๕ เกิดเหตุวุ่นวำยขึ้นเมื่อมี เซียนมวยพำกันบุกขึ้นเวทีขึ้นพร้อมกันประท้วงค ำตัดสิน ที่น ำโดยนำยสรศักดิ์ แซ่ตั้ง หรือ “เฮียตี๋” เจ้ำของค่ำยมวยไทยทีเด็ด ๙๙ เพื่อบังคับให้มีกำรประกำศยกเลิกค ำตัดสินให้ไม่มีกำรตัดสินกำร แข่งขันในคู่ที่เซียนพนันมีควำมเห็นต่ำงจำกกรรมกำรผู้ตัดสินกำรแข่งขัน และต่อมำก็มีควำมรุนแรง เกิดขึ้นระหว่ำงกลุ่มเซียนมวย ยกตัวอย่ำง กรณีนำยสรศักดิ์ แซ่ตั้ง หรือ “เฮียตี๋” เจ้ำของค่ำยมวยไทย ทีเด็ด ๙๙ ที่ก่อเหตุในกำรพำเซียนมวยขึ้นเวทีประท้วงกำรตัดสินของกรรมกำรในวันที่ ๑๖ มิถุนำยน ๒๕๖๕ ถูกท ำร้ำยร่ำงกำยโดยวัยรุ่นจ ำนวน ๖ – ๗ คน บริเวณหน้ำสนำมมวยนำนำชำติรังสิต เป็นต้น ทั้งนี้ จะเห็นว่ำสภำพปัญหำควำมขัดแย้งและควำมรุนแรงที่เกิดขึ้นในกำรแข่งขันกีฬำ มวยไทยเป็นผลมำจำกกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำมวยไทยที่ไม่มีมำตรฐำนและบ่อยครั้งค้ำน สำยตำของประชำชนผู้รับชมกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ซึ่งเหตุกำรณ์กำรไม่พอใจของกลุ่มบุคคลที่เห็น ต่ำงจำกผลกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ๔. บทสรุป/อภิปรายผล ปัญหำทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยมีมูลเหตุมำจำกกำรพนันที่เกิดขึ้นในวงกำร พนันมวยไทยที่มีมูลค่ำกำรพนันในวงกำรกีฬำมวยไทยเป็นจ ำนวนเงินหลำยล้ำนบำท กำรพนันที่มีขึ้น ส่งผลให้เกิดกำรพยำยำมหำแนวทำงเพื่อทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำไทยหลำยรูปแบบเพื่อให้ได้ ประโยชน์จำกทรัพย์สิน ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ำบุคคลในวงกำรมวยไทยหลำยกลุ่มต่ำงมีส่วน ร่วมกับกำรพนันในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ไม่ว่ำจะเป็นตัวนักกีฬำมวยไทย เจ้ำของค่ำยมวยไทย ผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย หรือที่เรียกว่ำ โปรโมเตอร์จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย หรือแม้แต่ข้อ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร สงสัยในกำรทุจริตกำรปฏิบัติหน้ำที่ของกรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำมวยไทย และด้วยบุคคลในวงกำรมวย ไทยที่มีส่วนร่วมกับกำรพนันที่เกิดขึ้นท ำให้เกิดแนวทำงกำรทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ซึ่งวิธีกำรในกำรกระท ำกำรทุจริตที่สำมำรถพบเห็นอย่ำงชัดเจน หรือเป็นข้อสงสัยที่ทรำบกันว่ำมีกำร กระท ำเกิดขึ้นมีดังนี้ ๑. ปัญหำกำรล้มมวย ถือเป็นปัญหำที่ปรำกฎบ่อยครั้งตำมสื่อต่ำง ๆ ในช่วง ๑๐ ปีที่ ผ่ำนมำ ด้วยเทคโนโลยีทำงสื่อสำรมวลชนที่ทันสมัยมำกขึ้นจึงสำมำรถตรวจสอบและจับผิดกำรกระท ำ กำรล้มมวยได้ชัดเจนและกระจ่ำงชัดยิ่งขึ้น ท ำให้ทรำบว่ำมีกำรกระท ำควำมผิดในเรื่องกำรล้มมวย บ่อยครั้ง โดยผลของกำรตรวจสอบพบข้อเท็จจริงว่ำ กำรล้มมวยเกิดจำกกำรกระท ำของนักมวยที่ได้ ยอมรับข้อเสนอจำกเซียนมวย หรือนักพนันให้ท ำกำรล้มมวยในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย โดยจำก ข้อมูลกำรตรวจสอบพบว่ำ กำรจ้ำงล้มมวยเซียนมวยได้ว่ำจ้ำงนักมวยไทยเป็นเงินมูลค่ำจ ำนวนหลัก หมื่นบำทถึงหลักแสนบำท แต่หำกพิจำรณำตำมข้อเท็จจริงเป็นที่น่ำสงสัยในบำงกรณีว่ำกำรจ้ำง ล้มมวยใช้เงินจ้ำงมูลค่ำเพียงหลักหมื่นถึงหลักแสนบำทจริงหรือไม่ เพรำะปัจจุบันมีนักมวยที่มีชื่อเสียง ที่ถูกตรวจสอบและจับกุมด้วยควำมผิดฐำนล้มมวย ทั้ง ๆ ที่นักมวยที่มีชื่อเสียงเหล่ำนั้น แค่ขึ้นชกมวย ไทยในกำรแข่งขันครั้งหนึ่งก็มีรำยได้มำกกกว่ำหนึ่งแสนบำทขึ้นไปแล้ว จึงเป็นข้อสงสัยว่ำกำรจ้ำง ล้มมวยอำจจะใช้มูลค่ำจ้ำงล้มมวยเป็นเงินมูลค่ำสูงเป็นหลักล้ำนบำท ขณะเดียวกัน โดยกรณีส่วนมำก นักกีฬ ำม วยไทยที่ท ำก ำ รล้มม วยไม่ยอมซักทอดไปถึงบุคคลที่จ้ ำง ว ำนแล ะบุคคลที่มี ส่วนร่วม โดยนักมวยไทยที่ท ำกำรล้มมวยยอมที่จะรับควำมผิดจำกกำรกระท ำโดยไม่มีกำรซักทอด ขณะเดียวกัน เมื่อพิจำรณำกำรได้รับผลจำกกำรกระท ำควำมผิดฐำนล้มมวยตำม กฎหมำย โดยที่ผ่ำนมีเหตุกำรณ์กำรล้มมวยเกิดขึ้นหลำยครั้ง แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ำมีกำรน ำ คดีกำรล้มมวยเข้ำสู่กระบวนกำรยุติธรรมโดยศำลพิพำกษำตัดสินมีเพียง ๒ คดีเท่ำนั้น ซึ่งถือว่ำมีผล กำรลงโทษจำกกำรกระท ำผิดล้มมวยน้อยมำก โดยส่วนใหญ่เมื่อมีกำรเกิดคดีล้มมวย เหล่ำผู้มีอิทธิพล ในวงกำรกีฬำมวยไม่ว่ำจะเป็น โปรโมเตอร์จัดกำรแข่งขัน เจ้ำของค่ำยมวย หรือนำยสนำมมวยจะใช้ วิธีประนีประนอมกันเพื่อไม่ให้มีคดีเข้ำสู่กระบวนกำรยุติธรรมตำมระบบ และจะประกำศร่วมกันไม่ให้ นักมวยคนที่กระท ำกำรล้มมวยไม่ให้มีส่วนร่วมในกำรแข่งขันกีฬำมวยในรำยกำรใด ๆ ในประเทศไทยอีก ทั้งนี้ หำกพิจำรณำปัญหำกำรล้มมวยจะพบว่ำ ปัจจุบันสำมำรถจับผิดว่ำมีกำรกระท ำ ควำมผิดฐำนล้มมวยได้บ่อยครั้ง และปัญหำนี้เป็นปัญหำที่สร้ำงผลกระทบต่อวงกำรกีฬำมวยไทย ทั้งระบบ เพรำะประชำชนทั่วไปจะพิจำรณำภำพลักษณ์ของกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยว่ำปรำศจำกกำร เป็นมืออำชีพและมีกำรแข่งขันที่เต็มไปด้วยควำมไม่บริสุทธิ์ในวงกำรกีฬำอำชีพ ขณะเดียวกัน ปัจจุบัน แม้ว่ำจะมีกำรจับกุมได้ว่ำมีกำรกระท ำกำรล้มมวยเกิดขึ้น แต่กำรน ำคดีขึ้นสู่ศำลเพื่อเอำผิดตำม กระบวนยุติธรรมถือว่ำน้อยคดี ย่อมท ำให้ประชำชน หรือบุคคลทั่วไป มีควำมรู้สึกต่อวงกำรมวยไทย เลวร้ำยลง ดังนั้น สิ่งส ำคัญที่จะท ำให้วงกำรมวยไทยมีควำมสง่ำงำมในฐำนะศิลปะกำรต่อสู้ประจ ำชำติ ไทย และท ำให้เป็นที่นิยมไปสู่ทั่วโลกคือ เมื่อมีกำรกระท ำควำมผิดฐำนล้มมวยไม่ว่ำจะเป็นนักมวย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องใด ๆ จะต้องมีกำรน ำเข้ำสู่กระบวนกำรยุติธรรมทันที และห้ำมบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับกำรล้มมวยเข้ำไปยุ่งเกี่ยวกับกีฬำมวยอย่ำงเด็ดขำด โดยต้องถึงขั้นห้ำมบุคคลดังกล่ำวเข้ำมำใน สนำมกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒. ปัญหำกำรทุจริตจำกกำรลักลอบวำงยำนักกีฬำมวยไทย แม้จะมีกำรลักลอบวำงยำ นักมวยไทยเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง หำกเปรียบเทียบกับกำรล้มมวย แต่ต้องยอมรับว่ำมีกำรวำงยำนักมวย ไทยก่อนขึ้นท ำกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยปรำกฏขึ้นทุกปี และเมื่อเกิดกำรลักลอบวำงยำนักกีฬำมวย ไทยจะพบว่ำไม่สำมำรถหำตัวผู้กระท ำควำมผิดได้ ท ำได้แต่เพียงกำรตั้งข้อสงสัยว่ำ บุคคลผู้กระท ำกำร ลักลอบวำงยำนักมวยอำจจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับนักมวยที่ก ำลังจะเข้ำสู่กำรแข่งขัน หรือเป็นบุคคล ที่สำมำรถเข้ำถึงตัวนักมวยที่ก ำลังเข้ำสู่กำรแข่งขันได้ง่ำย อย่ำงไรก็ตำม เมื่อพิจำรณำถึงบทลงโทษตำมพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ตำมมำตรำ ๖๑ ที่ก ำหนดโทษให้ระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบำท หรือทั้งจ ำ ทั้งปรับ จึงเป็นข้อสงสัยว่ำกำรก ำหนดโทษดังกล่ำวเพียงพอแล้วหรือไม่ เพรำะหำกพิจำรณำถึงกำร วำงยำนักมวยไทยที่ก ำลังเข้ำสู่กำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ซึ่งเป็นกีฬำต่อสู้ที่ใช้อำวุธรุนแรง กำรวำงยำ นักมวยอำจจะก่อให้เกิดอันตรำยถึงชีวิต หรือบำดเจ็บสำหัสเกิดขึ้นได้ ดังนั้น กำรที่ก ำหนดบทลงโทษ ตำมมำตรำ ๖๑ ไม่รุนแรงมำกนัก ผู้กระท ำกำรวำงยำนักมวยจึงชั่งน้ ำหนักระหว่ำงกำรได้รับ ผลประโยชน์จำกกำรกระท ำควำมผิดว่ำมีควำมคุ้มค่ำต่อกำรเสี่ยงที่จะกระท ำ ขณะที่กระบวนกำรสอบสวนผู้ที่อำจมีส่วนต่อกำรกระท ำกำรวำงยำนักมวยโดยเฉพำะ บุคคลที่ใกล้ชิดกับนักมวยก่อนขึ้นท ำกำรแข่งขัน มีข้อสงสัยว่ำมีกำรด ำเนินกำรท ำกำรสอบสวนอย่ำง ละเอียดถี่ถ้วนหรือไม่ อย่ำงไร หรือเมื่อเกิดปัญหำก็เพียงแจ้งให้ทรำบแต่ไม่ได้มีกำรพยำยำมหำตัว ผู้กระท ำผิดอย่ำงแท้จริง ๓. ปัญหำกำรใช้สำรกระตุ้นในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยแม้ในวงกำรกีฬำมวยไทย จะไม่ค่อยพบว่ำมีกำรใช้สำรกระตุ้นในกำรแข่งขัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ำอำจจะมีกำรใช้สำรกระตุ้นในกำร แข่งขันกีฬำมวยไทย เพรำะปัจจุบันมีกำรพนันในวงกำรมวยไทยมูลค่ำสูงหลำยล้ำนบำทต่อกำรแข่งขัน กีฬำมวยไทยรำยกำรหนึ่งและเมื่อพิจำรณำว่ำพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่มีมำตรำที่ ก ำหนดชัดเจนถึงกำรใช้สำรกระตุ้นในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยมีเพียงแต่พระรำชบัญญัติควบคุมกำรใช้ สำรต้องห้ำมทำงกีฬำ พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่น ำมำบังคับใช้ ซึ่งสำมำรถน ำมำบังคับใช้ในกำรตรวจก่อนกระท ำ กำรแข่งขันกีฬำมวยไทยได้ แต่เมื่อพิจำรณำถึงข้อเท็จจริงที่ผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยไม่ได้ให้ ควำมส ำคัญกับกำรตรวจสำรต้องห้ำม หรือสำรกระตุ้น เพรำะมีกำรด ำเนินกำรตรวจสำรกระตุ้นที่ ค่อนข้ำงซับซ้อนและอำจจะต้องใช้งบประมำณพอสมควรในกำรตรวจนักกีฬำมวยไทยก่อนแข่งขัน ดังนั้น จึงไม่มีกำรด ำเนินกำรตรวจสำรกระตุ้น หรือสำรต้องห้ำมในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยก่อน หรือ หลังกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย อย่ำงไรก็ตำม กำรใช้สำรกระตุ้น หรือสำรต้องห้ำมถือเป็นเรื่องอันตรำยต่อสุขภำพ และชีวิตของนักกีฬำมวยไทย ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีกำรบังคับให้มีกำรตรวจกำรใช้สำรกระตุ้น หรือ สำรต้องห้ำมก่อนและหลังกำรแข่งขันเพื่อป้องกันสุขภำพและชีวิตนักกีฬำมวยไทย รวมถึง จะส่งผลท ำ ให้กีฬำมวยไทยมีภำพลักษณ์ของควำมเป็นกีฬำอำชีพและเสริมสร้ำงควำมน่ำเชื่อถือในวงกำรกีฬำโลก ยิ่งขึ้น ๔. ปัญหำกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำมวยไทย แม้จะเป็นเรื่องยำกที่จะ พิสูจน์ว่ำกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินในกำรแข่งขันกีฬำมวยนั้นมีควำมบริสุทธิ์ ยุติธรรมหรือไม่ แต่
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๔๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เหตุกำรณ์หลำยครั้งที่เกิดขึ้นได้พิสูจน์ว่ำกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยมี กำรตัดสินที่ไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรมอย่ำงเห็นได้ชัด ซึ่งหลำยครั้งได้ขัดแย้งกับควำมคิดของประชำชนที่ได้ ชมกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ขณะเดียวกัน กำรตัดสินในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยก็มีควำมไม่ชัดเจนในมำตรฐำน กำรตัดสินในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย เพรำะผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย หรือโปรโมเตอร์จัดกำร แข่งขันกีฬำมวยไทยมีแนวทำงกำรตัดสินที่แตกต่ำงกันในแต่ละสนำมแข่งขันกีฬำมวยไทย ดังนั้น สิ่งที่ จะท ำให้ขจัดควำมขัดแย้งในปัญหำกำรตัดสินกีฬำมวยไทยได้ควรจะก ำหนดให้ทุกสนำมมวยที่จัด รำยกำรกำรแข่งขันกีฬำมวยมีมำตรฐำนแบบเดียวกัน เช่น กำรตัดสินให้ประโยชน์กับนักมวยไทยที่ ขยันเดินออกอำวุธมวย หรือนักมวยฝ่ำยรุก มำกกว่ำนักกีฬำมวยไทยคู่แข่งขันที่เน้นรูปแบบกำรชก ตั้งรับ และออกอำวุธมวยน้อยกว่ำ เป็นต้น ทั้งนี้ กำรแข่งขันกีฬำมวยไทยที่มีกำรตัดสินกำรแข่งขันที่มีมำตรฐำนเดียวกัน และมี ควำมชัดเจนในกำรให้คะแนนย่อมช่วยลดควำมขัดแย้งในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย รวมถึง ท ำให้กีฬำ มวยไทยเป็นที่น่ำสนใจและดึงดูดแก่ประชำชนทั่วไปมำกยิ่งขึ้น ๕. ข้อเสนอแนะ เมื่อพิจำรณำจำกสภำพปัญหำกำรทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ในกรณีปัญหำ กำรล้มมวยไทยปัญหำกำรลักลอบวำงยำนักกีฬำมวยไทยปัญหำกำรใช้สำรกระตุ้นในกำรแข่งขันกีฬำ มวย และปัญหำกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำมวยไทย ผู้จัดท ำเอกสำรวิชำกำรเห็นว่ำควรเสนอ ให้ด ำเนินกำรดังนี้ กรณีปัญหำกำรล้มมวยไทยและปัญหำกำรทุจริตลักลอบวำงยำนักมวยไทยผู้จัดท ำ เสนอว่ำควรด ำเนินกำรแก้ไข ดังนี้ ๑) กำรด ำเนินกำรทำงกฎหมำยในกำรน ำเอำผู้กระท ำควำมผิดมำลงโทษ กำรแก้ไขปัญหำป้องกัน และปรำบปรำมกำรล้มมวย และกำรวำงยำนักมวย จะต้องมีกำรด ำเนินคดีทำงกฎหมำยอย่ำงเคร่งครัด ต้องหำตัวผู้กระท ำควำมผิด และผู้มีส่วนร่วมมำ ลงโทษให้ได้ทุกคน ทั้งนี้ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ กำรกีฬำแห่งประเทศไทย และคณะกรรมกำรกีฬำ มวย จะต้องร่วมมือกันด ำเนินกำรเพื่อเอำผู้ร่วมกระท ำควำมผิดมำลงโทษ มิใช่เพียงเอำผิดลงโทษแค่ นักมวย หรือผู้กระท ำควำมผิดวำงยำนักมวย แต่ไม่ด ำเนินกำรสืบสวนหำควำมผิดต่อเนื่องไปถึงผู้บง กำรเอำมำลงโทษและเผยแพร่ต่อสำธำรณชน ดังกล่ำวจะไม่สำมำรถแก้ไขปัญหำได้ ๒) กำรบัญญัติข้อยกเว้นในกรณีนักมวยถูกขู่บังคับ หำกพิจำรณำตำมมำตรำ ๕๙ ซึ่งเป็นบทลงโทษกรณีกำรล้มมวย จะเห็นได้ว่ำไม่มี กำรบัญญัติในส่วนข้อยกเว้นในกรณีหำกนักมวยถูกข่มขู่ บังคับ ว่ำจะถูกท ำร้ำยร่ำงกำย หรือฆ่ำ แก่ ตนเอง หรือครอบครัวและญำติ และไม่มีกำรบัญญัติกรณีดังกล่ำวในมำตรำใดในพระรำชบัญญัติกีฬำ มวย พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งในประเด็นนี้ควรน ำมำสู่กำรพิจำรณำแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นข้อยกเว้นว่ำ “หำกกรณี พิสูจน์ได้ว่ำนักมวย หรือผู้เกี่ยวข้องกับกำรล้มมวยผู้ใด ถูกบังคับ ข่มขู่ ว่ำจะถูกประทุษร้ำยร่ำงกำย หรือฆ่ำแก่ชีวิตนักมวยเอง หรือครอบครัว และญำติของนักมวย ย่อมมิต้องได้รับโทษตำมมำตรำ ๕๙
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ซึ่งหำกมีกำรแก้ไขดังกล่ำวจะถือว่ำเป็นกำรให้ควำมเป็นธรรมกับนักมวย และผู้เกี่ยวข้องที่ถูกบังคับ ข่มขู่ให้ต้องล้มมวย ๓) กำรเพิ่มบทลงโทษผู้กระท ำควำมผิด หำกพิจำรณำบทลงโทษเรื่องกำรล้มมวย และวำงยำนักมวย ตำมมำตรำ ๕๐ และ มำตรำ ๖๑ ซึ่งมีบทลงโทษเท่ำกันคือ ต้องระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินห้ำปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับ ซึ่งแม้จะดูว่ำรุนแรงพอสมควร แต่หำกพิจำรณำถึงผลควำมเสี่ยงที่จะได้รับจำก กระท ำควำมผิดกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจำกกำรกระท ำ ท ำให้ผู้กระท ำควำมผิดไม่กรงกลัว เนื่องจำก กำรปรับเงินเพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐ บำท แต่ในกำรรับจ้ำงล้มมวย มีกำรได้รับเงินล้มมวย ๘๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้ำนบำท ซึ่งนักมวย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอำจจะพิจำรณำว่ำคุ้มค่ำที่จะลองเสี่ยงใน กำรกระท ำควำมผิด ดังนั้น จึงควรเพิ่มโทษในส่วนเงินค่ำปรับเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บำท ขณะที่โทษจ ำคุกที่มีโทษไม่เกิน ๕ ปี หำกกระท ำควำมผิดขึ้นศำลอำจจะได้รับกำร พิจำรณำโทษให้รอลงอำญำได้ เนื่องจำกโทษกระท ำควำมผิดไม่เกิน ๕ ปี ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๕๖ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ซึ่งได้บัญญัติว่ำ “ผู้ใดกระท ำควำมผิดซึ่งมีโทษจ ำคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศำลจะลงโทษจ ำคุกไม่เกินห้ำปีไม่ว่ำจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตำมหรือลงโทษปรับถ้ำ ปรำกฏว่ำผู้นั้น (๑) ไม่เคยรับโทษจ ำคุกมำก่อน หรือ (๒) เคยรับโทษจ ำคุกมำก่อนแต่เป็นโทษส ำหรับควำมผิดที่ได้กระท ำโดย ประมำท หรือควำมผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจ ำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ (๓) เคยรับโทษจ ำคุกมำก่อนแต่พ้นโทษจ ำคุกมำแล้วเกินกว่ำห้ำปี แล้วมำ กระท ำควำมผิดอีก โดยควำมผิดในครั้งหลังเป็นควำมผิดที่ได้กระท ำโดยประมำทหรือควำมผิดลหุโทษ และเมื่อศำลได้ค ำนึงถึงอำยุ ประวัติ ควำมประพฤติ สติปัญญำ กำรศึกษำ อบรม สุขภำพ ภำวะแห่งจิต นิสัย อำชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภำพควำมผิด หรือกำรรู้สึก ควำมผิด และพยำยำมบรรเทำผลร้ำยที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรำนีแล้ว ศำลจะพิพำกษำว่ำผู้นั้น มีควำมผิดแต่รอกำรก ำหนดโทษหรือก ำหนดโทษแต่รอกำรลงโทษไว้ ไม่ว่ำจะเป็นโทษจ ำคุกหรือปรับ อย่ำงหนึ่งอย่ำงใดหรือทั้งสองอย่ำง...” ซึ่งจำกประมวลกฎหมำยอำญำมำตรำ ๕๖ วรรคหนึ่ง และ วรรคสองจะเห็นได้ว่ำ กำรก ำหนดโทษเพียงแค่ ๕ ปี สำมำรถได้รับกำรพิจำรณำโทษให้เหลือแค่รอลง อำญำได้ ดังนั้นจึงเห็นควรให้พิจำรณำแก้ไขบทบัญญัติในเรื่องกำรล้มมวย และกำรวำงยำนักมวย ให้มี กำรก ำหนดโทษจ ำคุกเป็น ๑๐ ปี เพื่อให้เกิดควำมเกรงกลัวว่ำหำกกระท ำควำมผิดไม่ว่ำจะเป็นนักมวย หรือผู้เกี่ยวข้องกับวงกำรมวย หำกได้กระท ำผิดดังกล่ำวจะได้รับโทษอย่ำงรุนแรง ถึงขั้นมีโทษจ ำคุก แน่นอน ซึ่งกำรก ำหนดโทษที่รุนแรงนี้ จะเป็นกำรช่วยให้วงกำรมวยปรำศจำกปัญหำกำรล้มมวย และ กำรวำงยำนักมวย ได้ดียิ่งขึ้น กรณีปัญหำกำรใช้สำรกระตุ้นในกีฬำมวยไทย ผู้จัดท ำขอเสนอว่ำควรด ำเนินกำรดังนี้ ๑) แก้ไขเพิ่มเติมพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ควรพิจำรณำแก้ไขเพิ่มเติมในพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อให้ เกิดควำมชัดเจน โดยบัญญัติห้ำมกำรใช้สำรกระตุ้นในกำรแข่งขันกีฬำมวย และบัญญัติเพิ่มเติมใน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร หมวดก ำหนดโทษให้ต้องระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้ำนบำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับ เช่นเดียวกับข้อเสนอที่ได้เคยเสนอไว้ในข้อเสนอแก้ไขปัญหำกำรวำงยำนักกีฬำมวย ๒) แก้ไขเพิ่มเติมให้อ ำนำจคณะกรรมกำรกีฬำมวยมีอ ำนำจ หน้ำที่ รับเรื่อง ร้องเรียน และสอบสวน หำกมีกรณีมีกำรร้องเรียนว่ำมีนักมวยคนใด หรือค่ำยมวยใด ใช้สำรกระตุ้นใน กำรแข่งขันกีฬำมวย หำกพิจำรณำตำมมำตรำ ๙ (๒) ของพระรำชบัญญัติกีฬำมวย พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติว่ำ “ให้คณะกรรมกำรมีอ ำนำจหน้ำที่ดังต่อไปนี้ (๒) วำงแผนและก ำหนดมำตรกำรต่ำง ๆ เกี่ยวกับกีฬำมวย เพื่อคุ้มครอง ควำมปลอดภัยและสวัสดิภำพของนักมวย” ดังนั้น จะเห็นว่ำกำรแก้ไขปัญหำกำรใช้สำรกระตุ้น น่ำจะเกี่ยวข้องกับอ ำนำจ หน้ำที่ ของคณะกรรมกำรกีฬำมวยด้วย จึงเห็นว่ำควรบัญญัติเพิ่มเติมให้คณะกรรมกำรกีฬำมวยมีหน้ำที่ ตรวจสอบกำรใช้สำรกระตุ้นในกรณีเกิดกำรร้องเรียนภำยหลังจำกกำรแข่งขันกีฬำมวยที่เพิ่งแข่งขัน เสร็จ โดยให้เจ้ำหน้ำที่คณะกรรมกำรกีฬำมวยสำมำรถด ำเนินกำรสอบสวน และเก็บตัวอย่ำงปัสสำวะ และน ำส่งสถำบันที่สำมำรถตรวจกำรใช้สำรกระตุ้นได้ ทั้งนี้ อำจจะมีกำรออกระเบียบวิธีกำร ด ำเนินกำรอื่น ๆ เพื่อมำใช้ปฏิบัติ กรณีปัญหำกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำมวยไทยผู้จัดท ำขอเสนอว่ำกำรแก้ไข ปัญหำกำรตัดสินของกรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำไทยซึ่งส่งผลให้เกิดควำมขัดแย้งในกำรแข่งขันกีฬำมวย ไทย คือ คณะกรรมกำรกีฬำมวย ควรจะกำรออกหลักเกณฑ์ หรือระเบียบก ำหนดมำตรฐำนกำรตัดสิน ให้กรรมกำรผู้ตัดสินกีฬำมวยไทยปฏิบัติอย่ำงชัดเจน และให้มีกำรบังคับปฏิบัติอย่ำงเคร่งครัด ทั้งนี้ หำกพิจำรณำตำมข้อเท็จจริงว่ำแต่ละรำยกำรกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ผู้จัดกำร แข่งขันกีฬำมวยไทย หรือโปรโมเตอร์กีฬำมวยไทยจะเป็นผู้เลือกกรรมกำรผู้ตัดสิน และรูปแบบกำร ตัดสินเอง ดังนั้น คณะกรรมกำรกีฬำมวย ควรจะก ำหนดกฎเกณฑ์ หรือระเบียบวิธี หลักเกณฑ์ และ รูปแบบกำรตัดสินกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะต้องบังคับให้ผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำ มวยไทย หรือโปรโมเตอร์กีฬำมวยไทยจะต้องปฏิบัติตำมอย่ำงเคร่งครัด และหำกกำรจัดกำรแข่งขัน กีฬำไทย โดยผู้จัดบุคคลใดไม่ปฏิบัติตำมกฎเกณฑ์ หรือระเบียบวิธี หลักเกณฑ์ และรูปแบบว่ำด้วยกำร ตัดสินกีฬำมวยไทยที่ก ำหนด จะต้องมีกำรลงโทษตำมล ำดับควำมผิดหำกไม่ปฏิบัติตำม และหำกยังคง ไม่ปฏิบัติตำมกฎเกณฑ์ หรือระเบียบดังกล่ำวหลำยครั้ง คณะกรรมกำรกีฬำมวยควรจะพิจำรณำไม่ ออกใบอนุญำตให้จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยให้แก่ผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย หรือโปรโมเตอร์กีฬำ มวยไทยรำยนั้น อย่ำงไรก็ตำม เมื่อพิจำรณำว่ำมูลเหตุที่ท ำให้เกิดปัญหำกำรทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำ มวยไทยเกิดขึ้นจำกกำรพนัน นำยสนำมมวย ผู้จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยควรจะมีบทบำทส ำคัญต้อง ออกกฎข้อบังคับไม่ให้มีกำรเล่นกำรพนันในสนำมแข่งขันกีฬำมวยไทยอย่ำงจริงจัง ยกตัวอย่ำง กำร จัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยรำยกำร One Lumpinee ที่สนำมมวยลุมพินีออกกฎ ข้อบังคับ ไม่ให้มี กำรเล่นกำรพนันในสนำมแข่งขันกีฬำมวยเด็ดขำด ส่งผลท ำให้ประชำชนทั่วไปนิยมเข้ำมำชมกำร แข่งขันกีฬำมวยไทยในสนำมกีฬำมวยไทยมำกขึ้น เพรำะปฏิเสธไม่ได้ว่ำกำรมีกำรพนันอยู่ในสนำมแข่ง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ขันกีฬำมวยไทยท ำให้เกิดภำพลักษณ์ที่ไม่ดี จนท ำให้ประชำชนไม่ประสงค์เข้ำมำชมกำรแข่งขันกีฬำ มวยไทยที่สนำมกีฬำมวยไทย ขณะเดียวกัน เมื่อมีประชำชนเข้ำมำชมกีฬำมวยไทยในสนำมแข่งขัน กีฬำมวยไทยเพิ่มขึ้นย่อมท ำให้กำรทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยลดลง เพรำะประชำชนที่เข้ำชม เป็นบุคคลที่ชื่นชอบกีฬำมวยไทยอย่ำงแท้จริง ดังจะเห็นได้ว่ำกำรจัดกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยใน รำยกำร One Lumpinee ไม่มีกรณีปัญหำกำรทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทยเกิดขึ้นเลยที่สนำม มวยลุมพินี เพรำะไม่มีกำรเล่นกำรพนันขึ้นในพื้นที่สนำมกีฬำมวย ดังนั้น กำรห้ำมไม่ให้มีกำรพนันในสนำมแข่งขันกีฬำมวยไทยอย่ำงเด็ดขำด นอกจำก จะท ำให้ประชำชนสนใจเข้ำชมกีฬำมวยไทยในสนำมแข่งขันกีฬำมวยไทยเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้กำร แข่งขันกีฬำมวยไทยมีควำมน่ำสนใจและสำมำรถลดกำรกระท ำกำรทุจริตในกำรแข่งขันกีฬำมวยไทย ได้ดียิ่งขึ้น นำยภำณุวัฒน์ เถียรชน ำ วิทยำกรช ำนำญกำรพิเศษ กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกีฬำ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ข้อจ ากัดด้านกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมการเล่นกีฬาบิลเลียดและสนุกเกอร์ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ในปัจจุบันกีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ยังคงได้รับควำมนิยมจำกประชำชนและเยำวชน ผู้มีควำมสนใจอย่ำงแพร่หลำย เห็นได้จำกผลส ำเร็จของนักกีฬำสนุกเกอร์หญิงของประไทยที่สำมำรถ คว้ำแชมป์รำยกำรแข่งขันสนุกเกอร์หญิงชิงแชมป์โลกได้ในระยะ ๒ ปีที่ผ่ำนมำ ยังคงตอกย้ ำควำมส ำเร็จ และสร้ำงกระแสควำมนิยมให้กับเยำวชนรุ่นใหม่เพื่อสร้ำงแรงบันดำลใจให้กับเยำวชนรุ่นหลังได้ยึดถือ เป็นต้นแบบ ในขณะที่ ตำมพระรำชบัญญัติส่งเสริมกีฬำอำชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้ก ำหนดให้กีฬำสนุก เกอร์เป็นกีฬำอำชีพ แต่ด้วยข้อจ ำกัดด้ำนกฎหมำยที่ยังคงก ำหนดให้กีฬำดังกล่ำวเป็นกำรพนัน ส่งผลให้เยำวชนขำดโอกำสกำรเข้ำถึงอุปกรณ์เพื่อท ำกำรฝึกซ้อมพัฒนำฝีมือและต่อยอดควำมส ำเร็จ ในกำรก้ำวไปสู่กำรเป็นนักกีฬำอำชีพได้ เนื่องจำกข้อจ ำกัดทำงด้ำนกฎหมำยที่ก ำหนดให้กีฬำบิลเลียด และกีฬำที่มีลักษณะคล้ำยกับเป็นกำรพนัน ตำมพระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดังนั้น กำรเข้ำไปยัง สถำนที่ที่มีกำรอนุญำตให้เล่นกีฬำดังกล่ำวจึงมีมำตรกำรทำงด้ำนกฎหมำยจ ำกัดไม่ให้เยำวชนเข้ำไปยัง สถำนที่จัดให้มีกำรเล่นกีฬำได้ อีกทั้ง กีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์เป็นชนิดกีฬำที่มีอุปกรณ์ส ำหรับ กำรฝึกซ้อมรำคำสูง อำทิ โต๊ะสนุกเกอร์ ส่งผลให้เยำวชนผู้ที่มีควำมสนใจในกีฬำดังกล่ำวขำดโอกำส ในกำรเข้ำถึงอุปกรณ์กีฬำแบบมำตรฐำนเพื่อฝึกฝนทักษะกำรเล่นกีฬำและพัฒนำไปสู่ควำมเป็นเลิศ ในระยะยำว อันส่งผลต่อเนื่องไปยังกำรขำดแคลนนักกีฬำทีมชำติในอนำคต จำกข้อมูลดังกล่ำวข้ำงต้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้ศึกษำมีควำมสนใจในกำรศึกษำที่มำ ด้ำนกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเครำะห์ถึงสำเหตุควำมเป็นมำของข้อจ ำกัดด้ำนกฎหมำยที่ส่งผลกระทบ ต่อกำรส่งเสริมกำรเล่นกีฬำบิลเลียดและสนุกเกอร์ ตลอดจนศึกษำแนวทำงแก้ไขปัญหำจำกบทบัญญัติ กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้กำรปฏิบัติหน้ำที่สนับสนุนภำรกิจข้อมูลด้ำนวิชำกำรให้กับ คณะกรรมำธิกำรกีฬำในอนำคตเกิดประสิทธิภำพสูงสุดต่อไป ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) พระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ๒) พระรำชบัญญัติกำรกีฬำแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ ๓) พระรำชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ๓. บทวิเคราะห์ พระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มำตรำ ๔ วรรคสอง “กำรเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ข. ท้ำยพระรำชบัญญัตินี้ หรือกำรเล่นซึ่งมีลักษณะ คล้ำยกัน หรือกำรเล่นอื่นใดซึ่งรัฐมนตรีเจ้ำหน้ำที่ได้ออกกฎกระทรวงระบุเพิ่มเติมไว้ จะจัดให้มีขึ้น เพื่อเป็นทำงน ำมำซึ่งผลประโยชน์แก่ผู้จัดโดยทำงตรงหรือทำงอ้อมได้ต่อเมื่อรัฐมนตรีเจ้ำหน้ำที่
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร หรือเจ้ำพนักงำนผู้ออกใบอนุญำตเห็นสมควรและออกใบอนุญำตให้หรือมีกฎกระทรวงอนุญำตให้จัดขึ้น โดยไม่ต้องมีใบอนุญำต” จำกบทบัญญัติกฎหมำยในข้ำงต้น ได้ก ำหนดให้กีฬำบิลเลียดหรือกีฬำที่มีลักษณะ คล้ำยกัน เช่น สนุกเกอร์เป็นกำรพนันประเภทหนึ่ง ตำมบัญชี ข. ล ำดับที่ ๒๓ ซึ่งหำกผู้ใดต้องกำร จะเปิดเป็นสถำนที่ให้มีกำรเล่นกีฬำดังกล่ำวจะต้องมีกำรขออนุญำตจำกเจ้ำพนักงำนผู้ออกใบอนุญำต ตำมกฎหมำยเท่ำนั้น เว้นแต่มีกฎกระทรวงอนุญำตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญำต ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีกฎกระทรวงมหำดไทย ออกตำมควำมพระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๐๓) แก้ไขเพิ่มเติม โดยกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๗ (พ.ศ. ๒๕๓๔) ก ำหนดให้กำรพนันตำมบัญชี ข. สำมำรถจัดให้มี ขึ้นได้โดยไม่ต้องขออนุญำต ดังนี้ บิลเลียด ซึ่งเล่นในเคหสถำนที่มีบริเวณกว้ำงขวำงและรั้วรอบมิดชิดจ ำนวนไม่เกิน หนึ่งโต๊ะ โดยผู้จัดให้มีกำรเล่นหรือเจ้ำบ้ำนแล้วแต่กรณีมิได้เรียกเก็บหรือรับผลประโยชน์ในทำงตรง หรือทำงอ้อมจำกกำรเล่นนั้น หรือซึ่งเล่นเพื่อกำรรื่นเริงในสมำคมที่ตั้งขึ้นตำมประมวลกฎหมำยแพ่ง และพำณิชย์จ ำนวนไม่เกินห้ำโต๊ะ โดยสมำคมเก็บค่ำเกมตำมสมควร และจัดให้มีกำรเล่นในวันปฏิบัติรำชกำร ตำมปกติระหว่ำงเวลำ ๑๕.๐๐ นำฬิกำ ถึงเวลำ ๐๑.๐๐ นำฬิกำ ของ วันรุ่งขึ้น และในวันหยุดรำชกำร ระหว่ำงเวลำ ๑๑.๐๐ นำฬิกำ ถึงเวลำ ๐๑.๐๐ นำฬิกำ ของวันรุ่งขึ้น ตลอดจนปฏิบัติตำมลักษณะ ข้อจ ำกัดและเงื่อนไขที่ก ำหนดไว้ในแบบใบอนุญำตให้จัดให้มีกำรเล่นกำร พนันบิลเลียดโดยอนุโลม พระรำชบัญญัติคุ้มรองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มำตรำ ๔ ในพระรำชบัญญัตินี้“เด็ก” หมำยควำมว่ำ บุคคลซึ่งมีอำยุต่ ำกว่ำสิบแปดปี บริบูรณ์แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภำวะด้วยกำรสมรส มำตรำ ๒๖ ภำยใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมำยอื่น ไม่ว่ำเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ำมมิให้ผู้ใดกระท ำกำร ดังต่อไปนี้ (๘) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นกำรพนันไม่ว่ำชนิดใดหรือเข้ำไปในสถำนที่เล่นกำรพนัน สถำนค้ำประเวณี หรือสถำนที่ที่ห้ำมมิให้เด็กเข้ำ จำกหลักกำรของกฎหมำยในข้ำงต้น จะเห็นได้ว่ำในกีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ ถูกตีกรอบด้วยกฎหมำยตำมพระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ที่จะต้องมีกำรขออนุญำต กำรเปิดสถำนที่ที่จัดให้มีโต๊ะสนุกเกอร์ซึ่งมีควำมแตกต่ำงกับกีฬำทั่วไป เช่น กีฬำวอลเลย์บอล กีฬำฟุตบอล ที่ผู้เล่นกีฬำสำมำรถหำสถำนที่ฝึกซ้อมได้โดยไม่มีขั้นตอนกำรขออนุญำตจำกหน่วยงำน ที่ก ำกับดูแล ดังนั้น ผลกระทบที่ตำมมำ คือ กำรถูกจ ำกัดกรอบดังกล่ำวส่งผลกระทบต่อเยำวชน ที่มีอำยุต่ ำกว่ำสิบแปดปีบริบูรณ์ที่มีควำมสนใจในกีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ไม่สำมำรถเข้ำไปยังสถำนที่ ที่ได้รับอนุญำตให้มีกำรเปิดให้มีกำรเล่นกีฬำดังกล่ำวได้ เนื่องด้วยหลักกำรตำมพระรำชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มำตรำ ๒๖ (๘) ที่บัญญัติหลักเกณฑ์กำรปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็ก ในกำรห้ำมมิให้ผู้ใดกระท ำกำรยินยอมให้เด็กเล่นกำรพนันไม่ว่ำชนิดใดหรือเข้ำไปในสถำนที่เล่นกำรพนัน ดังนั้น บุคคลที่มีควำมสนใจในกีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์รุ่นใหม่จึงประสบกับปัญหำ ไม่มีสนำมกีฬำมำตรฐำนรองรับ และแม้ว่ำกฎกระทรวงมหำดไทยจะมีข้อยกเว้นให้สำมำรถจัดให้มี กำรเล่นกีฬำบิลเลียดฯ โดยไม่ต้องขออนุญำตจำกหน่วยงำนภำครัฐได้ แต่ด้วยต้นทุนของโต๊ะสนุกเกอร์
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มำตรฐำนนั้นมีรำคำสูง จึงเป็นข้อจ ำกัดส ำหรับบุคคลทั่วไปในกำรเข้ำถึงอุปกรณ์ฝึกซ้อมได้อย่ำงทั่วถึง ปัญหำกำรขำดแคลนสถำนที่ฝึกซ้อมสั่งสมมำอย่ำงยำวนำนและส่งผลต่อกำรเฟ้นหำนักกีฬำรุ่นใหม่ เพื่อเป็นตัวแทนนักกีฬำในระดับชำติ สมำคมกีฬำบิลเลียดแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงปัญหำดังกล่ำว มำโดยตลอดและได้พยำยำมผลักดันให้มีกำรส่งเสริมกำรเล่นกีฬำสนุกเกอร์ในระดับเยำวชน มำอย่ำงต่อเนื่อง อีกทั้ง กระทรวงมหำดไทยซึ่งเป็นหน่วยงำนที่บังคับใช้กฎหมำยพระรำชบัญญัติ กำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้มีกำรหำรือไปยังส ำนักงำนงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำเพื่อตีควำมกฎหมำย กรณีที่กำรกีฬำแห่งประเทศไทยจะส่งเสริมให้เยำวชนมีกำรเล่นกีฬำสนุกเกอร์ในส ำนักงำนกำรกีฬำ แห่งประเทศไทยในส่วนกลำงหรือสำขำจังหวัดว่ำสำมำรถท ำได้หรือไม่ ซึ่งส ำนักงำนคณะกรรม กำร กฤษฎีกำได้ตอบข้อหำรือดังกล่ำวว่ำสำมำรถท ำได้ภำยใต้ขอบวัตถุประสงค์ของกำรส่งเสริมกีฬำ ตำมพระรำชบัญญัติกำรกีฬำแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นกฎหมำยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แต่ต้องมีมำตรกำรควบคุมมิให้มีกำรเล่นกำรพนันเกิดขึ้นในสถำนที่ที่จัดให้มีกำรเล่นกีฬำ แต่ด้วยข้อกังวล ที่กีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ที่ยังถูกก ำหนดเป็นกำรพนัน จึงไม่มีข้อยืนยันได้ว่ำหำกมีกำรถอด กีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ออกจำกพระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ แล้ว หน่วยงำนที่บังคับใช้ กฎหมำยจะสำมำรถท ำกำรควบคุมมิให้มีกำรพนันเกิดขึ้นได้หรือไม่ ๔. บทสรุปและอภิปรายผล บทสรุป ผลกำรศึกษำข้อมูลจำกกฎหมำยที่เกี่ยวข้องรวมทั้งฐำนข้อมูลออนไลน์ ผู้ศึกษำพบว่ำ ปัญหำข้อจ ำกัดทำงด้ำนกฎหมำยที่ก ำหนดให้กีฬำบิลเลียดหรือกีฬำสนุกเกอร์เป็นกำรพนัน ตำมบัญชี ข. แห่งพระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ น ำมำซึ่งข้อห้ำมมิให้บุคคลซึ่งมีอำยุต่ ำกว่ำสิบแปดปีบริบูรณ์ เข้ำไปยังสถำนที่ที่จัดให้มีกำรเล่นกีฬำบิลเลียด อันถือเป็นอุปสรรคส ำคัญในกำรส่งเสริมให้เยำวชนที่มี ควำมสนใจและเริ่มฝึกฝนพัฒนำกีฬำไม่สำมำรถท ำได้ตั้งแต่ในระดับเยำวชน สำเหตุส ำคัญอีกประกำร ที่หน่วยงำนภำครัฐยังไม่สำมำรถด ำเนินกำรถอดกีฬำบิลเลียดออกจำกกำรพนันได้ คือ ข้อกังวล เรื่องผลกระทบทำงด้ำนสังคมที่ตำมมำจำกกำรอนุญำตให้เยำวชนเข้ำไปยังสถำนที่ที่มีกำรอนุญำต ให้มีกำรเล่นกีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ อภิปรำยผล ด้วยข้อจ ำกัดทำงด้ำนกฎหมำยที่บังคับใช้ในปัจจุบันที่ยังไม่มีควำมสอดคล้องกับ กำรส่งเสริมและพัฒนำกีฬำ ดังนั้น ผู้ศึกษำมีควำมเห็นว่ำ กระบวนกำรส่งเสริมและพัฒนำกีฬำบิลเลียด หรือสนุกเกอร์จะต้องอำศัยควำมร่วมมือระหว่ำงหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง อันประกอบไปด้วย กระทรวงมหำดไทย กระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ รวมถึงสมำคมกีฬำบิลเลียดแห่งประเทศไทย เพื่อเสนอให้มีกำรแก้ไขปรับปรุงกฎหมำยให้มีควำมทันสมัย เพื่อลดระดับกำรบังคับใช้กฎหมำย ให้สอดคล้องกับแนวทำงกำรส่งเสริมและพัฒนำกีฬำมำกยิ่งขึ้น พร้อมกับ ศึกษำผลกระทบอย่ำงรอบด้ำน จำกกำรแก้ไขกฎหมำยในกรณีที่ถอดกีฬำบิลเลียดออกจำกพระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยเฉพำะผลกระทบในมิติทำงด้ำนสังคม ด้วยภำพลักษณ์ของกีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ ซึ่งภำพในอดีตที่ผ่ำนมำสถำนที่ที่จัดให้มีกำรเปิดโต๊ะสนุกเกอร์ถูกมองว่ำเป็นสถำนที่ที่เกี่ยวข้อง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กับกำรพนันและอบำยมุข อำจท ำให้ผู้ปกครองของเยำวชนไม่มั่นใจในกำรส่งเสริมให้บุตรหลำน ได้เล่นกีฬำดังกล่ำว ซึ่งถือเป็นโจทย์หลักที่สมำคมกีฬำบิลเลียดแห่งประเทศไทยและกำรกีฬำ แห่งประเทศไทยจะต้องเร่งด ำเนินกำรประชำสัมพันธ์กฎ กติกำ กำรแข่งขันกีฬำอย่ำงถูกต้อง เปิดโอกำสให้เยำวชนได้มีส่วนร่วมในกำรฝึกทักษะขั้นพื้นฐำนตั้งแต่ระดับเยำวชน เพื่อกระจำยโอกำส ในกำรเสริมสร้ำงและพัฒนำกีฬำในระดับเยำวชนได้อย่ำงทั่วถึงและเท่ำเทียมได้ แม้ว่ำที่ผ่ำนมำสมำคมกีฬำบิลเลียดแห่งประเทศไทยได้มีควำมพยำยำมผลักดัน ให้มีกำรถอดกีฬำบิลเลียดหรือสนุกเกอร์ออกจำกกำรพนันตลอดระยะเวลำหลำยสิบปีแต่ยังคงไม่เกิด ผลสัมฤทธิ์ ดังนั้น กำรเสนอแผนไปยังกระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ เพื่อเพิ่มงบประมำณ กำรสนับสนุนกำรจัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬำมำตรฐำนส ำหรับเยำวชนน่ำจะเป็นวิธีกำรหนึ่งที่สำมำรถด ำเนินกำร ไปแบบคู่ขนำนกับกำรด ำเนินกำรแก้ไขกฎหมำย เนื่องจำกตำมพระรำชบัญญัติกำรกีฬำแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ มีบทบัญญัติว่ำด้วยหมวด กำรส่งเสริมและสนับสนุนกำรกีฬำรองรับกำรด ำเนินกำรได้ ซึ่งหำกกำรด ำเนินกำรจัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬำมำตรฐำนไปยังพื้นที่ในภูมิภำคต่ำง ๆ ของประเทศไทยได้ จะสำมำรถแก้ไขปัญหำกำรขำดแคลนสถำนที่ฝึกซ้อมของเยำวชนที่มีควำมสนใจไปได้อีกช่องทำงหนึ่ง ซึ่งอำจจะเป็นกำรแก้ไขปัญหำกำรขำดแคลนสถำนที่ฝึกซ้อมกีฬำให้กับเยำวชนได้อย่ำงยั่งยืน อย่ำงแท้จริง ๕. ข้อเสนอแนะ ๑) กระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ ควรหำรือร่วมกับสมำคมกีฬำบิลเลียด แห่งประเทศไทยและกระทรวงมหำดไทย เพื่อศึกษำควำมเป็นไปได้ในกำรถอดกีฬำบิลเลียดหรือกีฬำ ที่มีลักษณะคล้ำยกันออกจำกพระรำชบัญญัติกำรพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ๒) กระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ ควรเพิ่มงบประมำณสนับสนุนให้กับสมำคม กีฬำบิลเลียดแห่งประเทศไทย ในกำรจัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬำมำตรฐำนส ำหรับเยำวชนทั้งในพื้นที่ส่วนกลำง และส่วนภูมิภำค ๓) กระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ โดยกำรกีฬำแห่งประเทศไทย ควรมีกำรก ำหนด มำตรกำรรองรับเพื่อเปิดโอกำสให้เยำวชนสำมำรถเข้ำไปใช้บริกำรในสถำนที่ที่จัดให้มีกำรเปิดโต๊ะ บิลเลียดหรือสนุกเกอร์ได้ เช่น กำรจัดให้มีกำรขึ้นทะเบียนสถำนที่ที่จัดให้มีกำรเล่นกีฬำส ำหรับบุคคล ที่มีอำยุต่ ำกว่ำ ๑๘ ปีบริบูรณ์ เป็นต้น นอกจำกนี้ กำรกีฬำแห่งประเทศไทยและสมำคมกีฬำบิลเลียด แห่งประเทศไทยควรก ำหนดให้มีมำตรฐำนก ำกับดูแลสถำนที่ที่เปิดให้มีกำรเล่นกีฬำบิลเลียด หรือสนุกเกอร์กับเยำวชน เพื่อป้องกันมิให้มีกำรกระท ำควำมผิดกฎหมำยเกิดขึ้น นำยคเณศ เมืองจันทร์ นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกีฬำ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การยกร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา พ.ศ. .... ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา สืบเนื่องจากกรณีที่ผู้แทนนิสิตและนักศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและ การออกก าลังกายหรือเทียบเท ่า ได้มีการประชุมร ่วมกันเมื ่อวันที ่ 17 มีน าคม 2565 โดยในการประชุมดังกล่าวได้มีการพิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับจรรยาบรรณและข้อปฏิบัติในวิชาชีพ ด้านวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงการผลักดันสภาวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาให้เกิดขึ้นจริง โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคม วิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย หน่วยงานสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพิจารณา หาแนวทางในการที่จะส่งเสริมและสร้างความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพทั้งทางด้านการศึกษาและ การกีฬาให้เทียบเท่าวิชาชีพอื่น ๆ ตลอดจนเป็นการพัฒนาวงการกีฬาให้ทัดเทียมในระดับนานาชาติ จำกผลกำรประชุมดังกล่ำว ตัวแทนนิสิตและนักศึกษำทำงด้ำนวิทยำศำสตร์กำรกีฬำ และกำรออกก ำลังกำยหรือเทียบเท่ำ ได้มีควำมเห็นว่ำ ควรมีกำรพิจำรณำศึกษำ ผลักดัน และ สนับสนุนกำรจัดตั้งสภำวิชำชีพทำงด้ำนวิทยำศำสตร์กำรกีฬำ และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกำร ตรำพระรำชบัญญัติฉบับหนึ่งขึ้นมำเพื่อจัดตั้งสภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำในประเทศไทย ให้เกิดผลอย่ำงเป็นรูปธรรม และก ำหนดมำตรฐำนของหลักสูตรกำรศึกษำ รับรองและส่งเสริม หลักสูตรกำรอบรมผู้ช ำนำญกำรเฉพำะทำงในวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำด้ำนต่ำง ๆ และเปิดโอกำส ในกำรศึกษำหำควำมรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนำควำมรู้ผ่ำนกำรสนับสนุนจำกภำครัฐ สั่งสมประสบกำรณ์ ให้เกิดกำรเรียนรู้ และก ำหนดมำตรฐำนวิชำชีพโดยค ำนึงถึงควำมปลอดภัยของกำรเข้ำรับกำรบริกำร ต่ำง ๆ ของประชำชนโดยทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบวิชำชีพ ผู้เข้ำรับบริกำร รวมถึงผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องทั้งทำงตรงและทำงอ้อม สภาพปัญหา ๑. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่มีความ ต้องการที่จะเข้ามาประกอบอาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จึงท าให้ต้องไปลงทะเบียนเรียน ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเพิ่มเติม หรือไปอบรมในหลักสูตรวิทยาศาสตร์การกีฬาจากสถาบันการศึกษา ต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งใบรับรองหรือประกาศนียบัตรการศึกษาส าหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพ และ เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นผู้มีความรู้ในวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาจึงท าให้เกิดปัญหาขึ้นมา เนื่องจาก ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดท าหน้าที่ก าหนดหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงการออกใบประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ การกีฬาที่ชัดเจนเช่นเดียวกับในต่างประเทศ อีกทั้งจากการตรวจสอบพบว่า บางสถาบันการศึกษา ก็มีการออกใบประกาศวิชาชีพขึ้นมาเอง โดยไม่มีหน่วยงานใดท าหน้าที่ในการตรวจสอบว่า กระบวนการ ขั้นตอนการออกใบประกาศวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นมีคุณภาพและมีมาตรฐาน เพียงพอหรือไม่ ซึ่งหากกระบวนการดังกล่าวไม่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ก็อาจจะท าให้เกิดอันตราย ต่อร่างกายและสุขภาพของประชาชนในฐานะผู้รับบริการได้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ส าหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาโดยตรง มีสาเหตุมาจากกรณีของบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาโดยตรง แต่สามารถ ประกอบวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาได้เนื่องจากมีใบประกอบวิชาชีพที่ได้มาจากการศึกษา อบรมตามสถาบันต่าง ๆ กรณีนี้ได้ส่งผลกระทบกับบุคคลที่จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยตรงเพราะเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาโดยตรง อย่างมากเนื่องจากแสดงให้เห็นว่ามีเพียงใบประกอบวิชาชีพที่ได้มาจากการอบรมหรือการลงทะเบียน เรียนตามหลักสูตรต่าง ๆ เท่านั้นก็สามารถประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ ๒. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนายจ้างหรือสถานประกอบการด้านสุขภาพเนื่องจากการไม่มี หน่วยงานใดท าหน้าที่ก าหนดมาตรฐานที่เป็นกลาง และก าหนดตัวชี้วัดความรู้ความช านาญในด้าน วิทยาศาสตร์การกีฬา ก็อาจจะท าให้เจ้าของกิจการหรือสถานประกอบการธุรกิจด้านสุขภาพตัดสินใจ รับนักวิทยาศาสตร์ด้านการกีฬาเข้าท างานได้ยากหรืออาจจะไม่รับเข้าท างานได้ ๓. ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่เป็นผู้บริโภค หากไม่มีหน่วยงานที่ท าหน้าที่ในการ ควบคุมและก ากับการออกใบประกอบวิชาชีพที่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะท าให้มีการแอบอ้างว่าตนเป็น ผู้มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อให้บริการประชาชนที่เป็นผู้บริโภคและหากเกิดความ ผิดพลาดขึ้นในระหว่างการให้บริการประชาชน ก็จะท าให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพ ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคได้ ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง 1. พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบ าบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ 2. พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ การศึกษา วิเคราะห์กฎหมายเปรียบเทียบ ในการศึกษาแนวทางการยกร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา พ.ศ. .... ผู้ศึกษาได้ด าเนินการศึกษา วิเคราะห์กฎหมายที่มีลักษณะใกล้เคียง จ านวน ๒ ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบ าบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ หลักกำรและเหตุผลที่ส ำคัญของพระรำชบัญญัติฉบับนี้คือ โดยที่กำรประกอบโรค ศิลปะสำขำกำยภำพบ ำบัดอยู่ในควำมควบคุมตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรประกอบโรคศิลปะ ซึ่งมี คณะกรรมกำรกำรประกอบโรคศิลปะท ำหน้ำที่ก ำกับดูแลกำรประกอบโรคศิลปะสำขำต่ำง ๆ และ มีคณะกรรมกำรวิชำชีพสำขำกำยภำพบ ำบัดท ำหน้ำที่ควบคุมกำรประกอบโรคศิลปะสำขำ กำยภำพบ ำบัด รวมทั้งจรรยำบรรณแห่งวิชำชีพ ซึ่งในปัจจุบันวิทยำกำรและเทคโนโลยีทำงด้ำน กำยภำพบ ำบัดในประเทศไทยได้เจริญก้ำวหน้ำขึ้นเป็นอันมำก ประกอบกับจ ำนวนผู้ประกอบโรคศิลปะ ในสำขำกำยภำพบ ำบัดมีจ ำนวนเพิ่มมำกขึ้น จึงสมควรแยกกำรก ำกับดูแลและกำรควบคุมกำรประกอบ วิชำชีพกำยภำพบ ำบัดออกจำกอ ำนำจหน้ำที่ของคณะกรรมกำรกำรประกอบโรคศิลปะ และ คณะกรรมกำรวิชำชีพสำขำ กำยภำพบ ำบัด โดยจัดตั้ง “สภำกำยภำพบ ำบัด” ขึ้นเพื่อส่งเสริม กำรประกอบวิชำชีพกำยภำพบ ำบัดก ำหนดและควบคุมมำตรฐำนกำรประกอบวิชำชีพกำยภำพบ ำบัด
