๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ จำกบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงองค์ประกอบทำงกฎหมำยที่หลำกหลำยมำกยิ่งขึ้นส่งผล ให้ภำครัฐตื่นตัวและให้ควำมส ำคัญกับกรณีดังกล่ำว และมีกำรริเริ่มกำรตรำกฎหมำยร่ำงพระรำชบัญญัติสภำ ชนเผ่ำพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ซึ่งสำมำรถสรุปได้ ดังนี้ หลังจำกที่สหประชำชำติได้ประกำศให้วันที่ ๙ สิงหำคม ของทุกปีเป็น วันสำกลแห่งชนเผ่ำพื้นเมือง โลก เมื่อปี ๒๕๓๗ และในเวลำต่อมำได้ประกำศปฏิญญำสหประชำชำติว่ำด้วยสิทธิของชนเผ่ำพื้นเมือง (UNDRIP) เมื่อวันที่ ๑๓ กันยำยน ๒๕๕๐ และในปีนี้เองที่ได้มีกำรประกำศจัดตั้ง “เครือข่ำยชนเผ่ำพื้นเมือง แห่งประเทศไทย” (คชท.) พร้อมกับร่วมกันประกำศให้ วันที่ ๙ สิงหำคม ของทุกปี เป็น “วันชนเผ่ำพื้นเมือง แห่งประเทศไทย” นับแต่นั้นมำ และได้มีกำรจัดงำนมหกรรมวันชนเผ่ำพื้นเมืองแห่งประเทศไทยขึ้นนับแต่นั้น มำติดต่อกันทุกปี ต่อมำในปี ๒๕๕๓ เครือข่ำยชนเผ่ำพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (ค.ช.ท.) ได้ประกำศ เจตนำรมณ์จัดตั้ง “สภำชนเผ่ำพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” (ส.ช.พ.) ขึ้น จำกนั้น ในปี ๒๕๕๕ ส.ช.พ. ได้ แต่งตั้งคณะยกร่ำง พระรำชบัญญัติสภำชนเผ่ำพื้นเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก และเมื่อร่ำงกฎหมำยฉบับแรกแล้ว เสร็จ ได้มีกำรแต่งตั้งคณะท ำงำนประชำพิจำรณ์เดินสำยไปยังภำคต่ำง ๆ เพื่อรับฟังควำมเห็นของบรรดำ สมำชิกในภำคนั้น ๆ ซึ่งแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๖ ร่ำงกฎหมำยนี้ได้รับควำมเห็นชอบจำก ค.ช.ท. ในปี ๒๕๕๗ และในปีเดียวกัน ร่ำงกฎหมำยนี้ได้ส่งให้คณะกรรมกำรปฏิรูปกฎหมำย (ค.ป.ก.) ซึ่งได้ช่วยปรับแก้ให้มีควำม รัดกุมและชัดเจนมำกขึ้น ในปีรุ่งขึ้น ๒๕๕๘ ร่ำง พ.ร.บ. นี้ได้ถูกส่งไปยังนำยกรัฐมนตรี สภำปฏิรูปแห่งชำติ (สปช.) และสภำนิติบัญญัติแห่งชำติ (สนช.) ซึ่งเค้ำโครงโดยสังเขปของร่ำงพระรำชบัญญัติชนเผ่ำพื้นเมืองแห่ง ประเทศไทย (ส.ช.พ.) ประกอบไปด้วย จ ำนวนหมวดทั้งหมด ๖ หมวดและ จ ำนวนมำตรำทั้งสิ้น ๓๙ มำตรำ ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จำกกำรศึกษำข้อมูลผู้ศึกษำเห็นควรให้หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องมีกำรปรับแผนงำนเป็นท ำงำน แบบบูรณำกำรร่วมกัน ระหว่ำงรัฐบำล กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษำธิกำร กระทรวงกำรอุดมศึกษำ วิทยำศำสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหำดไทย กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติ สิ่งแวดล้อม กระทรวง เกษตรและสหกรณ์กระทรวงกำรพัฒนำสังคมและควำมมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงยุติธรรม ไม่ว่ำจะ เป็นในส่วนของงบประมำณ ฐำนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กฎ ระเบียบ เพื่อให้สำมำรถแก้ไขปัญหำได้อย่ำงมี ประสิทธิภำพและเป็นรูปธรรมมำกยิ่งขึ้น นำงสำวรับขวัญ เมสนุกูล นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แนวทางการน าหลักฟังความทุกฝ่ายมาใช้ในการด าเนินกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา คดีปกครอง คือ คดีที่เป็นข้อพิพำทระหว่ำงหน่วยงำนทำงปกครองหรือเจ้ำหน้ำที่ ของรัฐกับเอกชน หรือข้อพิพำทระหว่ำงหน่วยงำนทำงปกครองหรือเจ้ำหน้ำที่ของรัฐด้วยกันเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่ำคู่ควำมอยู่ในฐำนะที่ไม่เท่ำเทียมกัน โดยหน่วยงำนของรัฐอยู่ในฐำนะที่เหนือกว่ำเอกชน และเป็นกำรยำกที่เอกชนจะหำพยำนหลักฐำนที่อยู่ในควำมครอบครองของหน่วยงำนของรัฐมำพิสูจน์ ข้อต่อสู้ของตนได้ กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองจึงเป็นสิ่งส ำคัญและจ ำเป็นที่ท ำให้กำรด ำเนิน กระบวนพิจำรณำในศำลปกครองเป็นไปด้วยควำมเรียบร้อยและช่วยให้ศำลสำมำรถตัดสินปัญหำของ คดีที่มำสู่ศำลได้อย่ำงยุติธรรม คดีปกครองมีลักษณะพิเศษตำงไปจำกคดีแพงและคดีอำญำ จึงตองมีวิธีพิจำรณำ ที่เหมำะสมกับสภำพของคดีปกครองเอง ซึ่งไดแก วิธีพิจำรณำแบบไตสวนอันเปนวิธีกำรที่มีหลัก ส ำคัญในกำรใหอ ำนำจศำลในกำรแสวงหำขอเท็จจริงไดอยำงกวำงขวำงและเปนผูด ำเนินกระบวน พิจำรณำเอง อย่ำงไรก็ดีกำรพิจำรณำคดีปกครองยังคงตองเคำรพหลักทั่วไปของระบบวิธีพิจำรณำคดี อั นเป นหลั กก ำ รที่ มุงเน นให มี ก ำ รพิ จ ำ รณ ำคดี อ ย ำงยุ ติ ธ ร ร มแ ล ะมี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ ำพ เชน กำรฟงควำมสองฝ่ำย กำรพิจำรณำไปตำมกรอบของค ำฟองและค ำขอทำยฟอง กำรคัดคำนตุลำ กำร เปนตน ประเทศไทยได้น ำรูปแบบวิธีพิจำรณำคดีปกครองที่มุ่งตรวจสอบและถ่วงดุลอ ำนำจซึ่งกัน และกันระหว่ำงตุลำกำรในองค์คณะพิจำรณำพิพำกษำคดีกับตุลำกำรผู้แถลงคดีซึ่งเป็นตุลำกำรนอกองค์ คณะผู้มีบทบำทอย่ำงมำกในคดี ซึ่งเป็นผู้ท ำหน้ำที่สอบสวนข้อเท็จจริงที่ได้รับทรำบข้ออ้ำงข้อเถียงของ คู่ควำมทั้งสองฝ่ำยและข้อเท็จจริงในคดีจำกบันทึกสรุปส ำนวนของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนและเสนอ ควำมเห็นของตนอย่ำงอิสระต่อองค์คณะพิจำรณำพิพำกษำว่ำหำกเป็นองค์คณะจะวินิจฉัยชี้ขำดคดี นั้นอย่ำงไร พร้อมทั้งเสนอเหตุผลและหลักกฎหมำยที่เกี่ยวข้องด้วย กำรเสนอควำมเห็นของตุลำกำรผู้ แถลงคดีเป็นกำรถ่วงดุลกำรใช้อ ำนำจดุลพินิจขององค์คณะพิจำรณำพิพำกษำเพรำะในกำรวินิจฉัยชี้ขำด แต่ละคดีองค์คณะอำจมีควำมเห็นขัดหรือแย้งกับควำมเห็นของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้ ระบบถ่วงดุลอ ำนำจ โดยตุลำกำรผู้แถลงคดีเป็นมำตรกำรหนึ่งที่เป็นกำรตรวจสอบว่ำค ำวินิจฉัยขององค์คณะมีเหตุผลและ ยุติธรรมหรือไม่ จำกหลักกำรของกระบวนพิจำรณำคดีปกครองดังกลำว และจำกกำรศึกษำหลักกำร ฟังควำมสองฝ่ำยและกระบวนวิธีพิจำรณำคดีปกครองของประเทศฝรั่งเศสแล้ว พบว่ำกำรที่กฎหมำย วิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยไม่เปิดโอกำสให้คู่กรณีโต้แย้งคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้ แถลงคดี ซึ่งกฎหมำยมิได้ก ำหนดให้ศำลต้องแจ้งให้คู่กรณีทรำบถึงค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำร ผู้แถลงคดีเป็นกำ รล่วงหน้ ำก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจ ำรณำคดี ท ำให้คู่กรณีไม่ทรำบถึง ค ำแถลงกำรณ์ก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำจึงไม่สำมำรถน ำพยำนหลักฐำนมำโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำ แถลงกำรณ์ในวันนั่งพิจำรณำคดีได้ จึงถือเป็นจุดบกพร่องในระบบวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยซึ่ง ไม่สอดคล้องกับหลักกำรฟังควำมสองฝ่ำยอย่ำงสมบูรณ์แบบ อันก่อให้เกิดควำมไม่ยุติธรรมในคดี ปกครองได้ จึงควรน ำหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของฝรั่งเศสในส่วนที่ก ำหนดให้ศำลต้อง แจ้งให้คู่กรณีทรำบถึงสรุปประเด็นของค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีก่อนถึงก ำหนดวันนั่ง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร พิจำรณำคดี และในส่วนที่คู่กรณีสำมำรถแถลงกำรณ์อย่ำงย่อด้วยวำจำในวันนั่งพิจำรณำคดีภำยหลัง จำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้แถลงกำรณ์ต่อหน้ำองค์คณะแล้วมำบัญญัติไว้ในกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดี ปกครองของไทยด้วย ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) ศำลปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครองกับกำรแสวงหำข้อเท็จจริงของประเทศฝรั่งเศส ๑.๑) ระบบศำลปกครองของฝรั่งเศส ระบบศำลปกครองฝรั่งเศส มีลักษณะเด่น ๓ ประกำร คือ (ชำญชัย แสวงศักดิ์, ๒๕๕๕, น. ๔๑-๔๓) ประกำรแรก เป็นระบบศำลคู่ กล่ำวคือ ศำลปกครองฝรั่งเศสมีระบบที่เป็นเอกเทศ จำกระบบศำลยุติธรรมโดยสิ้นเชิง ประกำรที่สอง เป็นระบบสภำแห่งรัฐ (Conseil d’Etat หรือ Council of State) กล่ำวคือ เป็นระบบที่มอบอ ำนำจในกำรวินิจฉัยชี้ขำดคดีปกครองแก่สถำบันที่เรียกชื่อดังกล่ำว ซึ่งท ำ หน้ำที่เป็นทั้งที่ปรึกษำและพิจำรณำร่ำงกฎหมำยให้แก่รัฐบำล รวมทั้งเป็นองค์กรวินิจฉัยคดีปกครองด้วย ประกำรที่สำม ตุลำกำรศำลปกครองมีที่มำ คุณสมบัติ วิธีกำรคัดเลือกและแต่งตั้ง ตลอดจนมีสถำนภำพที่แตกต่ำงจำกผู้พิพำกษำศำลยุติธรรมโดยสิ้นเชิง กล่ำวคือ ผู้ที่ท ำหน้ำที่เป็นตุลำ กำรศำลปกครอง (Magistrats administratifs) ในประเทศฝรั่งเศส จะมีสถำนภำพเป็นข้ำรำชกำร ของฝ่ำยปกครอง (โดยมีคุณสมบัติ วิธีกำรแต่งตั้งและระบบเงินเดือนที่เป็นพิเศษจำกข้ำรำชกำรพล เรือนทั่วไป ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีกำรคัดเลือกและแต่งตั้งในลักษณะเดียวกันกับข้ำรำชกำรระดับสูง ของฝ่ำยปกครอง) ในปัจจุบันระบบศำลปกครองฝรั่งเศสมีสองระบบ คือ ระบบศำลปกครองปกติและ ระบบศำลปกครองพิเศษ คือ ๑) ระบบศำลปกครองปกติ ศำลปกครองฝรั่งเศสแบ่งออกเป็น ๓ ชั้นศำล คือ ศำล ปกครองชั้นต้น ศำลปกครองชั้นอุทธรณ์ และศำลปกครองสูงสุดหรือสภำแห่งรัฐ ๒) ระบบศำลปกครองพิเศษ ศำลปกครองพิเศษหรือองค์กรวินิจฉัยคดีปกครอง ผู้ช ำนำญกำรเฉพำะด้ำน (Juridictions administratives spécialisées) (ชำญชัย แสวงศักดิ์, ๒๕๕๕ , น. ๔๒) ในฝรั่งเศสมีอยู่เป็นจ ำนวนมำก โดยแต่ละศำลจะมีอ ำนำจหน้ำที่ในกำรพิจำรณำ พิพำกษำคดีเฉพำะที่กฎหมำยจัดตั้งศำลนั้น ๆ ก ำหนด อำทิ ศำลบัญชี ศำลวินัยทำงงบประมำณและ กำรเงิน คณะกรรมกำรข้ำรำชกำรประเภทต่ำง ๆ หรือบรรดำองค์กรวิชำชีพต่ำง ๆ ที่ท ำหน้ำที่พิจำรณำ วินิจฉัยโทษทำงวินัย เช่น สภำมหำวิทยำลัย แพทยสภำ เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วศำลปกครองสูงสุด จะท ำหน้ำที่พิจำรณำอุทธรณ์ค ำวินิจฉัยของศำลปกครองเหล่ำนี้โดยเฉพำะในปัญหำข้อกฎหมำย ส ำหรับเหตุผลหรือควำมจ ำเป็นในกำรก่อตั้งศำลปกครองพิเศษนั้นมีสำเหตุหลัก ๆ เพรำะลักษณะ พิเศษของคดีเนื่องจำกในกำรวินิจฉัยตัดสินคดีประเภทนี้ต้องอำศัยควำมเชี่ยวชำญเฉพำะ (เอกบุญ เจริญชีวินทร์, บรรเจิด สิงคะเนติ และคณะ, ๒๕๔๙, น. ๖๒-๖๖)
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๑.๒) วิธีพิจำรณำคดีปกครองของฝรั่งเศส วิธีพิจำรณำคดีปกครองของฝรั่งเศสมีลักษณะเด่นที่ส ำคัญ ดังนี้ (๑) เป็นวิธีพิจำรณำที่ใช้ระบบไต่สวน คือ ศำลหรือตุลำกำรเป็นผู้ควบคุมและ ก ำหนดแนวทำงกำรพิจำรณำคดี ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยให้คู่กรณีในคดีเป็นผู้น ำในกำรด ำเนินกระบวน พิจำรณำและปล่อยให้กำรแพ้ชนะของคดีเป็นไปตำมพยำนหลักฐำนที่คู่กรณีแต่ละฝ่ำยยกขึ้นอ้ำง เท่ำนั้น ซึ่งกำรควบคุมกระบวนพิจำรณำของตุลำกำรศำลปกครองนั้น แสดงให้เห็นเด่นชัดตั้งแต่ ขั้นตอนกำรฟ้องคดีปกครอง โดยเมื่อมีกำรฟ้องคดีต่อศำล และศำล (โดยหลักแล้ว คือ ตุลำกำร เจ้ำของส ำนวน) เห็นว่ำค ำฟ้องนั้นไม่สมบูรณ์ครบถ้วน หรือไม่เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ที่กฎหมำยบัญญัติ หรือมิได้มีกำรฟ้องคดีโดยทนำยควำม ในกรณีที่กฎหมำยบังคับให้ต้องมีทนำยควำมหรือในกรณีที่มิได้ แนบค ำสั่งทำงปกครองมำพร้อมกับค ำฟ้อง หรือค ำฟ้องมิได้มีกำรมอบอ ำนำจให้ฟ้องคดีโดยชอบด้วย กฎหมำย ศำลหรือตุลำกำรย่อมมีหน้ำที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีท ำกำรแก้ไขเพิ่มเติมค ำฟ้องให้ถูกต้อง เนื่องจำกคดีปกครองส่วนใหญ่เป็นข้อพิพำทระหว่ำงเอกชนกับหน่วยงำนหรือ เจ้ำหน้ำที่ของรัฐซึ่งคู่ควำมฝ่ำยเอกชนอยู่ในฐำนะที่เสียเปรียบคู่ควำมฝ่ำยรัฐในทุก ๆ ด้ำน โดยเฉพำะ อย่ำงยิ่งพยำนหลักฐำนในคดีส่วนใหญ่จะอยู่ในควำมครอบครองของฝ่ำยรัฐ ดังนั้น ตุลำกำรศำล ปกครองจึงมีควำมจ ำเป็นที่จะใช้อ ำนำจในกำรเข้ำไปช่วยเหลือควำมไม่เท่ำเทียมกันนั้น โดยกำรเป็นผู้ ควบคุมและก ำหนดแนวทำงกำรพิจำรณำคดี เช่น ก ำหนดแผนกำรแสวงหำข้อเท็จจริงและระยะเวลำ ในกำรโต้ตอบบันทึกต่ำง ๆ ระหว่ำงคู่กรณี รวมทั้งมีอ ำนำจช่วยเหลือโจทก์ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น เอกชนในกำรเสำะแสวงหำพยำนหลักฐำนสนับสนุนข้ออ้ำง (เช่น กำรที่ศำลมีค ำสั่งให้ฝ่ำยปกครอง จัดส่งเอกสำรต่ำง ๆ หรือชี้แจงเหตุผลของกำรออกค ำสั่งทำงปกครองในกรณีที่ข้อกล่ำวหำของโจทก์ ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ และหำกฝ่ำยปกครองนิ่งเฉยไม่ยอมปฏิบัติตำมค ำสั่งของศำลดังกล่ำวก็ถือเสมือน ว่ำค ำสั่งทำงปกครองนั้นไม่ถูกต้อง เป็นต้น) (วรรณชัย บุญบ ำรุง,ธนกร วรปรัชญำกูลและสิริพันธ์ พลรบ, ๒๕๔๙, น. ๑๘๐-๑๘๑) และมีอ ำนำจในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ตำมที่ศำลเห็นสมควรแม้ คู่กรณีจะไม่ได้ยกขึ้นอ้ำงก็ตำม นอกจำกนี้ยังเป็นอ ำนำจของศำลไม่ว่ำจะเป็นสภำแห่งรัฐ ศำลปกครอง ชั้นอุทธรณ์และศำลปกครองชั้นต้น ว่ำกรณีที่ศำลเห็นว่ำคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิพำกษำ ได้แล้วก็สำมำรถยุติกำรแสวงหำข้อเท็จจริงและออกค ำสั่งก ำหนดวันสิ้นสุดกำรแสวงหำข้อเท็จจริง แล้วด ำเนินกำรเพื่อพิพำกษำคดีต่อไปซึ่งผลของวันสิ้นสุดกำรแสวงหำข้อเท็จจริง คือ คู่กรณีไม่สำมำรถที่ จะส่งเอกสำรใด ๆ ต่อศำลแต่ถ้ำมีกำรส่งศำลก็จะไม่รับไว้ในส ำนวนคดีและไม่ต้องส่งให้คู่กรณีอีกฝ่ำยหนึ่ง ซึ่งจำกกำรที่ระบบไต่สวนให้ศำลหรือตุลำกำรเป็นผู้ควบคุมและก ำหนดแนวทำงกำรพิจำรณำนี้เอง จึง เห็นได้ว่ำ ควำมพยำยำมของคู่กรณีที่จะใช้วิธีพิจำรณำมำประวิงคดีให้ล่ำช้ำนั้นย่อมเป็นไปได้ยำกใน กำรด ำเนินคดีปกครอง (๒) เป็นวิธีพิจำรณำที่ใช้เอกสำรเป็นหลัก ลักษณะของวิธีพิจำรณำที่ใช้เอกสำรเป็น หลักเป็นลักษณะเฉพำะของคดีปกครองซึ่งเป็นหลักที่ศำลยึดถือและปฏิบัติอย่ำงเคร่งครัด กล่ำวคือ ในขั้นตอนของกำรรวบรวมและแสวงหำข้อเท็จจริงของคดีก่อนกำรพิพำกษำนั้น บรรดำเอกสำร
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ค ำฟ้อง ค ำให้กำร ค ำขอ บันทึกโต้ตอบต่ำง ๆ หรือข้อถกเถียงระหว่ำงคู่ควำม โดยส่วนใหญ่แล้ว จะต้องจัดท ำเป็นลำยลักษณ์อักษร ในรูปของกำรแลกเปลี่ยนบันทึกต่ำง ๆ (๓) เป็นวิธีพิจำรณำแบบกึ่งลับ ในอดีตนั้น กำรพิจำรณำด ำเนินกำรของฝ่ำยปกครองรวมถึงกำรพิจำรณำของ ศำลปกรองในอดีตจะกระท ำเป็นควำมลับ กล่ำวคือ กำรด ำเนินกำรก่อนที่จะมีกำรกระท ำทำงปกครอง จะไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสำธำรณชน และเฉพำะคู่ควำมเท่ำนั้นที่มีสิทธิรับทรำบค ำคู่ควำมและเอกสำรต่ำง ๆ เกี่ยวกับคดีของตน ต่อมำเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๓ ประเทศฝรั่งเศสได้ให้สัตยำบันยอมรับบทบัญญัติมำตรำ ๖ ของอนุสัญญำยุโรปว่ำด้วยกำรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภำพขั้นพื้นฐำน สภำแห่งรัฐของฝรั่งเศส จึงได้ยอมรับหลักกำรพิจำรณำคดีว่ำต้องกระท ำโดยเปิดเผยต่อหน้ำสำธำรณชน (ประสำท พงษ์สุวรรณ์, และสุรีย์ เผ่ำสุขถำวร, ๒๕๔๕, น. ๑๑๐-๑๑๔) แต่หลักกำรดังกล่ำวมิได้ใช้บังคับอย่ำงเคร่งครัดนัก ซึ่งต่อมำ ลักษณะที่เป็นควำมลับของวิธีพิจำรณำคดีปกครองในประเทศฝรั่งเศสได้คลำยควำม เคร่งครัดลงเรื่อย ๆ โดยผลของกำรที่ศำลต้องเคำรพหลักเรื่องกำรคัดค้ำนต่อสู้คดีของคู่ควำมหรือหลักกำร ฟังควำมสองฝ่ำยซึ่งจ ำเป็นต้องให้คู่กรณีได้รับทรำบถึงกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำและมีโอกำสโต้แย้ง คัดค้ำน ประกอบกับอนุสัญญำยุโรปว่ำด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งได้ก ำหนดหลักทั่วไปของกำรพิจำรณำคดี ในศำลว่ำจะต้องกระท ำโดยเปิดเผย อย่ำงไรก็ตำม ลักษณะที่เป็นควำมลับของวิธีพิจำรณำคดีปกครอง ยังคงมีอยู่โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในชั้นของกำรแสวงหำข้อเท็จจริงที่ใช้บังคับกับบุคคลภำยนอกที่ไม่มี ควำมเกี่ยวข้องกับคดี กล่ำวคือ บุคคลภำยนอกคดีจะไม่สำมำรถเข้ำมำรับรู้สิ่งที่อยู่ในส ำนวนคดีและไม่ สำมำรถตรวจส ำนวนคดีหรือเอกสำรในส ำนวนได้ แต่ส ำหรับคู่ควำมหรือคู่กรณีนั้นย่อมสำมำรถเข้ำถึง ข้อมูลในส ำนวนคดีได้เสมอภำยใต้หลักฟังควำมทุกฝ่ำย (Contradictorie) ส ำหรับกำรประชุมองค์คณะเพื่อพิจำรณำพิพำกษำคดีนั้น จะต้องกระท ำเป็นกำร ลับเสมอในทุกกรณี ซึ่งหลักกำรดังกล่ำวได้มีกำรกล่ำวยืนยันไว้หลำยครั้งในค ำพิพำกษำของศำลและ บังคับให้ศำลต้องปฏิบัติตำมสืบต่อกันมำ จนกระทั่งหลักกำรประชุมองค์คณะเพื่อพิจำรณำพิพำกษำ คดีจะต้องกระท ำเป็นกำรลับได้กลำยมำเป็นหลักกฎหมำยทั่วไปของฝรั่งเศส โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะคุ้มครองควำมเป็นอิสระของตุลำกำรและควำมน่ำเชื่อถือของค ำวินิจฉัย อย่ำงไรก็ตำม แม้หลัก ดังกล่ำวจะได้กลำยมำเป็นหลักกฎหมำยทั่วไปที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมำของฝรั่งเศส แต่หลัก ดังกล่ำวก็มิได้เป็นหลักสำกลแต่อย่ำงใด เพรำะว่ำศำลในต่ำงประเทศหรือศำลระหว่ำงประเทศนั้นมี วิธีกำรปฏิบัติเป็นอย่ำงอื่น เช่น ในค ำพิพำกษำตุลำกำรในองค์คณะสำมำรถที่จะเสนอควำมเห็นส่วนตัว ของตนให้บุคคลอื่นทรำบ โดยเฉพำะกำรท ำควำมเห็นแย้งของตุลำกำรฝ่ำยข้ำงน้อยซึ่งจะปรำกฏใน ส่วนท้ำยของค ำพิพำกษำของคดีนั้น ๆ (๔) เป็นวิธีพิจำรณำที่มีระบบถ่วงดุลอ ำนำจพิจำรณำพิพำกษำคดีของตุลำกำร ระบบวิธีพิจำรณำคดีปกครองของฝรั่งเศสจะมีกำรถ่วงดุลอ ำนำจพิจำรณำ พิพำกษำคดีขององค์คณะและตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน ซึ่งเรียกว่ำ “กำรวินิจฉัยชี้ขำดแบบสองชั้น” กล่ำวคือ จะมีตุลำกำรผู้แถลงคดีซึ่งเป็นตุลำกำรนอกองค์คณะ ท ำหน้ำที่เสนอควำมเห็น ชี้ขำดเบื้องต้นของตนเป็นค ำแถลงกำรณ์ต่อองค์คณะโดยอิสระว่ำองค์คณะควรจะวินิจฉัยชี้ขำดคดีนั้น อย่ำงไรจึงจะสอดคล้องกับหลักกฎหมำยมำกที่สุด โดยมีเหตุผลสนับสนุนควำมเห็นของตนซึ่งองค์คณะ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขำดคดีในท้ำยที่สุด โดยตุลำกำรผู้แถลงคดีจะไม่มีสิทธิลงมติวินิจฉัยชี้ขำดคดีด้วย ซึ่งกำรเสนอควำมเห็นของตุลำกำรผู้แถลงคดีดังกล่ำวจะกระท ำภำยหลังจำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้ รับทรำบข้ออ้ำง ข้อเถียงของคู่ควำมแต่ละฝ่ำย และข้อเท็จจริงในคดีจำกบันทึกสรุปส ำนวนของตุลำกำร เจ้ำของส ำนวนแล้ว โดยกำรที่ระบบกฎหมำยก ำหนดให้มีตุลำกำรผู้แถลงคดีก็เพื่อเป็นกำรถ่วงดุลหรือ ตรวจสอบกำรใช้อ ำนำจในกำรรับฟังข้อเท็จจริงและกำรพิพำกษำคดีของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนและ องค์คณะอันท ำให้องค์คณะต้องมีควำมละเอียดรอบคอบมำกยิ่งขึ้น โดยเฉพำะในกำรให้เหตุผล ประกอบกำรวินิจฉัย ซึ่งต้องเป็นเหตุผลที่มีควำมหนักแน่น น่ำเชื่อถือและสำมำรถหักล้ำงเหตุผลของ ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้ด้วย ในกรณีที่มีควำมเห็นขององค์คณะและตุลำกำรผู้แถลงคดีมีควำมแตกต่ำง กันทั้งยังเป็นกำรป้องกันไม่ให้มีกำรสรุปส ำนวนโดยบิดเบือน กำรใช้อ ำนำจตำมอ ำเภอใจหรือปกปิด ข้อเท็จจริงส ำหรับตุลำกำรผู้แถลงคดีเองก็ต้องเสนอเหตุผลและอ้ำงอิงหลักกฎหมำยที่มีเหตุมีผลและมี น้ ำหนักน่ำเชื่อถือจึงจะท ำให้ควำมเห็นของตนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ระบบผู้แถลงคดีที่เป็นกำรถ่วงดุลอ ำนำจพิจำรณำพิพำกษำของตุลำกำรของ ศำลปกครองฝรั่งเศสนั้นมีมำช้ำนำนควบคู่กับระบบกฎหมำยปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครองของ ฝรั่งเศส ซึ่งมีอิทธิพลทำงควำมคิดต่อนักกฎหมำยในประเทศต่ำง ๆ เป็นอย่ำงมำกและหลำย ๆ ประเทศได้มีกำรจัดตั้งศำลปกครองขึ้นมำโดยมีโครงสร้ำงและอ ำนำจหน้ำที่ตำมระบบกำรวินิจฉัยชี้ ขำดแบบสองชั้นของประเทศฝรั่งเศส เช่น ประเทศเบลเยี่ยม อิตำลี ฮอลแลนด์ ตุรกี โคลัมเบีย อียิปต์ เป็นต้น ซึ่งก ำหนดให้มีเจ้ำหน้ำที่พิเศษที่ท ำหน้ำที่ในระบบวิธีพิจำรณำคดีปกครองคล้ำยคลึงกับ บทบำทของตุลำกำรผู้แถลงคดีของประเทศฝรั่งเศส อย่ำงไรก็ตำม อ ำนำจหน้ำที่ของเจ้ำหน้ำที่ใน ประเทศต่ำง ๆ ดังกล่ำวยังคงมีควำมแตกต่ำงจำกอ ำนำจหน้ำที่ของตุลำกำรผู้แถลงคดีอยู่บ้ำงใน รำยละเอียด (๕) เป็นวิธีพิจำรณำที่เสียค่ำใช้จ่ำยน้อย ค่ำใช้จ่ำยในกระบวนพิจำรณำคดีปกครองจะถูกว่ำกระบวนพิจำรณำทำงแพ่ง เพรำะในคดีที่ฟ้องว่ำฝ่ำยปกครองกระท ำเกินอ ำนำจ ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวกับปัญหำควำมชอบด้วย กฎหมำยทั้งหลำยของกำรกระท ำฝ่ำยปกครองและเป็นคดีส่วนใหญ่ของศำลปกครอง ไม่จ ำเป็นต้องมีทนำยควำม เอกสำรต่ำงๆ ไม่ต้องผ่ำนกำรรับรองของเจ้ำหน้ำที่ศำล เช่น ในกระบวน พิจำรณำทำงแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่ำรับรอง เอกสำรต่ำง ๆ สำมำรถส่งทำงไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือส่ง ตำมระบบรำชกำรปกติได้ ค่ำธรรมเนียมจะถูกกว่ำในคดีแพ่ง ๑.