ประวตั ศิ าสตร์
อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช
: เสน้ ทางพระบรมธาตสุ มู่ รดกโลก
จงั หวัดนครศรธี รรมราช โดยสำ� นกั งานวฒั นธรรมจังหวดั นครศรธี รรมราช
จดั พมิ พ์ตามโครงการ : นครแหง่ ธรรม เมอื งศลิ ปวฒั นธรรม
กจิ กรรมหลัก : การสร้างคนดี สงั คมดีดว้ ยวถิ ีวฒั นธรรม น้อมน�ำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
กจิ กรรมยอ่ มที่ ๒.๓ การขับเคลื่อนมรดกธรรมสู่มรดกโลก
กันยายน ๒๕๖๔
(1)
ประวตั ิศาสตรอ์ ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช : เส้นทางพระบรมธาตุสูม่ รดกโลก
Amphoe Muang Nakhon Si Thammarat History : Road to World Heritage Site
สำ� นักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดพมิ พ์
Nakhon Si Thammarat Council of Cultural Affairs : Publisher
(ขอ้ มูลส�ำหรับห้องสมดุ )
นครศรธี รรมราช, จังหวดั .
ประวัติศาสตร์อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช. บรรณาธิการโดย
สธุ รรม ชยันต์เกียรต.ิ นครศรธี รรมราช, สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวัด
นครศรีธรรมราช กระทรวงวฒั นธรรม และอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ๒๕๖๒.
๔๓๒ หนา้ . ภาพประกอบ. แผนท่ี. ตาราง.
๑. นครศรีธรรมราช - ประวัตศิ าสตร์ ๒. นครศรธี รรมราช, อ�ำเภอเมือง - วฒั นธรรม
I. ชอื่ เร่ือง II. สธุ รรม ชยนั ต์เกยี รติ บรรณาธกิ าร.
๙๕๙.๓๘๓
พมิ พ์ครั้งแรก : กันยายน ๒๕๖๔
First printing : September 2021
บรรณาธิการ / Editor : สุธรรม ชยันต์เกยี รติ / Sutham Chayankiet
ภาพปก / Cover : ฉตั รชยั สุขาภิมณั ฑ์ Chatchai Sukhapiman (cs)
พมิ พ์ที่
โรงพิมพ์ หจก.ศรนี ครอินเตอรเ์ ทรด
เลขท่ี ๔๐/๒ ถนนกะโรม ต�ำบลโพธิเ์ สดจ็
อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐
โทรศพั ท์ (๐๘๑) ๗๑๙ - ๗๒๕๘
(2)
ประวัตศิ าสตร์อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
เสน้ ทางพระบรมธาตสุ ู่มรดกโลก
(3)
วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ ารศนู ย์รวมทางจติ ใจของพทุ ธศาสนกิ ชน ต้ังอยบู่ นถนนราชดำ� เนนิ ซง่ึ เป็นถนนสายประวัตศิ าสตรแ์ ละวัฒนธรรม
ถนนสายนีท้ อดยาวผา่ นศาสนสถาน โบราณสถาน และสถานท่สี �ำคญั หลายแห่ง เปน็ ประจักษ์พยานของการเปน็ เส้นทางสู่มรดกโลก
ภาพ site.nstru.ac.th
(๔)
เมอื งคอนเหอ แต่กอ่ นเขาเล่ามา
พระศรีธรรมโศกราชมวี าสนา กอ่ พระมหาธาตยุ อดทองคํา
มมี หาชนมาบูชา มีฝงู ชนอุปถัมภ์
กอ่ พระมหาธาตยุ อดทองคํา เช้าค�่ำมาบูชา.....เหอ
(เพลงรอ้ งเรือ)
พระบรมธาตุเจดยี ์นครศรธี รรมราชโดดเดน่ อยู่ทา่ มกลางเจดีย์รายและวิหารนอ้ ยใหญ่
(5)
มหาวชิราลงกรณาศิรวาท
ฉบัง ๑๖
นอ้ มชะลอวรคณุ อนุ่ เกศ เผดียงผดงุ สิรเิ ดช
เฉลิมพระกิตตกิ �ำจร
มหาวชิราลงกรณ์ องค์มิ่งอดศิ ร
บดนิ ทรเทพยวรางกูร
เสดจ็ เถลิงถวลั ย์รัชจำ� รญู ครองราชยไ์ อศรู ย์
สืบสนั ตติวงศจ์ กั รี
ดจุ ดงั่ โชตริ สมณ ี มโนชนภกั ดี
ผลบิ ุญบารมสี บื บรรพ์
ชาติไทยจะมิรา้ งสรา้ งสรรค์ ดว้ ยองคท์ รงธรรม์
เฉลมิ ขวญั ส่องประชาประจกั ษ์ใจ
รักษาสบื สานดำ� รใิ น พระชนกวสิ ยั
ตอ่ ยอดสบื ไปทันที
ชาวนครอ่มิ เอมเปรมปรีด ์ิ ธ แผบ่ ารมี
เสด็จทน่ี ครสมจินต์
ธ ด�ำเนินเชญิ พ่มุ ขา้ วบณิ ฑ์ สงพระสุหร่ายรนิ
ลินลาศสยู่ อดพระเจดยี ์
ศาลหลกั เมืองมสี งา่ ราศ ี คฟู่ ้าธาตรี
ภบู ดีเสดจ็ ประสาทหลกั ชัย
ขณะผนวชนอ้ มจิตเลอื่ มใส ภูวนาถเสด็จไป
นมัสการพระธาตุเมอื งนคร
พสกนอ้ มจติ ถวายพระพร เฉลมิ พระยศบวร
สถิตสถาพรภญิ โญ
(ผศ.ประหยดั เกษม : ประพนั ธ์)
(6)
(7)
ค�ำปรารภ
ปจั จบุ นั การเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งของประเทศ ไดท้ าํ ใหเ้ กดิ กระบวนการ
ขยายตัวของความเป็นสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมือง เป็นผลให้ความเป็นชุมชนบ้านและชุมชนเมือง
ในสมัยก่อนหมดความหมายและความสําคัญลงอย่างรวดเร็ว ในขณะท่ีชุมชนทางการปกครองกลับมี
พฒั นาการเปน็ ชมุ ชนขน้ึ มาแทนท่ี เหน็ ไดจ้ ากการเตบิ โตของโรงเรยี น ตลาด และหมบู่ า้ นจดั สรร บางแหง่
ชมุ ชนบา้ นทม่ี มี าแตเ่ ดมิ หมดความสาํ คญั เหลอื แตเ่ พยี งชอ่ื หรอื ไมช่ มุ ชนหมบู่ า้ นทเี่ ปน็ ตาํ บลกม็ พี ฒั นาการ
ทางโครงสรา้ งขน้ึ เปน็ เมอื ง โครงสรา้ งดงั กลา่ วมตี าํ แหนง่ อยใู่ นทซี่ ง่ึ เปน็ ศนู ยก์ ลางการคมนาคม มยี า่ นตลาด
และทที่ าํ การราชการ ตลอดจนอาคารธรุ กจิ เอกชนเกดิ ขน้ึ สว่ นอาํ เภอและจงั หวดั นนั้ อยใู่ นระดบั ชมุ ชนเมอื ง
ท่นี ับวันจะมกี ารขยายตวั เติบโตในลกั ษณะท่ซี ับซอ้ นมากข้นึ
การเตบิ โตของชมุ ชนทางการปกครองตงั้ แตร่ ะดบั หมบู่ า้ น ตาํ บล อาํ เภอ จนถงึ จงั หวดั ในปจั จบุ นั
นบั เปน็ การเปลย่ี นแปลงแบบลบอดตี ทเี ดยี ว ถา้ หากไมม่ กี ารรวบรวมหลกั ฐานขอ้ มลู ไวแ้ ตเ่ นน่ิ ๆ การขาดอดตี
เทา่ กบั ทาํ ใหส้ งั คมไทยตอ้ งอยบู่ นรากฐานของปจั จบุ นั และอนาคตเทา่ นน้ั เปน็ สง่ิ ทท่ี าํ ใหค้ นในสงั คมทอ้ งถนิ่
ไมร่ จู้ กั ตวั เองวา่ มคี วามเปน็ มาอยา่ งไร กลายเปน็ คนใหมท่ ไ่ี มม่ รี ากเหงา้ หรอื แกน่ ขณะเดยี วกนั ภาคราชการ
กไ็ มร่ จู้ กั คนในสงั คมทอ้ งถน่ิ วา่ เปน็ ใครมาจากไหน ซงึ่ การขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในสง่ิ ทก่ี ลา่ วมาน้ี จะทาํ ให้
ขาดขอ้ มูลและแนวคิดในการดําเนนิ การพัฒนาชุมชน สังคม เศรษฐกจิ และวัฒนธรรมอย่างไม่ตอ้ งสงสยั
ดงั นนั้ จงึ จาํ เปน็ ตอ้ งดาํ เนนิ การ ใหป้ ระชาชนในแตล่ ะอาํ เภอชว่ ยกนั เขยี น “ประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถน่ิ ” ในอาํ เภอ
ของตนโดยเรว็ ในสามประเดน็ คอื ประวตั ศิ าสตรว์ ฒั นธรรม ประวตั ศิ าสตรเ์ ศรษฐกจิ และประวตั ศิ าสตร์
สังคม
ดว้ ยเหตนุ จ้ี งั หวดั นครศรธี รรมราชจงึ จดั ทำ� โครงการจดั พมิ พ์ “หนงั สอื ประวตั ศิ าสตรอ์ ำ� เภอ” ขนึ้
จำ� นวน ๒๓ อำ� เภอ โดยมวี ตั ถุประสงคส์ องประการคอื พ่อื บันทึกประวัตศิ าสตรท์ อ้ งถิ่นของอําเภอตา่ ง ๆ
ในจังหวัดนครศรีธรรมราช (๒๓ อําเภอ) ที่เป็นประวัติศาสตร์ลายลักษณ์และประวัติศาสตร์บอกเล่า
ใหเ้ ปน็ หมวดหมแู่ ละเชอื่ ถอื ได้ สาํ หรบั ใชอ้ า้ งองิ วชิ าการในอนาคตและเพอื่ เฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็
พระเจา้ อย่หู วั รชั กาลท่ี ๑๐ ผูท้ รงคณุ อันประเสรฐิ
บัดนี้คณะกรรมการได้ด�ำเนินการจัดท�ำต้นฉบับและจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อย จึงหวังว่าหนังสือนี้
จะเป็นเอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับอ�ำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งน่าจะที่น�ำไปใช้อ้างอิง
แกส่ ว่ นราชการ สถานศกึ ษาและนักวิชาการไดต้ ามสมควร
(นายไกรศร วศิ ิษฎว์ งศ์)
ผวู้ ่าราชการจงั หวัดนครศรธี รรมราช
(8)
บทน�ำ
หนงั สอื “ประวตั ศิ าสตรอ์ ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช : เสน้ ทางพระบรมธาตุ สมู่ รดกโลก” เลม่ น้ี
เกดิ ขน้ึ ตามโครงการของสภาวฒั นธรรมนครศรธี รรมราช และสำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นครศรธี รรมราช
มเี จตนารมณท์ จ่ี ะใหม้ กี ารบนั ทกึ เรอื่ งราวของประวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรมของอำ� เภอตา่ ง ๆ ทงั้ ๒๓ อำ� เภอ
ของจงั หวดั นครศรธี รรมราช โดยใหร้ ะดมผรู้ ใู้ นทอ้ งถน่ิ ตา่ ง ๆ ชว่ ยกนั จดั ทำ� ขนึ้ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
กไ็ ดร้ ะดมเหลา่ ปราชญท์ อ้ งถน่ิ นกั วชิ าการจากหนว่ ยงานตา่ ง ๆ เขา้ มาทำ� หนงั สอื เลม่ นี้ แมเ้ วลาในการจดั ทำ�
จะน้อยไปบ้าง แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกท่านท่ีได้เอ่ยนามไว้ในท้ายเล่มแล้วเป็นอย่างดี จนส�ำเร็จ
ข้ึนเปน็ รปู เล่ม ทันตามกำ� หนดท่วี างไว้
หนงั สอื นที้ ำ� ขน้ึ เพอื่ “บนั ทกึ ประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถน่ิ ” ของอำ� เภอเมอื งโดยเฉพาะ แตด่ ว้ ยอำ� เภอเมอื ง
ตง้ั อยใู่ นศนู ยก์ ลางตวั เมอื งมาตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั เรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ทบ่ี นั ทกึ ประวตั ศิ าสตรค์ งหลกี ไมพ่ น้
ประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการเรียบเรียงเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ได้อาศัยข้อมูล
จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่จัดเก็บเอาไว้แล้วเอื้อเฟื้อมาให้ จากต�ำรับต�ำราที่บันทึกเอาไว้ จากเร่ืองเล่ากัน
ในทอ้ งถิน่ จากตำ� นาน จากบันทกึ ของบุคคลที่เคยเผยแพรม่ าบ้างแลว้ และไมเ่ คยเผยแพรม่ าก่อน รวมทั้ง
จากคำ� บอกเลา่ ซึง่ อกี ไม่นานก็คงถกู ลมื เลือนไปหากไม่มกี ารบนั ทึกไวใ้ ห้ชัดเจน
หนงั สอื เลม่ นจี้ ะเปน็ ประโยชนแ์ กค่ นรนุ่ ใหมเ่ ปน็ อยา่ งมาก เพราะไดส้ ะทอ้ นรากเหงา้ ของชมุ ชน ผคู้ น
และสงั คมเมอื งของเราในอดีต มีส�ำนึกในเรอื่ งราวอดตี ของตัวเอง ของบา้ นเมืองตัวเอง ถ้าเราร้เู รือ่ งอดตี
ของเรามากเท่าไร เราก็เดินไปข้างหน้าไดม้ ากเท่านนั้ เหมือนการน้าวธนถู อยหลงั มามากเทา่ ไร จะยงิ่ พุง่
ไปข้างหนา้ มากยิ่งขน้ึ
การท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมก�ำลังเป็นกระแสของโลก หากคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้
ตัวตนเป็นอย่างดี เราก็คงพร้อมที่จะรองรับวัฒนธรรมใหม่ ๆ ท่ีหล่ังไหลเข้ามาได้เป็นอย่างดี และรู้ที่จะ
พฒั นาสรา้ งสรรคไ์ ดถ้ กู ตอ้ งตามความเปน็ จรงิ ทางประวตั ศิ าสตรข์ องเมอื งนครศรธี รรมราชไดถ้ กู ทศิ ถกู ทาง
คณะบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มน้ี คงจะท�ำให้ผู้อ่านได้ทราบเร่ืองราวในอดีต
ของบา้ นเมอื งเรา ทง้ั ในแงป่ ระวตั ศิ าสตรข์ องบา้ นเมอื ง ทอ้ งถน่ิ ชมุ ชน หรอื บคุ คล ทราบเรอื่ งโบราณสถาน
โบราณวตั ถุ งานศลิ ปะ งานสถาปตั ย์ เรอื่ งเลา่ ตำ� นานตา่ ง ๆ ทนี่ กั เขยี นทกุ ทา่ นไดใ้ ชค้ วามอตุ สาหะรวบรวม
หามา ดว้ ยความตระหนกั ในคณุ คา่ ของมรดกทางประวตั ศิ าสตรข์ องบา้ นเมอื งของเรา หวงั วา่ หนงั สอื เลม่ นี้
จะสง่ เสรมิ ใหค้ นรนุ่ ใหมข่ องเราไดเ้ รยี นรู้ ภมู หิ ลงั ของบา้ นเมอื งตวั เองไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ขอขอบคณุ คณะทำ� งาน
ทกุ ทา่ น ทอ่ี ตุ สา่ หส์ ละเวลามาชว่ ยทำ� หนงั สอื เลม่ นโี้ ดยไมม่ คี า่ ตอบแทนใด ๆ หนงั สอื เลม่ นคี้ งยงั มขี อ้ บกพรอ่ ง
อยบู่ า้ งกต็ อ้ งขออภยั สว่ นใดท่ยี งั บกพรอ่ งกก็ รณุ าช่วยชีแ้ นะเพอ่ื จะไดแ้ ก้ไขเพิม่ เติมในการพมิ พ์ครงั้ ตอ่ ไป
ด้วยความเคารพ
สธุ รรม ชยนั ต์เกยี รติ
บรรณาธิการ
(9)
สารบาญ
บทท่ี ๑ ภมู ศิ าสตร์ สิ่งแวดล้อม และแหลง่ ท่องเทีย่ ว............................................................๑
๑. ภูมศิ าสตร์
๑.๑ ภมู ิประเทศ...............................................................................................................๒
๑.๒ ทีต่ ัง้ และอาณาเขต....................................................................................................๒
๑.๓ ภูเขาและทะเล..........................................................................................................๕
๑.๔ ลักษณะของธรณีวทิ ยา..............................................................................................๖
๑.๕ ลักษณะดิน................................................................................................................๗
๒. ทรพั ยากรน้�ำ
๒.๑ ลมุ่ นำ้� ในอำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช.......................................................................๘
๒.๒ ลำ� คลอง....................................................................................................................๙
๒.๓ แหล่งน�้ำบาดาล......................................................................................................๑๓
๒.๔ น้�ำท่า.....................................................................................................................๑๓
๓. ภูมอิ ากาศ
๓.๑ ลมมรสมุ .................................................................................................................๑๓
๓.๒ พายุหมุนเขตรอ้ น...................................................................................................๑๔
๓.๓ ฤดูกาล...................................................................................................................๑๔
๓.๔ ฝน..........................................................................................................................๑๔
๓.๕ อุณหภูมิ.................................................................................................................๑๔
๔. ทรัพยากรธรรมชาติ
๔.๑ ปา่ ไม้......................................................................................................................๑๕
๔.๒ ทรพั ยากรแรธ่ าต.ุ ...................................................................................................๑๖
๔.๓ ความหลากหลายทางชวี ภาพ.................................................................................๑๖
๕. สถานการณส์ งิ่ แวดลอ้ ม
๕.๑ ป่าและพนั ธ์ุไม.้ .......................................................................................................๑๗
๕.๒ แหลง่ น�้ำ.................................................................................................................๑๙
๕.๓ ขยะมูลฝอย............................................................................................................๑๙
๖. แหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว
๖.๑ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทางธรรมชาติ.................................................................................๒๐
๖.๒ แหล่งทอ่ งเทยี่ วทางประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดี..................................................๒๖
๖.๓ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทางวัฒนธรรมและศาสนา.............................................................๓๐
ผ้ายกเมอื งนคร.......................................................................................................๓๙
จักสานยา่ นล�ำเภา..................................................................................................๔๑
เคร่อื งถมนคร.........................................................................................................๔๒
(10)
สารบาญ
บทท่ี ๒ พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร.์ ...................................................................................๔๓
๑. อ�ำเภอเมอื ง นครศรธี รรมราชสมัยกอ่ นประวตั ิศาสตร.์ ...................................................๔๔
๒. อ�ำเภอเมอื ง นครศรธี รรมราชสมยั ประวตั ิศาสตร์โบราณ
๒.๑ กระบวนการรับวัฒนธรรมอินเดีย.......................................................................... ๔๕
๒.๒ อาณาจักรตามพรลิงค์............................................................................................๔๘
๒.๓ อาณาจกั รศรีวชิ ยั ...................................................................................................๕๗
๓. อ�ำเภอเมือง นครศรีธรรมราช สมยั ภายใตร้ ฐั สยาม
๓.๑ อ�ำเภอเมือง นครศรีธรรมราชสมัยสุโขทยั ..............................................................๕๙
๓.๒ อ�ำเภอเมอื ง นครศรธี รรมราชสมัยอยธุ ยา..............................................................๖๐
๓.๓ อ�ำเภอเมือง นครศรธี รรมราชสมยั กรงุ ธนบรุ ี.........................................................๖๔
๓.๔ อ�ำเภอเมือง นครศรธี รรมราชสมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้ ..................................๖๖
๓.๕ อ�ำเภอเมอื ง นครศรีธรรมราชสมัยปฏิรปู ประเทศ..................................................๖๙
๔. สงครามมหาเอเชยี บูรพา................................................................................................๗๒
๕. งานฉลองก่งึ พทุ ธกาล......................................................................................................๗๕
๖. มหาวาตภัยแหลมตะลุมพุก (พ.ศ. ๒๕๐๕)....................................................................๗๗
๗. ขบวนการคอมมวิ นิสต์แห่งประเทศไทย..........................................................................๗๙
บทท่ี ๓ พฒั นาการปกครอง.....................................................................................................๘๑
๑. ความสมั พันธก์ บั สโุ ขทยั ..................................................................................................๘๕
๒. ความสัมพันธก์ บั อยุธยา..................................................................................................๘๘
๓. ความสัมพนั ธ์กับธนบรุ ีและรัตนโกสินทรต์ อนตน้
๓.๑ สมัยธนบุร.ี .............................................................................................................๙๐
๓.๒ สมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ .......................................................................................๙๑
๔. ความสัมพนั ธ์กบั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์สมยั รัชกาลท่ี ๕ - ๖....................................................๙๓
บทท่ี ๔ พฒั นาการทางคมนาคม ขนส่ง และการสอื่ สาร..................................................๑๐๓
๑. ถนนในความควบคมุ ของแขวงทางหลวงนครศรธี รรมราชที่ ๑.................................... ๑๐๔
๒. ถนนในความควบคุมของแขวงทางหลวงชนบทนครศรธี รรมราช................................. ๑๐๙
๓. ถนนในความควบคุมของ ส�ำนักงานโยธาธกิ าร
และผังเมอื งจังหวัดนครศรีธรรมราช............................................................................ ๑๐๙
๔. ถนนในความควบคมุ ของเทศบาลนครศรธี รรมราช...................................................... ๑๑๐
(11)
สารบาญ
การสอื่ สารในอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช........................................................................ ๑๒๖
สถานีวทิ ยกุ ระจายเสยี งแหง่ ประเทศไทย จังหวัดนครศรธี รรมราช............................. ๑๒๘
สถานีวิทยโุ ทรทศั น์แหง่ ประเทศไทย จังหวัดนครศรธี รรมราช.................................... ๑๒๙
ทที่ ำ� การไปรษณยี ์นครศรธี รรมราช.............................................................................. ๑๓๐
การคมนาคมและขนสง่ ...................................................................................................... ๑๓๑
การขนสง่ ทางน้ำ� .......................................................................................................... ๑๓๑
การคมนาคมทางรถไฟ................................................................................................ ๑๓๑
การคมนาคมทางอากาศ.............................................................................................. ๑๓๒
ยานพาหนะในอำ� เภอ......................................................................................................... ๑๓๔
บทท่ี ๕ การพฒั นาทางสงั คม เศรษฐกจิ และสาธารณสุข..............................................๑๓๙
๑. ประชากร
โครงสรา้ งทางประชากรของอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช........................................... ๑๓๙
๒. การตั้งถนิ่ ฐาน.............................................................................................................. ๑๔๒
๓. ลกั ษณะนิสัยใจคอ....................................................................................................... ๑๔๖
๔. พฒั นาการทางเศรษฐกิจ
๔.๑ เศรษฐกิจยุคเก่า.................................................................................................. ๑๔๘
๔.๒ เศรษฐกิจยุคปัจจุบัน........................................................................................... ๑๕๒
๕. เกษตรกรรม................................................................................................................. ๑๕๕
๖. อตุ สาหกรรม................................................................................................................ ๑๕๙
๗. สาธารณูปโภค............................................................................................................. ๑๖๒
๘. สาธารณสุข
๘.๑ โรงพยาบาล........................................................................................................ ๑๖๖
๘.๒ โรงพยาบาลรัฐและเอกชน.................................................................................. ๑๖๙
บทท่ี ๖ พฒั นาการศกึ ษาและศาสนา..................................................................................๑๗๑
๑. การศกึ ษาเลา่ เรียนสมัยโบราณ.................................................................................... ๑๗๑
๑.๑ แผนการศึกษาแหง่ ชาติ....................................................................................... ๑๗๔
๑.๒ ระบบโรงเรยี น..................................................................................................... ๑๗๔
๑.๓ สถานศกึ ษาในอ�ำเภอเมือง.................................................................................. ๑๘๓
๒. กิจกรรมทางการศกึ ษา
๒.๑ การสอนภาษาจีน................................................................................................ ๒๐๙
๒.๒ กจิ กรรมลูกเสือในโรงเรยี นและคา่ ยลกู เสือ.......................................................... ๒๑๐
๒.๓ กจิ กรรมลูกเสือชาวบ้าน...................................................................................... ๒๑๒
(12)
สารบาญ
๓. ศาสนาในอ�ำเภอ
๓.๑ วดั และส�ำนักสงฆ์................................................................................................ ๒๑๖
๓.๒ ศาสนาครสิ ต์ โบสถ์ครสิ ต์ โรงพยาบาล โรงเรียน ................................................ ๒๒๔
๓.๓ ศาสนาอิสลามและมัสยิด.................................................................................... ๒๒๖
๓.๔ ศาสนาพุทธมหายานและศาลเจ้าจนี ................................................................... ๒๒๙
บทท่ี ๗ พฒั นาการทางวัฒนธรรม.......................................................................................๒๓๓
๑. วัฒนธรรมดา้ นภาษา
๑.๑ ระบบหน่วยเสยี งของภาษานครศรีธรรมราช....................................................... ๒๓๓
๑.๒ ความแตกต่างระหวา่ งภาษาถนิ่ ใต้กบั ภาษาถิน่ กลาง........................................... ๒๓๘
๑.๓ ค�ำภาษาต่างประเทศในภาษาถน่ิ (นครศรีธรรมราช)........................................... ๒๓๙
๒. วัฒนธรรมดา้ นประเพณี ............................................................................................. ๒๔๑
๓. ความเชือ่ เร่อื งการแตง่ งาน
๓.๑ การสขู่ อ พิธหี มน้ั การเตรยี มขันหมาก สินสอดทองหม้ัน
การยกขันหมาก การจัดขบวนแหข่ นั หมาก......................................................... ๒๖๑
๓.๒ การเซ่นไหว้บชู าผเี รือนและผบี รรพชน................................................................ ๒๖๒
๓.๓ การเขา้ หอ้ งหอ (การเรยี งสาดเรยี งหมอน)............................................................. ๒๖๒
๔. ความเชื่อเร่ืองการเกดิ
๔.๑ การฝากครรภ์...................................................................................................... ๒๖๔
๔.๒ การเตรยี มการคลอดและการอยู่ไฟ..................................................................... ๒๖๕
๔.๓ การฝงั รกและการเปิดปาก (เบกิ ปาก)................................................................. ๒๖๕
๕. ความเช่ือเรอ่ื งการตาย
๕.๑ พธิ ดี อย การอาบน้�ำศพ การผูกตราสังข์ ................................................................ ๒๖๗
๕.๒ การทำ� โลงใสศ่ พ การตง้ั ศพ การสวดศพ การเผาศพ.............................................. ๒๖๘
๕.๓ การท�ำบญุ อุทศิ สว่ นกุศล ๗ วนั ๓ เดือน...............................................................๒๖๙
๖. วฒั นธรรมการแสดงมโนห์รา
๖.๑ การแสดงรนุ่ เกา่ (มโนห์รา หนงั ตะลุง กาหลอ เพลงบอก).................................. ๒๗๐
๖.๒ การแสดงรุ่นกลาง (ลเิ ก รำ� วง ภาพยนตร์ หนงั กลางแปลง)................................. ๒๗๗
๖.๓ การแสดงรนุ่ ปัจจุบนั (ดนตรีสากล ดนตรีลูกทงุ่ ดนตรีพื้นบา้ น).......................... ๒๘๒
(13)
สารบาญ
๗. ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ
๗.๑ อาหารและโภชนาการ......................................................................................... ๒๘๕
๗.๒ การแพทย์พนื้ บ้านของเมืองนครศรธี รรมราช...................................................... ๒๘๗
๗.๓ โหราศาสตร์และดาราศาสตร.์ ............................................................................. ๒๙๒
๗.๔ การตัง้ ถ่นิ ฐานและชัยภมู .ิ .................................................................................... ๒๙๓
บทที่ ๘ พัฒนาการขององคก์ ารปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ .......................................................๒๙๕
ประวตั ิการจดั ตัง้ ศขุ าภิบาลเมืองทีน่ ครศรีธรรมราช........................................................... ๒๙๖
เขตศขุ าภบิ าลเมืองนครศรธี รรมราชเม่อื แรกตงั้ ................................................................. ๓๐๐
หน้าที่ของศขุ าภบิ าลเมอื งนครศรีธรรมราชเมื่อแรกตั้ง...................................................... ๓๐๐
การเปล่ียนแปลงเขตศขุ าภบิ าลครั้งแรก............................................................................ ๓๐๐
คณะกรรมการศขุ าภิบาลเม่อื แรกต้งั .................................................................................. ๓๐๑
การเปลีย่ นแปลงฐานะเปน็ เทศบาล................................................................................... ๓๐๒
การบรหิ ารเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อแรกตง้ั ........................................................ ๓๐๓
การบริหารเทศบาลเมืองนครศรธี รรมราช (พ.ศ. ๒๔๘๑ - ๒๕๓๖).................................... ๓๐๕
การบริหารเมื่อยกฐานะเป็นเทศบาลนครนครศรธี รรมราช
(พ.ศ. ๒๕๓๗ - ปัจจบุ ัน) .................................................................................................... ๓๑๒
องค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั นครศรธี รรมราช...................................................................... ๓๒๘
บทที่ ๙ สถาบนั พระมหากษัตริยก์ บั อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช...................................๓๓๑
พระมหานครศรีธรรมราช.................................................................................................. ๓๓๒
กรุงสุโขทยั ......................................................................................................................... ๓๓๕
กรงุ ศรีอยธุ ยา..................................................................................................................... ๓๓๖
กรงุ ธนบุรี........................................................................................................................... ๓๓๘
พระบรมราชา พระพุทธปฏิมาองคเ์ ดยี วในแผ่นดินธนบุรี................................................. ๓๔๖
กรงุ รัตนโกสนิ ทร.์ ............................................................................................................... ๓๔๘
บทท่ี ๑๐ บุคคลในความทรงจ�ำ................................................................................๓๗๙
พระรตั นธัชมนี (มว่ ง รตฺนธชฺเถระ)............................................................................... ๓๘๐
พระครเู ทพมนุ ศี รีสวุ รรณถูปาภิบาล (ท่านปาน)............................................................ ๓๘๒
พระรตั นธชั มนุ ี (แบน คณฐฺ าภรณเถร)......................................................................... ๓๘๔
(14)
สารบาญ
เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย)................................................................................ ๓๘๖
พลเอก เจ้าพระยาบดนิ ทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร)..................................................... ๓๘๘
ขนุ อาเทศคด.ี ................................................................................................................. ๓๘๙
ขนุ บวรรตั นารักษ.์ .......................................................................................................... ๓๙๐.
พลตำ� รวจตรี ขุนพนั ธรักษร์ าชเดช.................................................................................. ๓๙๑
ฮัจยียะโกบ สุมาลี.......................................................................................................... ๓๙๓
นายเหง้ โสภาพงศ์......................................................................................................... ๓๙๔
นายน้อม อุปรมัย........................................................................................................... ๓๙๕
นายแพทยจ์ �ำรัส มติ รกลู ............................................................................................... ๓๙๗
นายอำ่� ศรสี ัมพุทธ........................................................................................................ ๓๙๙
นายดเิ รก พรตตะเสน.................................................................................................... ๔๐๑
นายอังคาร กลั ยาณพงศ์................................................................................................ ๔๐๒
นายประเวศ ลิมปรงั ษี................................................................................................... ๔๐๔
นายสุชาติ ทรัพย์สนิ ...................................................................................................... ๔๐๖
ดร.สุรนิ ทร์ พศิ สวุ รรณ................................................................................................... ๔๐๘
บรรณานกุ รม.................................................................................................................... ๔๑๐
(15)
ตราสัญลกั ษณจ์ ังหวดั นครศรีธรรมราช
ค�ำขวญั ประจำ� อำ� เภอ
นครแห่งการเรยี นรู้ เปน็ เมืองนา่ อยู่ สู่สงั คมพฒั นาที่ย่งั ยนื
(16)
บทที่ ๑
ภูมศิ าสตร์ สิ่งแวดล้อม และแหลง่ ท่องเทยี่ ว
ประวตั คิ วามเป็นมา
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เป็นอ�ำเภอที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต มีประวัติพัฒนาการ
มายาวนานในฐานะเปน็ ศนู ย์กลางการบริหารของจงั หวดั นครศรธี รรมราช
ความเป็น “อ�ำเภอเมือง” ได้ถือก�ำเนิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เม่ือทรงเปล่ียนการปกครองจากระบบ “กินเมือง” เป็นแบบเทศาภิบาล โดยรวมหัวเมืองหลายเมือง
เข้าด้วยกันเป็น “มณฑล” มีข้าหลวงเทศาภิบาล ท�ำหน้าท่ีบริหารราชการภายในมณฑลนั้น ๆ เรียกว่า
“มณฑลนครศรธี รรมราช” เมอื่ พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยมพี ระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ (ปน้ั สขุ มุ ) เปน็ เทศาภบิ าลมณฑล
นครศรธี รรมราชคนแรก มกี ารจดั ตง้ั กองมณฑลเปน็ คณะผปู้ กครองมณฑล แบง่ การปกครองออกเปน็ อำ� เภอ
ต่าง ๆ ในขณะนั้นแบ่งเป็น ๙ อ�ำเภอ คือ อ�ำเภอกลางเมือง อ�ำเภอเบี้ยซัดเบ้ียซัด อ�ำเภอร่อนพิบูลย์
อำ� เภอกลาย อำ� เภอสชิ ล อำ� เภอลำ� พนู อำ� เภอฉวาง อำ� เภอทงุ่ สง และอำ� เภอเขาพังไกร
ภายหลังเปล่ียนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ยุบมณฑลนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัด
นครศรธี รรมราช มฐี านะเปน็ การปกครองในสว่ นภมู ภิ าค แบง่ ส่วนราชการออกเปน็ จังหวดั อ�ำเภอ และ
ต�ำบล เฉพะอ�ำเภอซึ่งเป็นศูนย์บริหารการปกครองของจังหวัด เดิมเรียกว่า “อ�ำเภอกลางเมือง” ต่อมา
จึงเปลีย่ นเป็น “อำ� เภอเมือง” และให้เป็นเชน่ นี้ทกุ จังหวดั มีพฒั นาการโดยสรปุ ดังนี้
1
พ.ศ. ๒๔๔๔ ประกาศจัดตั้งเป็นอ�ำเภอคร้ังแรก ในสมัยมณฑลนครศรีธรรมราช มีช่ือเรียกว่า
“อ�ำเภอกลางเมือง” ตั้งท่ีว่าการอ�ำเภอแห่งแรกในบริเวณสนามหน้าเมือง ต�ำบลคลัง (ต่อมาเปลี่ยนเป็น
“อำ� เภอเมอื ง”)
พ.ศ. ๒๔๕๔ แบง่ ทอ้ งทบ่ี างตำ� บลของอำ� เภอเมอื ง ตง้ั เปน็ กง่ิ อำ� เภอ ประกอบดว้ ย ตำ� บลลานสกา
กำ� โลน ทา่ ดี และขนุ ทะเล เรยี กวา่ “กง่ิ อำ� เภอลานสกา” ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๐๑ ยกสถานะเปน็ “อำ� เภอ
ลานสกา”
พ.ศ. ๒๔๕๘ ย้ายท่ีว่าการอ�ำเภอไปตง้ั ทตี่ �ำบลในเมือง
พ.ศ. ๒๕๐๖ สร้างท่ีท�ำการในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงได้ย้ายจากสนาม-
หน้าเมืองไปตัง้ อยูภ่ ายในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช
พ.ศ. ๒๕๑๗ แบ่งท้องที่บางต�ำบลของอ�ำเภอเมืองและต�ำบลดอนตะโก (บางหมู่) ของอ�ำเภอ
ทา่ ศาลา ตง้ั เปน็ “ก่ิงอ�ำเภอพรหมครี ี” ประกอบด้วย ต�ำบลพรหมโลก บ้านเกาะ อินคีรี และทอนหงส์
ตง้ั เปน็ ก่ิง ปัจจบุ ันยกสถานะเปน็ อำ� เภอพรหมคีรี
พ.ศ. ๒๕๓๗ แบ่งท้องที่บางต�ำบลของอ�ำเภอเมือง ตั้งเป็น “กิ่งอ�ำเภอพระพรหม” มีเขต
การปกครอง ๔ ตำ� บล ประกอบดว้ ย ตำ� บลนาพรุ ตำ� บลนาสาร ต�ำบลช้างซา้ ย และต�ำบลท้ายสำ� เภา
ปัจจุบนั ยกสถานะเป็นอ�ำเภอพระพรหม
พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ก่อสร้างอาคารที่ว่าการอ�ำเภอหลังใหม่ในท่ีดินของเคหะชุมชนนครศรีธรรมราช
ถนนอ้อมค่าย ต�ำบลปากพนู เปน็ ทต่ี ง้ั ของท่วี า่ การอ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราชมาจนถงึ ปจั จบุ ัน
๑. สภาพภูมศิ าสตร์
ทอ้ งทอ่ี ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชเปน็ ทตี่ ง้ั ของสว่ นราชการตา่ ง ๆ จำ� นวนมาก และเปน็ ศนู ยก์ ลาง
การบรหิ ารราชการของจงั หวดั ปจั จบุ นั มเี นอื้ ทที่ ง้ั หมด ๖๑๗.๔๐ ตารางกโิ ลเมตร หรอื ประมาณ ๓๔๖,๘๐๔
ไร่ มีประชากรรวม ๒๗๑,๒๙๐ คน มีจ�ำนวนครัวเรือน ๑๐๖,๓๔๑ ครัวเรือน เป็นอ�ำเภอที่มีประชากร
มากทส่ี ดุ ในจังหวัดนครศรธี รรมราช
๑.๑ ภมู ิประเทศ
อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มลี กั ษณะภูมปิ ระเทศที่หลากหลาย ประกอบด้วยพื้นทีภ่ เู ขา
และพื้นทรี่ าบ สภาพพืน้ ทส่ี ว่ นใหญเ่ ปน็ พ้ืนทรี่ าบ แบ่งได้ ๓ สว่ น ดังน้ี
๑) บริเวณพื้นท่ีราบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ด้านทิศตะวันออกของจังหวัดนครศรีธรรมราช
เป็นที่ราบที่เกิดจากสันทรายทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นลอนคลื่นทอดยาวจากทิศเหนือ
ลงสู่ทิศใต้ ตามแนวเขตอ�ำเภอท่าศาลาถึงเขตอ�ำเภอเมืองฯ มีเนื้อท่ี ๕๘๖.๙๐ ตารางกิโลเมตร คิดเป็น
ร้อยละ ๙๕.๐๖ ลักษณะดินเป็นดินปนทรายและดินตะกอนเกิดจากการทับถมของทรายชายฝั่งทะเล
และโคลนเลน เหมาะแกก่ ารปลกู พชื ผัก ท�ำนาข้าว เล้ียงสตั ว์ และทำ� การประมง
๒) บรเิ วณทร่ี าบสงู และพน้ื ทภี่ เู ขาดา้ นทศิ ตะวนั ตก พนื้ ทส่ี ว่ นใหญม่ คี วามชมุ่ ชน้ื สงู มเี นอ้ื ท่ี
๒๖.๖๑ ตารางกโิ ลเมตร คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๔.๓๑ ลกั ษณะพนื้ ทเี่ หมาะแกก่ ารปลกู ไมย้ นื ตน้ ผลไมแ้ ละพชื ผกั
๓) บริเวณทล่ี มุ่ น�ำ้ ขงั คดิ เปน็ เนอื้ ท่ี ๓.๘๙ ตารางกิโลเมตร คิดเป็นรอ้ ยละ ๐.๖๓
๑.๒ ทีต่ ั้งและอาณาเขต
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีที่ว่าการอ�ำเภอตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนอ้อมค่าย ต�ำบลปากพูน
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช พกิ ดั 8 2 5’12”N99 57’48”E/8.42000 N 99.96333 E แบง่ เขตการปกครอง
2
แผนที่แสดงพื้นทจี่ ังหวัดนครศรีธรรมราช
3
แผนที่แสดงที่ตั้งของอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช
4
ออกเปน็ ๑๓ ตำ� บล ๑๑๕ หมบู่ า้ น เทศบาล ๗ แหง่ และองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล ๗ แหง่ มอี าณาเขต
ตดิ ตอ่ กับเขตการปกครองข้างเคยี ง ดังนี้
ทศิ เหนอื ตดิ ตอ่ กับอำ� เภอพรหมคีรี อำ� เภอท่าศาลา และอา่ วไทย
ทิศใต้ ตดิ ตอ่ กบั อำ� เภอปากพนงั อำ� เภอพระพรหม และอำ� เภอเฉลมิ พระเกยี รติ
ทศิ ตะวันออก ตดิ ต่อกับอำ� เภอปากพนัง และอ่าวไทย
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับอ�ำเภอลานสกา และอ�ำเภอพรหมคีรี
๑.๓ ภเู ขาและทะเล
ทางทิศตะวันตกของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีสภาพภูมิประเทศติดต่อกับเทือกเขา
นครศรีธรรมราช ซ่ึงเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ในพื้นที่ต�ำบลท่างิ้ว อ�ำเภอ
เมอื งนครศรธี รรมราช มภี เู ขาทโี่ ดดเดน่ คอื เขามหาชยั ซงึ่ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของเทือกเขานครศรีธรรมราช
“บ้านปากนคร” เป็นส่วนหนง่ึ ของชายฝงั่ ทะเลของจงั หวดั นครศรธี รรมราชและเชือ่ มตอ่ ออกสทู่ ะเลอา่ วไทย
ชายฝ่งั ทะเล
จงั หวดั นครศรธี รรมราช มอี าณาเขตดา้ นทศิ ตะวนั ออกเปน็ ชายฝง่ั ทะเลอา่ วไทย มคี วามยาว
ประมาณ ๒๒๕ กิโลเมตร จากเหนือจดใต้นับตั้งแต่อ�ำเภอเหนือสุดคืออ�ำเภอขนอม ถึงอ�ำเภอใต้สุด
คืออ�ำเภอหัวไทร นับเป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเลยาวที่สุดในประเทศไทย เฉพาะชายฝั่งทะเลในเขตพื้นท่ี
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมคี วามยาวประมาณ ๒๖.๑๐ กโิ ลเมตร ลกั ษณะชายฝง่ั ทะเลคอ่ นขา้ งเหยยี ดตรง
ยกเวน้ ทเ่ี ปน็ เวง้ิ ปกี ของแหลมตะลมุ พกุ จะยน่ื โอบลอ้ มมลี กั ษณะเปน็ เวงิ้ อา่ ว เรยี กวา่ “อา่ วนครศรธี รรมราช”
หรือ “อ่าวนคร” มีความลึกเฉล่ียประมาณ ๑๐ เมตร ในระยะห่างจากชายฝั่งประมาณ ๔ กิโลเมตร
และเมอื่ หา่ งฝง่ั ออกไปประมาณ ๒๐ กโิ ลเมตร จะมคี วามลกึ ราว ๑๘ เมตร ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของชายฝง่ั
ทะเลในอำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราชสว่ นใหญ่เป็นโคลนปนทรายและมีป่าชายเลนขึน้ อยู่ทั่วไป
5
สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ภาณรุ งั สสี วา่ งวงศ์ กรมพระยาภาณพุ นั ธวุ งศว์ รเดช ทรงกลา่ วถงึ อา่ วเมอื งนครไว้
เม่ือคร้ังเสด็จฯ ถึงเมืองนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ เนื้อหาสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะภูมิประเทศ
และความอุดมสมบูรณ์ของชายฝ่งั ทะเลอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช ความวา่
“...เรอื สรุ ยิ มณฑลทอดสมอหนา้ อา่ วเมอื งนครฯ ดา้ นเหนอื นำ�้ ลกึ ๑๑ ศอก เรอื ตอ้ งจอดหา่ ง
เพราะเป็นหาดโคลนตื้นออกมาไกล... แลเห็นเขาล้อมเมืองเขียวๆ...ที่ปากคลองเมืองนครน้ันเป็นชายเลน
ออกมา ๒ ข้าง มีนกทะเลใหญ่ ๆ อยตู่ ามป่าชายเลนเป็นอันมาก แนวไมน้ น้ั เปน็ ปา่ แสมและปา่ ตาตมุ่ ...มี
จระเข้ จะกวด เหย้ี ลงิ คา่ ง ชุกชุม มตี น้ มะพร้าวสองฟากคลอง มไี ร่ข้าวเจ้า ขา้ วโพด.1..”
๑.๔ ลักษณะของธรณีวิทยา
จงั หวดั นครศรธี รรมราช มลี กั ษณะภมู ปิ ระเทศทง้ั ทเ่ี ปน็ ภเู ขา เนนิ เขาและทรี่ าบชายฝง่ั ทะเล
สามารถแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น ๓ เขต คือ เขตเทือกเขาตอนกลาง คือเทือกเขานครศรีธรรมราชเป็นแหล่ง
กำ� เนดิ ของตน้ นำ�้ หลายสาย เขตทรี่ าบตะวนั ออกตง้ั แตเ่ ทอื กเขานครศรธี รรมราชไปทางตะวนั ออกถงึ ชายฝง่ั
อ่าวไทย และเขตท่ีราบตะวันตกตั้งแต่ด้านตะวันตกของเทือกเขาตอนกลาง มีลักษณะเป็นท่ีราบเชิงเขา
หรอื ที่ราบบรเิ วณหบุ เขา
พ้ืนที่ของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ต้ังอยู่ในเขตที่ราบตะวันออกคือต้ังแต่ที่ราบเชิงเขา
นครศรีธรรมราชไปถึงชายฝั่งอ่าวไทย ตามลักษณะภูมิสัณฐานทางธรณีวิทยา แผ่นดินบริเวณน้ีสามารถ
แบ่งกว้าง ๆ ไดเ้ ป็น ๓ ลักษณะ ดงั นี ้
๑) พื้นที่ราบทางตะวันออก เป็นพื้นที่ระหว่างเทือกเขาหลวงกับพื้นที่สันทรายชายฝั่ง
มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขา ก่อตัวขึ้นพร้อม ๆ กับการเกิดของเทือกเขาและมีลักษณะสมบูรณ์ เม่ือภูเขา
ก่อตัวเรียบร้อยแล้ว มีอายุต้ังแต่ ๑๓๕ ล้านปี เป็นต้นมา จากนั้นจึงเริ่มก่อรูปของที่ราบตะกอนแม่น้�ำ
ท่ีมีการกอ่ รปู สมบรู ณเ์ มอื่ ๒ ลา้ นปี จนถงึ ๑ หมนื่ ปมี าแลว้ พนื้ ทเ่ี หลา่ นอ้ี ยใู่ นเขตทร่ี าบเชงิ เขาดา้ นทศิ
ตะวนั ออกของเทอื กเขานครศรธี รรมราช หรอื บรเิ วณดา้ นตะวนั ตกของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ตดิ ตอ่
กับอำ� เภอพรหมคีรี และอ�ำเภอลานสกา
๒) พน้ื ทรี่ าบสนั ทราย (หรอื ทร่ี าบตะกอนทรายชายฝง่ั ทะเลอา่ วไทย) เปน็ พนื้ ทรี่ าบอนั เกดิ จาก
การทับถมของตะกอนแม่น้�ำในสมยั ไพลสโตซนี (Pleistocene Epoch) และทบั ถมดว้ ยตะกอนทะเลในสมั
ยโฮโลซีน (Holocene Epoch) อีกครั้งหนึ่ง เป็นพื้นท่ีท่ีอยู่ระหว่างพ้ืนท่ีราบใกล้ภูเขาและที่ราบตะกอน
แม่น้�ำกับพ้ืนท่ีสันทราย มีอายุระหว่าง ๑๐,๐๐๐ - ๖,๘๐๐ ปี พ้ืนท่ีเหล่านี้อยู่ในท่ีราบสันทรายชายฝั่ง
อา่ วไทย2
1ภาณุรงั สีสวา่ งวงศ์ กรมพระยาภาณุพนั ธุวงศ์วรเดช, สมเด็จเจา้ ฟ้า. ชวี วิ ฒั น์เทยี่ วท่ตี ่างๆ ภาค ๗ กรงุ เทพฯ
โรงพมิ พค์ ุรุสภาพระสุเมรุ ๒๕๑๑. หนา้ ๘๕-๘๖.
2 วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดนครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ
มูลนธิ ิปูนซเี มนต์ไทย ๒๕๔๔. หนา้ ๔-๕
6
๓) พ้นื ทีส่ นั ทราย ประกอบด้วย ๒ ลักษณะ คอื สันทรายใหม่ (Recent beach ridges)
เกิดเป็นแนวยาวขนานกับริมฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ดินบริเวณน้ี
เปน็ ทรายจัด มีความอุดมสมบูรณต์ ่ำ� และสนั ทรายเกา่ (Old beach ridges) เปน็ บรเิ วณที่อยถู่ ัดเข้าไป
ในแผ่นดินท่ีมีอายุมาก ลักษณะดินเป็นทรายจัดและมีช้ันดานอยู่ตอนล่างภายในความลึก ๑ - ๒ เมตร
จากผิวดิน เป็นดนิ ทมี่ ีความอดุ มสมบูรณต์ �่ำ3
บรเิ วณพน้ื ทใี่ นเขตตวั เมอื งนครศรธี รรมราช ซงึ่ เปน็ ศนู ยก์ ลางการบรหิ ารราชการ และเปน็
ยา่ นธุรกจิ การคา้ ของจังหวดั ตง้ั อยูบ่ นสันทราย หรอื สนั ดอนทราย (Sand dune) ซ่ึงในทางภมู สิ ัณฐาน
และธรณวี ทิ ยาเรยี กวา่ “สนั ทรายรวิ้ กลาง” ซง่ึ เปน็ สนั ทรายขนาดใหญ่ จากการกำ� หนดอายเุ ฉพาะทส่ี นั ทราย
นครศรีธรรมราช ทตี่ ่อเนอื่ งไปถงึ อำ� เภอระโนดและอ�ำเภอสทงิ พระ จังหวดั สงขลา ไดก้ ่อรปู เป็นสนั ทราย
เมือ่ ประมาณ ๖,๘๐๐ ปีมาแลว้
๑.๕ ลักษณะดนิ
จากการศกึ ษาลกั ษณะดนิ ของกรมพฒั นาทด่ี นิ 4 พบวา่ ลกั ษณะดนิ ในบรเิ วณลมุ่ นำ้� สาขาภาคใต้
ฝั่งตะวันออก ส่วนที่ ๔ ซ่ึงครอบคลุมบริเวณอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และอ�ำเภออื่น ๆ ของจังหวัด
นครศรธี รรมราช มคี วามสมั พนั ธก์ บั สภาพธรณสี ณั ฐานวทิ ยาและวตั ถตุ น้ กำ� เนดิ ดนิ เพราะบรเิ วณนมี้ ลี กั ษณะ
ท่ีมีอิทธิพลของน้�ำทะเล แม่น�้ำ และการทับถมของทะเลและภูเขา ท�ำให้สภาพธรณีสัณฐานของบริเวณน้ี
มลี ักษณะแตกต่างกนั กล่าวเฉพาะอำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช มีลกั ษณะของสภาพดินแตกต่างกนั ดงั นี้
๑. ดินทราย เป็นดินที่อยู่ในบริเวณสันทรายใหม่และสันทรายเก่า มีความสูงจากระดับ
นำ้� ทะเลประมาณ ๐.๕ - ๑.๐ เมตร ซง่ึ เกดิ เปน็ แนวยาวขนานไปกบั ฝง่ั ทะเลอา่ วไทยดา้ นตะวนั ออกของพน้ื ท่ี
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช สภาพดนิ มลี กั ษณะเปน็ ดนิ ทรายจดั มคี วามอดุ มสมบรู ณต์ ำ่� สว่ นใหญใ่ ชป้ ระโยชน์
ทางเกษตรกรรม สำ� หรับปลูกมะพร้าว
๒. ดนิ เหนยี วออ่ นตวั เปน็ ดนิ บรเิ วณทรี่ าบเลยี บชายฝง่ั ทะเลโดยเฉพาะบรเิ วณทแ่ี มน่ ำ้� ลำ� คลอง
ไหลออกสทู่ ะเล เปน็ ดนิ ทเ่ี กดิ จากการทบั ถมของตะกอนลำ� นำ้� ออกไปสทู่ ะเล มลี กั ษณะเปน็ ดนิ ดอนสามเหลยี่ ม
ปากแมน่ �ำ้ ลกั ษณะของดนิ เปน็ เนอ้ื ละเอยี ดและมปี รมิ าณเกลอื เปน็ องค์ประกอบอยูส่ ูง มนี �้ำทะเลทว่ มขงั
อยเู่ สมอ ปกคลมุ ดว้ ยปา่ ชายเลนใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นการเพาะเลย้ี งสตั วน์ ำ้� ชายฝง่ั เชน่ บรเิ วณชายฝง่ั ทะเล
ของตำ� บลปากพูน ตำ� บลปากนคร ต�ำบลท่าไร่ เปน็ ตน้
๓. ดินเหนยี ว เป็นดนิ จากการทับถมของตะกอนนำ้� กร่อย เปน็ บริเวณที่น้ำ� ทะเลเคยท่วมถงึ
มาก่อน ต่อมาเกิดการทับถมของตะกอนน้�ำกร่อยสะสมมากข้ึนเรื่อย ๆ จนกระทั่งระดับพ้ืนดินถูกยกตัว
สูงขึ้นจนน้�ำทะเลท่วมไม่ถึง ลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียวและดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียวสิเทาอ่อน
เป็นดินที่มีความสามารถในการอุ้มนำ้� สูงเหมาะแก่การทำ� นาปลูกข้าว เช่น พื้นท่ีในบริเวณต�ำบลนาเคียน
ต�ำบลนาทราย ต�ำบลไชยมนตรี เป็นตน้
3 กรมพฒั นาทดี่ นิ แผนการใชท้ ดี่ นิ ลมุ่ นำ้� สาขาภาคใตฝ้ ง่ั ตะวนั ออก สว่ นที่ ๔. กรงุ เทพฯ : กองวางแผนการใช้
ท่ดี นิ กรมพฒั นาท่ดี ิน, ๒๕๔๒. หน้า ๑๑.
4 ธีระยุทธ์ จติ ต์จำ� นง และคนอนื่ ๆ . แผนการใช้ทีด่ นิ ลุ่มน้ำ� สาขาภาคใต้ฝง่ั ตะวันออก ส่วนที่ ๔. กรุงเทพฯ:
กรม พัฒนาทีด่ นิ . ๒๕๔๒. หนา้ ๑๑-๑๓.
7
๔. ดินพรุ หรือดินป่าพรุ เป็นดินบริเวณท่ีลุ่มต่�ำระหว่างสันทรายเก่า มีพ้ืนที่เป็นแนวยาว
ขนานไปกบั สนั ทรายทงั้ สนั ทรายเกา่ และสนั ทรายใหม่ ทอดตวั ยาวไปตามทศิ เหนอื - ใต้ เปน็ บรเิ วณทม่ี นี ำ�้ ขงั
ตลอดปี เปน็ ดนิ ทเี่ กดิ จากตะกอนนำ�้ ทะเลและนำ้� กรอ่ ย เนอ้ื ดนิ เปน็ เนอ้ื ละเอยี ดสลบั ชน้ั ทราย ดนิ มสี ภาพ
เป็นกรดหรอื มแี นวโนม้ จะเป็นกรดจัด มีพรรณไม้หลายชนิดเกิดขนึ้ และมีเศษซากพชื หลน่ ทบั ถมกนั นาน
จนเกดิ เปน็ ชนั้ อนิ ทรยี วตั ถหุ นา ทำ� ใหเ้ กดิ เปน็ ดนิ อนิ ทรยี ท์ เ่ี รยี กวา่ “พร”ุ หรอื “ปา่ พร”ุ เชน่ บรเิ วณพน้ื ท่ี
ป่าพรใุ นต�ำบลท่าเรอื ต�ำบลปากพนู เปน็ ต้น
๕. ดินร่วน เป็นดินที่เกิดจากน�้ำในแม่น�้ำล�ำคลองพัดพาเอาตะกอนต่าง ๆ ข้ึนมาทับถม
อยู่ในบริเวณริมฝั่งในฤดูน้�ำหลาก เมื่อตะกอนมากข้ึนก็จะเกิดเป็นสันดินริมน้�ำ ตะกอนนี้เกิดจากแม่น้�ำ
หลายสาย เนอื้ ดนิ เปน็ ดนิ รว่ น หรอื รว่ นเหนยี ว ไมแ่ นน่ ทบึ เหมาะแกก่ ารปลกู พชื เกอื บทกุ ชนดิ ใชป้ ระโยชน์
ในการปลูกไม้ผล และยางพารา เช่น พ้ืนทใ่ี นบริเวณตำ� บลทา่ ง้ิว ต�ำบลโพธเ์ิ สดจ็ เปน็ ต้น
๖. ดินภูเขา เป็นดินจากพ้ืนที่ลูกคลื่นลอนตื้นจนถึงพ้ืนที่แบบเขาที่มีวัตถุผุพังสลายตัว
อยกู่ บั ที่ สว่ นใดทที่ นทานตอ่ การสลายตวั และถกู ชะลา้ งกจ็ ะปรากฏเปน็ ภเู ขาโดดเดน่ สว่ นใดทผ่ี พุ งั สลายตวั
และถูกชะล้างไปโดยง่ายก็จะถูกลดระดับลงมาเป็นสภาพพื้นที่ท่ีต่�ำกว่า ใช้ประโยชน์เป็นท่ีดินป่าไม้และ
สวนยางพารา เปน็ พ้นื ทอ่ี ยู่ในบริเวณตะวันตกของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ซงึ่ มีจำ� นวนนอ้ ย คิดเป็น
สดั สว่ นเพยี งรอ้ ยละ ๔.๓๑ ของพน้ื ทอี่ ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช หรอื ประมาณ ๒๖.๖๑ ตารางกโิ ลเมตร
เชน่ บรเิ วณบางสว่ นของต�ำบลท่างิว้ เป็นต้น
จากลักษณะทางธรณีวิทยาของดินในเขตพื้นที่อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช สามารถแบ่ง
พ้ืนดินเพอ่ื การเกษตรออกเป็น ๓ ชุด5 คือ ดินเหนยี วผสมดินลูกรัง อยใู่ นเขตพืน้ ทที่ างดา้ นทศิ ตะวันตก
ของอ�ำเภอ เป็นดนิ เหมาะแก่การปลูกไม้ยนื ตน้ ท�ำสวนผลไม้และปลูกพืชผัก ดนิ เหนยี ว อยใู่ นเขตพ้ืนท่ี
ทางดา้ นทศิ ตะวนั ออกของอำ� เภอ เหมาะแกก่ ารทำ� นาขา้ วและปลกู พชื ผกั ดนิ ทราย อยใู่ นเขตพน้ื ทท่ี างดา้ น
ทิศตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของอ�ำเภอ เหมาะแกก่ ารปลูกสวนมะพรา้ ว
๒. ทรพั ยากรน้ำ�
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมลี กั ษณะภมู ปิ ระเทศเปน็ ทรี่ าบชายฝง่ั ทะเล มเี ทอื กเขานครศรธี รรมราช
หรือเขาหลวงเป็นป่าต้นน้�ำส�ำคัญ อันเป็นแหล่งก�ำเนิดของสายน�้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและพืชพันธุ์
ตลอดสองฟากฝงั่ ยงั ความอดุ มสมบรู ณแ์ กผ่ นื แผน่ ดนิ เม่อื พจิ ารณาจากสดั สว่ นของสภาพพน้ื ทขี่ องอำ� เภอ
เมืองนครศรีธรรมราช พบว่าสภาพภูมิประเทศท่ีเป็นพ้ืนน�้ำมีเพียงร้อยละ ๐.๖๓ ของพ้ืนที่ หรือคิดเป็น
เนอ้ื ท่ี ๓๘๙ ตารางกิโลเมตร6 แหล่งทรพั ยากรน้�ำทส่ี �ำคัญของอำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราชประกอบดว้ ย
ลมุ่ น�้ำ ลำ� คลอง แหลง่ นำ�้ บาดาล และน�้ำท่า ดังนี้
๒.๑ ลมุ่ นำ�้ ในอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
ลกั ษณะทางกายภาพของลมุ่ นำ้� ในพน้ื ทอ่ี ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ประกอบดว้ ยลมุ่ นำ�้ ยอ่ ย
๒ สาย คอื คลองปากพนู ตน้ นำ�้ อยทู่ น่ี ำ�้ ตกพรหมโลก ดา้ นตะวนั ออกของเทอื กเขานครศรธี รรมราชในเขต
อ�ำเภอพรหมคีรี ไหลไปลงทะเลอ่าวไทยที่ต�ำบลปากพูน อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อีกสายหนึ่งคือ
5 อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช. เอกสารบรรยายสรุปอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช จังหวดั นครศรธี รรมราช.
นครศรธี รรมราช : ฝ่ายปกครอง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช : ๒๕๖๐. ไม่ปรากฏเลขหน้า.
6 แหล่งเดมิ .
8
คลองปากพญา - คลองปากนคร มีต้นน�้ำจากคลองท่าดีท่ีเขาคีรีวง อ�ำเภอลานสกา ไหลผ่านอ�ำเภอเมือง
นครศรีธรรมราช ออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่บ้านปากพญา รูปแบบของล�ำน้�ำมีทิศทางไม่แน่นอน มีการแตก
ก่ิงก้านสาขาเป็นแบบเส้นใบไม้ ลักษณะของพ้ืนที่ลุ่มน้�ำมีความลาดชันตามสภาพของพ้ืนที่ท่ีเทลาดจาก
ทศิ ตะวันตกไปทางทิศตะวันออกของอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช7
๒.๒ ล�ำคลอง
ล�ำคลองที่ไหลผ่านพ้ืนท่ีอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชล้วนเกิดจากต้นน้�ำในเทือกเขา
นครศรธี รรมราช ไหลลงสทู่ ะเลอา่ วไทยทางทศิ ตะวนั ออกของเมอื ง และเปน็ เสน้ ทางการคมนาคมทสี่ ำ� คญั
ในอดีต มดี ังน้ี
๒.๒.๑ คลองปากพยงิ ตน้ นำ้� เกดิ จากหนานระฟา้ ในเขตเทอื กเขาหลวง ผา่ นนำ�้ ตกอา้ ยเขยี ว
อ�ำเภอพรหมคีรี เรียกว่าคลองอ้ายเขียว เมื่อไหลผ่านปากยิงจึงเรียกชื่อเป็นคลองปากพยิง ก่อนไหลลงสู่
ทะเลอ่าวไทยที่ต�ำบลปากพูน อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีล�ำคลองสาขา ๓ สาย ได้แก่ คลองชุมขลิง
คลองเคย และคลองเกา่ คลองปากพยงิ หรอื คลองทา่ แพ เปน็ เสน้ ทางคมนาคมทางนำ�้ ทสี่ ำ� คญั สายหนง่ึ ในอดตี
เช่นเดียวกับคลองปากพญา คลองปากนคร ในอดตี ชาวสวนจากอ�ำเภอลานสกา อำ� เภอพรหมคีรี หรือ
“ชาวเหนือ” มกั มี “เกลอ” (เพ่ือน) กับชาวนาในพนื้ ทร่ี าบ เม่อื ถึงฤดูผลไม้ ชาวเหนือจะน�ำเรือบรรทุก
ผลไมใ้ สเ่ รอื ลอ่ งลงมาตามลำ� คลองดงั กลา่ ว เพอ่ื นำ� สงิ่ ของ ผลไมม้ าแลกกบั ขา้ ว เกลอื กบั “เกลอ” หรอื
ชาวบา้ นอน่ื ๆ ในพนื้ ทร่ี าบ
คลองทา่ แพหรือคลองปากพนู
๒.๒.๒ คลองปากพนู หรอื คลองทา่ แพ ในอดตี เปน็ เสน้ ทางคมนาคมทางนำ้� ทส่ี ำ� คญั ตน้ นำ�้
เกิดจากเทือกเขานครศรึธรรมราชบริเวณเขาหลวงทางด้านตะวันออกของเทือกเขา ต้นน้�ำอยู่ที่น้�ำตก
7 ธรี ะยุทธ จิตตจ์ �ำนง และคนอนื่ ๆ. แผนการใชท้ ่ีดนิ ลุ่มน�้ำสาขาภาคใตฝ้ ั่งตะวนั ออก สว่ นท่ี ๔. กรงุ เทพฯ :
กรมพฒั นาที่ดนิ . ๒๕๔๒. หน้า ๓๓.
9
พรหมโลกในเขตอำ� เภอพรหมครี ี ไหลไปทางทศิ ตะวนั ออก ผา่ นตำ� บลบา้ นเกาะ บา้ นทา่ แพ ตำ� บลปากพนู
แลว้ ไหลลงสอู่ า่ วนครศรธี รรมราช ตอนตน้ นำ�้ เรยี กวา่ คลองนอกทา่ ใกลป้ ากนำ้� เรยี กวา่ คลองปากพนู ในอดตี
เป็นคลองท่ีมีความส�ำคัญทางการคมนาคม เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ ดังความที่ปรากฏในพระราช-
หัตถเลขาเม่ือครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายูโดยทางเรือ
เมอื่ ร.ศ. ๑๑๗ ทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ รอื พระทน่ี ง่ั ทอดสมออยทู่ อี่ า่ วนคร แลว้ เสดจ็ ฯ ลงเรอื พระทน่ี ง่ั กรรเชยี ง
เข้าเมอื งนคร โดยใช้คลองนเ้ี ป็นเส้นทางเสดจ็ พระราชด�ำเนนิ ดงั ความทีป่ รากฏวา่
“วันท่ี ๓ เวลาเช้าโมงเศษ เสด็จลงเรือพระที่น่ังกรรเชียงมาเข้าปากน้�ำกะพูน (คลอง
ปากพูน) ที่ปากน้�ำเป็นท่ีเลนน้�ำต้ืน ต้องเข็นเรือพระท่ีน่ังประมาณ ๕ เส้น จึงตีกรรเชียงได้ต่อมาถึงบ้าน
ปากกะพนู ...”8
นอกจากน้ีคลองท่าแพยังเป็นเส้นทางที่กองทัพญี่ปุ่นล�ำเลียงทหาร ยกพลข้ึนบกท่ีจังหวัด
นครศรีธรรมราช เม่ือวันท่ี ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ในสงครามมหาเอเชียบูรพา สมัยสงครามโลกครั้งท่ี ๒
เกดิ การสรู้ บระหวา่ งทหารไทยกบั ทหารญปี่ นุ่ ทย่ี ทุ ธภมู บิ า้ นทา่ แพ สถานทต่ี งั้ ของอนสุ าวรยี ว์ รี ไทยในปจั จบุ นั
คลองปากนคร
๒.๒.๓ คลองปากนคร เปน็ ลำ� คลองทสี่ ำ� คญั อกี สายหนง่ึ ในเขตอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
ตอนต้นน้�ำเรียกว่า “คลองหัวตรุด” แหล่งน�้ำของคลองปากนครมาจากแหล่งน�้ำของล�ำคลองหลายสาย
ทแี่ ยกมาจากคลองทา่ ดี ไดแ้ ก่ คลองหนา้ เมอื ง ไหลไปลงคลองปากนครทท่ี า่ นคร คลองสวนหลวง คลอง-
ปา่ เหลา้ ไหลไปรวมกบั คลองปากนคร และลงสอู่ า่ วไทยทตี่ ำ� บลปากนคร นอกจากนยี้ งั มลี ำ� คลองสายสน้ั ๆ
เป็นลำ� คลองสาขา ท่ไี หลแยกออกจากคลองปากนคร ๔ สาย ไดแ้ ก่ คลองโคกอิฐ คลองบางลุงสง คลอง-
บางลงุ ต้ม และคลองบางหลวง
8 วเิ ชยี ร ณ นคร และคณะ. นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช : โรงพิมพ์อกั ษรสัมพนั ธ.์ ๒๕๒๑ หนา้ ๗.
10
๒.๒.๔ คลองหัวตรุด ต้นน้�ำเกิดจากล�ำคลอง ๘ สาย ได้แก่ คลองบางไทร คลองจังหูน
และคลองน้�ำฉา ไหลมารวมกันท่ีบ้านจังหูน ไหลผ่านต�ำบลท่าเรือ เรียกว่าคลองท่าเรือ ผ่านบ้านหัวตรุด
เรียกว่าคลองหัวตรดุ สว่ นลำ� คลองสาขาอกี ๕ สาย มตี ้นน�ำ้ จากเทอื กเขานครศรีธรรมราช ได้แก่ คลอง-
ไม้เสียบ คลองคูพาย คลองสวนหลวง คลองป่าเหล้า และคลองหน้าเมือง ที่ไหลมารวมกันผ่านปากนคร
ตอนปลายของล�ำน้ำ� จงึ เรยี กชอื่ เป็น “คลองปากนคร” ไหลลงสอู่ า่ วไทยทต่ี ำ� บลปากนคร
๒.๒.๕ คลองท่าดี เป็นล�ำน้�ำส�ำคัญทั้งในด้านบริโภคและอุปโภคของอ�ำเภอเมืองนครศรี-
ธรรมราช ตน้ นำ้� เกดิ จากแหลง่ นำ้� หลายสายบนเทอื กเขานครศรธี รรมราช (เขาหลวง) ในเขตอำ� เภอลานสกา
ไหลมารวมกันท่ีเขาคีรีวง แล้วไหลลงสู่หนานหินท่าหา ผ่านหุบเขาในบ้านคีรีวง ไหลลงสู่ที่ราบลุ่มทางฝั่ง
ตะวันออกซึ่งมีความลาดชันมากในช่วงตอนบนของล�ำน้�ำ ไหลลงสู่ท่ีราบในตัวเมือง ผ่านต�ำบลไชยมนตรี
ถงึ พัฒนาการ-ทุ่งปรงั แยกเปน็ สองสาย สายหนึ่งไหลไปทางตะวันออกเรียกว่าคลองปา่ เหลา้ อีกสายหน่งึ
ไหลไปทางทิศเหนอื ผ่านถนนเทวบุรี ชมุ ชนบอ่ ทรัพยร์ วมกบั นำ้� จากคลองท่งุ ปรัง เรียกชื่อเปน็ คลองท่าซกั
ไหลไปทางตะวนั ออกลงสอู่ ่าวไทยที่บา้ นปากพญา มคี วามยาวตลอดล�ำนำ�้ ๖๓ กิโลเมตร9
๒.๒.๖ คลองท่าซัก - ปากพญา ต้นน้�ำเกิดจาน�้ำตกในเขตเทือกเขานครศรีธรรมราช
ท่ีเขาครี วี ง เขตตำ� บลก�ำโลน อ�ำเภอลานสกา ตน้ นำ้� เรียกวา่ “คลองทา่ ดี” เป็นลำ� คลองทมี่ คี วามสำ� คญั
ในการคมนาคมในอดีตอีกสายหนึ่ง ไหลผ่านสะพานราเมศร์ไปทางตะวันออก ผ่านต�ำบลท่าวัง ท่าซัก
ลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่บ้านปากพญา เรียกว่า “คลองปากพญา” ช่ือ “ปากพญา” ปรากฏในเอกสารทาง
ประวตั ศิ าสตร์ กลา่ ววา่ ทา้ วพระยาผูป้ กครองเมอื งนครศรธี รรมราช เคยสงวนเส้นทางนี้สำ� หรับเขา้ - ออก
เฉพาะกิจของบ้านเมือง ห้ามพ่อค้าประชาชนนอกราชการใช้สัญจรเด็ดขาด10 นอกจากน้ียังมีล�ำคลอง
สายสน้ั ๆ เปน็ ลำ� คลองสาขา จำ� นวน ๔ สาย ทไ่ี หลแยกไปจากคลองทา่ ซกั ไดแ้ ก่ คลองบางดำ� คลองบางมลู
คลองลัด และคลองบาง กสช. ในอดีตคลองท่าซัก - ปากพญา เป็นเส้นทางการเดินเรือท่ีใช้เป็นเส้นทาง
จากปากน�้ำอ่าวไทยเข้ามายังตัวเมืองนครศรีธรรมราช จากหลักฐานส�ำคัญที่พบคือซากเรือโบราณ และ
สมอเรือขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเป็นลำ� คลองท่ีเป็นเส้นทางการเดินเรือท่ีสำ� คัญในอดีต ดังที่ข้อความ
ท่ีปรากฏในเอกสารของเฮนรี่ เบอร์นี่ ราชทูตอังกฤษประจ�ำราชส�ำนัก ได้เดินทางเข้ามาติดต่อสัมพันธ์
กบั เจ้าเมืองนครศรธี รรมราช โดยเขียนบรรยายถงึ การเดนิ ทางเขา้ เมอื งนครศรธี รรมราช ความวา่
“...ขณะนเ้ี รอื ของเราจอดอยใู่ นระยะ ๓ ฟาทอม หา่ งจากปากแมน่ ำ�้ ทา่ วงั ประมาณ
๒ ไมลค์ รง่ึ แมน่ ้�ำทา่ วงั น้ีอย่ทู างเหนอื ของแม่นำ�้ นคร แม่นำ้� ท้ัง ๒ สาย ไหลมาบรรจบกันในแผน่ ดนิ ข้างใน
ลึกเข้ามาสัก ๒-๓ ไมล์ ขณะน้แี ม่น�ำ้ นครก�ำลงั ทว่ มสงู บรเิ วณที่ทอดสมอเป็นเลนอ่อน ๆ อยูท่ ่วั ไป”11
9 สำ� นกั ชลประทานที่ ๑๕ นครศรธี รรมราช . ระดบั นำ้� ฝน นำ้� ทา่ โครงการสง่ นำ�้ และบำ� รงุ รกั ษานครศรธี รรมราช.
(ออนไลน์). สืบค้นเมอ่ื ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑, จาก http://www.irrigation.rid.go.thใnsto.data_level_3
10 ดิเรก พรตตะเสน. นามภูมิในนครศรีธรรมราช ใน รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช
คร้ังที่ ๔. นครศรีธรรมราช : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรธี รรมราช. ๒๕๒๙. หนา้ ๑๙๐.
1 1 สาวิตรี สวุ รรณสถิตย์ (แปล). เจา้ พระยานคร (น้อย) กับเฮนร่ี เบอรน์ ่ี ใน รายงานการสัมมนาประวตั ิศาสตร์
เมืองนครศรีธรรมราช ครงั้ ท่ี ๒. พิมพ์ครัง้ ที่ ๒. นครศรธี รรมราช : โรงพมิ พ์ไทมพ์ รน้ิ ต้งิ . ๒๕๕๒.
11
คลองหน้าเมือง
๒.๒.๗ คลองหนา้ เมอื ง เป็นคลองที่แยกมาจากคลองทา่ ดีทีบ่ ริเวณกำ� แพงเมอื งเกา่ ไหล
ไปทางตะวนั ออก ผา่ นสะพานนครนอ้ ยเรยี กวา่ “คลองหนา้ เมอื ง” ไหลไปทางตะวนั ออกลงสคู่ ลองปากนคร
๒.๒.๘ คลองบา้ นตาล มตี น้ กำ� เนดิ ของแหลง่ นำ้� จากเทอื กเขานครศรธี รรมราช ไหลผา่ น
ที่ราบทางตะวันตก ผ่านต�ำบลท่าง้ิว ต�ำบลนาทราย ไหลต่อไปจนส้ินสุดปลายน�้ำท่ีส�ำนักสงฆ์หลังค่าย
วชริ าวธุ
๒.๒.๙ คลองป่าเหล้า เป็นคลองท่ีแยกจากคลองท่าดีที่บริเวณบ้านหัวท่า ไหลไปทาง
ตะวันออกลงสู่คลองหัวตรุด ก่อนไหลไปรวมกลายเป็นคลองปากนครท่ีบ้านปากนคร และไหลลงสู่ทะเล
อ่าวไทย
๒.๒.๑๐ คลองสวนหลวง เป็นล�ำคลองที่แยกมาจากคลองท่าดี ไหลผ่านถนนราชด�ำเนิน
ถนนพัฒนาการคูขวาง ถนนเทิดพระเกียรติ ไหลไปทางตะวันออกลงสู่คลองหวั ตรดุ
๒.๒.๑๑ คลองชะเมา ต้นน้�ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราช ในเขตอ�ำเภอลานสกา
ไหลลงสทู่ ะเลอา่ วไทยทบี่ า้ นปากคลอง คลองนมี้ ชี อ่ื เรยี กกนั หลายชอื่ ตามทอ้ งทท่ี ไี่ หลผา่ น คอื เมอื่ ไหลจาก
นำ�้ ตกกะโรมเรยี กวา่ “คลองเขาแกว้ ” เมอื่ ไหลเขา้ อำ� เภอรอ่ นพบิ ลู ยเ์ รยี กวา่ “คลองเสาธง” เมอ่ื ไหลผา่ น
บา้ นโคกคราม อำ� เภอรอ่ นพบิ ลู ย์ เรยี กวา่ “คลองโคกคราม” เมอื่ ไหลผา่ นตำ� บลชะเมาเรยี กวา่ “คลองชะเมา”
เมอื่ ถงึ หนองน้�ำมนต์ มคี ลองแยกไปลงคลองปากนคร
๒.๒.๑๒ คลองบางจาก ต้นน้�ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราช ในเขตอ�ำเภอลานสกา
เม่ือไหลถึงหนองน�้ำมนต์มีคลองสาขาแยกออกไปลงคลองปากนคร แต่ส่วนใหญ่ไหลลงทะเลที่ปากคลอง
บางจาก ตอนปลายคลองน้ีจึงเรียกว่า “คลองบางจาก” เป็นคลองท่ีแบ่งเขตพื้นที่อ�ำเภอเมืองนครศรี-
ธรรมราชกับอ�ำเภอปากพนัง ในสมัยที่พระยาสุขุมนัยวินิตเป็นเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ได้ขุด
12
คลองนเ้ี ชอื่ มกบั แมน่ ำ้� ปากพนงั ทตี่ ำ� บลบางจากเรยี กวา่ “คลองสขุ มุ ” กรมชลประทานไดส้ รา้ งประตรู ะบายนำ�้
เพ่อื เก็บกกั น�้ำไว้ในลำ� คลองและป้องกันนำ้� เคม็ ช่วยการเกษตรกรรมในพ้ืนที่ ๕๘,๒๐๐ ไร่12
๒.๓ แหล่งนำ�้ บาดาล
แหล่งน้�ำใต้ดินซึ่งอยู่ในบริเวณท่ีราบชายฝั่งทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้ังแต่อ�ำเภอ
ท่าศาลา อำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช แหล่งน้ำ� ใตด้ นิ จะมีมากบริเวณอำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช ให้น้�ำ
ปริมาณมากเกิน ๒.๒๗ ล้าน ลบ.ม. ต่อนาที คุณภาพน้�ำใต้ดินส่วนใหญ่มีคุณภาพดีใช้อุปโภคบริโภคได้
เม่ือเปรียบเทียบกับมาตรฐานน�้ำบาดาลท่ีจะใช้บริโภคได้ ตามพระราชบัญญัติของกรมทรัพยากรธรณี
พ.ศ. ๒๕๒๐ สามารถพฒั นาเป็นระบบประปาไดใ้ นชมุ ชนต่าง ๆ13
๒.๔ นำ้� ทา่
นำ้� ทา่ คอื นำ�้ ทอ่ี ยใู่ นแมน่ ำ�้ ลำ� ธารทเี่ กดิ จากนำ�้ ฝนทต่ี กลงมาในพน้ื ทร่ี บั นำ้� บางสว่ นจะสญู เสยี ไป
สว่ นทเ่ี หลอื กจ็ ะไหลไปยงั ทล่ี มุ่ ลงสแู่ มน่ ำ�้ ลำ� ธารกลายเปน็ นำ้� ทา่ ปรมิ าณนำ้� ทา่ ของลมุ่ นำ้� ในเขตพน้ื ทอ่ี ำ� เภอ
เมืองนครศรีธรรมราชมีแนวโน้มสูงขึ้น ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว
เปน็ ชว่ งฤดฝู น ลมุ่ นำ�้ สาขาในพน้ื ทอ่ี ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มลี กั ษณะเปน็ ทร่ี าบลมุ่ การประเมนิ ปรมิ าณ
นำ�้ ทา่ จะประเมนิ รว่ มกนั ระหวา่ งทรี่ าบลมุ่ และพน้ื ทช่ี ายฝง่ั กบั พนื้ ทลี่ มุ่ นำ�้ ยอ่ ยตอนบน เชน่ ลมุ่ นำ�้ คลองทา่ สงู
คลองมะยิง และคลองท่าแพ เปน็ ต้น
๓. ภมู อิ ากาศ
สภาพภมู อิ ากาศของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั สภาพภมู อิ ากาศโดยทว่ั ไป
ของจงั หวดั นครศรธี รรมราช จากสภาพทต่ี ง้ั ใกลเ้ สน้ ศนู ยส์ ตู รมภี เู ขาและเปน็ คาบสมทุ รทงั้ สองดา้ น กลา่ วคอื
ดา้ นตะวนั ออกเปน็ ทะเลจนี ใต้ มหาสมทุ รแปซฟิ กิ ดา้ นตะวนั ตกเปน็ ทะเลอนั ดามนั มหาสมทุ รอนิ เดยี ทำ� ให้
จงั หวดั นครศรธี รรมราชไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากมหาสมทุ รอนิ เดยี และพายหุ มนุ เขตรอ้ นจากทะเลจนี ใตส้ ลบั กนั
ดังนี้
๓.๑ ลมมรสุม ในแตล่ ะปีจังหวดั นครศรธี รรมราชจะได้รับอิทธพิ ลของมรสุม ดังนี้
๓.๑.๑ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดผ่านมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้าสู่
ประเทศไทยทำ� ใหม้ ฝี นตกชกุ ในบรเิ วณชายฝง่ั ตะวนั ตก ในสว่ นของจงั หวดั นครศรธี รรมราชโดยทวั่ ไปฝนตก
ไม่มากนักเนื่องจากมีเทือกเขาทางตะวันตกและตอนกลางเป็นแนวกั้นทิศทางลม อิทธิพลของลมมรสุม
ตะวันตกเฉียงใตจ้ ะอยู่ในชว่ งเดอื นพฤษภาคมถึงเดอื นตุลาคม
๓.๑.๒ ลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พดั ผา่ นอา่ วไทยสภู่ าคใต้ ทำ� ใหเ้ กดิ ฝนตกชกุ ในจงั หวดั
นครศรธี รรมราช เนอ่ื งจากพนื้ ทส่ี ว่ นใหญข่ องจงั หวดั ตงั้ อยใู่ นดา้ นทร่ี บั ลม อทิ ธพิ ลของลมมรสมุ ตะวนั ออก
เฉียงเหนือจะอยูใ่ นช่วงเดอื นพฤศจกิ ายนถงึ เดอื นมกราคม
12 สำ� นกั งานจังหวัดนครศรีธรรมราช. แหล่งน้�ำธรรมชาติ. (ออนไลน์). สืบคน้ เมอ่ื ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑,
จาก http://www.nakhonsithammarat.go.th
13 ธรี ะยทุ ธ จติ ตจ์ ำ� นง และคนอน่ื ๆ. แผนการใชท้ ดี่ นิ ลมุ่ นำ�้ สาขาภาคใตฝ้ ง่ั ตะวนั ออก สว่ นท่ี ๔. กรงุ เทพฯ :
กรมพฒั นาทดี่ ิน. ๒๕๔๒. หนา้ ๔๓-๔๕..
13
๓.๒ พายุหมุนเขตร้อน เป็นลมพายุท่ีส่งผลต่อลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดนครศรีธรรมราช
ซงึ่ มีความรนุ แรงตา่ งกนั ได้แก่ พายุดีเปรสชนั่ พายโุ ซนร้อน และพายไุ ต้ฝุ่น
๓.๓ ฤดกู าล นครศรีธรรมราชมี ๒ ฤดูกาล คอื
ฤดรู ้อน อยู่ระหวา่ งเดอื นกมุ ภาพนั ธ ์ - เมษายน มีอากาศร้อนตลอดฤดกู าล
ฤดูฝน มีอยู่ ๒ ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงแรกระหว่างเดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม ได้รับ
อทิ ธพิ ลจากลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ ปรมิ าณฝนตกไมห่ นาแนน่ ชว่ งที่ ๒ เดอื นพฤศจกิ ายน - เดอื นมกราคม
เปน็ ชว่ งทไ่ี ด้รบั อทิ ธิพลลมมรสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนือ มฝี นตกชกุ หนาแนน่
ลมมรสุมทพ่ี ดั เข้ามามอี ิทธพิ ลสภาพฝนท่ตี กเกือบตลอดปี
๓.๔ ฝน จงั หวดั นครศรธี รรมราชมฝี นตกเกอื บตลอดทง้ั ปี จากอทิ ธพิ ลของลมตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ปริมาณฝนของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมีลักษณะเดียวกัน เนื่องจาก
ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมท้ังสองประเภทเช่นเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ท�ำให้อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
มีฝนตกชุกต้ังแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ปริมาณน้�ำฝนโดยเฉล่ียตลอดปี ประมาณ ๒,๔๒๙.๐๔
มลิ ลเิ มตร มฝี นตกเฉลย่ี ๑๗๕ วนั เดอื นทมี่ ฝี นตกมากทส่ี ดุ คอื เดอื นพฤศจกิ ายน มฝี นตกเฉลย่ี ๖๐๙.๗
มลิ ลเิ มตร14
๓.๕ อณุ หภมู ิ จงั หวดั นครศรธี รรมราชตง้ั อยทู่ างฝง่ั ทะเลดา้ นตะวนั ออกไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากลมมรสมุ
ตะวันออกเฉียงเหนือท่ีพัดผ่านอ่าวไทยอย่างเต็มท่ี ส่งผลให้พื้นที่อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชซ่ึงมีพ้ืนที่
สว่ นใหญต่ ง้ั อยตู่ ดิ กบั ชายฝง่ั ทะเลอา่ วไทยดา้ นตะวนั ออก ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
14 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง่ . ทรพั ยากรปา่ ชายเลนจังหวดั นครศรีธรรมราช. (ออนไลน์). สืบค้นเมือ่
๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑, จาก http://www.dmcr.go.th>Book20121115103211
14
ในลักษณะเดียวกับอุณหภูมิทั่วไปของจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวคือ อากาศจะอบอุ่นในช่วงฤดูฝน
ส่วนในฤดูร้อนจะไม่ร้อนจัด เน่ืองจากได้รับไอน้�ำและความชุ่มช้ืนจากทะเลท่ีพัดผ่านมากับลมมรสุม
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มอี ณุ หภมู เิ ฉลยี่ ตลอดปปี ระมาณ ๒๗.๕๒ องศาเซลเซยี ส สว่ นความชน้ื สมั พทั ธจ์ ะอยู่
ในเกณฑ์สูง เน่ืองจากอิทธิพลจากมรสุมทั้งสองฤดู คือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตก
เฉยี งใตท้ พ่ี ดั เอาไอนำ�้ จากทะเลและมหาสมทุ รทง้ั จากฝง่ั ตะวนั ออกและตะวนั ตกมาดว้ ย ทำ� ใหบ้ รเิ วณจงั หวดั
นครศรธี รรมราชมคี วามชมุ่ ชน้ื และมคี วามชนื้ สมั พทั ธส์ งู เปน็ เวลานาน โดยมคี วามชนื้ สมั พทั ธเ์ ฉลยี่ ตลอดปี
ประมาณ ๘๑% ความช้นื สมั พัทธ์สงู สดุ ๙๕%
๔. ทรัพยากรธรรมชาติ
ป่าธรรมชาติของอทุ ยานแหง่ ชาติเขาหลวงที่ยงั คงอุดมสมบรู ณ์
ภาพ : Warinezz Udomdet จาก flickr.com/photos/warinezz
๔.๑ ป่าไม้
จงั หวดั นครศรธี รรมราชมพี น้ื ทป่ี า่ ไมท้ งั้ สน้ิ ๑,๘๖๗.๓๕ ตารางกโิ ลเมตร หรอื ๑,๑๖๖,๘๗๕ ไร่
คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๘๘ ของพื้นท่ีจังหวัด เฉพาะในพ้ืนท่ีอำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราชมีป่าสงวน แยกได้
๒ ประเภท ดังนี้
๔.๑.๑ พ้ืนที่ป่าสงวนแห่งชาติท่ีเป็นป่าชายเลน มีเนื้อท่ี ๒๓,๔๔๕ ไร่ ประกอบด้วย
ปา่ ชายเลนปากนำ้� ตำ� บลปากพนู ปา่ ชายเลนปากพญา ปากนคร ตำ� บลทา่ ซกั และปา่ ชายเลนทา่ ไร่ ตำ� บล
บางจาก ปัจจบุ นั ถกู ราษฎรบกุ รุกเขา้ ประกอบอาชพี ทำ� นากุ้ง และเล้ยี งปลาน้�ำกร่อยและนำ้� เคม็
๔.๑.๒ อทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาหลวง มเี นอื้ ที่ ๖,๒๕๐ ไร่ ปจั จบุ นั ยงั เปน็ ปา่ ทสี่ มบรู ณ์ ทง้ั ในบรเิ วณ
พน้ื ท่ีราบและบริเวณไหลเ่ ขาทางทศิ ตะวนั ตก
15
ความหลากหลายทางชีวภาพของธรรมชาติยงั มีให้เหน็ อยู่ แมว้ า่ จะถูกบุกรุกจากกลมุ่ ทห่ี วังผลจากการท�ำธรุ กิจ
บนพื้นท่ีเหลา่ นี้ เพราะเหน็ ว่าจะได้ผลประกอบการท่ีดกี วา่
๔.๒ ทรพั ยากรแร่ธาตุ
จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุท่ีส�ำคัญแห่งหน่ึงของภาคใต้ พิจารณา
จากสถิติแร่ธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจ�ำปี ๒๕๕๐15 พบว่ามีแร่ธาตุหลายชนิดท่ีพบในแหล่งแร่
ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เช่น แร่ดีบุก โซเดียมแฟลด์สปาร์ ยิปซัม หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมซิเมนต์
หินดนิ ดานเพือ่ อุตสาหกรรมปนู ซิเมนต์ บอลเคลย์ ดนิ ขาว แบไรต์ หนิ ปนู เพ่อื การกอ่ สร้าง และโดโลโมล์
แร่ทีม่ ีผลผลติ มากทสี่ ุด คือ หินปูนเพอ่ื อตุ สาหกรรมซิเมนต์ เฉพาะเขตพน้ื ทอ่ี ำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
มแี รธ่ าตทุ ี่พบ ๒ ชนิด คอื แรด่ บี กุ และวุลแฟรม
๔.๓ ความหลากหลายทางชวี ภาพ (Biodiversity)
ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึงการมีชนิดพันธุ์ของส่ิงมีชีวิตหลากหลายชนิด
มาอยู่รวมกัน ณ สถานที่หนึ่ง หรือระบบนิเวศน์ใดนิเวศน์หนึ่ง พ้ืนท่ีอำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราชมีความ
แตกตา่ งทางลกั ษณะภมู ศิ าสตร์ ทมี่ ที ง้ั พนื้ ทภี่ เู ขา ทร่ี าบเชงิ เขา และทร่ี าบชายฝง่ั เปน็ แหลง่ อาศยั ของสตั ว์
และพชื นานาชนดิ นอกจากนย้ี งั เปน็ พนื้ ทท่ี มี่ คี วามหลากหลายของระบบนเิ วศ ซงึ่ เหน็ ไดจ้ ากความแตกตา่ ง
ระหวา่ งระบบนเิ วศประเภทตา่ ง ๆ ทีป่ ระกอบขน้ึ เปน็ ลักษณะทางภมู ศิ าสตร์ของพ้นื ที่ เช่น ป่าไม้ แมน่ �้ำ
ล�ำคลอง ป่าชายเลน และสัตว์น้�ำประเภทต่าง ๆ รวมถึงระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ทุ่งนา หรือ
แม้กระท่ังชุมชนเมือง ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศวิทยาจะช่วยให้การด�ำรงชีวิตของพืช
และสัตวม์ คี วามสมดลุ
15 สำ� นกั งานจงั หวดั นครศรธี รรมราช. ทรพั ยากรธรรมชาต.ิ (ออนไลน)์ . สบื คน้ เมอ่ื ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑,
จาก http://www.nakhonsithammarat.go.th
16
ปา่ บกพนื้ ท่ีป่าเปน็ แหล่งทีอ่ ยูอ่ าศัยของสตั ว์หลายสายพนั ธุ์ และยงั เป็นตน้ กำ� เนิดของแหล่งน�ำ้
๕. สถานการณส์ ่ิงแวดลอ้ ม
๕.๑ ป่าและพนั ธ์ุไม้
จงั หวดั นครศรธี รรมราชมพี นื้ ทป่ี า่ ไมท้ ง้ั สน้ิ ๑,๘๖๗.๓๕ ตารางกโิ ลเมตร (หรอื ๑,๑๖๖.๘๗๕
ล้านไร่) คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๘.๘๘ ของพ้นื ทจี่ ังหวดั แบ่งเปน็ พน้ื ท่ีปา่ ชายเลน ๒๗๗.๘๙ ตารางกโิ ลเมตร
(หรอื ๑๗๓,๖๘๑.๒๕ ไร)่ พนื้ ทปี่ า่ บกจำ� นวน ๑,๕๘๙.๔๕ ตารางกโิ ลเมตร (หรอื ๙๙๓,๔๐๖.๒๕) ไร่
และพ้ืนทป่ี า่ สงวนแห่งชาติ ๖๙ ป่า เนื้อที่ ๑,๙๒๔,๖๕๔ ไร1่ 6 ส�ำหรบั ในพื้นทอ่ี �ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
สามารถจำ� แนกลกั ษณะปา่ ไมอ้ อกเปน็ ๒ ชนดิ คอื ปา่ ชายเลน และปา่ บก โดยมสี ถานการณส์ งิ่ แวดลอ้ ม
ดา้ นป่าและพันธุไ์ ม้ ดงั นี้
๕.๑.๑ ปา่ ชายเลน ประกอบดว้ ยพนั ธไ์ุ มช้ นดิ ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ถว่ั ขาว โกงกางใบเลก็ แสมขาว
และต้นแสมดำ� เป็นพันธไ์ุ มท้ ม่ี คี วามหนาแน่นมาก รองลงมาจะเป็นพนั ธ์ุไมช้ นิดอ่ืน ๆ ทข่ี น้ึ กระจายเพยี ง-
เล็กน้อย เช่น โกงกางใบใหญ่ ตาตุ่มทะเล ต้นล�ำพู ปอทะเล มะพลับ เป็นต้น จากการส�ำรวจของกรม
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั เมอื่ ปี ๒๕๕๘ พบวา่ ในปี ๒๕๐๔ ประเทศไทยมพี น้ื ทป่ี า่ ชายเลนทั้งหมด
รวม ๒,๒๙๙,๓๗๘ ไร่ จงั หวดั นครศรธี รรมราชเปน็ จงั หวดั ทมี่ ปี า่ ชายเลนมากทสี่ ดุ จำ� นวน ๓๘๒,๕๐๐ ไร่
แตเ่ มอื่ มกี ารบกุ รกุ ทำ� กจิ กรรมตา่ ง ๆ มากขน้ึ ทำ� ใหพ้ นื้ ทปี่ า่ ชายเลนลดลงไป จากการสำ� รวจพบวา่ ในปี ๒๕๕๗
พื้นที่ป่าชายเลนท้ังหมดของประเทศเหลืออยู่เพียง ๑,๕๓๔,๕๘๕ ไร่ ในขณะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
เหลือพ้ืนที่ป่าชายเลนเพียง ๘๐,๙๒๒ ไร่ โดยต�ำบลปากพนังฝั่งตะวันออก มีพ้ืนท่ีป่าชายเลนมากที่สุด
๓๔,๘๓๒ ไร1่ 7 พน้ื ทอี่ ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมพี นื้ ทปี่ า่ ชายเลนสงวน จำ� นวน ๒๓,๔๔ ไร่ ประกอบดว้ ย
16 ทรัพยากรป่าไม.้ (ออนไลน)์ . สบื ค้นเม่ือ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑, จาก http://eic.wu.ac.th/nst/natural.
html 17 จังหวดั นครศรธี รรมราช. จัดสรรที่ดินปา่ ชายเลนเมอื งคอน น�ำร่อง ๔ พนั ไร่ หา้ มซ้ือ-ขายตอ่ . (ออนไลน)์ .
สบื คน้ เม่ือ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑, จาก http://m.facebook.com
17
ปา่ ชายเลน
ปา่ ชายเลนปากพญา - ปากนคร ตำ� บลปากพนู ทา่ ไร่ ทา่ ซกั บางจาก และปา่ ชายเลนปากนำ�้ ตำ� บลปากพนู
อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช ปัจจบุ ันถกู ราษฎรบุกรุกเข้าประกอบอาชีพท�ำนากุ้ง และเลย้ี งปลานำ�้ กรอ่ ย
และน�ำ้ เค็ม18 เพือ่ แกป้ ัญหาดงั กล่าว รัฐบาลในสมัยพลเอกประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชา ได้มอบหนังสืออนญุ าต
ใหร้ าษฎรเขา้ ทำ� ประโยชนห์ รอื อยอู่ าศยั ในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตใิ นเขตปา่ ชายเลน ภายใตโ้ ครงการจดั ทดี่ นิ
ท�ำกินให้กับชุมชน จ�ำนวน ๓,๙๖๔ ไร่ ประกอบด้วย ป่าเลนปากน�้ำ ป่าเลนปากพนังฝั่งตะวันตก และ
ป่าเลนปากพญา - ปากนคร นอกจากน้ียังมีกฎหมายคุ้มครองพื้นท่ีป่าที่ประกาศตามพระราชบัญญัติ
คมุ้ ครองและสงวนปา่ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๑ ประกอบดว้ ย ปา่ ชายเลนปากพญา - ปากนคร และปา่ ชายเลน
ปากน�ำ้ อยู่ในท้องท่ี ต�ำบลปากพนู ท่าซัก บางจาก และท่าไร่19
๕.๑.๒ พน้ื ทปี่ า่ พนื้ ทอี่ ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช เปน็ สว่ นหนงึ่ ของพน้ื ทล่ี มุ่ นำ�้ สาขาภาคใต้
ฝั่งตะวันออกส่วนที่ ๔ มีพ้ืนที่ป่าประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ป่าดิบช้ืนในพ้ืนท่ีเชิงเขาทางฝั่งตะวันตก ป่าพรุ
และปา่ ละเมาะ ซ่ึงประกอบดว้ ยพันธ์ุไมช้ นดิ ต่าง ๆ เช่น ตะเคียน ยางนา สะเดา เปน็ ตน้ ปจั จุบันมีการ
บกุ รุกพนื้ ท่ีป่าเพอ่ื นำ� ไปท�ำประโยชนด์ ้านอืน่ เช่น ปลูกยางพารา ปาลม์ น้�ำมนั และไม้ผล และมีการบุกรกุ
ปา่ ชายเลนเพอ่ื นำ� มาเลยี้ งกงุ้ กลุ าดำ� นบั วา่ เปน็ ปญั หาทม่ี ผี ลกระทบตอ่ ระบบนเิ วศวทิ ยาของเมอื ง โดยเฉพาะ
การบุกรุกพ้ืนท่ีป่าต้นน้�ำเพื่อท�ำสวนยางพารา มีผลท�ำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปริมาณและการไหล
ของนำ้� ทา่ ผดิ ไปจากเดมิ ทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หานำ�้ หลากและนำ�้ ทว่ มขงั ในพนื้ ทอี่ ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ซง่ึ เปน็
พ้นื ทลี่ มุ่ ต�ำ่
18 อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช. เอกสารบรรยายสรปุ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช จงั หวดั นครศรธี รรมราช.
น ครศรธี รร1ม9รสาำ� ชนกั: งฝา่านยจปดั กกคารรอทงรพัอ�ำยเาภกอรเปมา่ อื ไงมนท้ คี่ ๑รศ๒ร(ธีนรครรมศรราธี ชรร:ม๒ร๕าช๖)๐ก.รไมมปป่ า่ รไามก.้ ฏขเลอ้ ขมหลู นปา้า่ .คมุ้ ครอง. (ออนไลน)์ . สบื คน้
เมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑, จาก http://www.forest.go.th
18
๕.๒ แหล่งน�้ำ
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมีปัญหาการขาดแคลนน�้ำในช่วงฝนท้ิงช่วง และปัญหา
การทว่ มขงั ของนำ�้ ในฤดนู ำ�้ หลาก เนอื่ งจากปญั หาปา่ ไมถ้ กู ทำ� ลาย ทำ� ใหข้ าดแหลง่ ดดู ซบั นำ้� ตามธรรมชาติ
เวลาฝนตกน�้ำจะไหลบ่าจากด้านตะวันตก มาสู่พื้นที่ราบด้านตะวันออกอย่างรวดเร็ว ท�ำให้เกิดปัญหา
นำ�้ ทว่ มขงั ในทลี่ มุ่ เมอื่ เวลาฝนแลง้ ปรมิ าณนำ�้ ทา่ กจ็ ะลดลงอยา่ งรวดเรว็ ทำ� ใหข้ าดแคลนนำ�้ ในการอปุ โภค
บรโิ ภค ตลอดจนการขบั ไลน่ ำ้� เสยี จากบรเิ วณชมุ ชนหนาแนน่ ลงสทู่ ะเล และปอ้ งกนั การรกุ รานของนำ้� เคม็
๕.๓ ขยะมูลฝอย
เทศบาลนครนครศรีธรรมราชมีพ้ืนที่กว่า ๓๐๐ ไร่ ในต�ำบลนาเคียน อ�ำเภอเมืองนครศรี-
ธรรมราช เปน็ พน้ื ทร่ี องรบั ขยะจำ� นวนมหาศาล เปน็ บอ่ กำ� จดั ขยะแบบฝงั กลบ รองรบั ปรมิ าณขยะจากพน้ื ท่ี
เขตเทศบาลและอำ� เภอใกลเ้ คยี ง วนั ละเกอื บ ๑,๐๐๐ ตนั โดยเฉลย่ี เปน็ ขยะมลู ฝอยในเขตเทศบาล จำ� นวน
๑๒๑.๓๑ ตนั /วนั ขยะมลู ฝอยจากหนว่ ยงานอนื่ ทมี่ ารว่ มกำ� จดั จำ� นวน ๒๐๒.๓๓ ตนั /วนั 20 องคป์ ระกอบ
ของขยะมูลฝอยเป็นประเภทเศษผัก เศษอาหาร เปลือกผลไม้เป็นจ�ำนวนมากท่ีสุด คือร้อยละ ๕๘.๒๐
รองลงมาเปน็ ขยะประเภทพลาสตกิ รอ้ ยละ ๑๕.๗๔ ปรมิ าณขยะทเ่ี พม่ิ มากขนึ้ ประกอบกบั ระบบการจดั การ
ท่ีไม่เหมาะสม ท�ำให้ขยะเหล่าน้ีสะสมมานานหลายปี จนกลายเป็นปัญหาด้านมลพิษและส่ิงแวดล้อม
ของเมอื ง โดยเฉพาะนำ้� เสยี ทเี่ กดิ จากการทบั ถมของขยะทไ่ี หลลงแหลง่ นำ้� ตามธรรมชาติ ทำ� ใหน้ ำ้� เปลยี่ นเปน็
สีด�ำและส่งกล่ินเหม็นรุนแรง เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะชาวบ้านในต�ำบล
นาเคยี น นาทราย และตำ� บลทา่ งวิ้
บ่อขยะเทศบาลนครนครศรธี รรมราช
20 ส�ำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค ๑๔ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. โครงการเพิ่มสมรรถนะ
ในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เทศบาลนครนครศรีธรรมราช. (ออนไลน์) สืบค้นเม่ือ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ จาก
http://data.reo14.go.th>bin-nakhonsritummarad
19
๖. แหล่งทอ่ งเที่ยว
๖.๑ แหล่งทอ่ งเทีย่ วทางธรรมชาติ
สวนสมเด็จพระศรนี ครินทร์ ๘๔ (ท่งุ ทา่ ลาด)
๑) สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๘๔ (ทุ่งท่าลาด) เป็นสวนท่ีพักผ่อนหย่อนใจ เนื้อที่
๑,๒๕๗ ไร่ ประกอบด้วยสวนสัตว์เปิด สวนนก สวนนกน�้ำ สวนสุขภาพ ศูนย์วัฒนธรรมไทย - ญี่ปุ่น
พิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพุทธภูมิ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทรา
บรมราชชนนี เป็นสวนสาธารณะท่ีเทศบาลจัดสร้าง โดยมอบให้กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวง
ศึกษาธิการเป็นเจ้าของเร่ืองจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๘๔ พรรษา เม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยมีเทศบาลนครนครศรีธรรมราช
(ในสมัยนายสมนึก เกตุชาติ เป็นนายกเทศมนตรี) เป็นหน่วยด�ำเนินการ ภายในสวนดังกล่าวมีจุดเด่น
อยูท่ ่ี “พิพิธภณั ฑเ์ มอื งนครศรีธรรมราช”
พิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ท่ีอาคารวีรไทย จัดแสดงประวัติความเป็นมา
ของเมอื งนครศรธี รรมราช ตงั้ แตส่ มยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ เลา่ ถงึ ฐานบรรพบรุ ษุ ชาวนคร รวมถงึ อารยธรรม
วฒั นธรรมเนือ่ งในศาสนาพุทธ ครสิ ต์ อิสลาม อีกท้ังบุคคลผมู้ ีคุณูปการต่อเมืองนครในฐานะผูก้ ่อตัง้ และ
สร้างความเจรญิ ได้แก่ พระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช พระเจา้ จนั ทรภาณุ พระรัตนธชั มุนี (มว่ ง รตนฺ ธชฺเถระ)
พระครเู ทพมนุ ีศรสี ุวรรณถปู าฏมาภบิ าล (ปาน) พระครูพศิ ษิ ฐ์อรรถการ (พ่อท่านคลา้ ย) เป็นต้น เปิดให้
เข้าชมวันอังคาร - วันศุกร์ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. วันเสาร์ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.
(ปิดวันจันทร์) พิพิธภัณฑ์น้ีเคยได้รับรางวัลดีเด่นประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว
ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จากการประกวดรางวัลอตุ สาหกรรมทอ่ งเท่ียวไทย (Tourism Awards)
20
สวนพุทธภูมิ
๒) สวนพุทธภูมิ เป็นสวนซ่ึงจ�ำลองสถานท่ีส�ำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับองค์พระบรมศาสดา
สมั มาสัมพทุ ธเจา้ ตง้ั อยภู่ ายในสวนสมเดจ็ พระศรีนครนิ ทร์ ๘๔ (ทุง่ ทา่ ลาด) สร้างขึน้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙
เพอื่ เฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช เนอ่ื งในวโรกาสทท่ี รงครองสริ ริ าชสมบตั ิ
ครบ ๖๐ ปี โดยจำ� ลองสง่ิ กอ่ สรา้ งจากสงั เวชนยี สถานทง้ั ๔ ในประเทศอนิ เดยี และประเทศเนปาล ประกอบดว้ ย
สถานที่ประสูติ สถานท่ีตรัสรู้ สถานท่ีแสดงธรรมเทศนา และสถานท่ีปรินิพพานมาประดิษฐาน ในสมัย
นายสมนึก เกตุชาติ เป็นนายกเทศมนตรี ก่อนจะก่อสร้างเทศบาลได้แต่งต้ังคณะท�ำงานขึ้นคณะหน่ึง
ได้เดินทางไปศึกษารูปแบบและการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในสังเวชนียสถานทั้งส่ีอย่างละเอียดรอบคอบ เม่ือ
กลับมาก็ได้ดำ� เนนิ การกอ่ สร้างจนแลว้ เสร็จสมบรู ณใ์ นวโรกาสดังกล่าว
ภายในสวนนี้มีพระพุทธรูปปางลีลาเป็นประธาน สมเด็จพระญาณสังวร พระสังฆราช
สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก ประทานนามใหว้ ่า “พระพุทธสิรนิ ครนาถ เฉลิมราชย์ สฏั ฐยานสุ รณ์” เปน็ อทุ ยาน
การเรียนรู้ด้านพุทธศาสนาและเป็นที่ปฏิบัติสมาธิ รวมท้ังกิจกรรมเน่ืองในวันส�ำคัญทางพระพุทธศาสนา
เปน็ ประจำ� ทุกปี
21
อนสุ รณ์สถาน “เสาหลกั ยามาดะ” ในสวนไทย - ญ่ปี ุน่
๓) สวนไทย - ญีป่ ุ่น เป็นสวนซงึ่ ตัง้ อยู่ภายในสวนสมเด็จพระศรนี ครินทร์ ๘๔ (ทงุ่ ท่าลาด)
สร้างขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อเป็นสื่อกลางในมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและประเทศญ่ีปุ่น เทศบาล
นครนครศรีธรรมราชได้สร้าง “เสาหลักยามาดะ” ตั้งอยู่บริเวณตอนกลาง ท�ำด้วยหินแกรนิตสีเทาด�ำ
มีค�ำจารึกที่เขียนโดย ฯพณฯ โมริ ชิริ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศญ่ีปุ่น มีใจความว่า “ยามาดะ
ไดม้ าหลบั นริ นั ดรก์ าลทเ่ี มอื งนครศรธี รรมราช” เพอ่ื เปน็ อนสุ รณส์ ถานแก่ ยามาดะ นางามาซะ (Yamada
Nagamasa) ทหารอาสาชาวญี่ปุ่นที่เข้ามารับราชการในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น
ออกญาเสนาภิมุข ต่อมาใน พ.ศ. ๒๑๗๒ ได้มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในรัชกาลสมเด็จพระเจ้า
ปราสาททอง ถึงแกก่ รรมที่เมืองนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ. ๒๑๗๓
ทุกปีสมาคมมิตรภาพนครศรีธรรมราช - ญี่ปุ่น มักเชิญบุคคลส�ำคัญของประเทศญ่ีปุ่น และนัก-
ทอ่ งเทยี่ วชาวญป่ี นุ่ เดนิ ทางมายงั สถานทแี่ หง่ นี้ พรอ้ มทำ� กจิ กรรมตา่ ง ๆ เชน่ ปลกู ตน้ ไมเ้ ปน็ ทร่ี ะลกึ ปลอ่ ย
ปลา ประทบั รอยฝ่ามือ เปน็ ต้น
22
สนามหนา้ เมือง
๔) สนามหนา้ เมอื ง เปน็ สนามเนอ้ื ทปี่ ระมาณ ๓๓ ไร่ ตงั้ อยนู่ อกกำ� แพงเมอื งดา้ นตะวนั ตก
เฉียงเหนือ ตรงข้ามกับคูเมืองและก�ำแพงเมือง มีอาณาเขตทิศเหนือจดถนนลูกเสือ ทิศใต้จดถนนเลียบ
คลองหน้าเมือง ทิศตะวันออกจดถนนราชด�ำเนิน และทิศตะวันตกจดถนนท่าช้าง ถือเป็นสถานท่ีส�ำคัญ
อีกแหง่ หน่ึงของเมอื งมาตัง้ แต่สมยั โบราณ เชน่ การชุมนมุ ทพั กอ่ นจะยกไปตเี มืองอืน่ การประกอบรัฐพิธี
ของเมือง รวมถึงการจัดงานเทศกาลเดอื นสบิ ซึ่งเร่มิ มาตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ เปน็ ต้น
ปจั จบุ นั ไดร้ บั การปรบั ปรงุ ใหเ้ ปน็ สวนสาธารณะเพอื่ นอ้ มเกลา้ ฯ ถวายในวโรกาสทส่ี มเดจ็
พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ นี าถ ในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๙ ครงั้ ทรงมพี ระชนมพรรษา
ครบ ๖๐ พรรษาในวนั ที่ ๑๒ สงิ หาคม ๒๕๓๕ โดยทำ� พธิ ีเปิดอย่างเป็นทางการ เมอ่ื วนั ท่ี ๗ สงิ หาคม
๒๕๓๕ โดย รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย21 นอกจากนดี้ า้ นทศิ ใตป้ ระดษิ ฐานพระบรมราชานสุ าวรยี ์
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั อนั เปน็ ทเี่ คารพสกั การะของประชาชนชาวนครศรธี รรมราช
21 สมพุทธ ธรุ ะเจน. “สนามหนา้ เมอื ง : สวนสาธารณะเฉลมิ พระเกยี รติ.” สารนครศรธี รรมราช.หน้า ๒๒-๒๗.
23
ศาลาประด่หู ก
๕) ศาลาโดหก (หรือศาลาประดู่หก) เป็นศาลาซ่ึงตั้งอยู่ถนนราชด�ำเนินฝั่งตะวันออก
ด้านหน้าประตูเมืองด้านทิศเหนือ เดิมเป็นท่ีพักของคนเดินทางซึ่งเข้าเมืองไม่ทัน (เพราะประตูเมืองปิด
เสยี กอ่ น) ศาลาแหง่ นตี้ งั้ อยรู่ ะหวา่ งตน้ ประดหู่ กตน้ ชาวนครเรยี กวา่ “หลาโดหก” (“หลา” เปน็ คำ� ภาษา
ถิน่ ใต้ หมายถงึ ศาลา “โด” หมายถงึ ต้นประด)ู่ สร้างเมือ่ พ.ศ. ใดไม่มีหลกั ฐานชดั เจน แตส่ นั นิษฐานวา่
น่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการสร้างประตูเมืองด้านทิศเหนือ (ประตูชัยศักด์ิ) ตรงกับสมัยสมเด็จ
พระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรอี ยธุ ยา
ศาลาประดู่หกได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาหลายครั้ง เช่น พ.ศ. ๒๕๑๕ จังหวัดนคร-
ศรธี รรมราชไดม้ อบหมายใหอ้ งค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดสรา้ งเป็นอาคาร ค.ส.ล. ชนั้ เดยี ว หลังคาทรงไทย
ประยุกต์ ใชก้ ระเบื้องลอนคู่ หนั หน้าไปทางตะวันตก (ตรงข้ามกบั สนามหนา้ เมือง) มกี ารปลกู ต้นประดู่
ขน้ึ ใหม่ ๖ ตน้ ทดแทนต้นเดิมท่ีลม้ ตาย ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๕๐ ไดส้ รา้ งศาลาหลังใหมเ่ พ่มิ ขน้ึ อีกหนึง่ หลัง
ตามแบบศาลาเดมิ ซงึ่ เปน็ เสากลม หลงั คามงุ กระเบอื้ งดนิ เผา ตามคำ� บอกเลา่ และความทรงจำ� ของคนเกา่
คนแกใ่ นตวั เมอื งนครศรธี รรมราช โดยมชี มรมรกั บา้ นเกดิ นครศรธี รรมราชเปน็ ผปู้ ระสานงานและทำ� แบบรา่ ง
ไวใ้ หเ้ ทศบาลนครนครศรธี รรมราชนำ� ไปปรบั ปรงุ เปน็ แบบกอ่ สรา้ ง จนกระทง่ั สำ� เรจ็ เปน็ รปู ศาลาประดหู่ ก
ตามแบบขนานแท้และดงั้ เดิม
24
เจดยี ย์ กั ษ์
๗) เจดยี ย์ กั ษ์และวดั พระเงิน (รา้ ง) ต้งั อยู่ในสวนพระเงิน ซ่ึงเปน็ ส่วนหน่งึ ของวดั พระเงิน
(ร้าง) ตดิ กับศาลาเทศบาลนครนครศรธี รรมราช ด้านหน้าจดถนนราชด�ำเนิน ด้านหลงั จดถนนศรีปราชญ์
เปน็ เจดยี ท์ รงระฆงั หรอื ทรงลงั กา สงู เปน็ อนั ดบั สองรองจากพระมหาธาตเุ จดยี น์ ครศรธี รรมราช สนั นษิ ฐาน
วา่ สรา้ งขนึ้ ในสมยั อยธุ ยาตอนตน้ ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ ดา้ นหนา้ มพี ระวหิ าร ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู
ปูนปัน้ ปางมารวชิ ยั ลงรกั ปิดทอง ฝีมือช่างสมัยอยธุ ยา เรยี กว่า “พระเงนิ หรอื หลวงพ่อเงิน” ประดิษฐาน
ในศาลาไม้ (เรยี กวา่ “ศาลาพระเงิน” ต่อมาได้ปรับปรงุ เปน็ ศาลาโถงทรงจว่ั เสาคอนกรตี มุงกระเบื้อง
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ เมื่อครั้งนายสันต์ เอกมหาชยั เปน็ ผูว้ ่าราชการจงั หวดั
ส่วนองค์เจดีย์ยักษ์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เม่ือ พ.ศ. ๒๕๑๘ ต่อมาอีก ๔๐ ปี (คือ
พ.ศ. ๒๕๕๘) กรมศลิ ปากรไดท้ ำ� การขดุ คน้ ขดุ แตง่ บรเิ วณพนื้ ทโ่ี ดยรอบศาลาพระเงนิ ไดพ้ บรอ่ งรอยอาคาร
ก่อสูง และมใี บเสมาหินทรายแดงปกั ลอ้ มรอบ แสดงวา่ ศาลานี้เดมิ เคยเปน็ อุโบสถของวัด
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขน้ึ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถานเมอื่ วนั ท่ี ๒๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๗๙
25
๖.๒ แหล่งท่องเท่ียวทางประวัติศาสตรแ์ ละโบราณคดี
ก�ำแพงเมืองเกา่ นครศรีธรรมราช
๑) ก�ำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ต้ังอยู่ริมคลองหน้าเมือง อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
เป็นสถานที่ท่องเท่ียวทางประวัติศาสตร์ท่ีส�ำคัญอีกแห่งในอ�ำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างขึ้น
ตั้งแต่สมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช มีลักษณะเป็นก�ำแพงดินล้อมรอบ
ดว้ ยคนู ้�ำ ไดร้ ับการบูรณะเร่อื ยมา
การบูรณะครั้งส�ำคัญในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยวิศวกรชาวฝร่ังเศสชื่อ
เดอ ลามาร์ (Monsieur de Lamare) ออกแบบเป็นก�ำแพงเมืองตามแบบชาโต มีลักษณะเป็น
ก�ำแพงก่ออิฐทับบนคันดินเดิม มีใบเสมาก�ำแพงเพ่ือบังทางปืนไฟ หลังใบเสมาเป็นเชิงเทิน มีทางเดิน
บนกำ� แพง มปี อ้ มผงั สเ่ี หลยี่ ม ลกั ษณะกำ� แพงเปน็ สเ่ี หลยี่ มผนื ผา้ ดา้ นกวา้ งประมาณ ๕๐๐ เมตร ดา้ นยาว
ประมาณ ๒,๒๐๐ เมตร คูเมืองดา้ นทศิ เหนือเป็นลำ� น�ำ้ ธรรมชาติ (เรยี กว่าคลองหน้าเมือง) คเู มอื งด้าน
ทศิ ใต้เป็นล�ำน�้ำธรรมชาติ (เรยี กวา่ คลองป่าเหลา้ ) และคูเมืองดา้ นทศิ ตะวันตกเปน็ ลำ� น้ำ� ธรรมชาติเช่นกนั
(เรียกวา่ คลองท้ายวงั ) กรมศลิ ปากรไดบ้ ูรณะหลายครั้ง ครง้ั ล่าสดุ คอื พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๕๔
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขน้ึ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถานเมอ่ื วนั ที่ ๒๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๗๙
26
หอพระนารายณ์
๒) หอพระนารายณ์ ต้ังอยู่ถนนราชด�ำเนิน ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
(บรเิ วณตลาดทา่ มา้ ) เปน็ โบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ ทแี่ สดงถงึ อทิ ธพิ ลความเชอื่ ในศาสนาพราหมณ์
ลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งได้เข้ามาสู่เมืองนครศรีธรรมราชต้ังแต่ครั้งโบราณ สอดคล้องกับหลักฐานใน
“ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” ภายในหอพระนารายณ์เป็นท่ีประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์
สลักจากหินทรายสีเทาทรงหมวกรูปกระบอกปลายสอบ พระหัตถ์ขวาทรงสังข์ มีอายุราวพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๐ - ๑๑ นบั เปน็ เทวรปู ทเ่ี กา่ แกท่ สี่ ดุ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ปจั จบุ นั เกบ็ รกั ษาไวใ้ นพพิ ธิ ภณั ฑสถาน-
แห่งชาติ นครศรธี รรมราช
หอพระนารายณ์ผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง การบูรณะครั้งใหญ่ท่ีสุดเกิดข้ึนในสมัย
พระยารษั ฎานปุ ระดษิ ฐ์ (สนิ เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา) เมอื่ ครงั้ ดำ� รงตำ� แหนง่ ขา้ หลวงประจำ� จงั หวดั นครศร-ี
ธรรมราช ชว่ ง พ.ศ. ๒๔๖๒ - ๒๔๗๕
กรมศลิ ปากรประกาศขน้ึ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถาน เมอื่ วนั ที่ ๒๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๗๙
27
หอพระอศิ วร
๓) หอพระอิศวร ต้ังอยู่ถนนราชด�ำเนิน ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
ตรงขา้ มหอพระนารายณ์ (บรเิ วณตลาดทา่ มา้ ) เปน็ โบราณสถานในศาสนาพราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ าย บรเิ วณ
หอพระอศิ วรมเี สาชงิ ช้า ซึ่งใชป้ ระกอบพธิ ี “ตรยี ัมปวาย” (พิธโี ลช้ งิ ช้า) ในวันขน้ึ ๗ - ๑๕ คำ�่ เดือนอา้ ย
ตามความเชอ่ื ของพราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ ายซงึ่ นบั ถอื พระอศิ วร (หรอื พระศวิ ะ) เปน็ เจา้ ภายในหอใชเ้ ปน็ ที่
ประดษิ ฐานศวิ ลงึ คซ์ ง่ึ ถอื เปน็ สญั ลกั ษณข์ องพระอศิ วร และฐานโยนซิ ง่ึ เปน็ สญั ลกั ษณข์ องพระอมุ า รวมทงั้
เทวรูปศิวนาฏราช พระอุมา และพระพิฆเนศ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรี-
ธรรมราช
ด้านหนา้ ของหอพระอศิ วรเปน็ ทีต่ ัง้ เสาชงิ ชา้ จากหลกั ฐานภาพถา่ ยเกา่ แสดงให้เห็นวา่
เคยตง้ั อยใู่ นบรเิ วณนม้ี ากอ่ น ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๐๔ ไดย้ า้ ยไปตง้ั อยดู่ า้ นทศิ ใต้ ทบั อยบู่ นซากโบราณสถาน
โบสถพ์ ราหมณ์ จนกระทงั่ พ.ศ. ๒๕๕๘ กรมศลิ ปากรจงึ บรู ณะหอพระอศิ วร และไดย้ า้ ยเสาชงิ ชา้ กลบั มาตง้ั
ยังตำ� แหนง่ เดิม
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขน้ึ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถานเมอื่ วนั ท่ี ๒๗ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๗๙
28
หอพระพทุ ธสหิ ิงค์
๔) หอพระพทุ ธสหิ งิ ค์ เดมิ มฐี านะเปน็ หอพระประจำ� จวนเจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช (ตงั้ อยู่
ในบรเิ วณศาลากลางจังหวดั ปจั จบุ นั ) เป็นอาคารก่ออิฐถือปนู ขนาด ๓ ห้อง มีเฉลียงรอบ ยกพน้ื ถมดนิ
แลว้ ปอู ฐิ หนา้ ววั พนื้ สงู ราวสองศอก หลงั คามงุ กระเบอ้ื งดนิ เผา ประดบั ชอ่ ฟา้ และใบระกาทหี่ ลงั คา สรา้ งขนึ้
ในราวสมยั อยธุ ยาตอนกลาง ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๕๗ (ตรงกบั สมยั รชั กาลที่ ๖) เจา้ พระยาบดนิ ทรเดชานชุ ติ
(แย้ม ณ นคร) ไดส้ รา้ งข้นึ ใหมด่ ้วยเงินมรดกกองกลางของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนพู ร้อม ณ นคร)
ให้มรี ปู แบบเปน็ อาคารกอ่ อิฐถอื ปูน หลังคามงุ กระเบอื้ งเคลือบ ประดบั ด้วยชอ่ ฟา้ ใบระกา และหางหงส์
ภายในอาคารแบง่ เปน็ สองสว่ น สว่ นหนา้ เปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานพระพทุ ธสหิ งิ ค์ และมพี ระพทุ ธรปู ยนื (พระลาก)
อีกสององค์ (องค์หนึ่งท�ำด้วยเงิน อีกองค์หนึ่งท�ำด้วยทองค�ำ) ประดิษฐานอยู่ด้วย ส่วนหลังเป็นท่ีเก็บ
พระอฐั ิและอฐั ิของเจา้ นายและบคุ คลอันเกย่ี วเนือ่ งดว้ ยวงศเ์ มอื งนครศรีธรรมราช
อน่ึง ในท�ำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ ๒ ระบุว่าข้าราชการ
ทีท่ ำ� หนา้ ท่ีเปน็ นายหมวดคมุ ขา้ พระสหิ ิงค์คือ “หม่ืนพทุ ธบาล” ถือศกั ดินา ๔๐๐
อาคารหอพระสิหิงค์หลังนี้ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีได้ถวายที่ดินอันเป็นท่ีตั้งวัง
พรอ้ มอาคารเปน็ “ราชพล”ี เพอื่ ใหท้ างราชการใชเ้ ปน็ ทตี่ งั้ ศาลากลางจงั หวดั หอพระหลงั นจี้ งึ อยใู่ นความ
ควบคุมของจังหวัด โดยมอบหมายให้แผนกศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดูแล จนกระทั่งวันที่ ๒๗ เมษายน
๒๕๑๔ จึงสง่ มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดแู ลรักษามาจนถงึ ปัจจุบนั
29
๖.๓ แหล่งท่องเท่ียวทาง วัฒนธรรมและศาสนา
วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร จงั หวัดนครศรีธรรมราช
๑) วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร ตง้ั อยถู่ นนราชดำ� เนนิ ตำ� บลในเมอื ง อำ� เภอเมอื งนครศร-ี
ธรรมราช เป็นศาสนสถานที่ส�ำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้และของประเทศไทย ตามต�ำนานพระบรมธาตุ
นครศรีธรรมราช กล่าวว่าเจ้าชายทนทกุมารและพระนางเหมชาลาเป็นผู้น�ำพระบรมสารีริกธาตุมา
ประดษิ ฐานบน “หาดทรายแกว้ ” และสรา้ งเจดยี อ์ งคเ์ ลก็ ๆ ไวเ้ ปน็ ทห่ี มายไว้ ครนั้ ถงึ ปี พ.ศ. ๑๗๑๙ พระเจา้
ศรีธรรมาโศกราชทรงสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิมด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมทรงลังกา ความสูง ๓๗ วา
(๕๕.๙๙ เมตร) เฉพาะบวั หงายถึงปลยี อด ๖.๘๐ เมตร ใชท้ องคำ� หมุ้ โดยรอบ
แตเ่ ดมิ มชี อ่ื เรยี กวา่ “วดั พระบรมธาต”ุ มสี ถานะเปน็ ศาสนสถานกลางของเมอื ง ภายในวดั
มวี หิ ารใหญน่ อ้ ยรวม ๑๐ หลงั โดยไมม่ พี ระสงฆจ์ ำ� พรรษา ตอ่ มาในสมยั รชั กาลท่ี ๖ ทรงพระกรณุ าสถาปนา
วัดนี้ข้ึนเป็นพระอารามหลวงช้ันเอก ชนิดวรมหาวิหารเม่ือวันท่ี ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๘ และนิมนต์
พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายจากวัดเพชรจริกมาจ�ำพรรษา โดยมีพระครูวินัยธร (นุ่น) เป็นเจ้าอาวาส
รูปแรก
30
กฏุ ทิ รงไทยหรอื กฏุ ริ อ้ ยปวี ดั วงั ตะวนั ตก
๒) กฏุ ทิ รงไทย (หรอื กฏุ ริ อ้ ยป)ี ตงั้ อยใู่ นวดั วงั ตะวนั ตก ถนนราชดำ� เนนิ ตำ� บลคลงั อำ� เภอเมอื ง
นครศรธี รรมราช เปน็ กฏุ ทิ รงไทยเรอื นไมฝ้ าประกนแบบภาคใตเ้ ครอื่ งสบั ๓ หลงั มหี ลงั คาจวั่ แตล่ ะหลงั
เชอื่ มตอ่ กนั บานประตู หนา้ ตา่ ง ชอ่ งลม ประดบั ดว้ ยลวดลายทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณข์ องเมอื งนคร ชาวเมอื งนคร
เรยี กวา่ กฏุ ริ อ้ ยปี เดมิ เปน็ ปา่ ขแี้ รดเมอื่ ครงั้ เจา้ จอมมารดาปรางประทบั อยทู่ ว่ี งั ตะวนั ออก โปรดใหป้ รบั ปรงุ
ใหเ้ ปน็ อทุ ยานทางฝง่ั ตะวนั ตก ครน้ั เจา้ จอมมารดาปรางสนิ้ ชพี พติ กั ษยั เจา้ พระยานคร (นอ้ ย) ผเู้ ปน็ บตุ ร
ไดใ้ ชส้ ถานทแี่ หง่ นเ้ี ปน็ ทป่ี ลงพระศพ และสรา้ งเปน็ วดั ใหมเ่ รยี กวา่ “วดั วงั ตะวนั ตก” คกู่ บั วดั วงั ตะวนั ออก
กฏุ ทิ รงไทยหลงั นมี้ จี ดุ เดน่ ตรงทมี่ ลี วดลายแกะสลกั ไมเ้ ปน็ รปู สตั ว์ บคุ คล พรรณพฤกษา
ริเริ่มกอ่ สรา้ งโดยพระครกู าชาด (ย่อง) เจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ตอ่ มา พ.ศ. ๒๕๓๔ กรมศลิ ปากร
รว่ มกบั พทุ ธบรษิ ทั และคหบดใี นตวั เมอื งนครศรธี รรมราชหลายรายไดร้ ว่ มกนั บรู ณะ และยา้ ยมาตง้ั ในพนื้ ที่
ดา้ นเหนอื ของวดั กฏุ เิ หลา่ นสี้ มาคมสถาปนกิ สยามในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ไดค้ ดั เลอื กใหเ้ ปน็ อาคารอนรุ กั ษ์
ดเี ด่นประเภทปชู นียสถานและวดั วาอาราม
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขนึ้ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถาน เมอ่ื วนั ที่ ๒๔ ธนั วาคม พ.ศ.๒๕๓๖
31
รูปเกง๋ จนี วดั แจ้ง
๓) เกง๋ จนี วดั แจง้ ตง้ั อยถู่ นนราชดำ� เนนิ ภายในวดั แจง้ สรา้ งขนึ้ ราว พ.ศ. ๒๔๔๐ เพอื่ ประดษิ -
ฐานบัวบรรจุอัฐิของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) (พ.ศ. ๒๓๒๗ - ๒๓๕๔) และหม่อมทองเหน่ียว
ซ่ึงเป็นชายา ตัวเก๋งเป็นอาคารแบบเก๋งจีน มีลักษณะสถาปัตยกรรมจีนซ่ึงเห็นได้จากการเจาะช่อง
หน้าต่างทรงกลม ลายประดับชายคาอยู่ในที่ประแจจีน ส่วนซุ้มทางเข้าช่างได้ออกแบบโดยผสมผสาน
ศลิ ปะไทยและตะวนั ตกเขา้ ไปดว้ ย ดงั เหน็ ไดจ้ ากมกี ารใชล้ ายกลบี บวั หวั เสาแบบไทย และลายใบอะแคนตสั
แบบตะวนั ตก
ภายในเกง๋ จนี มี “บวั ” (เจดยี บ์ รรจอุ ฐั )ิ รปู ทรงคลา้ ยเจดยี ย์ อ่ มมุ ไมส้ บิ สอง ยอดเปน็ รปู
ดอกบัวตูมสององค์ องค์แรก (องค์ตะวันออก) บรรจุอัฐิของพระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรย์
พระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู ส่วนองคห์ ลงั (องค์ตะวันตก) บรรจุอฐั ขิ องหม่อมทองเหน่ียว ชายาพระเจ้า
นครศรธี รรมราช (หน)ู
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขนึ้ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถาน เมอื่ วนั ที่ ๒๗ กนั ยายน พ.ศ.๒๔๗๙
32
ศาลหลักเมอื ง
๔) ศาลหลกั เมอื ง สรา้ งขนึ้ เพอื่ ประดษิ ฐานหลกั เมอื ง ประกอบดว้ ยอาคาร ๕ หลงั หลงั กลาง
เปน็ ท่ีประดษิ ฐานของหลักเมือง รูปแบบศลิ ปกรรมมีลักษณะคล้ายศิลปะศรีวชิ ยั เรยี กว่าทรงเหมราชลีลา
ส่วนอาคารเล็กทัง้ สี่หลงั ถอื เปน็ บรวิ ารสี่ทิศเรยี กวา่ ศาลจตั โุ ลกเทพ ประกอบด้วยศาลพระเสอ้ื เมอื ง ศาล
พระทรงเมือง ศาลพระพรหมเมือง และศาลพระบันดาลเมือง ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒
องคเ์ สาหลกั เมอื งทำ� ดว้ ยไมต้ ะเคยี นทอง ซง่ึ ไดม้ าจากภเู ขายอดเหลอื ง อำ� เภอนบพติ ำ� ยอดเสาสลกั เปน็ รปู
จัตุคามรามเทพ (สี่พกั ตร์) หรือเทวดารกั ษาเมอื ง เหนอื สุดคือยอดชัยหลกั เมอื ง มีลักษณะเปน็ เปลวเพลงิ
อยบู่ นยอดพระเกตุ รปู แบบการแกะสลกั หลกั เมอื งนจี้ นิ ตนาการจากความเชอ่ื ในพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายาน
ซึ่งเคยมอี ทิ ธิพลทางศิลปกรรมในภาคใตแ้ ละนครศรธี รรมราชมาแต่โบราณ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๙ ทรงเจมิ ยอดชยั หลกั เมอื ง เมอื่ วนั ที่ ๓ สงิ หาคม
๒๕๓๐ ณ พระต�ำหนักจิตรลดารโหฐาน และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช
เปน็ ท่ีสกั การบชู าของประชาชนและนกั ทอ่ งเทีย่ วทั่วไป และตอ่ มาในวนั ที่ ๑๖ มถิ ุนายน ๒๕๔๓ สมเดจ็
พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชด�ำเนินแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลท่ี ๙ เพ่ือทรงพระกอบพิธเี ปิดศาลหลักเมืองน้ี
33
ศาลพระเสอ้ื เมือง
๕) ศาลพระเสอื้ เมอื งนครศรธี รรมราช ตง้ั อยทู่ ถี่ นนหลงั พระธาตุ หลงั โรงพยาบาลเทศบาล
นครนครศรธี รรมราช ไดร้ บั การประกาศขนึ้ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถานในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พระเสอื้ เมอื งทรง
เมืองเป็นคติความเช่ือด้ังเดิมของศาลพระเสื้อเมืองนครศรีธรรมราชแห่งนี้ แต่เดิมมีรูปเคารพ ๒ องค์
ประดษิ ฐานในศาลเจา้ พระเสอื้ เมอื งซง่ึ มมี าตงั้ แตส่ มยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมพระยา
ภาณพุ นั ธว์ุ งศว์ รเดชไดท้ รงบนั ทกึ ในหนงั สอื “ชวี วิ ฒั น”์ เมอ่ื ครงั้ เสดจ็ ประพาสหวั เมอื งภาคใตใ้ นปี พ.ศ. ๒๔๒๗
(สมัยรชั กาลที่ ๕) ความตอนหนง่ึ กล่าวถึงสถานทแ่ี หง่ นวี้ ่า “...ขา้ งฟากถนนดา้ นตะวนั ตกถัดบา้ นพระยา
นครไปประมาณ ๑๐ เส้น มีหมู่ตลาดอีกแห่งหน่ึงเป็นตลาดร้านเพิงเป็นหลังๆ ขายผ้าเคร่ืองนุ่งห่ม และ
เครื่องใชส้ อยต่าง ๆ ประมาณ ๒๑ - ๒๒ ร้าน ท่นี นั่ มีโรงศาลเจา้ เส้อื เมืองหลงั หนงึ่ มุงจาก ฝาลกู กรงไม้ไผ่
เหมือนโรงโป ในนั้นมีกุฎีอิฐ ๒ หน้า ๆ หน่ึงข้างตะวันตกมีเทวรูปศิลาปิดทองยืนจมดินสูงสักศอกเศษ
หนา้ ขา้ งตะวนั ออกมเี ทวรปู ศลิ าปดิ ทองนงั่ ชนั เขา่ สงู สกั ศอกหนง่ึ ...”22 ตอ่ มาในปี พ.ศ.๒๔๗๖ ในหนงั สอื
“สาสน์ สมเดจ็ ” เลม่ ๑๗ ปรากฏขอ้ ความเกย่ี วกบั ศาลพระเสอ้ื เมอื งวา่ “...กลางโรงมกี ฏุ กิ อ่ อยา่ งจนี หนา้ กฏุ ิ
มโี ตะ๊ พระเคร่ืองบชู าอย่างจีน ในกฏุ ิมพี ระพทุ ธรปู เกา่ ... มีโต๊ะเคร่ืองบชู าอย่างจนี ตั้งอีกแห่งหน่ึง หลังโต๊ะ
แขวนรปู กวนอู เปน็ ทน่ี า่ สงั เกตไดว้ า่ ศาลนเ้ี คยมจี นี มาปกครอง...”23 ขอ้ ความดงั กลา่ วแสดงใหเ้ หน็ พฒั นาการ
การเปลย่ี นแปลงของศาลพระเสอ้ื เมอื งแหง่ นี้ หลงั จากนน้ั ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลพระเสอ้ื เมอื งไดร้ บั ความ
เสยี หายจากวาตภยั พน่ี อ้ งชาวจนี ในเมอื งนครศรธี รรมราชจงึ ไดร้ ว่ มกนั สรา้ งศาลขน้ึ ใหมเ่ ปน็ อาคารคอนกรตี
ในยคุ นไี้ ดม้ กี ารนำ� รปู เคารพตามคตคิ วามเชอื่ ของชาวจนี คอื องคป์ งึ เถา่ กง และ ปงึ เถา่ มา่ ซงึ่ เปน็ พระเสอื้ เมอื ง
พระทรงเมอื งทจี่ นี รบั อทิ ธพิ ลความเชอ่ื จากอนิ เดยี เขา้ มาประดษิ ฐานรว่ มกบั รปู เคารพเดมิ ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๕๒
คณะกรรมการศาลเจา้ พระเสอ้ื เมอื งเหน็ วา่ ศาลชำ� รดุ และคบั แคบ จงึ ไดก้ อ่ สรา้ งอาคารหลงั ใหมต่ ามทป่ี รากฏ
ในปัจจุบัน โดยได้รับอนญุ าตจากกรมศลิ ปากร
22 ภาณรุ งั ษสี วา่ งวงศ์ กรมพระยาภาณพุ นั ธวุ งศว์ รเดช, สมเดจ็ เจา้ ฟา้ . ชวี วิ ฒั นเ์ ทยี่ วทตี่ า่ งๆ ภาค ๗. กรงุ เทพฯ
: โรงพมิ พ์ค23ุรสุ ศภาาล,พ๒ร๕ะ๑เส๑้ือ.เมหือนง้าน๙ค๔รศ. รีธรรมราช. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑, จาก http://www.
nakhondragon.blogspot.com
34