วิหารสงู หรือหอพระสงู
๖) วหิ ารสงู (หรอื หอพระสงู ) ตง้ั อยทู่ ถี่ นนราชดำ� เนนิ บรเิ วณสนามหนา้ เมอื ง อำ� เภอเมอื ง
นครศรีธรรมราช รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นอาคารทรงไทยรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๕.๙๐ เมตร
ยาว ๑๓.๒๐ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร ก่ออิฐถือปูน หลังคาเป็นเครื่องไม้ มุงกระเบ้ืองดินเผา ฐานช้ันล่าง
กอ่ ดว้ ยอฐิ เป็นตะพัก ๔ ชั้น ดา้ นหน้าทางข้นึ เปน็ บันไดตอ่ จากเนินดินขึ้นไปยงั วิหาร ภายในมพี ระพุทธรูป
ปูนปั้นปางมารวิชัยสมัยพุทธศตวรรษท่ี ๒๒ - ๒๔ (สมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น)
ฝาผนังด้านในเป็นรูปจิตรกรรมไทยลายดอกไม้ดูอ่อนช้อยสวยงาม ส่วนใต้ฐานพระพุทธรูปเป็นลายจีน
ลักษณะจิตรกรรมในสมยั รตั นโกสินทรต์ อนต้นทมี่ อี ิทธพิ ลศิลปะจนี เข้ามาผสมกับลวดลายไทย
ประวัติการสร้างมีค�ำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า เนินดินขนาดใหญ่อันเป็นท่ีประดิษฐาน
หอพระสงู นน้ั ชาวบ้านช่วยกันขดุ มาจากบรเิ วณคลองหนา้ เมอื ง มาถมเปน็ เนนิ ดนิ ขนาดใหญเ่ พอ่ื ใชต้ ง้ั ปนื
ใหญส่ กดั ทพั พมา่ ในคราวทย่ี กทพั มาตีหวั เมืองปักษใ์ ต้คร้ังสงครามเกา้ ทัพ (พ.ศ. ๒๓๒๘ - สมยั รชั กาลที่ ๑
แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร)์ ตอ่ มาบรเิ วณนก้ี ลายเปน็ สถานทนี่ า่ เกรงกลวั ในราว พ.ศ. ๒๓๗๗ เจา้ พระยานครศร-ี
ธรรมราช (น้อย) ได้ให้สรา้ งพระพทุ ธรูปปางมารวชิ ยั ลงรกั ปิดทอง หน้าตกั กวา้ ง ๒.๔๐ เมตร สงู ๒.๘๐
เมตร เพ่อื เป็นทีเ่ คารพสกั การบชู า และไดส้ รา้ งวิหารครอบองคพ์ ระพทุ ธรปู ไวใ้ นเวลาตอ่ มา24
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขนึ้ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถานเมอ่ื วนั ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๔
24 โบราณสถานส�ำคัญ. (ออนไลน์). สบื คน้ เมือ่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑, จาก http://www.kanlayanee.ac.th
35
พิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ นครศรีธรรมราช
๗) พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ นครศรธี รรมราช ตง้ั อยทู่ ถ่ี นนราชดำ� เนนิ ตรงขา้ มวดั สวนหลวง
อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการจัดต้ังเริ่มต้นจากการที่หน่วยศิลปากรที่ ๘ กรมศิลปากร
ส�ำนกั โบราณคดีและพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติท่ี ๑๑ นครศรีธรรมราช (ปจั จุบนั คือสำ� นกั ศลิ ปากรที่ ๑๒)
นครศรธี รรมราช) ซ่ึงมหี นา้ ที่รับผดิ ชอบดูแลโบราณสถานในเขตภาคใตต้ อนบน ในปพี ุทธศักราช ๒๕๐๗
ได้ด�ำเนินการขุดแต่งบูรณะเจดีย์ยักษ์ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ ถึง ๒๕๑๐ ได้พบโบราณวัตถุ
เป็นจ�ำนวนมากแต่ไม่มีสถานที่เก็บรักษา นอกจากน้ันยังมีโบราณวัตถุท่ีได้จากการส�ำรวจขุดค้นในท้องท่ี
จงั หวดั นครศรธี รรมราช ชมุ พร สรุ าษฎรธ์ านี ระนอง พงั งา กระบี่ ภเู กต็ รวม ๗ จงั หวดั กรมศลิ ปากร
เล็งเห็นความส�ำคัญของการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุต่าง ๆ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ของชาตไิ วใ้ นทแี่ หง่ เดยี วกนั และจดั แสดงตามหลกั สากล จงึ จดั สรรงบประมาณแผน่ ดนิ ปี ๒๕๑๓ มากอ่ สรา้ ง
โดยมบี รษิ ทั พาณชิ ยการไมเ้ ปน็ ผกู้ อ่ สรา้ ง ใชง้ บประมาณเปน็ เงนิ ๒,๑๐๐,๐๐๐ บาท คา่ จดั ทำ� รวั้ และถนน
เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท รวมค่าใช้จ่ายท้ังส้ินเป็นเงิน ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท สถาปนิกผู้ออกแบบคือ
นายไพรชั ชตุ กิ ุล
เมอ่ื วนั ที่ ๒๖ สงิ หาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั และสมเดจ็ พระนางเจา้
สริ ิกิต์ิ พระบรมราชนิ นี าถเสดจ็ พระราชด�ำเนนิ พร้อมพระเจ้าลกู เธอ เจา้ ฟา้ สิรนิ ธรเทพรัตนราชสุดา ทรง
ประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช นับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในภูมิภาค
แหง่ ท่ี ๖ ทที่ รงประกอบพิธีเปิด
36
พิพิธภณั ฑ์เมืองนครศรธี รรมราช
๘) พิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช ต้ังอยู่ ณ อาคารวีรไทยในบริเวณสวนสมเด็จ-
พระศรนี ครนิ ทร์ ๘๔ (ทงุ่ ทา่ ลาด) จดั สรา้ งเพอ่ื เปน็ แหลง่ เรยี นรปู้ ระวตั ศิ าสตรเ์ มอื งนครศรธี รรมราช ในรปู
นิทรรศการถาวร ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราชในสมัยนายสมนึก เกตุขาติ
เปน็ นายกเทศมนตรี ดว้ ยงบประมาณเงินรายได้ของเทศบาล ๔,๘๗๘,๔๐๕.๔๓ บาท
เน้ือหานิทรรศการถาวรเริม่ ตน้ จากอาคารวรี ไทยเป็นอาคารแรก ภายในอาคารน้ีแสดง
หนุ่ จำ� ลองวา่ ดว้ ยชมุ ชนนครศรธี รรมราชตงั้ แตส่ มยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ บอกเลา่ เรอ่ื งราวของบรรพบรุ ษุ ชาว
นครผกู้ อ่ ตง้ั เมอื งทา่ และสถานกี ารคา้ รวมทง้ั ผสู้ รา้ งเมอื งนครศรธี รรมราชไดแ้ ก่ พระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช
พระเจา้ จนั ทรภาณุ พระรตั นธชั มนุ ศี รธี รรมราช (มว่ ง รตั นธชเถร) พระครเู ทพมนุ ศี รสี วุ รรณถปู าฎมาภบิ าล
(ปาน) พระครพู ศิ ษิ ฐอรรถการ (พอ่ ทา่ นคลา้ ย) นำ� เสนอดว้ ยวทิ ยาการเทคโนโลยกี ารจดั แสดงแบบสมยั ใหม่
ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๔๙ ไดข้ ยายพนื้ ทจ่ี ดั แสดงไปยงั อาคารประกอบอกี สองหลงั เพอื่ ใหค้ วามรเู้ รอื่ ง
เหตกุ ารณ์สำ� คัญของเมอื ง ทผี่ า่ นการบอกเล่าและความทรงจ�ำของชาวนครในอดตี เชน่ เหตกุ ารณค์ า้ ขาย
กับชาวต่างชาติ เหตุการณ์ท่ีญี่ปุ่นบุกเมืองนคร ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ เหตุการณ์มหาวาตภัยปี ๒๕๐๕
พระราชกรณยี กจิ การสรา้ งบา้ นศรธี รรมราชของลน้ เกลา้ ฯ รชั กาลที่ ๙ ตลอดถงึ เรอื่ งเลา่ จตคุ ามรามเทพ
ซ่ึงเป็นวัตถุมงคลที่โด่งดังท่ัวประเทศต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ นิทรรศการทั้งหมดนี้ออกแบบและก่อสร้างโดย
บริษทั ซติ ีน้ ีออน ดสิ เพลส์ แอนด์คอนสตรัคชัน่ ส์ (ประเทศไทย) จำ� กดั
37
พพิ ธิ ภณั ฑห์ นงั ตะลุง
๙) พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง เป็นบ้านของหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน ต้ังอยู่ที่บ้านเลขท่ี
๑๑๐/๑๘ ซอยศรธี รรมโศก ๓ ถนนศรธี รรมโศก ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ภายในจดั แสดงรปู หนงั ตะลงุ โบราณในภาคใตท้ ม่ี อี ายมุ ากกวา่ ๑๐๐ ปี รวมถึงหนังตะลุงในภูมิภาคต่าง ๆ
และรูปหนังตะลุงนานาชาติ ก่อต้ังขึ้นโดยนายสุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
(การแสดงพ้ืนบ้าน) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เพ่ือเป็นพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงมีชีวิต นอกจากน้ียังมีห้องจัดแสดง
ขา้ วของเครอ่ื งใชพ้ นื้ เมอื งภาคใต้ มเี วทสี าธติ เชดิ หนงั ตะลงุ อยา่ งครบวงจร การสาธติ การแกะตวั หนงั ตะลงุ
และสนิ คา้ ทรี่ ะลกึ หนงั ตะลงุ เปน็ พพิ ธิ ภณั ฑห์ นงั ตะลงุ ทไี่ ดร้ บั รางวลั ดเี ดน่ ประเภทแหลง่ ทอ่ งเทย่ี ววฒั นธรรม
และโบราณสถานในปี ๒๕๓๙ และรางวัลยอดเย่ียมประเภทแหล่งท่องเท่ียวนันทนาการเพ่ือการเรียนรู้
ปี พ.ศ. ๒๕๕๓
38
ผา้ ยกเมอื งนคร
ผา้ ยกเมอื งนคร
ผ้ายกเมืองนคร เป็นศิลปหัตถกรรมข้ึนชื่ออย่างหน่ึงของเมืองนครศรีธรรมราช งานทอผ้าของ
นครศรีธรรมราชมีมาตั้งแต่โบราณ โดยการรับวัฒนธรรมมาจากชาวอินเดียท่ีมาปักหลักปักฐานอยู่ท่ีน่ี
อินเดียสมัยโบราณได้น�ำผ้าซึ่งเป็นสินค้าส�ำคัญเข้ามาขาย และแลกเปล่ียนกับชาวจีนซ่ึงมีผ้าไหมฝีมือดี
เนื้อละเอียด ส่วนของอินเดียมีจุดเด่นท่ีมีลวดลายแพรวพราวสวยงาม ผ้าทอนครยุคแรก ๆ คงมีเฉพาะ
ชนช้นั ไพรท่ ่ัวไป ส่วนพ่อค้าและเจ้าขุนมูลนาย คงจะใชผ้ ้าของต่างประเทศเปน็ หลัก
ลว่ งถงึ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทรใ์ นชว่ งศกึ เมอื งไทร เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) ไดก้ วาดตอ้ น
เชลยศึกจ�ำนวนมากจากเมืองไทรบุรี โดยเฉพาะช่างหล่อโลหะ ช่างทอง ช่างเงิน ช่างเคร่ืองประดับ และ
ช่างทอผ้า กลุ่มช่างเหล่าน้ีเข้ามาเป็นช่างท�ำงานฝีมือให้แก่วังเจ้าเมือง พัฒนาฝีมือจนเป็นเอกลักษณ์
ของท้องถิ่นเมืองนคร จนมีช่ือเสียงไปถึงราชส�ำนักรัตนโกสินทร์ มีการส่ังซื้อผ้ายกนครไปใช้ในราชส�ำนัก
และเป็นของบรรณาการแก่ราชอาคันตกุ ะท่สี �ำคัญยงิ่ ในสมยั น้นั
39
กลมุ่ ผลติ ผ้ายกเมอื งนครบ้านมะมว่ งปลายแขน ตำ� บลทา่ งิ้ว อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
การทอผ้ายกเป็นวิธีการสร้างลาย คัดเก็บลายด้วยไม้ปลายแหลมเรียวตามลวดลายท่ีก�ำหนด
เอาไว้แล้ว คัดยกเส้นยืนขึ้นเป็นจังหวะตามลวดลาย แล้วสอดเส้นพุ่งเป็นแนวกระทบตามลายท่ีคัดไว้
อย่างละเอียด สลับเส้นสีไปมา มีเส้นที่ยกข้ึนและเส้นท่ีข่มลง จนเกิดเป็นลายนูนจากพื้นผ้า จึงเรียกว่า
ผา้ ยก การสอดเส้นไหม เส้นเงิน เสน้ ทอง เรียกว่าผา้ ยกไหม ผา้ ยกเงิน ผ้ายกทอง
สมยั กอ่ นชาวบา้ นไพรส่ ามญั ชนนยิ มใชเ้ ฉพาะผา้ ยกพนื้ สว่ นชนชน้ั กลางใชผ้ า้ ยกดอก สว่ นเจา้ ขนุ
มูลนายเทา่ นั้นท่จี ะมีโอกาสนุ่งผ้ายกเงนิ หรอื ยกทองได้ ถือว่าเป็นผา้ ระดบั ชนช้นั
ลวดลายบนผ้ายกเมอื งนครมหี ลากหลายรปู แบบทั้งลายที่มีมาต้งั แตโ่ บราณและประยกุ ต์ขน้ึ ใหม่
40
ผลติ ภัณฑจ์ ักสานยา่ นลิเภา
จกั สานย่านลิเพา
งานจักสานย่านลิเพาเป็นหัตถกรรมพ้ืนบ้านของชาวนครศรีธรรมราชมายาวนาน สันนิษฐานว่า
คงเริ่มท�ำกันมาตั้งแต่คร้ังกรุงศรีอยุธยา ภาชนะที่ชาวนครสมัยโบราณมาท�ำจักสานด้วยย่านลิเพานั้น
มตี ง้ั แตก่ ระเชอ กบุ หมาก กลอ่ งยาเสน้ พาน เชยี่ นหมาก ปน้ั ชา กลอ่ ง ขนั ดอกไมธ้ ปู เทยี น กรงนก เครอ่ื งมอื
เคร่อื งใชใ้ นชีวติ ประจ�ำวัน รวมถึงดา้ มจบั เครือ่ งใชต้ า่ ง ๆ ท่เี นน้ ความสวยงามเปน็ พิเศษ
งานจกั สานยา่ นลเิ พานี้ เคยไดร้ บั ความนยิ มทวั่ ไป และเปน็ สงิ่ ทชี่ นชน้ั ปกครองในนครศรธี รรมราช
นิยมใช้ และน�ำข้ึนถวายพระมหากษัตริย์ และเจ้านายในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นหลายครั้ง จนถึง
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว งานจักสานยา่ นลเิ พาของนครเป็นทีน่ ยิ มแพร่หลายในหมู่
เจา้ นายชนั้ สงู รวมทงั้ ขนุ นางคหบดใี นยคุ นนั้ โดยเจา้ พระยายมราช (ปน้ั สขุ มุ ) เปน็ ผมู้ าชว่ ยสนบั สนนุ ฟน้ื ฟู
งานจักสานย่านลิเพา ในขณะด�ำรงต�ำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นท่ีรู้จักในชื่อ
“พระยาสขุ มุ นัยวินิต”
บ้านหมน ตำ� บลทา่ เรอื อำ� เภอเมอื ง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นกลุม่ ผลิตงานจักสานยา่ นลเิ พาทม่ี ชี อื่ ของจังหวดั
41
เคร่ืองถมนครงานหตั ถศิลป์ท้องถิ่นท่ีทรงคณุ ค่าของเมอื งนครศรีธรรมราช
เคร่ืองถมนคร
เครอื่ งถมนครเปน็ งานศลิ ปหตั ถกรรมทท่ี รงคณุ คา่ อยา่ งหนง่ึ ของชาวนครศรธี รรมราช เปน็ สญั ลกั ษณ์
ของชาวนครศรีธรรมราชที่แพร่หลายไปทั่วประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ช่างชาว
นครศรีธรรมราชมีความรู้ความสามารถทางช่างทอง ช่างเงิน มาแต่โบราณต่อมาเม่ือมีอาหรับและฝร่ัง
นำ� วิทยาการเร่อื งงานถมเข้ามา ชา่ งชาวนครศรีธรรมราชจงึ ได้เรียนรู้และสืบทอดงานชา่ งถมสืบมา พัฒนา
งานถมเร่ือยมา มีการเขียนลวดลายแกะสลักเน้ือเงิน เนื้อทอง และทำ� น้�ำยาถมจนเป็นเอกลักษณ์ของถม
เมืองนคร
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับสงั่ ใหเ้ จ้าเมืองนครศรีธรรมราชนำ� “เคร่ืองถมเงินลาย
อรหนั ” สง่ ไปพระราชทานเปน็ เครอ่ื งราชบรรณาการแดพ่ ระเจา้ หลยุ สท์ ่ี ๑๔ แหง่ ประเทศฝรงั่ เศส และยงั ได้
จดั ทำ� เครอื่ งถมเปน็ รปู “ไมก้ างเขน” เปน็ เครอื่ งบรรณาการไปถวายแดส่ มเดจ็ พระสนั ตะปาปา ณ กรงุ วาตกิ นั
อกี ดว้ ย จนถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์ ชา่ งถมนครศรธี รรมราชกย็ งั คงผลติ งานถมชน้ิ สำ� คญั อกี หลายชนิ้ เพอื่ มอบ
แด่ประมุขประเทศต่างๆ เสมอมา “เครื่องถมนคร” จึงเปรียบเสมือนทูตทางวัฒนธรรมของชาติไทยเรา
ก็ว่าได้
ถนนทา่ ช้างศนู ยผ์ ลิตและจำ� หน่ายเครือ่ งถมเมอื งนครศรธี รรมราชทน่ี ักทอ่ งเทีย่ วรจูั ักกันดี
42
บทท่ี ๒
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพื้นท่ีศูนย์กลางอ�ำนาจท่ีส�ำคัญของคาบสมุทรไทยต้ังแต่สมัย
ประวตั ศิ าสตรย์ ุคโบราณเป็นตน้ มาเปน็ อยา่ งนอ้ ย ดว้ ยเงือ่ นไขหลายประการ ทส่ี �ำคญั คอื ท่ตี ้ังของอ�ำเภอ
เมือง อยู่ในเขตท่ีราบทางตะวันออกของเทือกเขานครศรีธรรมราช1 มีสันทรายหรือสันดอนทราย
1 เทือกเขานครศรีธรรมราชมีจุดเริ่มต้นจากอ่าวไทยบริเวณเกาะพงัน พาดผ่านมาทางเกาะสมุยและขึ้นฝั่ง
ในพน้ื ทตี่ อนเหนอื ของจงั หวดั นครศรธี รรมราช บางสว่ นของเทอื กเขานอ้ี ยใู่ นเขตของอำ� เภอเมอื งบรเิ วณตำ� บลทา่ งว้ิ ตลอด
ทง้ั เทอื กเขามภี เู ขาสงู ผา่ นพน้ื ทจี่ งั หวดั นครศรธี รรมราช ไปกนั้ เขตของตรงั และพทั ลงุ เขาเทอื กนสี้ น้ิ สดุ ลงทร่ี มิ ทะเลอนั ดามนั
บรเิ วณจงั หวดั สตลู เชอ่ื มตอ่ กบั เทอื กเขาอกี เทอื กหนงึ่ คอื เทอื กเขาสนั กาลาครี ซี งึ่ ตง้ั อยใู่ นแนวตะวนั ออก - ตก ซง่ึ เปน็ เทอื กเขา
ทกี่ ้นั เขตแดนระหวา่ งมาเลเซยี กับไทยในปจั จบุ ัน เทอื กเขานครศรีธรรมราชต้ังอยูต่ อนกลางของคาบสมทุ รมลายู อนั เปน็
แผน่ ดนิ กน้ั มหาสมทุ รสองแหง่ ออกจากกนั แตห่ ากจะมองอกี มมุ หนง่ึ เทอื กเขานเ้ี ปน็ เทอื กเขาทเ่ี ชอื่ มตอ่ ระหวา่ งมหาสมทุ ร
ทงั้ สองนน่ั เอง ลกั ษณะทางกายภาพของคาบสมทุ รมลายเู ชน่ นมี้ คี วามโดดเดน่ ในเรอื่ งทต่ี งั้ และเปน็ พน้ื ทย่ี ทุ ธศาสตรส์ ำ� คญั
ของโลก
ภาพข้างตน้ เปน็ กำ� แพงเมืองนคร รัชกาลท่ี ๕ ทรงถา่ ยเม่อื ๓ ก.ค. ๒๔๔๘ ภาพจากนายสารทั (นกิ ) ชลอสันตสิ กลุ
ส�ำนกั ศลิ ปากรท่ี ๑๑ สงขลา ส่วนขอ้ มลู จากเรอ่ื งจดั ราชการเมืองนครศรีธรรมราช ของเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
ลว.๗ ก.ค.ร.ศ.๑๑๕ (อาจารยส์ มชาย เปลย่ี วจิตร วิทยาลยั ศลิ ปหัตถกรรมนครศรธี รรมราช มอบให)้
ภาพ www.gotonakhon.com/?p=12368
43
เรยี กวา่ “สนั ทรายรว้ิ กลาง” (หรอื สนั ทรายนครศรธี รรมราช)2 เปน็ สนั ทรายทพี่ าดผา่ นบรเิ วณตอนกลาง
ของอ�ำเภอไปยังอ�ำเภอเฉลิมพระเกียรติ อ�ำเภอเชียรใหญ่ และไปเช่ือมต่อกับสันทรายระโนด - สทิงพระ
ตอ่ มาไดม้ กี ารตดั เสน้ ทางคมนาคมขน้ึ บนสนั ทราย คอื แนวถนนราชด�ำเนินในเขตตัวเมอื งนครศรีธรรมราช
ปัจจุบัน และถนนหลวงหมายเลข ๔๐๘ ความโดดเด่นเร่ืองที่ตั้งเช่นนี้ส่งผลต่อความหลากหลาย
ของทรัพยากร และการกอ่ ตัวของชมุ ชนมาตามล�ำดับเวลาตัง้ แตส่ มัยก่อนประวัตศิ าสตร์จนถึงปัจจบุ นั
การเขา้ มาตง้ั ถน่ิ ฐานของคนในอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ไดพ้ จิ ารณาจากหลกั ฐานทางโบราณคดี
ซง่ึ พบวา่ มนษุ ยย์ คุ แรกเรม่ิ ทม่ี ใี นพนื้ ทน่ี ครศรธี รรมราชไดต้ งั้ ถนิ่ ฐานอาศยั อยใู่ นเขตภเู ขาซง่ึ ตง้ั อยตู่ อนกลาง
ของคาบสมทุ ร ได้แก่ ในเขตอำ� เภอชา้ งกลาง ลานสกา ทงุ่ สง ถำ้� พรรณรา พรหมครี ี ผคู้ นในยคุ แรกเรมิ่
ใชช้ วี ติ อยใู่ นแหลง่ ทเ่ี ปน็ ถำ้� และเพงิ ผา ดำ� รงชวี ติ ดว้ ยการเกบ็ ของปา่ และลา่ สตั วเ์ ปน็ อาหาร ใชถ้ ำ�้ เปน็ ทอ่ี ยู่
อาศยั ชวี ติ ประจำ� วนั อาศยั ผลติ ผลจากปา่ เชน่ ลกู ไม้ ยางไม้ รงั ผงึ้ ลา่ สตั วใ์ นปา่ มาเปน็ อาหาร หาใบไม้
และเปลือกต้นไม้มาเป็นเครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ส่วนของเครื่องมือเคร่ืองใช้ในการท�ำกินก็ใช้
หิน เขา และกระดกู ของสตั ว์
ประมาณชว่ ง ๕,๗๐๐ ปจี นถงึ ๒,๕๐๐ ปที ผี่ า่ นมา ระดบั นำ�้ ทะเลทเ่ี คยสงู มากอ่ นไดล้ ดระดบั ตำ�่ ลง
จนมรี ะดบั ใกลเ้ คยี งกบั ปจั จบุ นั เกดิ การทบั ถมของตะกอนทรายเปน็ พน้ื ทกี่ วา้ งยาวและสงู กวา่ พน้ื ทร่ี าบลมุ่
แนวลำ� นำ�้ หลายแหง่ รวมทง้ั ในบรเิ วณตวั เมอื งนครศรธี รรมราช จนกระทงั่ เมอ่ื ประมาณ ๒,๐๐๐ ปที ผี่ า่ นมา
แนวสันทรายร้ิวกลาง (หรือแนวสันทรายนครศรีธรรมราช) มีลักษณะใกล้เคียงกับสันทรายท่ีเป็นอยู่
ในปจั จบุ นั จงึ เปน็ ไปไดว้ า่ ในชว่ งเวลานมี้ กี ารตง้ั ถน่ิ ฐานบนแนวสนั ทรายแลว้ โดยมผี คู้ นทอี่ พยพลงมาจาก
ภเู ขาสูงน่นั เอง การท่คี นในเขตพนื้ ทีส่ ูงลงมาในเขตทีร่ าบสนั ทราย จงึ สง่ ผลถงึ การตง้ั หลกั แหลง่ ทถ่ี าวรขน้ึ
ในเวลาตอ่ มา ทำ� ใหเ้ กิดจุดเรมิ่ ตน้ กอ่ ตวั ของอารยธรรมโบราณ และมพี ัฒนาการต่อเนือ่ งมาจนถึงปจั จุบนั
๑. อำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราชสมัยกอ่ นประวัติศาสตร์
ในช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์พ้ืนที่ของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช หลักฐานทางโบราณคดี
มีไมม่ ากนกั การศกึ ษาประวตั ศิ าสตรจ์ งึ อาศยั หลกั ฐานทอ่ี าจไมใ่ ชห่ ลกั ฐานในพนื้ ทขี่ องอำ� เภอเมอื งเองเพงี
แหลง่ เดยี ว แต่การศึกษาก็เป็นในลักษณะภาพรวมท่ีไม่อาจเจาะจงเฉพาะพ้ืนที่ของอ�ำเภอเมืองได้ ท้ังนี้
เพราะมีข้อจ�ำกัดเร่ืองของหลักฐานข้อมูลเป็นส�ำคัญ ยิ่งย้อนหลังข้ึนไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว
ภาพของชมุ ชนและกลุ่มชนยง่ิ ดเู ลอื นราง ทง้ั นเ้ี พราะมกี ารขดุ ค้นทางโบราณคดไี มม่ ากนกั
อย่างไรก็ดีแม้จะมีข้อจ�ำกัดเรื่องหลักฐานทั้งท่ีเป็นเอกสารและหลักฐานทางโบราณคดี แต่ด้วย
ภมู นิ เิ วศของพน้ื ทอี่ ำ� เภอเมอื งจดั ไดว้ า่ ความเหมาะสมกบั การกอ่ เกดิ ชมุ ชน ทรพั ยากรกม็ คี วามพรอ้ มในระดบั
ท่ีสามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงท�ำให้มีปรากฏร่องรอยมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่อ�ำเภอเมือง
โดยเฉพาะในพน้ื ทแี่ หลง่ โบราณคดบี า้ นเกตกุ าย (ชาวบา้ นเรยี กบา้ นเกยี กกาย) ตำ� บลทา่ เรอื ซงึ่ เปน็ แหลง่
โบราณคดีบนสันทรายเก่านครศรีธรรมราช ได้มีการค้นพบมโหระทึกส�ำริดหนึ่งใบในแหล่งโบราณคดีน้ี
(ปัจจุบันจัดแสดงไว้ท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช) ผลการก�ำหนดอายุของมโหระทึกใบนี้
2 คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอ�ำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั ฯ, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวัติศาสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละภูมิปญั ญา จังหวดั นครศร-ี
ธรรมราช. โรงพมิ พ์ครุ ุสภาลาดพรา้ ว : กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๔๔, หนา้ ๕ – ๖.
