๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทั้งนี้ภายใต้กรอบการปฏิรูปและพัฒนาปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ อันได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและระบบ โลจิกติกส์วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ๕.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ 1) รัฐบาลไทยควรด าเนินนโยบายด้านแรงงานกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเมียน มา ลาว กัมพูชา เนื่องจากรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดส่งจัดส่งแรงงาน มาประเทศไทย ไม่มีการสนับสนุนในด้านใดเลยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจัดหางานด าเนินการ และก่อให้เกิดช่องว่างที่จะเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของไทยในอนาคต รวมถึง กระทรวงแรงงาน ควรมีมาตรการ/แนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต เช่นการก าหนดสัดส่วน ของแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานอย่างเข้มข้นโดยจะต้องมีการจ้างแรงงานคนไทย ในสัดส่วนหรือตามที่เห็นเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดแทนกรณีแรงงานต่างด้าวเคลื่อนย้ายกับ ภูมิล าเนาและในอุตสาหกรรมบางประเภทที่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ ภาครัฐควรใช้นโยบาย การคลังเพื่อลดภาษีเครื่องจักรเครื่องยนต์จูงใจให้มีการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตใหม่ 2) การพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้ฝีมือขั้นสูงและเทคโนโลยีนั้น ควรสงวนไว้ส าหรับแรงงานไทยเท่านั้น ส่วนแรงงานต่างด้าวให้ควบคุมให้อยู่ในกรอบการอนุญาตให้ ท างานเท่าที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายประเทศไทยจึงต้องมุ่งเน้นพัฒนาแรงงานฝีมือ และเปลี่ยน นโยบายการศึกษาให้สามารถผลิตบุคคลากรด้านเทคนิคให้ได้มากที่สุดจึงจะมีความสามารถแข่งขันกับ นานาชาติในอนาคตได้ นายสิทธิพงษ์ ศรีสุธรรมศักดิ์ วิทยากรกรช านาญการพิเศษ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ส านักกรรมาธิการ ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ความชอบตามหลักนิติรัฐของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ประเทศไทยประสบปัญหำความมั่นคงในหลายมิติทั้งภายในและภายนอกประเทศ มาอย่างยาวนาน รวมทั้งช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหา ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้รัฐต้องบังคับใช้กฎหมาย ที่เกี่ยวกับความมั่นคงอย่างเคร่งครัด ซึ่งกฎหมายความมั่นคงสามารถจ าแนกตามสถานการณ์ที่บังคับใช้ ได้แก่ กฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ปกติ มีลักษณะที่อ านาจสั่งการเป็นของฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรีและกระทบต่อการด าเนินชีวิตประจ าวันของประชาชนไม่มาก และกฎหมายความมั่นคง ในสถานการณ์ไม่ปกติมีลักษณะที่อ านาจสั่งการเป็นของฝ่ายทหารและอาจมีผลกระทบต่อสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชน (จิตราภรณ์ จิตรธร, ๒๕๕๔, น.๑๒) ส าหรับในประเทศไทยบทบัญญัติของกฎหมายความมั่นคง มีการแบ่งล าดับความรุนแรง ตามสถานการณ์หรือพฤติการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่แตกต่างกัน โดยสามารถ เรียงความส าคัญตามสถานการณ์ ดังนี้ เมื่อปรากฏเหตุการณ์ที่มีผลต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่เกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ และเป็นภัย ต่อความสงบสุขของประชาชน ท าลายหรือท าให้เสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน หรือรัฐ รวมถึงในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย กฎหมายที่บังคับใช้ คือ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมตามค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๑/๒๕๖๐ (ราชกิจจานุเบกษา, ๒๕๖๐, น.๑๓) หากสถานการณ์ขยายตัวลุกลามร้ายแรง หรือท าให้ประเทศ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ไม่สามารถควบคุมได้กฎหมายที่ใช้บังคับ คือ พระราชก าหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ แต่ถ้าความรุนแรงยังคงยกระดับขึ้นจนส่งผล ต่อภายในและภายนอกราชอาณาจักรจนกลายเป็นภาวะสงครามหรือการจลาจลกฎหมายที่ใช้บังคับ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่อจ าแนกตามตามสถานการณ์ที่บังคับใช้เห็นได้ว่า กฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ปกติของประเทศไทย ได้แก่ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชก าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนกฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ไม่ปกติ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ ส าหรับเอกสารวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ (แก้ไขเพิ่มเติมตามค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๑/๒๕๖๐) ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการด าเนินชีวิตของประชาชนตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นับแต่สถานการณ์ความไม่สงบและความวุ่นวายทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๙ จนกระทั่งสถานการณ์ ของอุดมการณ์ทางการเมืองที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน รัฐบาลในขณะนั้นจึงเห็นควร
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ให้มีกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของปัญหาความมั่นคงของรัฐ และบังคับใช้อย่างเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยมากยิ่งขึ้น จึงตราพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ก าหนดให้ฝ่ายบริหารมีอ านาจ ประกาศใช้เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงในสถานการณ์ปกติ ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามค าสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ แต่สาระส าคัญ ยังคงมอบหมายให้กองอ านวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วย บัญชาการและปฏิบัติการ อีกทั้งกฎหมายฉบับดังกล่าวกลับมีบทบัญญัติหลายประการที่ให้อ านาจ ด าเนินการเช่นเดียวกับกฎอัยการศึก และพระราชก าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทั้งสองฉบับนี้เป็นกฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่พระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มุ่งหมายการรักษาความมั่นคงที่มิได้อยู่ในลักษณะพิเศษ แต่บทบัญญัติให้อ านาจฝ่ายปกครองในการออกค าสั่ง เช่น การห้ามออกนอกเคหสถานในเวลา ที่ก าหนด การห้ามเข้าพื้นที่ที่ก าหนด การห้ามใช้เส้นทางสัญจร หรือการใช้เส้นทางสัญจรนั้น จะต้องด าเนินการตามเงื่อนไขที่ก าหนด เป็นต้น เป็นข้อถกเถียงว่าเป็นบทบัญญัติของกฎหมาย ที่มอบให้ฝ่ายบริหารเกินความจ าเป็นหรือไม่ ทั้งนี้ การบังคับใช้มาตรการควบคุมฝูงชน การจ ากัดสิทธิ เสรีภาพบางประการ รวมถึงความชัดเจนในขอบเขตการใช้อ านาจของหน่วยงาน คณะบุคคล และเจ้าหน้าที่ ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก าหนดให้บรรดาข้อก าหนดค าสั่ง หรือการ กระท าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครอง ดังนั้น การใช้ค าสั่ง ทางปกครองดังกล่าวไม่อาจได้รับการตรวจสอบจากศาลปกครองทั้งที่เป็นศาลที่มีอ านาจตรวจสอบ ความชอบของการกระท าทางปกครองอย่างแท้จริง แต่การด าเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมาจากข้อก าหนด ประกาศ ค าสั่ง หรือการกระท าให้อยู่ในอ านาจของศาลยุติธรรม ด้วยเหตุดังกล่าว พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงเป็นกฎหมายที่ให้อ านาจแก่ฝ่ายบริหารเกินกว่าความจ าเป็นแห่งกรณีเพื่อการรักษาความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรในสถานการณ์ปกติ โดยมอบอ านาจเช่นเดียวกับกฎหมายที่บังคับใช้ในสถานการณ์ ไม่ปกติ (ฉุกเฉิน) รวมทั้งการไม่สามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายจากการกระท าทางปกครอง อย่างแท้จริง แต่กลับมอบอ านาจการพิจารณาทางปกครองให้แก่ศาลยุติธรรมซึ่งกระบวนการวิธีการ พิจารณาของศาลยุติธรรมออกแบบมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่คู่ความที่มีสถานะเท่าเทียมกัน รวมถึงการให้อ านาจแก่ฝ่ายปกครองโดยการจ ากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนต้องสอดคล้องกับ หลักความแน่นอนชัดเจนของกฎหมายด้วยเช่นกัน ดังที่กล่าวมาถือเป็นหลักการส าคัญของหลักนิติรัฐ จึงเป็นเหตุอันควรพิจารณาว่ากฎหมายฉบับนี้มีประเด็นที่ขัดต่อหลักนิติรัฐหรือไม่ ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง พระรำชบัญญัติกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ แก้ไข เพิ่มเติมตำมค ำสั่งหัวหน้ำคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ ที่ ๕๑/๒๕๖๐ ประเทศไทยในอดีตมีภัยคุกคำมต่อควำมมั่นคงของรัฐที่ส ำคัญ คือ ภัยคุกคำม จำกลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่เวลำต่อมำรัฐได้ปรำบปรำมอย่ำงต่อเนื่องประกอบกับกระแสกำรเปลี่ยนแปลง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ของโลกต่อกำรปกครองในระบอบประชำธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อโลกใหม่ (New World) มำกขึ้น ลัทธิ คอมมิวนิสต์จึงค่อย ๆ หมดควำมส ำคัญลง จนกระทั่งประเทศไทยปรำกฏสถำนกำรณ์ควำมขัดแย้ง ของชนในชำติปัจเจกบุคคลเริ่มกระทบกระทั่งแบ่งแยกฝักฝ่ำยลุกลำมไปถึงกำรขัดแย้งทำงควำมคิด อุดมกำรณ์ ก่อให้เกิดผลเสียต่อภำพลักษณ์ของประเทศทั้งในทำงเศรษฐกิจ กำรเมือง และสังคม อย่ำงร้ำยแรง สะท้อนถึงควำมอ่อนแอของกลไกรัฐในกำรควบคุมสถำนกำรณ์และกำรบังคับใช้กฎหมำย ผนวกกับควำมรวดเร็วของยุคเทคโนโลยีดิจิทัลที่ข้อมูลข่ำวสำรไหลเวียนเข้ำถึงปัจเจกบุคคลได้ง่ำยขึ้น และผู้บริโภคข้อมูลข่ำวสำรสำมำรถเลือกรับรู้ข้อมูลข่ำวสำรตำมอคติของตนเองโดยมิได้พิจำรณำ ควำมน่ำเชื่อถือของข้อมูลข่ำวสำรเหล่ำนี้อย่ำงรอบคอบ ครบถ้วน จึงเกิดปรำกฎกำรณ์ของควำมแตกต่ำง ทำงควำมคิดกลำยเป็น “ควำมขัดแย้ง” และน ำไปสู่ “ควำมแตกแยก” (จิตรำภรณ์ จิตรธร, ๒๕๕๔, น.๑๐) ประเทศไทยมีสถำนกำรณ์ควำมขัดแย้งของชนในชำติบั่นทอนกำรพัฒนำ ท ำลำยเสถียรภำพ ของประเทศเป็นวงกว้ำงและทวีควำมรุนแรงยิ่งขึ้น ผนวกกับปัญหำด้ำนควำมมั่นคงยังปรำกฏในพื้นที่ สำมจังหวัดชำยแดนภำคใต้ สถำนกำรณ์ควำมมั่นคงจึงสั่นคลอนประเทศในทุกมิติ ดังนั้น รัฐบำลขณะนั้นโดยกำรน ำของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลำนนท์ จึงเห็นควรให้มี กำรร่ำงกฎหมำยควำมมั่นคงควบคุมสถำนกำรณ์ของบ้ำนเมืองมิให้เกิดควำมวุ่นวำยและให้รัฐบำล สำมำรถบริหำรประเทศได้อย่ำงใกล้เคียงกับสภำวะปกติมำกที่สุด โดยกฎหมำยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมำย ส ำคัญ เพื่อรองรับกำรเปลี่ยนแปลงและบังคับใช้อย่ำงเหมำะสมกับสภำพสังคมไทย แต่สร้ำง ควำมชอบธรรมให้กับผู้ปฏิบัติงำนที่เกี่ยวข้อง รัฐบำลจึงเสนอให้ตรำพระรำชบัญญัติกำรรักษำ ควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักรขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้รักษำควำมมั่นคงในสถำนกำรณ์ ที่มีควำมรุนแรง ที่ยังไม่มีควำมจ ำเป็นต้องประกำศใช้พระรำชก ำหนดกำรบริหำรรำชกำร ในสถำนกำรณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือ พระรำชบัญญัติกฎอัยกำรศึก พ.ศ.๒๔๕๗ ที่เรียกว่ำ “กำรรักษำควำมมั่นคงในสถำนกำรณ์ปกติ” โดยมอบหมำยให้กองอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยใน (กอ.รมน.) ซึ่งเป็นหน่วยรำชกำรระดับกรมสังกัดส ำนักนำยกรัฐมนตรี เป็นหน่วยบัญชำกำรและปฏิบัติกำร สำระส ำคัญอันเป็นเหตุผลของพระรำชบัญญัติกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ตำมถ้อยแถลงของคณะรัฐมนตรีในครำวเสนอร่ำงพระรำชบัญญัตินี้ต่อรัฐสภำ คือ “สืบเนื่อง จำกปัญหำควำมมั่นคงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเป็นผลมำจำกบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีควำมหลำกหลำย ผลกระทบของปัญหำมีควำมรุนแรง รวดเร็ว และสำมำรถขยำยตัวอันส่งผลกระทบเป็นวงกว้ำง รวมทั้งมีควำมสลับซับซ้อน จนเป็นปัญหำต่อเอกรำชและบูรณภำพแห่งดินแดน จนถึงเกิดควำม ไม่สงบเรียบร้อยภำยในประเทศกับภยันตรำยต่อควำมสงบสุขของประชำชน จึงมีควำมจ ำเป็นต้องมี เครื่องมือส ำหรับรองรับปัญหำเหล่ำนี้ตั้งแต่ในยำมปกติ และยำมที่สถำนกำรณ์อันเป็นภัยควำมมั่นคง ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และก ำหนดให้มีมำตรกำรและกลไกควบคุมกำรใช้อ ำนำจเป็นกำรเฉพำะ ตำมระดับควำมรุนแรงของสถำนกำรณ์เพื่อให้สำมำรถแก้ไขปัญหำได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ (ส ำนักงำน เลขำธิกำรวุฒิสภำ, ๒๕๕๑, น.ก (๑)) พระรำชบัญญัติกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ แก้ไข เพิ่มเติมตำมค ำสั่งหัวหน้ำคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ ที่ ๕๑/๒๕๖๐ มีสำระส ำคัญดังต่อไปนี้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ควำมหมำย “กำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร” หมำยควำมว่ำ กำรด ำเนินกำรเพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถำนกำรณ์ใดที่เป็นภัยหรืออำจเป็นภัยอันเกิดจำกบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่ก่อให้เกิดควำมไม่สงบสุข ท ำลำย หรือท ำควำมเสียหำยต่อชีวิต ร่ำงกำย ทรัพย์สินของประชำชน หรือของรัฐ รวมถึง ในกรณีที่เกิดหรือคำดว่ำจะเกิดสำธำรณภัยตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรป้องกัน และบรรเทำสำธำรณภัย ให้กลับสู่สภำวะปกติเพื่อให้เกิดควำมสงบเรียบร้อยของประชำชน หรือควำมมั่นคงของรัฐ” (มำตรำ ๓) ผู้มีอ ำนำจในกำรออกค ำสั่ง กองอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร เรียกโดยย่อว่ำ “กอ.รมน.” โดยส ำนักนำยกรัฐมนตรีมีอ ำนำจหน้ำที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร ประกอบด้วย นำยกรัฐมนตรีเป็น ผู้อ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร เรียกโดยย่อว่ำ “ผอ.กอ.รมน.” ผู้บัญชำกำรทหำรบกเป็น รองผู้อ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร เสนำธิกำรทหำรบกเป็น เลขำธิกำรกองอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร อ ำนำจหน้ำที่ ๑. ติดตำม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถำนกำรณ์ที่อำจก่อให้เกิดภัยคุกคำม ด้ำนควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักรและรำยงำนคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจำรณำด ำเนินกำรต่อไป ๒. อ ำนวยกำรในกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร ในกำรนี้ให้มีอ ำนำจ หน้ำที่เสนอแผนงำน แนวทำงในกำรปฏิบัติงำนและด ำเนินกำรต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจำรณำให้ควำม เห็นชอบเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ควำมเห็นชอบแล้วให้หน่วยงำนของรัฐปฏิบัติตำมแนวทำงของแผนนั้น ๓. อ ำนวยกำร ประสำนงำน และเสริมกำรปฏิบัติของหน่วยงำนของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในกำรด ำเนินกำรตำมแผน ในกำรนี้คณะรัฐมนตรีจะมอบหมำยให้ กอ.รมน. มีอ ำนำจในกำรก ำกับ กำรด ำเนินกำรของหน่วยงำนของรัฐตำมที่คณะรัฐมนตรีก ำหนดด้วยก็ได้ ๔. เสริมสร้ำงให้ประชำชนตระหนักในหน้ำที่ที่ต้องพิทักษ์รักษำไว้ซึ่ง ชำติ ศำสนำ และพระมหำกษัตริย์ สร้ำงควำมรักควำมสำมัคคีของคนในชำติรวมทั้งส่งเสริมให้ประชำชนเข้ำมำ มีส่วนร่วมในกำรป้องกัน และแก้ไขปัญหำต่ำง ๆ ที่กระทบต่อควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักรและ ควำมสงบเรียบร้อยของสังคม ๕. ด ำเนินกำรอื่นตำมที่กฎหมำยบัญญัติหรือตำมที่คณะรัฐมนตรี สภำควำมมั่นคง แห่งชำติหรือนำยกรัฐมนตรีมอบหมำย คณะกรรมกำรอ ำนวยกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร ประกอบด้วย นำยกรัฐมนตรีหรือรองนำยกรัฐมนตรีซึ่งนำยกรัฐมนตรีมอบหมำยเป็นประธำน รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงกลำโหมและรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงมหำดไทย เป็นรองประธำน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมปลัดกระทรวงกลำโหม ปลัดกระทรวงกำรต่ำงประเทศ ปลัดกระทรวงมหำดไทย อัยกำร สูงสุด เลขำธิกำรสภำควำมมั่นคงแห่งชำติ ผู้อ ำนวยกำรส ำนักข่ำวกรองแห่งชำติ ผู้อ ำนวยกำร ส ำนักงบประมำณ เลขำธิกำรคณะกรรมกำรข้ำรำชกำรผลเรือน เลขำธิกำรคณะกรรมกำรพัฒนำ ระบบรำชกำร ผู้บัญชำกำรทหำรสูงสุด ผู้บัญชำกำรทหำรบก ผู้บัญชำกำรทหำรเรือ ผู้บัญชำกำรทหำร อำกำศ ผู้บัญชำกำรต ำรวจแห่งชำติ อธิบดีกรมบัญชีกลำงและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมกำร เลขำธิกำร กอ.รมน. เป็นกรรมกำรและเลขำนุกำร ข้ำรำชกำรใน กอ.รมน. ไม่เกิน ๒ คน เป็นผู้ช่วยเลขำนุกำร อ ำนำจหน้ำที่ ๑. ก ำกับกำรท ำงำน ให้ค ำปรึกษำและเสนอแนะในกำรปฏิบัติงำนในอ ำนำจหน้ำที่ ของ กอ.รมน. ๒. วำงระเบียบเกี่ยวกับกำรอ ำนวยกำรและประสำนงำนกับหน่วยงำนของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร ๓. วำงระเบียบเกี่ยวกับกำรปฏิบัติงำนของ กอ.รมน. กอ.รมน.ภำค และ กอ.รมน. จังหวัด ๔. ออกข้อบังคับเกี่ยวกับกำรงบประมำณ กำรเงินกำรคลัง กำรพัสดุและกำรจัดกำร ทรัพย์สินของ กอ.รมน. ๕. แต่งตั้งคณะที่ปรึกษำ กอ.รมน. โดยค ำนึงถึงกำรมีส่วนร่วมของประชำชนในภำคส่วน ต่ำง ๆ อย่ำงน้อยให้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหรือมีประสบกำรณ์ด้ำนรัฐศำสตร์ รัฐประศำสนศำสตร์ นิติศำสตร์ วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี กำรคุ้มครองสิทธิเสรีภำพของประชำชน กำรแก้ไขปัญหำ โดยสันติวิธี กำรรักษำควำมมั่นคงของรัฐ สื่อมวลชนและมีหน้ำที่ในกำรเสนอแนะแก้ไขปัญหำ หรือป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้น และให้ค ำปรึกษำตำมที่คณะกรรมำกำรหำรือ ๖. แต่งตั้งคณะอนุกรรมกำรหรือคณะท ำงำนเพื่อปฏิบัติหน้ำที่ตำมที่ได้รับมอบหมำย ๗. ปฏิบัติหน้ำที่อื่นตำมที่บัญญัติไว้ในพระรำชบัญญัตินี้หรือกฎหมำยอื่น เหตุผลในกำรบังคับใช้กฎหมำยควำมมั่นคงภำยใน พระรำชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมำยที่มีผลบังคับใช้ทั่วรำชอำณำจักรตลอด ๒๔ ชั่วโมง กล่ำวคือ มุ่งเน้นกำรควบคุมควำมมั่นคงในสถำนกำรณ์ปกติเพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไขและฟื้นฟู สถำนกำรณ์ที่เป็นภัยหรืออำจเป็นภัยอันเกิดจำกบุคคลหรือกลุ่มบุคคล และก่อให้เกิดควำมไม่สงบสุข ท ำลำยหรือท ำควำมเสียหำยต่อชีวิต ร่ำงกำยหรือทรัพย์สินของประชำชนและรัฐ รวมถึงในกรณี ที่คำดว่ำจะเกิดสำธำรณภัยตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรป้องกันหรือบรรเทำสำธำรภัย แต่หำกเป็นกรณี สถำนกำรณ์ที่กระทบต่อควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักร สถำนกำรณ์ใดที่เป็นภัยหรืออำจเป็นภัย อันเกิดจำกบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดควำมไม่สงบสุข ท ำลำย หรือท ำควำมเสียหำยต่อชีวิต ร่ำงกำย ทรัพย์สินของประชำชนหรือของรัฐ ที่ยังไม่มีควำมจ ำเป็นต้องประกำศสถำนกำรณ์ฉุกเฉิน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๑๙๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แต่มีแนวโน้มที่จะอยู่ต่อไปให้กลับสู่สภำวะปกติเพื่อให้เกิดควำมสงบเรียบร้อยของประชำชน หรือ ควำมมั่นคงของรัฐ ระยะเวลำบังคับใช้และกำรสิ้นสุดของประกำศ กอ.รมน. ด ำเนินกำรแทนหรือมีอ ำนำจด ำเนินกำรภำยในพื้นที่และระยะเวลำที่ ก ำหนดโดยต้องก ำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกำรใช้อ ำนำจนั้นไว้ด้วย และกำรประกำศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในแต่ละครั้งจะสิ้นสุดลงเมื่อเหตุกำรณ์อันกระทบต่อควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักรนั้น สิ้นสุดลง อ ำนำจตำมกฎหมำย ๑. ป้องกัน ปรำบปรำม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทำเหตุกำรณ์ที่กระทบ ต่อควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักรตำมที่ได้รับมอบหมำยตำม พ.ร.บ. กำรรักษำควำมมั่นคงภำยในฯ (ม.๑๕) ๒. จัดท ำแผนกำรด ำเนินกำรตำมข้อ ๑ เสนอต่อคณะกรรมกำรเพื่อให้ควำมเห็นชอบ ก ำกับ ติดตำม และเร่งรัดหน่วยงำนของรัฐและเจ้ำหน้ำที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ด ำเนินกำรหรือ บูรณำกำรในกำรด ำเนินกำรให้เป็นไปตำมแผน ๓. สั่งให้เจ้ำหน้ำที่ของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมว่ำจะเป็นภัยต่อควำมมั่นคงภำยใน รำชอำณำจักรหรือเป็นอุปสรรคต่อกำรรักษำควำมมั่นคงภำยในรำชอำณำจักรออกจำกพื้นที่ที่ก ำหนด ในกำรจัดท ำแผนตำมข้อ ๒ ให้ กอ.รมน. ประชุมหำรือกับส ำนักงำนสภำควำมมั่นคงแห่งชำติ และหน่วยงำนของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย และในกำรนี้ให้จัดท ำแผนเผชิญเหตุในแต ่ละสถำนกำรณ์ ที่คำดว่ำจะเกิดขึ้น ผู้อ ำนวยกำรมีอ ำนำจออกข้อก ำหนดโดยควำมเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ ๑. ให้เจ้ำหน้ำที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติกำรหรืองดเว้นกำรปฏิบัติกำรอย่ำงหนึ่งอย่ำงใด ๒. ห้ำมเข้ำหรือให้ออกจำกบริเวณพื้นที่ อำคำร หรือสถำนที่ที่ก ำหนดในห้วงเวลำ ที่ปฏิบัติกำร เว้นแต่ได้รับอนุญำตจำกพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับกำรยกเว้น ๓. ห้ำมออกนอกเคหสถำนในเวลำที่ก ำหนด ๔. ห้ำมน ำอำวุธออกนอกเคหสถำน ๕. ห้ำมกำรใช้เส้นทำงคมนำคมหรือยำนพำหนะ และก ำหนดกำรใช้เส้นทำงหรือ ยำนพำหนะ ๖. ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นกำรปฏิบัติอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันอันตรำยที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่ำงกำย หรือทรัพย์สินของประชำชน ควำมรับผิดจำกกำรกระท ำทำงปกครอง บรรดำข้อก ำหนด ประกำศ ค ำสั่ง หรือกำรกระท ำตำมหมวดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของ กฎหมำยว่ำด้วยวิธีปฏิบัติรำชกำรทำงปกครอง กำรด ำเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมำจำกข้อก ำหนด ประกำศ ค ำสั่ง หรือกำรกระท ำตำมหมวดนี้ให้อยู่ในอ ำนำจของศำลยุติธรรม
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ การศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ครั้งนี้ ด าเนินการวิเคราะห์สองประเด็น ได้แก่ ๑) หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระท าทางปกครอง หมายถึง ฝ่ายปกครอง (Administration) อันได้แก่ หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล จะกระท าการใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพ ของเอกชนได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อ านาจและเฉพาะแต่ภายในขอบเขตที่ก าหนดไว้เท่านั้น แม้การ กระท า นั้น ๆ จะเป็นไปเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะก็ตาม หากการ กระท าทาง ปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะไม่มีกฎหมายก าหนดหรือให้ค านิยามไว้ว่า การกระท าอย่างใด ในทางปกครองเป็นการกระท าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติวิธี ปฏิบัติทางปกครองก็ตาม แต่ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งก าหนดอ านาจ หน้าที่ของศาลปกครองไว้ว่าศาลปกครองมีอ านาจในการพิจารณา พิพากษาหรือมีค าสั่งในเรื่องเกี่ยวกับ การที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระท าการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น การออกกฎ ออกค าสั่งทางปกครอง หรือกระท าการอื่นใด ในทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอัน ได้แก่ การกระท าในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือหลายกรณี ดังต่อไปนี้ (ส านักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, ๒๕๕๙, น.๓๕) คือ (๑) กระท าโดยไม่มีอ านาจ (๒) กระท านอกเหนือจากอ านาจหน้าที่ (๓) กระท าโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (๔)กระท าโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระส าคัญที่ก าหนดไว้ ในการกระท านั้น (๕) กระท าไม่สุจริต (๖) กระท าโดยมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (๗) กระท าโดยมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จ าเป็น (๘) กระท าโดยมีลักษณะเป็นการสร้างภาระให้เกิดแก่ประชาชนเกินสมควร (๙) กระท าโดยใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ เมื่อพิจารณาหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระท าทางปกครอง ในมิติการควบคุม การใช้อ านาจตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่บัญญัติให้ข้อก าหนด ประกาศ ค าสั่ง หรือการกระท า ตามหมวด ๒ เรื่อง ภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุม ของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กล่าวคือ การก าหนดให้บรรดาข้อก าหนด ประกาศ ค าสั่ง หรือการกระท าตามหมวดนี้ไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการได้รับการเยียวยาความเดือดร้อนเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการกระท าทางปกครอง อย่างไรก็ดี การใช้อ านาจตามกฎหมายโดยหน่วยงาน ของรัฐนั้น จะต้องมีการด าเนินการเพื่อออกค าสั่งทางปกครอง ตามเงื่อนไขที่อยู่ในกฎหมายวิธีปฏิบัติ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ราชการทางปกครอง ซึ่งเสมือนการกลั่นกรองให้มีความรอบคอบในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจได้รับความเดือนร้อนเสียหายจากการออกกฎ หรือ ค าสั่ง ทางปกครองอาจด าเนินการอุทธรณ์ค าสั่งทางปกครองที่ตนไม่เห็นด้วยต่อหน่วยงานที่ออกค าสั่ง ทางปกครองให้ด าเนินการทบทวนค าสั่งหรือเพิกถอนค าสั่งทางปกครอง ซึ่งการทบทวนภายใน ฝ่ายปกครองมีขั้นตอนการพิจารณาที่เรียบง่ายรวดเร็วกว่าวิธีพิจารณาคดีของศาล นอกจากนี้ ในการ พิจารณาอุทธรณ์ฝ่ายปกครองยังสามารถทบทวนค าสั่งในแนวทางที่ยืดหยุ่นและให้ความเป็นธรรม แก่ผู้เกี่ยวข้องในแต่ละกรณีได้อย่างเหมาะสม แตกต่างกับศาลที่ต้องวินิจฉัยคดีพิพาทไปตามบท กฎหมายและยึดถือแนวค าพิพากษาเป็นส าคัญ ประการถัดมา คือ การก าหนดให้การควบคุมการกระท าตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ อยู่ในศาลยุติธรรม อันอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยในการเยียวยาความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจได้รับ ความเดือดร้อนเสียหายของประชาชนจากการใช้อ านาจตามกฎหมายของกองอ านวยการรักษา ความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวคือ การกระท าตามบทบัญญัติหมวด ๒ ของพระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่มีลักษณะเป็นการกระท าทางปกครอง ซึ่งการควบคุมการใช้อ านาจทางกฎหมายที่มีลักษณะเป็นค าสั่งทางปกครองนั้นอยู่ในอ านาจศาลปกครอง ซึ่งหากพิเคราะห์ตามเหตุผลศาลปกครอง ควรเป็นองค์กรศาลที่มีความเหมาะสมในการเยียวยา ความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ประชาชน จากกรณีการใช้อ านาจของฝ่ายปกครอง ดังนั้น บทบัญญัติ ก าหนดให้ศาลยุติธรรมเป็นองค์การศาลที่ท าหน้าที่ในการพิจารณาควบคุมการกระท าอันมีลักษณะ การกระท าทางปกครอง ก่อให้เกิดค าถามในประเด็น “ศาลยุติธรรมจะสามารถเยียวยาความเสียหาย ให้แก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องจากการกระท าของฝ่ายปกครองได้เพียงพอหรือไม่ เนื่องจากศาลยุติธรรมมิได้มีอ านาจเช่นเดียวกับศาลปกครอง” สรุปได้ว่า การบัญญัติข้อก าหนด ประกาศ ค าสั่ง หรือการกระท าตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และก าหนดเขตอ านาจศาลโดยให้การ ด าเนินคดีใด ๆ อันเป็นผลตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรให้อยู่ในอ านาจ ศาลยุติธรรม เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนในการใช้สิทธิทางศาล โดยจ ากัดอ านาจการตรวจสอบ การกระท าทางปกครองจากศาลปกครองอันเป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนทางศาล ๒) หลักความแน่นอนชัดเจนของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ หลักกฎหมายต้องมีความแน่นอนชัดเจนนั้น มีความมุ่งหมายให้กฎหมายที่ให้อ านาจ ฝ่ายปกครองจ ากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จะต้องบัญญัติเงื่อนไขไว้ให้ชัดแจ้งว่า ให้อ านาจ ฝ่ายปกครองออกค าสั่ง บังคับให้บุคคลประเภทใด กระท าอะไรหรือห้ามมิให้กระท าการอะไรในกรณีใด และเพื่อประโยชน์อะไร ความแน่นอนชัดเจนของกฎหมายนี้เป็นเงื่อนไขที่จ าเป็นและขาดเสียมิได้ เพื่อให้ราษฎรสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพที่มีมาแต่ก าเนิดกระท าการใด ๆ เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ แห่งตนทั้งในทางกายภาพ และในทางจิตใจ บุคคลย่อมไม่กล้าตัดสินใจใช้สิทธิ์หรือเสรีภาพกระท าการ ใด ๆ ถ้าหากไม่อาจคาดหมายได้ว่าการกระท าของตนนั้นจะมีผลทางกฎหมายอย่างไรและผล
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทางกฎหมายนั้นจะท าให้ตนต้องได้หรือเสียประโยชน์อย่างไร ดังนั้น ศาลที่ควบคุมตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายจะพิพากษาว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหากกฎหมายนั้น ไม่มีความชัดเจนแน่นอนเท่าที่ควร กรณีตัวอย่างค าพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญประเทศฝรั่งเศส มีใจความส าคัญว่า “ร่างรัฐบัญญัติที่ให้อ านาจเจ้าพนักงานต ารวจยุติธรรม หรือเจ้าหน้าที่ต ารวจยุติธรรมซึ่งกระท า ตามค าสั่งของเจ้าพนักงานต ารวจยุติธรรมด าเนินการตรวจค้นยานพาหนะที่มิได้ใช้บนทางสาธารณะ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากร่างรัฐบัญญัติฉบับนี้มิได้ก าหนดกรณีที่เจ้าพนักงานต ารวจยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ต ารวจยุติธรรมซึ่งกระท าตามค าสั่งของเจ้าพนักงานต ารวจยุติธรรมจะใช้อ านาจ ตรวจค้นยานพาหนะได้ไว้ให้แน่นอนชัดเจน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักการนี้เป็นหลักการที่มีความส าคัญ เป็นอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน” (วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, ๒๕๓๘, น.๓๖) กล่าวคือ การตรากฎหมายต้องสอดคล้องกับหลักความชัดเจนแน่นอนของกฎหมาย เพื่อให้สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนได้รับการคุ้มครอง หากปราศจากซึ่งหลักการนี้แล้ว การตรากฎหมายที่มีลักษณะ คลุมเครือจนกระทั่งประชาชนเกิดความไม่แน่ใจว่าการกระท าของตนจะผิดกฎหมายหรือไม่อันส่งผล กระทบต่อการด ารงชีวิตของประชาชน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็จะถูกล่วงละเมิดได้ง่าย เนื่องจากความไม่ชัดเจนของกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่าหลักกฎหมาย ต้องมีความแน่นอนชัดเจนนั้น ควรหมายรวมถึง การบัญญัติเงื่อนไขแห่งการใช้อ านาจตามกฎหมาย ของฝ่ายบริหารนั้นต้องมีความชัดเจนแน่นอนเพียงพออีกประการหนึ่ง เมื่อพิจารณาหลักความแน่นอนชัดเจนของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางและตีความได้หลายนัย ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายบริหาร มีอิสระในการใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง เช่น บทบัญญัติในมาตรา ๑๕ “...ในกรณีที่ปรากฏ เหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร...” พบว่า การบัญญัติกฎหมายในลักษณะนี้ เป็นการบัญญัติกฎหมายที่ขาดความชัดเจนแน่นอน กล่าวคือ ข้อความอันเป็นเงื่อนไขในการใช้อ านาจ อันได้แก่ “เหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” นั้นเป็นข้อความที่มีความหมาย กว้างและขาดขอบเขตที่ชัดเจน ซึ่งอาจตีความได้หลายนัย ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง ที่มากเกินสมควรไม่เหมาะสมในบริบทของประเทศที่ปกครองตามหลักนิติรัฐ รวมถึงการตรากฎหมาย ให้อ านาจแก่ฝ่ายบริหารมีอ านาจในการจ ากัดสิทธิของประชาชนที่ขาดความชัดเจนแน่นอน นั้นจะส่งผลให้ การใช้อ านาจของฝ่ายบริหารอาจกระทบสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนมากเกินความจ าเป็นตามขอบเขต ความมั่นคงในสถานการณ์ปกติ สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมตาม ค าสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๑/๒๕๖๐ พบว่า กฎหมายฉบับนี้ มีการใช้อ านาจที่อาจขัดต่อหลักนิติรัฐที่ส าคัญ ๒ ประการ ได้แก่ (๑) อ านาจจ ากัดสิทธิทางศาล คือ การก าหนดให้ข้อก าหนด ประกาศ ค าสั่ง หรือการ กระท าตามหมวด ๒ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง อีกทั้งการด าเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมาจากข้อก าหนด ประกาศ ค าสั่ง หรือการกระท า ของฝ่ายปกครองให้อยู่ในอ านาจของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๓
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๒) อ านาจการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองที่อาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน คือ บทบัญญัติในพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรปรากฏ ข้อความในหลายมาตราที่ขาดความแน่นอนชัดเจน และมีขอบเขตที่กว้างขวางส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมากเกินควร ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จากบทวิเคราะห์พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ปรากฏสาระส าคัญว่าขัดต่อหลักนิติรัฐ ๒ ประการ สามารถตั้งข้อสังเกต ดังนี้ ๑) อ านาจจ ากัดสิทธิทางศาล เมื่อพิจารณาตามหลักการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีเจตนารมณ์ในการควบคุม ดูแลความมั่นคงของรัฐในสถานการณ์ปกติ การตรากฎหมายที่ให้มีอ านาจการกระท าทางปกครอง แต่มิได้อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครองนั้น เป็นบทบัญญัติ ที่กระทบต่อสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายจากรัฐ ซึ่งไม่อาจใช้สิทธิ ในการอุทธรณ์ภายในต่อฝ่ายปกครองอันเป็นการร้องทุกข์ลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการที่ประชาชน เข้าถึงได้ง่ายที่สุด และประหยัดที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการด าเนินการเพื่อระงับความเสียหายโดยใช้ กระบวนการทางศาล รวมถึงกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองนั้นมีเจตนารมณ์ส าคัญ คือ เพื่อให้การออกค าสั่งทางปกครองโดยฝ่ายปกครองต้องมีองค์ประกอบที่ส าคัญ ได้แก่ ข้อเท็จจริง อันเป็นสาระส าคัญ ข้อกฎหมายที่รองรับการกระท า และสาระส าคัญของการพิจารณาใช้ดุลพินิจ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมีความรอบคอบ และค านึงถึงสิทธิ และเสรีภาพ ของประชาชน อันจะได้รับผลกระทบต่อจากค าสั่งทางปกครองนั้น การบัญญัติข้อยกเว้นดังกล่าว จึงเป็นการใช้อ านาจที่เกินกว่ากรณีที่จ าเป็น เพื่อแก้ไขความมั่นคงในสถานการณ์ปกติ ประเด็นถัดมา คือ การตราพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๓ วรรคสอง นั้นไม่สอดคล้องกับหลักประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในชั้นศาล กล่าวคือ การก าหนดให้การควบคุมการกระท าซึ่งมีลักษณะการกระท าทางปกครองอยู่ใน อ านาจศาลยุติธรรมนั้น เป็นการบิดเบือนหลักการอย่างชัดเจน เหตุเพราะศาลยุติธรรมไม่มีอ านาจ ในการเพิกถอนกฎ หรือ ค าสั่งทางปกครอง คงมีอ านาจเพียงออกค าสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อยับยั้ง อ านาจที่เกิดขึ้นตามค าสั่งทางปกครอง แต่มิใช้การเพิกถอนค าสั่ง นอกจากนี้ กระบวนการพิจารณาคดี ในศาลยุติธรรมมีลักษณะของกระบวนการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา ซึ่งศาลมีหน้าที่ควบคุม กระบวนการพิจารณาเพื่อให้คู่ความในคดีต่อสู้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งกระบวนการพิจารณาดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ความที่มีสถานะเท่าเทียมกัน ส่วนกรณีที่คู่ความ มีสถานะไม่เท่าเทียมกัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายปกครองหรือรัฐ แต่อีกฝ่ายเป็นเอกชนหรือปัจเจกบุคคล กระบวนการพิจารณาในระบบกล่าวหาในศาลยุติธรรมนั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการระบบไต่สวนของศาลปกครองที่ออกแบบมาเพื่อพิจารณากรณีพิพาท ของคู่ความที่สถานะไม่เท่าเทียมกัน (ดุสิต ยมจินดา, ๒๕๕๓ , น.๑๕๓) ดังนั้น การตรากฎหมายจ ากัด สิทธิทางศาลโดยการก าหนดขอบเขตอ านาจศาลไว้เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติการรักษา
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้ศาลที่มิใช้ศาลที่มีอ านาจอย่างแท้จริงในการเยียวยา ความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการใช้อ านาจของกองอ านวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร “กอ.รมน.” ซึ่งเป็นฝ่ายปกครองนั้น จึงเป็นการจ ากัดการใช้สิทธิทางศาลของประชาชน ๒) อ านาจการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ พบว่า ประกอบด้วยบทบัญญัติ ที่ให้อ านาจแก่ฝ่ายปกครองกระท าการใด ๆ อันเป็นการจ ากัดสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายประการ อธิบายได้ว่า กำรตรำกฎหมำยขึ้นบังคับใช้ในรัฐนั้น ต้องอยู่ ภำยใต้หลักนิติรัฐเช่นเดียวกับกำรใช้อ ำนำจของฝ่ำยปกครอง และหลักนิติรัฐ มีหลักกำรที่ส ำคัญ ประกำรหนึ่ง คือ หลักควำมแน่นอนชัดเจนของกฎหมำย ซึ่งหลักกำรนี้เรียกร้องให้องค์กรนิติบัญญัติ ตรำกฎหมำย ให้มีควำมชัดเจนแน่นอนพอสมควรที่ประชำชนในสังคมสำมำรถเข้ำใจได้ว่ำกำรกระท ำ ของตนจะเป็นกำรผิดต่อกฎหมำยหรือไม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสังคมได้ทรำบว่ำกำรกระท ำ ของตนนั้นผิดกฎหมำยหรือไม่อย่ำงไร อันท ำให้กำรพัฒนำตนเองหรือกำรกระท ำใด ๆ ของคนในสังคม นั้นเป็นไปอย่ำงไม่ต้องหวำดกลัวว่ำกำรกระท ำของตนจะเป็นกำรผิดกฎหมำย โดยหลักกำรนี้ มีควำมหมำยครอบคลุมถึงกำรก ำหนดเงื่อนไขกำรให้อ ำนำจแก่ฝ่ำยปกครอง ในกำรจ ำกัดสิทธิ และเสรีภำพของประชำชนนั้นต้องสอดคล้องกับหลักควำมแน่นอนชัดเจนของกฎหมำยด้วยเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อความของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๘ พบว่า มาตรา ๑๕ ความว่า “ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรแต่ยังไม่มีความจ าเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้ม ที่จะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานานทั้งอยู่ในอ านาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของ หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยคณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมายให้ กองอ านวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทา เหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้นภายในพื้นที่และระยะเวลาที่ก าหนดได้ ทั้งนี้ ให้ประกาศให้ทราบโดยทั่วไป” การตีความตามมาตรา ๑๕ “...ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบ ต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร...” เป็นการบัญญัติกฎหมายที่ขาดความชัดเจนแน่นอน ว่าเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้นมีนิยามอย่างไร จ าเป็นเพียงใดจึงต้อง ประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมทั้ง การตรากฎหมายให้อ านาจแก่ฝ่ายบริหารมีอ านาจในการ จ ากัดสิทธิของประชาชนที่ขาดความชัดเจนแน่นอนตามมาตรา ๑๘ มาตรา ๑๘ เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทา เหตุการณ์ภายในพื้นที่ตามมาตรา ๑๕ ให้ผู้อ านวยการ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอ านาจ ออกข้อก าหนดดังต่อไปนี้ (๑) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด (๒) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่ก าหนดในห้วงเวลา ที่ปฏิบัติการ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น (๓) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่ก าหนด
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๔) ห้ามน าอาวุธออกนอกเคหสถาน (๕) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือก าหนดเงื่อนไขการใช้ เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ (๖) ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน ข้อก าหนดตามวรรคหนึ่ง จะก าหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนเวลา หรือเงื่อนไขที่ก าหนดไว้ ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ การก าหนดดังกล่าวต้องไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ เมื่อพิจารณาสาระส าคัญตามบทบัญญัติมาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๘ พบว่า บทบัญญัติของกฎหมายมีความหมายที่กว้างและขาดขอบเขตที่ชัดเจน ซึ่งอาจตีความได้หลายนัย อาจส่งผลให้ฝ่ายบริหารใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสมแก่เหตุ หรือ ขัดต่อหลักพอสมควรแก่เหตุ ๕. ข้อเสนอแนะ จำกกำรศึกษำมีข้อเสนอเกี่ยวกับกำรแก้ไขพระรำชบัญญัติกำรรักษำควำมมั่นคงภำยใน รำชอำณำจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติมตำม ค ำสั่งหัวหน้ำคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ ที่ ๕๑/๒๕๖๐ และกำรบังคับใช้ดังนี้ ๑) การใช้อ านาจของฝ่ายปกครองที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นั้นควรสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ เมื่อพิจารณาในภาพรวมควรค านึงถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้ อ านาจลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินกว่าการควบคุมดูแลความมั่นคงในสถานการณ์ปกติ อาจเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( ICCPR) เป็นสนธิสัญญาที่ประเทศไทยร่วมเป็นพหุภาคี ซึ่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรองเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ และมีผลใช้บังคับเมื่อ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยสนธิสัญญานี้ให้ค ามั่น สัญญาว่าภาคีจะเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของบุคคล ซึ่งรวมถึงสิทธิในชีวิต เสรีภาพ ในศาสนา เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการชุมนุม สิทธิเลือกตั้ง และสิทธิในการได้รับการพิจารณา ความอย่างยุติธรรม ๒) ข้อเสนอแนะประเด็นอ านาจจ ากัดสิทธิทางศาลตามพระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มีลักษณะของการกระท าทางปกครองทั้งสิ้น ซึ่งการ กระท าใด ๆ ที่มีลักษณะทางปกครอง ควรได้รับการควบคุมโดยองค์กรที่มีขอบเขตอ านาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังความในมาตรา ๑๙๗ “...ศาลปกครอง มีอ านาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการด าเนินกิจการทางปกครอง...” ๓) อ านาจการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองนั้น ควรมีการแก้ไข เพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา ๑๕ ให้มีความชัดเจนแน่นอน ดังนี้ มาตรา ๑๕ ความว่า “ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันที่พลเมือง หรือหน่วยราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแจ้งต่อรัฐว่าเกิดสถานการณ์กระทบต่อ ความมั่นคงหรือสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามมาตรา ๓ แต่เมื่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาร่วมกันมีความเห็นว่ายังไม่มีความจ าเป็นต้องประกาศ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร สถานการณ์ฉุกเฉิน และเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานานทั้งอยู่ในอ านาจหน้าที่ หรือความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยคณะรัฐมนตรีจะมีมติ มอบหมายให้ กองอ านวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรนั้นภายในพื้นที่และระยะเวลาที่ก าหนดได้ ทั้งนี้ให้ประกาศให้ทราบโดยทั่วไป” รวมถึงแก้ไขบทบัญญัติตามมาตรา ๑๘ วรรคท้าย ความว่า “ข้อก าหนดตามวรรคหนึ่ง จะก าหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนเวลา หรือเงื่อนไขที่ก าหนดไว้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ การก าหนดดังกล่าวต้องไม่ก่อ ความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ” แก้ไขเป็น “ข้อก าหนดตามวรรคหนึ่ง จะต้องก าหนด หลักเกณฑ์ เงื่อนเวลา หรือและเงื่อนไขอันเป็นสาระส าคัญที่ก าหนดไว้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ การก าหนด ดังกล่าวต้องไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ” เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังความในมาตรา ๗๗ วรรคสาม ความว่า “...พึงก าหนด หลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐและระยะเวลาในการด าเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน...” นำยธนู พุกชำญค้ำ วิทยำกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรควำมมั่นคงแห่งรัฐ กิจกำรชำยแดนไทย ยุทธศำสตร์ชำติและกำรปฏิรูปประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร องค์ความรู้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติกับการพัฒนาและเสริมสร้างการเมือง การปกครองของประเทศ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา นับตั้งแต่ประเทศไทยมีกำรเปลี่ยนแปลงกำรปกครองจำกสมบูรณำญำสิทธิรำชย์ มำเป็นระบอบประชำธิปไตยในระบบรัฐสภำอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นต้นมำ มีกำรด ำเนินกิจกรรมต่ำง ๆ ด้ำนกำรเมืองกำรปกครองท่ำมกลำงสภำวกำรณ์ของสังคมไทยในแต่ละ ห้วงระยะเวลำ มีกำรเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมำแล้วหลำยฉบับเพื่อให้สอดรับกับสภำวะเศรษฐกิจ สังคม กำรเมือง รวมทั้งบริบทของประเทศในแต่ละยุคสมัย ซึ่งกำรเปลี่ยนแปลงดังกล่ำวย่อมส่งผล กระทบโดยตรงต่อกำรพัฒนำ และเสริมสร้ำงควำมมั่นคงรวมทั้งเสถียรภำพในระบบกำรเมืองไทยกำร ปกครองของไทย นอกจำกนี้ พบว่ำประเทศไทยมีปัญหำระบบโครงสร้ำงทำงกำรเมืองและกำรบริหำร รำชกำรแผ่นดิน ปัญหำกำรทุจริตคอรัปชั่น ปัญหำควำมขัดแย้งที่รุนแรง ปัญหำควำมเหลื่อมล้ ำ ทำงสังคม ฯลฯ ปัญหำต่ำง ๆ ทั้งหลำยเหล่ำนี้ล้วนเป็นปัจจัยส ำคัญที่ส่งผลกระทบต่อควำมต่อเนื่องใน กำรพัฒนำประเทศทั้งสิ้น แม้ที่ผ่ำนมำประเทศไทยได้มีกำรวำงแผนส ำหรับกำรขับเคลื่อนไปสู่อนำคตหลำย ประกำร อำทิแนวนโยบำยแห่งรัฐ ซึ่งมีกำรบัญญัติเป็นครั้งแรกตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๔๙๒ และมีกำรบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมำจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งมีกำรจัดท ำ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติถึงปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) มีกำร จัดท ำแผนกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน ตลอดจนแผนปฏิบัติรำชกำรของส่วนรำชกำรต่ำง ๆ แต่กลับ พบว่ำประเทศไทยมีปัญหำในเรื่องกำรบริหำรประเทศ และกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินที่ขำดควำม ต่อเนื่องซึ่งเป็นสำเหตุที่ท ำให้ประเทศขำดกำรพัฒนำที่ต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจัยส ำคัญประกำรหนึ่ง มำจำกนโยบำยของรัฐบำลที่ส่วนใหญ่ค ำนึงถึงแต่ประโยชน์ และควำมนิยมเฉพำะในช่วงรัฐบำล ของตนบริหำรประเทศเพื่อเรียกคะแนนนิยมจำกประชำชน มำกกว่ำกำรค ำนึงถึงผลประโยชน์ ของประเทศในระยะยำว อีกทั้งยังพบว่ำประเทศไทยมีแผนพัฒนำและแผนยุทธศำสตร์ที่หลำกหลำย และกระจัดกระจำยไปตำมแต่ละกระทรวงเป็นจ ำนวนมำก โดยแต่ละกระทรวงต่ำงจัดท ำแผน และยุทธศำสตร์ต่ำง ๆ เป็นของตนเองตำมกรอบหน้ำที่และอ ำนำจเป็นเอกเทศขำดกำรบูรณำกำรแผน ระหว่ำงกระทรวง รวมถึงปัญหำกำรจัดสรรและกำรใช้งบประมำณในกำรพัฒนำประเทศเป็นกำร ด ำเนินกำรแบบแยกส่วนไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม ไม่มองภำพแบบองค์รวมท ำให้กำรจัดสรร งบประมำณซ้ ำซ้อนไม่มีประสิทธิภำพ ปัจจัยที่กล่ำวมำเหล่ำนี้ส่งผลให้เกิดปัญหำที่เรื้อรังของประเทศ ท ำให้ต้องสูญเสียโอกำสในกำรขับเคลื่อนประเทศในหลำยด้ำน สภำวะดังกล่ำวหำกยังคงด ำรงอยู่ ต่อไปในอนำคตซึ่งเป็นยุคโลกำภิวัตน์ที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญท่ำมกลำงกำรเปลี่ยนแปลง และแข่งขันที่เข้มข้นมำกยิ่งขึ้น อีกทั้งปัจจัยจำกภำยในและภำยนอกประเทศ หำกยังคงไม่มีกำร ปรับเปลี่ยนทบทวนแนวทำงกำรพัฒนำประเทศโดยกำรก ำหนดเป้ำหมำยระยะยำวที่เป็นแบบแผน ย่อมมีควำมเสี่ยงเป็นอย่ำงยิ่งต่อกำรด ำรงอยู่ตลอดจนกำรแข่งขันกับนำนำประเทศในเวทีโลก
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร อย่ำงไรก็ตำม รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ซึ่งมีกำร ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เมื่อวันที่ ๖ เมษำยน ๒๕๖๐ ได้มีกำรบัญญัติหลักกำรใหม่ที่ไม่เคยมี บัญญัติในรัฐธรรมนูญหลำยฉบับที่ผ่ำนมำ เป็นจ ำนวนหลำยประกำรหนึ่งในนั้นคือ มำตรำ ๖๕ เรื่อง ยุทธศำสตร์ชำติ โดยบัญญัติให้ รัฐพึงจัดให้มียุทธศำสตร์ชำติเป็นเป้ำหมำยกำรพัฒนำประเทศอย่ำง ยั่งยืนตำมหลักธรรมำภิบำล เพื่อใช้เป็นกรอบในกำรจัดท ำแผนต่ำง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณำกำรกัน เพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้ำหมำยดังกล่ำวทั้งนี้ กำรจัดท ำ กำรก ำหนดเป้ำหมำย ระยะเวลำที่จะบรรลุเป้ำหมำย และสำระที่พึงมีในยุทธศำสตร์ชำติ ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ และวิธีกำรที่กฎหมำยบัญญัติ ประกอบกับบทบัญญัติ มำตรำ ๒๗๕ บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มี กฎหมำยตำมมำตรำ ๖๕ วรรคสอง ให้แล้วเสร็จภำยในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกำศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ และด ำเนินกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติให้แล้วเสร็จภำยในหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎหมำย ดังกล่ำวใช้บังคับ ต่อมำมีกำรประกำศใช้พระรำชบัญญัติกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ และประกำศใช้ยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ ตำมล ำดับ ซึ่งกำรที่รัฐธรรมนูญได้ออกแบบให้ ประเทศไทยจะต้องมีกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ นับว่ำเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แม้ที่ผ่ำนมำประเทศไทยมีกำรวำงแผนส ำหรับกำรขับเคลื่อนไปสู่อนำคตในหลำยประกำร ดังกล่ำวข้ำงต้น แต่เห็นได้ว่ำแผนกำรขับเคลื่อนส่วนใหญ่เป็นแผนระยะสั้น และระยะกลำง ท ำให้กำร ขับเคลื่อนขำดควำมต่อเนื่องประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ข้ำงต้น อันเป็นสำเหตุที่ท ำให้ประเทศไม่พัฒนำ เท่ำที่ควร กำรก ำหนดยุทธศำสตร์จึงเปรียบเสมือนกำรวำงเป้ำหมำยที่ชัดเจนในระยะยำวส ำหรับกำร พัฒนำประเทศในด้ำนต่ำง ๆ ต่อจำกนี้ ซึ่งท ำให้เห็นภำพอนำคตของประเทศไทยที่จะน ำไปใช้เป็น กรอบแนวทำงในกำรจัดท ำแผนบริหำรรำชกำรแผ่นดินหรือกำรก ำหนดนโยบำยระดับต่ำง ๆ ที่จะต้อง สอดคล้องและบูรณำกำรเชื่อมโยงกับยุทธศำสตร์ชำติทั้งสิ้น ทั้งนี้ ตำมบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมำตรำ ๑๖๒ ก ำหนดให้รัฐบำลที่เข้ำบริหำรรำชกำรแผ่นดินต้องแถลงนโยบำยต่อรัฐสภำ ซึ่งจะต้องสอดคล้อง กับแนวนโยบำยแห่งรัฐ และยุทธศำสตร์ชำติ และเมื่อได้เข้ำมำบริหำรประเทศแล้วกำรบริหำรรำชกำร แผ่นดินก็จะต้องมีควำมสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมำย นโยบำยที่ได้แถลงไว้ ต่อรัฐสภำ รวมทั้งยุทธศำสตร์ชำติด้วย นอกจำกนี้ ยุทธศำสตร์ชำติยังมีควำมเชื่อมโยงกับฝ่ำยนิติบัญญัติตำมบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มำตรำ ๒๗๐ วรรคแรกที่บัญญัติให้ วุฒิสภำมีหน้ำที่และอ ำนำจติดตำม เสนอแนะ และเร่งรัดกำรปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้ำหมำยตำมหมวด ๑๖ ว่ำด้วยกำรปฏิรูปประเทศ กำรจัดท ำและด ำเนินกำรตำมยุทธศำสตร์ชำติ โดยให้คณะรัฐมนตรีแจ้งควำมคืบหน้ำในกำรด ำเนินกำร ตำมแผนกำรปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภำทุกสำมเดือน ทั้งนี้ กำรก ำหนดเรื่องยุทธศำสตร์ชำติไว้ ในรัฐธรรมนูญ และก ำหนดกลไกควำมเชื่อมโยงในกำรจัดท ำ ขับเคลื่อน รวมทั้งกำรติดตำมประเมินผล กำรด ำเนินกำรอย่ำงเป็นระบบโดยก ำหนดเป้ำหมำยอนำคตประเทศปี ๒๕๘๐ ว่ำ “ประเทศไทยมี ควำมมั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน เป็นประเทศพัฒนำแล้ว ด้วยกำรพัฒนำตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจ พอเพียง” กำรพัฒนำประเทศในช่วงระยะเวลำของยุทธศำสตร์ชำติ จะมุ่งเน้นกำรสร้ำงสมดุลระหว่ำง กำรพัฒนำควำมมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำรมีส่วนร่วมของทุกภำคส่วน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๐๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประกอบด้วย ๖ ยุทธศำสตร์ ได้แก่ ๑) ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนควำมมั่นคง ๒) ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนกำร สร้ำงควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน ๓) ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนกำรพัฒนำและกำรเสริมสร้ำงศักยภำพ ทรัพยำกรมนุษย์ ๔) ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนกำรสร้ำงโอกำสและควำมเสมอภำคทำงสังคม ๕) ยุทธศำสตร์ชำติกำรสร้ำงกำรเจริญเติบโตบนคุณภำพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ ๖) ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐ จำกกำรพิจำรณำยุทธศำสตร์ชำติทั้ง ๖ ด้ำนพบว่ำ ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนควำมมั่นคง มีประเด็นที่น่ำสนใจและมีควำมเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอ ำนำจหน้ำที่ของคณะกรรมำธิกำรควำมมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งควำมมั่นคงมีมำกมำยหลำยมิติ และหลำยลักษณะ โดยเฉพำะประเด็นยุทธศำสตร์ด้ำนควำมมั่นคง ประเด็นย่อย เรื่อง กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ ทรงเป็นประมุขที่มีเสถียรภำพและมีธรรมำภิบำล เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชำติมำกกว่ำ ประโยชน์ส่วนตน ซึ่งได้ท ำกำรศึกษำในครั้งนี้ ด้วยเหตุว่ำในห้วงระยะเวลำ ๑๐ กว่ำปีที่ผ่ำนมำ สถำนกำรณ์ทำงกำรเมืองของไทยเข้ำสู่ขั้นวิกฤติประชำชนมีกำรแบ่งฝักแบ่งฝ่ำยหรือควำมนิยมทำง กำรเมืองที่ชัดเจน และมีพฤติกรรมส่อไปในทำงที่จะไม่ยอมรับควำมคิดเห็นที่แตกต่ำง มีกำรชุมนุม ทำงกำรเมือง กำรประท้วง กำรใช้ก ำลังควำมรุนแรง และอีกหลำยเหตุกำรณ์จนในที่สุดคณะรักษำ ควำมสงบแห่งชำติ(คสช.) ได้เข้ำมำยึดอ ำนำจกำรปกครองและแก้ไขสถำนกำรณ์ต่ำง ๆ จนมีกำรเข้ำสู่ กระบวนกำรเลือกตั้ง แต่พบว่ำบรรยำกำศทำงกำรเมืองกำรปกครองเป็นไปในทิศทำงที่ยังไม่ ตอบสนองประโยชน์ของประเทศชำติเท่ำที่ควร อีกทั้งยังไม่สำมำรถคืนควำมสำมัคคีให้กับคนในชำติ ได้ แม้กำรเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภำคม ๒๕๖๖ ที่ผ่ำนมำ สถำนกำรณ์ก็ยังคงมีแนวโน้มที่จะหำจุด ร่วมได้ยำก ดังนั้น เพื่อให้กำรบริหำรจัดกำรบ้ำนเมืองและกำรปกครองประเทศตำมระบอบ ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่สอดคล้องกับบริบทของไทย เอื้ออ ำนวยต่อกำร พัฒนำประเทศให้เจริญก้ำวหน้ำได้อย่ำงยั่งยืนตำมเป้ำหมำยที่ก ำหนด รวมทั้งได้ผู้น ำและนักกำรเมือง ที่เป็นคนดี คนเก่ง มีควำมรู้ ควำมสำมำรถ มีคุณธรรมสูง และกล้ำตัดสินใจ โดยปลูกฝังให้ประชำชนมี ควำมรู้ ควำมเข้ำใจ และมีส่วนร่วมอย่ำงถูกต้องกับกำรปกครองระบอบประชำธิปไตยอันมี พระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุขในบริบทของไทย จึงควรส่งเสริมให้นักกำรเมืองมีคุณภำพ เป็นคนดีมี คุณธรรมมีควำมรู้ควำมสำมำรถ เห็นประโยชน์ของประเทศชำติมำกกว่ำประโยชน์ส่วนตัวและของ พรรคพวกเพื่อนพ้อง เสริมสร้ำงพรรคกำรเมืองและสถำบันต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีนโยบำย แนวคิด และกำรบริหำรจัดกำรที่ดีมีประสิทธิภำพตำมหลักธรรมำภิบำลสำกล ไปจนถึงพัฒนำปรับปรุงระบบ กำรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภำพ สำมำรถจัดกำรเลือกตั้งได้อย่ำงสุจริตและเที่ยงธรรม มีกลไกแก้ไข ปัญหำควำมขัดแย้งและสร้ำงควำมสำมัคคีปรองดอง จนสำมำรถคัดกรองคนดี คนเก่ง มีควำมรู้ ควำมสำมำรถและกล้ำตัดสินใจ เข้ำมำบริหำรประเทศให้มุ่งไปสู่กำรปกครองในระบอบประชำธิปไตย อันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ประชำชนมีส่วนร่วมอย่ำงแท้จริงและสอดคล้องเหมำะสมกับ สังคมไทย เห็นได้ว่ำ ประเด็นเรื่องกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตย อันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประเด็นที่มีควำมส ำคัญและทุกภำคส่วนต้องตระหนัก และให้ควำมส ำคัญ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งผู้ที่จะเข้ำมำเป็น “ผู้แทนของประชำชน” ในทุกระดับ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทั้งระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชำติและควำมผำสุก ของประชำชนเป็นที่ตั้งอย่ำงแท้จริง ในส่วนของประชำชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งก็จะต้องเป็นผู้ที่มีควำมรู้ มีควำมพร้อมและมีควำมเป็น “พลเมืองในระบอบประชำธิปไตย” อีกทั้งต้องมีกำรเสริมสร้ำงพรรค กำรเมืองและสถำบันต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีนโยบำย แนวคิด และกำรบริหำรจัดกำรที่มีประสิทธิภำพ ตำมหลักธรรมำภิบำลที่มีควำมสอดคล้องเหมำะสมกับสังคมไทย ดังนั้น ประเด็นแนวทำงกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตย อันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตำมยุทธศำสตร์ชำติ จึงเป็นเรื่องส ำคัญที่ทุกภำคส่วนจะต้องให้ ควำมร่วมมือในกำรร่วมกันด ำเนินกำรให้เกิดขึ้นในสังคมไทย อีกทั้งยังเป็นกำรต่อยอดกำรด ำเนินงำน ที่ผ่ำนมำของคณะกรรมำธิกำรซึ่งมีควำมสอดคล้องกับยุทธศำสตร์ด้ำนควำมมั่นคง และตำมบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ อีกด้วย ๒. กฎหมาย/กฎ/ระเบียบ ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.๑ ควำมหมำย ควำมเป็นมำและแนวคิดในกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ ๒.๑.๑ ควำมหมำยของยุทธศำสตร์ (Strategy) ยุทธศำสตร์ (น) หมำยถึง วิชำว่ำด้วยกำรพัฒนำและกำรใช้อ ำนำจทำง กำรเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยำ และก ำลังรบทำงทหำรตำมควำมจ ำเป็นทั้งในยำมสงบและยำมสงครำม (ว) หมำยถึง ที่มีควำมส ำคัญทำงกำรเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยำ และก ำลังรบทำงทหำร ทั้งในยำมสงบ และยำมสงครำม เช่น จุดยุทธศำสตร์ (พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. ๒๕๕๔, ๑๑ กรกฎำคม ๒๕๖๑, ออนไลน์) ยุทธศำสตร์ เป็นวิธีกำรหรือเทคนิคในกำรปฏิบัติงำนอันแยบคำยที่ได้ผ่ำน กำรคัดเลือกอย่ำงเหมำะสม ผ่ำนกำรคิด และไตร่ตรองอย่ำงรอบคอบและมีประสิทธิภำพสูงเพื่อให้ กำรด ำเนินงำนไปสู่จุดหมำยที่ต้องกำรและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ก ำหนดไว้ (ธีรยุทธ์หล่อเลิศรัตน์, ๑๑ กรกฎำคม ๒๕๖๑, ออนไลน์) ยุทธศำสตร์ หมำยถึง วิชำกำรหรือแผนกำรที่คิดขึ้นอย่ำงรอบคอบ มีลักษณะ เป็นขั้นตอนมีควำมยืดหยุ่นพลิกแพลงได้ตำมสถำนกำรณ์ มุ่งหมำยเพื่อเอำชนะคู่แข่งขันหรือเพื่อหลบ หลีกอุปสรรคต่ำง ๆ จนสำมำรถบรรลุเป้ำหมำยที่ต้องกำรและยังหมำยถึง วิธีพลิกแพลงโดยอำศัย ควำมรู้ควำมช ำนำญเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งขันหรือเพื่อประสบผลส ำเร็จตำมเป้ำหมำยที่วำงไว้ (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, ๒๕๔๖, น. ๒-๓) สรุปได้ว่ำ ยุทธศำสตร์ หมำยถึง วิชำกำรหรือเทคนิคที่เกี่ยวกับกำรพัฒนำ แม่บทแผนกำรที่ก ำหนดขึ้นอย่ำงรอบคอบและเป็นระบบส ำหรับเป็นทิศทำงให้กำรด ำเนินงำนให้บรรลุ ตำมวัตถุประสงค์ และเป้ำหมำยที่ก ำหนดไว้ ๒.๑.๒ ควำมหมำยของยุทธศำสตร์ชำติ (National strategy) ค ำว่ำ “ยุทธศำสตร์ชำติ” เป็นค ำที่ปรำกฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ซึ่งในรัฐธรรมนูญบัญญัติแต่เพียงว่ำ เป็นเป้ำหมำยกำร พัฒนำประเทศอย่ำงยั่งยืนตำมหลักธรรมำภิบำล เพื่อเป็นกรอบในกำรจัดท ำแผนต่ำง ๆ ให้สอดคล้อง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร และบู รณ ำก ำ รกัน เกิดเป็นพลังผลักดัน ร่ วมกันไปสู่เป้ ำหม ำยดังกล่ ำ ว เมื่อพิจ ำ รณ ำ ตำมพระรำชบัญญัติกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่มีกำรก ำหนดนิยำมควำมหมำยของค ำ ว่ำยุทธศำสตร์ชำติแต่อย่ำงใด แต่มีกำรก ำหนดสำระส ำคัญเกี่ยวกับยุทธศำสตร์ชำติไว้ในมำตรำ ๕ และมำตรำ ๖ สรุปสำระได้ว่ำ มำตรำ ๕ ให้มียุทธศำสตร์ชำติเป็นเป้ำหมำยในกำรพัฒนำประเทศอย่ำงยั่งยืน ตำมหลักธรรมำภิบำลเพื่อใช้เป็นกรอบในกำรจัดท ำแผนต่ำง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณำกำรกันอันจะ ก่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้ำหมำยดังกล่ำว ตำมระยะเวลำที่ก ำหนดไว้ในยุทธศำสตร์ชำติ ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่ำยี่สิบปี และกำรก ำหนดนโยบำยกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ก่อนที่จะเข้ำบริหำรรำชกำรแผ่นดิน กำรจัดท ำแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำตินโยบำย และแผนระดับชำติว่ำด้วยควำมมั่นคงแห่งชำติและแผนอื่นใด รวมตลอดทั้งกำรจัดท ำงบประมำณ รำยจ่ำยประจ ำปีงบประมำณต้องสอดคล้องกับยุทธศำสตร์ชำติ มำตรำ ๖ ยุทธศำสตร์ชำติอย่ำงน้อยต้องประกอบด้วย (๑) วิสัยทัศน์กำร พัฒนำประเทศ (๒) เป้ำหมำยกำรพัฒนำประเทศในระยะยำว ก ำหนดระยะเวลำที่ต้องด ำเนินกำร เพื่อให้บรรลุเป้ำหมำย และตัวชี้วัดกำรบรรลุเป้ำหมำย (๓) ยุทธศำสตร์ด้ำนต่ำง ๆ เป้ำหมำยกำร พัฒนำประเทศตำม (๒) อย่ำงน้อยต้องมีเป้ำหมำยในด้ำนควำมมั่นคงของประเทศด้ำนคุณภำพและ ควำมเป็นอยู่ของประชำชน และด้ำนบทบำทของรัฐที่มีต่อประชำชน ทั้งนี้ เมื่อพิจำรณำเจตนำรมณ์ท้ำยพระรำชบัญญัติดังกล่ำวก็เพียงแต่กำรน ำเนื้อหำ ของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมำตรำ ๖๕ มำเขียนไว้เท่ำนั้น ซึ่งต่อมำมีกำรประกำศใช้ ยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ ก็ไม่มีกำรก ำหนดบทนิยำมไว้แต่ประกำรใด อย่ำงไรก็ตำมในส่วนท้ำยของค ำ น ำมีกำรระบุไว้ว่ำ ยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ เป็นยุทธศำสตร์ชำติฉบับแรกของประเทศ ไทยตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย ซึ่งจะต้องน ำไปสู่กำรปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุ วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีควำมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนำแล้ว ด้วยกำรพัฒนำตำมหลัก ปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง” ภำยในช่วงเวลำดังกล่ำว เพื่อควำมสุขของคนไทยทุกคน ดังนั้น จำกที่กล่ำวมำข้ำงต้นสำมำรถสรุปควำมหมำยของค ำว่ำ “ยุทธศำสตร์ชำติ” ได้ ว่ำหมำยถึง แผนแม่บทที่เป็นกรอบใหญ่ในกำรสร้ำงศักยภำพหรือขีดควำมสำมำรถของประเทศไทยให้ เกิดควำมพร้อมในทุกด้ำน เพื่อให้ประเทศมีควำมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนำแล้วภำยใต้ หลักธรรมำภิบำล ๒.๑.๓ ควำมเป็นมำและแนวคิดในกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ นับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีก ำรเปลี่ยนแปลงก ำรปกครองจ ำกระบอบ สมบูรณำญำสิทธิรำชย์มำเป็นระบอบประชำธิปไตย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ มีกำรประกำศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๑๘) ประเทศไทยยังไม่เคยมี กำรก ำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศและยุทธศำสตร์ชำติที่เป็นกรอบระยะยำว ที่มีสภำพบังคับทำง กฎหมำยและมีกำรติดตำมรำยงำนผลกำรด ำเนินกำรตำมกรอบหรือแนวทำงที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมำยอื่นแต่อย่ำงใด อย่ำงไรก็ตำมที่ผ่ำนมำรัฐธรรมนูญได้มีกำรก ำหนดหลักกำรหรือหรือ นโยบำยกลำงขั้นพื้นฐำนในกำรบริหำรประเทศ และได้ปรำกฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มำแล้ว จ ำนวน ๗ ฉบับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นต้นมำ เรียกว่ำ “แนวนโยบำยแห่งรัฐ” (State policy) โดยสภำร่ำงรัฐธรรมนูญที่ท ำหน้ำที่ยกร่ำงรัฐธรรมนูญในสมัย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร นั้น ได้น ำแนวคิดมำจำกรัฐธรรมนูญของประเทศไอร์แลนและประเทศอินเดียมำประยุกต์ใช้เป็น แนวทำง โดยพิจำรณำเห็นว่ำ เมื่อรัฐธรรมนูญได้ก ำหนดเรื่องสิทธิ เสรีภำพ และหน้ำที่ของปวงชนชำว ไทยไว้แล้ว ก็ควรมีบทบัญญัติที่ก ำหนดหน้ำที่ของรัฐไว้ด้วยเพื่อประโยชน์ของประชำชน (สถำบัน พระปกเกล้ำ, ๑๒ กรกฎำคม ๒๕๖๑, ออนไลน์) อีกทั้งยังเป็นกรอบกำรด ำเนินงำนแบบภำพรวม ให้แก่รัฐบำลที่จะเข้ำมำบริหำรประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้กำรออกกฎหมำยหรือกำรวำงหลักกำร ในกำรบริหำรประเทศของรัฐบำลผิดไปจำกเจตนำรมณ์ของรัฐธรรมนูญ และเพื่อป้องกันไม่ให้พรรค กำรเมืองที่จัดตั้งรัฐบำลก ำหนดนโยบำยของรัฐบำล (Government policy) ที่เป็นกำรเปลี่ยนแปลง หรือเป็นไปตำมควำมประสงค์ของพรรคกำรเมืองโดยไม่ค ำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชำติ และประชำชนโดยส่วนใหญ่ ดังนั้น แนวนโยบำยแห่งรัฐจึงเป็นกรอบหรือแนวทำงที่เป็นนโยบำยหลัก ของประเทศ ซึ่งก ำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดควำมมั่นคงแห่งควำมเป็นรัฐ และตอบสนองต่อ ควำมต้องกำรของประชำชน ซึ่งรัฐบำล รัฐสภำ หรือองค์กรของรัฐมีหน้ำที่ต้องด ำเนินกำรก ำหนด นโยบำยบริหำรรำชกำรแผ่นดิน หรือออกกฎหมำยให้เป็นไปตำมหลักกำรที่ก ำหนดไว้เป็นแนวนโยบำย แห่งรัฐ และจะไม่ผันแปรตำมกำรเปลี่ยนแปลงทำงกำรเมือง อย่ำงไรก็ตำม แม้เป็นระยะเวลำกว่ำ ๖๘ ปีมำแล้วที่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ได้มีกำรบัญญัติเรื่องแนวนโยบำยแห่งรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กลับพบว่ำกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน ของรัฐบำลแต่ละชุดที่ผลัดเปลี่ยนเข้ำมำบริกำรประเทศกลับให้ควำมส ำคัญกับนโยบำยของพรรค กำรเมืองหรือนโยบำยของรัฐบำล ซึ่งเป็นค ำมั่นสัญญำที่ให้ไว้กับประชำชนเมื่อครั้งลงพื้นที่หำเสียงกำร เลือกตั้ง อีกทั้งเมื่อมีกำรเปลี่ยนแปลงรัฐบำลท ำให้ขำดควำมต่อเนื่องของกำรด ำเนินนโยบำยที่ส ำคัญ หรืออำจกล่ำวอีกนัยหนึ่งว่ำนโยบำยจะเปลี่ยนไปตำมพรรคกำรเมืองและรัฐบำลที่บริหำรประเทศ เมื่อมีรัฐบำลใหม่ก็จะผลักดันนโยบำยของตนตำมที่ได้หำเสียงไว้กับประชำชนโดยไม่ให้ควำมส ำคัญ หรือสนใจที่จะสำนต่อนโยบำยที่รัฐบำลชุดก่อนได้ด ำเนินกำรไปแล้วแต่อย่ำงใด ทั้งนี้ สำเหตุส ำคัญ ประกำรหนึ่งมำจำกแรงกดดันที่จะต้องรักษำคะแนนเสียง และต้องกำรให้เห็นผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลำ อันรวดเร็ว พรรคกำรเมืองจึงใช้นโยบำยประชำนิยมเป็นฐำนในกำรก ำหนดนโยบำยอย่ำงหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นอำจก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อประชำชนและประเทศชำติในระยะยำวได้ นอกจำกนี้ เมื่อพิจำรณำถึงสภำพบังคับของแนวนโยบำยแห่งรัฐตำมที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญที่ผ่ำน ๆ มำมีลักษณะเป็นเพียงค ำแนะน ำหรือแนวทำงกำรด ำเนินนโยบำยกำรบริหำร รำชกำรแผ่นดินของรัฐบำลหรือกำรออกกฎหมำย ไม่อำจมีสภำพบังคับหรือฟ้องร้องกันได้ ทั้งนี้ได้มี ค ำวินิจฉัยของศำลรัฐธรรมนูญที่ ๓๗/๒๕๔๒ และค ำวินิจฉัยของศำลรัฐธรรมนูญที่ ๔๘/๒๕๔๕ สรุปควำมได้ว่ำแนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐเป็นบทบัญญัติเพื่อให้รัฐใช้เป็นทิศทำงในกำรบริหำร ประเทศแต่ไม่ใช่ข้อบังคับของรัฐในกำรตรำกฎหมำยของรัฐว่ำจะต้องตรำให้เป็นไปตำมหรือไม่ขัดแย้งแต่ ประกำรใด แม้ต่อมำรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๕๐ ได้พยำยำมแก้ไข เรื่องสภำพบังคับทำงกฎหมำยดังกล่ำว โดยก ำหนดให้บทบัญญัติในหมวด ๕ แนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐ เป็น “เจตจ ำนง” เพื่อให้คณะรัฐมนตรีต้องด ำเนินกำรตรำกฎหมำยหรือก ำหนดนโยบำยให้เป็นไป ตำมที่ก ำหนดไว้ ซึ่งแตกต่ำงจำกรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๔๐ ที่ก ำหนดเป็น เพียง “แนวทำง” ในกำรด ำเนินกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน แม้จะมีกำรฝ่ำฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตำม บทบัญญัติดังกล่ำวก็หำมีผลให้มีสภำพบังคับตำมกฎหมำยแต่อย่ำงใด ซึ่งสอดคล้องกับแนวค ำวินิจฉัย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ของศำลรัฐธรรมนูญดังกล่ำวข้ำงต้น (กฤษณ์มนต์ ทิพยเศวต, ๒๕๕๔, น. ๗๙-๘๐) อย่ำงไรก็ตำม แม้จะมีกำรควบคุมในทำงกำรเมืองโดยฝ่ำยนิติบัญญัติกล่ำวคือ กำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินของฝ่ำย บริหำรจ ำเป็นต้องรับผิดชอบต่อฝ่ำยนิติบัญญัติเสมอ หำกฝ่ำยบริหำรฝ่ำฝืนหรือละเลยต่อบทบัญญัติ ว่ำด้วยแนวนโยบำยแห่งรัฐก็อำจถูกควบคุมโดยฝ่ำยนิติบัญญัติด้วยวิธีกำรต่ำง ๆ เช่น กำรตั้งกระทู้ถำม กำรอภิปรำยทั่วไปกำรอภิปรำยไม่ไว้วำงใจ เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นกำรควบคุมทำงกำรเมืองโดยวิธีกำร ของฝ่ำยนิติบัญญัติดังกล่ำวแม้สำมำรถท ำได้ในทำงทฤษฎี แต่ในทำงปฏิบัติของรูปแบบกำรปกครอง ระบบรัฐสภำโดยเฉพำะวิถีกำรเมืองไทยที่ผ่ำนมำ ฝ่ำยรัฐบำลย่อมเป็นผู้คุมเสียงข้ำงมำกในรัฐสภำ ดังนั้น กำรควบคุมโดยฝ่ำยนิติบัญญัติในควำมเป็นจริงจึงท ำได้ไม่เต็มที่ และไม่มีประสิทธิภำพ เท่ำที่ควร ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ ในกำรศึกษำเรื่อง องค์ควำมรู้เกี่ยวกับยุทธศำสตร์ชำติกับกำรพัฒนำและเสริมสร้ำง กำรเมืองกำรปกครองของประเทศไทย มีควำมจ ำเป็นที่จะต้องใช้หลักทฤษฎีหลำยทฤษฎีที่ประกอบ และประยุกต์ใช้ในกำรศึกษำ ทั้งนี้ เพรำะกำรจัดท ำแผนยุทธศำสตร์ชำติมีรำกฐำนจำกกำรที่ประเทศ ไทยขำดกำรพัฒนำที่ต่อเนื่องขำดกำรวำงแผนและก ำหนดเป้ำหมำยส ำหรับอนำคตขำดกำรจัดท ำแผน ที่มีกำรบูรณำกำรระหว่ำงหน่วยงำน กำรจัดสรรงบประมำณมีลักษณะแยกส่วนในแต่ละหน่วยงำน อีก ทั้งไม่มีระบบติดตำม และไม่มีสภำพบังคับตำมกฎหมำยในกำรปฏิบัติ ส ำหรับกำรศึกษำครั้งนี้ผู้ ท ำกำรศึกษำได้น ำเสนอทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๒.๒.๑ ทฤษฎีผลประโยชน์แห่งชำติและวัตถุประสงค์แห่งชำติ กำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติมีกำรจัดระบบในกำรคิดวิเครำะห์ตรวจสอบสภำพแวดล้อม ในทุกด้ำนเพื่อพิสูจน์ให้ทรำบถึงโอกำสค้นหำปัญหำหรืออุปสรรค เพื่อให้ทรำบถึงเหตุผลเพื่อจะใช้ ด ำเนินกำรแก้ปัญหำจำกเหตุที่เกิดโดยวิธีกำรก ำหนดวัตถุประสงค์แห่งชำติดังนั้น จึงต้องท ำควำม เข้ำใจเกี่ยวกับผลประโยชน์แห่งชำติและวัตถุประสงค์แห่งชำติ ๑) ผลประโยชน์แห่งชำติหมำยถึง แนวควำมคิดที่ได้ไตร่ตรองอย่ำงรอบคอบที่สุด แล้วจำกบรรดำองค์ประกอบต่ำง ๆ ซึ่งประมวลขึ้นเป็นควำมต้องกำรที่ส ำคัญที่สุดที่ชำติจะขำดเสีย ไม่ได้ โดยผลประโยชน์แห่งชำติจ ำแนกออกได้เป็น ๓ ลักษณะ ดังนี้ (๑) จ ำแนกตำมลักษณะควำมส ำคัญ (Degree of Primacy) ได้แก่ ผลประโยชน์ของ ชำติที่มีควำมส ำคัญสูงสุด (Vital Interests) กับผลประโยชน์แห่งชำติระดับรอง (Secondary Interests) (๒) จ ำแนกตำมลักษณะควำมยืนยง (Degree of Permanence) ได้แก่ผลประโยชน์ แห่งชำติถำวร (Permanent Interests) กับผลประโยชน์แห่งชำติไม่ถำวร (Variable Interests) (๓) จ ำแนกตำมลักษณะควำมเจำะจง (Degree of Generality) ได้แก่ผลประโยชน์ แห่งชำติทั่วไป (General Interests) กับผลประโยชน์แห่งชำติเฉพำะ (Specific Interests) ทั้งนี้ ประโยชน์ของกำรจ ำแนกผลประโยชน์แห่งชำติเพื่อจัดล ำดับควำมส ำคัญ เพื่อพิจำรณำก ำหนดผลประโยชน์แห่งชำติที่จะใช้ในกำรวำงยุทธศำสตร์ชำติให้สอดคล้องกับควำม ต้องกำรที่ส ำคัญที่สุดของประเทศชำติ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒) วัตถุประสงค์แห่งชำติหมำยถึง “จุดหมำย เป้ำหมำย หรือควำมมุ่งหมำยต่ำง ๆ รอันเป็นหลักมูลฐำนของชำติ ซึ่งจะต้องหำหนทำงให้บรรลุถึงในที่สุด โดยจะต้องก ำหนดนโยบำยอย่ำง ใดอย่ำงหนึ่งเข้ำหำและต้องใช้ควำมเพียรพยำยำมตลอดจนต้องน ำทรัพยำกรต่ำง ๆ ของชำติมำใช้ให้ บรรลุวัตถุประสงค์ โดยสำมำรถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) วัตถุประสงค์มูลฐำนแห่งชำติ หมำยถึง จุดหมำย เป้ำหมำย หรือควำมมุ่งหมำย ต่ำง ๆ อันเป็นหลักมูลฐำนของชำติซึ่งกว้ำงขวำงมำก มีลักษณะมั่นคงถำวรยั่งยืนนำน (๒) วัตถุประสงค์เฉพำะแห่งชำติ หมำยถึง เป้ำหมำยต่ำง ๆ ของชำติซึ่ง ไม่จ ำเป็นจะต้องมั่นคงถำวรยั่งยืนและบำงครั้งก็ไม่สำมำรถดำเนินกำรให้บรรลุถึงได้ทั้งหมด เป้ำหมำย เหล่ำนี้อำจมีลักษณะเป็นกำรชั่วครำวที่จะก้ำวไปสนองวัตถุประสงค์มูลฐำนชำติ (วิทยำลัยป้องกัน รำชอำณำจักร, ๒๕๕๓, น. ๒) เมื่อพิจำรณำแล้วจะเห็นว่ำ ในกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติจะต้องมีกำรวิเครำะห์ สภำวะแวดล้อมเพื่อให้ทรำบถึงปัญหำ อุปสรรคต่ำง ๆ โอกำสที่จะต้องแสวงประโยชน์ และควำมท้ำ ทำยที่ประเทศต้องเผชิญในอนำคต ซึ่งเมื่อน ำมำวิเครำะห์แล้วจะท ำให้ทรำบว่ำจะต้องมีกำร ด ำเนินกำรอย่ำงไร ทั้งนี้ ผู้วำงแผนยุทธศำสตร์ชำติจะไม่สำมำรถวำงแผนให้มีประสิทธิภำพได้ถ้ำ ละเลยไม่น ำทฤษฎีดังกล่ำวมำประกอบกำรพิจำรณำ ๒.๒.๒ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแนวนโยบำยแห่งรัฐ ภำระหน้ำที่หลักของรัฐ คือกำรจัดกำรด้ำนกำรบริกำรสำธำรณะ ซึ่งกำรด ำเนินกำร ดังกล่ำวมีควำมเสี่ยงเป็นอย่ำงยิ่ง หำกขำดกำรวำงแผนแนวนโยบำยของรัฐและก ำหนดยุทธศำสตร์ ในกำรด ำเนินกำรไปสู่เป้ำหมำยที่วำงไว้ ดังนั้น แนวนโยบำยแห่งรัฐจึงเป็นเสมือนกรอบแนวทำงในกำร บริหำรรำชกำรแผ่นดินหรือกำรออกกฎหมำยนโยบำยแห่งรัฐ ส ำหรับควำมหมำยของแนวนโยบำย แห่งรัฐ แม้แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้มีกำรให้นิยำมควำมหมำยของนโยบำย พื้นฐำนแห่งรัฐไว้ และยังไม่มีกฎหมำยใดก ำหนดนิยำมหรือให้ควำมหมำยไว้ให้เป็นที่ชัดเจน มีเพียง นักวิชำกำรได้ให้นิยำมควำมหมำยไว้ ซึ่งสำมำรถประมวลนิยำมควำมหมำยได้ ดังนี้ แนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐ หมำยถึง หลักกำรส ำคัญแห่งนโยบำยแห่งรัฐ (Directive Principle of State Policy) คือ เป็นหลักกำรใหญ่แห่งนโยบำยของรัฐ (หยุด แสงอุทัย, ๒๕๑๔, น. ๒๔๒) นโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐ หมำยถึง หลักกำรแห่งนโยบำยที่รัฐจะต้องปฏิบัติจัดท ำ ทั้งนี้จะไม่ค ำนึงว่ำพรรคกำรเมืองที่เป็นฝ่ำยข้ำงมำกในสภำผู้แทนรำษฎรจะมีนโยบำยอย่ำงใด และ จัดตั้งรัฐบำลอย่ำงใด แนวนโยบำยแห่งรัฐได้วำงหลักกำรไว้กลำง ๆ ส ำหรับรัฐบำลทุกรัฐบำล (สมยศ เชื้อไทย, ๒๕๕๔, น. ๗๘) จำกควำมหมำยของค ำว่ำ แนวนโยบำยแห่งรัฐที่มีนักวิชำกำรได้ให้ไว้ในข้ำงต้น สำมำรถสรุปได้ว่ำ นโยบำยแห่งรัฐ (รัฐธรรมนูญบำงฉบับใช้ค ำว่ำ แนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐ) คือ กรอบหรือแนวทำงที่เป็นนโยบำยหลักในกำรบริหำรงำนของรัฐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ก ำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นหลักในกำรตรำกฎหมำยและก ำหนดแนวทำงในกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน โดยรัฐบำลทุกรัฐบำลต้องยึดถือและปฏิบัติให้สอดคล้องกับกรอบแนวทำงดังกล่ำว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ควำมส ำคัญของแนวนโยบำยแห่งรัฐ แนวนโยบำยแห่งรัฐมีควำมส ำคัญอย่ำงยิ่งต่อกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินด้วยเหตุผล ๕ ประกำร ดังนี้ ประกำรแรก แนวนโยบำยแห่งรัฐเป็นบทบัญญัติที่ก ำหนดภำระหน้ำที่ส ำคัญของรัฐที่ จะต้องปฏิบัติครอบคลุมภำรกิจที่ส ำคัญอันเป็นเงื่อนไขพื้นฐำนที่จ ำเป็นต่อกำรพัฒนำประเทศ และ ควำมเป็นอยู่ของประชำชนส่วนรวมในระยะยำว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในประเทศ ประกำรที่สอง แนวนโยบำยแห่งรัฐเป็นนโยบำยกลำงขั้นพื้นฐำนผูกพันรัฐบำลทุกชุด ต้องด ำเนินนโยบำยและปฏิบัติตำมกรอบหลักกำรของแนวนโยบำยแห่งรัฐ ส่งผลให้กฎหมำยและ นโยบำยส ำคัญของกำรพัฒนำประเทศมีควำมต่อเนื่องและอ ำนวยประโยชน์แก่ประชำชน ประกำรที่สำม แนวนโยบำยแห่งรัฐเป็นแนวทำงกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินในระบอบ ประชำธิปไตยโดยสมบูรณ์เพรำะประชำชนจะได้รับหลักประกันในกำรด ำเนินกำรของรัฐ เพื่อประโยชน์ของประชำชนในแนวทำงที่รัฐธรรมนูญก ำหนด ประกำรที่สี่ แนวนโยบำยแห่งรัฐเป็นกำรแสดงหลักกำรบริหำรประเทศให้บุคคลทั่วไป ทั้งในประเทศและต่ำงประเทศได้รับทรำบแนวทำงกำรบริหำรประเทศที่ชัดเจน ประกำรที่ห้ำ แนวนโยบำยแห่งรัฐเป็นเครื่องมือของรัฐสภำที่ใช้ในกำรตรวจสอบกำร บริหำรรำชกำรแผ่นดินของรัฐบำลว่ำเป็นไปตำมแนวทำงที่รัฐธรรมนูญก ำหนดไว้หรือไม่ (อัชพร จำรุ จินดำ, ๒๕๕๕, น. ๓๙) ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติ เรื่องแนวนโยบำยแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบ ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์เป็นประมุขไว้ ดังนี้ “มำตรำ ๗๘ รัฐพึงส่งเสริมให้ประชำชนและ ชุมชนมีควำมรู้ควำมเข้ำใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกำรปกครองระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ ทรงเป็นประมุขและมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำประเทศด้ำนต่ำง ๆ กำรจัดท ำบริกำรสำธำรณะทั้งใน ระดับชำติและระดับท้องถิ่น กำรตรวจสอบกำรใช้อ ำนำจรัฐ กำรต่อต้ำนกำรทุจริตประพฤติมิชอบ รวมตลอดทั้งกำรตัดสินใจทำงกำรเมืองและกำรอื่นใดบรรดำที่อำจมีผลกระทบต่อประชำชนหรือ ชุมชน” ๒.๒.๓ ทฤษฎีกำรจัดท ำแผนยุทธศำสตร์ชำติ ค ำว่ำ “แผนยุทธศำสตร์” เป็นค ำผสมกันระหว่ำงค ำว่ำ “แผน” กับ “ยุทธศำสตร์” โดยก่อนที่จะมีกำรบัญญัติเรื่องแผนยุทธศำสตร์ชำติไว้ในรัฐธรรมนูญ อำจมีกำรกล่ำวถึงแผนต่ำง ๆ อำทิ แผนบริหำรรำชกำรแผ่นดินของรัฐบำลที่จัดท ำขึ้นภำยหลังที่ได้แถลงนโยบำยต่อรัฐสภำ หรือ แผนปฏิบัติรำชกำรของหน่วยงำนรำชกำรที่ได้จัดท ำขึ้นตำมแผนบริหำรรำชกำรแผ่นดินของรัฐบำล ตำมพระรำชกฤษฎีกำว่ำด้วยหลักเกณฑ์และวิธีกำรบริหำรกิจกำรบ้ำนเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ แผนที่ กล่ำวมำนี้จะเห็นว่ำเป็นกำรก ำหนดแผนของหน่วยงำนภำครัฐเพื่อก ำหนดกำรตัดสินใจอย่ำงเป็นระบบ ในกำรใช้ทรัพยำกรที่มีอยู่อย่ำงจ ำกัด กำรก ำหนดขั้นตอนกำรปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้ำประสงค์ที่ก ำหนด ไว้ซึ่งประโยชน์ดังกล่ำวจะเป็นประโยชน์สำธำรณะ (วัฒนำ วงศ์เกียรติรัตน์, ๒๕๔๘, น. ๗๙)
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ตำมที่ได้กล่ำวไว้แล้วว่ำค ำว่ำ ยุทธศำสตร์ชำติ ไม่ได้มีกำรก ำหนดนิยำมหรือ ควำมหมำยไว้ในกฎหมำยแต่อย่ำงใด ในขณะที่มีผู้ที่ให้นิยำมควำมหมำยของกำรวำงแผนไว้เป็น จ ำนวนมำก อำทิ กำรวำงแผนเป็นกิจกรรมที่คำดหวังว่ำจะต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นผลจำกกำรค้นหำ และก ำหนดวิธีกำรท ำงำนในอนำคตเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมำย บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้ำหมำยที่ก ำหนด ไว้อย่ำงมีประสิทธิภำพเกิดประโยชน์ต่อหน่วยงำนมำกที่สุด แสดงให้เห็นว่ำจะมีกำรท ำอะไร ท ำที่ไหน เมื่อไร ให้ใครท ำ ท ำอย่ำงไร และให้รำยละเอียดอื่นๆ ที่จ ำเป็น เพื่อช่วยให้กำรปฏิบัติงำนลุล่วงอย่ำงมี ประสิทธิภำพ (อุทัย บุญประเสริฐ, 2538, น. 19) หรือหำกจะกล่ำวโดยสรุปว่ำกำรวำงแผนเป็น กระบวนกำรตัดสินใจ เพื่อก ำหนดวัตถุประสงค์ และแนวทำงกำรกระท ำไว้ล่วงหน้ำเพื่อให้บุคคลใน องค์กำรปฏิบัติตำมให้บรรลุตำมวัตถุประสงค์ที่ก ำหนดไว้ ควำมส ำคัญของกำรวำงแผน ๑) ลดควำมไม่แน่นอนและควำมยุ่งยำกที่จะเกิดขึ้นในอนำคตเพรำะกำรวำงแผนเป็น กำรจัดโอกำสทำงด้ำนกำรจัดกำรต่ำง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนำคต ๒) กำรยอมรับแนวควำมคิดใหม่ๆ ยอมรับกำรเปลี่ยนแปลงควำมไม่แน่นอนที่จะ เกิดขึ้น ๓) กำรด ำเนินกำรขององค์กรบรรลุถึงเป้ำหมำยที่ปรำรถนำ ทั้งนี้ เพรำะกำรวำงแผน เป็นงำนที่ต้องกระท ำเป็นจุดเริ่มแรกของทุกฝ่ำยในองค์กรเป็นหลักประกันกำรด ำเนินกำรทุกงำน ๔) ลดควำมสูญเปล่ำของหน่วยงำนที่ด ำเนินกำรซ้ ำซ้อนเพรำะกำรวำงแผนท ำให้ สำมำรถพิจำรณำภำพรวมขององค์กรที่ชัดเจน เป็นกำรจ ำแนกงำนแต่ละแผนกไม่ไห้เกิดควำมซับซ้อน ๕) เกิดควำมชัดเจนในกำรด ำเนินงำน เนื่องจำกกำรวำงแผนเป็นกำรกระท ำโดยอำศัย ทฤษฎี หลักกำร และงำนวิจัยต่ำง ๆ เป็นตัวก ำหนดจุดมุ่งหมำยและแนวทำงปฏิบัติที่ชัดเจนในอนำคต อย่ำงเหมำะสมกับสภำพองค์กร (พะยอม วงศ์สำรศรี, ๒๕๔๒, น. ๗๐) ในส่วนของค ำว่ำ “ยุทธศำสตร์” (Strategic) หมำยถึง แนวทำงในกำรบรรลุ จุดหมำยของหน่วยงำน ดังนั้น จุดหมำยจึงเป็นสิ่งที่ส ำคัญยิ่งในกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ โดยผู้จัดท ำต้อง ก ำหนดจุดหมำยของหน่วยงำนให้ชัดเจนเพื่อเป็นยุทธศำสตร์ที่ได้ออกมำจริงตำมควำมต้องกำรและ ด ำเนินไปในทิศทำงที่ถูกต้อง (ส ำนักงำนปลัดกระทรวงมหำดไทย, ๒๕๕๗, น. ๖) เมื่อน ำค ำว่ำ “แผน” และค ำว่ำ “ยุทธศำสตร์” มำรวมกันจึงสำมำรถให้ควำมหมำยของค ำว่ำ “แผนยุทธศำสตร์” (Strategic Plan) หมำยควำมว่ำ ทิศทำงหรือแนวทำงปฏิบัติตำมพันธกิจและภำรกิจ (Mission) ให้สัมฤทธิผลตำมวิสัยทัศน์ (Vision) และเป้ำประสงค์ขององค์กร (Corporate Goal) กล่ำวคือแผนยุทธศำสตร์ที่ดีนั้น จะต้องถูกก ำหนดขึ้นตำมวิสัยทัศน์ขององค์กร อันเป็นผลผลิตทำงควำมคิดร่วมกันของสมำชิกในองค์กรที่ได้ท ำงำนร่วมกันหรือจะท ำงำนร่วมกัน โดยวิสัยทัศน์นี้เป็นควำมเห็นพ้องต้องกันว่ำเป็นจุดหมำยปลำยทำงที่องค์กรประสงค์จะไปให้ถึงและ วิสัยทัศน์นี้มีกำรแปลงมำเป็นวัตถุประสงค์ (Objective) ที่เป็นรูปธรรมและสำมำรถวัดได้ (วัฒนำ วงศ์เกียรติรัตน์, ๒๕๔๘ น. ๗๙)
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ควำมส ำคัญของแผนยุทธศำสตร์ ๑) แผนยุทธศำสตร์เป็นกำรก ำหนดรูปแบบของกำรปฏิบัติที่ช่วยให้องค์กำรสำมำรถ พัฒนำตนเองได้อย่ำงเหมำะสมกับสภำพกำรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ เพรำะกำรก ำหนดแผน ยุทธศำสตร์นั้นให้ควำมส ำคัญกับกำรศึกษำวิเครำะห์สภำพแวดล้อม ทั้งภำยในและภำยนอกองค์กำร ๒) แผนยุทธศำสตร์เป็นกำรก ำหนดรูปแบบของกำรปฏิบัติที่ช่วยให้หน่วยงำน ในภำครัฐตระหนักถึงบทบำทหน้ำที่ของตนที่มีส่วนเอื้ออ ำนวยควำมส ำเร็จและควำมล้มเหลว ต่อเป้ำประสงค์ขององค์กำร ๓) แผนยุทธศำสตร์เป็นกำรก ำหนดรูปแบบของกำรปฏิบัติที่ช่วยส่งเสริมกำรจัดกำร ภำครัฐแนวใหม่ (New Public Management, NPM) ที่ให้ควำมส ำคัญกับกำรปรับปรุงกำร ด ำเนินงำนของหน่วยงำนภำครัฐทั้งระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภำพสูงสุด โดยในประเทศไทยเรียกว่ำ กำรปฏิรูประบบรำชกำร อีกทั้งหน่วยงำนภำครัฐยังต้องด ำเนินงำนตำมแนวทำงกำรบริหำรจัดกำร บ้ำนเมืองที่ดีหรือธรรมำภิบำล (Good Governance) ซึ่งเป็นกระแสหลักในกำรบริหำรรัฐกิจปัจจุบัน ๔) แผนยุทธศำสตร์เป็นกำรก ำหนดรูปแบบของกำรปฏิบัติที่มีส่วนช่วยยกระดับระบบ กำรจัดท ำงบประมำณแบบมุ่งเน้นผลงำน (Performance-based Budgeting) ๕) แผนยุทธศำสตร์เป็นกำรก ำหนดรูปแบบของกำรปฏิบัติที่มีส่วนช่วยในกำรสร้ำง นวัตกรรมกำรบริหำรจัดกำร เป็นกำรพินิจพิเครำะห์ วำงแผน และน ำเสนอทำงเลือกในกำรบริหำร จัดกำรแบบใหม่ ๆ ที่หลุดพ้นจำกกรอบพันธนำกำรทำงควำมคิด อันเกี่ยวข้องกับระเบียบปฏิบัติ รำชกำรที่ล้ำสมัยและไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชำชน ๖) แผนยุทธศำสตร์เป็นกำรก ำหนดรูปแบบของกำรปฏิบัติที่มีส่วนช่วยสนับสนุน หลักกำรประชำธิปไตยในแง่ของกำรมีส่วนร่วม (Participation) และกำรกระจำยอ ำนำจ (Decentralization) (ส ำนักงำนปลัดกระทรวงพัฒนำสังคมและควำมมั่นคงของมนุษย์ , ๒๕๕๙, น. ๑๓) ๒.๒.๔ ทฤษฎีควำมเป็นกฎหมำยสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หลักควำมเป็นกฎหมำยสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (Supremacy of the Constitution) เป็นผลของรัฐธรรมนูญในระบอบประชำธิปไตยอันเป็นกฎเกณฑ์สูงสุดในกำรปกครองประเทศ ซึ่งมำ จำกหลักกำรทฤษฎีบริสุทธิ์แห่งกฎหมำยที่ว่ำ กฎเกณฑ์ที่ให้อ ำนำจออกกฎเกณฑ์อื่น ย่อมสูงกว่ำ กฎเกณฑ์ที่ออกมำ และจำกกำรที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ที่มีที่มำจำกอ ำนำจสูงสุดในกำรก่อตั้ง องค์กรทำงกำรเมือง และเป็นกฎเกณฑ์ที่ก่อตั้งระบบกฎหมำยทั้งระบบ ก ำหนดถึงองค์กรที่ใช้อ ำนำจ ทำงกำรเมืองในกำรปกครองรัฐ และควำมสัมพันธ์ระหว่ำงองค์กรต่ำง ๆ รับรองคุ้มครองสิทธิและ เสรีภำพของประชำชน จึงส่งผลให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งหลำยที่รัฐธรรมนูญ สร้ำงขึ้น กฎหมำยที่ออกตำมอ ำนำจแห่งรัฐธรรมนูญหรือมีล ำดับศักดิ์ที่ต่ ำกว่ำรัฐธรรมนูญไม่สำมำรถ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ ลักษณะอีกประกำรที่แสดงถึงสถำนะที่เหนือกว่ำกฎหมำยทั่วไปคือกำร แก้ไขเพิ่มเติมจะมีกระบวนกำรที่แตกต่ำงจำกกำรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมำยทั่วไป เพื่อเป็นหลักประกัน สิทธิและเสรีภำพที่ได้รับกำรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ให้มีกำรออกกฎหมำยมำล่วงละเมิดอ ำนำจนี้ได้ (เกรียงไกร เจริญธนำวัฒน์, ๒๕๕๖, น. ๑๔๓)
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ส ำหรับประเทศไทยมีกำรยอมรับสถำนะควำมเป็นกฎหมำยสูงสุดมำตั้งแต่ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรสยำม พุทธศักรำช ๒๔๗๕ โดยรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่ำวได้บัญญัติให้ บทบัญญัติแห่งกฎหมำยใดมีข้อควำมแย้งหรือขัดกับรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นโมฆะ และ บทบัญญัติในลักษณะดังกล่ำวได้มีกำรบัญญัติต่อเนื่องมำจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นกำรป้องกันมิให้ บทบัญญัติของกฎหมำยใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจึงมี บทบัญญัติก ำหนดมำตรกำรหรือวิธีกำรตรวจสอบบรรดำกฎหมำย กฎ หรือข้อบังคับต่ำง ๆ ว่ำจะต้อง ไม่มีข้อควำมขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญด้วย โดยสำมำรถตรวจสอบได้ ทั้งก่อนที่กฎหมำยเหล่ำนั้นจะ ประกำศใช้บังคับ หรือภำยหลังจำกที่กฎหมำยเหล่ำนั้นประกำศใช้บังคับแล้ว โดยมีหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขในกำรตรวจสอบเป็นไปตำมที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ (สงขลำ วิชัยขัทคะ, ม.ป.ป., น. ๔) ๒.๒.๕ หลักธรรมำภิบำล (Good Governance) ค ำว่ำ “ธรรมำภิบำล” มำจำกค ำว่ำ “ธรรมะ” แปลว่ำ ควำมถูกต้องดีงำม “อภิบำล” แปลว่ำกำรปกครองหรือกำรปกปักรักษำ ธรรมำภิบำลจึงแปลว่ำ กำรปกครองที่ยึดถือควำมถูกต้องดี งำมเป็นหลักหรือกำรปกครองโดยธรรมส่วนค ำว่ำ ธรรมรัฐ แปลว่ำรัฐหรือองค์กรที่มีรูปแบบและกำร ด ำเนินงำนอย่ำงถูกต้องดีงำม ควำมหมำยของธรรมำภิบำลตำมระเบียบส ำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรสร้ำงระบบ บริหำรกิจกำรบ้ำนเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๒ หมำยถึง กำรบริหำรกิจกำรบ้ำนเมืองและสังคมที่ ดีเป็นแนวทำงส ำคัญในกำรจัดระเบียบให้สังคมทั้งภำครัฐ ภำคธุรกิจและภำคประชำชน ซึ่งครอบคลุม ถึงฝ่ำยวิชำกำร ฝ่ำยปฏิบัติกำรฝ่ำยรำชกำรและฝ่ำยธุรกิจสำมำรถอยู่ร่วมกันอย่ำงสงบสุขมีควำมรู้จัก สำมัคคี และร่วมกันเป็นพลังก่อให้เกิดกำรพัฒนำอย่ำงยั่งยืน และส่งเสริมควำมเข้มแข็งหรือสร้ำง ภูมิคุ้มกันแก่ประเทศเพื่อบรรเทำป้องกันหรือแก้ไขเยียวยำภำวะวิกฤติภยันตรำยที่หำกจะมีในอนำคต เพรำะสังคมจะรู้สึกถึงควำมยุติธรรม ควำมโปร่งใสและควำมมีส่วนร่วม อันเป็นคุณลักษณะส ำคัญของ ศักดิ์ศรีควำมเป็นมนุษย์และกำรปกครองแบบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข สอดคล้องกับควำมเป็นไทย รัฐธรรมนูญและกระแสโลกยุคปัจจุบัน สถำบันวิจัยเพื่อกำรพัฒนำประเทศไทย ได้กล่ำวถึงควำมสัมพันธ์ขององค์กร ประชำ สังคมซึ่งมีส่วนร่วมสร้ำงควำมเข้มแข็งให้กับชุมชน ทั้งนี้องค์กรของรัฐจะอำศัยกำรบริหำรจัดกำรที่ดี เป็นกลไกเกื้อหนุน เพื่อให้บรรลุเป้ำหมำยของกำรฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจของชุมชนให้ยั่งยืน นำยแพทย์ประเวศ วะสี ได้อธิบำยว่ำ กำรที่สังคมประกอบด้วยภำคส ำคัญ ๆ สำมภำค คือ ภำครัฐ ภำคธุรกิจเอกชน และภำคประชำชน เมื่อพิจำรณำถึงธรรมำภิบำลก็จะรวมถึง ควำมโปร่งใส ควำมถูกต้องของสำมภำคดังกล่ำว ธรรมำภิบำลจึงเป็นเสมือนพลังผลักดันที่จะน ำไปสู่ กำรแก้ไขปัญหำของชำติ องค์ประกอบของหลักธรรมำภิบำล ๖ ประกำร ได้แก่ ๑) หลักนิติธรรม (Rule of Law) หมำยถึง กำรตรำกฎหมำยที่ถูกต้องเป็นธรรม กำรบังคับกำรเป็นไปตำมกฎหมำย ปฏิบัติตำมกฎกติกำอย่ำงเคร่งครัด โดยค ำนึงถึงสิทธิเสรีภำพและ ควำมยุติธรรมของประชำชน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๑๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒) หลักคุณธรรม (Ethics) หมำยถึง กำรยึดมั่นในควำมถูกต้องดีงำมสนับสนุนให้ ประชำชนขยัน ซื่อสัตย์ประหยัด อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอำชีพที่สุจริตจนกลำยเป็นนิสัย ประจ ำชำติ ๓) หลักควำมโปร่งใส (Transparency) หมำยถึง ควำมโปร่งใส สำมำรถตรวจสอบได้ ซึ่งตรงกันข้ำมกับกำรทุจริตคอร์รัปชัน และกำรฉ้อรำษฎร์บังหลวง ๔) หลักกำรมีส่วนร่วม (Participation) หมำยถึง กำรเปิดโอกำสให้ประชำชนมีส่วน ร่วมทำงกำรเมืองกำรบริหำร และกำรจัดสรรทรัพยำกรของชุมชนเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน ๕) หลักควำมรับผิดชอบ (Accountability) หมำยถึง กำรมีจิตส ำนึกในหน้ำที่ร่วม รับผิดชอบต่อสังคมสิทธิและหน้ำที่ และปัญหำสำธำรณะของบ้ำนเมือง และเคำรพควำมคิดเห็นที่ แตกต่ำงตำมหลักประชำธิปไตย ๖) หลักควำมคุ้มค่ำ (Value for Money) หมำยถึง กำรบริหำรจัดกำรและใช้ ทรัพยำกรที่มีอยู่อย่ำงจ ำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลิตสินค้ำอย่ำงมีคุณภำพสำมำรถแข่งขันได้ ในตลำดโลก พัฒนำประเทศอย่ำงยั่งยืนและรักษำทรัพยำกรธรรมชำติ(บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ และบุญมีลี้๒๕๔๔, อ้ำงถึงใน อริย์ธัช แก้วเกำะสะบ้ำ, ๒๕๔๘, น.๑๐๖-๑๐๘) หลักธรรมำภิบำล ได้มีกำรพัฒนำกำรมำอย่ำงต่อเนื่องในสังคมไทย มีกำรบัญญัติไว้ใน กฎหมำยรัฐธรรมนูญ และกฎหมำยล ำดับรอง รวมทั้งกำรน ำมำปรับใช้ในสังคมทั้งภำครัฐและ ภำคเอกชนเป็นระยะเวลำพอสมควร รัฐบำลที่เข้ำมำบริหำรประเทศและองค์กรภำคเอกชนได้ให้ ควำมส ำคัญมำก เพรำะหลักธรรมำภิบำลได้รับกำรยอมรับว่ำเป็นหลักกำรสำกลที่สนับสนุนสังคมที่ ปกครองในระบอบประชำธิปไตย โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ มีกำรบัญญัติให้มียุทธศำสตร์ชำติเป็นเป้ำหมำยกำรพัฒนำประเทศตำมหลักธรร มำภิบำล ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ำหลักธรรมำภิบำลเป็นหลักกำรส ำคัญในกำรขับเคลื่อนหน่วยงำน ในภำครัฐ และภำคเอกชนควบคู่กับกำรพัฒนำระบอบประชำธิปไตยถึงแม้จะมีควำมแตกต่ำงกัน ในเรื่องควำมหมำยหรือค ำนิยำมของหลักธรรมำภิบำล ซึ่งนักวิชำกำรผู้ทรงคุณวุฒิและองค์กรต่ำง ๆ มีกำรเรียกชื่อหรืออธิบำยควำมหมำยเพื่อกำรน ำไปปรับใช้ให้เหมำะสมกับบริบทของสังคมนั้น ๆ โดยสรุป หลักกำรทั้ง ๖ ประกำรข้ำงต้นล้วนมีจุดมุ่งหมำยที่จะรักษำ “ควำมสมดุล” ในมิติต่ำง ๆ ไว้ เช่น หลักคุณธรรมก็คือกำรรักษำสมดุลระหว่ำงตนเองกับผู้อื่น ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น หรือตัวเองจนเดือดร้อน ซึ่งกำรที่มีควำมโปร่งใส เปิดโอกำสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ตรวจสอบ ก็เพื่อมุ่งให้ทุกฝ่ำยที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงควำมสมดุลดังกล่ำวว่ำอยู่ในวิสัยที่ยอมรับได้ ส่วนหลักควำม รับผิดชอบ ก็ต้องสมดุลกับเสรีภำพที่เป็นสิ่งที่ส ำคัญของทุกคน และหลักควำมคุ้มค่ำ ก็ต้องสมดุลกับ หลักอื่นๆ เช่น บำงครั้งองค์กำรอำจมุ่งควำมคุ้มค่ำจนละเลยเรื่องควำมเป็นธรรมหรือโปร่งใส หรือ บำงครั้งที่หน่วยงำนโปร่งใสมำกจนคู่แข่งขันล่วงรู้ควำมลับที่ส ำคัญในกำรประกอบกิจกำร ควำมสมดุล จึงเป็นลักษณะส ำคัญที่ท ำให้ธรรมำภิบำลเกิดผลสัมฤทธิ์
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒.๓ กำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติในต่ำงประเทศ ๒.๓.๑ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศขนำดเล็ก มีทรัพยำกรจ ำนวนจ ำกัดและขำดแคลน แม้กระทั่งน้ ำจืดเพื่อกำรอุปโภคบริโภค มีปัญหำด้ำนชนชำติพันธุ์ ทั้งจีน อินเดีย และมำเลย์ ซ้ ำยังต้อง เผชิญกับภัยคุกคำมของลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศสิงคโปร์มีควำมมุ่งมั่นในกำรพัฒนำประเทศโดย พิจำรณำถึงสภำพปัญหำของประเทศที่ประสบอยู่ในขณะนั้นพร้อมทั้งหำทำงแก้ไขและก ำหนดทิศทำง ของประเทศเพื่อขับเคลื่อนไปข้ำงหน้ำ โดยกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ประเทศสู่อนำคตและก ำหนดแผน ต่ำงๆ เพื่อให้ประเทศเดินสู่ควำมก้ำวหน้ำและมีกำรด ำเนินกำรตำมแผนอย่ำงเคร่งครัด โดยใน ระยะแรกสิงคโปร์ได้ก ำหนดยุทธศำสตร์มุ่งเน้นกำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์อย่ำงจริงจังและต่อเนื่อง ควำมซื่อสัตย์และกำรมีระเบียบวินัย ต่อมำประเทศสิงคโปร์ได้ปรับเพิ่มเป้ำหมำย ในยุทธศำสตร์ชำติ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๘ สิงคโปร์จะเป็นศูนย์กลำงหลักในเครือข่ำยโลกเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจที่ส ำคัญของ โลกเป็นเมืองชั้นน ำของโลกในด้ำนบุคคลที่มีควำมสำมำรถพิเศษ (Talent) ด้ำนวิสำหกิจ (Enterprise) และด้ำนนวัตกรรม (Innovation) หน่วยงำนภำครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องได้ตั้งพันธกิจเพื่อขับเคลื่อน ประเทศให้บรรลุเป้ำหมำยเหล่ำนั้น ทั้งด้ำนอุตสำหกรรม บริกำรและกำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ของ ประเทศ โดยมุ่งกำรบ่มเพำะเยำวชนผู้มีควำมสำมำรถพิเศษสู่กำรเป็นอัจฉริยภำพต่ำง ๆ กำรส่งเสริม กำรพัฒนำนวัตกรรมต่ำงๆ จนท ำให้ประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันเป็นประเทศที่พัฒนำน ำหน้ำประเทศ อื่น ๆ ในภูมิภำคนี้(ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร, ๒๕๕๘, น. ๕-๖) ๒.๓.๒ ประเทศมำเลเซีย ประเทศมำเลเซียได้เริ่มประกำศยุทธศำสตร์ชำติที่เป็นวิสัยทัศน์กำรพัฒนำ ประเทศตั้งแต่ ปี ค.ศ. ๑๙๙๑ โดยวำงเป้ำหมำยว่ำ ประเทศมำเลเซียจะเป็นประเทศที่พัฒนำแล้ว ใน ปี ค.ศ. ๒๐๒๐ มีกำรก ำหนด “วิสัยทัศน์ 2020” (Wawasan 2020) ของมำเลเซียไว้ ดังนี้ “มำเลเซียจะเป็นประเทศพัฒนำอุตสำหกรรมที่พึ่งพำตนเองได้ภำยในปี ค.ศ. ๒๐๒๐” โดยก ำหนด เป้ำหมำยที่ชัดเจนและก ำหนดยุทธศำสตร์เพื่อกำรปฏิบัติ ๙ ประกำร ได้แก่ (๑) กำรสร้ำงสังคม มำเลเซียให้หลอมรวมเชื้อชำติเผ่ำพันธุ์ที่หลำกหลำยเป็นหนึ่งเผ่ำพันธุ์ เรียกว่ำ “เผ่ำพันธุ์มำเลเซีย” (Malaysian Race) (๒) สร้ำงสังคมมำเลเซียที่เป็นอิสระเสรีในเชิงควำมรู้สึกนึกคิดหรือ จิตวิทยำเป็น สังคมที่พัฒนำแล้วอย่ำงมีควำมมั่นคง (๓) สร้ำงสม เสริมส่ง และคุ้มครองสังคมประชำธิปไตยที่มีวุฒิ ภำวะ เป็นสังคมประชำธิปไตยที่เจริญแล้ว (๔) สถำปนำสังคมที่เปี่ยมด้วยศีลธรรมและจริยธรรมอย่ำง สมบูรณ์ (๕) สร้ำงสังคมที่มีอุดมกำรณ์เสรีนิยมและอดทนต่อกันอย่ำงมีวุฒิภำวะ (๖) สร้ำงสังคมที่มี ฐำนควำมคิดเป็นวิทยำศำสตร์และคิดอย่ำงก้ำวหน้ำ (๗) สร้ำงสังคมที่ห่วงใยเอื้ออำทรต่อกันและกัน อย่ำงสมบูรณ์ (๘) สร้ำงหลักประกันให้มีควำมยุติธรรมในสังคมทำงด้ำนเศรษฐกิจ เป็นสังคมที่มีกำร กระจัดกระจำยควำมมั่งคั่งของชำติให้ทั่วถึงและเป็นธรรม (๙) สร้ำงสังคมที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ด้วย ระบบเศรษฐกิจที่มีกำรแข่งขันกันอย่ำงสมบูรณ์เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีพลวัตรสูง มีควำมยืดหยุ่นและ มีควำมตื่นตัวคึกคักตลอดเวลำ เมื่อมีกำรประกำศยุทธศำสตร์และมีกำรก ำหนดเป้ำหมำยแล้วรัฐบำลมำเลเซีย ทุกรัฐบำลต้องท ำงำนอย่ำงต่อเนื่องเป็นเวลำติดต่อกัน ๓๐ ปี พัฒนำภำพรวมของประเทศทุกส่วนของ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร วิถีชีวิตพลเมือง ตั้งแต่เรื่องควำมเจริญมั่งคั่งทำงเศรษฐกิจ ควำมสุขสมบูรณ์ในสังคม ประชำชนมี กำรศึกษำที่มีคุณภำพมำตรฐำนระดับโลก (World Class Education) พัฒนำกำรเมืองให้มีควำม มั่นคง และประชำชนด ำเนินชีวิตอย่ำงมีดุลยภำพทำงจิตใจ เพื่อที่จะให้บรรลุเป้ำหมำยแห่ง “วิสัยทัศน์ 2020” เมื่อยุทธศำสตร์ดังกล่ำวได้มีกำรประกำศใช้ในช่วงที่ ดร. มหำเธร์ โมฮัมหมัด เป็น นำยกรัฐมนตรีแม้ในช่วงเวลำต่อมำจะมีนำยกรัฐมนตรีเข้ำมำบริหำรประเทศอีกสองท่ำน รัฐบำล มำเลเซียก็ยังคงมุ่งสู่เป้ำหมำยตำมวิสัยทัศน์ ๒๐๒๐ เช่นเดิม โดยพยำยำมปรับกำรปฏิบัติงำนให้ได้ ตำมยุทธศำสตร์แม้ที่ผ่ำนมำประเทศมำเลเซียจะประสบวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลำต่ำง ๆ แต่ผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้งในภำครัฐและเอกชนก็ยังคงเดินหน้ำพัฒนำเพื่อบรรลุเป้ำหมำยที่ก ำหนดไว้ โดยคำดว่ำใน ปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ประเทศมำเลเซียจะก้ำวเป็นประเทศที่พัฒนำแล้วอย่ำงแน่นอน ทั้งด้ำนเศรษฐกิจ กำรเมือง และสังคมต่อจำกประเทศสิงคโปร์ (ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร, ๒๕๕๘, น. ๗-๘) ๒.๓.๓ ประเทศบรูไน รัฐบำลบรูไนได้ประกำศแผนพัฒนำในระยะยำวออกมำเป็นฉบับแรกในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีชื่อว่ำ“วิสัยทัศน์บรูไน ปี ๒๕๗๘” (Wawasan Brunei 2035 หรือ Vision Brunei 2035) เป็นวิสัยทัศน์แห่งชำติซึ่งจะใช้ควบคู่ไปกับแผนพัฒนำระยะกลำง ๕ ปี โดยให้ควำมส ำคัญกับกำร พัฒนำภำคเศรษฐกิจที่มิใช้น้ ำมันและก๊ำซเพื่อเปลี่ยนแปลงจำกเศรษฐกิจที่พึ่งพำน้ ำมันและก๊ำซเป็น หลัก ไปสู่โครงสร้ำงทำงเศรษฐกิจที่มีควำมหลำกหลำยมำกขึ้น และมีแผนพัฒนำแห่งชำติเป็น เครื่องมือในกำรด ำเนินกำรเพื่อไปให้ถึงเป้ำหมำยตำม Wawasan Brunei 2035 โดยตั้งเป้ำหมำย ในกำรเปลี่ยนแปลงโครงสร้ำงอุตสำหกรรมประเทศ เพื่อควำมเจริญอย่ำงยั่งยืนในอนำคต โดยให้ ควำมส ำคัญกับปัจจัยพื้นฐำนในกำรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่ำจะเป็นด้ำนกำรศึกษำ ธุรกิจ ขนำดกลำงและขนำดเล็ก อุตสำหกรรมเทคโนโลยีสำรสนเทศ อุตสำหกรรมที่ไม่ใช่พลังงำน รวมทั้ง กำรต่อยอดอุตสำหกรรมปิโตรเคมีและพัฒนำเทคโนโลยีในอุตสำหกรรมพลังงำนขั้นต้นและขั้นกลำง โดยจะให้กำรศึกษำเป็นปัจจัยส ำคัญในกำรสร้ำงรำกฐำนเพื่อพัฒนำประเทศ ที่เน้นไปที่เทคโนโลยี สำรสนเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับกำรเปลี่ยนแปลงทำงสังคมและเศรษฐกิจของโลก ควบคู่กับเสริมสร้ำง ควำมแข็งแกร่งให้ธุรกิจขนำดกลำงและขนำดเล็ก เพื่อให้ธุรกิจเหล่ำนี้เป็นกลไกพื้นฐำนในกำร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่ำนกำรจ้ำงงำน และกำรกระจำยรำยได้รวมทั้งพัฒนำกำรใช้พลังงำน อย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยเน้นไปที่กำรพัฒนำเทคโนโลยีในกำรใช้พลังงำน ตำมแนวคิด Energy Architecture เพื่อควำมยั่งยืนทำงพลังงำนของประเทศ วิสัยทัศน์บรูไน ปี ๒๕๗๘ มีวัตถุประสงค์หลัก แบ่งออกเป็น ๓ ด้ำน คือ (๑) พัฒนำระบบกำรศึกษำและสร้ำงแรงงำนที่มีทักษะขั้นสูง (๒) ปรับปรุง คุณภำพชีวิตของประชำชนในประเทศ และ (๓) สร้ำงเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีพลวัต เห็นได้ว่ำ ประเทศต่ำง ๆ ข้ำงต้นมีกำรจัดท ำยุทธศำสตร์เป็นแผนหรือกรอบในกำร พัฒนำประเทศ โดยแต่ละประเทศได้จัดท ำโดยอำศัยบริบทของประเทศเป็นส ำคัญ อีกทั้ง แม้จะมีกำร เปลี่ยนรัฐบำลในกำรบริหำรประเทศก็ยังคงมีกำรสำนต่อนโยบำยกำรด ำเนินกำรต่ำง ๆ ที่ยึดโยงกับ ยุทธศำสตร์ชำติท ำให้กำรพัฒนำเกิดควำมต่อเนื่องตำมกรอบระยะยำวของประเทศที่มีกำรร่วมกัน ก ำหนด
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ จำกกำรได้ศึกษำหลักกำรอันเป็นที่มำของแนวคิด ทฤษฎี กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนศึกษำกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติในต่ำงประเทศที่มีแนวทำงกำรพัฒนำประเทศจำกกำร ก ำหนดยุทธศำสตร์ และได้ทรำบถึงสถำนกำรณ์ทำงกำรเมืองของไทยในห้วงระยะเวลำที่ผ่ำนมำถึง ปัจจุบัน ซึ่งจะน ำผลกำรศึกษำมำวิเครำะห์โดยอำศัยแนวคิดทฤษฎีทำงกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง และมีผล กำรศึกษำในเรื่องยุทธศำสตร์ชำติของประเทศไทยเปรียบเทียบกับยุทธศำสตร์ชำติของต่ำงประเทศ และกำรขับเคลื่อนยุทธศำสตร์ชำติกับกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยอันมี พระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนบทบำทอ ำนำจหน้ำที่ของรัฐสภำในฐำนะองค์กรฝ่ำยนิติ บัญญัติกับกำรขับเคลื่อนกำรด ำเนินกำรตำมยุทธศำสตร์ชำติระยะ ๒๐ ปี มีผลกำรศึกษำและสำมำรถ วิเครำะห์จำกผลกำรศึกษำได้ ดังนี้ ๓.๑ ประเด็น เหตุผล ควำมจ ำเป็นหรือควำมส ำคัญในกำรบัญญัติเรื่อง ยุทธศำสตร์ชำติ ในรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ประกำรแรก เรื่องยุทธศำสตร์ชำติเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศ ไทย ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ซึ่งในอดีตประเทศไทยยังไม่เคยมี กำรก ำหนดยุทธศำสตร์ชำติในลักษณะนี้มำก่อน ตั้งแต่มีกำรเปลี่ยนแปลงกำรปกครองแม้ประเทศไทย จะมีรัฐธรรมนูญประกำศใช้รัฐธรรมนูญมำแล้วหลำยฉบับ แต่ยังไม่เคยมีกำรก ำหนดแนวทำงที่เป็นกำร ก ำหนดอนำคตในกำรบริหำรประเทศ ท ำให้ไม่สำมำรถเห็นภำพอนำคตหรือแผนงำนใด ๆ ได้ จนกระทั่งเมื่อมีกำรยกร่ำงรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๔๙๒ มีกำรก ำหนด เรื่อง “แนวนโยบำยแห่งรัฐ” ขึ้นในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก จนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ยัง มีบทบัญญัติในส่วนนี้ แนวนโยบำยแห่งรัฐหรือแนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐเป็นกำรก ำหนดภำพกว้ำง ให้รัฐบำลหรือรัฐสภำด ำเนินนโยบำยบริหำรประเทศหรือตรำกฎหมำยต่ำง ๆ ตำมแนวทำงที่ได้ก ำหนด ไว้และต้องไม่ขัดต่อหลักกำรดังกล่ำว แต่อย่ำงไรก็ตำมรัฐบำลก็ยังมีอิสระในกำรก ำหนดนโยบำย จัดล ำดับควำมส ำคัญของนโยบำยของตนเองได้ อีกทั้ง กลับพบว่ำตั้งแต่ประเทศไทยได้มีกำรก ำหนดเรื่องแนวนโยบำยแห่งรัฐขึ้นเป็น ครั้งแรก แต่ละรัฐบำลย่อมมีนโยบำยในกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินที่แตกต่ำงกัน โดยรัฐบำลที่เข้ำมำ รับหน้ำที่ในกำรบริหำรประเทศคณะใหม่ก็มักจะละเลยในกำรที่จะด ำเนินกำรขับเคลื่อนตำมนโยบำยที่ รัฐบำลก่อนได้ด ำเนินไปด้วยเหตุผลที่ส ำคัญคือ เหตุผลทำงกำรเมืองที่รัฐบำลมีที่มำจำกคนละพรรค กำรเมืองหรืออำจเพรำะนโยบำยที่ได้มีกำรสัญญำไว้กับประชำชนในขณะหำเสียงเลือกตั้ง จึงเป็นอีก หนึ่งสำเหตุที่ท ำให้ที่ผ่ำนมำประเทศไทยขำดกำรพัฒนำอย่ำงต่อเนื่องโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในเชิง นโยบำย ทั้งที่แนวนโยบำยแห่งรัฐมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมำยสูงสุดของประเทศ หำกพิจำรณำตำมหลักทฤษฎีควำมเป็นกฎหมำยสูงสุดแล้ว กำรด ำเนินกำรใดก็ตำม ทั้งกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน กำรตรำกฎหมำยจะขัดหรือแย้งมิได้ก็ตำม แต่แนวนโยบำยแห่งรัฐนั้น ศำลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ว่ำเป็นเพียงแนวทำงในกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินหรือกำรตรำกฎหมำย อยู่ในอ ำนำจกำรควบคุมของรัฐสภำ เมื่อกำรปกครองระบอบประชำธิปไตยของประเทศไทยอยู่ใน ระบบรัฐสภำที่รัฐบำลมีที่มำหรือมีควำม เชื่อมโยงกับฝ่ำยนิติบัญญัติ คือรัฐสภำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยำก
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร อย่ำงยิ่งที่ฝ่ำยนิติบัญญัติจะตรวจสอบกำรด ำเนินนโยบำยของรัฐบำลตำมแนวนโยบำยแห่งรัฐตำมที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมแม้ต่อมำรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๕๐ จะได้ปรับเปลี่ยนถ้อยค ำจำกเดิมโดยให้แนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐ เป็น “เจตจ ำนง” ซึ่งแตกต่ำงจำกรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๔๐ ที่ก ำหนดเป็นเพียง “แนวทำง” ในกำรด ำเนินกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน ทั้งนี้ เพื่อต้องกำรให้บทบัญญัติ เรื่อง แนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐมีสภำพบังคับมำกขึ้นกว่ำรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่ำน ๆ มำ แต่ แนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐก็ยังคงเป็นเสมือนแนวทำงในภำพกว้ำงในกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน และ ไม่มีสภำพบังคับทำงกฎหมำย ประกำรที่สอง กำรบริหำรำชกำรแผ่นทั้งระดับนโยบำย และระดับปฏิบัติไม่มีควำม สอดคล้องกันเท่ำที่ควรกล่ำวคือ ประเทศไทยมีแนวนโยบำยแห่งรัฐซึ่งที่มีกำรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประกอบกับกำรที่รัฐธรรมนูญก ำหนดให้รัฐบำลที่เข้ำมำบริหำรประเทศจะต้องมีกำรแถลงนโยบำยต่อ รัฐสภำ ภำยหลังจำกที่รัฐบำลได้แถลงนโยบำยดังกล่ำวแล้วจะต้องจัดท ำแผนนิติบัญญัติ และแผน บริหำรรำชกำรแผ่นดิน และหน่วยงำนต่ำง ๆ จะต้องมีกำรจัดท ำแผนปฏิบัติรำชกำรแผ่นดินระยะสี่ปี และหนึ่งปี ซึ่งพบว่ำแผนทั้งระดับนโยบำยและระดับปฏิบัติไม่มีควำมสอดคล้องกัน มีกำรด ำเนินกำรที่ ซ้อนทับกัน นอกจำกนี้กำรจัดสรรงบประมำณมีลักษณะเป็นกำรจัดสรรในลักษณะแยกส่วนต่ำง หน่วยงำนต่ำงด ำเนินกำรเป็นเอกเทศไม่เกิดกำรบูรณำกำรและควำมเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ประกำรที่สำม จำกกำรศึกษำเทียบเคียงกับกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติในประเทศที่มี กำรพัฒนำแล้วพบว่ำก่อนที่ประเทศเหล่ำนั้นจะกลำยมำเป็นประเทศที่พัฒนำแล้ว ต่ำงได้ก ำหนด วิสัยทัศน์ เป้ำหมำย และแนวทำงในกำรด ำเนินกำรตำมที่ได้ก ำหนดไว้อย่ำงไรก็ตำมจำกกำรศึกษำ ยุทธศำสตร์ของประเทศที่ได้กล่ำวถึงไว้ข้ำงต้น พบว่ำแต่ละประเทศมียุทธศำสตร์ที่แตกต่ำงกัน และเมื่อน ำตัวอย่ำงมำเปรียบเทียบกับกรอบยุทธศำสตร์ชำติของประเทศไทย จะเห็นว่ำมีทั้งส่วนที่ เหมือนกันและแตกต่ำงกัน ดังนั้น ตัวอย่ำงกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ในต่ำงประเทศ จึงเป็นเพียงกำรศึกษำ เพื่อให้ทรำบถึงยุทธศำสตร์ชำติของประเทศเหล่ำนั้น และท ำให้เห็นถึงควำมส ำคัญของกำรก ำหนด ยุทธศำสตร์ว่ำเป็นหลักคิดที่ดีที่เป็นกำรวำงแผนหรือกรอบกำรพัฒนำประเทศในระยะยำวท ำให้เห็น ภำพกว้ำงของประเทศตำมกรอบระยะเวลำที่ก ำหนดไว้ อย่ำงไรก็ตำมยุทธศำสตร์ชำติของประเทศต่ำง ๆ ไม่สำมำรถน ำมำเป็นแนวทำงในกำร ก ำหนดยุทธศำสตร์ชำติของประเทศไทยได้ทั้งหมดเพรำะควำม แตกต่ำงในบริบทด้ำนต่ำง ๆ อำทิ ภูมิหลังทำงประวัติศำสตร์ สังคม เศรษฐกิจ กำรเมือง เป็นต้น จำกที่กล่ำวมำท ำให้เห็นถึงสภำพปัญหำและควำมจ ำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีกำร จัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ และมีกำรบัญญัติเรื่องดังกล่ำวไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมำยสูงสุด แม้ในปัจจุบันจะมีกำรบัญญัติเรื่องแนวนโยบำยแห่งรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญแต่เป็นเพียงแนวทำงในภำพ กว้ำงส ำหรับกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินหรือกำรตรำกฎหมำยเท่ำนั้น ยังไม่ได้มีกำรวิเครำะห์ สภำพแวดล้อมในทุกด้ำนในกำรค้นหำโอกำส ปัญหำ หรืออุปสรรคที่ชัดเจนเพื่อก ำหนดวิสัยทัศน์ เป้ำหมำยและจุดมุ่งหมำยตลอดจนกำรด ำเนินกำรไปสู่เป้ำหมำยดังกล่ำว ประกอบกับกำรบริหำรงำน ของรัฐบำลที่ผ่ำนมำก็ยังคงมีควำมเป็นอิสระที่จะก ำหนดนโยบำยที่อิงอยู่กับนโยบำยของพรรค กำรเมืองที่เป็นแกนน ำในกำรจัดตั้งรัฐบำล ตำมที่สัญญำไว้กับประชำชนในขณะหำเสียงเลือกตั้งอีกทั้ง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กำรตรวจสอบโดยรัฐสภำก็ยังไม่มีควำมเข้มแข็งที่เพียงพอที่สำมำรถด ำเนินกำรได้ตำมเจตนำรมณ์ของ รัฐธรรมนูญ กำรที่บัญญัติเรื่องยุทธศำสตร์ชำติไว้ในรัฐธรรมนูญตำมทฤษฎีควำมเป็นกฎหมำยสูงสุด แห่งรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎเกณฑ์ ในกำรก่อตั้งกฎหมำย ดังนั้น เมื่อได้มีกำรตรำพระรำชบัญญัติกำร จัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมีกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติอันเป็นรำยละเอียดของ ยุทธศำสตร์ด้ำนต่ำง ๆ ก็จะมีผลทำงกฎหมำยให้กำรกระท ำใดจะขัดหรือแย้งต่อยุทธศำสตร์ชำติมิได้ ซึ่งย่อมส่งผลให้กำรจัดท ำแผนบริหำรรำชกำรแผ่นดิน แผนนิติบัญญัติและแผนปฏิบัติรำชกำรของ หน่วยงำนต่ำง ๆ ต่อจำกนี้จะต้องมีควำมสอดคล้องกับยุทธศำสตร์ชำติทั้งระบบ ดังนั้น จึงเห็น ควำมส ำคัญของยุทธศำสตร์และเหตุผลของกำรบัญญัติเรื่องดังกล่ำวไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมำย สูงสุดของประเทศ ซึ่งจะท ำให้มองเห็นทิศทำงกำรพัฒนำและภำพอนำคตของประเทศไทย ในระยะเวลำ ๒๐ ปี ตำมที่ก ำหนดไว้ในยุทธศำสตร์ชำติดังกล่ำว ๒.๓ ประเด็น กรอบยุทธศำสตร์ชำติด้ำนควำมมั่นคง : กำรพัฒนำและเสริมสร้ำง กำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข กล่ำวส ำหรับกรอบยุทธศำสตร์ด้ำนควำมมั่นคง ซึ่งมีกำรให้ควำมส ำคัญและก ำหนดไว้ ในแผนยุทธศำสตร์ชำติเป็นล ำดับแรก ด้วยเหตุว่ำควำมมั่นคงถือเป็นเป้ำหมำยส ำคัญสูงสุดของทุก สังคมในทุกยุคทุกสมัย โดยกรอบแนวคิดควำมมั่นคงให้ควำมส ำคัญกับทุกมิติที่เกี่ยวข้อง ทั้งทำง กำรเมือง เศรษฐกิจ สังคม กำรทหำร ฯลฯ ทั้งนี้ อำจแตกต่ำงกันไปตำมบริบทแวดล้อมของแต่ละห้วง เวลำ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งปัจจุบันเป็นโลกยุคโลกำภิวัฒน์ ควำมก้ำวหน้ำทำงวิทยำศำสตร์และ เทคโนโลยีส่งผลให้สังคมเกิดกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงก้ำวกระโดดและพลิกผัน ได้ท ำให้มิติทั้งปวงถูก เชื่อมโยงเข้ำด้วยกันอย่ำงไม่อำจแบ่งแยกได้ ด้วยเหตุนี้ กรอบแนวคิดควำมมั่นคงแบบเดิมจึงถูก ปรับเปลี่ยนให้เหมำะสม เป็นกรอบแนวคิดใหม่ที่เรียกว่ำ “ควำมมั่นคงแบบองค์รวม” ซึ่งสถำนกำรณ์ เกี่ยวกับกำรเมืองกำรปกครองที่ผ่ำนมำจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่ำในห้วงระยะเวลำ ๑๕ ปีก่อนหน้ำนี้ ประเทศไทยตกอยู่ในภำวะวิกฤติทำงกำรเมืองอย่ำงไม่เคยเกิดขึ้นมำก่อน มีกำรแบ่งฝักแบ่งฝ่ำยกัน อย่ำงชัดเจนอีกทั้งยังมีพฤติกรรมกำรใช้ควำมรุนแรง ด้ำนนักกำรเมืองต่ำงมุ่งแต่ผลประโยชน์ของ ตนเองและพรรคพวกเป็นส ำคัญบริหำรรำชกำรแผ่นดินโดยไม่ค ำนึงถึงกรอบแนวทำงต่ำง ๆ เท่ำที่ควร อำทิ แนวนโยบำยแห่งรัฐ รวมทั้งหลักธรรมำภิบำล ทั้งนี้ หำกจะย้อนไปหำต้นตอหรือสำเหตุที่ท ำให้ สภำพกำรเมืองกำรปกครองของไทยเป็นอยู่อย่ำงทุกวันนี้ คงเป็นกำรยำกที่จะไปก ำหนดโทษผู้ใดผู้ หนึ่งหรือภำคส่วนใดภำคส่วนหนึ่ง อย่ำงไรก็ตำม ภำคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งรัฐบำลที่จะเข้ำมำบริหำร ประเทศต่อจำกนี้ทุกทุกรัฐบำลจะต้องมีควำมจริงใจ ตระหนัก ให้ควำมส ำคัญและมุ่งด ำเนินกำรศึกษำ วิเครำะห์หำมำตรกำรหรือแนวทำงที่จะแก้ไขไขปัญหำดังกล่ำวในระยะยำว แม้อำจจะไม่สำมำรถแก้ไข ปัญหำดังกล่ำวได้ทั้งหมด แต่อย่ำงน้อยท ำให้สังคม กำรปกครอง และกำรเมืองด ำเนินไปในทิศทำงที่ เหมำะสมและควรจะเป็นก็นับว่ำเป็นภำพที่น่ำพอใจ อีกทั้งยังสำมำรถเล็งเห็นอนำคตของประเทศ ในระยะต่อไปได้ แผนยุทธศำสตร์ชำติ เป็นอีกหนึ่งภำพสะท้อนของรัฐบำลที่ให้ควำมส ำคัญกับกำร แก้ไขปัญหำต่ำง ๆ ที่กล่ำวมำ อีกทั้งได้วำงกรอบแนวทำงของประเทศอนำคตระยะเวลำ ๒๐ ปีต่อจำก นี้ไปอีกด้วย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จำกกำรศึกษำพบว่ำ ยุทธศำสตร์ด้ำนควำมมั่นคง ได้มีกำรก ำหนดกรอบประเด็น ยุทธศำสตร์ด้ำนควำมมั่นคงที่เกี่ยวข้องในกำรด ำเนินกำรไว้หลำยประเด็น โดยประเด็นด้ำนกำรรักษำ ควำมสงบภำยในประเทศ เป็นเรื่องส ำคัญ อันประกอบด้วยกรอบกำรด ำเนินกำรในเชิงพัฒนำด้ำนต่ำง ๆ ได้แก่ ๑) กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงคนในทุกภำคส่วนให้มีควำมเข้มแข็ง มีควำมพร้อม ตระหนัก ในเรื่องควำมมั่นคงและมีส่วนร่วมในกำรแก้ไขปัญหำ (๒) กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงควำมจงรักภักดีต่อ สถำบันหลักของชำติ (๓) กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยอันมี พระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีเสถียรภำพและมีธรรมำภิบำล เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชำติ มำกกว่ำประโยชน์ส่วนตน (๔) กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกลไกที่สำมำรถป้องกันและขจัดสำเหตุ ของประเด็นปัญหำควำมมั่นคงที่ส ำคัญ ส ำหรับประเด็นเป้ำหมำยกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตย อันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีดังนี้ ๑) เพื่อก ำหนดให้กำรบริหำรจัดกำรบ้ำนเมืองและกำรปกครองประเทศตำมระบอบ ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่สอดคล้องกับบริบทของไทย และเอื้ออ ำนวยต่อ กำรพัฒนำประเทศให้มีควำมเจริญก้ำวหน้ำได้อย่ำงยั่งยืน ๒) เพื่อให้ได้ผู้น ำและนักกำรเมืองที่เป็นคนดี มีควำมรู้ควำมสำมำรถ มีคุณธรรมสูง และกล้ำตัดสินใจ ๓) ประชำชนมีควำมรู้ ควำมเข้ำใจ และมีส่วนร่วมอย่ำงถูกต้องกับกำรปกครอง ระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุขในบริบทของสังคมไทย ๔) ส่งเสริมให้นักกำรเมืองมีคุณภำพ เป็นคนดีมีคุณธรรม มีควำมรู้ควำมสำมำรถเห็น ประโยชน์ของประเทศชำติมำกกว่ำประโยชน์ส่วนตัวและของพรรคพวกเพื่อนพ้อง ๕) เสริมสร้ำงพรรคกำรเมืองและสถำบันต่ำง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้มีนโยบำย แนวคิด และกำรบริหำรจัดกำรที่ดีมีประสิทธิภำพตำมหลักธรรมำภิบำลสำกล ๖) พัฒนำปรับปรุงระบบกำรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภำพ สำมำรถจัดกำรเลือกตั้งได้ อย่ำงสุจริตและเที่ยงธรรม มีกลไกแก้ไขปัญหำควำมขัดแย้งและสร้ำงควำมสำมัคคีปรองดอง ๗) คัดกรองคนดี คนเก่ง มีควำมรู้ควำมสำมำรถและกล้ำตัดสินใจเข้ำมำบริหำร ประเทศให้มุ่งไปสู่กำรปกครองในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ประชำชนมีส่วนร่วมอย่ำงแท้จริงและสอดคล้องเหมำะสมกับสังคมไทย จำกกำรศึกษำยุทธศำสตร์ชำติ ในยุทธศำสตร์ที่ ๑ ด้ำนควำมมั่นคงในกรอบกำร พัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุข พบว่ำ กรอบแนวทำงดังกล่ำวเป็นกำรก ำหนดขึ้น โดยใช้ประวัติศำสตร์กำรเมืองไทยและสถำนกำรณ์ของ ประเทศด้ำนต่ำง ๆ ในห้วงระยะเวลำที่ผ่ำนมำเป็นตัวตั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบกำรเมืองมีควำมเข้มเข็ง และมีเสถียรภำพสำมำรถบูรณำกำรกำรด ำเนินงำนกับภำคส่วนต่ำง ๆ ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพมุ่งถึง ผลประโยชน์ของประเทศชำติและประชำชนเป็นส ำคัญ นอกจำกนี้ กรอบกำรด ำเนินงำนดังกล่ำวใน ยุทธศำสตร์ชำติ ได้เน้น ย้ ำและให้ควำมส ำคัญกับ “ระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นประมุขที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย” ซึ่งประเด็นเรื่อง “บริบทของสังคมไทย” ผู้ท ำ กำรศึกษำเห็นว่ำเป็นกำรก ำหนด แนวทำงที่ตรงจุด เพรำะที่ผ่ำนมำจะเห็นได้ว่ำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกำรปลูกฝัง พัฒนำ และเสริมสร้ำงเรื่องกำรเมืองกำรปกครอง ไม่ได้ให้ควำมส ำคัญกับเรื่องบริบทของสังคมไทย เท่ำที่ควร ในทำงกลับกันกลับน ำทฤษฎี หรือหลักกำรที่ได้ร่ ำเรียนจำกประเทศต่ำง ๆ มำสอนมำให้ สัมภำษณ์หรือชี้น ำสังคมตำมควำมเชื่อหรือควำมคิดเห็นของตนประหนึ่งว่ำไม่เคยได้อยู่ในประเทศไทย หรือสังคมไทยมำก่อน ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงด้ำนกำรเมืองในระบอบ ประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะต้องตระหนักและตั้งหลักให้ถูกต้องถึงสภำพ ปัญหำในสังคมไทย บริบทของสังคมไทย เมื่อเข้ำใจเรื่องนี้เป็นพื้นฐำนแล้ว จะน ำทฤษฎี หลักคิด หรือ มำตรกำรแนวทำงต่ำงๆ ที่เหมำะสมมำปรับใช้ก็สำมำรถด ำเนินกำรได้ ซึ่งแนวทำงดังกล่ำวก็สอดคล้อง กับหลักธรรมำภิบำลด้วยนั่นคือ เกิดกำรปกครองที่ถูกต้องดีงำม ปัจจุบัน อยู่ระหว่ำงกระบวนกำรน ำร่ำงยุทธศำสตร์ชำติขึ้นทูลเกล้ำทูลกระหม่อม ถวำย เพื่อมีผลบังคับใช้ตำมขั้นตอนของกฎหมำยต่อไป ซึ่งสิ่งที่ต้องติดตำมหลักจำกได้ประกำศใช้และ มีผลบังคับ คือกำรด ำเนินกำรต่อจำกนี้ว่ำจะเป็นอย่ำงไร ไม่ว่ำจะเป็นรัฐบำลที่เข้ำบริหำรประเทศ ในชุดต่อจำกนี้ และชุดต่อ ๆ ไปจะมีกำรก ำหนดนโยบำยรัฐบำล แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคม แห่งชำติ หรือแผนกำรปฏิบัติรำชกำรอื่น ๆ เป็นไปตำมยุทธศำสตร์ชำติมำกน้อยแค่ไหนซึ่งเป็นหนึ่ง หน้ำที่ของประชำชนในกำรมีส่วนร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้ำหมำยของยุทธศำสตร์ชำติ ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จำกกำรศึกษำเรื่อง องค์ควำมรู้เกี่ยวกับยุทธศำสตร์ชำติกับกำรพัฒนำและเสริมสร้ำง กำรเมืองกำรปกครองของประเทศไทย ผู้ศึกษำได้ด ำเนินกำรศึกษำจำกรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักร ไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ พระรำชบัญญัติกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ยุทธศำสตร์ชำติ ประกอบกับแนวคิดหรือทฤษฎีต่ำง ๆ โดยมีผลกำรศึกษำและวิเครำะห์เหตุผลควำมจ ำเป็นหรือ ควำมส ำคัญที่ต้องบัญญัติเรื่องยุทธศำสตร์ชำติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ด้วยเหตุว่ำที่ผ่ำนมำ ประเทศไทยขำดควำมต่อเนื่องในเรื่องของกำรพัฒนำ กำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน และกำรจัดท ำ งบประมำณรำยจ่ำยประจ ำปีงบประมำณของแต่ละหน่วยงำนด ำเนินกำรโดยขำดกำรบูรณำกำรแยก ส่วนกันจัดท ำแม้ในรัฐธรรมนูญจะมีกำรบัญญัติแนวนโยบำยแห่งรัฐตั้งแต่ พุทธศักรำช ๒๔๙๒ เพื่อเป็น “แนวทำง” หรือ “เจตจ ำนง” ในกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน แต่รัฐบำลที่ผ่ำน ๆ มำกลับ ไม่ให้ควำมส ำคัญเท่ำที่ควร ในทำงตรงกันข้ำมกลับให้ควำมส ำคัญกับนโยบำยอันผูกติดกับพรรค กำรเมืองเสียงข้ำงมำก และค ำมั่นสัญญำที่ให้ไว้กับประชำชนก่อนกำรเลือกตั้ง เพียงเพื่อคะแนนนิยม ส ำหรับกำรเลือกครั้งต่อไป ยิ่งไปกว่ำนั้นบำงพรรคกำรเมืองถึงขนำดประกำศจุดยืนที่จะ “ผูกขำด ประเทศไทย” ซึ่งกำรเมืองในลักษณะดังกล่ำวย่อมก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อประชำชนและ ประเทศชำติในระยะยำว ส่งผลให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ก ำลังพัฒนำ ในขณะที่นำนำ อำรยะประเทศในแถบทวีปเอเชียเป็นประเทศที่พัฒนำแล้ว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แผนในกำรพัฒนำประเทศจึงเป็นสิ่งส ำคัญที่ควรจะมีกำรจัดท ำและก ำหนดให้ เหมำะสมกับประเทศในทุกมิติ ที่ผ่ำนมำประเทศไทยมีแผนกำรพัฒนำในระยะสั้นได้แก่ แผนปฏิบัติ รำชกำรต่ำง ๆ และแผนระยะกลำง ได้แก่ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ แต่ประเทศไทยยัง ขำดแผนกำรพัฒนำระยะยำวที่มีลักษณะเป็นกรอบใหญ่ที่ท ำให้เห็นทิศทำงหรือแนวโน้มกำรก้ำวไป ของประเทศ ดังนั้น จึงมีกำรบัญญัติเรื่องยุทธศำสตร์ชำติไว้ในรัฐธรรมนูญ กำรที่ต้องบัญญัติเรื่อง ดังกล่ำวไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมำยสูงสุดของประเทศ เนื่องจำกทฤษฎีควำมเป็นกฎหมำยสูงสุด ของรัฐธรรมนูญเพรำะกฎหมำยหรือกำรกระท ำใดจะขัดหรือแย้งไม่ได้ ท ำให้ยุทธศำสตร์ชำติได้ถูก รับรองสถำนะโดยรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้มีควำมผูกพันกับองค์กรหน่วยงำนภำยในรัฐทั้งหมดให้ต้อง ปฏิบัติตำม เกิดกำรบูรณำกำรในด้ำนกำรจัดท ำแผนงำน กำรเสนองบประมำณรำยจ่ำยประจ ำปี งบประมำณ และเป็นกำรปฏิรูปกำรก ำหนดนโยบำยกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินภำครัฐ ที่แต่เดิมอำศัย เพียงแนวทำงตำมแนวนโยบำยแห่งรัฐซึ่งขำดควำมชัดเจนและขำดสภำพบังคับทำงกฎหมำย เปลี่ยนแปลงตำมรัฐบำล โดยยุทธศำสตร์ชำติและคณะกรรมกำรยุทธศำสตร์ชำติมีที่มำจำกบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทยพุทธศักรำช ๒๕๖๐ มำตรำ ๖๕ วรรคแรก ในกำรจัดท ำได้ ก ำหนดเนื้อหำที่ส ำคัญในยุทธศำสตร์ชำติได้แก่ (๑) วิสัยทัศน์พัฒนำประเทศ (๒) เป้ำหมำยกำรพัฒนำ ประเทศระยะยำว ก ำหนดเวลำและตัวชี้วัดในกำรบรรลุเป้ำหมำย (๓) ยุทธศำสตร์กำรพัฒนำด้ำนต่ำง ๆ โดยยุทธศำสตร์กำรพัฒนำด้ำนต่ำง ๆ ประกอบด้วย (๑) ด้ำนควำมมั่นคง (๒) ด้ำนกำรสร้ำง ควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน (๓) ด้ำนกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงศักยภำพทรัพยำกรมนุษย์ (๔) ด้ำน กำรสร้ำงโอกำสควำมเสมอภำคและเท่ำเทียมกันทำงสังคม (๖) ด้ำนกำรสร้ำงควำมเติบโตบนคุณภำพ ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (๕) ด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐ ทั้งนี้ เมื่อได้เปรียบเทียบกับกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ในต่ำงประเทศเห็นว่ำแต่ละประเทศ จัดท ำโดยมีภูมิหลังและบริบทของประเทศที่แตกต่ำงกัน ดังนั้น จึงพบว่ำในกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ของ ประเทศไทยอำจเทียบเคียงกับกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ของต่ำงประเทศได้ ในเพียงบำงส่วนส ำหรับกำร ก ำหนดเป้ำหมำยโดยอำศัยกำรคิดวิเครำะห์ให้เกิดควำมรอบคอบเพื่อก ำหนดประโยชน์ของรัฐหรือ วัตถุประสงค์ของรัฐโดยจะต้องพิจำรณำบนหลักกำรที่อยู่บนพื้นฐำนที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ ไทย ด้วยเหตุนี้กำรก ำหนดยุทธศำสตร์ชำติของประเทศไทยจึงมีกำรก ำหนดกรอบกำรด ำเนินกำรตำม ยุทธศำสตร์ ๖ ด้ำน ในส่วนของกำรศึกษำรำยงำนทำงวิชำกำรในครั้งนี้มุ่งศึกษำ ยุทธศำสตร์ชำติด้ำน ควำมมั่นคง ประเด็นกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เกิดกำรบริหำรบ้ำนเมืองและกำรปกครองประเทศตำมระบอบประชำธิปไตย อันมีพระมหำกษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีควำมสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย อีกทั้งเป็นกำรแก้ไข ปัญหำกำรเมืองแบบที่ผ่ำนมำให้เป็นกำรเมืองที่มีเสถียรภำพมีควำมต่อเนื่องในแง่ของกำรพัฒนำและ บูรณำกำร เน้นกำรสร้ำงควำมสำมัคคีปรองดองและเป็นไปตำมหลักธรรมำภิบำล คัดกรองคนดีมี ควำมสำมำรถและกล้ำตัดสินใจเข้ำมำบริหำรประเทศ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร นอกจำกนี้ได้ให้ควำมส ำคัญกับกำรมีส่วนร่วมที่แท้จริงของประชำชนภำยใต้ควำม สอดคล้องและเหมำะสมกับสังคมไทย จำกแนวทำงกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบ ประชำธิปไตยดังกล่ำว เป็นแนวทำงที่เป็นกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตย ทั้งระบบ อีกทั้งสำมำรถแก้ไขปัญหำกำรเมืองของไทยที่สะสมมำตั้งแต่อดีตได้ตั้งแต่ต้นทำงถึง ปลำยทำง ท ำให้มองเห็นภำพอนำคตทำงกำรเมืองของไทยในห้วงระยะเวลำ ๒๐ ปีข้ำงหน้ำว่ำมี ทิศทำงและแนวโน้มเป็นอย่ำงไรเพรำะรัฐบำลที่จะเข้ำมำบริหำรประเทศทุกรัฐบำลจะต้องมีควำม ผูกพันที่จะต้องด ำเนินกำรขับเคลื่อนนโยบำยด้ำนกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบ ประชำธิปไตยตำมแนวทำงที่ก ำหนดไว้ในยุทธศำสตร์ชำติ ในส่วนของบทบำทของฝ่ำยนิติบัญญัติ ในกำรขับเคลื่อนกำรด ำเนินกำรตำมยุทธศำสตร์ชำตินั้น พบว่ำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก ำหนดหน้ำที่ ให้รัฐบำลที่จะต้องแถลงนโยบำยกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินต่อรัฐสภำโดยจะต้องสอดคล้องกับ ยุทธศำสตร์ชำติ กำรพิจำรณำร่ำงพระรำชบัญญัติของฝ่ำยนิติบัญญัติจะต้องพิจำรณำเนื้อหำสำระว่ำ สอดคล้องกับยุทธศำสตร์ชำติหรือไม่ ตลอดจนกำรก ำหนดหน้ำที่ของฝ่ำยนิติบัญญัติในกำรติดตำม เสนอแนะ เร่งรัดกำรปฏิบัติตำมยุทธศำสตร์ชำติ ๒.๔ อภิปรำยผล ๔.๒ กำรบัญญัติเรื่องยุทธศำสตร์ชำติในรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีกำรก ำหนดแนวทำงกำรขับเคลื่อนประเทศ ในระยะยำว โดยมีเหตุผล ควำมจ ำเป็นจำกควำมไม่ต่อเนื่องในกำรบริหำรประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ตำมนโยบำยของรัฐบำลที่ผลัดเปลี่ยนเข้ำมำบริหำรประเทศ โดยนโยบำยส่วนใหญ่เป็นนโยบำยที่มำ จำกพรรคกำรเมืองเสียงข้ำงมำกมุ่งเน้นแนวทำงประชำนิยมที่ตอบสนองควำมต้องกำรของประชำชน หรือแก้ไขปัญหำในระยะสั้น แต่กลับส่งผลกระทบและควำมเสียหำยให้กับประเทศในระยะยำว แม้รัฐธรรมนูญจะมีกำรก ำหนดแนวนโยบำยพื้นฐำนแห่งรัฐแต่เป็นเพียงแนวทำงในกำรบริหำรประเทศ หรือกำรออกกฎหมำยเท่ำนั้น ไม่มีสภำพบังคับทำงกฎหมำยแต่อย่ำงใด ดังนั้น กำรที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติเรื่องยุทธศำสตร์ชำติไว้ ก็เพื่อให้มีผลผูกพันองค์กรทุกภำคส่วนภำยในประเทศตำมทฤษฎีหลัก ควำมเป็นกฎหมำยสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ท ำให้ทุกองค์กรไม่ว่ำจะเป็นรัฐสภำ รัฐบำล และหน่วยงำน ภำครัฐจะต้องปฏิบัติตำมยุทธศำสตร์ที่ก ำหนดไว้ โดยมีกำรก ำหนดบทลงโทษแก่หัวหน้ำหน่วยงำนที่ ละเลยไม่ปฏิบัติตำม จำกลักษณะของยุทธศำสตร์ชำติดังกล่ำวก่อให้เกิดสภำพบังคับทำงกฎหมำยที่ ชัดเจน และสำมำรถแก้ไขปัญหำควำมไม่ต่อเนื่องของนโยบำยกำรบริหำรประเทศอีกด้วย ๒.๔.๒.๒ แม้ประเทศไทยจะมีกำรบัญญัติเรื่องแนวนโยบำยแห่งรัฐ/แนวนโยบำย พื้นฐำนแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญตั้งแต่พุทธศักรำช ๒๔๙๒ ก็ตำม แต่งเป็นเพียงแนวทำงหรือเจตจ ำนงใน กำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินหรือกำรออกกฎหมำยเท่ำนั้น ไม่ได้มีสภำพบังคับให้รัฐบำลต้องปฏิบัติ ตำมแต่ประกำรใด กำรบัญญัติเรื่อง ยุทธศำสตร์ชำติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปรียบเสมือนปฏิรูป นโยบำยกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินให้เกิดประสิทธิภำพมำกกว่ำเดิมทั้งในเรื่องของมีกำรก ำหนด เป้ำหมำยกำรด ำเนินกำรที่ชัดเจน มีระยะเวลำที่จะบรรลุเป้ำหมำย ผ่ำนกระบวนกำรจัดท ำที่มีขั้นตอน และกระบวนกำรในกำรก ำหนดกรอบยุทธศำสตร์โดยอำศัยทฤษฎีประโยชน์แห่งรัฐและทฤษฎี วัตถุประสงค์ของรัฐผ่ำนกำรคิดวิเครำะห์อย่ำงรอบด้ำน โดยพิจำรณำถึงบริบทของประเทศไทยที่มี
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๒๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ลักษณะเฉพำะ ผ่ำนทฤษฎีกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ก ำหนดเป็นยุทธศำสตร์ชำติ ๖ ได้แก่ (๑) ด้ำนควำม มั่นคง (๒) ด้ำนกำรสร้ำงควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน (๓) ด้ำนกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงศักยภำพ ทรัพยำกรมนุษย์ (๔) ด้ำนกำรสร้ำงโอกำสควำมเสมอภำคและเท่ำเทียมกันทำงสังคม (๕) ด้ำนกำร สร้ำงกำรเติบโตบนคุณภำพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (๖) ด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบ กำรบริหำรจัดกำรภำครัฐ ๒.๔.๒.๓ ประเทศในกลุ่มที่พัฒนำแล้วต่ำงมีกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ระยะยำวในกำร ขับเคลื่อนประเทศซึ่งยุทธศำสตร์ของแต่ละประเทศย่อมมีควำมแตกต่ำงกันออกไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับภูมิ หลังทำงประวัติศำสตร์ ระบอบกำรปกครอง ระบบเศรษฐกิจ ค่ำนิยมทำงสังคม ควำมเจริญก้ำวหน้ำ ทำงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี และบริบทอื่น ๆ ของควำมเป็นประเทศนั้น ๆ เป็นปัจจัยก ำหนด ยุทธศำสตร์ดังกล่ำว ดังนั้น กำรศึกษำเกี่ยวกับกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ในต่ำงประเทศจึงเป็นเพียง ลักษณะของแนวทำงที่ท ำให้ภำพของยุทธศำสตร์ในแต่ละประเทศในเชิงเปรียบเทียบ ไม่สำมำรถน ำมำ เป็นแบบอย่ำงได้ทั้งหมด กำรจัดท ำยุทธศำสตร์ของประเทศไทยจึงต้องค ำนึงถึงบริบทของสังคมและ ปัจจัยต่ำง ๆ ที่กล่ำวมำเป็นส ำคัญ ทั้งนี้ โดยมีเป้ำหมำยสูงสุดคือเป็นกรอบใหญ่ในกำรขับเคลื่อน ประเทศไปสู่อนำคตอย่ำงมีทิศทำงที่เหมำะสมตำมหลักธรรมำภิบำล ๒.๔ กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมืองในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นหนึ่งในประเด็นยุทธศำสตร์ชำติด้ำนควำมมั่นคง ถือเป็นกรอบในกำรด ำเนินกำร เรื่องดังกล่ำวโดยอำศัยควำมร่วมมือจำกทุกภำคส่วนโดยเฉพำะกำรปลูกฝังให้ประชำชนมีควำมรู้ ควำมเข้ำใจ และมีส่วนร่วมอย่ำงถูกต้องกับกำรปกครองระบอบประชำธิปไตย ทั้งนี้เพื่อให้กำรเมือง เสถียรภำพตำมหลักธรรมมำภิบำล มุ่งเน้นกำรคัดกรองคนดีมีควำมสำมำรถมำเป็นผู้น ำหรือเข้ำสู่ภำค กำรเมือง โดยเป็นที่น่ำสังเกตว่ำแผนยุทธศำสตร์ได้ให้ควำมส ำคัญกับค ำว่ำ “บริบทของสังคมไทย” เป็นกรณีพิเศษ ฃ ๒.๕ จำกกำรที่รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติ เรื่องยุทธศำสตร์ชำติ จำกนั้นจึงมีกำรตรำกฎหมำยรองรับได้แก่ พระรำชบัญญัติกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ และยุทธศำสตร์ชำติ ตำมล ำดับซึ่งโดยผลของรัฐธรรมนูญและกฎหมำยดังกล่ำว ก่อให้เกิดผลผูกพันแก่องค์กร และภำคส่วนต่ำง ๆ อำทิ ฝ่ำยนิติบัญญัติ ฝ่ำยบริหำร หน่วยงำนของรัฐ ที่จะต้องด ำเนินกำรตำมแผนกำรด ำเนินงำนในกรอบยุทธศำสตร์ รวมทั้งภำคเอกชน และประชำชนที่ จะต้องมีส่วนร่วมในกำรขับเคลื่อนตำมยุทธศำสตร์ชำติดังกล่ำวด้วย ๕. ข้อเสนอแนะ กำรศึกษำเรื่อง องค์ควำมรู้เกี่ยวกับยุทธศำสตร์ชำติกับกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงกำรเมือง กำรปกครองของประเทศไทย ผู้ศึกษำมีควำมคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ดังนี้ ๑. รัฐบำลควรเร่งด ำเนินกำรเชิงรุกในกำรให้ควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับยุทธศำสตร์ชำติ และประโยชน์ของกำรก ำหนดทิศทำงของประเทศในระยะยำว โดยกำรประชำสัมพันธ์ผ่ำนสื่อของ ภำครัฐประเภทต่ำง ๆ โดยให้ระยะเวลำและพื้นที่กำรสื่อสำรที่เหมำะสม อีกทั้งสร้ำงกระบวนกำรปลูก
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ส ำนึกร่วมกันของประชำชนให้เป็นส่วนหนึ่งในกำรขับเคลื่อนแผนยุทธศำสตร์ชำติ รวมทั้งมีส่วนร่วม กำรตรวจสอบกำรด ำเนินกำรของภำคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย ๒. รัฐธรรมนูญ และพระรำชบัญญัติกำรจัดท ำยุทธศำสตร์ชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้ก ำหนด อ ำนำจหน้ำที่ให้กับฝ่ำยนิติบัญญัติในกำรด ำเนินกำรติดตำม ประเมินผล เสนอแนะแก่ฝ่ำยบริหำร ในกำรขับเคลื่อนกำรด ำเนินกำรตำมยุทธศำสตร์ชำติไว้หลำยประกำร จึงควรก ำหนดแนวทำงกำร ด ำเนินกำรในส่วนที่เกี่ยวข้องดังกล่ำวให้เกิดควำมชัดเจนในทำงปฏิบัติต่อไป ๓. รัฐบำล โดยกระทรวงศึกษำธิกำรควรก ำหนดให้เรื่องยุทธศำสตร์ชำติ ให้เป็นบทเรียน บทหนึ่งในหลักสูตรกำรศึกษำทุกระดับ โดยควำมเข้มข้นของเนื้อหำขึ้นอยู่กับระดับชั้นกำรศึกษำ นอกจำกนี้ ควรมีกำรฝึกอบรมให้กับครู อำจำรย์ผู้สอนให้มีควำมรู้ ควำมเข้ำใจและมีควำมพร้อมที่จะ ถ่ำยถอดองค์ควำมรู้ในเรื่องดังกล่ำวด้วย นำยอนุกูล หยดย้อย นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรควำมมั่นคงแห่งรัฐ กิจกำรชำยแดนไทย ยุทธศำสตร์ชำติและกำรปฏิรูปประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การวิเคราะห์สถานการณ์และประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อความมั่นคงของประชาชนและประเทศ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ด้วยคณะกรรมำธิกำรควำมมั่นคงแห่งรัฐ กิจกำรชำยแดนไทย ยุทธศำสตร์ชำติ และกำรปฏิรูปประเทศมีหน้ำที่และอ ำนำจพิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับ ควำมมั่นคงแห่งรัฐ กิจกำรชำยแดน และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกำรแก้ปัญหำและกำรพัฒนำ ชำยแดนไทย ยุทธศำสตร์ชำติและกำรปฏิรูปประเทศ โดยเฉพำะปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อควำมมั่นคง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยำศำสตร์ และเทคโนโลยี รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และแก้ไข ควำมมั่นคงของประชำชน โดยที่ผ่ำนมำได้ให้ควำมส ำคัญเรื่องควำมมั่นคงในชีวิตของประชำชนในทุก ๆ ด้ำนเป็นอย่ำงมำก รวมทั้งเรื่องของสุขภำพและกำรดูแลสุขภำพโดยอำศัยพืชสมุนไพรไทย เนื่องจำก มองว่ำเป็นทรัพยำกรที่ส ำคัญในกำรผลิตเป็นยำ ผลิตภัณฑ์เสริมอำหำร เครื่องส ำอำง และผลิตภัณฑ์ อื่น ๆ ซึ่งช่วยท ำให้ประเทศชำติลดกำรน ำเข้ำผลิตภัณฑ์ดังกล่ำวจำกต่ำงประเทศ รวมทั้งส่งเสริมระบบ เศรษฐกิจและควำมเป็นอยู่ของประชำชน ซึ่งคณะกรรมำธิกำรได้มีกำรตั้งคณะอนุกรรมำธิกำร พิจำรณำศึกษำกำรขับเคลื่อนยุทธศำสตร์ชำติ เพื่อสร้ำงควำมมั่นคงในชีวิตของประชำชนและประเทศขึ้น และปรำกฏในครำวประชุมคณะอนุกรรมำธิกำรชุดดังกล่ำว เมื่อวันอังคำรที่ ๑๕ พฤศจิกำยน ๒๕๖๕ ได้มีกำรพิจำรณำศึกษำในเรื่องกำรส่งเสริมกำรปลูกและกำรใช้สมุนไพรเพื่อควำมมั่นคงทำงด้ำน สุขภำพและรำยได้ของประชำชนและประเทศ ซึ่งในเรื่องดังกล่ำวพบว่ำมีประเด็นที่ส ำคัญในแง่มุมต่ำง ๆ ที่ควรน ำมำวิเครำะห์หลำยประกำร ได้แก่ สถำนกำรณ์ตลำดสมุนไพรไทยและอุตสำหกรรมสมุนไพร ของประเทศไทย ควำมสำมำรถในกำรแข่งขันของสมุนไพรในประเทศไทย กำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์ ของสมุนไพรในประเทศไทย และประเด็นปัญหำก่อนมีกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ผู้ศึกษำเห็นว่ำควรมีกำรศึกษำวิเครำะห์เพื่อน ำเสนอแก่คณะกรรมำธิกำรในชุดต่อไป หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่สนใจได้ประกอบกำรพิจำรณำศึกษำ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมำย ตลอดจน กำรวำงนโยบำยและแผนด ำเนินงำนของหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องในอนำคตเพื่อให้มีประสิทธิภำพ และประสิทธิผลอันจะน ำไปสู่กำรพัฒนำสมุนไพรไทยให้สำมำรถสร้ำงควำมมั่นคงด้ำนสุขภำพ และเศรษฐกิจของประชำชนต่อไป ๒. กฎหมาย/กฎ/ระเบียบ ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑. พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ กฎหมำยดังกล่ำวมีสำระส ำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร ดังต่อไปนี้ มำตรำ ๔ ค ำนิยำม “สมุนไพร” หมำยควำมว่ำ ผลิตผลธรรมชำติที่ได้จำกพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ ผสม ปรุง หรือแปรสภำพเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” หมำยควำมว่ำ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๑) ยำจำกสมุนไพร และให้หมำยควำมรวมถึงยำแผนไทย ยำพัฒนำจำกสมุนไพร ยำแผนโบรำณที่ใช้กับมนุษย์ตำมกฎหมำยว่ำด้วยยำ หรือยำตำมองค์ควำมรู้กำรแพทย์ทำงเลือกตำมที่ รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด เพื่อกำรบ ำบัด รักษำ และบรรเทำควำม เจ็บป่วยของมนุษย์ หรือกำรป้องกันโรค (๒) ผลิตภัณฑ์จำกสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบส ำคัญที่เป็นหรือแปร สภำพจำกสมุนไพร ซึ่งพร้อมที่จะน ำไปใช้แก่มนุษย์เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภำพหรือกำรท ำงำน ของร่ำงกำยให้ดีขึ้น เสริมสร้ำงโครงสร้ำงหรือกำรท ำงำนของร่ำงกำย หรือลดปัจจัยเสี่ยงของกำรเกิดโรค (๓) วัตถุที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้เป็นส่วนผสมในกำรผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๔) วัตถุอื่นตำมที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนดให้ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควำมตำม (๑) (๒) หรือ (๓) ไม่หมำยควำมรวมถึง (ก) วัตถุที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้ในกำรเกษตร กำรอุตสำหกรรม หรือกำรอื่นตำมที่ รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด (ข) วัตถุที่จัดเป็นยำแผนปัจจุบัน ยำแผนโบรำณส ำหรับสัตว์ อำหำรส ำหรับมนุษย์ หรือสัตว์ เครื่องกีฬำ เครื่องมือเครื่องใช้ในกำรส่งเสริมสุขภำพ เครื่องส ำอำง เครื่องมือแพทย์ วัตถุที่ ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสำท ยำเสพติดให้โทษ วัตถุอันตรำย หรือวัตถุอื่นตำมที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำ ของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด “โฆษณำ” หมำยควำมว่ำ กำรกระท ำไม่ว่ำโดยวิธีใด ๆ ให้ประชำชนเห็น ได้ยิน หรือทรำบข้อควำม เพื่อประโยชน์ในทำงกำรค้ำ และให้หมำยควำมรวมถึงกำรส่งเสริมกำรขำย มำตรำ ๗ ให้มีคณะกรรมกำรคณะหนึ่ง เรียกว่ำ “คณะกรรมกำรนโยบำยสมุนไพร แห่งชำติ” ประกอบด้วย (๑) นำยกรัฐมนตรีหรือรองนำยกรัฐมนตรีซึ่งนำยกรัฐมนตรีมอบหมำย เป็น ประธำนกรรมกำร (๒) รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงสำธำรณสุข เป็นรองประธำนกรรมกำรคนที่หนึ่ง และรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธำนกรรมกำรคนที่สอง (๓) กรรมกำรโดยต ำแหน่ง จ ำนวนยี่สิบเอ็ดคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกำรคลัง ปลัดกระทรวงกำรท่องเที่ยวและกีฬำ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวง ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพำณิชย์ ปลัดกระทรวงมหำดไทย ปลัดกระทรวง กำรอุดมศึกษำ วิทยำศำสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงศึกษำธิกำร ปลัดกระทรวงสำธำรณสุข ปลัดกระทรวงอุตสำหกรรมเลขำธิกำรคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ อธิบดีกรมวิทยำศำสตร์กำรแพทย์ เลขำธิกำรคณะกรรมกำรวิจัยแห่งชำติเลขำธิกำรคณะกรรมกำรอำหำรและยำ ผู้อ ำนวยกำร สถำบันวิจัยระบบสำธำรณสุข ผู้อ ำนวยกำรส ำนักงำนพัฒนำวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีแห่งชำติ นำยกแพทยสภำ นำยกสภำกำรแพทย์แผนไทย นำยกสภำเภสัชกรรม ประธำนสภำอุตสำหกรรม แห่งประเทศไทย และประธำนสภำหอกำรค้ำแห่งประเทศไทย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๔) กรรมกำรผู้ทรงคุณวุฒิ จ ำนวนสำมคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำกผู้แทน สถำบันอุดมศึกษำของรัฐและสถำบันอุดมศึกษำของเอกชนตำมกฎหมำยว่ำด้วยสถำบันอุดมศึกษำ เอกชน ที่มีกำรเรียนกำรสอนด้ำนเภสัชศำสตร์ ด้ำนกำรแพทย์แผนไทย หรือด้ำนกำรแพทย์แผนไทย ประยุกต์ ซึ่งเลือกกันเองด้ำนละหนึ่งคน (๕) กรรมกำรผู้ทรงคุณวุฒิ จ ำนวนเก้ำคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำกผู้มีควำมรู้ควำม เชี่ยวชำญและมีประสบกำรณ์ ด้ำนกฎหมำย ด้ำนกำรค้ำและกำรลงทุน ด้ำนกำรคุ้มครองผู้บริโภค ด้ำนกำรแพทย์แผนไทย ด้ำนเกษตรและพันธุ์พืช ด้ำนวิจัยและพัฒนำ ด้ำนสิ่งแวดล้อม ด้ำนสมุนไพร และด้ำนอุตสำหกรรมด้ำนละหนึ่งคนให้อธิบดีเป็นกรรมกำรและเลขำนุกำร และให้รองอธิบดีกรมกำร แพทย์แผนไทยและกำรแพทย์ทำงเลือกซึ่งอธิบดีมอบหมำย รองอธิบดีกรมส่งเสริมกำรเกษตรซึ่งอธิบดี กรมส่งเสริมกำรเกษตรมอบหมำย และรองเลขำธิกำรคณะกรรมกำรอำหำรและยำซึ่งเลขำธิกำร มอบหมำย เป็นผู้ช่วยเลขำนุกำร มำตรำ ๑๐ คณะกรรมกำรนโยบำยมีหน้ำที่และอ ำนำจ ดังต่อไปนี้ (๑) ก ำหนดนโยบำยและแผนยุทธศำสตร์ด้ำนผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชำติทุกห้ำปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจำรณำ (๒) ให้ควำมเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับงบประมำณ หรือเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับนโยบำยและแผนยุทธศำสตร์ตำม (๑) (๓) ติดตำมและประเมินผลกำรด ำเนินงำนของหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ปฏิบัติ ตำมนโยบำยและแผนยุทธศำสตร์ตำม (๑) รวมทั้งก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำรรำยงำนผลกำร ด ำเนินงำนดังกล่ำว (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนกำรด ำเนินงำนของคณะกรรมกำรเพื่อให้เป็นไปตำม พระรำชบัญญัตินี้ (๕) ก ำหนดมำตรกำรป้องกันและแก้ไขปัญหำที่เกิดจำกผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้ง เสนอให้มีกำรแก้ไขเพิ่มเติมหรือปรับปรุงกฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๖) ก ำหนดให้มีแผนงำนหรือโครงกำรศึกษำวิจัยเพื่อพัฒนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งระบบ (๗) ก ำหนดมำตรกำรส่งเสริมควำมร่วมมือด้ำนผลิตภัณฑ์สมุนไพรระหว่ำงภำครัฐ และเอกชน (๘) ก ำหนดประเภทผู้ประกอบกำร รวมทั้งเสนอสิทธิและประโยชน์เพื่อส่งเสริม ผู้ประกอบกำรต่อรัฐมนตรีหรือหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องในส่วนที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๙) ก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขกำรแจ้งและกำรส่งเสริมผู้ประกอบกำร ตำมพระรำชบัญญัตินี้ รวมถึงมำตรกำรส่งเสริมกำรผลิตสมุนไพรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกำรผลิต ผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมแนวทำงเกษตรปลอดภัย (๑๐) เสนอรำยงำนประจ ำปีต่อคณะรัฐมนตรี (๑๑) ปฏิบัติกำรอื่นใดตำมที่กฎหมำยก ำหนดให้เป็นหน้ำที่และอ ำนำจของ คณะกรรมกำรนโยบำยหรือตำมที่นำยกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมำย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มำตรำ ๑๓ ให้มีคณะกรรมกำรคณะหนึ่ง เรียกว่ำ “คณะกรรมกำรผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ประกอบด้วย (๑) ปลัดกระทรวงสำธำรณสุข เป็นประธำนกรรมกำร (๒) กรรมกำรโดยต ำแหน่ง จ ำนวนสิบสี่คน ได้แก่ อธิบดีกรมกำรแพทย์แผนไทย และกำรแพทย์ทำงเลือก อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมป่ำไม้ อธิบดีกรมวิชำกำรเกษตร อธิบดี กรมวิทยำศำสตร์กำรแพทย์ อธิบดีกรมส่งเสริมกำรเกษตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริกำรสุขภำพ เลขำธิกำรคณะกรรมกำรวิจัยแห่งชำติ เลขำธิกำรคณะกรรมกำรอำหำรและยำ และเลขำธิกำร ส ำนักงำนมำตรฐำนสินค้ำเกษตรและอำหำรแห่งชำติ และผู้แทนแพทยสภำ ผู้แทนสภำกำรแพทย์ แผนไทย ผู้แทนสภำเภสัชกรรม และผู้แทนสภำอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้มีควำมรู้ควำม เชี่ยวชำญและมีประสบกำรณ์ด้ำนสมุนไพร แห่งละหนึ่งคน เป็นกรรมกำร (๓) กรรมกำรผู้ทรงคุณวุฒิ จ ำนวนหกคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำกผู้มีควำมรู้ควำม เชี่ยวชำญและมีประสบกำรณ์ด้ำนกฎหมำย ด้ำนกำรคุ้มครองผู้บริโภค ด้ำนกำรแพทย์แผนไทย ด้ำนวิทยำศำสตร์กำรอำหำรหรืออำหำรเคมี ด้ำนสมุนไพร และด้ำนสิ่งแวดล้อม ด้ำนละหนึ่งคน ให้รองเลขำธิกำรคณะกรรมกำรอำหำรและยำซึ่งเลขำธิกำรมอบหมำย เป็นกรรมกำรและเลขำนุกำร และให้ผู้แทนกรมกำรแพทย์แผนไทยและกำรแพทย์ทำงเลือก และผู้แทนส ำนักงำนคณะกรรมกำรอำหำรและยำ เป็นผู้ช่วยเลขำนุกำร มำตรำ ๑๕ ให้คณะกรรมกำรมีหน้ำที่และอ ำนำจ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ค ำแนะน ำแก่รัฐมนตรีในกำรออกประกำศตำมมำตรำ ๖ (๒) ให้ค ำแนะน ำแก่คณะกรรมกำรนโยบำยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๓) ให้ค ำแนะน ำ ควำมเห็น หรือควำมเห็นชอบแก่ผู้อนุญำตในกำรอนุญำตผลิต น ำเข้ำ ขำยขึ้นทะเบียนต ำรับ แจ้งรำยละเอียด และจดแจ้งผลิตภัณฑ์สมุนไพร พักใช้หรือยกเลิกค ำสั่ง พักใช้ใบอนุญำต หรือเพิกถอนใบอนุญำต (๔) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำรศึกษำวิจัยเพื่อพัฒนำผลิตภัณฑ์ สมุนไพรทั้งระบบและตำมแผนงำนหรือโครงกำรตำมมำตรำ ๑๐ (๖) (๕) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับกำรตรวจสอบสถำนที่ผลิต น ำเข้ำ ขำย และเก็บรักษำผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งกำรแสดงป้ำยและใบอนุญำตของผู้รับอนุญำต และผู้มีหน้ำที่ปฏิบัติกำร (๖) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับบัญชีวัตถุดิบที่ใช้ผลิต ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และบัญชีเกี่ยวกับกำรผลิต น ำเข้ำ และขำยผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๗) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับกำรแสดงชื่อ ของผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกำรขึ้นทะเบียนต ำรับ แจ้งรำยละเอียด หรือจดแจ้งผลิตภัณฑ์สมุนไพร และกำรแสดงฉลำกและเอกสำรก ำกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๘) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำรแสดงสรรพคุณ วิธีใช้ คุณภำพ และควำมปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๙) ประกำศก ำหนดวิธีควบคุมคุณภำพและข้อก ำหนดเฉพำะของผลิตภัณฑ์สมุนไพร
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๑๐) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับหนังสือรับรองกำร อนุญำตให้ขำยหรือกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๑๑) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับกำรติดตำม กำรเฝ้ำ ระวัง กำรประเมินผล ตลอดจนกำรรำยงำนอำกำรอันไม่พึงประสงค์จำกกำรใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๑๒) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับหนังสือรับรองผล กำรวิเครำะห์ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๑๓) ให้ควำมเห็นชอบในกำรที่ผู้อนุญำตสั่งไม่รับขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ไม่อนุญำตให้แก้ไขรำยกำรทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่อนุญำตให้ต่ออำยุใบส ำคัญ กำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้แก้ไขรำยกำรทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อคุ้มครองควำมปลอดภัยของผู้บริโภค ด ำเนินกำรติดตำมควำมปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพร และเพิกถอนใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๑๔) ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับกำรเปรียบเทียบ ตำมพระรำชบัญญัตินี้ (๑๕) ปฏิบัติกำรอื่นใดตำมที่กฎหมำยก ำหนดให้เป็นหน้ำที่และอ ำนำจของ คณะกรรมกำรหรือตำมที่นำยกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะกรรมกำรนโยบำย หรือรัฐมนตรี มอบหมำย มำตรำ ๑๖ คณะกรรมกำรจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมกำรหรือคณะท ำงำน เพื่อพิจำรณำหรือปฏิบัติกำรอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งตำมที่คณะกรรมกำรมอบหมำยก็ได้ มำตรำ ๓๔ ผู้ใดประสงค์จะผลิตหรือน ำเข้ำเพื่อขำยผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่รัฐมนตรี ประกำศตำมมำตรำ ๖ (๒) ให้น ำผลิตภัณฑ์นั้นมำขอขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรกับผู้อนุญำต เสียก่อน และเมื่อได้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรแล้วจึงผลิตหรือน ำเข้ำ เพื่อขำยได้ ผู้ขอขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมวรรคหนึ่ง ต้องมีคุณสมบัติ ตำมมำตรำ ๑๙ (๒) และ (๓) และไม่มีลักษณะต้องห้ำมตำมมำตรำ ๑๙ (๖) (๗) (๘) หรือ (๙) ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้ขอขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้มีอ ำนำจท ำกำรแทนนิติบุคคลนั้นต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ำมตำมวรรคสองด้วย กำรขอขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรและกำรออกใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียน ต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่ก ำหนด ในกฎกระทรวง มำตรำ ๓๕ บทบัญญัติมำตรำ ๓๔ ไม่ใช้บังคับแก่ (๑) ตัวอย่ำงผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่จะผลิตหรือน ำเข้ำเพื่อขอขึ้นทะเบียนต ำรับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๒) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่จะผลิตหรือน ำเข้ำเพื่อกำรศึกษำวิจัย กำรวิเครำะห์ กำรแสดงนิทรรศกำร หรือกำรบริจำค (๓) วัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในกำรผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๔) กำรผลิตหรือน ำเข้ำผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อประโยชน์ในกำรรักษำโรคเฉพำะรำย ตำมที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด ในกรณีผลิตหรือน ำเข้ำตัวอย่ำงผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำม (๑) หรือผลิตหรือน ำเข้ำ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อวัตถุประสงค์ตำม (๒) ให้ผู้ผลิตหรือผู้น ำเข้ำแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้อนุญำต ทั้งนี้ กำรแจ้งและกำรผลิตหรือน ำเข้ำดังกล่ำวต้องปฏิบัติตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไข ที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด มำตรำ ๓๖ กำรขอขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมมำตรำ ๓๔ ต้องมี รำยกำร ดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อของผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่คณะกรรมกำร ประกำศก ำหนด (๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขอขึ้นทะเบียนต ำรับ (๓) ต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๔) สรรพคุณของผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๕) เอกสำรหรือหลักฐำนที่เกี่ยวกับสรรพคุณ วิธีใช้ คุณภำพ และควำมปลอดภัย ของผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๖) รำยละเอียดเกี่ยวกับภำชนะและขนำดบรรจุ (๗) วิธีควบคุมคุณภำพและข้อก ำหนดเฉพำะของผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมที่ คณะกรรมกำรประกำศก ำหนด (๘) หนังสือรับรองกำรอนุญำตให้ขำยหรือกำรขึ้นทะเบียนต ำรับ เฉพำะกรณีที่เป็น กำรน ำเข้ำ ทั้งนี้ ตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่คณะกรรมกำรประกำศก ำหนด (๙) ฉลำก (๑๐) เอกสำรก ำกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๑๑) รำยกำรอื่นตำมที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด มำตรำ ๓๗ ผู้อนุญำตโดยควำมเห็นชอบของคณะกรรมกำรมีอ ำนำจสั่งไม่รับขึ้น ทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรเมื่อเห็นว่ำ (๑) รำยกำรกำรขอขึ้นทะเบียนต ำรับไม่เป็นไปตำมมำตรำ ๓๖ (๒) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ขอขึ้นทะเบียนต ำรับเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ถูกสั่งเพิก ถอนใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับ (๓) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ขอขึ้นทะเบียนต ำรับมีวัตถุอันเป็นส่วนประกอบ ไม่เหมำะสมตำมหลักวิชำกำร ไม่สำมำรถเชื่อถือในสรรพคุณได้ หรืออำจไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค (๔) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ขอขึ้นทะเบียนต ำรับใช้ชื่อไปในทำงโอ้อวด ไม่สุภำพ ไม่เหมำะสมกับวัฒนธรรมอันดีงำม หรืออำจท ำให้เข้ำใจผิดจำกควำมจริง มำตรำ ๓๘ ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรซึ่งประสงค์ จะแก้ไขรำยกำรทะเบียนต ำรับ ให้ยื่นค ำขอต่อผู้อนุญำต
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กำรขอแก้ไขรำยกำรและกำรอนุญำตให้แก้ไขรำยกำรตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่ก ำหนดในกฎกระทรวง กำรพิจำรณำอนุญำตให้แก้ไขรำยกำรทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้น ำควำมในมำตรำ ๓๗ มำใช้บังคับโดยอนุโลม มำตรำ ๓๙ ใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้มีอำยุห้ำปีนับแต่ วันที่ออกใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร มำตรำ ๔๐ ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรซึ่งประสงค์จะ ต่ออำยุใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้ยื่นค ำขอต่อผู้อนุญำตก่อนวันที่ใบส ำคัญ กำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรสิ้นอำยุ ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรซึ่งใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียน ต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรของตนสิ้นอำยุไม่เกินหนึ่งเดือน จะยื่นค ำขอต่ออำยุและขอผ่อนผัน โดยแสดง เหตุผลอันสมควรในกำรที่มิได้ยื่นค ำขอต่ออำยุภำยในก ำหนด แต่กำรขอผ่อนผันไม่เป็นเหตุให้พ้นผิด ตำมมำตรำ ๙๔ และในกรณีที่ล่วงพ้นก ำหนดเวลำหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสิ้นอำยุจะไม่สำมำรถด ำเนินกำรต่ออำยุได้ เมื่อได้ยื่นค ำขอตำมวรรคหนึ่งและช ำระค่ำธรรมเนียมกำรต่ออำยุ ให้ใบส ำคัญ กำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรคงใช้ต่อไปได้จนกว่ำจะมีค ำสั่งไม่อนุญำตให้ต่ออำยุใบส ำคัญ กำรขึ้นทะเบียนต ำรับนั้น กำรขอต่ออำยุและกำรอนุญำตให้ต่ออำยุใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์ สมุนไพรตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่ก ำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่มีค ำสั่งไม่อนุญำตให้ต่ออำยุใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ให้ผู้อนุญำตแจ้งให้ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรทรำบ และให้คืน ค่ำธรรมเนียมกำรต่ออำยุให้แก่ผู้ขอต่ออำยุตำมส่วนโดยค ำนวณเป็นรำยเดือนนับแต่วันที่มีค ำสั่ง ไม่อนุญำตจนถึงวันที่ครบก ำหนดห้ำปี หำกใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้นได้รับ อนุญำตให้ต่ออำยุเศษของหนึ่งเดือนถ้ำถึงสิบห้ำวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน มำตรำ ๔๑ ในกรณีที่ใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรสูญหำย ถูกท ำลำย หรือลบเลือนในสำระส ำคัญ ให้ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยื่นค ำขอรับใบแทนใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่อผู้อนุญำตภำยในสิบห้ำวัน นับแต่วันที่ได้ทรำบถึงกำรสูญหำย ถูกท ำลำย หรือลบเลือนในสำระส ำคัญ กำรขอรับและกำรออกใบแทนใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่ก ำหนดในกฎกระทรวง มำตรำ ๔๒ เพื่อคุ้มครองควำมปลอดภัยของผู้บริโภค ให้ผู้อนุญำตโดยควำม เห็นชอบของคณะกรรมกำรมีอ ำนำจออกค ำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแก้ไขรำยกำรทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือด ำเนินกำรติดตำมควำม ปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพร ทั้งนี้ ตำมที่ก ำหนดไว้ในค ำสั่งดังกล่ำว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มำตรำ ๔๓ ผู้อนุญำตโดยควำมเห็นชอบของคณะกรรมกำรมีอ ำนำจสั่งเพิกถอน ใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้ โดยแจ้งให้ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรทรำบและประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เมื่อปรำกฏว่ำ (๑) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้นได้เปลี่ยนไปเป็นวัตถุที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้เป็นเครื่องมือ แพทย์เครื่องส ำอำง ยำ ยำเสพติดให้โทษ วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสำท วัตถุอันตรำย หรืออำหำร (๒) กำรโฆษณำผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้นฝ่ำฝืนหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไข ที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด (๓) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้นไม่มีสรรพคุณตำมที่ขึ้นทะเบียนต ำรับไว้ ไม่ปลอดภัย แก่ผู้บริโภค หรือเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอมตำมมำตรำ ๕๙ (๔) ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรขำดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ำมตำมมำตรำ ๓๔ วรรคสองหรือวรรคสำม (๕) ผู้รับใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่แก้ไขรำยกำรทะเบียน ต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือไม่ด ำเนินกำรติดตำมควำมปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมค ำสั่ง ของผู้อนุญำตตำมมำตรำ ๔๒ มำตรำ ๔๔ ค ำสั่งไม่รับขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่อนุญำตให้แก้ไข รำยกำรทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่อนุญำตให้ต่ออำยุใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้แก้ไขรำยกำรทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ติดตำมควำมปลอดภัย ของผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือเพิกถอนใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้เป็นที่สุด มำตรำ ๕๙ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอมมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือวัตถุที่ท ำเทียมทั้งหมดหรือบำงส่วน เพื่อให้เข้ำใจว่ำเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแท้ (๒) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงชื่อผลิตภัณฑ์หรือแสดงวัน เดือน ปีที่สิ้นอำยุ ซึ่งไม่ใช่ ควำมจริง (๓) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงชื่อ เครื่องหมำยของผู้ผลิต หรือที่ตั้งสถำนที่ผลิต ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง (๔) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงฉลำกหรือเอกสำรก ำกับผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง (๕) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงว่ำเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมต ำรับที่ขึ้นทะเบียนแจ้ง รำยละเอียด หรือจดแจ้งไว้ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง (๖) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตำมมำตรฐำนที่ก ำหนดไว้ในต ำรับที่ขึ้น ทะเบียนแจ้งรำยละเอียด จดแจ้ง หรือมีค่ำคลำดเคลื่อนผิดจำกเกณฑ์ที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของ คณะกรรมกำรประกำศก ำหนด มำตรำ ๗๐ ห้ำมผู้ใดโฆษณำผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ สมุนไพร เว้นแต่ได้รับใบอนุญำตจำกผู้อนุญำตก่อน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๓๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กำรขออนุญำตและกำรออกใบอนุญำตตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่เลขำธิกำรก ำหนดโดยประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ทั้งนี้ เลขำธิกำรอำจ ก ำหนดเงื่อนไขเฉพำะในกำรโฆษณำและจ ำกัดกำรใช้สื่อโฆษณำก็ได้ มำตรำ ๗๑ ใบอนุญำตโฆษณำตำมมำตรำ ๗๐ ให้มีอำยุสำมปีนับแต่วันที่ออก ใบอนุญำต มำตรำ ๗๒ กำรแก้ไขรำยกำรในใบอนุญำตโฆษณำ ให้น ำควำมในมำตรำ ๒๑ มำใช้บังคับโดยอนุโลม มำตรำ ๗๓ ในกรณีที่ใบอนุญำตโฆษณำสูญหำย ถูกท ำลำย หรือลบเลือน ในสำระส ำคัญให้ผู้รับอนุญำตโฆษณำยื่นค ำขอรับใบแทนภำยในสิบห้ำวันนับแต่วันที่ได้ทรำบถึงกำร สูญหำย ถูกท ำลำยหรือลบเลือนในสำระส ำคัญ กำรขอรับและกำรออกใบแทนใบอนุญำตโฆษณำตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตำม หลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่เลขำธิกำรก ำหนดโดยประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ มำตรำ ๗๔ ห้ำมผู้ใดโฆษณำผลิตภัณฑ์สมุนไพรในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) โอ้อวดสรรพคุณหรือวัตถุอันเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์สมุนไพรว่ำ สำมำรถบ ำบัดรักษำ บรรเทำ หรือป้องกันโรคหรือควำมเจ็บป่วยได้อย่ำงศักดิ์สิทธิ์หรือตำมควำมเชื่อ ส่วนบุคคลหรือสำมำรถรักษำโรคให้หำยขำดได้ หรือใช้ถ้อยค ำอื่นใดที่มีควำมหมำยในท ำนองเดียวกัน (๒) แสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จ เกินควำมจริง หรือท ำให้เข้ำใจผิดในสรรพคุณของ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้น (๓) ท ำให้เข้ำใจว่ำมีวัตถุใดเป็นส่วนประกอบ ซึ่งควำมจริงไม่มีวัตถุหรือ ส่วนประกอบนั้นในผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือมีแต่มีไม่เท่ำที่ท ำให้เข้ำใจตำมที่โฆษณำ (๔) เป็นกำรรับรองหรือยกย่องสรรพคุณของผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยบุคคล คณะบุคคล หรือสถำบันใด ๆ (๕) กระท ำโดยฝ่ำฝืนหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับกำรโฆษณำตำมที่ รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด ควำมใน (๔) ไม่ใช้บังคับแก่กำรโฆษณำซึ่งกระท ำโดยตรงต่อผู้ประกอบวิชำชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชำชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชำชีพเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชำชีพกำรแพทย์แผนไทย และผู้ประกอบวิชำชีพกำรแพทย์แผนไทยประยุกต์ ทั้งนี้ กำรโฆษณำซึ่งกระท ำโดยตรงต่อผู้ประกอบ วิชำชีพดังกล่ำว ต้องได้รับใบอนุญำตตำมมำตรำ ๗๐ มำตรำ ๗๕ ในกรณีที่ผู้อนุญำตเห็นว่ำกำรโฆษณำใดฝ่ำฝืนมำตรำ ๗๔ ให้ผู้อนุญำตมีอ ำนำจออกค ำสั่งให้ผู้โฆษณำด ำเนินกำรอย่ำงหนึ่งอย่ำงใด ดังต่อไปนี้ (๑) แก้ไขข้อควำมหรือวิธีกำรในกำรโฆษณำ (๒) ห้ำมใช้ข้อควำมหรือวิธีกำรบำงอย่ำงที่ปรำกฏในกำรโฆษณำ (๓) ระงับกำรโฆษณำ ค ำสั่งตำมวรรคหนึ่ง ผู้อนุญำตจะสั่งให้โฆษณำเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องด้วยก็ได้ โดยให้ผู้โฆษณำ รับผิดชอบค่ำใช้จ่ำยทั้งหมด
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มำตรำ ๑๐๕ ผู้ใดน ำเข้ำหรือขำยผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสื่อมคุณภำพอันเป็นกำรฝ่ำฝืน มำตรำ ๕๘ (๓) ต้องระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินสำมเดือน หรือปรับไม่เกินสำมหมื่นบำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับ อัตรำค่ำธรรมเนียม (๔) ใบอนุญำตโฆษณำ ฉบับละ ๕,๐๐๐ บำท ๒. พระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ กฎหมำยดังกล่ำวมีสำระส ำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร ดังต่อไปนี้ มำตรำ ๔ ค ำนิยำม “ยำสมุนไพร” หมำยควำมว่ำ ยำที่ได้จำกพฤกษชำติ สัตว์ หรือแร่ ซึ่งมิได้ผสมปรุง หรือแปรสภำพ “ยำแผนปัจจุบัน” หมำยควำมว่ำ ยำที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้ในกำรประกอบวิชำชีพ เวชกรรม กำรประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือกำรบ ำบัดโรคสัตว์ “ยำแผนโบรำณ” หมำยควำมว่ำ ยำที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้ในกำรประกอบโรคศิลปะ แผนโบรำณ หรือกำรบ ำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในต ำรำยำแผนโบรำณที่รัฐมนตรีประกำศหรือยำที่รัฐมนตรี ประกำศเป็นยำแผนโบรำณ หรือยำที่ได้รับอนุญำตให้ขึ้นทะเบียนต ำรับยำเป็นยำแผนโบรำณ มำตรำ ๗๓ ยำหรือวัตถุต่อไปนี้เป็นยำปลอม (๑) ยำหรือวัตถุที่ท ำเทียมทั้งหมดหรือแต่บำงส่วนว่ำเป็นยำแท้ (๒) ยำที่แสดงชื่อว่ำเป็นยำอื่นหรือแสดงเดือน ปี ที่ยำสิ้นอำยุ ซึ่งมิใช่ควำมจริง (๓) ยำที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมำยของผู้ผลิตหรือที่ตั้งสถำนที่ผลิตยำซึ่งมิใช่ควำมจริง (๔) ยำที่แสดงว่ำเป็นยำตำมต ำรับยำที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งมิใช่ควำมจริง (๕) ยำที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตำมมำตรฐำนถึงขนำดที่ปริมำณหรือควำมแรงของสำร ออกฤทธิ์ขำดหรือเกินกว่ำร้อยละยี่สิบจำกเกณฑ์ต่ ำสุดหรือสูงสุด ซึ่งก ำหนดไว้ในต ำรับยำที่ขึ้น ทะเบียนไว้ตำมมำตรำ ๗๙ มำตรำ ๙๐ ทวิ เลขำธิกำรคณะกรรมกำรอำหำรและยำมีอ ำนำจสั่งเป็นหนังสือให้ ระงับกำรโฆษณำขำยยำที่เห็นว่ำเป็นกำรโฆษณำโดยฝ่ำฝืนพระรำชบัญญัตินี้ได้ มำตรำ ๑๒๑ ผู้ใดขำย หรือน ำหรือสั่งเข้ำมำในรำชอำณำจักรซึ่งยำเสื่อมคุณภำพ อันเป็นกำรฝ่ำฝืน มำตรำ ๗๒ (๓) ต้องระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสำมพันบำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับถ้ำผู้กระท ำกำรตำมวรรคหนึ่งกระท ำโดยไม่รู้ว่ำเป็นยำเสื่อมคุณภำพต้องระวำงโทษ ปรับไม่เกินสำมพันบำท ๓. บทวิเคราะห์ ๑. สถำนกำรณ์ตลำดสมุนไพรไทยและอุตสำหกรรมสมุนไพรของประเทศไทย จำกข้อมูลของ Euromonitor พบว่ำ ตลำดผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศไทยมีกำรขยำยตัวอย่ำง ต่อเนื่องจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่ได้รับผลกระทบจำกสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19) ที่มีกำรปิดประเทศซึ่งส่งผลให้ขนำดของตลำดในประเทศไทยลดลง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จำกที่เคยขยำยตัวในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ คำดกำรณ์ว่ำ ตลำดผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะกลับมำขยำยตัวอีกครั้ง ตั้งแต่ปลำยปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป อย่ำงไรก็ตำมแม้ว่ำตลำดผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศไทย จะมีกำรขยำยตัวอย่ำงต่อเนื่อง สิ่งที่น่ำสังเกต คือ อัตรำกำรขยำยตัวในแต่ละปีนั้นลดลงอย่ำงต่อเนื่อง ในด้ำนของอุตสำหกรรมสมุนไพรของประเทศไทยที่เติบโตและพัฒนำอย่ำงต่อเนื่องในช่วงหลำยปีที่ ผ่ำนมำมีกำรมุ่งเน้นที่กำรวิจัยและพัฒนำมำกขึ้น รวมถึงนวัตกรรมในกำรพัฒนำผลิตภัณฑ์ และกำรตลำด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ คำดว่ำแนวโน้มที่จะด ำเนินต่อไป โดยอุตสำหกรรมมีแนวโน้มที่จะ ขยำยตัวมำกยิ่งขึ้น เนื่องจำกอิทธิพลของสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19) ที่ประชำชนให้ควำมสนใจเกี่ยวกับสมุนไพรมำกขึ้น เช่น ฟ้ำทะลำยโจร กำรพัฒนำที่ส ำคัญประกำรหนึ่งในอุตสำหกรรมสมุนไพรของประเทศไทย คือ กำรมุ่งเน้นที่กำรเพิ่มกำรควบคุมคุณภำพและมำตรฐำนควำมปลอดภัย สิ่งนี้ได้รับแรงหนุนจำกควำม ต้องกำรทั้งในและต่ำงประเทศ ส ำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภำพสูงที่เป็นไปตำมข้อก ำหนดที่เข้มงวด รัฐบำลยิ่งต้องตระหนักในกำรด ำเนินกำรเพื่อเสริมสร้ำงกฎระเบียบและมำตรฐำนส ำหรับผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ซึ่งจะช่วยเพิ่มควำมเชื่อมั่นของผู้บริโภคในควำมปลอดภัยและประสิทธิภำพของผลิตภัณฑ์ เหล่ำนี้ แนวโน้มในอุตสำหกรรมสมุนไพรไทยอีกประกำรหนึ่ง คือ ควำมนิยมที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์จำกธรรมชำติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมำกขึ้น ส่งผลให้บริษัทสมุนไพรไทยมีจ ำนวนมำกขึ้น อีกทั้งมี แนวโน้มที่จะลงทุนในแนวทำงเกษตรอินทรีย์และยั่งยืน ตลอดจนพัฒนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดึงดูด ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภำพ ๒. ควำมสำมำรถในกำรแข่งขันของสมุนไพรไทย หำกพิจำรณำศักยภำพในกำรแข่งขันของสมุนไพรไทยเมื่อเทียบกับประเทศต่ำง ๆ ในภูมิภำคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) พบว่ำ ประเทศไทยเป็นผู้น ำกำรส่งออกสมุนไพร ของภูมิภำค ขณะที่หำกขยำยขอบเขตกำรพิจำรณำออกไปถึงบริบทของ ASEAN+6 จะพบว่ำประเทศ ไทยจะยังมีปริมำณกำรส่งออกสมุนไพรที่น้อยกว่ำประเทศสำธำรณรัฐประชำชนจีน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกำหลีใต้ อย่ำงไรก็ดีหำกเปรียบเทียบอัตรำกำรขยำยตัวเฉลี่ยของตลำดสมุนไพร ของประเทศที่มีมูลค่ำกำรส่งออกสมุนไพรมำกกว่ำประเทศไทยเหล่ำนี้แล้ว พบว่ำ อัตรำกำรขยำยตัว เฉลี่ยของประเทศไทยในช่วงที่มีกำรประกำศใช้แผนแม่บทว่ำด้วยกำรพัฒนำสมุนไพรแห่งชำติฉบับที่ ๑ (ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๒) นั้น สูงกว่ำอัตรำกำรขยำยตัวเฉลี่ยของประเทศผู้น ำเหล่ำนี้ในช่วงเวลำ เดียวกัน นอกจำกนั้น หำกพิจำรณำเปรียบเทียบอัตรำกำรขยำยตัวกับขนำดของตลำดกับ ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภำคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) แล้ว พบว่ำประเทศไทยมีอัตรำกำร ขยำยตัวของตลำดที่สูงกว่ำประเทศอินโดนีเซียที่มีขนำดของตลำดใหญ่เป็นอันดับ ๒ อย่ำงไรก็ตำม เมื่อพิจำรณำควำมเข้มแข็งของตลำดสมุนไพรในแต่ละประเทศโดยพิจำรณำจำกผลกระทบที่เกิดขึ้น จำกกำรเกิดสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19) ที่ส่งผลต่อ กำรบริโภคดังที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบไปดังกล่ำวนั้น เมื่อพิจำรณำกำรเปลี่ยนแปลงของตลำด สมุนไพรในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ในช่วงเวลำดังกล่ำว ตลำดสมุนไพรของประเทศไทยมีอัตรำ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กำรเจริญเติบโตติดลบ กำรบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพรในประเทศอื่นในกลุ่ม ASEAN+6 โดยเฉพำะ อันดับต้น ๆ (ไม่รวมประเทศไทย) ได้รับผลกระทบไม่มำก หรือในหลำยประเทศกลับมีกำรบริโภคเพิ่ม สูงขึ้น สถำนกำรณ์ดังกล่ำวสะท้อนถึงภำวะเศรษฐกิจที่พัฒนำของประเทศดังกล่ำวที่มีกำรพัฒนำ มำอย่ำงต่อเนื่อง มีโครงสร้ำงพื้นฐำนที่ดี มีควำมมั่นคง รวมทั้งระดับกำรพึ่งพำต่ำงประเทศต่ ำ จึงส่งผล ให้กำรพัฒนำของอุตสำหกรรมสมุนไพรภำยใต้สถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนำ 2019 (COVID-19) ยังคงเข้มแข็งอยู่ได้ อย่ำงไรก็ดีสมุนไพรของประเทศไทยมีกำรแข่งขันสูง ในตลำดโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นน ำของโลก มีหลำยปัจจัยที่ส่งผลให้ประเทศไทยสำมำรถแข่งขันในอุตสำหกรรมสมุนไพรได้ ได้แก่ ทรัพยำกร สมุนไพร แรงงำนฝีมือ กำรสนับสนุนจำกรัฐบำล ห่วงโซ่อุปทำน และรำคำที่แข่งขันได้ ๓. กำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์ของสมุนไพรในประเทศไทย จำกสถำนกำรณ์กำรพัฒนำสมุนไพรของประเทศไทยดังกล่ำวมำข้ำงต้น สำมำรถ น ำมำสู่กำรวิเครำะห์ศักยภำพ (Strength) ข้อจ ำกัด (Weakness) โอกำส (Opportunity) และปัญหำ และอุปสรรค (Problems and obstacles) ที่เกี่ยวกับกำรพัฒนำสมุนไพรในประเทศไทย ดังนี้ ๑) ศักยภำพ (Strength) ควำมอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และควำมหลำกหลำยของสมุนไพรในประเทศไทย สำมำรถน ำไปสู่กำรผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีควำมหลำกหลำย และมีคุณสมบัติที่สำมำรถตอบสนอง ควำมต้องกำรบริโภคได้เป็นอย่ำงดี รวมทั้งกำรประกำศพระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งพระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบด้วย บททั่วไป อำทิ ค ำนิยำม หมวด ๑ คณะกรรมกำรนโยบำยสมุนไพรแห่งชำติ หมวด ๒ คณะกรรมกำรผลิตภัณฑ์ สมุนไพร หมวด ๓ กำรขออนุญำตและกำรอนุญำต หมวด ๔ หน้ำที่ของผู้รับอนุญำตและผู้มีหน้ำที่ ปฏิบัติกำร หมวด ๕ กำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร หมวด ๖ กำรแจ้งรำยละเอียดและกำร จดแจ้งผลิตภัณฑ์สมุนไพร หมวด ๗ กระบวนกำรพิจำรณำผลิตภัณฑ์สมุนไพร หมวด ๘ กำรควบคุม ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หมวด ๙ กำรเลิกกิจกำรและกำรโอนกิจกำร หมวด ๑๐ กำรโฆษณำ หมวด ๑๑ กำรส่งเสริมผู้ประกอบกำร หมวด ๑๒ พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ หมวด ๑๓ กำรพักใช้ใบอนุญำตและกำร เพิกถอนใบอนุญำต หมวด ๑๔ กำรอุทธรณ์ หมวด ๑๕ บทก ำหนดโทษ และอัตรำค่ำธรรมเนียม เป็นประโยชน์ต่ออุตสำหกรรมสมุนไพรอย่ำงยิ่ง โดยมีกำรส่งเสริมผู้ประกอบกำร และส่งเสริมให้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีคุณภำพ มำตรฐำนและปลอดภัย อีกทั้งมีกำรก ำหนดทิศทำงกำรพัฒนำและก ำกับ ติดตำมโดยคณะกรรมกำรนโยบำยสมุนไพรแห่งชำติซึ่งช่วยให้กำรด ำเนินงำนมีควำมก้ำวหน้ำ ตำมล ำดับและเกิดเป็นรูปธรรมชัดเจน ๒) ข้อจ ำกัด (Weakness) กำรพัฒนำต้นน้ ำที่ยังขำดควำมเชื่อมโยงกับตลำด และควำมเข้ำใจเรื่องคุณภำพที่ไม่ตรงกันระหว่ำง ผู้ซื้อและผู้ขำย เกษตรกรขำดองค์ควำมรู้ และเทคโนโลยีในกำรผลิต ส่งผลให้กระบวนกำรผลิต มีต้นทุนสูงและอำจท ำให้วัตถุดิบไม่ได้คุณภำพตำมควำมต้องกำรของตลำด ตลอดจนยังขำดควำมรู้ และเทคโนโลยีในกำรท ำกำรเกษตรแบบลดกำรพึ่งพำธรรมชำติ งำนวิจัยที่สำมำรถสนับสนุนกำร ด ำเนินกำรและสำมำรถน ำไปต่อยอดในเชิงพำณิชย์ได้มีจ ำนวนน้อย ขณะที่เกษตรกรและ