๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ผู้ประกอบกำรไม่สำมำรถเข้ำถึงงำนวิจัยที่ได้มีกำรด ำเนินกำรพัฒนำมำ กำรจัดสรรงบประมำณ เพื่อกำรวิจัยและกำรลงทุนที่เกี่ยวกับกำรพัฒนำสมุนไพรมีกำรกระจำยทุนวิจัยแบบกระจัดกระจำย และขำดกำรด ำเนินงำนวิจัยที่ครบวงจร กำรสนับสนุนควำมร่วมมือและกำรเข้ำถึงแหล่งทุนวิจัยของ กลุ่มบริษัทเอกชนที่หลำกหลำยควรได้รับกำรส่งเสริม ทั้งนี้ กระบวนกำรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ำ มีระดับ กำรพัฒนำที่ไม่สูง ระดับกำรลงทุนในกระบวนกำรแปรรูปค่อนข้ำงต่ ำ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรที่ใช้ ในกำรด ำเนินกำรในภำพรวมยังไม่มำก รวมทั้งกำรด ำเนินกำรพัฒนำยังไม่มีทิศทำงที่ชัดเจน นอกจำกนั้น มีควำมเสี่ยงด้ำนควำมไม่แน่นอนของผลผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรในประเทศ ทั้งในด้ำน ของปริมำณและคุณภำพ ๓) โอกำส (Opportunity) กำรเติบโตของกระแสกำรดูแลสุขภำพบุคคล เนื่องจำกกำรเกิดโรคอุบัติใหม่ ควำมต้องกำรใช้พืชสมุนไพรเพื่อสร้ำงภูมิคุ้มกันให้กับร่ำงกำย ควำมต้องกำรทำงเลือกที่ปลอดภัย ในกำรดูแลสุขภำพ และกำรเข้ำสู่สังคมผู้สูงอำยุ ส่งผลให้อุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์สมุนไพรรูปแบบต่ำง ๆ ที่สำมำรถตอบสนองต่ออุปสงค์เหล่ำนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่ำงมีนัยส ำคัญ ทั้งนี้ ควำมท้ำทำยเกี่ยวกับกำร บริห ำรจัดกำรควำมเชื่อมั่นและคว ำมน่ำเชื่อถือของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผู้ประกอบกำร ถือเป็นปัจจัยส ำคัญในกำรขยำยขนำดหรือแสวงหำตลำดใหม่ อย่ำงไรก็ดีรัฐควรมี กำรวิจัยและพัฒนำสำยพันธุ์สมุนไพรเพื่อให้ได้สำยพันธุ์ที่ดี และสำมำรถกระจำยสู่เกษตรกรได้อย่ำงเพียงพอ นอกจำกนี้ ควรมีกำรพัฒนำระบบตลำดและกำรบริหำรจัดกำรด้ำนรำคำให้เกิดควำมเป็นธรรม ๔) ปัญหำและอุปสรรค (Problems and obstacles) ควำมล่ำช้ำในกระบวนกำรขออนุญำต และกำรด ำเนินกำรต่ำง ๆ ของภำครัฐ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งควำมล่ำช้ำของกำรพัฒนำกฎหมำยล ำดับรองที่จะแก้ปัญหำให้แก่ผู้ประกอบกำร ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งกำรระบุสรรพคุณที่สอดคล้องกับสภำพควำมเป็นจริง และทันต่อสถำนกำรณ์ทำงธุรกิจ ตลอดจนกำรอำศัยประโยชน์ทำงกฎหมำยหรือข้อตกลงทำงกำรค้ำ ระหว่ำงประเทศในกำรขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ สมุนไพรในต่ำงประเทศ รวมทั้งกำรโฆษณำ และประชำสัมพันธ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่เหมำะสม ท ำให้เกิดควำมเข้ำใจผิดเกี่ยวกับกำร บริโภคสมุนไพร น ำไปสู่กำรละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่เกี่ยวกับกำรได้รับข่ำวสำร รวมทั้งค ำพรรณนำ คุณภำพที่ถูกต้องและเพียงพอ นอกจำกนี้ กำรเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมต่ำง ๆ ที่เกี่ยวกับกำร โฆษณำและประชำสัมพันธ์ รวมทั้งกำรให้ข้อมูลที่ไม่เหมำะสม (Misinformation) กระบวนกำรในกำร ก ำกับดูแลยังไม่สำมำรถก ำกับควบคุมได้อย่ำงมีประสิทธิภำพและเหมำะสม ตลอดถึงกำรขำดควำม ต่อเนื่องของนโยบำย และงบประมำณสนับสนุนกำรด ำเนินกำร รวมทั้งกำรก ำหนดมำตรกำร เพื่อสนับสนุนกำรด ำเนินกำรอย่ำงเป็นรูปธรรม กำรพัฒนำต่อยอดเพื่อสร้ำงรำยได้แก่ชุมชนโดยอำศัย สมุนไพรเป็นจุดเด่น จ ำเป็นต้องได้รับกำรพัฒนำต่อยอดจำกควำมถนัดและควำมเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งสมุนไพรควรถูกก ำหนดสู่แผนพัฒนำระดับจังหวัดและระดับภำค และควรต้องมีเจ้ำภำพเป็น ภำคเอกชนหรือชุมชนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเจ้ำภำพเช่นเดียวกัน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๔. ประเด็นปัญหำก่อนมีกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ก่อนที่จะมีพระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ มำบังคับใช้กับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้น ในอดีตยังไม่มีกฎหมำยควบคุมและก ำกับดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นกำร เฉพำะ จึงท ำให้ต้องน ำกฎหมำยที่เกี่ยวกับบริบทนั้น ๆ มำบังคับใช้ เช่น กฎหมำยว่ำด้วยยำ และกฎหมำยว่ำด้วยอำหำร ซึ่งกฎหมำยดังกล่ำวยังไม่เหมำะสมกับกำรควบคุมและก ำกับดูแล ผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งไม่สอดคล้องต่อกำรส่งเสริมและพัฒนำผลิตภัณฑ์สมุนไพร ท ำให้เกิดปัญหำ เกี่ยวกับประเด็นกำรบังคับใช้กฎหมำยเกี่ยวกับสมุนไพร ดังนี้ ๑) ค ำนิยำม หำกพิจำรณำควำมหมำยค ำนิยำมที่เกี่ยวกับสมุนไพร จ ำเป็นจะต้องน ำมำ จ ำแนกบริบทที่เกี่ยวข้องเบื้องต้นก่อนจึงจะน ำบทกฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับบริบทนั้น ๆ มำบังคับใช้ เช่น หำกเป็นประเด็นของยำที่ผลิตจำกสมุนไพรจะต้องน ำไปพิจำรณำตำมพระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ อำทิ มำตรำ ๔ ค ำว่ำ “ยำสมุนไพร” ซึ่งหมำยควำมว่ำ ยำที่ได้จำกพฤกษชำติ สัตว์ หรือแร่ ซึ่งมิได้ ผสมปรุง หรือแปรสภำพ ค ำว่ำ “ยำแผนปัจจุบัน” ซึ่งหมำยควำมว่ำ ยำที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้ในกำร ประกอบวิชำชีพเวชกรรม กำรประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือกำรบ ำบัดโรคสัตว์ และค ำว่ำ “ยำแผนโบรำณ” หมำยควำมว่ำ ยำที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้ในกำรประกอบโรคศิลปะแผนโบรำณ หรือกำรบ ำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในต ำรำยำแผนโบรำณที่รัฐมนตรีประกำศหรือยำที่รัฐมนตรีประกำศ เป็นยำแผนโบรำณ หรือยำที่ได้รับอนุญำตให้ขึ้นทะเบียนต ำรับยำเป็นยำแผนโบรำณนั้น ควำมหมำย ค ำนิยำมดังกล่ำวมิได้ครอบคลุมถึงยำที่ผลิตจำกสมุนไพรด้วยกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์และ เทคโนโลยีสมัยใหม่แต่อย่ำงใด ๒) กำรขึ้นทะเบียน กำรขึ้นทะเบียนเกี่ยวกับสมุนไพรมิได้มีกำรก ำหนดต ำรับของสมุนไพร โดยเฉพำะ จะปรำกฏเฉพำะในต ำรับยำ ซึ่งหำกเป็นยำที่ผลิตจำกสมุนไพรจะน ำพระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ มำบังคับใช้ ซึ่งกำรแก้ไขพระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยพระรำชบัญญัติยำ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งได้ยกเลิกกำรก ำหนดอำยุของใบส ำคัญกำรขึ้นทะเบียนต ำรับยำ ท ำให้ใบส ำคัญกำรขึ้น ทะเบียนต ำรับยำนั้นไม่มีก ำหนดวันสิ้นอำยุและใช้ได้ตลอดไป เพียงแต่ผู้ผลิตหรือผู้น ำเข้ำมีหน้ำที่ต้อง ส่งรำยงำนประจ ำปีเกี่ยวกับกำรผลิต หรือกำรน ำเข้ำของยำที่ได้ขึ้นทะเบียนต ำรับยำไว้แล้วเท่ำนั้น แม้ยำใดที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว หำกภำยหลังปรำกฏว่ำยำนั้นไม่มีสรรพคุณตำมที่ขึ้นทะเบียนไว้หรืออำจ ไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้หรือเป็นยำปลอม หรือยำนั้นได้เปลี่ยนไปเป็นวัตถุที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้เป็นอำหำร หรือเครื่องส ำอำง กฎหมำยให้อ ำนำจรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงสำธำรณสุขโดยค ำแนะน ำ ของคณะกรรมกำรยำมีอ ำนำจสั่งเพิกถอนทะเบียนต ำรับยำนั้นได้โดยประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ อย่ำงไรก็ดีคงประสบปัญหำต่ำง ๆ ตำมมำ เช่น ปัญหำกำรปนเปื้อน หรือกำรปลอมปนอันเนื่องมำจำก ควำมไม่รับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจ กำรปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบกำรผลิตให้ได้มำตรฐำน กำรแสวงหำก ำไรจำกผลประกอบกิจกำรอย่ำงไร้จริยธรรม หรือกำรเปลี่ยนแปลงของกำรศึกษำตำม องค์ควำมรู้ทำงยำและวิทยำศำสตร์ในปัจจุบันซึ่งค้นพบว่ำเป็นโทษหรือเป็นพิษต่อร่ำงกำย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓) คุณภำพของผลิตภัณฑ์สมุนไพร ๓.๑) กำรควบคุมคุณภำพ หำกพิจำรณำถึงประเด็นกำรปลอมแปลงผลิตภัณฑ์สมุนไพร มิได้มีกำร ก ำหนดไว้ในกฎหมำยใดเป็นกำรเฉพำะ เมื่อพิจำรณำประเด็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นยำ จำก พระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ ดังปรำกฏในมำตรำ ๗๓ ยำหรือวัตถุต่อไปนี้เป็นยำปลอม ได้แก่ (๑) ยำหรือวัตถุที่ท ำเทียมทั้งหมดหรือแต่บำงส่วนว่ำเป็นยำแท้ (๒) ยำที่แสดงชื่อว่ำเป็นยำอื่นหรือแสดงเดือน ปี ที่ยำสิ้นอำยุ ซึ่งมิใช่ควำมจริง (๓) ยำที่แสดงชื่อหรือเครื่องหมำยของผู้ผลิตหรือที่ตั้งสถำนที่ผลิตยำซึ่งมิใช่ ควำมจริง (๔) ยำที่แสดงว่ำเป็นยำตำมต ำรับยำที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งมิใช่ควำมจริง (๕) ยำที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตำมมำตรฐำนถึงขนำดที่ปริมำณหรือควำมแรง ของสำรออกฤทธิ์ขำดหรือเกินกว่ำร้อยละยี่สิบจำกเกณฑ์ต่ ำสุดหรือสูงสุด ซึ่งก ำหนดไว้ในต ำรับยำที่ขึ้น ทะเบียนไว้ตำมมำตรำ ๗๙ กรณีดังกล่ำวมิได้ก ำหนดกรณีของกำรแสดงฉลำกหรือเอกสำรก ำกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ใช่ควำมจริงไว้ในกำรปลอมแปลงยำแต่อย่ำงใด จึงอำจส่งผลกระทบต่อผู้อุปโภบริโภคในกำรใช้ ประโยชน์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นยำ ๓.๒) กำรเสื่อมคุณภำพ กำรใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่อมนุษย์มีประโยชน์มำกมำย แต่บำงครั้งอำจ ท ำให้เกิดอันตรำยได้ หำกมีกำรน ำมำใช้งำนไม่ถูกต้องหรือเหมำะสม ซึ่งปัญหำหนึ่งที่พบได้บ่อย คือ ปัญหำกำรเสื่อมคุณภำพของผลิตภัณฑ์ซึ่งมีคนจ ำนวนไม่น้อยที่เก็บผลิตภัณฑ์สมุนไพรไว้ที่บ้ำน เป็นจ ำนวนมำก หำกเรำใช้ประโยชน์จำกผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เสื่อมคุณภำพไปโดยไม่รู้ตัวอำจท ำให้ กำรใช้ประโยชน์ไม่ได้ผลเท่ำที่ควร หรืออำจก่อให้เกิดอันตรำยอย่ำงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยประเด็นดังกล่ำวไม่มีกฎหมำยที่ควบคุมไว้เป็นกำรเฉพำะ หำกพิจำรณำประเด็นตัวอย่ำง อำทิ ยำที่ผลิตจำกสมุนไพรจะต้องน ำพระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ มำบังคับใช้ โดยมีกำรก ำหนดกำร เสื่อมคุณภำพของยำไว้ในมำตรำ ๑๒๑ ว่ำผู้ใดขำย หรือน ำหรือสั่งเข้ำมำในรำชอำณำจักรซึ่งยำเสื่อม คุณภำพอันเป็นกำรฝ่ำฝืนมำตรำ ๗๒ (๓) กล่ำวคือ ห้ำมมิให้ผู้ใดผลิต ขำย หรือน ำหรือสั่งเข้ำมำ ในรำชอำณำจักรซึ่งยำเสื่อมคุณภำพต้องระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสำมพันบำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับ และถ้ำผู้ขำยหรือน ำหรือสั่งเข้ำมำในรำชอำณำจักรกระท ำโดยไม่รู้ว่ำเป็นยำเสื่อม คุณภำพต้องระวำงโทษปรับไม่เกินสำมพันบำท มำตรำดังกล่ำวมีประเด็นให้ตั้งข้อสังเกต คือ โทษจ ำคุกและโทษปรับดังกล่ำวมีควำมเหมำะสมแล้วหรือไม่อย่ำงใด เนื่องจำกหำกประเด็นกำรใช้ยำ ที่เสื่อมคุณภำพนั้นส่งผลกระทบต่อผู้อุปโภคบริโภค รวมทั้งกรณีของผู้กระท ำโดยไม่รู้ว่ำเป็นยำเสื่อม คุณภำพที่มีกำรก ำหนดโทษปรับในลักษณะอัตรำเดียวกันอีกประกำรหนึ่ง ๔) โครงสร้ำงและอ ำนำจหน้ำที่ของหน่วยงำน โครงสร้ำงและอ ำนำจหน้ำที่ของหน่วยงำนซึ่งมีหน้ำที่ก ำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพร อำทิ ยำที่ผลิตจำกสมุนไพรไม่มีควำมเหมำะสม เนื่องจำกผู้มีควำมรู้ควำมเชี่ยวชำญเฉพำะด้ำน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มีจ ำนวนน้อยและควบคุมทุกประเภท มิได้มีกำรตั้งคณะกรรมกำรเฉพำะเรื่องแต่อย่ำงใด นอกจำกนี้ ในกรณีกำรควบคุมตรวจสอบกำรโฆษณำผลิตภัณฑ์บำงประเภท อำทิ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจำกสมุนไพร เช่น ยำ จะอยู่ในอ ำนำจหน้ำที่ของส ำนักงำนคณะกรรมกำรอำหำรและยำเพียงหน่วยงำนเดียว ซึ่งพบว่ำไม่สำมำรถควบคุมตรวจสอบกำรโฆษณำยำ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งยำที่ผลิตจำกสมุนไพรผ่ำน ช่องทำงสื่อต่ำง ๆ ที่มีจ ำนวนมำกขึ้นในปัจจุบันได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ จึงควรปรับปรุงแก้ไขโครงสร้ำง ของคณะกรรมกำรให้มีควำมเหมำะสม และให้อ ำนำจแก่หน่วยงำนหรือองค์กรอื่นในกำรสอดส่อง ติดตำมเพื่อก ำกับดูแลตรวจสอบให้กำรโฆษณำยำเหล่ำนั้นเป็นไปตำมที่กฎหมำยก ำหนด ๕) กำรโฆษณำ หำกพิจำรณำมำตรกำรในกำรควบคุมกำรโฆษณำที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น กรณีของยำที่ผลิตจำกสมุนไพร จ ำเป็นต้องน ำพระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ มำใช้บังคับ อย่ำงไรก็ดีกฎหมำยดังกล่ำวไม่มีข้อก ำหนดห้ำมมิให้โฆษณำยำบำงประเภทอย่ำงชัดแจ้ง เช่น ยำปลอม ยำผิดมำตรฐำน ยำเสื่อมคุณภำพ ยำที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนต ำรับยำ หรือยำที่ถูกเพิกถอนใบส ำคัญกำรขึ้น ทะเบียนต ำรับยำ ซึ่งเมื่อกฎหมำยมิได้บัญญัติห้ำมมิให้โฆษณำยำดังกล่ำวจึงไม่สำมำรถเอำผิดและ ลงโทษผู้โฆษณำยำดังกล่ำวได้ นอกจำกนี้ เมื่อมีกำรฝ่ำฝืนไม่ปฏิบัติตำมหลักเกณฑ์กำรโฆษณำตำม พระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ มีกำรก ำหนดให้อ ำนำจเลขำธิกำรคณะกรรมกำรอำหำรและยำให้มี อ ำนำจสั่งเป็นหนังสือให้ระงับกำรโฆษณำขำยยำเท่ำนั้น ตำมมำตรำ ๙๐ ทวิ ซึ่งเป็นกำรจ ำกัดขอบเขต กำรใช้อ ำนำจในกำรควบคุมกำรโฆษณำยำมำกจนเกินไป รวมทั้งหำกมีประเด็นกำรโฆษณำผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับสมุนไพรในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจำกยำจะต้องน ำกฎหมำยอื่น ๆ มำบังคับใช้จนอำจท ำ ให้เกิดควำมสับสนหรือเกิดช่องว่ำงเพิ่มขึ้น ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จำกบทวิเครำะห์ประเด็นปัญหำก่อนมีกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งในปัจจุบันมีกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ท ำให้ สำมำรถแก้ไขปัญหำบำงประกำรที่มีปัญหำในอดีตได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้ ๑. ค ำนิยำม จำกกรณีประเด็นปัญหำค ำนิยำมข้ำงต้นจึงได้มีกำรก ำหนดค ำนิยำมที่ชัดเจน และครอบคลุมยิ่งขึ้นไว้ในกฎหมำยฉบับเดียวให้สะดวกต่อกำรตีควำมเพื่อให้เกิดควำมเหมำะสมกับ กำรควบคุมและก ำกับดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งกำรส่งเสริมและพัฒนำผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งค ำนิยำมที่เกี่ยวข้องปรำกฏในมำตรำ ๔ พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ อำทิ “สมุนไพร” หมำยควำมว่ำ ผลิตผลธรรมชำติที่ได้จำกพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ ผสม ปรุง หรือแปรสภำพ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” หมำยควำมว่ำ (๑) ยำจำกสมุนไพร และให้หมำยควำมรวมถึงยำแผนไทย ยำพัฒนำจำกสมุนไพร ยำแผนโบรำณที่ใช้กับมนุษย์ตำมกฎหมำยว่ำด้วยยำ หรือยำตำมองค์ควำมรู้กำรแพทย์ทำงเลือกตำมที่
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด เพื่อกำรบ ำบัด รักษำ และบรรเทำควำม เจ็บป่วยของมนุษย์ หรือกำรป้องกันโรค (๒) ผลิตภัณฑ์จำกสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบส ำคัญที่เป็นหรือ แปรสภำพจำกสมุนไพร ซึ่งพร้อมที่จะน ำไปใช้แก่มนุษย์เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภำพหรือกำรท ำงำน ของร่ำงกำยให้ดีขึ้น เสริมสร้ำงโครงสร้ำงหรือกำรท ำงำนของร่ำงกำย หรือลดปัจจัยเสี่ยงของกำรเกิดโรค (๓) วัตถุที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้เป็นส่วนผสมในกำรผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร (๔) วัตถุอื่นตำมที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด ให้เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรควำมตำม (๑) (๒) หรือ (๓) ไม่หมำยควำมรวมถึง (ก) วัตถุที่มุ่งหมำยส ำหรับใช้ในกำรเกษตร กำรอุตสำหกรรม หรือกำรอื่น ตำมที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด (ข) วัตถุที่จัดเป็นยำแผนปัจจุบัน ยำแผนโบรำณส ำหรับสัตว์ อำหำรส ำหรับ มนุษย์หรือสัตว์ เครื่องกีฬำ เครื่องมือเครื่องใช้ในกำรส่งเสริมสุขภำพ เครื่องส ำอำง เครื่องมือแพทย์ วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสำท ยำเสพติดให้โทษ วัตถุอันตรำย หรือวัตถุอื่นตำมที่รัฐมนตรี โดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรประกำศก ำหนด ๒. กำรขึ้นทะเบียน จำกกรณีกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งมิได้มีกำรก ำหนดกฎหมำย เฉพ ำะไ ว้ ภ ำยหลังจ ำกนั้นได้ก ำหนดไว้ในหม วด ๕ ตั้งแต่ม ำต รำ ๓๔ ถึงม ำต ร ำ ๔๔ ของพระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้แก่ กำรก ำหนดอ ำนำจและหน้ำที่ คณะกรรมกำรผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งสำมำรถแต่งตั้งคณะอนุกรรมกำรหรือคณะท ำงำน เพื่อพิจำรณำหรือปฏิบัติกำรอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งตำมที่คณะกรรมกำรมอบหมำย ในหมวด ๒ คณะกรรมกำรผลิตภัณฑ์สมุนไพร มำตรำ ๑๕ และมำตรำ ๑๖ เช่น กำรให้ค ำแนะน ำ ควำมเห็น หรือควำมเห็นชอบขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร กำรประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขเกี่ยวกับกำรแสดงชื่อของผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกำรขึ้นทะเบียนต ำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร และกรณีอื่น ๆ เกี่ยวกับกำรขึ้นทะเบียน ซึ่งเป็นคณะกรรมกำรที่มีควำมเฉพำะมำกยิ่งขึ้น โดยมีกรรมกำรโดยต ำแหน่ง และกรรมกำรผู้ทรงคุณวุฒิจำกทั้งหน่วยงำนภำครัฐและเอกชน ในหมวด ๒ คณะกรรมกำรผลิตภัณฑ์สมุนไพร มำตรำ ๑๓ ๓. คุณภำพของผลิตภัณฑ์สมุนไพร ๓.๑ กำรควบคุมคุณภำพ กรณีกำรควบคุมคุณภำพที่จ ำแนกตำมแต่ละรูปแบบของผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในประเด็นที่มิได้ก ำหนด กรณีของกำรแสดงฉลำกหรือเอกสำรก ำกับผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง อันเป็นปัญหำที่ส่งผลกระทบ ต่อผู้อุปโภคบริโภค อย่ำงไรก็ดีในปัจจุบันเมื่อมีกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงได้มีกำรก ำหนดประเด็นดังกล่ำวเพิ่มขึ้นซึ่งปรำกฏใน (๔) ตำมมำตรำ ๕๙ ที่ก ำหนดให้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอมมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือวัตถุที่ท ำเทียมทั้งหมดหรือบำงส่วน เพื่อให้เข้ำใจว่ำ เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรแท้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๒) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงชื่อผลิตภัณฑ์หรือแสดงวัน เดือน ปีที่สิ้นอำยุ ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง (๓) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงชื่อ เครื่องหมำยของผู้ผลิต หรือที่ตั้งสถำนที่ผลิต ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง (๔) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงฉลำกหรือเอกสำรก ำกับผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง (๕) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงว่ำเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำมต ำรับที่ขึ้นทะเบียน แจ้งรำยละเอียด หรือจดแจ้งไว้ซึ่งไม่ใช่ควำมจริง (๖) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตำมมำตรฐำนที่ก ำหนดไว้ในต ำรับที่ขึ้น ทะเบียนแจ้งรำยละเอียด จดแจ้ง หรือมีค่ำคลำดเคลื่อนผิดจำกเกณฑ์ที่รัฐมนตรีโดยค ำแนะน ำของ คณะกรรมกำรประกำศก ำหนด ๓.๒ กำรเสื่อมคุณภำพ กรณีประเด็นโทษของกำรเสื่อมคุณภำพ ได้มีกำรก ำหนดเฉพำะใน พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ มำตรำ ๑๐๕ โดยก ำหนดว่ำผู้ที่น ำเข้ำหรือขำย ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสื่อมคุณภำพ ต้องระวำงโทษจ ำคุกไม่เกินสำมเดือน หรือปรับไม่เกินสำมหมื่นบำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับ ซึ่งอัตรำค่ำปรับดังกล่ำวดูมีควำมเหมำะสมเพิ่มขึ้น หำกเปรียบเทียบกับกำรส่งผล กระทบต่อสุขภำพของผู้อุปโภคบริโภคหรือในประเด็นของผลิตภัณฑ์สมุนไพร ประเภทยำ ตำมพระรำชบัญญัติยำ พ.ศ. ๒๕๑๐ อย่ำงไรก็ดีอัตรำโทษจ ำคุกนั้นอำจมีข้อสังเกตว่ำมีอัตรำโทษน้อย หรือไม่ ๔. โครงสร้ำงและอ ำนำจหน้ำที่ของหน่วยงำน พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ก ำหนดโครงสร้ำงและอ ำนำจ หน้ำที่ของหน่วยงำนซึ่งเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้ท ำหน้ำที่ในกำรผลักดันนโยบำยและแผน ยุทธศำสตร์ ส่งเสริมและสนับสนุนกำรด ำเนินงำน ก ำหนดมำตรกำรป้องกันและแก้ไขปัญหำ รวมทั้ง ศึกษำวิจัยเพื่อพัฒนำผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไว้ในหมวด ๑ คณะกรรมกำรนโยบำยสมุนไพรแห่งชำติ ตำมมำตรำ ๗ และมำตรำ ๑๐ นอกจำกนั้น ก ำหนดให้ท ำหน้ำที่ให้ค ำแนะน ำในกำรออกประกำศ ให้ค ำแนะน ำ ควำมเห็น หรือควำมเห็นชอบแก่ผู้อนุญำต ประกำศก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขในประเด็นต่ำง ๆ เกี่ยวผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น กำรควบคุมตรวจสอบ กำรขึ้นทะเบียน และคุณภำพ ไว้ในหมวด ๒ คณะกรรมกำรผลิตภัณฑ์สมุนไพร ตำมมำตรำ ๑๓ และมำตรำ ๑๕ อย่ำงไรก็ดีประเด็นเรื่องหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในกำรตรวจสอบและก ำกับดูแลยังไม่ปรำกฏ ชัดเจน ๕. กำรโฆษณำ ห ำกพิจำรณำมำตรกำรในกำรควบคุมกำรโฆษณำที่เกี่ยวกับสมุนไพร ตำมพระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มีกำรก ำหนดเกี่ยวกับกำรโฆษณำผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ทั้งค ำนิยำม ตำมมำตรำ ๔ กำรโฆษณำ เช่น ใบอนุญำตโฆษณำ และกำรห้ำมโฆษณำ ในหมวด ๑๐ มำตรำ ๗๐ ถึงมำตรำ ๗๕ บทก ำหนดโทษ ในหมวด ๑๕ มำตรำ มำตรำ ๑๑๔ และมำตรำ ๑๑๕ และอัตรำค่ำธรรมเนียมใบอนุญำตโฆษณำ เพื่อลดปัญหำกำรควบคุมโฆษณำที่