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๕๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร และควบคุมมิให้มีกำรแสวงหำประโยชน์โดยมิชอบจำกบุคคลซึ่งไม่มีควำมรู้อันก่อให้เกิดภัยและ ควำมเสียหำยแก่ประชำชน พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ หลักกำรและเหตุผลที ่ส ำคัญของพระรำชบัญญัติฉบับนี้คือ โดยที ่ในปัจจุบัน กำรประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันในสำขำกำรพยำบำลและกำรผดุงครรภ์อยู่ในควำมควบคุมตำม กฎหมำยว่ำด้วยกำรควบคุมกำรประกอบโรคศิลปะ ซึ่งมีคณะกรรมกำรควบคุมกำรประกอบโรคศิลปะ ท ำหน้ำที่ควบคุมทั้งกำรประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันในสำขำทันตกรรม เภสัชกรรม กำรพยำบำล กำรผดุงครรภ กำยภำพบ ำบัด เทคนิคกำรแพทย์ และกำรประกอบโรคศิลปะแผนโบรำณในสำขำ เวชกรรม เภสัชกรรม กำรผดุงครรภ และในปัจจุบันมีผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันในสำขำ กำรพยำบำลและกำรผดุงครรภเป็นจ ำนวนมำก สมควรแยกกำรควบคุมกำรประกอบวิชำชีพดังกล่ำว จำกอ ำนำจหน้ำที่ของคณะกรรมกำรควบคุมกำรประกอบโรคศิลปะ โดยจัดตั้ง สภำกำรพยำบำลขึ้น ประกอบด้วยผู้แทนสวนรำชกำรที่เกี่ยวของ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชำชีพดังกล่ำว และผู้ประกอบวิชำชีพ ดังกล่ำว ซึ่งไดรับเลือกตั้งโดยผู้ประกอบวิชำชีพด้วยกันเองเป็นกรรมกำร เพื่อควำมคลองตัวในกำรท ำ หน้ำที่ควบคุมและส่งเสริมมำตรฐำนกำรประกอบวิชำชีพกำรพยำบำลและกำรผดุงครรภ โดยอิสระ เหมำะสมและมีประสิทธิภำพยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว ่ำกฎหมำยทั้ง ๒ ฉบับ ได้แก่ พระรำชบัญญัติวิชำชีพกำยภำพบ ำบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ นั้นมีสำระส ำคัญ คือ กำรจัดตั้ง “สภำกำยภำพบ ำบัด” ขึ้นเพื่อส่งเสริมกำรประกอบ วิชำชีพกำยภำพบ ำบัดก ำหนดและควบคุมมำตรฐำนกำรประกอบวิชำชีพกำยภำพบ ำบัด และควบคุม มิให้มีกำรแสวงหำประโยชน์โดยมิชอบจำกบุคคลซึ่งไม่มีควำมรู้อันก่อให้เกิดภัยและควำมเสียหำย แก่ประชำชน ซึ่งจะมีลักษณะเช่นเดียวกับพระรำชบัญญัติวิชำชีพกำรพยำบำลและกำรผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่ก ำหนดให้มีกำรจัดตั้ง “สภำกำรพยำบำล” ขึ้น โดยประกอบด้วยผู้แทนสวนรำชกำร ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชำชีพดังกล่ำว และเป็นผู้ประกอบที่ไดรับเลือกตั้งโดยผู้ประกอบวิชำชีพ ด้วยกันเองเป็นกรรมกำร เพื่อให้เกิดควำมคลองตัวในกำรท ำหน้ำที่ในกำรควบคุมและส่งเสริม มำตรฐำนกำรประกอบวิชำชีพกำรพยำบำลและกำรผดุงครรภโดยอิสระเหมำะสมและมีประสิทธิภำพ ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เมื่อพิจำรณำแล้วจะเห็นได้ว่ำ ในปัจจุบันวิทยำศำสตร์กำรกีฬำนั้นถือเป็นศำสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับกำรกีฬำและกำรออกก ำลังกำย ซึ่งจะครอบคลุมทั้งในด้ำนกำรพัฒนำศักยภำพของ นักกีฬำทุกระดับสู่ควำมเป็นเลิศ และกำรส่งเสริมสุขภำพบุคคลทั่วไป โดยมุ่งเน้นให้มีกำรจัดกำรเรียน กำรสอนโดยใช้ศำสตร์ต่ำง ๆ คือ สรีรวิทยำกำรกีฬำชีวกลศำสตร์กำรกีฬำ โภชนำกำรกำรกีฬำ เวชศำสตร์กำรกีฬำ เทคโนโลยีกำรกีฬำ จิตวิทยำกำรกีฬำ กำรส่งเสริมสุขภำพ และกำรบริหำรจัดกำร กำรกีฬำ เพื่อให้สำมำรถวำงแผนกำรฝึกซ้อมและกำรแข่งขันกีฬำดูแลป้องกันและฟื้นฟูกำรบำดเจ็บ จำกกำรกีฬำ และกำรออกก ำลังกำยทดสอบและเสริมสร้ำงสมรรถภำพทำงกำย ตลอดจนกำรให้ ค ำแนะน ำในกำรออกก ำลังกำยที่เหมำะสมกับบุคคลทั่วไป ดังนั้น หำกมีกำรจัดตั้งสภำวิชำชีพทำงด้ำน วิทยำศำสตร์กำรกีฬำขึ้นในประเทศไทย ย่อมจะสำมำรถส่งเสริมและสร้ำงควำมมั่นคงในกำรประกอบ วิชำชีพทำงด้ำนกำรวิทยำศำสตร์กำรกีฬำให้เทียบเท่ำวิชำชีพอื่น ๆ ตลอดจนเป็นกำรพัฒนำวงกำร
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๖๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กีฬำให้ทัดเทียมในระดับนำนำชำติได้ ซึ่งจะกำรส่งเสริมกำรประกอบวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำให้มี ศักยภำพที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับวิชำชีพกำยภำพบ ำบัดและวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ที่ได้มี การออกกฎหมายจัดตั้งสภาวิชาชีพเป็นของตนเอง กรอบแนวทางในการพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา พ.ศ. .... ในเบื้องต้น ๑) ในก ำ รจัดท ำ ร่ำงพระ รำชบัญญัติวิชำชีพวิทย ำศำสตร์กำ รกีฬ ำได้น ำ พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบ าบัด พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นกฎหมำยที่มีลักษณะใกล้เคียงมำศึกษำ เปรียบเทียบ และใช้เป็นแนวทำงในกำรจัดท ำร่ำงพระรำชบัญญัติวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำฉบับนี้ โดยได้ท ำกำรศึกษำค ำนิยำมต่ำง ๆ จำกวิชำชีพกำยภำพบ ำบัด ได้แก่ กำรตรวจประเมิน กำรวินิจฉัย และกำรบ ำบัดควำมบกพร่องของร่ำงกำยซึ่งเกิดเนื่องจำกภำวะของโรค หรือกำรเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ กำรป้องกัน กำรแก้ไขและกำรฟื้นฟูควำมเสื่อมสภำพควำมพิกำรของร่ำงกำย รวมทั้งกำรส่งเสริม สุขภำพร่ำงกำยและจิตใจ ด้วยวิธีกำรทำงกำยภำพบ ำบัดหรือกำรใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ กำยภำพบ ำบัด เป็นต้น และมีกำรพิจำรณำศึกษำค ำนิยำมในประกำศนียบัตรวิชำชีพ “Sport Sciences” ของออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์มำประกอบกำรพิจำรณำ ๒) ในกำรพิจำรณำยกร่ำงพระรำชบัญญัติวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำ พ.ศ. .... จ ำเป็นต้องก ำหนดให้กระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ ท ำหน้ำที่ก ำกับดูแลร่ำงพระรำชบัญญัตินี้ เท่ำนั้น โดยสำระส ำคัญของร่ำงกฎหมำยวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำจะต้องไม่เป็น “เรื่องกำรรักษำ” ที่เป็นเรื่องภำรกิจของกระทรวงสำธำรณสุข รวมทั้งผลกำรบังคับใช้กฎหมำยวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำ จะต้องไม่กระทบต่อผู้ที่ประกอบวิชำชีพดังกล่ำวอยู่เดิม การพิจารณารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการจัดตั้งสภาวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาขึ้นในประเทศไทย ๑) กำรจัดตั้งสภำวิชำชีพฯ ตำมแนวทำงของกระทรวงกำรอุดมศึกษำ วิทยำศำสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไม่จ ำเป็นต้องมีกำรออกกฎหมำยขึ้นใหม่ แต่ต้องอยู่ภำยใต้กรอบมำตรฐำนคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษำแห่งชำติและกฎหมำยของกระทรวงฯ ซึ่งจะท ำให้ขำดควำมยืดหยุ่น อีกทั้งมีลักษณะ เป็นวิชำชีพวิทยำศำสตร์ทั่วไป ซึ่งจะไม่ตรงกับวิทยำศำสตร์กำรกีฬำทั้งหมด ๒) สถำบันคุณวุฒิวิชำชีพ (องค์กำรมหำชน) เป็นสถำบันที่จัดท ำมำตรฐำนอำชีพและ คุณวุฒิวิชำชีพที่ไม่มีกฎหมำยรองรับเฉพำะ มีเป้ำหมำยที่ส ำคัญ คือ กำรให้โอกำสประชำชนที่ไม่ได้ มีวุฒิกำรศึกษำโดยเฉพำะ ในกำรประเมินหรือทดสอบสมรรถนะของบุคคลนั้นจะมีกำรประเมิน ๒ รูปแบบ คือ ๑) ประเมินด้วยวิธีปกติ ๒) กำรเทียบโอนประสบกำรณ์เพื่อรับรองคุณวุฒิวิชำชีพ ส ำหรับประชำชนผู้ที่มีทักษะในแต่ละเรื่องที่ประสงค์จะเพิ่มเติมคุณวุฒิในด้ำนต่ำง ๆ โดยจะไม่ได้ มุ่งเน้นในเรื่ององค์ควำมรู้เท่ำที่ควร เพรำะท ำหน้ำที่เป็นเพียงกำรรับรองสมรรถนะของบุคคลทั่วไป เท่ำนั้น ซึ่งหมำยควำมว่ำ ผู้ที่ได้รับใบประกอบวิชำชีพไม่จ ำเป็นต้องเป็นผู้มีควำมรู้ลึกซึ้ง ก็สำมำรถ ขอใบรับรองประกอบวิชำชีพได้ แตกต่ำงจำกวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำซึ่งเป็นวิชำชีพที่ต้องใช้ องค์ควำมรู้ที่มีควำมถูกต้องมำกกว่ำกำรรับรองสมรรถนะของบุคคล
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๖๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓) ในปัจจุบันกรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุข ได้ใช้ประกำศกระทรวงสำธำรณสุข เรื่อง กิจกำรที่เป็นอันตรำยต่อสุขภำพ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๙ กิจกำรที่เกี่ยวกับกำรบริกำร (๑๒) กำรประกอบกิจกำรสถำนที่ออกก ำลังกำย ซึ่งได้มีกำรจัดท ำค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรสำธำรณสุข เรื่อง แนวทำงกำรควบคุมกำรประกอบกิจกำรสถำนที่ออกก ำลังกำย พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อให้เกิดควำม ปลอดภัยแก่ประชำชนผู้ใช้บริกำร ซึ่งเป็นแนวทำงในกำรควบคุมวิชำชีพกีฬำในเรื่องกำรออกก ำลังกำย ทั่วไปเท่ำนั้น โดยจะไม่ได้มุ่งเน้นในด้ำนวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำมำกเท่ำที่ควร ๔) ในกำรพิจำรณำว่ำ วิทยำศำสตร์กำรกีฬำอยู่ในกลุ่มวิชำชีพวิทยำศำสตร์ และ เทคโนโลยีประเภทใดหรือเป็นวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีควบคุมหรือไม่ จะต้องมีสมำชิกสภำวิชำชีพ วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีเสนอให้คณะกรรมกำรสภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีพิจำรณำ หำกเห็นว่ำเป็นกลุ่มวิชำชีพวิทยำศำสตร์ และเทคโนโลยีควบคุม ก็จะต้องมีกำรวิเครำะห์ผลกระทบ ที่อำจจะเกิดขึ้นแก่ประชำชนในทุก ๆ ด้ำน และด ำเนินกำรตำมขั้นตอนของมำตรำ ๗๗ ตำมรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ซึ่งหำกมีกำรจัดตั้งสภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำขึ้นก็จะ มีกำรก ำหนดคุณสมบัติของผู้จบระดับปริญญำตรีขึ้นไป จึงจะได้วุฒิกำรศึกษำในสำขำที่ก ำหนดอย่ำงไร ก็ตำม ในกรณีนี้อำจจะกระทบต่อบุคคลที่ประกอบวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำอยู่แล้วแต่ไม่มีวุฒิ กำรศึกษำที่สภำวิชำชีพรับรองได้ จึงอำจกล่ำวได้ว่ำ กำรจัดตั้งสภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำนั้น มีอยู่ ๒ แนวทำง คือ แนวทำงที่ด ำเนินกำรโดยผ่ำนสภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี และแนวทำงที่ด ำเนินกำรโดยผ่ำน กระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ อย่ำงไรก็ตำม สำขำวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำไม่ควรอยู่ภำยใต้ สภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีและหำกก ำหนดให้สภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำไปขึ้นอยู่กับ หน่วยงำนอื่น ก็จะท ำให้เกิดข้อจ ำกัดในกำรด ำเนินงำนหลำยประกำร ผู้ศึกษำจึงเห็นว่ำ ควรสนับสนุนให้มี กำรจัดตั้งสภำวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำขึ้นโดยเฉพำะ โดยมีสำระส ำคัญ คือ ให้มีสภาวิทยาศาสตร์ การกีฬา เป็นองค์กรซึ่งมีหน้ำที่และอ ำนำจในกำรก ำกับดูแลมำตรฐำนทำงวิชำชีพของนักวิทยำศำสตร์ ทำงด้ำนกำรกีฬำ รวมถึงกำรคุ้มครองผู้ประกอบวิชำชีพฯ โดยให้เป็นไปตำมที่ก ำหนดไว้ใน พระรำชบัญญัติวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำในฐำนะกฎหมำยแม่บท ซึ่งจะมีลักษณะเช่นเดียวกับ อำชีพอื่น ๆ เช่น ครู หมอ พยำบำล เป็นต้น โดยให้กระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำเป็นหน่วยงำนในกำร ก ำกับดูแลสภำวิชำชีพที่จัดตั้งขึ้น เนื่องจำกเป็นกระทรวงที่ก ำกับดูแลกำรกีฬำแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้ำที่ และควำมรับผิดชอบในเรื่องกำรพัฒนำกีฬำเพื่อควำมเป็นเลิศและก ำกับดูแลกรมพลศึกษำซึ่งมีหน้ำที่และ ควำมรับผิดชอบในด้ำนกำรส่งเสริมและสนับสนุนกำรออกก ำลังกำยเพื่อสุขภำพซึ่งจะท ำให้ครอบคลุมได้ ทั้งหมดทุกด้ำน ๓. บทวิเคราะห์ สรุปสาระส าคัญของร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา พ.ศ. .... เหตุผลและความจ าเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ โดยที่ปัจจุบันกำรปฏิบัติหน้ำที่ของผู้ประกอบวิชำชีพวิทยำศำสตร์กำรกีฬำ ซึ่งเป็นผู้ที่น ำ ควำมรู้ควำมช ำนำญเฉพำะด้ำนเกี่ยวกับวิทยำศำสตร์กำรกีฬำมำใช้ในกำรให้ค ำแนะน ำ ประเมินควำมพร้อม
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๖๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒๕๔๒ มำตรำ ๖๒ นอกจำกนี้พระรำชบัญญัติก ำหนดแผนและขั้นตอนกำรกระจำยอ ำนำจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังได้ก ำหนดอ ำนำจหน้ำที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไว้อีกเช่นเดียวกัน เช่น มำตรำ ๑๖ ก ำหนดให้เทศบำลเมืองพัทยำ และองค์กำรบริหำรส่วนต ำบลมี อ ำนำจและหน้ำที่ในกำรจัดระบบกำรบริกำรสำธำรณะ เพื่อประโยชน์ของประชำชนในท้องถิ่นของ ตนเอง เช่น กำรจัดให้มีและบ ำรุงรักษำทำงบก ทำงน้ ำ และทำงระบำยน้ ำ กำรจัดกำรศึกษำ กำรก ำจัด มูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ ำเสีย เป็นต้น หรือมำตรำ ๑๗ ก ำหนดให้องค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดมีอ ำนำจ และหน้ำที่ตำมมำตรำ ๑๖ แล้วยังก ำหนดให้มีหน้ำที่ในกำรจัดระบบบริกำรสำธำรณะเพื่อประโยชน์ ของประชำชนในท้องถิ่นของตนเอง เช่นกำรสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในกำรพัฒนำ ท้องถิ่น กำรจัดกำรศึกษำ กำรก ำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม กำรจัดให้มีโรงพยำบำลจังหวัด กำร รักษำพยำบำล กำรป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ มำตรำ ๑๘ ก ำหนดให้กรุงเทพมหำนครมีอ ำนำจ และหน้ำที่ในกำรจัดระบบบริกำรสำธำรณะ เพื่อประโยชน์ของประชำชน ในท้องถิ่นของตนเองตำม มำตรำ ๑๖ และมำตรำ ๑๗ ในขณะเดียวกันมำตรำ ๒๐ ยังก ำหนดว่ำในกรณีที่กฎหมำยบัญญัติให้ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอ ำนำจและหน้ำที่เกี่ยวกับกำรให้บริกำรสำธำรณะอย่ำงเดียวกันหรือ คล้ำยคลึงกันให้คณะกรรมกำรมีอ ำนำจก ำหนดว่ำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอ ำนำจและหน้ำที่ รับผิดชอบในส่วนใดในขณะเดียวกันบทบัญญัติของมำตรำ ๒๑ ยังก ำหนดว่ำบรรดำอ ำนำจและหน้ำที่ ที่อยู่ในควำมรับผิดชอบของรัฐตำมกฎหมำยรัฐอำจมอบอ ำนำจและหน้ำที่ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นด ำเนินกำรแทนได้นอกจำกนี้รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ได้ ก ำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้ำที่และอ ำนำจดูแลและจัดท ำบริกำรสำธำรณะและกิจรรม สำธำรณะเพื่อประโยชน์ของประชำชนในท้องถิ่นตำมหลักกำรพัฒนำอย่ำงยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมและ สนับสนุนกำรจัดกำรศึกษำให้กับประชำชนในท้องถิ่น อีกทั้ง ยังก ำหนดว่ำกำรจัดท ำบริกำรสำธำรณะ และกิจกรรมสำธำรณะใดที่สมควรให้เป็นหน้ำที่และอ ำนำจโดยเฉพำะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละรูปแบบ หรือให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงำนหลักในกำรด ำเนินกำรใดให้เป็นไป ตำมที่กฎหมำยบัญญัติซึ่งต้องสอดคล้องกับรำยได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีกลไกและขั้นตอน กำรกระจำยหน้ำที่และอ ำนำจตลอดจนงบประมำณและบุคลำกรที่เกี่ยวกับหน้ำที่และอ ำนำจดังกล่ำว ของส่วนรำชกำรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย จะเห็นได้ว่ำมีกฎหมำยที่ก ำหนดอ ำนำจหน้ำที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้หลำยฉบับท ำให้เกิดควำมไม่ชัดเจนของกฎหมำยท ำให้ต้องตีควำม ในเรื่องอ ำนำจหน้ำที่ที่ซ้ ำซ้อนกันก่อให้เกิดปัญหำในทำงปฏิบัติ เนื่องจำกถูกหน่วยตรวจสอบทักท้วง ว่ำเป็นกำรปฏิบัติโดยไม่มีอ ำนำจ เช่น กำรจัดกำรขยะ ซึ่งพระรำชบัญญัติก ำหนดแผนและขั้นตอนกำร กระจำยอ ำนำจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ก ำหนดให้เป็นอ ำนำจหน้ำที่ของ เทศบำล เมืองพัทยำ และองค์กำรบริหำรส่วนต ำบล ในขณะเดียวกันก็ก ำหนดให้เป็นอ ำนำจหน้ำที่ ขององค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดด้วยท ำให้เกิดควำมซ้ ำซ้อนกันทั้งหน้ำที่และพื้นที่ด ำเนินกำร เป็นต้น จึงควรก ำหนดให้ชัดเจนว่ำหน้ำที่ใดใครต้องเป็นผู้จัดท ำ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๖๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒. ปัญหำที่เกิดจำกกำรถ่ำยโอนภำรกิจ ปัญหำนี้พบว่ำหลำยส่วนรำชกำรไม่มีกำรด ำเนินกำรตำมกระบวนกำรและขั้นตอน ที่ก ำหนดไว้ตำมแผนกำรกระจำยอ ำนำจฯ และแผนปฏิบัติกำรกำรถ่ำยโอนภำรกิจบำงบริกำร สำธำรณะที่มีกำรถ่ำยโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งภำรกิจที่ใช้งบประมำณ สูง เช่น ภำรกิจโครงสร้ำงพื้นฐำนรำชกำรส่วนกลำงไม่ได้ถ่ำยโอนงบประมำณไปให้เพียงพอในภำรกิจ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สำมำรถด ำเนินภำรกิจนั้นได้ ปัญหำด้ำนงบประมำณ ที่ไม่สมดุลกับภำรกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับ กำรถ่ำยภำรกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมีกฎหมำยที่อยู่ในควำมรับผิดชอบของหน่วยงำนอื่นที่ไม่เอื้อต่อกำรถ่ำยโอนภำรกิจ ค่อนข้ำงมำก และภำรกิจที่มีกำรถ่ำยโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจ ำนวนมำก เช่น พระรำชบัญญัติป่ำไม้ พุทธศักรำช ๒๔๘๔ ก ำหนดให้กรมป่ำไม้ ถ่ำยโอนภำรกิจงำนพัฒนำป่ำชุมชน กำรควบคุมไฟฟ้ำ โดยให้รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้อ ำนำจตำมมำตรำ ๔ แต่งตั้ง ผู้บริหำรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้ำรำชกำรหรือพนักงำนส่วนท้องถิ่นเป็นพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ ปฏิบัติงำนตำมภำรกิจที่ถ่ำยโอน และแผนปฏิบัติกำรก ำหนดขั้นตอนกำรกระจำยอ ำนำจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้บริหำรองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ำร่วมเป็นกรรมกำรในกำรพิจำรณำค ำขออนุญำตผูกขำดหรือสัมปทำน ท ำไม้หวงห้ำมในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และก ำหนดให้ผู้บริหำรท้องถิ่น ข้ำรำชกำร ส่วนท้องถิ่นเป็นพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ที่มีอ ำนำจหน้ำที่ในกำรบริหำรจัดกำรและดูแลรักษำป่ำไม้ในเขต ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องมีกำรแก้ไขกฎหมำยเพื่อให้อ ำนำจองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมีอ ำนำจด ำเนินกำรตำมแผนกำรถ่ำยโอนภำรกิจได้ เป็นต้น ในปัจจุบันภำรกิจที่ยังถ่ำยโอน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ส ำเร็จส่วนใหญ่เป็นภำรกิจที่ต้องมีกำรแก้ไขปรับปรุงกฎหมำย เพื่อให้อ ำนำจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกำรด ำเนินกำร ซึ่งกระบวนกำรแก้ไขปรับปรุง กฎหมำยอำจไม่มีควำมต่อเนื่อง อีกทั้งกำรก ำหนดอ ำนำจหน้ำที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำมำรถ ท ำได้แต่ยังไม่ได้ก ำหนดไว้ในกฎหมำยจึงไม่สำมำรถท ำได้ ๓. ปัญหำด้ำนโครงสร้ำงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปัญหำด้ำนโครงสร้ำงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่ำ ในปัจจุบัน มีหลำยประเภททั้งองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด เทศบำล องค์กำรบริหำรส่วนต ำบล และปัจจุบัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีควำมแตกต่ำงในเรื่องของขนำดพื้นที่และรำยได้ท ำให้เกิดปัญหำในกำร บริหำรงำนเพรำะศักยภำพไม่เท่ำกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนำดเล็กมีข้อจ ำกัดทั้งในเรื่องของ บุคลำกรและงบประมำณท ำให้ต้องพึ่งพำจำกส่วนกลำงหรือส่วนรำชกำรอื่นหรือแม้กระทั่งองค์กร ปกครองท้องถิ่นขนำดใหญ่อย่ำงองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด เพื่อให้เข้ำไปด ำเนินกำรแทนหรือ สนับสนุนงบประมำณ ซึ่งเมื่อพิจำรณำกฎหมำยที่ให้อ ำนำจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกำร ด ำเนินงำนตำมอ ำนำจหน้ำที่กลับมีจ ำนวนมำกทั้งอ ำนำจหน้ำที่ตำมกฎหมำยจัดตั้งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท กฎหมำยว่ำด้วยกำรก ำหนดแผนและขั้นตอนกำรกระจำยอ ำนำจ กฎหมำย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๖๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ที่เกี่ยวข้องกับกำรถ่ำยโอนภำรกิจ และกฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับกำรให้อ ำนำจองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในกำรด ำเนินกำรตำมกฎหมำยล้วนแล้วแต่ก ำหนดอ ำนำจหน้ำที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องด ำเนินกำรทั้งสิ้น เช่น อ ำนำจหน้ำที่ในกำรจัดกำรขยะจะเห็นได้ว่ำทั้งกฎหมำยจัดตั้งและกฎหมำย ว่ำด้วยกำรก ำหนดแผนและขั้นตอนกำรกระจำยอ ำนำจต่ำงก็ก ำหนดให้เทศบำล องค์กำรบริหำรส่วน ต ำบล องค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดมีหน้ำที่ในกำรจัดท ำองค์กำรบริหำรส่วนต ำบลที่มีขนำดเล็กมี งบประมำณและบุคลำกรจัดกัดอำจท ำได้ไม่มีประสิทธิภำพเท่ำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนำด ใหญ่ ดังนั้น เมื่อก ำหนดให้องค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดมีอ ำนำจหน้ำที่ในกำรด ำเนินกำรแล้วเพื่อไม่ให้ เกิดควำมซ้ ำซ้อนกันควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมำยให้เป็นอ ำนำจหน้ำที่ขององค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบด ำเนินกำร นอกจำกนี้อ ำนำจหน้ำที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตำมที่กฎหมำยที่ เกี่ยวข้องกับกำรถ่ำยโอนภำรกิจตำมแผนกำรกระจำยอ ำนำจฯ ก ำหนด เช่น พระรำชบัญญัติน้ ำบำดำล พ.