44
พบว่ามีอายุในช่วง ๒,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีที่ผ่านมา จัดเป็นโบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะ
การคน้ พบมโหระทึกนี้ท�ำให้ทราบว่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคโลหะ ผู้คนในอ�ำเภอเมืองมีการติดต่อ
สัมพันธ์กับผู้คนภายนอกแล้ว โดยเฉพาะได้แก่การติดต่อกับผู้คนในวัฒนธรรมดองซอนซ่ึงมีศูนย์กลาง
อยู่ในบริเวณตอนเหนือของประเทศเวียดนามปัจจุบัน การติดต่อดังกล่าวอาจจะโดยการเดินเรือ แสดง
ให้เหน็ ว่าสงั คมหรอื ชมุ ชนในพน้ื ท่ีอำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราชเร่ิมพัฒนาเขา้ ส่ยู คุ ประวตั ศิ าสตรแ์ ลว้
๒. อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชสมยั ประวตั ิศาสตรโ์ บราณ
เงอ่ื นไขสำ� คญั ทส่ี ดุ ซงึ่ สง่ ผลใหช้ มุ ชนในอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชพฒั นาเขา้ สสู่ มยั ประวตั ศิ าสตร์
คือการรับวัฒนธรรมภายนอก โดยเฉพาะคอื การรับวัฒนธรรมอินเดีย ซ่ึงท�ำให้คนนครศรีธรรมราชรู้จัก
การเขยี นอกั ษร และกลายเปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการกา้ วเขา้ สสู่ มยั ประวตั ศิ าสตร์ ประเดน็ สำ� คญั ทจ่ี ะกลา่ วถงึ
คอื พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ ซึง่ มลี �ำดงั คือ กระบวนการรบั วัฒนธรรมอินเดีย อาณาจกั รตามพรลงิ ค์
และอาณาจักรศรวี ชิ ยั
๒.๑ กระบวนการรับวฒั นธรรมอินเดีย
กอ่ นการรบั วฒั นธรรมอนิ เดยี คนนครศรธี รรมราชมคี วามเชอื่ เรอ่ื งผแี ละวญิ ญาณบรรพบรุ ษุ
เหมือนผู้คนในสังคมเกษตรกรรมรุ่นเก่า และแม้ช่วงที่รับวัฒนธรรมภายนอกแล้ว ความเช่ือนี้ก็ยังคง
ถูกผสมผสานกับวัฒนธรรมท่ีเข้ามาใหม่ บางอย่างยังคงอยู่สืบตอ่ มาจนปจั จุบนั เชน่ ความเชอื่ เรื่องทวด
ครหู มอโนรา หรอื แมแ้ ตว่ ฒั นธรรมใหมท่ เี่ ขา้ มากย็ งั ได้รับการผสมผสานกนั จนมลี ักษณะเฉพาะทเี่ ป็นของ
นครศรธี รรมราชเอง เชน่ การผสมผสานความเชอื่ ระหวา่ งฮนิ ดกู บั พทุ ธ หรอื ระหวา่ งศาสนาหลกั กบั ความเชอื่
ดงั้ เดิม
มโหระทึกส�ำรดิ
45
การรับวัฒนธรรมอินเดียเป็นเงื่อนไขส�ำคัญมากท่ีส่งผลให้ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ในนครศรธี รรมราชพฒั นาเขา้ สสู่ มยั ประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรมดงั กลา่ วมผี ลตอ่ การพฒั นาของชมุ ชนโบราณ
ถอื วา่ วฒั นธรรมอนิ เดยี กลายเปน็ สง่ิ ทถี่ กู ฝงั อยใู่ นจติ วญิ ญาณคนนครศรธี รรมราชในรนุ่ ปจั จบุ นั ดว้ ย ซงึ่ แตกตา่ ง
กับวัฒนธรรมจีนหรือตะวันตกที่เข้ามาในยุคหลัง ที่เป็นเช่นน้ีเพราะการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดีย
เป็นกระบวนการท่ีไมไ่ ดเ้ นน้ ผลประโยชนห์ รือเรอื่ งราวทางการเมอื งมาแอบแฝง
กระบวนการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียเริ่มต้นจากการมีองค์ความรู้ว่าด้วยลมมรสุม
ของพ่อค้าอินเดีย เม่ือประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๘ ท�ำให้พ่อค้าอินเดียใช้เส้นทางทะเลเข้ามาในเอเชีย-
ตะวันออกเฉียงใต้ได้สะดวกข้ึน เรือสินค้าเหล่านี้เข้ามาซ้ือของป่าและเคร่ืองเทศในนครศรีธรรมราช
ขณะเดียวกนั ก็นำ� นกั บวช (พราหมณ)์ เขา้ มาเพอ่ื ประกอบพธิ กี รรมบางอยา่ งดว้ ย ทงั้ นเ้ี พอ่ื เปน็ ขวญั ในการ
เดนิ ทางของพอ่ คา้ เหตผุ ลสำ� คญั ทสี่ ดุ ทที่ ำ� ใหค้ นนครศรธี รรมราชรบั วฒั นธรรมอนิ เดยี ไดง้ า่ ยและมาก เพราะ
วฒั นธรรมอนิ เดยี มคี วามสอดคลอ้ งกบั วฒั นธรรมเดมิ ของคนนครศรธี รรมราช เชน่ การนบั ถอื ผบี รรพบรุ ษุ
ทวด แบบเดยี วกบั คนอนิ เดียนบั ถือเทพเจา้ เปน็ ตน้
วัฒนธรรมทางความเชื่อของอินเดียที่เข้ามาในนครศรีธรรมราช คือศาสนาซึ่งมีท้ังฮินดู
และพุทธ ศาสนาฮินดูสามารถลงหลักปักฐานได้อย่างม่ันคงในนครศรีธรรมราชช่วงต่อมา เป็นผลให้เกิด
การรับแนวคดิ เรื่องการปกครอง เชน่ กษัตรยิ ์ ผู้น�ำ โดยพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธกี รรมยกฐานะผ้รู อบรู้
ช่วยเสริมส่งบารมีของผู้น�ำชุมชนให้สูงขึ้นเป็นกษัตริย์ ท้ังนี้ก็เพ่ือความสะดวกของพ่อค้าในการรวบรวม
สินค้า มีการรับภาษาและวรรณกรรมของอินเดียเข้ามา เช่น รามายณะ ภควัทคีตา มหาภารตยุทธ
โดยเฉพาะเร่ืองรามายณะได้กลายเป็นวรรณกรรมที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตคนนครศรีธรรมราชเป็นอย่างมาก
นอกจากนีค้ นนครศรธี รรมราชยงั รบั เอากฎหมายธรรมศาสตรม์ าใชใ้ นการปกครองท่ีสงั คมมีความซบั ซอ้ น
ขนึ้ ดว้ ย สว่ นวฒั นธรรมบางอยา่ งทไ่ี มส่ อดคลอ้ งกบั วถิ ชี วี ติ ของผคู้ นแตเ่ ดมิ กไ็ มร่ บั เขา้ มา ไดแ้ กร่ ะบบวรรณะ
สทิ ธสิ ตรี เป็นตน้
เม่ือมีการรับวัฒนธรรมอินเดีย คนนครศรีธรรมราชจึงพัฒนาขึ้นจนถึงการรู้จักเขียนอักษร
และมรี อ่ งรอยของการเขยี นเกดิ ขน้ึ ตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ เปน็ ตน้ มา จากโบราณสถานและโบราณวตั ถุ
จากการขุดค้นทางโบราณคดี ในเขตอ�ำเภอเมือง นครศรีธรรมราช แสดงว่าช่วงเวลาต้ังแต่พุทธศตวรรษ
ที่ ๑๑ ชมุ ชนในนครศรธี รรมราชไดพ้ ฒั นาเขา้ สสู่ มยั ประวตั ศิ าสตรแ์ ลว้ อยา่ งสมบรู ณ์3 โดยแหลง่ โบราณคดี
ในสมัยนี้ ได้แก่ แหล่งโบราณคดีหอพระนารายณ์ แหล่งโบราณคดีหอพระอิศวร โบสถ์พราหมณ์ และ
เสาชงิ ชา้ แหลง่ โบราณคดฐี านพระสยม (บรเิ วณตลาดทา่ ช)ี แหลง่ โบราณคดเี มอื งพระเวยี ง แหลง่ โบราณคดี
วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร แหลง่ โบราณคดีวัดมเหยงคณ์ และแหล่งโบราณคดวี ดั เสมาเมอื ง4
3 เกษม จันทร์ดำ� , ประวัติศาสตร์ท้องถนิ่ นครศรีธรรมราช, โรงพิมพก์ รนี โซน : นครศรธี รรมราช, หนา้ ๑๑.
4 ปรชี า นนุ่ สขุ , เอกสารคำ� สอนประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถ่ิน : ศึกษาเฉพาะกรณีโบราณคดเี มอื งนครศรธี รรมราช,
โครงการตำ� ราและเอกสารวชิ าการ สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช, ๒๕๔๔, หนา้ ๒๓๐ – ๒๖๔.
46
สนิ ค้าส�ำคญั ของนครศรธี รรมราชซงึ่ เป็นทต่ี ้องการของพ่อคา้ อินเดีย เช่น พรกิ ไทย ดปี ลีเชอื ก เขากวาง งาช้าง
การรับวัฒนธรรมอินเดียท�ำให้ชุมชนในนครศรีธรรมราช พัฒนากลายเป็นชุมชนโบราณ
ชมุ ชนโบราณดงั กลา่ วไดก้ ระจายตวั อยใู่ นพน้ื ทสี่ นั ทรายนครศรธี รรมราช หรอื สนั ทรายเกา่ นครศรธี รรมราช
ท่ีทอดตัวขนานกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในแนวทิศเหนือ - ใต้ เริ่มต้นทางทิศเหนือของอ�ำเภอสิชลลงมา
ทางใต้ ผ่านอ�ำเภอท่าศาลา อ�ำเภอเมือง ไปสิ้นสุดที่อ�ำเภอเชียรใหญ่ ยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร และ
กว้างประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ เมตร เป็นสันทรายที่ต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน ชุมชนโบราณบนสันทรายน้ี
แสดงใหเ้ ห็นถงึ การเริม่ ต้นของการตง้ั หลกั แหลง่ ถาวร มกี ารทำ� การเกษตร มกี ารพัฒนาเครือ่ งมอื เครอื่ งใช้
และมีการใช้โลหะ จนท�ำให้ชุมชนน้ีเติบโตข้ึนอย่างรวดเร็ว จนถึงราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๑ พบวา่ ชมุ ชน
โบราณได้เกิดการขยายชุมชนด้วยอิทธิพลของศาสนาฮินดู โดยเฉพาะทางตะวันตกของสันทรายได้พบ
ร่องรอยของชุมชนกระจายตัวอยู่มาก เช่น แหล่งโบราณคดีวัดหว้ายาน (ร้าง) ต�ำบลมะม่วงสองต้น
แหล่งโบราณคดีวัดพระมงกฎุ ต�ำบลนาเคยี น5 เปน็ ตน้
การเกิดขึ้นของชุมชนโบราณอ�ำเภอเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับหลักฐานอ่ืน ๆ พบว่าในช่วง
เวลาเดียวกันน้ีได้ปรากฏช่ือรัฐโบราณหรืออาณาจักรโบราณข้ึนในภาคใต้คืออาณาจักรตามพรลิงค์และ
ศรีวิชัย ซ่งึ ทง้ั สองอาณาจกั รนม้ี ีความสัมพนั ธก์ ับพน้ื ทีข่ องอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช กล่าวคือ การเปน็
พน้ื ทีศ่ ูนยก์ ลางของอาณาจักรตามพรลิงค์ และเป็นเมืองสำ� คัญเมืองหนง่ึ ของศรีวชิ ยั กลา่ วคอื
5 ปรชี า นุ่นสุข, เอกสารคำ� สอนประวัตศิ าสตรท์ อ้ งถน่ิ : ศึกษาเฉพาะกรณีโบราณคดีเมืองนครศรีธรรมราช,
โครงการตำ� ราและเอกสารวชิ าการ สถาบันราชภฏั นครศรีธรรมราช, ๒๕๔๔, หน้า ๒๗๓.
47
๒.๒ อาณาจักรตามพรลงิ ค์6
เป็นอาณาจักรโบราณท่ีมีศูนย์กลางตั้งอยู่บริเวณสันทรายนครศรีธรรมราช ในพื้นท่ี
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันมีชื่อเรียกหลายชื่อ แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ ตามพรลิงค์ ชื่อเรียก
อื่น ๆ เช่น กมลี ตมะลี กะมะลิง ตามพรคม มัทมาลิงคม ตั้งมาหล่ิง โฮลิง โลแค็ก กรุงศรีธรรมโศก
สริ ธิ รรมนคร7 ปาฏลบี ตุ ร ลกิ อร์ ละคร ตามพรลงิ คเ์ ปน็ อาณาจกั รโบราณทไ่ี ดร้ บั ความสนใจจากนกั ประวตั ศิ าสตร์
ทั้งไทยและต่างประเทศมากที่สุดอาณาจักรหน่ึงปรากฏช่ืออยู่ในศิลาจารึกหลักท่ี ๒๔ (จารึกวัดหัวเวียง
อำ� เภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน)ี ลงศกั ราชตรงกบั พ.ศ. ๑๗๗๓ จารกึ หลกั นใ้ี ชอ้ กั ษรกาวิ (แบบชวา) ภาษา
สันสกฤต กล่าวสรรเสริญกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช (พระนามว่า จันทรภานุ) แห่งปทุมวงศ์ผู้เป็น
พระราชาแหง่ ตามพรลงิ ค์
ถ้าเรื่องราวราชอาณาจักรตามพรลิงค์ เป็นเร่ืองราวของรัฐบริเวณนครศรีธรรมราช
นกั ประวตั ศิ าสตรย์ ่อมผิดหวังในข้อที่ว่า ผู้แต่งช�ำระต�ำนานเมืองนครศรีธรรมราชหรือต�ำนานพระธาตุ
นครศรธี รรมราชในสมยั ตน้ รตั นโกสนิ ทรไ์ มร่ จู้ กั อาณาจกั รตามพรลงิ คเ์ ลย ดงั นนั้ ประโยชนจ์ ากเอกสารทอ้ งถนิ่
ทั้งสองเร่อื งเพ่อื ศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์โบราณของเมืองนครศรธี รรมราชจงึ มีอย่คู อ่ นขา้ งน้อย
คำ� วา่ “ตามพรลงิ ค”์ ซงึ่ เปน็ ทรี่ จู้ กั กนั ดนี น้ั นบั วา่ มนี ยั ทางประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรมแฝงอยู่
ค�ำน้ี มาจากภาษาสันสกฤตว่า ตามฺร (ทองแดง) + ลิงคฺ = ตามรลิงค์ พิจารณาจากช่ือแล้วย่อมทราบกัน
ได้ทั่วกันว่าหมายถึงลึงค์ที่เป็นทองแดง ก่อร่างสร้างตัวข้ึนจากประชากรนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย
(ร่องรอยของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบในแหล่งโบราณคดีในพ้ืนท่ีอ�ำเภอเมือง มักพบศิวลึงค์และ
พระโพธิสัตว์) ดร.ควอริตซ์ เวลส์ กล่าวว่าเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งตะวันตกซึ่งน�ำอารยธรรมและ
ชาวอินเดีย (โดยเฉพาะทมิฬ) และลังกาไปสู่ตะวันออก ได้เป็นท่ีรู้จักและใช้กันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษ
ที่ ๖ - ๗ เปน็ ตน้ มา การสำ� รวจทางโบราณคดไี ดพ้ บศวิ ลงึ คท์ ม่ี อี ายเุ กา่ ถงึ ราวกลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๘ มชี มุ ชน
เล็ก ๆ ที่ผู้นับถือลัทธิไศวนิกายเกิดข้ึนตลอดชายฝั่ง ทั้งแต่ไชยาลงไปถึงสทิงพระ ศาสนาฮินดูท้ังลัทธิ
ไศวนิกายและไวษณพนิกายได้ด�ำรงอยู่ร่วมกับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน จนกระทั่งถึงครึ่งหลัง
ของพุทธศตววรษท่ึ ๑๗ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ซ่ึงใช้ภาษาบาลีได้เริ่มเข้ามา
มีอิทธิพลมากข้ึน ความผสมผสานวัฒนธรรมทางภาษาจึงเกิดขึ้น ดังนั้นถ้าต้องการเขียนช่ืออาณาจักร
ตามพรลิงค์อย่างบาลีก็ต้องเขียนว่า ตมฺพ + ลิงคฺ แต่ความสับสนในความเป็นวัฒนธรรมพุทธศาสนากับ
วฒั นธรรมฮนิ ดทู ใี่ ชภ้ าษาสนั สกฤต ทำ� ใหเ้ กดิ ชอื่ รฐั เขยี นแตกตา่ งกนั เชน่ ตามพรลงิ ค์ ในจารกึ ของพระเจา้
จนั ทรภานุ คมั ภรี ภ์ าษาบาลขี องลงั กาชอ่ื หตั ถวนคลั ลวหิ ารวงั ศะ เรยี กชอ่ื รฐั นวี้ า่ ตมั พลงิ ค์ สว่ นในเอกสาร
ภาษาสหี ฬเรียกว่า ตมลงิ คมุ ซึ่งเปน็ ช่ือท่เี กือบจะเหมือนกับช่ือที่ปรากฏในคมั ภรี ม์ หานทิ เทส
6 วินัย พงศ์ศรีเพียร. “ดินแดนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงต้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๐,” ใน คู่มือการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนประวตั ศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตรไ์ ทยจะเรยี นจะสอนกนั อยา่ งไร. กรงุ เทพมหานคร : กรมวชิ าการ กระทรวง
ศึกษาธกิ าร, ๒๕๔๓ หน้า ๖๕-๗๔.
7 นักประวัติศาสตร์ที่มีแนวคิดท้องถิ่นนิยมบางกลุ่มเชื่อว่า อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางของ
อาณาจักรศรีวิชัยด้วย แต่ในบทความน้ีเชื่อว่าศูนย์กลางของศรีวิชัยควรอยู่ที่เกาะสุมาตรา ส่วนหลักฐานทางโบราณคดี
ของศรีวิชัยที่แพร่มาถึงนครศรีธรรมราชและสุราษฏร์ธานีนั้น แสดงให้เห็นถึงอ�ำนาจของศรีวิชัยที่ได้แผ่ขยายมาถึง
ตอนกลางของคาบสมุทรมลายู ประเดน็ นจี้ ะกลา่ วถงึ รายละเอยี ดตอ่ ไป.
48
หลักฐานท่ีเก่าแก่ท่ีสุดซึ่งเก่าถึงตามพรลิงค์ คือ คัมภีร์ มหานิทเทสสะ ในพระไตรปิฎก
ซึ่งมีอายุในราว พ.ศ. ๖๕๐ - ๗๕๐ ในเอกสารนี้มีข้อความเกี่ยวกับเมืองท่ีพ่อค้าอินเดียไปค้าขายและรู้จัก
เป็นอยา่ งดี คอื “ตกโฺ กลมฺ ชวมฺ ตมลิงฺ สวุ ณณฺ ภมู งิ ” (ตักโกละ ชวา ตมลิง และสุวรรณภูมิ ตามลำ� ดบั )
หน่งึ ในชื่อเหลา่ นนั้ คือ ตมลงิ ฺ ซึง่ อาจคัดลอกเพย้ี นไปบา้ ง อยา่ งไรก็ตาม มีขอ้ น่าสงั เกตวา่ อีกห้าศตวรรษ
ต่อมา เอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถังก็ได้กล่าวถึงรัฐหนึ่งชื่อว่า ถานหลิง หรืออ่านตามส�ำเนียงกวางตุ้งว่า
ถ่ามเหล่ง เมื่อพิจารณาท่ีตั้งที่เอกสารจีนระบุไว้ ถ่ามเหล่งตั้งอยู่ในบริเวณตอนบนของคาบสมุทรมลายู
เกือบจะต�ำแหน่งเดียวกับอาณาจักรผานผาน (หรือพุนพุน) เม่ืออาณาจักรผานผาน/พุนพุน หายไปจาก
การตดิ ตอ่ ทางการทตู กบั ราชสำ� นกั ในจนี ใน พ.ศ. ๑๑๗๘ แลว้ จงึ ไดป้ รากฏชอื่ ถา่ มเหลง่ ขน้ึ มา โดยทร่ี ฐั นี้
เปน็ เมอื งขึ้นของทวารวดี
ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสถานการณ์ทางการเมืองในคาบสมุทรมลายูตอนบนเป็นอย่างไร
แต่จารึกภาษาสันสกฤตที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช เป็นพยานยืนยันว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๓๑๘ บริเวณ
ท่ีเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ได้ตกอยู่ในปริมณฑลอ�ำนาจของอาณาจักร
ศรวี ชิ ยั เพราะจารกึ วดั เสมาเมอื งไดเ้ ลา่ วา่ พระเจา้ กรงุ ศรวี ชิ ยั ผทู้ รงเปน็ “ราชาธริ าช” และทรงพระนามวา่
“ศรมี หาราช” เพอ่ื แสดงวา่ ทรงสบื เชอื้ วงศม์ าจากราชวงศไ์ ศยเลนทร์ ทรงสรา้ งปราสาทอฐิ สามหลงั ถวายแด่
พระโพธสิ ตั วเ์ จา้ ผถู้ อื ดอกบวั (ปทมุ ปาณ)ี พระผผู้ จญพระยามาร (มารวชิ ยั ) และพระโพธสิ ตั วเ์ จา้ ผถู้ อื วชั ระ
(วัชรปาณี) และทรงใหพ้ ระราชสถวริ ะ ชยนั ตะ สร้างพระสถปู สามองค์
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ ศรีวิชัยเคยแผ่อ�ำนาจข้ึนมาถึงบริเวณสุราษฎร์ธานีและ
นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน แตอ่ ำ� นาจของศรวี ชิ ยั ในบรเิ วณคาบสมทุ รไดเ้ สอื่ มลงอยา่ งรวดเรว็ ใน พ.ศ. ๑๕๖๘
เมอ่ื พระเจา้ ราเชนทรโจฬะที่ ๑ แหง่ อาณาจกั รโจฬะซงึ่ ครองอำ� นาจทางดา้ นชายฝง่ั โคโรมนั เดลและภาคใต้
ของอนิ เดยี ไดท้ รงสง่ กองทพั เรือเขา้ โจมตีอาณาจกั รศรวี ชิ ัยและเมืองขน้ึ จารกึ ที่เมืองตันชอว์ พ.ศ. ๑๕๗๓
ซงึ่ สรา้ งขนึ้ เพอื่ ระลกึ ถงึ ชยั ชนะอนั ยงิ่ ใหญค่ รงั้ นไ้ี ดใ้ หร้ ายชอื่ เมอื งตา่ ง ๆ ทถ่ี กู ทำ� ลายรวมทง้ั “มาทามลงิ คมั ”
ด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อนี้หมายถึงอาณาจักรตามพรลิงค์ ในสมัยต่อมาจารึกของพระเจ้าจันทรภานุ
ผลกระทบของการเข้ามาโจมตีอาณาจักรศรีวิชัยและเมืองขึ้นใน พ.ศ. ๑๕๖๘ ท�ำให้อ�ำนาจของศรีวิชัย
สน้ิ สดุ ลง แตไ่ มม่ หี ลกั ฐานบง่ อยา่ งชดั เจนวา่ พวกโจฬะไดด้ ำ� เนนิ การอยา่ งไรกบั บรรดาเมอื งขน้ึ ของศรวี ชิ ยั
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าพระเจ้าราเชนทรโจฬะเพียงต้องการท�ำลายอ�ำนาจทางทะเลและการค้า
ของศรีวิชัยซ่ึงเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียใต้กับจีนผ่านคาบสมุทรมลายู อย่างไรก็ตาม
ศิลาจารึกภาษาสันสกฤตและภาษาทมิฬในยุคราชวงศ์โจฬะ (ซึ่งพบท่ีวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร)
ของผจู้ ารกึ ทเ่ี รยี กตนเองวา่ “ธรรมเสนาปต”ิ ทำ� ใหท้ ราบวา่ ถา้ ราชวงศโ์ จฬะมไิ ดย้ ดึ อำ� นาจทางการเมอื งไว้
เป็นการช่ัวคราว อิทธิพลทางวัฒนธรรมของพวกทมิฬผ่านพราหมณ์พิธีกรรมในช่วงเวลานั้นก็น่าจะยังคง
มีอยู่มากดังเดิม
หลกั ฐานจนี สมยั ราชวงศซ์ ง่ กลา่ ววา่ ตา่ นหมา่ ลงิ่ ไดส้ ง่ คณะทตู ไปถวายเครอื่ งราชบรรณาการ
ที่ราชส�ำนักจีนใน พ.ศ. ๑๖๑๓ ข้อมูลน้ีแสดงว่าในช่วงระยะเวลา ๔๕ ปี ภายหลังการโจมตีของพระเจ้า
ราเชนทรโจฬะ ต่านหม่าล่ิงได้กลายเป็นรัฐอิสระ แต่เดิมนักประวัติศาสตร์เชื่อกันตามศาสตราจารย์
ยอร์จ เซเดส์ ผู้อาศัยข้อมูลใน ชินกาลมาลีปกรณ์ สันนิษฐานว่าได้มีกษัตริย์จากสิริธรรมนครยกทัพเรือ
ขน้ึ มาตเี มอื งละโว้ และกษตั รยิ ผ์ นู้ ต้ี อ่ มาคอื พระเจา้ สรุ ยิ วรมนั ที่ ๑ ในภายหลงั ศาสตราจารยเ์ ซเดส์ ไดป้ ฏเิ สธ
49
ข้อสมมุติฐานของท่านเอง ในขณะที่ศาสตราจารย์ ดร.ไมเคิล วิกเกอรี ได้พิสูจน์จากหลักฐานช้ันต้น
ของเขมรเองว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ ไม่สามารถจะเป็นหลักฐานที่เช่ือถือได้ในกรณีน้ี เพราะพระเจ้าสุริย-
วรมนั ที่ ๑ ทรงรณรงค์เข้ายึดครองกัมพชู าจากทางตะวันออกของเขมร
หลกั ฐานจนี สมยั ราชวงคซ์ ง่ ใหค้ วามสำ� คญั แกต่ า่ นหมา่ ลง่ิ ในฐานะเมอื งทา่ การคา้ เมอื่ พจิ ารณา
จากประเภทสินค้าท่ีมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันกับจีน ดูเหมือนว่าต่านหม่าลิ่งจะมีมากชนิดกว่าท่ีอ่ืน
จดหมายเหตุ หลงิ่ ไว่ไต้ต๋า ไดก้ ล่าวถงึ รัฐนีว้ ่า
ประมขุ ของราชอาณาจกั รตา่ นหมา่ ลง่ิ เรยี กวา่ เซยี่ นกง เมอื งนลี้ อ้ มรอบดว้ ยระเนยี ดไมก้ วา้ ง
๖ ถงึ ๗ ฉอื และสงู ๒๐ ฉือกวา่ ใช้สูร้ บป้องกนั เมืองได้ ประชาชนเมอื งนข้ี ่ีกระบือ เกล้าผมไปข้างหลัง
และเดินเท้าเปล่า เรือนผู้สูงศักดิ์สร้างด้วยไม้ กระท่อมของไพร่สร้างด้วยไผ่มีแผงกั้นท�ำข้ึนด้วยใบจาก
และใช้หวายเส้นรัด ผลิตผลของท้องถิ่นมีขี้ผึ้ง ไม้กฤษณา ไม้มะเกลือ ก�ำมะถัน งาช้าง และนอระมาด
พอ่ คา้ ตา่ งชาตนิ ำ� กลดพระและรม่ ธรรมดา เสน้ ไหมเหอฉี สรุ า ขา้ ว เกลอื นำ�้ ตาล เครอ่ื งเคลอื บ อา่ งดนิ เผา
ใบใหญ่ สง่ิ ของหนัก ๆ และหยาบทำ� นองนพี้ ร้อมทงั้ จานเงนิ และทองเขา้ มาขาย ยื่อหลวั ถงิ เฉยี นไม่ป๋าถ้า
และเจยี หลวั ซี คอื ประเทศทคี่ ลา้ ย ๆ ตา่ นหมา่ ลงิ่ เกบ็ รวบรวมภาชนะเงนิ ทองเทา่ ทห่ี าไดเ้ หมอื นกบั ยอื่ หลวั ถงิ
และเมืองขน้ึ อน่ื ๆ สง่ เป็นเคร่อื งราชบรรณาการแก่ศรีวชิ ยั
ยอ่ื หลวั ถงิ เฉยี นไมป่ า๋ ถา้ และเจยี หลวั ซี นา่ จะเปน็ กลมุ่ เมอื งทอี่ ยใู่ กลก้ บั ตา่ นหมา่ ลงิ่ เหตทุ ี่
เชอื่ เชน่ นเี้ พราะยอื่ หลวั ถงิ ปรากฏอยใู่ นบญั ชรี ายชอ่ื กลมุ่ รฐั ในคาบสมทุ ร ซง่ึ ถกู ทพั เรอื พระเจา้ ราเชนทรโจฬะ
เข้าโจมตี ส่วนเจียหลัวซีคือเมืองครหิ ช่ือครหิอยู่ในจารึกที่ฐานพระพุทธรูปนาคปรกที่วัดหัวเวียง ไชยา
พระพทุ ธรปู นาคปรกนลี้ งศกั ราชตรงกบั พ.ศ. ๑๗๒๖ แตม่ ขี อ้ สงั เกตวา่ สว่ นฐานรองรบั พระพทุ ธรปู นาคปรก
ทม่ี คี ำ� จารกึ กบั องคพ์ ระพทุ ธรปู ไมใ่ ชเ่ ปน็ สงิ่ คกู่ นั เพราะพระพทุ ธรปู ทน่ี ำ� มาตงั้ บนฐานไมไ่ ดแ้ สดงปางนาคปรก
ถ้าพิจารณาเฉพาะถ้อยความจากจารึกบริเวณไชยา น่าจะเป็นรอยต่อของวัฒนธรรมเขมรกับศรีวิชัยที่แผ่
เข้ามาประจบกนั บนคาบสมทุ ร เพราะแม้จารึกน้ีจะใชภ้ าษาเขมรและตัวอกั ษรคล้ายท่ใี ช้ในจารึกทวารวดี
ทเ่ี ขางู ราชบุรี ทงั้ ยังใช้ศัพทท์ างการเมอื ง เช่น “กัมรเตง อัญ” และปีนกั ษตั รบอกศักราชแบบเขมรดว้ ย
แตม่ ขี อ้ นา่ สงั เกตสองประการคอื ประการแรกลกั ษณะการเขยี นอกั ษรบางสว่ นเปน็ แบบทใ่ี ชใ้ นเกาะสมุ าตรา
และประการที่สองจารึกกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า มหาเสนาบดีตลาไนผู้รักษาเมืองครหิ เป็นผู้รับค�ำส่ังของ
กมั รเตง อญั มหาราช ศรมี ตั ไตรโลกยราช เมาลภิ ษู นวรมเทวะ คำ� วา่ “ศรมี หาราช” หรอื “มหาราช” นน้ั
เราได้ทราบแล้วว่าเป็นสมัญญานามของกษัตริย์ศรีวิชัย ดังน้ันจึงอาจสรุปได้ว่าหลักฐานด้านจารึกไม่ขัด
กับจดหมายเหตุจีน ซึ่งยืนยันว่าเจียหลัวซี (ครหิ) และต่านหม่าลิ่ง (ตามพรลิงค์) มีฐานะเป็นเมืองขึ้น
ของศรีวชิ ยั
อย่างไรก็ตาม หลิ่งไว่ไต้ต๋า อาจกล่าวถึงสถานภาพที่ผู้บันทึกรับทราบเกี่ยวกับครหิก่อนปี
๑๗๒๑ คัดลอกตอ่ กนั มาโดยไมเ่ ปล่ียนแปลงตามธรรมเนยี มนักจดหมายเหตจุ ีน ทกี่ ล่าวดังน้ีเพราะขอ้ มลู
เดียวกันน้ี ยังไปปรากฏในงานของเจาหยู่คั่วอีกใน พ.ศ. ๑๗๖๙ ด้วย เราไม่อาจถือข้อมูลนี้ว่าสะท้อน
สถานการณ์ที่เป็นจริง การท่ีศรีวิชัยหมดอ�ำนาจลงแล้วภายหลังการโจมตีของโจฬะ ท�ำให้ผู้ปกครอง
ของศนู ยอ์ ำ� นาจอน่ื พยายามจะเปน็ ทายาททางการเมอื งและเกดิ มศี รวี ชิ ยั ขนึ้ มาหลายแหง่ ดว้ ยกนั ดว้ ยเหตผุ ล
ทอ่ี า้ งมาน้ี “มหาราช” ในจารกึ บนฐานพระพทุ ธรปู ครหจิ งึ ควรหมายถงึ กษตั รยิ แ์ หง่ ตามพรลงิ ค์ เพราะถา้ หาก
50
ยงั มมี หาราชของศรวี ชิ ยั มาทรงสงั่ เจา้ เมอื งทอ้ งถน่ิ ครหิ (ไชยา) ใน พ.ศ. ๑๗๒๖ ไดแ้ ลว้ นกั ประวตั ศิ าสตร์
จะไมส่ ามารถอธบิ ายบรบิ ทแวดลอ้ มทางการเมอื งของบรเิ วณคอคอดกระและในคาบสมทุ รมลายู จากหลกั ฐาน
ฝา่ ยพมา่ และต�ำนานเมอื งนครศรธี รรมราชในชว่ งเวลานไี้ ด้เลย
ความเปล่ียนแปลงที่สง่ ผลกระทบตอ่ พัฒนาการทางการเมืองและวัฒนธรรมของอาณาจักร
ตามพรลงิ คใ์ นชว่ งกอ่ นยคุ รงุ่ โรจนข์ องรชั กาลพระเจา้ จนั ทรภานลุ ว้ นมาจากภายนอก หลกั ฐานจารกึ ของพมา่
ชว้ี า่ ในราว พ.ศ. ๑๕๙๓ พวกกลอ๋ ม (ขอม) ซงึ่ อาจหมายถงึ พวกมอญ - เขมรจากละโว้ ไดพ้ ยายามแผอ่ ำ� นาจ
เขา้ มายงั หวั เมอื งมอญทางตอนใต้ แตไ่ มป่ ระสบผลสำ� เรจ็ พมา่ ไดค้ รอบครองอำ� นาจบรเิ วณชายฝง่ั ตะวนั ตก
ของคอคอดกระลงมาจนถงึ เมอื งมะรดิ ในระหวา่ ง พ.ศ. ๑๖๐๓ - ๑๖๑๐ ในปนี น้ั ดเู หมอื นวา่ การขยายอำ� นาจ
ของพม่าได้มีผลท�ำให้กษัตริย์แห่งกฎารัม - ศรีวิชัยต้องถูกขับไล่ออกจากเมืองของพระองค์ หลักฐาน
ฝา่ ยราชวงศโ์ จฬะกลา่ ววา่ พระเจา้ วรี ราเชนทรท์ ี่ ๑ ไดท้ รงตกี ฎารมั แลว้ พระองคก์ ไ็ ดม้ อบเมอื งคนื แกก่ ษตั รยิ ์
เจา้ เมอื งนนั้ จารกึ เปรมุ บรุ ของวรี ราเชนทรท์ ี่ ๑ กลา่ ววา่ หลงั จากพชิ ติ กฎารมั แลว้ ทรงพอพระทยั ทไี่ ดค้ นื เมอื ง
แกพ่ ระราชาของเมอื งนผ้ี บู้ ชู าพระบาทของพระองคอ์ นั ประดบั ดว้ ยทองพระกร ครนั้ ถงึ พ.ศ. ๑๖๑๒ พระเจา้
วชิ ยั พาหทุ ่ี ๑ แหง่ ลงั กา สามารถขบั ไลพ่ วกโจฬะออกไปได้ และทรงเปน็ พนั ธมติ รกบั พมา่ แมก้ ระนน้ั กต็ าม
ใน พ.ศ. ๑๖๖๒ พระราชาแห่งโจฬะทรงอ้างในจารึกบนแผ่นหินท่ีเมืองกวางตุ้งว่าทรงเป็น “ผู้เป็นใหญ่
แห่งซานโฟจ้ี (ศรีวิชัย)” ซึ่งแสดงว่าอ�ำนาจของศรีวิชัยในคาบสมุทรมลายูได้เส่ือมลงเกือบหมดสิ้นแล้ว
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพมา่ กบั ลงั กาเปน็ ไปดว้ ยดี พระเจา้ วชิ ยั พาหทุ ี่ ๑ ทรงขอพระสงฆจ์ ากพกุ ามไปรอื้ ฟน้ื
สถาบันสงฆ์ของลังกา ดูเหมือนอาณาจักรตามพรลิงค์จะถูกโจมตีจากศัตรูซึ่งมาจากทางใต้ กษัตริย์ของ
ตามพรลงิ คต์ อ้ งขอความชว่ ยเหลอื จากลงั กาและกลายเปน็ เมอื งขนึ้ ของลงั กาไประยะหนงึ่ จารกึ โปโลนนาลวุ ะ
ลงั การะบุว่าต่อมาพระเจา้ วกิ รมพาหทุ ี่ ๑ (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๖๕๕ - ๑๖๗๕) ได้ทรงส่งพระอนันทเถระ
ไปเปล่ียนศาสนาของ “ตมลงิ คม”ุ (ตามพรลิงค)์ เปน็ แบบเถรวาทส�ำนักมหาวหิ ารของลังกา
ความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างพม่ากับลังกาได้เกิดมีอุปสรรค เพราะกษัตริย์พม่าพยายาม
ขดั ขวางการตดิ ตอ่ ทางการคา้ และการทตู ระหวา่ งลงั กากบั แควน้ กมั โพช ซง่ึ ในความเขา้ ใจของลงั กาคอื ละโว้
ทำ� ใหพ้ ระเจา้ ปรากรมพาหทุ ี่ ๑ แหง่ ลงั กาทรงสง่ กองทพั มาโจมตหี วั เมอื งของพมา่ ใน พ.ศ. ๑๗๐๘ อยา่ งไร
ก็ตามใน พ.ศ. ๑๗๒๙ ลังกากับพม่าก็ยอมสงบศึกแก่กัน ในระหว่างช่วงเวลาน้ันพม่าน่าจะเร่ิมเข้ามา
มอี ทิ ธพิ ลในบรเิ วณคอคอดกระและคาบสมทุ รมลายตู อนบนอกี เนอื่ งจากใน พ.ศ. ๑๗๓๙ พระเจา้ นรปตสิ ถิ ู
(หรอื จนั สทู ่ี ๒ ของอาณาจกั รพกุ าม) ไดท้ รงอา้ งวา่ พระราชอำ� นาจแผไ่ ปถงึ ตะนาวศรี ตะกวั่ ปา่ ถลาง และ
เมืองหน่งึ ซ่ึงจารกึ ลบเลือนแต่ลงทา้ ยด้วยคำ� วา่ ....นคร
ชอื่ ทเี่ ปน็ ปรศิ นานส้ี ามารถจำ� ลองเปน็ “สริ ธิ รรมราชนคร” ไดอ้ ยา่ งสนทิ ใจ ในตำ� นานนครศร-ี
ธรรมราชเองกม็ เี รอ่ื งเลา่ วา่ ใน พ.ศ. ๑๗๑๗ พระเจา้ นรปตยิ กทพั มาจากเมอื งพะโค (หงสาวด)ี โดยขออนญุ าต
จากพระเจา้ แผน่ ดนิ ลงั กามาตงั้ เมอื งนครศรธี รรมราชขนึ้ ใหมแ่ ละสถาปนาพระสงั ฆราชของเมอื งดว้ ย ปศี กั ราช
ของต�ำนานนครศรีธรรมราชอาจคลาดเคล่ือนบ้าง แต่เนื้อความสะท้อนให้เห็นบทบาทด้านการเมืองและ
การศาสนาท่ีโดดเด่นของลังกาและพม่าในคาบสมุทร โดยที่ไม่ได้เห็นบทบาทของศรีวิชัยจากหลักฐาน
ทอ้ งถน่ิ เลย
51
ดูจากสถานการณ์แวดล้อมแล้วอาณาจักรตามพรลิงค์น่าจะได้รับอิทธิพลและผลกระทบ
จากความสัมพันธ์กับท้ังพม่าและลังกาบ้าง ในความทรงจ�ำท่ีถ่ายทอดมาในต�ำนานเมืองนครศรีธรรมราช
สถาบันกษัตริย์และพระสงฆ์พม่ามีบทบาทเช่นเดียวกับสถาบันกษัตริย์และพระสงฆ์ลังกา ในการน�ำพุทธ-
ศาสนาลัทธิเถรวาทเข้ามาในเมืองนครศรีธรรมราช จนมีความส�ำคัญกว่าพุทธศาสนาลัทธิมหายานและ
ศาสนาฮินดู ความรุ่งโรจน์ในช่วงต่อมาของอาณาจักรตามพรลิงค์ในช่วงคร่ึงหลังพุทธศตวรรษท่ี ๑๘
ซ่ึงก้าวสู่จุดสูงสุดในรัชกาลพระเจ้าจันทรภานุ ได้รับแรงกระตุ้นจากปัจจัยต่าง ๆ คือ ในทางการเมือง
ได้เกิดช่องว่างของอ�ำนาจขึ้นในคาบสมุทรและชายฝั่งอ่าวไทย ในทางการค้านโยบายของราชวงศ์ซ่งใต้
ได้กระตุ้นให้การค้าในอ่าวไทยคึกคักขึ้นมา และตามพรลิงค์กลายเป็นเมืองท่าส�ำคัญที่มีการแลกเปล่ียน
สนิ คา้ กบั จนี มากชนดิ กวา่ ทอ่ี น่ื สว่ นในทางการศาสนา การรบั นบั ถอื ศาสนาพทุ ธเถรวาททำ� ใหต้ ามพรลงิ ค์
กลายเป็นเมืองศนู ย์กลางการค้าสำ� คัญแหง่ หน่ึง
จารกึ ของพระเจา้ จนั ทรภานุ ซง่ึ ลงศกั ราชกลยี คุ ๔๓๓๒ ตรงกบั พ.ศ. ๑๗๗๓ แสดงใหเ้ หน็
อย่างชัดเจนว่า เกียรติภูมิของอาณาจักรศรีวิชัยได้หมดความส�ำคัญลงแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่กลางพุทธ-
ศตวรรษท่ี ๑๘ เป็นต้นมา สังเกตไดจ้ ากพระเจา้ จันทรภานุ ซ่ึงขึ้นครองราชยก์ ่อน พ.ศ. ๑๗๗๓ เล็กน้อย
อ้างว่าพระองค์เป็น “ปัทมวงศ์” โดยไม่จ�ำเป็นต้องอ้างเลยว่าทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ไศเลนทร์
เหมอื นอยา่ งทพี่ ระเจา้ กรงุ กฎาหะ - ศรวี ชิ ยั กอ่ นหนา้ นนั้ ราวศตวรรษเศษ ๆ ถา้ เราเชอ่ื ถอื ตำ� นานเมอื งนครศร-ี
ธรรมราชได้ และเชอื่ วา่ พระเจา้ จนั ทรภานมุ คี วามสำ� คญั ดงั ทส่ี ะทอ้ นในหลกั ฐานของลงั กา และอาณาจักร
ปาณฑยะในอินเดยี ใต้ กแ็ สดงว่าอำ� นาจการเมอื งของอาณาจกั รพุกามท่ีแผ่เข้ามาเหนอื ตามพรลงิ คใ์ นสมัย
พระเจา้ นรปติสิทถนู ้นั มอี ย่เู พียงช่วงเวลาสัน้ ๆ
ในประเด็นเก่ียวกับความเช่ือเรื่องกลุ่มเมืองนักษัตรหรือเมืองข้ึนของนครศรีธรรมราช
ทป่ี รากฏในตำ� นานนครศรธี รรมราช อาจมพี นื้ ฐานมาจากความสำ� เรจ็ ของการสรา้ งอาณาจกั รทางทะเลตง้ั แต่
สมัยของพระเจ้าจันทรภานุ สะท้อนถึงความประสงค์ของพระองค์ในการร้ือฟื้นความเป็นเอกภาพทาง
การเมอื งแบบของอาณาจกั รศรวี ิชยั ในยุคแรก เห็นได้จากรายชอ่ื เมอื งขน้ึ ของอาณาจกั รตามพรลิงค์ ดงั นี้
เมอื งข้นึ ๑๒ นกั ษัตรของตามพรลิงค์
ชวด สายบรุ ี มะเมยี ตรงั
ฉลู ตานี มะแม ชุมพร
ขาล กะลันตัน วอก บันทายสมอ
เถาะ ปะหงั ระกา สะอเุ ลา
มะโรง ไทร จอ ตะกวั่ ถลาง
มะเส็ง พทั ลงุ กุน กระ
ที่มา : วินัย พงศ์ศรีเพียร. “ดินแดนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงต้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๐,” ใน คู่มือการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนประวตั ศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตรไ์ ทยจะเรยี นจะสอนกนั อยา่ งไร. กรงุ เทพมหานคร : กรมวชิ าการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร, ๒๕๔๓ หน้า ๗๑.
52
บัญชีรายชื่อเหล่านี้ล้วนอยู่ในคาบสมุทรมลายูและอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัย
มากอ่ น หลายเมอื งอาจเปน็ รฐั หรอื เมอื งทา่ ทปี่ รากฏในเอกสารจนี โบราณ ตำ� นานนครศรธี รรมราชยงั อา้ งวา่
ยุคหนึ่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชมีอ�ำนาจเหนอื ข้ึนมาจนถึงบางสะพานและลงไปใตส้ ุดถึงอะแจ (อาเจะห์)
คำ� อา้ งนไี้ ม่ถึงกับเป็นการกลา่ วเกินจริง เพราะหลกั ฐานโปรตเุ กส (จดหมายเหตุโตมี ปิเรส) ในสมัยกลาง-
พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ ยงั รายงานวา่ เจา้ พระยานครมอี ำ� นาจดแู ลหวั เมอื งชายฝง่ั ของคอคอดกระและหวั เมอื ง
มลายอู ยา่ งกวา้ งขวาง ปรมิ ณฑลแห่งอ�ำนาจน้ีเปน็ มรดกจากสมยั พระเจ้าจันทรภานอุ ยา่ งไม่ต้องสงสัย
ด้วยอ�ำนาจทางการเมืองที่แผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง ด้วยทรัพยากรทางเศรษฐกิจและ
ประชากรทส่ี ามารถระดมไดม้ ากขน้ึ และดว้ ยศรทั ธาในพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทแบบลงั กาวงศอ์ ยา่ งแรงกลา้
พระเจ้าจันทรภานุจึงทรงตัดสินพระทัย (ในฐานะที่ทรงเปรียบเสมือน “ศรีธรรมาโศกราช” และทรงเป็น
“ธรรมราช”) เข้าแทรกแซงกิจการของลังกา ด้วยการยกกองทัพไปโจมตีลังกา ดังท่ีปรากฏหลักฐาน
อยู่ในคัมภีร์จูฬวงศ์ และจดหมายเหตุของลังกาอ่ืน ๆ อีก เช่น ปูชาวลี เป็นต้น คัมภีร์จูฬวงศ์ได้บันทึกว่า
พระเจา้ จนั ทรภานซุ ง่ึ เปน็ กษตั รยิ ข์ องชวากะ ไดย้ กกองทพั เขา้ โจมตเี กาะลงั กาอยา่ งกะทนั หนั ใน พ.ศ. ๑๗๙๐
โดยอา้ งวา่ เปน็ ชาวพทุ ธเหมอื นกนั จนสรา้ งความเสยี หายและหวาดกลวั อยา่ งมหนั ตแ์ กช่ าวลงั กา อยา่ งไรกด็ ี
กองทัพของพระเจา้ จนั ทรภานถุ กู กองทพั ของวรี พาหุ นดั ดาของพระเจา้ ปรกั กรมพาหทุ ี่ ๑ ขบั ไลอ่ อกจาก
ลงั กาสำ� เรจ็ การเสดจ็ ไปตลี งั กาครงั้ แรกนคี้ งไมไ่ ดป้ ราศจากเหตผุ ล แตท่ รงไปดว้ ยขอ้ เรยี กรอ้ งบางประการ
คมั ภรี จ์ ฬู วงศท์ ำ� ใหเ้ ราทราบวา่ พระองคเ์ ปน็ เชอ้ื สายมลายอู ยา่ งแนน่ อน เพราะชาวลงั กา (เชน่ เดยี วกบั เขมร
โบราณ) ยงั คงเรยี กคนเชอ้ื สายมลายแู ละชวาวา่ “ชวากะ” นอกจากนช้ี าวลงั กายงั แสรง้ ประชดวา่ พระองค์
ทรงอา้ งวา่ เป็นพุทธสาวกด้วย เหมือนกับเป็นการบอกว่ากลิ่นอายของลัทธิพราหมณ์และพุทธศาสนาฝ่าย
มหายานยังคงแรงอยู่
พระเจา้ จนั ทรภานทุ รงโจมตลี งั กาครงั้ ทสี่ องใน พ.ศ. ๑๘๐๕ แมไ้ มป่ รากฏเรอื่ งราวการรณรงค์
ของพระองค์ในเอกสารทางฝ่ายไทยเลย แต่ความรู้เก่ียวกับเหตุการณ์นี้มาจากหลักฐานเอกสารของลังกา
และจารึกของอาณาจักรปาณฑยะ จารึกของอินเดียใต้กล่าวว่ามีอาณาจักรหน่ึงของพวกชวากะ ในเกาะ
ลงั กา ทง้ั ปชู าวลี และจฬู วงศ์ ตา่ งยอมรบั วา่ ไดม้ ชี าวสงิ หฬจากหลายเมอื งยอมรบั นบั ถอื พระเจา้ จนั ทรภานุ
สว่ นหตั ถวนกลั ลวหิ ารวงศ์ กลา่ ววา่ มผี คู้ นไปสวามภิ กั ดต์ิ อ่ พระเจา้ จนั ทรภานุ เพราะพระองคแ์ สดงพระองค์
วา่ ทรงอุทศิ พระองค์เพ่อื พุทธศาสนาและสงั คม
ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ลังกาสันนิษฐานว่า พระเจ้าจันทรภานุได้ทรงตั้งพระอาณาจักร
ของพระองค์ข้ึนที่เมืองจาวกัจเจรีและเมืองชาวกโกตเต (ทางตอนเหนือของลังกาในคาบสมุทรจาฟนา)
เม่ือเคลื่อนทัพมาถึงเมืองมาราวฏะ ทหารทมิฬและโจฬะได้เข้าร่วมกับกองทัพของพระองค์ด้วย จากนั้น
จงึ ยกเขา้ ประชดิ และลอ้ มเมอื งยาปวุ พระองคท์ รงสง่ ทตู ถงึ กษตั รยิ ล์ งั กาขอใหม้ อบพระทนั ตธาตแุ กพ่ ระองค์
ข้อเรียกร้องน้ีท�ำให้ทราบว่าพระราชประสงค์ในการโจมตีลังกาคือ ความต้องการท้ังพระทันตธาตุและ
การยึดครองลังกา เพ่ือประกาศพระองค์เป็นองค์อุปถัมภกผู้ย่ิงใหญ่ ทางฝ่ายลังกาได้ส่งเสนาบดีไปขอ
ความชว่ ยเหลอื จากพระเจา้ ชฎาวรมนั วรี ปาณฑยะแหง่ อาณาจกั รปาณฑยะ เราทราบจากจารกึ ของพระเจา้
ชฎาวรมันวีรปาณฑยะว่าผลการสงครามครั้งนี้ทรงได้ท้ัง “มงกุฎของชาวกะและพระเศียรของชาวกะ”
ซ่ึงหมายความวา่ พระเจา้ จันทรภานุพ่ายแพ้และทรงสิน้ พระชนมใ์ นการรบคร้ังทีส่ องกบั ลังกา
53
ความสมั พนั ธอ์ ยา่ งใกลช้ ดิ กบั ลงั กามาตลอดพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ ทำ� ใหอ้ ทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนา
ลัทธิลังกาวงศ์และศิลปกรรมแบบลังกาเข้ามาฝังรากลึกในอาณาจักรตามพรลิงค์ พระสมัญญานาม
“ศรีธรรมราช” ของพระเจ้าจันทรภานุอาจเป็นที่มาของชื่อเมืองหลวงแห่งใหม่ แม้ว่าพระทันตธาตุจริง
จากลงั กาจะไมไ่ ดม้ าประดษิ ฐานทอ่ี าณาจกั รของพระองค์ แตต่ ำ� นานพระทนั ตธาตกุ ไ็ ดร้ บั การนำ� มาเลา่ ขาน
วา่ นครศรธี รรมราชเปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตทุ ส่ี ำ� คญั ทส่ี ดุ องคห์ นงึ่ ในประวตั ศิ าสตรพ์ ทุ ธศาสนา
รชั กาลพระเจา้ จนั ทรภานไุ ดป้ ดิ ฉากประวตั ศิ าสตรส์ มยั โบราณของคาบสมทุ รมลายลู งพรอ้ มกบั การสน้ิ พระชนม์
ของพระองค์ในลังกา หลังจากนั้นไม่นานพัฒนาการของนครศรีธรรมราชในยุคต่อมาจึงผูกพนั กับรัฐสยาม
บนผืนแผน่ ดนิ ใหญ่ทงั้ สุโขทยั อยุธยา และรัตนโกสินทร์
54
ตราสิบสองนักษตั ร ซ่งึ ปัจจุบนั เป็นตราสัญลักษณข์ องจังหวดั นครศรธี รรมราช
ล�ำดบั เหตกุ ารณส์ ำ� คัญเกีย่ วกบั อาณาจักรตามพรลงิ ค์
พ.ศ. เหตกุ ารณส์ ำ� คญั
๑๕๕๐ อิทธิพลทางวัฒนธรรมของทมฬิ สมยั ราชวงศ์โจฬะปรากฏเดน่ ชดั ท่ีเวียงสระ
๑๕๖๓ สุริยวรมันที่ ๑ แหง่ กัมพูชาผูกสัมพนั ธไมตรีกับราเชนทรโจฬะท่ี ๑ แห่งโจฬะ
๑๕๖๘ ราเชนทรโจฬะทรงโจมตีเมืองของอาณาจกั รศรวี ิชัย รวมทั้งตามพรลงิ ค์
๑๖๑๐ วรี ราเชนทรท์ ่ี ๑ แห่งราชวงศ์โจฬะบุกโจมตีกฎารมั (เคดะห)์ เพ่อื ช่วยให้กษัตริย์
ศรีวิชยั แห่งกฎารัมได้ขึน้ เป็นกษัตรยิ ต์ ามเดมิ จารึกเปรุมบรุ ของวรี ราเชนทร์ที่ ๑
กล่าวว่า “หลังจากพิชติ กฎารัมแลว้ ทรงพอพระทัยทีไ่ ดค้ ืนเมอื งแกพ่ ระราชาของ
เมืองนี้ซึ่งบชู าพระบาทของพระองคอ์ ันประดับดว้ ยทองพระกร”
๑๖๑๒ - ๑๖๑๓ วชิ ยั พาหทุ ่ี ๑ ทรงรวบรวมลังกาเปน็ อันหนงึ่ อนั เดยี วกัน และทรงเปน็ พันธมติ ร
กับเมอื งพกุ ามของพมา่
๑๖๑๘ - ๑๖๒๒ วิชยั พาหุที่ ๑ ทรงเชิญพระสงฆ์จากพม่าไปรือ้ ฟนื้ สถาบันสงฆ์ของลังกาใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ
พระราชาแหง่ โจฬะทรงอา้ งในจารกึ บนแผน่ หนิ ทเ่ี มอื งกวางตงุ้ วา่ ทรงเปน็ “ผเู้ ปน็ ใหญ่
แห่งซานโฟจ้ี (ศรีวิชยั )”
๑๖๕๔ - ๑๖๗๕ จารกึ โปโลนนาลุวะ ลงั กา ระบวุ ่าในรัชกาลพระเจ้าวิกรมพาหทุ ่ี ๑ ลังกาไดส้ ่ง
พระอนนั ทเถระไปเปล่ียนศาสนาของตมลิงคมุ (ตามพรลิงค์) เปน็ แบบเถรวาท
สำ� นักมหาวิหารของลงั กา
๑๗๑๙ ตำ� นานเมืองนครศรีธรรมราช ระบุว่ากษัตรยิ แ์ หง่ เมืองพะโคทรงขออนญุ าตกษตั ริย์
ลังกายกกำ� ลงั ไปต้ังเมอื งนครศรธี รรมราชข้ึนใหม่และต้ังสงั ฆราชองคใ์ หม่
๑๗๒๖ จารกึ ทฐ่ี านพระพทุ ธรปู แหง่ ครหกิ ลา่ วถงึ “กมั รเตง อญั มหาราช ศรมี ตั ไตรโลกยราช
เมาลิภษู นวรมเทวะ”
๑๗๓๙ นรปตสิ ทิ ถู (จนั สทู ี่ ๒) ตามจารึกวดั ธรรมราชกะ เมืองพกุ าม ไดท้ รงแผ่อำ� นาจ
มายงั ทางใตต้ ง้ั แตท่ วายมาถงึ ตะกั่วปา่ และ (สริ ธิ รรม?) นคร
55
พ.ศ. เหตกุ ารณ์สำ� คญั
๑๗๗๓ จารกึ วัดหัวเวียง ไชยา ศักราชกลยี ุค ๔๓๓๒
- ตวั อกั ษรแบบเดยี วทใี่ ช้จารึกภาษากะวิ (kawi) ในเกาะชวา
- พระเจา้ “จนั ทรภานุ ศรีธรรมราช” แหง่ ปัทมวงศ์ ผเู้ ปน็ เจ้าแห่งตามพรลงิ ค์
“ทรงฉลาดในนิตศิ าสตรเ์ สมอดว้ ยพระเจา้ ธรรมาโศกราช”
๑๗๙๐ พระเจา้ จันทรภานทุ รงโจมตีลังกาครงั้ ท่ี ๑ อนั เปน็ ปีท่ี ๑๑ ในรัชกาลพระเจา้
ปรักกรมพาหุ เจ้าชายวรี พาหพุ ระนัดดาของพระองคท์ รงรบขบั ไล่จันทรภานุ
ออกไปได้
๑๘๐๕ พระเจ้าจนั ทรภานทุ รงโจมตลี งั กาคร้งั ท่ี ๒
ที่มา : วินัย พงศ์ศรีเพียร. “ดินแดนไทยตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐,” ใน คู่มือการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนประวตั ศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตรไ์ ทยจะเรยี นจะสอนกนั อยา่ งไร. กรงุ เทพมหานคร : กรมวชิ าการ
กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๓ หนา้ ๗๓.
แผนทสี่ ังเขปแสดงอาณาเขตของตามพรลงิ ค์สมยั พทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ ซง่ึ เปน็ ชว่ งที่ตามพรลิงคม์ อี �ำนาจสูงสดุ
โดยมศี ูนยก์ ลางอยู่บรเิ วณอ�ำเภอเมอื ง นครศรธี รรมราช
56
๒.๓ อาณาจกั รศรวี ชิ ัย8
นักประวัติศาสตร์พยายามเปรียบเทียบการขยายอ�ำนาจระหว่างอาณาจักรศรีวิชัย (Srivi-
jaya) กบั นครวดั โดยมองวา่ เปน็ อาณาจกั รโบราณในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตซ้ งึ่ มคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งมาก
แตท่ งั้ สองอาณาจกั รกเ็ ปน็ รฐั ขนาดใหญ่ กลา่ วคอื นครวดั กา้ วขน้ึ สคู่ วามเปน็ ใหญใ่ นอาณาบรเิ วณของดนิ แดน
แผน่ ดนิ ของเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ดว้ ยการประสานการรว่ มมอื กนั ระหวา่ งอจั ฉรยิ ะของกษตั รยิ ์ ความเชอื่
ทางศาสนา และสภาพทตี่ ง้ั ทางภมู ศิ าสตรข์ องนครวดั โดยพยายามเอาชนะการขาดแคลนนำ้� มกี ารพฒั นา
ระบบชลประทานขึ้นมา แต่สำ� หรับศรีวิชัยน้ันนบั เป็นตัวแทนของความสำ� เรจ็ อนั ย่ิงใหญ่ ในบรรดารัฐที่มี
ลักษณะแบบการค้าทางทะเลซึ่งเกิดข้ึนในบริเวณภาคพ้ืนสมุทรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกิดข้ึน
ชว่ งเดียวกับนครวดั
ศรวี ชิ ยั รงุ่ เรอื งในราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓ และ ๑๔ แมว้ า่ จะมคี วามเสอื่ มถอยบา้ งในระหวา่ งนน้ั
แตศ่ รวี ชิ ยั กย็ งั ครองอทิ ธพิ ลทางการคา้ ระหวา่ งอนิ เดยี ไปเมอื งจนี รวมทงั้ การคา้ ในระดบั ทอ้ งถนิ่ ในหมเู่ กาะ
อนิ โดนเี ซยี เปน็ จำ� นวนมากอกี ดว้ ย นกั ประวตั ศิ าสตรท์ มี่ แี นวคดิ ทอ้ งถนิ่ นยิ มบางกลมุ่ เคยเชอื่ กนั วา่ ศนู ยก์ ลาง
ของศรีวิชัยอาจอยู่ท่ีเมืองนครศรีธรรมราชหรือสุราษฎร์ธานี เพราะมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี
ของศรีวิชัยในพ้ืนท่ีน้ี แต่ปัจจุบันเม่ือตรวจสอบหลักฐานแล้วนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าศรีวิชัย
เปน็ อาณาจกั รทม่ี ลี กั ษณะเปน็ สหพนั ธรฐั คอื มเี มอื งใหญห่ ลายเมอื ง และมรี อ่ งรอยของหลกั ฐานโบราณคดี
ที่ค้นพบในคาบสมุทรมลายูบริเวณอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชด้วย นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าอ�ำนาจของ
ศรีวิชัยท่ีได้แพร่ขยายมาถึงตอนกลางของคาบสมุทรมลายูหรือบริเวณนครศรีธรรมราชนั่นเอง เมืองใหญ่
ทส่ี ดุ ของศรวี ชิ ยั หรอื เมอื งหลวงแหง่ แรกคอื ปาเลม็ บงั ซงึ่ ตง้ั อยทู่ างตะวนั ออกของเกาะสมุ าตรา มแี มน่ ำ�้ มสู ี
ไหลผา่ นถงึ บรเิ วณภายในแผน่ ดนิ ของเกาะ จงึ เปน็ เมอื งทา่ ทเ่ี หมาะแกก่ ารคา้ กษตั รยิ แ์ หง่ อาณาจกั รศรวี ชิ ยั
จงึ เขา้ ควบคมุ การคา้ แถบสมุ าตราตะวนั ออกไวท้ ง้ั หมดจนถงึ รฐั มลายซู ง่ึ อยเู่ หนอื ขน้ึ ไป และเพอื่ ทจี่ ะควบคมุ
ชอ่ งแคบมะละกาทงั้ หมด จงึ ไดแ้ ผอ่ ำ� นาจคลมุ แหลมมลายดู ว้ ย ดงั เหน็ ไดว้ า่ ใน พ.ศ. ๑๓๑๘ ทเ่ี มอื งนครศร-ี
ธรรมราช มศี ลิ าจารกึ ซงึ่ กลา่ วสรรเสรญิ เกยี รตขิ องกษตั รยิ ศ์ รวี ชิ ยั ระยะนน้ั ศรวี ชิ ยั จงึ คมุ ทงั้ ชอ่ งแคบมะละกา
และชอ่ งแคบซนุ ดาตลอดจนทะเลยา่ นนน้ั ทงั้ หมด ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ สามารถปราบปรามพวกโจรสลดั ได้ มผี ลให้
เสน้ ทางการคา้ ผา่ นชอ่ งแคบเจรญิ รงุ่ เรอื งขนึ้ ศรวี ชิ ยั จงึ มอี ำ� นาจยง่ิ ใหญใ่ นคาบสมทุ รมลายู เปน็ เวลาตอ่ มา
ถึง ๓๐๐ ปี
ในส่วนที่สัมพันธ์กับอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช สามารถกล่าวได้ว่าพ้ืนที่อ�ำเภอเมือง
นครศรีธรรมราช คงตกอย่ใู ตอ้ ิทธพิ ลของศรีวิชยั อยู่ในระหว่างพทุ ธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ จนถึงช่วงเวลาที่
ราเชนทรโจฬะทรงโจมตีเมืองหลักของอาณาจักรศรีวิชัยรวมท้ังตามพรลิงค์ ดังนั้นนับตั้งแต่พุทธศตวรรษ
ที่ ๑๖ ตามพรลงิ ค์จึงกลายเปน็ อาณาจกั รอสิ ระอกี ครง้ั หนงึ่
นักประวัติศาสตร์ยังเชื่ออีกว่าเจดีย์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ซ่ึงต้ังอยู่ในอ�ำเภอเมือง
นครศรธี รรมราช มคี วามสมั พนั ธก์ บั อาณาจกั รศรวี ชิ ยั กรณแี รกจากหลกั ฐานทเี่ ปน็ โบราณสถานเจดยี ร์ าย
8 ในปจั จบุ ันเป็นความพยายามของประเทศในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ทต่ี อ้ งการรวมตัวกันเพอ่ื เป็นประชาคม
อาเซียน โดยใช้ฐานคดิ มาจากรฐั ศรวี ชิ ัย เรือ่ งการรวบรวมสินค้าใหเ้ ปน็ หน่งึ เดียวกนั ในท่นี ี้คือเครือ่ งเทศ เพ่ือจะได้ตอ่ รอง
เรอื่ งราคาสนิ คา้ กบั นานาชาติ เพราะในปจั จบุ นั นนั้ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตน้ บั เปน็ พน้ื ทผ่ี ลติ สนิ คา้ เกษตรทส่ี ำ� คญั ของโลก
เชน่ ขา้ ว ยางพารา ปาลม์ น้�ำมนั กาแฟ แตเ่ พราะขาดการรวมตวั จึงทำ� ใหไ้ มส่ ามารถกำ� หนดราคาสินคา้ ทผี่ ลติ ได้
57
ทรงปราสาทนอกระเบยี งคด ซง่ึ ตงั้ อยดู่ า้ นทศิ ตะวนั ออกของพระบรมธาตเุ จดยี ์ ซง่ึ เปน็ เจดยี ศ์ ลิ ปะศรวี ชิ ยั
แต่จากการขดุ ค้นทางโบราณคดลี ่าสุดไดข้ ้อสรุปวา่ เจดียอ์ งค์น้ีมีอายปุ ระมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ เทา่ น้นั
จึงไม่น่าจะใช่เจดีย์แบบจ�ำลองของพระบรมธาตุองค์เดิมท่ีเคยเช่ือกันว่าเป็นเจดีย์แบบศรีวิชัยแต่อย่างใด9
กรณีที่ ๒ มีความเชื่อว่าภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์ศิลปะลังกาในปัจจุบันน่าจะมีโบราณสถานศิลปะ
ศรีวิชัยอยู่ภายใน ซ่ึงในขณะนี้นักโบราณคดีก�ำลังท�ำการตรวจสอบโดยวิธีการสแกนด้วยเรดาร์อยู่ และ
ในการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณฐานพระบรมธาตุเจดีย์ล่าสุดพบว่าซากอิฐมีอายุเก่าสุดในช่วงกลาง
ของพุทธศตวรรษที่ ๑๕10 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อิทธิพลของศรีวิชัยยังคงอยู่บริเวณตอนกลางของคาบสมุทร
มลายู น่นั ย่อมตีความได้ว่าศาสนสถานพระบรมธาตเุ จดยี น์ ครศรธี รรมราช ถกู สรา้ งขนึ้ ตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษ
ท่ี ๑๕ ซง่ึ เปน็ เขตอทิ ธพิ ลของอาณาจกั รศรวี ชิ ยั กอ่ นจะมกี ารบรู ณเปน็ เจดยี ศ์ ลิ ปะลงั กา ซงึ่ หากเปน็ เชน่ นนั้
เจดีย์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ก็อาจจะมีพัฒนาการจากพุทธศาสนาพุทธมหายานมาสู่พุทธศาสนา
เถรวาทกเ็ ป็นได้
ภาพแสดงขอบเขตอำ� นาจของศรวี ิชยั
ทีม่ า : บงั อร ปิยะพนั ธุ์. ประวตั ิศาสตรเ์ อเชียตะวันออกเฉยี งใต้. กรงุ เทพมหานคร: โอ.เอส.พร้นิ ตง้ิ เฮาส์, ๒๕๓๗, ๓๔.
9 ภาณวุ ฒั น์ เออ้ื สามาลย,์ “อายสุ มยั ของพระมหาธาตเุ จดยี ์ นครศรธี รรมราชจากงานโบราณคดลี า่ สดุ ”, เอกสาร
ประกอบการสมั มนา เรอ่ื ง วดั พระมหาธาตวุ รมหาวหิ ารกบั ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนาเถรวาทลงั กาวงศ์ วนั ที่ ๓๐
มีนาคม ๒๕๖๑, หนา้ ๗๑.
10 ภาณวุ ฒั น์ เออื้ สามาลย,์ “อายสุ มยั ของพระมหาธาตเุ จดยี ์ นครศรธี รรมราชจากงานโบราณคดลี า่ สดุ ”, เอกสาร
ประกอบการสมั มนา เรอ่ื ง วดั พระมหาธาตวุ รมหาวหิ ารกบั ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนาเถรวาทลงั กาวงศ์ วนั ที่ ๓๐
มีนาคม ๒๕๖๑, หนา้ ๗๖.
58
อาณาจกั รศรวี ชิ ยั มดี นิ แดนทที่ อดแนวยาวไปตามฝง่ั ทะเลตะวนั ตกเฉยี งใต้ รวมถงึ ทล่ี มุ่ ของ
เกาะสมุ าตรา และชายฝง่ั ตะวนั ตกของคาบสมทุ รมลายู มฐี านะเปน็ มหาอำ� นาจทางทะเลตงั้ แตพ่ ทุ ธศตวรรษ
ที่ ๑๒ - ๑๗ นนั้ หลงั จากลม่ สลายแลว้ มรี ฐั ทมี่ ลี กั ษณะแบบเดยี วกนั เกดิ ขนึ้ หลายรฐั โดยเฉพาะในบริเวณ
คาบสมุทรมลายู ซ่ึงได้แก่ตามพรลิงค์และลังกาสุกะ จึงอาจกล่าวได้ว่าศรีวิชัยยังคงเป็นรัฐแรกที่แสดง
ให้เห็นว่าการควบคุมอ�ำนาจทางทะเลมีความจ�ำเป็น และการท่ีรัฐศรีวิชัยเส่ือมอ�ำนาจลงน้ันส่งผลต่อการ
เกิดขึน้ ของรฐั ใหม่โดยแท้จรงิ
๓. อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราชสมยั ภายใตร้ ฐั สยาม
๓.๑ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชสมัยสุโขทยั
ในชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ นครศรธี รรมราชหรอื ตามพรลงิ คเ์ ปน็ เมอื งใหญใ่ นคาบสมทุ รมลายู
มอี ำ� นาจทางทะเลโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ทพั เรอื ซง่ึ สามารถยกทพั ไปตลี งั กาถงึ สองครง้ั ตามทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้
ในชว่ งทส่ี โุ ขทยั เรมิ่ เตบิ โตขนึ้ ในดนิ แดนภาคเหนอื ตอนลา่ งของไทย นครศรธี รรมราชเปน็ รฐั
เอกราชทเ่ี ปน็ อสิ ระ และมคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งในสมยั พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ - ๑๙ ในตอนตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙
ซง่ึ เปน็ ระยะเวลาท่ีร่วมสมัยกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์แห่งอาณาจักรสุโขทัยนั้น นครศรีธรรมราชเป็นรัฐ
ท่ีมีความม่ังคั่ง มั่นคง และมีแสนยานุภาพแผ่อ�ำนาจไปทั่วแหลมมลายู และสามารถยกทัพเรือไปรบ
ได้ถึงประเทศศรีลังกา และเป็นเมอื งศนู ยก์ ลางการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาท (ลทั ธลิ งั กาวงศ)์
ในขณะทส่ี โุ ขทยั ยงั อยใู่ นสภาพอาณาจกั รทเี่ พง่ิ เรมิ่ ตน้ ซง่ึ เหน็ ไดจ้ ากการสนบั สนนุ ใหค้ นสรา้ งบา้ นแปงเมอื ง
และยังมีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก รวมถึงชักชวนให้คนไปต้ังบ้านเรือนเพื่อท�ำมาหากินในสุโขทัย
ตามความทป่ี รากฏในหลกั ศลิ าจารกึ หลกั ท่ี ๑ ของพอ่ ขนุ รามคำ� แหง นน่ั แสดงวา่ สโุ ขทยั ยงั เปน็ เมอื งทเ่ี ลก็ อยู่
และศิลาจารึกหลักเดียวกันนี้ (จารึกในราว พ.ศ. ๑๘๓๕) ยังได้กล่าวถึงเมืองนครศรีธรรมราชมีข้อความ
ตอนหน่ึงวา่ สงั ฆราชปราชญเ์ รียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปคู่ รใู นเมอื งน้ี ทกุ คนลกุ แต่ศรีธรรมราชมา...
แสดงให้เห็นว่านครศรีธรรมราชมีมาก่อนสุโขทัย และมีความเจริญรุ่งเรืองทางปัญญา โดยเฉพาะด้าน
พระพุทธศาสนาและวรรณกรรม ค�ำยกย่องและเช่ือม่ันต่อภูมิปัญญาของนักปราชญ์ชาวนครศรีธรรมราช
พ่อขุนรามคำ� แหงถึงกบั ระบุไวอ้ ย่างชัดเจนในศิลาจารกึ ดังกลา่ วขา้ งต้น
สรุปได้ว่าในช่วงตั้งแต่หลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมาในสมัยที่สุโขทัยรุ่งเรืองขึ้นมาน้ัน
นครศรีธรรมราชมีสถานะเป็นดินแดนอิสระท่ีส�ำคัญของคาบสมุทรมลายู มีบทบาทส�ำคัญเร่ืองการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา โดยอาศัยพระสงฆ์ผู้รูเ้ จนจบพระไตรปิฎกจากนครศรธี รรมราชเปน็ ผูด้ �ำเนนิ การเผยแผ่
59
จารกึ หลกั ที่ ๑
๓.๒ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชสมัยอยธุ ยา11
สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ขน้ึ ครองราชย์เมอื่ พ.ศ. ๑๘๙๒ โดยอพยพผ้คู น
มาตงั้ ราชธานีไปอยู่รมิ หนองโสน และขนานนามราชธานีวา่ “กรงุ ศรีอยุธยา” เมอื งนครศรธี รรมราชอยใู่ น
ฐานะเปน็ เมอื งพระยามหานครขน้ึ ตรงกบั อยธุ ยา มหี นา้ ทบ่ี งั คบั บญั ชาหวั เมอื งปกั ษใ์ ตท้ งั้ ปวงตามทปี่ รากฎ
ในบัญชีเมือง ๑๒ นักษัตรทุกประการ แสดงว่าในช่วงเวลานับจากการสถาปนาอยุธยา นครศรีธรรมราช
ลดสถานภาพจากเมืองท่ีเคยเป็นอิสระกลายเป็นเมอื งในของเขตอำ� นาจของอยุธยาแล้ว12
ครง้ั ถงึ รชั สมยั ของสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ไดท้ รงปฏริ ปู การปกครองบา้ นเมอื ง รวมศนู ย์
อำ� นาจมาอยทู่ พี่ ระมหากษตั รยิ ์ ทรงนำ� ระบบศกั ดนิ ามาใชใ้ นการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ไดท้ รงกำ� หนดใหม้ ี
หน่วยงานหลักในการบริหารประเทศแบ่งเป็น ๔ ฝ่าย เรียกว่า “จตุสดมภ์” คือ เวียง วัง คลัง นา และ
ไดท้ รงตรากฎหมายตา่ ง ๆ เพอ่ื ใชใ้ นการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ เพมิ่ เตมิ จากของเกา่ ทม่ี มี ากอ่ นแลว้ มกี ฎหมาย
ท่ีส�ำคญั เชน่ กฎหมายศกั ดนิ าขา้ ราชการฝา่ ยพลเรอื นทหารและขา้ ราชการหวั เมอื ง กฎหมายอาญาหลวง
(เพม่ิ เตมิ ) กฎหมายลกั ษณะกบฏศกึ และกฎมณเฑยี รบาล เปน็ ตน้
11 สงั เขปประวัติศาสตร์นครศรธี รรมราช, เอกสารประกอบการสอนวิชานครศรีธรรมราชศึกษา, หมวดวิชา
ศึกษาทว่ั ไป กลุม่ สงั คมศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภฏั นครศรธี รรมราช, ๒๕๖๐ หน้า ๔๑.
12 เพ่ือให้ง่ายต่อความเข้าใจอาจเปรียบเทียบได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุโขทัยมีลักษณะ
คล้ายเพอื่ น แต่ความสมั พันธ์ระหวา่ งนครศรธี รรมราชกบั อยุธยาเปล่ยี นเป็นลกู น้อง – เจ้านาย
60
ในส่วนของนครศรีธรรมราช สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงปรับเปลี่ยนฐานะ
จาก “เมอื งพระยามหานคร” เป็น “หัวเมืองชน้ั เอก” ในปี พ.ศ. ๑๙๙๘ เจา้ เมืองไดร้ บั พระราชทาน
บรรดาศกั ดเ์ิ ป็นเจ้าพระศรธี รรมราช ถือศกั ดนิ า ๑๐,๐๐๐ และด�ำรงฐานะเช่นนมี้ าตลอดสมัยอยุธยา อน่ึง
ในครั้งน้ันได้ทรงก�ำหนดให้มีหัวเมืองชั้นเอก ๓ เมือง คือ เมืองพิษณุโลก เมืองนครราชสีมา และเมือง
นครศรีธรรมราช เพื่อเป็นหัวเมืองหลักในการควบคุมดูแลหัวเมืองช้ันนอกและหัวเมืองประเทศราช
ของอยุธยา ด้วยเหตุนี้ต้ังแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา เมืองนครศรีธรรมราชจึงเป็น
ส่วนหน่ึงของราชอาณาจักรอยุธยาอย่างแน่นแฟ้น ทางราชธานีสามารถเข้าไปควบคุมดูแลการปกครอง
ของนครศรธี รรมราชไดอ้ ยา่ งใกลช้ ดิ แตง่ ตง้ั เจา้ เมอื งออกไปปกครองโดยตรง และเปน็ ฝา่ ยกำ� หนดราชธานี
เป็นผแู้ ตง่ ตง้ั ขา้ ราชการตำ� แหน่งส�ำคัญ ๆ ในเมืองนครศรธี รรมราชอกี ดว้ ย เช่น ตำ� แหนง่ “ยกกระบัตร”
ซ่ึงแต่งตั้งจากผู้มีความดีความชอบและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวออกไปควบคุมการบริหารงานใน
หัวเมอื งนดี้ ว้ ย
อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าถึงแม้ว่าราชธานีส่งคนออกไปปกครองเมืองนครศรีธรรมราช
โดยตรงแลว้ แตถ่ า้ เมอื่ ใดทางเมอื งหลวงเกดิ การแยง่ ราชสมบตั กิ นั จนบา้ นเมอื งระสำ่� ระสายและออ่ นกำ� ลงั ลง
หรอื มกี ารเปลย่ี นแปลงราชวงศท์ ขี่ น้ึ ครองราชย์ โดยมไิ ดเ้ ปน็ ไปตามขนบธรรมเนยี มประเพณแี ลว้ เจา้ เมอื ง
นครศรีธรรมราชก็มักจะแข็งเมือง ไม่ยอมส่งต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน เคร่ืองราชบรรณาการ ตามประเพณี
ที่เคยส่ง เช่น ในสมยั พระเจ้าปราสาททองและสมยั พระเพทราชา เป็นต้น
ในสมัยพระเจา้ ปราสาททอง (ครองราชย์ ปี พ.ศ. ๒๑๗๓ - ๒๑๙๘) นบั เปน็ ครงั้ แรกทน่ี ครศร-ี
ธรรมราชเปน็ กบฏ โดยมสี าเหตมุ าจากความแตกแยกของขา้ ราชการในราชธานี และมกี ารผลดั เปลย่ี นกษตั รยิ ์
ในปี พ.ศ. ๒๑๗๒ ซ่ึงตรงกับสมัยพระอาทิตยวงศ์ เหตุการณ์ในคร้ังน้ันเริ่มต้นจากเจ้าพระยากลาโหม
สุริยวงศ์ ซ่ึงต้องการเป็นกษัตริย์ปกครองอยุธยาแทนพระอาทิตยวงศ์กษัตริย์ผู้เยาว์ ได้วางแผนก�ำจัด
ออกญาเสนาภมิ ขุ (ยามาดา) เจา้ กรมอาสาญป่ี นุ่ ผู้มีอ�ำนาจทางทหารในอยุธยาอย่างมากเพ่ือให้ออกไป
เสียจากอยุธยา จะได้ไม่ขัดขวางตนเองที่จะปราบดาภเิ ษกขนึ้ เปน็ กษตั รยิ ์ ในการนจ้ี งึ สง่ ออกญาเสนาภมิ ขุ
มาปราบกบฏท่ีเมอื งนครศรธี รรมราช เม่ือเสรจ็ ศึกเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว ออกญาเสนาภิมุขได้ยกทัพ
ไปปราบกบฏทปี่ ตั ตานี แตเ่ สยี ทถี กู อาวธุ บาดเจบ็ ทนี่ อ่ ง กลบั มารกั ษาตวั ทเ่ี มอื งนครศรธี รรมราชจนเกอื บหาย
กลบั ถกู พระยามะรดิ ซง่ึ ชว่ ยราชการอยทู่ เ่ี มอื งนครศรธี รรมราชได้ใช้ผ้าพันแผลอาบยาพิษ จนถึงแก่กรรม
ใน พ.ศ. ๒๑๗๓13
เมื่อออกญาเสนาภิมุขเสียชีวิตแล้ว นครศรีธรรมราชก็ต้ังตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับอยุธยา
เพราะไม่เห็นด้วยกับการปราบดาภิเษกของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ที่ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า
พระเจา้ ปราสาททอง อยธุ ยาจงึ ไดส้ ง่ กองทพั มาปราบปราม โดยมอี อกพระศกั ดาพลฤทธแิ์ ละออกญาทา้ ยนำ�้
เปน็ แม่ทพั และสามารถตีนครศรธี รรมราชได้สำ� เร็จ
13 เกษม จนั ทร์ด�ำ, ประวตั ิศาสตรท์ ้องถน่ิ นครศรธี รรมราช, โรงพิมพ์กรีนโซน : นครศรีธรรมราช, หนา้ ๑๘.
61
ภาพแผนทพี่ ระราชอาณาจักรสยามและอาณาจักรใกล้เคียง เขียนขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๙
แสดงใหเ้ ห็นว่านครศรีธรรมราชฝงั่ ตะวนั ออกตง้ั แต่ปากนำ้� ปากพนงั ไปเคยมลี ักษณะเปน็ เกาะ
ทม่ี า : ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ิ (บรรณาธกิ าร). ประมวลแผนที่ : ประวตั ศิ าสตร ์ - ภมู ศิ าสตร ์ - การเมอื งกบั ลทั ธอิ าณานคิ ม
ในอาเซียน - อาคเนย์. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยและมูลนิธิโครงการต�ำราสังคมศาสตร์และ
มนษุ ยศาสตร,์ ๒๕๕๕, หนา้ ๕๓.
ในชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๒๒ อยธุ ยาออ่ นกำ� ลงั เนอื่ งจากการตอ่ สสู้ งครามกบั พมา่ ประกอบกบั
มแี ขกสลดั ทางใตเ้ ขา้ มากอ่ กวนนา่ นนำ�้ เมอื งทา่ ชายฝง่ั ทะเล เรอื่ งนป้ี รากฏในตำ� รากลั ปนาวดั ในเมอื งพทั ลงุ
หรอื แมแ้ ตต่ ำ� นานพระบรมธาตนุ ครศรธี รรมราช ซงึ่ กลา่ วถงึ การปลน้ สะดมเมอื งนครศรธี รรมราชมาตง้ั แต่
ประมาณกลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ - ๒๒ คร้ังแรกเม่ือ พ.ศ. ๑๙๑๙ - ๒๐๓๙ และครงั้ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๑๔๑
ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แขกสลัดได้กวาดต้อนราษฎรไพร่ส่วยหลวงไปเป็นอันมาก ใน
พ.ศ.๒๑๔๔ และครงั้ สดุ ทา้ ย เมอ่ื พ.ศ. ๒๑๗๑ คอื ครง้ั ทพ่ี ระรามราชท้ายนำ�้ เปน็ เจา้ เมอื ง แขกสลัดไดเ้ ผา
วดั ทา่ โพธเ์ิ สยี หายอยา่ งหนกั แตน่ ครศรธี รรมราชกย็ งั ดำ� รงความเปน็ เมอื งทา่ ศนู ยก์ ลางการคา้ เมอื งใตอ้ ยไู่ ด้
ประจวบกับเป็นเวลาที่พ่อค้าชาวตะวันตกหลายชาติเร่ิมเข้ามาติดต่อค้าขาย เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา
องั กฤษ และสเปน ซงึ่ สว่ นใหญม่ าตดิ ตอ่ คา้ ขายเครอ่ื งเทศ โดยเฉพาะพรกิ ไทยรวมทงั้ สนิ คา้ แนะและอน่ื ๆ
อกี มาก โดยไดร้ บั พระบรมราชานุญาตใหอ้ ังกฤษเข้ามาตั้งห้างในนครศรีธรรมราชได้
62
ใน พ.ศ. ๒๑๗๒ พ่อคา้ ฮอลันดาที่ค้าขายในเมืองปตั ตานไี ม่พอใจราชธานอี ยธุ ยา จึงยุยงให้
ปัตตานีเป็นกบฏ และยกทหารเข้าตีนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชต้องท�ำการป้องกันเมือง
เต็มท่ี ขณะที่ติดพันอยู่กับการรบ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ผู้ส�ำเร็จราชการแผ่นดินในรัชสมัยสมเด็จ
พระอาทติ ยวงศก์ ษตั รยิ ผ์ ทู้ รงเยาว์ ไดก้ ราบทลู วา่ ออกญาเสนาภมิ ขุ (ยามาดา นางามาซา) เจา้ กรมทหารญปี่ น่
เปน็ ผมู้ ฝี มี อื การรบ สมควรใหย้ กกองกำ� ลงั ทหารอาสาญป่ี นุ่ ไปชว่ ยรบและเปน็ เจา้ เมอื งแทน ออกญาเสนาภมิ ขุ
แมจ้ ะทราบอบุ ายน้ี แตจ่ ำ� ใจต้องปฏบิ ัตโิ ดยมอี าสาญปี่ ุ่นประมาณ ๖๐๐ คนตดิ ตามไป ออกญาเสนาภิมุข
จึงได้ไปครองเมืองนครศรีธรรมราช และได้ยกทัพไปปราบกบฏเมืองปัตตานี แต่ไม่ส�ำเร็จจึงถอยทัพกลับ
เมืองนครศรีธรรมราช
การสง่ ออกญาเสนาภมิ ขุ จากราชธานอี อกมาเปน็ เจา้ เมอื ง กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาขดั แยง้ กบั อำ� นาจ
เจ้าเมืองและกรมการเมือง วันหน่ึงออกญาเสนาภิมุขก็ถึงแก่กรรมเพราะยาพิษท่ีพระยามะริดแอบผสม
ลงในผ้าพันแผล ขณะท่ีท�ำการรักษาแผลที่น่องอันเกิดจากการรบปราบกบฏปัตตานี โอนินผู้บุตรของ
ออกญาภมิ ุขทราบเหตุจงึ ฆ่าพระยามะริดและกรมการเมืองหลายคน เปน็ เหตุใหเ้ กิดการววิ าทและจราจล
ในเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผลให้ชาวนครศรีธรรมราชพากันขับไล่โอนินและทหารอาสาญ่ีปุ่นออกไป
จากเมืองอย่งรวดเรว็
หลงั จากท่ขี ับไล่ญีป่ ่นุ ออกไปแล้ว นครศรีธรรมราชจงึ แขง็ เมอื งใน พ.ศ. ๒๑๗๕ ดงั ปรากฏ
ข้อความตอนหนึง่ ในจดหมายเหตวุ นั วลติ ว่า
ฝา่ ยชาวนครศรธี รรมราชเหน็ วา่ ตนเองหลดุ พน้ จากชาวญป่ี นุ่ แลว้ กต็ อ้ งการสลดั ออกจาก
การปกครองของสยาม จงึ ลกุ ฮอื ขน้ึ เปน็ กบฏและปฏเิ สธไมย่ อมเคารพนบั ถอื พระเจา้ แผน่ ดนิ โดยฐานะ
กษตั รยิ แ์ ละเจา้ นายทถี่ กู ตอ้ งตามกฎหมาย
อยธุ ยาจงึ สง่ กำ� ลงั ทหาร ๑๐,๐๐๐ คน พรอ้ มดว้ ยแมท่ พั สามคน ทง้ั เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช
คนใหมเ่ ขา้ โจมตเี มืองนครศรธี รรมราชและปราบกบฏได้
ใน พ.ศ. ๒๑๗๗ ปตั ตานแี ขง็ เมอื งอกี ครง้ั อยธุ ยามอบหมายใหน้ ครศรธี รรมราชสง่ กองทพั ใหญ่
ซึ่งมีกำ� ลงั ทหาร ๓๐,๐๐๐ คน ไปปราบปราม โดยเคลอ่ื นทพั ผ่านเมอื งสงขลา แต่การปราบปรามครัง้ นัน้
ล้มเหลว เพราะเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชไม่เต็มใจจะท�ำศึก โดยอ้างว่าขาดเสบียงอาหารและเข้าสู่ฤดูฝน
อย่างไรก็ดีในขณะท่ีนครศรีธรรมราชอ่อนแอ สงขลากลับมีอิทธิพลมากขึ้น ใน พ.ศ. ๒๑๘๕ สงขลา
เปน็ กบฏตอ่ อยธุ ยา แม้จะปราบปรามได้ แตส่ งขลากก็ ่อกบฏอกี ครัง้ ใน พ.ศ. ๒๑๙๒ โดยบกุ เข้ายดึ เมอื ง
นครศรธี รรมราชไวเ้ ปน็ การชว่ั คราว และดงึ เอาปตั ตานี พทั ลงุ และไทรบรุ ี เขา้ เปน็ พนั ธมติ ร สมเดจ็ พระเจา้
ปราสาททองจงึ สง่ กองทพั มาปราบอกี แตก่ พ็ า่ ยแพ้ เพราะแมท่ พั ทเี่ คยรบชนะแตค่ รง้ั กอ่ นดว้ ยกำ� ลงั ทพั เรอื นนั้
หนที ัพเสียก่อน
ความล้มเหลวในการปราบปรามหัวเมืองปกั ษใ์ ต้ ท�ำให้สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.
๒๑๙๙ -๒๒๓๑) ตอ้ งดำ� เนนิ กศุ โลบายใหมโ่ ดยการสง่ พระยารามเดโชทหารเอกเชอ้ื สายแขกอาหรบั ซง่ึ นบั ถอื
ศาสนาอสิ ลามลงมาเปน็ เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช เพอื่ ฟน้ื ฟเู มอื งนครศรธี รรมราชใหเ้ ปน็ ศนู ยก์ ลางอำ� นาจ
ของอยธุ ยาในแหลมมลายู พรอ้ มปดิ ลอ้ มเมอื งสงขลา สง่ ผลใหก้ ารคา้ ของสงขลาซบเซา และสามารถกดี กนั
อำ� นาจขององั กฤษออกไปจากสงขลาไดใ้ นทส่ี ดุ แมว้ า่ องั กฤษจะชว่ ยสนบั สนนุ ในการเตรยี มปอ้ งกนั ตวั เอง
63
แต่สงขลาก็ถูกกองทัพของอยุธยาจากนครศรีธรรมราชตีแตกยับเยินใน พ.ศ. ๒๒๒๓ เป็นเหตุให้สงขลา
ต้องกลบั มาอยใู่ ตก้ ารปกครองของนครศรธี รรมราชดงั เดมิ
พระยารามเดโชเจา้ เมอื งไดป้ กครองนครศรธี รรมราชดว้ ยดตี ลอดรชั กาลสมเดจ็ พระนารายณ์
มหาราช ประกอบกับเวลาน้ันราชธานีอยุธยามีสัมพันธไมตรีอันดีกับฝร่ังเศส จึงพระบรมราชโองการให้
มร. เดอ ลามาร์ เข้ามาทำ� แผนท่ีเมอื งนครศรธี รรมราชใน พ.ศ. ๒๒๓๐ เพ่ือเตรียมการปรับปรงุ กำ� แพงและ
ปอ้ มเปน็ ฐานทม่ี นั่ ปอ้ งกนั การกบฏของเจา้ ประเทศราชทางใตท้ เ่ี ปน็ แขกมลายู บนั ทกึ ของ มร.เดอ ลามาร์
กลา่ ววา่ มกี ารสรา้ งปอ้ มหนง่ึ ตามแนวกำ� แพง เมอื่ แลว้ เสรจ็ กเ็ ดนิ ทางกลบั ราชธานอี ยธุ ยา รวมใชเ้ วลาสรา้ ง
กำ� แพงและปอ้ มสามเดอื น
เหตุการณ์สับสนวุ่นวายในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเก่ียวกับสัมพันธภาพ
กับฝรั่งเศส ท�ำให้สมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ต่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใน
พ.ศ. ๒๒๓๑ ทรงจัดการขับไล่ฝรั่งเศสออกไปแล้วจึงจัดการกับหัวเมืองที่ขัดขืนพระราชอ�ำนาจสองเมือง
คือเมืองนครราชสีมาและเมืองนครศรีธรรมราช ซ่ึงมิได้มาประกอบพิธีถือน้�ำพระพิพัฒน์สัตยาแสดง
ความจงรกั ภกั ดี ลว่ งถงึ พ.ศ. ๒๒๓๕ จงึ ยกกองทพั บกและทพั เรอื ไปตเี มอื งนครศรธี รรมราช โดยมพี ระยา
สรุ สงครามเปน็ ทพั หลวงและพระยาวงั สนั เปน็ ทพั หนา้ ลอ้ มเมอื งนครศรธี รรมราชอยสู่ ามปี พระยารามเดโช
เหน็ วา่ จะสตู้ อ่ ไปไมไ่ หว จงึ มหี นงั สอื ลบั ขอใหพ้ ระยาราชวงั สนั ซงึ่ เปน็ เพอื่ นและเปน็ มสุ ลมิ ดว้ ยกนั ชว่ ยจดั เรอื
ให้พระยารามเดโชหนีไปได้ ในท่ีสุดกองทัพอยุธยาสามารถตีเมืองนครศรีธรรมราชได้ แต่ต่อมาภายหลัง
เสรจ็ ศกึ พระยาราชวงั สนั ตอ้ งโทษประหารชวี ติ ในขอ้ หาเอาใจชว่ ยขา้ ศกึ
ความเสียหายของเมืองนครศรีธรรมราชในครั้งน้ี ท�ำให้อ�ำนาจของเมืองนครศรีธรรมราช
อ่อนแอลงอย่างมาก และเพ่ือควบคุมอ�ำนาจเมืองนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเพทราชาจึงทรงน�ำวิธี
การกลั ปนาวดั กลับเขา้ มาใชอ้ ีกครัง้ คอื ให้อำ� นาจพระสงฆใ์ นการควบคุมชุมชน
ช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ เป็นช่วงเวลาท่ีเกิดการเปล่ียนแปลงทางการเมืองในอยุธยา
เปน็ อยา่ งมาก และมผี ลกระทบตอ่ การเมอื งการปกครองภายในเมอื งนครศรธี รรมราชตามไปดว้ ย กลา่ วคอื
หลงั จากอยธุ ยาเสยี แกพ่ มา่ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ หลวงสทิ ธนิ ายเวรผเู้ ปน็ ปลดั เมอื งนครศรธี รรมราช ไดร้ วบรวม
ผคู้ นในภาคใตต้ งั้ ตนเป็นอิสระ เรยี กว่า “ชมุ นุมเจา้ นคร” ผ้คู นมกั เรียกวา่ “พระปลดั หน”ู
๓.๓ อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราชสมัยกรงุ ธนบุรี
หลังจากกู้อสิ รภาพอยุธยาจากพม่าไดแ้ ล้ว สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราชทรงต้งั กรงุ ธนบรุ ี
เปน็ ราชธานี แลว้ ปราบชมุ นมุ ตา่ ง ๆ ครน้ั ใน พ.ศ. ๒๓๑๒ โปรดใหเ้ จา้ พระยาจกั รี (หมดุ ) พระยาอภยั รณฤทธ์ิ
พระยายมราช และพระยาเพชรบรุ ี ยกทพั บกเปน็ ทพั หนา้ ไปปราบชมุ นมุ เจา้ นครแตท่ ำ� การไมส่ ำ� เรจ็ เพราะ
ขัดแย้งกันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงเสด็จยกทัพเรือไปตีเมืองนครศรีธรรมราชด้วยพระองค์เอง
อีกทางหนึ่ง เมื่อกองทัพเมืองหลวงเข้าตีค่ายท่าหมากที่คลองปากนคร และท่ีคลองศาลาส่ีหน้า (บ้าน-
ปากพญา) แตก เจ้านครศรีธรรมราชจึงทิ้งเมืองอพยพครอบครัวลงไป ณ เมืองสงขลา ให้หลวงสงขลา
(วิเถียน) พาไปพักพิงท่ีเมืองเทพา เมืองปัตตานี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้เจ้าพระยาจักรี
และพระยาพิชัยราชายกกองทัพเรือติดตามไปปัตตานี มีหนังสือขอให้ยอมส่งตัวเจ้านครศรีธรรมราชคืน
เจ้าเมืองปัตตานียอมส่งตัวเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) มาถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโดยดี
64
คร้ันปราบชุมนุมเจ้านครแล้ว ทรงแต่งต้ังพระเจ้าหลานเธอเจ้านราสุริยวงศ์ครองเมืองนครศรีธรรมราช
ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๓๑๒ จนถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ. ๒๓๑๙ แล้วทรงแต่งต้ังพระปลัดหนูกลับไปปกครองเมือง
นครศรีธรรมราชอีกครั้งในฐานะเจ้าประเทศราช พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระเจ้าขัตติยราชนิคม
สมมตมิ ไหสวรรย์ พระเจ้านครศรธี รรมราช เจา้ ขณั ฑสมี า” มอี ำ� นาจแต่งตง้ั ขุนนางตามระบบจตุสดมภ์ได้
เช่นเดยี วกับราชธานีธนบุรี
ในสมยั กรงุ ธนบรุ กี ารจดั การปกครองยงั คงใชร้ ะบบจตสุ ดมภเ์ ชน่ เดยี วกบั สมยั อยธุ ยา รวมทง้ั
การใช้กฎหมายตา่ ง ๆ ก็นำ� แบบอยา่ งมาจากสมัยอยธุ ยาแทบทัง้ สิ้น เว้นแตท่ ่ีเมอื งนครศรธี รรมราชมีความ
แตกต่างกันอย่างส�ำคัญ ตรงที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงยกฐานะเมืองนครศรีธรรมราชที่เป็นเมือง
เจา้ พระยามหานครอยกู่ อ่ น (หวั เมอื งชน้ั นอก) ขน้ึ เปน็ เมอื งประเทศราช ทรงยกยอ่ งเจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช
ให้มีเกียรติยศเสมอเจ้าประเทศราช ตั้งพระยาอัครมหาเสนาและจตุสดมภ์ส�ำหรับเมืองนครศรีธรรมราช
ใหไ้ ดร้ บั พระสพุ รรณบฏั เปน็ พระเจา้ นครศรธี รรมราช เจา้ ขณั ฑสมี าเจา้ เมอื งทด่ี ำ� รงฐานะเปน็ เจา้ ประเทศราช
ในสมัยกรุงธนบุรมี เี พยี ง ๒ องค์ คอื พระเจ้าหลานเธอ เจา้ นราสุริยวงศ์ ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๓๑๒ - ๒๓๑๙
และพระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู ระหวา่ ง พ.ศ.๒๓๑๙ - ๒๓๒๗
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเมอื งนครศรธี รรมราชกบั กรงุ ธนบรุ ี นบั วา่ มคี วามสมั พนั ธก์ นั แนน่ แฟน้
มาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเจ้าเมืองกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท้ังน้ีเพราะเจ้า
นราสุริยวงศ์ มีฐานะเป็นพระเจ้าหลานเธอ และพระเจ้าขัตติยราชนิคม (หนู) ก็มีฐานะเป็นพระสัสสุระ
(พ่อตา) ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย ในสมัยธนบุรีนี้นอกจากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง
เจา้ เมอื งกบั สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช ซง่ึ แนน่ อนตอ้ งทรงเลอื กคนทม่ี คี วามจงรกั ภกั ดเี ปน็ ทวี่ างไวว้ าง
พระราชหฤทยั แลว้ ไดท้ รงคำ� นงึ ถงึ ฐานทตี่ งั้ ในแงย่ ทุ ธศาสตร์ ความสามารถทางการศกึ สงครามกบั กำ� ลงั พล
ตลอดจนประวตั ศิ าสตรแ์ ละศกั ดศ์ิ รขี องเมอื งนน้ั ๆ ดว้ ย เมอื งนครศรธี รรมราชมปี ระวตั ศิ าสตรค์ วามเจรญิ
และศกั ดศิ์ รที ย่ี งิ่ ใหญก่ อ่ น ตงั้ แต่ สมัยอาณาจักรตามพรลิงค์ สุโขทัยและเป็นเมืองพระยามหานคร หรือ
หัวเมืองเอกเอกมาแต่สมัยอยุธยา และเป็นศูนย์กลางของหัวเมืองปักษ์ใต้ตลอดมาทุกสมัย ฐานที่ตั้งของ
เมืองนครศรีธรรมราช เหมาะสมในแง่ยุทธศาสตร์สมัยกรุงธนบุรี เพราะเป็นเมืองใหญ่ค่อนลงมาทางใต้
ไกลจากเมืองหลวงพอสมควร แต่ในยามเกิดศึกสงครามก็ไม่เกินก�ำลังหรือเวลาท่ีจะเดินทัพมาสมทบ
กับเมืองหลวงได้ท้ังบกและทางเรือ ประกอบกบั เมอื งนครศรธี รรมราชอยนู่ อกเสน้ ทางการเดนิ ทพั โดยปกติ
ของพมา่ ทม่ี งุ่ มาประชดิ ราชธานี จงึ ไมค่ อ่ ยถกู ยำ่� ยจี ากภาวะสงคราม เหมาะกบั การเปน็ ขมุ กำ� ลงั พลกบั คลงั
สรรพาวธุ และเสบยี งอาหาร เพอื่ เสริมกำ� ลงั แก่ราชธานีไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
นอกจากนนั้ เมอื งนครศรธี รรมราชยงั มเี มอื งบรวิ ารตงั้ แตช่ มุ พรลงไปจนถงึ เมอื งปตั ตานี ไทรบรุ ี
กลันตัน ตรังกานู ซึ่งบริบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ และก�ำลังคน อีกประการหน่ึงนครศรี-
ธรรมราชเป็นเมืองท่าค้าขายส�ำคัญกับต่างประเทศ ช่วยให้สามารถจัดซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์ได้สะดวก
กว่าเมืองหลวงหรอื เมืองอนื่ ท่อี ยู่ห่างเสน้ ทางค้าขายกับต่างประเทศโดยเฉพาะในยามศึกสงคราม
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงอาจสรุปได้ว่าการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยก
ฐานะเมืองนครศรีธรรมราชข้ึนเป็นเมืองประเทศราชนั้น เป็นด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์มากกว่ายกย่อง
บุคคลเป็นการส่วนพระองค์ ดังปรากฏใน “ส�ำเนากฎเรื่องต้ังพระเจ้านครศรีธรรมราชคร้ังกรุงธนบุรี”
ซงึ่ ตดั ตอนมาเพื่อประกอบการพิจารณาดังน้ี
65
ความสมั พนั ธส์ ว่ นพระองคก์ บั เจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชดำ� รสั
สง่ั วา่ “เจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู ไดเ้ ปน็ กำ� ลงั สศู้ กึ ในยามบา้ นเมอื งระสำ�่ ระสายได้ โดยเสดจ็ ราชการสงคราม
หลายครงั้ เมอื งหลวงกม็ ่นั คงแล้ว เจ้านครศรธี รรมราชมบี รวิ ารข้าทาสตามสมควรอยแู่ ล้ว ไมจ่ ำ� ต้องพ่งึ พงิ
ในการด�ำรงตนและบัดน้ี “ราชธิดาก็ได้ราชโอรส” สมควรให้ไปครองเมืองนครศรีธรรมราชสืบต่อจาก
เจา้ นราสรุ ยิ วงศท์ ถี่ งึ แกพ่ ริ าลยั “โดยทเ่ี จา้ นครศรธี รรมราชเคยผา่ นแผน่ ดนิ เปน็ เจา้ ขณั ฑสมี าอยแู่ ลว้ จงึ ให้
เปน็ พระเจ้านครศรธี รรมราชสบื ตอ่ ไป เสมอกบั พระยาประเทศราชทกุ ประการ”
๓.๔ อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราชสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้
เม่ือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จข้ึนครองราชย์และสถาปนากรุงเทพฯ
เป็นราชธานี ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วทรงพระราชด�ำริว่าที่พระเจ้ากรุงธนบุรี การยกเจ้านครข้ึนเป็นเจ้า-
ประเทศราชนัน้ เปน็ การสงู เกินไป จึงโปรดใหล้ ดบรรดาศักดลิ์ งเป็นเจ้าพระยานคร ซง่ึ เปน็ เจา้ เมืองชน้ั เอก
เชน่ เดยี วกบั เมอื งพษิ ณโุ ลกและเมอื งนครราชสมี า และใหล้ ดตำ� แหนง่ เสนาบดเี มอื งนคร ลงเปน็ กรมการเมอื ง
เหมือนหัวเมืองอื่น ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๗ ให้ยกเมืองสงขลาซึ่งข้ึนกับเมืองนครอยู่ในคร้ังน้ัน เป็นหัวเมือง
ข้ึนตรงต่อกรงุ เทพฯ ดว้ ย
ครน้ั พ.ศ. ๒๓๒๗ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู พน้ จากตำ� แหนง่ และ
คมุ ตวั เข้ามารับราชการในกรุงเทพฯ พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ แต่งต้ังอุปราช (พัฒน์) ซ่ึงเป็นบุตรเขย
ของพระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู ขึน้ เป็น “เจ้าพระยานครศรธี รรมราช” แทน
ในสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ ราชธานกี รงุ เทพฯ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตงั้ เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช
๔ คน คอื
๑. ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก ตง้ั อุปราช (พฒั น)์ เป็นเจา้ พระยา
นครศรีธรรมราช (พัฒน)์ พ.ศ. ๒๓๒๗
๒. ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลยั ตั้งพระบริรกั ษ์ภเู บศร์ (น้อย) เปน็
พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) พ.ศ. ๒๓๕๔
๓. ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระเสน่หามนตรี (น้อยกลาง)
บตุ รเจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นพระยานครศรีธรรมราช (นอ้ ยกลาง) พ.ศ. ๒๓๘๒
๔. ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระเสน่หามนตรี (หนูพร้อม)
บตุ รเจา้ พระยานครศรีธรรมราช (นอ้ ยกลาง) เป็นเจา้ พระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) พ.ศ. ๒๔๑๐
ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานี้นครศรีธรรมราชจะถูกลดอ�ำนาจลงมาก แต่นครศรีธรรมราชยังเป็น
เมอื งทีส่ �ำคญั ทสี่ ุดของปักษ์ใตอ้ ยู่ เพราะตอ้ งก�ำกบั หัวเมือง ไทรบรุ ี กลันตนั และเป็นผูด้ แู ลรักษาหวั เมอื ง
ฝ่ายตะวันตก ตลอดจนปราบปรามแขกสลัดและสืบข่าวความเคลื่อนไหวของพม่าในภาคใต้ นอกจากน้ี
ตัวเจ้าเมืองกรมการยังมีหน้าท่ีทางส่วนตัวท่ีจะต้องปฏิบัติต่อเมืองหลวงเพ่ือจะแสดงความจงรักภักดี
ด้วยการส่งต้นไม้ทอง ตน้ ไมเ้ งนิ เครอื่ งราชบรรณาการเขา้ ไปถวายในเมอื งหลวง ปลี ะ ๒ ครงั้ เนอ่ื งจาก
เปน็ หวั เมอื งชนั้ เอกซง่ึ มหี ลกั ฐานปรากฏอยใู่ นตราตง้ั พระบรริ กั ษภ์ เู บศร์ เปน็ พระยานครศรธี รรมราชวา่ ... “อนงึ่
เมืองนครเป็นเมืองเอก ถึงงวดปีแล้วให้จัดแต่งดอกไม้ทองเงิน เครื่องราชบรรณาการส่งเข้าไปทูลเกล้า
ทลู กระหมอ่ มถวายปลี ะ ๒ งวด ตามบุราณราชประเพณีสืบมาแต่ก่อน ทุกปีอย่าให้ขาด”.... และมีหน้าที่
66
ตอ้ งปฏบิ ตั ติ อ่ ประชาชนชาวนครศรธี รรมราช เพอ่ื ไมใ่ หเ้ ปน็ ผสู้ รา้ งความเดอื ดรอ้ นใหแ้ กป่ ระชาชน ซงึ่ นบั เปน็
ภาระท่ีหนักมากส�ำหรับผู้ด�ำรงต�ำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แต่ทางราชธานีก็เข้าใจถึงภาระหน้าท่ี
อันยากล�ำบากของเจ้าเมืองนี้ดี จึงเพ่ิมอ�ำนาจให้แก่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชมากกว่าเจ้าเมืองอ่ืน ๆ เพ่ือ
เปน็ การชดเชยภาระหนา้ ที่ทป่ี รบั เปล่ยี นลดลงไป
ในสมัยกรงุ รัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ เจ้าเมอื งนครศรีธรรมราชที่มบี ทบาทสำ� คญั มอี �ำนาจ และ
มอี านภุ าพมากวา่ เจา้ เมอื งคนกอ่ น ๆ คอื เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) เพราะแมว้ า่ จะไมไ่ ดป้ กครอง
เมืองนครศรีธรรมราชในฐานะเจ้าประเทศราชดังเช่นพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ในสมัยกรุงธนบุรี
แต่ในทางพฤตินัยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) มีอ�ำนาจในการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ท้ังหมด
ตลอดถงึ ไทรบรุ ี ตรงั กานู เประ นอกจากนยี้ งั เปน็ ผสู้ ำ� เรจ็ ราชการทางภาคใตฝ้ ง่ั ตะวนั ตกอกี ดว้ ย เนอื่ งจาก
มีความสามารถพิเศษในด้านการทหาร การต่อเรือ และการบังคับบัญชากองเรือ ความสามารถดงั กลา่ ว
ผนวกกบั ความกล้าหาญเฉลียวฉลาดและรอบรู้ของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) และความสัมพันธ์
อันดีกับราชส�ำนักในกรุงเทพฯ ได้ท�ำให้ฐานะของเมืองนครศรีธรรมราชดีตามข้ึนไปด้วย สมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพทรงกล่าวยกยอ่ งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (นอ้ ย) วา่
“เปน็ ผมู้ อี ำ� นาจมากกวา่ เจา้ พระยานครทงั้ ปวง ไดบ้ งั คบั บญั ชาตลอดขน้ึ มาถงึ เมอื งไชยา ขา้ งฝง่ั
ตะวนั ตกกม็ อี ำ� นาจแผเ่ ออ้ื มไปถงึ ถลาง นำ� ทพั ศกึ ทเี่ ปน็ เรอ่ื งสำ� คญั กค็ อื เมอื งไทร มอี ำ� นาจในเมอื งแขกมาก
นบั ถอื เปน็ พระเจา้ เปน็ แผน่ ดนิ รอง เปน็ ผไู้ ดร้ บั อำ� นาจทำ� หนงั สอื สญั ญากบั องั กฤษ เจา้ ขององคเ์ นาวโลหะ
พระแท่นถม พระยานถม พระแสงง้าว พระแสงทวนถม และอ่ืน ๆ”
เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) ไดส้ รา้ งความสำ� คญั ใหแ้ กเ่ มอื งนครศรธี รรมราชเปน็ อนั มาก
งานสำ� คญั ของทา่ นมที ง้ั ดา้ นปกครอง การชา่ ง การรบ และการทตู กลา่ วคอื ในดา้ นการปกครองไดป้ กครอง
บา้ นเมอื งดว้ ยธรรมานภุ าพ บา้ นเมอื งสงบเรยี บรอ้ ยนา่ สรรเสรญิ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา-
ดำ� รงราชานภุ าพทรงกลา่ วถงึ ไวใ้ นหนงั สอื สาสน์ สมเดจ็ ภาคที่ ๖ วา่ เจา้ พระยานคร ฯ (นอ้ ย) เปน็ โอรสลบั
ของพระเจ้ากรุงธนบุรี ปกครองบ้านเมืองเข้มแข็งกว่าเจ้าเมืองแต่ก่อน ในด้านการช่างได้ต่อเรือรบและ
เรอื กำ� ปน่ั แปลงแกก่ องทพั ไทยสมยั รชั กาลที่ ๒ จำ� นวน ๓๐ ลำ� ไดส้ ง่ เสรมิ ศลิ ปหตั ถกรรม เครอ่ื งถม และ
ผา้ ยกเมอื งนคร จนเปน็ ทรี่ จู้ กั กวา้ งขวาง ดา้ นการรบไดท้ ำ� ศกึ สงครามเพอ่ื ปราบปรามกบฏเมอื งไทรบรุ ชี นะ
ทำ� ให้ไทรบุรยี ังคงข้ึนอยกู่ ับไทย และทำ� ให้องั กฤษยอมรบั ว่าไทรบุรีเปน็ ประเทศราชของไทย ด้านการทูต
ไดท้ ำ� หนา้ ทเ่ี จรจาความเมอื งชน้ั ตน้ เพอ่ื เจรญิ ความสมั พนั ธไมตรกี บั ตวั แทนรฐั บาลองั กฤษ (จอหน์ ครอเฟริ ด์
และเฮนร่ี เบอรน์ )ี่ หลายครงั้ กอ่ นทจี่ ะเดนิ ทางไปเขา้ เฝา้ ทกี่ รงุ เทพฯ ลกั ษณะเดน่ เชน่ นเ้ี องทท่ี ำ� ใหร้ าชธานี
ใหอ้ �ำนาจและความไวว้ างใจแกเ่ จา้ เมอื งนครศรธี รรมราชมากกวา่ ยุคสมยั ใด
เมื่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ.๒๓๘๒ พระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งพระเสน่หามนตรี (น้อยกลาง) ผู้ช่วยว่าราชการเมืองนครศรีธรรมราช
ซ่ึงเป็นบุตรคนท่ี ๔ ของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) กับท่านผู้หญิงอินเป็นเจ้าเมือง ปรากฏนาม
ในตราต้ังว่าพระยานครศรีธรรมราช แต่คนทั่วไปมักเรียกว่าพระยานคร (น้อยกลาง) ภายหลังได้รับการ
สถาปนาเปน็ เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราชในชอ่ื “เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ยกลาง)” เมอื่ พ.ศ. ๒๓๙๕
และถงึ อสญั กรรมใน พ.ศ. ๒๔๑๐
67
อนงึ่ ภายหลงั อสญั กรรมของเจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) ราชธานปี ระสงคจ์ ะโอนอำ� นาจ
เจ้าเมืองมาไว้ในส่วนกลางให้มากข้ึน จึงเข้าไปเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาเมืองไทรบุรีโดยตรงเสียเอง
แทนที่จะยินยอมให้นครศรีธรรมราชเป็นตัวแทนราชธานี ในการดูแลรักษาราชอาณาจักรทางใต้ดังเช่น
ในสมัยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้ยกเมืองสตูลซึ่งเดิมข้ึนกับเมืองนครศรีธรรมราชไปขึ้นกับ
เมืองสงขลา ท้ังน้ีสืบเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งเก่ียวกับอาณาเขตระหว่างราชอาณาจักรสยาม
กับบริษัทอังกฤษเกี่ยวกับหัวเมืองมลายู จนสามารถตกลงกันได้เรียบร้อย เป็นผลให้ราชธานี สามารถ
แกป้ ญั หาเมอื งไทรบรุ ลี งไดส้ ำ� เร็จในระดับหนึ่ง
นอกจากน้ี ทางราชธานีสามารถต่อเรือใหญ่กว่าเรือก�ำปั่นท่ีเจ้าพระยานครศรีธรรมราช
(นอ้ ย) สรา้ ง จงึ สามารถเดนิ ทางไปมาตดิ ตอ่ กนั ไดส้ ะดวกกวา่ เดมิ ทำ� ใหเ้ มอื งนครศรธี รรมราชใกลห้ ใู กลต้ า
กรุงเทพฯ มากขึ้น จนพอจะท�ำให้เชื่อได้ว่าไม่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของราชธานี บทบาทของเมือง
นครศรธี รรมราชจงึ ลดลงไปเหลอื เพยี งเปน็ เมืองเอกเมอื งหนึ่ง มหี นา้ ทแ่ี ตเ่ พยี งกำ� กบั หวั เมอื งปกั ษใ์ ตอ้ นื่ ๆ
ตามคำ� สงั่ ของทางราชธานเี ทา่ นนั้ สว่ นบทบาทของเจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ยกลาง) ไดป้ ฏบิ ตั ริ าชการ
ดว้ ยดี พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดใหส้ ถาปนาเปน็ เจา้ พระยานครศรธี รรมราชใน พ.ศ.๒๓๙๕
สน้ิ สมยั เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ยกลาง) ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ บตุ รคนโตคอื พระเสนห่ า-
มนตรี (หนพู รอ้ ม) กเ็ ขา้ ดำ� รงตำ� แหนง่ เจา้ เมอื งเปน็ เจา้ พระยานครศรธี รรมราชสบื แทน ปรากฏนามภายหลงั
คอื “เจ้าพระยาสธุ รรมมนตรี” คนทั่วไปร้จู ักในอกี นามหนง่ึ วา่ “เจ้าพระยาขนทวน” ในเวลาน้ันแม้ว่าจะ
ไมม่ ศี กึ พมา่ หรอื ญวนแลว้ กต็ าม แตไ่ ทยกลบั ตอ้ งเผชญิ หนา้ กบั ชาตติ ะวนั ตกทเี่ ขา้ มาลา่ อาณานคิ มในเอเชยี
ตะวนั ออกเฉยี งใตค้ อื ฝรงั่ เศสและองั กฤษ การดำ� เนนิ นโยบายปดิ ประเทศแบบเดมิ ซงึ่ ใชม้ าตงั้ แตค่ รง้ั พระบาท
สมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั นน้ั มอิ าจจะทำ� ใหป้ ลอดภยั จากการคกุ คามของมหาอำ� นาจตะวนั ตกได้ แมไ้ ทย
จะยอมผอ่ นปรนตามเงอ่ื นไขของฝรง่ั ทงั้ สองชาตไิ ปบา้ งแลว้ กต็ าม ดงั นน้ั หนทางทจี่ ะรอดพน้ จากการสญู เสยี
เอกราชทางหนงึ่ กค็ อื การจดั ระบบการปกครองหวั เมอื งเสยี ใหมใ่ หร้ ดั กมุ และมเี อกภาพกวา่ ทเี่ ปน็ อยู่ ถอื เปน็
ความพยายามสรา้ งเสริมก�ำลงั และปดิ ชอ่ งว่างอันเกดิ จากการปกครองโดยเรว็
ใน พ.ศ. ๒๔๑๘ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) ถูกเรียกตัวเข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ
เนอื่ งจากบกพรอ่ งในหนา้ ทร่ี าชการใหท้ รงตำ� หนติ เิ ตยี นได้ เชน่ ไมไ่ ดไ้ ปรบั เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ เมอื งไทรบรุ ี
ใน พ.ศ. ๒๔๑๔ ทง้ั ทเ่ี มอื งนครศรธี รรมราชบงั คบั บญั ชาเมอื งไทรบรุ อี ยู่ และถกู ขนุ พบิ าลฟอ้ งรอ้ งกลา่ วโทษ
เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๑๙ จนกรมพระกลาโหมตอ้ งตง้ั ตลุ าการเพอ่ื ชำ� ระความ ปเี ดยี วกนั นร้ี าชธานใี หเ้ ลอื่ นบรรดาศกั ด์ิ
พระยาไทรบุรีข้ึนเป็นเจ้าพระยาแล้วให้เมืองไทรบุรีข้ึนตรงต่อกรุงเทพฯ ผลการตัดสินคดีเจ้าพระยา
สุธรรมมนตรี (หนูพรอ้ ม) ถูกเรียกตวั เข้าไปรับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เกอื บ ๒๐ ปี เพ่ิงได้กลบั รบั ราชการ
ท่ีเมืองนครศรีธรรมราชอีกคร้ังหน่ึงใน พ.ศ. ๒๔๓๗ อันเป็นช่วงเวลาที่ราชธานีก�ำลังด�ำเนินการปฏิรูป
การปกครองบ้านเมืองแบบสมัยใหม่ที่เรียกว่า “ระบบเทศาภิบาล” ส่งผลใหอ้ ำ� นาจและบทบาทของเมอื ง
นครศรธี รรมราชทเี่ คยเปน็ หวั เมอื งชน้ั เอก และมคี วามสำ� คญั ทสี่ ดุ ในปกั ษใ์ ตล้ ดลง กลายมาเป็นเมืองหน่ึง
ใน “มณฑลนครศรธี รรมราช” อยู่ในบงั คับบญั ชาของข้าหลวงเทศาภบิ าลมณฑลนครศรีธรรมราช
68
๓.๕ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชสมัยปฏริ ปู ประเทศ
การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เกิดความเปล่ียนแปลงหลายอย่างข้ึนในนครศรี-
ธรรมราช กลา่ วคอื มกี ารเปลย่ี นการปกครองแบบเดมิ มาเปน็ หวั เมอื งหนงึ่ ใน “ มณฑลเทศาภบิ าล” ซง่ึ เปน็
รูปแบบการปกครองซ่ึงเกิดจากการรวมหัวเมืองมาอยู่ภายใต้การก�ำกับดูแลและบังคับบัญชาของข้าหลวง
เทศาภิบาลแทนการมีเจ้าเมืองดังเดิม ข้าหลวงเทศาภิบาลมีฐานะเป็นข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมอบความไว้วางพระราชหฤทัยคัดเลือกจากขุนนางช้ันผู้ใหญ่
ทมี่ คี วามรคู้ วามสามารถสงู ออกไปปฏบิ ตั ริ าชการ นอกจากขา้ หลวงเทศาภบิ าลแลว้ ยงั มขี า้ ราชการชน้ั รอง
อกี จำ� นวนหนงึ่ รวมเรยี กวา่ “กองมณฑล” ทำ� หนา้ ทช่ี ว่ ยเหลอื การปฏบิ ตั ริ าชการในแผนกการตา่ ง ๆ ภายใน
มณฑลตามสมควรแก่ปริมาณงาน นับเป็นการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองคร้ังใหญ่ของไทย ภายหลังการ
ปฏริ ูปการปกครองในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเปน็ ตน้ มา
ก่อนปฏิรูปนั้น หัวเมืองปักษ์ใต้ที่มีความส�ำคัญมากมีสองเมือง คือเมืองนครศรีธรรมราช
และเมืองสงขลา เมืองท้ังสองท�ำหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชาหัวเมืองประเทศราชมลายูด้วย โดยเฉพาะ
ในสมัยท่ีเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เป็นเจ้าเมืองนั้น เมืองนครศรีธรรมราชมีอ�ำนาจมากที่สุด
ในปกั ษใ์ ต้ เพราะเจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) เปน็ คนเขม้ แขง็ เอางาน และมคี วามมงุ่ มนั่ ทจี่ ะควบคมุ
หัวเมืองประเทศราชมลายูให้จงรักภักดีต่อไทย แต่หลังจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ถึงแก่-
อสญั กรรมแลว้ เจา้ เมอื งทง้ั ทนี่ ครศรธี รรมราชและสงขลาออ่ นแอลง การควบคมุ หวั เมอื งประเทศราชมลายู
จงึ ไมเ่ ขม้ แขง็ เทา่ ทคี่ วร เปน็ โอกาสใหอ้ งั กฤษซง่ึ มเี มอื งขนึ้ ประชดิ พรมแดนไทยอยทู่ างใตด้ ำ� เนนิ การแทรกแซง
เข้ามาทีละน้อย ๆ โดยเฉพาะทางด้านไทรบุรีอันเป็นถิ่นท่ีอุดมสมบูรณ์ เป็นเหตุให้ไทยกับอังกฤษมีกรณี
พิพาทในเร่ืองหัวเมืองมลายูหลายคร้ัง แต่ท่ีรุนแรงมากคือกรณีอังกฤษใช้เรือรบระดมยิงเมืองตรังกานู
เมอ่ื วนั ท่ี ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๐๕ และกรณอี รู งั กายากบั พวกเปน็ กบฏในรฐั ปาหงั เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๓๗
ซงึ่ องั กฤษกลา่ วหาวา่ กลนั ตนั ตรงั กานรู เู้ หน็ เปน็ ใจดว้ ยใหไ้ ทยเอาเปน็ ธรุ ะ และองั กฤษไดต้ ดิ ตามพวกกบฏ
เข้ามาในเขตแดนของไทย แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลงได้เพราะกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ
มนี โยบายทต่ี อ้ งการเปน็ มติ รกบั ไทย จงึ ไมล่ ะเมดิ สทิ ธขิ องไทยในรฐั มลายู แมก้ ระนนั้ กต็ าม ไทยกต็ ระหนกั
ดวี ่าสทิ ธขิ องไทยเหนอื รัฐมลายยู งั ไม่มีหลักประกันที่แนน่ อน
ดว้ ยเหตนุ พี้ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ ทรงใชน้ โยบายประนปี ระนอมและ
ทรงเอาใจหวั เมอื งประเทศราชมลายู จะเหน็ ไดว้ า่ ไดเ้ สดจ็ ประพาสหวั เมอื งประเทศราชหวั เมอื งมลายหู ลายครง้ั
ทรงยกฐานะผคู้ รองรฐั ไทรบรุ ขี นึ้ เปน็ เจา้ พระยาและใหข้ นึ้ ตรงตอ่ กรงุ เทพฯ แทนทจ่ี ะขน้ึ กบั นครศรธี รรมราช
ดังเดิม ทั้งน้ีทรงมีพระราชประสงค์เพียงแต่จะให้หัวเมืองมลายูเป็นพระราชอาณาเขตชั้นนอกติดกับฝรั่ง
เพราะถา้ หากองั กฤษเขา้ มาควบคมุ หวั เมอื งมลายอู นั เปน็ ประเทศราชของไทยแลว้ จะทำ� ใหอ้ งั กฤษมพี รมแดน
ตดิ กบั ดนิ แดนของไทยแท้ ๆ ซงึ่ จะเปน็ อนั ตรายมากขนึ้ อกี ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ ทรงพระราชดำ� รวิ า่ ราชการในหวั เมอื ง
ปกั ษใ์ ตน้ นั้ จะปลอ่ ยไวไ้ มไ่ ด้ จงึ โปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กหวั เมอื งปกั ษใ์ ตท้ ง้ั หมดทเี่ คยขนึ้ สงั กดั กระทรวงกลาโหม
มาอยใู่ นบงั คบั บญั ชาของกระทรวงมหาดไทย และมพี ระราชดำ� รสั ใหส้ มเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา-
ดำ� รงราชานภุ าพ เมอื่ ครง้ั ทรงดำ� รงตำ� แหนง่ เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย จดั การแกไ้ ขการปกครองหวั เมอื ง
ปกั ษใ์ ตโ้ ดยรบี ดว่ น เพอื่ จะไดม้ คี วามเจรญิ กา้ วหนา้ เชน่ เดยี วกบั หวั เมอื งชนั้ ใน ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ ไดท้ รงพระกรณุ า
โปรดเกลา้ ฯ ใหต้ งั้ มณฑลนครศรธี รรมราชและมณฑลชมุ พรขน้ึ โดยมพี ระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ (ปน้ั ) และพระยา
69
สุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก้อง ณ ระนอง) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลตามล�ำดับ การจัดการปกครองแบบ
มณฑลเทศาภบิ าลในหัวเมืองปักษ์ใต้จึงเร่ิมมาต้งั แต่บดั น้นั
การจัดการปกครองเมืองนครศรีธรรมราช เข้าสู่ระเบียบแบบแผนสมัยใหม่ มิได้มีเฉพาะ
ดา้ นการปกครองเทา่ นน้ั พระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ ไดน้ ำ� ระเบยี บแบบแผนสมยั ใหม่ ซง่ึ อาจจะเรยี กไดว้ า่ เปน็ นโยบาย
การปฏริ ปู การปกครองแผน่ ดนิ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ขเมอื งนครศรธี รรมราชในดา้ นตา่ ง ๆ เชน่ ดา้ นการศาลไดจ้ ดั
ระบบศาลยตุ ธิ รรมตามระเบยี บใหมท่ ก่ี ำ� หนดไวใ้ นพระธรรมนญู ศาลหวั เมอื ง ร.ศ. ๑๑๔ (พ.ศ. ๒๔๓๘) ตอ่ มา
ได้จัดต้ังศาลมณฑลขึ้นที่เมืองสงขลาและนครศรีธรรมราช ได้ตั้งศาลเมืองและศาลแขวงครบทุกอ�ำเภอ
ทง้ั ยงั ไดใ้ หอ้ ำ� นาจแกก่ รมการอำ� เภอและกำ� นนั รบั ผดิ ชอบในการพจิ ารณาคดตี ามสมควรแกต่ ำ� แหนง่ หนา้ ที่
ท�ำให้การพิจารณาคดีในเมืองนครศรีธรรมราชสะดวกรวดเร็ว และราษฎรได้รับความเป็นธรรมมากกว่า
สมยั ก่อน
ทางดา้ นการภาษอี ากร ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ไดย้ กเลกิ ระบบการเกบ็ ภาษแี บบเกา่ ทใ่ี หเ้ จา้ ภาษี
นายอากรเป็นผู้ผูกขาดการเก็บภาษีมาเป็นแบบใหม่ โดยให้เทศาภิบาลเป็นผู้จัดเก็บเอง ซ่ึงท�ำให้เงิน
ผลประโยชนข์ องแผ่นดินเพ่ิมขน้ึ มาก
ทางดา้ นการศกึ ษา ปรากฏวา่ การจดั การศกึ ษาในเมอื งนครศรธี รรมราชเจรญิ กา้ วหนา้ อยา่ ง-
รวดเร็ว ราษฎรให้ความสนใจเข้ามาศึกษาเล่าเรียนมากกว่าหัวเมืองใด ๆ ในมณฑลนี้ นอกจากการจัดตั้ง
โรงเรยี นตามวดั ตา่ ง ๆ แลว้ ยงั ไดจ้ ดั ตง้ั โรงเรยี นฝกึ หดั ครขู นึ้ ทว่ี ดั ทา่ โพธเ์ิ มอ่ื ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ใชช้ อื่ วา่ โรงเรยี น
ฝึกหัดครเู มืองนครศรธี รรมราช เพอ่ื ผลติ ครอู อกไปสอนตามโรงเรยี นตา่ ง ๆ ในเมอื งนครศรธี รรมราช และ
หัวเมืองอื่น ๆ ในมณฑลน้ี บคุ คลสำ� คัญในการจัดการศกึ ษาแบบใหมน่ ี้ คือ พระรตั นธชั มนุ ี (ท่านม่วง)
ทางดา้ นการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง พระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ ไดจ้ ดั ตง้ั กองตำ� รวจ
ภธู รขน้ึ ซง่ึ ในระยะแรกเรยี กวา่ “พลตระเวน” ใหป้ ระจำ� อยทู่ อ่ี ำ� เภอเมอื งและอำ� เภอปากพนงั เพอื่ ปราบปราม
โจรผู้ร้าย และยังใช้วิธีปราบปรามโจรผู้ร้ายด้วยการส่งเสริมให้คนดีท่ีราษฎรเคารพนับถือได้เป็นก�ำนัน
ผใู้ หญบ่ า้ น และลงโทษผกู้ ระทำ� ความผดิ โดยยดึ ถอื กฎหมายอยา่ งเครง่ ครดั โดยไมเ่ กรงกลวั อทิ ธพิ ลของผใู้ ด
จากนโยบายนที้ ำ� ใหโ้ จรผรู้ า้ ยในเมอื งนครศรธี รรมราชตลอดไปถงึ พทั ลงุ และสงขลาราบคาบลงเปน็ อนั มาก
ทางด้านคมนาคม ได้สร้างสะพาน ถนนหนทางและขุดคลองขึ้นมากมาย เพ่ือให้ราษฎร
ไปมาติดต่อกันได้สะดวกทั้งยังเป็นการส่งเสริมด้านการค้าขายและการเกษตรกรรมอีกด้วย ผลงานของ
พระยาสุขุมนัยวินิตที่ยังปรากฏอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชจนทุกวันนี้ เช่นถนนราชด�ำเนินจากท่าแพ
มาถึงประตูชัย ถนนรอบก�ำแพงเมือง ถนนเลียบคลองท่าแพไปถึงปากน้�ำปากพูน เพื่อให้รับกับท่าเรือ
ท่ีสร้างขึ้นใหม่ที่น่ัน มีการขุดคลองจากบางจากไปออกแม่น้�ำปากพนัง (ชื่อว่า “คลองสุขุม”) และ
คลองระโนด เป็นต้น นอกจากน้ีพระยาสุขุมวินิตยังได้ก่อสร้างส่ิงสาธารณประโยชน์ข้ึนในเมืองนครศรี-
ธรรมราช ด้วยการขอความร่วมมือจากราษฎรซ่ึงได้รับความส�ำเร็จเป็นอันดี พระยาสุขุมนัยวินิตเป็นทั้ง
นกั ปกครองและนกั พฒั นาทม่ี คี วามสามารถ จงึ ทำ� ใหเ้ มอื งนครศรธี รรมราชในสมยั การจดั การปกครองแบบ
มณฑลเทศาภบิ าลมคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ ไปเป็นอันมาก
จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๙ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวโปรดเกลา้ ฯ ให้พระยา
สขุ มุ นยั วนิ ติ ไปดำ� รงตำ� แหนง่ เสนาบดกี ระทรวงโยธาธกิ าร และโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระยาชลบรุ านรุ กั ษม์ าดำ� รง
ต�ำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลแทน
70
ครนั้ พ.ศ. ๒๔๕๓ โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ มเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์
ด�ำรงต�ำแหน่งข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณในฐานะสมุหเทศาภิบาลนครศรีธรรมราช พ.ศ.๒๔๕๘ -
๒๔๖๘ ด�ำรงต�ำแหน่งอุปราชปกั ษใ์ ต้ มอี ำ� นาจบังคบั บัญชามณฑลสรุ าษฎร์ธานี มณฑลนครศรีธรรมราช
และมณฑลปตั ตานี (มณฑลปัตตานีแยกตวั จากมณฑลนครศรธี รรมราชในปี พ.ศ. ๒๔๔๗)
การบริหารการปกครองมณฑลนครศรีธรรมราช ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวรเ์ ปน็ งานสานตอ่ การปฏริ ปู มณฑลนครศรธี รรมราช ตามแนวทางทไี่ ดว้ างไวต้ งั้ แต่
รชั กาลท่ี ๕ ทำ� ใหก้ ารคมนาคม การเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม มคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ และเปน็ ระบบระเบยี บขน้ึ
การตดิ ตอ่ สอื่ สารซง่ึ สมยั กอ่ นหนา้ นใี้ ชเ้ รอื ชา้ ง มา้ และเกวยี น เปน็ พาหนะในการขนสง่ เปลย่ี นมาใชร้ ถไฟ
เปน็ พาหนะขนสง่ มไี ปรษณยี โ์ ทรเลข มโี ทรศพั ทท์ สี่ ามารถตดิ ตอ่ กรงุ เทพฯ หรอื สงิ คโปรไ์ ดส้ ะดวก ทรงเสนอ
ความเหน็ ใหม้ กี ารสรา้ งถนนหลวงสายใหญเ่ ดนิ คกู่ บั ทางรถไฟสายใต้ โดยถนนทสี่ รา้ งนจ้ี ะตอ้ งตดั ผา่ นหมบู่ า้ น
สำ� คญั ๆ แตไ่ มห่ า่ งจากทางรถไฟมากกวา่ ๒๐ เสน้ และสรา้ งถนนยอ่ ยไปยงั หมบู่ า้ นตา่ ง ๆ เปน็ ทางเกวยี น
เพื่อขนถ่ายสนิ ค้ามาป้อนรถไฟ
ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปล่ียนแปลงระบบบริหาร
การเทศาภบิ าลทใ่ี กลเ้ คยี งขนึ้ เปน็ ภาค จงึ ไดร้ วมมณฑลสรุ าษฎรธ์ านี นครศรธี รรมราช และปตั ตานี เปน็ ภาค
ปกั ษใ์ ต้ โปรดเกลา้ ฯ ให้สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอเจ้าฟา้ ฯ กรมหลวงลพบุรรี าเมศวรเ์ ปน็ อปุ ราชปักษ์ใต้
มีอ�ำนาจเหนือสมุหเทศาภิบาล มีหน้าที่บังคับบัญชาตรวจตรา แนะน�ำราชการ ทรงด�ำรงต�ำแหน่งนี้ถึงปี
พ.ศ. ๒๔๖๘ จงึ ไปร้ังต�ำแหนง่ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดใหย้ บุ เลกิ ตำ� แหนง่ อปุ ราชภาค
ให้มณฑลเทศาภิบาลกับไปข้ึนสังกัดกระทรวงมหาดไทยตามเดิม นครศรีธรรมราชจึงอยู่ภายใต้การบังคับ
บัญชาของสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช จนกระทั่งมีการเปล่ียนแปลงการปกครองใน พ.ศ.
๒๔๗๕ ครน้ั ถงึ พ.ศ. ๒๔๗๖ จงึ ยบุ เลกิ มณฑลใหม้ ฐี านะเปน็ จงั หวดั โดยมณฑลนครศรธี รรมราชถกู ยกเลกิ
ให้เปน็ จงั หวดั สงขลา พัทลงุ และนครศรธี รรมราช จนถงึ ปัจจบุ นั
71
แผนทีส่ ภาพมณฑลนครศรีธรรมราช เขยี นขนึ้ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐)
ทม่ี า : “แผนทส่ี ยาม แสดงเขตประเทศ เขตมณฑล ท่ีตงั้ ท่วี า่ การรฐั บาลมณฑล ท่ตี ั้งทว่ี า่ การจังหวัด”, เอกสาร
หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ, ผ รล. ๐๘๐/๑๙.
๔. สงครามมหาเอเชียบูรพา14
พ.ศ. ๒๔๘๒ เกดิ วกิ ฤตการณส์ งครามโลกครง้ั ที่ ๒ ขนึ้ ในทวปี ยโุ รป สงครามครงั้ นเี้ กดิ ขนึ้ สบื เนอื่ งจาก
ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์และสัญญาสันติภาพฉบับอื่น ๆ ซึ่งท�ำภายหลังสงครามโลก
ครั้งที่ ๑ เยอรมนีและชาติผู้แพ้สงครามถูกบังคับให้ลงนามในสัญญาที่ตนเสียเปรียบ รวมถึงการเติบโต
ของลทั ธทิ างทหารหรอื ระบบเผดจ็ การ มผี นู้ ำ� หลายประเทศสรา้ งความเขม้ แขง็ ทางทหาร และสะสมอาวธุ
รา้ ยแรงตา่ ง ๆ เกดิ จากความลม้ เหลวขององคก์ ารสนั นบิ าตชาติ การทำ� หนา้ ทร่ี กั ษาสนั ตภิ าพไมป่ ระสบผล
สำ� เรจ็ และการเกดิ ความขดั แยง้ ในอดุ มการณท์ างการเมอื ง แนวความคดิ ของผนู้ ำ� ประเทศทน่ี ยิ มลทั ธทิ างทหาร
ได้แก่ ฮิตเลอร์ ผู้น�ำลัทธินาซีของเยอรมนี และเบนนิโต มุสโสลินี ผู้น�ำลัทธิฟาสซีสม์ของอิตาลี ทั้งสอง
ตอ่ ตา้ นแนวความคดิ เสรนี ยิ มและระบบการเมอื งแบบรฐั สภาของชาตยิ โุ รป แตใ่ หค้ วามสำ� คญั กบั พลงั ของ
ลทั ธชิ าตนิ ยิ ม ความเขม้ แขง็ ทางทหาร และอำ� นาจผนู้ ำ� มากกวา่ ขว้ั อำ� นาจของสงครามฝา่ ยหนง่ึ คอื ฝา่ ยอกั ษะ
มเี ยอรมนแี ละอติ าลเี ปน็ ผนู้ ำ� กบั อกี ฝา่ ยหนง่ึ คอื ฝา่ ยสมั พนั ธมติ ร มสี หราชอาณาจกั ร ฝรงั่ เศส สหรฐั อเมรกิ า
และสหภาพโซเวียตเป็นผู้น�ำ สงครามได้ขยายตัวออกนอกทวีปยุโรปขยายขอบเขตกว้างขวางไปทั่วโลก
ญปี่ นุ่ เขา้ รว่ มกบั ฝา่ ยอกั ษะดว้ ยแนวคดิ หลกั คอื ตอ้ งการขบั ไลจ่ กั รวรรดนิ ยิ มออกจากทวปี เอเชยี (ซงึ่ ประเทศ
จักรวรรดินยิ มที่เข้ายดึ ครองดินแดนตา่ ง ๆ ในเอเชียขณะนน้ั ลว้ นอยฝู่ ่ายสัมพันธมิตร)
14 คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอ�ำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ฯ, วฒั นธรรม พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปญั ญา จงั หวดั นครศรี-
ธรรมราช. โรงพมิ พ์คุรุสภาลาดพร้าว : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๔, หน้า ๗๖.
72
อนุสาวรียว์ รี ไทย
สงครามโลกไดล้ ุกลามเขา้ สู่ทวีปเอเชีย ญ่ีป่นุ ยกพลขึน้ บกพรอ้ มกนั ในสิงคโปร์ อนิ โดนีเซยี มลายู
และประเทศไทย เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ซ่ึงเป็นเวลาเดียวกันกับท่ีโจมตีฐานทัพ
เรอื เพริ ล์ ฮาเบอรข์ องสหรฐั อเมรกิ า เฉพาะประเทศไทยญปี่ นุ่ ยกพลขนึ้ บกพรอ้ มกนั ทสี่ มทุ รปราการ ประจวบ-
ครี ขี นั ธ์ ชมุ พร สรุ าษฎรธ์ านี สงขลา ปตั ตานี นครศรธี รรมราช และปราจนี บรุ ี โดยทฝ่ี า่ ยไทยไมไ่ ดค้ าดคดิ
มาก่อน ในช่วงเวลาน้ันบริเวณของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่ตั้งกองก�ำลังส�ำคัญของภาคใต้ คือ
มณฑลทหารบกท่ี ๖ ในเวลานนั้ มพี ลตรหี ลวงเสนาณรงคเ์ ปน็ ผบู้ ญั ชาการมณฑล เชา้ วนั เกดิ เหตไุ ดร้ บั แจง้
ขา่ วจากนายไปรษณยี น์ ครศรธี รรมราชวา่ ญปี่ นุ่ ไดส้ ง่ เรอื รบประมาณ ๑๕ ลำ� มาลอยลำ� ในอา่ วสงขลาและ
ได้ยกพลข้ึนบกท่ีเมืองสงขลา พลตรีหลวงเสนาณรงค์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ จึงสั่งการรับศึก
และส่ังให้เตรียมก�ำลังเคลื่อนย้ายไปสนับสนุนกองทัพสงขลาโดยด่วน ขณะเตรียมการอยู่นั้นก็ได้รับแจ้ง
จากพลทหารวา่ กองทหารญปี่ นุ่ กำ� ลงั ยกพลขนึ้ บกเขา้ ทางคลองทา่ แพ ทบี่ า้ นทา่ แพ ตำ� บลปากพนู อำ� เภอ
เมอื ง ผบู้ ญั ชาการมณฑลจงึ สงั่ การใหท้ กุ คนทำ� การตอ่ สอู้ ยา่ งเตม็ กำ� ลงั โดยความมงุ่ หมายทจี่ ะมใิ หก้ องทหาร
73
บริเวณทา่ แพซ่งึ เป็นท่ีกองทหารญปี่ ุน่ ยกเขา้ มาและไดป้ ะทะกับกองทหารไทย สะพานทา่ แพท่ีหกั พงั น้ี
กองทหารญปี่ ุ่นไดล้ ำ� เลียงพลมาขึ้นทนี่ ี่ (๒๕-๒๖ ธนั วาคม ๒๔๘๔ ภาพจากหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต)ิ
ภาพ : https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_9438
ญ่ีปุ่นเข้ายึดโรงทหารได้เป็นอันขาด การสู้รบระหว่างทหารไทย ยุวชนทหาร15 กับทหารญี่ปุ่นเป็นไป
ในลักษณะประจัญหน้า พ้ืนท่ีบรเิ วณสรู้ บต้ังอยูใ่ นแนวเขตทหารดา้ นเหนือกับบรเิ วณตลาดท่าแพ มีถนน
ราชดำ� เนนิ ผา่ นพน้ื ทใี่ นแนวเหนอื - ใต้ การรบทำ� ไดไ้ มส่ ะดวกนกั เพราะตลอดเวลาตง้ั แต่ ๐๗.๐๐ - ๑๐.๐๐ น.
ฝนไดต้ กลงมาอยา่ งหนกั
เวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. เศษ ผู้บงั คบั บญั ชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ ได้รบั โทรเลขจากรัฐบาล
มีคำ� สงั่ ใหย้ ตุ กิ ารรบ การตอ่ สรู้ ะหวา่ งทหารไทยกบั ทหารญปี่ นุ่ จงึ ยตุ ลิ ง ผบู้ ญั ชาการมณฑลทหารบกท่ี ๖
สง่ั ใหน้ ำ� กำ� ลงั ยวุ ชนทหารกลบั และตดิ ตอ่ ใหญ้ ปี่ นุ่ สง่ ผแู้ ทนมาเจรจาเพอ่ื ตกลงกนั ในรายละเอยี ด ผลการเจรจา
ยตุ กิ ารรบโดยสรปุ มดี งั น้ี
15 กลมุ่ เยาวชนทีอ่ าสาสมคั รร่วมตอ่ สกู้ บั ทหารญ่ีปนุ่
74
๑. ฝ่ายญี่ปุ่นขอให้ถอนทหารไทยจากที่ตั้งปกติไปให้พ้นแนวคลองสะพานราเมศวร์ ให้เสร็จสิ้น
ภายในเวลา ๓ ช่วั โมง เพราะญป่ี ุ่นต้องการใช้สนามบินโดยดว่ น
๒. ฝา่ ยไทยยนิ ยอมใหห้ นว่ ยทหารญปี่ นุ่ เขา้ พกั อาศยั ในโรงทหารของไทยไดท้ งั้ หมด โดยฝา่ ยไทย
รวมทง้ั ครอบครวั นายทหารและนายสบิ จะยา้ ยไปพกั ในบรเิ วณตวั เมอื งนครศรธี รรมราช โดยอาศยั ตามโรงเรยี น
วัดและบ้านพักขา้ ราชการ เปน็ ตน้
๓. ฝ่ายไทยขอขนอาวุธและสัมภาระติดตัวไปด้วย ยกเว้นอาวุธหนัก กระสุน วัตถุระเบิด และ
น�้ำมนั เชื้อเพลงิ บางส่วน ตลอดจนเครือ่ งบิน แต่ฝ่ายญป่ี ุ่นไมย่ นิ ยอม
๔. ฝ่ายญปี่ ่นุ แสดงความเสยี ใจท่ไี ดม้ ีการสรู้ บกัน มีความรู้สึกเห็นใจ และยกย่องชมเชยวรี กรรม
ของทหารไทย
ผลของการยกพลข้ึนบกท่ีนครศรีธรรมราชคร้ังนี้ฝ่ายไทยสูญเสียชีวิต ๓๘ คน เป็นนายทหาร
สัญญาบัตร ๓ คน นายทหาร ๓ คน พลทหาร ๓๒ คน ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ทราบจ�ำนวน ภายหลังเสร็จส้ิน
สงครามมหาเอเชยี บรู พา ชาวนครศรธี รรมราชไดร้ ว่ มใจกนั สรา้ งอนสุ าวรยี ว์ รี ไทยขน้ึ อนสุ าวรยี น์ มี้ ลี กั ษณะ
เปน็ รปู ทหารถอื ปนื และมดี าบปลายปนื ในทา่ ออกศกึ ซงี่ ออกแบบและปน้ั โดยนายสนน่ั ศลิ ากรณ์ ขา้ ราชการ
กรมศิลปากรในสมัยนั้น อนุสาวรีย์วีรไทยตั้งอยู่ในค่ายวชิราวุธ เม่ือ พ.ศ.๒๔๙๒ เป็นต้นมา ปัจจุบัน
ชาวนครศรธี รรมราชยังรำ� ลกึ ถงึ วีรกรรมคร้ังนนั้ จึงได้ร่วมทำ� บญุ ตกั บาตรและวางพวงมาลา ณ อนุสาวรยี ์
ทกุ วันที่ ๘ ธนั วาคม ซึง่ ถอื เปน็ “วันวรี ไทย”
๕. งานฉลองกึ่งพทุ ธกาล16
แนวคดิ เรอ่ื งกงึ่ พทุ ธกาลเปน็ ความเชอ่ื ทว่ี า่ พทุ ธศาสนาของพระพทุ ธโคดม (พระพทุ ธเจา้ องคป์ จั จบุ นั )
จะมีอายุ ๕๐๐๐ ปี ในช่วงคร่ึงแรกของพุทธศาสนา คือ ๒๕๐๐ ปีแรก จะเป็นช่วงที่พุทธศาสนามีความ
เจริญรุ่งเรืองมีผู้ให้ความนับถือจ�ำนวนมาก จน พ.ศ. ๒๕๐๐ หรือเรียกว่าก่ึงพุทธกาล จะมีความเชื่อว่า
พทุ ธศาสนาเส่อื มลงจนถงึ พ.ศ. ๕๐๐๐ กจ็ ะเกิดศาสนาใหมใ่ นยคุ พระศรีอารยเมตตรัย ความเชื่อนี้ส่งผล
ใหเ้ กดิ ปฏกิ ริ ยิ าตา่ ง ๆ ในประเทศทมี่ กี ารนบั ถอื ศาสนาพทุ ธ ทเ่ี หน็ ไดช้ ดั คอื การจดั งานฉลอง ๒๕ พทุ ธศตวรรษ
ในหลายประเทศ เชน่ อินเดยี เมยี นมาร์ ลงั กา จนี ไทย ฯลฯ
กลา่ วเฉพาะประเทศไทยในสมยั นน้ั มี จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม เปน็ นายกรฐั มนตรี ไดจ้ ดั งานฉลอง
๒๕ พทุ ธศตวรรษ หรอื งานฉลองกงึ่ พทุ ธกาลอยา่ งยงิ่ ใหญ่17 เปน็ เวลา ๗ วนั ๗ คนื ตง้ั แตว่ นั ที่ ๑๒ - ๑๘
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ภาพรวมของงานมกี ารประกอบพธิ อี ปุ สมบทพระภกิ ษทุ วั่ ราชอาณาจกั ร ๒,๕๐๐ รปู
มพี ธิ แี หแ่ ละพระสงฆเ์ จรญิ พระพทุ ธมนตท์ ง้ั ๗ คนื รปู แบบการเปดิ งานนนั้ รฐั บาลเนน้ ใหเ้ หน็ ถงึ ความยงิ่ ใหญ่
และหวงั ผลดา้ นจติ ใจเปน็ สำ� คญั เมอ่ื ถงึ เชา้ วนั ที่ ๑๓ พฤษภาคม ซงึ่ จะเปน็ วนั วสิ าขบชู า เวลา ๐๖.๐๐ น.
16 เกบ็ ความจาก พัชรลดา จลุ เพชร, แนวคิดเร่อื งกง่ึ พทุ ธกาลในสงั คมไทย พ.ศ.๒๔๗๕ – ๒๕๐๐, วิทยานพิ นธ์
ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.๒๕๔๘.
17 ในการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษมีหลักฐานยืนยันว่ามาจากความคิดของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เปน็ ผูเ้ สนอให้มีการจดั งานฉลองกึง่ พุทธกาลขึ้น ตอ่ มามกี ารเปลีย่ นชอื่ จาก “งานฉลองกึง่ พทุ ธกาล” เป็น “งานฉลอง ๒๕
พทุ ธศตวรรษแหง่ พทุ ธกาล” และมกี ารเปลยี่ นชอื่ เรยี กการจดั งานตอ่ มาอกี หลายครงั้ จนกระทงั่ มาใชช้ อื่ วา่ “งานฉลอง ๒๕
พทุ ธศตวรรษ”
75
โปสเตอร์ร่วมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ
ที่มา : พัชรลดา จุลเพชร. แนวคิดเร่ืองกึ่งพุทธกาลในสังคมไทย พ.ศ.๒๔๗๕ - ๒๕๐๐. วิทยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าประวัตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ พ.ศ.๒๕๔๘. หนา้ ๖๔
อา้ งจาก หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ (หจช.ศธ.๐๗๐๑.๑๐/๘)
พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และวิทยุกระจายเสียงทุกสถานี
รับถ่ายทอดพร้อมกันไปท่ัวประเทศ วัดต่าง ๆ ย่�ำฆ้อง กลองระฆัง โรงงานต่าง ๆ เปิดหวูด เครื่องบิน
ของกองทพั อากาศโปรยขา้ วตอกดอกไม้ ประชาชนทวั่ ไปทำ� พธิ แี ผเ่ มตตา ทง้ั เสยี งกลอง เสยี งหวดู เสยี งสวด
และการโปรยข้าวตอกดอกไม้ลงมาจากอากาศน้ัน ก็เป็นการเพียงพอแล้วที่จะท�ำให้ผู้พบเห็นรู้สึกได้ถึง
ความยงิ่ ใหญข่ องพธิ ฉี ลองนี้ ในสว่ นภมู ภิ าคนน้ั ไดใ้ หว้ ดั ตา่ ง ๆ ทวั่ ประเทศรว่ มจดั งานฉลองดว้ ยโดยดำ� เนนิ การ
ไปตามความเหมาะสมของแต่ละทอ้ งถ่นิ
76
นอกจากน้ีรัฐบาลได้ด�ำเนินโครงการรวมกับการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษหรืองานฉลอง
กง่ึ พทุ ธกาลนดี้ ว้ ย ทสี่ ำ� คญั คอื การสรา้ งพทุ ธมณฑลทอี่ ำ� เภอนครชยั ศรี จงั หวดั นครปฐม ซงึ่ มเี นอ้ื ที่ ๒,๕๐๐ ไร่
มพี ระพทุ ธรปู ปางลลี าเปน็ พระประธาน อนั เปน็ สญั ลกั ษณแ์ หง่ ความกา้ วหนา้ ของพระพทุ ธศาสนา พทุ ธมณฑลนนั้
มอี าณาบรเิ วณอนั กวา้ งใหญ่ มถี นนตา่ ง ๆ ตดั ผา่ น ๘ สาย ภายในมกี ารปลกู พนั ธไ์ุ มท้ สี่ ำ� คญั และเกยี่ วขอ้ ง
กับพุทธศาสนา มีภาพแกะสลักและจ�ำหลักแสดงถึงพระพุทธประวัติ พุทธบัญญัติ พุทธานุศาสน์ต่าง ๆ
มโี ครงการสรา้ งทางหลวงจงั หวดั ทางหลวงแผน่ ดนิ การสรา้ งเขอื่ นเพอื่ การชลประทาน เชน่ เขอ่ื นเจา้ พระยา
เข่ือนไฟฟ้าพลังน้�ำตกที่เขายันฮี การเร่งด�ำเนินการให้มีไฟฟ้า ประปา ใช้ท่ัวกันอย่างน้อยในเขตเทศบาล
หรอื ทกุ อำ� เภอ สง่ิ เหลา่ นเ้ี ปน็ สงิ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ เพอ่ื รว่ มฉลองความกา้ วหนา้ ของพทุ ธศาสนาและเพอื่ เปน็ อนสุ รณ์
ในการสร้างความเจรญิ แกป่ ระเทศชาติ
อนงึ่ สง่ิ ทร่ี ฐั บาลกำ� ลงั ดำ� เนนิ การนเี้ ปน็ เสมอื นตวั แทนแหง่ ความกา้ วหนา้ ของพทุ ธศาสนา กลา่ ว
อกี นยั หนงึ่ คอื กง่ึ พทุ ธกาล เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ แหง่ การสถาปนาความกา้ วหนา้ ของพทุ ธศาสนาอยา่ งเปน็ รปู ธรรม
ทสี่ ดุ โดยการบรรจสุ ญั ลกั ษณต์ า่ ง ๆ ในงานเฉลมิ ฉลองนใ้ี นรปู ของโครงการทก่ี ลา่ วมา เพอ่ื ลบความเชอื่ วา่
กึง่ พทุ ธกาลเป็นจุดเริม่ ตน้ ของความเส่ือมของพทุ ธศาสนานน่ั เอง
ส�ำหรับการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษในส่วนภูมิภาคนั้น มีหลักการจัดงานคล้ายกับการ
จดั งานในสว่ นกลาง รฐั บาลไดก้ ำ� หนดใหจ้ งั หวดั ทม่ี ปี ชู นยี สถานทส่ี ำ� คญั คอื นครปฐม สกลนคร สรุ าษฎรธ์ านี
ลำ� พนู สระบรุ ี นครพนม สมุทรปราการ อยธุ ยา พิษณุโลก สุโขทัย เชยี งใหม่ และนครศรีธรรมราช จดั งาน
ฉลองมกี �ำหนด ๗ วนั
๖. มหาวาตภัยแหลมตะลุมพุก (พ.ศ. ๒๕๐๕)
เป็นเหตุการณ์ส�ำคัญที่เกิดข้ึนระหว่างวันท่ี ๒๔ - ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ประเด็นส�ำคัญคือ
การเกดิ ลมพายโุ ซนรอ้ นแฮเรยี ตซงึ่ เปน็ พายหุ มนุ พดั เขา้ พนื้ ทภี่ าคใตต้ อนกลาง โดยมคี วามเรว็ ลมประมาณ
๙๐ กม.ตอ่ ชวั่ โมง ทง้ั แรงลมทพี่ ดั ใสอ่ าคารบา้ นเรอื นโยกคลอน หลงั คาหลดุ ปลวิ และลอยทวั่ ไปทงั้ ภาคใต้
ผ่ังตะวันตก ประกอบกับแรงคล่ืนยักษ์ซ่ึงสูงกว่า ๒ - ๓ เมตร ยังโถมพัดเข้าใส่แหลมตะลุมพุกจนหมู่บ้าน
ชาวประมง (อำ� เภอปากพนงั ) พายโุ ซนรอ้ นแฮเรยี ตเรมิ่ พดั เขา้ ใสภ่ าคใตต้ อนกลางตง้ั แตว่ นั ที่ ๑๕ ตลุ าคม
๒๕๐๕ ตงั้ แตย่ งั เปน็ ดเี ปรสชน่ั จนทวคี วามรนุ แรงขนึ้ เรอื่ ย ๆ จนถงึ บา่ ยวนั ท่ี ๒๕ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เวลา
ประมาณ ๑๖.๐๐ น. ทางขอบฟา้ ตะวนั ออกและทศิ ใตก้ พ็ ลนั มดื ครม้ึ เหมอื นอยา่ งผนื มา่ นกนั้ แลว้ เกดิ เปน็
สาย ๆ หลายสายแบบลมงวงชา้ งหรอื ลมปอ่ งหรอื ลมหางหนู แตค่ รง้ั นม้ี เี กดิ หลายสายอยา่ งไมเ่ คยมมี ากอ่ น
จากน้นั ฝนยงั ตกหนกั ตอ่ ไปจนค่ำ� เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. ก็เกิดมลี มพัดอู้แรงจากทางทศิ เหนือ
บ้านหลายหลังเร่ิมพัง ในขณะที่ทางทิศเหนือนั้นปรากฏเป็นเสียงดังล่ัน เห็นแสงสว่างจ้าและน้�ำก็ไหล
เชย่ี วกรากเป็นฟองแตกพุง่ เข้าใสช่ ุมชนท่ีต้งั อยู่ตามแนวชายฝง่ั โดยเฉพาะบริเวณแหลมตะลุมพุก ลม ฝน
และนำ้� คลน่ื ยกั ษจ์ ากทางทศิ เหนอื นพ้ี ดั กระหนำ�่ อยปู่ ระมาณ ๑ ชวั่ โมงแลว้ สงบลง ผคู้ นเกดิ สบั สนอลหมา่ น
บา้ นพงั บา้ งแลว้ ทเ่ี จบ็ ตายกช็ ว่ ยเหลอื กนั ไป ทยี่ งั รอดอยตู่ า่ งกอ็ พยพไปอยบู่ า้ นหลงั ทใี่ หญม่ น่ั คงแขง็ แรงกวา่
ลมพายทุ พี่ ดั เขา้ ชายฝง่ั สงบลงประมาณ ๕ นาที จากนนั้ นำ�้ ทที่ ว่ มอยปู่ ระมาณ ๒ - ๓ เมตร ลดไปเพยี ง ๑ คบื
ก็บังเกิดลมพัดเข้ามาใหม่ คราวน้ีท้ังแรงกว่าและระดับคลื่นก็สูงกว่าบ้านที่ถูกท้ิงโยกไว้น้ันพังในพริบตา
ขณะท่ีบ้านหลังม่ันคงซึ่งเป็นจุดอพยพของคน ค่อย ๆ ถูกน้�ำท่วมท้นจนมิด หรือไม่ก็หลุดลอยหลายหลัง
77
สภาพของแหลมตะลมุ พุก หลงั จากถูกพายุโซนร้อน HARRIET พดั ข้นึ ฝ่งั ทแ่ี หลมตะลมุ พกุ อำ� เภอปากพนงั
จังหวดั นครศรธี รรมราช เมอื่ วนั ท่ี ๒๕ ตลุ าคม ๒๕๐๕
เสน้ ทางการเคลือ่ นตัวพายุโซนรอ้ นแฮเรยี ตขณะพดั เขา้ สปู่ ระเทศไทย
ข้อมูลและภาพ https://th.wikipedia.org/wiki/พายโุ ซนรอ้ นแฮเรยี ต
78
ถูกคล่ืนซัดพาลงไปกลางทะเล แต่ละหลังล้วนแต่มีผู้คนแออัดยัดเยียดติดไปด้วย จากค�ำบอกเล่าของ
ผรู้ อดชวี ติ เลา่ วา่ ตา่ งกระเสอื กกระสนดนิ้ รน พายแุ ละคลน่ื ลมระลอกหลงั นพี้ ายพุ ดั อยอู่ กี ๑ ชวั่ โมง จงึ สงบ
พร้อมกับระดับน�้ำที่ลดลงท้ิงซากผู้คนสิ่งของท่ีลอยไว้ตามยอดมะพร้าวและป่าแสม รวมทั้งผู้ท่ีรอดชีวิต
ทง้ั หลายดว้ ย สว่ นบนพนื้ นน้ั ซากศพ อาคารบา้ นเรอื นสง่ิ ของตา่ ง ๆ ระเกะระกะไปทว่ั
มหาวาตภยั ทแี่ หลมตะลมุ พกุ คราวนน้ั มคี นตายและสญู หายถงึ ๑,๐๓๐ คน บาดเจบ็ ๔๒๒ คน
ไรท้ อี่ ยอู่ าศยั ๑๖,๑๗๐ คน อาคารบา้ นเรอื นทวั่ ทง้ั จงั หวดั พงั ทงั้ หลงั ๒๒,๒๙๖ หลงั ชำ� รดุ ๕๐,๗๗๕ หลงั
สวนยางสวนผลไมเ้ สยี หายประมาณ ๗๙๑ ล้านต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมี
พระบรมราชานเุ คราะหผ์ ปู้ ระสบวาตภยั ในครง้ั นหี้ ลาย ๆ ประการ รวมทงั้ การกอ่ กำ� เนดิ ของมลู นธิ ริ าชประชา-
นุเคราะหก์ เ็ กดิ ขนึ้ ในคร้ังนเ้ี ชน่ กนั 18
หลงั เหตกุ ารณใ์ นครง้ั นน้ั สง่ ผลใหต้ น้ ไมใ้ หญท่ งั้ ในพน้ื ทปี่ า่ ตน้ นำ้� พน้ื ทป่ี า่ พรุ และพนื้ ทอี่ นื่ ๆ ในพน้ื ท่ี
ภาคใตต้ อนกลางรวมทง้ั อำ� เภอเมอื ง นครศรธี รรมราช โคน่ ลม้ ลงเปน็ จำ� นวนมาก วา่ กนั วา่ หลงั เกดิ มหาวาตภยั
ครง้ั นร้ี ฐั บาลไดเ้ ปดิ โอกาสใหบ้ รษิ ทั เอกชนเขา้ ไปสมั ปทานไมท้ โี่ คน่ ลม้ และใชเ้ วลาอยหู่ ลายปกี วา่ จะขนไม้
ทล่ี ม้ ครงั้ นอี้ อกจากปา่ ไดท้ ง้ั หมด นน่ั ยอ่ มแสดงวา่ จำ� นวนไมค้ งมอี ยมู่ าก หลงั จากนนั้ ชาวบา้ นไดเ้ รมิ่ เขา้ มา
จบั จองปา่ เพอ่ื ปลกู ยางพารา ในกรณขี องปา่ พรหุ ลงั เกดิ มหาวาตภยั กเ็ กดิ ไฟไหมป้ า่ ภาวะแหง้ แลง้ และไมเ้ สมด็
ขน้ึ มาแทนไมใ้ หญ่ และจากขอ้ สนั นษิ ฐานของชาวบา้ นเชอ่ื วา่ การเกดิ ขน้ึ ของไมเ้ สมด็ เปน็ ผลใหน้ ำ้� ในปา่ พรุ
เปรย้ี ว และท�ำการเกษตรไม่คอ่ ยไดร้ บั ผลเท่าทีค่ วร
๗. ขบวนการคอมมวิ นิสต์แห่งประเทศไทย
ความขดั แยง้ ทางอดุ มการณ์ทางการเมอื งทส่ี ืบเนอื่ งมาระหว่างสงครามโลกครงั้ ที่ ๑ และช่วงหลัง
สงครามโลกครงั้ ที่ ๒ ไดแ้ กอ่ ดุ มการณป์ ระชาธปิ ไตยซงึ่ มสี หรฐั อเมรกิ าเปน็ ผนู้ ำ� และอดุ มการณค์ อมมวิ นสิ ต์
ซ่ึงมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้น�ำ ได้ขยายวงกว้าง ประเทศผู้น�ำอุดมการณ์ทางการเมืองแต่ละฝ่าย พยายาม
ชวนเช่ือว่าความคิดของฝ่ายตนเป็นส่ิงถูกต้อง พร้อมท้ังกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้ร้าย ความขัดแย้ง
ลกุ ลามมาสเู่ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ มหาอำ� นาจทง้ั สองฝา่ ยจงึ ประลองกำ� ลังกันในสมรภมู ิอนิ โดจนี
ส�ำหรับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์นั้นได้ขยายเข้าสู่ประเทศไทย ในช่วงคร่ึงหลังของพุทธศตวรรษ
ที่ ๒๕ ในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยนับเป็นพื้นที่ที่เอื้ออ�ำนวยแก่การพ�ำนักล้ีภัย และเผยแพร่
อดุ มการณส์ งั คมนยิ มคอมมวิ นสิ ต1์ 9 สบื เนอ่ื งจากในชว่ งเวลานน้ั (ทศวรรษ ๒๔๖๐) ยงั ไมม่ กี ารออกกฎหมาย
หรอื วางมาตรการใด ๆ ในอันท่จี ะตอ่ ต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ในทางกลบั กันรัฐบาลไทยกลับมคี วามใจกว้าง
มองการอพยพเข้ามาลี้ภัยของคนเวียดนามและจีน ว่าเป็นการหนีเข้ามาของพวกขบวนการกู้ชาติต่อต้าน
ลัทธิอาณานิคม ประการต่อมา ประเทศไทยมีชนกลุ่มน้อยเวียดนามและจีนเป็นจ�ำนวนมากพอส�ำหรับ
เป็นแหล่งของการช่วยเหลือด้านการเงิน ท่ีพักอาศัย และแรงงานแก่ขบวนการกู้ชาตินิยมคอมมิวนิสต์
เหตุดังกล่าวการเคลื่อนไหวของขบวนการคอมมวิ นิสต์จึงเป็นไปไดอ้ ย่างไมล่ �ำบาก
18 “วาตภัยแหลมตะลุมพุก” http://www.tungsong.com/NakhonSri/Nakhon_slogan /History/ his-
tory_nakhon๓.html เข้าถึงขอ้ มลู เมอื่ วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑.
19 พรพิรมณ์ เชียงกูล, “การเข้ามาของลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒”
วารสารสังคมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร์ ๓๓ (๑) : ๑ – ๑๒ (๒๕๕๐) หน้า ๓.
79
การเคลอื่ นไหวอยา่ งเปน็ รปู ธรรมและเปน็ กระแสการโฆษณาชวนเชอ่ื เพอื่ แสวงหามวลชน เกดิ ขนึ้
ในช่วงกลางของทศวรรษ ๒๕๑๐ (สว่ นหนงึ่ ของกระแสนถี้ กู สร้างข้นึ โดยเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ และ
๖ ตลุ า ๒๕๑๙) อดุ มการณค์ อมมวิ นสิ ตใ์ นประเทศไทยไดข้ ยายพนื้ ทอ่ี อกสชู่ นบทดำ� เนนิ การปฏวิ ตั ปิ ระเทศ
โดยการขยายฐานอ�ำนาจและช่วงชิงประชาชนมาเป็นของตน การขยายพ้ืนที่ออกสู่ชนบทในช่วงดังกล่าว
ฝ่ายคอมมิวนิสต์ต้องค้นหาพื้นที่ยุทธศาสตร์ท่ีเหมาะสมเพ่ือต้ังกองก�ำลังให้มั่นคง รวมถึงการหามวลชน
เพ่ิมเติม เพ่ือให้การปฏิวัติประสบผลดังที่ต้ังเป้า พ้ืนท่ียุทธศาสตร์จ�ำเป็นต้องมีคนและมีท่ีต้ังซ่ึงเป็นป่า
สมบรู ณ์ เชน่ ตามเทอื กเขาตา่ ง ๆ ทหี่ า่ งไกลอำ� นาจรฐั หรอื เจา้ หนา้ ทร่ี ฐั เขา้ ถงึ ไดย้ าก รวมถงึ สามารถตดิ ตอ่
กับคอมมวิ นิสตใ์ นพืน้ ทีอ่ ่นื ๆ ได้สะดวก
เฉพาะในภาคใต้มีขบวนการคอมมิวนิสต์เกิดข้ึนในเขตเทือกเขานครศรีธรรมราชตลอดแนวเขา
ตง้ั แต่ สรุ าษฎรธ์ านี นครศรธี รรมราช พทั ลงุ ตรงั สงขลา และสตลู โดยมฐี านทม่ี น่ั สำ� คญั เชน่ ตำ� บลกรงุ ชงิ
อ�ำเภอนบพิต�ำ จังหวัดนครศรีธรรมราช อ�ำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช อ�ำเภอพิปูน จังหวัด
นครศรีธรรมราช บ้านล�ำใน จังหวัดพัทลุง ชุมชนบ้านตระ (พ้ืนที่รอยต่อของจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล)
ต�ำบลปาล์มพัฒนา อ�ำเภอมะนัง จังหวัดสตลู เป็นตน้
เฉพาะพื้นที่อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีความเคลื่อนไหวของขบวนการคอมมิวนิสต์ในเขต
ต�ำบลท่าง้ิว เนื่องจากเป็นเขตป่าท่ีเช่ือมต่อกับเทือกเขานครศรีธรรมราช โดยเฉพาะท่ีบ้านขุนน้�ำ (ต้ังอยู่
ดา้ นหลงั เขามหาชยั ปจั จบุ นั คอื หมทู่ ่ี ๕ ตำ� บลทา่ งว้ิ ) การขยายตวั ของขบวนการคอมมวิ นสิ ตเ์ ปน็ ไปอยา่ ง
กว้างขวาง เพราะสอดคล้องกับนิสัยใจคอและบุคลิกของคนในพ้ืนที่ซ่ึงไม่เห็นด้วยกับการใช้อ�ำนาจรัฐ
ทไี่ มช่ อบธรรม จนเกดิ คำ� กลา่ วทว่ี า่ “ไมร่ บนาย ไมห่ ายจน” นบั เปน็ ประเดน็ สนบั สนนุ การเขา้ รว่ มขบวนการ
คอมมิวนิสต์ด้วยเหตุผลที่ว่าคนนครศรีธรรมราชมีความรู้สึกไม่ชอบ “นาย” ส่วนคอมมิวนิสต์ในเขต
ตัวเทศบาลเมอื งนครศรีธรรมราชนัน้ ก็มคี วามเคลอ่ื นไหวอยูบ่ า้ งแต่ไมช่ ัดเจนนกั สว่ นใหญเ่ ป็นกลมุ่ คนจีน
ซึง่ ให้การสนับสนนุ เงนิ ทุนเปน็ หลัก
ขบวนการคอมมิวนิสต์ยุติบทบาทในช่วงกลางทศวรรษ ๒๕๒๐ หลังการประชุมสมัชชาพรรค-
คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคร้ังที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๕ ตั้งแต่น้ันมาก็ยังไม่พบว่ามีขบวนการทางสังคมใด
จะมบี ทบาทตอ่ สงั คมเท่ากบั การเกิดขึน้ ของพรรคคอมมิวนสิ ตแ์ ห่งประเทศไทยอกี
80
พฒั นาการดา้ นการปกคบรททอ่ี ง๓
ทำ� เลทต่ี งั้ ของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชตงั้ อยบู่ นแนวสนั ทรายทเ่ี กดิ จากการทบั ถมของตะกอน
ทรายมานบั พนั ปี สนั ทรายพวกนกี้ วา้ งตามแนวตะวนั ออก-ตะวนั ตกประมาณ ๑ กโิ ลเมตร และยาวตามแนว
เหนือ - ใต้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ส�ำหรับพ้ืนที่รอบนอกชุมชนทางด้านตะวันออกและตะวันตกมีสภาพ
เปน็ ทลี่ มุ่ มนี ำ�้ ทว่ มขงั ซงึ่ มรี ะดบั ตำ่� กวา่ แนวสนั ทรายประมาณ ๒ - ๔ เมตร ดา้ นตะวนั ตกของสนั ทรายจะเปน็
“เทอื กเขานครศรธี รรมราช” ซงึ่ เปน็ ตน้ นำ�้ ทำ� ใหม้ ลี ำ� คลองไหลผา่ นสนั ทรายแลว้ ไหลลงสทู่ ะเล จงึ ทำ� หนา้ ที่
เป็นคูเมอื งปราการปอ้ งกนั เมอื ง และเปน็ แหล่งนำ้� จดื ในการอุปโภคบรโิ ภค ต้งั แตอ่ ดตี กาลเป็นตน้ มา
การปกครองพื้นที่อ�ำเภอเมืองเมื่อ ๑๕๐ ปีท่ีแล้ว แบ่งพ้ืนท่ีบนสันทรายเป็น ๓ ส่วน ส่วนเหนือ
(หรอื สว่ นหนา้ เมอื ง) เรยี กวา่ ตำ� บลประตชู ยั เหนอื สว่ นกลางเรยี กวา่ ตำ� บลพระเสอื้ เมอื ง และสว่ นใต้ เรยี กวา่
ต�ำบลประตูชัยใต้ ซ่ึงส่วนเหนือและส่วนใต้ของเมืองเป็นส่วนของศาสนสถานสำ� คัญ โดยส่วนกลางเมือง
เป็นศาลากลางจังหวัดนั้นน่าจะเป็นท่ีต้ังของพระราชวังโบราณ โดยมีแกนของเมืองคือถนนราชด�ำเนิน
พระราชานสุ าวรยี พ์ ระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช สรา้ งเมอื่ พ.ศ. ๒๕๔๓ ในสมยั นายสวสั ดิ์ กฤตรชั ตนนั ตเ์ ปน็ ผวู้ า่ ราชการ
จงั หวดั ประดิษฐาน ณ สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช (เรอื นจ�ำเก่า)
81
เป็นจุดเช่ือมทกุ ส่วนเขา้ ดว้ ยกันโดยเน้นความส�ำคัญท่พี ระบรมธาตเุ จดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
มถี นนราชดำ� เนนิ ซง่ึ เปน็ แกนกลางของพน้ื ทตี่ ดั มาจากทศิ เหนอื เขา้ ไปโอบลอ้ มวดั พระมหาธาตวุ รมหาวหิ าร
ซ่ึงต้ังอยู่ทางด้านใต้ มีศาสนสถานพราหมณ์เป็นองค์ประกอบส�ำคัญ กล่าวคือด้านเหนือมีหอพระอิศวร
และหอพระนารายณ์ ด้านใต้มีศาลพระเสื้อเมืองและฐานพระสยม ส่วนกลางเมืองเป็นท่ีต้ังหอพระ-
พุทธสหิ งิ ค์1
การตั้งถ่ินฐานในพ้ืนท่ีอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชไม่มีหลักฐานระบุชัดเจนว่าสร้างเมื่อใด
และใครเป็นผู้สร้าง นอกจากหลักฐานต�ำนานเมืองนครศรีธรรมราชที่ว่า “... ยังมีพระยาองค์หน่ึงชื่อ
ศรีธรรมโศกราช จะมาต้ังสถาน ณ หาดซายทะเลรอบนั้นเป็นใหญ่ช่ือเมืองนครศรีธรรมราช แลพระยา
องคน์ ้ันจะกอ่ พระเจดยี ์องค์หน่ึงใหญ่เปน็ พระมหาธาต.ุ ..”2 และ “…เมอ่ื ศักราช ๑๐๙๘ ปี พระยาศรีธรรม
โศกราชก็สร้างการลง ณ หาดทรายชเลรอบ เป็นเมืองนครศรีธรรมราชมหานคร แล้วส่ังให้ท�ำอิฐท�ำปูน
ก่อพระธาตุครั้งนั้น...”3 ซ่ึงเอกสารท้ังสองช้ินยังไม่มีข้อสรุปว่าเขียนขึ้นเม่ือใด และไม่มีหลักฐานอ่ืน
มาวิเคราะห์ประกอบท�ำให้ไม่สามารถระบุปีสร้างเมืองได้แน่ชัด จึงมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นช่วงเวลาที่รับ
อิทธิพลพระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์ คือ ช่วงประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ กษัตริย์ผู้ครองเมืองนั้น
มชี อ่ื ปรากฏในศลิ าจารกึ หลกั ที่ ๒๔ พ.ศ. ๑๗๗๓ กลา่ วถงึ “ศรธี รรมราช” จารกึ หลกั ที่ ๒๔ พบทว่ี ดั หวั เวยี ง
อ�ำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แสดงถึงการประกาศสถานะทางการเมืองของตามพรลิงค์ท่ีปราศจาก
อิทธพิ ลของศรีวชิ ัยและการนับถอื พทุ ธศาสนา ความว่า
สวสติ
พระเจ้าผู้ปกครองเมืองตามพรลิงค์ ทรงประพฤติประโยชน์เกื้อกูลแก่พระพุทธศาสนา
พระองค์สืบพระวงศ์มาจากพระวงศ์อันรุ่งเรือง คือ ปทุมวงศ์ มีรูปร่างงามเหมือนพระ
กามะ อนั มรี ปู งามราวกบั พระจนั ทร์ ทรงฉลาดในนติ ศิ าสตรเ์ สมอดว้ ยพระเจา้ ธรรมาโศกราช
เปน็ หวั หนา้ ของพระราชวงศ์ ...ทรงพระนามศรีธรรมราช
ศรสี วสติ
พระเจา้ ผปู้ กครองเมอื งตามพรลงิ ค์ เปน็ ผอู้ ปุ ถมั ภต์ ระกลู ปทมุ วงศ์ พระหตั ถข์ องพระองค์
มีฤทธิมีอ�ำนาจ ...ด้วยอานุภาพแห่งบุญกุศลซึ่งพระองค์ได้ท�ำต่อมนุษย์ท้ังปวง ทรง
เดชานภุ าพประดจุ พระอาทติ ย์ พระจนั ทร์ และมพี ระเกยี รตอิ นั เลอื่ งลอื ในโลก ทรงพระนาม
จันทรภานุ ศรธี รรมราช เมื่อกลยี คุ ๔๓๓๒4
1 Stuart Munro-Hay, Nakhon Sri Thammarat : The Archeology, History and Legends of
a Southern Thai Town, ๕ ; มหาวิทยาลัยศิลปากร, โครงการจัดทำ�แผนการจัดการอนุรกั ษแ์ ละปรบั ปรงุ สภาพ
แวดลอ้ มเมอื งเกา่ นครศรีธรรมราช (กรงุ เทพฯ : บริษทั สหธรรมกิ จำ�กัด, ๒๕๓๙), ๓๓.
2 “ตำ�นานเมืองนครศรธี รรมราช,” ใน นครศรธี รรมราช, วเิ ชยี ร ณ นครและคนอ่ืน ๆ (กรงุ เทพฯ : อกั ษร
สมั พันธ,์ ๒๕๒๑), ๑๓๕.
3 “ตำ�นานพระบรมธาตเุ มืองนครศรีธรรมราช,” ใน นครศรีธรรมราช, วิเชยี ร ณ นครและคนอนื่ ๆ (กรงุ เทพฯ
: อักษรสัมพันธ์, ๒๕๒๑), ๕๐๖.
4 ยอร์ซ เซเดส์, ชำ�ระและแปล, ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๒ : จารึกทวารวดี ศรวี ิชัย ละโว,้ พิมพ์คร้ังท่ี ๒
(กรุงเทพฯ : กรมศลิ ปากร, ๒๕๐๔), ๓๐ - ๓๑.
82
รายรอบศนู ยก์ ารปกครองเมอื งในเขตอำ� นาจของนครศรธี รรมราช คอื เมอื ง ๑๒ นกั ษตั ร กลมุ่ เมอื ง
ดงั กลา่ วเกดิ ขนึ้ ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ ซงึ่ ตอ่ มาไดก้ ลายเปน็ ฐานอำ� นาจสำ� คญั ของพระเจา้ จนั ทรภานุ
ในขณะท่ีอิทธิพลศรีวิชัยและเขมรเริ่มเส่ือมถอย ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ - ๑๗ เป็นช่วงท่ีศรีวิชัย
อ่อนแอ ท�ำให้บริเวณคาบสมุทรมลายูเกิดช่องว่างอ�ำนาจ ต่อมาเขมรในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑
(พ.ศ. ๑๕๔๕ - ๑๕๙๓) ได้เข้าครอบครองลุม่ นำ้� เจ้าพระยาตอนล่างและคาบสมทุ รมลายูตอนบน เพอ่ื เปดิ
เส้นทางการค้ากับฝั่งอ่าวเบงกอลและติดต่อค้าขายกับโจฬะซ่ึงก�ำลังมีอ�ำนาจทางการค้าบริเวณฝั่งโคโร-
เมนเดล รวมทงั้ อาณาจกั รพกุ ามในรชั สมยั พระเจา้ อนริ ทุ ร (พ.ศ. ๑๕๘๗ - ๑๖๒๐) ไดพ้ ยายามขยายอทิ ธพิ ล
ลงมาทางทศิ ใตแ้ ละขยายอำ� นาจลงมาถงึ มะรดิ เพอื่ ควบคมุ การคา้ ในอา่ วเบงกอล5 แสดงวา่ เสน้ ทางการคา้
ขา้ มคาบสมทุ รเพอื่ เชอื่ มการคา้ ระหวา่ งอนิ เดยี กบั จนี ยงั คงมคี วามสำ� คญั อยู่ จงึ เปดิ โอกาสใหน้ ครศรธี รรมราช
สามารถสถาปนาอ�ำนาจเปน็ ศนู ยก์ ลางการคา้ การเมอื งและวฒั นธรรมพุทธศาสนาลังกาวงศ์ซึง่ รับอิทธพิ ล
จากลงั กา
เมือง ๑๒ นักษตั รเป็นกลมุ่ เมืองท่ีตั้งอย่บู นคาบสมุทรมลายแู ละเคยอยใู่ นเขตอทิ ธิพลของศรวี ิชัย
มาก่อน มีรูปแบบความสัมพันธ์กับท้องถ่ิน ทั้งในด้านการปกครอง วัฒนธรรมและเครือข่ายการค้า
ของคาบสมทุ รมลายแู ตล่ ะเมอื งได้ถูกกำ� หนดตราสัญลักษณป์ ระจ�ำเมอื งไวด้ งั นี้
...จึงพญาศรีธรรมโศกราชตริกันแล้ว ก็ให้สร้างเมืองข้ึน ๑๒ นักษัตร ปีชวดเมืองสาย
ถอื ตราหนู ๑ ฉลเู มอื งตานีถอื ตราววั ๑ ขาลเมอื งกะลนั ตนั ถือตราเสอื ๑ เถาะเมอื งปะหงั
ถอื ตรากระตา่ ย ๑ มะโรงเมอื งไทรถอื ตรางใู หญ่ ๑ มะเสง็ เมอื งพทั ลงุ ถอื ตรางเู ลก็ ๑ มะเมยี
เมืองกลนั ตรังถือตราม้า ๑ มะแมเมืองชุมพรถอื ตราแพะ ๑ วอกเมอื งบันไทยสมอถอื ตรา
วานร ๑ ระกาเมืองสระอเุ ลาถือตราไก่ ๑ จอเมอื งตะกวั่ ถลางถอื ตราสุนขั ๑ กุนเมืองกระ
ถอื ตราสกุ ร ๑ เมือง ๑๒ นักษัตรหวั เมอื งขนึ้ แก่เมืองนครศรธี รรมราชมหานคร...6
ดว้ ยเหตทุ เ่ี ปน็ ศนู ยก์ ลางอำ� นาจการปกครอง กษัตริย์แหง่ นครศรธี รรมราชจงึ แต่งตง้ั เจา้ เมอื ง และ
“แตง่ คนใหส้ รา้ งบา้ นทำ� นา” “สรา้ งปา่ เปน็ นา” ตงั้ แตบ่ รเิ วณ “บางตะพาน” จนถงึ “อแจ” และเมอ่ื “…พญา
กใ็ หท้ �ำพระธาตุ ไปคนในเมืองญีหน เมืองปหงั เมืองกลนั ตนั เมืองพรู เมืองอแจ เมืองจะนะเทพา เมืองสาย
เมืองตานี เมอื งละงู เมอื งไซร เมอื งตรัง เมืองไชยา เมืองสะอุเลา เมอื งชุมพร เมอื งบางตะพาน ให้ช่วยทำ�
พระมหาธาตุ ณ เมอื งนครศรธี รรมราช...”7 เขตอำ� นาจหรอื เขตอทิ ธพิ ลของนครศรธี รรมราชตงั้ แตป่ ระมาณ
พทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ ยงั คงปรากฏใหเ้ หน็ ไดใ้ นบนั ทกึ การเดนิ ทางของโทเม ปเิ รส กลา่ วถงึ “…พรญามหานคร
เมอื งนครศรธี รรมราชซึง่ เรียกกันวา่ พระญา เปน็ ผปู้ กครองเมืองต่างๆ จากปะหังถงึ อยธุ ยา กลา่ วคอื ปะหงั
ตรงั กานู จันตันสาย ปัตตานี นครศรธี รรมราช ไมตาราม คาลนาไซ บานคา โชโตมจุ เพชรบรุ ี ปันโกราย
และเมอื งทา่ อน่ื ๆ...”8 สะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ เมอ่ื นครศรธี รรมราชเปน็ เมอื ง “พรญามหานคร”
นนั้ นครศรธี รรมราชคงมีอ�ำนาจควบคมุ เมอื งท่าในคาบสมทุ รมลายูสืบเน่ืองมาตั้งแตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘
5 สุภาภรณ์ ตัณศลารักษ์, “ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับภายนอกก่อนสมัย
รตั นโกสินทร์,” ใน รายงานการสมั มนาประวตั ิศาสตร์นครศรธี รรมราช คร้ังท่ี ๒ : ประวัตศิ าสตรเ์ ศรษฐกิจและสงั คม
ของนครศรีธรรมราช (นครศรธี รรมราช : วทิ ยาลัยครนู ครศรธี รรมราช, ๒๕๒๕), ๒๙๖.
6 “ตำ�นานเมืองนครศรธี รรมราช,” ใน นครศรธี รรมราช, ๑๓๘.
7 เร่อื งเดียวกนั , ๑๔๒ - ๑๔๔.
8 Tome Pires, The Suma Oriental of Tome Pires,๑๙๔๔, ๑๐๙-๑๑๐.
83
พัฒนาการด้านการปกครองของอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราชอาจแบ่งไดเ้ ป็น ๓ ระยะ คอื
๑. ระยะสรา้ งบ้านแปงเมือง เป็นระยะสร้างชุมชนบนคาบสมุทรไทย โดยใช้วิธีการสร้างชมุ ชน
กสิกรรมขึ้นรอบศูนย์กลางการปกครอง ในลักษณะเป็น “มณฑล” รอบอ�ำเภอเมือง โดยมีผู้น�ำชุมชน
ที่ราชธานีอยุธยาส่งมาปครองและบริหารจัดการชุมชน ดังปรากฏในต�ำนานเมืองนครศรีธรรมราช
ตอนหนงึ่ วา่
เม่ือพระพนมวังแลนางสะเดียงทองแลศรีราชามาสร้างเมืองนครดอนพระนั้น แลพระ
พนมวังแลนางสะเดียงทองก็มาตั้งบ้านอยู่นอกเมืองดอนพระ สร้างป่าเป็นนา สร้างนา
เป็นทุ่งเขน สร้างนาท่าทอง... แลในเมืองนครดอนพระน้ันผีร้ายไข้ห่าลงคนตายมาก
นักหนา แลคนทงั้ หลายกห็ นอี อกจากเมืองนครดอนพระเขา้ อย่ใู นเขา9
๒. ระยะขยายการค้าทางทะเล เป็นระยะที่การค้าทางทะเลในคาบสมุทรยังคงคึกคักเข้มข้น
นครศรีธรรมราชยังคงเป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตร มีการรวบรวมสินค้าพริกไทยเพ่ือขายแก่ต่างชาติ
เชน่ จนี โปรตเุ กส ฮอลันดา และอังกฤษ ทำ� ใหม้ ีการแขง่ ขันทางการค้ากับสงขลาและปัตตานี ทงั้ ใหส้ ิทธิ
พเิ ศษแกพ่ อ่ คา้ ทเี่ ขา้ มาคา้ ขายทเี่ มอื งทา่ ของตน การทำ� สงครามและสรา้ งพนั ธมติ รทางการคา้ จะเหน็ ไดว้ า่
ในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ - ๒๓ เกดิ ความขดั แยง้ และการทำ� สงครามอยา่ งตอ่ เนอื่ งระหวา่ งนครศรธี รรมราช
ปตั ตานี สงขลา พทั ลงุ และไทรบรุ ี รวมทงั้ แขกสลดั จากปลายคาบสมทุ รมลายู และการสนบั สนนุ จากพอ่ คา้
ยโุ รป ทำ� ใหพ้ น้ื ทเี่ พาะปลกู พรกิ ไทยถกู ทำ� ลายลง จนทำ� ใหอ้ ยธุ ยาตอ้ งลงมาควบคมุ เมอื งทา่ เหลา่ น้ี ทง้ั ดว้ ยการ
สง่ กองทพั ลงมา และการเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งการปกครอง เพอื่ จะควบคมุ ดแู ลผลประโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี
๓. ระยะชะงักงัน เป็นระยะท่ีเกิดภาวะความเจริญเติบโตทางการกสิกรรมและการพาณิชย์
ทางทะเลของอ�ำเภอเมอื งชะงกั งัน โดยมีสามเหตจุ ากโรคระบาด (ซ่ึงเรียกว่า “ไข้ห่า” หรอื “ไขย้ มบน”
ตำ� นานเมอื งนครศรธี รรมราชกลา่ วถงึ “ไขห้ า่ ” หลายครง้ั แตล่ ะครงั้ ทำ� ใหท้ ง้ั เจา้ เมอื งและพลเมอื งตอ้ งลม้ ตาย
หรือท้งิ เมือง เช่น
พญาศรธี รรมโศกราชแลพญาพงศากษัตรยิ ์แลบาคูแลคนท้งั นั้น กต็ รริ กิ ันจะต้ังเมอื งแหง่
หาดทรายทะเลรอบโพ้น แล้วจะต้ังมฤคเจดีย์และพระพุทธรูปไว้ให้ไหว้วันทนาในต�ำบล
แห่งโพ้นตามพุทธค�ำเพียรสนทนาเกิงพระทันตพระพุทธเจ้าน้ันแล จะให้บาคูน�ำไปแห่ง
หาดวายทะเลรอบโพ้น จึงเกิดไข้ยมบนแก่คนทั้งหลายใหญ่น้อยตายสิ้นเป็นอันมาก
จึงพญาธรรมโศกราชแลพญาพงศาก็ซัดเจา้ ไทย แลบาคูแลรพ้ี ลท้ิง10
เมอื่ พญาศรธี รรมโศกราชสร้างเมืองขึ้น ๑๒ นักษัตรไมน่ าน “ไขห้ า่ ลงท่ัวท้ังเมืองคนตาย เจ้าไทย
แลนักเทศบาคูคนหน่ึงก็ตาย คนท้ังหลายก็ลงเรือหนีไข้ร้าย จึงห่าก็ตามลงเรือพญา ๆ แลลูกเมียแลคน
กพ็ ินาศพิราลยั กนั หึงนาน” บางครง้ั โรคภยั ท�ำใหเ้ มอื งนครศรีธรรมราชตอ้ งร้างผคู้ นอยนู่ าน กลา่ วคอื
9 “ตำ�นานเมอื งนครศรีธรรมราช,” ใน นครศรธี รรมราช, ๑๓๖.
10 เร่อื งเดยี วกนั , ๑๓๙.
84