๓) กำรแสวงหำข้อเท็จจริง กฎหมำยก ำหนดให้ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน (conseiller rapporteur) มีหน้ำที่ใน ก ำ รค วบคุมดูแลก ำ ร ร วบ ร วมข้อมูลแล ะเอกส ำ รของคดี (ก ำ รแส วงห ำข้อเท็จจ ริง) ๒ ให้ครบถ้วนเพียงพอต่อกำรพิจำรณำพิพำกษำคดี เพื่อน ำมำจัดท ำบันทึกสรุปส ำนวนและร่ำง ค ำวินิจฉัยเสนอองค์คณะ (Formations de jugement) ต่อไป (วรรณชัย บุญบ ำรุง, ธนกร วรปรัชญำกูล, สิริพันธ์ พลรบ และเรวดี ขวัญทองยิ้ม, ๒๕๕๔, น. ๒๙-๓๐) ซึ่งมำตรำ R ๖๑๑-๑๐ แห่งประมวล กฎหมำยว่ำด้วยกระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง ก ำหนดให้เป็นอ ำนำจของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน ๒ มำตรำ R ๖๑๑-๙ แห่งประมวลกฎหมำยว่ำด้วยกระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๔๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ในกำรออกค ำสั่งให้คู่ควำมแต่ละฝ่ำยจัดท ำและส่งบันทึก (mémoires) หรือส่งพยำนหลักฐำนหรือ เอกสำรต่ำง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่กำรพิจำรณำตำมระยะเวลำที่ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเห็นสมควร (เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล, บรรเจิด สิงคะเนติและคณะ, ๒๕๔๙, น. ๑๔๒) กล่ำวอีกนัยหนึ่ง ตุลำกำรเจ้ำของ ส ำนวนจะเป็นผู้ก ำหนดแผนกำรไต่สวนและแสวงหำข้อเท็จจริงว่ำ คู่กรณีใดจะต้องชี้แจงหรือแสดง พยำนหลักฐำนใดบ้ำง แล้วมอบหมำยให้จ่ำศำลเป็นผู้ไปด ำเนินกำรให้เป็นไปตำมแผนนั้นโดยอยู่ ภำยใต้กำรก ำกับดูแลของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน (ชำญชัย แสวงศักดิ์, ๒๕๕๕, น. ๔๒) ซึ่งโดยปกติ แล้วขั้นตอนของกำรแสวงหำข้อเท็จจริงจะเริ่มต้นจำกกำรส่งค ำฟ้องและเอกสำรประกอบค ำฟ้องไปให้ ผู้ถูกฟ้องคดี๓ โดยก ำหนดวันที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดท ำค ำให้กำร (mémoire en défense) ยื่นต่อศำลไว้ ด้วย (ส ำหรับวิธีกำรส่งค ำฟ้องและค ำให้กำรไปยังคู่ควำมนั้น มำตรำ R ๖๑๑-๓ ก ำหนดให้กระท ำโดย กำรส่งจดหมำยลงทะเบียนตอบรับ พร้อมทั้งต้องระบุด้วยว่ำหำกไม่มีกำรจัดท ำบันทึกค ำให้กำรภำยใน ระยะเวลำที่ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนก ำหนด ศำลอำจมีค ำสั่งให้ปิดกำรพิจำรณำได้) (เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล, บรรเจิด สิงคะเนติและคณะ, ๒๕๔๙, น. ๑๔๔) หลังจำกนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องจัดท ำบันทึก ค ำให้กำรเสนอต่อศำลภำยในระยะเวลำที่ก ำหนด และเมื่อศำลได้รับบันทึกดังกล่ำวแล้ว ก็จะเป็น หน้ำที่ของศำลที่จะต้องส่งบันทึกค ำให้กำรนี้ไปยังผู้ฟ้องคดี๔ จำกนั้นคู่กรณียังสำมำรถที่จะโต้ตอบกัน ด้วยบันทึกต่ำง ๆ ผ่ำนทำงตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน เช่น โจทก์ท ำค ำคัดค้ำนค ำให้กำร (réplique) จ ำเลยท ำค ำให้กำรเพิ่มเติม (duplique) เป็นต้น (วรรณชัย บุญบ ำรุง, ธนกร วรปรัชญำกูล และสิริพันธ์ พลรบ, ๒๕๔๙, น. ๓๐) อย่ำงไรก็ดี หำกผู้ฟ้องคดีจัดท ำบันทึกโต้แย้งค ำให้กำร ศำลมีหน้ำที่ ต้องส่งบันทึกดังกล่ำวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเฉพำะกรณีที่บันทึกดังกล่ำวมีข้อเท็จจริงและข้ออ้ำงใหม่เท่ำนั้น๕ เนื่องจำกคดีปกครองมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นกำรพิจำรณำในระบบไต่สวน ศำล หรือตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนจึงมีหน้ำที่ต้องแสวงหำข้อเท็จจริงเพื่อประกอบกำรพิจำรณำพิพำกษำที่ สมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด และโดยไม่ผูกพันกับข้อเท็จจริงที่คู่ควำมเสนอต่อศำล ดังนั้น แม้ว่ำจะได้ ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งจำกคู่ควำมแล้ว (โดยหลักแล้วคู่ควำมมีหน้ำที่เสนอพยำนหลักฐำนเพื่อสนับสนุน ข้ออ้ำงของตน) แต่หำกศำลเห็นว่ำยังไม่เพียงพอหรือไม่แน่ใจว่ำเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องก็สำมำรถใช้ อ ำนำจของตนในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ อำทิ กำรเรียกให้บุคคลหรือหน่วยงำนต่ำง ๆ ส่งเอกสำรหรือพยำนหลักฐำนต่อศำล กำรตรวจสอบสถำนที่ กำรไต่สวน กำรแต่งตั้งเจ้ำหน้ำที่ฝ่ำย ปกครองเพื่อพิจำรณำตรวจสอบข้อเท็จจริงในทำงเทคนิค กำรตั้งพยำนผู้เชี่ยวชำญ กำรมอบหมำยให้ ตุลำกำรคนหนึ่งคนใดในองค์คณะด ำเนินกำรใด ๆ หรือกำรส่งประเด็นไปให้ศำลปกครองอื่นสืบ เป็นต้น ๒) ศำลปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครองกับกำรแสวงหำข้อเท็จจริงของประเทศไทย ๒.๑) ระบบศำลปกครองของประเทศไทย ศำลปกครองของไทยแบ่งออกเป็นสองชั้น คือ ศำลปกครองชั้นต้นและศำลปกครอง สูงสุด ซึ่งศำลปกครองชั้นต้นและศำลปกครองสูงสุดมีอ ำนำจพิจำรณำพิพำกษำคดี ดังต่อไปนี้ ๓ มำตรำ R ๖๑๑-๑ แห่งประมวลกฎหมำยว่ำด้วยกระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง ๔ มำตรำ R ๖๑๑-๑ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมำยว่ำด้วยกระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง ๕ มำตรำ R ๖๑๑-๑ วรรคสำม แห่งประมวลกฎหมำยว่ำด้วยกระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒.๑.๑) ศำลปกครองสูงสุด ๒.๑.๒) ศำลปกครองชั้นต้น ๒.๒) วิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีพิจำรณำคดีในศำลปกครองนั้นจะใช้ระบบไต่สวนแทนที่จะเป็น ระบบกล่ำวหำอย่ำงที่ประชำชนทั่วไปคุ้นเคย ก่อนอื่นจะต้องเข้ำใจถึงควำมแตกต่ำงในพื้นฐำนระหว่ำง วิธีพิจำรณำคดีปกครองในศำลปกครองกับวิธีพิจำรณำคดีแพ่งในศำลยุติธรรมที่นักกฎหมำยไทยส่วน ใหญ่มีควำมเข้ำใจและคุ้นเคยตลอดเวลำที่ผ่ำนมำ (คู่มือกำรปฏิบัติงำนภำยในของตุลำกำรศำล ปกครอง, ๒๕๕๐, น. ๑๕๐) ๒.๒.๑) กระบวนกำรพิจำรณำแบบไต่สวน วิธีพิจำรณำคดีปกครองใช้ระบบไต่สวนจะสำมำรถเทียบเคียงได้กับวิธี พิจำรณำคดีอำญำในกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบ Civil Law เพรำะในประเทศเหล่ำนี้มีควำมเห็นว่ำใน ขณะที่ในคดีแพ่งในศำลยุติธรรมซึ่งเป็นข้อพิพำทระหว่ำงเอกชนสองฝ่ำยนักกฎหมำยของกลุ่มประเทศ เหล่ำนี้ เห็นว่ำไม่มีควำมจ ำเป็นที่ผู้พิพำกษำจะต้องมีบทบำทในคดีมำกไปกว่ำกำรก ำกับดูแลกระบวน พิจำรณำระหว่ำงคู่ควำมให้เป็นไปตำมกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดี รัฐไม่มีประโยชน์ได้เสียในคดีแพ่ง ระหว่ำงเอกชนดังกล่ำว นอกจำกหน้ำที่ที่กฎหมำยก ำหนดให้ผู้พิพำกษำหรือศำลจะต้องเป็นกลำงไม่ ฝักใฝ่ฝ่ำยใด แต่ในกำรด ำเนินกระบวนวิธีพิจำรณำควำมอำญำ เนื่องจำกว่ำรัฐมีผลประโยชน์โดยตรง ในคดีอำญำที่เกี่ยวข้องกับกำรต้องบังคับกำรให้เป็นไปตำมกฎหมำยเพื่อควำมสงบสุขของสังคม ดังนั้น ในคดีอำญำนักกฎหมำยในกลุ่มประเทศ Civil law จึงเห็นว่ำจ ำเป็นที่จะต้องใช้ระบบไต่สวนที่ผู้ พิพำกษำจะต้องมีบทบำทส ำคัญ (active role) ในกำรด ำเนินคดีทำงอำญำ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับ เหตุผลที่ใช้ในกำรด ำเนินกระบวนวิธีพิจำรณำคดีปกครอง บทบำทของตุลำกำรในคดีปกครอง จะต้อง ท ำหน้ำที่ในกำรแสวงหำทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมำย ซึ่งในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงดังกล่ำวจะไม่ถูก จ ำกัดอยู่แต่เฉพำะข้อเท็จจริงหรือพยำนหลักฐำนที่คู่ควำมหรือคู่กรณียื่นหรือเสนอต่อศำลเท่ำนั้น ในทำงปฏิบัติ กำรด ำเนินคดีปกครองจึงมีขั้นตอนที่เรียกว่ำ กำรแสวงหำ ข้อเท็จจริง (ก่อนขั้นตอนของกำรนั่งพิจำรณำคดี) ซึ่งศำลเป็นผู้ท ำหน้ำที่ดังกล่ำว และตุลำกำรที่มี หน้ำที่รับผิดชอบกำรด ำเนินขั้นตอนของกำรแสวงหำข้อเท็จจริง เรียกว่ำ ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน ซึ่งเป็นตุลำกำรคนหนึ่งในองค์คณะที่ได้รับมอบหมำยให้ท ำหน้ำที่นั้น บทบำทของตุลำกำรเจ้ำของ ส ำนวนในกำรท ำหน้ำที่แสวงหำข้อเท็จจริงจะกระท ำได้อย่ำงกว้ำงขวำงตำมที่ตนเห็นสมควร แม้ว่ำโดย ควำมเป็นจริงแล้วจะต้องเริ่มจำกข้อเท็จจริงและพยำนหลักฐำนที่คู่ควำมยื่นหรือเสนอต่อศำลก็ตำม และ แม้แต่วิธีกำรที่ใช้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยำนหลักฐำนก็สำมำรถกระท ำได้อย่ำงกว้ำงขวำง หน้ำที่ ของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนในกำรแสวงหำข้อเท็จจริง นั้นย่อมจะต้องกระท ำเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและ พยำนหลักฐำนที่ครบถ้วนก่อนที่องค์คณะจะพิจำรณำวินิจฉัยคดี ซึ่งตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนจะต้อง กระท ำเพื่อประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ำยของคู่กรณี และจะต้องเปิดโอกำสให้คู่กรณีแต่ละฝ่ำยได้ตรวจสอบ และโต้แย้งหักล้ำงข้อเท็จจริงหรือพยำนหลักฐำนที่ตุลำกำรแสวงหำได้มำด้วยตนเองก่อนเสมอก่อนที่รวม เป็นส่วนหนึ่งในส ำนวนแห่งคดี ด้วยเหตุนี้ในคดีปกครองโดยทั่วไป จึงไม่บังคับว่ำจะต้องมีทนำยควำม
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร จะมีที่ทนำยควำมอำจมีควำมจ ำเป็นในคดีเรื่องกำรเรียกให้ใช้เงินหรือในคดีสัญญำทำงปกครองที่มี ควำมสลับซับซ้อนเป็นพิเศษ นอกจำกนั้น ที่ส ำคัญอย่ำงยิ่งอีกประกำรหนึ่ง คือ วิธีพิจำรณำคดีปกครอง หรือ ขั้นตอนกำรแสวงหำข้อเท็จจริง ระบบวิธีพิจำรณำคดีปกครองยังให้มีกำรถ่วงดุลกำรใช้อ ำนำจ ระหว่ำงตุลำกำรศำลปกครองด้วยกัน เพื่อตรวจสอบควำมสมบูรณ์ถูกต้องของข้อเท็จจริง กล่ำวคือ โดยหลักแล้ว “ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน” จะเป็นผู้มีบทบำทส ำคัญในกำรแสวงหำและรวบรวม ข้อเท็จจริง แต่จะต้องเสนอข้อเท็จจริงนั้นต่อตุลำกำรอื่นที่ประกอบกันเป็นองค์คณะและต่อ “ตุลำกำร ผู้แถลงคดี” ซึ่งมิใช่ตุลำกำรในองค์คณะนั้นพิจำรณำด้วย ส ำหรับในส่วนของกำรวินิจฉัยชี้ขำดนั้น “ตุลำกำรผู้แถลงคดี ” จะเสนอ “ค ำแถลงกำรณ์” ซึ่งเป็นกำรตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมำย รวมทั้งกำรให้ควำมเห็นในทำงชี้ขำดตัดสินคดีต่อองค์คณะก่อนที่องค์คณะจะลงมติวินิจฉัย อัน เปรียบเสมือนเป็นควำมเห็นของตุลำกำรนำยเดียวว่ำหำกตนมีหน้ำที่ตัดสินคดีเรื่องนั้นตนจะพิพำกษำ อย่ำงไร ด้วยเหตุผลประกำรใด ซึ่งแม้ว่ำค ำตัดสินขององค์คณะเท่ำนั้นที่จะถือเป็นค ำพิพำกษำ แต่กำร ให้มีระบบกำรเสนอ “ค ำแถลงกำรณ์” ของตุลำกำรผู้แถลงคดีต่อองค์คณะเช่นนี้ จะช่วยท ำให้กำรใช้ อ ำนำจตัดสินคดีขององค์คณะมีควำมรอบคอบและถูกต้องมำกยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพรำะหำกองค์คณะไม่เห็น ด้วยกับค ำแถลงกำรณ์ โดยหลักก็จะต้องแสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่หนักแน่นและน่ำเชื่อถือมำกกว่ำ เพรำะจะมีกำรเปรียบเทียบค ำวินิจฉัยและเหตุผลของตุลำกำรผู้แถลงคดีและขององค์คณะในคดี ปกครอง เนื่องจำกกฎหมำยก ำหนดให้มีกำรพิมพ์เผยแพร่ค ำพิพำกษำขององค์คณะ และค ำแถลงกำรณ์ของ ตุลำกำรผู้แถลงคดีควบคู่กันเสมอ ๒.๒.๒) กำรนั่งพิจำรณำคดีและกำรแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดี (๑) กำรนั่งพิจำรณำคดี เป็นขั้นตอนส ำคัญขั้นตอนหนึ่งของกระบวนพิจำรณำ คดีปกครอง หลังจำกเสร็จสิ้นขั้นตอนกำรแสวงหำข้อเท็จจริงและกำรสรุปส ำนวนแล้ว องค์คณะจะต้อง จัดให้มีกำรนั่งพิจำรณำอย่ำงน้อย ๑ ครั้ง เพื่อให้คู่กรณีมีโอกำสมำแถลงด้วยวำจำต่อหน้ำองค์คณะ ในกำร นี้ ศำลจะต้องส่งสรุปข้อเท็จจริงของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนให้คู่กรณีทรำบล่วงหน้ำไม่น้อยกว่ำ ๗ วัน โดยคู่กรณีมีสิทธิยื่นค ำแถลงและน ำพยำนหลักฐำนมำสืบเพิ่มเติมประกอบค ำแถลงดังกล่ำวในวันนั่ง พิจำรณำคดี กำรนั่งพิจำรณำคดีจะต้องกระท ำโดยเปิดเผยเว้นแต่จะเข้ำข้อยกเว้นที่ศำลปกครองจะ เห็นสมควรห้ำมเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือพฤติกำรณ์ต่ำง ๆ ในคดีใดเพื่อรักษำควำมสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดี หรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สำธำรณะ ศำลปกครองอำจจะมีค ำสั่งห้ำมประชำชนมิให้เข้ำ ฟังกำรพิจำรณำหรือห้ำมมิให้ออกโฆษณำข้อเท็จจริงหรือพฤติกำรณ์ต่ำง ๆ ในคดีนั้นได้ ในวันนั่ง พิจำรณำคดีครั้งแรก หำกคู่กรณีประสงค์จะยื่นค ำแถลงเป็นหนังสือจะต้องยื่นต่อศำลก่อนวันนั่ง พิจำรณำคดี หรืออย่ำงช้ำที่สุดในระหว่ำงนั่งพิจำรณำคดี ค ำแถลงเป็นหนังสือที่ยื่นต่อศำลนั้นต้องเป็น ข้อเท็จจริงที่เคยยกขึ้นอ้ำงไว้แล้วเท่ำนั้น เว้นแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นส ำคัญแห่งคดีซึ่งมีเหตุ จ ำเป็นหรือพฤติกำรณ์พิเศษที่ท ำให้ไม่อำจเสนอต่อศำลได้ก่อนหน้ำนั้น ในกำรนี้คู่กรณีมีสิทธิน ำ พยำนหลักฐำนมำสืบประกอบค ำแถลงเป็นหนังสือที่ยื่นต่อศำลได้ ส ำหรับขั้นตอนในกำรนั่งพิจำรณำ คดีครั้งแรก เริ่มด้วยตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนจะสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นของคดี หลังจำกนั้นคู่กรณี สำมำรถแถลงด้วยวำจำประกอบค ำแถลงเป็นหนังสือที่ได้ยื่นไว้แล้วโดยให้ผู้ฟ้องคดีแถลงก่อน และ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ด้วยเหตุที่กระบวนกำรพิจำรณำคดีของศำลปกครองมีลักษณะเป็นกระบวนพิจำรณำทำงเอกสำรเป็นหลัก ดังนั้น ค ำแถลงด้วยวำจำของคู่กรณีจะต้องกระชับอยู่ในประเด็นและไม่อำจแถลงนอกเหนือไปจำกที่ ปรำกฏในค ำแถลงเป็นหนังสือได้ ในกำรนั่งพิจำรณำคดี หำกจ ำเป็นจะต้องซักถำมคู่กรณีและพยำน ศำลจะเป็นผู้ด ำเนินกำรและจะต้องจัดท ำรำยงำนกระบวนพิจำรณำลงลำยมือชื่อศำล และคู่กรณีไว้ เป็นหลักฐำนด้วย ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ำยหนึ่งฝ่ำยใดฝ่ำฝืนข้อก ำหนดเพื่อรักษำควำมสงบเรียบร้อยของ ศำลและศำลสั่งให้ออกไปจำกบริเวณศำล ศำลจะพิจำรณำคดีลับหลังคู่กรณีฝ่ำยนั้นก็ได้ (๒) แถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดี เมื่อเสร็จสิ้นกำรแถลงและ กำรน ำพยำนหลักฐำนมำสืบของคู่กรณีแล้ว ตุลำกำรผู้แถลงคดีจะชี้แจงด้วยวำจำประกอบ ค ำแถลงกำรณ์เป็นหนังสือ หรือเสนอค ำแถลงกำรณ์ด้วยวำจำต่อองค์คณะ ในกำรนี้บุคคลซึ่งไม่ได้รับ อนุญำตจำกศำลจะอยู่ในห้องพิจำรณำไม่ได้ ในกำรแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีนั้น ตุลำกำรผู้ แถลงคดีจะเสนอควำมเห็นในกำรวินิจฉัยคดีของตนโดยอิสระต่อองค์คณะว่ำเป็นอย่ำงไร ควำมเห็นของ ตุลำกำรผู้แถลงคดีจะเป็นสิ่งที่ถ่วงดุลควำมเห็นขององค์คณะ เพรำะจะท ำให้องค์คณะต้องมีควำม ละเอียดรอบคอบ และมีเหตุผลสนับสนุนอย่ำงแน่นแฟ้นในกำรพิจำรณำพิพำกษำคดีปกครองแต่ละคดี โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งหำกมีควำมเห็นแตกต่ำงไปจำกควำมเห็นของตุลำกำรผู้แถลงคดี ๒.๓) กำรแสวงหำข้อเท็จจริง กำรแสวงหำข้อเท็จจริงของศำลเป็นขั้นตอนที่ส ำคัญมำกของกระบวนพิจำรณำคดี ของศำลทุกศำล ทั้งนี้ เพรำะก่อนที่ศำลจะพิพำกษำคดีนั้นศำลจะต้องตรวจสอบให้ได้ ควำมเป็นที่ยุติเสียก่อนว่ำข้อเท็จจริงของคดีเป็นอย่ำงไร ก่อนที่ศำลจะได้ท ำกำรปรับข้อกฎหมำยเข้ำ กับข้อเท็จจริงและท ำกำรพิพำกษำต่อไป ส ำหรับวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยเป็นวิธีพิจำรณำโดย ใช้ระบบไต่สวนซึ่งตำมระบบไต่สวน ศำลปกครองจะมีบทบำทส ำคัญในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงและ พยำนหลักฐำนอย่ำงกว้ำงขวำงโดยไม่ถูกจ ำกัดให้พิจำรณำเฉพำะข้อเท็จจริงที่คู่กรณีเสนอต่อศำล เท่ำนั้น แต่ยังมีอ ำนำจสำมำรถแสวงหำข้อเท็จจริงหรือพยำนหลักฐำนที่คิดว่ำจะเป็นประโยชน์แก่คดี ได้ตำมที่เห็นสมควรและถึงแม้จะไม่ได้พยำนหลักฐำนจำกคู่กรณีก็ตำมอันจะท ำให้ศำลสำมำรถสอบหำ ข้อเท็จจริงได้อย่ำงมำกและรอบด้ำนที่สุด ซึ่งจะท ำให้กำรพิจำรณำพิพำกษำคดีเป็นไปอย่ำงยุติธรรม ถูกต้องตำมควำมเป็นจริงแม้ว่ำผู้ฟ้องคดีที่เป็นเอกชนจะยำกไร้ในทุนทรัพย์ ไม่มีทนำยควำมหรือไม่มี ควำมรู้ควำมเข้ำใจที่ลึกซึ้งในระบบหรือระเบียบของทำงรำชกำรก็ตำม (วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, ๒๕๔๔, น. ๑๗๗) อย่ำงไรก็ดี แม้ว่ำศำลปกครองจะมีอ ำนำจหน้ำที่ในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงอย่ำงกว้ำงขวำงตำม ระบบไต่สวน แต่ก็ไม่ใช่กำรใช้ดุลพินิจอย่ำงอิสระที่จะก ำหนดกำรแสวงหำข้อเท็จจริงอย่ำงไรก็ได้ หำกแต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมำยและหลักกฎหมำยทั่วไปว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดีปกครองด้วย (เช่น หลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำย เป็นต้น) ในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงนั้นตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนจะท ำกำร รวบรวมข้อเท็จจริงจำกค ำฟ้อง ค ำชี้แจงของคู่กรณีและรวบรวมพยำนหลักฐำนต่ำง ๆ (โดยมีพนักงำน คดีปกครองเป็นผู้ช่วยด ำเนินกำรตำมที่ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนมอบหมำย) จนเมื่อเห็นว่ำคดีมี ข้อเท็จจริงครบถ้วนเพียงพอต่อกำรพิจำรณำพิพำกษำหรือมีค ำสั่งชี้ขำดคดีแล้ว ตุลำกำรเจ้ำของ ส ำนวนจะด ำเนินกำรจัดท ำบันทึกของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน (บันทึกสรุปส ำนวน) เสนอต่อองค์คณะ เพื่อพิจำรณำต่อไป
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กำรแสวงหำข้อเท็จจริงของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนนั้น ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนจะเริ่ม จำกกำรตรวจค ำฟ้อง เมื่อเห็นว่ำเป็นค ำฟ้องที่สมบูรณ์ครบถ้วน ก็จะมีค ำสั่งรับค ำฟ้องแล้วเปิดโอกำส ให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ชี้แจงและแสดงพยำนหลักฐำน โดยส่งส ำเนำค ำฟ้องและส ำเนำพยำนหลักฐำนไปให้ ผู้ถูกฟ้องคดีท ำค ำให้กำรยื่นต่อศำลภำยในสำมสิบวันนับแต่วันที่ได้รับส ำเนำค ำฟ้องหรือภำยใน ระยะเวลำที่ศำลก ำหนด โดยตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนอำจก ำหนดประเด็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีท ำค ำให้กำร หรือให้ส่งพยำนหลักฐำนที่จะเป็นประโยชน์ต่อกำรพิจำรณำคดีด้วยก็ได้ โดยผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องท ำ ค ำให้กำรโดยชัดแจ้งแสดงกำรปฏิเสธหรือยอมรับข้อหำที่ปรำกฏในค ำฟ้องและค ำขอท้ำยฟ้อง และ เหตุแห่งกำรนั้น (อันหมำยควำมว่ำ ถ้ำผู้ถูกฟ้องคดีจะต่อสู้คดี ก็ต้องให้กำรโดยชัดแจ้งว่ำจะต่อสู้หรือ ปฏิเสธค ำฟ้องในข้อใดว่ำอย่ำงไร ด้วยเหตุผลอะไร) พร้อมส่งพยำนหลักฐำนตำมที่ตุลำกำรเจ้ำของ ส ำนวนก ำหนด โดยจัดท ำส ำเนำค ำให้กำรและส ำเนำพยำนหลักฐำนดังกล่ำวยื่นมำพร้อมกับค ำให้กำร ด้วย ทั้งนี้ ภำยในสำมสิบวันนับแต่วันที่ได้รับส ำเนำค ำฟ้องหรือภำยในระยะเวลำที่ศำลก ำหนด ในกรณีที่ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเห็นว่ำค ำให้กำรของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชัดแจ้ง หรือไม่อำจเข้ำใจได้ว่ำผู้ ถูกฟ้องคดีจะต่อสู้คดีอย่ำงไรจะต้องสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีด ำเนินกำรแก้ไขค ำให้กำรให้ชัดแจ้ง แล้วจึงมี ค ำสั่งรับเป็นค ำให้กำร (คู่มือกำรปฏิบัติงำนภำยในของตุลำกำรศำลปกครอง, ๒๕๕๐, น. ๒๐๐) ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้จัดท ำค ำให้กำร พร้อมทั้งพยำนหลักฐำนยื่นต่อศำลภำยใน ระยะเวลำที่ก ำหนดหรือยื่นค ำให้กำรยอมรับตำมค ำฟ้องทุกประกำร ให้ถือว่ำผู้ถูกฟ้องคดียอมรับ ข้อเท็จจริงตำมค ำฟ้องของผู้ฟ้องคดี และให้ศำลพิจำรณำพิพำกษำต่อไปตำมที่เห็นเป็นกำรยุติธรรม ซึ่งย่อมถือว่ำข้อเท็จจริงยุติตำมค ำฟ้อง โดยผู้ถูกฟ้องคดียอมรับข้อเท็จจริงทั้งหมดตำมค ำฟ้องแล้ว ไม่มีข้อเท็จจริงที่ศำลจะต้องแสวงหำต่อไป ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนก็จะยุติกำรแสวงหำข้อเท็จจริงและ ด ำเนินกำรจัดท ำบันทึกสรุปส ำนวนเสนอต่อองค์คณะ เพื่อมีค ำพิพำกษำหรือค ำสั่งตำมรูปคดีต่อไป ทั้งนี้ ตำมระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๖๐ (คู่มือกำรปฏิบัติงำนภำยในของตุลำกำรศำลปกครอง, ๒๕๕๐, น.๒๐๐) นอกจำกนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีจะฟ้องแย้งมำในค ำให้กำรก็ได้ ซึ่งค ำฟ้องแย้งให้ถือเสมือนเป็นค ำฟ้องใหม่ แต่ถ้ำค ำฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับค ำฟ้องเดิมตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนจะสั่งไม่รับค ำฟ้องแย้ง นั้น ซึ่งค ำสั่งดังกล่ำวให้เป็นที่สุด เมื่อศำลสั่งรับค ำให้กำรของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ศำลจะส่งส ำเนำค ำให้กำรพร้อมทั้ง ส ำเนำพยำนหลักฐำนไปยังผู้ฟ้องคดีเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีคัดค้ำนหรือยอมรับค ำให้กำรหรือพยำนหลักฐำน ที่ผู้ถูกฟ้องคดียื่นต่อศำล ถ้ำผู้ฟ้องคดีประสงค์จะคัดค้ำนค ำให้กำรจะต้องท ำค ำคัดค้ำนค ำให้กำรยื่นต่อ ศำลพร้อมทั้งส ำเนำภำยในสำมสิบวันนับแต่วันที่ได้รับส ำเนำค ำให้กำรหรือภำยในระยะเวลำที่ศำล ก ำหนด โดยตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนอำจก ำหนดประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีต้องชี้แจงหรือให้จัดส่ง พยำนหลักฐำนใด ๆ ต่อศำลด้วยก็ได้ หำกผู้ฟ้องคดีไม่ประสงค์จะท ำค ำคัดค้ำนค ำให้กำร แต่ประสงค์ จะให้ศำลพิจำรณำพิพำกษำคดีต่อไป ผู้ฟ้องคดีต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ศำลทรำบภำยในก ำหนด ระยะเวลำข้ำงต้น ถ้ำผู้ฟ้องคดีไม่ด ำเนินกำรอย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง (หมำยถึง ไม่ท ำค ำคัดค้ำนค ำให้กำรยื่น ต่อศำลพร้อมทั้งส ำเนำภำยในสำมสิบวันนับแต่วันที่ได้รับส ำเนำค ำให้กำรหรือภำยในระยะเวลำที่ศำล ก ำหนดในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะคัดค้ำนค ำให้กำร หรือไม่แจ้งเป็นหนังสือให้ศำลทรำบภำยใน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ก ำหนดระยะเวลำดังกล่ำว ในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่ประสงค์จะท ำค ำคัดค้ำนค ำให้กำรแต่ประสงค์จะให้ ศำลพิจำรณำพิพำกษำคดีต่อไป) ศำลจะสั่งจ ำหน่ำยคดีออกจำกสำรบบควำมก็ได้ ซึ่งกำรที่ศำลจะมี ค ำสั่งจ ำหน่ำยคดีหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของศำลที่จะพิจำรณำว่ำผู้ฟ้องคดีมีเจตนำที่จะละเลยเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตำมค ำสั่งศำลหรือไม่ โดยค ำนึงถึงควำมยุติธรรมและเหตุผลอันสมควรด้วย (ฤทัย หงส์ศิริ, ๒๕๕๔, น. ๑๓๙) เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นค ำคัดค้ำนค ำให้กำรมำยังศำล และศำลสั่งรับค ำคัดค้ำนค ำให้กำรแล้ว ศำลจะส่งส ำเนำค ำคัดค้ำนค ำให้กำรไปยังผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดท ำค ำให้กำรเพิ่มเติมยื่น ต่อศำลภำยในสิบห้ำวันนับแต่วันที่ได้รับส ำเนำค ำคัดค้ำนค ำให้กำรหรือภำยในระยะเวลำที่ศำลก ำหนด หลังจำกนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดียื่นค ำให้กำรเพิ่มเติมต่อศำลแล้ว (หรือมิได้ยื่นค ำให้กำรเพิ่มเติมภำยใน สิบห้ำวันนับแต่วันที่ได้รับส ำเนำค ำคัดค้ำนค ำให้กำรหรือภำยในระยะเวลำที่ศำลก ำหนดก็ตำม) หำก ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเห็นว่ำข้อเท็จจริงที่ได้มำเพียงพอที่ศำลจะพิจำรณำพิพำกษำหรือมีค ำสั่งชี้ขำด คดีได้แล้ว ก็จะน ำมำจัดท ำบันทึกสรุปส ำนวนเพื่อเสนอองค์คณะพิจำรณำด ำเนินกำรต่อไป แต่หำก ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเห็นว่ำคดียังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศำลจะพิจำรณำพิพำกษำหรือมีค ำสั่งชี้ ขำดคดีได้ ก็จะด ำเนินกำรแสวงหำข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในขั้นตอนที่สองต่อไป (ฤทัย หงส์ศิริ, ๒๕๕๔, น. ๑๓๙) อย่ำงไรก็ดี หำกตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเห็นว่ำข้อเท็จจริงที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อกำร พิจำรณำพิพำกษำหรือมีค ำสั่งชี้ขำดคดีหรือยังไม่เป็นที่ยุติหรือยังไม่มีควำมชัดเจนประกำรใด ตุลำกำร เจ้ำของส ำนวนมีอ ำนำจในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้โดยไม่ผูกพันกับพยำนหลักฐำนที่คู่กรณี น ำเสนอต่อศำล (ฤทัย หงส์ศิริ, ๒๕๕๔, น. ๑๓๙-๑๔๐) อันเป็นไปตำมหลักกำรของระบบวิธีพิจำรณำ ควำมแบบระบบไต่สวน โดยวิธีกำรแสวงหำข้อเท็จจริงของศำล (ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน) ตำมที่ กฎหมำยก ำหนดไว้นั้น มีอยู่ด้วยกันหลำยวิธี ได้แก่ กำรไต่สวน กำรเรียกให้ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ ควำมเห็น กำรเรียกให้ส่งเอกสำรหรือพยำนหลักฐำนต่อศำล กำรตั้งพยำนผู้เชี่ยวชำญ กำรตรวจสอบ สถำนที่บุคคลหรือสิ่งอื่นใด กำรส่งประเด็นไปแสวงหำข้อเท็จจริงที่ศำลปกครองชั้นต้นอื่น เป็นต้น (อ ำพน เจริญชีวินทร์, ๒๕๕๐, น. ๔๐๓–๔๐๘) ๓) บทบำทและอ ำนำจหน้ำที่ของตุลำกำรผู้แถลงคดีในวิธีพิจำรณำคดีปกครอง ตำมพระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มำตรำ ๕๘ ได้ก ำหนดให้ในกำรพิจำรณำคดีปกครองมีตุลำกำรศำลปกครองนอกองค์คณะท ำหน้ำที่เป็นตุลำกำรผู้ แถลงคดีเพื่อท ำหน้ำที่สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมำย และควำมเห็นของตนในกำรวินิจฉัยคดีนั้นเสนอต่อ องค์คณะพิจำรณำพิพำกษำ และให้มำชี้แจงด้วยวำจำต่อองค์คณะพิจำรณำพิพำกษำในวันนั่งพิจำรณำ คดีนั้น เป็นกำรก ำหนดกำรท ำหน้ำที่เพื่อถ่วงดุลอ ำนำจองค์คณะในกำรพิจำรณำคดีปกครอง ๓.๑) ควำมหมำยของตุลำกำรผู้แถลงคดี ๓.๑.๑) ควำมหมำยของค ำว่ำ “ตุลำกำรผู้แถลงคดี” ระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๓ ได้ให้ค ำนิยำมควำมหมำยของตุลำกำรผู้แถลงคดีว่ำ “ตุลำกำร ผู้แถลงคดีหมำยควำมว่ำ ตุลำกำรศำลปกครองที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แถลงคดี”