ศ. ๒๕๒๐ ก ำหนดให้กรมทรัพยำกรน้ ำบำดำล กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ถ่ำย โอนกำรส ำรวจกำรขุดเจำะบ่อน้ ำ อนุญำตกำรขุดเจำะบ่อน้ ำบำดำลที่มีขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงตอน บนสุดน้อยกว่ำ ๔ นิ้ว และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงำนรับเรื่องและมีอ ำนำจหน้ำที่ใน กำรพิจำรณำอนุญำตขุดเจำะบ่อน้ ำบำดำลและกำรอนุญำตใช้น้ ำบำดำลในเขตองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนำดเล็กก็ย่อมประสบปัญหำในกำรด ำเนินกำรเพรำะขำด อุปกรณ์ เครื่องมือ และบุคลำกรที่มีควำมเชี่ยวชำญในกำรด ำเนินกำรตำมภำรกิจที่ได้รับ ซึ่งเป็นปัญหำ ด้ำนโครงสร้ำงที่ส ำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกำรหนึ่ง รวมถึงกฎหมำยดังกล่ำวเป็น กฎหมำยที่อยู่ในควำมรับผิดชอบของหน่วยงำนอื่นแม้ว่ำกฎหมำยว่ำด้วยกำรกระจำยอ ำนำจ ก ำหนดให้ถ่ำยโอนภำรกิจที่อยู่ในควำมรับผิดชอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่เมื่อยังไม่มีกำร แก้ไขกฎหมำยที่ให้อ ำนำจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกำรด ำเนินกำรตำมกฎหมำยนั้น ย่อมก่อให้เกิดปัญหำในทำงปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๔. ปัญหำด้ำนบุคลำกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ประสบปัญหำด้ำนบุคลำกร ทั้งกรณีบุคลำกร จ ำนวนไม่เพียงพอ และกรณีจ ำกัดงบประมำณในกำรบริหำรงำนบุคคลไม่ให้เกินร้อยละ สี่สิบ เนื่องจำกบำงแห่งมีขนำดเล็กมีกรอบอัตรำก ำลังน้อย เมื่อมีภำรกิจมำกขึ้นท ำให้ขำดแคลน บุคลำกรที่จะท ำงำนในภำรกิจที่เพิ่มขึ้น หรือบำงแห่งที่มีศักยภำพในกำรจ้ำงแต่ก็ท ำให้ เพิ่มค่ำใช้จ่ำยมำกขึ้นตำมไปด้วย นอกจำกนี้เมื่อมีกำรถ่ำยโอนภำรกิจมำกขึ้น นอกจำกปัญหำคนท ำงำน ที่มีไม่เพียงพอแล้ว ยังประสพปัญหำในเรื่องกำรท ำงำนตำมภำรกิจถ่ำยโอนด้วย เนื่องจำกบุคลำกรของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีควำมรู้ควำมช ำนำญในงำนนั้น เช่น กำรถ่ำยโอนภำรกิจด้ำน ชลประทำน ด้ำนกำรขนส่ง ซึ่งจะต้องใช้เทคนิควิธีในกำรด ำเนินงำน หรือขำดวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกล ต่ำงๆเมื่อพิจำรณำภำรกิจต่ำง ๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดท ำนั้นมีจ ำนวนมำก เช่น กฎหมำยที่ เกี่ยวข้องกับกำรให้อ ำนำจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกำรด ำเนินกำรตำมกฎหมำยโดย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๖๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร พระรำชบัญญัติกำรจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ กฎหมำยก ำหนดให้นำยกองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดเป็น คณะกรรมกำรจัดสรรที่ดินจังหวัด และในกรณีที่เป็นกำรพิจำรณำหรืออนุมัติเกี่ยวกับกำรจัดสรรที่ดินที่ ตั้งอยู่ในเขตองค์กำรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้ผู้แทนผู้บริหำรองค์กำรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งนั้น เป็นกรรมกำรร่วมด้วยให้มีอ ำนำจหน้ำที่ออกข้อก ำหนดเกี่ยวกับกำรจัดสรรที่ดินโดยควำมเห็นชอบจำก คณะกรรมกำรจัดสรรที่ดินกลำง พิจำรณำเกี่ยวกับค ำขออนุญำตกำรออกใบอนุญำต กำรโอนใบอนุญำต หรือกำรเพิกถอนกำรโอนใบอนุญำตให้จัดสรรที่ดิน ตรวจสอบกำรจัดสรรที่ดินเพื่อให้เป็นไปตำมแผนผัง โครงกำร หรือวิธีกำรที่ได้รับอนุญำต หรือพระรำชบัญญัติป่ำไม้ พุทธศักรำช ๒๔๘๔ก ำหนดให้กรมป่ำไม้ ถ่ำยโอนภำรกิจงำนพัฒนำป่ำชุมชน กำรควบคุมไฟฟ้ำ โดยให้ผู้บริหำรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้ำรำชกำรหรือพนักงำนส่วนท้องถิ่นเป็นพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ปฏิบัติงำนตำมภำรกิจที่ถ่ำยโอนมีอ ำนำจ หน้ำที่ในกำรบริหำรจัดกำรและดูแลรักษำป่ำไม้ในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำรด ำเนินกำรตำมกฎหมำยดังกล่ำว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ต้องมีเจ้ำหน้ำที่ ผู้ปฏิบัติกำรตำมภำรกิจนั้น หำกเป็นท้องถิ่นขนำดเล็กมีบุคลำกรน้อยก็จะเกิดปัญหำในทำงปฏิบัติท ำให้ ภำรกิจนั้นไม่บรรลุผลตำมที่กฎหมำยก ำหนดได้ ๔. บทสรุปและอภิปรายผล ปัญหำอุปสรรคในกำรบริหำรงำนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเกิดขึ้น จำกหลำยสำเหตุ ซึ่งแยกเป็นประเด็นปัญหำตำมที่กล่ำวมำแล้ว ส่วนใหญ่พบว่ำปัญหำต่ำง ๆ เกิดจำกข้อกฎหมำยแทบทั้งสิ้น ไม่ว่ำจะเป็นปัญหำด้ำนโครงสร้ำงองค์กร ภำรกิจงำน เงิน หรือคน ก่อให้เกิดปัญหำในทำงปฏิบัติท ำให้กำรด ำเนินกำรตำมภำรกิจที่ได้รับมอบไม่สัมฤทธิ์ผลอย่ำงที่ควรจะ เป็นท ำให้จ ำเป็นต้องหำแนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำโดยเร็วทั้งในเชิงนโยบำยและกำรแก้ไขปรับปรุง กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง ๕. ข้อเสนอแนะ ๑. ปัญหำควำมไม่ชัดเจนของอ ำนำจหน้ำที่ แนวทำงแก้ไข ต้องมีกำรปรับปรุงแก้ไขกฎหมำยจัดตั้งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทและกฎหมำยว่ำด้วยแผนและขั้นตอนกำรกระจำยอ ำนำจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองสวนท้องถิ่นมีอ ำนำจหน้ำที่ที่ชัดเจน เช่น พระรำชบัญญัติ องค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๔๕ พระรำชบัญญัติเทศบำล พ.ศ. ๒๔๙๖ มำตรำ ๕๐ พระรำชบัญญัติสภำต ำบลและองค์กำรบริหำรส่วนต ำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มำตรำ ๖๖ มำตรำ ๖๗ และมำตรำ ๖๘ พระรำชบัญญัติระเบียบบริหำรรำชกำรกรุงเทพมหำนคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มำตรำ ๘๙ และ พระรำชบัญญัติระเบียบบริหำรรำชกำรเมืองพัทยำ พ.ศ. ๒๕๔๒ มำตรำ ๖๒ ให้มีควำมสอดคล้องกัน นอกจำกนี้ควรให้มีกำรจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษรูปแบบใหม่ขึ้นนอกเหนือจำก กรุงเทพมหำนครและเมืองพัทยำ โดยอำจเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเชิงพื้นที่หรือ เชิงภำรกิจก็ได้ตำมควำมเหมำะสม ของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนำด
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๖๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เล็กควรสนับสนุนให้มีกำรจัดบริกำรสำธำรณะร่วมกัน หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนำดใหญ่ ในพื้นที่ใกล้เคียงด ำเนินกำรแทน เพื่อยกระดับขีดควำมสำมำรถในกำรจัดบริกำรสำธำรณะหรือกำร แก้ไขปัญหำให้กับประชำชน เช่น กำรปรับบทบำทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนำดเล็กให้เป็น หน่วยจัดบริกำรสำธำรณะ เพื่อให้กำรดูแลให้บริกำรประชำชนอย่ำงทั่วถึง หรือปรับลดภำรกิจลงให้ เหลือเพียงภ ำ รกิจพื้นฐ ำนเท่ ำที่จ ำเป็น และมอบภ ำ รกิจอื่น ๆ ให้แก่องค์ก รปกครอง ส่วนท้องถิ่นขนำดใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงด ำเนินกำรแทน ๒. ปัญหำที่เกิดจำกกำรถ่ำยโอนภำรกิจ แนวทำงแก้ไข เมื่อส่วนรำชก ำรใดถ่ ำยโอนภ ำรกิจให้องค์กรปกค รอง ส่วนท้องถิ่นด ำเนินกำรแล้วส่วนรำชกำรนั้นต้องลดบทบำทลง โดยคงไว้เพียงท ำหน้ำที่ ให้ค ำแนะน ำช่วยเหลือ และรัฐบำลต้องเร่งรัดให้ส่วนรำชกำรเดิมถ่ำยโอนภำรกิจที่เกี่ยวกับกำรบริกำร สำธำรณะต่ำง ๆ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตำมแผนกำรกระจำยอ ำนำจฯ อีกทั้งต้อง ส่งเสริมให้มีกำรบูรณำกำรร่วมกันระหว่ำงส่วนรำชกำรเจ้ำของภำรกิจเดิมและ องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในเรื่องกำรเชื่อมโยงข้อมูล เช่น ข้อมูลด้ำนสำธำรณสุข ข้อมูลด้ำนประชำกร เป็นต้น พร้อมทั้ง เร่งรัดให้มีกำรปรับปรุงแก้ไขกฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับกำรถ่ำยโอนภำรกิจที่อยู่ในควำมรับผิดชอบของ หน่วยงำนอื่นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอ ำนำจหน้ำที่ด ำเนินกำรตำมภำรกิจนั้นอย่ำงแท้จริง เช่น พระรำชบัญญัติป่ำไม้ พุทธศักรำช ๒๔๘๔ มำตรำ ๔ พระรำชบัญญัติทะเบียนพำณิชย์พ.ศ. ๒๔๙๙ มำตรำ ๔ และมำตรำ ๕ พระรำชบัญญัติกำรขนส่งทำงบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มำตรำ ๖ มำตรำ ๑๗ และ มำตรำ ๒๐ เป็นต้น ๓. ปัญหำด้ำนโครงสร้ำงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แนวทำงแก้ไข ปัญหำนี้มีควำมจ ำเป็นที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้ำงและขนำดของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมำะสม เช่น กำรควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนำดเล็กเข้ำ ด้วยกัน หรือกำรยกฐำนะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนำดเล็กเป็นเทศบำลต ำบล ทั้งนี้ต้องมีกำร ก ำหนดภำษีรูปแบบใหม่ ก ำหนดที่มำของรำยได้และแหล่งรำยได้ให้ชัดเจน เช่น ภำษีรำยได้ส่วนบุคคล ภำษีสิ่งแวดล้อม ภำษีค่ำธรรมเนียมสนำมบิน หรือค่ำเหยียบแผ่นดินเป็นต้น ให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมีอิสระในกำรท ำงำนร่วมมือกันระหว่ำงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นด้วยกันเอง และระหว่ำงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับภำคส่วนต่ำง ๆ โดยออกมำตรกำร รองรับกำรสร้ำงควำมร่วมมือ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำจพัฒนำระบบกำรจัดเก็บภำษีร่วมกัน ระหว่ำงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง หรือกำรจัดเก็บภำษีร่วมกันกับภำครัฐได้และจะต้อง ทบทวนอัตรำภำษี ค่ำธรรมเนียม ค่ำบริกำรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บอยู่เป็นประจ ำเพื่อ สะท้อนสภำพควำมเจริญทำงสังคมเศรษฐกิจ ก ำหนดสัดส่วนรำยได้รวมขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นต่อรำยได้สุทธิของรัฐบำลไม่น้อยกว่ำร้อยละ ๓๕ ในกฎหมำย และเพิ่มสัดส่วนดังกล่ำวให้มำก ขึ้นในอนำคต นอกจำกนี้ควรให้มีกฎหมำยรำยได้ท้องถิ่นใช้บังคับเป็นกำรเฉพำะ รวมถึงกำรปรับปรุง แก้ไขกฎหมำยจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทให้มีควำมเหมำะสม
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๖๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๔. ปัญหำด้ำนบุคลำกร แนวทำงแก้ไข ต้องมีกำรปรับปรุงแก้ไขกฎหมำยว่ำด้วยกำรบริหำรงำนบุคคล ท้องถิ่น เช่น ปรับปรุงโครงสร้ำงกำรบริหำรงำนบุคคล กำรสอบบรรจุแต่งตั้ง กำรโอน กำรย้ำยเพื่อ แก้ปัญหำกำรขำดแคลนบุคลำกร และจัดท ำมำตรฐำนด้ำนกำรบริหำรงำนบุคคลให้เป็นไปในแนวทำง ที่สอดคล้องกัน กำรแก้ไขปัญหำในปัจจุบันที่ส ำคัญที่สุดซึ่งเป็นปัญหำเฉพำะหน้ำก็คือกำรยกเลิกค ำสั่ง คสช.ที่ ๘/๒๕๖๐ เนื่องจำกเป็นปัญหำจนมีคดีฟ้องร้องกันอย่ำงมำกมำยในปัจจุบัน นำงสำวมนัสพันธน์ ดิตถ์ภูริธนำนนท์ นิติกรช ำนำญกำรพิเศษ กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกระจำยอ ำนำจ กำรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำรบริหำรรำชกำรรูปแบบพิเศษ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๖๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓.๓ ในกรณีของผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่มีการปฏิบัติงานในลักษณะที่คล้ายหรือคาบ เกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา เช่น กลุ่มผู้ประกอบโรคศิลปะ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบ าบัด กลุ่ม Athletic Training หรือ กลุ่ม Health Care Provider เป็นต้น นั้น ผู้ศึกษา มีความเห็นว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านั้น ยังคงสามารถปฏิบัติงานคาบเกี่ยวกัน (Overlab) กับวิชาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬาได้โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ ๕. ข้อเสนอแนะ ๑. วิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬาอาจจะเปรียบเทียบได้กับวิชาชีพครู หรือวิชาชีพ พยาบาล ซึ่งมีบทยกเว้นในบางเรื่อง ดังนั้น ร่างกฎหมายวิชาชีพฉบับนี้ ก็ควรจะมีข้อยกเว้นในบางเรื่อง เพื่อเปิดทางให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้ได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีทางออก เพราะหากมี ข้อจ ากัดที่เข้มงวดจนเกินไปก็อาจจะกระทบสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งจะท าให้กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นได้ยาก ๒. ปัจจุบันต าแหน่งนักวิทยาศาสตร์การกีฬาคาดว่าจะอยู่ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย มากที่สุด ซึ่งมีทั้งผู้ที่จบและไม่ได้จบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ท าหน้าที่เป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มีมา เป็นระยะเวลานานแล้ว หากมีการออกกฎหมายวิชาชีพแล้วไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่มีต าแหน่ง นักวิทยาศาสตร์การกีฬาแต่ไม่ได้จบโดยตรง ดังนั้น ควรก าหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาไว้ด้วย เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมิให้ได้รับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และสามารถท างานต่อไปได้ ทั้งนี้ วิชาวิทยาศาสตร์การกีฬามีหลายสาขา ถ้ามีการก าหนดว่าจะมีการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬาให้เฉพาะผู้ที่จบวิทยาศาสตร์การกีฬา อาจจะท าให้ผู้ที่ไม่ได้จบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา กลายเป็นผู้กระท าผิดกฎหมายได้ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาประเด็นนี้ให้เกิดความชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวจะ กลายเป็นผู้กระท าผิดกฎหมายหรือไม่ หรือมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬาในสาขาย่อย อาทิ โภชนาการการกีฬา จิตวิทยาการกีฬา เป็นต้น ๓. ผู้ศึกษามีความเห็นว่า การใช้ค าว่า “วิทยาศาสตร์การกีฬา” อาจจะยังไม่ครอบคลุม ในเรื่องกำรออกก ำลังกำยควรให้เพิ่มเติมค ำว่ำ “กำรออกก ำลังกำย”ด้วย โดยให้ใช้ค ำว่ำ “วิทยำศำสตร์ กำรกีฬาและการออกก าลังกาย”ซึ่งจะท าให้มีความหมายครอบคลุมและครบถ้วนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับ แผนพัฒนาการกีฬำแห่งชำติฉบับที่ ๗ แผนยุทธศำสตร์ชำติแนวทำงในต่ำงประเทศ รวมทั้งหลักสูตร กำรเรียนกำรสอนในประเทศไทย ๔. การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา พ.ศ. .... โดยเฉพาะ ประเด็นการก าหนดความหมายค าว่า “วิชาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา” จะต้องค านึงถึงผลกระทบกับ ผู้ส าเร็จการศึกษาในวุฒิการศึกษาด้านอื่นที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การกีฬาอยู่ใน ปัจจุบันเป็นส าคัญด้วย นำยวิชิต ปัจจัยโคถำ นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกีฬำ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๖๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การบังคับใช้ประกาศ กสทช. กรณีการใช้กฎ Must Carry และ Must Have ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ด้วยเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวำคม ๒๕๖๕ คณะกรรมำธิกำรกีฬำ สภำผู้แทนรำษฎร ได้มีกำรพิจำรณำศึกษำข้อเท็จจริง กรณีคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์ และ กิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติ (กสทช.) มีมติเรียกคืนเงิน จ ำนวน ๖๐๐ ล้ำนบำท จำกกำรกีฬำ แห่งประเทศไทย (กกท.) เนื่องจำกไม่ปฏิบัติตำมบันทึกข้อตกลงควำมร่วมมือเพื่อสนับสนุนค่ำใช้จ่ำย ในกำรซื้อลิขสิทธิ์กำรถ่ำยทอดสดกำรแข่งขันฟุตบอลโลก ปี ๒๐๒๒ (รอบสุดท้ำย) ซึ่งเป็นประเด็น ข้อพิพำทระหว่ำงหน่วยงำนภำครัฐด้วยกัน โดยในกำรพิจำรณำศึกษำของคณะกรรมำธิกำรได้มีกำร แสดงควำมคิดเห็นอย่ำงกว้ำงขวำงเกี่ยวกับปัญหำกำรซื้อลิขสิทธิ์ถ่ำยทอดสดกำรแข่งขันฟุตบอลโลก ปี ๒๐๒๒ (รอบสุดท้ำย) ปัญหำกำรถ่ำยทอดสดมหกรรมกีฬำที่ผ่ำนมำ รวมถึงประเด็นควำมคุ้มค่ำของ กำรใช้งบประมำณจำกภำครัฐจ ำนวนมหำศำล เพื่อสนับสนุนในกำรซื้อลิขสิทธิ์กำรถ่ำยทอดสด กำรแข่งขันดังกล่ำว ทั้งนี้ คณะกรรมำธิกำรได้มีกำรอภิปรำยถึงต้นเหตุของปัญหำที่อำจมีปัจจัยมำจำก “กฎเหล็กของ กสทช.” อันได้แก่ ประกำศคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์และ กิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติเรื่อง หลักเกณฑ์กำรเผยแพร่กิจกำรโทรทัศน์ที่ให้บริกำรเป็นกำรทั่วไป ประกำศ ณ วันที่ ๒๓ กรกฎำคม พ.ศ. ๒๕๕๕ และประกำศส ำนักงำนคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำย เสียง กิจกำรโทรทัศน์และกิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติเรื่อง แนวปฏิบัติตำมประกำศคณะกรรมกำร กิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์และกิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติเรื่อง หลักเกณฑ์กำรเผยแพร่ กิจกำรโทรทัศน์ที่ให้บริกำรเป็นกำรทั่วไป ประกำศ ณ วันที่ ๕ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๖๓ (Must-carry Rule) และประกำศคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์และกิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติ เรื่อง หลักเกณฑ์รำยกำรโทรทัศน์ส ำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพำะในบริกำรโทรทัศน์ที่เป็นกำรทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๕ ประกำศ ณ วันที่ ๑๑ ธันวำคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (Must-have Rule) ซึ่งอำจเรียกได้ว่ำ เป็นกฎเหล็กอันเป็นอุปสรรคต่อภำคเอกชนที่ท ำให้กลไกกำรตลำดไม่สำมำรถท ำงำนได้ตำมปกติ ภำคเอกชนขำดแรงจูงใจทำงธุรกิจ จนท ำให้ภำครัฐต้องจัดหำงบประมำณจ ำนวนมหำศำลมำซื้อ ลิขสิทธิ์ถ่ำยทอดเองจนเกิดปัญหำเกี่ยวกับกำรซื้อลิขสิทธิ์ถ่ำยทอดสดมหกรรมกีฬำในประเทศไทย เหมือนเดิมซ้ ำซำก ด้วยเหตุนี้ ผู้ศึกษำจึงได้เล็งเห็นถึงควำมส ำคัญของกำรศึกษำควำมมุ่งหมำยและ สำระส ำคัญของออกประกำศ Must Carry และ Must Have ของ กสทช. รวมถึงปัญหำจำกกำร บังคับใช้ประกำศดังกล่ำว เพื่อเป็นข้อมูลทำงวิชำกำรใช้ประกอบกำรพิจำรณำศึกษำของ คณะกรรมำธิกำรกีฬำ สภำผู้แทนรำษฎร ในกำรพิจำรณำให้ควำมเห็นและข้อเสนอแนะในกำร ปรับปรุงกฎหมำยและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีควำมสอดคล้องกับบริบททำงสังคมและธุรกิจกีฬำ ในปัจจุบันได้อย่ำงเหมำะสมต่อไป
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (๑) ประกำศคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์และกิจกำร โทรคมนำคมแห่งชำติเรื่อง หลักเกณฑ์กำรเผยแพร่กิจกำรโทรทัศน์ที่ให้บริกำรเป็นกำรทั่วไป ประกำศ ณ วันที่ ๒๓ กรกฎำคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (๒) ประกำศคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์และกิจกำรโทรคมนำคม แห่งชำติเรื่อง หลักเกณฑ์รำยกำรโทรทัศน์ส ำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพำะในบริกำรโทรทัศน์ที่เป็นกำรทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๕ ประกำศ ณ วันที่ ๑๑ ธันวำคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (๓) ประกำศส ำนักงำนคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์และ กิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติเรื่อง แนวปฏิบัติตำมประกำศคณะกรรมกำรกิจกำรกระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์และกิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติเรื่อง หลักเกณฑ์กำรเผยแพร่กิจกำรโทรทัศน์ ที่ให้บริกำรเป็นกำรทั่วไปประกำศ ณ วันที่ ๕ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๖๓ ๓. บทวิเคราะห์ ควำมมุ่งหมำยของกำรออกประกำศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์กำรเผยแพร่กิจกำร โทรทัศน์ที่ให้บริกำรเป็นกำรทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๕ และแนวปฏิบัติตำมประกำศฯ พ.ศ. ๒๕๖๓ (ประกำศ Must Carry) และประกำศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รำยกำรโทรทัศน์ส ำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพำะ ในบริกำรโทรทัศน์ที่เป็นกำรทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๕ (ประกำศ Must Have) เพื่อเป็นกำรก ำหนดกติกำ พื้นฐำนส ำหรับกิจกำรโทรทัศน์ โดยประกำศ Must Carry ก ำหนดหน้ำที่ของกิจกำรโทรทัศน์ประเภท ต่ำง ๆ เพื่อให้เกิดกำรบริกำรโทรทัศน์โดยทั่วถึงแก่ประชำชน และประกำศ Must Have ก ำหนดรำยกำร ส ำคัญที่จะต้องเผยแพร่โดยกว้ำงขวำงผ่ำนบริกำรโทรทัศน์ที่เป็นกำรทั่วไป ซึ่งเป็นกำรสร้ำงหลักประกัน ว่ำประชำชนสำมำรถเข้ำถึงและรับชมรำยกำรส ำคัญเหล่ำนี้ได้โดยมีอุปสรรคและเงื่อนไขน้อยที่สุด ดังนั้น กำรออกประกำศ Must Carry และ Must Have เกิดจำกแนวควำมคิดของ กสทช. ที่มีควำม มุ่งหมำยในกำรแก้ไขภำวะล้มเหลวของตลำดในกำรจัดหำ หรือให้บริกำรสำธำรณะที่เป็นควำมต้องกำร โดยทั่วไป รวมทั้งเป็นกำรก ำหนดเส้นแบ่งของกำรแสวงหำประโยชน์ของภำคเอกชน และควำมจ ำเป็นที่ ต้องจ ำกัดสิทธิของเอกชน ในกำรประกอบธุรกิจภำยใต้กรอบของกฎหมำย ทั้งนี้ กสทช. ได้น ำแนวทำงกำรออกมำตรกำรของสหภำพยุโรปมำปรับใช้เพื่อแก้ไข ปัญหำควำมล้มเหลวของตลำดที่เกิดขึ้นโดยค ำนึงถึงควำมเหมำะสมกับโครงสร้ำงกิจกำรโทรทัศน์ของ ประเทศ กำรออกกฎดังกล่ำวยังมีกำรออกแบบให้สอดคล้องกับหลักกำรของกฎหมำยปกครองและหลัก นิติธรรม กล่ำวคือ เป็นกฎที่มีควำมโปร่งใสและอยู่บนพื้นฐำนของบทบัญญัติแห่งกฎหมำย รวมทั้งวำง หลักกำรเชิงโครงสร้ำงเพื่อเป็นกำรรับประกันสิทธิประชำชนในกำรเข้ำถึงข้อมูลข่ำวสำรผ่ำนบริกำร โทรทัศน์ที่เป็นกำรทั่วไปได้โดยเท่ำเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยไม่มีข้อจ ำกัดทำงด้ำนเทคโนโลยี และ ส่งเสริมกำรประกอบกิจกำรโทรทัศน์ของภำคเอกชนให้เกิดกำรแข่งขันโดยเสรีอย่ำงเป็นธรรม แต่อย่ำงไรก็ดี หลังจำกมีประกำศ กสทช. Must Carry และ Must Have ส่งผลให้ ภำคเอกชนไม่ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ำยทอดสดกีฬำ ๗ ประเภท แม้ว่ำจะเป็นรำยกำรที่ได้รับควำมนิยม อำทิ ฟุตบอลโลก เนื่องจำกเห็นว่ำจะไม่สำมำรถน ำไปหำรำยได้เชิงธุรกิจได้อย่ำงคุ้มค่ำ และเมื่อไม่มี
