๑) ทรงเกณฑ์ไพรพ่ ลทำ� นาท�ำไร่ เพื่อเป็นเสบยี งอาหารในการก่อสร้างกำ� แพงรอบเมอื ง
๒) ทรงเกณฑ์ให้มีการก่อพระบรมธาตุเจดยี ใ์ ห้แล้วเสร็จ
๓) ทรงอปุ ถมั ภช์ าวหงษาวดซี ่งึ เรือแตกพร้อมผ้าพระบฏ
๔) ทรงสง่ ทตู ไปนมิ นตพ์ ระสงฆเ์ มอื งหงษาวดมี าชว่ ยสรา้ งและจากเมอื งลงั กามาเสกพระบรมธาตุ
เจดยี ์
๕.) ทรงท�ำบุญฉลองพระบรมธาตุเจดยี ์
๖.) ทรงบ�ำเพ็ญพระราชกุศลสร้างวัดวาพระอารามน้อยใหญ่ สร้างพระเจดีย์ กับท้ังพระพุทธรูป
และปลกู ตน้ พระศรมี หาโพธ์ิ
๗.) ทรงเจรญิ ทางพระราชไมตรกี บั พระเจา้ อ่ทู อง ฯลฯ
ทงั้ นี้ ยงั มพี ระราชกรณยี กจิ อกี หลายประการทไี่ มอ่ าจกลา่ วไดล้ ะเอยี ดในทนี่ ้ี ทวา่ แบบแผนปฏบิ ตั ิ
ประการหนึ่งในรัชสมัยของเจ้า ๓ พ่ีน้อง ท่ีเป็นข้อเรียนรู้ลักษณะการปกครองเมืองนครศรีธรรมราช คือ
ขอ้ ความในตำ� นานทกี่ ลา่ ววา่ “...เมอ่ื พระญาศรธี รรมาโศกถงึ แกก่ รรม เมอ่ื ศกั ราช ๑๒๐๐ ปี พระญาจนั ทภานู
เปน็ เจา้ เมอื ง พระญาพงษาสรุ าเปน็ พระยาจนั ทภาน.ู ...” นน่ั หมายถงึ จนั ทภานู หรอื จนั ทรภานุ เปรยี บเสมอื น
พระอสิ รยิ ศกั ดิท์ ีพ่ ระมหาอปุ ราชหรือวงั หน้าทจ่ี ะขึน้ เป็นพระมหากษตั รยิ พ์ ระองค์ตอ่ ไปนน่ั เอง
อนงึ่ เมอื งนครศรธี รรมราชมคี วามผกู พนั กบั คำ� วา่ “ศรธี รรมโศกราช” ตงั้ แตม่ สี ถานะเปน็ เอกราช
ประเทศราช หัวเมือง และมณฑลตามล�ำดับ เห็นได้จากพระราชอิสริยศักดิ์เร่ือยไปจนถึงราชทินนาม
ทพี่ ระราชทานใหแ้ กเ่ จา้ เมอื งกอ่ นเปลยี่ นรปู แบบการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ในสมยั รชั กาลท่ี ๕ มกั จะปรากฏ
คำ� นอ้ี ยเู่ สมอ ทนี่ า่ สงั เกตคอื พบวา่ จะปรากฏสรอ้ ย “ปรากรมพาห”ุ ในราชทนิ นามเสมอ เชน่ “เจา้ พระยา
ศรีธรรมราชชาติเดโชไชย มไหสุริยาธิบดี อภัยพิรียปรากรมพาหุ” ราชทินนามเจ้าพระยามหานคร
ผคู้ รองหวั เมอื งชนั้ เอก ถอื ศกั ดนิ า ๑๐๐๐ ในพระไอยการนาพลเรอื น นาทหาร หวั เมอื ง พทุ ธศกั ราช ๑๙๙๘
แห่งแผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ และแม้ว่าในราชทินนามของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชท่านสุดท้ายก็ยัง
คงมี คอื “เจา้ พระยาสธุ รรมมนตรศี รธี รรมราช มาตยพงศส์ ถาพร วรเดโชไชย อภยั พริ ยิ ปรากรมพาห”ุ
ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ สนั นษิ ฐานขา้ งตน้ ในประเดน็ การรบั อทิ ธพิ ลพระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทแบบลงั กาวงศ์
และหลกั นติ ศิ าสตรท์ ใี่ ชใ้ นการปกครองมาจากศรลี งั กาในสมยั พระเจา้ ปรากรมพาหุ (พ.ศ.๑๖๙๖ – ๑๗๒๙)
กรุงสุโขทัย
พอ่ ขุนศรีอนิ ทราทติ ย์
หนงั สอื สหิ งิ คนทิ านและชนิ กาลมาลปี กรณ์ ระบวุ า่ พระเจา้ โรจราชพอ่ ขนุ บางกลางหาวหรอื พอ่ ขนุ
ศรอี นิ ทราทติ ยแ์ หง่ กรงุ สโุ ขทยั เมอ่ื ทรงทราบในความงดงามของพระสหี ลปฏมิ า (พระพทุ ธสหิ งิ ค)์ จากพระเจา้
สริ ธิ รรมกษตั รยิ เ์ มอื งนครศรธี รรมราช กเ็ ปน็ ทพี่ อพระทยั อยา่ งมาก ทรงขอใหพ้ ระเจา้ สริ ธิ รรมแตง่ ทตู ไปขอ
จากเจ้ากรุงลังกาเพื่อไว้นมัสการยังเมืองสุโขทัย เมื่อเจ้ากรุงลังกาถวายมาแล้ว ก็ทรงโสมนัสถึงกับเสด็จ
พระราชด�ำเนินมายังเมืองนครศรธี รรมราชเพือ่ อญั เชญิ ขน้ึ ไปด้วยพระองค์เอง
335
พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราช
ศลิ าจารกึ หลกั ท่ี ๑ ตอนหนง่ึ ระบวุ า่ “พอ่ ขนุ รามคำ� แหงกระทำ� โอยทานแกม่ หาเถรสงั ฆราชปราชญ์
เรียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูใดในเมืองน้ี ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา” หลักฐานนี้นอกจาก
จะท�ำให้ยอมรับกันว่า นครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสุโขทัยแล้ว ยังแสดงความสัมพันธ์
ระหว่างรฐั ในมิติของการที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเสมือนแหล่งตักศิลา ท่ีรับเอาพระพุทธศาสนา ฝ่าย
เถรวาทแบบลงั กาวงศ์ เขา้ มาจนงอกงามในพนื้ ท่ี ดว้ ยการมพี ระบรมธาตเุ จดยี เ์ ปน็ ตน้ แบบเจดยี ท์ รงลงั กา
ของคาบสมุทรมลายู ธรรมเนียมการรักษาพระบรมธาตุด้วยพระครู(ลัง)กาท้ัง ๔ รวมถึงพระธรรม ภาษา
และวรรณกรรม เหล่าน้ีล้วนยืนยันการเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบลังกาวงศ์
ของนครศรธี รรมราชในสมยั นัน้ ทัง้ ส้ิน
กรงุ ศรอี ยธุ ยา
สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ต�ำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่าเคยท�ำสงครามกับพระเจ้าศรีธรรมา
โศกราช แต่ยุติสงครามเป็นไมตรีต่อกัน ท้ังนี้สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองในต�ำนานอาจเป็นกษัตริย์ครอง
เมืองอโยธยาเมืองหลวงเดมิ ของอยธุ ยา
พระราเมศวร เมอ่ื ครง้ั ยกทพั ไปตลี า้ นนามชี ยั ชนะ ไดเ้ ทครวั ลา้ นนาไทยมายงั เมอื งนครศรธี รรมราช
และหัวเมืองอนื่ ทางใต้ ท�ำให้ถ้อยค�ำส�ำเนยี งเมอื งเหนือบางค�ำมคี วามคล้ายคลึงกัน
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในปีพุทธศักราช ๒๑๔๑ แขกสลัดกวาดต้อนราษฎรไร่สวนหลวง
ไปเป็นอันมาก ได้ทรงส่งพระยารามราชท้ายน้�ำมาเป็นเจ้าเมือง ในพุทธศักราช ๒๑๔๔ ได้ต่อสู้รบพุ่งกัน
เปน็ สามารถจนโจรสลดั ลา่ ถอยแตม่ สี ญั ญาณวา่ ยงั ไมล่ ดละ พระยารามราชทา้ ยนำ�้ จงึ เกณฑก์ ำ� ลงั พลใหข้ ดุ คู
ดา้ นทิศตะวันออกของเมืองเพ่อื ทดั ทานขา้ ศึกไวเ้ ป็นการถาวร ซ่ึงปัจจุบนั เรยี กว่า “คขู วาง” ได้ว่าราชการ
งานศึกอย่างเต็มก�ำลังความสามารถ จัดเวรยามรักษาค่ายคูประตูหอรบอยู่จนถึงพุทธศักราช ๒๑๗๑
ด้วยชราภาพจงึ สิ้นเสียชีวติ ระหวา่ งศกึ พระยาแก้วผู้เป็นหลานจึงได้สรา้ งเจดยี ส์ วรรค์บรรจุอฐั ขิ องพระยา
รามราชทา้ ยน้ำ� ไวใ้ นพระวหิ ารธรรมศาลา เพื่อเป็นอนุสรณ์แหง่ ความกลา้ หาญของบรรพบุรุษ
ในรชั สมยั นเ้ี มอื งนครศรธี รรมราช มฐี านะเปน็ หวั เมอื งเอก ชนั้ พระยามหานคร เปน็ เมอื งทา่ คา้ ขาย
ส�ำคัญของแหลมมลายู มีชาวโปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศสเข้ามาต้ังคลังสินค้าบริเวณละแวก
วดั ประด่แู ละวัดแจ้ง ค้าขายเครอื่ งเทศและดีบกุ โดยผา่ นพระบรมราชานุญาตจากพระองค์ ซ่ึงคลองท่าวงั
ในสมัยนัน้ กวา้ งและลกึ ขนาดเรือก�ำปั่นสามารถเขา้ มาท�ำการค้าได้
สมเด็จพระเอกาทศรถ ฮอลันดาสามารถท�ำการค้ากับเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองท่าส�ำคัญ
ทางฝา่ ยใต้คือปัตตานไี ดส้ �ำเรจ็ ในปพี ุทธศกั ราช ๒๑๖๔ อยุธยาอนญุ าตใหอ้ ังกฤษเขา้ มาต้งั หา้ งในนครศรี-
ธรรมราช
พระเจา้ ทรงธรรม เจา้ พระยากลาโหมสรุ ยิ วงศค์ ดิ เปน็ กบฏ กราบทลู ใหท้ รงแตง่ ตง้ั ออกญาเสนาภมิ ขุ
(ยามาดะ นากามาซา) หวั หนา้ ทหารอาสาญป่ี นุ่ มาเปน็ เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช ภายหลงั ถกู ยาพษิ เสยี ชวี ติ
สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช ทรงสง่ พระยารามเดโชทหารเอกลงมาเปน็ เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช
เพอ่ื กศุ โลบายในการฟน้ื ฟูอำ� นาจของอยธุ ยาในเมืองตา่ ง ๆ ให้เขม้ แข็ง เพอื่ ให้สงขลาโดดเดย่ี วและปดิ ล้อม
สงขลา สง่ ผลใหก้ ารคา้ ของสงขลาซบเซา จนตอ้ งพยายามหาทางอยรู่ อดโดยการปราบคแู่ ขง่ ทางการคา้ คอื
336
ปตั ตานี จึงทำ� ใหใ้ นระหวา่ งปีพทุ ธศกั ราช ๒๒๑๔ – ๒๒๒๑ สงขลาตอ้ งทำ� สงครามยดื เย้อื กบั เมืองปตั ตานี
และแม้ว่าจะมีอังกฤษช่วยสนับสนุนในการเตรียมป้องกันตัวเองของสงขลา สงขลาก็ถูกกองทัพของกรุง
ศรีอยุธยาจากนครศรีธรรมราชตีแตกพังยับเยินในปีพุทธศักราช ๒๒๒๓ งานส�ำคัญท่ีเกิดข้ึนในช่วงสมัย
สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชคอื
๑. กำ� แพงเมอื ง นครศรธี รรมราชโดยการนำ� ของพระยารามเดโช ซง่ึ เปน็ ชาวมสุ ลมิ ดำ� เนนิ มาดว้ ยดี
ตลอดรชั กาล ซ่ึงเม่อื พระองค์มีสัมพนั ธไมตรีกบั ฝรั่งเศส ไดม้ ีพระบรมราชโองการให้ มร.เดอ ลามาร์เขา้ มา
ท�ำแผนท่ีเมืองนครศรีธรรมราชในปีพุทธศักราช ๒๒๓๐ เพื่อเตรียมการปรับปรุงเนื่องจากเป็นฐานที่มั่น
ของกองกำ� ลงั ทหารเพอ่ื เตรยี มการปอ้ งกนั การกบฏ และจากบนั ทกึ ของ มร.เดอ ลามาร์ กลา่ ววา่ มกี ารสรา้ งปอ้ ม
ป้อมหนงึ่ ตามแนวกำ� แพง แลว้ เสร็จหลังจากท่ีเขาเดินทางกลบั อยุธยา โดยใชเ้ วลาสรา้ งสามเดอื น
๒. เครอ่ื งถม คนทว่ั ไปเชอ่ื วา่ ไดร้ บั วชิ านมี้ าจากพวกโปรตเุ กสซงึ่ เปน็ ผถู้ า่ ยทอด แลว้ คดิ ปรบั เปลยี่ น
มาเปน็ รปู แบบของตนเองใหส้ วยงามประณตี ขนึ้ จนมชี อ่ื เสยี ง จนทรงโปรดใหเ้ จา้ เมอื งนครศรธี รรมราชเลอื ก
ชา่ งฝมี อื ดี ทำ� ไมก้ างเขน ถมตะทอง หบี ถม พานถมตะทอง และภาชนะตา่ ง ๆ สง่ ไปถวายแกพ่ ระสนั ตะปาปา
(Innocenro XI) ท่ีกรุงโรม ประเทศอิตาลี เม่ือพุทธศักราช ๒๒๓๑ ต่อมาช่างทางอยุธยามีเหตุให้ส้ินไป
เมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๐ แต่ช่างถมเมอื งนครศรธี รรมราชยังคงสบื ทอดกันจนปจั จบุ นั
๓. การศึกษาและวรรณคดี ในราชส�ำนักของพระองค์มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตซึ่งได้โปรดให้แต่ง
ต�ำราเรียนหนังสือไทยส�ำหรับกุลบุตร อันเป็นเหตุให้การศึกษาและวรรณคดีของชาติเจริญรุ่งเรืองและ
เผยแผ่ไปสู่หัวเมืองอย่างรวดเร็ว เมืองนครศรีธรรมราชรับอิทธิพลด้านแบบแผนการศึกษาวรรณคดีจาก
กรงุ ศรอี ยธุ ยาโดยตรง และจากพนื้ ฐานดง้ั เดมิ ทช่ี าวเมอื งเปน็ ผรู้ หู้ นงั สอื สนใจกาพยก์ ลอน แตง่ หนงั สอื และ
วรรณคดที อ้ งถน่ิ อยู่แลว้ ท�ำใหย้ คุ น้ีเป็นยุคทองของเมอื งนครศรีธรรมราชในด้านนต้ี ามไปดว้ ย
สมเดจ็ พระเพทราชา ความสบั สนวนุ่ วายในปลายรชั สมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชกบั สมั พนั ธภาพ
ระหวา่ งฝรง่ั เศส ทำ� ใหพ้ ระเพทราชาปราบดาภเิ ษกขน้ึ เปน็ กษตั รยิ ต์ อ่ จากสมเดจ็ พระนารายณฯ์ ซง่ึ ประชวร
และสน้ิ พระชนมใ์ นปพี ทุ ธศกั ราช ๒๒๓๑ และเมอื่ จดั การขบั ไลฝ่ รง่ั เศสออกไปแลว้ จงึ จดั การกบั เมอื งตา่ ง ๆ
ที่ขัดขืนต่อพระราชอ�ำนาจอันได้แก่เมืองนครราชสีมาและเมืองนครศรีธรรมราช ซ่ึงมิได้ขึ้นมาถวาย
น�ำ้ พิพัฒน์สัตยาแสดงความจงรักภักดี ในปีพุทธศักราช ๒๒๓๕ ให้ยกกองทัพทั้งทางบกและทางเรือลงไป
ตเี มอื งนคร โดยมพี ระยาสรุ สงครามเปน็ ทพั หลวงและพระยาราชวงั สนั เปน็ ทพั หนา้ พระยารามเดโชเหน็ วา่
จะสู้ต่อไปไม่ได้ เนื่องจากขาดเสบียงอาหาร และทหารล้มตายบาดเจ็บจากการสู้รบเป็นเวลายาวนานถึง
๓ ปี จงึ มหี นงั สอื ลบั ขอใหพ้ ระยาราชวงั สนั ซง่ึ เปน็ เพอ่ื นและเปน็ มสุ ลมิ ดว้ ยกนั ชว่ ยจดั เรอื ใหพ้ ระยารามเดโช
หนไี ปได้ ในทสี่ ดุ นครศรธี รรมราชกถ็ กู กองทพั อยธุ ยาบกุ เขา้ ตแี ตก สว่ นพระยาราชวงั สนั ตอ้ งโทษประหาร
ชวี ติ ความเสยี หายครงั้ นที้ ำ� ใหน้ ครศรธี รรมราชทรดุ โทรมลงอยา่ งมาก ดงั นน้ั เพอื่ เปน็ การควบคมุ อำ� นาจไว้
สมเด็จพระเทพราชาได้น�ำเอาวิธีกัลปนาวัดกลับเข้ามาใช้อีกครั้ง คือให้อ�ำนาจในการควบคุมชุมชนมาอยู่
กบั พระ ทำ� ให้สามารถควบคุมเมอื งนครศรีธรรมราชไวไ้ ดต้ ลอดรัชกาล
ในรชั สมยั ของพระมหากษตั รยิ แ์ หง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยาหลายพระองคม์ กี ารบรู ณะปฏสิ งั ขรณพ์ ระบรมธาตุ
เจดีย์มิได้ขาด ดังปรากฏศักราชบนแผ่นทองหุ้มปลียอดพระบรมธาตุ เก่าสุด พ.ศ. ๒๑๕๕, สมัยสมเด็จ
พระเอกาทศรถ ๒ ชน้ิ สมยั สมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง ๒ ชน้ิ , สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช ๓ ชน้ิ , สมเดจ็
พระเพทราชา ๓ ชนิ้ และสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั บรมโกศ ๒ ชน้ิ ในปี พ.ศ. ๒๒๙๐
337
กรงุ ธนบรุ ี
ครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๑๐ หัวเมืองใหญ่ที่พม่า
ยาตราทพั ไปไมถ่ งึ ตา่ งตง้ั ตวั เปน็ ใหญบ่ า้ นเมอื งอยใู่ นสภาพระสำ�่ ระสาย ขาดพระเจา้ แผน่ ดนิ ปกครอง ชาวเมอื ง
พากันหลบหนีไปอยู่ตามป่าเขา และหัวเมืองห่างไกล อย่างไรก็ตาม การเสียกรุงคร้ังที่ ๒ ยังมีหัวเมือง
อีกหลายแห่งท่ีรอดพ้นจากการท�ำลายล้างของพม่า จึงมีผู้น�ำตั้งตัวเป็นเจ้าชุมนุมขึ้น เพ่ือรวบรวมก�ำลัง
เข้ากอบกอู้ สิ รภาพอนั มชี มุ นุมเจา้ ตาก, ชุมนุมเจ้าพระพิษณโุ ลก, ชุมนุมเจ้าพมิ าย, ชุมนุมเจา้ พระฝาง และ
ชมุ นมุ เจ้านครศรธี รรมราช
ที่เมืองนครศรีธรรมราชในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระยาราชสุภาวดีถูกส่งตัวไปเป็น
พระยาศรีธรรมาโศกราช ในต�ำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ขณะเดียวกันก็โปรดเกล้าฯ ให้หลวงสิทธิ
นายเวรมหาดเล็ก ช่ือ “หน”ู เปน็ พระปลดั เมือง
พระปลัด (หนู) มีพี่ชายคนหน่ึงช่ือพระยาวิชิตณรงค์ เป็นขุนนางส่วนกลางต�ำแหน่งเจ้ากรม
เขนทองซา้ ย มหี นา้ ทบ่ี ญั ชาการ รบพงุ่ ปราบปรามอรริ าชศตั รู กรมนม้ี หี นา้ ทว่ี างดา่ นทางปอ้ งกนั ขา้ ศกึ ศตั รู
ซ่งึ แบ่งตามซา้ ยและขวา ขณะท่ตี วั พระปลัด (หนู) เป็นหลวงสิทธินายเวรมหาดเล็ก ชวี ติ จงึ แวดลอ้ มอยใู่ น
หมูต่ ระกลู ขุนนางสว่ นกลางของกรุงศรีอยธุ ยา มากกวา่ จะมเี ช้ือสายเกย่ี วพนั กับเมืองนครศรธี รรมราช
พระปลัด (หนู) มีภรรยาเป็นชาวเมืองนครศรีธรรมราช ชื่อนางทองเหน่ียว เป็นธิดาของจีนปาด
ภายหลงั เมอื่ พระปลดั (หน)ู สถาปนาตนเปน็ เจา้ นางทองเหนย่ี วจงึ ถกู ยกขนึ้ เปน็ หมอ่ ม ทพ่ี ระชายา ตระกลู
ของหมอ่ มทองเหนย่ี วแมจ้ ะมเี ชอ้ื สายเปน็ จนี แตก่ ม็ ฐี านะเปน็ เศรษฐมี งั่ มอี ยใู่ นเมอื งนคร จนี ปาดยงั มนี อ้ งชาย
อีกหน่ึงคน ชื่อ จีนบวย ซึ่งก็เป็นเศรษฐีผู้ม่ังมีไม่แพ้กัน ตระกูลนี้แต่งส�ำเภาออกไปค้าขายยังเมืองจีน
จนร่�ำรวย มีความเจริญรุ่งเรือง มาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนเป็นท่ีโปรดปราน เป็นอีก
หน่ึงเหตุผลท่ีท�ำให้ทรงไว้วางพระราชหฤทัย สถาปนาเจ้านคร (หนู) หรือพระปลัด (หนู) เป็น “พระเจ้า
ขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช” ปัจจุบันศพของจีนปาดซ่ึงเป็นพ่อตา
ของพระปลัด (หนู) หรือพระสัสสุระของพระเจ้าขัตติยราชนิคม ยังถูกฝังอยู่ ณ ฮวงซุ้ยจีนปาด ภายใน
บรเิ วณโรงเรียนศรธี รรมราชศกึ ษาปจั จบุ นั
ในเรอื่ งฮวงซยุ้ ของจนี ปาด อาจทำ� ใหย้ นื ยนั พนื้ เพของพระปลดั (หน)ู ไดห้ นกั แนน่ ยงิ่ ขนึ้ วา่ ทา่ นเปน็
ขุนนางจากส่วนกลาง ไม่น่าท่ีจะมีบิดาและมารดาเป็นชาวเมืองนครศรีธรรมราชเพราะเมื่อตั้งตัวเป็นใหญ่
ขึ้นมาได้ ควรยกยอ่ งบิดามารดาของตนขนึ้ มาบ้าง ดว้ ยการสร้างวดั วาอารามหรือเจดยี ใ์ ห้บิดาและมารดา
แตก่ ไ็ ม่ปรากฏ หลักฐานท่ีมีอยบู่ า้ งก็จ�ำเพาะแตฮ่ วงซยุ้ ของจนี ปาดเท่านัน้
ในชว่ งทพี่ มา่ ยกทพั เขา้ มาราวปพี ทุ ธศกั ราช ๒๓๐๙ พระยาราชสภุ าวดี ไดร้ บั พระบรมราชโองการ
ใหเ้ ปน็ แมท่ พั ยกไปรบกบั พมา่ ทางมะรดิ และตะนาวศรี ทำ� ศกึ ตดิ พนั ดว้ ยกรงุ ศรอี ยธุ ยามาตลอด จงึ มไิ ดก้ ลบั
มายังเมอื งนครศรธี รรมราช จะสูร้ บด้วยพม่าจนตวั ตายหรอื ไมอ่ ย่างไรนน้ั ไม่ทราบแน่ แตใ่ นคราวกรงุ แตก
ปรากฏว่าพระยาราชสุภาวดีผู้น้ีได้หายสาบสูญไป ระหว่างน้ันนครศรีธรรมราชอยู่ในความดูแลของพระ
ปลดั เมอื ง ครง้ั กรงุ ศรอี ยธุ ยาเสยี แกพ่ มา่ แลว้ กรมการเมอื งและประชาชนชาวนครศรธี รรมราชพรอ้ มใจกนั
ยกพระปลดั (หน)ู ข้ึนเปน็ ผู้ปกครองเมอื ง พระปลดั (หน)ู ตัง้ ตวั เปน็ อสิ ระอย่แู คว้นหนง่ึ เรยี กวา่ “ชุมนมุ
338
เจา้ นครศรธี รรมราช” ระหวา่ งนน้ั หลายหวั เมอื งอาการกำ� เรบิ เจา้ นครจงึ ยกกองทพั ออกปราบปรามหวั เมอื ง
ภาคใต้ ตามบนั ทึกพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช ฉบับหลวงอนุสรสทิ ธกิ รรม (บวั ) กล่าวว่า ได้ยกทพั
ไปตีเมืองชุมพร, ปทิว, ไชยา, หลังสวน, กระ, ระนอง, ตะกั่วทุ่ง, ตะกั่วป่า, พังงา, พัทลุง, สงขลา, ตานี,
หนองจกิ , เทพา, ยะหรง่ิ , ไทรบรุ ,ี ปลศิ , สตนู , ภเู กต็ รวมทงั้ ตรงั , กระบ่ี และกาญจนดษิ ฐ์ ใหม้ าอยภู่ ายใต้
การปกครองของนครศรธี รรมราช ถอื เปน็ ชุมนมุ ใหญ่ ๑ ใน ๕ ท่ีไม่ข้นึ แกผ่ ใู้ ด
ในชว่ งเวลาเดยี วกนั ทา่ นขรวั เงนิ เศรษฐจี นี ซงึ่ เปน็ พระภสั ดาในสมเดจ็ พระเจา้ พน่ี างเธอกรมพระ
ศรีสุดารักษ์ (เจ้าฟ้าแก้ว) พระพี่นางพระองค์รองในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ซงึ่ เปน็ พระชนนขี องสมเดจ็ พระศรสี รุ เิ ยนทราบรมราชนิ พี ระอคั รมเหสใี นพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้
นภาลยั ไดย้ กครอบครวั ตามเสดจ็ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ไปพำ� นกั อยยู่ งั นวิ าส-
สถานเดมิ ของสมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี สมเดจ็ พระราชนิ พี ระองคแ์ รกแหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ณ ตำ� บล
อัมพวา อ�ำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มารดาของท่านขรัวเงินเป็นน้องสาวร่วมมารดากับภริยา
ของเจา้ พระยาชำ� นาญบริรกั ษ์ (อู่) มชี ่ือว่าท่านผู้หญงิ น้อย เจ้าพระยาชำ� นาญบริรักษ์กับทา่ นผ้หู ญงิ ซ่งึ เปน็
ลุงและป้าของท่านขรัวมีบุตรชายคนหน่ึงช่ือจันทร์ เป็นหลวงฤทธิ์นายเวรมหาดเล็กในแผ่นดินสมเด็จ
พระทนี่ งั่ สรุ ยิ าศนอ์ มรนิ ทร์ หรอื พระเจา้ เอกทศั ไดแ้ ตง่ งานกบั คณุ บนุ นาค ธดิ าของพระยาวชิ ติ ณรงค์ ซง่ึ เปน็
พี่ชายร่วมบิดามารดากับหลวงนายสิทธิ หรือพระปลัด (หนู) ซึ่งตั้งตนเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ใน
ขณะนน้ั
หลวงนายฤทธมิ์ บี ตุ รกี บั คณุ บนุ นาคหนงึ่ คนชอ่ื คณุ อำ� พนั หลงั จากกรงุ ศรอี ยธุ ยาถกู ทำ� ลายลงแลว้
หลวงนายฤทธิ์จึงพาบุตรและภรรยาหนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งบ้านเรือนอยู่ท่ีต�ำบลบ้านสามอู่
แลว้ เขา้ พง่ึ พาดว้ ยเจา้ นครศรธี รรมราชซงึ่ ถอื เปน็ อาของคณุ บนุ นาคผภู้ รรยา เจา้ นครเหน็ หลานเขยเปน็ บตุ ร
เสนาบดผี ใู้ หญเ่ ขา้ ใจในขนบธรรมเนยี มราชประเพณี จงึ ไดป้ รกึ ษาหารอื ขอ้ ราชการตา่ งๆ กบั หลวงนายฤทธิ์
หลานเขยอยเู่ นอื ง ๆ เจา้ นครมคี วามรกั ใครแ่ ละไวว้ างใจในตวั หลวงนายฤทธเ์ิ ปน็ อนั ดี ตอ่ มาจงึ ไดส้ ถาปนา
ขน้ึ เปน็ กรมพระราชวงั เรยี กวา่ “วงั หนา้ เมอื งนคร” สว่ นคณุ บนุ นาคภรรยา เรยี กวา่ “เจา้ ครอกขา้ งใน”
และธดิ าทช่ี อ่ื คณุ อำ� พนั กต็ งั้ เปน็ พระองคเ์ จา้ ตวั หลวงนายฤทธหิ์ รอื วงั หนา้ เมอื งนคร คนทว่ั ไปมกั เรยี กกนั วา่
“อุปราชจนั ทร”์
อุปราชจันทร์ถือเป็นวังหน้าองค์แรกของเมืองนครศรีธรรมราชมีหลักฐานทางใต้ปรากฏเรียก
อีกชื่อหน่ึงว่า “เจ้าชายฤทธิ”์ ดงั ท่ีทราบวา่ มภี มู หิ ลงั เก่ียวขอ้ งสัมพันธก์ ับกรุงศรีอยุธยามาแตเ่ ดมิ ด้วยมี
เช้ือสายเสนาบดีผูใ้ หญ่ จงึ ไม่ปลงใจนักทจี่ ะรว่ มมอื กบั เจา้ นครในการแยกตัวเปน็ อิสระ
ต่อมาพระเจ้าตากได้รวบรวมไพร่พลจนมีก�ำลัง ๕,๐๐๐ คน จึงยกกองทัพเรือออกจากจันทบูร
ลอ่ งมาตามฝง่ั ทะเลอา่ วไทยจนถงึ ปากแมน่ ำ�้ เจา้ พระยา เขา้ ตอ่ สจู้ นยดึ ธนบรุ คี นื จากพมา่ ได้ แลว้ ยกทพั เรอื
ตอ่ ไปถงึ กรงุ ศรอี ยธุ ยา เขา้ โจมตคี า่ ยโพธส์ิ ามตน้ จนมชี ยั และสามารถขบั ไลท่ หารพมา่ ออกจากราชอาณาจกั ร
ได้ส�ำเร็จ ทรงสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากการยึดครองโดยใช้ระยะเวลาเพียง ๗ เดือน หลังเสียกรุง
กอ่ นปราบดาภเิ ษกขนึ้ เปน็ สมเด็จพระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี ในวนั ท่ี ๒๘ ธนั วาคม พุทธศกั ราช ๒๓๑๐
339
ขอ้ มลู จากหนงั สอื ปฐมวงศ์ พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั กลา่ วถงึ เรอื่ ง
การเดินทางของครอบครัวท่านขรัวเงินพระภัสดาในสมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอกรมพระศรีสุดารักษ์ไปเมือง
นครว่า ด้วยร้อนใจด�ำริไม่เห็นชอบด้วยหลวงนายฤทธ์ิผู้เป็นญาติสนิท ไปรับต�ำแหน่งอุปราชวังหน้าเมือง
นคร เพราะได้ทราบข่าวมาว่าในกาลข้างหน้าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะเสด็จยาตราทัพลงไปตีเมือง
นครศรีธรรมราช ท่านขรัวเงินเกรงว่าหลวงนายฤทธ์ิจะพลอยมีอันเป็นไปพร้อมกับเจ้านคร ด้วยเหตุน้ี
ทา่ นขรวั จงึ ไดม้ อบทท่ี างบา้ นเรอื นพรอ้ มขา้ ทาสบรวิ ารใหแ้ กบ่ ตุ รชายคนโต ชอ่ื คณุ ตนั (ภายหลงั ในแผน่ ดนิ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงได้รับการสถาปนาข้ึนเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง
เทพหริรักษ์ ต้นราชสกุล “เทพหัสดิน”) เป็นผู้อยู่ดูแลรักษา แล้วพาสมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์กับบุตรี
๒ คน และคนรบั ใชช้ ายหญงิ ๒ – ๓ คน ลงเรอื ทะเลลอ่ งไปยงั เมอื งนครศรธี รรมราชเพอื่ พบกบั อปุ ราชจนั ทร์
หรอื หลวงนายฤทธิ์ผเู้ ปน็ ญาติ
เมื่อพบอุปราชวังหน้าแล้ว ท่านขรัวจึงเกลี้ยกล่อมให้คิดกลับเข้าด้วยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ก่อนที่จะเสด็จยาตราทัพลงมาปราบ อุปราชจันทร์เห็นดีด้วย รับว่าภายหลังค่อยคิดเอาตัวออกห่างจาก
เจ้านครให้พ้นภัย เพ่ือกลับไปรับราชการยังกรุงธนบุรี พอดีมีข่าวแพร่ไปในเมืองนครว่าสมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรีส่งคนลงมาเกล้ียกล่อมอุปราชวังหน้าให้เป็นไส้ศึก ท่านขรัวเงินแจ้งดังนั้นจึงเดินทางกลับเข้า
กรุงธนบุรใี นฤดูลมส�ำเภา
อน่ึงหากเทียบเคียงกับพงศาวดารเมืองสงขลาแล้ว ก็มีเร่ืองราวกล่าวความตรงกันอยู่บ้างว่า
เจา้ ชายฤทธเิ์ ปน็ ไสศ้ กึ ใหแ้ กส่ มเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี ดว้ ยหวงั วา่ เมอื่ นครศรธี รรมราชขนึ้ แกก่ รงุ ธนบรุ แี ลว้
จะไดเ้ ปน็ เจา้ เมอื งแทนเจา้ นคร (หน)ู สว่ นความไวว้ างใจทไ่ี ดร้ บั จากเจา้ นครนน้ั ไมน่ า่ จะมผี ลอนั ใด เพราะ
หลวงนายฤทธ์ิมีภูมิหลังเป็นเช้ือสายเสนาบดีผู้ใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา ในส่วนลึกยังคงคุ้นเคยอยู่กับระบบ
ราชอาณาจกั ร ยอ่ มพอใจทจ่ี ะเขา้ ดว้ ยสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ มี ากกวา่ เจา้ นคร ซงึ่ ในความเปน็ จรงิ ตอ่ มา
อปุ ราชจนั ทรห์ รอื เจา้ ชายฤทธผ์ิ นู้ ไี้ ดม้ คี วามเจรญิ กา้ วหนา้ ในหนา้ ทรี่ าชการมาเปน็ ลำ� ดบั ดว้ ยเขา้ รบั ราชการ
อยู่ในกรุงธนบุรีพร้อมด้วยหม่อมบุนนาคผู้ภริยา และได้ถวายบุตรีคนเดียวที่ชื่อ คุณอ�ำพัน เป็นเจ้าจอม
ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ประสูติพระราชโอรสและธิดา ๒ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าชายอรนิกา และ
พระองคเ์ จา้ หญงิ สำ� ลวี รรณ อปุ ราชจนั ทรร์ บั ราชการไดเ้ ปน็ ทพ่ี ระยาอนิ ทรอคั รราชในกรงุ ธนบรุ จี นกระทงั่
ถงึ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ จงึ ไดเ้ ปน็ ทพี่ ระยาราชวงั เมอื งในกรมชา้ งแลว้ เลอ่ื นเปน็ พระยาสรุ นิ ทราชา โปรดเกลา้ ฯ
ให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองถลาง ท�ำนองอย่างสมุหเทศาภิบาลแล้วได้เลื่อนยศเป็นที่เจ้าพระยาสุรินทราชา
ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชมจี ดหมายเหตปุ รากฏวา่ เมอ่ื เจา้ พระยามหาเสนา
(ปล)ี ถงึ แกอ่ สญั กรรม พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช จงึ ทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ พระยา
สุรินทราชา (จันทร์) หรืออุปราชจันทร์เข้ามาเป็นที่สมุหพระกลาโหม แต่เจ้าพระยาสุรินทราชากราบทูล
ขอตัวว่าแก่ชราแล้ว จึงรับราชการอยู่หัวเมือง มีต�ำแหน่งข้าหลวงส�ำเร็จราชการหัวเมืองฝั่งตะวันตกจน
ถึงแก่อสัญกรรม
เม่ือท่านขรัวเงินลงเรือกลับเข้ามายังกรุงธนบุรีแล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบ มีรับส่ัง
ให้หาตัวมาสอบถามข้อราชการ และเหตุผลการเดินทางไปยังเมืองนครศรีธรรมราช ท่านขรัวจึงกราบทูล
ไปวา่ บดั นฐ้ี านะของตนไมม่ นั่ คงเหมอื นแตก่ อ่ น จำ� ตอ้ งสง่ สนิ คา้ ไปขายยงั เมอื งนคร และกราบทลู สถานการณ์
ทางเมอื งนครให้ทรงทราบเพยี งเล็กนอ้ ย แต่มไิ ดก้ ราบทลู เร่ืองทีไ่ ปพบและเกลีย้ กล่อมวงั หนา้ เมืองนคร
340
ถงึ คราวสมเด็จพระเจา้ กรงุ ธนบุรเี ร่ิมปราบปรามเจา้ ชุมนุมต่าง ๆ จะเสด็จยาตราทพั ลงไปยังเมอื ง
นคร จงึ มรี บั สงั่ ใหห้ าทา่ นขรวั เงนิ อกี เพอ่ื มอบหมายใหเ้ ปน็ ผนู้ ำ� ทพั นำ� ทาง แตท่ า่ นขรวั ไมป่ ระสงคอ์ อกทพั
จำ� ตอ้ งกราบทลู ปฏเิ สธวา่ ตนนนั้ ปว่ ยเดนิ เหนิ ไมส่ ะดวก ทา่ นขรวั จงึ มไิ ดร้ บั ราชการเปน็ ตำ� แหนง่ ใดในแผน่ ดนิ
สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรี จนกระท่งั สิ้นชีพเสยี แต่ในช่วงกลางแผน่ ดิน
ตอ่ มาราวเดอื น ๕ ปฉี ลู พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๒ หลงั กอบกเู้ อกราชไดไ้ มน่ าน สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี
ทรงมพี ระราชอำ� นาจและกำ� ลงั กลา้ แขง็ ขนึ้ ทรงยกกองทพั ไปปราบปรามชมุ นมุ เจา้ พระยาพษิ ณโุ ลก, ชมุ นมุ
เจ้าพิมาย จนมาถึงชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ขณะน้ันพอกองทัพที่เตรียมจะไปตีเมืองนครศรีธรรมราช
พร้อมเสรจ็ สมเด็จพระเจา้ กรุงธนบรุ จี งึ ใหเ้ จา้ พระยาจกั รี (หมดุ ) เปน็ แมท่ ัพใหญ่ พระยายมราช, พระยา
ศรพี พิ ฒั น์ และพระยาเพชรบรุ ี เปน็ นายกองคมุ ทพั บกจำ� นวน ๕,๐๐๐ คน ยกลงไปตเี มอื งนครศรธี รรมราช
กองทัพเจ้าพระยาจักรียกลงไปถึงเมืองชุมพร เมืองไชยาพวกกรมการเก่าก็เข้ามาอ่อนน้อมโดยดี
ไม่ต้องรบพุ่ง แต่ข้าราชการท่ีเป็นแม่ทัพใหญ่ซ่ึงยกไปครั้งนั้นไม่สามัคคี คร้ันยกเข้าไปในเขตเมืองนครศรี-
ธรรมราช ข้ามแม่น�้ำหลวงไปถึงท่าหมากแขวงอ�ำเภอล�ำพูนพบทหารต้ังค่ายสกัดอยู่ กองทัพกรุงธนบุรี
เข้าตีค่ายไมพ่ รอ้ มกนั จึงเสยี ที พระยาศรพี ิพัฒนแ์ ละพระยาเพชรบรุ เี สียชีวิตในทีร่ บ ส่วนหลวงลักษมานา
บุตรเจ้าพระยาจักรีถูกจับตัวได้ เจ้าพระยาจักรีจึงถอยกลับมาต้ังอยู่ที่เมืองไชยา พระยายมราชมีใบบอก
ส่งเข้าไปยังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบ มีพระด�ำริเห็นว่าล�ำพังกองทัพนี้จะตีเอาเมือง
นครศรีธรรมราชคงมไิ ด้
ขณะนน้ั ทพั หลวงอกี กองหนงึ่ ซงึ่ จดั เตรยี มไปตกี มั พชู า เหตเุ พราะพระนารายณร์ าชา (นกั องคต์ น)
แข็งข้อไม่ส่งเคร่ืองราชบรรณาการพร้อมอยู่แล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเปลี่ยนกระบวนทัพ ยกพล
ทางเรอื ออกจากกรงุ ธนบรุ พี รอ้ มทพั หลวงจำ� นวน ๑๐,๐๐๐ คน ลงไปตเี มอื งนครศรธี รรมราชกอ่ น กระบวน
ทพั หลวงไปถูกพายุทบ่ี างทะลุ แขวงเมืองเพชรบรุ ี ตอ้ งหยุดซ่อมแซมเรอื อยู่พักหน่ึง หลังจากน้ันจงึ ยกทัพ
ต่อไปถึงเมืองไชยา มีรับส่ังให้รวบรวมพลจัดกองทัพบก ให้พระยายมราชเป็นทัพหน้า ให้เจ้าพระยาจักรี
กบั พระยาพชิ ยั ราชาคมุ กองทพั หลวงไปทางหนง่ึ สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ คี มุ กองทพั เรอื ลงไปอกี ทางหนงึ่
กำ� หนดใหเ้ ขา้ ตเี มอื งนครศรธี รรมราชพรอ้ มกนั ทงั้ ๒ ทาง ครงั้ นน้ั เจา้ นครสำ� คญั วา่ กองทพั กรงุ ธนบรุ ยี กลง
ไปแต่ทางบกทางเดียวเหมือนคราวก่อน จึงมิได้เตรียมต่อสู้กับกองทัพเรือ เม่ือกองทัพสมเด็จพระเจ้า
กรงุ ธนบรุ จี โู่ จมไปถงึ ปากพญาอนั เปน็ ปากนำ�้ เมอื งนคร เจา้ นครทราบกต็ กใจรบี กะเกณฑผ์ คู้ นใหอ้ ปุ ราชจนั ทร์
ตั้งค่ายคอยอยู่ท่ีท่าโพธ์ิ อันเป็นท่าขึ้นเมืองนครศรีธรรมราช ห่างจากเมืองประมาณ ๓๐ เส้น สมเด็จ
พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ยี กขน้ึ ไปตคี า่ ยทา่ โพธแิ์ ตกจบั อปุ ราชจนั ทรไ์ ด้ เจา้ นครเหน็ หมดสน้ิ หนทางตอ่ สจู้ งึ ทงิ้ เมอื ง
พาญาติวงศ์หนีลงไปทางเมืองสงขลา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงยึดเมืองนครศรีธรรมราชมาได้โดยง่าย
ฝ่ายกองทัพเจ้าพระยาจักรีซึ่งยกลงไปทางบก มีพระยายมราชเป็นทัพหน้าตีได้ค่ายท่ีท่าหมากแล้วยก
ตอ่ ลงไปพบคา่ ยทต่ี ง้ั อยเู่ ขาหวั ชา้ งอกี แหง่ หนงึ่ ยงั ไมท่ นั รบกนั ทหารทปี่ ระจำ� อยกู่ แ็ ตกหนดี ว้ ยทราบขา่ ววา่
สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ตี ไี ดเ้ มอื งนครศรธี รรมราชแลว้ เจา้ พระยาจกั รจี งึ รบี ยกทพั ตรงเขา้ ไปยงั เมอื งนคร
ถงึ ภายหลงั สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ตี เี มอื งได้ ๘ วนั สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ มี รี บั สงั่ ใหภ้ าคทณั ฑโ์ ทษทมี่ ไิ ด้
ไปถงึ ทนั กำ� หนด และใหเ้ จา้ พระยาจกั รกี บั พระยาพชิ ยั ราชาคมุ กองทพั บกทพั เรอื ลงไปตามจบั เจา้ นครแกต้ วั
ส่วนสมเด็จพระเจา้ กรงุ ธนบุรยี กกองทพั หลวงออกจากเมืองนครศรีธรรมราชตามลงไปยงั เมอื งสงขลา
341
กองทพั เจา้ พระยาจกั รกี บั พระยาพชิ ยั ราชาลงไปถงึ เมอื งสงขลาไดค้ วามวา่ พระยาพทั ลงุ กบั หลวง
สงขลาพาเจา้ นครหนีลงไปอีก จึงยกทัพติดตามไปถึงเมืองเทพา อนั เป็นเมอื งขน้ึ ของเมืองสงขลาอยูต่ อ่ กับ
ดินแดนเมืองมลายู สืบถามได้ความว่าเจ้านครหนีลงไปอาศัยพระยาปัตตานีศรีสุลต่านอยู่ท่ีเมืองปัตตานี
เจา้ พระยาจกั รจี งึ มหี นงั สอื ลงไปยงั พระยาปตั ตานวี า่ เจา้ นครเปน็ ศตั รขู องสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี มรี บั สง่ั
ให้มาติดตามเอาตัว ให้พระยาปัตตานีส่งตัวเจ้านครกับพรรคพวกท่ีหนีไปอยู่ในแดนเมืองปัตตานีมาถวาย
เสยี แตโ่ ดยดี ถา้ ไมส่ ง่ มากจ็ ะยกทพั เขา้ ตเี มอื งปตั ตานี เหน็ วา่ พระยาปตั ตานจี ะไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นเปน็ แน่
พระยาปัตตานีเกรงเดชานุภาพกองทัพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงจับเจ้านคร (หนู), เจ้าพัดบุตรเขย,
พระยาพัทลุง, หลวงสงขลา อีกทั้งสมัครพรรคพวกส่งตัวมาให้แต่โดยดี เจ้าพระยาจักรีจึงเลิกทัพกลับมา
เฝา้ สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ที เ่ี มอื งสงขลา สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ที รงจดั การเมอื งสงขลาและเมอื งพทั ลงุ
เรยี บร้อยแลว้ กเ็ สด็จกลับมายงั เมอื งนครศรธี รรมราช
ท่ีเมืองนครศรีธรรมราชคร้ังน้ัน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จประทับแรมหลบลมมรสุมอยู่
ระหวา่ งนนั้ ทรงโปรดเกล้าฯ ใหต้ อ่ เรือรบข้นึ จำ� นวน ๑๐๐ ลำ� เศษ ทรงบ�ำเพ็ญพระราชกศุ ลท�ำนบุ �ำรุงและ
ปฏิสังขรณ์พระอารามหลายแห่ง อาทิ อุโบสถวัดสระเรียง ฐานโดยรอบวิหารทับเกษตร วัดพระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร ท้ังยังโปรดให้จัดงานสมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์อย่างมโหฬาร เมื่อทรงจัดการบ้านเมือง
จนเปน็ ทพ่ี อพระราชหฤทยั แลว้ จงึ ยกทพั เสดจ็ กลบั กรงุ ธนบรุ ี โปรดเกลา้ ฯ ใหอ้ ญั เชญิ พระไตรปฎิ กทเ่ี มอื ง
นครมาจารจำ� ลองไวท้ ก่ี รงุ ธนบรุ ดี ว้ ยทงั้ จบ ครนั้ เสรจ็ สน้ิ แลว้ จงึ อญั เชญิ ตน้ ฉบบั กลบั มาสง่ ไวด้ งั เดมิ ถอื เปน็
การให้เกียรติแก่จารีตประเพณีทางศาสนา และชื่อเสียงอันเก่าแก่ของเมืองนครศรีธรรมราชเป็นอันมาก
ในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน็ การประกาศยำ้� เตอื นวา่ บดั นนี้ ครศรธี รรมราชไดเ้ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของกรงุ ธนบรุ โี ดยสมบรู ณ์
แล้ว
สว่ นเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู และครอบครวั เมอ่ื เลิกทพั กลับมากถ็ ูกคุมตวั เขา้ มายังพระราชวงั
กรงุ ธนบรุ ีด้วย แตส่ มเดจ็ พระเจ้ากรงุ ธนบรุ ีทรงมพี ระราชด�ำรวิ า่ เจ้านครน้ันไมม่ คี วามผิดตอ่ พระองค์ แม้
เสนาบดไี ดป้ รกึ ษาโทษพรอ้ มกนั วา่ โทษนนั้ ถงึ ประหารชวี ติ ทงั้ นเี้ ปน็ ไปตามพระอยั การกระบดศกึ ทว่ี า่ “เปน็ ขา้
พระเจา้ อยหู่ วั เลยี้ งใหม้ ยี ศถาศกั ดิ์ แลมนั โมหะจรติ คดิ ใหญใ่ จใครฝ่ า่ ยสงู ศกั ด์ิ ทำ� กระบดประทษุ รา้ ยตอ่ รบพงุ่
เมืองท่าน ท�ำดังนั้นท่านว่าโทษหนักให้ฆ่าเสียส้ินทั้งโคตร” แต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ทรงเห็นด้วย
ทรงตรสั วา่ “เจา้ นครยงั มไิ ดเ้ ปน็ ขา้ ราชการแหง่ เรา ฝา่ ยเจา้ นครกต็ ง้ั ตวั เปน็ ใหญ่ ฝา่ ยเรากถ็ อื วา่ เราเปน็ ใหญ่
ไมง่ อ้ งอนแกก่ นั จงึ ไดม้ ารบสกู้ นั ทง้ั นถ้ี า้ เจา้ นครทำ� ราชการอยดู่ ว้ ยเราแลว้ คดิ กบฏตอ่ ไป แมน้ เสนาบด ี
ปรึกษาโทษถึงตาย เราจะเห็นชอบด้วย และคร้ังเม่ือกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า กรมการและพลเมือง
นครหาทพี่ งึ่ มไิ ด้ ยกปลดั เมอื งขนึ้ ผา่ นแผน่ ดนิ กไ็ ดพ้ งึ่ พาอาศยั สปั ระยทุ ธช์ งิ ชยั ชนะขา้ ศกึ ศตั รู ถา้ หาไม่
ขัณฑสีมาก็จะระส�่ำระสายเป็นไป ความชอบนี้จึงเป็นคุณแก่แผ่นดิน” ที่ส�ำคัญ ครั้งเม่ือจับตัวเจ้านคร
และพวกทุกคนมาได้ก็ยอมสวามิภักด์ิแต่โดยดี มิได้มีอาการกระด้างกระเดื่องใด ๆ ให้เป็นที่ระคายเคือง
เบอ้ื งพระยคุ ลบาท จงึ พระราชทานอภยั โทษ และใหร้ บั พระราชทานนำ้� พระพพิ ฒั นส์ ตั ยาอยเู่ ปน็ ขา้ ราชการ
ในพระองค์ พระราชทานบา้ นเรอื นทอ่ี ยอู่ าศยั ใหอ้ ยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ณ กรงุ ธนบรุ ี กบั ทงั้ เปน็ ทไี่ วว้ างพระราชหฤทยั
เป็นท่ีปรึกษาราชการแผ่นดนิ โดยมที ่ีเฝ้า “น่ังหนา้ ” ราชนกิ ลู ทง้ั ปวง
ต่อมาเจ้านราสุริยวงศ์ ซ่ึงเป็นพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รับการแต่งต้ัง
ใหเ้ ปน็ เจา้ เมอื งนครศรีธรรมราชในปเี ดยี วกนั โดยมีพระยาราชสุภาวดี, พระศรีไกรลาศ และพระไชยนาท
342
เปน็ เสนาบดขี า้ หลวงผรู้ กั ษาเมอื งและเปน็ ทปี่ รกึ ษาการครองเมอื ง โดยสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ โี ปรดเกลา้ ฯ
ให้ยกหัวเมืองนครศรธี รรมราชขนึ้ เปน็ ประเทศราช เจา้ เมอื งอยูใ่ นฐานะเจ้าประเทศราช ปกครองท้ังเมือง
ปัตตานี, ไทรบุรี, ตรังกานู ตลอดจนหัวเมืองชายทะเลด้านนอกท้ังหมด นครศรีธรรมราชจึงเป็นหัวเมือง
ฝ่ายใต้ท่ีมีความสำ� คัญยง่ิ คอยป้องกันดแู ลขอบขณั ฑสมี า
เจ้านราสุริยวงศ์อยู่ครองเมืองนครศรีธรรมราชจนถึงปีพุทธศักราช ๒๓๑๙ รวมเป็นระยะเวลา
๗ ปี จงึ ถงึ แกพ่ ริ าลยั ระหวา่ ง ๗ ปนี นั้ เจา้ นคร (หน)ู ทเ่ี ขา้ มารบั ราชการอยดู่ ว้ ยสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี
ได้ตามเสดจ็ ไปทพั ศกึ มีความชอบหลายครั้งจนเป็นทไ่ี วว้ างพระราชหฤทยั จงึ โปรดให้เจ้านคร (หนู) กลับ
ออกไปปกครองเมอื งนครศรธี รรมราชใหมอ่ กี ครง้ั ไดร้ บั พระราชทานพระสพุ รรณบฏั เปน็ “พระเจา้ ขตั ตยิ
ราชนคิ ม สมมตมิ ไหสวรรย์ พระเจา้ นครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสมี า” ในวนั อาทิตย์ เดอื น ๑๑ ขึ้น ๓ คำ่�
ปเี ดียวกนั ด�ำรงพระอสิ ริยยศเสมอเจา้ ประเทศราช
พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) มีพระราชธิดากับหม่อมทองเหนี่ยวท้ังหมด ๓ องค์ องค์แรก
มีนามว่าเจ้าหญิงชุ่ม กรุงธนบุรีรู้จักกันในนามเจ้าหญิงนวล หรือทูลกระหม่อมหญิงใหญ่แห่งเมืองนคร
องคร์ องมนี ามวา่ เจา้ หญงิ ฉมิ หรอื ทลู กระหมอ่ มหญงิ กลางแหง่ เมอื งนคร และองคส์ ดุ ทอ้ งมนี ามวา่ เจา้ หญงิ
ปราง หรือทลู กระหม่อมหญิงเล็กแห่งเมืองนคร เจ้าหญิงชุ่มหรอื ทลู กระหมอ่ มหญิงใหญ่ออกเรอื นไปกอ่ น
กับคณุ พัด
เมอื่ ครงั้ พระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู ตง้ั ตวั เปน็ เจา้ คณุ พดั ยงั มไิ ดเ้ ปน็ เขยเจา้ นครจงึ ยงั ไมต่ ง้ั เปน็
วังหน้า โดยตั้งหลวงนายฤทธ์ิหลานเขย ซ่ึงถือเป็นเขยท่ีห่างกว่าเป็นก่อน อย่างไรก็ตามคุณพัดได้เป็นเขย
เจ้านครในเวลาต่อมาในช่วงท่ีเจ้านครเป็นเจ้าแผ่นดินแล้ว จึงท�ำให้มีชื่อว่าเป็นผู้หน่ึงท่ีร่วมหลบหนีและ
ถกู จับกุมพรอ้ มเจ้านครครั้งพระยาปัตตานนี �ำตวั สง่ สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี
เมอ่ื เจา้ นครไดเ้ ขา้ ไปอยยู่ งั กรงุ ธนบรุ ี ไดถ้ วายตวั เจา้ หญงิ ฉมิ และเจา้ หญงิ ปราง ๒ พน่ี อ้ งใหร้ บั ราชการ
ฝา่ ยใน สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ที รงโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ หญงิ ฉมิ หรอื ทลู กระหมอ่ มหญงิ กลางแหง่ เมอื งนคร
เปน็ กรมบรจิ าภกั ดศี รสี ดุ ารกั ษ์ และโปรดเกลา้ ฯ สถาปนาพระอสิ รยิ ยศขนึ้ เปน็ พระมเหสฝี า่ ยซา้ ย มพี ระราช
โอรสและพระราชธดิ าในสมเดจ็ พระเจา้ กรุงธนบุรี รวม ๔ พระองค์ คอื
๑. สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายทศั พงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกลุ “พงษ์สนิ ”
๒. สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายทศั ไภย (ไมป่ รากฏราชสกุลโดยตรงจากพระองค)์
๓. สมเด็จเจ้าฟา้ ชายนเรนทรราชกมุ าร ทรงเปน็ ตน้ ราชสกลุ “รุ่งไพโรจน์”
๔. สมเดจ็ เจ้าฟ้าหญงิ ปัญจปาปี เปน็ พระชายาของพระสมั พันธวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ เกศ กรมขุนอิศรา
นรุ กั ษ์ ตน้ ราชสกลุ “อศิ รางกรู ”
มีเร่ืองเล่าในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
เจา้ ฟา้ ชายทง้ั ๓ พระองค์ เปน็ ทพ่ี ระพงศน์ รนิ ทร,์ พระอนิ ทรอำ� ไพ และพระนเรนทรร์ าชา มเี กยี รตยิ ศสงู
ไดเ้ ดนิ ตอ่ จากเสนาบดี เมอื่ คราวสมเดจ็ พระเจา้ ลกู ยาเธอเจา้ ฟา้ กรมขนุ เสนารกั ษ์ (พระราชโอรสลำ� ดบั ที่ ๗
ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ซง่ึ ประสตู แิ ตส่ มเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ สี มเดจ็
พระราชินพี ระองค์แรกแหง่ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์) ทรงผนวช ทรงโปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระพงศน์ รนิ ทรบ์ วชต่อท้าย
กระบวน เป็นที่กล่าวขานกันว่าไม่เคยมีพระราชพิธีทรงผนวชเจ้าฟ้าคราวใดในกรุงสยามที่ใหญ่โตและ
สนกุ สนานเหมอื นคราวนนั้
343
เหตหุ นงึ่ ทส่ี มเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ที รงโปรดเกลา้ ฯ ตง้ั เจา้ นคร (หน)ู เปน็ พระเจา้ นครศรธี รรมราช
เจา้ ประเทศราชนน้ั นอกจากพระเจา้ นครไดถ้ วายพระธดิ าทำ� ราชการ และพระธดิ านนั้ มพี ระราชโอรสแลว้
ก็สืบเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีความมุ่งหมายในเร่ืองการสืบสันตติวงศ์ คือ ตั้งพระทัยจะให้
กรมขุนอินทรพิทักษ์ ลูกยาเธอพระองค์หน่ึงไปครองกรุงกัมพูชา ให้เจ้าฟ้าทัศพงษ์ลูกยาเธอ ซ่ึงภายหลัง
เป็นพระพงษ์นรินทร์ พระราชโอรสอนั เกิดแตเ่ จ้าจอมมารดาฉิม หลานปู่พระเจา้ นคร (หนู) ไปครองเมอื ง
นครศรธี รรมราช สว่ นกรงุ ธนบรุ จี ะมอบราชสมบตั ปิ ระทานแกเ่ จา้ ฟา้ สพุ นั ธวุ งศ์ หรอื ทเี่ รยี กกนั วา่ เจา้ ฟา้ เหมน็
ดว้ ยเปน็ พระราชนดั ดาในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช เพราะเหตนุ จ้ี งึ ตง้ั เมอื งนครศร-ี
ธรรมราชไว้เป็นประเทศราช
สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ที รงโปรดพระเจา้ นครศรธี รรมราชมาก โดยเฉพาะชอ่ื เสยี งดา้ นการละคร
เหตุก็ด้วยบรรดาครูโขนละครในเมืองนครศรีธรรมราชขณะนั้น ต่างอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาในคราว
กรงุ แตก เมอื่ ผสมโรงขน้ึ ใหมอ่ กี ครง้ั กย็ งั คงใชข้ นบธรรมเนยี มและจารตี แหง่ ราชสำ� นกั อยธุ ยาในการฝกึ หดั
รวมไปถึงแบบแผนของการแสดง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้น�ำคณะละครผู้หญิงของพระเจ้านคร
เขา้ มาเปน็ ครฝู ึกหดั รว่ มกับพวกละครทท่ี รงรวบรวมได้จากทอ่ี น่ื ๆ แลว้ จัดตั้งเปน็ ละครหลวงของกรุงธนบรุ ี
นอกจากนั้นยังได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเร่ืองรามเกียรติ์ เพื่อให้คณะละครหลวงได้น�ำไป
ฝึกหัดออกแสดง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูการละครอย่างเต็มที่เพ่ือสร้างบรรยากาศให้รื่นเริง
ครกึ ครนื้ เหมอื นสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา เครอื่ งแตง่ กายไมว่ า่ จะเปน็ เครอื่ งตน้ เครอ่ื งทรง กแ็ ตง่ กนั ไดต้ ามลกั ษณะ
เรื่อง ส่งผลให้ศิลปะการละคร ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมากตอนปลายกรุงศรีอยุธยากลับฟื้นตัวข้ึนใหม่อีกคร้ัง
เมืองนครศรีธรรมราชกับกรุงธนบุรีจึงนับว่ามีความสนิทสนมแนบแน่นกันยิ่งนัก โดยเฉพาะความสัมพันธ์
ส่วนตัวระหว่างพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) กับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทั้งน้ีเพราะนอกจากพระเจ้า
นครศรธี รรมราช (หน)ู จะมฐี านะเปน็ พระสสั สรุ ะ (พอ่ ตา) ของสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ แี ลว้ ทงั้ สองยงั มไิ ด้
เป็นเจ้านายเหมือนกันมาก่อน จึงท�ำให้เข้าใจความประสงค์ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์
จึงแนน่ แฟ้นดังท่ีกลา่ ว
เหตกุ ารณห์ นง่ึ ทจ่ี ำ� ตอ้ งนำ� มาผกู โยง คอื เรอ่ื งของเจา้ พระยาพชิ ยั ราชา หรอื อกี ชอื่ หนง่ึ คอื เจา้ พระยา
สวรรคโลก ทหารเอกคนสำ� คญั ของสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี เดมิ ทเี ปน็ หลวงพชิ ยั ราชา ตดิ ตามพระยาตาก
ตฝี า่ วงลอ้ มจากคา่ ยวดั พชิ ยั ภายหลงั ไดร้ บั ยศเปน็ พระยาพชิ ยั ราชา ไดเ้ ปน็ กองหนา้ ในการตคี า่ ยโพธสิ์ ามตน้
เม่ือปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ มีส่วนส�ำคัญในการปราบชุมนุมเจ้านครในปีพุทธศักราช ๒๓๑๒ และชุมนุม
เจา้ พระฝางในปีพทุ ธศักราช ๒๓๑๓ หลังจากการปราบชุมนมุ เจา้ พระฝางแลว้ ไดข้ ึ้นเป็นเจ้าพระยาพชิ ัย
ราชา สำ� เรจ็ ราชการเมอื งสวรรคโลก ครงั้ นนั้ เมอ่ื เขา้ มาอยยู่ งั กรงุ ธนบรุ ี ทราบขา่ วพระเจา้ นคร (หน)ู ไดถ้ วาย
พระธิดาเป็นบาทบริจาริกาในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เจ้าพระยาพิชัยราชาเข้าใจผิดคิดว่าเจ้านครถวาย
แต่เจา้ หญิงฉมิ เพยี งองคเ์ ดียว สว่ นเจ้าหญิงปรางนั้นตามเข้าไปอยู่ด้วยกับพีส่ าวในพระราชวัง จงึ สง่ ผ้ใู หญ่
ไปสู่ขอเจ้าหญิงปราง
เรอ่ื งราวนม้ี ปี รากฏอยใู่ นพระราชพงศาวดารความตอนหนง่ึ วา่ “เดอื น ๑๒ ปวี อก อฐั ศก จลุ ศกั ราช
๑๑๓๘ หรอื ตรงกบั ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๓๑๙ เจา้ พระยาพชิ ยั ราชาผเู้ ปน็ เจา้ พระยาสวรรคโลกลงมารบั ราชการ
อยยู่ งั กรงุ ธนบรุ ี ไดแ้ ตง่ ผใู้ หญเ่ ขา้ ไปสขู่ อพระขนษิ ฐาเจา้ จอมฉมิ พระมเหสฝี า่ ยซา้ ย พระธดิ าพระเจา้ นครศร-ี
ธรรมราช ซ่ึงอยู่ในพระราชวัง จะมาเล้ียงดูเป็นภรรยา” สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพิโรธมาก ด�ำรัสว่า
344
“มนั ทำ� บงั อาจ จะมาเปน็ เขยนอ้ ยเขยใหญก่ บั กผู เู้ ปน็ เจา้ แผน่ ดนิ ” ใหน้ ำ� ตวั เจา้ พระยาพชิ ยั ราชาไปประหาร
ตัดศรี ษะเสยี บประจานอย่าให้ใครเอาเปน็ เยีย่ งอย่างสืบไป
ต่อมาเม่ือเจ้าอุปราชพัดเจ้าอุปราชวังหน้าของพระเจ้านคร (หนู) ผู้เคยรับราชการสนองพระเดช
พระคุณตามเสด็จสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปราชการทัพรบชนะศึกหลายคราเป็นที่โปรดปราน เดินทาง
เขา้ มาถวายขอ้ ราชการยงั กรงุ ธนบรุ หี ลงั เสรจ็ ราชการศกึ ขณะนน้ั เจา้ หญงิ นวล หรอื ทลู กระหมอ่ มหญงิ ใหญ่
แห่งเมืองนครผู้เป็นภริยาได้ถึงแก่กรรม สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบว่าเจ้าอุปราชพัดเป็นหม้าย
จงึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานเจา้ หญงิ ปรางใหเ้ ปน็ ภรรยาแทน ทรงรบั สงั่ วา่ “อยา่ เสยี ใจนกั เลย
จะให้นอ้ งสาวไปเลี้ยงหลาน” แม้ทา้ วนางฝ่ายในจะทลู ทัดทานว่าเจ้าจอมน้ันขาดระดูมา ๒ - ๓ เดือนแลว้
ก็ไม่ทรงเปล่ียนพระทัย ตรัสว่า “ได้ออกปากให้เขาไปแล้วก็พาไปเถิด” ดังนั้นท้าวนางจึงได้ส่งตัวเจ้าจอม
มารดาปรางไปให้ตามรบั ส่งั
เจ้าพัดอุปราชเม่ือรับเจ้าจอมมารดาปรางไปแล้วก็มิได้ข้องเก่ียวในฐานะชายาแต่อย่างใด ด้วย
เคารพเทิดทูนในองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม โดยยกข้ึนเป็น “แม่วัง” หรือ
“แม่เมือง” มีฐานะกิตติมศักด์ิ ครั้นจะให้อยู่วังเดียวกัน (คือวังเจ้าอุปราช) ซึ่งก็คือวัดท่าโพธ์ิในปัจจุบัน
กเ็ ปน็ การไมเ่ หมาะสมและไมส่ มพระเกยี รตยิ ศเจา้ จอมมารดา จงึ มาสรา้ งวงั ขน้ึ ใหม่ ณ บรเิ วณวดั วงั ตะวนั ออก
ปจั จบุ นั ซงึ่ วงั นเี้ จา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) ไดพ้ ำ� นกั อาศยั อยดู่ ว้ ยจนเตบิ ใหญ่ เมอื่ ไดเ้ ปน็ เจา้ เมอื งแลว้
จึงย้ายออกไปอยู่วังเจ้าเมือง บริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชปัจจุบัน ยกพื้นท่ีวังเดิมให้เป็นวัด
ชอื่ วดั วงั ตะวนั ออก สว่ นอทุ ยานฝง่ั ตรงขา้ มวงั นนั้ ภายหลงั ทไี่ ดใ้ ชเ้ ปน็ สถานทปี่ ลงศพเจา้ จอมมารดาปรางแลว้
ได้สรา้ งพระพุทธรปู นาม “พระศรีธรรมาโศกราช” บนเนินดนิ เชงิ ตะกอนนนั้ โดยด�ำรใิ ห้มลี ักษณะใบหนา้
อยา่ งพทุ ธสตรี เพอื่ เปน็ เครอื่ งระลกึ พระคณุ แหง่ มารดา สว่ นนามนน้ั กพ็ อ้ งกบั ราชทนิ นามทไ่ี ดร้ บั พระราชทาน
ในตำ� แหนง่ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
เมื่อครั้งพระเจ้านคร (หนู) กลับไปครองเมืองนครศรีธรรมราชดังเดิม การตั้งเจ้านครจัดพิธีการ
เป็นท�ำนองกษัตริย์พระองค์หน่ึงมอบเมืองให้แก่กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง พระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้า
ทุกประการ ก�ำหนดไปในกฎซ่ึงแต่งต้ังอย่างชัดเจนว่า ให้พระเจ้าขัณฑสีมาบ�ำรุงฝ่ายหน้าฝ่ายในให้สรรพ
ไปดว้ ยสรุ างคน์ างปรางคป์ ราสาทเรอื นหลวงนอ้ ยใหญใ่ นนอกพระนครขอบขณั ฑสมี า ใหต้ ง้ั เสนาบดจี ตสุ ดมภ์
ไดอ้ ยา่ งเดยี วกบั กรงุ ธนบรุ ี พระเจา้ นครกลบั ไปครองนครศรธี รรมราชคราวนค้ี รองอยา่ งกษตั รยิ ค์ รองเมอื ง
ทว่ี า่ ราชการกเ็ รยี กวา่ ทอ้ งพระโรง ทอ่ี ยเู่ รยี กวา่ พระราชวงั สถาปนาราชวงศแ์ ละขา้ ราชการตามลำ� ดบั ชนั้ ยศ
ใชค้ ำ� ราชาศพั ทต์ ามอยา่ งโบราณราชประเพณี มชี า้ งตน้ มา้ ตน้ และละครผหู้ ญงิ เปน็ เครอ่ื งราชปู โภคประดบั
พระเกยี รติ ทงั้ ยงั ทรงประกอบพระราชพธิ อี ยา่ งธรรมเนยี มกษตั รยิ ์ อาทิ พระราชพธิ ตี รษุ พระราชพธิ สี ารท
พระราชพธิ จี องเปรยี ง พระราชพธิ ตี รยี มั ปวาย พระราชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนาขวญั พระราชพธิ ถี วายผา้
พระกฐนิ และพระราชพธิ ีสมั พจั ฉรฉินท์ เป็นต้น
การยกย่องพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ให้เป็นกษัตริย์ในคร้ังน้ี ถือเป็นเร่ืองหนึ่งซึ่งแสดงถึง
พระราชอธั ยาศยั และสายพระเนตรอนั กวา้ งไกลและกลา้ ขององคส์ มเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี เพราะในบรรดา
หัวหน้าชุมนุมที่คิดตั้งตัวเป็นใหญ่ มีแต่เจ้านครเพียงผู้เดียวที่แพ้แล้วยอมอ่อนน้อม ที่ทรงยกย่องก็เพ่ือจะ
แสดงว่าผใู้ ดออ่ นนอ้ มแลว้ พระองค์กท็ รงชบุ เลยี้ ง แสดงว่าถึงพระองคจ์ ะเปน็ ผมู้ ีบญุ กไ็ มเ่ หยียบย่�ำผอู้ น่ื ซงึ่
ในชนั้ เดมิ มฐี านะเชน่ เดยี วกบั พระองค์ และแสดงวา่ ไมท่ รงเกรงกลวั หากเจา้ นครจะคดิ การกำ� เรบิ ขนึ้ กท็ รง
345
ปราบได้ หากเจา้ นครไมก่ ำ� เรบิ คงจงรกั ภกั ดตี ลอดไปกถ็ อื เปน็ คณุ แกบ่ า้ นเมอื ง จะทรงปลอ่ ยภาระการปอ้ งกนั
พระราชอาณาจักรทางปกั ษ์ใตใ้ ห้แก่เจ้านครได้พทิ ักษร์ กั ษาสืบไป
พระเจา้ ขตั ตยิ ราชนคิ ม หรอื พระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู ทรงตงั้ เจา้ พดั เปน็ อปุ ราชหลงั จากกลบั
มาครองเมือง เมื่อมีอุปราชซึ่งเป็นท้ังราชบุตรเขยและผู้มีความสามารถ พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู)
จงึ ครองขณั ฑสมี าอยา่ งเปน็ สขุ ภาระหนา้ ทตี่ า่ ง ๆ ไมว่ า่ จะเปน็ การปกครองบา้ นเมอื งกด็ ี การเขา้ ฟงั ขอ้ ราชการ
ในกรงุ ธนบรุ กี ็ดี การทพั การศึกกด็ ี ทรงมอบใหเ้ จา้ พัดเป็นสิทธขิ์ าดแทบทัง้ สิ้น
พระเจ้าขัตติยราชนิคม (หนู) ครองเมืองนครศรีธรรมราชด้วยบารมีเต็มเปี่ยมตลอดมา ตั้งแต่ปี
พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๙ ครนั้ ถงึ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๓๒๕ กรงุ ธนบรุ เี กดิ จลาจลสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ สี น้ิ พระชนม์
สมเด็จเจา้ พระยามหากษัตริย์ศกึ ปราบดาภเิ ษกพระมหากษตั รยิ ล์ ำ� ดับที่ ๑ แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
พระบรมราชา พระพทุ ธปฏิมาองค์เดยี วในแผน่ ดนิ ธนบรุ ี
พระราชหตั ถเลขาในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๖ เมอื่ ครงั้ ดำ� รงพระอสิ รยิ ยศ
เปน็ สมเดจ็ เจา้ ฟา้ มหาวชริ าวธุ สยามกฎุ ราชกมุ าร ซงึ่ ถวายรายงานพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ราวปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๕๒ (ร.ศ.๑๒๘) ทรงเลา่ วา่ “เมอื่ วนั องั คาร ที่ ๒๕ พฤษภาคม ร.ศ.๑๒๘ เวลาบา่ ย
ได้ขับรถไปตามถนนรอบก�ำแพงเมือง ไปน่ังมุขพระธรรมศาลาในวัดพระบรมธาตุ ดูแห่พระพุทธรูป
ซง่ึ เรยี กวา่ พระบรมราชา พระนน้ั ไดเ้ ชญิ ขนึ้ บษุ บกวางบนตะเคใ่ หค้ นฉดุ มา คนทฉี่ ดุ นน้ั ไมใ่ ชแ่ ตเ่ ฉพาะ
ชายฉกรรจ์ ทั้งคนชรา เด็ก และผู้หญิงก็ช่วยกันฉุดด้วยเพ่ือเอาบุญ เดิมพระองค์นี้ฝังอยู่ในกลางทุ่ง
มีผ้ไู ปขดุ พบเขา้ จึงเอาไปประดษิ ฐานไว้ทว่ี ดั นอกเมือง พระองค์นมี้ ชี ื่อเสียงวา่ ปฏบิ ัตสิ ับประดนต่างๆ
มขี นึ้ ลว่ งเรอื นเขาบา้ ง ขน้ึ หาลกู สาวเขาบา้ ง ตามเรอ่ื งวา่ ไลก่ นั มาถงึ วดั เหน็ ผรู้ า้ ยหายเขา้ ไปในพระวหิ าร
พระบรมราชา ผทู้ ่ีไลว่ ่งิ ตามเขา้ ไปยังได้เหน็ โคลนเปื้อนพระบาทอยู่ ถึงกับล่ามโซไ่ ว้ ต่อมาเมอื่ เร็วๆ น ี้
จงึ จบั ตวั ผรู้ า้ ยได้ เรอ่ื งราวกจ็ บลง แตท่ แี่ ลไมเ่ หน็ นน้ั คอื เหตไุ ฉนจงึ อสุ าหะมคี นเชอื่ ได้ ดไู มน่ า่ เชอ่ื เลยวา่
พระพุทธรูปจะเที่ยวเล่นซุกซนได้เช่นนั้น ฝ่ายเจ้าผู้เป็นต้นคิด ซัดพระพุทธรูปขึ้นด้วยนั้น ก็ควรจะ
ยอมรบั ว่ามนั ช่างรู้อัทยาไศรยของเพ่ือนกันดีจริง ๆ”
หากพิจารณาสาระส�ำคัญนอกจากการซัดทอดว่าเป็นพระที่ปฏิบัติสัปดนจนปัจจุบันมีผู้ผูกความ
วา่ เปน็ “พระเจา้ ช”ู้ แลว้ พาลไปกลา่ วหาพระพทุ ธรปู องคอ์ น่ื ดว้ ยแลว้ จะเหน็ วา่ พระนามของพระพทุ ธรปู
พระองคน์ ี้ คอื “พระบรมราชา” อาจมคี วามเปน็ ไปไดด้ ว้ ยองคป์ ระกอบหลายประการวา่ จะเปน็ พระพทุ ธ
ปฏิมาที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเลย์ ท่ีกล่าวว่า “...แล้วทรงพระกรุณาให้
หลวงวจิ ติ รนฤมล ปน้ั ประพทุ ธรปู ใหต้ อ้ งดว้ ยพทุ ธลกั ษณะ พระสมาธอิ งคห์ นง่ึ ยนื องคห์ นง่ึ เปน็ สองพระองค์
จะใหช้ า่ งหลอ่ ดว้ ยทองสมั ฤทธิ์ แลว้ ดำ� รสั นมิ นตพ์ ระเทพกระวใี หอ้ อกไปกรงุ กมั พชู าธบิ ดี ใหพ้ ระพรหมมนุ ี
ออกไปเมอื งนครศรีธรรมราช คน้ พระคัมภีรพ์ ระวิสทุ ธิมัคคน์ ำ� เขา้ มาเปน็ ฉบบั สรา้ งไว้ในกรุงธนบรุ ี...” นน่ั
หมายความวา่ ในแผน่ ดนิ กรงุ ธนบรุ ี ทรงสรา้ งพระพทุ ธรปู ไวเ้ พยี ง ๒ พระองคแ์ ละสง่ ไปยงั เมอื งสำ� คญั ๒ เมอื ง
กลา่ วคอื กมั พชู าและนครศรธี รรมราช ขา้ งเมอื งนครศรธี รรมราชโดยทที่ รงมคี วามผกู พนั กนั มาแตก่ อ่ น เขา้ ใจวา่
จะพระราชทานมาเพอ่ื การพระราชผาตกิ รรมกบั คมั ภรี พ์ ระวสิ ทุ ธมิ รรค กบั ทงั้ ขอ้ สงั เกตบางประการเพม่ิ เตมิ
อาทิพุทธศิลป์ท่ีจัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ขนาดพระองค์มีความใกล้เคียงกับบุคคลจริงตามที่อ้างถึง
346
พระพทุ ธรูปพระบรมราชา ประดษิ ฐาน ณ วหิ ารโพธิ์ลงั กา
วดั พระมหาธาตุ วรมหาวิหาร
ในพระราชพงศาวดารฉบับเดียวกันหลังจากที่ด�ำรัสถามพระราชาคณะด้วยพระรูปและพระลักษณะว่า
ทรงส่องพระฉายดูเห็นพระกายว่า “...จึงทรงพระกรุณาส่ังให้ช่างหล่อ หล่อพระพุทธรูปให้ต้องด้วย
พระพุทธลกั ษณะจงพร้อมบรบิ ูรณ์ทุกประการ...”
พระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู ครง้ั ไปรบั ราชการในกรงุ เทพฯ เปน็ ทต่ี ำ� แหนง่ ใดไมป่ รากฏ ไดค้ วาม
แต่ว่า อยู่ต่อมาไม่นานก็ถึงแก่อสัญกรรม เจ้าพระยานคร (พัด) เข้าไปรับอัฐิ ท้ังของเจ้าพระยานคร (หนู)
และหม่อมทองเหนี่ยวซ่ึงวายชนม์ต่อมาในเวลาไล่เล่ียกัน ออกไปก่อเจดีย์ท�ำตึกบรรจุไว้ที่วัดแจ้งเมือง
นครศรธี รรมราช
วัดแจ้งน้ันตามพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราชระบุว่า คุณชีซ่ึงเป็นพี่สาวของเจ้าพระยานคร
(พัด) เป็นผู้สร้างคู่กับคุณหญิง ซ่ึงเป็นมารดาของเจ้าพระยานคร (พัด) ได้สร้างวัดประดู่ เหตุท่ีสร้าง
เนื่องมาจากเจา้ พระยานคร (พัด) ไดร้ บั พระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจา้ เมอื งนครศรีธรรมราชนน่ั เอง
347
วัดแจ้งแต่เดิมเป็นท่ีรกร้างว่างเปล่า คุณชีเห็นว่าท�ำเลสวยงามดี จึงด�ำริให้สร้างวัดข้ึน และด้วย
เหตุท่ีบริเวณน้ันปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่มืดครึ้มตลอดเวลาแสงแดดส่องไม่ถึง เม่ือได้สร้างวัดข้ึนแล้วราวปี
พุทธศักราช ๒๓๓๕ ความมืดครึ้มก็หายไป ความสว่างกระจ่างแจ้งเข้ามาแทนท่ี จึงต้ังชื่อว่า “วัดแจ้ง”
ต่อมาเจ้าพระยานคร (พัด) ถือว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดประจ�ำตระกูล จึงให้การสนับสนุนด้วยดี ท�ำให้วัดแจ้ง
มคี วามเจรญิ คกู่ บั วดั ประดตู่ ลอดมา อฐั ขิ องพระเจา้ นครศรธี รรมราช (หน)ู และหมอ่ มทองเหนยี่ วถกู นำ� มา
บรรจุไว้ในเจดีย์ประดิษฐานในตึกอีกช้ันหนึ่ง เรียกกันท่ัวไปในสมัยก่อนว่า “ตึกกษัตริย์” เจดีย์องค์แรก
ยอดบนรปู ดอกบวั ประณตี งดงาม เปน็ ทบี่ รรจอุ ฐั ขิ องกษตั รยิ น์ ครศรธี รรมราช เจดยี อ์ งคถ์ ดั มาอยเู่ คยี งคกู่ นั
มลี กั ษณะเปน็ ยอดเรยี วแหลมประณตี งดงามไมแ่ พก้ นั เปน็ ทบ่ี รรจอุ ฐั ขิ องหมอ่ มทองเหนย่ี วพระชายา เจดยี ์
คนู่ ถ้ี กู สรา้ งขนึ้ โดยเจา้ พระยานครศรธี รรมราช (พดั ) ปจั จบุ นั ยงั คงไดร้ บั การทาํ นบุ าํ รงุ และทำ� บญุ อทุ ศิ กศุ ล
เปน็ ประจ�ำมไิ ดข้ าด โดยมี มลู นธิ สิ กลุ ณ นคร และสายสมั พนั ธ์ เปน็ ศนู ยร์ วมในการดำ� เนินกจิ กรรมต่างๆ
กรงุ รัตนโกสนิ ทร์
สมเดจ็ พระบวรราชเจ้ามหาสุรสงิ หนาท (กรมพระราชวงั บวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๑)
สงคราม ๙ ทัพคือศึกส�ำคัญต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เม่ือพุทธศักราช ๒๓๒๗ พม่ายกทัพเรือมาทาง
เมืองมะริด เพื่อตีหัวเมืองประเทศราชทางปักษ์ใต้ต้ังแต่ระนองจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีย่ีหวุ่น
เปน็ ทพั หนา้ แกงหวนุ่ แมงยเี ปน็ ทพั หลวง ตามพงศาวดารเมอื งนครศรธี รรมราช ฉบบั หลวงอนสุ รสทิ ธกิ รรม
(บัว ณ นคร) ระบุว่าเม่ือยกมาตีเมืองชุมพรและไชยา เจ้าเมืองท้ังสองเป็นรู้ว่าพม่ายกมามากไม่สามารถ
จะสู้รบได้ จึงเทครัวเข้าป่าทิ้งเมืองเสีย พม่าก็เอาไฟเผาบ้านเมืองเสียท้ัง ๒ เมือง แล้วจึงยกเข้ามาตีเมือง
นครศรธี รรมราช
เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (พดั ) เมอ่ื ทราบข่าววา่ ขา้ ศกึ กำ� ลังบุกประชดิ เมือง จงึ แตง่ ใหก้ รมการ
คมุ พลพนั เศษมาตงั้ ขดั ตาทพั พมา่ อยทู่ ที่ า่ ตอ่ แดนเมอื งไชยา ฝา่ ยพมา่ ออกอบุ ายใหค้ นชาวเมอื งไชยาไปลวงวา่
เมอื งหลวงเสยี แกพ่ มา่ แลว้ เจา้ พระยานคร (พดั ) สำ� คญั วา่ จรงิ จงึ ทง้ิ เมอื งเสยี เทครวั ขน้ึ ไปอยนู่ อกเขาตำ� บล
จันดี ปลายคลองคุดด้วน ในปัจจุบันเรียกว่า “ทัพเจ้าพระยา” พม่าได้เมืองนครศรีธรรมราชก็เข้าตั้งอยู่
ในเมอื ง ใช้เปน็ กองบญั ชาการรวบรวมรี้พลและเสบยี งอาหารเพ่ือยกไปตีเมืองพัทลุงและสงขลาต่อไป
เม่ือมีเหตุให้กองทัพพม่าต้องล่าถอยออกจากหัวเมืองทางปักษ์ใต้ สมเด็จกรมพระบวรราชเจ้าฯ
เสดจ็ ยกทพั หลวงมาจดั ราชการบา้ นเมอื งทไ่ี ดร้ บั ความเสยี หายรายทาง ครนั้ ถงึ เมอื งนครศรธี รรมราช โปรดให้
ตามตวั เจา้ พระยานคร (พดั ) มาแลว้ ทรงพระกรณุ าอภยั โทษ เมอ่ื พจิ ารณาแลว้ การทไี่ ดท้ รงมพี ระราชวนิ จิ ฉยั
เชน่ น้ี ทัง้ ทีค่ วรให้เปน็ ไปตามอาญาทัพนน้ั สนั นษิ ฐานวา่ เป็นเพราะเหตุต่อไปน้ี
๑. เจา้ พระยานคร (พดั ) เปน็ ขนุ นางผใู้ หญค่ รองหวั เมอื งเอกทม่ี อี ทิ ธพิ ลสามารถควบคมุ ดแู ลบรรดา
หัวเมืองปักษใ์ ตอ้ ่นื ซึง่ จะเป็นประโยชน์ใหแ้ กพ่ ระนคร
๒. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกเพิ่งเชิญเสด็จพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) เขา้ มา
ทำ� ราชการยังกรงุ เทพฯ ในปเี ดยี วกนั นนั้
๓. เจ้าพระยานคร (พัด) ได้ถวายคุณนุ้ยเล็ก ท�ำราชการเป็นเจ้าจอมในสมเด็จพระบวรราชเจ้า
มหาสรุ สงิ หนาท ซงึ่ ภายหลงั ประสตู พิ ระราชธดิ า ทรงพระนามวา่ พระเจา้ ราชวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ ปทั มราช
ดังน้ันเจา้ พระยานคร (พัด) จึงมฐี านะเปน็ พระสสั สุระ (พ่อตา) กบั ทงั้ ได้ถวายคุณนุ้ยใหญ่ ท�ำราชการเปน็
เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก
348
๔. มคี วามเป็นไปได้ว่า ทัพหน้าที่ทรงพระกรณุ าใหย้ กไปตีเอาเมอื งตาน,ี ตรงั กานู, กลันตัน และ
เมืองไทรบุรีนั้น จะทรงให้เจ้าพระยานคร (พัด) ท�ำการแก้มือ หรือไม่ก็อ�ำนวยการจัดหาเสบียงอาหาร
ในการศึกดงั กล่าว
๕. กรุงรัตนโกสินทร์เพ่ิงสถาปนาได้ไม่นานนัก กล่าวคือไม่ถึง ๓ ขวบปี กับท้ังพระราชประสงค์
ของรัชกาลที่ ๑ ที่จะทรงลดอ�ำนาจของเมืองนครศรีธรรมราชน้ันก็ก�ำลังเป็นไปได้ด้วยดี ดังท่ีได้ทรงพระ
กรณุ าโปรดเกล้าฯ ตงั้ เจ้าพระยานคร (พัด) ท้งั ทีเ่ ปน็ ลกู เขย ขึ้นครองเมอื งนครศรีธรรมราช แทนทจ่ี ะเป็น
สกลุ วงศ์ทางสายตรงของพระเจ้านคร (หน)ู
เจา้ จอมมารดานยุ้ ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก
ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีโศกราชวงศ์ (พดั ) กบั ทูลกระหมอ่ มหญิงใหญค่ ือคณุ ชุ่ม (หรอื
อกี ชอื่ ว่าคุณนวล) เจ้าจอมมารดานุย้ ใหญ่ เปน็ พระราชมารดาของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศกั ดิพลเสพ
กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ
พุทธศกั ราช ๒๓๕๘
เจา้ จอมมารดานุ้ยเล็ก ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
ธดิ าของเจา้ พระยาสธุ รรมมนตรี (พดั ) กบั ทลู กระหมอ่ มหญงิ ใหญค่ อื คณุ ชมุ่ (หรอื อกี ชอ่ื วา่ คณุ นวล)
เกดิ เมอื่ พทุ ธศกั ราช ๒๓๐๘ เปน็ พระมารดาของพระเจา้ ราชวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ ปทั มราช ซง่ึ เมอื่ สมเดจ็
พระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสวรรคตแล้ว ภายหลังงานพระเมรุแล้ว ๑๓ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๓๖๐
ได้กราบบงั คมทูลลาพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช กลับเมอื งนครศรีธรรมราช
เชน่ เดยี วกบั สมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาสรุ สงิ หนาท เจา้ จอมมารดานยุ้ เลก็ กม็ ใี จใฝไ่ ปในการอปุ ถมั ภ์
และทำ� นบุ ำ� รงุ พระพทุ ธศาสนา มศี รทั ธาปสาทะในการรกั ษาศลี อยเู่ ปน็ นจิ ไดอ้ ปุ ถมั ภค์ ำ้� จนุ พระภกิ ษุ สามเณร
ชีพราหมณ์หรือแม้แต่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ได้บริจาคทรัพย์เพ่ือร่วมท�ำนุบ�ำรุงศาสนสถานในบวรพุทธ
ศาสนา ทั้งเมื่อใช้ชีวิตในพระราชวังบวรและเมื่อกราบบังคมทูลลากลับมาอยู่เมืองนครศรีธรรมราชแล้ว
เป็นต้นว่าได้บริจาคทองค�ำเพื่อแผ่หุ้มยอดพระบรมธาตุเจดีย์ ดังจารึกท่ีปรากฏบนแผ่นทองหุ้มปลียอด
พระบรมธาตุเจดียน์ ครศรธี รรมราช เลขท่ี ๑๘ (จ.๕๒) ด้านที่ ๑ ความว่า “ฯ ศุภมสั ดุ พระพุทธศกั ราชลว่ ง
แล้วได้ ๒๓๗๗ พระวัสสา จลุ ศักราชข้ึนเป็น ๑๑๘๙ ปี เจา้ คุณมารดา เป็นผ้อู ปุ ถัมภก รกั ษาพระศาสนา
ประกอบไปด้วยอุตสาหะ รักษาพระไตรสรณคมน์ ด้วยศีลห้าเป็นนิตย์แล แลอุโบสถศีลเป็นอดิเรก แลได้
รกั ษาพระสงฆ์ แลสามเณร แลชีพราหมณ์ บคุ คลรกั ษาศีล แลมีน้ำ� ใจศรทั ธา ไดท้ �ำนบุ ำ� รุง พระเจตยิ สถาน
อันบรรจุพระบรมธาตุและพระระเบียงล้อมพระบรมธาตุ ให้บริบูรณ์เสร็จแล้วยังมิได้เต็มศรัทธา จึงเอา
ทองค�ำเน้ือเจ็ด หนักสามต�ำลึงสามสลึง ตราสังแผ่หุ้มยอดพระบรมธาตุ ให้มีผลานิสงส์เป็นอันมาก ขอให้
ส�ำเร็จสมบัติสามประการ คือมนุษยสมบัติ แลสวรรค์สมบัติ มีพระนิพพานสมบัติเป็นที่สุด ตามประเพณี
พระอริยเจา้ แตก่ อ่ นนน้ั แล”
คำ� อทุ ิศถวายของเจา้ จอมมารดานยุ้ เลก็ เม่ือพุทธศกั ราช ๒๓๗๗
บนจารกึ แผน่ ทองหุม้ ปลียอดพระบรมธาตุเจดียน์ ครศรีธรรมราช เลขที่ ๑๘ (จ.๕๒) ด้านท่ี ๑
349
อน่ึง เจ้าจอมมารดานุ้ยเล็ก ยังได้รับความนับถือจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เปน็ อนั มาก โดยทรงตรสั เรยี กวา่ “ป้านยุ้ ”
สมเดจ็ พระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (กรมพระราชวงั บวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๓)
สมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาศกั ดพิ ลเสพ มพี ระนามเดมิ วา่ พระองคเ์ จา้ อรโุ ณทยั เมอื่ ทรงพระเยาว์
ไดร้ บั การขานพระนามวา่ พระองคเ์ จา้ ชา้ งหรอื พระองคเ์ จา้ กทั ทลวี นั ทรงมพี ระชาตกิ ำ� เนดิ เปน็ สายพระโลหติ
ทางตรงของเมอื งนครศรธี รรมราช กลา่ วคอื เปน็ พระราชโอรสลำ� ดบั ที่ ๑๗ ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้
จุฬาโลกมหาราช กับเจ้าจอมมารดานุ้ยใหญ่ ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีโศกราชวงศ์ (พัด) กับ
ทลู กระหม่อมหญิงใหญ่คอื คณุ ช่มุ (หรืออกี ชือ่ วา่ คุณนวล)
นอกจากความผกู พนั กบั เมอื งนครศรธี รรมราชทางสายพระโลหติ แลว้ เมอื่ ครงั้ ยงั ดำ� รงพระอสิ รยิ ยศ
ท่ีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหม่ืนศักดิพลเสพ ได้ทรงกราบบังคมทูลพระกรุณาจากพระบาทสมเด็จพระ
พุทธเลิศหล้านภาลัย ให้จัดแจงต�ำแหน่งพระหลวงกรมการเมืองนครศรีธรรมราชข้ึนใหม่ตามอย่างสมัย
กรงุ ศรอี ยธุ ยา ซงึ่ ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหช้ ำ� ระตาม “สมดุ ตำ� แหนง่ พระหลวงกรมการเมอื งนคร
คร้ังพระยาสุโขทัยเป็นเจ้าพระยานคร” ซึ่งครบท้ังกรมการผู้ใหญ่และกรมการขุนหมื่นผู้น้อย ปรากฏใน
“ทำ� เนยี บข้าราชการนครศรีธรรมราช ครงั้ รัชกาลท่ี ๒” ซ่ึงปจั จุบันกลายเป็นเอกสารฉบบั สำ� คัญในการ
ศึกษาประวตั ิศาสตร์ โดยเฉพาะมติ ิพฒั นาการของระบบการเมืองการปกครองสมัยต้นกรุงรตั นโกสินทร์
ในปีพุทธศักราช ๒๓๕๘ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัด) ถึงแก่อสัญกรรม พระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมนื่ ศกั ดพิ ลเสพ เปน็ ผแู้ ทน
พระองคเ์ สดจ็ มายงั เมอื งนครศรธี รรมราชเพอื่ พระราชทานเพลงิ ศพเจา้ พระยาสธุ รรมมนตรี (พดั ) ซงึ่ มศี กั ด์ิ
เป็นเจ้าคุณตา กับทั้งรับเชิญพระกระแสรับส่ังข้อราชการหลายประการมายังเจ้าพระยานครศรีธรรมราช
(นอ้ ย) เมอื่ ครงั้ เปน็ พระยานครศรธี รรมราช อาทิ ตดิ ตามการวางแผนจดั การปกครองหวั เมอื งตามตำ� แหนง่
ทีไ่ ด้ทรงพระกรุณาฯ ใหช้ ำ� ระไวเ้ มอ่ื วนั ศกุ ร์ ข้ึน ๑๐ ค�ำ่ เดอื น ๑๑ ปมี ะแม จุลศกั ราช ๑๑๗๓ (พทุ ธศกั ราช
๒๓๕๔)
ท้ังยังได้พระราชทานเคร่ืองละครกับครูละครผู้หญิงไว้ส�ำหรับฝึกหัดในเมืองนครศรีธรรมราช
หลายคน อาทิ คณุ ขำ� ซงึ่ ภายหลงั ไดเ้ ปน็ ภรรยาเจา้ พระยานคร (นอ้ ย) และเปน็ ครลู ะครเจา้ จอมมารดาเอม
ในรัชกาลท่ี ๕
พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าปัทมราช
พระเจ้าราชวรวงศ์เธอชั้น ๑ ประสูติเมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๐ เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๑๕
ในสมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาสรุ สงิ หนาทกบั เจา้ จอมมารดานยุ้ เลก็ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
(รชั กาลท่ี ๔) ทรงตรสั เรยี กในพระราชหตั ถเลขาทที่ รงถงึ พระองคเ์ จา้ ปทั มราชเมอ่ื ครงั้ เสดจ็ มาประทบั เมอื ง
นครศรธี รรมราช วา่ “เจา้ อาวเ์ จา้ นา้ ของกระหมอ่ มฉนั ” และออกพระนามกนั โดยทว่ั ไปวา่ “เสดจ็ ธรรมราช”
พระกรณยี กจิ ทส่ี ำ� คญั ของพระองคเ์ จา้ ปทั มราชคอื งานดา้ นการละคร คอื ไดท้ รงฝกึ หดั ละครผหู้ ญงิ
ขึ้นโรงหน่ึง เป็นละครในเล่นเรื่องอิเหนา แต่ในภายหลังได้ทรงปรับกระบวนการเล่นเป็นอย่างละครชาตรี
ตามทม่ี อี ยเู่ ดมิ ในเมอื งนครศรธี รรมราช จงึ ถอื เปน็ ละครชาตรโี รงแรกทม่ี ผี หู้ ญงิ เลน่ ทง้ั โรง จากพระอจั ฉรยิ ภาพ
ในขอ้ น้ี พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ ไดท้ รงรบั สง่ั ใหห้ าขนึ้ ไปเลน่ ในงานพระเมรพุ ระศพสมเดจ็
350
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๓ และได้มีพระราชหัตถเลขาเป็นการ
เฉพาะวา่ “แลละครชาตรขี องเสดจนนั้ กระหมอ่ มฉนั ไดส้ งั่ ใหต้ ง้ั โรงใหเ้ ลน่ ในการพระศพนนั้ ดว้ ย มคี น
มาดมู าก เพราะเหน็ เปน็ ของนอกแปลกเขา้ มา กระหม่อมฉนั ไดใ้ ห้เงินโรงวันละต�ำลึงทง้ั สีว่ นั ”
พระองคเ์ จา้ ปทั มราชเสดจ็ มาอยเู่ มอื งนครศรธี รรมราชตง้ั แตป่ พี ทุ ธศกั ราช ๒๔๐๒ ตามคำ� ทลู เชญิ
ของพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ดว้ ยทรงพระกรณุ าเหน็ วา่ ทรงหา่ งจากพระมารดาคอื เจา้ จอม
มารดานุ้ยเล็กนานมากกว่า ๔๒ ปีแล้ว ทั้งเจ้าจอมมารดาก็ชราภาพ ทรงห่วงใยด้วยท้ังชีวิตบ้ันปลายและ
ทรัพย์สิน ท้ังที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงพระราชทานไว้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับท้ังสมบัติอันเป็นมรดกดั้งเดิมของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัด)
อนั จะหาผใู้ ดสมควรดแู ลจดั การไดเ้ ทา่ พระองคเ์ จา้ ปทั มราชไปเสยี ไมไ่ ด้ ทรงประทบั ณ เมอื งนครศรธี รรมราช
๔ ปี แลว้ ทรงมหี นงั สอื กราบบงั คมทลู พระกรณุ า แจง้ ความประสงคท์ จี่ ะกลบั กรงุ เทพฯ ดว้ ยวา่ ทรงประชวร
เมื่อพทุ ธศักราช ๒๔๐๖
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงใหค้ วามเคารพนบั ถอื พระองคเ์ จา้ ปทั มราชเปน็ อยา่ ง
มาก ดว้ ยวา่ เปน็ เจา้ นายชน้ั ผใู้ หญใ่ นแผน่ ดนิ ตน้ รตั นโกสนิ ทร์ ดงั ความในพระราชหตั ถเลขาตอบพระประสงค์
ท่จี ะเสดจ็ กลบั กรงุ เทพฯ ของเสดจ็ ธรรมราช ตอนหนึง่ วา่ “...ฉันเองกด็ ี เจา้ นายอื่นกด็ ี กเ็ ปนแต่ญาตแิ ล
ลูกหลานห่างกับท่านแลป้า ไม่ควรจะบังคับบัญชาให้ผิดแก่ความคิดความชอบของป้าไป ฉันเกรง
ในปา้ นกั ฉนั ไมร่ ทู้ จ่ี ะทำ� อยา่ งไรเลย...” ทงั้ นี้ ยงั ไดท้ รงพระกรณุ าเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ มายงั เมอื งนครศร-ี
ธรรมราช เพ่ือทรงรับเสด็จด้วยพระองค์เอง กับทั้งทรงรับสั่งให้จัดตึกใหม่ซึ่งท�ำลงในเรือนเจ้าจอมมารดา
น้ยุ ใหญน่ นั้ ถวายใหเ้ ปน็ ทีป่ ระทบั
พระองค์เจ้าปัทมราช ส้ินพระชนม์เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๘ ด้วยพระโรคลมอัมพาธ พระชันษา
๗๘ ปี ทรงประทานมรดกไวแ้ กเ่ จ้าจอมมารดาเพ็ง (หนุ่ เมขลา) ของพระองค์เจ้านงคราญอุดมดใี นรชั กาล
ที่ ๔ พระอฐั ิบรรจใุ นโกศทรงโถกะไหล่ทอง พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัวพระราชทานให้เกบ็ ไว้
ท่ีวิหารสามจอม วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับพระอัฐิและอัฐิของสกุล
สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี และเจา้ นายสกุล ณ นคร เช่น สมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาศกั ดพิ ลเสพ พระเจ้า
บรมวงศ์เธอ พระองค์เจา้ เฉลิมวงศ์ เจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ เจา้ พระยาบดินทรเดชานชุ ติ (แย้ม ณ นคร)
เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่เสด็จพระราชด�ำเนินมายังเมืองนครศรี-
ธรรมราช ตามพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลที่ ๔ ฉบบั เจา้ พระยาทพิ ากรวงศ์ (ขำ� บนุ นาค)
ได้บันทึกพระราชกรณียกิจในเมืองนครศรีธรรมราชครั้งแรกไว้โดยละเอียด ประกอบกับเอกสารส�ำคัญ
ของผตู้ ามเสดจ็ อกี ๒ ฉบบั คอื นริ าศนครศรธี รรมราช ทน่ี ายแกว้ กรมพระคลงั สวน แตง่ พรรณนาการเดนิ ทาง
ตามเสด็จ เช่นเดียวกับนิราศปกั ษ์ใต้ พระนพิ นธ์ในพระเจา้ ราชวรวงศเ์ ธอ กรมหม่ืนอมรมนตรี ความสรปุ
ดงั นี้
351
คร้ังท่ี ๑ เสด็จขนึ้ เมืองนครศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๔๐๒)
ได้เสด็จพระราชดำ� เนนิ ถงึ อา่ วปากน้�ำเมืองนครศรีธรรมราชเมอื่ วันองั คารท่ี ๙ สงิ หาคม ๒๔๐๒
ทปี่ ากนำ�้ ปากพญาซง่ึ ในนริ าศนครศรธี รรมราชเรยี กวา่ “ปากนำ้� ปทั มราช” เรยี กเมอื งวา่ “เมอื งศรปี ทั มราช” น้ี
มปี ระภาคารสงู สองฝง่ั เพอื่ ตามไฟสญั ญาณ ทรงรบั สงั่ ใหท้ อดเรอื พระทน่ี ง่ั ประทบั แรมอยู่ ๒ คนื แลว้ ในวนั
พฤหัสบดีท่ี ๑๑ สิงหาคม ๒๔๐๒ เวลาเท่ียง จึงเสด็จ ณ เรือพระที่น่ังมณีเขมลาใช้จักรไปถึงที่น�้ำต้ืน
แลว้ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ โดยเรอื ชว่ งไปประทบั พลบั พลาตำ� บลทา่ ซกั เวลาบา่ ย ๓ โมงเศษ ทรงมา้ พระทน่ี ง่ั
เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ โดยกระบวนมา้ ระหวา่ งทางมรี าษฎรมารอรบั เสดจ็ เปน็ จำ� นวนมาก บา้ งกป็ ผู า้ กราบลง
๓ คร้ัง บ้างก็หมอบเฝ้าอยู่กับท่ี เวลา ๕ โมงเย็นถึงพลับพลาที่ประทับค่ายหลวง ซ่ึงตั้งอยู่ ณ ท้องสนาม
หนา้ เมอื งดา้ นทศิ เหนอื ซงึ่ เจา้ พระยานครศรธี รรมราชทำ� เปน็ พระตำ� หนกั ชว่ั คราวขนึ้ ๓ หลงั มรี วั้ รายรอบ
เป็นสามช้ัน พร้อมลับแลกั้นทุกช่องประตู มีฉนวนน�้ำบังตาลงถึงท่าน�้ำได้โดยสะดวก จัดทิมแถวล้อมวัง
ใหน้ ง่ั ยาม ทมิ ตำ� รวจตรวจตราอยชู่ น้ั ใน ทำ� ศาลาไวค้ กู่ บั ใกลก้ บั ประตพู ระตำ� หนกั ใหข้ นุ นางรอเฝา้ รบั เสดจ็
สว่ นพระตำ� หนกั นอ้ ยใหญข่ องเจา้ นายไดป้ ลกู เปน็ “พลบั พลานำ�้ ” หรอื ตำ� หนกั แพไวห้ ลงั คา่ ย กบั ทง้ั ทำ� ปา้ ย
ตดิ กำ� กับไว้เฉพาะพระองค์ ระหวา่ งเสด็จเมอื งนครศรีธรรมราช ทรงมีพระราชกรณียกจิ ดังน้ี
๑. ทรงนมสั การพระบรมธาตุเจดีย์
วนั ศกุ รท์ ี่ ๑๒ สงิ หาคม ๒๔๐๒ เวลาเยน็ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปทรงนมสั การพระบรมธาตเุ จดยี ์
เวลาค่ำ� เสดจ็ กลับประทบั แรม ณ พลบั พลาคา่ ยหลวง รุ่งขึ้นวนั เสารท์ ี่ ๑๓ สงิ หาคม ๒๔๐๒ เสดจ็ พระราช
ด�ำเนินไปวัดพระมหาธาตุอีกโดยกระบวนม้า พระราชวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทตามเสด็จ
พระราชดำ� เนนิ ไปเปน็ อนั มาก ทรงนมสั การแลว้ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ กลบั มาประทบั ณ พลบั พลาคา่ ยหลวง
ฺ๒. ทอดพระเนตรจันทรุปราคา
วนั อาทติ ยท์ ่ี ๑๔ สงิ หาคม ๒๔๐๒ “...เวลายาม ๑ กบั ๑๓ นาที มจี นั ทรปุ ราคา...” เมอื่
เจ้าพนักงานยิงปืนไฟสัญญาณ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชด�ำเนินประทับ
ยังแท่นนั่งสรงในห้องพระบรรทม เจ้าพนักงานแตรสังข์ประโคมข้ึนพร้อมกันแล้วพราหมณ์อ่านพระเวทย์
ถวายพระพร สนั นษิ ฐานวา่ ไดท้ รงคำ� นวณการเกดิ จนั ทรปุ ราคาไวแ้ ลว้ เปน็ การเบอ้ื งตน้ กอ่ นเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ
ข้ึนเมือง เพราะทรงทอดเรือรออยู่ในอ่าวนครก่อนหน้าน้ีอยู่ถึง ๒ คืน และมีหมายก�ำหนดการมาแล้ว
ล่วงหน้า เนื่องจากพบว่ามีผู้ส�ำเร็จราชการและกรมการเมืองอื่น ๆ มาคอยรับเสด็จในเวลาน้ันอยู่แล้วด้วย
ซงึ่ ไดพ้ ระราชทานเงนิ ตราแก่พระราชวงศานวุ งศ์ และข้าทูลละอองธุลพี ระบาทผใู้ หญผ่ นู้ ้อยโดยสมควร
๓. ทอดพระเนตรละครร�ำสมโภชพระบรมธาตเุ จดยี ์
วันจนั ทรท์ ี่ ๑๕ สงิ หาคม ๒๔๐๒ เวลาบ่ายโมงเศษ เสด็จกระบวนมา้ พร้อมดว้ ยพระราชวงศา-
นวุ งศ์ ขา้ ทลู ละอองธลุ พี ระบาทตามเสดจ็ ทรงนมสั การพระบรมธาตเุ จดยี อ์ กี ครงั้ หนง่ึ แลว้ มลี ะครรำ� อยา่ งฝรง่ั
สมโภชเป็นการบูชา มบี นั ทกึ เพ่มิ เตมิ ว่าฝนตกอยู่ประมาณ ๒ ชว่ั โมงเศษ แลว้ ในเวลาเยน็ จงึ เสดจ็ พระราช
ด�ำเนนิ กลับประทบั แรม ณ พลบั พลาค่ายหลวง
๔. ทรงบำ� เพญ็ พระราชกุศลบริจาคทาน
วันอังคารที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๐๒ เวลา ๔ โมงเย็น พระราชทานเงินตราแก่ราษฎรชายหญิง
ซงึ่ มอี ายมุ ากกวา่ ๒๐,๐๐๐ วนั คนละ ๑ บาท แลว้ ใหน้ ิมนตพ์ ระสงฆ์ราชาคณะทตี่ ามเสดจ็ ดว้ ย พระครู
ฐานานุกรมหวั เมือง ๑๐ รปู สวดพระพทุ ธมนตใ์ นพระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร
352
๕. ทรงบ�ำเพ็ญพระราชกศุ ลเวียนเทยี น
วนั พุธที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๔๐๒ (เดอื น ๙ แรม ๔ ค�่ำ) เวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา เสดจ็
พระราชดำ� เนนิ ไปทรงถวายผ้าไตรจวี ร พรอ้ มบริขาร แลว้ ถวายผ้าขาวพบั แก่พระสงฆ์เจ้าอธิการทุกอาราม
๕๐ รูป ให้เจ้าพนักงานประโคมเวียนเทียนสมโภชพระบรมธาตุเจดีย์ มีละครข้างในร�ำอย่างฝร่ังเป็นการ
บชู าเวลาหนงึ่ แลว้ เวลา ๔ โมงเยน็ จงึ เสด็จพระราชดำ� เนนิ กลับประทับแรม ณ พลบั พลาคา่ ยหลวง
๖. ทรงบ�ำเพญ็ พระราชกุศลใส่บาตรและสดับพระธรรม
วันพฤหัสบดีท่ี ๑๘ สิงหาคม ๒๔๐๒ เวลาเช้านิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะฐานานุกรม และ
เจ้าอธกิ ารทุกอารามมารับบณิ ฑบาต แล้วใหม้ ีละครขา้ งในหน้าคา่ ยหลวง เวลาคำ�่ มีเทศนาหนงึ่ กณั ฑ์
๗. ทรงพระราชทานเงินตราและตง้ั ขนุ นาง
ในระหวา่ งทท่ี รงประทบั อยู่ ณ เมอื งนครศรธี รรมราชน้ี เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ยกลาง)
ได้ต้ังโรงครัวถวายเล้ียงเจ้านายและข้าทูลละอองผู้ใหญ่ผู้น้อยรวมถึงไพร่อย่างเต็มที่ จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าพระราชทานเงินให้แก่เจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ๓๐ ช่ัง กับทั้งต้ังพระปลัดเป็นพระยาปลัด
พระบรมธาตเุ จดีย์จำ� ลอง ด้านทศิ ใตข้ องพระปฐมเจดีย์ (จงั หวดั นครปฐม) ตามเจตนาท่ีระบุ
ในพระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ “...เพ่อื ใหส้ ตั บุรุษเห็น จะได้สง่ ใจไปนมสั การพระธาตุเมอื งนคร...”
353
คอื (พระยาวชิ ติ สรไกร (กลอ่ ม) ตง้ั นายรา้ ยเปน็ พระยกกระบตั ร ตง้ั นายแชม่ มหาดเลก็ เปน็ นายรองสนอง
ราชบรรหาร แลว้ พระราชทานเสื้อผา้ แกเ่ จ้าเมืองกรมการโดยสมควร
๘. ทอดพระเนตรพระพทุ ธสหิ งิ ค์
วนั ศกุ รท์ ี่ ๑๙ สงิ หาคม ๒๔๐๒ เวลา ๙ นาฬกิ า เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปทรงทอดพระเนตรและ
นมสั การพระพทุ ธสหิ งิ ค์ และเยย่ี มอาการปว่ ยของเจา้ พระยานคร (นอ้ ยกลาง) ซง่ึ ปว่ ยเปน็ อมั พาตขณะนนั้
แล้วเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ กลับ หยดุ ประทับทอดพระเนตรวัดทา่ โพธิ์และวัดประดู่
สรปุ การเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ เมอื งนครศรธี รรมราชในครง้ั แรกนี้ ทรงประทบั แรมอยใู่ นเรอื พระทนี่ งั่
๒ คืน ข้ึนประทบั แรมยงั พลับพลา ๘ คนื มีข้อสังเกตคือการที่เสด็จนมสั การพระบรมธาตเุ จดีย์ถึง ๔ ครัง้
ด้วยทรงสนพระราชหฤทัยผังและโครงสร้างของพระบรมธาตุเจดีย์ อันเป็นประโยชน์ต่อการก่อสร้าง
พระปฐมเจดยี ์ กบั ทงั้ ผงั ของการมพี ระวหิ ารหนา้ พระเจดยี ป์ ระธาน ซงึ่ เปน็ ตน้ เคา้ ของวดั ราชประดษิ ฐสถติ
มหาสีมาราม ทีท่ รงสถาปนาเม่อื พ.ศ. ๒๔๐๗ ก่อนจะเสด็จไปเมอื งสงขลาตอ่ ด้วยเรอื พระทน่ี ัง่ มณเี มขลา
ครั้งที่ ๒ ทอดเรือ ณ ปากอา่ วเมอื งนครศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๔๐๖)
วันอาทิตยท์ ี่ ๑๓ กนั ยายน ๒๔๐๖ เสดจ็ พระราชด�ำเนนิ ทางชลมารคโดยเรอื ทสี่ มหุ พระกลาโหม
สร้างเสร็จใหม่ ทรงพระราชทานช่ือว่า “บวรราชวรฤทธิ์” ภายหลังทรงเปล่ียนเป็น “อรรคราชวรเดช”
เปน็ เรอื กลไฟยาว ๓๐ วา ๒ ช้นั จกั รขา้ ง ๒ ปลอ่ ง มกี ำ� ลงั รอ้ ยแรงมา้ เดนิ ๑๒ นอ็ ต กบั ทง้ั ทรงพระทน่ี ง่ั
สยามอรสุมพล พระที่น่ังรานรุกไพรี พระที่น่ังมณีเมขลา พระท่ีน่ังมหาพิไชยเทพและเรือสงครามครรชิต
เรือศกั ดสิ์ ทิ ธาวธุ เรือเขจรชลคดี รวม ๗ ล�ำโดยเสด็จ
ในการนโ้ี ปรดเกล้าฯ ใหแ้ วะรบั พระองคเ์ จา้ ปทั มราชทีห่ นา้ เมืองนครศรีธรรมราช ลงประทบั เรอื
พระท่ีน่ังมหาไชยเทพ แล้วเสด็จกลับเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เหตุที่ไม่ทรงข้ึนเมืองนครศรีธรรมราชในการ
เสด็จพระราชด�ำเนินในคร้ังท่ี ๒ นี้มีปรากฏในพระราชหัตถเลขาที่ทรงถึงพระองค์เจ้าปัทมราชความว่า
“...ข้าพเจ้าไม่ขึ้นบ้านข้ึนเมืองแล้ว เพราะจะขึ้นไปถึงท่ีประทับเมืองนครศรีธรรมราชอย่างคร้ังก่อน ก็จะ
เป็นทม่ี ีความลำ� บากแก่เจ้าพระยานคร แลกรมการ แลไพร่ใชร้ าชการน้นั ไป...”
เจ้าจอมมารดาบวั (บัว ณ นคร) ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าศรสี ทิ ธิธงไชย กรมขุนสิริธัชสงั กาศ
พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองค์เจา้ อรไทเทพกัญญา
เจ้าจอมมารดาบัว ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช
(น้อย) เป็นคณุ จอมมารดาของพระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ ลักษณเลศิ , พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมขุน
สิริธัชสังกาศ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทเทพกัญญา, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์
สิรพิ ัฒน์ และพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าดำ� รงฤทธ์ิ
โดยในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๐๖ เจา้ จอมมารดาบวั พรอ้ มดว้ ยพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมขนุ สริ ธิ ชั สงั กาศ
และพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ อรไทเทพกญั ญา ไดโ้ ดยเสดจ็ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
มาทอดสมอเรอื ยงั ปากอา่ วนครศรธี รรมราช ในการนน้ั ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปน็ ผแู้ ทนพระองค์
ขนึ้ ไปนมสั การพระบรมธาตเุ จดยี ์ และเชญิ เสดจ็ พระเจา้ ราชวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ ปทั มราชกลบั กรงุ เทพ ฯ
354
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้าศรีสิทธธิ งไชย พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ อรไทเทพกญั ญา
กรมขนุ สิริธัชสังกาศ พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระราชธดิ าในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั กบั เจา้ จอมมารดาบวั ธดิ าเจา้ พระยา กบั เจา้ จอมมารดาบวั ธดิ าเจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย)
นครศรธี รรมราช (น้อย)
พระบาทสมเดจ็ พระปิน่ เกลา้ เจ้าอย่หู ัว (พ.ศ. ๒๔๐๓)
เสด็จพระราชด�ำเนินทางชลมารคทรงประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ข้ึนเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ
วนั ที ่ ๙ กนั ยายน ๒๔๐๓ ประทับ ณ คา่ ยหลวงหนา้ เมอื งเปน็ เวลา ๓ คืน
พระราชกรณียกิจในการเสด็จคร้ังน้ี เพ่ือการนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์ ทรงเย่ียมไข้เจ้าพระยา
นครศรธี รรมราช (นอ้ ยกลาง) ซงึ่ ปว่ ยเปน็ อมั พาต เยย่ี มเจา้ จอมมารดานยุ้ เลก็ ในวยั ๙๕ ปี และทรงพระกรณุ า
โปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายและข้าราชบริพารวังหน้าตามเสด็จ อาทิ เจ้าจอมมารดาเอม ในพระบาทสมเด็จ
พระปน่ิ เกลา้ เจ้าอยูห่ วั (คณุ จอมมารดาของกรมพระราชวงั บวรวิชยั ชาญ) เป็นตน้ เพือ่ กราบทูลเยีย่ มเยยี น
พระองค์เจ้าปัทมราช ทั้งนี้ได้ทรงประทานของฝากกลับขึ้นมาส�ำหรับเจ้านายและข้าราชบริพารวังหน้า
ทสี่ นทิ ในการนดี้ ว้ ย
355
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พ.ศ. ๒๔๐๗)
เมอ่ื ครงั้ ทรงดำ� รงพระยศเปน็ กรมหมน่ื บวรรงั สสี รุ ยิ พนั ธ์ ไดท้ รงพระนพิ นธก์ ลอนกาพยเ์ พอื่ บนั ทกึ
ความทรงจ�ำเม่ือครั้งเสด็จมายังเมืองนครศรีธรรมราช ในปีชวด พุทธศักราช ๒๔๐๗ ทรงพระด�ำเนินด้วย
เรอื กลไฟถงึ ปากนำ�้ ซงึ่ พระองคเ์ รยี กวา่ “ปากนำ้� ละคร” เมอื ง “นครศรธี รรมราชา” ทอดสมออยปู่ ากอา่ ว
แลว้ ขุนนางเอาเรือมาดเกง๋ พายออกไปรับขน้ึ ฝงั่ ทวี่ ดั ทา่ โพธิ์ มีพระเถรานเุ ถระเฝา้ รับเสด็จ ทรงพระดำ� เนนิ
ไปยังวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เพ่ือทรงนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์ แล้วได้พรรณนาโบราณสถาน
และโบราณวัตถุท่ีทรงทอดพระเนตร ซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพัฒนาการด้านแผนผังของวัดเม่ือ
เปรยี บเทยี บกบั ปัจจุบนั อยา่ งยง่ิ อาทิ
บันทกึ เรื่องพระเจา้ ศรีธรรมาโศกราชในพระวหิ ารโพธิ์ลงั กา
ถัดนัน้ ออกมา
ที่โพธ์ลิ ังกา พระระเบยี งแวดวง
ด้านหนงึ่ มีพระ ไสยาสน์เหยยี ดตรง
ขา้ งเศยี รอีกองค ์ ทรงเครื่องปดิ ทอง
เขาเล่ากนั ว่า
เปนรปู พระยา อโศกเจา้ ของ
สามด้านพระยนื ทาแดงปิดทอง
ทา่ มกลางแทนรอง โพธ์พิ ฤกษลงั กา
บันทกึ เร่อื งพระสังกัจจายนะ (พระแอด) ประดิษฐานอยู่ดา้ นทิศเหนอื ของพระธรรมศาลา
ชั้นนอกออกไป
มีพหิ ารใหญ ่ ชื่อธรรมศาลา
แทนท่ีโรงธรรม อยู่ทิศบุรพา
มรี ปู พระมหา เถรน่งั กลางดิน
ท้องใหญห่ งายหน้า
แหงนดทู ้องฟ้า ประสงค์โดยถวลิ
จะใหฝ้ นตก ทุกท่ัวแผ่นดนิ
ไดท้ ำ� นากนิ เปนสขุ ทั่วกนั
ทรงประทับท่ีพลับพลาสวนดอกไม้ด้านทิศใต้ของพระวิหารหลวง อยู่ ๓ วัน ทุกวันทรงบ�ำเพ็ญ
พระราชกุศลมิได้เว้น ด้วยการขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุเจดีย์และสวดมนต์ทุกวัน วันละ ๓ คร้ัง รวม
๙ คร้ัง ได้ทรงบันทึกของแปลกที่ทรงพบในสวนพระ มีมะพร้าวต้นสูงกว่าต้นตาลและจ�ำปายอดด้วน
ท่ีวัดดิ่งดง มีต้นยอใหญ่สูงกว่าต้นไผ่ ท่ีบ้านเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) มีต้นเตยล�ำต้นโต
เท่าต้นหมากและสูงกว่ายอดตาล ในบ้านพระเสน่หามนตรีมีต้นจ�ำปีขนาด ๒ คนโอบ ทรงโปรดแตงโม
เมอื งนครเปน็ อยา่ งมาก ทรงชนื่ ชมฝมี อื ในเชงิ การชา่ งและความฉลาดเฉลยี วมไี หวพรบิ ปฏภิ าณของชาวเมอื ง
ดว้ ยเพราะมนี ำ้� ซมึ นำ�้ ซบั ทที่ รงพระนพิ นธว์ า่ “เหมอื นนำ้� ธารเขา” และนำ้� บอ่ ทใ่ี ส เยน็ สะอาด และไมเ่ ปอ้ื น
ดินโคลน ไวส้ �ำหรับอปุ โภคบรโิ ภค
356
เมื่อทรงพระด�ำเนินกลับน้ันทรงได้รับถวายของฝากจากบรรดาขุนนางเมืองนคร ตลอดไปจนถึง
นายเรอื กปั ตนั แมแ้ ตช่ าวพนกั งานกไ็ ดร้ บั ของฝากตดิ ไมต้ ดิ มอื ไปทง้ั สนิ้ ทงั้ เปด็ ไก่ และผา้ ลาย ทรงประทบั
พระทัยในอัธยาศัยของชาวนคร จนทรงเปรียบเปรยไวว้ ่า “ดูเหมือนหนงึ่ กับญาติมาแต่เหนือ”
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ากรมพระยาภาณพุ ันธวุ งศ์วรเดช (พ.ศ. ๒๔๒๗)
เม่ือพุทธศักราช ๒๔๒๗ เสด็จทางชลมารคโดยเรือพระท่ีนั่งสุริยมณฑล ทอดสมอหน้าอ่าวเมือง
นครศรธี รรมราช แลว้ เสดจ็ โดยเรอื มาดพายเขา้ ปากพญามาขน้ึ ฝง่ั ทที่ า่ โพธ์ิ ระหวา่ งทางนนั้ ไดท้ รงพรรณนา
ถงึ ภมู ิทศั น์ ณ อา่ วนคร วา่ “...แลเห็นเขาหลังลอ้ มเมืองเขยี วๆ รอบไปเป็นอนั มาก มีเขาหลวงเปน็ ตน้
ข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้น้ัน แลเห็นแหลมกลุมพุก...” ภายในคลองปากพญาทรงพระนิพนธ์ถึงความ
อุดมสมบูรณ์สองฝงั่ คลอง ท้ังระบบนเิ วศนป์ ่าชายเลนท่มี นี กทะเลตัวใหญ่ ป่าแสมและตาตมุ่ ผา่ นนาเกลือ
ไปถงึ ดา่ นศาลามุงกระเบือ้ ง พบจระเข้ ตะกวด ตวั เงินตัวทอง ลิง และคา่ งอยู่ชกุ ชม ทางดา้ นฝัง่ ตะวันตก
ทอดพระเนตรเห็น “ศาลเจ้าชวด” แวดล้อมไปด้วยบ้านเรือนราษฎร ฝั่งตรงกันข้ามมีไร่ข้าวจ้าวและ
ขา้ วโพดเรอ่ื ยไปจนถงึ สวดมะพรา้ วมาจดบา้ นทา่ ซกั ความกวา้ งของคลองบรเิ วณทา่ โพธนิ์ น้ั ประมาณ ๘ วา
แตน่ ำ้� ต้ืนตอ้ งเขน็ เรอื เข้าฝัง่
ทอดพระเนตรโบสถ์และวิหารวัดท่าโพธ์ิ เสด็จผ่านตลาดท่าวัง ทรงบรรยายว่า “...เป็นตลาด
เครอ่ื งสด ผลไม้ ขนมตา่ ง ๆ คนนั่งรา้ นขายกบั พ้ืนตลาด...ท่ีเปน็ ตกึ บา้ ง ต้ังร้านขายของเป็นเครื่องช�ำ
นงุ่ หม่ ใชส้ อยตา่ ง ๆ เปน็ พวกจนี โดยมาก...” ไดท้ รงบนั ทกึ ชอื่ วดั เรอ่ื ยมาตง้ั แตว่ ดั ทา่ โพธทิ์ ง้ั สองฝง่ั ถนนดงั นี้
ฟากถนนฝ่ังทศิ ตะวนั ออก
๑. วดั ทา่ โพธเ์ิ กา่
๒. วดั จนั (จันทาราม)
๓. วดั ชมุ พูพล
๔. วดั สำ� รอ
๕. วดั วังตะวนั ออก
๖. วัดเจดีย์
๗. วดั พระเงนิ
๘. วดั ประตูขาว
๙. วดั สารบี ตุ ร
ฟากถนนฝ่ังทศิ ตะวนั ตก
๑. วัดสัมฤทธิ์
๒. วัดเสาธงทอง
๓. วัดวังตะวันตก
๔. วดั มเหยงคณ์
๕. วัดท่าชา้ ง
๖. วัดวิหารสูง ซ่ึงได้ทรงพระนิพนธ์เพ่ิมเติมไว้ว่า “...มีโคกดินสูงข้ึนไปประมาณ ๗ – ๘ วา
มวี ิหารสงู บนโคกหลังหนง่ึ เปน็ วัดเกา่ ...”
357
การเสดจ็ ครงั้ นี้ ไดท้ รงพระนพิ นธส์ ภาพภมู ปิ ระเทศของเมอื งนครศรธี รรมราชไวโ้ ดยละเอยี ด ทรง
อธบิ ายลักษณะความกว้างยาวและสัณฐานของก�ำแพงเมอื ง ทอดพระเนตรบ้านขุนนางผูใ้ หญใ่ นเมอื งนคร
เชน่ บ้านพระศริ ธิ รรมบรริ ักษ์ บ้านพระภกั ดีด�ำรง บ้านพระยารกั ษากรงุ (เจ้าพระยามหาศิริธรรม) รวมถึง
วงั เจา้ นคร ไดท้ รงพรรณนารปู ทรงและสดั สว่ นของหอพระพทุ ธสหิ งิ ค์ พระพทุ ธสหิ งิ ค์ ตลอดจนโบราณวตั ถุ
และโบราณสถานสำ� คญั ตา่ ง ๆ ทงั้ วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร วดั บรวิ ารรายรอบ ฐานพระสยม เปน็ ตน้
นอกจากนั้น ยังได้ทรงพระนิพนธ์ข้อมูลด้านจ�ำนวนหมู่บ้านและผู้คน วงศ์ตระกูลเมืองนครศรี-
ธรรมราช การประกอบอาชพี อาหาร คดคี วาม และลกั ษณะภมู อิ ากาศ จงึ อาจเรยี กไดว้ า่ หนงั สอื “ชวี วิ ฒั น”์
ท่ีทรงพระนิพนธ์ขึ้นนี้ เป็นเสมือนคลังข้อมูลชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ของเมืองนครศรีธรรมราชในช่วง
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๒๗ ทมี่ เี นอื้ หาครอบคลุมและใหร้ ายละเอยี ดสมบรู ณท์ ี่สุดของยคุ น้นั
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั (พ.ศ. ๒๔๓๑, ๒๔๓๒, ๒๔๔๑, ๒๔๔๓, ๒๔๔๘)
หลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕
เสดจ็ พระราชดำ� เนินเมอื งนครศรธี รรมราช ๕ คร้งั คอื ต้ังแต่พทุ ธศักราช ๒๔๓๑, ๒๔๓๒, ๒๔๔๑, ๒๔๔๓
และ ๒๔๔๘ ทงั้ นใ้ี นการเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ครง้ั แรกนน้ั เนอื่ งจากเสดจ็ แปรพระราชฐานตามคำ� กราบบงั คม
ทูลเชิญของแพทย์หลวงด้วยพระอาการประชวร จึงมิได้ทรงพระราชหัตถเลขาพระราชกรณียกิจไว้
เหมือนครัง้ อน่ื ในทีน่ ้ีจะไดย้ กตัวอยา่ งการเสด็จพระราชดำ� เนนิ เมืองนครศรธี รรมราชคร้งั ส�ำคญั ดงั นี้
ระหวา่ งวันท่ี ๑๑ - ๑๕ กนั ยายน พทุ ธศักราช ๒๔๓๑
เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จ
พระศรสี วรนิ ทริ าบรมราชเทวี พระพนั วสั สาอยั ยกิ าเจา้ และเจา้ นายฝา่ ยหนา้ ฝา่ ยในบางองคโ์ ดยเรอื พระทน่ี ง่ั
อุบลบรุ พทิศเปน็ เรอื พระทีน่ ง่ั เรอื เวสาตรเี ปน็ เรอื พระทนี่ ่ังรอง ในวนั องั คาร เดอื นสบิ ข้นึ ๖ คำ่� เวลาบา่ ย
๓ โมง ถงึ ปากอา่ วเมอื งนครศรธี รรมราช เจา้ พระยาสุธรรมมนตรีศรธี รรมราชมารับเสด็จ เสด็จตามล�ำนำ�้
ปากพญาแลว้ ทรงขนึ้ เมืองท่ที ่าโพธิ์
เสด็จพระราชด�ำเนินวัดพระมหาธาตุ “วันพฤหัสบดี เดือนสิบขึ้นแปดค่�ำ เสด็จประพาสในเมือง
นครศรีธรรมราช ทอดพระเนตรเทวสถานอยู่สองข้างทางท่ีเข้าไปเป็นสถานพระอิศวรสถาน สถานพระ-
นารายณ์สถาน มพี ราหมณซ์ ่ึงสืบตระกูลมาแต่โบราณอยปู่ ระจ�ำ และมาคอยรับเสด็จถวายน้�ำสังข์ ณ ท่นี ้นั
ตอ่ เทวสถานไปถงึ จวน เสดจ็ บชู าพระสหิ งิ คแ์ ละทอดพระเนตรจวน เจา้ จอมมารดานอ้ ยใหญใ่ นรชั กาลท่ี ๓
ธดิ าของเจา้ พระยานครนอ้ ย ซง่ึ กราบถวายบงั คมลาออกมาอยบู่ า้ นเดมิ ณ เมอื งนครมารบั เสดจ็ แลว้ เสดจ็
ไปยงั วัดพระมหาธาตุ ซ่งึ อยเู่ กอื บสดุ เมอื งด้านใต้เป็นวดั โบราณใหญโ่ ต องคพ์ ระบรมธาตเุ ป็นรูปพระเจดยี ์
ลงั กาหมุ้ ทองคำ� แตป่ ลขี นึ้ ไปจนถงึ ยอด นบั ถอื กนั วา่ ศกั ดสิ์ ทิ ธน์ิ กั เสดจ็ ไปนมสั การแลเวยี นเทยี นพระมหาธาตุ
แล้วโปรดให้มมี หรสพสมโภชวนั หนึ่ง”
ระหว่างวันท่ี ๒ - ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๑
เสดจ็ พร้อมด้วยสมเด็จพระศรพี ชั รินทราบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนีพันปหี ลวง ถงึ ปากอา่ ว
เมอื งนครศรธี รรมราชตง้ั แตว่ นั ท่ี ๒ กรกฎาคม ๒๔๔๑ ทอดสมอในอา่ ว ๑ คนื แลว้ เสดจ็ ขนึ้ เมอื งในวนั รงุ่ ขน้ึ
วนั ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๔๔๑ เวลาเชา้ ประมาณ ๗ นาฬกิ า เสดจ็ ลงเรอื พระทน่ี ง่ั กรรเชยี งมาเขา้ ปากพนู
เน่ืองจากท่ีปากน�้ำเป็นเลนน้�ำตื้นจึงต้องเข็นเรือพระท่ีน่ังเข้ามาราว ๒๐๐ เมตร จึงสามารถตีกรรเชียง
358
ต่อไปได้ มีพลับพลาท่ีประทับท่ีบ้านปากพูน แล้วทรงม้าพระท่ีน่ังไปตามถนนข้ึนไปถึงท่าแพเล้ียวลงทาง
ทิศใต้มาถึงตลาดท่าวัง มีการตกแต่งใบไม้แบบธงผูกซุ้มรับเสด็จเป็นการครึกครื้น ระยะทางประมาณ
๑ กโิ ลเมตรถงึ พลบั พลาทป่ี ระทบั แรมเมอื งนครศรธี รรมราช ซงึ่ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ ภาณรุ งั ษี
สว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นแม่กองจัดการอยู่ท่ีหมู่ประดู่ใหญ่ นอกก�ำแพงเมือง
ดา้ นทศิ เหนอื ครนั้ เวลา ๕ โมงเยน็ เสดจ็ ออกทรงพระราชยาน พรอ้ มดว้ ยกระบวนนำ� จากพลบั พลาคา่ ยหลวง
เขา้ เมอื งทางประตทู ศิ เหนอื ตามทางใหญถ่ งึ วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร เสดจ็ ประทบั ในวหิ ารธรรมศาลา
ทรงจุดเทียนนมัสการถวายพานพุ่มพระพุทธรูปแล้วทรงประเคนเทียนร้อยแก่พระครูฐานานุกรมเปรียญ
ในเมอื งนครศรธี รรมราช แลว้ ทรงประเคนผา้ ไตรพระสงฆ์ ๒๐ รปู ครองไตร แลว้ สวดพระพทุ ธมนตส์ มโภช
พระบรมธาตุเจดีย์แล้วเสด็จพระวิหารพระทรงม้า เสด็จพระราชด�ำเนินขึ้นบนช้ันทักษิณ ทรงประทักษิณ
พระบรมธาตเุ จดยี ์ แลว้ ทรงจดุ เทยี นนมสั การแลถวายพานพมุ่ แลว้ เสดจ็ ลงทรงจดุ เทยี นพรรษา ๓ เลม่ บชู า
พระบรมธาตุเจดีย์ท่ีในวิหารพระทรงม้า ทรงพระราชด�ำเนินทอดพระเนตรฐานพระศรีมหาโพธ์ิและ
พระวหิ ารเขยี น โปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ราหมณเ์ บกิ แวน่ เทยี น แลว้ เสดจ็ ประทบั ทพี่ ลบั พลาซงึ่ พระครเู ทพมนุ ี (ปาน)
ทำ� ขนึ้ ถวาย เปน็ พลบั พลาหลงั คามงุ กระเบอื้ ง มชี อ่ ฟา้ ใบระกา หนา้ บนั ประดบั กระจก กบั ทง้ั มจี ดหมายเหตุ
การเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ในครง้ั นไ้ี ดบ้ นั ทกึ เรอื่ งการบรู ณะพระบรมธาตเุ จดยี เ์ อาไวว้ า่ “...ทพี่ ระบรมธาตนุ ี้
พระครูเทพมุนีได้จัดการปฏิสังขรณ์ชักชวนชาวเมืองในหัวเมืองมลายู ปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกทั้งปวง
ให้ช่วยด้วยทุนทรพั ย์เงินทองส่งิ ของแลชว่ ยด้วยกำ� ลงั แรง ผมู้ ีศรัทธามาชว่ ยเปน็ อันมาก ได้ตง้ั ทำ� การ
เป็นการใหญ่จัดการปฏิสังขรณ์ในบริเวณพระมหาธาตุท่ัวไป และได้มีการสมโภชพระบรมธาตุในการ
เสด็จพระราชด�ำเนินครั้งนี้…” เสด็จประทับที่พลับพลาแล้วทอดพระเนตรละครเรื่องอิเหนา ของคณะ
คุณนายพิณแลว้ เสดจ็ พระราชด�ำเนินกลับคา่ ยหลวงเวลา ๒ ท่มุ เศษ มีหนังตะลงุ เล่นถวายทพ่ี ลับพลา
วันท่ี ๔ กรกฎาคม ๒๔๔๑ เวลากลางวนั เสดจ็ ออกทอดพระเนตรละครมโนห์รา มเี ลน่ ถวาย ๒ โรง
ทรงรับส่ังด้วยเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารกับพระครูเทพมุนี ทรงพระราชด�ำริท่ีจะ
ปฏสิ งั ขรณ์พระเจดียร์ าย แลว้ ทอดพระเนตรแหผ่ ้าที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำ� ขึ้นห่มพระบรมธาตุ
และพระรัตนธัชมุนี (ขณะนั้นเปน็ พระมหารตนธโช) เขา้ เฝา้ ทรงรบั ส่ังถามด้วยการเล่าเรียน พระพิธธี รรม
และท�ำนองการสวดภาณยักษ์อย่างท�ำนองที่สวดกันอยู่ เวลา ๕ โมงเย็นเสด็จพระราชด�ำเนินไปประทับ
ท่ีศาล ทอดพระเนตรผู้พิพากษาช�ำระตัดสินความ แล้วเสด็จทรงนมัสการพระพุทธสิหิงค์ แล้วเสด็จ
พระราชด�ำเนินกลับเข้าไปยังวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารอีกคร้ังหน่ึง ประทับในวิหารพระธรรมศาลา
ทรงจุดเทียนเครอื่ งนมสั การ แลว้ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานสญั ญาบตั รให้พระมหารัตนธโช
(มว่ ง) เปรยี ญ ๔ ประโยค วดั ทา่ โพธเิ์ ปน็ พระศริ ธิ รรมมนุ ี ทพ่ี ระราชาคณะเจา้ คณะใหญเ่ มอื งนครศรธี รรมราช
มีนิตยภัตเดือนละ ๔ ต�ำลึง กับทั้งเล่ือนพระครูเทพมุนี เป็น “พระครูเทพมุนีศรีสุวรรณถูปาภิบาล”
เจา้ คณะเมอื งนครศรธี รรมราช มนี ติ ยภตั เดอื นละตำ� ลงึ กง่ึ พระราชทานไตรแพรทง้ั สองรปู แตต่ าลปตั รแฉก
หกั ทองขวางสำ� หรบั พระศริ ธิ รรมมนุ ี แตต่ าลปตั รพดุ ตานหกั ทองขวางสำ� หรบั พระครเู ทพมนุ นี น้ั โปรดเกลา้ ฯ
ใหเ้ จา้ พนกั งานสง่ ออกมาถวายในภายหลงั ขณะพระราชทานสญั ญาบตั รนน้ั มพี ระสงฆส์ วดชยนั โต ๑๐ รปู
แล้วพระศิริธรรมมุนีถวายยถา แต่ไม่ได้ถวายอดิเรก ครั้นเสด็จการทรงต้ังต�ำแหน่งยศพระสงฆ์แล้ว เสด็จ
พระราชด�ำเนินไปนมัสการพระบรมธาตุที่วิหารพระทรงม้า แล้วเสด็จพระราชด�ำเนินไปประทับในลาน
พระบรมธาตุด้านทิศใต้ เสด็จเป็นองค์ประธานพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
359
พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการยกจันทันพระวิหารทับเกษตรมุมตะวันออกเฉียงใต้ โดยทรงจับเชือก
ชักจันทันแล้วพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนข้าราชการจับเชือกกันต่อไป จากนั้นเสด็จไปทอดพระเนตร
และประทับ ณ กุฎีของพระครูเทพมุนีที่วัดหน้าพระบรมธาตุ แล้วเสด็จกลับไปทอดพระเนตรละคร
ของคณุ นายทรพั ยภ์ ริยาของพระศิริธรรมบริรักษ์ เรื่องรามเกยี รต์ิ
วันท่ี ๕ กรกฎาคม ๒๔๔๑ เวลา ๑๐ นาฬิกา เสด็จขึ้นทรงช้างพระท่ีน่ังเสด็จพระราชด�ำเนิน
จากคา่ ยหลวงไปขา้ มลำ� นำ�้ แลว้ ผา่ นไปในทงุ่ นาเขา้ ในปา่ ถงึ สวนมงั คดุ บา้ นยวนแหล ทา่ มกลางดงมงั คดุ ใหญ่
มีพลับพลาปลูกรับเสด็จตกแต่งสถานที่เตียนสะอาด ทรงประทับในสวนน้ันแล้วเสวยพระกระยาหาร
กลางวัน มีเพลงบอกทอกถวาย จากน้ันเสด็จพระราชด�ำเนินกลับมายังสนามหน้าเมือง ทอดพระเนตร
หมู่บ้านแขกที่ริมคลองท่าเรียน เสด็จกลับเวลาค่�ำทอดพระเนตรละครของคุณนายพิณ ภริยาของพระ
ศริ ธิ รรมบริรกั ษ์ เรอ่ื งอิเหนา เปน็ ละครโรงเดียวกนั กับทเ่ี ลน่ ถวายทอดพระเนตรในวัดพระมหาธาตุฯ เมอื่
วันท่ี ๓ กรกฎาคม ๒๔๔๑
วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๔๑ เวลาบา่ ย ๓ โมง เสดจ็ ออกทรงม้าพระท่ีนงั่ จากพลบั พลาท่ีประทับแรม
เข้าในก�ำแพงเมืองเลี้ยวไปทางถนนริมก�ำแพงเมือง ประทับทอดพระเนตรเรือนจ�ำท่ีแต่เดิมอยู่ ณ ป้อม
หน้าเมือง ทรงม้าพระที่น่ังต่อไปตามถนนริมก�ำแพงด้านทิศตะวันตก เล้ียวเข้าถนนใหญ่ประทับที่วัด
พระมหาธาตุฯ ทรงนมัสการแล้วทอดพระเนตรการปฏิสังขรณ์ในลานพระมหาธาตุ ทรงพระราชด�ำริ
จะปฏสิ งั ขรณว์ หิ ารสามจอม แลว้ ทรงมา้ พระทน่ี ง่ั เสดจ็ ประทบั ทศี่ าลพระเสอ้ื เมอื ง (ในจดหมายเหตฯุ เรยี กวา่
“ศาลหลักเมือง”) เพ่ือทรงทอดพระเนตรเทวรูป แล้วเสด็จพระราชด�ำเนินออกนอกก�ำแพงเมืองด้าน
ทศิ เหนอื ผ่านพลบั พลาคา่ ยหลวง มีพระสงฆส์ วดชยันโตทีว่ ัดประตูขาว ทรงหยดุ มา้ พระที่นง่ั ใตร้ ม่ ไมใ้ หญ่
อยู่ครู่หนึ่งแล้วเสด็จพระราชด�ำเนินต่อไปยังป่าละเมาะ ทรงพระส�ำราญอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วยเป็นเนินที่มี
ตน้ ไม้เป็นหยอ่ ม ๆ มที เี่ ตียนเขยี วขจี แลไปเห็นทงุ่ นาสุดลูกหูลกู ตา มีตน้ สายหยุดออกดอกหอมระร่นื จงึ ได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่แห่งนั้นว่า “สวนราชฤดี” ในบริเวณยาวประมาณ ๖๐ เส้น
กว้าง ๑๕ เส้น หรือประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตร จากน้ันทรงม้าพระท่ีน่ังเสด็จไปยังท่าแพ ประทับเสวย
เคร่ืองว่างท่ีพลับพลาริมสะพานข้ามคลองท่าแพ ก่อนจะเสด็จลงเรือพระที่น่ังกรรเชียงมีเรือสกรูจูงไปถึง
เรือพระทน่ี งั่ มหาจกั รี เสดจ็ พระราชด�ำเนินต่อไปยงั เกาะพะงนั ตามหมายกำ� หนดการ
ระหว่างวันที่ ๓ – ๘ กรกฎาคม พุทธศกั ราช ๒๔๔๘
วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๔๔๘ เสด็จประทับเรือพระที่นั่งกรรเชียง มีเรือกลไฟจูงถึงปากน้�ำปากพูน
มาขนึ้ ทที่ า่ แพ ในบรเิ วณนจี้ ดหมายเหตรุ ะบวุ า่ เปน็ “ตน้ ทางถนนราชดำ� เนนิ ” ครง้ั นนั้ พระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ
พระยาสนุ ทรานกุ จิ กบั ขา้ ราชการมณฑลนครศรธี รรมราช เฝา้ รบั เสดจ็ อยทู่ พี่ ลบั พลาทา่ นำ้� ทรงมพี ระราชดำ� รสั
ตอบแลว้ เสดจ็ ขนึ้ ทรงรถพระทนี่ ง่ั เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปตามถนนราชดำ� เนนิ ไปยงั วดั สวนปา่ น ทอดพระเนตร
ที่ตั้งศพเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ในรัชกาลที่ ๓ กับหม่อมราชวงศ์หญิง มารดาพระยานครศรีธรรมราช
แล้วเสดจ็ วัดพระมหาธาตุ ทรงนมัสการพระบรมธาตุเจดยี ์ แลว้ เสดจ็ ประทับในวหิ ารธรรมศาลา พระราชา
คณะ พระครฐู านานกุ รม เจรญิ พระพทุ ธมนตเ์ ปน็ การสมโภชพระบรมธาตเุ จดยี ์ เวลาคำ่� เสดจ็ กลบั พลบั พลา
ประทับแรม
วนั ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๔๘ เวลา ๗ นาฬกิ า เสดจ็ ทรงรถพระทน่ี ง่ั ทรงฉายรปู ในระยะเสดจ็ พระราช
ดำ� เนนิ จนถงึ วดั พระมหาธาตุ พระราชทานอาหารบณิ ฑบาตเลยี้ งพระสงฆ์ แลว้ เสดจ็ ทอดพระเนตรในเขตวดั
360
ทรงฉายรปู ประทบั เสวยเครอ่ื งวา่ งทใ่ี นวดั แลว้ เสดจ็ มาประทบั ในวหิ ารพระธรรมศาลา ทรงจดุ เทยี นนมสั การ
แลว้ พระสงฆท์ ฉี่ นั นนั้ สวดถวายอนโุ มทนาจบแลว้ พราหมณเ์ วยี นเทยี นสมโภช เวลาบา่ ยโมงเศษเสดจ็ กลบั
มาประทบั ทพ่ี ลบั พลาประทบั แรมเพอื่ ทรงเตรยี มพระองคส์ ำ� หรบั พธิ พี ระราชทานเพลงิ ศพในเวลา ๔ โมงเยน็
เมอ่ื เสดจ็ ถงึ วดั สวนปาน ทรงลนั่ นาคเพลงิ และทรงฝกั แคพระราชทานเพลงิ ศพเจา้ จอมมารดานอ้ ยใหญ่ และ
ศพหมอ่ มราชวงศห์ ญงิ พระราชทานไตรบงั สกุ ลุ ศพละ ๕ ไตร ผา้ ขาวศพละ ๑๐ พบั จากนน้ั ทรงเสดจ็ ประพาส
ตามถนนรอบก�ำแพงเมืองดา้ นทศิ ตะวนั ตกแล้วเสดจ็ กลับพลบั พลาประทบั แรม
วนั ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๔๘ เวลาประมาณ ๙ นาฬกิ า เสดจ็ ออก ณ สนามหนา้ พลบั พลาทอดพระเนตร
การแห่ผ้าห่มพระบรมธาตุ จากน้ันเสด็จออกทรงรถประพาสวัดพระมหาธาตุ ประทับที่วิหารพระทรงม้า
แล้วทรงฉายรปู ทอดพระเนตรพระระเบียง พระวิหารเขียน พระศรีมหาโพธแ์ิ ลว้ มาประทับทอดพระเนตร
ละครของคุณนายทรพั ย์ ภริยาพระศริ ิธรรมบรริ กั ษแ์ ลว้ เสด็จกลบั พลับพลา
วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๔๘ เวลาเช้าเสด็จทรงรถพระท่ีน่ังไปประพาสสวนสหาย ทรงฉายรูป
แลว้ เสดจ็ ตอ่ ไปถงึ สวนราชฤดี ประทบั ทรงฉายรปู แลว้ เสดจ็ กลบั มาเลย้ี วขนึ้ ถนนทา่ โพธเ์ิ ลยี บคลองไปจนถงึ
วัดท่าโพธิ์ เสด็จประทบั ในพระอโุ บสถ พระรตั นธัชมุนี (ครั้งเปน็ พระสริ ธิ รรมมุนี) กับพระสงฆ์รบั เสดจ็ อยู่
ท่ีวัดน้ี ประทับตรัสกับพระรัตนธัชมุนีแล้วเสด็จทอดพระเนตรโรงเรียน กุฏิ และหอไตร ทรงฉายรูปและ
พระราชทานเสมาแกน่ กั เรยี น เสดจ็ กลบั มาประทบั ทอดพระเนตรสำ� นกั งานกรมแผนทแี่ ลว้ เสดจ็ กลบั พลบั พลา
คร้ันเวลา ๔ โมงเย็น เสด็จทรงรถพระท่ังนั่งไปประทับ ณ หอนั่งในจวนของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ พนกั งานเชญิ พระอฐั แิ ละอฐั ขิ องทา่ นผทู้ เ่ี นอื่ งในวงศเ์ มอื งนครศรธี รรมราช
ไดแ้ ก่
พระอัฐิ
๑. สมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาศกั ดพิ ลเสพ
๒. พระเจา้ วรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ ปัทมราช
๓. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ เฉลิมวงศ์
อัฐิ
๑. เจา้ พระยาสุธรรมมนตรี (พดั )
๒. เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (น้อย)
๓. เจา้ พระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง)
๔. เจา้ จอมมารดานุ้ยใหญ่ ในรัชกาลท่ี ๑
๕. เจ้าจอมมารดานุย้ เลก็ ในสมเด็จกรมราชวงั บวร มหาสุรสิงหนาท
๖. ทา่ นผู้หญงิ อิน ภรยิ าเจา้ พระยานครศรีธรรมราช (น้อย)
๗. เจา้ พระยามหาสิริธรรม
๘. พระยาเสน่หามนตรี
๙. เจ้าจอมมารดานอ้ ยใหญ่ ในรชั กาลที่ ๓
๑๐. หมอ่ มราชวงศห์ ญิง หลานเจา้ ฟา้ กรมหลวงนรินทรร์ ณเรศวร
รวมทง้ั สนิ้ ๑๓ พระโกศ/โกศ มาจดั บนทตี่ ามลำ� ดบั ศกั ด์ิ แลว้ ทรงทอดผา้ ไตร ๕ ไตร ผา้ ขาว ๑๐ พบั
สดับปกรณ์ แล้วสดับปกรณ์รายร้อยปัจจัยมูลรูปละ ๑ บาทอีกร้อยรูป แล้วเสด็จทรงรถพระที่น่ังออกไป
361
แท่นประดษิ ฐานพระอัฐแิ ละอฐั ิ ท่สี มเดจ็ พระพุทธเจา้ หลวง ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
ใหเ้ ชิญออกเพือ่ บำ� เพ็ญทักษิณานุปาทาน ณ หอนงั่ ในจวนของเจ้าพระยานครศรธี รรมราช
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๘
ทางประตูชัยใต้ ถึงศาลามีชัยทรงประทับทอดพระเนตรเทือกเขานครศรีธรรมราช ทรงฉายรูปแล้วเสด็จ
กลับวดั พระมหาธาตฯุ ทอดพระเนตรละครของคุณนายพณิ แลว้ เสด็จพลับพลาประทบั แรม
วนั ท่ี ๗ กรกฎาคม ๒๔๔๘ เวลาเชา้ เสดจ็ ลงเรอื มาดเกง๋ ลอ่ งไปตามคลองหนา้ เมอื งไปออกปากนคร
ซ่ึงพระยาสุขุมนัยวินิตได้ด�ำเนินการขุดข้ึน โดยได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา
นริศรานวุ ัดติวงศท์ รงเปิด ระหว่างทางพระราชด�ำเนินนัน้ มีทำ� นบกน้ั เป็นตอน ๆ ออกจากปากนครไปแล้ว
มเี รือกลไฟรบั จูงไปจนถงึ เรือพระท่นี ัง่ มหาจกั รี แลว้ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ตอ่ ไปยงั อ�ำเภอปากพนัง
362
สมเดจ็ พระศรพี ัชรนิ ทราบรมราชนิ ีนาถ พระบรมราชชนนพี ันปหี ลวง
สมเดจ็ พระศรีสวรนิ ทริ าบรมราชเทวี พระพันวัสสาอยั ยิกาเจา้
ดว้ ยเหตทุ ส่ี มเดจ็ พระศรสี วรนิ ทริ าบรมราชเทวี พระพนั วสั สาอยั ยกิ าเจา้ ทรงสญู เสยี พระราชโอรส
ผปู้ ระดจุ ดง่ั แกว้ ตาดวงใจ กบั ทงั้ ยงั ทรงเปน็ ผสู้ บื ราชสนั ตตวิ งศใ์ นตำ� แหนง่ รชั ทายาท นน่ั คอื สมเดจ็ พระบรม
โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร จึงยังความเศร้าโศกเสียใจให้กับพระราชมารดา
อย่างหาใดเปรียบปานมิได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชานุญาต
ให้เสด็จมายังเมืองนครศรีธรรมราชพร้อมด้วยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี
พันปีหลวง เพื่อผ่อนพระวรกายและพระทัยให้คลายโศก ด้วยว่าเม่ือคร้ังตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง
ในครง้ั ก่อนหน้า ทรงสังเกตเห็นวา่ ทรงมีพระทยั ชนื่ ชอบเมอื งนครศรธี รรมราชพอสมควร
ด้วยเหตุนี้ จึงได้เสด็จเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อปลายปีพุทธศักราช ๒๔๓๘ กับทั้งได้ทรงอุทิศ
พระราชทรพั ยเ์ พอ่ื สรา้ งสาธารณประโยชนถ์ วายเปน็ พระราชกศุ ลจำ� นวนมาก เชน่ วา่ พระราชทานทนุ ทรพั ย์
บูรณะวิหารทับเกษตร เพื่อทรงเปิดสะพานเทวีดรดล ขุดบ่อและสร้างศาลาในสวนดอกไม้ฝั่งทิศใต้ของ
พระวิหารหลวง สรา้ งศาลาบ้านบางชะเอียน เป็นตน้
สภาพศาลาบ้านชะเอยี นในปัจจบุ นั อยูภ่ ายในโรงเรียนบ้านชะเอยี น คา่ ยวชริ าวธุ มณฑลทหารบกที่ ๔๑
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ
วนั ท่ี ๑๓ กนั ยายน ๒๔๓๘ เสดจ็ โดยเรอื พระทน่ี ง่ั อรรคเรศรร์ ตั นนาศน์ เพอื่ ตรวจราชการหวั เมอื ง
ปักษ์ใต้ เม่ือถึงปากอ่าวเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม) ขณะนั้น
เปน็ พระยานครและกรมการเมอื งจดั เรอื ออกมารบั เสดจ็ เขา้ ทางปากพญาไปขน้ึ ทวี่ ดั ทา่ โพธแ์ิ ลว้ ประทบั ชา้ ง
ตอ่ ไปตามทางหลวง (ถนนราชดำ� เนนิ ) ถงึ ท่ีประทับ ณ พลับพลาร่มประดหู่ นา้ เมอื ง
363
ในหนงั สอื กราบบงั คมทลู รายงานเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งปกั ษใ์ ต้ ไดท้ รงจำ� แนกออกเปน็ หวั ขอ้
ต่างๆ อาทิ ด้านการคมนาคม, เศรษฐกิจ, ศาสนา, ภูมิประเทศ, ระบบการบริหารราชการหัวเมือง ซึ่งได้
กล่าวในบทอน่ื มาบา้ งแลว้ ในที่น้จี ะกล่าวถึงเพยี งเหตกุ ารณส์ ำ� คัญคือกรณีการปฏสิ ังขรณว์ ดั พระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร ซึ่งได้ทรงไว้ตอนหนึ่งว่า “เป็นการประหลาดที่ความอุตสาหะแลปัญญาของคนคนเดียว
มีแต่ตัวอาจจะท�ำการใหญ่ได้เป็นมหัศจรรย์” เหตุเพราะในขณะน้ันพระปาน (ต่อมาเป็นครูเทพมุนี
ศรีสุวรรณถูปาภิบาล) เมื่อออกบวชได้ ๗ ปี ก็เห็นว่าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารช�ำรุดทรุดโทรม
จึงด�ำริจะปฏสิ งั ขรณ์ แต่ดว้ ยไมม่ กี �ำลงั มากพอ จงึ ขออนญุ าตเจ้าเมืองเพอื่ ชกั ชวนชาวบา้ นผ้ศู รทั ธาท่ัวไป
ใหม้ าร่วมกันทำ� กศุ ล บรรดาราษฎรทั้งหลายก็พากนั มาชว่ ย เป็นต้นวา่ จากเมืองไทรบุรี ปตั ตานี หนองจกิ
สงขลา พัทลุง กาญจนดิษฐ์ ตลอดไปจนถึงเมืองไชยา หลังสวน ต่างอาสามาลงแรงร่วมกันเป็นสามารถ
มผี ูค้ นสบั เปล่ียนหมนุ เวยี นกันกว่าสองหม่ืนคน วันละ ๕๐๐ คนเป็นอยา่ งตำ�่ มีการแจกแจงงานตามความ
เหมาะสม บ้างถือปูน มุงกระเบื้อง ขนอิฐ ถางไม้ไสกบ ส่วนกองอ�ำนวยการที่มีอยู่ประมาณ ๖๐ คนให้
แตง่ กายดว้ ยเสอื้ ดำ� กางเกงดำ� คอยประสานงาน บรรดานายชา่ งนนั้ สว่ นใหญเ่ ปน็ ชาย ผหู้ ญงิ ผลดั เปลยี่ นกนั
ประจ�ำโรงครวั ประกอบอาหารเล้ยี งนายช่าง
ขณะเสด็จวัดพระมหาธาตุฯ ได้ทำ� เครื่องบนวิหารเสร็จแล้ว ๒ หลังกับพระระเบียง ๒ ด้าน ทรง
เปรยี บเทยี บวา่ ประหนง่ึ “ดผู คู้ นทำ� การลน้ หลามเหมอื นกบั การเมรกุ ลางเมอื ง” เมอ่ื เปน็ ดงั นน้ั ประกอบกบั
การทพ่ี ระครเู ทพมนุ ไี ดร้ ายงานขอ้ ขดั ขอ้ งในการปฏสิ งั ขรณพ์ ระวหิ ารหลวงวา่ เปน็ การใหญ่ จงึ กราบบงั คมทลู
พระกรณุ าต่อพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ใหย้ กเงนิ คา่ นาซง่ึ ขนึ้ กบั พระบรมธาตเุ จดยี ท์ ม่ี อี ยู่
ประมาณปลี ะ ๔๐ ชง่ั เขา้ สมทบ ทง้ั ยงั ไดอ้ าราธนาพระสงฆเ์ จริญพระพทุ ธมนต์สมโภชพระบรมธาตุเจดีย์
ถวายภตั ตาหาร และเวียนเทียนสมโภช “ดว้ ยนำ้� ใจศรทั ธา” ดังที่มีปรากฏในรายงานฉบับเดยี วกนั นี้
เครือ่ งแบบที่พระครเู ทพมุนฯี จ่ายใหแ้ ก่คณะท�ำงานปฏิสังขรณพ์ ระบรมธาตุเจดยี ์ เมอื่ พทุ ธศักราช ๒๔๓๘
ปัจจบุ นั จัดแสดงอยภู่ ายในพิพิธภัณฑว์ ิหารพระระเบยี งคด วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ์
วันเสาร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๔๕ ได้เสด็จพระด�ำเนินโดยทางเรือ เข้าเมืองนครศรีธรรมราชทาง
ปากแม่นำ้� ปากพนัง ทรงบนั ทึกไว้ในพระนิพนธ์จดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ. ๑๒๑
ซึ่งมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะสามารถเปรียบเทียบความเป็นไปเมื่อครั้งอดีตกับปัจจุบัน
เช่นว่าทรงประทับช้างทรงจากท่าเรือผ่านบ้านศาลามีชัย มีสุเหร่าฝากระดานมุงกระเบื้อง ชาวบ้านเป็น
แขกไทรบุรีท่ีเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เทครัวมาไว้ มีศาลาหลังหนึ่งช่ือ “ศาลามีไชย” อยู่ตรง
บรเิ วณทางแยก ซง่ึ สรา้ งไวเ้ มอ่ื ครง้ั พกั กองทพั เจา้ พระยานคร (นอ้ ย) กลบั มาจากศกึ เมอื งไทรบรุ ี พระสงฆ์
364
สวดชยันโต ณ วดั ศาลามชี ยั เสดจ็ ตอ่ ผา่ นวดั รกิ (วดั เพชรจรกิ ) ถงึ คลองสวนหลวงมสี ะพานชอ่ื “ดำ� รง
สถลนคร” มวี ดั อยกู่ อ่ นถงึ เชงิ สะพานซา้ ยขวา ซมุ้ ประตขู องวดั สวนหลวงตะวนั ตก (ทางซา้ ย) เปน็ ประตเู กา่
ทรงปราสาทแบบจตั รุ มุข ถดั ไปมสี ะพานขา้ มคลองปา่ เหล้าชอื่ “เทวีดรดล”
เมอ่ื เสดจ็ สวู่ ดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร ไดเ้ สดจ็ เขา้ พระวหิ ารพระธรรมศาลา แลว้ เขา้ ไปนมสั การ
พระบรมธาตเุ จดยี ท์ างประตเู หมรงั ษี มแี มช่ สี วดชยนั โตรบั เสดจ็ ทรงเยยี่ มชมโบราณสถานและโบราณวตั ถุ
ภายในทกุ พระวหิ าร ทรงอธบิ ายความเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั พระวหิ ารสามจอม พระเจดยี ห์ นิ และพระวหิ ารหลวง
เอาไวว้ า่ “...ไปดวู หิ ารสามจอม เปน็ วิหารต่อจากพระเจดยี ์องค์หน่ึง เดมิ ทางเข้าเลก็ มีรูปพระในวหิ าร
หน้าจั่วเป็นตัดเกศ แล้วท�ำวิหารใหญ่คร่อมเข้าไปทีหลัง พระยาสุขุมเอารูปพระศรีธรรมาโศกไปไว้
เรียกกันว่าดังน้ี...มีพระเจดีย์หินส่ังเมืองจีนองค์หนึ่ง ศาลาพระสุภูตหลังหนึ่ง แวะดูพระวิหารหลวง
แตแ่ ปลวา่ โบสถ์ มเี สมารอบ โบสถใ์ หญม่ ากแตไ่ มเ่ กา่ พระยานครวา่ ทำ� ครง้ั เจา้ คณุ ปู่ กรมศกั ดเิ์ ปน็ แมก่ าร
หลงั คาโบสถเ์ ป็นมุขอย่างศาลาลกู ขนุ ...โบสถ์ ๑๓ หอ้ ง แตเ่ ดมิ ทเี หมอื นจะทำ� จตั รุ มขุ แตเ่ ลกิ เสยี ขา้ งยงั
ฟ้อง...” ในขณะนั้นมีการฉลองพระบรมธาตเุ จดีย์ มีร้านขายของกับท้ังโรงร�ำการละเล่นคึกคักในลาน
พระบรมธาตุ
พระพทุ ธรปู ปางเปิดโลกภายในซุ้มเรอื นแกว้ องค์มมุ ดา้ นทิศตะวันออกเฉียงเหนอื ของวิหารทับเกษตร
(ซา้ ย) ภาพสเก็ตฝีพระหตั ถส์ มเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานรศิ รานุวดั ตวิ งศ์
จากจดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕)
(กลาง) พระพทุ ธรูปปางเปดิ โลก ถา่ ยโดย KARPELÈS Suzanne ช่างภาพชาวฝรง่ั เศส
เม่ือเดือนมิถนุ ายน พุทธศกั ราช ๒๔๖๗ (สมัยรัชกาลท่ี ๖)
(ขวา) พระพทุ ธรูปปางปดิ โลก ภาพถา่ ยโดยวันพระ สบื สกุลจินดา เมื่อวนั เสาร์ที่ ๓๐ ธนั วาคม พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
365
วนั จนั ทรท์ ่ี ๒๓ มถิ นุ ายน ๒๔๔๕ ทรงมพี ระกรณยี กจิ ดา้ นสาธารณปู โภค คอื ทรงตดิ ตามการสรา้ ง
อาคารไปรษณยี โ์ ทรเลข และไดก้ ำ� ชบั หลวงพทิ กั ษใ์ หด้ ำ� เนนิ การใหแ้ ลว้ เสรจ็ จากนน้ั ทรงพระดำ� เนนิ เลียบ
ก�ำแพงเมืองเพื่อท�ำแผนท่ี ถึงตรอกสวนป่านแล้วแวะขึ้นนมัสการพระพุทธสิหิงค์ ได้ทรงอธิบายไว้ว่า
“...พระสิหิงค์นั้นหน้าตักสัก ๒๐ นิ้ว รูปทีสะดุ้งมาร แต่หน้าแช่มช่ืน ดวงกลมทีเดียว ขัดสมาธิเพชร
นับเปน็ พระงามไดอ้ งคห์ นึง่ เขาจึงมชี ่ือไว้ เนอ้ื ทองเหลืองไม่ได้ปิดทอง ฐานคนไมเ่ ป็นทำ� แตไ่ ดค้ น้ พบ
ฐานเก่าทิง้ อยูห่ ลงั หอ มบี ัวบนสิงห์งามดี มีหลอดหลกั เพดาน ๔ มมุ เพราะน่นั เองซ่ึงไมเ่ ข้าอยา่ งที่นิยม
กนั วา่ ดใี นภายหลงั จงึ ทง้ิ เสยี ทำ� ฐานใหมอ่ ยา่ งพระบา้ น หลอ่ ปกั ฉตั รปร.ุ ..” ทรงทอดพระเนตร “พระเทา่
ตัว”, พระพุทธรปู ทรงเคร่ือง หุ้มเงนิ และหมุ้ ทอง, บาตรถม และเทวรูปต่าง ๆ
วันอังคารท่ี ๔ มิถุนายน ๒๔๔๕ เสด็จทอดพระเนตรตลาดท่าวังไปตลอดจนถึงสะพานข้าม
คลองปากพญาช่ือ “ท่าวังวรสินธู” เร่ือยไปจนถึง “สวนราชฤดี” ประทับร้อนท่ีพลับพลาในป่าละเมาะ
แลว้ ไปตอ่ ถงึ ศาลาบา้ นชะเอยี น เสดจ็ วกกลบั ทางเดมิ ตกเยน็ เสดจ็ เขา้ วหิ ารพระทรงมา้ บชู าพระธาตแุ ลว้ ไป
พระระเบียง จุดเทียนรับศีล ฟังพระสวด ๒๗ รูป จบแล้วมีมหรสพฉลองพระธาตุ “มีโนราประสมโรง
โรงหนึ่ง ยีเ่ กพระยาตรังโรงหนึ่ง ยเ่ี กผูใ้ หญบ่ า้ นโรงหน่ึง มายง (หาฟคาด) โรงหนงึ่ ผู้หญงิ ร�ำ หนงั ตะลงุ
๒ โรง”
วันพุธท่ี ๒๕ มิถุนายน ๒๔๔๕ เสด็จไปทรงตักบาตรเลี้ยงพระ ทอดพระเนตรต�ำราประกาศ
พระราชพิธีตรุษท่ีพระครูเหมเจติยานุรักษ์น�ำมาถวาย แล้วทรงคัดลอกไว้เฉพาะที่สนพระทัย พระฉันแล้ว
ทรงเวียนเทยี น หลังจากนั้นทรงพระด�ำเนนิ ไปตามทางเพือ่ ทำ� แผนทต่ี ่อ
ทรงตรวจโบราณวตั ถุ อาทิ จารกึ หนา้ บนั พระวหิ ารพระธรรมศาลา ระฆงั ทพี่ บขา้ งพระวหิ ารเขยี น
สำ� เนาพงศาวดารเมอื งนครศรธี รรมราช เวลาคำ�่ ทรงแวะวดั สระเรยี ง, สถานพระนารายณ,์ สถานพระคเณศ,
วดั เสมาเมอื ง จากนนั้ กลบั พลบั พลาทอดพระเนตรละคร “...ชาวนอกเลน่ อยา่ งบางกอก เลน่ เรอ่ื งอนรุ ทุ ...”
เสวยขนมเบื้องแล้วเข้าท่ีพระบรรทม รุ่งเช้าเสด็จพระด�ำเนินต่อเพ่ือตรวจราชการทางฝ่ายตะวันตกเมือง
นครศรีธรรมราช หลังจากนนั้ เสดจ็ ตามหมายกำ� หนดการท่ีพระยาสุนทราถวาย
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายคุ ลฑิฆมั พร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
พระเจ้าวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้ เฉลิมเขตรมงคล
ในระหวา่ งพทุ ธศกั ราช ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ ยคุ ลฑฆิ มั พร กรมหลวง
ลพบรุ รี าเมศวร์ ทรงดำ� รงตำ� แหนง่ ผบู้ ญั ชาการมณฑลนครศรธี รรมราช (ตอ่ มาทรงดำ� รงตำ� แหนง่ สมหุ เทศา
ภบิ าลมณฑลนครศรธี รรมราช) ได้เสดจ็ มาปฏบิ ตั พิ ระกรณยี กจิ พรอ้ มดว้ ยพระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้
เฉลมิ เขตรมงคล พระชายา โดยประทับ ณ วงั โพธิยายรด (โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชปัจจบุ ัน)
พ.ศ. ๒๔๕๘ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ ยคุ ลฑฆิ มั พร กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์ สมหุ เทศาภบิ าล
มณฑลนครศรธี รรมราช โปรดฯ ให้รอ้ื พระวหิ ารหลวงแลว้ สรา้ งใหม่ใหแ้ ข็งแรงกวา่ เดมิ โดยเฉพาะเพดาน
ไดท้ รงยมื ตวั หลวงปรชี าเชงิ วาด นายชา่ งเอกจากกระทรวงนครบาลกบั ผชู้ ว่ ย ๑ คนนออกมาออกแบบตกแตง่
รับพระราชทานชื่อวัดตามประกาศกระทรวงธรรมการ แผนกสังฆการี เรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวง
มฐี านะเปน็ พระอารามหลวงชน้ั เอก ชนดิ วรมหาวหิ าร รบั พระราชทานชอ่ื วดั วา่ “วดั พระมหาธาต”ุ ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๒ หน้า ๒๙๔ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ ประกาศ ณ วันท่ี ๓๐ กันยายน
พ.ศ. ๒๔๕๘
366
ประทับพระเก้าอ้ี
ซา้ ย : สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ ยุคลฑฆิ มั พร กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์
ขวา : พระเจา้ วรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ เฉลิมเขตรมงคล
ประทบั แถวหน้า
ซา้ ย : พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้ ภาณพุ นั ธุ์ยคุ ล (พระองค์ชายใหญ่)
กลาง : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลมิ พลฑิฆัมพร (พระองค์ชายกลาง)
ขวา : พระเจ้าวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าอนสุ รมงคลการ (พระองคช์ ายเลก็ )
ทรงฉายพระรูปร่วมกันท่ีวังโพธยิ ายรด (ปจั จุบนั คือโรงพยาบาลมหาราชนครศรธี รรมราช)
สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
วนั ที่ ๑๙ มถิ นุ ายน ๒๔๕๕ เวลาเช้า ๘ นาฬกิ า ถงึ ปากน้�ำเมอื งนครศรธี รรมราช พระรตั นธชั มนุ ี
(มว่ ง รตนธโช) เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช (เมอื่ ครั้งเปน็ พระเทพกวี) กับหม่อมเจา้ ประสบประสงค์
ปลัดเมืองออกมาเฝ้ารับเสด็จท่ีเรือศรีธรรมราช มีพระด�ำรัสปฏิสันถารด้วยแล้วเสด็จจากเรือศรีธรรมราช
ทรงเรือเก๋งเป็ดทะเลแจวเข้าปากพูน มีเรือราษฎรรับเสด็จหลายล�ำ มีเครื่องประโคมไปในเรอื ดว้ ย ขนึ้ นำ้�
ไปประมาณ ๒ ชวั่ โมง ถงึ ทา่ แพ สมเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ เจา้ ฟา้ กรมขนุ ลพบรุ รี าเมศร์ ขา้ หลวงเทศาภบิ าล
มณฑลนครศรีธรรมราช ทรงรับเสด็จท่ีสะพานท่าน้�ำ พระราชเมธี กับพระสงฆ์และพระครูเจ้าคณะ
ในมณฑลปตั ตานแี ละเมอื งกลนั ตนั ยนื เขา้ แถวรบั เสดจ็ ทรงพระดำ� เนนิ ผา่ นแถวพระสงฆ์ ประทานปฏสิ นั ถาร
แล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศร์ เชิญเสด็จไปเสวยเพลที่พลับพลาท่ีประทับ
ทท่ี า่ แพนี้ อบุ าสกิ าบญุ รอด อปุ ฏั ฐายกิ าของพระรตั นธชั มนุ ี มาตงั้ โรงครวั เลย้ี งพระสงฆ์ จากนนั้ ทรงรถยนต์
367
พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เสด็จถึงพลับพลา มีพระสงฆ์ ข้าราชการ และนักเรียนคอยเฝ้า
ต�ำรวจภูธรยืนแถวรับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทูลถวายพลับพลากับทั้งบริเวณเป็นส�ำนักสงฆ์
ชั่วคราว เสวยเพลที่พลับพลาพร้อมด้วยพระตามเสดจ็ บางรูปฯ
เวลา ๔ โมงเย็น ขา้ ราชการและพอ่ ค้าเฝ้าเรียงทีพ่ ลบั พลา แลว้ ทรงพระด�ำเนินประพาสเสด็จวัด
วหิ ารสงู เสด็จเยย่ี มพระยาศิรธิ รรมบรริ ักษ์ ผวู้ ่าราชการเมอื งซึง่ ปว่ ยอย่ใู นเวลาน้ัน โดยฐานจะทรงคนุ้ เคย
แล้วเสดจ็ วัดพระมหาธาตุ ทรงนมสั การเป็นการเงียบก่อน และเสดจ็ ทอดพระเนตรในบริเวณน้นั ฯ เวลาค่�ำ
หมอวอลเกอร์ แพทย์ของมชิ ชนั นารเี ฝา้ แล้วเสดจ็ ออก พระสงฆ์ พระครูเจา้ คณะเมอื งแขก และเจา้ คณะ
เมอื งนครศรีธรรมราชเฝ้า ทรงปฏิสนั ถารและตรสั ถามความเป็นไปแห่งศาสนา และพระภกิ ษุสงฆ์ในเมือง
ทั้งหลายน้ัน และประทานของแจก คือย่ามตรามหาสมณุตมาภิเษก จีวรแพรบ้าง ผ้าบ้าง หนังสือพระ
ศาสนาต่างเรื่องบา้ ง โดยสมควรแกผ่ ู้มาไกลหรืออยูใ่ กล้
ตรามหาสมณุตมาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ
ให้ตัง้ พระราชพธิ ีมหาสมณตุ มาภเิ ษก เพอื่ สถาปนาสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส
แต่งตัง้ เป็นเจ้าคณะใหญแ่ ห่งพระสงฆ์ ท้งั กรงุ เทพมหานคร และหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขต
และเลือ่ นพระอสิ ริยยศจากกรมหลวงข้นึ เปน็ กรมพระยา เมอื่ พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๓
368
ในการเสดจ็ ครั้งน้ี ได้ทรงเปลยี่ นทางเขา้ จากทีเ่ จ้านายพระองคก์ ่อนรวมถึงพระองคท์ า่ นเคยเสดจ็
เข้าเมืองทางปากพญาแล้วขึ้นเมืองตรงท่าโพธิ์ เป็นทางปากพูน ความตามจดหมายเหตุเฉพาะวัน บันทึก
วา่ “...มปี ากนำ�้ ออกทะเลหลายตำ� บล มชี อื่ ตา่ งกนั วา่ ปากพนู ปากพระยา ปากนคร ปากพนงั เมอ่ื เสดจ็
คราวก่อน เสด็จเข้าทางปากพระยา ขึ้นท่ีท่าโพ ในคร้ังน้ียังใช้ท่าโพและปากพระยาเป็นทางเข้าออกโดย
ราชการ แตล่ ำ� นำ�้ ทางปากพระยานน้ั บางแหง่ กต็ นื้ เขนิ ถงึ ตอ้ งลงเขน็ ทงั้ คดเคยี้ วทงั้ ไกล ไปมาไมส่ ะดวก ดีแต่
เพียงท่าที่ขึ้นอยู่ใกล้เมือง ในสมัยท่ีเจ้าพระยายมราชคร้ังยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิจ เป็นข้าหลวง
เทศาภิบาล ด�ำริเห็นเช่นนั้นจึงใช้ทางเข้าออกปากพูน และตัดถนนจากเมืองไปหาท่าแพ ใช้ที่น่ัน
เปน็ ท่าขนึ้ คราวนจี้ งึ เสดจ็ เขา้ และขนึ้ ทางนฯ้ี พลบั พลาที่ประทับนัน้ ต้งั ทีต่ �ำบลคลัง นอกกำ� แพงเมืองด้าน
เหนือ เป็นของมีมาแต่เดิม ฝากระดาน เคร่ืองไม้จริง หลังคามุงกระเบื้อง พื้นชั้นเดียว ส�ำหรับเป็น
ท่ีประทับแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ เสด็จคร้ังก่อนยังไม่มีพลับพลา
เขาปลูกท่ปี ระทับชั่วคราว ณ ต�ำบลสวนดอกไมใ้ นก�ำแพงเมอื งใกล้พระมหาธาตุฯ...”
เนอ่ื งจากเปน็ การเสดจ็ ตรวจการคณะสงฆเ์ มอื งนครศรธี รรมราชในฐานะทรงเปน็ ทส่ี มเดจ็ พระมหา
สมณเจา้ จงึ มบี นั ทกึ เพม่ิ เตมิ อธบิ ายความเรอ่ื งคณะสงฆไ์ วใ้ นจดหมายเหตรุ ายวนั ฯ ฉบบั เดยี วกนั นน้ั ดงั นี้
“...แต่เดิมมา การคณะสงฆ์ในเมอื งแขก สมทบอย่ใู นมณฑลนครศรีธรรมราช แม้บดั นี้ในฝ่ายราชการแยก
ออกเป็นมณฑลปัตตานี ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯแล้ว แต่คณะสงฆ์ยังมอบให้เจ้าคณะมณฑลนครศรี-
ธรรมราชดูแลอยู่ตามเดิมฯ พวกเจ้าคณะในมณฑลปัตตานีได้ทราบว่าจะเสด็จมาตรวจการคณะสงฆ ์
ในมณฑลนครศรีธรรมราช มีน�้ำใจภักดี จึงมาเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อจะได้เฝ้าฯ ฝ่ายเจ้าคณะเมือง
กลันตันซ่ึงในบัดน้ีอยู่ในการปกครองของอังกฤษ ยังมีน้�ำใจจงรักภักดีดุจเดียวกัน ได้มาเฝ้าด้วยฯ จ�ำนวน
เจ้าคณะที่มาน้ัน พระครูโอภาษพุทธคุณ เจ้าคณะเมืองกลันตัน ๑ พระครูพิพัฒสมณกิจ เจ้าคณะเมือง
ปตั ตานี ๑ พระครวู บิ ลู ยสมณวตั ร เจา้ คณะเมอื งหนองจกิ ๑ พระมหาทอง ๔ ประโยค เมอื งยหิ รงิ่ ผชู้ ว่ ย
เจ้าคณะมณฑลปัตตานี ๑ พระครูราด ว่าที่พระครูญาณวิมล เจ้าคณะเมืองสายบุรี ๑ พระครูเสาร ์
วา่ ทเ่ี จา้ คณะรองเมืองสายบรุ ี ๑ พระครขู วนั ทอง เจ้าคณะปนั หริเมืองยิหริ่ง ๑ รวม ๗ รปู ฯ…”
วนั ท่ี ๒๐ มถิ ุนายน ๒๔๕๕ เวลาเช้า ๓ โมง เสดจ็ โดยรถยนต์ พระรตั นธัชมุนตี ามเสดจ็ เข้าประตู
ชยั เหนอื ทอดพระเนตรศาลากลางและหอพระสหิ งิ ค์ แลว้ ออกประตชู ยั ใต้ ประทบั ตำ� หนกั โพยายรด ทป่ี ระทบั
ของสมเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ เจา้ ฟา้ กรมขนุ ลพบรุ รี าเมศร์ (พระยศขณะนน้ั ) เสวยเพลพรอ้ มพระตามเสดจ็
ทรงอนุโมทนาแล้ว เสด็จกลับทรงแวะเยือนวัดเพชรจริก ซึ่งพระวินัยธรชุ่มเป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์และ
ชาวบา้ นมาคอยเฝ้า ทรงสั่งสอนแล้วเสดจ็ กลบั พลบั พลาฯ
เวลา ๔ โมงเยน็ เสดจ็ วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร ประทบั ทวี่ หิ ารพระมา้ ทรงถวายเครอ่ื งสกั การะ
และนมัสการเป็นส่วนพระธุระแล้ว เสด็จขึ้นประทักษิณพระมหาธาตุ ทรงด�ำเนินทอดพระเนตรสถานที่
ในบริเวณพระมหาธาตฯุ ทรงสมโภชพระมหาธาตุ โปรดให้เจา้ คณะมณฑลนดั พระสงฆ์ในแขวงเมอื งน้ีและ
พระสงฆม์ าจากเมอื งแขก มาประชมุ นมสั การพระและสวดมนต์ พระตา่ งวดั จดั ทบ่ี ชู าและโคมไฟมาตามถวาย
เมือง ตกแตง่ พระมหาธาตุด้วยประทปี ธงราวและจดั ดอกไม้เพลงิ และมหรสพถวาย เพอ่ื ทรงอทุ ศิ เป็นพุทธ
บชู า เจา้ คณะมณฑลตงั้ โรงเลยี้ งนำ้� รอ้ น มชี าวบา้ นมาออกรา้ นขายของบา้ ง มาดงู านบา้ ง เกลอื่ นกลาดบรเิ วณ
พระมหาธาตุฯ เวลาค�่ำเสด็จเข้าพระวิหารหลวงพร้อมด้วยพระสงฆ์ท้ังปวง ทรงท�ำพุทธบูชาแล้วทรงน�ำ
พระสงฆ์ท�ำวัตรสวดมนต์ สวดมนต์จบแล้วเสด็จออกจากวิหารหลวง ประทับที่ลานข้างหน้าพร้อมด้วย
369
พระสงฆต์ า่ งจดุ ธปู เทยี นแลว้ ทรงนำ� ใหว้ า่ คำ� นมสั การ จบแลว้ ทรงพระดำ� เนนิ ประทกั ษณิ พระบรมธาตเุ จดยี ์
โดยทางรอบนอก พร้อมด้วยพระสงฆ์ ขา้ ราชการและราษฎรชายหญิงเข้าสมทบดว้ ย กระบวนประทกั ษณิ
ข้างตน้ เกือบบรรจบข้างทา้ ย มปี ระโคมปพี่ าทย์ กระบวนเดนิ ประทกั ษณิ ๓ รอบ แลว้ ยกเครื่องสักการบชู า
เสด็จขึ้นพลบั พลา ตรสั ส่ังใหจ้ ุดดอกไมเ้ พลิง ประทับทอดพระเนตรอย่ทู ่ีนัน่ เวลา ๔ ทุ่มเสด็จกลับฯ
วันท่ี ๒๑ มิถุนายน ๒๔๕๕ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศร์ เสด็จจาก
เมืองนครศรีธรรมราชไปเมืองสงขลาโดยทางบก เพื่อคอยรับเสด็จท่ีนั่นฯ เสวยเช้าที่พลับพลาแล้ว เวลา
๘ นาฬกิ า เสดจ็ วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร มกี ารเลยี้ งพระสงฆ์ แบง่ ฉนั ในวหิ ารหลวงบา้ ง ทพี่ ระระเบยี งบา้ ง
ขา้ ราชการ กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น ราษฎรชายหญงิ จดั สำ� รบั บา้ ง ขา้ วกระทงบา้ ง มาเลย้ี งพระสงฆ์ ขา้ วกระทง
มจี ำ� นวน ๗๐๐ ขนึ้ ไปหา ๘๐๐ ทรงพระดำ� เนนิ ทอดพระเนตรในพระระเบยี งทจี่ ดั เปน็ ทพี่ ระสงฆฉ์ นั เพอื่ ทรง
อนโุ มทนาโภชนาทานของทายกทายกิ าทงั้ หลาย พอไดเ้ วลาเสดจ็ เขา้ พระวหิ ารหลวง ทรงบชู าพระแลว้ พระสงฆ์
สวดถวายพรพระ จบแลว้ ข้าราชการอังคาสพระสงฆ์ เสดจ็ ประทบั พลับพลาในลานพระมหาธาตุ เสวยเพล
พรอ้ มดว้ ยพระตามเสดจ็ แลว้ เสดจ็ เขา้ วหิ ารหลวง ประทานพระธรรมเทศนาอนโุ มทนาโภชนาทาน มคี นฟงั
เต็มวิหาร จบแล้วพระสงฆ์สวดอนุโมทนา ประทานหนังสือแจกแก่พระสงฆ์และคฤหัสถ์ เสด็จออกจาก
วหิ ารหลวงประทบั วหิ ารพระมา้ ทรงบชู าพระบรมธาตเุ จดยี ์ พราหมณต์ งั้ บายศรเี บกิ แวน่ เวยี นเทยี นสมโภช
แลว้ ทรงรถเสดจ็ ทางถนนหลงั พระ ประทบั วดั พระนคร ซง่ึ พระครปู ลดั แกว้ เปน็ เจา้ อาวาส และวดั สวนปา่ น
ซง่ึ มพี ระครวู นิ ยั ธร (ชว่ ย) เปน็ เจา้ อาวาส ทงั้ ๒ วดั มพี ระสงฆแ์ ละชาวบา้ นคอยเฝา้ ไดป้ ระทานธรรมทง้ั ๒ แหง่
เสด็จกลบั พลับพลาเวลาราว ๕ โมงเย็น
อนงึ่ ทรงรำ� พงึ ดว้ ยพระเมตตาถงึ เดก็ เลก็ ๆ ทมี่ ารดาพามาเฝา้ ทเ่ี กาะสมยุ นน้ั ไมไ่ ดท้ รงเตรยี มอะไร
มาส�ำหรับประทานเด็ก พอมาสมโภชพระมหาธาตุที่นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสายสิญจน์ที่โยงมาจาก
พระมหาธาตุ ทรงพระดำ� รเิ หน็ เปน็ ของสมควรจะใชผ้ กู มอื ประทานเดก็ จงึ ตรสั ขอตอ่ เจา้ คณะมณฑลใหแ้ ก้
เอามาดว้ ย
วนั ที่ ๒๒ มถิ ุนายน ๒๓๕๕ วนั นี้เป็นวันธรรมสวนะ เสวยเชา้ ณ ที่ประทับแล้ว เวลา ๘ นาฬกิ า
เสดจ็ โดยรถยนตส์ วู่ ดั ทา่ โพธิ์ เสดจ็ เขา้ กบั สงฆว์ ดั นน้ั ทำ� ธรรมสวนะในอโุ บสถ สวดทำ� วตั รเชา้ แลว้ ประทาน
อโุ บสถศลี แกพ่ วกอบุ าสกอบุ าสกิ าแลว้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบแลว้ เสดจ็ ทอดพระเนตรสถานทนี่ น้ั ๆ
และเสดจ็ เยอื นพระรตั นธชั มนุ ี และพระครเู จา้ คณะเมอื งแขกผมู้ าพกั อยู่ ณ วดั นี้ เสวยเพลทว่ี ดั นแี้ ลว้ เสดจ็
วัดจันทาราม วัดน้ีพระปลัดทองเป็นเจ้าอาวาส แล้วเสด็จวัดท่ามอญ วัดนี้พระครูศรีสุธรรมรัต (กิ้ม)
เป็นเจ้าอาวาส ทั้ง ๒ วัดน้ีจัดรับเสด็จ มีพระสงฆ์และชาวบ้านเฝ้าสองวัดน้ีอยู่ใกล้กัน จึงทรงนัดให้พวก
วดั จนั ทารามไปฟังธรรมทีว่ ดั ทา่ มอญ
ออกจากวัดท่ามอญ เสด็จกลับแวะทอดพระเนตรโรงพยาบาลของพวกมิชชันนารี ตามทาง
หมอวอลเกอร์น�ำเสด็จทอดพระเนตร ประทานมูลค่าช่วยอุปถัมภ์บ้าง ในท่ีนี้มิสซิสคูเปอร์ ครูโรงเรียน
น�ำเด็กชายหญิงมาเฝ้า ทรงปฏิสันถารตามสมควรแล้วกลับ ผ่านพลับพลาที่ประทับเข้าเรือนจ�ำ ประทาน
พระโอวาทแก่คนโทษแล้วเสด็จพระมหาธาตุ ทรงท�ำสักการบูชาเป็นการนมัสการลา และทอดพระเนตร
สถานทอี่ กี แลว้ เสดจ็ กลบั พลบั พลาทปี่ ระทบั ฯ เวลาเยน็ วนั นี้ พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ เฉลมิ เขตมงคล
พระชายาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศร์ ทรงน�ำภรรยาข้าราชการเมืองนครศรี-
ธรรมราชเฝา้ ทพ่ี ลับพลา ทรงปฏสิ ันถารและประทานเหรยี ญกับหนังสอื แจก
370
ในเวลาเสดจ็ อยทู่ น่ี ้ี ในเชา้ ทกุ วนั เสดจ็ เทย่ี วรบั บณิ ฑบาตอยา่ งเงยี บ มพี ระตามเสดจ็ เปน็ ปจั ฉาสมณะ
เพยี งรปู เดยี ว โดยทางผลดั กนั ไป เพอ่ื ทอดพระเนตรธรรมเนยี มรบั บณิ ฑบาตของพระเมอื งนครศรธี รรมราช
และชาวเมืองจะได้ช่องถวายภัตตทาน ในวันแรก ๆ มีน้อยคนที่รู้ว่าเสด็จ ส�ำคัญว่าพระอื่นผู้ตามเสด็จ
มาภายหลงั รกู้ นั มากเขา้ จงึ มาคอยดกั ถวายหนา้ พลบั พลา เวลาเสดจ็ กลบั แวะทอดพระเนตรวดั นนั้ ๆ ตามทาง
ในเวลาเสดจ็ วดั มีในหมาย มคี นมาเฝ้ากท็ รงแสดงธรรมสง่ั สอน และประทานด้ายผูกมือเด็ก ถา้ เปน็ ชายก็
ทรงผกู ประทานเอง ถ้าเปน็ หญิงก็ประทานแต่ดา้ ยให้เขาผูกกันเอง
วนั ท่ี ๒๓ มิถนุ ายน ๒๔๕๕ เสวยเช้าแลว้ เสด็จเยี่ยมพระยาศิรธิ รรมบรริ กั ษอ์ ีกคร้ังหน่งึ เสดจ็ กลับ
พลับพลา ประทานเหรียญและหนังสือแจกแก่ข้าราชการ เสด็จจากพลับพลามีพระสงฆ์และข้าราชการ
สง่ เสดจ็ ไปลงทา่ แพ เสดจ็ พกั กลางทางทศ่ี าลาบา้ นชะเอยี น ทรงพระดำ� เนนิ ทอดพระเนตรหมบู่ า้ นแถบนนั้
เสวยเพลท่ีท่าแพ อุบาสิกาบุญรอดมาจัดเลี้ยงอีก แล้วทรงเรือเก๋งเป็ดทะเลแจวออกปากพูนมาสู่เรือ
ศรธี รรมราชเสด็จไปแหลมตะลุมพุกและสถานท่ตี า่ งๆ ตามหมายก�ำหนดการตอ่ ไป รวมระยะเวลาประทบั
ณ เมืองนครศรีธรรมราช ตัง้ แตว่ ันท่ี ๑๙ – ๒๓ มิถุนายน ๒๔๕๕ ทั้งส้นิ ๕ วัน ๔ คืน
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ และประทบั ยงั เมอื งนครศรธี รรมราช จำ� นวน ๓ ครงั้ ครง้ั แรกเมอ่ื ครงั้ ทรงดำ� รง
พระอิสริยยศสยามกุฎราชกุมารเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๒ และอีก ๒ คร้ังเม่ือขึ้นครองราชย์แล้ว คือเม่ือ
พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๘ และ ๒๔๖๐
ครัง้ ท่ี ๑ พุทธศักราช ๒๔๕๒
วันจันทร์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๔๕๒ เวลาเช้าประทบั มา้ พระท่ีนัง่ ออกจากร่อนพิบูลย์
เดนิ ทางถงึ ทพ่ี กั รอ้ นรมิ คลองเสาธง ซงึ่ เปน็ ลำ� นำ้� ใหญเ่ ปน็ ทางสนิ คา้ เดนิ ขน้ึ มาจากปากพนงั เสวยพระกระยาหาร
กลางวนั แลว้ เดนิ ทางตอ่ มาถงึ ศาลามไี ชย หยดุ ทโี่ ขลนทวาร พราหมณถ์ วายนำ�้ สงั ข์ แลว้ เขา้ ทางโขลนทวาร
พระสวดชยันโต เสด็จพักบนพลับพลา ทรงเปล่ียนฉลองพระองค์แล้วประทับช้างพระที่น่ัง แห่กระบวน
เข้าเมืองทางตอนใต้ ผ่านเมืองมาทางเหนือ ถึงพลับพลาหน้าเมือง เวลาเย็นทรงรถม้าพระที่นั่งเข้าไปยัง
วัดพระมหาธาตุ เพื่อบชู าวหิ ารพระม้า และดขู องโบราณในวหิ ารเขยี น
วนั องั คารท่ี ๒๕ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๒ ทรงเลย้ี งพระทว่ี ดั พระบรมธาตุ ทรงเวยี นเทยี น
สมโภช และฉายพระรปู
วันพุธที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๒ เสด็จทอดพระเนตรท่ีว่าการชั่วคราว นมัสการ
พระสิหิงค์ เทวสถานพราหมณ์ เรือนจำ� ศาลเมือง โรงพยาบาลของพวกมิชชนั นารอี เมริกนั
วนั พฤหสั บดที ่ี ๒๗ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๒ เสดจ็ พธิ เี ปดิ คลองทา่ งวิ้ (หรอื คลองพนู ผล)
บริเวณต�ำบลนาทราย จากนั้นเสด็จไปยังสวนราชฤดี และเสด็จกลับพลับพลา เวลาค่�ำทรงเล่นละครพูด
เรอื่ ง “ปลอ่ ยแก่” เพอื่ ฉลองพระบรมธาตุ
วันศุกร์ที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๒ เสด็จพระบรมธาตอุ กี ครงั้ ซ่งึ พระองค์ได้ทรงฉาย
พระรูปไว้หลายแผ่น จากน้ันจึงเสด็จไปยังวัดท่าโพธิ์ ดูโรงเรียน เสด็จมายังนครสามัคคี (ริมสนามหน้า
พลบั พลา) ซึ่งเปน็ สโมสรส�ำหรบั ขา้ ราชการเมืองนครศรีธรรมราช
371
“จุลมงกฎุ ” หรือ “พระเกี้ยว” พจิ ิตรเลขาประจำ� รชั กาลในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั
ประดษิ ฐาน ณ หนา้ บันซุ้มประตเู ยาวราชด้านทศิ ตะวันออก วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ถดั ด้านลา่ งลงมามขี อ้ ความ “ประตเู ยาวราช ร.ศ.๑๒๘” ในแพรแถบ ประดบั ชอ่ งว่างด้วยลายกระหนก สร้างถวาย
เปน็ พุทธบชู าโดยพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ครงั้ ดำ� รงพระอสิ รยิ ยศเปน็ สยามกฎุ ราชกมุ าร
ทง้ั นน้ี าม “เยาวราช” นย้ี งั ไดท้ รงพระราชทานเพือ่ ยกย่องพระเกียรติคุณแดพ่ ระราชดิ าผู้ทรงเป็นยุวกษัตรยิ ์
วนั เสาร์ท่ี ๒๙ พฤษภาคม พทุ ธศักราช ๒๔๕๒ เสดจ็ ขึน้ รถออกจากพลับพลาไปยงั ต�ำบลท่าแพ
ลอ่ งเรอื มาตามล�ำน�ำ้ ออกปากพนู ขนึ้ เรือพระที่นงั่ ถลาง เพอื่ เสดจ็ กลับเขา้ กรงุ เทพฯ
ครั้งที่ ๒ พุทธศกั ราช ๒๔๕๘
วนั ที่ ๖ กรกฎาคม เสด็จพระราชดำ� เนนิ โดยรถไฟพเิ ศษจากเมอื งตรงั ถงึ นครศรธี รรมราช
วนั ท่ี ๙ กรกฎาคม พระราชทานพระแสงราชศัสตราสำ� หรับเมอื งนครศรธี รรมราช
วันที่ ๑๒ - ๑๔ กรกฎาคม สมโภชพระบรมธาตนุ ครศรีธรรมราช
วนั ที่ ๑๕ - ๑๗ กรกฎาคม เสด็จจากเมอื งนครศรธี รรมราช ประทับแรมอำ� เภอทงุ่ สง
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม เสด็จพระราชด�ำเนนิ จากอ�ำเภอท่งุ สงประทับแรมเมืองนครศรธี รรมราช
วนั ท่ี ๒๖ กรกฎาคม ทรงจุดเทียนพรรษาทเี่ มอื งสนครศรธี รรมราช
วนั ท่ี ๒๗ กรกฎาคม เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ โดยรถไฟจากเมอื งนครศรธี รรมราชประทบั แรมทา่ ขา้ ม
แขวงเมอื งไชยา และเสดจ็ ถึงกรุงเทพฯ ในวนั ที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๘
คร้งั ท่ี ๓ พทุ ธศักราช ๒๔๖๐
เสดจ็ โดยทางรถไฟจากจงั หวัดตรงั มาถงึ จังหวดั นครศรีธรรมราช และประทบั แรม ระหวา่ งวนั ท่ี
๔ พฤษภาคม ถึงวันท่ี ๑๕ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๔๖๐
372
วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐ เสด็จพระราชด�ำเนินโดยรถยนต์พระที่น่ังไปยังวัด-
พระมหาธาตุ ในการพระราชพธิ สี มโภชพระบรมธาตเุ จดยี ์ ซงึ่ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ใหจ้ ดั ตามขตั ตยิ ราช
ประเพณี เสด็จเข้าในวิหารพระมหาภิเนษกรมณ์ ถวายต้นไม้ทองเงินเป็นบรรณาการพระมหาธาตุ และ
ทรงเติมน�้ำมันหอมในประทีปแก้ว ๕ ดวง และทรงจุดธูปแก้วแลธูปเทียนทองเงิน ทรงพระสุหร่ายถวาย
พระบรมธาตุ แลว้ พระราชทานผา้ มว้ นสชี มพูแก่พระยาเทพาภรณน์ �ำขึน้ ไปถวายหม่ พระบรมธาตุ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช รัชกาลท่ี ๙
ครั้งที่ ๑ พุทธศักราช ๒๕๐๒
รถยนต์พระที่นั่งจากจังหวัดกระบ่ีเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชท่ีบ้านคลองปาง ต�ำบลกะปาง
อำ� เภอทงุ่ สง จงั หวดั นครศรธี รรมราชในวนั ที่ ๑๓ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลาประมาณ ๑๕.๓๙ น. นายจนั ทร์
สมบูรณ์กุล ผู้ว่าราชการจงั หวัดนครศรธี รรมราชไดท้ ลู เกลา้ ทลู กระหม่อมถวายพระแสงราชศสั ตราประจำ�
จังหวดั นครศรธี รรมราช
จากนนั้ จงึ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ตอ่ ไปยงั พลบั พลาในสนามหนา้ ทว่ี า่ การอำ� เภอทงุ่ สงเวลา ๑๕.๕๐ น.
นายเคลอ่ื น จติ สำ� เรงิ นายอำ� เภอทงุ่ สง นำ� เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ เยย่ี มขา้ ราชการ ราษฎร และนกั เรยี นโรงเรยี น
ตา่ ง ๆ ในอำ� เภอทงุ่ สง ณ ทนี่ นั้ มรี าษฎรชายคนหนง่ึ ลกุ ขนึ้ มาขอจบั พระหตั ถ์ และกราบบงั คมทลู วา่ ตนคิดถึง
พระองค์มาหลายวันแล้ว เพ่ิงได้เห็นและได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทวันนี้เอง นับเป็นบุญของตนยิ่งนัก
ครัน้ เวลา ๑๖.๕๕ น. เสด็จพระราชดำ� เนินออกจากอำ� เภอทุ่งสงเพือ่ ไปยงั อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช
เสด็จถึงท่ีประทับแรม ณ จวนผู้วา่ ราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในเวลา ๑๘.๐๕ น. มรี าษฎร
จำ� นวนมากเขา้ มาเกาะรว้ั จวนผวู้ า่ ราชการจงั หวดั และโหร่ อ้ งเพอ่ื ถวายพระพร ทงั้ สองพระองคไ์ ดท้ รงโบก
พระหัตถ์ต้อนรบั บนพระระเบยี งทีป่ ระทับแรม ภายหลังเสวยพระกระยาหารค�่ำแลว้ เสดจ็ ทอดพระเนตร
ละครเรอื่ ง “อานภุ าพพอ่ ขนุ รามคำ� แหง” ซงึ่ นกั เรยี นชนั้ ป.กศ. โรงเรยี นฝกึ หดั ครนู ครศรธี รรมราชรว่ มกบั
แผนกศกึ ษาธกิ ารจังหวดั ร่วมจัดถวาย
วนั เสาร์ท่ี ๑๔ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๐๙.๓๐ น. เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ไปยงั วัดพระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร ทบ่ี ริเวณวดั พระมหาธาตุฯ มชี าวนครศรธี รรมราชพากนั มาคอยเฝา้ รับเสด็จ และตง้ั โตะ๊ บูชา
แบบตา่ ง ๆ อยา่ งหนาแน่น ท้งั สองพระองค์เสดจ็ พระราชด�ำเนินเขา้ วหิ ารพระมหาภิเนษกรมณ์ และเสด็จ
ข้ึนสู่ลานประทักษิณ ทรงพระสุหร่ายสรงพระบรมธาตุเจดีย์ แล้วพระราชทานแพรสีชมพูซึ่งเป็นเสมือน
ผา้ พระบฏใหแ้ กผ่ วู้ า่ ราชการจงั หวดั นำ� ไปหม่ พระบรมธาตตุ ามประเพณขี องชาวเมอื งนครศรธี รรมราช จากนน้ั
จงึ ทรงถวายธูปเทียนแพ ต้นไมท้ องตน้ ไมเ้ งนิ และธูปเทยี นเพือ่ นมสั การพระบรมธาตุ
แลว้ เสด็จพระราชดำ� เนินไปยงั พระวิหารหลวง ทรงจุดธูปเทยี นเครือ่ งนมัสการบูชาพระรตั นตรัย
แลว้ ทรงประเคนผา้ ไตรและยา่ มแกพ่ ระสงฆ์ ๒๐ รปู พระสงฆอ์ อกไปครองผา้ เสรจ็ กลบั เขา้ มานงั่ ยงั อาสนะ
เจรญิ พระพทุ ธมนต์ จบแลว้ ทรงประเคนภตั ตาหาร พระสงฆร์ บั พระราชทานฉนั จากนน้ั พราหมณแ์ หง่ เมอื ง
นครศรธี รรมราชไดเ้ ข้าเฝา้ ทลู ละอองธุลพี ระบาท
ครั้นเวลา ๑๕.๒๐ น. เสด็จพระราชด�ำเนนิ ไปทรงวางพวงมาลาทอี่ นสุ าวรียว์ ีรไทย ซง่ึ เปน็ ท่บี รรจุ
อัฐิทหารผู้ประกอบวีรกรรมด้านข้าศึกผู้รุกรานในคราวสงครามมหาเอเชียบูรพา จากน้ันทรงประกอบพิธี
วางศลิ าฤกษโ์ รงพยาบาลมณฑลทหารบกที่ ๕ (โรงพยาบาลค่ายวชริ าวธุ )
373
แล้วเสดจ็ ไปเยี่ยมทหาร ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๕ โดยผู้บญั ชาการมณฑลทหารบก
ท่ี ๕ กราบบงั คมทลู นำ� นายทหารและภรยิ าเขา้ เฝา้ พระองคไ์ ดพ้ ระราชทานพระบรมราโชวาทแกน่ ายทหาร
แล้วเสดจ็ ตรวจแถวทหาร จากน้นั จึงเสวยพระสุธารสและทอดพระเนตรการแสดงร�ำถวายพระพร
คร้ันเวลา ๑๖.๕๘ น. เสด็จพระราชด�ำเนินจากค่ายวชิราวุธไปยังศาลากลางจังหวัด และเสด็จ
พระราชดำ� เนินถงึ หอพระพทุ ธสิหิงค์
แลว้ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ประทบั บนพลบั พลาหนา้ ศาลกลางจงั หวดั นครศรธี รรมราช ผวู้ า่ ราชการ
จังหวัดนครศรีธรรมราชกราบบังคมทูลน�ำข้าราชการและทหารเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระองค์ทรงมี
พระราชด�ำรัสตอบขอบใจในการต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงที่ท�ำให้ทรงหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
ทรงยินดีท่ีทราบว่าการท�ำอาชีพมีผลดี ทรงอ้างคุณพระบรมธาตุและพระพุทธสิหิงค์ให้ช่วยคุ้มครอง
ประชาชนชาวนครศรธี รรมราชใหเ้ จรญิ รุ่งเรอื งตลอดกาล
จากนน้ั ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นครศรธี รรมราช ทลู เกลา้ ทลู กระหมอ่ มถวายพระบรมธาตจุ ำ� ลอง นายก-
เทศมนตรที ลู เกลา้ ถวายพระเครอ่ื ง ซงึ่ ขดุ ไดจ้ ากเจดยี ย์ กั ษ์ วดั พระเงนิ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ในชว่ งนนั้ มีราษฎรผ้หู นงึ่ ทูลเกล้าทูลกระหมอ่ มถวายเป็ดซึ่งมีส่ขี าด้วยเหน็ วา่ เป็นของแปลก
วนั อาทติ ยท์ ่ี ๑๕ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๑๐.๐๐ น. เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ โดยรถยนตพ์ ระทนี่ ง่ั
ไปยังน้�ำตกพรหมโลก อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช (ขณะนั้นยังไม่ได้แยกเป็นอ�ำเภอพรหมคีรี)
ระหวา่ งทางไดท้ รงหยดุ รถยนตพ์ ระทนี่ งั่ ทซ่ี มุ้ ของชาวไทยมสุ ลมิ ทต่ี ลาดแขก คณะกรรมการชาวไทยมสุ ลมิ
ไดท้ ลู เชญิ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ลงเหยยี บมสั ยดิ ซอลาฮดุ ดนิ (ทา่ ชา้ ง) เพอื่ เปน็ สริ มิ งคล พระองคท์ รงไตถ่ าม
สารทุกข์สุขดบิ ของชาวไทยมุสลมิ ที่เฝ้ารอรับเสด็จ
จากนัน้ จึงเสด็จพระราชดำ� เนินต่อไปยังนำ�้ ตกพรหมโลก ระยะทางประมาณ ๒๐ กโิ ลเมตร เมอื่ ถงึ
สามแยกบา้ นตาล ตอ้ งทรงเปลยี่ นรถยนตพ์ ระทน่ี ง่ั เปน็ รถจบิ๊ เพราะถนนในชว่ งนเี้ ปน็ ถนนดนิ ซงึ่ ราษฎรชาว
นครศรธี รรมราช ภายใตก้ ารอำ� นวยการของนายศภุ โชค พานชิ วทิ ย์ นายอำ� เภอทา่ ศาลา ไดร้ ว่ มมอื รว่ มใจกนั
ขดุ ถนนเปน็ เวลาแรมเดอื นเพอื่ นอ้ มเกลา้ นอ้ มกระหมอ่ มถวาย เมอ่ื ถงึ นำ้� ตกพรหมโลก พระองคท์ รงพกั ผอ่ น
อิรยิ าบถ ทอดพระเนตรความงดงามของนำ้� ตกพรหมโลก ก่อนจะเสด็จพระราชด�ำเนินกลับ ทรงลงพระ
ปรมาภิไธย ย่อ ภปร. และ สก. ไวบ้ นหน้าผาข้างน�ำ้ ตก
วนั จนั ทรท์ ี่ ๑๖ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๐๘.๑๖ น. เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ โดยรถยนตพ์ ระทนี่ งั่
ออกจากทปี่ ระทับ ณ จวนผู้วา่ ราชการจงั หวัดนครศรธี รรมราชไปยังอำ� เภอร่อนพิบูลย์ และจงั หวดั ตรงั
ครัง้ ท่ี ๒ พทุ ธศักราช ๒๕๐๗
เสด็จพระราชด�ำเนินโดยรถไฟพระที่นั่ง จากสถานีรถไฟจิตรลดา เสด็จถึงสถานีรถไฟนครศรี-
ธรรมราช จากนัน้ จงึ เสดจ็ ทรงยกช่อฟา้ พระอุโบสถวัดวังตะวนั ตก ต�ำบลคลงั อำ� เภอเมอื งจงั หวัดนครศรี-
ธรรมราช
เสดจ็ วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร ทรงบำ� เพญ็ พระราชกศุ ลเวยี นเทยี นพระบรมธาตเุ จดยี น์ ครศร-ี
ธรรมราชเน่อื งในวันวิสาขบชู า
เสด็จเย่ียมสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช กอ่ นจะเสดจ็ กลบั จงั หวดั พระนครโดยรถไฟ
พระท่ีน่งั จากสถานรี ถไฟนครศรธี รรมราช
374
ทรงถา่ ยภาพและโบกพระหตั ถ์ท่ีระเบียง ขณะประทับที่เรือนรับรองในจวนผู้วา่ ราชการจงั หวดั
นครศรธี รรมราช เมอ่ื วนั ที่ ๑๓ มนี าคม ๒๕๐๒ เวลา ๑๘.๐๐ น.
เรอื นรบั รอง ในจวนผวู้ า่ ราชการจังหวดั นครศรีธรรมราช (ในปจั จบุ ันเปล่ยี นชอ่ื เปน็ "พระตำ� หนกั เลียบเมือง")
375
เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ทรงบ�ำเพ็ญพระราชกศุ ลเวียนเทยี นพระบรมธาตเุ จดียน์ ครศรธี รรมราช
เน่อื งในวนั วสิ าขบชู า ๒๖ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๕๐๗
ครั้งท่ี ๓ พุทธศกั ราช ๒๕๑๐
เมอ่ื วนั ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๐ เสด็จพระราชดำ� เนินเยย่ี มราษฎรอำ� เภอทุง่ สง และ
อำ� เภอชะอวด
ครงั้ ที่ ๔ พุทธศกั ราช ๒๕๑๕
เมอื่ วนั ท่ี ๒๕ กนั ยายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๕ เสดจ็ ประกอบพธิ เี ปดิ คา่ ย “ศรนี ครนิ ทรา” ณ บา้ น-
ไสใหญ่ ต�ำบลถ้�ำใหญ่ อำ� เภอทงุ่ สง
คร้ังท่ี ๕ พทุ ธศักราช ๒๕๑๖
เมอื่ วนั ท่ี ๒๙ เมษายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๖ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ พระราชทานพระพทุ ธนวราชบพติ ร
และทรงเยยี่ มราษฎร ณ สนามหนา้ เมอื ง
ครั้งท่ี ๖ พุทธศกั ราช ๒๕๑๗
เม่ือวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๗ เสด็จพระราชด�ำเนินทรงประกอบพิธีเททอง
หลอ่ พระพทุ ธรปู ณ วดั โคกเมรุ อำ� เภอฉวาง
ครง้ั ที่ ๗ พุทธศักราช ๒๕๑๗
เมอื่ วนั ที่ ๒๖ - ๒๘ สงิ หาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ทรงยกชอ่ ฟา้ พระวหิ ารหลวง
วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร และทรงเปิดพพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
ครงั้ ที่ ๘ พทุ ธศักราช ๒๕๑๘
วนั ท่ี ๑๗ สงิ หาคม พทุ ธศักราช ๒๕๑๘ เสด็จพระราชดำ� เนนิ เยีย่ มกองร้อย ตชด.บา้ นไสหร้า
อ�ำเภอฉวาง จากน้ันเสด็จวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร และโรงพยาบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช (ช่ือ
ขณะนน้ั ) อ�ำเภอเมือง จงั หวัดนครศรธี รรมราช
376
ครัง้ ท่ี ๙ พทุ ธศักราช ๒๕๑๘
วันท่ี ๓ กนั ยายน พุทธศักราช ๒๕๑๘ เสด็จพระราชด�ำเนินเยย่ี มราษฎรอำ� เภอปากพนงั และ
ค่ายวชริ าวุธ อ�ำเภอเมือง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
ครัง้ ที่ ๑๐ พทุ ธศักราช ๒๕๑๘
วันที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๘ เสด็จพระราชด�ำเนินทรงวางพวงมาลาหน้าศพต�ำรวจ
ตระเวนชายแดนคา่ ยศรีนครินทรา อ�ำเภอทุ่งสง
คร้งั ที่ ๑๑ พุทธศักราช ๒๕๑๙
วนั ท่ี ๑๘ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙ พระราชทานธงประจำ� รนุ่ ลกู เสอื ชาวบา้ นจงั หวดั นครศร-ี
ธรรมราช ณ สนามหนา้ เมอื ง จังหวัดนครศรีธรรมราช
คร้งั ท่ี ๑๒ พทุ ธศักราช ๒๕๑๙
วนั ที่ ๒๐ กนั ยายน พทุ ธศักราช ๒๕๑๙ เสดจ็ พระราชด�ำเนนิ ทรงยกช่อฟ้าอโุ บสถวัดยางคอ้ ม
อำ� เภอพิปูน และทรงยกช่อฟา้ อโุ บสถวดั มะนาวหวาน อ�ำเภอฉวาง (ปัจจบุ นั ขึ้นอำ� เภอช้างกลาง)
ครั้งที่ ๑๓ พุทธศกั ราช ๒๕๒๐
เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๐ เสด็จพระราชด�ำเนินเพื่อเย่ียมหน่วยรบเฉพาะกิจ
นาวกิ โยธนิ (๒๐๑) บา้ นในถงุ้ และฐานปฏบิ ตั กิ ารกองรอ้ ยนาวกิ โยธนิ ที่ ๓ ทบ่ี า้ นปากลง อำ� เภอทา่ ศาลา
ครัง้ ที่ ๑๔ พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑
เมื่อวนั ที่ ๑๑ - ๑๒ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๒๑ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ทรงเยยี่ มราษฎร อ�ำเภอท่งุ ใหญ่
และพระราชทานธงประจำ� รนุ่ ลูกเสือชาวบ้านทีส่ นามกฬี าจังหวัดนครศรีธรรมราช
ครัง้ ที่ ๑๕ พุทธศักราช ๒๕๒๓
เม่ือวันท่ี ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๓ เสด็จพระราชด�ำเนินเพ่ือพระราชทานเพลิงศพ
พระรัตนธชั มุนี (แบน คณฐาภรณเถร) ณ วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร
ครั้งท่ี ๑๖ พทุ ธศักราช ๒๕๒๓
เมอ่ื วันท่ี ๑๘ กนั ยายน พทุ ธศักราช ๒๕๒๓ เสดจ็ พระราชดำ� เนิน ทรงพระราชทานธงประจำ� รุน่
ลกู เสือชาวบ้าน อำ� เภอทุ่งใหญ่ ทบี่ า้ นสระบัว อ�ำเภอทงุ่ ใหญ่
ครง้ั ท่ี ๑๗ พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๓
เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๓ เสด็จพระราชด�ำเนินทรงเปิดอาคารเรียนโรงเรียน
ราชประชานุเคราะห์ ๑๙ ตำ� บลหนองหงส์ อ�ำเภอท่งุ สง
377
สมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวมหาวชริ าลงกรณ บดินทรเทพยวรางกรู เสดจ็ แทนพระองค์พระราชบิดา
ในการอญั เชิญพุ่มข้าวบิณฑ์ ข้ึนประดษิ ฐานบนปลียอดพระบรมธาตเุ จดีย์
เมอ่ื วนั ท่ี ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘
สมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั มหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู รัชกาลท่ี ๑๐
ทรงเคยเสด็จท้ังโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยพระองค์เอง
ในฐานะผแู้ ทนพระองคแ์ ละสว่ นพระองค์ เมอื่ ครง้ั ดำ� รงพระอสิ รยิ ยศสมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช สยามมกฎุ
ราชกมุ าร อาทิ
วันท่ี ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑ เมื่อคร้ังทรงผนวช ได้เสด็จพระราชด�ำเนินมายัง
วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร และทรงปลกู ตน้ สาละอนิ เดยี ไว้ ณ ลานทราย วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร
วนั ท่ี ๑๒ กนั ยายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๕ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ มาทรงประกอบพธิ เี ปดิ โรงพยาบาล
มหาราช นครศรีธรรมราช
วันที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ เสด็จแทนพระองค์มาทรงอัญเชิญพุ่มข้าวบิณฑ์
ขึน้ ประดิษฐานบนปลยี อดพระบรมธาตุเจดีย์
378
บทที่ ๑๐
บุคคลในความทรงจ�ำ
379
พระรัตนธัชมนุ ี (ม่วง รตฺนธชเถระ)
พระรัตนธัชมุนี นามเดิมว่า ม่วง เกิดในสกุล ศิริรัตน์ โยมบิดาช่ือแก้ว โยมมารดาชื่อทองค�ำ
เป็นบุตรคนสุดทอ้ งในจำ� นวนพนี่ ้อง ๗ คน เกิดเมือ่ วนั ที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๖ ท่บี ้านหมาก หมู่ท่ี ๕
ตำ� บลบา้ นเพิง อ�ำเภอปากพนงั จังหวัดนครศรธี รรมราช เปน็ สหชาติในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ วั
เมอ่ื อายุ ๗ ขวบ ไดเ้ ขา้ ศกึ ษาเลา่ เรยี นอกั ขระเบอื้ งตน้ ในสำ� นกั อาจารยส์ ดี ำ� วดั หลมุ พอ เมอ่ื อายไุ ด้
๙ ขวบ ยา้ ยไปศกึ ษาในสำ� นกั อาจารยเ์ พช็ ร วดั แจง้ อำ� เภอปากพนงั ศกึ ษาเลา่ เรยี นมลู กจั จยนะในสำ� นกั น้ี
จนอายไุ ด้ ๑๕ ปี จงึ ไดบ้ รรพชาเป็นสามเณร ครั้นเมอ่ื อายุ ๑๗ ปี ยา้ ยมาอยทู่ วี่ ดั มเหยงคณ์ อำ� เภอเมอื ง
จงั หวดั นครศรธี รรมราช ไดศ้ กึ ษาปรยิ ตั ธิ รรมกบั พระครกู าราม (จู เปรียญ ๔ ประโยค) จนถงึ พ.ศ. ๒๔๑๖
อายุครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกาย อยู่จ�ำพรรษาที่วัดมเหยงคณ์หนี่งพรรษา จึงได้ย้ายตาม
พระครกู าราม (จ)ู ไปอยวู่ ดั ทา่ โพธิ์ ครนั้ ถงึ พ.ศ. ๒๔๒๗ พระครกู าราม (จ)ู มรณภาพ จงึ ไดเ้ ปน็ เจา้ อาวาส
วดั ท่าโพธิ์สืบแทน
ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส คร้งั ยังด�ำรงพระยศเปน็
พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมนื่ วชริ ญาณวโรรส เสดจ็ มาตรวจการพระศาสนาในหวั เมอื งปกั ษใ์ ต้ ขณะทปี่ ระทบั
อยทู่ จี่ งั หวดั นครศรธี รรมราช ทา่ นไดเ้ ขา้ เฝา้ หลายครงั้ และทลู ขอตามเสดจ็ ไปศกึ ษาตอ่ ทกี่ รงุ เทพฯ สมเดจ็
พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรับอุปถัมภ์ และทรงพระกรุณาโปรดให้อยู่ที่วัดมกุฏ-
กษตั รยิ าราม และบวชเปน็ พระภกิ ษธุ รรมยตุ กิ นกิ ายในปนี น้ั โดยพระพรหมมนุ ี (แพง กติ ตสิ ารเถร) เปน็ พระ
อุปัชฌาย์ ใน พ.ศ. ๒๔๓๓ เข้าสอบไล่แปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวงท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้
เปรยี ญ ๔ ประโยค
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๑ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั เสดจ็ ประพาสหัวเมอื งปกั ษใ์ ต้
ในเวลาทปี่ ระทบั ทจี่ งั หวดั นครศรธี รรมราช ทา่ นไดเ้ ขา้ เฝา้ หลายครงั้ ทรงไตถ่ ามถงึ กาลคณะสงฆใ์ นจงั หวดั
ท่านก็ได้กราบบังคมทูลช้ีแจงเป็นที่ชอบพระราชอัธยาศัย และทรงทราบว่าเป็นสหชาติ (เกิดปีเดียวกัน)
380
ทั้งทรงเห็นว่าเป็นผู้ทรงธรรมวินัยอันน่าเลื่อมใสหลายประการ จึงทรงตั้งให้เป็นพระราชาคณะ
มสี มณศกั ดิ์ท่ี พระสิรธิ รรมมนุ ี
ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปน็ ผอู้ ำ� นวยการการศกึ ษา และเปน็ เจา้ คณะมณฑล
นครศรีธรรมราช ได้จัดการคณะสงฆ์ การพระศาสนา การศึกษาของพลเมือง เดิมการศึกษาเล่าเรียน
มกั จะศกึ ษากนั ทวี่ ดั หรอื บา้ น ทา่ นเรมิ่ จดั ตงั้ โรงเรยี นฝา่ ยสามญั ขนึ้ เปน็ หลกั เปน็ ฐานดงั ปรากฏอยใู่ นรายงาน
การศกึ ษา ร.ศ. ๑๑๙ ลงวนั ที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ จำ� นวนโรงเรยี นซงึ่ ไดจ้ ดั ตั้งข้ึนในมลฑลนคร
ศรธี รรมราช (นครศรีธรรมราช, พทั ลงุ , สงขลา) ทั้งหมด ๒๑ โรง ในที่นี้จะกลา่ วโดยสรปุ เพยี งบางโรง
ดังตอ่ ไปน้ี
โรงเรียนหลังแรกต้ังอยู่ท่ีวัดท่าโพธ์ิมีช่ือว่า สุขุมาภิบาลวิทยา ได้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
เมอ่ื ครงั้ เปน็ พระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ ขา้ หลวงเทศาภบิ าลมณฑลนครศรธี รรมราชคนแรกเปน็ ผอู้ ปุ ถมั ภ์ (โรงเรยี นนี้
ตอ่ มาเปลย่ี นชอ่ื เปน็ ศรธี รรมราช และใน พ.ศ. ๒๔๖๔ เปลยี่ นเปน็ เบญจมราชทู ศิ )
โรงเรียนราษฎรผดุงวทิ ยา ต้ังอยู่ท่ีวดั พระนคร ไดพ้ ระครูกาชาดเป็นผู้อดุ หนุน
โรงเรยี นวฑั ฒนานกุ ลู ตงั้ อยทู่ ว่ี ดั หมาย อำ� เภอทา่ ศาลา ไดน้ ายเจรญิ กรมการอำ� เภอเปน็ ผอู้ ดุ หนนุ
โรงเรยี นกระเษตราภสิ จิ น์ ตงั้ อยทู่ ว่ี ดั รอ่ นนอก อำ� เภอรอ่ นพบิ ลู ย์ ไดข้ นุ เกษตรพาหนะเปน็ ผอู้ ดุ หนนุ
โรงเรยี นนติ ยาภริ มย์ ตง้ั อยทู่ ว่ี ดั โคกหมอ้ อำ� เภอทงุ่ สง ไดน้ ายเทย่ี ง กรมการอำ� เภอเปน็ ผอู้ ดุ หนนุ
โรงเรยี นวทิ ยาคมนาคะวงศ์ ตงั้ อยทู่ วี่ ดั วงั มว่ ง อำ� เภอฉวาง ไดน้ ายนาค กรมการอำ� เภอเปน็ ผอู้ ดุ หนนุ
พระรตั นธชั มนุ ี นอกจากจะเปน็ ผรู้ เิ รมิ่ จดั การศกึ ษาฝา่ ยสามญั ทวั่ ทงั้ ภาคใตแ้ ลว้ ทา่ นยงั ไดพ้ ยายาม
จดั ตงั้ โรงเรยี นวสิ ามญั เชน่ ใหม้ กี ารสอนวชิ าชา่ งถมขนึ้ ทวี่ ดั ทา่ โพธ์ิ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๖ ในระยะแรกทา่ นได้
สละนิตยภัตส่วนตัวของท่านให้เป็นเงินเดือนครู และได้เพียรท�ำนุบ�ำรุงอย่างเต็มก�ำลัง โรงเรียนนี้ต่อมา
ทางราชการได้รับช่วงเป็นโรงเรียนหลวงประเภทวิสามัญ (ปัจจุบันคือวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรี-
ธรรมราช
วันท่ี ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่
มสี มณศกั ดติ์ ามสญั ญาบตั รวา่ พระเทพกวี ศรวี สิ ทุ ธดิ ลิ ก ตรปี ฎิ กบณั ฑติ ยตคิ ณศิ ร บวรสงั ฆาราม คามวาสี
สถติ ณ วดั ทา่ โพธิ์ มีนิตยภัตเดอื นละ ๒๖ บาท
วนั ท่ี ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๕ โปรดเลอื่ นสมณศกั ดิ์เป็นพระธรรมโกศาจารย์ ตามความ
ในสัญญาบัตรเป็นพระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก ตรีปิฎกธรรมภูษิต ยติคณิศร บวรสังฆาราม
คามวาสี มีนิตยภัตเดือนละ ๒๘ บาท
วนั ที่ ๙ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๖๖ โปรดเลอื่ นสมณศกั ดเ์ิ ปน็ พระรตั นธชั มนุ ี ตามความในสญั ญาบตั ร
พระรตั นธชั มนุ ศี รธี รรมราช สงั ฆนายก ตรปี ฎิ กคณุ าลงั การ ศลี ามาจารวนิ ยสนุ ทร ยตคิ ณศิ ร บวรสงั ฆาราม
คามวาสี
พระรตั นธชั มนุ ี เปน็ ผทู้ ำ� ประโยชนแ์ กค่ นหมมู่ ากทงั้ ในคดโี ลกและคดธี รรม ทำ� ใหเ้ กดิ เลอื่ มใสศรทั ธา
ในพระพทุ ธศาสนาอยา่ งกวา้ งขวางเปน็ ทรี่ จู้ กั โดยทวั่ ไป ทา่ นมรณภาพดว้ ยโรคชรา เมอื่ วนั ท่ี ๒๑ กนั ยายน
พ.ศ. ๒๔๗๗ นับอายุได้ ๘๒ ปี พรรษา ๔๕ เพราะคุณความดีท่ีท่านกระท�ำไว้ จึงได้รับพระราชทาน
โกศโถเป็นเกียรติยศ และงานพระราชทานเพลิงศพก็ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ใช้สนามหน้าเมือง
เปน็ ฌาปนสถาน นับวา่ เป็นเกียรติยศสูงสดุ ในชีวิต
381
พระครูเทพมุนีศรสี วุ รรณถูปาภิบาล (ท่านปาน)
พระครูเทพมุนีศรีสุวรรณถูปาภิบาล (ท่านปาน) โยมบิดาช่ือนายเกิด โยมมารดาช่ือนางส้ม
เกดิ เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๙๖ ทบี่ า้ นขนุ ทะเล อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช (ปจั จบุ นั ขน้ึ อำ� เภอลานสกา) สมยั เดก็
เรียนหนังสือขอมท่ีวัดหน้าพระบรมธาตุ แล้วบวชเณรได้สามปี เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่ท่ีวัดเชตุพน
วมิ ลบงั คลาราม (วดั โพธ)์ิ จนอายุ ๒๐ ปี จงึ อปุ สมบทเปน็ พระภกิ ษไุ ดศ้ กึ ษานกั ธรรมควบคไู่ ปกับวปิ ัสสนา
กรรมฐาน
วันหนึ่งในพ.ศ. ๒๔๓๖ ทราบข่าวจากญาติผู้ใหญ่ท่ีมาเย่ียมว่าวัดพระบรมธาตุช�ำรุดทรุดโทรม
จนเป็นป่ารกชัฏเป็นท่ีอเนจอนาถและสังเวชแก่พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างย่ิง คืนน้ันท่านก็หลับฝันไปว่า
มเี ทวดานงุ่ ขาวหม่ ขาวมาขอใหท้ า่ นชว่ ยเปน็ หวั เรย่ี วหวั แรงในการชกั จงู ผคู้ นมาชว่ ยซอ่ มแซมพระบรมธาตุ
เจดยี แ์ ละวหิ ารตา่ ง ๆ ครงั้ สนิ้ พรรษา พ.ศ. ๒๔๓๖ ทา่ นกไ็ ดเ้ ดนิ ธดุ งคพ์ รอ้ มลกู ศษิ ย์ (ชอ่ื หนตู าด) กลบั เมอื ง
นครศรีธรรมราชโดยใช้เวลา ๓๗ วัน และได้เร่ิมงานบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์และวิหารต่าง ๆ เมื่อวันท่ี
๒๗ เมษายน ๒๔๓๗ โดยเรมิ่ ตน้ จากการชกั ชวนชาวตำ� บลเขาแกว้ (ปจั จบุ นั ขนึ้ อำ� เภอลานสกา) ไดช้ ว่ ยกนั
ตดั ไมซ้ งุ จำ� นวนนบั รอ้ ยทอ่ นจากทอ้ งทตี่ ำ� บลทา่ ดแี ละเขาแกว้ ผกู เปน็ แพ ลอ่ งมาตามลำ� คลองทา่ ดี แลว้ มา
ขน้ึ ฝง่ั ทบี่ า้ นหวั ทา่ (ปจั จบุ นั คอื วดั ชลเฉนยี นหรอื วดั ชายคลอง) ชาวเขาแกว้ และทา่ ดชี ว่ ยกนั ชกั ลากไมด้ ว้ ยชา้ ง
และควาย พากันเลื่อยไม้กันเอิกเกริก ข่าวการบูรณะซ่อมแซมน้ีได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง
ยงั ความปติ ยิ นิ ดแี กพ่ ทุ ธศาสนกิ ชนชายหญงิ จากหวั เมอื งรายรอบ ตงั้ แตเ่ มอื งหลงั สวน ไชยา กาญจนดษิ ฐ์
พัทลุง สงขลา หนองจิก ตานี และเมืองไทรบุรี ต่างเดินทางกันมาร่วมบูรณะกันเอิกเกริก วันละนับ
๘๐๐ - ๑,๐๐๐ คน ช่างชาวบ้านมาร่วมด้วยช่วยกันมากมาย มีการจัดโรงเล้ียงโรงทานวันละสามม้ือ
ตกกลางคืนมีคณะหนังตะลุงมโนราห์และเพลงบอกผลัดเปลี่ยนกันแสดงและขับกล่อม โดยเฉพาะ
ขนุ ประดษิ ฐ์ ลงุ คงหนรวด และปรชี าควาย มที ง้ั คนชว่ ยแรง ชว่ ยทรพั ย์ ชว่ ยของ โดยไมต่ อ้ งใชเ้ งนิ วา่ จา้ ง
382
ดว้ ยเหตทุ ว่ี ดั พระมหาธาตฯุ ในครงั้ นนั้ ไดช้ ำ� รดุ ทรดุ โทรมไปมากเพราะขาดผดู้ แู ลรกั ษา โดยเฉพาะ
เจดยี ร์ ายและวหิ ารตา่ ง ๆ ผกุ รอ่ น ผวิ ปนู ฉาบไดแ้ ตกรา้ วผพุ งั เปน็ จำ� นวนมาก มตี น้ โพธแิ์ ละตน้ ไทรงอกเกาะ
และกดั เซาะชายคาและหวั เสาแทบทกุ หลงั ท่านปานจงึ วางแผนการซ่อมเจดยี ์และวหิ ารทกุ หลงั (ยกเวน้
วิหารหลวง) โดยมีพระครูพิศาลศีลวัตร (ท่านร่ม) เป็นฝ่ายหาทุนด้วยการออกเร่ียไรไปแทบทุกจังหวัด
ในภาคใต้ รวมท้ังเมืองไทรและเมอื งกลันตันมาใช้บรู ณปฏสิ งั ขรณ์
งานบรู ณปฏสิ งั ขรณท์ ด่ี ำ� เนนิ ไปนนั้ คอ่ ยสำ� เรจ็ เรยี บรอ้ ยไปทลี ะหลงั สองหลงั จนในทสี่ ดุ กใ็ หก้ อ่ สรา้ ง
กำ� แพงรอบนอก ขดุ ลอกคลองปา่ เหลา้ (ตงั้ แตบ่ า้ นหวั ทา่ ลงไป) แลว้ เสรจ็ ภายในเจด็ วนั ชาวบา้ นละแวกนนั้
จึงเรียกคลองนก้ี ันติดปากวา่ “คลองฑติ ย์ปาน” จนทุกวนั นี้ หลงั จากนน้ั ก็ซ่อมสรา้ งพระวหิ ารธรรมศาลา
วหิ ารสามจอม ระหวา่ งทงี่ านซอ่ มสรา้ งวดั พระมหาธาตกุ ำ� ลงั ดำ� เนนิ การไปอยา่ งไดผ้ ลนนั้ เกดิ ขา่ วเลอื่ งลอื
ไปวา่ ทางราชธานกี รงุ เทพฯ มขี อ้ สงสยั วา่ ทา่ นปานจำ� ทำ� การขบถเชน่ เดยี วกบั ขบถผบี ญุ ในภาคอสี าน สมเดจ็
กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพจึงได้เสด็จมาสังเกตการณ์ แต่เมื่อแน่ใจว่าท่านปานท�ำไปด้วยความศรัทธา
ตอ่ พระบรมธาตเุ จดีย์ จงึ เสนอขอสมณศักดิท์ ่านปานเปน็ พระครูเทพมุนศี รสี ุวรรณถูปาฏมาภิบาล (ปาน)
หลังจากที่ซ่อมสร้างวัดพระมหาธาตุฯ เสร็จแล้วก็มีงานสมโภชเฉลิมฉลองถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
หลังจากนั้นประชาชนต่างก็พากันกลับไปท�ำมาหากินยังถิ่นฐานของตน ส่วนท่านปานก็ลาสิกขาบทและ
แต่งงานกับหม่อมแข ซ่ึงสมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพจัดพิธีให้ และได้รับการแต่งต้ังเป็นพนักงาน
วัดพระมหาธาตุฯ ได้รับเงินเดือนเดือนละช่ัง ต่อมาได้ปลูกบ้านอยู่ตรงข้ามวัดหน้าพระลาน มีชีวิตต่อมา
อีกสามปีกถ็ งึ แก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ สิริรวมอายไุ ด้ ๔๘ ปี
การบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดยี แ์ ละวิหารต่าง ๆ ใชเ้ วลาต้งั แต่ พ.ศ. ๒๔๓๗ - ๒๔๔๑ รวม
เวลาท้ังส้ิน ๔ ปี จึงได้แล้วเสร็จ นับเป็นการบูรณะท่ียิ่งใหญ่เกินกว่าบุคคลธรรมดาจะสามารถท�ำได้
พระครเู ทพมุนีศรีสวุ รรณถูปาฏมาภบิ าลหรอื ทา่ นปาน จงึ เป็นบุคคลในความทรงจ�ำของชาวนครท้งั ท่เี ปน็
ฆราวาสและบรรพชติ ตลอดมา
383
พระรตั นธชั มุนี (แบน คณฺฐาภรณเถร)
พระรตั นธชั มนุ ี นามเดมิ แบน ฤทธโิ ชติ โยมบดิ าหมน่ื ทพิ ยจ์ กั ษุ (ขาว ฤทธโิ ชต)ิ และโยมมารดา
คอื นางเป็ด ฤทธโิ ชติ (ธรรมกิ กุล) เกดิ เมอ่ื วันจนั ทรท์ ี่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๗ (ร.ศ. ๑๐๓) ตรงกับวันขึ้น
๙ ค่ำ� เดอื น ๗ ปีวอก ทบ่ี า้ นดอนทะเล หม่ทู ่ี ๒ ต�ำบลปากพนู อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช ในรัชสมยั
ของพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั รชั กาลที่ ๕ แหง่ กรงุ รัตนโกสินทร์
ชวี ติ ปฐมวยั ไดศ้ กึ ษาอกั ษรสมยั ภาษาไทยตามความนยิ มในสมยั นนั้ ซงึ่ เรยี กวา่ “เรยี นหนงั สอื วดั ”
จบช้ันประถมบริบรู ณ์ เทยี บช้ันประถมปีท่ี ๔
พ.ศ. ๒๔๔๗ (วนั องั คารที่ ๑๒ กรกฎาคม) ไดบ้ รรพชาอปุ สมบททนี่ ทสี มี า (สมี านำ�้ ) ในคลองปากพนู
หนา้ วดั ทา่ มว่ ง หมทู่ ี่ ๒ บา้ นดอนทะเล ตำ� บลปากพนู โดยมพี ระครเู หมเจตยิ านรุ กั ษ์ (ธมมฺ ปาโล - เนยี ม)
วัดพระนคร ต�ำบลในเมือง เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌายะ พระสิริ
ธรรมมุนี (พระรัตนธัชมุน ี - มว่ ง) เจา้ คณะมณฑลนครศรธี รรมราชและปัตตานี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
และไดข้ นานฉายาว่า “คณฐาภรโณ”
พ.ศ. ๒๔๔๘ พรรษาที่ ๒ ศึกษาพระธรรมวินัยและภาษาไทยในส�ำนักพระรัตนธัชมุนี (ม่วง)
ณ วัดทา่ โพธิ์ อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
พ.ศ. ๒๔๕๔ พรรษาที่ ๗ สอบได้นักธรรมช้ันตรี (นวกภูมิ) ในส�ำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
กรงุ เทพมหานคร อนั เปน็ ปที เี่ ปดิ สอบนกั ธรรมขนึ้ ปแี รก และไดล้ งบญั ชขี อเขา้ สอบเปน็ รปู แรกของสำ� นกั เรยี น
วัดบวรนเิ วศวหิ ารและของประเทศ
พ.ศ. ๒๔๕๖ พรรษาที่ ๙ สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค และ พ.ศ. ๒๔๕๘ พรรษาที่ ๑๑
สอบได้เปรยี ญธรรม ๔ ประโยค ในสำ� นักเรยี นวัดราชาธวิ าสวหิ าร สมยั แปลปาก
พ.ศ. ๒๔๖๓ - ๒๔๗๐ เป็นเจา้ อาวาสวัดมเหยงคณ์ อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช
384