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๔๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จ ำต้องพิจำรณำกฎหมำยแยกประเภทของผลิตภัณฑ์ยำสมุนไพร นอกจำกนั้น มีกำรขยำยให้อ ำนำจ เลขำธิกำรคณะกรรมกำรอำหำรและยำเพิ่มขึ้น ให้เป็นผู้อนุญำต ตำมมำตรำ ๔ ในประเด็นหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขกำรขออนุญำตและกำรออกใบอนุญำต รวมทั้งอำจก ำหนดเงื่อนไขเฉพำะในกำร โฆษณำและจ ำกัดกำรใช้สื่อโฆษณำได้เช่นกัน โดยสรุปแล้ว เหตุผลในกำรประกำศใช้พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อแก้ไขปัญหำที่ในขณะนั้นยังไม่มีกฎหมำยควบคุมและก ำกับดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นกำรเฉพำะ ท ำให้ต้องน ำบทบัญญัติตำมกฎหมำยว่ำด้วยยำและกฎหมำยว่ำด้วยอำหำรมำใช้บังคับ ซึ่งกฎหมำยดังกล่ำวยังไม่เหมำะสมกับกำรควบคุมและก ำกับดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งไม่ สอดคล้องต่อกำรส่งเสริมและพัฒนำผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยมีคณะกรรมกำรนโยบำยสมุนไพร แห่งชำติท ำหน้ำที่ก ำหนดนโยบำยและแผนยุทธศำสตร์ด้ำนผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชำติ และมี คณะกรรมกำรผลิตภัณฑ์สมุนไพรท ำหน้ำที่ให้ค ำแนะน ำแก่รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงสำธำรณสุข ในกำรก ำหนดหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมและก ำกับดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพรด้วยระบบกำรอนุญำต กำรขึ้น ทะเบียน กำรแจ้งรำยละเอียด และกำรจดแจ้ง ให้เป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ ตลอดจนมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับกำรส่งเสริมให้มีกำรพัฒนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่ำงเป็นระบบและครบวงจร ซึ่งจะท ำให้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมีควำมปลอดภัย มีคุณภำพและมำตรฐำนเป็นที่ยอมรับในระดับสำกล รวมทั้ง เพิ่มมูลค่ำในกำรส่งออกไปยังต่ำงประเทศให้มำกยิ่งขึ้น จึงจ ำเป็นต้องตรำพระรำชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ อนำคตของอุตสำหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศไทยสำมำรถพัฒนำได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ และแข่งขันสู่ตลำดโลกได้ เนื่องจำกทรัพยำกรสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์และหลำกหลำย ท ำให้ประเทศมี ควำมได้เปรียบในกำรแข่งขันทั้งด้ำนวัตถุดิบและกำรพัฒนำผลิตภัณฑ์ มีแรงงำนฝีมือที่ได้รับกำร ฝึกอบรมมำเป็นอย่ำงดีในกำรเพำะปลูก กำรเก็บเกี่ยว และกำรแปรรูปสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ จำกสมุนไพร สิ่งนี้ช่วยให้มั่นใจในคุณภำพที่สม่ ำเสมอและมำตรฐำนกำรผลิตระดับสูง ห่วงโซ่อุปทำน ของประเทศไทยมีควำมมั่นคงมีระบบโลจิสติกส์และกำรกระจำยสินค้ำที่มีประสิทธิภำพซึ่งช่วยให้ ประเทศสำมำรถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลำดโลกได้ รวมทั้งรำคำของผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทย มีรำคำที่สำมำรถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์จำกประเทศอื่น ๆ ท ำให้เป็นตัวเลือกที่น่ำสนใจ ส ำหรับผู้บริโภคที่มองหำผลิตภัณฑ์คุณภำพสูงในรำคำที่เหมำะสม อย่ำงไรก็ดีกำรสนับสนุนที่ แข็งแกร่งจำกรัฐบำลในกำรส่งเสริมอุตสำหกรรมสมุนไพรของประเทศอย่ำงจริงจัง กำรสนับสนุนด้ำน กำรวิจัยและพัฒนำ กำรส่งเสริมกำรตลำดและกำรส่งออก กำรแก้ไขปรับปรุงกฎหมำยที่เกี่ยวข้องให้ ทันสมัยและบังคับใช้อย่ำงมีประสิทธิภำพอยู่เสมอ เป็นประเด็นที่ส ำคัญยิ่งที่จะส่งผลให้สภำพควำม เป็นอยู่ของประชำชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศพัฒนำไปในทิศทำงที่ดีและยั่งยืนต่อไป ๕. ข้อเสนอแนะ จำกผลกำรศึกษำดังกล่ำวมีข้อเสนอแนะเพื่อแนวทำงในกำรพัฒนำสมุนไพรไทย ให้สำมำรถเป็นอุตสำหกรรมและสำมำรถแข่งขันได้ในตลำดระดับภูมิภำคและระดับโลกเพื่อน ำไปสู่ กำรสร้ำงควำมมั่นคงด้ำนสุขภำพและเศรษฐกิจของประชำชน ดังนี้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๑. ควรส่งเสริมกำรให้ควำมรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรทุกกลุ่ม อำชีพในระดับต่ำง ๆ รวมทั้งพัฒนำต่อยอดสมุนไพรเพิ่มเพื่อมูลค่ำแก่ชุมชน ๒. ควรมีกำรส่งเสริมกำรผลิตวัตถุดิบสมุนไพรเข้ำสู่ห่วงโซ่อุปทำน (Supply Chain) ในอุตสำหกรรมสมุนไพร ศักยภำพผู้ประกอบกำรผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร กำรวิจัย และนวัตกรรมสมุนไพรไทยสร้ำงมูลค่ำเพิ่มทำงเศรษฐกิจ กำรเข้ำถึงและกำรใช้ประโยชน์จำก ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่ำงมีประสิทธิภำพ รวมทั้งภำพลักษณ์และขยำยช่องทำงกำรตลำด ๓. ควรพัฒนำอุตสำหกรรมสำรสกัด เพิ่มขีดควำมสำมำรถกำรแข่งขัน และเพิ่ม สัดส่วนมูลค่ำของสำรสกัดในห่วงโซ่อุปทำน และควรมีกำรพัฒนำระบบก ำกับติดตำมและใช้ข้อมูล ในกำรประเมินผลกำรด ำเนินงำน มำตรฐำนวัตถุดิบเพื่อกำรพัฒนำต้นน้ ำ และมำตรกำรควบคุมและ ก ำกับดูแลในประเด็นต่ำง ๆ ๔. ควรมีกำรต่อยอด สร้ำงมูลค่ำ และเพิ่มกำรส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มี ศักยภำพและควำมต้องกำรอย่ำงต่อเนื่อง รวมทั้งผลิตภัณฑ์จำกภูมิปัญญำกำรแพทย์แผนไทย ๕. ควรให้หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทุกแขนงมีกำรขับเคลื่อนนโยบำย และแผนยุทธศำสตร์ด้ำนผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชำติอย่ำงจริงจังและต่อเนื่อง ๖. ควรมีกำรปรับปรุงแก้ไขกฎหมำยที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร อำทิ พระรำชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้มีควำมทันสมัยและมีประสิทธิภำพต่อสังคมที่มี ลักษณะเป็นพลวัตอย่ำงต่อเนื่อง รวมทั้งควรจะมีกำรก ำหนดประเด็นต่ำงในประกำศอื่น ๆ ต่อไปให้ ชัดเจนขึ้น เช่น กำรก ำหนดหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในกำรก ำกับและดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพร นำยกฤชณัท ลีภำสุรพิสุทธิ์ นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรควำมมั่นคงแห่งรัฐ กิจกำรชำยแดนไทย ยุทธศำสตร์ชำติและกำรปฏิรูปประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประชาชน ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา สืบเนื่องจำกประเทศไทยประสบปัญหำมลพิษทำงอำกำศ ซึ่งมีอนุภำคของฝุ่นละออง (Particle Matter)PM 2.5 ในอำกำศขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำง ๒.๕ ไมครอน มำตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔๑ และทวีควำมรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยมำจนถึงปัจจุบัน๒ โดยในช่วงต้นปีที่ผ่ำนมำพบว่ำประเทศไทยมีค่ำ ฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอนอยู่ในเกณฑ์ที่เกินค่ำมำตรฐำนจำกกำรวัดค่ำดัชนีคุณภำพอำกำศ (Air Quality Index : AQI) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภำพของประชำชนคนไทยทุกกลุ่มวัยในระยะสั้น และระยะยำว อันน ำไปสู่สำเหตุกำรเกิดโรคต่ำง ๆ โดยที่แหล่งก ำเนิดของฝุ่นละออง PM 2.5 เกิดจำก สำเหตุหลำยประกำร เช่น กำรเผำป่ำหรือกำรเกิดไฟป่ำ กำรก่อสร้ำง กำรเผำไหม้จำกโรงงำน อุตสำหกรรม มลภำวะจำกท่อไอเสียซึ่งเกิดจำกกำรเผำไหม้น้ ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์สันดำปภำยใน หรือกำรด ำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ของประชำชน ไม่ว่ำจะเป็นกำรประกอบพิธีกรรมทำงศำสนำ กำรประกอบ อำหำร กำรคมนำคมขนส่งและกำรจรำจร กำรท ำแนวกันไฟไหม้ป่ำ หรือกำรท ำกำรเกษตร เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ำฝุ่นละออง PM 2.5 มีแหล่งก ำเนิดที่สำมำรถจ ำแนกออกเป็น ๒ ประเภท๓ ได้แก่ ๑. ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นเองตำมธรรมชำติ (Natural particle) เช่น เขม่ำควันจำกไฟป่ำ ฝุ ่นเกลือ จำกทะเล เป็นต้น ซึ ่งเกิดขึ้นเองตำมวัฏจักรของธรรมชำติและไม ่ได้ส ่งผลกระทบ ต่อปัญหำฝุ่น ละอองที่เป็นปัญหำสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมำกนัก และ ๒. ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นจำกกิจกรรมที่มนุษย์ สร้ำงขึ้น (Man - made particle) เช่น กำรสูบบุหรี่ กำรผลิตไฟฟ้ำ กำรท ำอุตสำหกรรม เป็นต้น ซึ่ง ส่งผลกระทบต่อประชำชนในประเทศในหลำยมิติ อันเป็นปัญหำที่หน่วยงำนภำครัฐที่เกี่ยวข้องสมควรเร่ง ก ำหนดมำตรกำรหรือแนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำดังกล่ำวอย่ำงเร่งด่วนต่อไป ส ำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจำกกำรเกิดฝุ่นละออง PM 2.5 นอกจำกจะส่งผลให้เกิด ภำวะโลกร้อนแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหำด้ำนสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อควำมเป็นอยู่ในชีวิต ของประชำชนในด้ำนสุขอนำมัยและด้ำนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนี้ ๑. ผลกระทบด้ำนสิ่งแวดล้อม ปัญหำมลพิษทำงอำกำศที่เกิดจำกฝุ่นละอองซึ่งมีอนุภำคขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำง ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทัศนวิสัยกำรมองเห็นเมื่อมีกำรรวมตัว ของฝุ่นละอองอย่ำงหนำแน่น ซึ่งโดยปกติ PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีอนุภำคขนำดเล็กมำกจนไม่สำมำรถ ๑ “ข้อมูลย้อนหลังฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย ๒๔ ชั่วโมง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๖๓”กองจัดกำรคุณภำพอำกำศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม. สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษำยน ๒๕๖๖, https://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/. ๒ “เมืองที่มีมลพิษมำกที่สุดในโลก (ข้อมูลย้อนหลังปี ๒๐๑๗ – ๒๐๒๒)” IQAir (แพลตฟอร์มข้อมูลคุณภำพอำกำศแบบเรียลไทม์). สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษำยน ๒๕๖๖,https://www.iqair.com/th/world-most-polluted-cities. ๓ นิธิพัฒน์ เจียรกุล.“ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ PM 2.5” คณะแพทยศำสตร์ศิริรำชพยำบำล. ๑๓ มกรำคม ๒๕๖๒,สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษำยน ๒๕๖๖, https://doh.hpc.go.th/bs/issueDisplay.php?id= 242&category= A52&issue=PM%202.5.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เห็นได้ด้วยตำเปล่ำ แต่เมื่อฝุ่นละอองดังกล่ำวมีกำรรวมตัวกันอย่ำงหนำแน่นจะท ำให้สำมำรถมองเห็นได้ ด้วยตำเปล่ำ อีกทั้งกำรรวมตัวของ PM 2.5 อย่ำงหนำแน่นจะท ำให้เกิดหมอกควันและส่งผลกระทบ ต่อกระบวนกำรสังเครำะห์แสงของพืช ท ำให้กำรเจริญเติบโตของพืชที่มีอยู่ตำมธรรมชำติและกำรท ำ กำรเกษตรไม่มีประสิทธิภำพเท่ำที่ควร อันจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อำหำรเนื่องจำกไม่สำมำรถ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตำมปกติและเป็นกำรท ำลำยระบบนิเวศตำมธรรมชำติทำงอ้อม๔ ๒. ผลกระทบด้ำนสุขอนำมัยของประชำชน จำกกำรศึกษำและวิจัยของกระทรวงสำธำรณสุข ท ำให้ทรำบว่ำฝุ่นละออง PM 2.5 ประกอบด้วยมลพิษหลำยชนิดที่มีแหล่งก ำเนิดที่แตกต่ำงกัน ซึ่งองค์กำรอนำมัยโลก (World Health Organization : WHO) ได้ประกำศก ำหนดให้ฝุ่นละออง PM 2.5 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ ๑ ของสำรก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นสำเหตุที่ท ำให้ประชำกร กว่ำ ๗ ล้ำนคนต่อปีต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร๕ เนื่องจำกเป็นฝุ่น ละอองที่มีอนุภำคขนำดเล็กมำกท ำให้จมูกของมนุษย์ไม่สำมำรถกรองฝุ่นชนิดดังกล่ำวได้ตำมกลไก ของร่ำงกำย และเมื่อสูดดมเข้ำไปจะท ำให้ฝุ่นละอองชนิดดังกล่ำวซึมเข้ำสู่เนื้อเยื่อปอดและกระแส เลือดได้ อันเป็นสำเหตุของกำรเกิดควำมผิดปกติของระบบทำงเดินหำยใจ ๖ และส่งผลกระทบต่อ สุขภำพของประชำชน โดยสำมำรถจ ำแนกออกเป็น ๒ กลุ่ม ดังนี้ ๒.๑ กลุ่มโรคที่มีหลักฐำนงำนวิจัยมำเป็นระยะเวลำนำนแล้ว ซึ่งสำมำรถแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม๗ คือ (๑) กลุ่มโรคที่มีผลกระทบต่อสุขภำพในระยะสั้น (Acute health effects) ได้แก่ โรคผิวหนังซึ่งผู้ได้รับผลกระทบจำกฝุ่นละอองจะมีผื่นคันตำมร่ำงกำย กำรติดเชื้อของระบบทำงเดิน หำยใจ โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม และโรคระบบหัวใจ และหลอดเลือดที่มีอำกำรหัวใจวำย หัวใจขำดเลือด และควำมดันโลหิตสูง เป็นต้น (๒) กลุ่มโรคที่มีผลกระทบต่อสุขภำพในระยะยำว (Chronic health effects) ได้แก่ โรคมะเร็งปอด โรคระบบทำงเดินหำยใจที่มีอำกำรปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่มีอำกำรกล้ำมเนื้อหัวใจตำย และโรคที่สำมำรถก่อให้เกิดควำมผิดปกติของกำรพัฒนำตัวอ่อนในครรภ์ มำรดำซึ่งสำมำรถส่งผลให้ทำรกมีน้ ำหนักต่ ำกว่ำเกณฑ์ มีควำมเสี่ยงต่อภำระคลอดก่อนก ำหนด และ อำจเกิดควำมผิดปกติในร่ำงกำยของทำรก เป็นต้น ๒.๒ กลุ่มโรคที่มีหลักฐำนงำนวิจัยในระยะเวลำเพียงไม่นำน ซึ่งจำกงำนวิจัยในปัจจุบัน พบว่ำฝุ่นละออง PM 2.5 สำมำรถก่อให้เกิดโรคระบบประสำทส่วนกลำง เช่น ควำมจ ำเสื่อม โรคออทิสซึ่ม ของเด็กทำรกในครรภ์ที่มำรดำได้รับฝุ่นละออง PM 2.5 ขณะตั้งครรภ์ และโรคเบำหวำน เป็นต้น ๔ U.S. Environment Protection Agency : US EPA (ส ำนักงำนปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกำ). “Particulate Matter (PM) Basics” 5 March 2019, https://www.epa.gov/pm-pollution/particulatematter-pm-basics. ๕ จินตนำ ประชุมพันธ์. “PM 2.5ฝุ่นละอองขนำดเล็กในอำกำศกับวิกฤตสุขภำพที่คนไทยจะต้องแลก” ศูนย์บริกำรสำธำรณสุข ๒๘ กรุงธนบุรี กรุงเทพมหำนคร. ๒๒ มกรำคม ๒๕๖๒,สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษำยน ๒๕๖๖,https://webportal.bangkok.go.th/public/healthcenter28/page/sub/9464. ๖ US EPA. “The plain english guide to the clean air act” (Environmental protection agency). April 2007, Pages 1 - 2. ๗ สมศักดิ์ ศิริวนำรังสรรค์. “งำนเสวนำ เรื่อง ทำงออกฝุ่นพิษ PM2.5” ผู้อ ำนวยกำรกองประเมินผลกระทบต่อสุขภำพ กรมอนำมัย กระทรวงสำธำรณสุข. เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภำคม ๒๕๖๒,ห้องประชุมจิตติ ติงสภัทิย์ คณะนิติศำสตร์มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์ ท่ำพระจันทร์.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทั้งนี้ประชำชนกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้ำระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้ป่วยโรคหืด หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงวัย๘ ๓. ผลกระทบด้ำนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ กำรเกิดฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจกำรท่องเที่ยว ซึ่งมีรำยได้มำจำก นักท่องเที่ยวชำวไทยและชำวต่ำงชำติ เนื่องจำกฝุ่นละออง PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภำพและ สิ่งแวดล้อมอันเป็นปัจจัยส ำคัญที่มีผลต่อกำรตัดสินใจของนักท่องเที่ยวเนื่องจำกนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ที่เดินทำงเข้ำมำในประเทศมีควำมคำดหวังต่อกำรเยี่ยมชมสถำนที่ท่องเที่ยวและทัศนียภำพที่สวยงำม ดังนั้น หำกเป็นช่วงระยะเวลำที่ประเทศไทยประสบปัญหำฝุ่นละออง PM 2.5 ท ำให้ทัศนวิสัยไม่สำมำรถ มองเห็นวิวธรรมชำติได้ อำจมีผลต่อกำรตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในกำรท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนี่งใน กิจกรรมที่สำมำรถกระจำยรำยได้สู่แหล่งท่องเที่ยวในท้องที่ต่ำง ๆ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในภำพรวม อันส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด ทั้งนี้ ในช่วงประมำณปลำยเดือนกันยำยน พ.ศ. ๒๕๖๔ องค์กำรอนำมัยโลก (World Health Organization) ได้ก ำหนดเกณฑ์แนะน ำคุณภำพอำกำศ (Air Quality Guidelines : AQGs) ๙ ขึ้นใหม่ ในรอบ ๑๖ ปี โดยปรับลดค่ำควำมเข้มข้นของฝุ่นละออง PM 2.5 ของปี พ.ศ. ๒๕๔๘ จำก ๑๐ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร) ลดลงเหลือ ๕ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร) ซึ่งเป็นกำรปรับค่ำ มำตรฐำนควำมปลอดภัยของฝุ่นละออง PM 2.5 ให้สูงขึ้น กล่ำวคือ ค่ำเฉลี่ยรำยปีของฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ถือว่ำอยู่ในปริมำณที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรำยต่อมนุษย์ จำกเดิมที่เคยก ำหนดไว้ไม่เกิน ๑๐ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร) ปัจจุบันต้องมีปริมำณไม่เกิน ๕ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร) ซึ่งคิดเป็นค่ำเฉลี่ยภำยในระยะเวลำ ๒๔ ชั่วโมงจะต้องมีปริมำณฝุ่นละออง PM 2.5 ไม่เกิน ๒๕ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร) จำกเดิมที่มีค่ำเฉลี่ยในระยะเวลำ ๒๔ ชั่วโมงจะต้องมีปริมำณ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไม่เกิน ๕๐ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร) ในขณะที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ได้มีกำรก ำหนดค่ำมำตรฐำนควำมปลอดภัยของฝุ่น ละออง PM 2.5๑๐ โดยคิดเป็นค่ำเฉลี่ยภำยในระยะเวลำ ๒๔ ชั่วโมงจะต้องมีปริมำณฝุ่นละออง PM 2.5 ไม่เกิน ๕๐ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร)และมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ พฤษภำคม ๒๕๖๖ และได้ก ำหนดนโยบำยยกระดับมำตรฐำนคุณภำพอำกำศของประเทศไทยให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภำพของประชำชน ซึ่งอยู่ในระหว่ำงกำรเสนอขอควำมเห็นชอบก ำหนด มำตรฐำนฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ให้เหลือค่ำเฉลี่ยภำยในระยะเวลำ ๒๔ ชั่วโมงจะต้องมีปริมำณฝุ่นละออง PM 2.5 ไม่เกิน ๓๗.๕ µg/m3 (ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์เมตร) โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนำยน ๒๕๖๖ เป็นต้นไป ซึ่งจะเห็นได้ว่ำประเทศไทยก ำหนด ๘ หฤทัย กมลำภรณ์. “PM 2.5 กับผลกระทบต่อสุขภำพ” วำรสำรหมอชวรรู้โดยแพทยสภำ. ม.ป.ป., หน้ำ ๕. ๙ เนตรธิดำ บุญนำค. “WHO ออกเกณฑ์แนะน ำคุณภำพอำกำศใหม่ในรอบ ๑๕ ปี หวังช่วยลดกำรเสียชีวิตจำก PM 2.5 ได้หลำยล้ำนคนต่อปี” SDG News, ๑๒ มกรำคม ๒๕๖๕,สืบค้นเมื่อวันที่ ๑ พฤษภำคม ๒๕๖๖,https://www.sdgmove.com/2021/09/23/who-revision-new-air-quality-guidelinesto-curb-deaths/. ๑๐ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม. “กก.วล.ยกระดับค่ำมำตรฐำน PM 2.5 ประกำศรำชกิจจำนุเบกษำป ระกำศบังคับใช้แล้ว” ๑๑ กรกฎำคม ๒๕๖๕, สืบค้นเมื่อวันที่๑ พฤษภำคม ๒๕๖๖,https://www.pcd.go.th/pcd_news/26385.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ค่ำมำตรฐำนควำมปลอดภัยของฝุ่นละออง PM 2.5 ยังอยู่ในระดับที่ต่ ำกว่ำมำตรฐำนตำมที่องค์กำร อนำมัยโลกก ำหนดในปัจจุบัน ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เป็นปัญหำ ระดับประเทศที่สมควรได้รับกำรแก้ไขอย่ำงเร่งด่วนจำกหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ด้วยกำรก ำหนดนโยบำย และมำตรกำรในกำรก ำกับดูแลเพื่อส่งเสริมควำมมั่นคงทำงด้ำนสุขภำพของประชำชน ซึ่งกำรก ำหนด นโยบำยของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมนั้นอำศัยอ ำนำจ ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ หมวด ๖ ว่ำด้วยแนวนโยบำยแห่งรัฐ๑๑ โดยในปัจจุบันประเทศไทยได้มีกำรก ำหนดนโยบำยในกำรแก้ไขปัญหำดังกล่ำวที่เกี่ยวข้องหลำยฉบับ เช่น แผนยุทธศำสตร์ชำติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) นโยบำยและแผนกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ แผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐ และแผนยุทธศำสตร์ อนำมัยสิ่งแวดล้อม ระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) เป็นต้น ซึ่งมีรำยละเอียดที่เกี่ยวข้องดังนี้ ๒.๒.๑ มำตรกำรทำงกฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรปัญหำมลพิษทำงอำกำศ และฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) มำตรกำรทำงกฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่น ละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) สำมำรถจ ำแนกหมวดหมู่ตำมวัตถุประสงค์ในกำรออก กฎหมำย ออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ๑) มำตรกำรทำงกฎหมำยในกำรป้องกันกำรเกิดมลพิษ ทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๒) มำตรกำรทำงกฎหมำยในกำร ควบคุมกำรเกิดมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) และ ๓) มำตรกำร ทำงกฎหมำยในกำรแก้ไขหรือก ำจัดปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งมีหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ กรมโรงงำนอุตสำหกรรม กรมอนำมัย และกรมควบคุมมลพิษ โดยมำตรกำรทำงกฎหมำยทั้งสำมประเภทข้ำงต้น มีรำยละเอียด ดังต่อไปนี้ ๑) มำตรกำรทำงกฎหมำยในกำรป้องกันกำรเกิดมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๑.๑) รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐๑๒ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ ก ำหนดให้รัฐมีหน้ำที่ ต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บ ำรุงรักษำ ฟื้นฟู บริหำรจัดกำร และใช้หรือจัดให้มีกำรใช้ประโยชน์จำก ๑๑ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐. หมวด ๖ ว่ำด้วยแนวนโยบำยแห่งรัฐ มำตรำ ๖๕, ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับกฤษฎีกำ เล่มที่ ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก (๖ เมษำยน ๒๕๖๐). หน้ำ ๑๖. ๑๒ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐. หมวด ๕ ว่ำด้วยหน้ำที่ของรัฐ มำตรำ ๕๗ – ๕๘, ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับ กฤษฎีกำ เล่มที่ ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก (๖ เมษำยน ๒๕๖๐). หน้ำ ๑๕ – ๑๖.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทรัพยำกรธรรมชำติ สิ่งแวดล้อม และควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ ให้เกิดประโยชน์อย่ำงสมดุล และยั่งยืน โดยต้องให้ประชำชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในกำรด ำเนินกำรและได้รับ ประโยชน์จำกกำรด ำเนินกำรดังกล่ำว ทั้งนี้ กำรด ำเนินกำรใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญำตให้ผู้ใดด ำเนินกำร ถ้ำกำรนั้นอำจมีผลกระทบต่อทรัพยำกรธรรมชำติคุณภำพสิ่งแวดล้อม สุขภำพ อนำมัย คุณภำพชีวิต หรือส่วนได้เสียส ำคัญอื่นใดของประชำชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่ำงรุนแรง รัฐต้องด ำเนินกำร ให้มีกำรศึกษำและประเมินผลกระทบต่อคุณภำพสิ่งแวดล้อมและสุขภำพของประชำชนหรือชุมชน และต้องจัดให้มีกำรรับฟังควำมคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ประชำชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อน ำมำประกอบกำรพิจำรณำด ำเนินกำรหรืออนุญำตตำมที่กฎหมำยก ำหนด โดยรัฐจะต้อง ระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชำชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ น้อยที่สุด และต้องด ำเนินกำรเยียวยำควำมเดือดร้อนหรือเสียหำยให้แก่ประชำชนหรือชุมชนที่ได้รับ ผลกระทบอย่ำงเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ตำมควำมในมำตรำ ๕๗ (๒) และมำตรำ ๕๘ ๑.๒) พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๑๓ พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ก ำหนดให้มีกำรควบคุมและแก้ไขปัญหำสิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้ประชำชนและองค์กรภำคเอกชน มีส่วนร่วมในกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อม มีกำรจัดระบบกำรบริหำรงำนด้ำนสิ่งแวดล้อม ให้เป็นไปตำมหลักกำรจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม ก ำหนดหน้ำที่และอ ำนำจของส่วนรำชกำร รัฐวิสำหกิจ และรำชกำรส่วนท้องถิ่น ให้มีกำรด ำเนินกำรที่บูรณำกำรร่วมกันเพื่อส่งเสริมและรักษำ คุณภำพสิ่งแวดล้อม และก ำหนดแนวทำงปฏิบัติในส่วนที่ไม่มีหน่วยงำนใดรับผิดชอบโดยตรง ก ำหนด มำตรกำรควบคุมมลพิษด้วยกำรจัดให้มีระบบบ ำบัดอำกำศเสีย ระบบก ำจัดน้ ำเสีย ระบบก ำจัดของเสีย และอุปกรณ์หรือเครื่องมือในกำรแก้ไขปัญหำเกี่ยวกับมลพิษ ก ำหนดหน้ำที่ควำมรับผิดชอบของ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกำรก่อให้เกิดมลพิษให้เกิดควำมชัดเจน รวมทั้งก ำหนดให้มีมำตรกำรส่งเสริมด้ำนกองทุน และควำมช่วยเหลือด้ำนอื่น ๆ เพื่อจูงใจให้มีกำรรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อม โดยที่มำตรำ ๔ ได้ก ำหนดนิยำมของค ำว่ำ “ของเสีย” ให้หมำยควำมว่ำ ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ ำเสีย อำกำศเสีย มลสำร หรือวัตถุอันตรำยอื่นใด ซึ่งถูกปล่อยทิ้งหรือมีที่มำ จำกแหล่งก ำเนิดมลพิษ รวมทั้ง กำก ตะกอน หรือสิ่งตกค้ำงจำกสิ่งเหล่ำนั้น ที่อยู่ในสภำพของแข็ง ของเหลว หรือก๊ำซ ดังนั้น มลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งสำมำรถพบได้ในรูปแบบของเขม่ำ ฝุ่นละออง หรือมวลสำรอื่นที่มีสภำพละเอียดบำงเบำและรวมตัว อยู่ในชั้นบรรยำกำศได้ จึงเป็นของเสียตำมนิยำมควำมหมำยที่บัญญัติไว้ในพระรำชบัญญัติส่งเสริม และรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยที่มำตรำ ๓๕ ก ำหนดให้รัฐมนตรีว่ำกำร กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมโดยควำมเห็นชอบของคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อม ๑๓ พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕. ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับกฤษฎีกำ เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๒๗ ก (๑๙ เมษำยน ๒๕๖๑). หน้ำ ๑ – ๓ ,หน้ำ ๖ และหน้ำ ๑๒ – ๑๓.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แห่งชำติมีอ ำนำจในกำรจัดท ำแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม เพื่อปฏิบัติตำมนโยบำยและแผนกำร ส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติที่ก ำหนดไว้ในมำตรำ ๑๓ (๑) และให้ส่วนรำชกำร ที่เกี่ยวข้องด ำเนินกำรให้บรรลุตำมวัตถุประสงค์และเป้ำหมำยที่ก ำหนด โดยให้กระทรวงทรัพยำกร ธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมมีหน้ำที่ให้ค ำแนะน ำกำรจัดท ำแผนงำนหรือกำรด ำเนินกำรอย่ำงหนึ่งอย่ำงใด ตำมแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมแก่ส่วนรำชกำรและรัฐวิสำหกิจที่เกี่ยวข้องด้วย และเมื่อมีกำร ประกำศใช้แผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมในรำชกิจจำนุเบกษำแล้ว มำตรำ ๓๗ ได้ก ำหนดให้ ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดในท้องที่เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือเขตควบคุมมลพิษ มีหน้ำที่จัดท ำ แผนปฏิบัติกำรเพื่อกำรจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด เพื่อลดและขจัดมลพิษในเขต ควบคุมมลพิษ โดยเสนอขอควำมเห็นชอบต่อคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติภำยใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่คณะกรรมกำรได้แจ้งให้จังหวัดนั้นจัดท ำแผนปฏิบัติกำรเพื่อจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม ในระดับจังหวัด เว้นแต่กรณีที่มีเหตุผลอันสมควร คณะกรรมกำรอำจขยำยระยะเวลำดังกล่ำวออกไป ได้อีกตำมควำมเหมำะสม ทั้งนี้ ส ำหรับกรณีที่จังหวัดใดไม่อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตำมมำตรำ ๔๓ หรือเขตควบคุมมลพิษตำมมำตรำ ๕๙ แต่ประสงค์จะด ำเนินกำรส่งเสริมและรักษำ คุณภำพสิ่งแวดล้อมในเขตจังหวัดของตน ให้ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดของจังหวัดนั้นจัดท ำแผนปฏิบัติกำร เพื่อกำรจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัดให้สอดคล้องกับแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม ก่อนเสนอขอควำมเห็นชอบต่อคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติต่อไป ๑.๓) พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๑๔ . พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ ก ำหนดให้มีกำรควบคุมและส่งเสริม กำรประกอบกิจกำรโรงงำน กำรออกใบอนุญำต กำรควบคุมกำรตั้งโรงงำนและกำรด ำเนินงำนภำยใน โรงงำน เพื่อป้องกันปัญหำมลพิษที่อำจเกิดขึ้นในกำรประกอบกิจกำรโรงงำน โดยที่มำตรำ ๗ ก ำหนดให้ รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงอุตสำหกรรมมีอ ำนำจออกกฎกระทรวงก ำหนดประเภท ชนิด หรือขนำดของโรงงำน โดยค ำนึงถึงควำมจ ำเป็นในกำรควบคุมดูแล กำรป้องกันเหตุเดือดร้อนร ำคำญ กำรป้องกันควำมเสียหำย และกำรป้องกันอันตรำยตำมระดับควำมรุนแรงของผลกระทบที่จะมีต่อประชำชนหรือสิ่งแวดล้อม นอกจำกนี้ รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงอุตสำหกรรมยังมีอ ำนำจออกกฎกระทรวงเพื่อควบคุมกำรประกอบ กิจกำรโรงงำน ก ำหนดวิธีปฏิบัติ หลักเกณฑ์และกรรมวิธีกำรผลิต กำรจัดให้มีอุปกรณ์และเครื่องมือ เพื่อป้องกันหรือบรรเทำอันตรำยและควำมเสียหำยที่อำจเกิดแก่บุคคลและทรัพย์สินที่อยู่ใกล้โรงงำน รวมทั้งก ำหนดมำตรฐำนและวิธีกำรในกำรควบคุมกำรปล่อยของเสีย มลพิษ หรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดขึ้นจำกกำรประกอบกิจกำรโรงงำน ทั้งนี้ ตำมควำมในมำตรำ ๘ ๒) มำตรกำรทำงกฎหมำยในกำรควบคุมกำรเกิดมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๑๔ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๔๔ หน้า ๖๒ (๙ เมษายน ๒๕๓๕). หน้า ๓.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒.๑) พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๑๕ โดยที่มำตรำ ๙ ก ำหนดให้นำยกรัฐมนตรีมีอ ำนำจในกำรออกค ำสั่งให้ส่วนรำชกำร รัฐวิสำหกิจ หรือบุคคลใด ด ำเนินกำรควบคุม ระงับ หรือบรรเทำผลร้ำยจำกอันตรำยและควำม เสียหำยที่เกิดขึ้นจำกกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภยันอันตรำยต่อสำธำรณชนอันเนื่องมำจำก ภัยธรรมชำติหรือภำวะมลพิษที่เกิดจำกกำรแพร่กระจำยของมลพิษ และมีอ ำนำจออกค ำสั่งให้บุคคล ใดที่เป็นผู้ก่อให้เกิดภำวะมลพิษดังกล่ำวงดเว้นกระท ำกำรใดที่เป็นกำรส่งผลให้เกิดภำวะมลพิษ ที่รุนแรงมำกขึ้น และมำตรำ ๑๐ ก ำหนดให้รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม มีอ ำนำจก ำหนดมำตรกำรป้องกันและจัดท ำแผนฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขสถำนกำรณ์ที่เกิดขึ้นไว้ล่วงหน้ำได้ มำตรำ ๓๒ (๔) ได้มีกำรก ำหนดให้คณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติมีอ ำนำจ ก ำหนดมำตรฐำนคุณภำพอำกำศในบรรยำกำศโดยทั่วไป โดยอำศัยหลักวิชำกำร กฎเกณฑ์ และหลักฐำน ทำงวิทยำศำสตร์เป็นพื้นฐำน และค ำนึงถึงควำมเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งต่อมำ คณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติได้ออกประกำศก ำหนดมำตรฐำนฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ในบรรยำกำศโดยทั่วไป๑๖ โดยก ำหนดมำตรฐำนฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เฉลี่ยภำยในเวลำ ๒๔ ชั่วโมงจะต้องมีPM 2.5 ไม่เกิน ๕๐ ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์ เมตร ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ กรกฎำคม ๒๕๖๕ เป็นต้นไปจนถึงวันที่ ๓๑ พฤษภำคม ๒๕๖๖ และตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนำยน ๒๕๖๖ เป็นต้นไป จะต้องมีPM 2.5 ไม่เกิน ๓๗.๕ ไมโครกรัมต่อลูกบำศก์ เมตร และในกรณีที่เห็นสมควร ให้คณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติสำมำรถอำศัยอ ำนำจตำมมำตรำ ๓๓ และมำตรำ ๔๕ แล้วแต่กรณี ในกำรก ำหนดมำตรฐำนคุณภำพสิ่งแวดล้อมให้สูงกว่ำมำตรฐำน คุณภำพสิ่งแวดล้อมที่ก ำหนดไว้ ส ำหรับในเขตอนุรักษ์ เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เขตผังเมืองรวม เขตผังเมืองเฉพำะ เขตควบคุมอำคำร เขตนิคมอุตสำหกรรม หรือเขตควบคุมมลพิษได้ และอำศัยอ ำนำจตำมมำตรำ ๕๙ ในกำรก ำหนดให้ท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อด ำเนินกำร ควบคุม ลด และขจัดมลพิษในพื้นที่ดังกล่ำวต่อไป มำตรำ ๕๕ ก ำหนดให้รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม โดยค ำแนะน ำของคณะกรรมกำรควบคุมมลพิษและโดยควำมเห็นชอบของคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อม แห่งชำติมีอ ำนำจประกำศก ำหนดมำตรฐำนควบคุมมลพิษจำกแหล่งก ำเนิด ส ำหรับควบคุมกำรระบำย น้ ำทิ้ง กำรปล่อยทิ้งอำกำศเสีย กำรปล่อยทิ้งของเสีย หรือมลพิษอื่นใดจำกแหล่งก ำเนิดออกสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมให้ได้มำตรฐำนคุณภำพสิ่งแวดล้อมตำมที่ก ำหนดไว้ เช่น กำรก ำหนด มำตรฐำนควบคุมมลพิษจำกยำนพำหนะตำมมำตรำ ๖๔ เป็นต้น และมำตรำ ๘๐ ก ำหนดให้เจ้ำของ หรือผู้ครอบครองแหล่งก ำเนิดมลพิษซึ่งมีระบบบ ำบัดอำกำศเสีย อุปกรณ์ หรือเครื่องมือส ำหรับควบคุม กำรปล่อยทิ้งอำกำศเสียหรือมลพิษอื่น ระบบบ ำบัดน้ ำเสีย หรือระบบก ำจัดของเสียเป็นของตนเอง ๑๕ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๒๗ ก (๑๙ เมษายน ๒๕๖๑). หน้า ๕ ,หน้า ๑๒ ,หน้า ๑๖ ,หน้า ๒๕ – ๒๖, หน้า ๒๗ – ๒๘ และหน้า ๓๑ – ๓๒. ๑๖ ประกำศคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ เรื่อง ก ำหนดมำตรฐำนฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ในบรรยำกำศโดยทั่วไป. ประกำศในรำชกิจจำ นุเบกษำ ฉบับประกำศและงำนทั่วไป เล่มที่ ๑๓๙ ตอนพิเศษที่ ๒๖๓ ง (๘ กรกฎำคม ๒๕๖๕). หน้ำ ๒๑ – ๒๒.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มีหน้ำที่ต้องเก็บสถิติและข้อมูลซึ่งแสดงผลกำรท ำงำนของระบบหรืออุปกรณ์และเครื่องมือดังกล่ำว ในแต่ละวัน และจัดท ำบันทึกรำยละเอียดเป็นหลักฐำนไว้ ณ สถำนที่ตั้งแหล่งก ำเนิดมลพิษนั้น และ จะต้องจัดท ำรำยงำยสรุปผลกำรท ำงำนของระบบ หรืออุปกรณ์และเครื่องมือดังกล่ำวเสนอต่อเจ้ำ พนักงำนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่แหล่งก ำเนิดมลพิษนั้นตั้งอยู่อย่ำงน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง โดยมำตรำ ๘๑ ก ำหนดให้เจ้ำพนักงำนท้องถิ่นรวบรวมรำยงำนสรุปผลกำรท ำงำนของระบบหรืออุปกรณ์และเครื่องมือ ส ำหรับควบคุมกำรปล่อยทิ้งอำกำศเสีย หรือมลพิษอื่น ระบบบ ำบัดน้ ำเสีย หรือระบบก ำจัดของเสีย และท ำควำมเห็นส่งให้กับเจ้ำพนักงำนควบคุมมลพิษในเขตท้องถิ่นนั้นเป็นประจ ำอย่ำงน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง เพื่อใช้ประกอบกำรพิจำรณำของพนักงำนควบคุมมลพิษซึ่งมีอ ำนำจตำมที่มำตรำ ๘๒ ก ำหนด เช่น กำรเข้ำไปในอำคำร สถำนที่ และเขตที่ตั้งของโรงงำนอุตสำหกรรมหรือแหล่งก ำเนิดมลพิษ หรือเขตที่ตั้งของระบบบ ำบัดน้ ำเสีย หรือระบบก ำจัดของเสียของบุคคลใด ๆ เพื่อควบคุมกำรปล่อยทิ้ง อำกำศเสียหรือมลพิษอื่นและตรวจบันทึกรำยละเอียด สถิติ หรือข้อมูลเกี่ยวกับกำรท ำงำนของระบบ หรืออุปกรณ์และเครื่องมือต่ำง ๆ ในสถำนที่นั้น กำรออกค ำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้ำของหรือผู้ครอบครอง ผู้ควบคุม หรือผู้ได้รับใบอนุญำตรับจ้ำงให้บริกำรระบบบ ำบัดน้ ำเสียหรือก ำจัดของเสีย จัดกำรแก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือซ่อมแซมระบบหรืออุปกรณ์และเครื่องมือต่ำง ๆ กำรออกค ำสั่งให้จ่ำย ค่ำปรับ กำรออกค ำสั่งให้หยุดหรือปิดกิจกำร กำรออกค ำสั่งเพิกถอนใบอนุญำตรับจ้ำงให้บริกำรบ ำบัด น้ ำเสียหรือก ำจัดของเสีย หรือกำรออกค ำสั่งเพิกถอนกำรเป็นผู้ควบคุมกำรด ำเนินงำนระบบบ ำบัด น้ ำเสียหรือระบบก ำจัดของเสียที่ก ำหนดให้ท ำกำรก่อสร้ำง ติดตั้ง หรือจัดให้มีขึ้นในแหล่งก ำเนิดมลพิษ ๒.๒) พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๑๗ โดยที่มำตรำ ๗ และมำตรำ ๘ ก ำหนดให้รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงอุตสำหกรรม มีอ ำนำจออกกฎกระทรวงก ำหนดประเภท ชนิด หรือขนำดของโรงงำน และก ำหนดหลักเกณฑ์กำรตั้ง โรงงำน กรรมวิธีกำรผลิตและกำรจัดให้มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือส ำหรับป้องกันหรือบรรเทำอันตรำย หรือควำมเสียหำยที่อำจเกิดแก่บุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่ในโรงงำนหรืออยู่ใกล้เคียงโรงงำน ก ำหนด ลักษณะ ประเภท หรือชนิดของเครื่องจักร เครื่องอุปกรณ์ หรือสิ่งที่ต้องน ำมำใช้ในกำรประกอบ กิจกำรโรงงำน รวมทั้งคนงำนที่ต้องมีควำมรู้ควำมเชี่ยวชำญเฉพำะด้ำนเพื่อปฏิบัติหน้ำที่หนึ่งหน้ำที่ใด ประจ ำโรงงำน ก ำหนดมำตรฐำนและวิธีกำรควบคุมกำรปล่อยของเสีย มลพิษหรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดขึ้นจำกกำรประกอบกิจกำรโรงงำน และก ำหนดกำรจัดให้มีเอกสำรและข้อมูล ที่จ ำเป็นประจ ำโรงงำนเพื่อประโยชน์ในกำรควบคุมหรือตรวจสอบกำรปฏิบัติตำมกฎหมำย เป็นต้น ๒.๓) พระรำชบัญญัติกำรสำธำรณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๑๘ .พระรำชบัญญัติกำรสำธำรณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ก ำหนดให้มีกำรก ำกับควบคุมดูแล ในด้ำนสำธำรณสุข ซึ่งเกี่ยวพันกับควำมเป็นอยู่และสภำพแวดล้อมของประชำชน โดยมีกำรก ำหนด มำตรกำรในกำรก ำกับดูแลและป้องกันเกี่ยวกับอนำมัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภำพของประชำชน จึงเข้ำลักษณะ ๑๗ พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕. ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๔๔ หน้ำ ๖๒ (๙ เมษำยน ๒๕๓๕). หน้ำ ๓ – ๔. ๑๘ พระรำชบัญญัติกำรสำธำรณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕. ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๓๘หน้ำ ๒๗ (๕ เมษำยน ๒๕๓๕). หน้ำ ๑๑.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๕๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ของกำรเป็นเหตุร ำคำญตำมมำตรำ ๒๕ (๔) ที่เกิดจำกกำรกระท ำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดสิ่งมีพิษ ฝุ่น ละออง เขม่ำ เถ้ำ จนเป็นเหตุที่อำจจะก่อให้เกิดอันตรำยต่อสุขภำพของประชำชน ทั้งนี้ มำตรำ ๒๖ ได้ก ำหนดให้เจ้ำพนักงำนท้องถิ่นมีอ ำนำจในกำรห้ำมมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดก่อให้เกิดเหตุร ำคำญในที่ หรือทำงสำธำรณะหรือสถำนที่เอกชน รวมทั้งมีอ ำนำจในกำรระงับเหตุร ำคำญด้วย ตลอดจนกำรดูแล ปรับปรุง บ ำรุงรักษำ บรรดำถนน ทำงบก ทำงน้ ำ รำงระบำยน้ ำ คู คลอง และสถำนที่ต่ำง ๆ ในเขตพื้นที่ ในควำมรับผิดชอบของตนให้ปรำศจำกเหตุร ำคำญ ด้วยกำรออกค ำสั่งเป็นหนังสือเพื่อระงับ ก ำจัด และควบคุมเหตุร ำคำญต่ำง ๆ นั้น ๓).มำตรกำรทำงกฎหมำยในกำรแก้ไขหรือก ำจัดปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่น ละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๓.๑) พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๑๙ โดยที่มำตรำ ๓๕ ก ำหนดให้รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและ สิ่งแวดล้อมโดยควำมเห็นชอบของคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติจัดท ำแผนจัดกำรคุณภำพ สิ่งแวดล้อม เพื่อปฏิบัติตำมนโยบำยและแผนกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ และเมื่อได้ประกำศใช้แผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมในรำชกิจจำนุเบกษำแล้ว ให้ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัด ในท้องที่เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตำมมำตรำ ๔๓ หรือเขตควบคุมมลพิษตำมมำตรำ ๕๙ อำศัยอ ำนำจตำมควำมในมำตรำ ๓๗ ด ำเนินกำรจัดท ำแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ เพื่อด ำเนินกำรควบคุม ลด และขจัดมลพิษทำงอำกำศในจังหวัดของตน ก่อนเสนอขอควำมเห็นชอบ ต่อคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติภำยใน ๑๒๐ วันนับแต่วันที่คณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ ได้แจ้งให้จังหวัดนั้นจัดท ำแผนปฏิบัติกำร เพื่อกำรจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด และ กรณีที่มีเหตุอันสมควรอำจขยำยระยะเวลำดังกล่ำวออกไปได้อีกตำมควำมเหมำะสม ส ำหรับในกรณีที่จังหวัดใดไม่อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตำมมำตรำ ๔๓ หรือเขตควบคุมมลพิษตำมมำตรำ ๕๙ แต่ประสงค์จะด ำเนินกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพ สิ่งแวดล้อมในเขตจังหวัดของตน ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดของจังหวัดนั้นอำจจัดท ำแผนปฏิบัติกำรเพื่อกำร จัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัดให้สอดคล้องกับแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม ก่อนเสนอขอ ควำมเห็นชอบต่อคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติต่อไป ๓.๒) พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม๒๐ โดยที่มำตรำ ๓๗ ก ำหนดให้พนักงำนเจ้ำหน้ำที่มีอ ำนำจออกค ำสั่งให้ผู้ประกอบ กิจกำรโรงงำนที่ฝ่ำฝืนหรือไม่ปฏิบัติตำมพระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือประกอบกิจกำร โรงงำนในสภำพที่อำจก่อให้เกิดอันตรำย ควำมเสียหำย หรือควำมเดือดร้อนแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ที่อยู่ในโรงงำนหรือที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงำนแห่งนั้น ด ำเนินกำรแก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้อง ๑๙ พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕. ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับกฤษฎีกำ เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๒๗ ก (๑๙ เมษำยน ๒๕๖๑). หน้ำ ๑๒ – ๑๓ และหน้ำ ๒๔. ๒๐ พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕. ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๔๔ หน้ำ ๖๒ (๙ เมษำยน ๒๕๓๕). หน้ำ ๑๐.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เหมำะสมภำยในระยะเวลำที่ก ำหนด หรือผูกมัดประทับตรำเครื่องจักร เพื่อมิให้เครื่องจักรท ำงำนได้ ในระหว่ำงกำรปฏิบัติตำมค ำสั่งของพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ เป็นต้น ๒.๒.๒ ยุทธศำสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) .๑) ยุทธศำสตร์ชำติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ๒๑ .ยุทธศำสตร์ชำติ มีระยะเวลำกำรบังคับใช้ ๒๐ ปี จัดท ำขึ้นโดยอำศัยอ ำนำจ ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ มำตรำ ๖๕ ซึ่งก ำหนดให้รัฐพึงจัดให้มี ยุทธศำสตร์ชำติเป็นเป้ำหมำยในกำรพัฒนำประเทศอย่ำงยั่งยืนตำมหลักธรรมำภิบำล เพื่อใช้เป็นกรอบ ในกำรจัดท ำแผนต่ำง ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่ำวและเพื่อให้ประเทศไทยสำมำรถยกระดับ กำรพัฒนำให้บรรลุตำมวิสัยทัศน์ประเทศไทยที่ต้องกำรให้ประเทศไทยมีควำมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนำแล้ว ด้วยกำรพัฒนำตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง โดยกำรมีส่วนร่วม ของทุกภำคส่วนในรูปแบบ “ประชำรัฐ”ซึ่งประกอบด้วยยุทธศำสตร์ชำติ ๖ ด้ำน ได้แก่ ๑. ด้ำนควำม มั่นคง ๒. ด้ำนกำรสร้ำงควำมสำมำรถในกำรแข่งขัน ๓. ด้ำนกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงศักยภำพทรัพยำกร มนุษย์๔. ด้ำนกำรสร้ำงโอกำสและควำมเสมอภำคทำงสังคม ๕. ด้ำนกำรสร้ำงกำรเติบโตบนคุณภำพ ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ๖. ด้ำนกำรปรับสมดุลและพัฒนำระบบกำรบริหำรจัดกำรภำครัฐ ซึ่งยุทธศำสตร์ชำติด้ำนที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ได้แก่ ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนควำมมั่นคงและด้ำนกำรสร้ำงกำรเติบโตบนคุณภำพ ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรำยละเอียดดังต่อไปนี้ ๑.๑) ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนควำมมั่นคง ได้มีกำรก ำหนดเป้ำหมำยที่ส ำคัญในระยะ ๒๐ ปีให้ประชำชนอยู่ดี กินดี และมีควำมสุข บ้ำนเมืองมีควำมมั่นคงในทุกมิติและทุกระดับ หน่วยงำนด้ำนควำมมั่นคงทั้งภำครัฐ ภำคเอกชน และภำคประชำชนมีควำมพร้อมในกำรป้องกันและแก้ไขปัญหำควำมมั่นคง ประเทศไทย มีบทบำทด้ำนควำมมั่นคงเป็นที่ชื่นชมและได้รับกำรยอมรับจำกประชำคมระหว่ำงประเทศ กำรบริหำร จัดกำรควำมมั่นคงมีผลส ำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่ำงมีประสิทธิภำพ และมีกำรรักษำควำมมั่นคงและ ผลประโยชน์ทำทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมทั้งทำงบกและทำงทะเล เพื่อให้ทรัพยำกรธรรมชำติ และสิ่งแวดล้อมมีควำมอุดมสมบูรณ์ ด ำรงอยู่ได้ และเป็นประโยชน์ต่อประชำชน สังคม รวมทั้ง ประเทศชำติอย่ำงยั่งยืน โดยส่งเสริมศักยภำพและควำมเข้มแข็งของกองทัพ หน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง และประชำชนให้สำมำรถพัฒนำสมุททำนุภำพของประเทศควบคู่ไปกับกำรมีส่วนร่วมในกระบวนกำร บริหำรจัดกำร ปกป้อง และดูแลรักษำผลประโยชน์ของประเทศ ตลอดจนกำรก ำหนดพื้นที่อนุรักษ์ อย่ำงถูกต้องและเป็นระบบ สร้ำงควำมตระหนักรู้ให้แก่ประชำชนในเรื่องกำรให้ควำมส ำคัญกับฐำน ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ กำรจัดสรรทรัพยำกรธรรมชำติ จนเกิดกำรสร้ำง ควำมตระหนักรู้ถึงคุณค่ำและควำมส ำคัญของทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้แก่ ๒๑ ยุทธศำสตร์ชำติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐). ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับกฤษฎีกำ เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๘๒ ก (๑๓ ตุลำคม ๒๕๖๑). หน้ำ ๔ – ๑๗ และหน้ำ ๔๕ – ๕๔.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประชำชน เพื่อสร้ำงกำรมีส่วนร่วมในกำรด ำเนินกำรรักษำทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ของประเทศให้มีควำมเข้มแข็งอย่ำงยั่งยืน ๑.๒) ยุทธศำสตร์ชำติด้ำนกำรสร้ำงกำรเติบโตบนคุณภำพชีวิตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ก ำหนดให้มีกำรอนุรักษ์และรักษำทรัพยำกรธรรมชำติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้อย่ำงยั่งยืน ผ่ำนแนวทำงและมำตรกำรต่ำง ๆ เช่น กำรสร้ำง กำรเติบโตอย่ำงยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภำพภูมิอำกำศ กำรลดกำรปล่อยก๊ำซเรือนกระจก กำรปรับตัวเพื่อลดควำมสูญเสียและเสียหำยจำกภัยธรรมชำติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับกำร เปลี่ยนแปลงของสภำพภูมิอำกำศ กำรพัฒนำกฎหมำยเพื่อขับเคลื่อนกำรบริหำรจัดกำรด้ำนกำร เปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศอย่ำงมีประสิทธิภำพ กำรพัฒนำและสร้ำงระบบในกำรรับมือและปรับตัว ต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ ำที่เกิดจำกกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศด้วยกำรพัฒนำโครงสร้ำงระบบ สำธำรณสุข รวมทั้งเครือข่ำยเตือนภัยและเฝ้ำระวังโรคให้มีคุณภำพและมีประสิทธิภำพ กำรจัดกำร มลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้ำนดิน น้ ำ อำกำศ ป่ำไม้ สัตว์ป่ำ และควำมหลำกหลำยทำง ชีวภำพในทุกภำคส่วนอย่ำงเคร่งครัด กำรจัดกำรสำรเคมีในภำคเกษตรทั้งระบบให้เป็นไปตำม มำตรฐำนสำกลและค่ำมำตรฐำนสำกล และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชำชนให้เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ๒) แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) ๒๒ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับที่ 13 เป็นแผนที่ให้ควำมส ำคัญ กับกำรลดควำมเสี่ยงและผลกระทบจำกภัยธรรมชำติและกำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศ โดย ก ำหนดหมุดหมำยกำรพัฒนำจ ำนวน ๑๓ หมุดหมำย ซึ่งเป็นกำรบ่งบอกถึงสิ่งที่ประเทศไทยปรำรถนำ “จะเป็น” หรือ “มุ่งหวังจะมี”เพื่อสะท้อนประเด็นกำรพัฒนำที่มีล ำดับควำมส ำคัญสูงต่อกำรพลิกโฉม ประเทศไทยไปสู่สังคมก้ำวหน้ำ เศรษฐกิจสร้ำงมูลค่ำอย่ำงยั่งยืน ซึ่งหมุดหมำยที่เกี่ยวข้องกับปัญหำ มลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ก ำหนดไว้ในมิติควำมยั่งยืน ของทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม หมุดหมำยที่ ๑๑ ไทยสำมำรถลดควำมเสี่ยงและผลกระทบ จำกภัยธรรมชำติและกำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศ กลยุทธ์ที่ ๔ กำรอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยำกรธรรมชำติ ระบบนิเวศเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจำกภัยธรรมชำติและกำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศ กลยุทธ์ย่อยที่ ๔.๒ กำรเพิ่มบทบำทภำคประชำชน ชุมชน และภำคเอกชนในกำรอนุรักษ์ฟื้นฟู ทรัพยำกรธรรมชำติ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจำกภัยธรรมชำติและกำรเปลี่ยนแปลงสภำพ ภูมิอำกำศ และเพิ่มศักยภำพกำรดูดซับและกักเก็บก๊ำซเรือนกระจก โดยเฉพำะป่ำต้นน้ ำ ป่ำชำยเลน แหล่งน้ ำธรรมชำติ และพื้นที่ชุ่มน้ ำ ๒๒ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐). ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับประกำศและงำนทั่วไป เล่มที่ ๑๓๙ ตอนที่ ๒๕๘ ง (๑ พฤศจิกำยน ๒๕๖๕). หน้ำ ๑๒ – ๑๖, หน้ำ ๒๐ – ๒๓ และหน้ำ ๑๑๓ – ๑๒๐.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓) นโยบำยและแผนกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ๒๓ นโยบำยและแผนกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ เป็นนโยบำยด้ำนสิ่งแวดล้อมระดับชำติโดยตรง เกิดขึ้นโดยอำศัยอ ำนำจตำมพระรำชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ มำตรำ ๑๓ ซึ่งให้อ ำนำจแก่คณะกรรมกำร สิ่งแวดล้อมแห่งชำติเป็นผู้เสนอนโยบำยและแผนดังกล่ำว เพื่อขอควำมเห็นชอบจำกคณะรัฐมนตรี โดยกำรจัดท ำนโยบำยและแผนฉบับนี้ยึดแนวทำงตำมแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติเป็นหลัก ประกอบกับองค์ประกอบในด้ำนอื่น ๆ เช่น นโยบำยของรัฐบำล ข้อเท็จจริงของสถำนกำรณ์ด้ำน สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลำนั้น ๆ และแนวโน้มในอนำคต รวมทั้งมำตรกำรและแผนกำร ด ำเนินงำนที่ผ่ำนมำเป็นส่วนประกอบในกำรจัดท ำนโยบำยและแผน โดยที่นโยบำยและแผนกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ ได้มีกำรก ำหนดนโยบำยสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ๔ ประกำร ได้แก่ ๑. กำรจัดกำรฐำนทรัพยำกรธรรมชำติ อย่ำงมั่นคงเพื่อควำมสมดุล เป็นธรรมและยั่งยืน ๒. กำรสร้ำงกำรเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อควำมมั่นคงและยั่งยืน ๓. กำรยกระดับมำตรกำรในกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและ สิ่งแวดล้อม และ ๔. กำรสร้ำงควำมเป็นหุ้นส่วนในกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อพิจำรณำจะเห็นได้ว่ำนโยบำยที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) คือนโยบำยสร้ำงกำรเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อควำม มั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้ประชำชนอยู่ในสภำพแวดล้อมที่มีคุณภำพ กำรสร้ำงระบบเศรษฐกิจที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกำรจัดกำรคุณภำพอำกำศ สร้ำงกำรรับมือต่อกำรเปลี่ยนแปลงของสภำพ ภูมิอำกำศ และควบคุมปริมำณฝุ่นละออง PM 2.5 ให้อยู่ในระดับมำตรฐำน ๔) แผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐๒๔ .แผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐ เป็นแผนบริหำรจัดกำร ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ เพื่อใช้เป็นกรอบในกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกร ธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมของหน่วยงำนภำครัฐ ภำคเอกชน และภำคประชำชนในระยะเวลำ ๕ ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) โดยอำศัยอ ำนำจตำมมำตรำ ๓๕ แห่งพระรำชบัญญัติส่งเสริม และรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมตำมแผนจัดกำรคุณภำพ สิ่งแวดล้อมฉบับนี้ประกอบด้วยหลักกำรส ำคัญ ๑๒ ประกำร ได้แก่ ๑. กำรพัฒนำที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ๒. กำรบริหำรจัดกำรเชิงระบบนิเวศ (Ecosystem Approach) ๓. กำรระวังไว้ก่อน (Precautionary Principle) ๔. ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ำย (PollutersPay Principle) ๕. ผู้ได้รับผลประโยชน์ ๒๓ ส ำนักงำนนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม. นโยบำยและแผนกำรส่งเสริมและ รักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙. ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับประกำศและงำนทั่วไป เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๕๔ ง (๙ มีนำคม ๒๕๖๑). หน้ำ ๒๓ – ๒๔. และหน้ำ ๓๒. ๒๔ ส ำนักงำนนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม. แผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐. ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับประกำศและงำนทั่วไป เล่มที่ ๑๓๙ ตอนที่ ๓๐๗ ง (๒๙ ธันวำคม ๒๕๖๕). หน้ำ ๓๗ - ๔๗. และหน้ำ ๗๗ – ๑๐๐.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นผู้จ่ำย (Beneficiaries Pay Principle) ๖. ควำมเป็นหุ้นส่วนของรัฐ – เอกชน (Public – Private Partnership) ๗. ธรรมำภิบำล (Good Governance) ๘. กำรขยำยควำมรับผิดชอบแก่ผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) ๙. กำรใช้ทรัพยำกรอย่ำงมีประสิทธิภำพ (Resource Decoupling/ Resource Efficiency) ๑๐. สิทธิมนุษยชน (Human Right) ๑๑. กำรบูรณำกำร (Integration Principle) และ ๑๒. ควำมยุติธรรมทำงสิ่งแวดล้อม (Environment Justice) เพื่อด ำเนินกำรให้เป็นไปตำม ๕ ยุทธศำสตร์หลัก ๑๓ กลยุทธ์ และ ๓๓ ตัวชี้วัดตำมที่ก ำหนดไว้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กำรจัดกำรปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ก ำหนด อยู่ในยุทธศำสตร์ที่ ๓ ซึ่งเป็นกำรบริหำรจัดกำรเพื่อสร้ำงสังคมที่เป็นมิตรต่อสภำพภูมิอำกำศ โดยมี เป้ำหมำยในกำรลดปริมำณกำรปล่อยก๊ำซเรือนกระจกของประเทศไทยในทุกภำคส่วนให้มีประสิทธิภำพ พร้อมทั้งสำมำรถปรับตัวและรับมือต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจำกกำรเปลี่ยนแปลงของสภำพภูมิอำกำศ รวมทั้งภัยพิบัติต่ำง ๆ ได้อย่ำงเป็นระบบ และยุทธศำสตร์ที่ ๔ ซึ่งเป็นกำรยกระดับกระบวนทัศน์ เพื่อกำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมอย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยมีเป้ำหมำยในกำรส่งเสริม คุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้ำนสิ่งแวดล้อมและพัฒนำกลไกที่ช่วยยกระดับกระบวนทัศน์ กำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมอย่ำงมีประสิทธิภำพ เพื่อลดควำมเสี่ยงและควำมสูญเสีย จำกกำรเปลี่ยนแปลงของสภำพภูมิอำกำศ และภัยพิบัติต่ำง ๆ ในด้ำนชีวิตและทรัพย์สินของประชำชน รวมทั้งเผยแพร่องค์ควำมรู้ในกำรจัดกำรควำมเสี่ยงจำกสำธำรณภัย สร้ำงควำมตระหนักรู้ และกำร มีส่วนร่วมในกำรเตรียมควำมพร้อมเพื่อรับมือและฟื้นฟูสภำพภูมิอำกำศรวมทั้งทรัพยำกรธรรมชำติ และสิ่งแวดล้อมให้กลับสู่สภำวะปกติโดยเร็ว ๕) แผนยุทธศำสตร์อนำมัยสิ่งแวดล้อม ระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) ๒๕ .แผนยุทธศำสตร์อนำมัยสิ่งแวดล้อม ระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) เป็นแผน ยุทธศำสตร์ที่มุ่งเน้นกำรป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจำกสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภำพ ซึ่งใช้เป็น แนวทำงกำรด ำเนินงำนของหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องในด้ำนกำรจัดกำรอนำมัยสิ่งแวดล้อมภำยใต้ ๔ ยุทธศำสตร์ที่ก ำหนดไว้ เพื่อให้ประชำชนได้รับควำมคุ้มครองสิทธิด้ำนสุขภำพและสิ่งแวดล้อม ให้สำมำรถด ำรงชีวิตอยู่ได้อย่ำงมีสุขภำวะที่ดี โดยมีส่วนร่วมในกำรจัดกำรอนำมัยสิ่งแวดล้อมให้มี ประสิทธิภำพ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ก ำหนดอยู่ในยุทธศำสตร์ที่ ๒ ซึ่งเป็นกำรส่งเสริมสุขภำพกลุ่มวัย และอนำมัยสิ่งแวดล้อมสู่เมืองสุขภำพดี เพื่อให้ประชำชนทุกช่วงวัยมีสุขภำวะที่ดี อยู่ในสภำพแวดล้อม ที่เอื้อต่อกำรมีสุขภำพดี และคุณภำพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเฉพำะประชำชนในพื้นที่เขตเมือง พื้นที่พิเศษ ประชำชนชำยขอบ กลุ่มเปรำะบำง รวมถึงแรงงำนข้ำมชำติ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ จากสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ สามารถจ าแนกออกเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ ปัจจัยในด้านปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๒.๓.๑ ปัญหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษทางอำกำศและฝุ่นละออง ขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๑) การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการสังเกตการณ์การเก็บข้อมูลความรุนแรง ของปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ในจังหวัดภาคเหนือ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าสภาพภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งมีอิทธิพลต่อการเกิดปัญหา มลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) อันเป็นสาเหตุของการเกิด ก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น และน าไปสู่ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเพิ่มขึ้น๒๖ ๒) นโยบายและการด าเนินการของหน่วยงานภาครัฐ จากสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ให้ ความส าคัญต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีการติดตั้งเครื่องมือที่ใช้ส าหรับตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และในการแก้ไขปัญหา บ่อยครั้งที่หน่วยงานภาครัฐมักเลือกใช้วิธีการ ในการแก้ไขปัญหาเพียงที่ปลายเหตุเท่านั้น เช่น การพ่นละอองน้ าเพื่อดักจับฝุ่นละออง๒๗ เป็นต้น ท าให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน ๓) กิจกรรมและวิถีการด ารงชีวิตของประชาชน เมื่อกล่าวถึงปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทยซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบที่มีภูเขาล้อมรอบ หนึ่งในปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาดังกล่าวคือการเกิดไฟป่า ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติหรือไฟป่าที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์๒๘ เช่น การเผาป่าเพื่อท าแนวกันไฟส าหรับป้องกัน ไฟป่า การเผาขยะ การเผาซากพืช วัชพืช และวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมการส าหรับท าการเกษตร เช่น การปลูกข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากการเผาภายในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวแต่มาจาก ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นรัฐที่มีอาณาจักรติดกับพื้นที่ชายแดนของประเทศไทยด้วย เช่น สาธารณรัฐ ๒๕ กองแผนงาน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. “แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม ระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐)”พิมพ์ครั้งที่ ๑ : กรกฎาคม ๒๕๖๕, ส านักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์. หน้า ๑๙ – ๙๘. ๒๖ ปรัชญ์ รุจิวนารมย์. “โลกร้อน -ควันหนา - โลกร้อน :ความเชื่อมโยงมลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” GREEN NEWS, ๓ มิถุนายน ๒๕๖๒, สืบค้นเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖, https://greennews.agency/?p=19108. ๒๗ ฐ า นิ ส สุ ด โ ต. “ร ะ ด ม ฉี ด น้ า ไ ล่ ฝุ่ น PM 2.5 ต่ อ เ นื่ อ ง ห ลั ง ค่ า ฝุ่ น ยั ง ไ ม่ ล ด” ส า นั ก ข่ า ว THE STANDARD, ๑๗ มกราคม ๒๕๖๒, สืบค้นเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖, https://thestandard.co/water-spraying-pm2-5-dust/. ๒๘ ส านักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “รู้จักภัยจากไฟป่า”คลังความรู้ภัยพิบัติทางธรรมชาติ, ม.ป.ป. ,สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖,https://www.dnp.go.th/forestfire/FIRESCIENCE/scince.htm
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรกัมพูชา และประเทศมาเลเซีย เป็นต้น สืบเนื่องมาจากระบบเกษตร พันธะสัญญา (Contract farming) ซึ่งเป็นการท าสัญญาระหว่างกลุ่มนักธุรกิจกับเกษตรกร โดยกลุ่ม นายทุนตกลงที่จะจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชและส่งเสริมเทคโนโลยีที่ใช้ในการเพาะปลูกให้แก่เกษตรกร และเกษตรกรตกลงที่จะปลูกพืชตามที่กลุ่มนายทุนต้องการและเก็บเกี่ยวผลผลิตให้กับกลุ่มนายทุน๒๙ นอกจากนี้ ยังมีการด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่สืบทอดต่อกันเรื่อยมาอีกด้วย เช่น การขับขี่ยานพาหนะ การประกอบอาหาร การเก็บ หาของป่า การล่าสัตว์ รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ด้วย ๔) การเพิ่มขึ้นของจ านวนประชากรและการพัฒนาทางระบบเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของจ านวนประชากรและการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการจ้างงานและการอพยพย้ายที่อยู่อาศัยของกลุ่มแรงงาน จนกลายเป็นสังคมเมืองที่มีจ านวนประชากรเพิ่มขึ้น เกิดการประกอบอาชีพ การอุปโภคบริโภค และการ ผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรภายในประเทศเพิ่มขึ้น อันน าไปสู่การ กระจายรายได้และการหมุนเวียนของเม็ดเงินอันน าไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ซึ่งการเพิ่มขึ้นของจ านวนประชากรและการพัฒนาทางระบบเศรษฐกิจอันน าไปสู่การเจริญเติบโต ในสังคมชุนชนจนกลายเป็นสังคมเมือง มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ระบบขนส่งสาธารณะ และสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐาน อันเป็นปัจจัยหนึ่งของการก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางบก ทางน้ า และทางอากาศ รวมถึงปัญหา ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) และขนาดอื่น ๆ ด้วย๓๐ ๕) การศึกษา วิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยี ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหามลพิษ ทางอากาศและปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ในขณะที่ในต่างประเทศได้มีการศึกษาวิจัย ในเรื่องดังกล่าวที่ครอบคลุมหลายมิติ ดังนั้น การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ของประเทศไทยจึงเป็นการน าข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษา และวิจัยของต่างประเทศมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขข้อมูล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหามลพิษ ทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ ในทุกประเทศและอาจเป็นปัญหาระหว่างประเทศที่ต้องหาทางออกร่วมกันอีกด้วย ดังจะเห็นได้ จากสถานการณ์การเกิดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยระหว่างช่วงเดือนกันยายน ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ที่มีสาเหตุ ๒๙ อุดม งำมเมืองสกุล. “รำยงำนกำรวิจัย เรื่อง กฎหมำย นิติสัมพันธ์และควำมรับผิดชอบของคู่สัญญำกำรเพำะปลูกข้ำวโพดเลี้ยงสัตว์ภำยใต้ระบบ เกษตรพันธสัญญำในภำคเหนือตอนบนฝั่งตะวันออกของประเทศไทย”ของคณะนิติศำสตร์ มหำวิทยำลัยพะเยำ. กรุงเทพฯ :ส ำนักงำนกำรวิจัย แห่งชำติ, ๘ มีนำคม ๒๕๖๒,สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภำคม ๒๕๖๖,https://www.thai-explore.net/author/getBibidByAuthor/9464. ๓๐ นภัส บุญติ, เกรียงไกร อรุโณทยำนันท์, พรพจน์ นุเสน และมำนพ แก้มโมรำเจริญ. “ปัจจัยที่มีผลต่อฝุ่นละอองจำกกิจกรรมก่อสร้ำง : วิธีกำรแบบจ ำลองสมกำรโครงสร้ำง” กำรประชุมวิชำกำรวิศวกรรมโยธำแห่งชำติ ครั้งที่ ๒๖ ระหว่ำงวันที่ ๒๓ – ๒๕ มิถุนำยน ๒๕๖๔. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภำคม ๒๕๖๖,https://conference.thaince.org/index.php/ncce26/article/download/ 836/519/
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มาจากการเผาป่าเพื่อท าอุตสาหกรรมปาล์มน้ ามันและกระดาษในประเทศอินโดนีเซีย๓๑ ซึ่งมีอาณาเขต ติดต่อกับประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยจะมีการลงนามในความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจาก หมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) แต่ก็ยังไม่สามารถ แก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ เนื่องจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว อย่างจริงจัง กล่าวคือ ยังไม่มีการตรากฎหมายภายในมารับรองเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ ของความตกลงดังกล่าว การมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่น ามาใช้ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ในประเทศไทยยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐเท่าที่ควร ๒.๓.๒ ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษทางอำกำศและฝุ่นละอองขนำด ไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อพิจารณาจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้มีการก าหนดให้รัฐมีหน้าที่ในการอนุรักษ์ คุ้มครอง บ ารุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการเพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ตามที่ก าหนดไว้ ในหมวด ๕ มาตรา ๕๗ (๒) และมีการรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการด าเนินการ และการได้รับประโยชน์จากการด าเนินการด้านสิ่งแวดล้อม โดยก าหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการจัดท ารายงานประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมจากการด าเนินโครงการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ การจัดตั้งโรงงาน อุตสาหกรรม หรือการท าเหมือง เป็นต้น แต่ไม่มีการก าหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของบุคคล ซึ่งรวมกันเป็นชุมชนเกี่ยวกับการคุ้มครอง อนุรักษ์ และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเหมือนเช่นเดียวกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๓ ส่วนที่ ๑๒ มำตรำ ๖๗ ดังนั้น แม้รัฐจะมีหน้ำที่ในกำรรักษำสิ่งแวดล้อม แต่ปรำกฏว่ำไม่มีกำรบัญญัติกฎหมำยเพื่อรองรับสิทธิให้แก่ ประชำชน จึงอำจท ำให้เกิดควำมไม่ชัดเจนในสิทธิของประชำชนที่รัฐพึงต้องรับรอง ๒) พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อพิจำรณำจะเห็นได้ว่ำพระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อม แห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ก ำหนดให้รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม โดยควำมเห็นชอบของคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติจัดท ำแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อม และก ำหนดให้ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดในท้องที่เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือเขตควบคุมมลพิษ มีหน้ำที่ ต้องด ำเนินกำรจัดท ำแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด เพื่อป้องกันกำรเกิดปัญหำมลพิษ ทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) แต่ส ำหรับในกรณีที่จังหวัดใดไม่อยู่ใน เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือเขตควบคุมมลพิษ ไม่ได้อยู่ในบังคับที่ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดของจังหวัด นั้น ๆ ต้องด ำเนินกำรจัดท ำแผนจัดกำรคุณภำพสิ่งแวดล้อมตำมที่มำตรำ ๓๗ แห่งพระรำชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ก ำหนด ท ำให้บำงจังหวัดไม่มีกำรก ำหนด ๓๑ Greenpeace Thailand.“อำเซียนรวมใจ แต่ท ำไมจัดกำรมลพิษทำงอำกำศจำกหมอกควันข้ำมแดนไม่ได้สักที?” ๔ พฤศจิกำยน ๒๕๖๒. สืบค้นเมื่อ วันที่ ๑๑ พฤษภำคม ๒๕๖๖,https://www.greenpeace.org/thailand/story/9597/asean-haze-problem/.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มำตรกำรทำงกฎหมำยในกำรป้องกันกำรเกิดปัญหำมลพิษทำงอำกำศและฝุ่นละอองขนำดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) นอกจากนี้การก าหนดค่ามาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของประเทศไทย อยู่ในระดับที่ต่ ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ และการก าหนดมาตรการทางกฎหมายในการ ป้องกันการเกิดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ของประเทศไทย เป็นการก าหนดให้มีการจัดท าแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือก าหนด ค่ามาตรฐานไว้อย่างกว้าง ๆ เท่านั้น แต่เป็นเพียงค าแนะน าจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตาม ย่อมไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายที่จะต้องรับโทษตามกฎหมายแต่อย่างใด ๓) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อพิจารณาจะเห็นได้ว่าแม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็นกฎหมายในความรับผิดชอบ ของกระทรวงสาธารณสุข แต่การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นหน้าที่และอ านาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแต่อย่างใด จึงท าให้ในทางปฏิบัติหากมีประชาชน ร้องเรียนเพื่อให้มีการน าพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ มาใช้บังคับในกรณีที่การกระท า ดังกล่าวเข้าลักษณะของการเป็นเหตุเดือดร้อนร าคาญ อาจท าให้ประชาชนมีความสับสนว่าหน่วยงานใด เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จากการศึกษาข้อมูลท าให้ทราบว่าประเทศไทยมีมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งสามารถ จ าแนกตามวัตถุประสงค์ในการออกกฎหมาย ออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ๑) มาตรการทางกฎหมาย ในการป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๒) มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) และ ๓) มาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขหรือก าจัดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย และกรมควบคุมมลพิษ โดยที่ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เป็นปัญหาระดับประเทศที่นานาประเทศต้องเผชิญ ซึ่งในแต่ละประเทศมีแนวทางในการรับมือและจัดการ ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นบริบทในสังคม ระบบเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากกว่าประเทศที่ก าลังพัฒนาหรือประเทศด้อยพัฒนา เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ ย่อมแสวงหาวิธีการที่จะท าให้ชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศด้านอื่น ๆ ดียิ่งขึ้น และหน่วยงานภาครัฐมักมีนโยบายสนับสนุน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชน เพื่อให้มีการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีและสร้าง นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อน ามาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป ในขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็น ประเทศที่ก าลังพัฒนา รวมทั้งประเทศด้อยพัฒนาย่อมมีเงื่อนไขบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประเทศและแก้ไขปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เช่น การขาดแคลนงบประมาณในการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี การขาดองค์ความรู้ และการก าหนดมาตรการทางกฎหมายรวมทั้งนโยบายระดับประเทศ ขาดความชัดเจนท าให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่สามารถด าเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่าง มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เป็นปัญหาระดับประเทศที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้อง ให้ความส าคัญและร่วมมือกันหาแนวทางเพื่อจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ระบบเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสุขภาพ ของประชาชนภายในประเทศ ๕. ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาข้อมูลท าให้ทราบว่าประเทศไทยมีมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งสามารถ จ าแนกตามวัตถุประสงค์ในการออกกฎหมาย ออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ๑) มาตรการทางกฎหมายใน การป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) ๒) มาตรการ ทางกฎหมายในการควบคุมการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) และ ๓) มาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขหรือก าจัดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย และกรมควบคุมมลพิษ โดยที่ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เป็นปัญหาระดับประเทศที่นานาประเทศต้องเผชิญ ซึ่งในแต่ละประเทศมีแนวทางในการรับมือและจัดการ ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นบริบทในสังคม ระบบเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากกว่าประเทศที่ก าลังพัฒนาหรือประเทศด้อยพัฒนา เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ ย่อมแสวงหาวิธีการที่จะท าให้ชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศด้านอื่น ๆ ดียิ่งขึ้น และหน่วยงานภาครัฐมักมีนโยบายสนับสนุน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชน เพื่อให้มีการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อน ามาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป ในขณะที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ก าลังพัฒนา รวมทั้งประเทศด้อยพัฒนาย่อมมีเงื่อนไขบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เช่น การขาดแคลนงบประมาณในการศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี การขาดองค์ความรู้ และการก าหนดมาตรการทางกฎหมายรวมทั้งนโยบายระดับประเทศ ขาดความชัดเจนท าให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่สามารถด าเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่าง มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เป็นต้น
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๖๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM 2.5) เป็นปัญหาระดับประเทศที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้อง ให้ความส าคัญและร่วมมือกันหาแนวทางเพื่อจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ระบบเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสุขภาพ ของประชาชนภายในประเทศ นำงสำวพนัชกร จันทร์ธนะกุล นิติกรปฏิบัติกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรควำมมั่นคงแห่งรัฐ กิจกำรชำยแดนไทย ยุทธศำสตร์ชำติและกำรปฏิรูปประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การเด็กไร้สัญชาติในไทย : กรณีเด็กที่เกิดในศูนย์ผู้ลี้ภัยและเด็ก เกิดจากแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ประเทศไทย มีลักษณะที่ตั้งติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้ำนหลำยประเทศ ทั้งนี้แต่ละ ประเทศมีปัญหำกันด้ำนกำรเมืองภำยในประเทศ หรือปัญหำด้ำนสภำพทำงเศรษฐกิจของเพื่อนบ้ำนที่ มีกำรเติบโตทำงเศรษฐกิจที่ไม่เจริญเติบโตเท่ำที่ควร จึงให้มีกำรเคลื่อนย้ำยของประชำชนภำยในรัฐ นั้น เพื่อหำรัฐที่ปลอดภัยในด้ำนชีวิตและเศรษฐกิจ เพื่อให้ชีวิตได้อยู่รอดปลอดภัยในประเทศอื่น สภำพควำมไร้รัฐไร้สัญชำติที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยำวชนในประเทศเป็นปัญหำที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต และด ำเนินต่อเนื่องมำยังปัจจุบัน แม้จะมีควำมพยำยำมร่วมมือจำกหลำยภำคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหำนี้ โดยมีแนวนโยบำยและกฎหมำยที่ครอบคลุม แต่ปัญหำในทำงปฏิบัติยังคงเป็นสำเหตุหลักของ ข้อท้ำทำยที่ท ำให้ยังไม่สำมำรถยุติวงจรไร้สัญชำติได้อย่ำงเด็ดขำด ส่งผลให้ยังมีเด็กที่อยู่ในภำวะไร้รัฐ ไร้สัญชำติอยู่นับแสนคนในหลำย ๆ พื้นที่ของประเทศไทย เด็กไร้รัฐไร้สัญชำติ คือ เด็กที่มีชีวิตอยู่โดยไร้ตัวตนในแผ่นดินที่อยู่ และไม่ถูกยอมรับ ว่ำเป็นพลเมืองของรัฐใดในโลก เด็กที่ไม่มีสัญชำติไทยหรือสัญชำติใดเลยจะถูกจัดเป็นเด็กไร้สัญชำติ และหำกไม่มีเอกสำรแสดงตนของรัฐไทย หรือรัฐใดอีก ก็จะกลำยเป็นเด็กไร้รัฐไร้สัญชำติที่ไร้เอกสำร และมักถูกสันนิษฐำนว่ำเป็นคนที่เข้ำเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมำย สถำนะที่ไร้รัฐไร้สัญชำตินี้ ท ำให้เด็กคนดังกล่ำวไม่มีตัวตนในทำงกฎหมำย แม้เด็ก ๆ เหล่ำนี้จะมีชีวิตเฉกเช่นเด็กทั่วไป แต่ก็เป็นชีวิต ที่ไร้ตัวตน เด็กไร้สัญชำติมักเป็นผู้ที่ถูกลืม เพรำะในทำงกฎหมำยก็เสมือนกับไม่มีใครมองเห็น และได้ ยินพวกเขำ ควำมไร้สัญชำติจึงเป็นอุปสรรคส ำคัญต่อชีวิตของเด็ก และเด็กเหล่ำนั้นมักต้องเผชิญกับ ผลกระทบของภำวะไร้สัญชำติต่อชีวิตควำมเป็นอยู่อย่ำงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในแทบทุกวัน ภำวะไร้สัญชำติท ำให้เด็กเข้ำไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐำนที่จ ำเป็นหลำยประกำร น ำไปสู่ กำรขำดโอกำส และมักถูกเลือกปฏิบัติและกีดกันจำกกำรมีส่วนร่วมในสังคม โดยเด็กไร้สัญชำติมักตก อยู่ในสภำวะเปรำะบำง ที่น ำไปสู่ปัญหำนำนัปกำร ไม่ว่ำจะเป็นควำมยำกจน กำรขำดโอกำส และ กำรเข้ำไม่ถึงกำรศึกษำ กำรรักษำพยำบำล และควำมคุ้มครองทำงสังคม รวมทั้งก่อให้เกิดควำมเสี่ยง สูงขึ้นในประเด็นคุ้มครองเด็ก เช่น ควำมรุนแรง กำรละเมิด กำรแสวงหำประโยชน์ กำรค้ำมนุษย์ หรือ กำรถูกใช้แรงงำนเด็ก เมื่อเด็กไร้สัญชำติเติบโตจนถึงวัยที่สำมำรถท ำงำนได้ ก็มักจะเผชิญข้อจ ำกัด และ กำรถูกเลือกปฏิบัติ เช่น กำรไม่สำมำรถท ำงำนบำงอำชีพได้ หรือกำรได้รับค่ำจ้ำงที่น้อยกว่ำปกติ ในหลำยกรณีตัวเลือกกำรท ำงำนมีอย่ำงจ ำกัดมำกจนมักถูกจ้ำงให้ท ำงำนที่เสี่ยงอันตรำย นอกจำกนี้ เด็กไร้สัญชำติมักถูกกีดกันจำกสิทธิขั้นพื้นฐำนอีกด้วย เช่น สิทธิในกำรได้รับควำมคุ้มครอง ตำมกฎหมำย และสิทธิในกำรออกเสียงเลือกตั้งภำวะไร้สัญชำติมักมีสภำพปัญหำเป็นวงจรสืบต่อเนื่อง จำกรุ่นสู่รุ่น กล่ำวคือ บุตรหลำนของผู้ไร้สัญชำติจะสืบต่อสถำนะไร้สัญชำติตั้งแต่แรกเกิด และ สถำนะนี้จะยังสืบต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่ำกระบวนกำรพัฒนำสถำนะจะแล้วเสร็จ ซึ่งมักกินเวลำนำน หลำยปี เป็นผลให้วงจรปัญหำดังกล่ำวด ำรงต่อเนื่องและท ำให้มีเด็กที่ตกอยู่ในภำวะไร้สัญชำติเพิ่ม จ ำนวนมำกขึ้นเรื่อย ๆ ควำมหมำยของค ำว่ำ “สัญชำติ” ได้มีค ำจ ำกัดควำมไว้ว่ำ สัญชำติ หมำยถึงควำม
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ผูกพันทำงกฎหมำยและกำรเมืองที่บุคคลมี่ต่อรัฐอย่ำงถำวรไม่เสื่อมคลำย เป็นควำมผูกพันที่รัฐเป็นผู้ก ำหนด รับรองโดยตรำกฎหมำยโดยค ำนึงถึงควำมใกล้ชิดควำมผูกพันที่บุคคลมีต่อรัฐ เจ้ำของสัญชำติมำกกว่ำรัฐอื่น ใดและผลแห่งควำมผูกพันนี้ ท ำให้บุคคลนั้นเกิดภำระหน้ำที่ที่จะมีต่อรัฐในฐำนะเป็นคนในชำติ และใน ขณะเดียวกันรัฐก็มีสิทธิที่จะปกป้องคุ้มครองบุคคลนั้นและสิทธิเรียกร้องแทนบุคคลนั้น หำกบุคคลนั้นได้รับ ควำมเสียหำยจำกกำรกระท ำของรัฐอื่นโดยเป็นไปตำมหลักกฎหมำยระหว่ำงประเทศ โดยเหตุที่รัฐเท่ำนั้นที่ มีอ ำนำจในกำรให้สัญชำติแก่พลเมือง เพื่อให้ทรำบถึงจ ำนวนกำรใช้อ ำนำจปกครอง รวมทั้งกำรให้ ควำมดูแลคุ้มครองบุคคลที่เป็นพลเมืองของประเทศ อ ำนำจรัฐดังกล่ำว ท ำให้รัฐมีหน้ำที่บัญญัติ กฎเกณฑ์ต่ำง ๆ เพื่อสร้ำงควำมผูกพันระหว่ำวงรัฐกับพลเมืองของตน ซึ่งกำรจะให้เกิดควำมผูกพัน หรือควำมประสงค์จะให้สัญชำติแก่บุคคลประเภทใดนั้น เป็นนโยบำย และหลักเกณฑ์แต่ละรัฐแต่ละ ประเทศก ำหนดขึ้นเพื่อใช้บังคับในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิหน้ำที่ในทำงกำรเมืองของเอกชนอันเป็นควำม เกี่ยวพันในสิทธิและหน้ำที่พลเมือง (Civil Rights and Duties) ของประเทศหนึ่งกับพลเมืองของ ประเทศอื่น ซึ่งเรียกว่ำ คนต่ำงด้ำว (Alien) ไม่ว่ำคนต่ำงด้ำวนั้นจะอยู่ในประเทศของตน หรือเข้ำมำ อยู่ในอีกประเทศหนึ่งในฐำนะผู้อำศัยก็ตำม หรือในระหว่ำงคนต่ำงด้ำวด้วยกันเองที่เข้ำไปอำศัยในประเทศ อื่น ควำมเกี่ยวพันกันระหว่ำงพลเมืองของประเทศที่ต่ำงกันนี้ อำจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลทรัพย์ หนี้ และวิธีได้สิทธิต่ำง ๆ ในทรัพย์ กำรที่ประเทศหนึ่ง เข้ำมำเกี่ยวพันกับประเทศทั้งหลำยเพรำะต่ำง ต้องเป็นผู้ดูแลและระวังรักษำผลประโยชน์ของพลเมืองของตน คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ สภำผู้แทนรำษฎร ในชุดที่ ๒๕ มีควำมสนใจในกำร เดินทำงไปศึกษำดูงำน ณ ศูนย์อพยพของผู้ลี้ภัยชำวเมียนมำ ที่มีกำรลี้ภัยมำอยู่ในเขตจังหวัดชำยแดน ของประเทศไทยมำเป็นเวลำนำน โดยจำกกำรเดินทำงไปศึกษำดูงำนจะพบปัญหำเกี่ยวกับกำรให้ควำม ช่วยเหลือเกี่ยวกับทำงด้ำนสิทธิมนุษยชน มีกำรสอบถำมหน่วยงำนต่ำง ๆ ในกำรด ำเนินกำรทังด้ำน สำธำรณสุข ด้ำนกำรศึกษำกับเด็กที่ไร้สัญชำติเหล่ำนี้ ในส่วนเกี่ยวกับเด็กไร้สัญชำติที่เกิดจำกแรงงำน ต่ำงด้ำวที่เข้ำเมืองโดยผิดกฎหมำย นั้นเมื่อกำรพัฒนำทำงเศรษฐกิจของประเทศไทยมีควำมเจริญ มำกกว่ำประเทศเพื่อนบ้ำนกำรเกิดกำรเคลื่อนย้ำยแรงงำนจึงเกิดขึ้นและปัญหำเด็กไร้สัญชำติจึงควรมี กำรศึกษำเรื่องเด็กไร้สัญชำติในไทย : กรณีเด็กที่เกิดในศูนย์ผู้ลี้ภัยและเด็กเกิดจำกแรงงำนข้ำมชำติที่ เข้ำเมืองอย่ำงผิดกฎหมำย เพื่อรับทรำบถึงสภำพปัญหำของสถำนกำรณ์ในปัจจุบันของกรณีเด็กไร้ สัญชำติและศึกษำหำแนวทำงที่แก้ไขปัญหำดังกล่ำวเสนอไปยังหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องให้หำวิธีและขั้นตอน ในกำรลดปัญหำดังกล่ำว ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) พระรำชบัญญัติสัญชำติ ๒๕๐๘ ๒) มติคณะรัฐมนตรีเรื่องกำรจัดกำรศึกษำแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐำนทะเบียนรำษฎร หรือไม่มีสัญชำติไทย เมื่อวันที่ ๕ กรกฎำคม ๒๕๔๘ ส่งผลให้คนไร้รัฐ/ไร้สัญชำติ/ไร้รำกเหง้ำ และแรงงำนข้ำมชำติรวมถึงบุตรหลำนของกลุ่มคนเหล่ำนี้ทั้งหมดสำมำรถลงทะเบียนเรียนหนังสือ ในสถำนกำรศึกษำของรัฐได้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กันยำยน ๒๕๔๘