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เอกชนซื้อลิขสิทธิ์ ภำครัฐจึงต้องเข้ำมำสนับสนุนงบประมำณ อำทิในกำรถ่ำยทอดสดฟุตบอลโลก ๒๐๒๒ ที่ผ่ำนมำ นอกจำกนี้ ยังประสบปัญหำลิขสิทธิ์มีรำคำแพงกว่ำที่ควรจะเป็น ท ำให้ต้นทุนลิขสิทธิ์ รำยกำรกีฬำสูงขึ้น เพรำะเจ้ำของลิขสิทธิ์ทรำบว่ำมีเงื่อนไขกฎ Must Have ที่ก ำหนดให้ต้องซื้อมำ ออกอำกำศทำงฟรีทีวีด้วย โดยไม่สำมำรถซื้อแยกแพลตฟอร์มได้ ผลจำกกำรออกประกำศของ กสทช. จึงกลำยเป็นปัญหำต่ำง ๆ ตลอดมำ โดยผู้ศึกษำจะได้กล่ำวถึงปัญหำจำกบังคับใช้ประกำศ Must Carry และ Must Have ต่อไป ปัญหำจำกกำรบังคับใช้กฎหมำย ในกำรศึกษำปัญหำจำกกำรบังคับใช้ประกำศ Must Carry และ Must Have ได้มี นักวิชำกำรและสื่อออนไลน์ต่ำง ๆ ได้ให้ควำมคิดเห็นในเรื่องนี้อย่ำงกว้ำงขวำง สำมำรถรวบรวมได้ดังนี้ สถำนีโทรทัศน์พีพีทีวี เอชดี ๓๖ ได้อธิบำยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ ประกำศ Must Have และ Must Carry ที่เป็นอุปสรรคในกำรถ่ำยทอดสดมหกรรมกีฬำต่ำง ๆ ไว้ดังนี้ กฎ มัสต์แฮฟ (Must Have) หรือ หลักเกณฑ์รำยกำรโทรทัศน์ส ำคัญที่ให้เผยแพร่ได้ เฉพำะทำงฟรีทีวี ประกำศนี้ออกมำปีพ.ศ. ๒๕๕๕ หรือปี ค.ศ. ๒๐๒๒ ก่อนฟุตบอลโลก ๒๐๑๔ โดย ออกมำเพื่อให้คนไทยสำมำรถเข้ำถึงเนื้อหำรำยกำรโทรทัศน์ได้อย่ำงเท่ำเทียม โดยคณะกรรมกำรกิจกำร กระจำยเสียง กิจกำรโทรทัศน์ และกิจกำรโทรคมนำคมแห่งชำติ หรือ กสทช. ระบุว่ำ ๗ มหกรรมกีฬำ ที่คนไทยต้องดูฟรี ประกอบด้วย กีฬำซีเกมส์, อำเซียนพำรำเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, เอเชี่ยนพำรำเกมส์, โอลิมปิกเกมส์, พำรำลิมปิกเกมส์ และฟุตบอลโลก โดยผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์เกี่ยวกับกีฬำ ๗ มหกรรมที่จะน ำมำ เผยแพร่ในประเทศจะต้องปฏิบัติตำมภำยใต้สภำพบังคับทำงกฎหมำยดังกล่ำวด้วย พร้อมกับต้องแจ้ง เจ้ำของลิขสิทธิ์ในต่ำงประเทศให้ทรำบว่ำมีระเบียบดังกล่ำว เพื่อไม่ให้มีผลต่อกำรละเมิดลิขสิทธิ์ กฎ มัสต์แคร์รี่ (Must Carry) หรือ หลักเกณฑ์กำรเผยแพร่กิจกำรโทรทัศน์ที่ให้บริกำร เป็นกำรทั่วไป ที่ออกมำพร้อมกฎ มัสต์แฮฟ (Must Have) โดยบังคับให้แพลตฟอร์มบริกำรโทรทัศน์ทุกรำย ที่ได้รับใบอนุญำตจำก กสทช. น ำช่องฟรีทีวีไปออกอำกำศในทุกช่องทำง ทั้งทำงเสำอำกำศ จำนดำวเทียม เคเบิ้ลทีวี และช่องทำงออนไลน์ โดยต้องออกอำกำศต่อเนื่องตำมผังรำยกำรของแต่ละสถำนี ไม่มีจอด ำ เกิดขึ้นในบำงรำยกำร และไม่สำมำรถดัดแปลงหรือท ำซ้ ำได้ เพื่อให้ประชำชนคนไทยทุกคนสำมำรถ รับชมกำรเผยแพร่กีฬำที่ส ำคัญของโลกได้อย่ำงทั่วถึงและเท่ำเทียม ไทยรัฐออนไลน์ ได้กล่ำวถึงควำมเห็นของสิขเรศ ศิรำกำนต์ นักวิชำกำรอิสระ ด้ำนสื่อสำรมวลชน ที่ได้ให้ควำมเห็นในเรื่องนี้ว่ำ ปัญหำเกิดจำกประกำศของ กสทช. หรือ “กฎมัสต์แฮฟ (Must Have)” ถือว่ำเป็นกำรล้มละลำยทำงระบบคิดของ กสทช. เองด้วย ซึ่งต้องตั้งค ำถำมว่ำเป็น กำรใช้เงินในกำรแก้ไขปัญหำหรือไม่ แทนที่จะแก้ที่ต้นเหตุของปัญหำ คือ เรื่องของกฎ Must Have จำกครั้งแรก ปัญหำเกิดขึ้นกับ บริษัท อำร์เอส จ ำกัด (มหำชน) ซึ่งได้ลิขสิทธิ์ถ่ำยทอดใน "ฟุตบอลโลก ๒๐๑๔” ได้ใช้เงินกองทุนชดเชยให้กับอำร์เอสกว่ำ ๔๒๗ ล้ำนบำท เมื่อรวมกับครั้งล่ำสุดมีกำรอนุมัติ เงินจำกกองทุน กทปส. ให้กำรกีฬำแห่งประเทศไทย (กกท.) ซื้อลิขสิทธิ์ "ฟุตบอลโลก ๒๐๒๒" อีกจ ำนวน ๖๐๐ ล้ำนบำท รวมใช้เงินเพื่อแก้ปัญหำจำกประกำศ Must Have ไปแล้วกว่ำ ๑,๐๐๐ ล้ำนบำท และมีประเด็นส ำคัญอยู ่ที ่ว ่ำเงินจ ำนวน ๑,๐๐๐ ล้ำนบำท แลกกับกำรได้เวลำ กำรออกอำกำศ กำรถ ่ำยทอดสดฟุตบอลไม ่ถึง ๒ เดือน แต ่หำกน ำเงินส ่วนนี้ไปใช้ให้ตรง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ตำมวัตถุประสงค์ของกองทุน ที ่มุ่งเน้นในเรื่องของกำรช่วยเหลือผู้ด้อยโอกำส และผู้พิกำรให้เข้ำถึง บริกำร ซึ่งชื่อกองทุน "เป็นกองทุนเพื่อวิจัยและพัฒนำฯ" รำยได้ของกองทุนส่วนหนึ่งมำจำกภำคกิจกำร โทรทัศน์ หรือกำรประมูล และค่ำธรรมเนียมต่ำงๆ ที่ผู้ประมูล หรือขอใบอนุญำตต้องจ่ำย ก็ควรน ำไป พัฒนำคุณภำพของกิจกำรโทรทัศน์ให้ดีขึ้น ศักดิพัฒน์ ธำนีนักวิชำกำรอิสระ ได้ให้ควำมเห็นว่ำ ประกำศหลักเกณฑ์กำรเผยแพร่ กิจกำรโทรทัศน์ที่ให้บริกำรเป็นกำรทั่วไป (ประกำศกฎ Must Carry) และประกำศหลักเกณฑ์รำยกำร โทรทัศน์ส ำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพำะในบริกำรโทรทัศน์ที่เป็นกำรทั่วไป (ประกำศกฎ Must Have) มีข้อก ำหนดที่ส่งผลกระทบต่อกำรถ่ำยทอดรำยกำรกีฬำของผู้ประกอบกิจกำรโทรทัศน์เป็นอย่ำงมำก และยังมีประเด็นปัญหำในทำงกฎหมำยในหลำยประเด็น ทั้งในเรื่องของลิขสิทธิ์ เรื่องของกำรแข่งขัน ทำงกำรค้ำ กำรกระทบต่อสิทธิและเสรีภำพในกำรประกอบกิจกำรของเอกชน และบริบทในกำรบังคับ ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่ำวก็ไม่เป็นไปตำมแนวคิดพื้นฐำนดังที่หลำยประเทศมีกำรบังคับใช้หลักเกณฑ์ ดังกล่ำวอยู่ และไม่ได้เป็นไปเพื่อตอบสนองต่อควำมต้องกำรพื้นฐำนและสิทธิเสรีภำพในกำรรับรู้ข้อมูล ข่ำวสำรของประชำชน ดังนั้น จึงควรมีกำรทบทวนและปรับปรุงประกำศกฎ Must Carry และควรยกเลิกประกำศกฎ Must Haveโดยใช้มำตรกำรทำงกฎหมำยอื่น ๆ แทน สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชำกำรสถำบันวิจัยเพื่อกำรพัฒนำประเทศไทย (ทีดีอำร์ไอ) ได้ตั้งข้อสังเกตต่อปัญหำจำกกำรประกำศของ กสทช. โดยให้ควำมเห็นว่ำ กสทช. ควรทบทวน ควำมจ ำเป็นในควำมคงอยู่ของประกำศ Must Have และประกำศ Must Carry ส ำหรับกรณีกำร ออกอำกำศฟุตบอลโลก ยังมีควำมจ ำเป็นใดหรือไม่ และคงต้องพิจำรณำถึงหลักเกณฑ์กำรแข่งขัน ระหว่ำงเอกชนเพื่อให้ได้สิทธิอย่ำงจริงจังว่ำจะท ำอย่ำงไรให้ทั่วถึงและเปิดเผย เพื่อประชำชนผู้บริโภคได้ ประโยชน์สูงสุด หรืออำจมีวิธีกำรอื่นใดที่ดีกว่ำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกำรคุ้มครองผู้บริโภค เช่น กำรควบคุมก ำกับสัญญำ หรือกำรห้ำมกำรกีดกันผู้ให้บริกำรรำยอื่น เป็นต้น และหำกยังไม่มีกำรแก้ไข คนไทยก็คงจะต้องลุ้นอีกทีใน ๔ ปีข้ำงหน้ำว่ำ ไทยจะได้ลิขสิทธิ์บอลโลกหรือไม่ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต้นทุนค่ำลิขสิทธิ์ และจะท ำอย่ำงไรให้มีกำรเจรจำกับผู้ประกอบกำรที่จะเข้ำมำเผยแพร่ฟุตบอลโลก ภำยใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรม และสุดท้ำยหำกไม่มีกำรยกเลิกประกำศ Must Have และ Must Carry ประกำศดังกล่ำวก็คงจะถูกท้ำทำยอีกครั้งเรื่อยไปไม่ว่ำจะเป็นประเด็นควำมชอบด้วย รัฐธรรมนูญ กำรขัดต่อกฎหมำยลิขสิทธิ์ ตลอดจนในมิติของกำรแทรกแซงกลไกตลำด จนไม่สำมำรถ ท ำงำนได้ตำมปกติ จนท ำให้เอกชนขำดแรงจูงใจทำงธุรกิจ และท ำให้รัฐต้องมำลงทุนซื้อลิขสิทธิ์เองแบบ ไม่ได้อะไร ทั้งนี้ จำกกำรรวบรวมควำมคิดเห็นของนักวิชำกำรต่ำง ๆ เกี่ยวกับปัญหำและข้อจ ำกัด จำกบังคับใช้ของประกำศ Must Carry และ Must Have ผู้ศึกษำสำมำรถประมวลผลและสรุป เป็นประเด็นส ำคัญต่ำง ๆ ได้ดังนี้ ๑)กำรมีประกำศ Must Carry และ Must Have ท ำให้ภำคเอกชนขำดแรงจูงใจ ทำงธุรกิจ เนื่องจำกต้องอยู่ภำยใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกฎหมำยดังกล่ำว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒) มีประเด็นปัญหำในทำงกฎหมำยในหลำยประเด็น ทั้งในเรื่องของลิขสิทธิ์ เรื่อง ของกำรแข่งขันทำงกำรค้ำ ซึ่งกำรก ำหนดรำยกำรส ำคัญในประกำศ Must Have อำจเป็นกำรจ ำกัด สิทธิเสรีภำพกำรให้บริกำร และกำรประกอบธุรกิจ และสิทธิในทรัพย์สินทำงปัญญำของเอกชน ๓) ประกำศ Must Have และ Must Carry ท ำให้กลไกกำรตลำดไม่สำมำรถท ำงำน ได้ตำมปกติ จึงอำจเป็นกำรท ำลำยระบบกลไกทำงกำรตลำดของในธุรกิจกีฬำได้ ๔) เพื่อให้ประชำชนได้รับชมมหกรรมกีฬำที่ส ำคัญอย่ำงทั่วถึงและเท่ำเทียม กรณีที่ ไม่มีภำคเอกชนเข้ำมำแข่งขันซื้อลิขสิทธิ์ถ่ำยทอดมหกรรมกีฬำส ำคัญ อำจท ำให้ภำครัฐต้องรับภำระใน กำรจัดหำงบประมำณและรวบรวมเงินจ ำนวนมหำศำลเพื่อท ำกำรเจรจำซื้อลิขสิทธิ์เอง ซึ่งจะท ำให้เกิด ปัญหำเกี่ยวกับกำรซื้อลิขสิทธิ์ถ่ำยทอดกีฬำในประเทศไทยซ้ ำอีก ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จำกกำรศึกษำข้อมูลเกี่ยวกับปัญหำจำกกำรบังคับใช้ประกำศ Must Carry และ Must Have สำมำรถจ ำแนกควำมคิดเห็นที่มีต่อกฎหมำยดังกล่ำวที่แตกต่ำงกันออกไป ดังนี้ ๑) เห็นด้วยกับกำรมีประกำศ Must Carry และ Must Have โดยมองที่เจตนำรมณ์ ของกำรออกกฎหมำยเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนใหญ่ของคนในชำติ กล่ำวคือ เป็นกำรรับประกันสิทธิ ประชำชนในกำรเข้ำถึงข้อมูลข่ำวสำรผ ่ำนบริกำรโทรทัศน์โดยทั่วถึง อย่ำงเท่ำเทียม และเป็นธรรม โดยไม่มีข้อจ ำกัดทำงด้ำนเทคโนโลยีหรือช่องทำงกำรรับบริกำร (ประกำศ Must Carry) และเป็นกำร ประกันสิทธิกำรรับบริกำรสำธำรณูปโภคพื้นฐำนด้ำนโทรทัศน์ที่มีคุณภำพด้วยควำมเท่ำเทียมในกำร เข้ำถึงรำยกำรโทรทัศน์ที่มีควำมส ำคัญ (ประกำศ Must Have) ๒) ไม่เห็นด้วยกับกำรมีประกำศ Must Carry และ Must Have เนื่องจำกอำจมีประเด็น ปัญหำในทำงกฎหมำยหลำยเรื่อง รวมถึงเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของประกำศมีผลท ำให้ระบบกลไก ทำงกำรตลำดไม่เป็นไปอย่ำงเสรี อีกทั้งยังเป็นภำระในกำรใช้งบประมำณสนับสนุนจำกภำครัฐ โดยไม่จ ำเป็น จึงเห็นว่ำควรยกเลิกประกำศดังกล่ำว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหำในอนำคตต่อไป ทั้งนี้ ผู้ศึกษำมีควำมเห็นว่ำ แม้ประกำศของ กสทช. ทั้งสองฉบับล้วนมีควำมมุ่งหมำย ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สำธำรณะเป็นหลัก แต่หำกจะพิจำรณำว่ำกำรออกประกำศ Must Carry และ Must Have มีควำมเหมำะสม ควรยกเลิกหรือคงไว้ต่อไปหรือไม่ ในส่วนของผู้ศึกษำมีควำมคิดเห็นว่ำ ถ้ำพิจำรณำถึงควำมคุ้มค่ำของกำรใช้งบประมำณจำกภำครัฐจ ำนวนมหำศำล เพื่อน ำไปซื้อลิขสิทธิ์ในกำร ถ่ำยทอดมหกรรมกีฬำในประเทศเพียงเพื่อต้องกำรให้ประชำชนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบกีฬำได้เข้ำถึงกำร รับชมรำยกำรแข่งขันทำงกีฬำที่ส ำคัญอย่ำงทั่งถึงและเท่ำเทียมกันนั้น อำจมองได้ว่ำเป็นกำรใช้ ทรัพยำกรอย่ำงสิ้นเปลือง รวมถึงไม่ได้เป็นไปตำมวัตถุประสงค์หลักของแหล่งที่มำงบประมำณนั้นด้วย ดังนั้น จึงมีควำมเห็นว่ำรัฐบำลจึงควรเร่งผลักดันให้มีกำรปลดล็อคกฎเหล็กทั้งสองนี้โดยเร็ว เพื่อปล่อย ให้กลไกกำรตลำดเป็นไปอย่ำงเสรี โดยรัฐยังสำมำรถใช้กฎหมำยและระเบียบอื่น ๆ ของ กสทช. ในกำร ก ำกับดูแลให้เกิดกำรแข่งขันอย่ำงเสรีและเป็นธรรมได้เช่นนี้ภำคเอกชนจะมีแรงจูงใจในกำรแข่งขันลงทุน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ซื้อลิขสิทธิ์เอง โดยไม่จ ำเป็นต้องใช้งบประมำณจำกภำครัฐอีก ซึ่งเงินงบประมำณที่จะน ำมำในส่วนนี้ ควรน ำไปใช้แก้ไขปัญหำในเรื่องกำรบริกำรสำธำรณะขั้นพื้นฐำนอื่นที่จ ำเป็น และเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชำชนทั้งประเทศ ๕. ข้อเสนอแนะ ๑) กสทช. ในฐำนะองค์กรที่ท ำหน้ำที่ก ำกับดูแลกำรประกอบกิจกำรโทรทัศน์ ควรค ำนึงถึงตลำดกิจกำรโทรทัศน์ รวมทั้งหลักกฎหมำยต่ำง ๆ ให้รอบด้ำนมำกกว่ำนี้ ในกำรออก ประกำศหลักเกณฑ์เพื่อมำบังคับใช้แก่ผู้ประกอบกิจกำร โทรทัศน์ ไม่ควรมุ่งเน้นไปที่กำรตอบสนองต่อ ควำมต้องกำรของประชำชนในฐำนะผู้บริโภคเพียงอย่ำงเดียว เพรำะควำมต้องกำรที่ปรำกฏขึ้นมำนั้น อำจไม่ใช่ควำมต้องกำรของประชำชนทั้งประเทศ และอำจไม่ใช่ควำมต้องกำรขั้นพื้นฐำนของประชำชน อันเป็นที่มำของกำรจัดท ำบริกำรโทรทัศน์ในสังคมก็ได้ ๒) คณะกรรมำธิกำรกีฬำ สภำผู้แทนรำษฎรควรผลักดันให้มีกำรปรับปรุงกฎหมำย และทบทวนควำมจ ำเป็นของกำรมีประกำศ Must Have และ Must Carry โดยอำจมีกำรรับฟัง ควำมคิดเห็นสำธำรณะต่อกำรยกเลิกกฎหมำยดังกล่ำวให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม นำงสำวชลลดำ เกียรติสุข วิทยำกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกีฬำ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ระบบเศรษฐกิจกับนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา สืบเนื่องจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอด ระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา เป็นผลท าให้มีความต้องการแรงงานจากทุกภาคส่วนเพิ่มมากขึ้น ทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม รวมถึงภาคบริการ ประกอบทั้งประเทศไทยมีอัตราค่าจ้างแรงงาน สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกัน ทั้งมีงานบางประเภทที่เป็นงานอันตรายหรืองาน ที่ยากล าบากที่แรงงานไทยไม่ประสงค์จะท า เป็นผลท าให้แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน หลั่งไหลเข้ามารับจ้างท างานในประเทศไทยจ านวนมาก ทั้งที่ถูกกฎหมายและหลบหนีเข้าเมืองมา เพื่อรับจ้างเป็นแรงงานในประเทศไทย ส าหรับแรงงานไทยในปัจจุบันที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้เก็บรวบรวม ข้อมูลไว้โดยแบ่งตามประเภทของแรงงาน ได้แก่ แรงงานประเภทฝีมือ แรงงานประเภทตลอดชีพ แรงงานประเภทกลุ่มน้อย และแรงงานประเภททั่วไป ซึ่งเป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย ส าหรับแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมายยังมีอีกจ านวนมาก คาดการณ์ว่ามีจ านวนกว่า 1 ล้านคน จากข้อมูลการจ้างแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พบว่า ประเภทกิจการที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กิจการก่อสร้าง กิจการ เกษตรและปศุสัตว์ กิจการต่อเนื่องการเกษตร กิจการให้บริการต่าง ๆ ยกเว้นกิจการรับเหมา และกิจการผลิตหรือจ าหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ท างานในกิจการข้างต้น ส่วนใหญ่จะท างานอยู่ในกิจการ ก่อสร้าง ซึ่งลักษณะงานพื้นฐานเป็นงานที่จะต้องใช้ก าลังคน นอกจากนั้น ยังเป็นการสะท้อนถึงความ ต้องการของนายจ้างที่ต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมนี้เพื่อรองรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ส่วนการท างานในภาคเกษตร ถือว่ามีแรงงานกระจุกตัวใกล้เคียงกับ กิจการก่อสร้าง ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของการผลิตและการจ้างงานอยู่ใน ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ แต่ก็มีพื้นฐานที่มาจากภาคเกษตรกรรม และประสบปัญหาการขาด แคลนแรงงานเนื่องจากแรงงานไทยเคลื่อนย้ายเข้าไปสู่ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น จึงต้องมีการใช้ แรงงานต่างด้าวมาทดแทน จากข้อมูลการเดินทางเข้ามาท างานในประเทศไทยของแรงงานมีลักษณะสภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ทัศนคติ ความเชื่อของคนไทย เปลี่ยนแปลงไปมาก แนวคิดและนโยบายการวางแผนครอบครัวจากอดีตถึงปัจจุบันส่งผลให้อัตราการเกิด ของประชากรต่ ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับการบริหารด้านการสาธารณสุขและการแพทย์มี ประสิทธิภาพและมาตรฐานที่ดี ประชากรผู้สูงวัยจึงมีอัตราสูง ถือได้ว่าประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมผู้สูง วัยแล้ว ประชากรวัยท างานลดลงอย่างมีนัยส าคัญ อีกทั้งผู้ใช้แรงงานชาวไทยก็ไม่นิยมท างานที่ ยากล าบาก สกปรก เสี่ยงภัยอันตราย ประเทศไทยจึงประสบปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานเป็น จ านวนมากในภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม บริการ ขนส่ง ก่อสร้าง ฯลฯ หรือแม้แต่ งานรับใช้ในบ้านเรือน จึงมีการน าแรงงานต่างด้าวเข้ามาท างานในประเทศไทยเป็นจ านวนมากทั้งที่
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดี นโยบายการบริหารจัดการแรงงาน ต่างด้าวในประเทศไทยด าเนินการแก้ไขการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวได้ทั้งระบบ โดยตราพระราชก าหนดการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ที่มีสาระส าคัญเป็นการน าแรงงานต่างด้าวเข้ามาท างานทั้งในรูปของการประกอบธุรกิจการน าแรงงาน ต่างด้าวมาท างานกับนายจ้างในประเทศไทย หรือนายจ้างน าแรงงานต่างด้าวมาท างานกับตนเอง และการขออนุญาตท างานของแรงงานต่างด้าว ฉะนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้จะสามารถแก้ปัญหา ในภาพรวมของการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของ ประเทศ และจูงใจให้เกิดกลุ่มธุรกิจแรงงานต่างด้าวของไทยมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มของแรงงาน ต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาท างานในประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เกษตรกรรมที่ ต้องการแรงงานเข้มข้นจะทวีคูณมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง/สถาน ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานจ านวนมาก และไม่สามารถหาคนไทยเข้ามา ท างานได้ ทั้งที่เดินทางมาอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อแรงงานต่าง ด้าวในทุกมิติโดยเฉพาะเศรษฐกิจซึ่งถือเป็นองค์ประกอบส าคัญในมิติความมั่นคงของรัฐเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวของไทยอย่างเป็นระบบ ผู้ศึกษา จึงมีความสนใจวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจกับนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ ส าหรับน าเสนอต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อประกอบการ พิจารณาจัดท าข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบของแรงงานต่างด้าวต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.๑ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ปรากฏ รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวใน 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ ประเด็นแนวทางเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบสุขภาพภาครัฐและปรับระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ 2) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่ง และยั่งยืน ประเด็นแนวทางการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อม ในการรับมือภัยคุกคามทั้งการทหารและภัยคุกคามอื่น ๆ แนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกับ ต่างประเทศด้านความมั่นคง เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับมิตรประเทศ เพื่อผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการป้องกันภัยคุกคามชาติ 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเมือง และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดน ประเด็น แนวทางการสร้างความเข้มแข็งของฐานการผลิตและบริการเดิมและขยายฐานการผลิตและบริการ ใหม่ที่สร้างรายได้ส าหรับประชาชนในภาค การพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ การพัฒนา และฟื้นฟูพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกให้รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร อย่างมีสมดุล และการบริหารจัดการพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนให้เจริญเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคและเมืองให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 2.