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓.๑.๒) ระดับต ำแหน่งของตุลำกำรผู้แถลงคดี ต ำแหน่งตุลำกำรผู้แถลงคดีตำมพระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลปกครองและวิธี พิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทตำมล ำดับชั้น คือ (๑) ตุลำกำรผู้แถลงคดีในศำลปกครองชั้นต้น แบ่งออกเป็น ก. ตุลำกำรผู้แถลงคดีในศำลปกครองกลำง ข. ตุลำกำรผู้แถลงคดีในศำลปกครองภูมิภำค (๒) ตุลำกำรผู้แถลงคดีในศำลปกครองสูงสุด คือ ตุลำกำรศำลปกครองชั้นต้น และตุลำกำรศำลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ท ำหน้ำที่ตุลำกำรผู้แถลงคดี ๓.๑.๓) คุณสมบัติและกำรแต่งตั้งตุลำกำรผู้แถลงคดี ในกำรแต่งตั้งผู้ที่จะมำท ำหน้ำที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีนั้น พระรำชบัญญัติจัดตั้ง ศำลปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มำตรำ ๕๘ วรรคสำม บัญญัติว่ำ “ให้อธิบดี ศำลปกครองชั้นต้นหรือประธำนศำลปกครองสูงสุดแต่งตั้งผู้แถลงคดีปกครองจำกตุลำกำรศำล ปกครองคนหนึ่งในศำลนั้นที่มิใช่ตุลำกำรในองค์คณะพิจำรณำพิพำกษำคดีนั้น” ซึ่งได้ก ำหนด คุณสมบัติและวิธีกำรแต่งตั้งตุลำกำรผู้แถลงคดีไว้ และส ำหรับตุลำกำรผู้แถลงคดีของศำลปกครองสูงสุด ประธำนศำลปกครองสูงสุดจะแต่งตั้งจำกตุลำกำรศำลปกครองชั้นต้นก็ได้ ตำมมำตรำ ๕๘ วรรคสี่ อย่ำงไรก็ตำม กำรแต่งตั้งและกำรปฏิบัติหน้ำที่ของตุลำกำรผู้แถลงคดีเป็นไปตำมระเบียบของที่ประชุมใหญ่ ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุด ซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองได้ออกระเบียบในเรื่องนี้เป็น ระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยองค์คณะ กำรจ่ำยส ำนวน กำรโอนคดี กำร ปฏิบัติหน้ำที่ของตุลำกำรในคดีปกครองฯ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๒ ซึ่งเป็นกำรก ำหนดรำยละเอียดในกำร แต่งตั้งและกำรปฏิบัติหน้ำที่ของผู้แถลงคดี ๓.๒) บทบำทและอ ำนำจหน้ำที่ของตุลำกำรผู้แถลงคดีในกำรพิจำรณำคดีปกครองในศำล ปกครองชั้นต้น ๓.๒.๑) บทบำทในชั้นสรุปส ำนวนและจัดท ำค ำแถลงกำรณ์ หลังจำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้รับมอบบันทึกของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน พร้อมทั้งส ำนวนคดีจำกตุลำกำรหัวหน้ำคณะแล้ว ตุลำกำรผู้แถลงคดีมีหน้ำที่ตรวจสอบบันทึกของตุลำ กำรเจ้ำของส ำนวนว่ำได้ด ำเนินกำรแสวงหำข้อเท็จจริงในคดีในส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมำย ถูกต้องครบถ้วน และมีพยำนหลักฐำนเพียงพอต่อกำรวินิจฉัยชี้ขำดคดีได้หรือไม่ ทั้งนี้ อำจมีบำง ประเด็นในคดีที่ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนมองข้ำมไป หำกตุลำกำรผู้แถลงคดีเห็นว่ำข้อเท็จจริงครบถ้วน และได้สรุปข้อเท็จจริงพร้อมทั้งจัดท ำค ำแถลงกำรณ์แล้ว ต้องแจ้งต่อองค์คณะเพื่อก ำหนดวัน นั่ง พิจำรณำคดีแต่หำกกำรแสวงหำข้อเท็จจริงของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนยังมีข้อบกพร่อง และตุลำกำรผู้ แถลงคดีเห็นว่ำข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะท ำกำรวินิจฉัยชี้ขำดคดีได้ หรือหำกตุลำกำรผู้แถลงคดี เห็นว่ำยังมีข้อเท็จจริงในประเด็นใดซึ่งเห็นว่ำส ำคัญที่ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนมิได้แสวงหำข้อเท็จจริง ในประเด็นนั้น ๆ ตุลำกำรผู้แถลงคดีสำมำรถเสนอค ำแถลงกำรณ์ต่อองค์คณะให้ด ำเนินกำรไต่สวน เพิ่มเติมในวันนั่งพิจำรณำครั้งแรกได้
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กำรจัดท ำค ำแถลงกำรณ์นั้น ระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครอง สูงสุดว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๖๓ ก ำหนดให้ ตุลำกำรผู้แถลงคดีจัดท ำค ำ แถลงกำรณ์ต่อองค์คณะ โดยบันทึกค ำแถลงกำรณ์จะมีสำระส ำคัญคล้ำยกับบันทึกสรุปส ำนวนของ ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน อันประกอบด้วย กำรสรุปข้อเท็จจริงในคดี ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยและ ควำมเห็นของตุลำกำรผู้แถลงคดี เว้นแต่คดีใดเป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อ กฎหมำยไม่ยุ่งยำก หรือเป็นค ำแถลงกำรณ์ในค ำขอเกี่ยวกับวิธีกำรชั่วครำวก่อนกำรพิพำกษำตำมข้อ ๗๒ หรือข้อ ๗๖ ตุลำกำรผู้แถลงคดีจะเสนอค ำแถลงกำรณ์ด้วยวำจำแทนค ำแถลงกำรณ์เป็นหนังสือ หลังจำกที่ได้หำรือกับอธิบดีศำลปกครองชั้นต้นและตุลำกำรหัวหน้ำคณะแล้วก็ได้ สรุปได้ว่ำหน้ำที่ของตุลำกำรผู้แถลงคดีมีหัวใจส ำคัญ คือ กำรจัดท ำค ำ แถลงกำรณ์ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑) ค ำแถลงกำรณ์เป็นลำยลักษณ์อักษร เมื่อตุลำกำรผู้แถลงคดีปกครองได้รับมอบบันทึกของตุลำกำรเจ้ำของ ส ำนวนพร้อมทั้งส ำนวนคดีแล้ว ในเบื้องต้นตุลำกำรผู้แถลงคดีปกครองจะต้องตรวจสอบบันทึกของ ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมำยดังกล่ำวถูกต้องครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ หำก เห็นว่ำข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะท ำค ำวินิจฉัยได้ ตุลำกำรผู้แถลงคดีก็อำจเสนอค ำแถลงกำรณ์ เพื่อให้องค์คณะไต่สวนเพิ่มเติมในวันนั่งพิจำรณำคดีครั้งแรกได้ แต่ถ้ำข้อเท็จจริงถูกต้องครบถ้วน พอที่จะท ำค ำวินิจฉัยได้แล้วตุลำกำรผู้แถลงคดีก็จะจัดท ำค ำแถลงกำรณ์เป็นหนังสือเสนอองค์คณะ เพื่อให้องค์คณะก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดีครั้งแรกหลังจำกที่ได้หำรือกับอธิบดีศำลปกครองชั้นต้น หรือประธำนศำลปกครองสูงสุด และตุลำกำรผู้แถลงคดีจะต้องมำอ่ำนค ำแถลงกำรณ์ต่อองค์คณะใน วันนั่งพิจำรณำคดีนั้น ซึ่งหำกมีกำรน ำพยำนหลักฐำนมำสืบประกอบค ำแถลงกำรณ์ของคู่กรณีท ำให้ ข้อเท็จจริงในคดีเปลี่ยนแปลงไป อันมีผลกระทบต่อค ำแถลงกำรณ์ที่ได้เสนอไว้แล้ว ตุลำกำรผู้แถลงคดี ปกครองจะขอเลื่อนกำรเสนอค ำแถลงกำรณ์ออกไปก่อนเพื่อจัดท ำค ำแถลงกำรณ์ใหม่แล้วเสนอองค์ คณะเพื่อพิจำรณำวันอื่นได้ ๒) ค ำแถลงกำรณ์ด้วยวำจำ ระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ก ำหนดให้ตุลำกำรผู้แถลงคดีปกครองสำมำรถท ำค ำแถลงกำรณ์ด้วยวำจำได้ใน กรณีที่เห็นว่ำ คดีเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน เป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมำยที่ไม่ยุ่งยำกหรือเป็น กรณีกำรแถลงกำรณ์ในค ำขอเกี่ยวกับกำรทุเลำกำรบังคับตำมกฎหรือค ำสั่งทำงปกครองหรือเกี่ยวกับ กำรบรรเทำทุกข์ชั่วครำว ซึ่งตุลำกำรผู้แถลงคดีปกครองจะเสนอค ำแถลงกำรณ์ด้วยวำจำได้หลังจำกที่ ได้หำรือกับอธิบดีศำลปกครองชั้นต้น หรือประธำนศำลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี และตุลำกำร หัวหน้ำคณะในศำลนั้น ๆ ซึ่งเป็นเจ้ำของส ำนวนที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีปกครองท ำค ำแถลงกำรณ์ ดังกล่ำวแล้ว แต่ในกำรแถลงกำรณ์ด้วยวำจำตุลำกำรผู้แถลงคดีต้องจัดท ำบันทึกค ำแถลงกำรณ์ ดังกล่ำวเป็นหนังสือกล่ำวถึงสำระส ำคัญในค ำแถลงกำรณ์ติดไว้ในส ำนวนคดีด้วย โดยจะจัดท ำขึ้นก่อน หรือหลังกำรเสนอค ำแถลงกำรณ์ด้วยวำจำก็ได้ แต่ต้องก่อนมีค ำพิพำกษำหรือค ำสั่ง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓.๒.๒) บทบำทในชั้นพิจำรณำและพิพำกษำคดี ๑) กำรนั่งพิจำรณำคดี ในกำรพิจำรณำคดีปกครองศำลต้องจัดให้นั่งพิจำรณำคดีอย่ำงน้อยหนึ่ง ครั้งเพื่อให้คู่กรณีมีโอกำสมำแถลงต่อองค์คณะพิจำรณำพิพำกษำ โดยในกำรนั่งพิจำรณำคดีจะต้อง กระท ำโดยเปิดเผย โดยในวันนั่งพิจำรณำคดีคู่กรณีอำจไม่มำศำลก็ได้ แต่ศำลมีอ ำนำจเรียกให้คู่กรณี หรือบุคคลใดที่เกี่ยวข้องมำให้ถ้อยค ำชี้แจงข้อเท็จจริงได้ และประชำชนทั่วไปสำมำรถเข้ำฟังกำร พิจำรณำหรือรับรู้ข้อเท็จจริงหรือพฤติกำรณ์แห่งคดีได้ เว้นแต่ในคดีเรื่องใดเพื่อรักษำควำมสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สำธำรณะ ศำลจะห้ำมมิให้ประชำชนเข้ำฟัง กำรพิจำรณำทั้งหมดหรือบำงส่วนแล้วด ำเนินกำรพิจำรณำไปโดยไม่เปิดเผยหรือมิให้ออกโฆษณำ ข้อเท็จจริงหรือพฤติกำรณ์ต่ำง ๆ แห่งคดีก็ได้ ตำมพระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลปกครองและวิธีพิจำรณำ คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มำตรำ ๖๐ วรรคสอง แต่ในทำงปฏิบัติในวันนั่งพิจำรณำคดี ศำลจะอนุญำต ให้ประชำชนเข้ำฟัง ศำลจะชี้แจงให้ประชำชนเข้ำใจว่ำในกำรอ่ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดี เป็นเพียงควำมเห็นส่วนตัวมิใช่ค ำพิพำกษำ เพรำะตุลำกำรผู้แถลงคดีไม่มีอ ำนำจพิพำกษำคดี ซึ่งกำร ชี้แจงดังกล่ำวเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะท ำให้ประชำชนเข้ำใจบทบำทของตุลำกำรผู้แถลงคดีในกำร พิจำรณำคดีมำกยิ่งขึ้น ๒) กำรเสนอค ำแถลงกำรณ์ ตำมระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วย วิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๘๘ ก ำหนดให้ตุลำกำรผู้แถลงคดีชี้แจงด้วยวำจำต่อองค์คณะ เพื่อประกอบบันทึกค ำแถลงกำรณ์ที่ท ำไว้ต่อองค์คณะ ขั้นตอนในกำรพิจำรณำคดีครั้งแรก มีล ำดับขั้นตอนดังนี้ (๑) ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นของคดีนั้น (๒) คู่กรณีแถลงด้วยวำจำประกอบค ำแถลงเป็นหนังสือที่ได้ยื่นไว้แล้ว โดยก ำหนดให้ผู้ฟ้องคดีแถลงก่อน (๓) ศำลจะซักถำมคู่กรณีและพยำนแล้วให้ลงลำยมือชื่อศำลและคู่กรณี ไว้เป็นหลักฐำนในรำยงำนกระบวนพิจำรณำ (๔) ตุลำกำรผู้แถลงคดีชี้แจงด้วยวำจำประกอบค ำแถลงกำรณ์หรือเสนอ ค ำแถลงกำรณ์ด้วยวำจำต่อองค์คณะเป็นหนังสือ ๓) กำรลงมติวินิจฉัยชี้ขำดคดี หลังจำกตุลำกำรผู้แถลงคดีได้แถลงกำรณ์เสร็จสิ้นแล้วให้ตุลำกำรหัวหน้ำ คณะนัดประชุมปรึกษำเพื่อพิพำกษำหรือมีค ำสั่งในวันเดียวกันหรือวันอื่นตำมระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลำ กำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๘๙ โดยในกำรประชุม ปรึกษำนั้น ตุลำกำรผู้แถลงคดีมีสิทธิเข้ำร่วมกำรประชุมขององค์คณะแต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในกำร วินิจฉัยชี้ขำดคดี
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๔) กำรวำงหลักกฎหมำยและแนวบรรทัดฐำนจำกค ำแถลงกำรณ์ กำรวำงหลักกฎหมำยและแนวบรรทัดฐำนจำกค ำแถลงกำรณ์หรือค ำ พิพำกษำของศำลเป็นกำรก ำหนดกรอบและวำงแนวทำงในกำรวินิจฉัยชี้ขำดคดีได้เป็นอย่ำงดี เพื่อให้ ค ำพิพำกษำของศำลมีคุณภำพและมีมำตรฐำน และยังถือได้ว่ำระบบถ่วงดุลอ ำนำจในวิธีพิจำรณำคดี ปกครองเป็นกลไกส ำคัญที่จะน ำไปสู่กำรให้เหตุผลประกอบค ำวินิจฉัยที่ดีที่สุดระบบหนึ่ง เนื่องจำกในกำร วินิจฉัยคดีปกครองจะมีควำมเห็นชี้ขำดสองควำมเห็นควบคู่กันไปเสมอ องค์คณะและตุลำกำรผู้แถลง คดีจึงต้องมีควำมรอบคอบในกำรให้เหตุผลประกอบค ำวินิจฉัยของตน หำกมีกรณีที่มีควำมเห็นขัดหรือ แย้งกันแล้ว แต่ละฝ่ำยต้องแสดงเหตุผลประกอบค ำวินิจฉัยของตนที่มีน้ ำหนักเพียงพอที่จะหักล้ำง เหตุผลของอีกฝ่ำยให้ได้ ตำมพระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มำตรำ ๗๗ ก ำหนดให้ส ำนักงำนศำลปกครองมีอ ำนำจหน้ำที่จัดพิมพ์และเผยแพร่ค ำพิพำกษำ หรือค ำสั่งของศำลปกครอง แต่มิได้มีกำรรวบรวมค ำแถลงกำรณ์พิมพ์เผยแพร่ควบคู่ค ำพิพำกษำของ ศำลด้วยเกรงว่ำประชำชนจะเข้ำใจว่ำค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีคือค ำพิพำกษำประกอบ กับประชำชนยังขำดควำมเข้ำใจในระบบวิธีพิจำรณำคดีปกครอง หำกมีกำรเผยแพร่ออกไปอำจท ำให้ เกิดปัญหำได้ ๓.๓) บทบำทและอ ำนำจหน้ำที่ของตุลำกำรผู้แถลงคดีปกครองในศำลปกครองสูงสุด ศำลปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครอง มำตรำ ๑๑ ก ำหนดให้ศำลปกครองสูงสุดมี อ ำนำจพิจำรณำพิพำกษำคดี ดังต่อไปนี้ (๑)คดีพิพำทเกี่ยวกับค ำวินิจฉัยของคณะกรรมกำรวินิจฉัยข้อพิพำทตำมที่ที่ประชุมใหญ่ ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดประกำศก ำหนด (๒) คดีพิพำทเกี่ยวกับควำมชอบด้วยกฎหมำยของพระรำชกฤษฎีกำ หรือกฎที่ออก โดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยควำมเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (๓) คดีที่มีกฎหมำยก ำหนดให้อยู่ในอ ำนำจศำลปกครองสูงสุด (๔) คดีที่อุทธรณ์ค ำพิพำกษำหรือค ำสั่งของศำลปกครองชั้นต้น ก. หลักเกณฑ์ในกำรก ำหนดตุลำกำรผู้แถลงคดีในศำลปกครองสูงสุด ตำมระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยองค์คณะ กำรจ่ำยส ำนวน กำรโอนคดี กำรปฏิบัติหน้ำที่ของตุลำกำรในคดีปกครอง กำรคัดค้ำนตุลำกำรศำล ปกครอง กำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนคดีปกครอง และกำรมอบอ ำนำจให้ด ำเนินคดีปกครองแทน พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๘ ก ำหนดไว้ว่ำในกำรก ำหนดให้ตุลำกำรผู้แถลงคดีในศำลปกครองสูงสุดคนหนึ่งเป็นตุลำ กำรผู้แถลงคดีส ำหรับคดีนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ว่ำต้องไม่ปรำกฏว่ำตุลำกำรผู้แถลงคดีในศำลปกครอง สูงสุดคนนั้นเป็นหรือเคยเป็นองค์คณะพิจำรณำพิพำกษำหรือเป็นหรือเคยเป็นตุลำกำรผู้แถลงคดีในคดี ส ำหรับคดีนั้นในศำลปกครองชั้นต้น ข. หลักเกณฑ์ในกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำในศำลปกครองสูงสุด เมื่อตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเห็นว่ำคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจำรณำ พิพำกษำหรือมีค ำสั่งชี้ขำดคดีได้และจัดท ำบันทึกของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเสนอคณะพิจำรณำแล้ว
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๕๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ส่งส ำนวนคดีให้ตุลำกำรผู้แถลงคดีเพื่อจัดท ำค ำแถลงกำรณ์และก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดีครั้งแรกและ พิพำกษำหรือมีค ำสั่งชี้ขำดคดีต่อไป โดยในกำรจัดท ำค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีเพื่อเสนอ ต่อองค์คณะพิจำรณำพิพำกษำในวันนั่งพิจำรณำนั้นมีลักษณะกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำคดี เช่นเดียวกับวิธีพิจำรณำคดีปกครองในศำลปกครองชั้นต้น ๔. หลักกฎหมำยที่ส ำคัญของวิธีพิจำรณำคดีปกครอง : หลักฟังควำมทุกฝ่ำย กำรน ำหลักฟังควำมทุกฝ่ำยมำใช้ในกำรด ำเนินกระบวนวิธีพิจำรณำคดีปกครอง โดยหลักฟังควำมทุกฝ่ำยบังคับให้ศำลต้องเปิดโอกำสให้คู่กรณีแต่ละฝ่ำยได้ทรำบข้ออ้ำง ข้อเถียง ตลอดจนพยำนหลักฐำนสนับสนุนข้ออ้ำงหรือข้อเถียงของอีกฝ่ำยหนึ่งและต้องให้โอกำสคู่กรณีได้ โต้แย้งและแสดงพยำนหลักฐำนสนับสนุนข้อโต้แย้งของตนด้วย ตัวอย่ำงเช่น ศำลจะต้องให้ฝ่ำยผู้ถูก ฟ้องคดีรับทรำบค ำฟ้องและพยำนหลักฐำนประกอบค ำฟ้อง ตลอดจนมีโอกำสได้ให้กำรแก้ข้อกล่ำวหำ และเสนอพยำนหลักฐำนสนับสนุนค ำให้กำรของตน หลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยยังหมำยควำมต่อไปอีก ว่ำ ศำลไม่อำจน ำข้อเท็จจริงหรือพยำนหลักฐำนที่คู่กรณีฝ่ำยหนึ่งฝ่ำยใดไม่ได้มีโอกำสรับทรำบและมี โอกำสโต้แย้งมำใช้วินิจฉัยคดีได้ซึ่งในกรณีที่ศำลแสวงหำข้อเท็จจริงและพยำนหลักฐำนเพิ่มเติม นอกเหนือจำกข้อเท็จจริงและพยำนหลักฐำนที่คู่กรณีเสนอต่อศำลซึ่งศำลสำมำรถท ำได้ตำมระบบไต่ สวนนั้น ศำลจะต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกฝ่ำยได้ทรำบและเปิดโอกำสให้คู่กรณีมีโอกำสตรวจสอบโต้แย้ง และหักล้ำงข้อเท็จจริงหรือพยำนหลักฐำนที่ศำลแสวงหำมำนั้นด้วย (อักขรำทร จุฬำรัตน และคณะ, ๒๕๕๒, น. ๑๙๕) ส่วนเมื่อได้มีกำรแจ้งให้คู่กรณีทรำบแล้วคู่กรณีจะโต้แย้งคัดค้ำนหรือไม่ก็เป็นสิทธิ ของคู่กรณี ซึ่งถ้ำศำลปกครองชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติตำมหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยแล้วมีค ำพิพำกษำคดีไป ย่อมถือว่ำค ำพิพำกษำของศำลปกครองชั้นต้นมีเหตุบกพร่องในกระบวนพิจำรณำ และเมื่อคดีขึ้นสู่กำร พิจำรณำของศำลปกครองสูงสุด ศำลปกครองสูงสุดก็อำจจะมีค ำพิพำกษำยกค ำพิพำกษำของศำล ปกครองชั้นต้นแล้วให้ศำลปกครองชั้นต้นพิจำรณำพิพำกษำหรือมีค ำสั่งใหม่ได้ หลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยยังหมำยควำมต่อไปด้วยว่ำ เมื่อศำลพิจำรณำตรวจค ำฟ้องแล้ว พบว่ำ มีบุคคลที่สำมซึ่งไม่ได้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีแต่อำจได้รับผลกระทบจำกค ำพิพำกษำของศำลในคดีนั้น ศำลก็ต้องแจ้งให้เขำทรำบถึงค ำฟ้องเพื่อให้โอกำสเขำเข้ำมำเป็นคู่กรณีในฐำนะผู้ร้องสอด ตัวอย่ำงเช่น ผู้ฟ้องคดีฟ้องเพิกถอนค ำสั่งแต่งตั้งนำย ก ให้ด ำรงต ำแหน่งอธิบดีโดยอ้ำงว่ำค ำสั่งแต่งตั้งไม่ชอบด้วย กฎหมำย ศำลไม่เพียงแต่ต้องแจ้งค ำฟ้องให้ผู้ออกค ำสั่งแต่งตั้งซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีทรำบเพื่อให้โอกำส แก้ข้อกล่ำวหำเท่ำนั้น แต่ศำลจะต้องแจ้งค ำฟ้องไปยังนำย ก ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ด ำรงต ำแหน่งอธิบดีด้วย เพื่อให้นำย ก ได้ทรำบว่ำค ำสั่งแต่งตั้งเขำถูกฟ้องว่ำไม่ชอบด้วยกฎหมำยและมีค ำขอให้เพิกถอน นำย ก จะได้มีโอกำสร้องเข้ำมำในคดีในฐำนะผู้ร้องสอด เพรำะเขำเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจำกค ำพิพำกษำ หำกศำลพิพำกษำเพิกถอนค ำสั่งแต่งตั้งนำย ก ให้ด ำรงต ำแหน่งอธิบดีหรือกรณีบุคคลที่ได้รับควำม เสียหำยจำกกำรออกใบอนุญำตให้ก่อสร้ำงหรือดัดแปลงอำคำรมำฟ้องเพิกถอนใบอนุญำตดังกล่ำว ศำลก็ต้องด ำเนินกำรเรียกผู้ได้รับอนุญำตเข้ำมำในคดีในฐำนะผู้ร้องสอดด้วย เพรำะถ้ำใบอนุญำตถูก เพิกถอนเขำก็ได้รับผลกระทบ หรือกรณียื่นฟ้องเจ้ำพนักงำนที่ดินขอให้เพิกถอนเอกสำรสิทธิในที่ดินที่อ้ำง ว่ำออกโดยไม่ชอบ ศำลต้องมีค ำสั่งเรียกเจ้ำของเอกสำรสิทธิเข้ำมำเป็นคู่กรณีด้วย มิฉะนั้น ถ้ำศำล พิพำกษำเพิกถอนเอกสำรสิทธิในที่ดินดังกล่ำวไป เจ้ำของเอกสำรสิทธิก็มีสิทธิที่จะยื่นค ำขอให้ศำล
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร พิจำรณำคดีใหม่ได้ภำยใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมำยก ำหนด เพรำะเป็นควำมบกพร่องของศำล เองที่ไม่ได้ปฏิบัติตำมหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำย ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่ำ ข้อ ๖๑ ของระเบียบของที่ประชุม ใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ก ำหนดว่ำ "เมื่อศำล มีค ำสั่งรับค ำฟ้องแล้ว หำกตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเห็นว่ำสำมำรถจะวินิจฉัยชี้ขำดคดีดังกล่ำวได้จำก ข้อเท็จจริงในค ำฟ้องนั้น โดยไม่ต้องด ำเนินกำรแสวงหำข้อเท็จจริงอีก ก็ให้ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนมี อ ำนำจจัดท ำบันทึกตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนเสนอองค์คณะเพื่อพิจำรณำด ำเนินกำรต่อไป" ซึ่ง หมำยควำมว่ำ ศำลสำมำรถพิพำกษำคดีได้เลยจำกกำรพิจำรณำค ำฟ้องโดยไม่จ ำต้องส่งส ำเนำค ำฟ้อง ไปให้ฝ่ำยผู้ถูกฟ้องคดีท ำค ำให้กำรแต่อย่ำงใด ซึ่งกรณีนี้ ศำลจะท ำได้ก็ต่อเมื่อ ศำลจะมีค ำพิพำกษำยก ฟ้องเท่ำนั้น เนื่องจำกค ำพิพำกษำยกฟ้องไม่ท ำให้ผู้ถูกฟ้องคดีเสียหำย แต่หำกศำลจะพิพำกษำให้ผู้ถูก ฟ้องคดีแพ้คดีศำลจะต้องแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อท ำค ำให้กำรก่อนอย่ำงน้อยหนึ่งครั้ง มิฉะนั้นจะถือว่ำ ไม่ได้มีกำรปฏิบัติตำมหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำย ซึ่งเป็นหลักกฎหมำยทั่วไปว่ำด้วยวิธีพิจำรณำควำม อันมีผลบังคับเทียบเท่ำพระรำชบัญญัติและมีผลบังคับสูงกว่ำระเบียบของที่ประชุมใหญ่ดังกล่ำว ๓. บทวิเคราะห์ จำกปัญหำข้ำงต้นกำรที่กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยไม่เปิดโอกำสให้คู่กรณี สำมำรถโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้อันเป็นกำรไม่เป็นธรรมกับคู่กรณี เนื่องจำกคู่กรณีไม่มีโอกำสได้โต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์อันเป็นสิ่งที่อำจมีผลต่อกำรท ำค ำ พิพำกษำในคดีของตนนั้น หลังจำกได้ท ำกำรศึกษำถึงหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยอันเป็นหลักกฎหมำยวิธี พิจำรณำควำมทั่วไปที่มีวัตถุประสงค์ในกำรคุ้มครองสิทธิของคู่ควำม (คู่กรณี) ในกำรด ำเนินกระบวน พิจำรณำว่ำ จะต้องให้โอกำสคู่ควำมได้รับทรำบและโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศำลจะน ำมำใช้ในกำร พิพำกษำคดี และหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของประเทศฝรั่งเศสในส่วนที่เกี่ยวกับกำร โต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดี เนื่องจำกกฎหมำยของฝรั่งเศสได้เปิดโอกำส ให้คู่กรณีสำมำรถที่จะโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ได้ ทั้งนี้ เพื่อที่จะหำแนวทำงในกำรปรับปรุง แก้ไขกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวกับกำรโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำ แถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีให้มีประสิทธิภำพมำกยิ่งขึ้น ดังนี้ หลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยหรือหลักกำรรับฟัง (audialteram partem/Contradictoire) (เอก บุญ วงศ์สวัสดิ์กุล บรรเจิด สิงคะเนติและคณะ, ๒๕๔๙, น. ๒๙-๓๔, ๑๔๐-๑๔๑ ; นำยวรรณชัย บุญ บ ำรุง ธนกร วรปรัชญำกุล และ สิริพันธ์ พลรบ, ๒๕๔๙, น. ๙๘) มีแนวคิดเบื้องต้นว่ำ กำรที่ศำลจะ สำมำรถพิจำรณำพิพำกษำอรรถคดีได้อย่ำงถูกต้องและเป็นธรรมนั้น จ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่ศำลจะต้องได้ รับรู้ข้อเท็จจริงทุกอย่ำงที่จะช่วยประกอบกำรมีค ำพิพำกษำ หรืออีกนัยหนึ่ง ศำลจะต้องได้รับฟังข้อ กล่ำวอ้ำงหรือข้อต่อสู้ของคู่ควำมทุกฝ่ำยก่อนที่ศำลจะมีค ำพิพำกษำ หลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยเป็น หลักที่ปรำกฏทั้งในประเทศที่ใช้ระบบกฎหมำย Civil Law และ Common Law และได้รับกำร ก ำหนดรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศต่ำง ๆ ในยุโรป และถือเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐำน ดั้งเดิมส ำหรับคู่ควำมหนึ่งในสองหลักของหลักควำมยุติธรรมตำมธรรมชำติ (natural justice) ของ ประเทศอังกฤษ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกำ เรียกว่ำ “due process of law” หลักกำรฟังควำม ทุกฝ่ำยเป็นหลักพื้นฐำนในกำรคุ้มครองสิทธิของคู่ควำมในกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำ และเป็นหลัก
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมทั่วไปที่ได้มีกำรน ำไปใช้บังคับในนำนำประเทศทั่วโลกทั้งในกำรด ำเนิน กระบวนพิจำรณำคดีแพ่ง คดีอำญำ และคดีปกครอง (วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, ๒๕๔๗, น. ๑-๒) ควำมหมำยของหลักดังกล่ำวมีหลำยแง่มุม อำทิ สิทธิของคู่ควำมในกำรได้รับกำรแจ้งว่ำมีกำรฟ้องคดีต่อ ตนและได้รับกำรแจ้งในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนพิจำรณำ สิทธิของคู่ควำมในกำรเสนอหรือ โต้แย้งพยำนหลักฐำน สิทธิที่จะต้องมีคู่ควำมอยู่ด้วยในขณะน ำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมทั้งสิทธิที่จะ ไม่ถูกผูกพันโดยค ำพิพำกษำที่ตนมิได้เข้ำมำเป็นคู่ควำมในคดี กำรห้ำมศำลใช้ประโยชน์จำกข้อเท็จจริง ที่ได้มำนอกศำลหรือที่คู่ควำมไม่มีโอกำสได้มีส่วนรู้เห็น เป็นต้น อย่ำงไรก็ตำม กำรปฏิบัติตำมหลักกำรฟัง ควำมทุกฝ่ำยอำจมีข้อยกเว้นได้เช่นกัน อำทิ กรณีมีเหตุจ ำเป็นเร่งด่วนที่จ ำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิของ คู่ควำมโดยไม่ต้องรับฟังคู่ควำมอีกฝ่ำยหนึ่งก่อน อันได้แก่ กำรขอให้ศำลมีค ำสั่งก ำหนดวิธีกำรคุ้มครอง ชั่วครำวในระหว่ำงกำรพิจำรณำ หรือกำรพิจำรณำมีค ำสั่งค ำร้องฝ่ำยเดียวต่ำง ๆ เป็นต้น ในประเทศฝรั่งเศส หลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยเป็นหลักที่ส ำคัญหลักหนึ่งในกำรพิจำรณำ พิพำกษำคดีปกครอง และเป็นเครื่องมือที่ส ำคัญในกำรเยียวยำควำมไม่เสมอภำคในคดีปกครองซึ่งเป็น คดีที่เอกชนพิพำทกับรัฐซึ่งมีอ ำนำจเหนือกว่ำ เพรำะโดยกระบวนกำรพิจำรณำที่ศำลรับฟังควำมของ คู่ควำมทุกฝ่ำยจะเป็นกำรเปิดโอกำสให้คู่ควำม (คู่กรณี) สำมำรถรับทรำบข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งใน คดีได้อย่ำงเท่ำเทียมกัน และเท่ำกับศำลที่รับรู้ ถึงแม้ว่ำหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยจะไม่ได้มีตัวบท กฎหมำยที่บัญญัติให้ค ำนิยำมไว้โดยเฉพำะ แต่หลักดังกล่ำวมีที่มำจำกบทบัญญัติในหลำย ๆ แห่ง ซึ่ง สภำแห่งรัฐของประเทศฝรั่งเศสถือว่ำหลักนี้เป็นทั้งหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองทั่วไป และ เป็นหลักประกันสิทธิที่ส ำคัญของประชำชนอันเป็นหลักที่ศำลปกครองทุกศำลต้องยึดถือและปฏิบัติ ตำมอย่ำงเคร่งครัด สำระส ำคัญของหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยมีอยู่สองประกำร คือ “คู่ควำมต้องมีสิทธิ รับรู้ถึงขั้นตอนที่ส ำคัญของกระบวนพิจำรณำ” และ “คู่ควำมต้องมีสิทธิรับรู้ถึงข้อเท็จจริงในคดีอย่ำง เพียงพอ” ทั้งนี้ เพื่อที่จะเปิดโอกำสให้คู่ควำมทุกฝ่ำยสำมำรถต่อสู้คดีโดยกำรโต้แย้งคัดค้ำนข้อเท็จจริง และเอกสำรต่ำง ๆ ได้อย่ำงเต็มที่ ซึ่งเป็นหน้ำที่ของศำลที่จะต้องแจ้งให้คู่ควำมแต่ละฝ่ำยทรำบถึง ขั้นตอนที่ส ำคัญของกระบวนพิจำรณำและข้อเท็จจริงในคดีอย่ำงเพียงพอ โดยจะต้องให้ระยะเวลำแก่ คู่ควำมเป็นระยะเวลำพอสมควรที่จะสำมำรถโต้แย้งคัดค้ำนข้อเท็จจริงในคดีได้ด้วย ซึ่งระยะเวลำ ดังกล่ำวไม่ได้ถูกก ำหนดไว้แน่นอนตำยตัว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลำยประกำร อำทิ ควำมยุ่งยำกซับซ้อน ของคดี หรือจ ำนวนปริมำณของเอกสำรต่ำง ๆ ในคดี เป็นต้น โดยศำลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในกำร ก ำหนดระยะเวลำดังกล่ำว ยกตัวอย่ำงเช่น คดีที่ฟ้องโต้แย้งค ำสั่งทำงปกครองศำลจะต้องแจ้งให้ฝ่ำย ปกครองที่เกี่ยวข้องทรำบโดยก ำหนดระยะเวลำให้ฝ่ำยปกครองยื่นค ำให้กำรภำยในระยะเวลำอัน สมควร และอำจต้องแจ้งแก่บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีด้วย อำทิ คดีที่ผู้เข้ำสอบที่ไม่ผ่ำนกำรสอบฟ้อง ขอให้ศำลเพิกถอนผลกำรสอบ ศำลไม่เพียงแต่จะต้องแจ้งให้ฝ่ำยปกครองที่จัดสอบทรำบเท่ำนั้น แต่ จะต้องแจ้งแก่ผู้ที่สอบแข่งขันได้ด้วย เนื่องจำกผู้ที่สอบแข่งขันได้เป็นผู้ที่มีโอกำสถูกยกเลิกสิทธิใน ฐำนะเป็นผู้สอบได้ นอกจำกนี้ ควำมหมำยของกำรที่คู่ควำมต้องมีสิทธิรับรู้ถึงข้อเท็จจริงในคดีอย่ำง เพียงพอตำมหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยนั้น ไม่ได้หมำยควำมเพียงแค่ว่ำคู่ควำมฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งมีสิทธิ รับรู้ข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งที่คู่ควำมอีกฝ่ำยยกขึ้นอ้ำงต่อศำลเท่ำนั้น แต่ยังหมำยควำมต่อไปอีกว่ำ คู่ควำมทุกฝ่ำยมีสิทธิรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ศำลแสวงหำมำได้เองด้วย ดังนั้น ผลของหลักกำรฟังควำมทุก
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ฝ่ำย คือ ห้ำมศำลน ำเอกสำรหรือพยำนหลักฐำนหรือข้อเท็จจริงใด ๆ ที่คู่ควำมฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งมิได้มี โอกำสรับทรำบ หรือมีแต่ศำลเองเท่ำนั้นที่รับรู้มำใช้ในกำรพิจำรณำพิพำกษำคดี ส ำหรับในประเทศไทยก็ได้มีกำรน ำหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยเข้ำมำใช้ในกำรด ำเนิน กระบวนพิจำรณำคดีปกครองด้วยเช่นกัน โดยหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยบังคับให้ศำลต้องเปิดโอกำสให้ คู่กรณีแต่ละฝ่ำยได้ทรำบข้ออ้ำง ข้อเถียง ตลอดจนพยำนหลักฐำนสนับสนุนข้ออ้ำงหรือข้อเถียงของ อีกฝ่ำยหนึ่งและต้องให้โอกำสคู่กรณีได้โต้แย้งและแสดงพยำนหลักฐำนสนับสนุนข้อโต้แย้งของตนด้วย ตัวอย่ำงเช่น ศำลจะต้องให้ฝ่ำยผู้ถูกฟ้องคดีรับทรำบค ำฟ้อง และพยำนหลักฐำนประกอบค ำฟ้อง ตลอดจนมีโอกำสต้องให้กำรแก้ข้อกล่ำวหำ และเสนอพยำนหลักฐำนสนับสนุนค ำให้กำรของตน หลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยยังหมำยควำมต่อไปอีกว่ำศำลไม่อำจน ำข้อเท็จจริงหรือหลักฐำนที่คู่กรณีฝ่ำย หนึ่งฝ่ำยใดไม่ได้มีโอกำสรับทรำบและมีโอกำสโต้แย้งมำใช้วินิจฉัยคดีได้ ซึ่งในกรณีที่ศำลแสวงหำ ข้อเท็จจริงและพยำนหลักฐำนเพิ่มเติมนอกเหนือจำกข้อเท็จจริงและพยำนหลักฐำนที่คู่กรณีเสนอต่อศำล ซึ่งศำลสำมำรถท ำได้ตำมระบบไต่สวนนั้น ศำลจะต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกฝ่ำยได้ทรำบและเปิดโอกำสให้ คู่กรณีมีโอกำสตรวจสอบโต้แย้งและหักล้ำงข้อเท็จจริงหรือพยำนหลักฐำนที่ศำลแสวงหำมำนั้นด้วย (อักขรำทร จุฬำรัตน และคณะ, ๒๕๕๒, น. ๑๙๕) ส่วนเมื่อได้มีกำรแจ้งให้คู่กรณีทรำบแล้ว คู่กรณีจะ โต้แย้งคัดค้ำนหรือไม่ก็เป็นสิทธิของคู่กรณี ซึ่งถ้ำศำลปกครองชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติตำมหลักกำรฟังควำม ทุกฝ่ำยแล้วมีค ำพิพำกษำคดีไปย่อมถือว่ำค ำพิพำกษำของศำลปกครองชั้นต้นมีเหตุบกพร่องใน กระบวนพิจำรณำ และเมื่อคดีขึ้นสู่กำรพิจำรณำของศำลปกครองสูงสุดศำลปกครองสูงสุดก็อำจจะมี ค ำพิพำกษำยกค ำพิพำกษำของศำลปกครองชั้นต้นแล้วให้ศำลปกครองชั้นต้นพิจำรณำพิพำกษำจะมี ค ำสั่งใหม่ได้ ส ำหรับหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองประเทศฝรั่งเศสในส่วนที่เกี่ยวกับกำรโต้แย้ง หรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีนั้นมีอยู่ว่ำ ค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดี ย่อมมีอิทธิพลต่อกำรท ำค ำพิพำกษำขององค์คณะได้(สุดำรัตน์ กำรินเสน, ๒๕๔๖) ดังนั้น หลักกำร ฟังควำมทุกฝ่ำย (Contradictoire) จะต้องน ำมำใช้บังคับกับค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดี ด้วย กล่ำวคือ คู่กรณีทุกฝ่ำยในคดีต้องสำมำรถรับทรำบสรุปประเด็นของค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้ แถลงคดีได้ก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดีตำมที่ก ำหนดไว้ในรัฐกฤษฎีกำ (Décret/Decree) ที่ ๒๐๐๖-๙๖๔ ลงวันที่ ๑ สิงงหำคม ๒๐๐๖ และมำตรำ R ๗๑๑-๒ แห่งประมวลกฎหมำยว่ำด้วย กระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง โดยในทำงปฏิบัติแล้วเจ้ำหน้ำที่ของศำลจะเป็นผู้ส่งสรุปประเด็น ของค ำแถลงกำรณ์ดังกล่ำวให้คู่กรณีทรำบ ไปพร้อมกับหมำยแจ้งก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดี นอกจำกนี้ ในวันนั่งพิจำรณำคดีภำยหลังจำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้แถลงกำรณ์ด้วยวำจำต่อองค์คณะแล้ว กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองฝรั่งเศสยังได้บัญญัติให้คู่กรณีมีสิทธิที่จะแถลงด้วยวำจำอย่ำงย่อ (Brief, Oral Remarks) ได้อีกทำงหนึ่ง อันเป็นกำรให้โอกำสคู่กรณีสำมำรถน ำเสนอข้อโต้แย้งคัดค้ำน ค ำแถลงกำรณ์ได้ทันที๖ ทั้งนี้กำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำในวันนั่งพิจำรณำคดีของศำลปกครอง ชั้นต้นฝรั่งเศสจะเริ่มจำกกำรที่ตุลำกำรเจ้ำของส ำนวนแถลงหรืออ่ำนบันทึกสรุปส ำนวนของตนต่อองค์ คณะเป็นล ำดับแรก ซึ่งจะเป็นกำรแถลงถึงข้อเท็จจริงของคดี ข้อโต้แย้งของคู่กรณี หลักกฎหมำยที่ ๖ ตำมมำตรำ R ๗๓๒-๑ และมำตรำ R ๗๓๓-๑ แห่งประมวลกฎหมำยว่ำด้วยกระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เกี่ยวข้องและประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย จำกนั้นจะเป็นขั้นตอนของตุลำกำรผู้แถลงคดีที่จะต้อง แถลงกำรณ์ด้วยวำจำต่อองค์คณะ ซึ่งจะเป็นกำรเสนอควำมเห็นขององค์คณะว่ำ คดีมีประเด็นที่ต้อง พิจำรณำอะไรบ้ำงและควรมีค ำวินิจฉัยคดีนั้นอย่ำงไร พร้อมทั้งอ้ำงเหตุผลและหลักกฎหมำยที่ เกี่ยวข้องสนับสนุนควำมเห็นของตน และขั้นตอนสุดท้ำยคู่กรณี(หรือทนำยควำม) จะแถลงข้อสังเกต ของตน (แถลงด้วยวำจำอย่ำงย่อ) อันเป็นกำรปิดคดีซึ่งขั้นตอนกำรแถลงของคู่กรณีนี้ คู่กรณีทั้งสอง ฝ่ำยสำมำรถโต้แย้งประเด็นแห่งคดีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมำยที่ต้องเสนอขึ้นมำในวันนั่งพิจำรณำคดี รวมทั้งค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้ทันทีซึ่งในทำงปฏิบัติจะเริ่มจำกฝ่ำยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ แถลงก่อน หลังจำกนั้น กำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำในวันนั่งพิจำรณำคดีก็เป็นอันเสร็จสิ้นและเข้ำสู่ กำรจัดท ำค ำพิพำกษำต่อไป อนึ่ง นอกจำกคู่กรณีจะมีสิทธิรับทรำบสรุปประเด็นของค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลง คดีได้ก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดีและมีสิทธิที่จะแถลงด้วยวำจำอย่ำงย่อ (Brief, Oral Remarks) ภำยหลังจำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้แถลงกำรณ์ด้วยวำจำต่อองค์คณะในวันนั่งพิจำรณำคดีแล้ว คู่กรณี ในคดีปกครองของฝรั่งเศสยังมีสิทธิยื่นค ำแถลงปิดคดีเป็นหนังสือ (Note en délibéré) อันเป็นกำร โต้แย้งคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีต่อองค์คณะที่พิจำรณำพิพำกษำคดีนั้นก่อนกำร พิพำกษำคดีได้อีกด้วย๗ ซึ่งเห็นได้ว่ำ กำรที่กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองประเทศฝรั่งเศสได้บัญญัติ ให้สิทธิคู่กรณีในกำรที่จะสำมำรถโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้นั้น เป็น กำรสอดคล้องกับหลักฟังควำมทุกฝ่ำยอันเป็นหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองทั่วไปที่ศำล ปกครองฝรั่งเศสจ ำต้องยึดถืออย่ำงเคร่งครัด ซึ่งหำกศำลปกครองฝรั่งเศสไม่ได้ให้โอกำสคู่กรณีในกำร โต้แย้งค ำแถลงกำรณ์ก็อำจมีลักษณะเป็นกำรลิดรอนสิทธิของประชำชนที่จะได้รับกำรพิจำรณำคดี อย่ำงเป็นธรรม (Droit à un process équitable) ได้ เพรำะมำตรำ ๖ แห่งอนุสัญญำว่ำด้วยสิทธิ มนุษยชนแห่งยุโรป (Convention européenne des droits de l'homme) ได้บัญญัติถึงสิทธิของ บุคคลที่จะได้รับกำรพิจำรณำคดีอย่ำงเป็นธรรมไว้ว่ำ “บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับกำรพิจำรณำคดี อย่ำงเป็นธรรม โดยเปิดเผยและภำยในระยะเวลำที่สมเหตุสมผล โดยศำลที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบัญญัติซึ่ง มีควำมเป็นอิสระและไม่ล ำเอียง ทั้งค ำพิพำกษำจะต้องเปิดเผย แต่กำรเข้ำฟังกำรพิจำรณำอำจ ต้องห้ำมส ำหรับสื่อมวลชนหรือสำธำรณชนได้ทั้งหมดหรือบำงส่วน ในกรณีที่มีปัญหำเกี่ยวกับ จริยธรรม ควำมปลอดภัยสำธำรณะ หรือควำมมั่นคงของชำติในระบอบประชำธิปไตยหรือเกี่ยวกับ ผลกระทบต่อผู้เยำว์ หรือเพื่อกำรคุ้มครองเสรีภำพส่วนบุคคลของคู่ควำมในคดีนั้น หรือในกรณีที่ศำล เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งกำรพิจำรณำคดี” ทั้งนี้ เนื่องจำกค ำพิพำกษำของศำลนั้น นอกจำกจะต้อง มีควำมยุติธรรมแล้วยังจะต้องท ำให้ประชำชนเชื่อมั่นได้ว่ำตนได้รับควำมเป็นธรรมจำกค ำพิพำกษำนั้น ด้วย (นันทวัฒน์ บรมำนันท์, ๒๕๕๑, น. ๕๔-๕๕) จำกกำรศึกษำ สำมำรถสรุปสำระส ำคัญของหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยได้ว่ำ “หลักกำรฟังควำม ทุกฝ่ำย” เป็นหลักพื้นฐำนในกำรคุ้มครองสิทธิของคู่ควำมในกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำและเป็น หลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมทั่วไปที่ได้มีกำรน ำไปใช้บังคับในนำนำประเทศทั่วโลก ทั้งในกำรด ำเนิน กระบวนพิจำรณำคดีแพ่ง คดีอำญำและคดีปกครอง ซึ่งในกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำคดีปกครอง ๗ ตำมมำตรำ R ๗๓๑-๓ แห่งประมวลกฎหมำยว่ำด้วยกระบวนกำรยุติธรรมทำงปกครอง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ตำมหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยนั้น บังคับให้ศำลต้องแจ้งให้คู่กรณีแต่ละฝ่ำยได้ทรำบถึงข้ออ้ำง ข้อเถียง ตลอดจนพยำนหลักฐำนสนับสนุนข้ออ้ำงหรือข้อเถียงของคู่กรณีอีกฝ่ำยหนึ่ง ซึ่งรวมไปถึงข้อเท็จจริงที่ ศำลจะน ำมำใช้ในกำรวินิจฉัยคดีและต้องเปิดโอกำสให้คู่กรณีทุกฝ่ำยได้โต้แย้งและแสดง พยำนหลักฐำนสนับสนุนข้อโต้แย้งของตน (ซึ่งศำลจะต้องให้เวลำแก่คู่กรณีเป็นระยะเวลำพอสมควรที่ จะสำมำรถท ำกำรโต้แย้งคัดค้ำนได้ด้วย) โดยหำกศำลน ำข้อเท็จจริง เอกสำร พยำนหลักฐำนที่คู่กรณี ฝ่ำยหนึ่งฝ่ำยใดไม่ได้มีโอกำสรับทรำบและมีโอกำสโต้แย้งมำใช้ในกำรวินิจฉัยคดีทั้งนี้เนื่องจำกกำรที่ ศำลจะสำมำรถพิจำรณำพิพำกษำอรรถคดีได้อย่ำงถูกต้องและเป็นธรรมนั้น จ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่ศำล จะต้องได้รับรู้ข้อเท็จจริงทุกอย่ำงที่จะช่วยประกอบกำรมีค ำพิพำกษำ หรือกล่ำวอีกนัยหนึ่งศำลจะต้อง ได้รับฟังข้อกล่ำวอ้ำงหรือข้อต่อสู้ของคู่กรณีทุกฝ่ำยก่อนที่ศำลจะมีค ำพิพำกษำ จึงจะสำมำรถ พิจำรณำพิพำกษำอรรถคดีได้อย่ำงถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งกำรที่กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครอง ของไทยไม่ส่งค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีให้คู่กรณีได้รับทรำบประเด็นข้อพิจำรณำและข้อ กฎหมำย รวมทั้งควำมเห็นของตุลำกำรผู้แถลงคดีก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดี เพื่อรับทรำบและ จะได้โต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ซึ่งอำจจะมีผลต่อค ำพิพำกษำของศำลปกครองชั้นต้นหรือมีผล ต่อกำรยื่นอุทธรณ์ต่อศำลปกครองสูงสุดได้ อันเป็นกำรไม่เปิดโอกำสให้คู่กรณีสำมำรถโต้แย้งหรือ คัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้ จึงไม่สอดคล้องกับหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยซึ่งบังคับ ให้ศำลต้องแจ้งให้คู่กรณีแต่ล่ะฝ่ำยได้ทรำบถึงข้อเท็จจริงที่ศำลจะน ำมำใช้ในกำรวินิจฉัยคดี โดยต้อง เปิดโอกำสให้คู่กรณีได้โต้แย้งและแสดงพยำนหลักฐำนสนับสนุนข้อโต้แย้งของตน และห้ำมศำลน ำ ข้อเท็จจริง เอกสำร หรือพยำนหลักฐำนที่คู่กรณีฝ่ำยหนึ่งฝ่ำยใดไม่ได้มีโอกำสรับทรำบและมีโอกำส โต้แย้งมำใช้ในกำรวินิจฉัยคดี อันเห็นได้ว่ำเป็นกำรไม่เป็นธรรมกับคู่กรณี เนื่องจำกคู่กรณีไม่มีโอกำส ได้โต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีซึ่งเป็นสิ่งที่อำจมีผลต่อกำรท ำค ำพิพำกษำ ในคดีของตน อันจะแตกต่ำงจำกกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของฝรั่งเศสที่มีกำรเปิดโอกำสให้ คู่กรณีมีโอกำสโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้อย่ำงเต็มที่ ผู้ได้รับมอบหมำยเห็นว่ำควรที่จะมีกำรน ำหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของ ฝรั่งเศสในส่วนที่ก ำหนดให้ศำลต้องแจ้งให้คู่กรณีทรำบถึงสรุปประเด็นของค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำร ผู้แถลงคดี ก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดี (โดยควรแจ้งไปพร้อมกับหมำยแจ้งก ำหนดวันนั่ง พิจำรณำคดีและบันทึกสรุปส ำนวนของตุลำกำรเจ้ำของส ำนวน) และในส่วนที่คู่กรณีสำมำรถ แถลงกำรณ์อย่ำงย่อด้วยวำจำในวันนั่งพิจำรณำคดีภำยหลังจำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้แถลงกำรณ์ต่อ องค์คณะแล้วมำบัญญัติไว้ในกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยด้วย เพื่อเป็นกำรให้คู่กรณีมี โอกำสโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีซึ่งเป็นสิ่งที่อำจมีผลต่อกำรท ำค ำ พิพำกษำในคดีของตนได้อย่ำงเพียงพอ อันจะท ำให้กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยมีควำม สอดคล้องกับหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยอันเป็นหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมทั่วไปที่นำนำอำรยะ ประเทศให้กำรยอมรับอย่ำงแท้จริง ซึ่งกำรที่คู่กรณีได้มีโอกำสโต้แย้งค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้ แถลงคดีได้นั้นย่อมท ำให้องค์คณะได้รับทรำบข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและเห็นมุมมองในกำรพิจำรณำคดี อย่ำงรอบด้ำนมำกยิ่งขึ้นก่อนที่จะท ำกำรพิพำกษำ เพรำะในบำงครั้งคู่กรณีอำจจะยกข้อเท็จจริง ข้อ กฎหมำยที่องค์คณะมองข้ำมไป ขึ้นอ้ำงในกำรโต้แย้งค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีก็เป็นได้ ซึ่ง
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ส่งผลตำมมำคือท ำให้กำรพิจำรณำพิพำกษำคดีของศำลปกครองเป็นไปอย่ำงถูกต้องและเป็นธรรม มำกยิ่งขึ้น อันเป็นไปตำมวัตถุประสงค์หลักของวิธีพิจำรณำควำมที่ต้องกำรให้กำรด ำเนินกระบวน พิจำรณำเป็นไปด้วยควำมเรียบร้อย โดยสร้ำงวิธีกำรและขั้นตอนต่ำง ๆ ที่ช่วยให้ศำลสำมำรถใช้หลัก กฎหมำยสำรบัญญัติในกำรตัดสินปัญหำของคดีที่มำสู่ศำลได้อย่ำงยุติธรรม นอกจำกนี้ยังมีผลดีในแง่ ที่ว่ำกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยจะมีควำมเป็นสำกลมำกขึ้น เนื่องจำกมีลักษณะใกล้เคียง กับประเทศฝรั่งเศส อันเป็นประเทศที่ได้รับกำรยอมรับอย่ำงมำกในด้ำนกฎหมำยปกครอง ๔. บทสรุปและอภิปรายผล กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองเป็นสิ่งส ำคัญและจ ำเป็นเพื่อท ำให้กำรด ำเนินกระบวน พิจำรณำในศำลปกครองเป็นไปด้วยควำมเรียบร้อย และช่วยให้ศำลสำมำรถตัดสินปัญหำของคดีที่มำสู่ ศำลได้อย่ำงยุติธรรม โดยกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยที่ส ำคัญอันเป็นกฎหมำยหลักที่ศำล ปกครองใช้ในกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำคดีปกครองใช้ในกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำคดีปกครอง ได้แก่ พระรำชบัญญัติจัดตั้งศำลปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และระเบียบของที่ ประชุมใหญ่ตุลำกำรในศำลปกครองสูงสุดว่ำด้วยวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งหำกประเทศ ไทยมีกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองที่ดีหรือเหมำะสมแล้ว กำรพิจำรณำพิพำกษำคดีของศำล ปกครองก็จะเป็นไปอย่ำงรวดเร็วและมีประสิทธิภำพตำมไปด้วย แต่หำกวิธีพิจำรณำคดีปกครองของ ไทยมีข้อบกพร่องก็ย่อมส่งผลกระทบต่อกำรพิจำรณำพิพำกษำคดีของศำลปกครองอย่ำงหลีกเลี่ยงมิได้ ซึ่งจำกกำรศึกษำวิธีพิจำรณำของศำลปกครองและกำรแสวงหำข้อเท็จจริงของประเทศไทยและ ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งได้ศึกษำหลักกำรฟังควำมสองฝ่ำยแล้วพบว่ำประเทศไทยยังมีปัญหำของกำร ที่กฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยไม่เปิดโอกำสให้คู่กรณีโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้ คือ กำรที่กฎหมำยมิได้ก ำหนดให้ศำลต้องแจ้งให้คู่กรณีทรำบถึงค ำ แถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีเป็นกำรล่วงหน้ำก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำ และในทำงปฏิบัติ ศำลก็ไม่ได้ส่งค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีให้คู่กรณีทรำบแต่อย่ำงใด เนื่องจำกไม่มีกฎหมำย บัญญัติให้ต้องกระท ำ ซึ่งกำรที่คู่กรณีไม่ได้ทรำบถึงค ำแถลงกำรณ์ล่วงหน้ำก่อนถึงก ำหนดวันนั่ง พิจำรณำคดี จึงท ำให้ไม่สำมำรถเตรียมตัวน ำพยำนหลักฐำนมำโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ในวัน นั่งพิจำรณำคดีได้ นอกจำกนี้โดยทั่วไปแล้วในวันนั่งพิจำรณำคดีเมื่อตุลำกำรผู้แถลงคดีได้แถลงกำรณ์ ด้วยวำจำต่อองค์คณะอันมีผลท ำให้คู่กรณีทรำบถึงค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีแล้ว กำร ด ำเนินกระบวนพิจำรณำในวันนั่งพิจำรณำก็จะสิ้นสุดลง โดยที่คู่กรณีไม่อำจที่จะท ำกำรโต้แย้งหรือ คัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้เลย เนื่องจำกไม่มีกฎหมำยก ำหนดให้กระท ำได้ เมื่อพิจำรณำจำกควำมส ำคัญของค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีที่ระบบกฎหมำย ปกครองก ำหนดให้มีขึ้นเพื่อที่จะถ่วงดุลหรือตรวจสอบกำรใช้อ ำนำจในกำรรับฟังข้อเท็จจริงและกำร พิจำรณำพิพำกษำคดีขององค์คณะ ประกอบกับกำรที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีมีบทบำทส ำคัญหลำย ประกำรในกำรด ำเนินกระบวนพิจำรณำที่อำจมีอิทธิพล หรือส่งผลต่อกำรจัดท ำค ำพิพำกษำขององค์ คณะ อำทิตุลำกำรผู้แถลงคดีต้องมำชี้แจง (แถลงกำรณ์) ด้วยวำจำต่อองค์คณะในวันนั่งพิจำรณำคดี และมีสิทธิอยู่ร่วมในกำรประชุมปรึกษำเพื่อพิพำกษำคดีได้ท ำให้เห็นได้ว่ำสรุปข้อเท็จจริงและ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ควำมเห็นในกำรวินิจฉัยคดีของตุลำกำรผู้แถลงคดีที่ปรำกฏในค ำแถลงกำรณ์ไม่ว่ำจะเป็นในส่วนของ ประเทศไทยหรือประเทศฝรั่งเศส ย่อมมีผลหรือมีอิทธิพลพอสมควรต่อกำรจัดท ำค ำพิพำกษำของศำล หรือองค์คณะ เพรำะศำลหรือองค์คณะสำมำรถหยิบยกข้อเท็จจริงและควำมเห็นในกำรวินิจฉัยคดีของ ตุลำกำรผู้แถลงคดีที่ปรำกฏในค ำแถลงกำรณ์มำใช้ในกำรจัดท ำค ำพิพำกษำได้ ดังนั้น กำรที่กฎหมำย วิธีพิจำรณำคดีปกครองของไทยไม่เปิดโอกำสให้คู่กรณีสำมำรถโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ได้ ย่อมไม่เป็นธรรมกับคู่กรณีเนื่องจำกคู่กรณีไม่มีโอกำสโต้แย้งคัดค้ำนซึ่งอำจมีผลต่อกำรท ำค ำพิพำกษำ ในคดีของตนและไม่สอดคล้องกับหลักกำรฟังควำมทุกฝ่ำยที่ห้ำมศำลน ำข้อเท็จจริง เอกสำร หรือ พยำนหลักฐำนที่คู่กรณีฝ่ำยหนึ่งฝ่ำยใดไม่ได้มีโอกำสรับทรำบและมีโอกำสโต้แย้งมำใช้ในกำรวินิจฉัยคดี อันจะแตกต่ำงจำกกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของฝรั่งเศสที่ก ำหนดให้ศำลต้องแจ้งให้คู่กรณี ทรำบถึงประเด็นของค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีก่อนถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดีและ คู่กรณียังสำมำรถแถลงกำรณ์อย่ำงย่อด้วยวำจำในวันนั่งพิจำรณำคดีภำยหลังจำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดี ได้แถลงกำรณ์ต่อองค์คณะแล้วเพื่อโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้อันเป็น กำรเปิดโอกำสให้คู่กรณีมีโอกำสโต้แย้งหรือคัดค้ำนค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีได้อย่ำงเต็มที่ ๕. ข้อเสนอแนะ จำกกำรศึกษำผู้ศึกษำเห็นควรให้น ำหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีปกครองของฝรั่งเศสที่ ก ำหนดให้ศำลต้องแจ้งให้คู่กรณีทรำบถึงสรุปประเด็นของค ำแถลงกำรณ์ของตุลำกำรผู้แถลงคดีก่อน ถึงก ำหนดวันนั่งพิจำรณำคดีและคู่กรณีสำมำรถแถลงกำรณ์อย่ำงย่อด้วยวำจำในวันนั่งพิจำรณำคดี ภำยหลังจำกที่ตุลำกำรผู้แถลงคดีได้แถลงกำรณ์ต่อองค์คณะแล้วมำบัญญัติไว้ในกฎหมำยวิธีพิจำรณำ คดีปกครองของไทยด้วย นำงกมลเนตร พูลสุข ทนคง นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แนวทางการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินเพื่อสนับสนุน การด าเนินงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 129 บัญญัติว่า “สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอ านาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอ านาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิได้เป็นสมาชิก ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือ คณะกรรมาธิการร่วมกันตามมาตรา 137 เพื่อกระท ากิจการ พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา เรื่องใด ๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลาที่สภาก าหนด...” ประกอบกับข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 (1) ก าหนดไว้ว่าคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่และอ านาจในการกระท ากิจการ พิจารณาสอบหา ข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการด าเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน จากการศึกษาการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ด าเนินการตามอ านาจหน้าที่ต่าง ๆ ได้แก่ การ ประชุมการจัดการสัมมนา รวมทั้งการเดินทางไปศึกษาดูงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอ านาจหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการรวมทั้งเรื่องที่ประชาชนส่งมายังคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษา พิจารณาเรื่องใด ๆ พบว่า มีเรื่องร้องเรียนส่งมายังคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการออกเอกสารเอกสารสิทธิตามกฎหมาย ที่ดิน ซึ่งสาเหตุที่ท าให้มีเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการเป็นจ านวนมาก ทั้งปัญหาในเรื่องของประเภทของเอกสารสิทธิ กฎหมาย และระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีเป็น จ านวนมาก เช่น ประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎกระทรวงและ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง การตีความและการใช้กฎหมายตามค าพิพากษาของศาล รวมทั้งหลักเกณฑ์แนว ทางการปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป นโยบาย ของรัฐบาลเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน รวมทั้งความโปร่งใสเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอ านาจหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว คณะกรรมาธิการจึงต้องท าความเข้าใจประเด็นปัญหา การค้นคว้าบทบัญญัติกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ แนวนโยบายของรัฐบาล หลักวิชาการ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องอย่าง ครบถ้วน ก่อนจะน ามาประกอบการศึกษาและวิเคราะห์ซึ่งขั้นตอนในการท างานดังกล่าวจะต้องใช้ ระยะเวลาในการด าเนินการค่อนข้างมากและต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการค้นคว้าข้อมูล ประกอบการการพิจารณาในแต่ละประเด็นแต่จากการด าเนินการของคณะกรรมาธิการที่ผ่านมายังมี ข้อจ ากัดทั้งในเรื่องปริมาณของเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการเป็นจ านวนมาก รวมทั้ง ขาดการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการที่สมบูรณ์ครบถ้วนที่จะน าไปใช้ประกอบการพิจารณา ดังนั้น กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส านักกรรมาธิการ 2 ส านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จึงต้องมีการเตรียม
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ความพร้อมในด้านต่าง ๆ อาทิ การเตรียมองค์ความรู้ ความพร้อม ทักษะ และสมรรถนะของบุคลากร ผู้ปฏิบัติงาน การเตรียมข้อมูล เอกสารด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องการเตรียมสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งาน ตลอดจนมีแนวทางในการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ มากที่สุด ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการจะเข้ามามีบทบาทส าคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนข้อมูล ทางวิชาการให้แก่คณะกรรมาธิการ จึงจัดท าแนวทางการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ ตามกฎหมายที่ดินเพื่อสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน โดยได้ด าเนินการศึกษา วิเคราะห์ รวบรวมหลักกฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แนวนโยบายของรัฐบาล หลักวิชาการ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อันจะสามารถน าไปใช้ ประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านวิชาการสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสนับสนุนบทบาทภารกิจของสถาบันนิติบัญญัติให้ เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชน ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.1 แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิในข้อมูลข่าวสารและการเรื่องร้องเรียนของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้รับรองสิทธิเสนอเรื่องราว ร้องทุกข์ของประชาชนไว้ในมาตรา 59 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลยอมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และ ได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันรวดเร็ว” ซึ่งการร้องเรียนของประชาชนต่อหน่วยงานของรัฐ นั้นสามารถด าเนินการได้หลายช่องทางซึ่งรัฐมีแนวทางปฏิบัติที่ค่อนข้างเปิดกว้างต่อการรับเรื่อง ร้องเรียนของประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น เพื่อ ภาครัฐจะได้ให้การแก้ไขปัญหาและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและตรง ประเด็นความเดือดร้อน ดังนั้น เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่เป็นธรรม หรือได้รับผลกระทบจากการ ด าเนินการตามนโยบายของฝ่ายบริหาร บุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิในการเสนอเรื่องราวดังกล่าวต่อฝ่าย นิติบัญญัติ เพื่อขอให้มีการพิจารณาศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริงในขอบเขตการก ากับดูแลและควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินตามความมุ่งหมายดังกล่าวได้ ๒.2 แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินนั้น ถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล ที่ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐ โดยแนวคิดนี้เป็นแนวคิดของรัฐเสรีประชาธิปไตย ลัทธิ ปัจเจกชน ที่อธิบายว่า มนุษย์เกิดมามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม จะปรากฏ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมในรูปความสามารถของมนุษย์ในอันที่จะก าหนดชะตากรรมของตนได้ด้วย ตนเอง และมนุษย์แต่ละคนมีความสารถเช่นว่านั้นได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อแต่ละคนมี “แดนแห่ง เสรีภาพ” ภายใต้แดนแห่งเสรีภาพของตนนี้ แต่ละคนจะคิดหรือกระท าการใด ๆ ได้อย่างอิสระปลอด จากการแทรกแซงโดยอ าเภอใจจากบุคคลอื่นโดยเฉพาะย่างยิ่งผู้ใช้อ านาจรัฐ ดังนั้น สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน หรือ สิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังกล่าวของแต่ละรัฐจะมีจ านวนมากน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๖๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร วัฒนธรรม และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของแต่ละประเทศในแต่ละยุคสมัย แต่อย่างไรก็ตาม ในแต่ละประเทศไม่ว่ายุคสมัยได้ถือกันว่าสิทธิเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกาย และสิทธิในทรัพย์สินเป็นสาระส าคัญหรือ “แก่น” ของสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งการจัดท า รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับของประเทศไทยก็ได้ยอมรับถึงแนวคิดการรับรองและคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลในชีวิตและทรัพย์สินตลอดมา อย่างไรก็ตาม การที่รัฐธรรมนูญของรัฐเสรีประชาธิปไตยซึ่งบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพ ด้านต่าง ๆ ให้แก่ราษฎรนั้น มีความหมายแต่เพียงว่า องค์กรต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้น จะเพิก ถอนสิทธิเสรีภาพเหล่านั้นไม่ได้ ไม่ได้มีความหมายเลยไปถึงขนาดว่าองค์กรต่าง ๆ ของรัฐจะก ากัด สิทธิเสรีภาพอย่างใด ๆ ไม่ได้เลย ไม่มีรัฐธรรมนูญของรัฐเสรีประชาธิปไตยของรัฐใดในโลกที่รับรอง สิทธิเสรีภาพของราษฎรไว้อย่างบริบูรณ์ปราศจากเงื่อนไขหรือข้อจ ากัดอย่างใด ๆ โดยเฉพาะในกรณี เพื่อประโยชน์ในอันจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและหรือ “ประโยชน์ส่วนรวม” หรือ “ประโยชน์ สาธารณะ” (Public Interest) องค์กรต่าง ๆ ของรัฐย่อมมีอ านาจที่จะจ ากัดสิทธิเสรีภาพของราษฎร โดยการบังคับราษฎรแต่ละคนให้กระท าการหรือห้ามกระท าการบางอย่างได้ แต่ต้องอาศัยอ านาจตาม กฎหมายซึ่งผ่านให้ความยินยอมของรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของเขาเหล่านั้น การรับรองและคุ้มครองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 37 ความว่า มาตรา 27 บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สิน และการสืบมรดก ขอบเขตแห่งสิทธิและการจ ากัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระท ามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่ง ทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน โดย ค านึงถึงประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจาก การเวนคืนนั้น การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้กระท าเพียงเท่าที่จ าเป็นต้องใช้เพื่อการที่บัญญัติไว้ใน วรรคสาม เว้นแต่เป็นการเวนคืนเพื่อน าอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อบุคคลได้รับการรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินนั้น บุคคลผู้เป็นเจ้าของ ทรัพย์สินย่อมมีสิทธิจะหวงกัน ใช้สอย จ าหน่าย จ่ายโอน รวมถึงท าลายทรัพย์สินของตนได้ แต่อย่างไรก็ตามสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินที่ได้ความคุ้มครองนั้นก็จะต้องได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยชอบ ด้วยกฎหมาย และต้องพิจารณาด้วยว่าสิทธิของบุคคลนั้นมีกฎหมายเฉพาะบางเรื่องจ ากัดสิทธิเรื่อง นั้นไว้หรือไม่เพียงใด ส่วนการที่บังคับเอาอสังหาริมทรัพย์ของเอกชนมาเป็นของรัฐนั้น หลักการคือ กระท าไม่ได้ เว้นแต่จะกระท าโดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และต้องมีวัตถุประสงค์ เพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อ ประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของที่ดินนั้น
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร 2.3 ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ด้าน การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ได้ก าหนดให้มี "การกระจายการถือครองที่ดินและการ เข้าถึงทรัพยากร โดยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเขตพื้นที่ป่าทับซ้อนกับพื้นที่ท ากินของประชาชน รับรองสิทธิชุมชนในการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน ก าหนดมาตรการเพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มี กรรมสิทธิ์อย่างเป็นธรรม การกระจายการถือครองที่ดินในขนาดที่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน ปรับระบบเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินประเภทต่าง ๆ ให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาสินเชื่อกับสถาบัน การเงินได้ รวมทั้ง ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะ เพื่อการ ประกอบอาชีพส าหรับประชาชน และเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเป็น รูปธรรมและมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง" ด้วยการนี้ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ขึ้น มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้ การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเกิดความเป็นเอกภาพ มีกรอบแนวทางที่ชัดเจน ภายใต้การก ากับควบคุมของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยก าหนดให้ส านักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ท าหน้าที่รับผิดชอบในการด าเนินงานเกี่ยวกับการ บริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของประเทศ โดยบูรณาการการกระจายอ านาจ การมีส่วนร่วมของ ประชาชน ชุมชน และภูมิสังคม ซึ่งจะท าให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศที่มี อยู่อย่างจ ากัด มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด สมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน แก้ไขปัญหาความ เดือดร้อนของประชาชน และลดความเหลื่อมล้ าในสังคม ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ สคทช. จึงได้ด าเนินการจัดท านโยบายและแผนการบริหารจัดการ ที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ระยะ 15 ปี (พ.ศ. 2566 - 2580) เพื่อเป็นกรอบนโยบายและ ทิศทางหลักระยะยาวส าหรับการบริหารจัดการเชิงนโยบาย ซึ่งกรอบนโยบายหลักระยะยาว 15 ปี ประกอบด้วย นโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความสมดุลทาง ธรรมชาติ 2) การใช้ที่ดินและทรัพยากรดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3) การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 4) การบูรณาการและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อการบริหารจัดการที่ดินและ ทรัพยากรดินอย่างมีเอกภาพ ทั้งนี้ ภายใต้กรอบนโยบายหลัก ระยะ 15 ปี ได้มีการแปลงไปสู่การปฏิบัติเพื่อ ขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศให้เป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเชิงรุก และสามารถแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรดินได้อย่าง เป็นรูปธรรม โดย สคทช. ได้จัดท าแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของ ประเทศ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งเป็นแผนระยะกลางที่นับเป็นก้าวที่สองของของการ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร บริหารจัดการเชิงนโยบายส าหรับเป็นกรอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ ก าหนด โดยการจัดท าแผนฯ ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกัน วิเคราะห์กลุ่มประเด็นปัญหาส าคัญที่จ าเป็นต้องด าเนินการเร่งด่วน ในระยะ 5 ปีแรก ได้แก่ ประเด็น เรื่องการรักษาสมดุลระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับดิน การแข่งขันการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรดิน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน การกระจายการถือครองที่ดิน และการขาดความเป็น เอกภาพและประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน โดยกลุ่มประเด็น ปัญหาเหล่านี้น ามาซึ่ง 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ 1) การสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความสมดุลทาง ธรรมชาติ 2) การส่งเสริมความยั่งยืนของการจัดการที่ดินและระบบนิเวศ 3) การสร้างดุลยภาพของการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรดินตามศักยภาพ 4) การพัฒนาขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรดิน 5) การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม 6) การบูรณาการและสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน แม้ว่าการก้าวเดินในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ จะมีอุปสรรคและความท้าทายในรูปแบบต่าง ๆ แต่ในทุกการก้าวนเดินนั้น ได้มีกรอบทิศทาง ที่เป็นเข็มทิศในการมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน ซึ่งจ าเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อน โดยอาศัยการ บูรณาการของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้รับรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงความส าคัญของนโยบายและ แผน เพื่อให้การก้าวเดินในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเป็นไปอย่างมี เอกภาพ มั่นคง และยั่งยืน ๒.4 การพิจารณาเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน ประเภทของที่ดินและหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ สามารถจ าแนก ตามประเภทของที่ดิน จ านวน 8 ประเภท ดังนี้ 1) ป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กรมป่าไม้เป็นหน่วยงาน รับผิดชอบพื้นที่ 2) ป่าชายเลน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ 3) ป่าไม้ถาวร ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 กรมป่าไม้ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ 4) เขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ส านักงานการ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร 5) ที่นิคมสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็น หน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ 6) ที่นิคมสร้างตนเองตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511และ ระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง พ.ศ. 2534 และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2535 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ 7) ที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2547 นายอ าเภอและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเป็นผู้มีอ าน าจดูแล รักษ าและคุ้มค รองป้องกัน ส าห รับก า รบ ริห า รจัดการ มีกรมที่ดิน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ 8) ที่ราชพัสดุ ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 กรมธนารักษ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ ๒.5 เอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน 1) โฉนดที่ดิน โฉนดที่ดิน หมายถึง หนังสือส าคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งออกให้ตามประมวล กฎหมายที่ดินปัจจุบัน นอกจากนี้ยังรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ว่า “ได้ท า ประโยชน์แล้ว” ซึ่งออกให้ตามกฎหมายเก่า แต่ก็ถือว่ามีกรรมสิทธิ์เช่นกัน 2) น.ส.2 น.ส.2 หมายถึง หนังสือที่ทางราชการออกให้เพื่อเป็นการแสดงความยินยอมให้ ครอบครองท าประโยชน์ในที่ดินเป็นการชั่วคราว ซึ่งหนังสือหรือใบจองนี้จะออกให้แก่ราษฎรที่ทาง ราชการได้จัดที่ดินให้ท ากินตามประมวลกฎหมายที่ดิน 3) น.ส.๓ น.ส.3 หมายถึง หนังสือรับรองจากทางราชการว่าได้ท าประโยชน์ในที่ดินแล้ว ออก ให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินทั่วไป ในพื้นที่ที่ไม่มีระวางหรือออกในท้องที่ที่ไม่มีระวางรูปถ่าย ทางอากาศ ซึ่งรัฐมนตรียังไม่ได้ประกาศยกเลิกอ านาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมาย ที่ดินของหัวหน้าเขต หรือนายอ าเภอ 4) น.ส.3.ก น.ส.3.ก หมายถึง หนังสือรับรองการท าประโยชน์ในที่ดินออกให้ในท้องที่ ที่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ 5) ปส.23 ปส.23 หมายถึง หนังสืออนุญาต ให้เข้าท าประโยชน์และอยู่อาศัยภายในเขตป่า สงวนแห่งชาติมีอายุการอนุญาต 30 ปี
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร 6) ส.ป.ก. 4-01 ส.ป.ก. 4-01 หมายถึง หนังสือแสดงการครอบครองที่ดินที่ออกให้กับประชาชนเข้าท า ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 7) ก.ส.น.5 ส.ป.ก. 4-01 หมายถึง หนังสือแสดงการท าประโยชน์ในนิคมสหกรณ์ 8) น.ค.3 ส.ป.ก. 4-01 หมายถึง หนังสือแสดงการท าประโยชน์ในนิคมสร้างตนเอง 9) ส.ค.1 (แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน) ส.ค.1 (แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน) หมายถึง แบบแจ้งการครอบครอง และท า ประโยชน์ในที่ดิน ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (พ.ศ. 2497) โดยไม่มีหนังสือส าคัญ แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน 10) เอกสารรับรอง เอกสารรับรอง ที่ออกโดยหน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นเช่น พื้นที่สาธารณประโยชน์พื้นที่ของหน่วยงานทหาร ที่ราชพัสดุ 11) สัญญาเช่าที่ดิน เอกสารรับรอง ที่ออกโดยหน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นเช่น พื้นที่ สาธารณประโยชน์พื้นที่ของหน่วยงานทหาร ที่ราชพัสดุ 12) หนังสืออนุญาต สทก. หนังสืออนุญาต สทก. แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ - แบบ สทก.1ก และ สทก.2ก หมายถึง หนังสืออนุญาตให้ท าประโยชน์และอยู่ อาศัยภายในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติอนุญาตคราวละ 5 ปี - แบบ สทก.1ข หมายถึง หนังสืออนุญาตให้ท าการปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นภายใน เขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติอนุญาตคราวละ 10 ปี - สทก.1 หมายถึง หนังสืออนุญาตให้ได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิท ากินชั่วคราวใน เขตป่าสงวนแห่งชาติ(ครั้งที่1) สิ้นสุดการอนุญาตแล้ว ทั้งนี้หนังสืออนุญาต สทก. สามารถตกทอดไปถึงทายาทได้ห้ามซื้อ-ขาย หรือให้ บุคคลอื่นท าประโยชน์ที่ดิน สทก. และห้ามละทิ้งไม่ท าประโยชน์หรือไม่อยู่อาศัยในที่ดิน สทก. 13) ภ.บ.ท.5/ภ.บ.ท.11 ภ.บ.ท.5/ภ.บ.ท.11 หมายถึง แบบแสดงรายการที่ดินที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี บ ารุงท้องที่จะต้องไปยื่นเพื่อช าระภาษีบ ารุง ท้องที่ประจ าปีต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ องค์กร ปกครองท้องถิ่นที่ที่ที่ดินตั้งอยู่
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ ผู้จัดท าได้พิจารณาศึกษา ค้นคว้า และรวบรวมหลักกฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แนวนโยบายของรัฐบาล หลักวิชาการ และแนวคิดทฤษฎี และข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ สรุปได้ดังนี้ 1. ด าเนินการวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมของกลุ่มงานคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส านักกรรมาธิการ ๒ เพื่อน าเสนอแนวทางการเพิ่ม ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านวิชาการสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการ ในการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดิน 1.1 การวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมของกลุ่มงานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส านักกรรมาธิการ ๒ ในฐานะฝ่ายเลขานุการสนับสนุนการด าเนินงาน ของคณะกรรมาธิการในการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดิน 1.2 การน าเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านวิชาการสนับสนุนการ ด าเนินงานของคณะกรรมาธิการในการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดิน 2. ศึกษาค้นคว้าหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิ การเสนอเรื่องร้องเรียนต่อฝ่ายนิติบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของประชาชน จาก หนังสือ งานวิจัย บทความทางวิชาการ และข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ 3. ศึกษาค้นคว้าเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเอกสารสิทธิที่ดินที่เข้ามาสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน 3.1 ตรวจสอบจ านวนเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน 3.2 จ าแนกลักษณะและประเด็นของเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน 3.3 พิจารณาประเด็นของเรื่องร้องเรียนและจ าแนกลักษณะของเอกสารสิทธิที่ดิน 4. จัดท าเอกสารข้อมูลทางวิชาการในการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ ตามกฎหมายที่ดินเพื่อน าต่อคณะกรรมาธิการ ๔. บทสรุปและอภิปรายผล แนวทางการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินเพื่อสนับสนุนการ ด าเนินงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนผู้จัดท าได้ด าเนินการ ศึกษา วิเคราะห์ผลการด าเนินงานที่ผ่านมา ของกลุ่มงานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ส านักกรรมาธิการ ๒ พร้อมทั้งด าเนินการวิเคราะห์บริบทและสภาพแวดล้อมของ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส านักกรรมาธิการ ๒ ในฐานะฝ่าย เลขานุการสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการในการพิจารณาแนวทางการพิจารณาข้อ กฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินเพื่อสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนเพื่อน าผลการวิเคราะห์มาประกอบการพิจารณาเสนอ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านวิชาการสนับสนุนการด าเนินงานของ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ทั้งนี้ จากการศึกษา
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร พบว่ากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส านักกรรมาธิการ ๒ มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการในหลายด้าน เช่นความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานที่มีความสามารถและทุ่มเทในการปฏิบัติงาน ความพร้อมใน เรื่องของงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการสนับสนุนการด าเนินงานของ คณะกรรมาธิการ รวมทั้งมีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แนวนโยบายของ รัฐบาล หลักวิชาการ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิที่ดิน อยู่อย่างหลากหลาย อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน ส านักกรรมาธิการ ๒ ยังขาดการรวบรวมและจัดการองค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ประกอบกับมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ดินเข้าสู่การพิจารณา ของคณะกรรมาธิการมีเป็นจ านวนมาก ซึ่งในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ พิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงการแยกแยะและท าความเข้าใจประเด็นปัญหา การค้นคว้าบทบัญญัติ กฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แนวนโยบายของรัฐบาล หลักวิชาการ รวมทั้งแนวคิดและทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ก่อนจะน ามาประกอบการวิเคราะห์เรื่องในทุกมิติเพื่อให้ได้ผลการพิจารณาที่ ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการด าเนินการค่อนข้างมาก และต้องใช้ความรู้ความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการค้นคว้าข้อมูลประกอบการพิจารณาในแต่ละประเด็นและคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งขึ้นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 129 อาจยังขาดการ สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจำกผลกำรวิเครำะห์บริบทและ สภำพแวดล้อมของกลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ในกำรปฏิบัติงำนด้ำนวิชำกำรสนับสนุนกำรด ำเนินงำนของคณะกรรมำธิกำร ในกำรพิจำรณำเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกำรออกเอกสำรสิทธิที่ดิน ผู้จัดท ำจึงเห็นว่ำ ควรมีกำรศึกษำ วิเครำะห์ รวบรวมองค์ควำมรู้ทำงด้ำนกฎหมำย และแนวทำงกำรพิจำรณำข้อกฎหมำยเกี่ยวกับ เอกสำรสิทธิตำมกฎหมำยที่ดินเพื่อสนับสนุนกำรด ำเนินงำนของคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จึงได้ด ำเนินกำรค้นคว้ำหลักกำรและแนวคิดเกี่ยวกับกำรคุ้มครองสิทธิ ของประชำชนเกี่ยวกับสิทธิกำรเสนอเรื่องร้องเรียนต่อฝ่ำยนิติบัญญัติ กำรคุ้มครองสิทธิใน อสังหำริมทรัพย์ของประชำชนจำกหนังสือ งำนวิจัย บทควำมทำงวิชำกำร และข้อมูลจำกแหล่งข้อมูล อื่น ๆ รวมทั้งจากเว็บไซต์ของหน่วยงานเกี่ยวข้องที่สามารถเชื่อถือได้ และจัดท าแนวทางการพิจารณา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินเพื่อสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ดังนี้ 1. ขั้นตอนการวิเคราะห์แนวทางการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเอกสารสิทธิตาม กฎหมายที่ดินเพื่อสนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน 2.ขั้นตอนการจัดท าเอกสารข้อมูลทางวิชาการและข้อกฎหมายเพื่อน าต่อคณะกรรมาธิการ ประกอบการพิจารณา 3. เสนอเอกสารข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา 4. น าเสนอเอกสารข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๕. ข้อเสนอแนะ 5.1 ในการตรวจสอบข้อมูลและจัดท าแนวทางการพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับ เอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดิน ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการ ผู้รับผิดชอบจะต้องด าเนินการ อย่างละเอียดรอบคอบ และต้องน าข้อมูลของเอกชนและข้อมูลของรัฐเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ 5.2 ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคลากรซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมาธิการให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยอาจจัดให้มีการอบรมหรือด าเนิน การด้วยวิธีการอื่นเพื่อให้บุคลากรมีองค์ความรู้ทั้งด้านกฎหมายและด้านวิชาการตามบทบาทหน้าที่ที่ ต้องปฏิบัติงำนประจ ำ ซึ่งจะท ำให้ส ำนักงำนมีบุคลำกรที่มีควำมรอบรู้และควำมเชี่ยวชำญเฉพำะด้ำน สำมำรถปฏิบัติหน้ำที่ด้ำนกำรสนับสนุนข้อมูลทำงวิชำกำรให้แก่คณะกรรมำธิกำรอย่ำงมีประสิทธิภำพ ว่ำที่ร้อยตรี จีระศักดิ์ ปิติกะวงศ์ วิทยำกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกำรกฎหมำย กำรยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร มาตรการทางอาญาที่เหมาะสมส าหรับนิติบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมำยสิ่งแวดล้อมที่ก ำหนดมำตรกำรทำงอำญ ำ เพื่อควบคุมและลงโทษแก่นิติบุคคลที่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมหลำยฉบับ อำทิ พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ พระรำชบัญญัติ โรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระรำชบัญญัติกำรสำธำรณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ รวมถึงมีกำรก ำหนดมำตรกำร ต่ำง ๆ ไว้อย่ำงครอบคลุม แต่สถำนกำรณ์ปัญหำควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมจำกมลพิษที่เกิดจำกกำร ฝ่ำฝืนกฎหมำยของนิติบุคคล โดยเฉพำะโรงงำนอุตสำหกรรมยังคงมีอยู่และทวีควำมรุนแรงมำกขึ้น เรื่อย ๆ ซึ่งอำจมีสำเหตุมำจำกบทลงโทษทำงอำญำที่น ำมำใช้บังคับลงโทษแก่นิติบุคคลที่ก่อให้เกิด ควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมก ำหนดอัตรำโทษทำงอำญำไว้เบำเกินไปไม่เหมำะสมสอดคล้องกับภำวะ เศรษฐกิจในปัจจุบันและมูลค่ำควำมเสียหำยที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ประกอบกับข้อจ ำกัดของสภำพ บังคับของบทลงโทษทำงอำญำต่อนิติบุคคลมีเพียงโทษปรับ และโทษริบทรัพย์เท่ำนั้น ส่วนโทษสถำน อื่น เช่น โทษกักขัง และจ ำคุกนั้น โดยสภำพของกฎหมำยไม่เปิดช่องให้บังคับใช้กับนิติบุคคลได้ เว้น แต่จะพิสูจน์ได้ว่ำกรรมกำรหรือผู้จัดกำร หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในกำรด ำเนินงำนของนิติบุคคล นั้นมีส่วนในกำรกระท ำควำมผิดด้วย จึงเป็นผลท ำให้โรงงำนอุตสำหกรรมขนำดใหญ่หลำยแห่งซึ่งมี สภำพเป็นนิติบุคคลยังคงเลือกที่จะฝ่ำฝืนกฎหมำยและยอมเสียค่ำปรับแทนที่จะด ำเนินกำรให้ถูกต้อง เนื่องจำกกำรด ำเนินกำรป้องกันควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมตำมกฎหมำยเป็นต้นทุนที่มีค่ำใช้จ่ำยเป็น จ ำนวนเงินที่มำกกว่ำอัตรำค่ำปรับตำมกฎหมำย ซึ่งเป็นสำเหตุส ำคัญที่ท ำให้กำรบังคับใช้กฎหมำย สิ่งแวดล้อมไม่มีประสิทธิภำพเท่ำที่ควร ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๑) พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติขึ้นเพื่อปกป้อง คุ้มครองสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยมีเนื้อหำครอบคลุมด้ำนต่ำง ๆ เกี่ยวกับมลพิษ ดิน น้ ำ อำกำศ เสียง ฯลฯ ทั้งในส่วนของด้ำนนโยบำยและแผนกำรจัดกำร และระบบ กำรก ำกับดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งหมด รวมถึงมำตรกำรกำรลงโทษเพื่อควบคุมและลงโทษแก่โรงงำน อุตสำหกรรมผู้ที่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อม ๒) พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและก ำกับดูแล กำรประกอบกิจกำรโรงงำน โดยได้ก ำหนดขั้นตอนหลักเกณฑ์ต่ำง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนของกำรตั้งโรงงำน กำรด ำเนินกำรของโรงงำน รวมถึงกำรก ำกับดูแลโรงงำน เพื่อประโยชน์ในทำงเศรษฐกิจและอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม ควำมมั่นคง ควำมปลอดภัยของประเทศ หรือของสำธำรณชน กำรป้องกันเหตุเดือดร้อน ร ำคำญ กำรป้องกันควำมเสียหำยและป้องกันอันตรำยที่อำจจะเกิดแก่ประชำชนหรือ สิ่งแวดล้อม ๓) พระรำชบัญญัติกำรสำธำรณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่ำด้วย บัญญัติเพื่อคุ้มครองประชำชน ด้ ำ น สุ ข ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ก ำ ร อ น ำ มั ย สิ่ง แ ว ด ล้ อ ม ห รื อ ก ำ ร สุ ข ำ ภิ บ ำ ล สิ่ง แ ว ด ล้ อ ม ซึ่งครอบคลุมทั้งกิจกรรมและกำรกระท ำทุกอย่ำงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภำพอนำมัยและ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร สภำวะควำมเป็นอยู่ที่เหมำะสมกับกำรด ำรงชีพของประชำชน ตั้งแต่ระดับชำวบ้ำน ครัวเรือน ชุมชน ตลอดจนกิจกำรขนำดเล็ก ขนำดใหญ่ ๓ บทวิเคราะห์ จำกสถำนกำรณ์ปัญหำกำรสร้ำงมลพิษของโรงงำนอุตสำหกรรมด้วยกำรปล่อยของเสีย อันตรำย หรือสิ่งปฏิกูลออกสู่แหล่งธรรมชำติ แพร่กระจำยสู่แม่น้ ำล ำคลองหรือแพร่กระจำยในอำกำศ ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมในด้ำนต่ำง ๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและ ทรัพยำกรธรรมชำติ ท ำให้มีกำรบัญญัติกฎหมำยสิ่งแวดล้อมขึ้นบังคับใช้หลำยฉบับเพื่อแก้ไขปัญหำ สิ่งแวดล้อมดังกล่ำว พร้อมก ำหนดมำตรกำรทำงอำญำเพื่อควบคุมและลงโทษแก่นิติบุคคลผู้ก่อให้เกิด ควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อม อำทิ พระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระรำชบัญญัติกำรสำธำรณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งกฎหมำยแต่ละฉบับมีมำตรกำรและบทลงโทษทำงอำญำ ดังนี้ (๑) พระ ร ำชบัญญัติส่งเส ริมและ รักษ ำคุณภ ำพสิ่งแ วดล้อมแห่งช ำติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ถือเป็นกฎหมำยหลักที่บัญญัติขึ้นเพื่อปกป้อง คุ้มครองสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดย มีเนื้อหำครอบคลุมด้ำนต่ำง ๆ เกี่ยวกับมลพิษ ดิน น้ ำ อำกำศ เสียง ฯลฯ ทั้งในส่วนของ ด้ำนนโยบำยและแผนกำรจัดกำร และระบบกำรก ำกับดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งหมด รวมถึงมำตรกำร กำรลงโทษเพื่อควบคุมและลงโทษแก่โรงงำนอุตสำหกรรมผู้ที่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีบทก ำหนดโทษตั้งแต่มำตรำ ๙๘ ถึงมำตรำ ๑๑๑ มีอัตรำโทษจ ำคุกขั้นต่ ำไม่เกินหนึ่งเดือน และ โทษจ ำคุกขั้นสูงไม่เกินห้ำปี ส่วนโทษปรับขั้นต่ ำไม่เกินห้ำพัน และโทษปรับขั้นสูงไม่เกินห้ำแสนบำท โดยหำกเป็นกรณีบุคคลธรรมดำกระท ำควำมผิดก็สำมำรถรับโทษทำงอำญำได้ทั้งสองสถำนตำมที่ได้ กล่ำวมำข้ำงต้น แต่หำกเป็นกรณีนิติบุคคลเป็นผู้กระท ำควำมผิดแล้ว โทษทำงอำญำที่จะสำมำรถ ลงโทษแก่นิติบุคคลได้มีเพียงโทษปรับเท่ำนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ำกรรมกำรหรือผู้จัดกำร หรือบุคคล ใดซึ่งรับผิดชอบในกำรด ำเนินงำนของนิติบุคคลนั้นมีส่วนในกำรกระท ำควำมผิดด้วย (๒) พระ ร ำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ . ๒๕๓๕ เป็นกฎหมำยที่บัญญัติขึ้น เพื่อกำรควบคุมและก ำกับดูแลกำรประกอบกิจกำรโรงงำน โดยได้ก ำหนดขั้นตอนหลักเกณฑ์ต่ำง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนของกำรตั้งโรงงำน กำรด ำเนินกำรของโรงงำน รวมถึงกำรก ำกับดูแลโรงงำน เพื่อ ประโยชน์ในทำงเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควำมมั่นคง ควำมปลอดภัยของประเทศ หรือของ สำธำรณชน กำรป้องกันเหตุเดือดร้อน ร ำคำญ กำรป้องกันควำมเสียหำยและป้องกันอันตรำยที่ อำจจะเกิดแก่ประชำชนหรือ สิ่งแวดล้อม โดยมีบทก ำหนดโทษตั้งแต่มำตรำ ๔๕ ถึงมำตรำ ๖๕ มี อัตรำโทษจ ำคุกขั้นต่ ำไม่เกินหนึ่งเดือน และโทษจ ำคุกขั้นสูงไม่เกินห้ำปี ส่วนโทษปรับขั้นต่ ำไม่เกินห้ำ พัน และโทษปรับขั้นสูงไม่เกินห้ำแสนบำท โดยหำกเป็นกรณีบุคคลธรรมดำกระท ำควำมผิดก็สำมำรถ รับโทษทำงอำญำได้ทั้งสองสถำนตำมที่ได้กล่ำวมำข้ำงต้น แต่หำกเป็นกรณีนิติบุคคลเป็นผู้กระท ำ ควำมผิดแล้ว โทษทำงอำญำที่จะสำมำรถลงโทษแก่นิติบุคคลได้มีเพียงโทษปรับเท่ำนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ ได้ว่ำกรรมกำรหรือผู้จัดกำร หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในกำรด ำเนินงำนของนิติบุคคลนั้นมีส่วนในกำร กระท ำควำมผิดด้วย
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๗๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร (๓) พระรำชบัญญัติกำรสำธำรณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นกฎหมำยที่บัญญัติ เพื่อคุ้มครองประชำชนด้ำนสุขลักษณะและกำรอนำมัย สิ่งแวดล้อม หรือกำรสุขำภิบำลสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ครอบคลุมทั้งกิจกรรมและกำรกระท ำทุกอย่ำงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภำพอนำมัยและ สภำวะควำมเป็นอยู่ที่เหมำะสมกับกำรด ำรงชีพของประชำชน ตั้งแต่ระดับชำวบ้ำน ครัวเรือน ชุมชน ตลอดจนกิจกำรขนำดเล็ก ขนำดใหญ่ รวม ๑๒๕ ประเภท โดยให้อ ำนำจแก่รำชกำรส่วนท้องถิ่นใน กำรออกข้อก ำหนดท้องถิ่นใช้บังคับในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ และให้อ ำนำจเจ้ำพนักงำนท้องถิ่นในกำร ควบคุมดูแล โดยกำรออกค ำสั่งให้ปรับปรุง แก้ไขกำรอนุญำต หรือไม่อนุญำต กำรสั่งพักใช้ หรือเพิก ถอนใบอนุญำต รวมทั้งกำรเปรียบเทียบคดีเพื่อให้เป็นไปตำมที่กฎหมำยก ำหนด โดยพระรำชบัญญัติ ฉบับนี้มีบทก ำหนดโทษตั้งแต่มำตรำ ๖๘ ถึงมำตรำ ๘๕ มีอัตรำโทษขั้นสูงสุด คือ จ ำคุกไม่เกินหนึ่ง เดือน และโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบำท หรือทั้งจ ำทั้งปรับ ซึ่งทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดำ หำก กระท ำควำมผิดตำมกฎหมำยพระรำชบัญญัติฉบับนี้จะได้รับโทษในอัตรำเดียวกัน แต่ในประเทศที่พัฒนำแล้วหลำยประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส และมลรัฐ นิวเซำท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกำ จะมีกำรบัญญัติกฎหมำย โดยก ำหนดมำตรกำรหรือบทลงโทษทำงอำญ ำแก่นิติบุคคลที่ก่อให้เกิดคว ำมเสียห ำย ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่ำงบรรลุวัตถุประสงค์ของกำรลงโทษ โดยมีรำยละเอียด ดังนี้ ในกรณีประเทศ ฝ รั่ง เ ศ ส จ ะ มี ก ำ ร บั ญ ญั ติ กฎห ม ำ ยก ำห น ดโทษ อั ต ร ำ ค่ ำป รั บ ข อง ร ะ ห ว่ ำง นิ ติบุ ค ค ล กับบุคคลธรรมดำแยกจำกกันอย่ำงชัดเจน โดยก ำหนดโทษอัตรำค่ำปรับส ำหรับนิติบุคคลไว้ สูงเป็น ๕ เท่ ำของโทษอัต ร ำค่ ำป รับส ำห รับบุคคล ธ ร รมด ำในค ว ำมผิด ฐ ำนเดียวกัน เพื่อควำมเหมำะสมตำมฐำนะทำงเศรษฐกิจของผู้กระท ำควำมผิด และเพื่อให้ผู้กระท ำควำมผิดได้รับ ผลร้ำยจำกกำรกระท ำควำมผิดนั้น (กนกวรรณ วงศ์กวี, ๒๕๕๓, น. ๕๖-๕๘) ส่วนมลรัฐนิวเซำท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย มีกำรบัญญัติกฎหมำยลงโทษทำงอำญำ แก่นิติบุคคลที่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมตำมหลัก carrot and stick กล่ำวคือ กำรให้ ค ำแนะน ำหรือค ำตักเตือนของพนักงำนเจ้ำหน้ำที่แก่นิติบุคคลหรือผู้ประกอบกำรปฏิบัติตำมกฎหมำย เปรียบเสมือนกับพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ให้ “carrot” แต่หำกปรำกฏว่ำนิติบุคคลหรือผู้ประกอบกำรฝ่ำ ฝืนกฎหมำย ไม่เชื่อฟังค ำแนะน ำหรือค ำตักเตือนของพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ นิติบุคคลหรือผู้ประกอบกำร นั้นก็จะต้องได้รับบทลงโทษรำคำแพงซึ่งเปรียบเสมือนกับ “stick” โดยบทลงโทษที่หนักและเฉียบ ขำดจะเหมือนกับ “big stick” นอกจำกนี้ บทลงโทษทำงอำญำในคดีสิ่งแวดล้อมส ำหรับนิติบุคคลจะ มีอัตรำโทษที่รุนแรงกว่ำบุคคลธรรมดำมำก โทษอัตรำค่ำปรับส ำหรับนิติบุคคลไม่เกินหนึ่งล้ำนเหรียญ และหำกเป็นบุคคลธรรมดำจะมีโทษอัตรำค่ำปรับไม่เกินหนึ่งแสนห้ำหมื่นเหรียญ หรือจ ำคุกไม่เกินเจ็ด ปี หรือทั้งจ ำทั้งปรับ ท ำให้นิติบุคคลหรือผู้ประกอบกำรเกรงกลัวต่อกฎหมำยเพรำะเห็นว่ำกำรไม่ ปฏิบัติตำมกฎหมำยนั้น “แพง” กว่ำกำรปฏิบัติตำมกฎหมำย (นฤมล เสกธีระ, ๒๕๕๘, น. ๕๙) นอกจำกโทษปรับแล้ว ในบำงประเทศยังมีกำรก ำหนดมำตรกำรอื่นมำปรับใช้กับนิติ บุคคลที่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมตำมควำมเหมำะสม เพื่อให้ผู้เสียหำยรวมถึง ท รัพย ำก ร ธ ร รมช ำติแล ะสิ่งแ วดล้อมที่ได้ รับผลก ร ะทบจ ำกก ำ รก ระท ำค ว ำมผิดของ นิติบุคคลให้ได้รับกำรเยียวยำ แก้ไข ฟื้นฟู ได้แก่ มำตรกำรคุมประพฤตินิติบุคคล ซึ่งเดิม
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร เป็นมำตรกำรที่บังคับใช้กับบุคคลธรรมดำเท่ำนั้น แต่ในสหรัฐอเมริกำได้น ำมำตรกำรดังกล่ำวมำ พัฒนำและปรับใช้กับนิติบุคคล เช่น กำรให้ท ำงำนบริกำรสังคม กำรก ำหนดภำระหน้ำที่ที่ส ำคัญต่อ ชุมชนหรือสังคม กำรให้บริจำคเงินแก่องค์กรที่ต้องกำร กำรก ำหนดให้มีกำรจัดโครงสร้ำง ในกำรบริหำรงำนนิติบุคคลใหม่ เพื่อปรับนโยบำยและระบบกำรบริหำรใหม่ไม่ให้เกิดกำรกระท ำ ควำมผิดซ้ ำอีก เป็นต้น (กนกวรรณ วงศ์กวี, ๒๕๕๓, น. ๗๖-๙๔) เมื่อพิจำรณำอัตรำโทษทำงอำญำของกฎหมำยสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ทั้งสำมฉบับ เปรียบเทียบกับอัตรำโทษทำงอำญำของกฎหมำยสิ่งแวดล้อมของต่ำงประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส มลรัฐนิวเซำท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกำ จะเห็นได้ว่ำส ำหรับกรณีกฎหมำยสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดำหำก กระท ำควำมผิดก็จะได้รับโทษทำงอำญำในอัตรำเดียวกัน ซึ่งเป็นอัตรำโทษทำงอำญำ ที่ต่ ำมำกส ำหรับนิติบุคคลที่เป็นโรงงำนอุตสำหกรรมขนำดใหญ่และมีฐำนะกำรเงินที่มั่นคง ไม่สอดคล้องกับภำวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น จึงไม่อำจข่มขู่ ยับยั้ง หรือป้องปรำมให้ผู้กระท ำคว ำมผิดเกิดคว ำมเกรงกลัว หรือหลำบจ ำได้ ท ำให้ กำรบังคับใช้กฎหมำยสิ่งแวดล้อมไม่มีประสิทธิภำพเท่ำที่ควร แต่ในต่ำงประเทศตัวอย่ำงข้ำงต้นได้มี กำรแก้ไขปัญหำกำรฝ่ำฝืนกฎหมำยสิ่งแวดล้อมด้วยกำรบัญญัติกฎหมำยก ำหนดมำตรกำรหรือ บทลงโทษทำงอำญำที่ค ำนึงถึงควำมเหมำะสมของฐำนะทำงเศรษฐกิจของระหว่ำงผู้กระท ำควำมผิดที่ เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดำ รวมทั้งกำรพิจำรณำบทลงโทษที่มีรำคำแพงส ำหรับนิติบุคคล นอกจำกกำรก ำหนดอัตรำค่ำปรับส ำหรับนิติบุคคลที่มีฐำนะทำงกำรเงินสูงกว่ำบุคคลธรรมดำให้มี ควำมเหมำะสมแล้ว ยังมีกำรก ำหนดมำตรกำรอื่น มำปรับใช้ลงโทษแก่นิติบุคคลเพื่อประโยชน์ในกำร แก้ไข ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและท ำประโยชน์แก่สังคมด้วย ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ำกำรก ำหนดบทลงโทษทำง กฎหมำยสิ่งแวดล้อมที่เหมำะสมต่อนิติบุคคลจะมีผลให้นิติบุคคลผู้กระท ำควำมผิดได้รับผลร้ำยจำก กำรกระท ำควำมผิดนั้น และเป็นกำรยับยั้ง ป้องปรำมกำรกระท ำควำมผิดของนิติบุคคลที่มีฐำนะทำง กำรเงินสูงกว่ำบุคคลธรรมดำ อันจะท ำให้นิติบุคคลเกิดควำมเกรงกลัวต่อกฎหมำยแม้ว่ำนิติบุคคลนั้น จะมีฐำนะทำงกำรเงินที่มั่นคงก็ตำม ๔. บทสรุปและอภิปรายผล จำกสถ ำนกำรณ์ปัญห ำคว ำมเสียห ำยต่อสิ่งแวดล้อมจำกมลพิษที่เกิดจำก กำรฝ่ำฝืนกฎหมำยของนิติบุคคลที่มีอยู่ในปัจจุบัน เมื่อพิจำรณำจำกอัตรำโทษทำงอำญำ ของกฎหมำยสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยทั้งสำมฉบับ จะเห็นได้ว่ำกฎหมำยสิ่งแวดล้อมของประเทศ ไท ย ทั้งนิ ติบุ คคล แล ะบุ คคล ธ ร ร มด ำห ำก ก ร ะท ำค ว ำมผิดก็ จ ะไ ด้ รับโทษท ำงอ ำญ ำ ในอัตรำเดียวกัน ซึ่งเป็นอัตรำโทษทำงอำญำที่ต่ ำมำกส ำหรับนิติบุคคลที่เป็นโรงงำนอุตสำหกรรม ขน ำดใหญ่และมีฐ ำนะกำรเงินที่มั่นคง ไม่สอดคล้องกับภำวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและ ควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ท ำให้โรงงำนอุตสำหกรรมขนำดใหญ่หลำยแห่งซึ่งมีสภำพเป็น นิติบุคคลยังคงเลือกที่จะฝ่ำฝืนกฎหมำยและยอมเสียค่ำปรับแทนที่จะด ำเนินกำรให้ถูกต้อง ซึ่ง แตกต่ำงกับในต่ำงประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส มลรัฐนิวเซำท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ประเทศสหรัฐอเมริกำ ที่ได้มีกำรแก้ไขปัญหำกำรฝ่ำฝืนกฎหมำยสิ่งแวดล้อมด้วยกำรบัญญัติกฎหมำย ก ำหนดมำตรกำรหรือบทลงโทษทำงอำญำที่ค ำนึงถึงควำมเหมำะสมของฐำนะทำงเศรษฐกิจของ ระหว่ำงผู้กระท ำควำมผิดที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดำ อีกทั้งยังมีกำรก ำหนดมำตรกำรอื่น นอกจำกโทษปรับ มำปรับใช้ลงโทษแก่นิติบุคคลเพื่อประโยชน์ในกำรแก้ไข ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและท ำ ประโยชน์แก่สังคมอีกด้วย ดังนั้น กฎหมำยสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจึงควรมีกำรก ำหนดโทษอัตรำ ค่ำปรับที่เหมำะสมส ำหรับนิติบุคคลที่มีฐำนะทำงกำรเงินสูงกว่ำบุคคลธรรมดำ รวมถึงมีกำรก ำหนด มำตรกำรอื่นนอกจำกโทษปรับ มำปรับใช้ลงโทษแก่นิติบุคคลเพื่อประโยชน์ในกำรแก้ไข ฟื้นฟู สิ่งแวดล้อมและท ำประโยชน์แก่สังคม เพื่อเป็นกำรยับยั้งและป้องปรำมกำรกระท ำควำมผิดของนิติ บุคคลได้ตำมวัตถุประสงค์ของกฎหมำย ๕. ข้อเสนอแนะ ๕.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย ๑) สภำผู้แทนรำษฎรควรมีนโยบำยที่มุ่งเน้นให้ควำมส ำคัญในกำรผลักดัน กฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับกำรแก้ไขปัญหำสิ่งแวดล้อม ๒) สภำผู้แทนรำษฎรควรมีกำรมอบหมำยคณะกรรมำธิกำรที่เกี่ยวข้องพิจำรณำ ศึกษำมำตรกำรทำงอำญำที่เหมำะสมส ำหรับนิติบุคคลที่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อสิ่งแวดล้อม และ ปัญหำอุปสรรคในกำรบังคับใช้กฎหมำยสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ๕.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ๑) หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องควรมีกำรพิจำรณำประเด็นกำรแยกอัตรำโทษ ทำงอำญำระหว่ำงนิติบุคคลและบุคคลธรรมดำออกจำกกันอย่ำงชัดเจน โดยพิจำรณำปรับเปลี่ยน อัตรำโทษให้มีควำมเหมำะสมกับฐำนะทำงเศรษฐกิจของผู้กระท ำควำมผิด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของกำรลงโทษทำงอำญำ ๒) หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องควรมีกำรพิจำรณำปรับเปลี่ยนอัตรำโทษทำงอำญำ ส ำหรับผู้กระท ำควำมผิดกฎหมำยสิ่งแวดล้อมให้เหมำะสมกับยุคสมัยและภำวะเศรษฐกิจ เพื่อให้นิติบุคคลที่กระท ำควำมผิดได้รับผลร้ำยจำกกำรฝ่ำฝืนกฎหมำย และเกิดควำมเกรงกลัว ที่จะกระท ำควำมผิดซ้ ำอีก พร้อมกับก ำชับให้เจ้ำหน้ำที่ผู้มีหน้ำที่รับผิดชอบด ำเนินกำรบังคับใช้ กฎหมำยอย่ำงเคร่งครัดเคร่งครัดด้วย นำงสำวฐิตำภำ ตันติปำลกุล นิติกรช ำนำญกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกิจกำรสภำผู้แทนรำษฎร กรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร การวิเคราะห์พระราชบัญญัติการพัฒนาการก ากับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา “รัฐวิสำหกิจ” ในประเทศไทยถือเป็นเครื่องมือในกำรด ำเนินธุรกิจแทนรัฐ โดยถูกจัดตั้ง ขึ้นมำหลำกหลำยรูปแบบภำยใต้วัตถุประสงค์และเป้ำหมำยในกำรด ำเนินภำรกิจที่แตกต่ำงกัน ในกำร จัดตั้งหน่วยงำนที่เป็นสำธำรณูปโภคขั้นพื้นฐำนและส่งผลต่อควำมมั่นคงของประเทศในทำงด้ำน อุตสำหกรรมและพำณิชยกรรมเพื่อตอบสนองและให้บริกำรสำธำรณะที่จ ำเป็นต่อกำรด ำรงชีวิตของ ประชำชนให้เพียงพอ รวมทั้งด้ำนกำรให้บริกำรกับประชำชนที่ภำคเอกชนยังไม่มีควำมพร้อมใน ทำงด้ำนเงินทุนและควำมสำมำรถในกำรจัดกำร นอกเหนือจำกภำรกิจในกำรจัดให้มีบริกำรสำธำรณะ ต่อประชำชนแล้ว รัฐวิสำหกิจยังต้องบริหำรจัดกำรองค์กรให้มีรำยได้เพียงพอในกำรด ำเนินกิจกำรของ องค์กรต่อไปได้ ซึ่งส่งผลให้รัฐวิสำหกิจต้องมีกำรหำรำยได้ในกำรด ำเนินกำรจำกภำรกิจด้ำนอื่น ๆ ซึ่งในกำรขับเคลื่อนกำรท ำหน้ำที่ของรัฐวิสำหกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภำพจะต้องให้ ควำมส ำคัญกับบุคลำกรรัฐวิสำหกิจในทุกระดับซึ่งคณะรัฐมนตรีในครำวประชุมเมื่อวันที่ ๖ กุมภำพันธ์ ๒๕๔๔๘ ได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทำงกำรก ำกับดูแลที่ดีตำมที่กระทรวงกำรคลังเสนอ มี เป้ำหมำยให้บุคลำกรรัฐวิสำหกิจโดยเริ่มต้นจำกกรรมกำรรัฐวิสำหกิจมีกำรบริหำรจัดกำรและก ำกับ ดูแลที่ดีในรัฐวิสำหกิจมุ่งหวังให้กำรปฏิบัติงำนของรัฐวิสำหกิจเป็นไปอย่ำงโปร่งใสและมีมำตรฐำนกำร ปฏิบัติที่เป็นสำกลเพิ่มควำมน่ำเชื่อถือให้กับสำธำรณชน สร้ำงควำมมั่นใจในกำรลงทุน และมีควำม พร้อมที่จะแข่งขันได้ตำมสถำนกำรณ์ตลำด กำรปฏิบัติหน้ำที่ของคณะกรรมกำรรัฐวิสำหกิจจึงต้อง ครอบคลุมภำรกิจในทำงด้ำนงำนของรัฐต่อควำมมั่นคงและกำรพัฒนำเศรษฐกิจของประเทศ หรือกำร ด ำเนินกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อคุณภำพชีวิตของประชำชนที่รัฐยังจ ำเป็นต้องควบคุมและด ำเนินกำร แต่ผู้เดียวโดยมีวัตถุประสงค์ในกำรจัดตั้งเพื่อแสวงหำรำยได้และมีเป้ำหมำยไม่มุ่งแสวงหำก ำไรสูงสุด ตลอดจนกำรจัดท ำแผนยุทธศำสตร์ให้มีควำมชัดเจนและโปร่งใส รวมทั้งให้มีกำรเปิดเผยข้อมูล กำร ประเมินผลกำรด ำเนินงำน และกำรก ำหนดกระบวนกำรสรรหำบุคคลในกำรแต่งตั้งเป็นกรรมกำร รัฐวิสำหกิจ ซึ่งเป็นบุคคลที่มุ่งเน้นประสบกำรณ์ ควำมเชี่ยวชำญ และมีควำมรู้ควำมสำมำรถที่จ ำเป็น ในกำรด ำเนินงำนของรัฐวิสำหกิจ อันจะส่งผลให้เกิดบริกำรและคุณภำพที่ดีต่อประชำชน และเป็นกำร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่ำงมีประสิทธิภำพ ท ำให้เกิดกำรพัฒนำประเทศอย่ำงยั่งยืน อย่ำงไรก็ตำม ปัญหำที ่ผ ่ำนมำของรัฐวิสำหกิจไทยเกิดปัญหำขำดทุนจำกกำรด ำเนิน กิจกำร อันเนื่องมำจำกนักกำรเมืองมักใช้อ ำนำจในต ำแหน่งกรรมกำรรัฐวิสำหกิจให้เกิดประโยชน์ ตอบแทนแก ่กลุ ่มคนที ่เป็นพวกพ้องหรือแต ่งตั้งบุคคลของตนเพื ่อหำประโยชน์หรือต้องกำรใช้ รัฐวิสำหกิจเป็นเครื่องมือหำเสียงเพื่อประโยชน์ทำงกำรเมือง เช่น ประกำศลดอัตรำค่ำโดยสำร ให้ ๘ หนังสือส ำนักเลขำธิกำรคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๒๐๕/๑๕๓๔ ลงวันที่ ๑๖ กุมภำพันธ์ ๒๕๔๔ เรื่อง หลักเกณฑ์ และแนวทำงกำรก ำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสำหกิจ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๓ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร สินเชื ่ออัตรำดอกเบี้ยต่ ำ ล็อกสเปคกำรจัดซื้อจัดจ้ำงเพื ่อให้ประโยชน์บริษัทที ่ใกล้ชิด ๙ ท ำกันมำ ต่อเนื่อง จนรัฐวิสำหกิจไม่สำมำรถท ำหน้ำที่เพื่อประชำชนตำมวัตถุประสงค์ในกำรจัดตั้ง จนส่งผล กระทบต่อประชำชนและกำรลงทุนของประเทศ ซึ่งกำรแก้ไขปัญหำรัฐวิสำหกิจดังกล่ำวนั้น จะต้อง เริ่มที่บุคคลรัฐวิสำหกิจในทุกระดับ ในกำรจัดวำงระบบเพื่อให้บุคคลที่มีควำมรู้ควำมสำมำรถเข้ำมำ ท ำงำนในรัฐวิสำหกิจเพื ่อให้รัฐวิสำหกิจเป็นองค์กรที ่ท ำงำนอย ่ำงมืออำชีพ ทั้งในระดับ คณะกรรมกำรที่จะมีหน้ำที่และอ ำนำจในกำรก ำกับดูแลธุรกิจและบริหำรและบุคคลำกรรัฐวิสำหกิจ มีระบบกำรสรรหำและแต่งตั้งกรรมกำรเพื่อลดกำรแทรกแซงของนักกำรเมือง ทั้งในระดับนโยบำย และในกำรส่งคนของตนเข้ำไปบริหำรเข้ำไปเป็นกรรมกำรเพื่อหำประโยชน์ หลักกำรและแนวทำงกำรก ำกับดูแลกิจกำรในกำรสร้ำงคุณค่ำให้กิจกำรอย่ำงยั่งยืน นอกจำกกำรสร้ำงควำมเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ซึ่งคณะกรรมกำรควรมีกำรก ำกับดูแลกิจกำรให้น ำไปสู่ผล (Governance Outcome) อย่ำงน้อย ดังต่อไปนี้ ๑) สำมำรถแข่งขันได้และมีผลประกอบกำรที่ดีโดยค ำนึงถึงผลกระทบในระยะยำว (Competitiveness and Performance with Long-term Perspective) ๒) ประกอบธุรกิจอย่ำงมีจริยธรรม เคำรพสิทธิและมีควำมรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและผู้มี ส่วนได้เสีย (Ethical and Responsible Business) ๓) เป็นประโยชน์ต่อสังคม และพัฒนำหรือลดผลกระทบด้ำนลบต่อสิ่งแวดล้อม (Good Corporate Citizenship) ๔) สำมำรถปรับตัวได้ภำยใต้ปัจจัยกำรเปลี่ยนแปลง (Corporate Resilience) คณะรัฐมนตรีในครำวประชุมเมื่อวันที่ ๒๖ มีนำคม ๒๕๖๒๑๐ ได้มีมติเห็นชอบร่ำงหลักกำร และแนวทำงกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำกิจ พ.ศ. .... เพื่อใช้แทนหลักกำรและแนวทำงก ำกับ ดูแลที่ดีในรัฐวิสำหกิจ ปี ๒๕๕๒ โดยให้รัฐวิสำหกิจรวมถึงรัฐวิสำหกิจที่ได้รับกำรยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติ ตำมกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสำหกิจเป็นกำรทั่วไป น ำหลักกำร และแนวทำงกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ ไปปฏิบัติและน ำไปใช้กับบริษัทย่อย ของรัฐวิสำหกิจด้วย และมอบหมำยให้ส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ (สคร.) ก ำหนด แนวทำงปฏิบัติส ำหรับหลักกำรและแนวทำงกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยส ำนักงำน คณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ (สคร.) ได้ก ำหนดหลักกำรและแนวทำงกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีใน รัฐวิสำหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ และแนวทำงปฏิบัติ สำมำรถน ำไปปรับใช้ตำมควำมเหมำะสมในกำรบริหำรจัดกำร ด้ำน กฎหมำยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของรัฐวิสำหกิจแต่ละแห่ง แบ่งเป็น ๙ หมวด ดังนี้ ๙ บัณฑิต นิจถำวร, เราจะท าให้ “รัฐวิสาหกิจ” ดีขึ้นได้อย่างไร, สืบค้นเมื่อ ๘ พฤษภำคม ๒๕๖๖, จำก https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/123301 ๑๐ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ, การก ากับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ, สืบค้นเมื่อ ๘ พฤษภำคม ๒๕๖๖, จำก https://www.sepo.go.th/content/67
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๔ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร หมวด ๑ บทบำทของภำครัฐ หมวด ๒ สิทธิและควำมเท่ำเทียมกันของผู้ถือหุ้น หมวด ๓ คณะกรรมกำร หมวด ๔ บทบำทของผู้มีส่วนได้เสีย หมวด ๕ ควำมยั่งยืนและนวัตกรรม หมวด ๖ กำรเปิดเผยข้อมูล หมวด ๗ กำรบริหำรควำมเสี่ยงและกำรควบคุมภำยใน หมวด ๘ จรรยำบรรณ หมวด ๙ กำรติดตำมผลกำรด ำเนินงำน รัฐวิสำหกิจจึงถือเป็นเครื่องมือส ำคัญในกำรขับเคลื่อนด้ำนเศรษฐกิจและกำรลงทุน ของประเทศ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริกำรสำธำรณะด้ำนต่ำง ๆ แก่ประชำชน ผลักดันกำรพัฒนำเศรษฐกิจ ของประเทศและสร้ำงรำยได้ให้แก่รัฐ ดังนั้น ภำครัฐจ ำเป็นต้องมีกำรปฏิรูป กำรก ำกับดูแลและบริหำร รัฐวิสำหกิจ เพื่อให้มีกำรด ำเนินงำนอย่ำงมีประสิทธิภำพ สำมำรถบรรลุผลตำมวัตถุประสงค์ในกำร จัดตั้งและเหมำะสมกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สอดคล้องกับมำตรกำรที่ ได้รับกำรยอมรับในระดับสำกล ในกำรนี้ กำรก ำหนดบทบำท หน้ำที่ และควำมรับผิดชอบของ คณะกรรมกำรรัฐวิสำหกิจจึงมีบทบำทส ำคัญอย่ำงยิ่ง กำรก ำหนดบทบำทและหน้ำที่ให้มีควำมโปร่งใส และชัดเจน ตลอดจนให้มีกำรจัดท ำแผนยุทธศำสตร์ของรัฐวิสำหกิจในกำรจัดท ำนโยบำยของภำครัฐ ให้มีควำมชัดเจนและโปร่งใส มีกำรเปิดเผยข้อมูล กำรประเมินผลกำรด ำเนินงำน และกำรก ำหนด กระบวนกำรสรรหำบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมกำรรัฐวิสำหกิจมุ่งเน้นประสบกำรณ์และมีควำมรู้ ควำมสำมำรถ ทักษะที่จ ำเป็นต่อกำรด ำเนินงำนของรัฐวิสำหกิจ ซึ่งจะส่งผลให้กำรท ำงำนมี ประสิทธิภำพเอื้อประโยชน์ต่อประชำชนและกำรขับเคลื่อนทำงเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดกำรพัฒนำ ประเทศอย่ำงยั่งยืน จำกปัญหำและควำมส ำคัญดังกล่ำวจึงมีกำรศึกษำและวิเครำะห์พระรำชบัญญัติกำร พัฒนำกำรก ำกับดูแลและบริหำรจัดกำรรัฐวิสำหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ถือเป็นเครื่องมือส ำคัญในกำร ก ำกับดูแลและบริหำรรัฐวิสำหกิจ ตลอดจนกำรพัฒนำระบบกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีของรัฐวิสำหกิจ ไทยไว้อย่ำงเป็นระบบในบทบำทหน้ำที่และอ ำนำจของคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจจะมีกำร ครอบคลุมถึงกำรด ำเนินงำนของรัฐวิสำหกิจอย่ำงไรบ้ำง และกระบวนกำรสรรหำบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็น กรรมกำรรัฐวิสำหกิจ เพื่อเป็นแนวทำงในกำรด ำเนินงำนของคณะกรรมำธิกำรกิจกำรศำล องค์กร อิสระ องค์กรอัยกำร รัฐวิสำหกิจ องค์กำรมหำชน และกองทุน สภำผู้แทนรำษฎร ชุดที่ ๒๖ และเป็น แนวทำงในกำรเสนอควำมเห็นเพื่อประกอบกำรพิจำรณำของเจ้ำหน้ำที่กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำร กิจกำรศำล องค์กรอิสระ องค์กรอัยกำร รัฐวิสำหกิจ องค์กำรมหำชน และกองทุน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๕ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ๒.๑ สาระส าคัญของพระราชบัญญัติการพัฒนาการก ากับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ ๑) นโยบำยและกำรก ำกับดูแลรัฐวิสำหกิจ (มำตรำ ๕) ก ำหนดวัตถุประสงค์ในกำรพัฒนำก ำกับดูแลและบริหำรรัฐวิสำหกิจ โดยมี แนวทำง ดังต่อไปนี้ (๑) ให้มีคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจท ำหน้ำที่ก ำหนดเป้ำหมำย นโยบำย และทิศทำงในกำรพัฒนำรัฐวิสำหกิจในภำพรวมทั้งระบบ โดยสอดคล้องกับแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ (๒) ส่งเสริมให้มีกำรด ำเนินกิจกำรอย่ำงมีประสิทธิภำพ โปร่งใส สอดคล้องกับ หลักกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดี และกำรประเมินผลกำรด ำเนินกิจกำรอย่ำงต่อเนื่อง (๓) ให้มีกลไกสนับสนุนกำรคัดเลือกและกำรปฏิบัติงำนของกรรมกำรรัฐวิสำหกิจ เป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ (๔) ให้มีกำรก ำกับดูแลรัฐวิสำหกิจในเชิงรุกอย่ำงมีประสิทธิภำพโดยค ำนึงถึง ทิศทำงของเศรษฐกิจของประเทศ แผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง และแนวปฏิบัติที่ใช้ บังคับกับรัฐวิสำหกิจนั้น ๒) กำรจัดตั้ง หน้ำที่และอ ำนำจของคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ (มำตรำ ๖ และ มำตรำ ๑๐) ก ำหนดให้มีกำรจัดตั้งคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ หรือ “คนร.” โดยมี นำยกรัฐมนตรีเป็นประธำนกรรมกำร รองนำยกรัฐมนตรีซึ่งนำยกรัฐมนตรีมอบหมำยคนหนึ่ง เป็นรอง ประธำนกรรมกำร กรรมกำรโดยต ำแหน่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงกำรคลัง รัฐมนตรีอื่น ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจ ำนวน ๒ คน ปลัดกระทรวงกำรคลัง เลขำธิกำรคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ เลขำธิกำรสภำพัฒนำกำรเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ และผู้อ ำนวยกำรส ำนักงบประมำณ กรรมกำร ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจ ำนวน๕ คน และให้ผู้อ ำนวยกำรส ำนักงำคณะกรรมกำรนโยบำย รัฐวิสำหกิจ เป็นกรรมกำรและผู้ช่วยเลขำนุกำร (มำตรำ ๖) และก ำหนดให้ คนร. มีหน้ำที่และอ ำนำจ (มำตรำ ๑๐) ในกำรจัดท ำแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจและให้ค ำปรึกษำเกี่ยวกับนโยบำยและแนวทำงกำร ก ำกับดูแลและบริหำรรัฐวิสำหกิจต่อคณะรัฐมนตรี กำรแต่งตั้งกรรมกำร กำรประเมินผล กำรลงทุน รวมถึงกำรก ำหนดหลักเกณฑ์ แนวทำงและมำตรกำรในกำรแก้ไขปัญหำที่เกี่ยวกับกำรปฏิบัติ ๓) หน้ำที่และอ ำนำจของส ำนักงำนของคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ (สคร.) (มำตรำ ๑๘) ก ำหนดให้ สคร. มีหน้ำที่และอ ำนำจก ำกับดูแลรัฐวิสำหกิจและรับผิดชอบเกี่ยวกับ กิจกำรทั่วไปของ คนร. ในกำรศึกษำ ตรวจสอบ และวิเครำะห์ผลกำรด ำเนินงำน สถำนะทำงกำรเงิน และภำรกิจของรัฐวิสำหกิจ ตลอดจนติดตำมและจัดท ำผลกำรด ำเนินกำรตำมแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ ของรัฐวิสำหกิจ
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๖ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๔) แผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ (มำตรำ ๒๒) ก ำหนดให้ คนร. จัดท ำแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ โดยมีระยะเวลำ ๕ ปี เสนอต่อ คณะรัฐมนตรี เพื่อก ำหนด เป้ำหมำย นโยบำย และทิศทำงในกำรพัฒนำรัฐวิสำหกิจให้สอดคล้องกับ แนวนโยบำยแห่งรัฐตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย ยุทธศำสตร์ชำติ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชำติ และแผนพัฒนำประเทศในด้ำนต่ำง ๆ โดยอย่ำงน้อยให้ค ำนึงถึงหลักวินัยกำรเงินกำร คลังของประเทศ ภำรกิจของรัฐวิสำหกิจในบริบทที่เปลี่ยนแปลง และบทบำทหน้ำที่ของรัฐวิสำหกิจที่ มีต่อกำรพัฒนำประเทศ เสนอแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจที่จัดท ำต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจำรณำให้ควำม เห็นชอบ และประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำต่อไป (มำตรำ ๒๔) ๕) แผนวิสำหกิจและแผนปฏิบัติกำรประจ ำปี (มำตรำ ๒๕) ก ำหนดให้รัฐวิสำหกิจจัดท ำแผนวิสำหกิจจัดท ำแผนวิสำหกิจ โดยมีกรอบ ระยะเวลำ ๕ ปี และแผนปฏิบัติกำรประจ ำปี สอดคล้องกับแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ เสนอต่อ สคร. และให้ สคร. รำยงำนผลกำรปฏิบัติตำมแผนปฏิบัติกำรประจ ำปีของรัฐวิสำหกิจเสนอต่อ คนร. ๖) มำตรกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจ (มำตรำ ๓๓) ก ำหนดให้มีแนวทำงกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจโดยปฏิบัติตำม กฎหมำย ข้อบังคับ และแนวปฏิบัติที่ใช้บังคับกับรัฐวิสำหกิจนั้น รวมทั้งก ำหนดเป้ำหมำยของกิจกำร และกำรประเมินผลกำรด ำเนินงำนของกิจกำร เพื่อให้รัฐวิสำหกิจด ำเนินงำนด้วยควำมรับผิดชอบ โปร่งใส และบรรลุวัตถุประสงค์ในกำรจัดตั้ง สำมำรถด ำเนินงำนตำมควำมรับผิดชอบ มีกำรเปิดเผย ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส รวมถึงกระบวนกำรในกำรสรรหำและแต่งตั้งบุคลำกรที่มี ประสบกำรณ์ ทักษะ ควำมเชี่ยวชำญ และควำมรู้ควำมสำมำรถที่จ ำเป็นต่อกำรด ำเนินงำนของ รัฐวิสำหกิจ และด ำเนินกำรตำมแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจและภำรกิจของรัฐวิสำหกิจ ๗) กระบวนกำรสรรหำและกลั่นกรองกรรมกำรรัฐวิสำหกิจ ในกำรคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมกำรที่มิใช่กรรมกำรโดยต ำแหน่ง ให้แต่งตั้ง คณะกรรมกำรคณะหนึ่ง เรียกว่ำ “คณะกรรมกำรกลั่นกรองกรรมกำรรัฐวิสำหกิจ (มำตรำ ๓๔) มี วำระกำรด ำรงต ำแหน่งครั้งละ ๒ ปี (มำตรำ ๓๕) คณะกรรมกำรกลั่นกรองกรรมกำรรัฐวิสำหกิจมี หน้ำที่และอ ำนำจในกำรก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำรในกำรพิจำรณำคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็น กรรมกำรรัฐวิสำหกิจ โดยให้สอดคล้องกับสมรรถนะหลักของกรรมกำรรัฐวิสำหกิจแต่ละแห่ง ๒.๒ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ “ข้อ ๙๐ (๓) คณะกรรมำธิกำรกิจกำรศำล องค์กรอิสระ องค์กรอัยกำร รัฐวิสำหกิจ องค์กำรมหำชน และกองทุน มีหน้ำที่และอ ำนำจกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกำรด ำเนินงำนของหน่วยงำนของศำล องค์กรอิสระและองค์กรอัยกำร กำรด ำเนินงำนของรัฐวิสำหกิจ กำรบริหำรจัดกำรขององค์กำรมหำชน และกองทุนต่ำง ๆ รวมทั้ง ตรวจสอบรำยงำนตำมรัฐธรรมนูญและกฎหมำยที่เสนอต่อสภำ”
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๗ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓. บทวิเคราะห์ รัฐวิสำหกิจมีสถำนะเป็นหน่วยงำนของรัฐประเภทหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องมีกำรควบคุมและ กลไกของรัฐในกำรก ำกับดูแลกำรบริหำรจัดกำรรัฐวิสำหกิจ เพื่อให้กำรบริหำรจัดกำรเป็นไปอย่ำงมี ประสิทธิภำพ ให้บริกำรสำธำรณะที่มีคุณภำพแก่ประชำชนและสำมำรถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกำร ลงทุนของประเทศอย่ำงมีประสิทธิภำพและยั่งยืน ซึ่งพระรำชบัญญัติกำรพัฒนำกำรก ำกับดูแลและ บริหำรจัดกำรรัฐวิสำหกิจพ.ศ. ๒๕๖๒ จึงถือเป็นเครื่องมือส ำคัญในกำรก ำกับดูแลรัฐวิสำหกิจของ ประเทศไทยในปัจจุบัน โดยกฎหมำยฉบับนี้ได้มีกำรก ำหนดหลักเกณฑ์และกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีใน รัฐวิสำหกิจสำมำรถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกำรลงทุนของประเทศอย่ำงมีประสิทธิภำพและยั่งยืน ดังนี้ ๑) คณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจตำมมำตรำ ๖ แห่งพระรำชบัญญัติกำรพัฒนำกำร ก ำกับดูแลและบริหำรจัดกำรรัฐวิสำหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ ก ำหนดให้ท ำหน้ำที่รับผิดชอบนโยบำยและ แนวทำงกำรก ำกับดูแลและบริหำรรัฐวิสำหกิจในภำพรวมทั้งระบบ ให้ด ำเนินกำรอย่ำงมีประสิทธิภำพ และสอดคล้องกับทิศทำงกำรพัฒนำและแก้ไขปัญหำของรัฐวิสำหกิจ รวมถึงก ำหนดมำตรกำรแก้ไข ปรับปรุงรัฐวิสำหกิจให้ด ำเนินกำรตำมแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจอย่ำงมีประสิทธิภำพ ๒) ส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ (สคร.) เป็นหน่วยงำนสนับสนุนกำรท ำ หน้ำที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับกิจกำรทั่วไปของ คนร. และให้มีหน้ำที่และอ ำนำจก ำกับดูแลรัฐวิสำหกิจ ๓) กำรแต่งตั้งคณะกรรมกำรกลั่นกรองกรรมกำรัฐวิสำหกิจ (มำตรำ ๓๔) เพื่อประโยชน์ใน กำรคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมกำรที่มิใช่กรรมกำรโดยต ำแหน่งในรัฐวิสำหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีกรรมกำร สองประเภท ได้แก่ กรรมกำรโดยต ำแหน่งซึ่งเป็นเจ้ำหน้ำที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง และกรรมกำรที่คัดเลือก มำจำกบุคคลผู้ซึ่งมีควำมรู้และควำมเชี่ยวชำญและประสบกำรณ์ในกิจกำรนั้น ๆ ซึ่งคณะกรรมกำร เหล่ำนี้จะมีผลต่อกำรด ำเนินกิจกำรของรัฐวิสำหกิจมำก ซึ่งที่ผ่ำนมำ กระบวนสรรหำและกลั่นกรองผู้ มีควำมเหมำะสมในกำรด ำรงต ำแหน่งกรรมกำรัฐวิสำหกิจนั้น ไม่ค่อยมีควำมโปร่งใส จึงมีกระบวนกำร กลั่นกรองด้วยคณะกรรมกำรกลำงอีกชั้นหนึ่งโดย “คณะกรรมกำรกลั่นกรองกรรมกำรรัฐวิสำหกิจ” ในกรณีที่กรรมกำรไม่เพียงพอในกำรท ำหน้ำที่เป็นคณะกรรมกำรรัฐวิสำหกิจ ให้ทำงกระทรวงเจ้ำ สังกัดและส ำนักงำนน ำเสนอบุคคลเข้ำมำร่วมด้วย และเสนอให้คณะกรรมกำรกลั่นกรองกรรมกำร รัฐวิสำหกิจพิจำรณำและแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภำยในหกสิบวัน (มำตรำ ๓๘) เพื ่อเป็นกำรลดกำร แทรกแซงของนักกำรเมืองในกำรแต่งตั้งบุคคลของตนเพื่อหำประโยชน์หรือต้องกำรใช้รัฐวิสำหกิจ เป็นเครื่องมือหำเสียงเพื่อประโยชน์ทำงกำรเมือง ทั้งในระดับนโยบำยและในกำรส่งคนของตนเข้ำ ไปบริหำรเข้ำไปเป็นกรรมกำรเพื่อหำประโยชน์ส่วนตน ๔) กระทรวงเจ้ำสังกัดของรัฐวิสำหกิจจะต้องท ำหน้ำที่เสนอกรอบนโยบำยกำรพัฒนำ และทิศทำงกำรลงทุนของรัฐวิสำหกิจในก ำกับให้สอดคล้องกับแนวนโยบำยแห่งรัฐตำมรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย ยุทธศำสตร์ชำติ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ และแผนพัฒนำ ประเทศในด้ำนต่ำง ๆ โดยอย่ำงน้อยให้ค ำนึงถึงหลักวินัยกำรเงินกำรคลังของประเทศ ภำรกิจของ รัฐวิสำหกิจในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ให้กับส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจเพื่อจัดท ำ แผนยุทธศำสตร์ตลอดจนกำรก ำกับดูแลรัฐวิสำหกิจให้ด ำเนินกำรตำมกรอบระยะเวลำ ๕ ปีนอกจำกนี้ ในส่วนของพระรำชบัญญัติกำรพัฒนำกำรก ำกับดูแลและบริหำรจัดกำรรัฐวิสำหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ มำตรำ ๒๔
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๘ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ได้ก ำหนดว่ำ “เมื่อได้มีกำรประกำศแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจในรำชกิจจำนุเบกษำแล้ว ให้หน่วยงำนของ รัฐและรัฐวิสำหกิจด ำเนินกำรให้สอดคล้องกับแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจนั้น” ๕) รัฐวิสำหกิจทุกแห่งจะมีทิศทำงในกำรปฏิบัติภำรกิจที่ชัดเจนขึ้น มีนโยบำยกำรก ำกับ ดูแลกิจกำรที่ดี มีกรรมกำรรัฐวิสำหกิจที่มีสมรรถนะหลักและคุณสมบัติสอดคล้องกับควำมต้องกำร และควำมจ ำเป็นของรัฐวิสำหกิจแต่ละแห่ง สำมำรถปฏิบัติหน้ำที่ตำมภำรกิจได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ๖) ในกำรจัดท ำแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจโดยรวมและเฉพำะหน่วยงำน จะมีควำมบูรณำกำร และสอดคล้องกัน โดยมี คนร. ก ำหนดแนวทำงและก ำกับ ซึ่งในกรณีที่บริบทของเศรษฐกิจและสังคม เปลี่ยนแปลงไปหรือมีควำมจ ำเป็น คนร. อำจพิจำรณำปรับปรุงแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจได้ และจัดท ำ รำยงำนผลกำรด ำเนินงำนทุกขั้นตอนเป็นไปตำมแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ ซึ่งกำรประเมินนั้นต้องเป็นไป อย่ำงโปร่งใส และเปิดเผยต่อสำธำรณชนด้วย ๗) ในกำรจัดท ำรำยงำนกำรประเมินผลกำรด ำเนินงำนประจ ำปีของรัฐวิสำหกิจ ส ำนักงำน ได้มีกำรรำยงำนผลกำรประเมินต่อ คนร. และส ำนักงำนได้มีข้อเสนอแนะ มำตรกำร และวิธีกำรแก้ไข ต่อ คนร. เผยแพร่ผ่ำนเว็บไซต์ของส ำนักงำน ซึ่งจำกข้อมูลและสภำพปัญหำที่ผ่ำนมำจะเป็นประโยชน์ อย่ำงยิ่งในกำรพัฒนำรัฐวิสำหกิจของไทยให้ก้ำวหน้ำต่อไปได้อีก ๔. บทสรุปและอภิปรายผล รัฐวิสำหกิจเป็นหน่วยงำนของรัฐที่ท ำหน้ำที่ในกำรให้บริกำรสำธำรณะต่อประชำชน กำรบริหำรจัดกำรและกำรด ำเนินกำรของรัฐวิสำหกิจจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชำชน หำกกำร ด ำเนินกำรและบริหำรมีแนวทำงก ำหนดไว้อย่ำงชัดเจน มีมำตรฐำนในกำรจัดกำรอย่ำงเป็นระบบ มีควำมโปร่งใส และสอดคล้องกับนโยบำยในกำรให้บริกำรตำมควำมต้องกำรของประชำชน ส่งผลให้ งบประมำณที่ได้จำกภำครัฐถูกน ำไปใช้อย่ำงมีประสิทธิผลที่ชัดเจน นอกจำกนี้ ยังมีแผนงำนและ นโยบำยที่ชัดเจนป้องกันกำรแทรกแซงกำรด ำเนินกำรของรัฐวิสำหกิจ ด้วยเหตุผลดังกล่ำวจึงมีควำม จ ำเป็นในกำรตรำพระรำชบัญญัติ ฉบับนี้ ตลอดจนกำรพัฒนำระบบกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจ อย่ำงเป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐวิสำหกิจสำมำรถด ำเนินกำรจัดท ำบริกำรสำธำรณะที่มีคุณภำพให้กับประชำชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกำรลงทุนของประเทศอย่ำงมีประสิทธิภำพและยั่งยืน ดังนี้ ๑) ก ำหนดให้มีคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ โดยตำมพระรำชบัญญัตินี้มี วัตถุประสงค์ในกำรท ำหน้ำที่ก ำหนดเป้ำหมำย นโยบำย และทิศทำงในกำรพัฒนำรัฐวิสำหกิจใน ภำพรวมทั้งระบบให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจ ๒) ก ำหนดให้มีแผนพัฒนำรัฐวิสำหกิจซึ่งมีระยะเวลำ ๕ ปี เพื่อก ำหนดเป้ำหมำย นโยบำย และทิศทำงในกำรพัฒนำรัฐวิสำหกิจให้สอดคล้องกับแนวนโยบำยแห่งรัฐตำมรัฐธรรมนูญ ยุทธศำสตร์ ชำติ แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ และแผนพัฒนำประเทศในด้ำนต่ำง ๆ โดยอย่ำงน้อยให้ ค ำนึงถึงหลักวินัยกำรเงินกำรคลังของประเทศ ภำรกิจของรัฐวิสำหกิจในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และ บทบำทหน้ำที่ของรัฐวิสำหกิจที่มีต่อกำรพัฒนำประเทศ นอกจำกนี้ ยังก ำหนดให้รัฐวิสำหกิจจัดท ำ แผนวิสำหกิจที่มีกรอบระยะเวลำ ๕ ปี
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๘๙ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ๓) ก ำหนดให้มีกำรพัฒนำระบบประเมินผลกำรด ำเนินงำนของรัฐวิสำหกิจ หลักเกณฑ์และ วิธีกำรประเมินผลกรรมกำรรัฐวิสำหกิจ ประสิทธิภำพและประสิทธิผลในกำรด ำเนินงำน กำรปฏิบัติ ตำมหลักกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดี กำรบริหำรควำมเสี่ยง แนวทำงกำรพัฒนำองค์กรให้มีควำมยั่งยืน ในระยะยำว ให้สำมำรถวัดผลกำรด ำเนินงำนตำมแผนและนโยบำยได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ๔) ก ำหนดให้มีมำตรกำรกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจ โดยให้ คนร. ประกำศ ก ำหนดแนวทำงกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจ เพื่อให้กำรด ำเนินกำรของรัฐวิสำหกิจ ด ำเนินงำนด้วยควำมโปร่งใส และบรรลุวัตถุประสงค์ในกำรจัดตั้ง รวมทั้งก ำหนดให้มีกำรเปิดเผย ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส กระบวนกำรสรรหำและแต่งตั้งกรรมกำรที่โปร่งใส มีทักษะ ควำมรู้ ควำมเชี่ยวชำญและสมรรถนะหลักของกรรมกำร และกำรมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ๕) ก ำหนดให้มีกระบวนกำรสรรหำและกลั่นกรองกรรมกำรรัฐวิสำหกิจที่โปร่งใส โดย ก ำหนดสมรรถนะหลักของกรรมกำรรัฐวิสำหกิจ เพื่อให้ได้บุคคลที่มีจริยธรรม และมีทักษะ ควำมรู้ ควำมเชี่ยวชำญ รวมทั้ง ก ำหนดให้มีคณะกรรมกำรกลั่นกรองกรรมกำรรัฐวิสำหกิจจำกบุคคลที่มำจำก ภำคเอกชน ซึ่งมีควำมรู้ ควำมเชี่ยวชำญ และประสบกำรณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสำหกิจ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ำพระรำชบัญญัติกำรพัฒนำกำรก ำกับดูแลและบริหำรรัฐวิสำหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มีกำรก ำหนดหลักกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดีในรัฐวิสำหกิจ ทั้งกำรจัดตั้ง คณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ กำรจัดท ำแผนรัฐวิสำหกิจ กำรปรับปรุงกระบวนกำรสรรหำ กรรมกำรรัฐวิสำหกิจ กำรประเมินผลกำรด ำเนินงำนของรัฐวิสำหกิจ เพื่อให้รัฐวิสำหกิจด ำเนินกิจกำร อย่ำงมีประสิทธิภำพและบริกำรสำธำรณะที่มีคุณภำพให้แก่ประชำชน มีควำมโปร่งใส สำมำรถ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกำรลงทุนของประเทศกับสถำนกำรณ์กับบริบททำงเศรษฐกิจและสังคมที่มี กำรเปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับหลักกำรก ำกับดูแลกิจกำรที่ดี มีกำรประเมินผลกำรด ำเนินกิจกำร อย่ำงต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชำชนและประเทศ ๕. ข้อเสนอแนะ ๑) ควรให้หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องยกระดับในกำรด ำเนินงำน ก ำกับดูแลและบริหำรของรัฐวิสำหกิจ ให้เหมำะสมกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่ำงเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับมำตรกำรที่ เป็นที่ยอมรับในระดับสำกล เพื่อให้เกิดประสิทธิภำพและกำรพัฒนำประเทศอย่ำงยั่งยืน ๒) กระทรวงเจ้ำสังกัดควรให้ควำมส ำคัญและตระหนักถึงบทบำทในกำรขับเคลื่อนกำร ด ำเนินงำนของรัฐวิสำหกิจตำมพระรำชบัญญัตินี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และพัฒนำรัฐวิสำหกิจของไทย อย่ำงเป็นรูปธรรม นำงสำวณภัทร ศัตรูพินำศ วิทยำกรปฏิบัติกำร กลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกิจกำรศำล องค์กรอิสระ องค์กรอัยกำร รัฐวิสำหกิจ องค์กำรมหำชน และกองทุน ส ำนักกรรมำธิกำร ๒
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๙๐ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการสนามกีฬา ๑. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ มำตรำ ๑๒๙ ให้อ ำนำจ คณะกรรมำธิกำรสำมัญ เพื่อกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ และ รำยงำนให้สภำทรำบตำมระยะเวลำที่สภำก ำหนด และก ำหนดหน้ำที่และอ ำนำจตำมที่ระบุไว้ในกำรตั้ง คณะกรรมำธิกำรตำมข้อบังคับกำรประชุมสภำผู้แทนรำษฎร พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๙๐ ทั้งนี้ ข้อ ๙๐ (๔) ได้ก ำหนดให้คณะกรรมำธิกำรกีฬำ มีหน้ำที่และอ ำนำจกระท ำกิจกำร พิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริง หรือศึกษำเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับกำรส่งเสริม สนับสนุน กำรแก้ไขปัญหำอุปสรรคและกำรพัฒนำกำรกีฬำ ของไทย รวมทั้งกีฬำอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในประเทศและต่ำงประเทศ โดยมีกลุ่มงำนคณะกรรมำธิกำรกีฬำ ส ำนักกรรมำธิกำร ๒ เป็นหน่วยสนับสนุนกำรด ำเนินกำรของคณะกรรมำธิกำร ทั้งในด้ำนวิชำกำรและ ธุรกำรผลจำกกำรปฏิบัติงำนสนับสนุนกำรด ำเนินกำรด้ำนวิชำกำรที่ผ่ำนมำ พบว่ำข้อมูลวิชำกำร ที่เกี่ยวข้องกับด้ำนกำรกีฬำในประเทศไทยมีจ ำนวนน้อย ไม่ครอบคลุมรอบด้ำน อีกทั้งข้อมูลไม่เป็น ปัจจุบัน ท ำให้กำรค้นคว้ำหำข้อมูลวิชำกำร เพื่อใช้สนับสนุนกำรพิจำรณำสอบหำข้อเท็จจริงหรือ ศึกษำเรื่องใด ๆ ในด้ำนกิจกำรกีฬำของคณะกรรมำธิกำรกีฬำ อำจไม่มีข้อมูลเชิงลึก และครอบคลุม รอบด้ำนเพียงพอที่จะน ำมำใช้ประกอบกำรพิจำรณำได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ดังนั้น กำรได้มำซึ่งข้อมูล กำรศึกษำวิจัยที่มีคุณภำพจึงเป็นสิ่งจ ำเป็นในกำรสนับสนุนงำนด้ำนวิชำกำรให้แก่คณะกรรมำธิกำร เป็นอย่ำงยิ่ง โดยเฉพำะองค์ควำมรู้ด้ำนระบบกำรส่งเสริมและพัฒนำกำรกีฬำในประเทศไทย ที่นอกจำกกำรพัฒนำและสนับสนุนวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีกำรกีฬำให้ประสบควำมส ำเร็จแล้ว กำรพัฒนำสถำนกีฬำ ส่งเสริมกำรใช้กำรบริหำรจัดกำรสถำนกีฬำ อุปกรณ์กีฬำ ตลอดจนสิ่งอ ำนวย ควำมสะดวกอื่น ๆ ให้เพียงพอและมีคุณภำพ นับเป็นสิ่งส ำคัญที่ไม่สำมำรถมองข้ำมได้ กำรศึกษำระบบกำรส่งเสริมและพัฒนำกำรกีฬำในประเทศไทย โดยเฉพำะแนวทำง พัฒนำกำรบริหำรจัดกำรสนำมกีฬำในประเทศจึงเป็นสิ่งส ำคัญ สืบเนื่องจำกกำรที่ภำครัฐตระหนักถึง ควำมส ำคัญของกำรส่งเสริมให้ประชำชนในประเทศออกก ำลังกำยเพื่อเสริมสร้ำงสุขภำพร่ำงกำย ให้แข็งแรง โดยกำรก ำหนดแผนพัฒนำกำรกีฬำแห่งชำติฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๔๙) ให้มีกรอบ วิสัยทัศน์วัตถุประสงค์เป้ำหมำย ยุทธศำสตร์และแนวทำงกำรพัฒนำที ่ส ำคัญที ่เกี ่ยวข้องกับ กิจกำรกีฬำโดยมีเป้ำหมำยให้มีสนำมกีฬำกระจำยตัวทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยในระดับต ำบล ซึ่งมีกำร ด ำเนินกำรมำอย่ำงต่อเนื่อง ปัจจุบันพบว่ำโครงสร้ำงพื้นฐำนเพื่อรองรับกำรแข่งขัน อุปกรณ์ด้ำนกำร กีฬำ และสถำนที่ออกก ำลังกำยยังคงมีอยู่อย่ำงจ ำกัดและขำดแคลนพื้นที่สำธำรณะที่เหมำะสม ต่อกำรออกก ำลังกำย นอกจำกนั้นสถำนที่ออกก ำลังกำยส่วนใหญ่ยังเป็นของหน่วยงำนรำชกำร และ สถำนศึกษำ ท ำให้มีข้อจ ำกัดในกำรใช้บริกำร หรือไม่เปิดโอกำสให้ประชำชนเข้ำมำใช้บริกำรในบำงเวลำ ประกอบกับหน่วยงำนที่ดูแลสถำนกีฬำนั้น ๆ ยังขำดกำรบริหำรจัดกำรที่ดี ท ำให้สนำมกีฬำส่วนใหญ่ ยังไม่ได้มำตรฐำนในระดับสำกล เพรำะศักยภำพในกำรบริหำรจัดกำรสถำนกีฬำขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ยังอยู่ในระดับต่ ำกว่ำมำตรฐำน เพรำะขำดกำรสนับสนุนจำกรัฐบำลอย่ำงเท่ำเทียมกัน
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๙๑ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ทั้งนี้ ปัญหำดังกล่ำวนับเป็นเรื่องส ำคัญที่คณะกรรมำธิกำรควรผลักดันให้มีกำรแก้ไขตำมอ ำนำจหน้ำที่ เพื่อให้เกิดกำรพัฒนำของกิจกำรกีฬำในประทศไทยให้มีผลเป็นรูปธรรมต่อไป ๒. กฎหมาย กฎ ระเบียบ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กฎหมำย นโยบำย ยุทธศำสตร์ และแผนงำน ที่มีควำมเกี่ยวข้องกับกำรพัฒนำกำร กีฬำของประเทศ เพื่อให้ทิศทำงกำรพัฒนำกำรกีฬำเป็นไปอย่ำงสอดคล้องกับกำรพัฒนำประเทศ มีดังนี้ ๒.๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐๑ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ บัญญัติเรื่องกำรกีฬำ และบทบำทหน้ำที่ของกำรกีฬำไว้อย่ำงชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มำตรำ ๗๑ วรรคแรก กล่ำวคือ “รัฐพึง เสริมสร้ำงควำมเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐำนที่ส ำคัญของสังคม จัดให้ประชำชน มีที่อยู่อำศัยอย่ำงเหมำะสม ส่งเสริมและพัฒนำกำรสร้ำงเสริมสุขภำพเพื่อให้ประชำชนมีสุขภำพ ที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนำกำรกีฬำไปสู่ควำมเป็นเลิศและเกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ประชำชน” ๒.๒ เป้าหมายในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐)๒ โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป้ำหมำยในกำรพัฒนำประเทศตำมยุทธศำสตร์ชำติ ๒๐ ปี มียุทธศำสตร์ ที่เกี่ยวข้องด้ำนกำรกีฬำ คือ ยุทธศำสตร์ที่ ๓. ด้ำนกำรพัฒนำและเสริมสร้ำงศักยภำพทรัพยำกร มนุษย์มีเป้ำหมำย กำรพัฒนำที่ส ำคัญเพื่อพัฒนำคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัย กำรเสริมสร้ำงศักยภำพ กำรกีฬำในกำรสร้ำงคุณค่ำทำงสังคมและพัฒนำประเทศ กำรส่งเสริมกำรออกก ำลังกำย และกีฬำ ขั้นพื้นฐำนให้กลำยเป็นวิถีชีวิต กำรส่งเสริมให้ประชำชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมออกก ำลังกำย กีฬำและนันทนำกำร กำรส่งเสริมกำรกีฬำ เพื่อพัฒนำสู่ระดับอำชีพ สอดคล้องกับค ำแถลงนโยบำยของ นำยกรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภำ๓ (เกี่ยวกับกีฬำ) นโยบำยหลัก ๑๒ ด้ำน นโยบำยที่ ๘ กำรปฏิรูป กระบวนกำรเรียนรู้และกำรพัฒนำศักยภำพของคนไทยทุกช่วงวัย ในข้อที่ ๘.๖ ส่งเสริมกำรเรียนรู้ และพัฒนำทักษะทุกช่วงวัย ข้อย่อย ๘.๖.๔ พัฒนำทักษะอำชีพทุกช่วงวัย โดยก ำหนดระบบที่เอื้อต่อ กำรพัฒนำทักษะและเพิ่มประสิทธิภำพของทุกช่วงวัย อำทิ กำรพัฒนำคุณภำพมำตรฐำนกำรศึกษำ ให้เชื่อมโยงกับระบบคุณวุฒิวิชำชีพ โดยมีกลไกกำรวัดและประเมินผลเพื่อเทียบโอนควำมรู้และ ประสบกำรณ์หน่วยกำรเรียนที่ชัดเจน ส่งเสริมเยำวชนที่มีศักยภำพด้ำนกีฬำให้สำมำรถพัฒนำไปสู่ นักกีฬำอำชีพ กำรก ำหนดมำตรฐำนฝีมือแรงงำน กำรจัดให้มีระบบที่สำมำรถรองรับควำมต้องกำร พัฒนำปรับปรุงทักษะอำชีพของทุกช่วงวัยเพื่อรองรับกำรเปลี่ยนสำยอำชีพให้ตรงกับควำมต้องกำร ๑ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐. ๒ รำชกิจจำนุเบกษำ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๘๒ ก วันที่ ๑๓ ตุลำคม ๒๕๖๑ “ยุทธศำสตร์ชำติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐)” น. ๓๔-๔๓. ๓พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชำ. นำยกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภำ “ค ำแถลงนโยบำยของ คณะรัฐมนตรี” วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กรกฎำคม ๒๕๖๒.
๕๖ องค์ความรู้ทั่วไปเพื่อสนับสนุนงานของคณะกรรมาธิการ ๙๒ คณะท ำงำนบริหำรจัดกำรควำมรู้ (Knowledge Management : KM) และนวัตกรรมของส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร ของตลำดแรงงำนที่อำจจะเปลี่ยนไปตำมแนวโน้มควำมก้ำวหน้ำทำงเทคโนโลยีในอนำคต และ นโยบำยที่ ๙ กำรพัฒนำระบบสำธำรณสุขและหลักประกันทำงสังคม ข้อ ๙.๒ ส่งเสริมกำรป้องกัน และ ควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภำพ โดยกำรพัฒนำองค์ควำมรู้ด้ำนสุขภำวะที่ถูกต้องของคนทุกกลุ่มวัย ส่งเสริมกำรเล่นกีฬำและออกก ำลังกำยเพื่อเสริมสร้ำงสุขภำวะ สร้ำงระบบรับมือต่อโรคอุบัติใหม่และ โรคอุบัติซ้ ำ ทั้งระบบติดตำม เฝ้ำระวังและกำรจัดกำรภำวะฉุกเฉินทำงสำธำรณสุขอย่ำงครบวงจรและ บูรณำกำร จัดระบบกำรแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศำสตร์ครอบครัวดูแลอย่ำงทั่วถึง และส่งเสริมให้ ชุมชนเป็นฐำนในกำรสร้ำงสุขภำวะที่ดีในทุกพื้นที่ โดยนโยบำยดังกล่ำวได้น ำไปสู่กำรด ำเนินกำรของ หน่วยงำนรัฐ ดังนี้ ๑) แนวทำงกำรด ำเนินงำน ๑.๑) พัฒนำกำรกีฬำขั้นพื้นฐำนร่วมกับกระทรวงศึกษำธิกำรก ำหนดให้มี ชั่วโมงพลศึกษำเพิ่มขึ้น อบรมครูพลศึกษำในโรงเรียน รวมทั้งกำรจัดกิจกรรมกีฬำหลังเลิกเรียน (After School Program) ๑.๒) ส่งเสริมให้เยำวชน ประชำชน ส่วนรำชกำร และองค์กรเอกชนได้ออก ก ำลังกำยและกีฬำเป็นประจ ำทุกสัปดำห์ ๑.๓) สนับสนุนให้มีสถ ำนกีฬำทั่วประเทศ โดยบูรณำกำรร่วมกับ กระทรวงมหำดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ๑.๔) น ำวิทยำศำสตร์กำรกีฬำมำเป็นเครื่องมือในกำรพัฒนำนักกีฬำ ในทุกระดับพัฒนำผู้ฝึกสอน (โค้ช) และนักกีฬำให้ก้ำวสู่ควำมเป็นนักกีฬำระดับนำนำชำติโดยเน้น กำรสร้ำงกีฬำประเภท Team เข้ำสู่ระดับโลก ๑.๕) พัฒนำกระบวนกำรคัดสรร ฝึกฝน และพัฒนำนักกีฬำอย่ำงต่อเนื่อง ๑.๖) ส่งเสริมกีฬำเพื่อกำรท่องเที่ยว โดยกำรบูรณำกำรระหว่ำงกีฬำและกำร ท่องเที่ยวให้เกิดผลสูงสุด ๒) แผนยุทธศำสตร์กำรกีฬำแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔๔ วิสัยทัศน์(Vision) “พัฒนำกีฬำเพื่อควำมเป็นเลิศและกีฬำเพื่อกำรอำชีพ ให้สำมำรถสร้ำงควำมสุข และสร้ำงมูลค่ำทำงเศรษฐกิจให้กับสังคมด้วยระบบบริหำรจัดกำรที่ได้ มำตรฐำน” พันธกิจ (Mission) (๑) สนับสนุนและก ำกับให้องค์กรกีฬำเป็นเลิศบริหำรจัดกำรอย่ำงมี ประสิทธิภำพ เพื่อพัฒนำนักกีฬำ และบุคลำกรทำงกำรกีฬำให้มีขีดควำมสำมำรถและประสบ ควำมส ำเร็จในระดับชำติและนำนำชำติสำมำรถสร้ำงควำมสุขและสร้ำงมูลค่ำทำงเศรษฐกิจให้กับ สังคม ๔ กำรกีฬำแห่งประเทศไทย “แผนยุทธศำสตร์กำรกีฬำแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔” ม.ป.ป. น.๑.