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๓ มีนำคม ๒๕๕๓ กำรให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐำน ด้ำนสำธำรณสุขกับบุคคลที่มีปัญหำสถำนะและสิทธิ ๔) รำยงำนกำรวิจัย เรื่อง ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น ๔๘ ปี สถำนกำรณ์เด็กไร้สัญชำติ ในประเทศไทย ๓. บทวิเคราะห์ ตำมพระรำชบัญญัติสัญชำติ ๒๕๐๘ กำรได้สัญชำติไทย มำตรำ ๗ บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชำติไทยโดยกำรเกิด (๑) ผู้เกิดโดยบิดำหรือมำรดำเป็นผู้มีสัญชำติไทย ไม่ว่ำจะเกิดในหรือนอก รำชอำณำจักรไทย (๒) ผู้เกิดในรำชอำณำจักรไทย ยกเว้นบุคคลตำมมำตรำ ๗ ทวิ วรรคหนึ่ง มำตรำ ๗ ทวิผู้เกิดในรำชอำณำจักรไทย โดยบิดำและมำรดำเป็นคนต่ำงด้ำว ย่อม ไม่ได้รับสัญชำติไทย ถ้ำในขณะที่เกิดบิดำตำมกฎหมำยหรือบิดำซึ่งมิได้มีกำรสมรสกับมำรดำหรือ มำรดำของผู้นั้นเป็น (๑) ผู้ที่ได้รับกำรผ่อนผันให้พักอำศัยอยู่ในรำชอำณำจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ เฉพำะรำย (๒) ผู้ที่ได้รับอนุญำตให้เข้ำอยู่ในรำชอำณำจักรไทยเพียงชั่วครำว หรือ (๓) ผู้ที่เข้ำมำอยู่ในรำชอำณำจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญำตตำมกฎหมำยว่ำ ด้วยคนเข้ำเมือง ในกรณีที่เห็นสมควรรัฐมนตรีจะพิจำรณำและสั่งเฉพำะรำยให้บุคคลตำม วรรคหนึ่งได้สัญชำติไทยก็ได้ ตำมหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีก ำหนด ให้ถือว่ำผู้เกิดในรำชอำณำจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชำติไทยตำมวรรคหนึ่งเป็นผู้ที่ เข้ำมำอยู่ในรำชอำณำจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญำตตำมกฎหมำยว่ำด้วยคนเข้ำเมือง เว้นแต่จะมีกำรสั่งเป็น อย่ำงอื่นตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรนั้น มำตรำ ๘ ผู้เกิดในรำชอำณำจักรไทยโดยบิดำและมำรดำเป็นคนต่ำงด้ำว ย่อมไม่ได้ สัญชำติไทย ถ้ำขณะที่เกิดบิดำหรือมำรดำเป็น (๑) หัวหน้ำคณะผู้แทนทำงทูตหรือเจ้ำหน้ำที่ในคณะผู้แทนทำงทูต (๒) หัวหน้ำคณะผู้แทนทำงกงสุลหรือเจ้ำหน้ำที่ในคณะผู้แทนทำงกงสุล (๓) พนักงำนหรือผู้เชี่ยวชำญขององค์กำรระหว่ำงประเทศ (๔) คนในครอบครัวซึ่งเป็นญำติอยู่ในควำมอุปกำระหรือคนใช้ ซึ่งเดินทำง จำกต่ำงประเทศมำอยู่กับบุคคลใน (๑) (๒) หรือ (๓) เมื่อมีกำรพิจำรณำจำก กฎหมำยสัญชำติของประเทศไทย แน่นอนเด็กที่เกิด ในศูนย์อพยพตำมแนวเขตชำยแดนและเด็กที่เกิดจำกแรงงำนต่ำงด้ำวที่เข้ำเมืองแบบผิดกฎหมำยไม่ สำมำรถที่จะมีสัญชำติไทยได้ ซึ่งสิทธิต่ำง ๆ ที่เด็กที่มีสัญชำติไทยได้รับคงไม่เกิดกับเด็กเหล่ำนี้ แต่ทั้งนี้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประเทศไทย ได้ลงนำมเข้ำเป็นภำคีอนุสัญญำว่ำด้วยสิทธิเด็กของสหประชำชำติซึ่งอนุสัญญำว่ำด้วย สิทธิเด็กระบุไว้อย่ำงชัดเจน ถึงสิทธิของเด็กทุกคนในกำรได้รับกำรแจ้งและจดทะเบียนเกิด รวมถึงมี สัญชำติ โดยรัฐภำคีของอนุสัญญำฯ มีหน้ำที่ในกำรเข้ำช่วยเหลือเด็กที่ตกอยู่ในสถำนะไร้สัญชำติ อนุสัญญำว่ำด้วยสิทธิเด็ก มำตรำ ๗ ๑) เด็กจะได้รับกำรจดทะเบียนทันทีหลังกำรเกิด และจะมีสิทธิที่จะมีชื่อนับแต่เกิด และสิทธิที่จะได้สัญชำติ และเท่ำที่จะเป็นไปได้ สิทธิที่จะรู้จักและได้รับกำรดูแลเลี้ยงดูจำกบิดำมำรดำ ของตน ๒)รัฐภำคีจะประกันให้มีกำรปฏิบัติตำมสิทธิเหล่ำนี้ตำมกฎหมำยภำยในและพันธกรณีของ รัฐภำคีที่มีอยู่ภำยใต้ตรำสำรระหว่ำงประเทศที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง ในกรณีที่เด็กจะ ตกอยู่ในสถำนะไร้สัญชำติ ในฐำนะที่ประเทศไทยเป็นภำคีในอนุสัญญำว่ำด้วยสิทธิเด็ก ก็ได้มีกำรปฏิบัติตำมและ ให้มีกำรจัดกำรเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐำนที่เด็กไร้สัญชำติ จะได้รับ คือโดยกำรเกิดมีกำรก ำหนดให้มีกำร แจ้งเกิดและมีกำรลงประวัติในทะเบียนรำษฎร์ กำรจดทะเบียนกำรเกิดเพื่อป้องกันควำมไร้รัฐไร้สัญชำติ หลำยทศวรรษที่ผ่ำนมำ ประเทศไทยมีควำมพยำยำมอย่ำงยิ่งที่จะแก้ไขปัญหำ ควำมไร้สัญชำติให้แก่เด็กไร้สัญชำติและครอบครัว โดยตระหนักดีว่ำ กำรด ำเนินกำรจดทะเบียน กำรเกิดถ้วนหน้ำ (Birth Registration for ALL) นอกจำกจะเป็นกำรรับรองควำมเป็นบุคคลตำม กฎหมำย หรือป้องกันควำมไร้รัฐให้แก่เด็กที่เกิดในประเทศไทย อันเป็นกำรด ำเนินกำรตำมพันธกรณี ระหว่ำงประเทศที่ผูกพันประเทศไทยในฐำนะรัฐภำคีแล้ว ยังเป็นมำตรกำรหรือกลไกส ำคัญในกำร ป้องกันควำมไร้สัญชำติให้กับมีสิทธิที่จะได้รับกำรจดทะเบียนกำรเกิดกฎหมำยกำรทะเบียนรำษฎร ซึ่งได้รับกำรแก้ไขปรับปรุงในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ ระบุว่ำ เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศมีสิทธิที่จะได้รับ กำรจดทะเบียนกำรเกิดได้รับกำรก ำหนดเลขประจ ำตัวสิบสำมหลัก และได้รับกำรบันทึกชื่อเข้ำ ในทะเบียนบ้ำนหรือทะเบียนประวัติ โดยไม่เลือกปฏิบัติตำมมติคณะรัฐมนตรี ๑) มติคณะรัฐมนตรีเรื่องกำรจัดกำรศึกษำแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐำนทะเบียนรำษฎร หรือไม่มีสัญชำติไทย เมื่อวันที่ ๕ กรกฎำคม ๒๕๔๘ ส่งผลให้คนไร้รัฐ/ไร้สัญชำติ/ไร้รำกเหง้ำ และแรงงำนข้ำมชำติรวมถึงบุตรหลำนของกลุ่มคนเหล่ำนี้ทั้งหมดสำมำรถลงทะเบียนเรียนหนังสือใน สถำนกำรศึกษำของรัฐได้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กันยำยน ๒๕๔๘ ๒) มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๓ มีนำคม ๒๕๕๓ กำรให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐำน ด้ำนสำธำรณสุขกับบุคคลที่มีปัญหำสถำนะและสิทธิ สถานการณ์ของเด็กไร้สัญชาติ ของประเทศไทยในปัจจุบันมี เด็กที่เป็นกลุ่มส าคัญ อยู่ ๒ กลุ่ม ๑) กลุ่มเด็กที่เกิดในศูนย์อพยพต่ำง ๆ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เด็กกลุ่มนี้หน่วยงำน ของรัฐได้มีกำรก ำหนดเป็น “กลุ่มมั่นคงเฉพำะ” เด็กกลุ่มนี้อำจตกอยู่ในสภำวะไร้รัฐไร้สัญชำติหรือไม่ ก็ได้โดยสภำควำมมั่นคงแห่งชำติได้ก ำหนดกลุ่มควำมมั่นคงเฉพำะขึ้นโดยอำศัยเหตุแห่งกำรรักษำควำม มั่นคงของรัฐและเงื่อนไขในกำรรักษำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ ท ำให้กำรพัฒนำสิทธิในสถำนศึกษำ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร หรือแนวทำงกำรคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐำน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ ประกอบด้วย เด็กที่เป็นบุตรของผู้หนีภัยจำก กำรสู้รบซึ่งอำศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วครำวตำมแนวชำยแดนไทยและเมียนมำ เด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมือง เด็กที่เป็นบุตรของกลุ่มแรงงำนข้ำมชำติในกลุ่มเมียนมำมุสลิมและเด็กกลุ่มโรฮิงญำ เป็นต้น ๒) กลุ่มเด็กที่เกิดจำก พ่อแม่ซึ่งเป็นแรงงำนต่ำงด้ำวที่เดินทำงเข้ำเมืองโดยผิด กฎหมำยและไม่เดินทำงกลับประเทศต้นทำง โดยจะอำศัยอยู่ในประเทศไทยและมีกำรเคลื่อนย้ำยไป หลำยพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อที่จะค้ำแรงงำน โดยหลักกำรของประเทศต้นทำงหลำย ๆ ประเทศ หำกเดินทำงกลับไปยังประเทศต้นทำงของพ่อแม่เด็ก เด็กก็จะเป็นคนที่มีสัญชำติตำมหลักสำยเลือด ของพ่อแม่ แต่เนื่องจำกหำกเดินทำงกลับจะไม่สำมำรถเดินทำงเข้ำมำค้ำแรงงำนในประเทศไทย ได้โดยง่ำย เมื่อกำรหำรำยได้เป็นสิ่งที่ส ำคัญ กลุ่มแรงงำนต่ำงด้ำวจึงเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทย และเด็กเหล่ำนั้นจะตกเป็นเด็กไร้สัญชำติ ส ำหรับเด็กกลุ่มที่ ๑ ปัญหำของกำรแจ้งเกิดคงไม่มีปัญหำเนื่องจำกตำมศูนย์อพยพจะ มีกำรดูแลจำกหน่วยงำนของรัฐ ทั้งด้ำนกำรปกครอง ควำมมั่นคงอีกทั้งจะมีองค์กรควำมร่วมมือเอกชน ที่พร้อมจะดูแลและด ำเนินกำรในกำรแจ้งเกิดกับเด็กที่เกิดในศูนย์อพยพ แต่ปัญหำกำรแจ้งเกิดของเด็ก กลุ่มที่ ๒ คือ กำรจดทะเบียนกำรเกิดของเด็กไร้สัญชำติที่เกิดในโรงพยำบำลและนอกโรงพยำบำล ณ ปัจจุบันจะมีควำมเหมือนและแตกต่ำงกัน ดังนี้ ปัญหาการแจ้งเกิดกรณีเด็กที่เกิดในโรงพยาบาล ๑) สถำนพยำบำลบำงแห่งมีกำรเรียกเงินมัดจ ำ ๒,๐๐๐ บำท - เมื่อน ำหนังสือรับรองกำรเกิด (ท.ร. ๑/๑) ไปแจ้งเกิดและน ำสูติบัตรมำยืนยัน จึงจะได้เงินคืนหำกไม่ไปแจ้งเกิด หรือแจ้งเกิดเกินกว่ำ ๑๕ วัน ทำงโรงพยำบำลอำจจะไม่คืนเงินให้ ๒) สถำนพยำบำลบำงแห่งสั่งพิสูจน์ควำมน่ำเชื่อถือของบิดำ - สถำนพยำบำลบำงแห่งสั่งพิสูจน์ควำมน่ำเชื่อถือของบุคคลสัญชำติไทยที่อ้ำง ตัวว่ำเป็นบิดำก่อนออกหนังสือรับรองกำรเกิดได้ หรือจะออกหนังสือรับรองกำรเกิดโดยไม่ระบุชื่อบิดำ ให้ก็ได้ - หำกไม่ได้ฝำกครรภ์กับโรงพยำบำลมำตั้งแต่ต้น อำจถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนออกหนังสือรับรองกำรเกิด - อำจมีกำรเรียกผลตรวจ DNA บิดำกับเด็ก ๓) บิดำมำรดำที่เป็นแรงงำนข้ำมชำติขำดควำมรู้ควำมเข้ำใจต่อกำรจดทะเบียน กำรเกิด - บิดำมำรดำที่เป็นแรงงำนข้ำมชำติที่ไม่มีควำมรู้ควำมเข้ำใจภำษำไทย ท ำให้ ไม่ได้ขอรับหนังสือรับรองกำรเกิดให้แก่บุตร - แรงงำนข้ำมชำติบำงคนเข้ำใจว่ำ กรรับหนังสือรับรองกำรเกิดจะท ำให้ เด็กมีสัญชำติไทย จึงไม่รับ เพรำะเกรงจะมีปัญหำเมื่อกลับประเทศตนเอง - บิดำมำรดำแรงงำนข้ำมชำติไม่เห็นควำมส ำคัญหรือควำมจ ำเป็นของกำรแจ้ง เกิด
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร - กำรไม่มีเอกสำรแสดงตนของบิดำมำรดำเป็นอุปสรรคต่อกำรขอออกหนังสือ รับรองกำรเกิด - แรงงำนข้ำมชำติที่เข้ำเมืองโดยไม่ถูกกฎหมำยไม่กล้ำไปแจ้งเกิด เพรำะกลัว ถูกด ำเนินคดี เนื่องจำกเคยมีกรณีที่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดให้แก่บุตรแล้วถูกจับกุมด ำเนินคดี เพรำะไม่มี เอกสำรแสดงตัวบุคคลมำแล้ว ๔) กำรกรอกหนังสือรับรองกำรเกิดในระบบออนไลน์ - ภำษำอังกฤษเป็นอุปสรรคในกำรกรอกข้อมูลหนังสือรับรองกำรเกิดในระบบ ออนไลน์ - บำงกรณีเจ้ำหน้ำที่ส ำนักทะเบียนแก้ไขหรือน ำข้อมูลออก โดยไม่ตรวจสอบ กับทำงโรงพยำบำลก่อน - ระบบกำรกรอกหนังสือรับรองกำรเกิดออนไลน์ไม่มีกำรอัพเดทข้อมูลอัตโนมัติว่ำ ผู้ปกครองน ำเด็กไปจดทะเบียนกำรเกิดแล้วหรือไม่ - กำรจดทะเบียนกำรเกิดในระบบออนไลน์บังคับให้ต้องใส่สัญชำติของเด็ก เสมอ ไม่สำมำรถกรอกว่ำ “ไม่ระบุ” ได้ ปัญหากรณีเด็กที่เกิดนอกโรงพยาบาล ๑) มีขั้นตอนกำรแจ้งเกิดที่ยุ่งยำกมำกขึ้นในหลำยพื้นที่ ๒) มีแนวชำยแดนหรือในพื้นที่ห่ำงไกลที่คลอดกับหมอต ำแยหรือสถำนีอนำมัยชุมชน จะมีขั้นตอนกำรแจ้งเกิดที่ต้องอำศัยเจ้ำหน้ำที่สำธำรณสุขและผู้ใหญ่บ้ำนในพื้นที่ออกใบรับแจ้งเกิดให้ ซึ่งกลำยเป็นขั้นตอนที่ท ำให้กำรออกหนังสือรับรองกำรเกิดมีควำมยุ่งยำก ซับซ้อน หรืออำจท ำให้เด็กตก หล่นจำกทะเบียนกำรเกิด ๓) ถ้ำคลอดที่สถำนีอนำมัยชุมชนเจ้ำหน้ำที่สำธำรณสุขในพื้นที่จะประสำนไปยัง ผู้ใหญ่บ้ำน และผู้ใหญ่บ้ำนจะออกหนังสือแจ้งกำรเกิดให้ จำกนั้นเจ้ำหน้ำที่สำธำรณสุขจะน ำเอกสำร ไปแจ้งเกิดต่อส ำนักทะเบียน ๔) ด้วยวิถีชีวิตที่มักจะแยกกันอยู่ระหว่ำงคนไทยกับแรงงำนข้ำมซำติในชุมชน หรือ ในแคมป์ก่อสร้ำง ท ำให้แรงงำนมักไม่รู้จักตัวผู้ใหญ่บ้ำน ๕) แรงงำนข้ำมชำติที่เข้ำเมืองอย่ำงไม่ถูกกฎหมำยมักไม่กล้ำไปติดต่อผู้ใหญ่บ้ำนในพื้นที่ หรือไปแล้วผู้ใหญ่บ้ำนอำจไม่ออกใบรับรองกำรเกิดให้ เพรำะเข้ำเมืองมำอย่ำงไม่ถูกกฎหมำยหรือไม่ เคยรู้จักกับตัวแรงงำน ท ำให้ตกหล่นจำกทะเบียนกำรเกิด ๖) บำงกรณีผู้ใหญ่บ้ำนจะออกใบรับแจ้งเกิดให้ภำยใต้เงื่อนไขกำรรู้จักตัวแรงำน หรือ เรียกหมอต ำแยมำสอบถำม หรืออำจมีกำรเรียกรับเงินจำกแรงงำนข้ำมชำติที่ไปขอแจ้งเกิดให้กับบุตร ๗) เด็กที่คลอดเองที่บ้ำนเช่ำหรือบ้ำนพัก เจ้ำหน้ำที่มักเรียกเอกสำรหลักฐำน ประจ ำตัวบิดำมำรดำ หำกไม่มีเอกสำรก็ไม่สำมำรถจดทะเบียนกำรเกิดให้แก่เด็กได้ ๘) เด็กกลุ่มมอแกนหรือแรงงำนข้ำมชำติ ที่คลอดนอกโรงพยำบำลมักไม่สำมำรถหำ พยำนบุคคลมำยืนยันกำรเกิดของเด็กได้ เช่น คลอดเองตำมธรรมชำติ หรือหมอต ำแยกลับเมียนมำไป แล้ว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จำกปัญหำกำรแจ้งเกิดทั้งกำรคลอดในโรงพยำบำล และนอกโรงพยำบำลเพียงแค่ เริ่มต้นของกำรที่จะได้ เอกสำรเกี่ยวกับกำรเกิดของเด็ก ก็มีปัญหำมำกมำยที่ พ่อแม่ของเด็กต้องเจอ ยังไม่รวมถึงควำมเกรงกลัวกฎหมำยจำกกำรที่ต้องถูกจับกุมกรณีหลบหนีเข้ำเมืองของพ่อแม่เด็ก จึงท ำให้เด็กเหล่ำนี้ตกหล่นจำกกำรส ำรวจ คุณภำพชีวิตก็จะมีกำรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทำงที่ต้องเป็น เด็กไร้สัญชำติต่อไป แต่ถ้ำเด็กเหล่ำนี้เข้ำสู่กระบวนกำรเริ่มตั้งแต่แจ้งเกิดที่ถูกต้อง เด็กเหล่ำนั้นจะได้รับ กำรคุ้มครองสิทธิตั้งแต่กำรได้รับกำรรักษำพยำบำล กำรได้รับกำรศึกษำ ตำมมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง กำรจัดกำรศึกษำแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐำนทะเบียนรำษฎร หรือไม่มีสัญชำติไทย เมื่อวันที่ ๕ กรกฎำคม ๒๕๔๘ ส่งผลให้คนไร้รัฐ/ไร้สัญชำติ/ไร้รำกเหง้ำ และแรงงำนข้ำมชำติรวมถึงบุตรหลำนของกลุ่มคน เหล่ำนี้ทั้งหมดสำมำรถลงทะเบียนเรียนหนังสือในสถำนกำรศึกษำของรัฐได้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กันยำยน ๒๕๔๘ และ มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๓ มีนำคม ๒๕๕๓ กำรให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐำนด้ำน สำธำรณสุขกับบุคคลที่มีปัญหำสถำนะและสิทธิ ๔. บทสรุปและอภิปรายผล กระบวนกำรทั้งหมดที่กล่ำวมำในข้ำงต้นเป็นไปตำมวัตถุประสงค์ ในกำรศึกษำ เพื่อรับทรำบถึงสภำพปัญหำของสถำนกำรณ์ในปัจจุบันของกรณีเด็กไร้สัญชำติในด้ำนกำรให้ควำม ช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นไปในลักษณะกระบวนกำรตำมหลักมนุษยธรรมที่บุคคลคนหนึ่งเมื่อเกิดมำแล้ว สมควรที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐำน ทั้งทำงมนุษยธรรมและหลักกำรตำมข้อตกลงของอนุสัญญำว่ำด้วย สิทธิเด็กที่ไทยได้เป็นภำคีสมำชิก ซึ่งเมื่อกระบวนกำรถูกตั้งแต่เด็กแล้วเมื่ออำยุของบุคคลเหล่ำนี้ผ่ำน พ้นวัยเด็กไป เข้ำสู่วัยท ำงำน ก็จะมีหลักฐำนแสดงถึงถิ่นฐำนกำรเกิดแม้สัญชำติของบุคคลเหล่ำนั้น จะไม่ใช่บุคคลผู้มีสัญญำติไทยก็ตำม เด็กจำกกลุ่มที่อยู่ในศูนย์อพยพที่พ่อแม่เป็นผู้หนีภัยสงครำม ในกำรด ำเนินชีวิตก็มีกำรถูกควบคุมจำกหน่วยงำนควำมมั่นคงที่ดูแลมีกำรจ ำกัดให้อยู่ในพื้นที่จ ำกัด แต่ปัญหำที่ต้องมีกำรน ำพิจำรณำกลุ่มเด็กที่เกิดจำกแรงงำนต่ำงด้ำวที่ไม่เข้ำสู่ระบบตั้งแต่กำรแจ้งเกิด ซึ่งน ำมำสู่กระบวนกำรที่ไม่ได้รับกำรรักษำพยำบำลที่ดี กำรไม่ได้เข้ำไปสู่ระบบกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ที่จะท ำให้ได้มีควำมรู้ และได้มีกำรใช้ชีวิตที่มีคุณภำพในอนำคต ผลโดยตรงที่เกิดคงเกิดกับตัวเด็กเอง ที่ได้มีคุณภำพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในอนำคตเรำคงปฏิเสธไม่ได้ว่ำประเทศไทยจะมีกำรหลั่งไหลของแรงงำน ต่ำงด้ำวทั้งผิดกฎหมำยและถูกกฎหมำยในจ ำนวนที่มำกขึ้นเนื่องจำกสภำพเศรษฐกิจ สภำพกำรจ้ำงงำน ที่งำนบำงประเภทคนไทยเองเลือกที่จะไม่ท ำ แรงงำนเหล่ำนี้จะเป็นผู้เข้ำมำท ำแทน เมื่อเด็กไร้สัญชำติ เหล่ำนี้เกิดในไทย เห็นพ่อแม่มีกำรประกอบอำชีพมีรำยได้ในกำรเลี้ยงชีพ ก็คงยังอำศัยอยู่ในประเทศ ไทยต่อไปเพื่อเลี้ยงชีพ อำจจะมีส่วนน้อยที่เดินทำงกับประเทศต้นทำงของพ่อแม่ เพื่อกลับไปยัง ภูมิล ำเนำเดิม แต่ทั้งหมดในกระบวนกำรที่จะคุ้มครองเด็กไร้สัญชำติเหล่ำนี้ ทำงกำรไทยก็คง ไม่ต้องกำรให้มีกรณีเด็กไร้สัญชำติมีจ ำนวนเพิ่มมำกขึ้น แม้ว่ำในปัจจุบันจะมีองค์กรเอกชนทั้งในและ ต่ำงประเทศที่จะเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรแก้ไขปัญหำเหล่ำนี้ ก็ตำม แต่ทั้งนี้หน่วยงำนของรัฐที่ท ำ หน้ำที่ดูแลควำมสงบ ควำมมั่นคง ก็ต้องเสียงบประมำณ และก ำลังคน ที่ต้องตรวจตรำเข้มงวดกับเรื่อง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เด็กไร้สัญชำติ ที่ไม่ใช่กำรไล่จับมำเพื่อลงโทษ แต่เป็นกำรน ำจับเข้ำระบบเพื่อให้มีฐำนข้อมูลที่สำมำรถ ติดตำมตัวได้ เพื่อให้ปัญหำเหล่ำนี้ลดน้อยลงและหมดหำยไปในอนำคต ๕. ข้อเสนอแนะ จำกกำรศึกษำพบว่ำควรหำแนวทำงแก้ไขปัญหำดังกล่ำวเสนอไปยังหน่วยงำนที่ เกี่ยวข้องหำวิธีและขั้นตอนในกำรลดปัญหำ โดยเป็นไปในลักษณะของข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย แบ่งออกเป็น ๒ กรณี ดังนี้ ๑) กรณีเด็กที่เกิดในศูนย์อพยพ ตำมนโยบำยในกำรด ำเนินงำนหน่วยงำนฝ่ำยควำมมั่นคง ไม่มีนโยบำยที่จะรับผู้ลี้ภัย เพิ่มจำกจ ำนวนเดิมที่มีอยู่ แต่หำกมีควำมไม่สงบในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้ำนประเทศไทยก็มี มำตรกำรรับมือและผลักดันกลับประเทศต้นทำง ส ำหรับกรณีที่ผู้ลี้ภัยที่รอในกำรเดินทำงไปประเทศ ที่สำมนั้น หน่วยงำนของรัฐก็คงไม่สำมำรถไปบังคับไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่ำนี้ ไม่มีบุตรได้แต่รัฐคงต้องให้ ทรำบถึงสิทธิต่ำง ๆ ที่ผู้ลี้ภัยเหล่ำนี้จะได้รับและต้องมีกำรแจ้งว่ำบุตรของเค้ำไม่ได้เป็นเด็กที่มีสัญชำติ ไทย ทั้งนี้ มีองค์กรเอกชนระหว่ำงประเทศ ที่ได้เข้ำมำช่วยเหลือในด้ำนต่ำงๆ ในศูนย์อพยพจ ำนวนหนึ่ง แต่หน่วยงำนหลักเกี่ยวกับกำรเข้ำไปดูแลในพื้นที่ศูนย์อพยพ หรือแม้กระทั่งในขณะที่หน่วยงำนเอกชน เดินทำงเข้ำไปในพื้นที่ศูนย์อพยพ ก็ต้องเป็นหน่วยงำนปกครองภำยในพื้นที่ที่เป็นหน่วยงำนหลัก ในกำรบริหำรจัดกำรเพื่อให้เกิดควำมสงบ เรียบร้อยในพื้นที่ โดยหน่วยงำนของรัฐต้องมีกำรอุดหนุน งบประมำณ และอัตรำก ำลังอยู่ตลอดและมีอัตรำที่เพิ่มขึ้นในทุกปี หำกเป็นไปได้หำกมีกำร ประสำนงำนในภำครัฐ เอกชน รวมถึงประเทศต้นทำง เพื่อเสนอแนะให้ผู้ลี้ภัยเหล่ำนี้เดินทำงกลับ ประเทศต้นทำง ก็จะลดปัญหำเด็กไร้สัญชำติได้ ทั้งนี้ หน่วยงำนภำครัฐต้องมีกำรประชำสัมพันธ์ ในนำนำประเทศทรำบว่ำประเทศ ไทยประสบปัญหำนี้มำเป็นระยะเวลำนำน และมีกำรจริงจังกับกำรพยำยำมแก้ไขปัญหำ มีกำร ช่วยเหลือตำมหลักมนุษยชนที่มีกำรด ำเนินกำรตำมข้อตกลงระหว่ำงประเทศที่ประเทศไทยเป็นภำคี สมำชิก เพื่อให้เกิดภำพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทย ๒) กรณีเด็กที่เกิดจำกแรงงำนต่ำงด้ำวที่เข้ำเมืองโดยผิดกฎหมำย หน่วยงำนภำครัฐ ทุกภำคส่วนต้องมีกำรกวดขัดและบังคับใช้กฎหมำย อย่ำงเข้มงวด เกี่ยวกับกำรปรำบปรำมแรงงำนต่ำงด้ำวที่เข้ำเมืองโดยผิดกฎหมำย อีกทั้งต้องมีกำรประชำสัมพันธ์ ให้แรงงำนต่ำงด้ำวทั้งเข้ำเมืองโดยผิดกฎหมำยว่ำ ไม่ใช่ว่ำมีบุตรเกิดในประเทศไทยแล้วเด็กเหล่ำนั้น จะได้สัญชำติไทย เนื่องจำกยังคงมีกลุ่มผู้ใช้แรงงำนต่ำงด้ำวบำงกลุ่มเข้ำใจว่ำเมื่อมีลูกในประเทศไทย เด็กเหล่ำนี้จะได้สัญชำติไทย เพื่อลดปัญหำที่ตำมมำเมื่อแรงงำนต่ำงด้ำวเหล่ำนั้นมีบุตรที่เกิดขึ้นในไทย จะเป็นเด็กที่ไร้สัญชำติในอนำคต ส่วนปัญหำที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่ำงต่อเนื่อง เกี่ยวกับเด็กไร้สัญชำติหน่วยงำนภำครัฐ ต้องกำรให้มีกำรแก้ไขปัญหำดังนี้ควำมร่วมมือกับองค์กร ดังนี้ ๑) จัดกำรอบรมและให้ควำมรู้แก่เจ้ำหน้ำที่ของภำครัฐระดับพัฒนำเอกชน ภำคประชำชนปฏิบัติกำร (นำยทะเบียนประจ ำส ำนักทะเบียนอ ำเภอ/สังคมท้องถิ่น) ในพื้นที่ให้ บ่อยครั้งมำกยิ่งขึ้น
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒) จัดกำรอบรมและให้ควำมรู้แก่องค์กรพัฒนำเอกชนภำคประชำสังคมต่ำง ๆ รวมไปถึงผู้ประสบปัญหำ ว่ำด้วยองค์ควำมรู้ในกำรจัดกำรปัญหำควำมไร้รัฐไร้สัญชำติของบุคคล ๓) สร้ำงกลไกกำรมีส่วนร่วมของทุกภำคส่วนในกำรส ำรวจก ำหนดและพัฒนำสถำนะ บุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชำติโดยมีฐำนของกฎหมำยรองรับ (ควรต้องมีลักษณะบังคับให้หน่วยงำนรัฐ ในระดับปฏิบัติกำรต้องรับควำมร่วมมือจำกภำคส่วนต่ำง ๆ เช่น กำรท ำ MOU หรือกำรออกค ำสั่ง จำกกรมกำรปกครอง ๔) จัดประชุมร่วมกับหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ส ำนักกิจกำรควำมมั่นคงภำยใน กรมกำร ปกครอง กระทรวงมหำดไทย สภำควำมมั่นคงแห่งชำติ ส ำนักงำนต ำรวจแห่งชำติ และอัยกำรเพื่อ จัดท ำบันทึกควำมเข้ำใจร่วมกันต่อกำรปฏิบัติที่เคำรพต่อหลักกำรประโยชน์สูงสุดของเด็กในกรณี ที่บิดำ มำรดำหรือผู้มีหน้ำที่แจ้งกำรเกิด มีสถำนะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชำติเข้ำเมืองและอยู่อำศัยในประเทศ ไทยอย่ำงผิดกฎหมำยไม่กล้ำแสดงตัวต่อเจ้ำหน้ำที่เพื่อด ำเนินกำรจดทะเบียนกำรเกิดให้แก่เด็กที่เกิด เพรำะกลัวถูกจับด ำเนินคดีในระหว่ำงด ำเนินกำร ๕) ศึกษำควำมเป็นไปได้ในกำรคุ้มครองสิทธิชั่วครำวของบิดำและมำรดำของเด็กที่มี สถำนะกำรเข้ำเมืองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมำย ซึ่งจะต้องน ำตัวของเด็กเข้ำสู่กระบวนกำรหรือกลไกกำร จดทะเบียนกำรเกิด ณ ส ำนักทะเบียนอ ำเภอหรือท้องถิ่น เพื่อป้องกันกำรถูกจับกุมด ำเนินคดี นำยวศิน วิวัฒน์นิรันดร นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๗๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การเดินทางไปใช้แรงงานโดยถูกกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีและการแก้ไขปัญหา การเดินทางไปใช้แรงงานไม่ถูกกฎหมาย (ผีน้อย) ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ประเทศไทยกับสำธำรณรัฐเกำหลีหรือเกำหลีใต้ สถำปนำควำมสัมพันธ์ทำงกำรทูต ระหว่ำงกัน เมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๐๑ โดยด ำเนินควำมสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมำโดยตลอด ปัจจุบันมีคน ไทยเดินทำงไปท่องเที่ยวที่สำธำรณรัฐเกำหลีจ ำนวนมำกเนื่องจำกกระแสควำมนิยมวัฒนธรรม สำธำรณรัฐเกำหลี และเป็นจุดหมำยปลำยทำงยอดนิยมประเทศหนึ่งของแรงงำนไทยเนื่องจำกมีอัตรำ ค่ำจ้ำงแรงงำนสูง จึงเกิดปัญหำคนไทยลักลอบเข้ำไปท ำงำนในสำธำรณรัฐเกำหลีโดยผิดกฎหมำย (ผีน้อย) จ ำนวนมำก ท ำให้ทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลีเข้มงวดในกำรคัดกรองคนไทยที่เดินทำงเข้ำ ประเทศของตน โดยเฉพำะในรูปแบบนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องขอตรวจลงตรำ (วีซ่ำ) และพ ำนักอยู่ได้นำน ๙๐ วัน อันเป็นช่องทำงให้คนไทยบำงส่วนลักลอบเข้ำท ำงำนในสำธำรณรัฐเกำหลีโดยอำศัยรูปแบบกำรเดิน ทำงเข้ำมำท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อคนไทยที่ต้องกำรเดินทำงไปท่องเที่ยวที่สำธำรณรัฐเกำหลีบำงส่วนถูก ปฏิเสธกำรเข้ำเมืองและส่งกลับในหลำยกรณี ทั้งมีผลเสียต่อภำคแรงงำนและภำพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ สภำผู้แทนรำษฎร ชุดที่ ๒๕ ได้พิจำรณำศึกษำเกี่ยวกับหลักเกณฑ์กำร เดินทำงเข้ำสำธำรณรัฐเกำหลีในฐำนะนักท่องเที่ยวและผู้ใช้แรงงำน และมีส่วนร่วมในกำรพยำยำมแก้ไข ปัญหำที่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อให้กำรศึกษำพิจำรณำข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์กำรเดินทำงไปท ำงำน โดยถูกกฎหมำยในสำธำรณรัฐเกำหลี จึงควรมีกำรศึกษำประเภทวีซ่ำกำรเข้ำเมืองส ำหรับกำรท ำงำน ปัญหำ อุปสรรคของกำรไปท ำงำนโดยถูกกฎหมำย และแนวทำงกำรบริหำรจัดกำร จะเป็นช่องทำง หนึ่งในกำรแก้ไขปัญหำกำรลักลอบเข้ำไปท ำงำนโดยไม่ถูกกฎหมำยในสำธำรณรัฐเกำหลีได้ ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๑ ข้อมูลทำงกฎหมำย ๑) พระรำชบัญญัติควบคุมคนเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลี พระรำชกฤษฎีกำ บังคับใช้พระรำชบัญญัติควบคุมคนเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลี และกฎกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติ ควบคุมคนเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลี ๒) พระรำชบัญญัติจัดหำงำนและคุ้มครองคนหำงำน พ.ศ. ๒๕๒๘ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ๓) ควำมตกลงว่ำด้วยกำรยกเว้นกำรตรวจลงตรำระหว่ำงรัฐบำลแห่ง รำชอำณำจักรไทยกับรัฐบำลแห่งสำธำรณรัฐเกำหลี ๔) บันทึกควำมเข้ำใจ (MOU) ว่ำด้วยกำรจัดส่งแรงงำนไปท ำงำนสำธำรณรัฐ เกำหลีภำยใต้ระบบกำรจ้ำงแรงงำนต่ำงชำติกับสำธำรณรัฐเกำหลี ๕ ) ร ะ บ บ อ นุ ญ ำ ต ก ำ ร จ้ ำง แ รงง ำ น ต่ ำง ช ำ ติข อง ส ำ ธ ำ ร ณ รั ฐ เกำหลี(Employment Permit System for Foreign Workers : EPS)
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๖) ระบบอนุมัติกำรเดินทำงเข้ำประเทศอิเล็กทรอนิกส์ของสำธำรณรัฐเกำหลี ส ำหรับชำวต่ำงชำติ (Korea Electronic Travel Authorization : K-ETA) ๒.๒.๒ ข้อมูลทำงวิชำกำร ๑) บทควำมเรื่อง แรงงำนผิดกฎหมำยในสำธำรณรัฐเกำหลี : สำเหตุและ แนวทำงแก้ไขผลกำรศึกษำพบว่ำ สำเหตุส ำคัญเกิดจำกโอกำสที่จะเดินทำงไปท ำงำนอย่ำงถูกต้องตำม กฎหมำยอยู่ในระดับต่ ำ เพรำะแรงงำนไม่สำมำรถสอบภำษำเกำหลีผ่ำน ต ำแหน่งงำนที่เปิดรับมีจ ำกัด ต้องรอเป็นเวลำนำน ในขณะที่ค่ำจ้ำงที่ได้รับจำกกำรท ำงำนในสำธำรณรัฐเกำหลีสูงกว่ำในไทยมำก แรงงำนไทย จึงนิยมลักลอบไปงำนอย่ำงผิดกฎหมำย นอกจำกนี้แรงงำนหญิงไทยยังลักลอบเข้ำไป ท ำงำนอำชีพหมอนวดซึ่งไม่ได้รับอนุญำตให้ไปงำนได้อย่ำงถูกต้องตำมกฎหมำย เพื่อแก้ไขปัญหำ ดังกล่ำว กระทรวงแรงงำนควรจัดท ำตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลกำรแก้ไขปัญหำ ชักจูงให้แรงงำนไทย ผิดกฎหมำยเดินทำงกลับโดยให้แรงจูงใจ ส่งเสริม กำรอบรมภำษำให้ได้มำตรฐำน ลดระยะเวลำกำรออก หนังสือรับรองควำมประพฤติปรำบปรำมขบวนกำรนำยหน้ำ บริษัทหำงำน และบริษัททัวร์ที่ลักลอบ น ำเข้ำแรงงำนผิดกฎหมำย และเสนอทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลีให้อนุญำตแรงงำนอำชีพหมอนวด เข้ำท ำงำนได้ ๒) บทควำมวิจัยเรื่อง กำรศึกษำเปรียบเทียบสิทธิเสรีภำพของแรงงำนถูกกฎหมำย และผีน้อยในสำธำรณรัฐเกำหลี ผลกำรศึกษำพบว่ำแรงงำนที่ไปท ำงำนที่สำธำรณรัฐเกำหลีแบบ ถูกกฎหมำยและผิดกฎหมำยได้รับสวัสดิกำรที่แตกต่ำงกัน คือ แรงงำนแบบถูกกฎหมำยได้รับ สวัสดิกำรด้ำนประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภำพ วันลำ-วันหยุด เงินพิเศษสิ้นปีที่พัก กำรตรวจ สุขภำพประจ ำปีซึ่งดีกว่ำกำรท ำงำนในประเทศไทย และส่วนใหญ่สำมำรถด ำเนินชีวิตในสำธำรณรัฐ เกำหลีได้โดยอิสระ ส่วนแรงงำนแบบผิดกฎหมำยจะได้รับสวัสดิกำรพื้นฐำนเหมือนกับแรงงำนแบบถูก กฎหมำยแต่ไม่ได้รับสวัสดิกำรด้ำนประกันอุบัติเหตุและกำรเจ็บป่วย รวมถึงกำรตรวจสุขภำพประจ ำปี นอกจำกนี้แรงงำนผิดกฎหมำยอำจต้องเผชิญกับสภำพกำรท ำงำนที่เลวร้ำย และต้องใช้ชีวิตอยู่อย่ำง หลบ ๆ ซ่อน ๆ เนื่องจำกต้องถูกส่งตัวกลับประเทศไทยทันทีหำกถูกจับในฐำนะผู้หลบหนีเข้ำเมือง แบบผิดกฎหมำย ๓. บทวิเคราะห์ กำรอนุญำตให้คนต่ำงชำติเข้ำประเทศหรือไม่เป็นอ ำนำจอธิปไตยของประเทศ โดยกำรควบคุมกำรเข้ำ - ออกของคนในประเทศ และนอกประเทศ รวมถึงกำรพ ำนักของคนต่ำงชำติ ในสำธำรณรัฐเกำหลี เป็นภำรกิจของตรวจคนเข้ำเมือง (ตม.) สังกัดกระทรวงยุติธรรม สำธำรณรัฐ เกำหลีในกำรใช้บังคับพระรำชบัญญัติควบคุมคนเข้ำเมือง พระรำชกฤษฎีกำบังคับใช้พระรำชบัญญัติ ควบคุมคนเข้ำเมือง และกฎกำรบังคับใช้พระรำชบัญญัติควบคุมคนเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลีโดย หลักทั่วไป คนต่ำงชำติที่จะเดินทำงเข้ำสำธำรณรัฐเกำหลีจะต้องถือหนังสือเดินทำงที่มีอำยุกำรใช้งำน และได้รับกำรตรวจลงตรำที่ออกโดยรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงยุติธรรม ตำมพระรำชบัญญัติควบคุม คนเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลี มำตรำ ๗ ยกเว้นประเทศที่ได้รับยกเว้นกำรตรวจลงตรำ (วีซ่ำ)
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประเทศไทยและสำธำรณรัฐเกำหลีได้มีควำมตกลงยกเว้นกำรตรวจลงตรำระหว่ำงกัน อนุญำตให้บุคคลสัญชำติไทยและเกำหลีที่มีจุดประสงค์กำรเดินทำงเพื่อท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน ครอบครัว ประชุมสัมมนำ หรือธุรกิจ (ที่ไม่มีกำรแสวงหำผลก ำไร) สำมำรถเดินทำงระหว่ำงสอง ประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่ำ (วีซ่ำนักท่องเที่ยว B-1,B-2) และสำมำรถพ ำนักอยู่ได้ไม่เกิน ๙๐ วัน ทั้งนี้บุคคลสัญชำติไทยซึ่งจะเดินทำงเข้ำสำธำรณรัฐเกำหลีจ ำเป็นต้องมีกำรขออนุมัติเดินทำงเข้ำ ประเทศผ่ำนระบบ K-ETA ก่อนกำรเดินทำงเข้ำประเทศ ส ำหรับผู้เดินทำงด้วยจุดประสงค์อื่น ๆ ยังจ ำเป็นต้องขอวีซ่ำตำมปกติโดยชำวต่ำงชำติที่ประสงค์จะเดินทำงไปท ำงำนในสำธำรณรัฐเกำหลี จะต้องได้ รับ วีซ่ ำเข้ ำเมืองป ระเภทวีซ่ ำท ำง ำนส ำห รับพ ำ นักอยู่ในส ำ ธ ำ รณ รัฐเก ำหลี ตำมพระรำชบัญญัติควบคุมคนเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลีมำตรำ ๑๘ ข้อ ๑ ซึ่งพระรำชกฤษฎีกำ บังคับใช้พระรำชบัญญัติควบคุมคนเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลี ได้ก ำหนดวีซ่ำกำรเข้ำเมืองไว้ หลำยประเภท โดยพิจำรณำประเภทวีซ่ำกำรท ำงำนที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ วีซ่ำส ำหรับแรงงำนทักษะสูง (E-1 - E-7) และวีซ่ำส ำหรับแรงงำนไร้ทักษะ/แรงงำนไร้ฝีมือ (E-8 - E-10) ดังนี้ ๑. วีซ่ำอำจำรย์ (E-1) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่มีคุณสมบัติตำมกฎหมำยกำรอุดมศึกษำ เข้ำมำประกอบอำชีพ อบรมด้ำนกำรศึกษำ ค้นคว้ำวิจัยในสำขำเฉพำะด้ำนตำมที่ก ำหนด ๒. วีซ่ำผู้สอนภำษำต่ำงประเทศ (E-2) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่มีคุณสมบัติ ตำมที่รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงยุติธรรมก ำหนดไว้ หรือผู้ที่ประกอบอำชีพสอนภำษำในสถำบัน กวดวิชำเฉพำะด้ำน สถำบันกำรศึกษำหรือสถำบันวิจัยร่วมที่สูงกว่ำระดับประถมศึกษำขึ้นไป สถำนอบรมภำษำที่ขึ้นกับบริษัทธุรกิจต่ำง ๆ ๓. วีซ่ำนักวิจัย (E-3) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่ได้รับกำรเชิญจำกสถำบันวิจัย ในสำธำรณรัฐเกำหลี ในกำรศึกษำวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูงด้ำนอุตสำหกรรม วิทยำศำสตร์ ธรรมชำติ สังคมศำสตร์ มนุษยศำสตร์ ศิลปะและพลศึกษำของสถำบันวิจัยต่ำง ๆ ๔. วีซ่ำอบรมด้ำนเทคนิค (E-4) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่ได้รับกำรเชิญจำกสถำบันวิจัย ในสำธำรณรัฐเกำหลี เพื่อเข้ำมำเผยแพร่ควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ๕. วีซ่ำช ำนำญงำนเฉพำะด้ำน (E-5) ส ำหรับชำวต่ำงชำติผู้เชี่ยวชำญในสำขำอื่น ๆ ที่ไม่มีชนิดวีซ่ำรับรองโดยเฉพำะ ที่มีคุณสมบัติตำมกฎหมำยสำธำรณรัฐเกำหลีก ำหนด เช่น ด้ำนกำรแพทย์ กฎหมำย บัญชี ๖. วีซ่ำศิลปะกำรแสดง (E-6) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่เข้ำมำท ำงำนด้ำนศิลปะ วรรณกรรม กำรแสดง ดนตรี วงกำรบันเทิงรวมถึงด้ำนกีฬำ เช่น นักแสดง นำงแบบ นำยแบบ นักกีฬำ ๗. วีซ่ำแรงงำนที่มีทักษะฝีมือ (E-7) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่เข้ำมำท ำภำรกิจพิเศษ ตำมที่รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงยุติธรรมสำธำรณรัฐเกำหลีก ำหนดโดยเฉพำะ โดยท ำสัญญำกับ หน่วยงำนรัฐบำล/เอกชนในสำธำรณรัฐเกำหลี ๘. วีซ่ำแรงงำนตำมฤดูกำล (E-8) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่เข้ำมำท ำงำนด้ำน กำรเพำะปลูก กำรเก็บเกี่ยวพืชผล กำรประมง และแปรรูปผลผลิต ในเขตเกษตรกรรมและกำรประมง ที่อนุญำตให้ท ำงำนตำมฤดูกำลได้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๙. วีซ่ำแรงงำนทั่วไป (แรงงำนไร้ทักษะ/แรงงำนไร้ฝีมือ) (E-9) ) ส ำหรับชำวต่ำงชำติ ที่เข้ำมำท ำงำนตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรจ้ำงงำนแรงงำนต่ำงชำติของสำธำรณรัฐเกำหลี ได้แก่ E-9-1 ภำคกำรผลิต E-9-1 ภำคกำรก่อสร้ำง E-9-3 ภำคกำรเกษตร E-9-4 ภำคกำรประมง E-9-5 ภำคกำร บริกำร ๑๐. วีซ่ำลูกเรือ (E-10) ส ำหรับชำวต่ำงชำติที่เข้ำมำท ำงำนเป็นคนประจ ำเรือในธุรกิจ อุตสำหกรรมกำรคมนำคม ขนส่งทำงน้ ำ สำธำรณรัฐเกำหลีมีอัตรำค่ำแรงขั้นต่ ำในปี ๒๕๖๖ ชั่วโมงละ ๙,๖๒๐ วอน (ประมำณ ๕๕,๐๖๔ บำท) ซึ่งสูงกว่ำอัตรำค่ำแรงขั้นต่ ำของไทยหลำยเท่ำ เมื่อพิจำรณำช่องทำงกำรไปท ำงำน ต่ำงประเทศของแรงงำนไทยโดยถูกต้องตำมกฎหมำย ตำมพระรำชบัญญัติจัดหำงำนและคุ้มครอง คนหำงำน พ.ศ. ๒๕๒๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก ำหนดไว้มี ๕ วิธี คือ ๑) บริษัทจัดหำงำนเอกชน เป็นผู้จัดส่ง ๒) กรมกำรจัดหำงำนเป็นผู้จัดส่ง ๓) แรงงำนเดินทำงไปท ำงำนต่ำงประเทศด้วยตนเอง ๔) นำยจ้ำงในประเทศไทยพำลูกจ้ำงของตนไปท ำงำนในต่ำงประเทศ และ ๕) นำยจ้ำงในประเทศไทย ส่งลูกจ้ำงของตนไปฝึกงำนในต่ำงประเทศ พบว่ำแรงงำนไทยที่ไปท ำงำนในสำธำรณรัฐเกำหลี โดยถูกกฎหมำยส่วนใหญ่จะเป็นแรงงำนที่กรมกำรจัดหำงำนเป็นผู้จัดส่งผ่ำนระบบอนุญำตกำรจ้ำง แรงงำนต่ำงชำติของสำธำรณรัฐเกำหลี(Employment Permit System for Foreign Workers : EPS) ซึ่งอยู่ภำยใต้กำรควบคุมของกระทรวงแรงงำนและกำรจ้ำงแห่งสำธำรณรัฐเกำหลี (Ministry of Employment and Labor : MOEL) ซึ่งแรงงำนต่ำงชำติจะได้รับอนุมัติวีซ่ำ E-9 ในสำขำงำน ภำคกำรผลิต ภำคกำรก่อสร้ำง ภำคกำรเกษตร ภำคกำรประมง และภำคกำรบริกำร ซึ่งเป็นสำขำ อำชีพที่มีควำมขำดแคลนสูง และแรงงำนท้องถิ่นไม่นิยมท ำ โดยเป็นกำรจ้ำงแรงงำนต่ำงชำติภำยใต้ ควำมตกลงระหว่ำงรัฐต่อรัฐ ปัจจุบันสำธำรณรัฐเกำหลีได้จัดท ำควำมตกลงอนุญำตประเทศที่มี สิทธิจัดส่งทั้งหมด ๑๖ ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มองโกเลีย ศรีลังกำ ฟิลิปปินส์ เวียดนำม อุซเบกิสถำน ปำกีสถำน กัมพูชำ จีน บังคลำเทศ เนปำล พม่ำ ไคกิสถำน ติมอร์-เลสเต และสปป.ลำว ส ำหรับประเทศไทย กระทรวงแรงงำนของไทยได้จัดท ำบันทึกควำมเข้ำใจ (MOU) กับกระทรวงแรงงำนและกำรจ้ำงแห่งสำธำรณรัฐเกำหลี ว่ำด้วยกำรจัดส่งแรงงำนไปท ำงำนสำธำรณรัฐ เกำหลีภำยใต้ระบบกำรจ้ำงแรงงำนต่ำงชำติกับสำธำรณรัฐเกำหลี ฉบับแรกเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนำยน ๒๕๔๗ และต่ออำยุทุก ๒ ปี และในระหว่ำงกำรเจรจำตกลงต่ออำยุ MOU ฉบับใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ให้ ใช้เงื่อนไขหลักเกณฑ์ตำม MOU ฉบับเดิมไปพลำงก่อน ซึ่ง MOU ฉบับปัจจุบันลงนำมเมื่อวันที่ ๖ กันยำยน ๒๕๖๒ ภำยใต้พันธะบันทึกควำมเข้ำใจดังกล่ำว กระทรวงแรงงำนของไทย โดยกรมกำร จัดหำงำนมีหน้ำที่เป็นหน่วยงำนผู้จัดส่ง ท ำหน้ำที่ในกำรรับสมัครคัดเลือก จัดส่ง เตรียมควำมพร้อม และดูแลแรงงำนไทยที่ผ่ำนกำรคัดเลือกเข้ำไปท ำงำนตำมระบบ EPS โดยประสำนงำนกับส ำนัก บริกำรพัฒนำบุคลำกรแห่งเกำหลี (Human Resources Development Service of Korea : HRD Korea) ที่เป็นหน่วยงำนผู้รับของสำธำรณรัฐเกำหลีในทุกขั้นตอน ซึ่งมีขั้นตอนกำรคัดเลือกและจัดส่ง แรงงำนไทยตำมระบบ EPS ดังนี้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๑. กระทรวงแรงงำนโดยกรมกำรจัดหำงำนเปิดรับสมัครทดสอบภำษำเกำหลีและ ทักษะกำรท ำงำน (Point System) ตำมประเภทกิจกำรที่สำธำรณรัฐเกำหลีจัดสรรโควตำจ ำนวน แรงงำนที่ต้องกำร โดยระบุ ๑) ลักษณะอำชีพ ประเภทกิจกำร จ ำนวนโควตำที่เปิดรับ ๒) คุณสมบัติ ของผู้สมัคร อำทิ ๒.๑) เพศ ๒.๒) อำยุระหว่ำง ๑๘ – ๓๙ ปี ๒.๓) ไม่จ ำกัดวุฒิกำรศึกษำ ๒.๔) สำยตำ ไม่บอดสี สุขภำพร่ำงกำยแข็งแรง ไม่เป็นโรคต้องห้ำมที่ทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลีก ำหนด ๒.๕) มีควำมประพฤติดี ไม่มีประวัติกำรกระท ำควำมผิดอำญำ หรือเป็นภัยต่อสังคมและควำมมั่นคง ไม่มีประวัติข้องเกี่ยวกับยำเสพติด ๒.๖) เป็นบุคคลซึ่งไม่ถูกห้ำมเดินทำงออกนอกประเทศ ๒.๗) ไม่มี ประวัติกำรถูกเนรเทศ หรือถูกปฏิเสธกำรเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลี หรือเคยกระท ำผิดกฎหมำยของ สำธำรณรัฐเกำหลี ๒.๘) ไม่เคยพ ำนักอำศัยในสำธำรณรัฐเกำหลีด้วยวีซ่ำ E-9 หรือ E-10 หรือ วีซ่ำ E-9 และ E-10 รวมกัน ๕ ปี หรือมำกกว่ำ ๕ ปีขึ้นไป และคุณสมบัติอื่น ๆ ตำมประกำศเปิดรับสมัคร แต่ละครั้ง ๒. ด ำเนินกำรจัดสอบควำมสำมำรถภำษำเกำหลี ประกอบด้วยกำรทดสอบ ควำมสำมำรถในกำรอ่ำนและกำรทดสอบควำมสำมำรถในกำรฟัง โดยส ำนักบริกำรพัฒนำบุคลำกร แห่งเกำหลี ซึ่งได้รับมอบหมำยจำกกระทรวงแรงงำนและกำรจ้ำงงำนสำธำรณรัฐเกำหลีในกำร คัดเลือกคนหำงำนตำมพระรำชบัญญัติกำรจ้ำงแรงงำนต่ำงชำติ ๓. ผู้สมัครที่ผ่ำนกำรทดสอบภำษำเกำหลีจะต้องเข้ำรับกำรทดสอบทักษะกำรท ำงำน ประกอบด้วยกำรทดสอบสมรรถภำพร่ำงกำย กำรสัมภำษณ์ และทักษะพื้นฐำนเกี่ยวกับประเภทงำน ที่ตนสมัคร ๔. ประกำศรำยชื่อผู้ที่ผ่ำนกำรทดสอบภำษำเกำหลีและกำรทดสอบทักษะกำรท ำงำน โดยเรียงจำกคะแนนสูงสุดลงมำจนครบจ ำนวนตำมโควตำที่ได้รับ ซึ่งผู้มีรำยชื่อผ่ำนกำรทดสอบ ตำมประกำศดังกล่ำวจะมีสิทธิยื่นใบสมัครไปท ำงำนที่สำธำรณรัฐเกำหลีในประเภทงำนที่ผ่ำน กำรทดสอบตำมระบบ EPS โดยมีก ำหนดระยะเวลำ ๒ ปี นับแต่วันประกำศผลสอบ ๕. ผู้สมัครที่มีรำยชื่อผ่ำนกำรทดสอบภำษำเกำหลีและทักษะกำรท ำงำนกรมกำร จัดหำงำนจะบันทึกข้อมูลลงในระบบบัญชีรำยชื่อส่งให้ทำงกำรเกำหลีตรวจสอบและเสนอชื่อให้ นำยจ้ำงพิจำรณำคัดเลือก ๖. กรมกำรจัดหำงำนอำจไม่สำมำรถบันทึกข้อมูลลงในระบบบัญชีรำยชื่อเพื่อให้ นำยจ้ำงคัดเลือกหรือหำกถูกนำยจ้ำงคัดเลือกแล้ว ทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลีอำจปฏิเสธกำรออก หนังสือรับรอง กำรอนุมัติวีซ่ำ หรืออำจไม่ได้รับอนุญำตให้เข้ำประเทศ โดยผู้สมัครจะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบควำมเสียหำยที่เกิดขึ้นเอง กรณีทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลีตรวจสอบพบข้อมูลของผู้สมัคร ดังนี้ ๑) มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตำมประกำศรับสมัคร ๒) มีข้อมูลส่วนบุคคลในกำรสมัครไปท ำงำน ไม่ตรงกับข้อมูลที่ผู้สมัครใช้ในกำรสมัครทดสอบภำษำเกำหลีและทักษะกำรท ำงำน หรือไม่ตรงกับ ข้อมูลที่ผู้สมัครเคยเดินทำงไปสำธำรณรัฐเกำหลีหรือมีประวัติกำรใช้หนังสือเดินทำงปลอม ๓) ตรวจ พบกำรสมัครซ้ ำโดยบัญชีรำยชื่อที่เคยสมัครไว้ยังไม่หมดอำยุ ๔) มีประวัติเคยสมัครไปท ำงำน สำธำรณรัฐเกำหลีและถูกนำยจ้ำงคัดเลือกแล้ว แต่ผู้สมัครปฏิเสธสัญญำจ้ำงงำนหรือปฏิเสธกำร เดินทำงไปท ำงำนที่สำธำรณรัฐเกำหลีด้วยสำเหตุใดก็ตำม จะไม่มีสิทธิสมัครไปท ำงำนที่สำธำรณรัฐ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เกำหลีตำมระบบ EPS เป็นเวลำ ๑ ปี๕) มีกำรเดินทำงออกจำกสำธำรณรัฐเกำหลีและอยู่ในประเทศ ไทยยังไม่ครบ ๖ เดือน ๖) มีประวัติเคยเดินทำงไปท ำงำนสำธำรณรัฐเกำหลีแต่ไม่มีบันทึกประวัติกำร เดินทำงออกจำกสำธำรณรัฐเกำหลี๗) มีประวัติเคยถูกปฏิเสธกำรออกหนังสือรับรองอนุมัติวีซ่ำ ๘) มีประวัติเคยหลบหนีออกจำกสถำนที่ท ำงำนโดยไม่ได้รับอนุญำต ๙) มีประวัติอื่น ๆ ซึ่งทำงกำร สำธำรณรัฐเกำหลีก ำหนดไว้ ๗. ผู้ที่ยื่นใบสมัครไปท ำงำนสำธำรณรัฐเกำหลีตำมระบบ EPS และได้รับอนุมัติข้อมูล บัญชีรำยชื่อเพื่อเสนอให้นำยจ้ำงพิจำรณำคัดเลือก ไม่ได้เป็นกำรรับรองว่ำจะได้รับกำรคัดเลือก ให้เดินทำงไปท ำงำนสำธำรณรัฐเกำหลีทุกคน กรณีมีนำยจ้ำงคัดเลือกแล้วแต่ถูกยกเลิกสัญญำจ้ำงงำน ซึ่งควำมผิดเกิดจำกนำยจ้ำง จะได้น ำรำยชื่อเสนอให้นำยจ้ำงรำยใหม่คัดเลือก หำกควำมผิดเกิดจำก ผู้สมัคร จะถูกลบรำยชื่อออกจำกระบบ กรณีไม่มีนำยจ้ำงคัดเลือกภำยใน ๑ ปีกรมกำรจัดหำงำนจะต่ออำยุบัญชีรำยชื่อให้ปีที่ ๒ โดยไม่ต้องสมัครทดสอบภำษำเกำหลีและทักษะกำรท ำงำนใหม่ ๘. ผู้สมัครที่ได้รับกำรคัดเลือกจำกนำยจ้ำงแล้ว นำยจ้ำงที่ได้รับกำรอนุญำตให้จ้ำง แรงงำนต่ำงชำติจะท ำกำรเซ็นสัญญำว่ำจ้ำงกับแรงงำนต่ำงชำติที่ได้คัดเลือก ซึ่งมีกำรระบุเงื่อนไข ระยะเวลำจ้ำงงำน สถำนที่ท ำงำน ต ำแหน่งงำน เงินเดือน และอื่น ๆ ตำมสัญญำมำตรฐำน ๙. แรงงำนที่ผ่ำนกำรคัดเลือกของนำยจ้ำงแล้ว จะต้องตรวจสุขภำพ ตรวจประวัติ อำชญำกรรม และยื่นขอรับวีซ่ำกำรท ำงำน รวมทั้งก่อนเดินทำงไปท ำงำน จะต้องผ่ำนกำรฝึกอบรม ภำษำและวัฒนธรรมเกำหลีอย่ำงน้อย ๔๕ ชั่วโมง ตำมที่สำธำรณรัฐเกำหลีก ำหนด และเมื่อเดินทำงไป ถึงสำธำรณรัฐเกำหลี จะมีกำรฝึกอบรมเพื่อให้ควำมรู้เกี่ยวกับกฎหมำย วัฒนธรรมกำรท ำงำนและ ควำมปลอดภัยในกำรท ำงำน แก่แรงงำนต่ำงชำติ ณ ศูนย์ฝึกอบรมกำรจ้ำงงำน ก่อนส่งแรงงำนให้ นำยจ้ำง ๑๐. ระยะเวลำกำรจ้ำง ๑) แรงงำนจะได้รับอนุญำตให้ท ำงำนเป็นระยะเวลำ ๓ ปี หำกนำยจ้ำงพึงพอใจ แรงงำนรำยใด นำยจ้ำงสำมำรถยื่นเรื่องต่อสัญญำจ้ำงได้ ๑ ครั้ง เป็นระยะเวลำ ๑ ปี๑๐ เดือน รวมเป็นระยะเวลำจ้ำงงำนต่อเนื่อง ๔ ปี ๑๐ เดือน โดยไม่ต้องเดินทำงกลับประเทศหลังสิ้นสุดสัญญำ จ้ำง ๓ ปีแรก ถ้ำนำยจ้ำงไม่ต่อสัญญำจ้ำงใหม่แรงงำนจะต้องเดินทำงกลับประเทศ และหำกต้องกำร เดินทำงไปท ำงำนที่สำธำรณรัฐเกำหลีอีกจะต้องทดสอบ ควำมสำมำรถภำษำเกำหลีและอบรมก่อน เดินทำงเช่นเดียวกับกำรเดินทำงไปท ำงำนครั้งแรก ๒) แรงงำนที่ท ำงำนครบตำมสัญญำจ้ำงงำน และนำยจ้ำงต่อสัญญำจ้ำงใหม่อีก จนหมดระยะเวลำที่ทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลีก ำหนดคือ ๔ ปี ๑๐ เดือนแล้ว หำกนำยจ้ำงต้องกำร จ้ำงต่อจะต้องยื่นค ำขอที่ศูนย์จัดหำงำน (Job Center) ก่อนที่แรงงำนจะเดินทำงกลับประเทศ และ แรงงำนสำมำรถเดินทำงกลับเข้ำไปท ำงำนกับนำยจ้ำงรำยเดิมได้หลัง ๓ เดือน นับจำกวันที่เดินทำง กลับประเทศ โดยไม่ต้องทดสอบภำษำเกำหลีและอบรมก่อนเดินทำง ทั้งนี้ กรณีแรงงำนท ำงำนไม่ครบ ตำมก ำหนดสัญญำจ้ำงใหม่แล้วเดินทำงกลับประเทศ หำกต้องกำรเดินทำงไปท ำงำนที่สำธำรณรัฐ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เกำหลีอีก จะต้องทดสอบควำมสำมำรถภำษำเกำหลีกรณีพิเศษ (Special EPS - TOPIK) แต่ไม่ต้อง อบรมภำษำเกำหลีก่อนเดินทำง ๓) กระทรวงกำรแรงงำนและจ้ำงงำนสำธำรณรัฐเกำหลี ได้ปรับแก้ไขระบบ EPS เกี่ยวกับระบบกำรเดินทำงเข้ำอีกครั้ง (Re - entry) ของ “แรงงำนซื่อสัตย์” โดยแรงงำนที่ได้รับ อนุญำตให้เดินทำงเข้ำประเทศอีกครั้งตำมเงื่อนไขแรงงำนซื่อสัตย์ หลังจำกเดินทำงออกจำก สำธำรณรัฐเกำหลีแล้ว ลดระยะเวลำอยู่ในประเทศต้นทำงเหลือเพียง ๑ เดือน (จำกเดิม ๓ เดือน) เพื่อแก้ไขปัญหำกำรขำดแคลนแรงงำน และเดิมแรงงำนที่ท ำงำนกับนำยจ้ำงรำยเดียวเป็นเวลำ ๔ ปี ๑๐ เดือน โดยไม่ได้ย้ำยงำน มีสิทธิเดินทำงเข้ำสำธำรณรัฐเกำหลีได้อีกครั้งแบบแรงงำนซื่อสัตย์ แต่ปัจจุบันมีกำรขยำยโอกำสเพิ่มขึ้น ให้กับแรงงำนที่ได้ย้ำยงำนในกิจกำรประเภทเดียวกันให้เป็นแบบ แรงงำนซื่อสัตย์ได้ โดยได้รับกำรพิจำรณำ ควำมช ำนำญกำร เช่น ระยะเวลำกำรท ำงำนในกิจกำร ประเภทเดียวกันควำมสำมำรถภำษำเกำหลีกำรผ่ำนหลักสูตรฝึกอบรม เป็นต้น ซึ่งโควตำอัตรำจ ำนวนแรงงำนในแต่ละปีจะขึ้นกับกำรพิจำรณำประเมินปัจจัย ต่ำง ๆ ของสำธำรณรัฐเกำหลี โดยหลักเกณฑ์พิจำรณำส ำคัญคือ ควำมต้องกำรหรือควำมพึงพอใจของ นำยจ้ำง จ ำนวนแรงงำนผิดกฎหมำยที่พ ำนักอยู่ในสำธำรณรัฐเกำหลี กล่ำวคือ แรงงำนผิดกฎหมำย ชำติใดมีจ ำนวนมำกก็เป็นปัจจัยพิจำรณำให้ลดจ ำนวนโควตำแรงงำนถูกกฎหมำยของชำตินั้นในระบบ EPS ลง จำกกำรศึกษำพบว่ำมีคนไทยพ ำนักอยู่ในสำธำรณรัฐเกำหลีโดยผิดกฎหมำยจ ำนวน ๑๔๗,๔๔๐ คน (มกรำคม ๒๕๖๖) ซึ่งถือว่ำค่อนข้ำงสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยเกิดจำก คนไทยบำงส่วนอำศัยช่องว่ำงเดินทำงเข้ำมำด้วยข้อยกเว้นกำรขอวีซ่ำเพื่อท่องเที่ยวแต่กลับลักลอบ พ ำนักและท ำงำนอยู่ในสำธำรณรัฐเกำหลี(ผีน้อย) ไม่เดินทำงกลับประเทศไทยเมื่อครบก ำหนดระยะเวลำ เป็นปัญหำส ำคัญที่ส่งลบต่อกำรพิจำรณำโควตำแรงงำนไทย และคนไทยที่บริสุทธิ์ใจในกำรเข้ำ สำธำรณรัฐเกำหลีซึ่งจะถูกเพ่งเล็งตรวจสอบกำรเข้ำเมืองจำก ตม.สำธำรณรัฐเกำหลีอย่ำงเข้มงวด มีกำรส่งกลับคนไทยที่ถูกปฏิเสธกำรเข้ำเมืองสำธำรณรัฐเกำหลีในหลำยกรณีดังที่ปรำกฏตำม สื่อสำรมวลชน เป็นผลเสียต่อภำพลักษณ์ของประเทศ ทั้งอำจกระทบต่อควำมสัมพันธ์ระหว่ำง ประเทศได้ โดยแรงงำนไทยที่เข้ำไปท ำงำนโดยถูกต้องตำมกฎหมำยในสำธำรณรัฐเกำหลี จะได้รับควำมคุ้มครองตำมกฎหมำยแรงงำนและกฎหมำยที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับแรงงำนในชำติของ สำธำรณรัฐเกำหลี ทั้งนี้ นอกจำกกำรเข้ำไปท ำงำนโดยกรมกำรจัดหำงำนจัดส่งตำมระบบ EPS แล้ว ยังมีช่องทำงอื่น ๆ ได้แก่ กำรเดินทำงไปด้วยตนเอง บริษัทจัดหำงำนจัดส่ง นำยจ้ำงพำลูกจ้ำงไป ท ำงำน และนำยจ้ำงส่งลูกจ้ำงไปฝึกงำน เช่น แรงงำนไทยทักษะฝีมือที่เข้ำไปประกอบอำชีพ ผู้ปรุง อำหำร พนักงำนขำยของ และช่ำงเชื่อมในกิจกำรอู่ต่อเรือ (วีซ่ำ E-7) แต่มีจ ำนวนน้อยมำกเมื่อเทียบ กับกำรจัดส่งแรงงำนตำมระบบ EPS เนื่องจำกเป็นประเภทงำนที่ต้องกำรคุณสมบัติเฉพำะต ำแหน่ง หรือทักษะที่สูงกว่ำระดับแรงงำนไร้ฝีมือ จำกกำรศึกษำกำรจัดส่งแรงงำนไทยแรงงำนไทยตำมระบบ EPS มีปัญหำอุปสรรค ส ำคัญที่พบคือ ๑) ประเภทงำนส่วนใหญ่ต้องกำรแรงงำนเพศชำยมำกกว่ำเพศหญิง แรงงำนหญิงจึงมี โอกำสในกำรไปท ำงำนในสำธำรณรัฐเกำหลีอย่ำงถูกต้องตำมกฎหมำยน้อยกว่ำแรงงำนชำย ๒) กำร
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จ ำกัดช่วงอำยุของแรงงำนอยู่ที่อำยุระหว่ำง ๑๘ – ๓๙ ปีท ำให้แรงงำนที่อำยุเกิน ๓๙ ปี ที่ยังมี ศักยภำพและสุขภำพแข็งแรง ไม่มีโอกำสสมัครไปท ำงำนตำมระบบ EPS ๓) ข้อจ ำกัดด้ำนภำษำ เกำหลี พบว่ำแรงงำนไทยมีอัตรำกำรสอบผ่ำนหลักเกณฑ์ด้ำนภำษำเกำหลีอยู่ในระดับต่ ำ ท ำให้ แรงงำนบำงส่วนที่ไม่ผ่ำนหลักเกณฑ์ด้ำนภำษำเกำหลี นิยมลักลอบเข้ำไปท ำงำนมำกกว่ำจะตั้งใจ ศึกษำภำษำเกำหลีเพื่อให้ผ่ำนกำรทดสอบ ๔) ควำมไม่นอนในกำรได้งำน เนื่องจำกระบบนี้ให้อ ำนำจ นำยจ้ำงในกำรคัดเลือกแรงงำนที่ตนต้องกำร แม้ว่ำจะสอบผ่ำนเกณฑ์ระบบ ESP และได้รับอนุมัติ ข้อมูลบัญชีรำยชื่อเพื่อเสนอให้นำยจ้ำงพิจำรณำคัดเลือก ซึ่งบัญชีรำยชื่อมีระยะเวลำ ๒ ปี หำกครบ ระยะเวลำแล้วไม่มีนำยจ้ำงพิจำรณำคัดเลือกก็ไม่ได้งำน หำกยังประสงค์ไปท ำงำนตำมระบบ EPS ก็ต้องสมัครสอบใหม่ ๕) ขั้นตอนระยะเวลำในกำรด ำเนินกำรที่ล่ำช้ำ โดยแรงงำนที่สอบผ่ำนระบบ EPS แล้ว ต้องรอให้มีนำยจ้ำงตกลงคัดเลือกตนไปท ำงำนซึ่งไม่รู้ว่ำเป็นเมื่อใด และขั้นตอนในกำรส่งตัว แรงงำนไทยที่ได้รับกำรจ้ำงแล้วไปยังสำธำรณรัฐเกำหลีที่ใช้เวลำค่อนข้ำงนำนเมื่อเทียบกับแรงงำน ชำติอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบ EPS ๖) ระยะเวลำกำรจ้ำงงำนตำมระบบ EPS ที่จ ำกัดอยู่ที่ ๔ ปี ๑๐ เดือน ซึ่งแรงงำนไทยบำงส่วนเห็นว่ำเป็นระยะเวลำที่สั้นไป ๗) เงื่อนไขกำรจ้ำง สภำพกำรท ำงำนที่ไม่ตรง ตำมสัญญำ และกำรเปลี่ยนย้ำยงำนค่อนข้ำงเข้มงวด โดยต้องได้รับควำมยินยอมจำกนำยจ้ำงเดิม ท ำให้แรงงำนไทยที่เข้ำไปท ำงำนโดยระบบ ESP บำงส่วนที่ไม่พึงพอใจนำยจ้ำง หรือสภำพกำรจ้ำงงำน และไม่สำมำรถเปลี่ยนย้ำยงำนได้ หลบหนีสัญญำจ้ำงเปลี่ยนไปเป็นแรงงำนผิดกฎหมำย แนวทำงกำรแก้ไขปัญหำ อุปสรรคของกำรเข้ำไปท ำงำนโดยถูกกฎหมำย ได้มีกำร เจรจำหำรือระหว่ำงทำงกำรไทยและสำธำรณรัฐเกำหลี เพื่อปรับแก้เงื่อนไข ข้อจ ำกัดต่ำง ๆ ของระบบ EPS ที่เป็นอุปสรรคต่อกำรจัดส่งแรงงำนไทยไปท ำงำนอยู่เป็นระยะ แต่กำรปรับแก้ไขท ำได้ค่อนข้ำง จ ำกัด เมื่อพิจำรณำถึงอ ำนำจในกำรต่อรองซึ่งฝ่ำยไทยมีน้อยกว่ำ เนื่องจำกสำธำรณรัฐเกำหลีมี ทำงเลือกในกำรคัดสรรแรงงำนต่ำงชำติจำกประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระบบ EPS ด้วย มิได้พึ่งพำแรงงำน ต่ำงชำติจำกประเทศประเทศหนึ่ง แรงงำนต่ำงชำติประเทศใดที่สร้ำงปัญหำในสำธำรณรัฐเกำหลีมำก ก็เป็นข้อพิจำรณำในกำรปรับลดโควตำแรงงำนถูกกฎหมำยของประเทศนั้นลงอีก โดยจำกกำรหำรือ กับทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลีล่ำสุดได้เพิ่มโควตำน ำเข้ำแรงงำนไทย แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ๑) กลุ่มแรงงำน ESP ที่รัฐจัดส่ง (วีซ่ำ E-9) และอยู่ระหว่ำงเจรจำเพื่อขอขยำยอำยุของแรงงำนที่รับสมัครซึ่งจ ำกัดไว้ที่ ไม่เกิน ๓๙ ปี ๒) กลุ่มแรงงำนเกษตรตำมฤดูกำล (วีซ่ำ E-8) คือกำรจ้ำงแรงงำนตำมฤดูกำล (Seasonal Worker Program : SWP) เป็นโครงกำรที่รัฐบำลสำธำรณรัฐเกำหลีอนุญำตให้ส่วน ท้องถิ่นจ้ำงชำวต่ำงชำติมำท ำงำนระยะสั้นในช่วงฤดูเพำะปลูก/เก็บเกี่ยว ของภำคเกษตรและประมง โดยต้องเป็นกำรท ำบันทึกควำมเข้ำใจ (MOU) ระหว่ำงกับองค์กรปกครองท้องถิ่นของสำธำรณรัฐ เกำหลีที่มีควำมต้องกำรแรงงำนต่ำงชำติตำมฤดูกำล กับกระทรวงแรงงำนของไทย เนื่องจำกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยไม่มีหน้ำที่ในกำรจัดกำรแรงงำน กระทรวงแรงงำนจึงเข้ำมำเจรจำแทน ขณะนี้อยู่ระหว่ำงกำรเจรจำ ยังมิได้มีกำรจัดส่งแรงงำนไทยไปท ำงำนในด้ำนนี้แต่อย่ำงใด ๓) กลุ่ม แรงงำนประเภททักษะ/แรงงำนฝีมือ สำขำช่ำงเชื่อม ช่ำงทำสี (วีซ่ำ E-7) ในอุตสำหกรรมอู่ต่อเรือที่มี ควำมต้องกำรแรงงำนจ ำนวนมำก ในส่วนกำรเจรจำเสนอให้อำชีพบริกำรด้ำนกำรนวดซึ่งแรงงำนไทย มีทักษะโดยเฉพำะกำรนวดแผนไทยให้เข้ำไปท ำงำนโดยถูกกฎหมำยมีควำมเป็นไปได้น้อย เนื่องจำก
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นอำชีพสงวนของคนพิกำรทำงสำยตำสำธำรณรัฐเกำหลี ไม่อนุญำตให้ชำวต่ำงชำติท ำอำชีพดังกล่ำว ในปัจจุบัน ขณะที่สำธำรณรัฐเกำหลีเองได้พยำยำมแก้ไขปัญหำแรงงำนต่ำงชำติที่พ ำนักอยู่โดยผิด กฎหมำยโดยกำรกวำดล้ำงจับกุมผลักดันออกนอกประเทศ และใช้วิธีกำรออกมำตรกำรจูงใจให้ แรงงำนต่ำงชำติผิดกฎหมำยสมัครใจมอบตัวกับ ตม. และเดินทำงกลับประเทศโดยได้รับยกเว้น ค่ำปรับและอำจเดินทำงกลับเข้ำมำในสำธำรณรัฐเกำหลีได้อีกอยู่เป็นระยะ ซึ่งพบว่ำมีแรงงำนไทยผิด กฎหมำยให้ควำมสนใจน้อยเมื่อเทียบกับจ ำนวนแรงงำนไทยผิดกฎหมำยที่พ ำนักอยู่ในสำธำรณรัฐเกำหลี ส่วนแนวทำงกำรขึ้นทะเบียนให้แรงงำนต่ำงชำติที่เข้ำมำท ำงำนโดยผิดกฎหมำยให้เป็นแรงงำนที่ถูก กฎหมำย ณ ปัจจุบัน สำธำรณรัฐเกำหลีไม่มีนโยบำยดังกล่ำวเนื่องจำกพอใจในสถำนกำรณ์กำรบริหำร จัดกำรแรงงำนที่เป็นอยู่ และใช้มำตรกำรสกัดกั้นแรงงำนต่ำงชำติผิดกฎหมำยเข้ำประเทศอย่ำง เข้มงวดโดยกำรตรวจสอบคัดกรองบุคคลก่อนเข้ำประเทศผ่ำนทำงด่ำนตม. ซึ่งได้น ำระบบอนุมัติกำร เดินทำงเข้ำประเทศอิเล็กทรอนิกส์ของสำธำรณรัฐเกำหลีส ำหรับชำวต่ำงชำติ (ระบบ K-ETA) มำใช้ บังคับกับประเทศที่มีควำมตกลงยกเว้นกำรขอวีซ่ำท่องเที่ยวกับสำธำรณรัฐเกำหลี เป็นกำรคัดกรอง บุคคลต่ำงชำติเข้ำประเทศชั้นแรกก่อนเดินทำงไปยังสำธำรณรัฐเกำหลี ซึ่งต้องผ่ำนด่ำนของต ม. สำธำรณรัฐเกำหลีอีกครั้งหนึ่งเมื่อเดินทำงไปถึงแล้ว ปัจจุบันพบว่ำสำธำรณรัฐเกำหลีได้ประกำศ ยกเว้นระบบ K-ETA ชั่วครำวกับ ๒๒ ประเทศ/ภูมิภำค ในระหว่ำงวันที่ ๑ เมษำยน ๒๕๖๖ – ๓๑ ธันวำคม ๒๕๖๗ คือ ออสเตรีย ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนำดำ เดนมำร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮ่องกง อิตำลี ญี่ปุ่น มำเก๊ำ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ สิงคโปร์ สเปน สวีเดน ไต้หวัน สหรำชอำณำจักร สหรัฐอเมริกำ (รวมถึงกวม) โดยไม่มีประเทศไทย ซึ่งน่ำจะมำจำกปัญหำ แรงงำนไทยผิดกฎหมำยในสำธำรณรัฐเกำหลีที่มีจ ำนวนมำก ท ำให้สำธำรณรัฐเกำหลีคงมำตรกำร ระบบ K-ETA กับประเทศไทยต่อไป แม้ว่ำจะเสียรำยได้จำกคนไทยผู้บริสุทธิ์ใจประสงค์ท่องเที่ยว สำธำรณรัฐเกำหลีบำงส่วนที่ไม่ผ่ำนกำรคัดกรองเข้ำประเทศ ประเด็นปัญห ำผีน้อยหรือแรงงำนไทยผิดกฎหมำยในสำธำรณรัฐเกำหลี จำกกำรศึกษำเห็นว่ำเป็นเรื่องที่ทำงกำรไทยทรำบดี และพยำยำมแก้ไขให้ลดจ ำนวนลงมำโดยตลอด โดยประสำนควำมร่วมมืออย่ำงใกล้ชิดกับทำงกำรสำธำรณรัฐเกำหลี และต้องอำศัยควำมร่วมมือจำก ทุกภำคส่วน โดยเฉพำะตัวแรงงำนไทยที่ประสงค์จะไปท ำงำนที่สำธำรณรัฐเกำหลี ต้องตระหนักถึง ประโยชน์ของกำรเข้ำไปท ำงำนโดยถูกกฎหมำย ซึ่งจะได้รับควำมคุ้มครองตำมกฎหมำยอย่ำงเต็มที่ สำมำรถพ ำนักอยู่ในสำธำรณรัฐเกำหลีโดยมีอิสระ มำกกว่ำกำรลักลอบเดินทำงเข้ำไปท ำงำน แม้จะ ได้รับค่ำแรงสูง แต่ถูกเอำรัดเอำเปรียบได้ง่ำยกว่ำ ต้องหลบซ่อนเพรำะเสี่ยงต่อกำรถูกจับกุมผลักดัน ออกประเทศ และต้องห้ำมเดินทำงไปยังสำธำรณรัฐเกำหลีอีก ทั้งกำรเข้ำไปท ำงำนโดยผิดกฎหมำย นอกจำกมีผลเสียต่อตนเองแล้ว ยังส่งผลเสียต่อเพื่อนร่วมชำติและประเทศด้วย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๔. บทสรุปและอภิปรายผล สำธำรณรัฐเกำหลีเป็นประเทศที่แรงงำนไทยนิยมไปท ำงำนเป็นจ ำนวนมำก ทั้งที่ เดินทำงไปอย่ำงถูกต้องตำมกฎหมำย และที่เดินทำงเข้ำไปด้วยข้อยกเว้นกำรขอวีซ่ำเพื่อท่องเที่ยว แต่กลับลักลอบพ ำนักและท ำงำนอยู่ในสำธำรณรัฐเกำหลี(ผีน้อย) หรือกรณีเป็นแรงงำนที่เดินทำงเข้ำ ไปอย่ำงถูกต้องตำมกฎหมำยแต่หลบหนีสัญญำจ้ำงผันตัวไปเป็นแรงงำนผิดกฎหมำย ส ำหรับกำรเข้ำไปท ำงำนโดยถูกฎหมำยของแรงงำนไทยส่วนใหญ่เป็นแรงงำนไร้ฝีมือซึ่ง กรมกำรจัดหำงำนจัดส่งตำมระบบ ESP ซึ่งพบปัญหำอุปสรรคส ำคัญคือ ๑) ประเภทงำนส่วนใหญ่ ต้องกำรแรงงำนเพศชำยมำกกว่ำเพศหญิง และจ ำนวนโควตำที่จ ำกัด ๒) กำรจ ำกัดช่วงอำยุของแรงงำน อยู่ที่ระหว่ำง ๑๘ – ๓๙ ปี๓) ข้อจ ำกัดด้ำนภำษำเกำหลี ซึ่งแรงงำนไทยมีทักษะภำษำเกำหลีต่ ำ ๔) ควำมไม่นอนในกำรได้งำน ๕) ขั้นตอนระยะเวลำในกำรด ำเนินกำรที่ล่ำช้ำ ๖) ระยะเวลำกำรจ้ำงงำน ตำมระบบ EPS ไม่ตอบโจทย์ของแรงงำน ๗) เงื่อนไขกำรจ้ำงและกำรเปลี่ยนย้ำยงำนมีหลักเกณฑ์ที่ ค่อนข้ำงเข้มงวด ปัญหำอุปสรรคเหล่ำนี้เป็นปัจจัยที่ท ำให้แรงงำนไทยที่ต้องกำรไปท ำงำนที่สำธำรรัฐ เกำหลีบำงส่วนไม่สมัครเข้ำสู่ระบบ ESP และหำกไม่มีคุณสมบัติหรือทักษะฝีมือเพียงพอจะเข้ำไป ท ำงำนด้วยช่องทำงอื่น ๆ ที่ถูกต้อง จึงเลือกที่จะเสี่ยงลักลอบไปเป็นแรงงำนผิดกฎหมำยโดยสมัครใจ มำกกว่ำกำรถูกหลอกลวงเช่นในอดีต ทั้งนี้ กำรแก้ไขปัญหำโดยกำรเจรจำเพื่อปรับแก้เงื่อนไข ข้อจ ำกัดต่ำง ๆ ของระบบ EPS ท ำได้ค่อนข้ำงจ ำกัด เนื่องจำกสำธำรณรัฐเกำหลีมีทำงเลือกในกำรคัดสรรแรงงำนต่ำงชำติจำก ประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบ EPS ด้วย มิได้มีเพียงประเทศไทยเท่ำนั้น ทำงกำรไทยจึงต้องพิจำรณำ ช่องทำง โอกำสประเภทงำนอื่น ๆ ที่แรงงำนไทยมีทักษะ สำมำรถแข่งขันได้ในตลำดงำนของ สำธำรณรัฐเกำหลีเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้แรงงำนไทยพัฒนำตนเองทั้งด้ำนทักษะ ฝีมือ และกำรเรียนรู้ภำษำเกำหลีอย่ำงจริงจังหำกมีควำมสนใจไปท ำงำนในสำธำรณรัฐเกำหลี ในระยะ ยำวควรเร่งพัฒนำศักยภำพของคนไทยตั้งแต่พื้นฐำนกำรศึกษำที่ตอบโจทย์แนวโน้มตลำดงำน และ สอดคล้องกับทิศทำงกำรพัฒนำเศรษฐกิจและสังคม มีค่ำครองชีพที่เหมำะสมกับกำรด ำรงชีวิต ๕. ข้อเสนอแนะ ๑. เจรจำหำรือกับทำงกำรสำธำรรัฐเกำหลีในควำมร่วมมือด้ำนแรงงำน พิจำรณำ ช่องทำง โอกำสประเภทงำนอื่น ๆ ที่แรงงำนไทยมีทักษะ สำมำรถแข่งขันได้ ประสำนควำมร่วมมือใน กำรแก้ไขปัญหำแรงงำนไทยผิดกฎหมำยในสำธำรณรัฐเกำหลี ประชำสัมพันธ์ส่งเสริมให้แรงงำนไทย ที่ต้องกำรเดินทำงไปท ำงำนในสำธำรรัฐเกำหลีให้เข้ำไปท ำงำนโดยผ่ำนช่องทำงที่ถูกต้องตำมกฎหมำย เพื่อให้ได้ รับค ว ำมคุ้มค รองต ำมกฎหม ำยแ รงง ำนและกฎหม ำยที่เกี่ย วข้องอย่ำงเต็มที่ ซึ่งคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศสำมำรถช่วยผลักดันประเด็นดังกล่ำวได้โดยช่องทำงกำรทูตผ่ำนกำร ปฏิสัมพันธ์กับทุกฝ่ำยที่เกี่ยวข้องในทุกโอกำส
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๘๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒. ภำครัฐของไทยควรทบทวนนโยบำยกำรจัดส่งแรงงำนไปท ำงำนต่ำงประเทศ ที่ปัจจุบันเป็นกำรจัดส่งแรงงำนไร้ฝีมือเป็นหลัก ซึ่งมีกำรแข่งขันสูงกับแรงงำนต่ำงชำติหลำยประเทศ ควรมุ่งส่งเสริมพัฒนำศักยภำพของแรงงำนไปสู่แรงงำนฝีมือ หรือกึ่งฝีมือ ที่มีอัตรำควำมต้องกำรของ ตลำดแรงงำนทั้งในและนอกประเทศในระยะยำว นำงสำวนริสสำ อิงคศิริ นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การยกระดับหนังสือเดินทางไทยในเวทีโลก : กรณีศึกษาการยกเว้น การตรวจลงตรา (การขอ VISA) ของสหภาพยุโรป ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ตำมที่ได้มีกำรเลือกตั้งสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรเป็นกำรทั่วไปเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภำคม ๒๕๖๖ ปรำกฏผลกำรเลือกตั้งอย่ำงไม่เป็นทำงกำรว่ำพรรคก้ำวไกล และพรรคเพื่อไทย เป็นพรรค กำรเมืองที่มีจ ำนวนสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรมำกเป็นล ำดับที่ ๑ และล ำดับที่ ๒ ตำมล ำดับ และมี แนวโน้มที่จะร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบำล และเป็นฝ่ำยเสียงข้ำงมำกในสภำผู้แทนรำษฎร ดังนั้น เพื่อให้ กำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ สภำผู้แทนรำษฎร ซึ่งมีหน้ำที่และอ ำนำจ ตำมข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๑๒) ในกำรกระท ำกิจกำร พิจำรณำ สอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกำรต่ำงประเทศ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ ภำพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งกระท ำกิจกำรทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับชำวไทยซึ่งตั้งถิ่นฐำนหรือไป ประกอบอำชีพในต่ำงประเทศ คณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ สภำผู้แทนรำษฎร ชุดที่ ๒๖ จึงควร พิจำรณำศึกษำในเรื่องที่จะช่วยส่งเสริม สนับสนุน กำรขับเคลื่อนนโยบำยของรัฐบำล เพื่อประโยชน์ ของประเทศชำติและประชำชน ควบคู่ไปกับกำรด ำเนินกำรตรวจสอบกำรท ำงำนของฝ่ำยบริหำรด้วย เมื่อพิจำรณำจำกนโยบำยด้ำนกำรต่ำงประเทศของพรรคกำรเมืองที่มีจ ำนวน สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรมำกที่สุด ๒ ล ำดับแรกแล้ว พบว่ำ นโยบำยของทั้ง ๒ พรรค สอดคล้องกัน ในประเด็นกำรท ำให้หนังสือเดินทำงไทยได้รับกำรยอมรับในประชำคมโลก สำมำรถใช้เดินทำงเข้ำ -ออก ประเทศต่ำง ๆ โดยได้รับยกเว้นกำรตรวจลงตรำ (กำรขอ VISA) ในกำรนี้ จึงได้ศึกษำกรณีตัวอย่ำงกำรเจรจำเพื่อขอยกเว้นกำรขอวีซ่ำ ระหว่ำง สำธำรณรัฐคอซอวอและสหภำพยุโรป ซึ่งได้รับควำมเห็นชอบจำกคณะมนตรีแห่งสหภำพยุโรป (Council of the European Union) เมื่อวันที่ ๒๓ มีนำคม ๒๕๖๖ และจะมีผลในวันที่ ๑ มกรำคม ๒๕๖๗ เพื่อใช้เป็นแนวทำงในกำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศผ่ำนกลไกกำรทูต รัฐสภำ และ/หรือ กำรให้ข้อเสนอแนะในกำรด ำเนินกำรของรัฐบำล ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มีสำระส ำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์กำรเข้ำเมืองของคนต่ำงด้ำวที่เข้ำมำใน รำชอำณำจักร เพื่อควำมมั่นคงของประเทศและเพื่อควำมสงบเรียบร้อยของประชำชน ๒) กฎกระทรวงก าหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจ การยกเว้น และการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา พ.ศ. ๒๕๔๕
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นกฎหมำยล ำดับรองซึ่งออกโดยอำศัยอ ำนำจตำมพระรำชบัญญัติคนเข้ำเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ มีสำระส ำคัญก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขในกำรตรวจ กำรยกเว้นและกำรเปลี่ยน ประเภทกำรตรวจลงตรำให้แก่คนต่ำงด้ำว ๓) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ก าหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือ เดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการ ท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๒ เป็นกฎหมำยล ำดับรองซึ่งออกโดยอำศัยอ ำนำจตำมกฎกระทรวงก ำหนด หลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขในกำรตรวจ กำรยกเว้น และกำรเปลี่ยนประเภทกำรตรวจลงตรำ พ.ศ. ๒๕๔๕ ก ำหนดรำยชื่อประเทศผู้ถือหนังสือเดินทำงหรือเอกสำรใช้แทนหนังสือเดินทำงซึ่งเข้ำมำ ในรำชอำณำจักรเป็นกำรชั่วครำวเพื่อกำรท่องเที่ยวได้รับกำรยกเว้นกำรตรวจลงตรำ และให้อยู่ใน รำชอำณำจักรได้ไม่เกินสำมสิบวัน ๔) ข้อก าหนดของสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ ๒๐๑๘/๑๘๐๖ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เป็นกฎหมำยของสหภำพยุโรปซึ่งตรำขึ้นโดยควำมเห็นชอบของคณะมนตรีแห่ง สหภำพยุโรป ร่วมกับสภำยุโรป (European Parliament) ก ำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไข ในกำรตรวจ กำรยกเว้น และกำรเปลี่ยนประเภทกำรตรวจลงตรำ ของบุคคลที่จะเข้ำสู่ดินแดนของ สหภำพยุโรป ๓. บทวิเคราะห์ ปัจจุบันผู้ถือหนังสือเดินทำงธรรมดำของไทย สำมำรถเดินทำงเข้ำประเทศหรือ ดินแดนโดยไม่ต้องขอรับกำรตรวจลงตรำ จ ำนวน ๓๔ ประเทศและดินแดน และไม่จ ำเป็นต้องขอรับ กำรตรวจลงตรำล่วงหน้ำ โดยสำมำรถขอ Visa on Arrival (VOA) ได้อีก ๙ ประเทศและดินแดน ซึ่งหำก เปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภำคอำเซียน เช่น มำเลเซีย ผู้ถือหนังสือเดินทำงธรรมดำไม่ต้องมี VISA ได้ถึง ๑๑๕ ประเทศและดินแดน เป็นต้น ในขณะที่ชำวต่ำงชำติสำมำรถเดินทำงเข้ำมำยังประเทศไทย โดยไม่ต้องขอ VISA ได้ถึง ๕๖ ประเทศ ตำมประกำศกระทรวงมหำดไทย เรื ่อง ก ำหนดรำยชื ่อ ประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทำงหรือเอกสำรใช้แทนหนังสือเดินทำงซึ่งเข้ำมำในรำชอำณำจักรเป็น กำรชั่วครำวเพื่อกำรท่องเที่ยวได้รับกำรยกเว้นกำรตรวจลงตรำ และให้อยู่ในรำชอำณำจักรได้ไม่ เกินสำมสิบวัน ลงวันที ่ ๔ มีนำคม ๒๕๖๒ ทั้งนี้โดยหลักกำรทั่วไปแล้ว กำรยกเว้นกำรขอ VISA มักจะด ำเนินกำรโดยใช้หลักต่ำงตอบแทน (Reciprocity) กล่ำวคือ หำกประเทศ A ตกลงยกเว้นกำร ขอ VISA ให้ประเทศ B ประเทศ B ก็จะยกเว้นกำรขอ VISA ให้ประเทศ A ด้วย เป็นกำรต่ำงตอบแทน ซึ่ง สภำพกำรณ์ของประเทศไทยถือว่ำมีควำมน่ำสนใจ เนื่องจำกประเทศไทยยกเว้นกำรขอ VISA ให้กับ ๕๖ ประเทศ แต่กลับได้รับกำรยกเว้นกำรขอ VISA ในลักษณะต่ำงตอบแทนกลับมำเพียง ๓๔ ประเทศ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๒๙๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เท่ำนั้น จ ำนวนส่วนต่ำงดังกล่ำวจึงถือว่ำเป็นช่องว่ำงที่มีศักยภำพที่ประเทศไทยจะสำมำรถน ำไปใช้ เจรจำเพื่อยกระดับหนังสือเดินทำงของไทยได้ ส ำหรับหลักเกณฑ์กำรพิจำรณำยกเว้น VISA ของประเทศต่ำง ๆ มีหลำยปัจจัยที่จะต้อง พิจำรณำ ทั้งมิติด้ำนกำรเมืองกำรปกครอง ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศ เศรษฐกิจ ฯลฯ อย่ำงไรก็ดี เพื่อเป็นตัวอย่ำงในกำรพิจำรณำด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ ผู้ศึกษำ ขอยกตัวอย่ำงกรณีศึกษำของสหภำพยุโรป ซึ่งได้บัญญัติหลักเกณฑ์กำรพิจำรณำยกเว้นวีซ่ำ ไว้ใน มำตรำ ๑ ของข้อก ำหนดของสภำยุโรปและคณะมนตรียุโรป ที่ ๒๐๑๘/๑๘๐๖ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกำยน ๒๕๖๑ ว่ำ กำรพิจำรณำว่ำประชำชนของประเทศใดจะได้รับกำรยกเว้นกำรขอ VISA ขึ้นอยู่กับกำร พิจำรณำเป็นรำยประเทศไป โดยมีเกณฑ์กำรพิจำรณำหลำยปัจจัย อำทิ สถิติกำรหลบหนีเข้ำเมือง นโยบำยสำธำรณะและควำมมั่นคง ผลประโยชน์ด้ำนเศรษฐกิจโดยเฉพำะด้ำนกำรท่องเที่ยวและกำรค้ำ ระหว่ำงประเทศ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสหภำพยุโรปกับประเทศนั้น ๆ รวมไปถึงประเด็นส ำคัญต่ำง ๆ ที่ส ำคัญ เช่น กำรให้ควำมส ำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน เสรีภำพขั้นพื้นฐำนของประชำชน ตลอดจน ควำมสอดคล้องกันของนโยบำยในระดับภูมิภำคและกำรพิจำรณำหลักต่ำงตอบแทน และจำกนโยบำย ด้ำน VISA ของสหภำพยุโรป อำจแบ่งประเภทของประเทศที่มีข้อตกลงด้ำน VISA กับสหภำพยุโรปได้ เป็น ๒ กลุ่ม คือ (๑) กลุ่มประเทศที่ได้รับกำรยกเว้น VISA และ (๒) กลุ่มประเทศที่ได้รับกำรอ ำนวย ควำมสะดวกในกำรขอ VISA เช่น กำรลดค่ำธรรมเนียม กำรขอเอกสำรน้อยลง กำรเร่งรัดกระบวนกำร พิจำรณำ VISA เป็นต้น ทั้งนี้ ประเทศล่ำสุดที่ประสบควำมส ำเร็จในกำรเจรจำขอยกเว้น VISA กับสหภำพ ยุโรป ได้แก่ สำธำรณรัฐคอซอวอ ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ำยของภูมิภำคบอลข่ำนตะวันตกที่ประสบ ควำมส ำเร็จในกำรเจรจำ โดยกระบวนกำรเจรจำนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๑๒ ซึ่งในกระบวนกำร พิจำรณำนั้น สหภำพยุโรปเป็นผู้ก ำหนดแผนงำน (Road Map) ให้สำธำรณรัฐคอซอวอด ำเนินกำร ไม่ว่ำจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับกำรหลบหนีเข้ำเมือง กำรปักปันเขตแดนระหว่ำงสำธำรณรัฐคอซอวอและ มอนเตเนโกร กำรต่อต้ำนกำรทุจริต เป็นต้น โดยกระบวนกำรจะช้ำหรือเร็วขึ้นอยู่กับกำรด ำเนินกำร ของสำธำรณรัฐคอซอวอเป็นหลัก เมื่อได้ด ำเนินกำรแล้วก็จะเสนอรำยงำนต่อคณะมนตรีแห่งสหภำพ ยุโรป และสภำยุโรป เพื่อพิจำรณำให้ควำมเห็นชอบ ในกำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำรกำรต่ำงประเทศ อำจพิจำรณำด ำเนินกำรได้ใน หลำยแนวทำง เช่น กำรแต่งตั้งคณะอนุกรรมำธิกำรพิจำรณำศึกษำในเรื่องดังกล่ำว เป็นต้น โดยอำจ ด ำเนินกำรควบคู่ไปกับกำรใช้กำรทูตรัฐสภำเจรจำกับสมำชิกสภำยุโรปในเวทีระหว่ำงประเทศต่ำง ๆ ทั้ง ในระดับทวิภำคีและพหุภำคี เช่น เวทีกำรประชุมกับผู้แทนสมำชิกสภำยุโรป (Thailand – EU Interparliamentary Meeting – IPM) กำรประชุมรัฐสภำภำคพื้นเอเชียและแปซิฟิก (Asia Pacific Parliamentary Forum-APPF) เป็นต้น ตลอดจนกำรแลกเปลี่ยนกำรเยือนระหว่ำงกันเพื่อกระชับ ควำมสัมพันธ์ ซึ่งกำรใช้กำรทูตรัฐสภำนั้นมีข้อดีกว่ำกำรทูตปกติ เนื่องจำกกำรทูตรัฐสภำจะไม่มีผล