๒ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2558-2564) ภายใต้นโยบายความมั่นคง แห่งชาติ ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว 2 นโยบาย ได้แก่ 1) นโยบายจัดระบบบริหารจัดการชายแดน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ข้ามพรมแดน ประเด็นเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและกระชับ ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการจัดการกับปัญหาข้ามพรมแดน ปรับปรุงกลไกและพัฒนา ศักยภาพการตรวจคนเข้าเมือง ส่งเสริมการใช้มิติทางสังคมและวัฒนธรรมในการเสริมสร้าง ความสัมพันธ์อันดีทุกระดับกับประเทศเพื่อนบ้าน จัดระเบียบการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีศักยภาพ ทางด้านเศรษฐกิจ และการเป็นประตูเชื่อมโยงการค้าที่มีความสมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม กับมิติความมั่นคง 2) นโยบายจัดระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง ประเด็นก าหนด นโยบายต่อผู้หลบหนีเข้าเมือง แก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองที่ตกค้างและยังไม่สามารถส่งกลับ ประเทศต้นทาง จัดระเบียบการจ้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยค านึงถึงการรักษา ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับการรักษาความมั่นคงของชาติ ปรับปรุงกลไก และพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการเพื่อจัดระเบียบการเข้าเมือง พัฒนาระบบฐานข้อมูลคนเข้า เมืองและผู้หลบหนีเข้าเมืองให้มีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน สามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพการก าหนดกรอบแนวทางในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ของประเทศไทยข้างต้น ถูกน าไปสู่การจัดท ายุทธศาสตร์แนวนโยบายของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน ส านักงานตรวจ คนเข้าเมือง เป็นต้น ร่วมถึงการจัดท าแผนแม่บทหรือแผนบริหารจัดการต่าง ๆ อาทิ แผนแม่บท ด้านแรงงานแผนบริหารจัดการการท างานของแรงงานต่างด้าว แผนปราบปรามแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้าเมือง เป็นต้น การที่แต่ละหน่วยงานมีกรอบแนวทางในการจัดท ายุทธศาสตร์หรือนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวที่มาจากกรอบเดียวกัน ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการ ด าเนินงานร่วมกัน หรือส่งเสริมให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของแต่ละหน่วยงานมีความ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ส าหรับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว และกัมพูชา) ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ก าหนดนโยบาย ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ส าหรับ บริหารจัดการ รวมถึง การแก้ไขปัญหาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาโดยปัจจุบัน รัฐบาลมีการประกาศใช้พระราชก าหนดการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นการร่วมกฎหมาย 2 ฉบับก่อนเข้าด้วยกัน คือ พระราชบัญญัติการท างานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และพระราชก าหนดการน าคนต่างด้าวมาท างานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 โดยการออกพระราชก าหนดฉบับดังกล่าว เพื่อให้การบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวเป็นไป อย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวทั้งระบบ ภายใต้พระราชก าหนดฉบับดังกล่าว จะมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการท างาน ของคนต่างด้าว ซึ่งมีอ านาจก าหนดนโยบายและก ากับการบริหารจัดการการ ท างานของคนต่างด้าว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธาน กรรมการ อธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อ านวยการส านักบริหารแรงงาน ต่างด้าว กรมการจัดหางาน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และตั้งกองทุนเพื่อการบริหารจัดการ การท างานของคนต่างด้าว เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส าหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารจัดการการท างาน ของคนต่างด้าวซึ่งมีคณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวท าหน้าที่ ก ากับดูแลและบริหารกองทุน มีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกรรมการ ผู้อ านวยการส านัก บริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน เป็นกรรมการ และเลขานุการ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติพระราชก าหนดฉบับดังกล่าวกลับมีบทลงโทษและอัตรา ค่าธรรมเนียมต่อทั้งผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าวในอัตราที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมาย ฉบับเดิม ซึ่งอัตราโทษปรับใหม่ ตั้งแต่ 20,000 ถึง 800,000 บาท อีกทั้งการตัดสินใจประกาศใช้ พระราชก าหนดฉบับดังกล่าวเป็นไปด้วยความฉุกละหุก ไม่มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขาดการ สร้างความรับรู้ความเข้าใจที่เพียงพอแก่ภาคประชาชน และขาดการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อย่างรอบด้านจึงเกิดเสียงวิจารณ์ในเชิงลบจากหลายภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของนายจ้าง หรือผู้ประกอบการในส่วนของแรงงานต่างด้าวเอง รวมถึงหน่วยงาน สถาบันทางวิชาการต่าง ๆ ดังนั้น ภายหลังจากการประกาศใช้พระราชก าหนดฉบับนี้จึงท าให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพื่อชะลอการบังคับใช้บทลงโทษ ใน 4 มาตราของพระราชก าหนดฉบับนี้ออกไป 180 วัน โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2561 ต่อไป (ภายหลังในช่วง พ.ศ. 2561 มีการปรับแก้เนื้อหาของพระราชก าหนดฉบับนี้ ตามทีคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามร่างแก้ไขพระราชก าหนดบริหารจัดการการท างานของแรงงาน ต่างด้าว พ.ศ. 2560) ถัดมา พ.ศ. 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการบริหารจัดการแรงงานต่าง ด้าวในประเทศไทยตามที่กระทรวงแรงงานเสนอในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียน มา ลาว และกัมพูชา อาทิเช่น การผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวท างานในประเทศไทย (ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522) โดยจ าแนกการผ่อนผันเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ผ่านการ ตรวจพิสูจน์สัญชาติแล้วกับกลุ่มที่ยังไม่ได้ตรวจพิสูจน์สัญชาติ (ซึ่งแรงงานต่างด้าวที่มารายงานตัว จะได้รับบัตรฉบับใหม่ (หมดอายุวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561) และพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จหาก ไม่มารายงานตัวจะได้รับการผ่อนผัน และพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561 โดยให้ใช้เอกสารที่ได้รับการผ่อนผันอยู่เดิมในการพิสูจน์สัญชาติ) การด าเนินการจัดตั้ง คณะกรรมการเพื่อการจัดท าฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวให้มีเอกภาพเป็นฐานเดียวกัน โดยจัดตั้งในทุก จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่อคณะกรรมการบริหารจัดการการท างานของแรงงานต่างด้าว ในประเทศไทยจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย เป็นประธานและมีจัดหางานจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ ภายใต้การก ากับดูแลของผู้ว่า ราชการจังหวัด ส่วนกรณีของกรุงเทพมหานคร ให้อธิบดีกรมการจัดหางานหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย เป็นประธาน และมีผู้อ านวยการส านักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน เป็นกรรมการและ เลขานุการ ภายใต้การก ากับดูแลของอธิบดีกรมการจัดหางาน โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีอ านาจ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๗๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร หน้าที่ในการจัดตั้งและก ากับดูแลการด าเนินการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) และอ านวยความสะดวกให้กับศูนย์พิสูจน์สัญชาติของประเทศต้นทาง พร้อมกับจัดท าฐานข้อมูล แรงงานต่างด้าวในจังหวัด การจัดท างานทะเบียนประวัติและบัตรประจ าตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรให้กับแรงงานต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อการท างาน ด้านหลังบัตรมีข้อมูลการอนุญาตท างาน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตามที่ได้รับการประสานจาก กระทรวงแรงงาน ร่วมถึงการก าหนดให้มีเลขประจ าตัว 13 หลักให้กับแรงงานต่างด้าว โดยมีกรมการ ปกครอง กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการด าเนินการ การวางระบบสารสนเทศเพื่อการ จัดระบบฐานข้อมูลของแรงงานต่างด้าว โดยมีกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการด าเนินการ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เมื่อพิจารณานโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในระยะที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่พ.ศ. 2535 – ปัจจุบัน พบสาระส าคัญของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว กล่าวโดยสรุปคือ แรกเริ่มนโยบายบริหารจัดการของรัฐมีความ พยายามจัดการแก้ไขปัญหาการท างานของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีฐานคิดจาก กระบวนทัศน์ของการรักษาความมั่นคงภายในชาติเป็นส าคัญ ซึ่งอาจมีลักษณะของการปราบปราม เป็นกลไกด าเนินการหลัก เช่น การปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย การปราบปรามการท างานของแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตท างาน การจับกุมแรงงานต่างด้าว ท างานไม่ตรงกับระบุในใบอนุญาต เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามเจตจ านงของการด าเนินนโยบายแบบดังเดิม คือ การรักษาอาชีพให้คนไทยมีงานท าโดยก าหนดให้บรรดา บริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือเอกชน ต้องรับ คนงานที่มีสัญชาติไทยเข้าท างาน เมื่อระยะเวลาผ่านไปบนโยบายเกี่ยวกับการท างานของแรงงานต่าง ด้าวไม่สอดคล้องกับลักษณะการเคลื่อนย้ายแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นประกอบกับการ ที่แรงงานต่างด้าวเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจ าเป็นต้องปรับปรุงระบบการท างานของคนต่างด้าวให้เหมาะสม รัดกุม ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อการใช้แรงงาน และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศด้วย จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการ ท างานของคนต่างด้าวขึ้นมาใช้บังคับใหม่ คือ พระราชบัญญัติการท างานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 อันประกอบด้วยเนื้อหาสาระของกฎหมายบางประการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ เช่น บทบัญญัติที่ เกี่ยวกับกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร บทบัญญัติเกี่ยวกับการอนุญาต ให้คนต่างด้าวซึ่งมีภูมิล าเนาหรือเป็นคนสัญชาติของประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศไทยท างานได้ เป็นต้น ต่อมารัฐได้พิจารณาเห็นว่าประเทศไทยก าลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น ท าให้แรงงาน บางประเภทขาดแคลนจึงต้องน าคนต่างด้าวมาท างานในประเทศ เพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้เกิดการประกอบธุรกิจในการจัดหาคนต่างด้าว เพื่อมาท างานกับนายจ้างในประเทศไทย เป็นจ านวนมาก น ามาสู่ปัญหาด้านแรงงานต่างด้าวที่น าไปสู่การกระท าอันเป็นการค้ามนุษย์ ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการน าแรงงานต่างด้าวเพื่อมาท างานในประเทศ อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้มีการลักลอบน าคนต่างด้าวเข้ามาท างานกับนายจ้าง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ในประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีที่มาจากการหลอกลวงคนต่างด้าวท าให้คนต่างด้าว ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ ไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ ท างานของแรงงานต่างด้าว รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้านแรงงานให้ได้รับความเป็นธรรมตามแนวทางกฎเกณฑ์และมาตรฐานที่เป็นสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับ นับถือของนานาประเทศ จึงได้ตราพระราชก าหนดการน าคนต่างด้าวมาท างานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 มาใช้บังคับ แต่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติการท างานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และพระราชก าหนดการน าคนต่างด้าวมาท างานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 มีบทบัญญัติ ที่ไม่ครอบคลุมการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวทั้งระบบท าให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหา แรงงานต่างด้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนจะมี ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านแรงงาน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น เพื่อให้สามารถท าการ จัดระเบียบการป้องกันการคุ้มครอง การเยียวยาและการใช้บังคับกฎหมาย รวมทั้งการส่งเสริมความ ร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวได้ทั้งระบบอันจะเป็น การสร้างความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความ จ าเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศจึงได้ตราพระราชก าหนดการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เป็นการ น ากฎหมายว่าด้วยการท างานของคนต่างด้าวและกฎหมายว่าด้วยการน าคนต่างด้าวมาท างานกับ นายจ้างในประเทศไทย คือ พระราชบัญญัติการท างานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และพระราช ก าหนดการน าคนต่างด้าวมาท างานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 มาปรับปรุงใหม่เพื่อให้การ บริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ ๓. บทวิเคราะห์ เมื่อพิจารณาภาพรวมของสภาพปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการ แรงงานต่างด้าวของประเทศไทย และปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ของส านักงานตรวจคนเข้าเมือง จากผลการศึกษาครั้งนี้พบข้อปัญหาอุปสรรคจากการบริหารจัดการ แรงงานต่างด้าวของประเทศไทยใน 3 ประเด็น คือ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2560, น. 93) 1. การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ เนื่องจากมีหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบกับการบริหารจัดการแรงงาน ต่างด้าวของประเทศไทย โดยแต่ละหน่วยงานขาดการบูรณาการการด าเนินงานร่วมกันบางภารกิจ อาจไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน ทั้งยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับจึงส่งผลต่อการ บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบที่ยังไม่มีเอกภาพในการด าเนินการเท่าที่ควร 2. ความล้มเหลวในเชิงนโยบาย เนื่องจากที่ผ่านมา นโยบายที่มีอยู่ยังไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์แรงงานต่างด้าว ที่เป็นจริง กรณีนี้เห็นได้ชัดจากการประกาศใช้พระราชก าหนดแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 แล้วเกิด ปัญหาตามมามากมาย จนกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศใช้ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 (ม.44) ในการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ฉบับดังกล่าวออกไปก่อน ขาดนโยบายที่มีความต่อเนื่องระยะยาว ขาดนโยบายที่มีความชัดเจน ด้านอุปทานของภาคเศรษฐกิจ (การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการเกษตร การผลิต และการบริการ) ร่วมถึงความไม่ชัดเจนของนโยบายด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การก าหนดโควตาแรงงานต่างด้าว ที่ยังขาดวิธีการที่ชัดเจนและเปิดเผย ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายการรับลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงส่งผลให้เกิดความล้มเหลวในเชิงนโยบายด้านแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย 3. กระบวนการปฏิบัติตามนโยบาย ส าหรับปัญหาอุปสรรคในประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนของการปฏิบัติตาม นโยบายด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าว เช่น นโยบายด้านการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว พบปัญหาในเรื่องวิธีการและเอกสารไม่แน่ชัด ฐานข้อมูลจัดเก็บคนละฐานข้อมูล นโยบายด้าน กระบวนการ MOU พบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง กระบวนการยื่นเอกสารซับซ้อนและใช้เวลานาน รวมถึงหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และขาดอัตราก าลังที่เพียงพอ เป็นต้น นอกจากนี้บทวิเคราะห์ของบุษญรัตน์ กาญจนดิษฐ์ (ออนไลน์, 2560) พบว่า ปัญหา อุปสรรคจากการบริหารจัดการแรงงาน คือ ภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการทุจริตคอร์รัปชัน ดังนี้ 1. การประสานงานระหว่างหน่วยงาน ด้วยภารกิจที่เพิ่มมากขึ้นดังกล่าว หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของไทยจะต้องมีการประสาน การท างานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อความเป็นเอกภาพในการด าเนินนโยบาย ส านักงานตรวจคนเข้าเมือง จึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงแรกอาจ พบปัญหาอุปสรรคจากการประสานงานระหว่างหน่วยงานอยู่บ้าง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน ที่รับผิดชอบที่จะต้องเร่งแก้ปัญหา ตลอดจนวางแนวทางเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2. การทุจริตคอร์รัปชัน สืบเนื่องจากบทลงโทษที่รุนแรงของพระราชก าหนดแรงงาน ต่างด้าว พ.ศ. 2560 อาจเป็นช่องทางให้นายหน้าเรียกค่านายหน้าเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเข้า หรือออกประเทศแรงงานต่างด้าวจะต้องจ่ายให้นายหน้าทุกช่องทาง ดังนั้น อาจเกิดการอาศัยช่องทาง ของกฎหมายจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวเพื่อเรียกผลประโยชน์ เรียกรับสินบนจากผู้ประกอบการหรือ แรงงานต่างด้าวของเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ (เช่น ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องการ ได้รับความสะดวกในการขึ้นทะเบียน แรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย ซึ่งมีล าดับขั้นตอนยุ่งยาก และเป็นผลจากการมีอัตราค่าปรับรุนแรงท าให้นายจ้างที่ท าผิดกฎหมายไม่ต้องการจ่ายค่าปรับเต็ม จ านวน เป็นต้น) ซึ่งส านักงานตรวจคนเข้าเมืองต้องด าเนินการป้องกัน ตลอดจนมีมาตรการในการ รับมือกับปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ในช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างด้าวเข้ามา สู่ประเทศไทยเป็นจ านวนมาก โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวจาก 3 สัญชาติ คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่มีจ านวนมากที่สุด ปัจจุบันมีจ านวนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เข้ามาท างาน ในประเทศไทยกระจายตัวอยู่ในกิจการทางเศรษฐกิจประเภทต่าง ๆ ที่ได้รับอนุญาตให้ท างาน ดังนั้น การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ จึงมีความส าคัญและมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจของประเทศได้ในหลายด้าน โดยมีปัจจัยส าคัญที่เกิดจากการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ของประเทศไทยอย่างน้อย 2 ประการ คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหา แรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ (กนร.) ใน พ.ศ. 2557 และการประกาศใช้พระราชก าหนด แรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 ผลจากการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและ การค้ามนุษย์ ใน พ.ศ. 2557 อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านแรงงานต่างด้าวจากมุ่งเน้น ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจเป็นมุ่งเน้นประเด็นด้านความมั่นคงของชาติ ซึ่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ เป็นคณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นนายทหารระดับสูง (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2560) พร้อมกับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว และคณะกรรมาธิการ ย่อย เพื่อติดตามและตรวจสอบการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ภายหลังการ แต่งตั้งคณะกรรมการ กนร. ดังกล่าว น าไปสู่การจัดตั้งศูนย์ One Stop Service ซึ่งรวมหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องแรงงานต่างด้าวไว้ด้วยกัน เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีการขยายศูนย์ไป ทั่วประเทศ นอกจากนี้ จากผลการศึกษาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พบว่า ภายหลังจากการ ประกาศใช้พระราชก าหนดแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งเป็นผลมาจาก ความพยายามในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของรัฐบาล แต่เป็นไปด้วยความฉุกละหุก ไม่มีการ หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องและขาดการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น (บีบีซีไทย, ออนไลน์, 2560) จนส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย รวมถึงผู้ประกอบการในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศ ดังนั้น การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว จึงมีความส าคัญและสามารถส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจของประเทศได้ในหลายด้านทั้งผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบ ดังนี้ 1. ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ของแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ หมายถึง การเกิดข้อดีหรือประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ การสร้างเสถียรภาพให้ตลาดแรงงาน รักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเพิ่ม อุปทานแรงงาน เพิ่มมูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ 1.1 สร้างเสถียรภาพให้ตลาดแรงงาน กิจการทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของประเทศไทยมีความจ าเป็นต้องพึ่งพา แรงงาน จากต่างด้าวในการผลิต โดยเฉพาะกิจการทางเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรม การที่แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ มีการกระจายตัวท างานอยู่ในกิจการทางเศรษฐกิจประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เข้าท างานในกิจการก่อสร้าง กิจการเกษตรและปศุสัตว์ กิจการด้านการให้บริการมาก ที่สุด (ส านักบริหารแรงงานต่างด้าว, ออนไลน์, 2563) จึงแสดงให้เห็นถึงการสร้างเสถียรภาพให้แก่ ตลาดแรงงานในกิจการทางเศรษฐกิจประเภทนั้น ๆ โดยเฉพาะกับตลาดแรงงานภาคเกษตรกรรมของ ไทยที่ต้องพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวในสัดส่วนที่สูง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการจ้างแรงงานต่างด้าวต่อจ านวนผู้มีงานท าทั้งหมด ที่มีทิศทางการเติบโตจากปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความส าคัญของแรงงานต่างด้าว ที่มีต่อเศรษฐกิจของไทย พบว่า ข้อมูลในไตรมาส 3 ของ พ.ศ. 2560 อัตราการจ้างแรงงานต่างด้าว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ต่อจ านวนผู้มีงานท าทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 7.89 หมายความว่า สัดส่วนผู้มีงานท าทุก ๆ 100 คน จะมีการจ้างแรงงานต่างด้าว 7 - 8 คน โดยเป็นการจ้างแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ร้อยละ 7.33 (กระทรวงแรงงาน, ออนไลน์, 2563) แสดงให้เห็นว่าการจ้างแรงงานต่างด้าวจะยังคงมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งสัดส่วนของอัตราการจ้างแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ที่ใกล้เคียงกับอัตราการ จ้างแรงงานต่างด้าวต่อจ านวนผู้มีงานท าทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ มีบทบาทส าคัญต่อการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดแรงงานไทย 1.2 รักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2553) วิเคราะห์ว่าการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยท าให้โครงสร้างของตลาดแรงงานบิดเบือน เนื่องจากผู้ประกอบการ ยังคงเปิด โรงงานที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น แม้จะรู้ว่าไม่มีแรงงานระดับล่างเพียงพอเพื่ออาศัย ความได้เปรียบ ด้านต้นทุนค่าแรงที่ต่ าและสามารถส่งออกไปแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้ ผลการศึกษา ของศิริชัย เพชรรักษ์ และชยสร สมบุญมาก (2559) วิเคราะห์ว่าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ประกอบกับมีนโยบายและการจัดการในกิจการ ของนายจ้างเอง หรือปัจจัยเรื่องพื้นที่ตั้งสถานที่ท างานซึ่งเอื้ออ านวยต่อการใช้แรงงานต่างด้าว จึงเป็นเหตุผลให้เกิดการพึ่งพาแรงงานจากต่างด้าวในการผลิตของผู้ประกอบการในไทย ดังนั้น การที่ นายจ้างหรือผู้ประกอบการเลือกใช้แรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการของตนจึงมีส่วนช่วยรักษา ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศได้ 1.3 เพิ่มอุปทานแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2553) วิเคราะห์ว่าโครงสร้างการผลิต ในประเทศไทยได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ขณะที่ก าลังแรงงานที่มีอยู่เดิมและก าลังแรงงานใหม่ ยังไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การขาดแคลนแรงงานจึงเกิดขึ้นในบางสาขาการผลิต พร้อมไปกับการว่างงานส่งผลให้เกิดการจ้าง แรงงานต่างด้าวเป็นจ านวนมาก เพื่อมาทดแทนแรงงานไทยที่ขาดแคลนและมีทักษะที่ไม่สอดคล้อง กับความต้องการในภาคการผลิตต่าง ๆ สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ของปณิตา ศรศรี (2554) และดวงพร รอดเพ็งสังคหะ และคณะ (2556) ซึ่งมองว่าแรงงานต่างด้าวมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อ การเพิ่มอุปทานแรงงานของประเทศไทยและการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศเกิดขึ้นได้หลาย เหตุผล เช่น สภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้อต่อการท างาน ต้องการหาโอกาสในการท างานและ รายได้ที่สูงขึ้น เป็นต้น การย้ายเข้ามาท างานในไทยของแรงงานต่างด้าวจึงช่วยลดปัญหาการขาด แคลนแรงงานได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกิจการทางเศรษฐกิจในภาคการผลิต ภาคเกษตร และภาค ก่อสร้างที่มีความต้องการแรงงานสูง 1.4 เพิ่มมูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ (GDP) แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาท างานในประเทศไทย มีส่วนช่วยในการเพิ่มมูลค่าและอัตรา การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศไทย ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าความเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านการใช้จ่ายและการบริโภคต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ แรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ รวมถึงการเป็นส่วนขับเคลื่อนส าคัญต่อภาคการผลิตในกิจการทางเศรษฐกิจ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีกรณีต่าง ๆ ของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาท างานในประเทศไทยส่งผล กระทบต่อการเพิ่มมูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ (GDP) อย่างเช่น ผลการพยากรณ์แรงงานของธนะพงษ์ โพธิปิติ (2557) ที่ศึกษาจ านวนแรงงานในประเทศลดลงจาก การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลให้รายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงไปด้วยซึ่งผล การศึกษา พบว่า การแก้ไขปัญหาระยะสั้นท าได้โดยการน าเข้าแรงงานต่างด้าว โดยหากไม่เพิ่มจ านวน แรงงานต่างด้าวให้มากขึ้นใน พ.ศ. 2573 จะท าให้ GDP ลดลงร้อยละ 7 และรายได้ต่อหัวประชากร ลดลง ร้อยละ 8 และใน พ.ศ. 2593 GDP จะลดลงร้อยละ 16 และรายได้ต่อหัวลดลงร้อยละ 17 (หากเพิ่มจ านวนแรงงานต่างด้าวท าให้ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.29 แต่รายได้ต่อหัวลดลงร้อยละ 0.76 และปี พ.ศ. 2593 GDP จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.70 แต่รายได้ต่อหัวลดลงร้อยละ 0.22) ซึ่งหากในพ.ศ. 2573 ประเทศไทยต้องการจะรักษาระดับ GDP ไว้ ประเทศไทยจะต้องการแรงงาน ต่างด้าว ทั้งสิ้น 9.14 ล้านคน (แต่คาดว่าจะมีแรงงานต่างด้าวมาท างานในประเทศไทยเพียง 6.4 ล้านคน) สอดคล้องกับผลการศึกษาของปณิตา ศรศรี (2554) พบว่า จ านวนแรงงานต่างด้าว มีความสัมพันธ์กับผลผลิตมวลร่วมของประเทศ หากแรงงานต่างด้าวออกไปจากระบบเศรษฐกิจไทย จะท าให้ผลผลิตมวลร่วมของประเทศลดลงประมาณร้อยละ 0.49 จากข้อมูลดังกล่าว จึงช่วยยืนยันว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาท างานในประเทศไทย มีส่วนช่วยในการเพิ่มมูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ GDP ซึ่ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2553) ที่วิเคราะห์ว่าการ เข้ามาท างานในประเทศไทยของแรงงานต่างด้าวเหล่านั้น จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับตัวแรงงานต่างด้าว ตลอดจนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นตลาดรองรับสินค้าของไทย ต่อไป 2. ผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยของแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ หมายถึง การเกิด ข้อจ ากัด ลดทอน หรือขัดต่อประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ เพิ่มต้นทุนในการจัดบริการ สาธารณะถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ พึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากเกินไป ลดมูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ GDP 2.1 เพิ่มต้นทุนในการจัดบริการสาธารณะ คณะอนุกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐและกิจการชายแดนไทย (2562, น.72) พบว่า ปัจจุบันส านักงานประกันสังคมให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทุกคนอย่างเท่าเทียมกันและ ไม่เลือกปฏิบัติ โดยแรงงานที่ถูกกฎหมายทุกคนหากไม่อยู่ในกลุ่มที่ยกเว้นตามกฎหมาย (ยกเว้นทั้ง แรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ) สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมและมีสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับ แรงงานไทยทุกประการ ทั้งนี้ โดยไม่ค านึงถึงสัญชาติ ศาสนา และเพศของแรงงาน โดยรัฐมีค่าใช้จ่าย ในด้านสุขภาพรวมของแรงงานต่างด้าวและคนต่างด้าวกลุ่มที่เข้าเมืองไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 – 2562 ดังนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จ านวน 285 ล้านบาท ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จ านวน 322 ล้านบาท
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จ านวน 428 ล้านบาท 2.2 ถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2558) ชี้ให้เห็นผลกระทบ ในกรณีของแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย โดยวิเคราะห์ว่านายจ้างบางรายได้แสวงหาประโยชน์ จากการจ้างแรงงานเหล่านี้ด้วยการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ า ไม่จัดหาสวัสดิการตามกฎหมายที่ครบถ้วน รวมทั้งอาจมีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเยี่ยงทาส ทารุณกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ โดยแรงงานเหล่านี้ไม่กล้าไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่เพราะตนเองก็กระท าผิดกฎหมาย นอกจาก บางรายที่ทนไม่ได้และหลบหนีออกมาท าให้ไทยได้รับความเสียหายโดยเฉพาะกับประเทศคู่ค้าในยุโรป และอเมริกาซึ่งมักน าเอาประเด็นเหล่านี้มาเป็นมาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศไทย ซึ่งประเทศไทย เคยถูกน าประเด็น เหล่านี้มาเป็นข้อกีดกันทางการค้าด้วยเช่นเดียวกัน โดยศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวน เพื่อสิทธิพลเมืองเคยวิเคราะห์ถึงกรณีที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการค้า มนุษย์อยู่ที่ระดับต่ าที่สุด (TIER 3) ซึ่งหมายถึง ประเทศที่ด าเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ า ตามกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ของสหรัฐและไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยส าคัญที่จะแก้ไขปัญหา การค้ามนุษย์ อาจส่งผลกระทบต่อกิจการทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมอาหารทะเลที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและ EU จะได้รับผลกระทบซึ่งอาจท าให้ไทย ต้องสูญเสียรายได้ราวปีละ 575 - 730 ล้านยูโร หรือประมาณ 20,240 - 25,696 ล้านบาท 2.3 พึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากเกินไป สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2558) วิเคราะห์ว่าประเทศไทย อาจเกิดปัญหาด้านแรงงานขึ้นในอนาคต เนื่องจากมีการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นจ านวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่มอาเซียน (เมื่ออาเซียนรวมตัวกันด้านเศรษฐกิจ จะเกิดการเจริญเติบโต ในภาคเกษตรและสาขาอื่น เช่น การท่องเที่ยว เป็นต้น จะเกิดการเคลื่อนย้ายทุน การลงทุน รวมทั้ง การเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี ซึ่งจะท าให้ฐานการผลิตของประเทศในกลุ่มอาเซียนพัฒนาเศรษฐกิจที่ ดีขึ้นส่งผลต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะด้านค่าจ้างก็จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้ แรงงานจากต่างด้าวที่เคยท างานในประเทศไทยเดินทางกลับประเทศมากขึ้น หากหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องไม่ได้ เตรียมพร้อมอย่างเพียงพอแล้ว ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงานจนกระทบต่อระบบ เศรษฐกิจก็อาจเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การพึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อนายจ้างหรือ ผู้ประกอบการในประเทศได้การศึกษาของศิริชัย เพชรรักษ์ และชยสร สมบุญมาก (2559) วิเคราะห์ ว่าปัญหาการว่างงานและการท างานต่ ากว่าระดับที่เกิดจากแรงงานอพยพเข้าสู่ประเทศเป็นจ านวน มาก ท าให้อัตราต าแหน่งงานที่ว่างอยู่มีไม่เพียงพอ ประกอบกับแรงงานท้องถิ่นเองก็มีมากอยู่แล้ว รวมทั้งลักษณะงานบางประเภทที่มีการน าเครื่องจักรทุ่นแรงเข้ามาช่วย จึงท าให้แรงงานอพยพบาง ส่วนเกิดการว่างงาน ซึ่งแรงงานอพยพส่วนใหญ่เป็นแรงงานประเภทไร้ฝีมือ เมื่อเกิดการแข่งขันกับ การหางานท าจึงยอมรับค่าจ้างแรงงานต่ าโดยการตัดราคาค่าแรงงงานให้ต่ าลง ซึ่งก่อให้เกิด ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างแรงงานอพยพที่เข้ามาอยู่ก่อนกับแรงงานอพยพที่สวัสดิการไม่ดี จึงมัก ก่อให้เกิดการประท้วงหยุดงานและเรียกร้องเพื่อให้ค่าจ้างสูงขึ้น
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กิจการที่ใช้แรงงานต่างด้าวมีลักษณะด้อยกว่ากิจการที่ไม่ใช้แรงงานต่างด้าวในเรื่อง ดังต่อไปนี้คือ การใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ผลิตในต่างประเทศ แผนการลงทุนเพิ่มก าลังการผลิต หรือปรับปรุงคุณภาพความเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติอายุของเครื่องจักร การลงทุนเพื่อการวิจัย และพัฒนา การมีตราสินค้าเป็นของตัวเอง การขายสินค้าให้บริษัทข้ามชาติการมีส่วนร่วมของลูกค้า ในเรื่องการท าวิจัยและพัฒนาร่วมถึงการ ฝึกอบรมพนักงาน เครือข่ายธุรกิจ การคาดการณ์ยอดขาย และการปรับปรุงสินค้าเดิม ซึ่งอาจจะส่งผลเสียใน ระยะยาวต่อความสามารถในการแข่งขันของ กิจการที่ใช้แรงงานต่างด้าวได้ (อภิยุกต์ อ านวยกาญจนสิน, 2561, น.8) 2.4 ลดมูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรและศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินผล กระทบในเชิงเศรษฐกิจของกรณีดังกล่าวไว้อย่างเป็นระบบ โดยศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจ การเกษตรได้ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่าง 800 - 2,000 ล้านบาท มีการจ าแนกสมติฐาน ตามกรณีต่าง ๆ ส าหรับการขาดหายไป (เดินทางกลับประเทศหรือย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของตนเอง) ของแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ (ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูลในระบบหรือยังไม่ได้ ลงทะเบียน) โดยจ าแนกเป็น 3 กรณี ดังนี้ กรณี 1 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 5 ส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรสินค้าพืช จ านวน 434.31 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 244.80 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 174.42 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 853.53 ล้านบาท กรณี 2 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 10 ส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรสินค้าพืช จ านวน 868.62 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 489.36 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 348.84 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,707.06 ล้านบาท กรณี 3 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 15 ส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จ านวน 1,302.93 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 734.40 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 523.26 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,560.59 ล้านบาท ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลจากการประกาศใช้พระราชก าหนดแรงงาน ต่างด้าว พ.ศ. 2560 จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ (GDP) โดยลักษณะ ผลกระทบ 3 แนวทาง คือ ในกรณีที่กระทบน้อยที่สุด จะมีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ ากว่า 1.2 หมื่น ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.08 ของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ (GDP) ระดับปานกลาง ที่ร้อยละ 0.2 ของ GDP คิดเป็นมูลค่า 2.84 หมื่นล้านบาท กรณีกระทบรุนแรงจะส่งผลเสียหายเป็น มูลค่า4.65 หมื่นล้านบาท หรือในระดับร้อยละ 0.3 ของ GDP ดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่ไม่เหมาะสม ทั้งในแง่ระยะเวลาและเนื้อหาการด าเนินงานล้วนมีส่วนในการลดมูลค่าและส่งผลกระทบต่ออัตรา การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลร่วมภายในประเทศ GDP อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สรุปได้ว่า ปัจจัยที่ท าให้แรงงานต่างด้าวตัดสินใจเดินทางเข้ามาท างานในประเทศไทย คือ รายได้ต่อหัว โดยเปรียบเทียบของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และสัดส่วนคนจนในไทย โดยเปรียบเทียบกับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่น้อยกว่า อาจเรียกกลไกนี้ว่า ปัจจัยผลัก (Push
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร Factor) ประกอบกับประเทศไทยก าลังขาดแคลนแรงงาน ท าให้เกิดการไหลเข้าของแรงงานต่างด้าว ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายมากขึ้น อาจเรียกกลไกนี้ว่าปัจจัยดึง (Pull Factor) และหากพิจารณา ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากแรงงานต่างด้าวอย่างรอบด้านแล้วนั้น พบว่า สร้างห่วงโซ่อุปทาน ต่อระบบเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากสร้างศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรม และรักษา เสถียรภาพให้ตลาดแรงงานของประเทศไทยในกลุ่มผู้ใช้แรงงานแบบเข้มข้น ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่คนไทย ส่วนใหญ่ไม่นิยมท า ในขณะที่เมื่อพิจารณาแล้วยังคงพบผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมี นัยส าคัญ คือ แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเพิ่มต้นทุนในการจัดบริการสาธารณะโดยเฉพาะการ สาธารณสุขโดยข้อมูลปี พ.ศ. 2562 การใช้บริการสาธารณสุขขอแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยมี ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้สูงถึง 136,623,339 บาท และการมีแรงงานต่างด้าวจ านวนมาก มักถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศไทย มีประเด็นปัญหา การค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในภาคประมงเสมอ ส่วนกรณีที่ผู้ศึกษาเห็นว่าเป็น ประเด็นที่มีความส าคัญมากที่สุดที่จ าเป็นต้องหาวิธีการหรือยุทธศาสตร์ด าเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว มีดังนี้ 1. ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วหาก ในอนาคตระบบเศรษฐกิจของกัมพูชา เมียนมา และลาวอาจมีการเติบโตที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย อาจเกิดการเคลื่อนบ้านแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกลับบ้านครั้งใหญ่และเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ที่มีการใช้แรงงานเข้มข้นจะหยุดชะงัดระยะยาว ภาคเกษตรกร ภาคการประมงอันส่งผลให้เกิดการลด มูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างสูง 2. การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไม่เกิดการพัฒนาการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีทดแทนแรงงานเข้มข้น ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยแข่งขันในระดับสากลไม่ได้ และยังติดอยู่ ในอุตสาหกรรมขั้นกลางซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งในยุคนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่สร้างตลาดและมูลค่า ให้กับตัวผลิตภัณฑ์ ที่ใช้เทคโนโลยีและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดของผลิตภัณฑ์เดิม (Disruptive Technology) จากการทบทวนสภาพปัญหา อุปสรรคของแรงงานต่างด้าวดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ศึกษาพิจารณาเห็นว่านโยบายของรัฐควรให้ความส าคัญกับการสร้างเสถียรภาพตลาดแรงงานต่าง ด้าวและก าหนดวิธีการจัดการผลกระทบของแรงงานต่างด้าวที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันนโยบายของรัฐจะมีการสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย เทคโนโลยีในภาคเศรษฐกิจที่ยังมีการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเข้มข้น ๔. บทสรุปและการอภิปรายผล จากการศึกษารูปแบบนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย และการวิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรค ตลอดจนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการแรงงาน ต่างด้าวดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปผลการศึกษาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของการด าเนินนโยบายการ บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ปรากฏผลการศึกษา ดังนี้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่าง ด้าวในประเทศไทย พบว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปในทิศทางของการใช้ แรงงานคนมากกว่าเทคโนโลยี ดังนั้น ภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การประมง เกษตรกรรมของไทย เอื้อต่อการใช้แรงงานโดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานหนักอันส่งผลให้ประชากรในประเทศ เพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา ลาวที่มีอัตราการด ารงชีพต่ ากว่าประเทศไทยในลักษณะการ ว่างงานสูงและการมีงานท าอยู่ในระดับต่ าค่าจ้างและเงินเดือนที่ไม่เพียงพอต่ออัตราการครองชีพขั้น พื้นฐาน เคลื่อนย้ายเข้ามาท างานในประเทศไทยจ านวนมากประกอบกับแรงงานไทยเองที่มีค่านิยมไม่ ท างานหนัก งานยาก และงานเสี่ยงภัยจึงส่งผลให้อัตรางานเหล่านี้ขาดแคลนภาคเอกชนจ าเป็นต้องใช้ แรงงาน ต่างด้าวก่อให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองมาท างานของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภายหลัง ปัญหาขยายตัวขึ้นแทบทุกมิติ อาทิ มิติทางเศรษฐกิจผลกระทบ คือ แรงงานไทยไม่มีงานท า แรงงาน ต่างด้าวไม่ท างานหนักเพียงอย่างเดียวแต่ท างานทุกประเภทรวมถึงการเป็นผู้ประกอบการ มิติด้านความมั่นคงผลกระทบ คือ ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม การน าญาติพีน้องเข้ามาท างานอย่าง ผิดกฎหมายอันเป็นการแย่งทรัพยากรส าหรับคนไทยที่มีอยู่อย่างจ ากัด เป็นต้น นโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจึงเป็นส่วนที่มีความส าคัญ และมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคซึ่งการแก้ปัญหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการจัดการแก้ไขปัญหาการท างาน ของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ภายหลังประเทศไทยก าลังเผชิญกับปัญหาการขาด แคลนแรงงานจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น ท าให้แรงงานบางประเภทขาดแคลนจึงต้องน าคนต่างด้าวมาท างานในประเทศ รัฐจึงด าเนินนโยบาย จัดระเบียบการป้องกันการคุ้มครอง การเยียวยาและการใช้บังคับกฎหมาย รวมทั้งการส่งเสริมความ ร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการการท างานของคนต่างด้าวได้ทั้งระบบอันจะเป็น การสร้างความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อพิจารณาทบทวนผลการศึกษาแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย พบประเด็นสภาพ ปัญหาของแรงงานต่างด้าวอย่างมีนัยส าคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเพิ่มต้นทุนในการจัดบริการสาธารณะโดยเฉพาะ การสาธารณสุขโดยข้อมูล พ.ศ. 2562 การใช้บริการสาธารณสุขขอแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยมี ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้สูงถึง 136,623,339 บาท และการมีแรงงานต่างด้าวจ านวนมาก มักถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศไทย มีประเด็นปัญหา การค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในภาคประมงเสมอ 2. ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากใน อนาคตระบบเศรษฐกิจของกัมพูชา เมียนมา และลาวอาจมีการเติบโตที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยอาจ เกิดการเคลื่อนบ้านแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกลับบ้านครั้งใหญ่และเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มี การใช้แรงงานเข้มข้นจะหยุดชะงัดระยะยาว ภาคเกษตรกร ภาคการประมงอันส่งผลให้เกิดการ ลดมูลค่าและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างสูง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๘๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร 3. การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไม่เกิดการพัฒนาการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีทดแทนแรงงานเข้มข้น ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยแข่งขันในระดับสาสกลไม่ได้ และยังติด อยู่ในอุตสาหกรรมขั้นกลางซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งในยุคนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่สร้างตลาดและ มูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ ที่ใช้เทคโนโลยีและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดของผลิตภัณฑ์เดิม (Disruptive Technology) นอกจากนี้ นโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็น การวางกรอบ หรือขอบเขตข้อจ ากัดของระบบเศรษฐกิจไทยที่มุ่งเน้นการใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) ประกอบกับภาคแรงงานไทยไม่นิยมใช้แรงงานหนัก แรงงานต่างด้าวจึงเป็นที่ต้องการของ ผู้ประกอบการในประเทศไทยเป็นอย่างมากสอดคล้องกับรายงานการวิจัยของ ศิวิไล ชยางกูร (2555, น. 89) พบว่า ผลิตภาพแรงงานในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรแม้ว่าจะมีการ เคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคบริการ และในส่วนภาคบริการมีผลิตภาพแรงงานต่ า เนื่องจากปิดกั้นเทคโนโลยีและเงินทุนจากต่างประเทศ รวมถึงกฎกติกาการก ากับดูแลในบางสาขา บริการไม่เอื้อต่อการแข่งขันและในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ก็มีโครงสร้างการผลิตที่เป็นแบบรับจ้าง ผลิตและเน้นการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นท าให้ไม่มีการพัฒนาผลิตภาพแรงงาน โดยปัจจัยส าคัญของ การจูงใจให้แรงงานต่างด้าวจากประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว คือ ระบบเศรษฐกิจของไทยมี ความเข้มแข็งกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับทั้งสามประเทศ รวมถึงศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยเอื้อ ต่อโอกาสการเติบโตของแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคแรงงาน ภาคเกษตรกรรม เช่นเดียวกับ สาเหตุผลักดันให้แรงงานเคลื่อนย้ายออกจากประเทศบ้านเกิดตามรายงานเรื่องแรงงานข้ามชาติของ องค์กรสหประชาชาติ (United Nation Organization, 2018, p. 124) การว่างงานหรือการมีงาน ท าอยู่ในระดับต่ าในประเทศใดนั้นย่อมแสดงถึงว่าในประเทศนั้นมีแรงงานเกิดขึ้น ภายในประเทศเป็น จ านวนมากประกอบกับค่าจ้างและเงินเดือนที่ต่ าเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศในอาชีพที่แรงงานมี ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายสูง คือ มีโอกาสที่จะเข้าไปท างานในอาชีพเดียวกันในต่างประเทศได้ เป็นอย่างดี ถ้าหากแรงงานกลุ่มนี้ได้รับค่าจ้างหรือเงินเดือนต่ ากว่าแรงงานในอาชีพเดียวกับ ต่างประเทศมากมีแนวโน้มที่แรงงานเหล่านี้เคลื่อนย้ายออกเพื่อแสวงหารายได้ที่สูงกว่า ดังกล่าว ประเทศไทยจึงประสบปัญหาในหลายมิติที่เกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวที่เป็นปัญหาส าคัญเกี่ยวกับการค้า มนุษย์โดยเฉพาะการใช้แรงงานต่างด้าวในภาคการประมง การค้าประเวณี การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจึงมุ่งเน้นการจัดการเพื่อความ มั่นคงเป็นส าคัญเฉกเช่นการวางกรอบด าเนินการไว้ภายใต้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2558- 2564) จัดระบบบริหารจัดการชายแดน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน ประเด็น เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและกระชับความร่วมมือกับประเทศเพื่อน บ้านในการจัดการกับปัญหาข้ามพรมแดน ปรับปรุงกลไกและพัฒนาศักยภาพการตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงนโยบายจัดระเบียบการจ้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยค า นึงถึงการรักษา ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับการรักษาความมั่นคงของชาติ ปรับปรุงกลไกและ พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการเพื่อจัดระเบียบการเข้าเมือง พัฒนาระบบฐานข้อมูลคนเข้าเมือง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร และผู้หลบหนีเข้าเมืองให้มีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน สามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยปรากฏข้อ ค้นพบส าคัญซึ่งเป็นผลกระทบทางลบต่อประเทศไทยจ าเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ๓ ประการ ประการแรก คือ แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเพิ่มต้นทุนในการจัดบริการสาธารณะ โดยถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ลดมูลค่าและอัตราการเติบโตของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ GDP ตามข้อมูลรายงานการศึกษาเรื่อง ยุทธศาสตร์การบริหาร จัดการชายแดนและปัญหาแรงงานข้ามชาติสภาผู้แทนราษฎร (2562, น.72) พบว่า รัฐมีค่าใช้จ่าย ในด้านสุขภาพรวมของแรงงานต่างด้าวและคนต่างด้าวกลุ่มที่เข้าเมืองไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จ านวน 285 ล้านบาท ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จ านวน 322 ล้าน บาท และปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จ านวน 428 ล้านบาท เห็นได้ว่ารัฐต้องรับผิดชอบรายจ่ายส่วน นี้เพิ่มขึ้นทุกปี จากการสัมภาษณ์กรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรและกลุ่มธุรกิจ ภาคเอกชนที่มีการพึ่งพาแรงงานต่างด้าว มีสาระส าคัญ คือ การบริการสาธารณสุขแก่แรงงานต่างด้าว ในประเทศไทยโดยปกติจะขึ้นอยู่การได้รับอนุญาตท างาน (Work Permit) และการได้รับการจด ทะเบียนแรงงาน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดปัญหาภาระงบประมาณ แต่ปัญหาส่วนใหญ่มีสาเหตุจากนายจ้าง ไม่จ่ายเงินสมทบตรงตามเวลา และแรงงานต่างด้าวไม่ทราบสิทธิต่าง ๆ ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ในกฎเกณฑ์ ระเบียบเงื่อนไขต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริการสาธารณสุข ทั้งนี้ ภาครัฐผลักดัน ให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบประกันสังคมส่งผลให้แรงงานถูกผลักดันให้เข้าสู่ระบบนี้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐด้านสาธารณสุขเป็นแรงงานข้ามชาติที่ท างานโดยไม่มีใบอนุญาต เรียกกันว่า “กลุ่มใต้ดิน” แรงงานกลุ่มนี้ไม่มีตัวเลขแน่ชัดแต่มีการใช้แรงงานอยู่ในกลุ่มประมง เกษตรกรรมตามฤดูกาลเป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์สถานการณ์แรงงานต่างด้าวของ ประเทศไทยทั้งในเรื่องของจ านวนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่ส าคัญของสราวุธ ไพฑูลย์ พงศ์ และคณะ (2560, น. 114) การก ากับดูแลแรงงานต่างด้าวไม่มีประสิทธิภาพก่อให้เกิดภาระ งบประมาณในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย เนื่องจากการไม่มีอ านาจในการ ตัดสินใจด าเนินนโยบายที่แท้จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ด าเนินการร่วมกันในภาพรวม ไม่มี หน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายจึงไม่มี ประสิทธิภาพ รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณด้านการบริการสาธารณสุขและงบประมาณส่วนอื่น ๆ จ านวนมาก ประเด็นผลกระทบของแรงงานต่างด้าวต่อประเทศไทย ถัดมา คือ สถานการณ์ของ ประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากในอนาคตระบบเศรษฐกิจ ของกัมพูชา เมียนมา และลาวอาจมีการเติบโตที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยอาจเกิดการเคลื่อนย้าย แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกลับบ้านครั้งใหญ่และเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น จะหยุดชะงัดระยะยาว ภาคเกษตรกร ภาคการประมงอันส่งผลให้เกิดการลดมูลค่าและอัตราการ เติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างสูง อธิบายได้ว่า ประเทศไทยอาจเกิดปัญหา
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ด้านแรงงานขึ้นในอนาคต เนื่องจากมีการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นจ านวนมากโดยเฉพาะจาก ประเทศในกลุ่มอาเซียนซึ่งในปัจจุบันอาเซียนรวมตัวกันด้านเศรษฐกิจ จะเกิดการเจริญเติบโตในภาค เกษตรและสาขาอื่น เช่น การท่องเที่ยว เป็นต้น จะเกิดการเคลื่อนย้ายทุน การลงทุน รวมทั้งการ เคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี ซึ่งจะท าให้ฐานการผลิตของประเทศในกลุ่มอาเซียนพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่งผลต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะด้านค่าจ้างก็จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้แรงงาน จากต่างด้าวที่เคยท างานในประเทศไทยเดินทางกลับประเทศมากขึ้น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ เตรียมพร้อมอย่างเพียงพอแล้ว ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงานจนกระทบต่อระบบเศรษฐกิจก็อาจ เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2558, น.51) ส่งผลให้อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และประมงที่มีการใช้แรงงานเข้มข้นอาจเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างสูงสอดคล้อง กับงานวิจัยของศิริชัย เพชรรักษ์และชยสร สมบุญมาก (2559, น.94) การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ ประเทศเพื่อนบ้านจะส่งผลให้แรงงานต่างด้าวอพยพเข้าท างานสู่ประเทศต้นทางมากขึ้น ท าให้อัตรา แรงงานเข้มข้นว่างขึ้นจ านวนมาก รวมทั้งลักษณะงานบางประเภทที่มีการน าเครื่องจักรทุ่นแรงเข้ามา ช่วยมากขึ้น จึงท าให้แรงงานอพยพบางส่วนเกิดการว่างงาน ซึ่งแรงงานอพยพส่วนใหญ่เป็นแรงงาน ประเภทไร้ฝีมือ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ศึกษาด าเนินการสัมภาษณ์กลุ่มธุรกิจภาคเอกชนที่มีการพึ่งพา แรงงานต่างด้าวมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ แรงงานต่างด้าวคงมิได้ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก ประเทศไทยยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและมีความต้องการใช้แรงงานแบบเข้มข้นจ านวน มากตามลักษณะเศรษฐกิจโดยภาคการเกษตรและร้านอาหารมีความต้องการสูงสุดแน่นอน แม้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านพัฒนาตนเองในด้านการลงทุนและอุตสาหกรรมในประเทศ แต่มีอุปสรรคคือ ระบบสาธารณูปโภคที่ไม่พร้อมต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจเติบโต ปัจจุบันศูนย์ติดตามและ พยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรและศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของกรณี ดังกล่าวไว้อย่างเป็นระบบ โดยประเมินมูลค่าความเสียหายกรณีแรงงานต่างด้าวย้ายกลับไปประเทศ ต้นทางในเบื้องต้นอยู่ระหว่าง 800 - 2,000 ล้านบาท กรณีกระทบรุนแรงจะส่งผลเสียหายเป็น มูลค่า 4.65 หมื่นล้านบาท หรือในระดับร้อยละ 0.3 ของ GDP ประการสุดท้าย คือ การใช้แรงงานต่างด้าวในภาคอุตสาหกรรมไม่เกิดการพัฒนาการ ลงทุน เพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนแรงงานมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยแข่งขัน ในระดับสากลไม่ได้ และยังติดอยู่ในอุตสาหกรรมขั้นกลาง ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งในยุคนวัตกรรมหรือ เทคโนโลยีที่สร้างตลาดและมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ตลาดของผลิตภัณฑ์เดิม (Disruptive Technology) จากข้อมูลรายงานการศึกษาผลกระทบจากการ จ้างแรงงานข้ามชาติของไทย ภายใต้ยุคพิสูจน์สัญชาติของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2553, น.12) ผู้ประกอบการในประเทศไทยส่วนใหญ่เปิดโรงงานที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้น แม้จะรู้ว่าไม่มีแรงงานระดับล่างเพียงพอเพื่ออาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรงที่ต่ าและสามารถ ส่งออกไปแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้สอดคล้องกับผลการศึกษาของอภิยุกต์ อ านวยกาญจนสิน (2561, น.8) พบว่า ความล้มเหลวในเชิงนโยบายของภาครัฐต่อการพัฒนาฝีมือแรงงานในประเทศ ไทยที่มีทักษะรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของทุกภาคในระบบเศรษฐกิจ และการสนับสนุน ให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมที่ไม่ประสบความส าเร็จไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันกับ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เวทีโลกได้เป็นปัจจัยส าคัญที่ส่งผลให้ภาคแรงงานในประเทศไทยมิใช่แรงงานที่มีทักษะซึ่งกิจการ ที่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากเกินไป กิจการที่ใช้แรงงานต่างด้าวมีลักษณะด้อยกว่ากิจการที่ไม่ใช้ แรงงานต่างด้าวในเรื่องดังต่อไปนี้คือ การใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ผลิตในต่างประเทศ แผนการ ลงทุนเพิ่มก าลังการผลิตหรือปรับปรุงคุณภาพความเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติอายุของเครื่องจักร การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา การมีตราสินค้าเป็นของตัวเอง การขายสินค้าให้บริษัทข้ามชาติ การมีส่วนร่วมของลูกค้าในเรื่องการท าวิจัยและพัฒนาร่วมถึงการ ฝึกอบรมพนักงาน เครือข่ายธุรกิจ การคาดการณ์ยอดขาย และการปรับปรุงสินค้าเดิม ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อความสามารถ ในการแข่งขันของกิจการที่ใช้แรงงานต่างด้าวได้ จากการศึกษาสรุปได้ว่า นโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย มุ่งเน้นการจัดการสภาพปัญหาของแรงงานต่างด้าวที่ส่งผลกระทบต่อประเด็นความมั่นคงของรัฐและ สถานการณ์ปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ทั้งที่ นโยบายการบริหารแรงงานต่างด้าวควร พิจารณาให้ความส าคัญกับการสร้างเสถียรภาพตลาดแรงงานต่างด้าวและก าหนดวิธีการจัดการ ผลกระทบของแรงงานต่างด้าวที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันนโยบายของรัฐจะมี การสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีในภาคเศรษฐกิจที่ยังมีการ ใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเข้มข้นด้วยอีกประการหนึ่ง ๕. ข้อเสนอแนะ ๕.๑ ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ 1) ก าหนดนโยบายการน าแรงงานจาก “คนชายขอบ” ที่อาศัยอยู่ตามตะเข็บ ชายแดนไทย รวมถึงชนกลุ่มน้อยในประเทศที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย เข้ามาเป็นแรงงานแทนแรงงาน ต่างด้าวในประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ ในระยะอันใกล้นี้ 2) จัดท ายุทธศาสตร์การจัดการแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานต่างด้าวให้เหมาะสม และก าหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ และรวมถึงจัดระเบียบการบังคับใช้กฎหมายใน พื้นที่ชายแดนให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยสนับสนุนให้สภาความมั่นคง แห่งชาติและส านักงานต ารวจแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดท าและด าเนินการ ทั้งนี้ เพื่อท าให้ เกิดความเป็นเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมายและเป็นสากล สร้างความมั่นใจให้กับแรงงานที่จะเดิน ทางเข้ามาท างานในประเทศไทยได้ 3) เร่งท าข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) เรื่องการใช้แรงงาน ตามฤดูกาล ที่ให้สามารถใช้แรงงานตามฤดูกาลเหล่านั้นในพื้นที่จังหวัดต่อเนื่องจากชายแดนได้ ทั้งนี้เพื่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามฤดูกาลดังกล่าวที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ 4) เร่งขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วยกระดับผลิตภาพ การผลิตและการใช้นวัตกรรมในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งใน อุตสาหกรรมเกษตรและบริการการสร้างความมั่นคงและปลอดภัยด้านอาหารการเพิ่มขีด ความสามารถทางด้านการค้าและการเป็นผู้ประกอบการรวมทั้งการพัฒนาฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต