๓. แแหแมมมนก่่กก่ว่ กดบย เ สีย งพ ย ัญชนะท///า้pkt/ย//
แแแแแแมมมมมม่่เก่เ่ก่่กกก กงนมอย ว ก า เ สยี งสน้ั //////ymwn////// (ยกเว้นพยางค์ท่ไี มเ่ นน้ เสียง)
๔. หนว่ ยเสยี งสระ
๔.๑ หน่วยเสียงสระเด่ยี ว
ส่วนของล้ิน สระหน้า สระกลาง สระหลัง
ปากไม่กลม ปากไม่กลม ปากกลม
ระดับของล้ิน สนั้ ยาว
สูง สiน้ั ยiาว สu้ัน ยuาว
กลาง ee aa oo
ต�่ำ
εε
๔.๒ หนว่ ยเสยี งสระประสม //iiaa/ / //iaa/ / //iuaa//
๑. ค�ำที่เป็นแม่ ก กา เสยี งสั้น ใช ้
๒. ค�ำที่เปน็ แม่ ก กา เสยี งยาว กับคำ� ทมี่ ตี วั สะกดใช้
(หมายเหตุ : ค�ำทใ่ี ช้รูปสระ ใ-, ไ- ใช้ /ay/ ค�ำทใ่ี ช้รปู สระ เ-า ใช้ /aw/)
๔.๓ การกลายเสยี งสระ
เม่ือเทยี บคำ� ศัพท์ภาษาไทยถิ่นใตก้ ับภาษาไทยกรุงเทพ พบวา่ ในภาษาไทยถนิ่ ใตบ้ างค�ำ
มีการกลายเสียงสระตำ�่ ลงไป ๑ ระดับ ดงั ตวั อย่าง
กลายเสียงสระอี /i / เป็นสระเอ /e / เช่น ส่ี /si 2/ กลายเป็น [เส]้ /se 3/
/ kh lεt2 / กลายเสียงสระเอะ /e/ เปน็ สระแอะ /ε/ เช่น เคล็ด /khlet4/ กลายเปน็ [แขล็ด]
กลายเสียงสระอือ / / เป็นสระเออ //a// เช่น เซถื้ออะ /s /t4h/ กลายเป็น [เส่อ] /s 2/
กลายเสียงสระเออะ / / เปน็ สระอะ เชน่
/ta 6/ 2/ กลายเสยี งเป็น ตะ [ตะ]
กกลลาายยเเสสยียี งงสสรระะโออู ะ/u/o/ /เปเปน็ น็สสระระโอเอา/ะo / เช่น ปู่ ต/pน้ u /2t/o nก3ล/า ยกเลปาน็ ยเ ป[โน็ป] [ ต/pอ็ นo]6 //t n1/
/ / เชน่
235
หนว่ ยเสียงวรรณยุกต์
หน่วยเสียงวรรณยุกต์ของนครศรีธรรมราชและถ่นิ ใต้มี ๗ หน่วยเสยี ง
๑. หน่วยเสยี งวรรณยุกต์สูงข้ึน (ใกล้เคยี งกับเสียงตรีในภาษากลาง)
๒. หนว่ ยเสียงวรรณยกุ ตส์ งู ระดบั ปลายเสียงตก (ใกลเ้ คียงกับเสยี งโท)
๓. หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ต์กลางขนึ้ (ใกลเ้ คยี งกบั เสียงจตั วาในภาษากลาง)
๔. หนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์กลางระดบั (ใกลเ้ คยี งกบั เสียงสามญั ในภาษากลาง)
๕. หน่วยเสยี งวรรณยกุ ตก์ ลางตก (ใกล้เคยี งกับเสยี งโทในภาษากลาง)
๖. หนว่ ยเสียงวรรณยกุ ตต์ ำ่� ระดบั (ใกล้เคียงกับเสียงเอกในภาษากลาง)
๗. หน่วยเสยี งวรรณยุกต์ตำ่� ตก (ใกลเ้ คียงกับเสยี งเอกในภาษากลาง แตร่ ะดับเสยี งต�่ำกว่า)
รูปแบบเอกสารและอกั ขรวธิ ีสมัยจอมพล ป.พบิ ูลสงคราม
ภาพ : https://www.gotoknow.org/posts/449330
จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ส่งั ตัด “ฃ ฅ ฆ ฌ ณ ฏ ฎ ฐ ฑ ฒ ศ ษ ฬ” ออก เพราะคิดวา่ ไมจ่ �ำเปน็
พยญั ชนะไทยในยคุ นนั้ เหลือ ๓๑ ตวั และ ญ ใหเ้ ขยี นด้วย ย แทน มีตวั อยา่ งอกั ขรวิธีในสมยั นน้ั เช่น กระซวง (กระทรวง)
(ข้อมลู https://www.dek-d.com/board/view/3695938/)
236
ตารางเทียบเสยี งวรรณยุกต์ภาษาไทยถ่ินภาคใต้ (นครศรีธรรมราช)
ระดับ ๑ ๒ ๓ ๔๕๖๗
เสียง (เทยี บเสยี งสามญั ) (เทียบเสียงเอก) (เทียบเสียงโท) (เทยี บเสยี งตรี) (เทียบเสยี งจตั วา) (เทยี บเสยี งสามญั ) (เทยี บเสียงสามัญ)
ไตรยางค์
อกั ษรสูง ไมม่ ีรปู วรรณยุกต์ รูปวรรณยกุ ตโ์ ท
ขา [ข้า] /kha:3/ ข้า [ค้า] /kha:4/
รปู วรรณยุกต์เอก คําตายสระเสยี งสั้น
ข่า [ข้า] /kha:3/ ขดั [คัด] /khat:4/
237 คําตายสระเสียงยาว
ขาด [คาด] /kha:t3/
อักษรกลาง รูปวรรณยุกต์โท ไมม่ รี ปู วรรณยกุ ต์
ปา้ [ปา] /pa:1/ ปา [ปา] /pa:6/
คาํ ตายสระเสียงยาว รูปวรรณยกุ ตเ์ อก
ปาด [ปาด] /pa:t1/ ปา่ [ปา] /pa:6/
คาํ ตายสระเสยี งสัน้
ปัด [ปัด] /pat6/
อักษรต่�ำ รูปวรรณยกุ ตโ์ ท รปู วรรณยกุ ตเ์ อก ไม่มีรปู วรรณยกุ ต์
คา้ [ข่า] /kha:2/ ค่า [ขา] /kha:5/ คา [คา] /kha:7/
คาํ ตายสระเสยี งสนั้ คำ� ตายสระเสยี งยาว
คดั [ขัด] /khat2/ คาด [ค่าด] /kha:t5/
๑.๒ ความแตกตา่ งระหว่างภาษาถ่ินใตก้ ับภาษาถน่ิ กลาง
๑. หนว่ ยเสียงวรรณยุกตส์ งู ขน้ึ (ใกล้เคยี งกบั เสยี งตรีในภาษาถนิ่ กลาง)
เช่น ภาษาถิ่นกลาง ภาษาใต้ (นคร)
ค้า ขา, ข่า
ม้า หมา
วัด หวัด
๒. หน่วยเสยี งวรรณยกุ ตส์ งู ระดับปลายเสยี งตก (ใกล้เคยี งกับเสียงโทในภาษาถนิ่ กลาง)
เชน่ ภาษาถนิ่ กลาง ภาษาใต้ (นคร)
คาด ขาด
มาก หมาก
๓. หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ต์กลางขนึ้ (ใกลเ้ คียงกบั เสียงจัตวาในภาษาถิน่ กลาง)
เช่น ภาษาถ่ินกลาง ภาษาใต้ (นคร)
ป,ี ปี่ ป๋ี
ปลอม ปลอ๋ ม
จดุ จดุ๋
๔. หนว่ ยเสียงวรรณยุกตก์ ลางระดับ (ใกล้เคียงกบั เสียงสามญั ในภาษาถ่นิ กลาง)
เช่น ภาษาถิ่นกลาง ภาษาใต้ (นคร)
กอ้ น กอน
บ้า บา
ฆา่ คา
๕. หนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์กลางตก (ใกล้เคยี งกบั เสยี งโทในภาษาถ่ินกลาง)
เช่น ภาษาถนิ่ กลาง ภาษาใต้ (นคร)
ชา ชา่
คน คน่
เรียน เรย่ี น
๖. หนว่ ยเสียงวรรณยกุ ต์ต่�ำระดบั (ใกลเ้ คยี งกบั เสยี งเอกในภาษาถิ่นกลาง)
เชน่ ภาษาถน่ิ กลาง ภาษาใต้ (นคร)
พ่อ ผ่อ
แม่ แหม่
ลูก โหลก
๗. หนว่ ยเสยี งวรรณยกุ ตต์ ำ�่ ตก (ใกลเ้ คยี งกบั เสยี งเอกในภาษาถน่ิ กลางแตร่ ะดบั เสยี งตำ�่ กวา่ )
เชน่ ภาษาถ่ินกลาง ภาษาใต้ (นคร)
คา้ ข่า
คดั ขดั
ช้าง ฉ่าง
238
๑.๓ คำ� ภาษาต่างประเทศในภาษาถ่ิน (นครศรธี รรมราช)
ดว้ ยเหตุทนี่ ครศรธี รรมราชเปน็ เมืองทา่ มกี ารติดตอ่ กับชนชาตติ ่าง ๆ หลายชาติหลายภาษา
โดยเฉพาะมีชาวอนิ เดียเขา้ มาค้าขายและนำ� ศาสนาเข้ามาเผยแผ่ ทัง้ ศาสนาฮนิ ดู (พราหมณ์) ศาสนาพทุ ธ
ส่งผลให้มีค�ำภาษาบาลีสันสกฤตและทมิฬเข้ามา ต่อมามีชาวจีนเดินทางเข้ามาค้าขายทำ� ให้มีค�ำภาษาจีน
ปนเขา้ มาดว้ ย สว่ นอกั ษรทใ่ี ชบ้ นั ทกึ กย็ งั ใชอ้ กั ษรขอมเขยี นบนั ทกึ อยา่ งเชน่ ศลิ าจารกึ วดั เวยี ง เมอื งไชยา
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ตำ� ราเรยี นทางพระพทุ ธศาสนา ตำ� ราพราหมณ์ และตำ� รายา เปน็ ตน้ นอกจากนกี้ ย็ งั มี
ภาษาเขมร มอญ มลายเู ข้ามาใช้ในภาษาของชนพืน้ เมอื งในนครศรีธรรมราช ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
๑) ภาษาสันสกฤต ภาษาบาล ี ภาษานครศรีธรรมราช
สวสฺติ โสตฺถิ สวสั ดี (หวดั ด)ี
ธรมฺ ธมมฺ ธรรมะ (ท�ำมะ)
ธฺวช ธช ธง
สางฺฆกิ สงฆฺ คณะสงฆ์
ภกตฺ ํ ภตตฺ ภตั ต (อาหาร)
๒) ภาษาทมฬิ ภาษาไทย
จาไณ เจียระไน
มคู า (MUKA) หน้า
กูรู (GURU) ครู
ละคนั (LAKUN) ละคร
นการา (NAKARA) นคร
๓) ภาษาเขมร (ขอม) ภาษานครศรีธรรมราช
กบาลฉอก หวั เถกิ
เสมอพกุ ไม้ผุ
ตกึ สรอก น�้ำสอก
กน่ เตรย ขีเ้ ตรย (หญ้าเจ้าชู้)
หาญ กลา้
โจะ๊ โจน (โยนใส)่ จูจ่ ุน (ขนมจ่จู ุน)
พวย ผ้าโผย (ผ้าหม่ )
กะเมง (เด็ก) พร้าวเหมง
เขม่า ดำ�
ไดซอ ดนิ สอ
มขุ หนา้
นวั กวั ร์ นคร
บ้องโอง พะโอง (ไม้สำ� หรบั ขนึ้ ตน้ ตาล)
239
๔) ภาษามอญ ภาษานครศรธี รรมราช
กะแชง แชง (ทำ� จากใบลานใชท้ �ำหลงั คาเรือ)
คะนอมจิน หนมจีน
คะลาม ข้าวหลาม
คะนาย ตน้ ข่อย
๕) ภาษามลาย ู ภาษานครศรีธรรมราช
บอมบนั (bumbun) บำ� เพ็ญ
เกพาลา (KEPALA) กบาล (หัว)
๖) ภาษาจนี ภาษานครศรีธรรมราช
เก้าอ้ี เก้าเอ้
ซอี ว๊ิ ซีอวิ
เล่าเตง เลาเตง (ช้นั บน)
เจ๋ียน เจยี้ น เจี้ยนเท่ (เจี้ยนทิ)
240
๒. วฒั นธรรมด้านประเพณี
๒.๑ ประเพณใี ห้ทานไฟ
ประเพณีใหท้ านไฟ
หมายถึงประเพณีท�ำบุญเนื่องในโอกาสปีใหม่ด้วยอาหารท่ีปรุงสุกใหม่ ๆ จากวิธีก่อกองไฟ
เพ่ือให้ความอบอุ่นให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในฤดูท่ีอากาศหนาวเย็น ซ่ึงตรงกับเดือนธันวาคมถึงมกราคม
ของทุกปี
ประวัติความเป็นมาพบวา่ ประเพณนี มี้ าจากเร่อื งราวในสุตันตปฎิ ก ซงึ่ มีเร่ืองเล่า ๒ นยั คอื
นัยที่ ๑ เรื่องโกสยิ เศรษฐผี ู้มคี วามตระหน่ี ตอ้ งการกนิ ขนมเบือ้ ง จึงให้ภรรยาแอบไปปรุง
ใหก้ นิ บนปราสาท พระพทุ ธองคจ์ งึ มอบหมายใหพ้ ระโมคลั ลนะไปโปรดจนเศรษฐคี ลายความตระหนลี่ งได้
นยั ที่ ๒ ในครั้งพทุ ธกาลในเมืองสาวตั ถี แคว้นโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลมีความประสงค์
ถวายภตั ตาหารแกพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ ๕๐๐ รปู มแี ตพ่ ระอานนทร์ ปู เดยี วเทา่ นน้ั ทม่ี ารบั ภตั ตาหาร สว่ นพระสงฆ์
รูปอ่ืน ๆ กลบั ไปรบั บณิ ฑบาตทบี่ า้ นอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐแี ละบา้ นนางวสิ าขา พระอานนทร์ สู้ กึ นอ้ ยพระทยั
ความทราบถงึ พระบรมศาสดาจงึ ตรสั วา่ สาเหตแุ หง่ การทพ่ี ระสงฆไ์ มไ่ ดไ้ ปในพระราชวงั เพราะชว่ งฤดหู นาว
การเดนิ ทางลำ� บาก อากาศหนาวเยน็ ภกิ ษสุ งฆค์ รองผา้ เพยี ง ๓ ผนื จงึ ไมอ่ าจฝา่ ความหนาวไปได้ เมอ่ื เปน็
เช่นนี้โอกาสหนา้ จึงควรมีการถวายฟนื เพื่อก่อกองไฟถวายพระภกิ ษสุ งฆ์ในพระเชตวันวหิ ารจะเหมาะกว่า
ชาวนครศรีธรรมราชได้ถือเอาเหตุแห่งการก่อกองไฟถวายพระภิกษุสงฆ์ในครั้งพุทธกาล
มาเป็นการให้ “ทานไฟ” เม่ือก่อกองไฟแล้ว ก็มีการท�ำขนมจากกองฟืนที่ก่อไว้ประกอบอาหารถวาย
พระสงฆ์ในอารามต่าง ๆ สบื กันมาจนถึงปจั จบุ นั น้ี
วตั ถปุ ระสงค์ของประเพณใี ห้ทานไฟมี ๕ ประการคอื
๑. เพื่อให้พระภิกษสุ งฆ์เกิดความอบอนุ่
๒. เพอ่ื เปน็ การอนรุ กั ษ์ขนมในท้องถนิ่ และสรา้ งสามัคคีในชมุ ชน
๓. เพื่อสืบสานค�ำสอนของพระพุทธศาสนา
๔. เพอื่ เปิดโอกาสใหท้ กุ คนไดท้ ำ� บญุ เสียสละก�ำลงั ทรพั ยแ์ ละเวลา
๖. เพอ่ื เสรมิ การทอ่ งเทย่ี วทางธรรมในพื้นท่นี ครศรีธรรมราช
241
๒.๒ ประเพณแี ห่นางดาน
ประเพณแี หน่ างดาน
หมายถึงประเพณีปีใหม่ของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชที่จัดเพ่อื ตอ้ นรบั พระอิศวร ในพิธี
มีการโล้ชิงช้าเพ่ือทดสอบความมั่นคงของพ้ืนโลก วันแรกประกอบพิธีคือวันขึ้น ๗ ค�่ำเดือนยี่ (บุษยมาส)
ถือกันว่าเป็นวันแรกที่พระอิศวรเสด็จลงมายังโลก จึงมีพิธีโล้ชิงช้า มีนาลิวัน (สวมหัวนาค) มาร�ำเสน่ง
ประพรมน้ำ� เทพมนต์ ก่อนเสด็จกลบั ในวันขน้ึ ๑๕ ค�่ำเดือนยี่
สำ� หรบั พิธที ่ีนครศรธี รรมราชมีการนำ� ไม้กระดาน ๓ แผน่ แผ่นท่ี ๑ เปน็ รปู พระอาทิตย์ -
พระจนั ทร์ แผ่นท่ี ๒ พระแมค่ งคา แผ่นที่ ๓ พระแม่ธรณี เปน็ กระดานซึ่งเป็นสัญลกั ษณ์ของเทพทัง้ สาม
ที่พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีได้อัญเชิญมาเข้าเฝ้ารับเสด็จพระอิศวร ณ หอพระอิศวรในวันข้ึน ๗ คำ�่ เดือนยี่
และส่งเสด็จพระอิศวรกลับวันแรม ๑ ค�่ำ เดือนยี่ (หลังจากน้ันเป็นพิธีตรีปวาย รับเสด็จพระนารายณ์
ในวันแรม ๑ คำ่� จนถงึ วันแรม ๕ ค�ำ่ เดือนยี่ เขา้ ลักษณะตามสำ� นวนคนนครท่ีวา่ “อศิ วรมาเดือนหงาย
นารายณม์ าเดอื นมืด”)
ประเพณแี หน่ างดานเปน็ พธิ ที ม่ี วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ใหส้ รา้ งขวญั กำ� ลงั ใจใหไ้ พรฟ่ า้ ประชาราษฎร์
ให้เกิดความมั่นคงในเรื่องถ่ินฐานท่ีอยู่อาศัย และความอุดมสมบูรณ์ของพืชธัญญาหาร ซึ่งจะก่อให้เกิด
ความรม่ เยน็ แก่ประชาราษฎร อนง่ึ ในชว่ งประเพณนี ้ี สมัยโบราณพราหมณน์ ยิ มโกนจุกใหเ้ ด็กดว้ ย
242
๒.๓ ประเพณตี รุษจีน
ประเพณีตรุษจีน
หมายถึงประเพณีขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ชาวนครศรีธรรมราชเช้ือสายจีนได้ถือปฏิบัติมา
แตโ่ บราณตามความเช่อื ของบรรพบุรุษในแผ่นดินมาตภุ มู ิ เรยี กวา่ “ตรุษจีน”
ประวตั คิ วามเปน็ มา พธิ นี พ้ี นี่ อ้ งชาวไทยเชอื้ สายจนี ในนครศรธี รรมราช จดั ขน้ึ ตามปฏทิ นิ จนี
ซงึ่ บางปตี รงกบั เดอื นย่ี บางปตี รงกบั เดอื นสาม กจิ กรรมนช้ี าวจนี ในชมุ ชนทา่ วงั ซง่ึ เปน็ ยา่ นตลาดการคา้ ขาย
เมอ่ื ถงึ เทศกาลตรษุ จนี กซ็ อ้ื หาอาหารเครอ่ื งไหวเ้ จา้ ธปู เทยี นและประทดั ตลอดกระดาษเงนิ ทองเพอ่ื ประกอบ
พิธีตามความเช่ือ โดยนิยมท�ำกันสามวัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันตรุษ ในการท�ำบุญแต่ละปีผู้ใหญ่
ในบ้านก็มักแจกเงิน (อังเปา) ให้แก่ลูกหลานและผู้ยากจน มีพิธีการไหว้เทพเจ้า ในเขตเทศบาลนคร-
นครศรธี รรมราชนิยมจัดแสดงงว้ิ โดยปลูกโรงท่สี ถานรี ถไฟ คณะนกั แสดงมีท้งั ง้ิวแตจ้ ิ๋วและงวิ้ ไหหล�ำ
คุณค่าประเพณีนี้คือการสืบสานความเช่ือของบรรพบุรุษ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อ
บรรพชน และมีความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น บางท้องท่ีมีการกินเจ คืออาหารท่ีไม่ประกอบด้วย
เนอ้ื สตั ว์ ใชเ้ ฉพาะอาหารทป่ี รงุ จากแปง้ และผกั ตามความเชอื่ ทว่ี า่ การถอื ศลี กนิ เจเปน็ การงดเวน้ การบรโิ ภค
เนอื้ สัตว์ รับประทานอาหารเจหนง่ึ มอ้ื ทำ� ใหส้ ตั ว์รอดชวี ติ เป็นหมนื่ ชวี ิต
243
๒.๔ ประเพณแี ห่ผ้าขึน้ ธาตุ
ประเพณแี หผ่ า้ ขึน้ ธาตุ
หมายถึงประเพณีบูชาพระธาตุโดยการแห่ผ้าผืนยาวไปโอบพันพระมหาธาตุเจดีย์นครศรี-
ธรรมราชในชว่ งวนั เพญ็ เดอื นสาม (มาฆบชู า) และวนั เพญ็ เดอื นหก (วสิ าขบชู า)
ประวัติความเป็นมา ประมาณ พ.ศ. ๑๗๗๙ ขณะท่ีพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชก�ำลังสมโภช
พระมหาธาตุ ชาวปากพนงั พบผา้ พระบฏบรเิ วณฝง่ั ทะเล สอบถามผู้พบผ้าน้ีได้ความว่าเป็นของชาวเมอื ง
อนิ ทปตั ถท์ จี่ ะนำ� ไปบชู าพระมหาสถปู ทป่ี ระเทศศรลี งั กา ระหวา่ งเดนิ ทางเรอื โดนพายจุ นเรอื แตก จงึ ไดน้ ำ�
ผ้าพระบฏถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระองค์จึงโปรดให้อัญเชิญผ้าพระบฏขึ้นห่มองค์พระมหาธาตุ
เจดยี ์นบั แต่นน้ั มา จนปฏิบัติเป็นประเพณีมาจนถงึ ปจั จบุ นั
คณุ คา่ ความเชอื่ เพอ่ื สบื สานการบชู าพระธาตตุ ามความเชอื่ ทวี่ า่ พระพทุ ธองคเ์ ปน็ สรณะทพ่ี ง่ึ
จึงถือเอาพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางของการบูชา ในวันส�ำคัญทางพุทธศาสนาน้ี
ชาวนครจงึ พรอ้ มใจกนั จดั หาผา้ ผนื ยาวสขี าว สแี ดง และสเี หลอื งจดั เปน็ ขบวนยาว นำ� ผา้ ดงั กลา่ วไปโอบหม่
พระมหาธาตุเจดีย์อย่างคับคั่งต้ังแต่ย�่ำรุ่ง ขบวนผู้คนจ�ำนวนมากต่างแห่แหนไปห่มผ้าดังกล่าวจนย่�ำค�่ำ
จงึ จะยตุ ิ ขณะเดยี วกนั ผทู้ ไ่ี มส่ ามารถไปรว่ มพธิ ไี ดก้ น็ ยิ มไปปฏบิ ตั ธิ รรมและเวยี นเทยี นทวี่ ดั ใกลบ้ า้ นของตน
แทนการไปหม่ ผ้าบูชาพระธาตุ
กิจกรรมตอนเช้ามีการท�ำบุญตักบาตร ตอนบ่ายมีขบวนแห่ผ้าพระบฏพระราชทานและ
ของชาวบ้านในชมุ ชนต่าง ๆ ตอนคำ่� จะมีการเวียนเทยี นทุกวดั ในเมอื งนครศรธี รรมราช
244
๒.๕ ประเพณีตรษุ สงกรานต์เดอื นหา้
กิจกรรม สรงน้�ำพระพทุ ธสิหิงค์ และอาบนำ้� คนแก่
หมายถงึ ประเพณที ำ� บญุ เฉลมิ ฉลองในชว่ งวนั เปลย่ี นศกั ราช จดั ขน้ึ เพอ่ื ความผาสกุ ของตนเอง
และครอบครวั ประเพณสี งกรานตเ์ มอื งนครศรธี รรมราชเปน็ ประเพณที ม่ี คี ณุ คา่ เพราะเปน็ กจิ กรรมทแ่ี สดง
ความเคารพตอ่ ผ้สู ูงอายุ
สงกรานต์ แปลวา่ การยา้ ยที่ โดยความหมายคอื เปน็ วนั ทพ่ี ระอาทติ ยโ์ คจรสรู่ าศเี มษโดยการ
คำ� นวณของโหรผรู้ โู้ หราศาสตร์ วนั ทพี่ ระอาทติ ยโ์ คจรสรู่ าศเี มษ เรยี กวา่ วนั สงกรานต์ จดั ขนึ้ ๓ วนั ในระหวา่ ง
วนั ท่ี ๑๓ - ๑๕ เมษายนทกุ ปี โดยมคี วามเชอื่ วา่ วนั ท่ี ๑๓ เปน็ วนั ทพี่ ระอาทติ ยโ์ คจรเขา้ สรู่ าศเี มษ เรยี กวา่
“วันสง่ เจา้ เมืองเก่า” วนั ท่ี ๑๔ เป็นวันท่วี า่ งเจา้ เมือง เรยี กว่า “วันเนา (วนั วา่ ง)” วนั ที่ ๑๕ เปน็ วันที่
รบั เจ้าเมืองใหม่ เรียกวา่ “วนั เถลิงศกปีใหม”่
ประวตั คิ วามเปน็ มา เมอื งนครศรธี รรมราชมตี ำ� ราพธิ ตี รษุ ซง่ึ มปี ระวตั วิ า่ สมเดจ็ พระสงั ฆราช
(สี) เป็นผูร้ ับภาระในการฟ้ืนฟขู นบธรรมเนยี มทางพระพทุ ธศาสนา ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ ของกรงุ เทพฯ โดยมี
หนงั สอื สอบถามถงึ พธิ ตี รษุ ของเมอื งนครศรธี รรมราชจากพระราชาคณะลงั กาแกว้ วา่ ยงั มอี ยหู่ รอื ไม่ เพอ่ื จะ
ไดต้ รวจสอบใหแ้ นช่ ดั กอ่ นจะทลู เกลา้ ฯ ถวายสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก พระราชาคณะลงั กาแก้ว
และคณะสงฆ์ของเมืองนครศรีธรรมราชจึงตอบและเรียบเรียงส่งไปถวาย โดยระบุว่าประเพณีนี้ชาวนคร
ได้ปฏบิ ตั แิ ละสบื สานกนั มาแต่คร้ังสโุ ขทัยเป็นราชธานี
245
๒.๖ ประเพณตี ักบาตรธูปเทียน
ประเพณตี ักบาตรธูปเทยี น
หมายถึงประเพณีถวายดอกไม้ธูปเทียนและส่ิงของจ�ำเป็นในกาลเข้าพรรษาแด่พระสงฆ์
วัดตา่ ง ๆ ในเมอื งนครศรีธรรมราช ในวนั แรม ๑ คำ่� เดอื น ๘ เปน็ วนั เขา้ พรรษา โดยพทุ ธศาสนกิ ชนนำ�
ดอกไมธ้ ปู เทยี นและสงิ่ ของจำ� เปน็ ไปถวายพระสงฆท์ ว่ี ดั เพอื่ ใหพ้ ระสงฆไ์ วท้ ำ� กจิ ของสงฆใ์ นชว่ งเขา้ พรรษา
ตลอดสามเดอื น เปน็ การทำ� บญุ ตกั บาตรเพอื่ เกอื้ หนนุ พระสงฆใ์ นระหวา่ งอยจู่ ำ� พรรษา ไดม้ สี งิ่ ของทจ่ี ำ� เปน็
ใชเ้ พอื่ สบื สานพระพุทธศาสนา
ประเพณีน้ีเดิมจัดในช่วงบ่าย วัดต่าง ๆ จะมีพุทธศาสนิกชนมาประกอบพิธีถวายดอกไม้
ธปู เทยี น ตกตอนกลางคนื จะไปวดั เพอื่ ปฏบิ ตั ธิ รรมเนอ่ื งในวนั เขา้ พรรษา เชน่ เดยี วกบั พระสงฆซ์ ง่ึ ประกอบ
พธิ ใี นอโุ บสถ
ประเพณีนี้ในเมืองนครศรีธรรมราชมีพิธีการทํานองเดียวกันกับที่ปรากฏในตํารับท้าวศรี-
จุฬาลักษณ์เกือบทุกประการ ต่างกันเฉพาะรายละเอียดเท่าน้ัน กล่าวคือเม่ือถึงวันเข้าพรรษาชาวเมือง
นครศรธี รรมราชตา่ งพากนั ไปชมุ นมุ ทว่ี ดั ใกลบ้ า้ น และนาํ เทยี นพรรษาขนาดใหญพ่ อทจี่ ะใชไ้ ดต้ ลอดพรรษา
ไปถวายพระสงฆ์ นอกจากนี้ก็มีดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าอาบน�้ำฝน ต่ังเตียง ตะเกียง ยา และอาหารท่ีเป็น
ของแห้งอีกหลายชนิด แต่เดิมจัดท่วี ัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ ารเพียงแหง่ เดียว แม้ในสมัยที่วัดพระมหา-
ธาตฯุ ยงั ไมม่ พี ระสงฆจ์ าํ พรรษาอยกู่ ต็ าม เมอ่ื ถงึ วนั เขา้ พรรษาชาวเมอื งกน็ าํ เครอ่ื งสงั ฆทานไปถวายพระสงฆ์
ในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร โดยยืนเรียงกนั เปน็ แถวยาวเหยยี ดท่หี น้าวหิ ารทับเกษตรพระสงฆจ์ ะรอ
รบั บณิ ฑบาตดอกไมธ้ ปู เทยี นดว้ ยยา่ มในแขนขวา ชาวเมอื งกน็ าํ ธปู เทยี นซงึ่ เตรยี มไวเ้ ปน็ ชอ่ ๆ มดั ๆ ใสถ่ าด
มาถวายพระสงฆ์เหล่านน้ั โดยบรรจงใส่ลงในย่ามตามลาํ ดบั รูปละมดั เรียกว่า “พธิ ตี กั บาตรธูปเทียน”
246
ประเพณตี ักบาตรธูปเทยี นสะทอ้ นให้เห็นถึงความยดึ มนั่ และศรัทธาในพระพทุ ธศาสนา
สมัยโบราณเม่ือตักบาตรธูปเทียนแล้ว ชาวเมืองก็พร้อมใจกันไปจุด “เปรียง” ซ่ึงเป็นโคม
เทียนไขอย่างหน่ึงซึ่งพราหมณ์ใช้จุดโคมรับเทพเจ้า นิยมจุดไว้ตามฐานเจดีย์รายในวัดพระมหาธาตุ
วรมหาวหิ าร ใชว้ ธิ กี ารงา่ ย ๆ โดยเอาดา้ ยดบิ ใสล่ งไปในเปลอื กหอยกาบหรอื หอยแครง แลว้ หยดนำ�้ มนั สตั ว์
หรือนำ้� มันมะพร้าวลงไปในเปลือกหอย แล้วจดุ ไฟท่ดี ้าย ไฟก็จะสว่างวอมแวมไปทั่วฐานเจดยี ์ราย
247
๒.๗ ประเพณีสารทเดือนสิบ
ประเพณีสารทเดอื นสิบ
หมายถงึ ประเพณที ำ� บญุ ใหญข่ องชาวนครศรธี รรมราช เรมิ่ จดั ตง้ั แตว่ นั แรม ๑ คำ�่ ถงึ วนั แรม
๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๐ เพอื่ อทุ ศิ แดบ่ รรพชนทล่ี ว่ งลบั ไปแลว้ มเี รอ่ื งราวในคมั ภรี ท์ างพระพทุ ธศาสนาทก่ี ลา่ วถงึ
พทุ ธพจน์ทวี่ ่าบคุ คลท่ลี ะโลกน้ีไปแลว้ บางพวกไปเกดิ ในสวรรค์ มีอาหารทพิ ย์ แตบ่ างพวกไปตกในนรก
มีกรรมคือเสวยกรรม บางพวกไปเกิดเป็นเดรัจฉาน มหี ญ้าหรอื ของทีม่ นษุ ยท์ ้ิงไว้เปน็ อาหาร แต่บางพวก
ไปตกนรกขุมเปรตต้องเสวยกรรมที่ตนกระท�ำไว้ มีเปรตพวกเดียวท่ีคอยรับส่วนบุญท่ีญาติในโลกมนุษย์
ทำ� บญุ อทุ ศิ ใหค้ อื “ปรทตั ตปู ชวี เี ปรต” เมอ่ื ถงึ วนั แรม ๑ คำ�่ ถงึ ๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๐ เปรตเหลา่ นจี้ ะไดร้ บั การปลอ่ ย
ให้ขึน้ มายังโลกมนษุ ยเ์ พื่อมาขอส่วนบุญ เรยี กวา่ “เปตชน” (หรือเปรต)
คุณค่าและความเช่ือของประเพณีน้ี อยู่ท่ีการสืบสานการท�ำบุญท�ำทานในทางพระพุทธ
ศาสนา โดยเชอื่ ทว่ี า่ มนษุ ยจ์ ะไปเกดิ ดหี รอื ชว่ั กอ็ ยทู่ ก่ี ารกระทำ� การทำ� บญุ ใหก้ บั เปตชนเปน็ การแสดงออก
ซง่ึ ความกตญั ญกู ตเวที ทำ� ใหเ้ กดิ ความสามคั คขี องหมญู่ าติ นอกจากนย้ี งั มกี ารทำ� ขนมตามฤดกู าลเพอ่ื อทุ ศิ
ให้เปตชน เช่น ขนมพอง ขนมลา ขนมดีซ�ำ ขนมกง ขนมบ้า และขนมกง ล้วนมีความหมายท่ีผูกข้ึน
ตามความเชอื่ ดงั น้ี
- ขนมพอง เพอ่ื เปรตจะได้ใช้แทนเรือข้ามทะเลอเวจีไปนรกภมู ิ
- ขนมลา เพ่อื เปรตจะได้ใช้เปน็ เสอื้ ผา้ อาภรณใ์ นนรกภมู ิ
- ขนมดีซำ� เพอ่ื เปรตจะไดใ้ ช้เปน็ สตางค์จับจา่ ยในนรกภูมิ
- ขนมบา้ เพ่ือเปรตจะไดใ้ ช้ละเล่นกนั ในนรกภมู ิ
- ขนมกง เพ่ือเปรตจะไดใ้ ช้เปน็ เครือ่ งประดบั ในนรกภูมิ (เช่น ก�ำไล สรอ้ ย และแหวน)
ผู้เฒ่าบางท่านกล่าวว่าขนมท่เี ปน็ หวั ใจของสำ� รบั น้ันมี ๖ อยา่ ง โดยเพิ่มลาลอยมัน (ขนม
มนั รงั นก) ซง่ึ ใชต้ า่ งฟกู หมอนเขา้ ไปอยา่ งหนงึ่ ไมว่ า่ จะเปน็ ๕ อยา่ งหรอื ๖ อยา่ ง แตก่ ถ็ อื วา่ เปน็ ขนมแหง้
ทส่ี ามารถเกบ็ ไวไ้ ดน้ าน ๆ โดยไมบ่ ดู เนา่ นำ� ไปบรรจลุ งภาชนะเรยี กวา่ “หมฺ รฺ บั ” เพอ่ื นำ� ไปวดั ในชว่ งเทศกาล
น้ ี
248
สมัยโบราณการจัดหฺมฺรับนิยมใช้ภาชนะซ่ึงเป็นกระบุงทรงเตี้ย ๆ สานด้วยตอกไม้ไผ่ ขนาด
เล็กใหญ่น้ันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้จัด แต่ปัจจุบันน้ีมักจัดกันตามสะดวกไม่จําเป็นต้องเป็นกระบุง
เชน่ เดิม อาจจะเป็นกระจาด กระเชอ โคม (กะละมงั ) เขง่ ถัง หรอื ถาดก็ได้
การจัดหฺมฺรับเท่าที่เคยเห็นช่วง ๘๐ ปีท่ีผ่านมา นิยมจัดไว้เป็นช้ัน ๆ ช้ันแรกจะใส่ข้าวสาร
รองกระบงุ แล้วใส่หอมกระเทียม พรกิ เกลอื กะปิ นำ้� ตาล บรรดาเครอื่ งปรงุ รสอาหารท่ีจาํ เป็น ชน้ั ถดั
ขนึ้ มาจัดจาํ พวกอาหารแห้ง เช่น ปลาเคม็ เนอ้ื เค็ม และผลผักสาํ หรบั ประกอบอาหารคาวหวานที่เกบ็ ไว้
ได้นานเป็นพิเศษ เช่น มะพร้าว ฟักแฟง มัน กล้วย (ที่ยังไม่สุกงอม) อ้อย ข้าวโพด ตะไคร้ และพืชผัก
อื่น ๆ บรรดามีในเวลานน้ั ของใช้ในกิจประจําวัน เชน่ น้ำ� มนั มะพรา้ ว น้ำ� มนั ก๊าด (สมยั นัน้ การไฟฟ้ายังไม่
เจริญ) ไต้ ไม้ขีดไฟ หม้อ กระทะ ถ้วยชาม เข็ม ด้าย อุปกรณ์ในเช่ียนหมาก ได้แก่ หมาก พลู กานพลู
การบรู พมิ เสน สีเสียด ปนู ยาเสน้ บหุ ร่ี ยาสามญั ประจาํ บ้าน ธปู เทียน เป็นตน้
สมยั โบราณยงั มกี ารบรรจเุ ครอื่ งเลน่ และของใชต้ า่ ง ๆ อกี ดว้ ย ซงึ่ สว่ นใหญเ่ ปน็ ของพน้ื เมอื ง
เช่น ไม้เถยี ะ (ไม้หย)ี หรอื ไมร้ ะกาํ หรอื กระดาษ หรอื ใบลานมาทาํ เปน็ รปู สตั วจ์ ําพวก ไก่ นก ปลา ช้าง
มา้ และเสอื เปน็ ตน้ ทาํ เปน็ รูปละครร�ำ ทำ� เป็นรูปหนงั ตะลุง หรือเปน็ อาวธุ ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ปนื มีด พรา้
และขวาน เป็นตน้ บางทีจ่ ดั เปน็ กระถางต้นไม้หรือดอกไม้ชนดิ ต่าง ๆ ก็มี
ในวันแรม ๑๓ ค�่ำ เดอื นสิบ ชาวเมอื งต้องรีบเสาะหาส่งิ ตา่ ง ๆ ทใี่ ชจ้ ัดสํารับ ทง้ั น้แี ต่ละบ้าน
แต่ละเรือนจัดหาผลผลิตและส่ิงของต่าง ๆ ที่จะใช้ในการจัดส�ำรับไม่เหมือนกัน จึงขาดเหลือสิ่งเหล่านี้
ไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการท่ีจะได้มาซึ่งส่ิงของที่ขาดอยู่คือการไปซื้อหาที่ตลาด พ่อค้าแม่ค้าต่างจะนํา
ของต่าง ๆ ไปขายกันอย่างคึกคัก เพราะรู้ความต้องการของชาวเมืองในโอกาสนี้ดี ดังนั้นตลาดทุกแห่ง
จงึ แนน่ ขนดั เปน็ พเิ ศษ เพราะแทบทกุ บา้ นมกั มงุ่ มาหาซอื้ ของทต่ี ลาดกนั ทง้ั นนั้ วนั นเี้ องทช่ี าวนครเรยี กวา่
“วนั จา่ ย”
วันรุ่งขึ้นคือวันแรม ๑๔ ค�่ำ เดือนสิบ ชาวเมืองจะชวนกันไปวัด โดยเลือกวัดท่ีอยู่ใกล้บ้าน
หรือวัดท่ีบรรพบุรุษของตนนิยม การไปในวันน้ีเพื่อนําหฺมฺรับหรือสํารับที่จัดเรียบร้อยแล้วไปวัด หรือน�ำ
ของท่ีเตรียมมาแต่วันก่อนไปจัดท่ีวัดก็ได้ ระหว่างรอถวายพระสงฆ์ ก็จะเอาอาหารและขนมเดือนสิบ
อกี ส่วนหน่งึ หรือเงินไปวางไว้ทตี่ า่ ง ๆ เชน่ ปากทางเขา้ วัด รมิ กาํ แพงวัด และโคนต้นไม้ เปน็ ต้น กรวดนำ้�
อุทิศส่วนกุศลให้แกผ่ ้ทู ่ีลว่ งลับ แตไ่ มม่ ลี ูกหลานหรอื ญาตมิ าทาํ บุญ เรยี กวา่ “ตงั้ เปรต”
เมอ่ื เสรจ็ พธิ สี งฆ์ บงั สกุ ลุ และกรวดนำ้� แลว้ จงึ เกบ็ สายสญิ จน์ จากนน้ั ผคู้ นทง้ั หนมุ่ สาวและเดก็
ตา่ งกจ็ ะเฮโลกนั เขา้ ไปแยง่ ขนมทตี่ งั้ เปรตกนั อยา่ งอตุ ลดุ เพราะเชอ่ื วา่ กนิ อาหารและขนมทใี่ ชใ้ นพธิ บี ญุ หรอื
เซ่นไหว้บรรพชนแล้วจะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอย่างย่ิง ลักษณะการแย่งกัน
ไปเอาอาหารหรอื ขนมทเ่ี ป็นของตัง้ เปรต เรยี กว่า “ชงิ เปรต”
เพอ่ื เพมิ่ ความสนกุ สนานในการชงิ เปรต บางวดั สรา้ งหลาเปรตใหส้ งู โดยมเี สาไมห้ รอื ไมเ้ หลา
ชะโอนหรือไม้หมากเพียงเสาเดียว เสาน้ีขูดผิวจนลื่นแล้วทาน้�ำมัน พอถงึ เวลาชงิ เปรตเดก็ ๆ กจ็ ะแยง่ กนั
ปืนขึ้นไป ขณะปีนป่ายจึงมักตกลงเพราะเสาล่ืน หรือไม่ก็เพราะถูกเด็กคนอื่นดึงพลัดตกลงมา กว่าจะมี
ผปู้ นื ไปถงึ ปลายเสาเปรตไดต้ อ้ งใชค้ วามพยายามอยนู่ าน เปน็ การเพมิ่ ความสนกุ สนานในวนั ทำ� บญุ เดอื นสบิ
แต่ละปี
249
๒.๘ ประเพณชี ักพระ
เรือพระ (พนมพระ)
หมายถงึ การทำ� บญุ เนอื่ งในวนั ออกพรรษา โดยจะจดั ชว่ งเวลาใหป้ ระชาชนรว่ มทำ� บญุ ใสบ่ าตร
หน้าเรือพระ หรือ “พนมพระ” หรือ “นมพระ” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตักบาตรหน้าล้อ” ก่อนที่จะ
อัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐานบนบุษบกหรือนมพระ เพื่อชักลากไปตามสถานที่ต่าง ๆ
เพอ่ื เชญิ ชวนผคู้ นมารว่ มงานบญุ ตกตอนเยน็ ใกลค้ ำ่� จะจอดเรอื พระไวห้ นา้ บา้ นเจา้ ภาพทรี่ บั ทำ� การสมโภช
ตลอดทัง้ คืน ร่งุ อีกวนั จะอญั เชญิ นมพระกลับวัด เรียกวา่ “วันพระเด็จ” (วนั พระเสดจ็ กลบั วัด)
ประวตั คิ วามเปน็ มา ในพทุ ธประวตั ไิ ดก้ ลา่ วถงึ เหตกุ ารณพ์ ทุ ธศาสนกิ ชนไปเขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้
ณ เมืองสังกัสสะ หลังจากพระพุทธองค์ได้เสด็จโปรดพุทธมารดาและจ�ำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เปน็ เวลาสามเดอื น เหตกุ ารณค์ รง้ั นน้ั ไดเ้ ปน็ แรงดลบนั ดาลใจใหเ้ กดิ “ประเพณชี กั พระ” (ลากพระ) ขน้ึ ใน
วันแรมค่�ำ เดอื นสิบเอ็ดซ่ึงเปน็ วนั ออกพรรษา
คนหนมุ่ สาวเฒา่ แกใ่ นสมยั โบราณถอื กนั วา่ วนั ชกั พระ (ลากพระ) เปน็ วนั ทำ� บญุ ทสี่ นกุ สนาน
ที่สดุ ในรอบปี แต่ละขบวนมีเครือ่ งดนตรใี หจ้ งั หวะตลอดทาง คือ ตะโพน กลอง และระฆังหรือกังสดาล
มีการขับรอ้ งให้จังหวะในการชกั ลาก มีแมบ่ ท เช่น อีสะระพา ผชู้ ักพระจะรบั พร้อมกันว่า เฮโล เฮโล ๆ ๆ
ผกู้ ลา่ วนำ� รอ้ งตอบ “อะไรเขยี ว ๆ” ผรู้ ว่ มขบวนชกั รอ้ งตอบวา่ “นำ้� เยยี่ วพระอนิ ทร”์ เปน็ ตน้ จงั หวะเกดิ จาก
ตะโพน ตีว่า ฉบั พะ เทง ตม้ เทง เทง ต้ม เทง ต้ม เทง ต้ม เสยี งตม้ เปน็ เสยี งกลองพรอ้ มเสยี งระฆงั (หรอื
กงั สดาล) เวลาขน้ึ ทสี่ งู (เชน่ เนนิ หรอื ควน) จะตจี งั หวะเรว็ รวั ทง้ั กลองและระฆงั เพอ่ื ใหผ้ รู้ ว่ มขบวนใชแ้ รง
ในการชกั ใหพ้ รอ้ มเพรยี งกัน พอลงจากเนนิ หรือควนก็จะใชจ้ ังหวะชา้ ลง
คณุ คา่ และความเชอ่ื ประเพณนี ก้ี เ็ พอ่ื สบื สานพระพทุ ธศาสนา เกดิ มคี วามสามคั คคี วามสนกุ
สนานในวนั ออกพรรษาจากการไดร้ ว่ มงานบญุ ตงั้ แตก่ ารสมโภชพระพทุ ธรปู ประจำ� นมพระ ตกั บาตรหนา้ ลอ้
และชกั พระ
250
๒.๙ ประเพณีตักนำ้� อภิเษก
ประเพณตี กั นำ้� อภิเษก
นอกเหนอื จากประเพณรี าษฎรแ์ ลว้ ในเมอื งนครศรธี รรมราชยงั มปี ระเพณหี ลวงอกี ประเพณี
หนงึ่ คอื “ประเพณตี กั นำ�้ อภเิ ษก” โดยการตกั จาก “แหลง่ นำ้� ศกั ดส์ิ ทิ ธ”์ิ ของเมอื งนคร ๖ แหลง่ เพอ่ื นำ�
ไปประกอบพธิ ี “ศรสี จั จปานกาล” ซงึ่ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากพราหมณใ์ นราชสำ� นกั อนิ เดยี วตั ถปุ ระสงคส์ ำ� คญั
คือมุ่งหมายให้ข้าราชบริพาร ขุนศึก และขุนนางในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดความจงรักภักดี
ต่อกษัตรยิ ์หรอื เจา้ ผู้ครองนคร จงึ ทำ� พธิ ีอยา่ งเข้มขลังและอลังการ เพื่อใหม้ ีจติ ใจโน้มเอยี งเชอื่ ถอื ในเรอื่ ง
ความศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ มกี ารอา่ นโองการซง่ึ เรยี บเรยี งเปน็ โคลงหา้ และโคลงดน้ั เนอ้ื หาอา้ งความศกั ดสิ์ ทิ ธข์ิ องเทพ
บนั ดาลใหผ้ ซู้ อ่ื สตั ยแ์ ละจงรกั ภกั ดไี ดป้ ระสบผลสำ� เรจ็ ในชวี ติ ราชการ แตถ่ า้ ผใู้ ดทรยศขอใหไ้ ดผ้ ลตรงกนั ขา้ ม
เรยี กประเพณีน้อี กี ชอ่ื หนึ่งว่า “ประเพณถี ือนำ�้ พระพิพัฒน์สตั ยา”
ประเพณีนี้ถอื ปฏิบตั ิในวันแรม ๑๑ คำ�่ จนถึงแรม ๑๕ คำ�่ เดอื นส่ี (รวม ๕ วนั ) วันเร่ิมงาน
พราหมณต์ ง้ั นำ�้ วงดา้ ยตกแต่งปริมณฑลพธิ ีการ พนักงานสง่ สว่ ยน�้ำของเมืองก็จะไปตกั น้ำ� ศกั ดส์ิ ทิ ธม์ิ าจาก
“หว้ ยปากนาคราช” ซงึ่ อยใู่ นทอ้ งทต่ี ำ� บลเขาแกว้ ใกลน้ ำ�้ ตกกะโรม (ปจั จบุ นั ขนึ้ อำ� เภอลานสกา) พนกั งาน
เหล่านีท้ ัง้ ๗ คน นุ่งผา้ แดง นำ� ไม้ไผ่คนละ ๒๐ กระบอก ปดิ จุกด้วยใบแรดซึ่งงอกอยู่ริมห้วยน้ัน ผูกรอ้ ย
ดว้ ยหวาย พระสงฆท์ ำ� พธิ ตี กั นำ้� จากหว้ ยปากนาคราชตงั้ แตร่ งุ่ สาง (กอ่ นนกจะบนิ ขา้ มลำ� หว้ ย) บรรจลุ งใน
กระบอกไมไ้ ผ่ หวั หนา้ หรอื แมก่ องพธิ จี ดั คนถอื สปั ทนแดงกน้ั ใหค้ นหาบนำ้� มตี ำ� รวจหวายเดนิ คมุ้ กนั นำ� หนา้
มาจนถงึ ประตปู า่ (ศาลาสงั กะสหี รอื หลาสงั ส)ี ตรงเขา้ โรงพธิ ถี า่ ยนำ�้ ลงคนโฑ ๙ ใบ ขน้ึ หลงั ชา้ งนำ� กระบวน
เข้าสู่ตัวเมืองนคร ส่วนน้�ำท่ีเหลือในกระบอกใช้ “วางรองอาสนะพระพุทธรูป” พระพุทธรูปในพิธี คือ
“พระพุทธสหิ งิ ค์”
เมื่อน้ำ� ศักดส์ิ ทิ ธิห์ ้วยปากนาคราชมาถึง กน็ �ำมารวมกับนำ�้ ศกั ด์ิสทิ ธอ์ิ ีก ๕ แหลง่ ของเมือง
นคร คือ น�้ำบ่อหน้าพระลาน น้�ำบ่อวัดเสมาเมือง น�้ำบ่อวัดเสมาชัย น�้ำบ่อวัดประตูขาว และน�้ำห้วย
เขามหาชัย พราหมณ์เร่ิมพิธีทางไสยศาสตร์ คือก่อเพลิงกูณฑ์ ร่ายเวทอัญเชิญเทพศิวะและนารายณ์
251
จนย่ำ� รงุ่ วนั แรม ๑๒ ค่�ำ ล่ันฆอ้ งเป่าสงั ขเ์ สรจ็ พิธีพราหมณ์ จากนนั้ จงึ เริม่ พธิ ีพุทธ โดยประโคมพณิ พาทย์
เพ่ือจุดเทียนชัยโดยผู้บัญชาการเมืองและอธิบดีฝ่ายสงฆ์ พิธีสวดโดยพระสงฆ์หมุนเวียนกันสวดติดต่อกัน
๒ วนั ๒ คนื คราวละ ๕ รปู แลว้ จึงเรม่ิ สวด “ภาณยกั ษ์ ภาณพระ” ยิงปนื เปน็ ระยะ ๆ จนย่�ำรุง่ ตกค่ำ�
พระสงฆ์ ๔ รูปจากส่ีคณะ อันมีคณะกาแก้ว คณะกาชาติ คณะการาม คณะกาเดิม สวดติดต่อกันและมี
พระสงฆ์รูปหนึ่งท�ำพิธีนั่งปรกจนเสร็จพิธี ในพิธีน้ีชาวเมืองเช่ือกันว่าเป็นพิธีการศักด์ิสิทธิ์ ขับไล่ภูตผี
และเสนยี ดจญั ไรใหอ้ อกไปจากบา้ นเมอื งได้ จงึ นำ� สายมงคล ตะบองเพชร ใบโตนดเขา้ รว่ มพธิ ดี ว้ ย เพอ่ื นำ�
กลับไปใช้ในบา้ นเรือนของตนพร้อมกับน�้ำมนต์
วันแรม ๑๕ ค�่ำ แม่กองพิธีจัดช้างสองเชือก นิมนต์พระสงฆ์ขึ้นช้างเชือกละรูป น�ำหม้อ-
น�้ำมนต์พรอ้ มตะบองเพชร สายสิญจน์ และใบหญ้าคาถกั ไปกระทำ� พธิ ีขบั ไล่ภูตผิ ีท่ปี ระตเู มือง ประพรม
นำ�้ มนต์เป็นอันเสรจ็ พิธี ครั้นวนั ขึน้ ๑ ค�่ำ เดือน ๕ นำ� น�้ำ ๙ คนโฑขึน้ ราชยานก้ันสปั ทนเข้าขบวนแห่
พรอ้ มดว้ ยศสั ตราวธุ มขี า้ ราชการแตง่ กายเตม็ ยศไปประกอบพธิ อี าฏานายงั พระวหิ ารหลวง วดั พระมหาธาตุ
วรมหาวหิ ารเพอื่ ทำ� พธิ ี “ถอื นำ้� พระพพิ ฒั นส์ ตั ยา” นำ� นำ�้ ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ งั้ ๙ คนโฑเทลงในขนั สาคร นำ� ศสั ตราวธุ
เชน่ งา้ ว หอก ดาบ แทงลงในน�ำ้ อธิบดพี ราหมณอ์ า่ นโองการแชง่ น้ำ� เป็นอันเสร็จพธิ ี จากนน้ั นำ� น้�ำแจกแก่
ขา้ ราชการดื่ม พรอ้ มให้สจั จะวา่ จะไม่ทรยศคดโกง จะจงรักภักดตี ่อราชบลั ลังก์ชั่วชวี ติ
ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเพณีน้ีได้ยกเลิกไป คงเหลือ
แต่เร่ืองเล่าท่ีอยู่ในความทรงจ�ำของผู้คนร่วมสมัยเท่าน้ัน อย่างไรก็ดี โดยเหตุที่พิธีการบางอย่างแม้จะ
เรยี บงา่ ยแต่ยังเป็นหวั ใจของประเพณเี ดิม จงึ ไดน้ �ำมาปรบั ใชใ้ นกจิ กรรมสำ� คัญของเมอื ง เช่น การตักน้ำ�
อภเิ ษกจากแหลง่ นำ้� ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ ๖ แหลง่ ไปใชใ้ นรฐั พธิ ฉี ลองกรงุ รตั นโกสนิ ทรค์ รบ ๒๐๐ ปเี มอื่ พ.ศ. ๒๕๒๕
รฐั พธิ ฉี ลองสริ ริ าชสมบตั คิ รบ ๕๐ ปี เมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และพธิ สี รงนำ้� พระพทุ ธสหิ งิ คเ์ นอื่ งในวนั สงกรานต์
เมอื งนคร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ เปน็ ต้นมา
พธิ ตี กั นำ�้ จากแหล่งน้�ำส�ำคัญในตวั เมอื งนครศรีธรรมราช
252
๒.๑๐ ประเพณีเวยี นเทยี นวนั วสิ าขบูชา
เวยี นเทียนวันวิสาขบูชา
หมายถงึ ประเพณบี ชู าพระบรมธาตเุ จดยี เ์ นอื่ งในวนั วสิ าขบชู า (วนั เพญ็ เดอื น ๖) ชาวนคร
ถอื วา่ วนั วสิ าขบชู าเปน็ วนั สำ� คญั ยง่ิ ทางพระพทุ ธศาสนา เปน็ วนั ประกอบพธิ บี ชู าพระพทุ ธเจา้ กนั ทอี่ งคพ์ ระ-
บรมธาตุเจดีย์ จัดขบวนแห่ผ้าข้ึนห่มองค์พระบรมธาตุกันท้ังวัน เรียกว่า “แห่ผ้าข้ึนธาตุ” ตกค่�ำจุดเทียน
เดินทักษิณาวรรตรอบองค์พระบรมธาตเุ จดีย์ มีแสงเทยี นสวา่ งไสวไปทั่ว เรียกวา่ “เวยี นเทียน”
ต่อมาเม่ือจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ความส�ำคัญกับการแห่ผ้าขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุ
เพ่ิมข้ึนอีกวันหนึ่งคือวันมาฆบูชาต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นต้นมา ผู้คนที่มาแห่ผ้าพระบฏในวันวิสาขบูชา
ก็เร่ิมลดจ�ำนวนลง คงเน้นหนักไปในกิจกรรมเวียนเทียนเพียงอย่างเดียว จึงหันไปเวียนเทียนกันในวัด
ใกลบ้ า้ น ซงึ่ เปน็ การสะดวกทไี่ มต่ อ้ งเดนิ ทางเขา้ มาบชู าพระบรมธาตเุ จดยี เ์ หมอื นกอ่ น โดยอาศยั พระพทุ ธรปู
ในโบสถ์เป็นตัวแทนสมเด็จพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ เป็นศนู ยก์ ลางการเวยี นเทยี น
วนั วิสาขบชู า เปน็ วนั สำ� คญั สากลของโลก ทงั้ นี้ตามทอ่ี งคก์ ารสหประชาชาติประกาศเม่ือ
พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเทศไทยเปน็ ประเทศทม่ี ศี าสนาพทุ ธเปน็ ศาสนาประจำ� ชาตเิ ชน่ เดยี วกบั ประเทศศรลี งั กา
ในช่วงวันวิสาขบูชาท่ีเมืองแคนดีมีการจัดขบวนช้างประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามเป็นขบวนแห่
พระเข้ียวแกว้ แหแ่ หนใหช้ าวเมอื งไดช้ นื่ ชมพระบารมี ชาวเมอื งประดบั ประดาธงทวิ ทบ่ี า้ นเรอื น จดั ซมุ้ ไฟ
เล่าเร่ืองการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ในสถานท่ีราชการ วัดวาอาราม หน่วยงานเอกชน โดยเฉพาะ
โรงแรมต่าง ๆ ตกเย็นได้เห็นผู้คนไปเวียนเทียนทักษิณาวรรตรอบองค์พระเจดีย์ ประนมมือถือดอกบัว
เพยี งอยา่ งเดยี ว ( ไมใ่ ช้ธปู หรอื เทยี นอยา่ งบา้ นเรา)
253
๒.๑๑ ประเพณีกวนข้าวมธปุ ายาส
ประเพณีกวนข้าวมธุปายาส
หมายถงึ ประเพณกี าร “ปรงุ ขา้ วมธปุ ายาส” ถวายพระสงฆ์ ขา้ วทป่ี รงุ นมี้ ชี อ่ื เรยี กแตกตา่ ง
กนั ไปหลายชอ่ื เชน่ “ขา้ วทพิ ย”์ “ขา้ วกระยาทพิ ย”์ แตใ่ นนครฯ นยิ มเรยี ก “ขา้ วยาค”ู หรอื “ขา้ วมธปุ ายาส-
ยาคู” อันเปน็ อาหารชนดิ หน่งึ ท่ชี าวอนิ เดียโบราณใช้ประกอบพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ ภายหลังเมอ่ื
ผู้นับถือศาสนาพราหมณห์ ันมานับถือพุทธ กย็ งั คงนำ� ประเพณีน้มี าปฏิบัตอิ ยู่
ความเช่ือเรื่องประเพณีกวนข้าวมธุปายาสยาคูน้ี มีต้นเค้าจากพุทธประวัติ ซ่ึงกล่าวว่า
“นางสชุ าดา” บตุ รสาวเศรษฐบี า้ นเสนานคิ ม ไดบ้ วงสรวงตอ่ เทวดาประจำ� ตน้ ไทร เพอ่ื ขอใหไ้ ดส้ มปรารถนา
คร้ันได้สมประสงค์จึงกวนข้าวมธุปายาสยาคูน้ีไปถวายแก่รุกขเทวดา เห็นเจ้าชายสิทธัตถะประทับอยู่
ใตร้ ม่ ตน้ พระศรมี หาโพธิ์ เขา้ ใจวา่ เปน็ รกุ ขเทวดาจงึ นำ� ขา้ วไปถวายพรอ้ มถาดทองคำ� เมอ่ื เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ
ได้เสวยข้าวมธุปายาสแล้ว ได้ลอยถาดนั้นลงในแม่น้�ำ พร้อมทั้งอธิษฐานให้บรรลุธรรม และคืนนั้นเอง
พระองค์ได้ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ ซึ่งตรงกับคืน “วันเพ็ญเดือน ๖” เหตุนี้จึงท�ำให้ชาวพุทธเช่ือว่า
ขา้ วมธปุ ายาสยาคนู น้ั เปน็ อาหารวเิ ศษ กนิ แลว้ มสี ตปิ ญั ญาดแี ละเปน็ สริ มิ งคลแกต่ น
วัตถุดบิ ทีใ่ ชก้ วนขา้ วมธุปายาส ทส่ี ำ� คญั ๙ อย่าง คือ น้�ำนมข้าว นำ้� อ้อย น้�ำผง้ึ นมสด
นำ�้ ตาลมะพรา้ ว ขา้ วเมา่ นำ�้ มนั เนย ถว่ั และงา อนั เปน็ สตู รดง้ั เดมิ ในประเทศอนิ เดยี ชว่ งเดอื น ๖ เปน็ ชว่ ง
เวลาทตี่ น้ ขา้ วกำ� ลงั ตง้ั ทอ้ ง จงึ เปน็ ชว่ งทกี่ วนขา้ วมธปุ ายาสไดง้ า่ ย ชาวพทุ ธในนครศรธี รรมราชแตเ่ ดมิ นยิ ม
กวนขา้ วมธปุ ายาสในวนั วสิ าขบชู า เพอื่ เปน็ การรำ� ลกึ ถงึ เหตกุ ารณเ์ มอื่ ครงั้ พระพทุ ธเจา้ “ตรสั ร”ู้ แตต่ อ่ มา
ฤดกู าลเปลย่ี นไป จึงปรบั เปล่ยี นหากวนในช่วงขา้ วตง้ั ทอ้ งคอื เดือน ๓ แทน
ยคุ ปจั จบุ นั มกี ารผลติ นำ้� นมขา้ วบรรจกุ ลอ่ งออกมาจำ� หนา่ ยมใี ชท้ ง้ั ปี ประเพณกี ารกวนขา้ ว
มธุปายาสที่ห่างหายไปจึงมีการร้ือฟื้นข้ึนมาอีกคร้ังหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา โดยจัดท่ีลานวัด
พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร จงึ ทน่ี า่ ยนิ ดที ปี่ ระเพณกี ารกวนขา้ วมธปุ ายาสไดก้ ลบั มาเปน็ กจิ กรรมหนง่ึ ในงาน
วนั มาฆบชู าและวนั วสิ าขบูชาเหมือนครัง้ โบราณ
254
๒.๑๒ ประเพณวี ันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา
เวยี นเทียนเขา้ พรรษา
หมายถงึ ประเพณีท�ำบุญเดอื นแปด คือ “วนั อาสาฬหบชู า” อันเปน็ วนั ส�ำคญั อกี วนั หน่ึง
ท่ีชาวนครถือปฏิบัติ จัดเป็นวันส�ำคัญก็เพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๔ ประการ คือเป็นวันที่ประกาศธรรม
ของพระพุทธศาสนาข้ึนเป็นครั้งแรก เป็นวันท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดง “ธรรมจักกัปวัตตนสูตร” แก่
ปญั จวคั คยี ์ เปน็ วนั ทไ่ี ดเ้ กดิ อรยิ สงฆข์ นึ้ รปู แรกคอื พระโกญฑญั ญะ และเปน็ วนั ทม่ี พี ระรตั นตรยั เปน็ ครงั้ แรก
ของพระพุทธศาสนา
สว่ นรงุ่ ขนึ้ เปน็ วนั เขา้ พรรษา (วนั แรม ๑ คำ่� เดอื น ๘) เปน็ วนั ทพ่ี ระภกิ ษสุ งฆอ์ ธษิ ฐานจติ
ว่าจะจ�ำพรรษาอยู่ที่วัดใดวัดหน่ึง เป็นเวลาสามเดือนโดยไม่โยกย้ายไปท่ีอื่น เนื่องด้วยสมัยพุทธกาลพระ
ภกิ ษสุ งฆเ์ หลา่ นน้ั ตา่ งถกู ชาวบา้ นเพง่ โทษตำ� หนติ เิ ตยี นวา่ เขา้ ไปเหยยี บธญั พชื ขา้ วกลา้ เสยี หาย เบยี ดเบยี น
สตั วเ์ ลก็ สตั วน์ อ้ ย พระพทุ ธองคจ์ งึ ทรงกำ� หนดใหพ้ ระภกิ ษสุ งฆจ์ ำ� พรรษาอยู่ ณ อารามใดอารามหนง่ึ ตลอด
ฤดูฝนเป็นเวลาสามเดือน
การอยู่จ�ำพรรษาของพระภิกษุน้ันมีข้อยกเว้นที่พระพุทธองค์ทรงก�ำหนดไว้บางประการ
เชน่ สถานทจี่ ำ� พรรษานนั้ ถกู สตั วร์ า้ ยรบกวน ถกู ภยั คกุ คามจากโจรผรู้ า้ ย ถกู ไฟไหมอ้ ารามทจ่ี ำ� พรรษานนั้
หรือชาวบ้านในหมู่บ้านน้ันอพยพหนีเนื่องจากโรคร้าย หรือชาวบ้านแตกแยกออกเป็นฝักฝ่าย (กรณีน้ี
กใ็ หเ้ ลอื กฝา่ ยเสยี งขา้ งมากหรอื ฝา่ ยทอ่ี ยใู่ นศลี ในธรรม) ยา้ ยเพราะขาดแคลนอาหาร ยารกั ษาโรค ขาดแคลน
ผู้บ�ำรุงการบริโภคจนได้รับความล�ำบาก มีผู้เอาทรัพย์หรือเอาผู้หญิงมาล่อ กรณีน้ีก็ให้หนีไปได้ สถานท่ี
จำ� พรรษาควรเลอื กสถานทสี่ ปั ปายะ คอื สถานทซ่ี ง่ึ ไมค่ วรใกลห้ รอื ไกลเกนิ จากหมบู่ า้ นผคู้ น การคมนาคม
ไมก่ นั ดารนัก ผคู้ นไมพ่ ลกุ พลา่ นหรอื รบกวนแก่การปฏิบัตธิ รรม
255
ชาวพุทธจึงถือเอาช่วงวันเข้าพรรษาบวชลูกบวชหลานเพ่ือได้เข้าไปศึกษาธรรม เพราะ
ในช่วงเข้าพรรษาพระสงฆ์ต่างอยู่ครบ ภิกษุสามเณรปฏิบัติธรรมเป็นกิจวัตรและเป็นระบบกว่าช่วง
ออกพรรษา ดแู ลว้ เปน็ หมเู่ ปน็ คณะดี อบุ าสกอบุ าสกิ ากน็ ยิ มทำ� บญุ กนั เปน็ ประจำ� วนั ตลอดเวลาสามเดอื น
ข้าวปลาอาหารมิได้ขาด บางแห่งจัดเวรปิ่นโตกันตลอดท้ังสามเดือน หมุนเวียนกันจนครบทุกครัวเรือน
อบุ าสกอุบาสกิ าก็อธิษฐานจิตถือศลี กนั ในชว่ งพรรษา ท่ีงดเหล้างดบุหร่กี ันกม็ ี ถอื ศลี ๕ ศีล ๘ มากกว่า
ในช่วงใด ๆ ของแต่ละปี
เทศบาลนครนครศรีธรรมราช จดั กิจกรรม “หล่อเทียนร่วมใจ สายใจชาวพทุ ธ”
เน่อื งในวนั อาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา ณ ลานพุทธภูมิ สวนสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ๘๔ (ท่งุ ทา่ ลาด)
กิจกรรม “ห้วิ ปิ่นโตเข้าวัด ปฏบิ ัติธรรมและเจรญิ จติ ตภาวนา” เน่ืองในเทศกาลวนั อาสาฬหบชู า-เข้าพรรษา
ณ ศาลา ๑๐๐ ปี วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร
256
๒.๑๓ ประเพณสี วดดา้ น
ประเพณีสวดดา้ น
หมายถงึ ประเพณกี ารอา่ นหรอื สวดหนงั สอื ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนไดฟ้ งั ในวนั ธรรมสวนะ (วนั พระ)
ภายใน “วิหารพระด้าน” หรือ “วิหารคต” ของวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร สะท้อนถึงพัฒนาการ
ของการเรียนรู้หนังสือของชาวนคร ซึ่งร�่ำรวยทางภาษาและวรรณกรรม การสวดหนังสือท่ีวิหารนี้ใช้วิธี
เชญิ ผรู้ หู้ นงั สอื มาอา่ นรอ้ ยแกว้ รอ้ ยกรอง ซ่งึ ส่วนมากจะเปน็ นิทานพนื้ บา้ นที่กวีท้องถน่ิ แตง่ ขึน้ แลว้ อ่าน
เป็นทำ� นองเสนาะ เรยี กว่า “สวดดา้ น” หรือ “สวดหนงั สอื ”
ในระหว่างพรรษามีการสวดด้านทุกวันพระ มีพระภิกษุมาเทศนาที่ธรรมาสน์ในวิหาร
พระด้าน มีทั้งพระนักเทศน์ท่ีชาวบ้านชื่นชอบ พระนวกะท่ีฝึกหัดเทศน์ พระภิกษุและสามเณรเหล่าน้ี
มาจากวดั ต่าง ๆ ตอ้ งมกี ารจับจองเลอื กต�ำแหนง่ กันกอ่ น ใกล้ปากทางเข้ามักจะถกู จบั จองก่อน พระนวกะ
ตอ้ งอยู่ลกึ เขา้ ไป ครั้งหน่ึง “ปญั ญานนั ทภิกข”ุ เคยเล่าใหฟ้ งั ว่าครง้ั มาอย่ทู ีว่ ัดหนา้ พระบรมธาตุ ท่านก็มา
ฝึกเทศน์ที่น่ีเหมือนกัน ส่วนผู้คนที่มาจับจองสถานที่น่ังฟัง ขณะรอพระคุณเจ้ามาแสดงธรรม จะมีคน
เจ้าบทเจ้ากลอนมาอ่านอย่างไพเราะน่าฟังจนติดอกติดใจ จึงท�ำให้กลายเป็นประเพณี “สวดหนังสือ
ในพระดา้ น” หรอื “สวดด้าน” ขน้ึ
ผู้ “สวดด้าน” มักเป็นผู้เคยบวชเรียนมาก่อน โดยเฉพาะเคยเป็นพระนักเทศน์ หรือเป็น
ศลิ ปนิ เพลงบอก นายหนังตะลงุ มโนราห์ หมอทำ� ขวัญ ครูมาลยั ซึง่ ล้วนมคี วามช�ำนาญการอ่านหนังสอื
ร้อยกรอง ลีลาส�ำนวนและน้�ำเสียงการอ่านขับบทกลอน การออกลีลาท่าทางอย่างสนุกสนาน ท�ำให้
ผคู้ นตดิ อกตดิ ใจตดิ ตามกนั ทกุ วนั พระ เพราะไดร้ บั ความรู้ ความบนั เทงิ และไดฟ้ งั ธรรมไปในคราวเดยี วกนั
สมัยโบราณคนเฒ่าคนแก่ทั้งหญิงชาย เมื่ออยู่บ้านมักชอบอ่านหรือท่องขับบทกลอนเจ้ือยแจ้วอยู่มาก
257
ผหู้ ญงิ มกั กลอ่ มลกู หลานดว้ ยบทรอ้ งเรอื บางคนแมจ้ ะอา่ นไมอ่ อกเขยี นไมไ่ ด้ แตท่ อ่ งและขบั ไดเ้ ปน็ เลม่ ๆ
จงึ เสมอื นการตระเตรยี มตวั เพอ่ื ไปสวดดา้ นทวี่ หิ ารพระดา้ นในวดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ ารไปโดยปรยิ าย
หนงั สอื รอ้ ยกรองทนี่ ยิ มนำ� ไปสวดดา้ นสว่ นใหญใ่ ช้ “ตำ� นานพระธาตเุ มอื งนครศรธี รรมราช
ฉบับแต่งเป็นกลอนสวด” หรือเรียกกันทั่วไปว่า “พระนิพพานโสตร” วรรณกรรมฉบับนี้ได้รับการ
คดั ลอกและแตง่ เตมิ อยา่ งกวา้ งขวางไมน่ อ้ ยกวา่ ๑๐ สำ� นวน เพอ่ื จะนำ� ไปใชส้ วดในวนั อโุ บสถทมี่ ชี าวพทุ ธ
ไปรกั ษาศลี กนั ทว่ี ดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร นอกจากจะเปน็ ประโยชนใ์ นดา้ นความรเู้ รอื่ งการเขา้ มาของ
พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาทแบบลงั กาวงศแ์ ลว้ ยงั เปน็ การปลกู ฝงั ความรกั หวงแหนและอนรุ กั ษพ์ ทุ ธสถาน
แหง่ น้ี ควบค่กู ับการได้รบั กศุ ลผลบญุ แกต่ นเองด้วย
ปัจจุบัน “ประเพณีสวดด้าน” ก�ำลังได้รับการฟื้นฟู ด้วยการค้นหาหนังสือเก่า ๆ เช่น
วรรณกรรมจากหนังสือบุด (สมุดข่อย) วรรณกรรมยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และวรรณกรรมโรงพิมพ์
วัดเกาะ เป็นต้น ล้วนมุ่งหวังจะให้หนุ่มสาวปัจจุบันได้รู้จักและสืบทอดประเพณีสวดด้านน้ีให้กลับมา
มชี ีวติ ชีวา ธรรมะคงจะกลบั มาครองใจคนนครไดอ้ ีกคร้ัง
ผ้สู วดดา้ นต้องเปน็ ผูท้ ่มี ีความสามารถในการอา่ นออกเสียงเปน็ อยา่ งยงิ่ ใชท้ ำ� นองและสำ� เนียง
ภาษาถิน่ ใต้ ตอ้ งรจู้ กั เน้นเสยี งเอือ้ นและเล่นลูกคอ สว่ นมากจะเป็นนักเทศนเ์ กา่ นักแหลห่ มอท�ำขวัญนาค
นักสวดมาลยั นายหนังตะลุง โนราเก่า เพลงบอก ภาพจาก : เวบ็ ไซต์ส�ำนกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั นครศรีธรรมราช
258
๒.๑๔ ประเพณแี ขง่ เรือเพรียว
ประเพณีแขง่ เรือเพรียว
หมายถงึ การแขง่ ขนั พายเรอื ควบคไู่ ปกบั การทำ� บญุ ในวนั ออกพรรษา ซง่ึ แขง่ กนั ในละแวก
วัดริมน�้ำ วัดท่ีร่วมงานนี้มักจะมี “เรือเพรียว” ประจ�ำวัด มีฝีพายหนุ่มสาววัยฉกรรจ์ประจ�ำทุกวัด วัด
ในชุมชนใหญ่มักจะมีเรือเพรียวหลายล�ำ มีฝีพายจ�ำนวนมากตั้งแต่ ๒๐ ฝีพาย ๓๐ ฝีพาย จนใหญ่สุด
๔๐ ฝีพายทเี ดียว
สมัยโบราณเรือเพรียวขนาดท่ีชาวบ้านใช้โดยท่ัวไปล�ำจะไม่ใหญ่นัก ขนาดที่น่ังได้ตั้งแต่
๒ คน ถึง ๔ คน ขุดเจาะด้วยไม้ท้ังตน้ รูปร่างบางเพรียว อกเรือบางแหวกนำ�้ ไดด้ ี ตา่ งจากเรอื ภาคกลาง
ซึ่งนิยมขึ้นรูปเรือด้วยไม้กระดานเป็นแผ่นมาประกบกัน เรือท่ีขุดด้วยต้นไม้นั้นทางลุ่มน�้ำมักจะได้มาจาก
“ชาวเหนอื ” คืออ�ำเภอลานสกา พรหมครี ี ซึ่งมปี า่ ไม้อดุ มสมบรู ณ์ ชาวเหนือจะขดุ เรอื เปน็ “เรอื โกลน”
คือเรือท่ีไม่ตกแต่งให้มากมายนัก ขุดเจาะต้นไม้ท้ังต้นพอเป็นรูปล�ำเรือ ใส่โกลนเรือคั่นเอาไว้ ส�ำหรับใช้
บรรทกุ พชื ผลชว่ งฤดนู ำ้� หลากกล็ อ่ งเรอื โกลนลงมา จำ� หนา่ ยหรอื แลกเปลย่ี นพชื ผลหมดแลว้ กข็ ายเรอื โกลน
ชาวลมุ่ น้�ำจึงน�ำเรือโกลนของชาวเหนือไปตกแต่งเป็นเรอื เพรียวอกี ต่อหนง่ึ
สมยั ปจั จบุ นั วดั บางแหง่ ซง่ึ เจา้ อาวาสและชาวบา้ นละแวกวดั เหน็ ความสำ� คญั ของประเพณี
นี้ จึงนิยมต้นตะเคียนทองขนาดใหญ่มาขุดเป็นเรือเพรียวล�ำยาวไว้ประจ�ำวัด ขุดแต่งจนเบาบาง อกเรือ
บางคมแหวกนำ�้ ไดด้ มี ใิ หป้ ะทะกบั นำ้� ใหเ้ สยี ความเรว็ ขดั นำ้� มนั จนลนื่ เงาวาว ไมอ่ มนำ�้ หรอื เปยี กนำ้� เหมอื น
เรือทั่วไป เก็บไว้ในโรงท่ีมุงหลังคามิให้เรือเปียกน�้ำ ก่อนการแข่งเรือสักหน่ึงเดือน ทุกคุ้งน้�ำจะมีเรือ
วดั ตา่ ง ๆ ซง่ึ มฝี พี ายมาฝกึ ซอ้ มกนั ทกุ เชา้ เสยี ง เฮย้ เฮย้ เฮย้ ! ยามฝพี ายจำ�้ พรอ้ ม ๆ กนั ดงั รวมแทบไมข่ าด
ระยะ
เมื่อถึงฤดูออกพรรษา เรือเพรียวขนาดเล็กจะถูกน�ำมาผูกโยงกับเรือพระ ส่วนเรือเพรียว
ขนาดใหญข่ องวดั ตา่ ง ๆ กถ็ กู จดั ใหม้ กี ารแขง่ ขนั กนั เปน็ ประจำ� ทกุ ปี จนเปน็ “ประเพณกี ารแขง่ เรอื เพรยี ว”
ความเชย่ี วชาญในการตอ่ เรอื ของชาวนครมมี าตง้ั แตส่ มยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาและกรงุ รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ เพราะ
ชาวบ้านมีทักษะการต่อเรอื จากตา่ งชาติมานาน ท�ำให้ฝมี ือการทำ� เรอื ไมแ่ พช้ าวจงั หวดั รมิ ทะเลใด ๆ
259
๒.๑๕ ประเพณีลอยเคราะห์
การลอยเคราะหท์ ี่ยังมีให้เหน็ อยูใ่ นปจั จุบนั
หมายถงึ ประเพณสี ะเดาะเคราะหท์ ที่ ำ� กนั ในเดอื น ๑๒ ขน้ึ ๑๕ คำ่� (วนั เพญ็ เดอื นสบิ สอง)
โดยการนำ� เรอื ใหมห่ รอื แพใหมล่ งนำ้� มาทำ� พธิ ขี อขมาผนื นำ้� (ซงึ่ เปรยี บเสมอื นขอขมาพระแมค่ งคา) ชาวบา้ น
ริมน�้ำมักมีความเชื่อเร่ืองเทวดาผู้คุ้มครองคุ้งน้�ำของตน ควบคู่กับความเช่ือเร่ืองการสะเดาะเคราะห์หรือ
ลอยเคราะห์
ก่อนมีประเพณี “ลอยเคราะห์” ชาวนครมีความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ซ่ึงเข้ามาก่อน
ศาสนาพทุ ธ แตป่ จั จบุ นั ไดเ้ สอ่ื มถอยความนยิ มไป (เชน่ เดยี วกบั “ประเพณแี หน่ างดาน” หรอื “ตรยี มั ปวาย”
ซึ่งถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔) “ประเพณีลอยเคราะห์” จึงปรับเปลี่ยนเป็น “ประเพณีลอยกระทง”
โดยน�ำเอารูปแบบมาจากภาคกลาง มีวิธีการปฏิบัติเหมือนกัน และหัวใจของประเพณีก็เหมือนกัน คือ
การขอขมาและระลึกคุณของแม่น�้ำคงคา แมป้ ัจจบุ นั ยังมีการปฏบิ ตั กิ ันอยู่
สมัยก่อน “ประเพณลี อยเคราะห”์ เป็นประเพณใี หญ่ประจ�ำปี แต่ละปมี กี ิจกรรมรน่ื เรงิ
ริมท่าน�้ำของหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดวาอารามที่ส�ำคัญของหมู่บ้านตน มีการละเล่นอีกชนิดหนึ่งที่นิยม
ในวนั ลอยเคราะห์ คอื การแข่งเรือเพรียว แมจ้ ะไม่มกี ารแข่งเรอื ขนาดใหญเ่ หมือน “ประเพณลี ากพระ”
แต่เรือเพรียวขนาดเล็กก็ให้ความครึกคร้ืนได้พอสมควร การพนันขันต่อก็มีไม่มากเหมือนงานประเพณี
ลากพระ นา่ เสยี ดายท่ีประเพณีนถี้ กู ลืมเลือนไปเสยี แล้ว
260
๓. ความเช่ือเรอื่ งการแตง่ งาน
พระสงฆป์ ระพรมน้�ำมนตเ์ พือ่ เปน็ สิริมงคลแกค่ ่บู า่ วสาว
การแต่งงานเป็นจุดเร่ิมต้นชีวิตครอบครัวของหญิงชาย ที่ต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างถูกต้อง
ตามประเพณี อันมีบุคคลและกรอบของสังคมเป็นสิ่งก�ำหนดแนวทางการด�ำเนินชีวิตคู่ เพื่อให้ด�ำเนินไป
ในแนวทางทด่ี ีทส่ี ุด จึงก่อให้เกดิ เป็น “ธรรมเนยี มประเพณี” ท่ถี ือปฏบิ ตั ิเปน็ กติกาสงั คม เร่มิ ต้ังแตก่ าร
พบรกั ระหวา่ งชายและหญงิ การเกดิ ความสนทิ สนม (การจบี ) การดตู วั เพอ่ื ทาบทาม (การแยบ) การสขู่ อ
การหมั้นหมายและวิวาห์ ซึ่งแฝงไว้ด้วยกติกาและความเช่ือที่จะน�ำไปสู่ความสงบสุขของชีวิตครอบครัว
โดยมีล�ำดับข้นั ตอนดังนี้
๓.๑ การสขู่ อ พิธหี มนั้ การเตรียมขันหมาก สินสอดทองหม้ัน การยกขันหมาก การจัดขบวน
แหข่ นั หมาก
เป็นจุดเร่ิมต้นพิธีแต่งงาน โดยเริ่มจากจัดขบวนขันหมากไปบ้านเจ้าสาว เม่ือไปถึงผู้ใหญ่ฝ่าย
เจา้ สาวรบั ขนั หมากตง้ั ไวใ้ นทที่ เ่ี หมาะสม กอ่ นเจา้ บา่ วจะผา่ นประตเู งนิ ประตทู อง ผใู้ หญฝ่ า่ ยเจา้ สาวตอ้ นรบั
ประพรมน้�ำพระพุทธมนต์ ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวน่ังรอเจ้าสาวต่อหน้าพระสงฆ์และผู้มาร่วมงาน ผู้ใหญ่ฝ่าย
เจ้าสาวน�ำเจ้าสาวออกจากห้องมานัง่ ค่กู ับเจา้ บา่ ว เจา้ บ่าวเจา้ สาวจุดธปู เทียนบูชาพระรัตนตรัยและกราบ
คู่บ่าวสาวสมาทานศีล ๕ พระสงฆ์ให้ศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อข้ึนบท
“ชยั สทิ ธกิ ถา” เจา้ บา่ วเจา้ สาวรว่ มตกั บาตร เมอ่ื เจรญิ พระพทุ ธมนตจ์ บลง เจา้ บา่ วเจา้ สาวถวายไทยธรรม
พระสงฆอ์ นโุ มทนา ประพรมนำ�้ พระพทุ ธมนตใ์ หค้ บู่ า่ วสาว คบู่ า่ วสาวไหวบ้ ดิ ามารดาฝา่ ยเจา้ สาวและฝา่ ย
เจา้ บา่ ว และไหวญ้ าติผ้ใู หญ่ท้งั สองฝ่าย
261
๓.๒ การเซน่ ไหวบ้ ชู าผเี รอื นและผบี รรพชน เปน็ การเสรมิ ยำ้� กตญั ญกู ตเวทติ าธรรมตอ่ บรรพชน
และมอบตนเปน็ สมาชกิ ของครอบครวั เครอ่ื งเซน่ ไหวผ้ เี รอื นและผบี รรพชน มี ขา้ ว ปลา ไก่ ขนมตม้ ขาว
ขนมต้มแดง น�้ำสรุ า ดอกไมพ้ นื้ บา้ น ธูปจุดบชู าคนละ ๑ กา้ น โดยมคี นผเู้ ฒา่ นำ� ท�ำพิธี
๓.๓ การเข้าห้องหอ (การเรยี งสาดเรยี งหมอน) เป็นการส่งตัวเจ้าบา่ วและเจ้าสาวเข้าหอ คอื
การส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าสู่ห้องหอตามฤกษ์ท่ีโหรพยากรณ์ไว้ เพื่อท�ำพิธีเรียงสาด เรียงหมอนให้คู่บ่าวสาว
โดยผใู้ หญค่ สู่ ามภี รรยาทมี่ ฐี านะดี และมชี วี ติ การครองเรอื นกนั อยา่ งราบรน่ื เปน็ ผปู้ ทู น่ี อนวางหมอน โดยใช้
ดอกไมม้ งคล คือดอกรัก ดอกบานไม่ร้โู รย และวางขนั น้�ำมนตเ์ พื่อเป็นสริ ิมงคล โดยมีขนั้ ตอนดังนี้
๑. ผู้อาวโุ สคสู่ ามภี รรยาปูทนี่ อน วางหมอน (เรียงสาดเรยี งหมอน)
๒. ผู้อาวุโสน�ำบา่ วสาวเข้าห้องหอ
๓. ผู้อาวุโสวางขนั น�้ำมนต์ โปรยดอกไม้มงคลบนทน่ี อน
๔. ผ้อู าวุโสนอนเอาฤกษม์ งคลก่อน
๕. ผอู้ าวุโสสอนคบู่ ่าวสาวเรอ่ื งการครองเรอื นและไหวพ้ ระกอ่ นนอน
๖. ค่บู ่าวสาวนอน เสร็จพิธี
ยกขบวนขันหมากจากบา้ นเจ้าบ่าว
262
๔. ความเช่ือเรื่องการเกดิ
หมอแม่ทาน ผทู้ �ำคลอดให้แม่
การเกิดของคนในอดีตมีความเก่ียวข้องกับความเช่ือเร่ืองผีบ้านผีเรือนที่ยังเฝ้าดูแล และพร้อม
จะใหค้ ณุ ใหโ้ ทษ ผทู้ จ่ี ะมาเกดิ กม็ าจากแรงกรรมในอดตี และบางคนกย็ งั เชอ่ื วา่ บางครอบครวั ยงั มสี ตั วน์ รก
เปรตหรืออสรุ กายทห่ี นีมาเกิด ดังเสภาขุนชา้ งขุนแผนความว่า
เม่ือแรกเข้าสคู่ รรภบ์ รรยาย วา่ อา้ ยผแี สนรา้ ยบนปลายไม้
กลางคืนปนั้ รูปหวั เราะขกิ แลว้ หยิบหยิกบีบบี้มิเอาสำ�่ ได้
ป้นั แล้วปน้ั เลา่ เฝา้ ริกไป เอานั่นน่ีบ้ีใส่ใหค้ รบครัน
คืนหนึง่ ผปี ้ันอยปู่ ลายไม ้ ยังมีสตั วอ์ ยู่ในนรกนน่ั
ทนทกุ ข์เวทนาสากรรจ ์ คร้นั สิน้ กรรมทำ�นัน้ ก็พน้ ทกุ ข์
จุติจากเพศเปรตอสุรกาย วนุ่ วายว่งิ มาหาความสุข
จะไปสวรรคม์ ิทันจะพ้นทกุ ข ์ ผีปนั้ มนั จงึ ซุกเขา้ ในครรภ์
จากเสภาวรรคท้าย แสดงวา่ คนทีพ่ ้นทุกข์หรอื ใช้กรรมจากนรกแล้ว ถกู ตัดสนิ ให้ไปเกดิ บนสวรรค์
บางคนกต็ ดั สนิ ใจไปหาความสขุ ในโลกมนษุ ยอ์ กี ครงั้ บงั เอญิ ผา่ นมาทางผบี นปลายไมท้ ก่ี ำ� ลงั ปน้ั ลกู ใส่ท้อง
คน จงึ จบั เอาวญิ ญาณพวกนนั้ ใสเ่ ขา้ มาในทอ้ งคนทกี่ ำ� ลงั ตง้ั ครรภ์ ตวั เดก็ ทเ่ี กดิ มาจงึ พกิ าร เหตเุ พราะตอ้ ง
โทษผที ่ีปั้นคนเป็นแนแ่ ท้
ลักษณะน้ีจึงเป็นท่ีมาของผีบนปลายไม้ท่ีชาวนครเรียกว่า “แม่ทาน” แม่ทานจึงมีสิทธิ์ในชีวิต
ของเดก็ ทเี่ กดิ ใหมท่ กุ คน บางคนตายตง้ั แตอ่ ยใู่ นทอ้ งหรอื เกดิ มาแลว้ เสยี ชวี ติ ผเู้ ฒา่ ผแู้ กจ่ งึ เชอื่ วา่ เดก็ พวกนี้
หนเี ขามาเกดิ เมอื่ เขาตามมาทนั กเ็ อาชวี ติ กลบั ไป ดว้ ยเหตนุ เี้ มอื่ เดก็ เกดิ จากทอ้ งแม่ หลงั จากตดั สายสะดอื
อาบน�้ำ ห่อผ้าอ้อม ผู้ท�ำคลอดจะเอาเด็กใส่กระด้งหรือถาดร่อนไปร่อนมาเป็นวงกลม แล้วแสร้งพูดว่า
263
“๓ วันลูกผี ๔ วันลูกคน ลูกใครเอาไปเหวย” ก็แสดงว่าภายใน ๓ วันหลังเกิดใหม่ แม่ทานยังมีสิทธ์ิ
ทีจ่ ะเอาชีวติ เด็กได้ พอย่างเข้าวนั ท่ี ๔ เด็กคนนัน้ กม็ สี ทิ ธ์ิเป็นลกู คน ผปี ลายไมแ้ ละแมท่ านไม่มสี ทิ ธิ์เอาไป
ได้อีก นอกจากจะใช้อิทธิฤทธิ์เข้าแปรเปล่ียนการที่กล่าวว่า “ลูกใครเอาไปเหวย” จะมีคนอยู่ข้าง ๆ
จะออกรับวา่ “ลกู ฉนั ลูกฉนั ” แลว้ รับเด็กไปผกู ขอ้ มอื ดว้ ยด้ายดิบสีขาว แมท่ านจงึ ไมร่ วู้ ่าเดก็ ท่เี กิดใหม่นน้ั
เป็นลกู ใครกันแน่ จึงไม่มารบกวนทัง้ แม่และเดก็ อีกต่อไป
ดงั นนั้ การเกดิ ของผเู้ ปน็ แมใ่ นอดตี จงึ มผี ทู้ ำ� คลอดทเี่ รยี กวา่ “หมอแมท่ าน” หมายถงึ ผทู้ ำ� การเกดิ
หรือการคลอดซ่ึงต้องให้ผู้หญิงท่ีมีประสบการณ์ในการคลอดลูกมาก่อน มาท�ำการคลอดจนเกิดความ
ช�ำนาญการ และต่อมาก็มีความสามารถในการท�ำคลอดประกอบอาชีพได้ ผู้ท�ำคลอดนี้คือหมอแม่ทาน
(หรอื “หมอตำ� แย”)
ค�ำว่าหมอ - แม่ - ทาน หากแปลเรียงค�ำจะได้ว่า หมอ หมายถึงผู้ท�ำหน้าที่ของแม่ แม่หมายถึง
ผใู้ หก้ ำ� เนดิ บตุ รชายหญงิ ทานหมายถงึ การใหห้ รอื ผใู้ ห้ ดงั นน้ั “หมอแมท่ าน” จงึ แปลสนั้ ๆ วา่ ผทู้ ำ� คลอด
ใหแ้ ม่ไดล้ กู ตามท่ตี ้องการ
๔.๑ การฝากครรภ์ ในอดตี คนนครอาศยั “หมอแมท่ าน” ผตู้ ง้ั ครรภจ์ ะตอ้ งตดิ ตอ่ ฝากครรภ์ (ทอ้ ง)
กับหมอแม่ทานเป็นผู้แนะน�ำอย่างใกล้ชิด อาหารการกินก็ต้องระวังตามหมอแม่ทานก�ำชับเอาไว้ เมื่อ
ใกลค้ ลอดครบกำ� หนด หมอแมท่ านจะมาพกั อยทู่ บี่ า้ นของผตู้ ง้ั ครรภ์ โดยการใหค้ วามสะดวกจากสามแี ละ
ญาติ ๆ ของผู้ใกล้คลอด ปัจจุบันการแพทย์เจริญ คนนิยมไปฝากครรภ์กับแพทย์ผู้ช�ำนาญการพร้อมจอง
หอ้ งคลอดหอ้ งพกั ลว่ งหน้า
ผู้เปน็ สามีจัดทำ� “แมไ่ ฟ” บนบา้ น
หลงั จากนนั้ กท็ ำ� ความสะอาดใหแ้ มท่ ารกแลว้ ใหน้ อนบนแครแ่ มไ่ ฟ เอากอ้ นเสา้ มาองั ไฟใหร้ อ้ น
แลว้ ห่อดว้ ยผ้าหลาย ๆ ช้นิ เพ่ือใช้คบท้องผคู้ ลอด เพอ่ื จะใหม้ ดลูกเข้าอู่เรว็ ขน้ึ เมอื่ อยไู่ ฟครบกำ� หนดแลว้
ก็จะออกจากแมไ่ ฟ หมอแมท่ านจะบอกเรอ่ื งอาหารการกินของผคู้ ลอดใหม่ จะต้องปฏิบตั ิอย่างเครง่ ครัด
มฉิ ะนนั้ จะเกดิ อนั ตรายถงึ ชวี ิตได้
264
๔.๒ การเตรยี มการคลอดและการอยไู่ ฟ เมอ่ื ภรรยาทอ้ งแกถ่ งึ ๘ - ๙ เดอื น ผเู้ ฒา่ ผแู้ กจ่ ะเตอื น
ไมใ่ หผ้ ตู้ งั้ ครรภท์ ำ� งานหนกั และเตรยี มตวั คลอดลกู ผเู้ ปน็ สามจี ะตอ้ งจดั ทำ� “แมไ่ ฟ” บรเิ วณใดบรเิ วณหนง่ึ
บนบ้าน โดยเร่มิ ต้นมีการตีกรอบเตาไฟดว้ ยไมห้ น้า ๕ - หนา้ ๖ หรอื ไม้กลมบางแห่งใชห้ ยวกกลว้ ย ขนาด
๓ × ๕ ศอก เป็นรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้ารองด้วยใบตองหรือใบหมากสด หรือใบมะพร้าวสด แล้วขุดดินมาใส่
ให้เต็มแม่ไฟ ท้ังทุบดินให้แน่น ด้านซ้ายตั้งก้อนเส้าท่ีเป็นก้อนหินกลมขนาดใหญ่พอสมควร หรืออาจจะ
ใช้กรานซ่ึงเป็นเหล็ก ๓ ขา ตอกลงดินหรือเตาไฟดินเผารูปตัวยู ส�ำหรับต้มน�้ำร้อน หุงข้าว ต้มข้าว
ส่วนด้านขวามือบนแม่ไฟก็ตั้งหม้อข้าว หม้อแกง หม้อยา เคร่ืองยาผ้าอ้อมและอ่ืน ๆ ท่ีจ�ำเป็น ส่วนที่
ถัดออกไปจัดเตรียมที่อาบน้�ำเด็กและแม่เด็ก มีโอ่ง มีน�้ำ ขันน้�ำ โคม (กะละมัง) และของใช้ของหมอ-
แมท่ านผทู้ ำ� คลอด
ส่วนไม้ฟืนนิยมใช้ “ไม้เนื้อแข็งกลิ่นหอม” ให้ความร้อนสูง ไม่มอดดับง่าย ๆ หมอแม่ทาน
ผทู้ ำ� คลอดใหส้ ามหี รอื ผทู้ เี่ กยี่ วขอ้ งตอ้ งตงั้ ราด ๓ ราด หรอื ๓ ชดุ แตล่ ะชดุ จะมขี องเหมอื นกนั คอื ขา้ วสาร
เทียน เงินบาทเป็นเหรียญ หมาก ๓ ค�ำ และด้ายสีขาว ส่ิงเหล่าน้ีมีความหมายเป็นเครื่องประกันสังเวย
แกแ่ มท่ าน แมซ่ อื้ และแมข่ วญั หมายถงึ ผสู้ ง่ เดก็ มาสคู่ วามเปน็ ชวี ติ โดยขา้ วเปน็ เสบยี งอาหาร เทยี นเปน็
แสงสว่าง เงินเหรียญเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หมากใช้กินเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในค�ำพูด และ
เป็นข้ออา้ งวา่ มาในนามของเทวดาด้วยบุญญาบารมีท่ีทุกฝา่ ยยนิ ยอมพรอ้ มใจกันแล้ว
ขณะท�ำคลอดหมอแม่ทานจะให้ความรู้ให้ก�ำลังใจใช้ค�ำพูดอ่อนหวาน และแนะน�ำผู้คลอด
จากประสบการณข์ องตนและของผคู้ ลอดทงั้ หลายทผี่ า่ น ๆ มา เมอ่ื เดก็ คลอดออกมาแลว้ พรอ้ มนำ้� ครำ่� และรก
หมอแมท่ านจะตดั สายสะดอื โดยการใชข้ องมคี มทต่ี ดั แลว้ ไมเ่ กดิ อนั ตรายแกเ่ ดก็ และแมข่ องเดก็ ตอ่ จากนนั้
หมอแม่ทานจะตรวจดูเด็กทารกโดยการอาบน้�ำให้ ดูพฤติกรรมของเด็กว่ารอดหรือปลอดภัยดีแล้ว หมอ
แม่ทานกลา่ วคาถาเปิดทวารท้ังเก้า
๔.๓ การฝังรกการเปิดปาก (เบิกปาก) เมื่อหมอแม่ทานอาบน้�ำให้ทารกแล้วก็จะบอกให้ผู้เป็น
พ่อเดก็ นำ� รกไปฝงั รกจะตอ้ งปดิ มดิ ชดิ แลว้ รอเวลาใหส้ วา่ งก่อนจงึ น�ำไปฝังมวี ิธตี ่าง ๆ ดังน้ี
๑) ตอ้ งใชจ้ อบขุดหลุมลกึ ประมาณ ๒ ศอก ปอ้ งกันสตั ว์ขุดคุ้ย
๒) ตอ้ งไปฝงั คนเดียวเท่าน้ัน
๓) เม่อื ฝงั เสร็จจะต้องดใู ห้รอบคอบว่ามีอะไรบกพรอ่ งหรือไม่
๔) เมื่อเดนิ ทางกลับบา้ นห้ามหนั ไปดู เช่ือกนั ว่าถา้ หันไปดทู ารกจะตาเหล่
๕) กอ่ นกลบั ควรหากงิ่ ไมม้ หี นามตง้ั ไวบ้ นปากหลมุ เชน่ ไมร้ ะกำ� เพอ่ื กนั เหตเุ ภทภยั ตา่ ง ๆ
โดยใชค้ าถาเวทมนตร์จาก “หมอแม่ทาน”
๖) บางคนคิดละเอยี ดพสิ ดารเพ่มิ ขนึ้ โดยการเอาต้นไมป้ ลกู เปน็ สญั ลกั ษณไ์ วด้ ้วย
การเปดิ ปาก เมอื่ มารดาคลอดแลว้ ได้ ๓ วนั แรก จะใหเ้ ดก็ ดดู นำ้� นมแม่ แตพ่ อเรม่ิ วนั ท่ี ๔ - ๗
หมอแมท่ านกจ็ ะทำ� พธิ เี ปดิ ปาก (เบกิ ปาก) แตส่ ว่ นมากนยิ มใหเ้ ดก็ มอี ายคุ รบ ๗ วนั กอ่ น เบกิ ปากในวนั ท่ี
๘ จะทำ� ในวนั ขนึ้ เปลทีเดียวเลยกไ็ ด้
265
เมอื่ คลอดแล้วตอ้ งมกี ารอยไู่ ฟ
พธิ เี บกิ ปากขนึ้ อยกู่ บั ฐานะของพอ่ แม่ ถา้ ผมู้ ยี ศศกั ดร์ิ ำ�่ รวยกจ็ ะจดั พธิ ใี หญ่ แตถ่ า้ เปน็ คนทวั่ ไป
จะตักน้�ำใส่ช้อนป้อนปากลูก ก็นับว่าเป็นพิธีกรรมเบิกปากได้แล้ว การเบิกปากหมายถึงการเบิกชีวิตใหม่
เปน็ อกี ขน้ั ตอนหนง่ึ ของชาวนครในอดตี โดยใชอ้ ปุ กรณแ์ ละสงิ่ ของตามพธิ กี รรม คอื เขม็ (หรอื ใชด้ อกเขม็ )
ทองค�ำ เงนิ ดอกไม้หอม เงนิ เหรียญ และนำ้� ผงึ้ หรอื นำ้� มะพร้าวอ่อน
พิธีกรรมเริ่มจากหมอแม่ทานอุ้มเด็กข้ึนไว้บนตักท่ามกลางญาต ิ ๆ ของเด็ก มีบิดามารดา...
แลว้ พดู กบั เดก็ ทารกใหเ้ ดก็ หญงิ มอี ารมณด์ ี แมจ่ ะกลา่ ววา่ “แมจ่ ะเบกิ ปากใหล้ กู แลว้ นะ แลว้ จะทำ� ใหล้ กู แม่
ดี เก่ง ฉลาด” โดยมหี มอแม่ทานขอหยบิ อุปกรณแ์ ละของใช้ในพธิ ีกรรมมาตามลำ� ดบั ดังนี้
๑. เขม็ หรอื ดอกเขม็ แตะทร่ี มิ ฝปี ากเดก็ แลว้ พดู วา่ ขอใหล้ กู แมพ่ ดู จาหลกั แหลมเหมอื นดอกเขม็
ท่มี ีความแหลมคม มีปฏญิ าณไหวพรบิ ดี
๒. เอาทองหรือเงินแตะที่ปากแล้วพูดว่า ขอให้ลูกแม่มีค�ำพูดที่มีค่ามีน�้ำหนักประดุจทอง
และเงนิ น้ี
๓. เอาดอกไมแ้ ตะทปี่ ากแลว้ พดู วา่ ขอใหล้ กู แมพ่ ดู จาไพเราะออ่ นหวานใครไดฟ้ งั นยิ มชมชอบ
ลูกของแม่
๔. เอาเงนิ เหรยี ญแตะทป่ี ากแลว้ พดู วา่ ขอใหล้ กู แมม่ คี ำ� พดู ทเ่ี ปน็ เงนิ ทองของมคี า่ ถา้ คา้ ขาย
ให้เงินทองไหลมาเทมาไดก้ ำ� ไรมาก ๆ
๕. เอาน้�ำผึ้งแตะที่ปากแล้วพูดว่า ขอให้ลูกแม่มีปากหวาน พูดแล้วเป็นประโยชน์ใครฟัง
ใครรัก เหมือนน�้ำผึง้ ท่มี ีรสหวานมีประโยชน์
๖. เอาน้�ำมะพร้าวแตะปากแล้วพูดว่า ขอให้ลูกแม่มีความบริสุทธ์ิ แล้วช้อนน�้ำมะพร้าว
ใส่ปากทารก เม่อื เสร็จพธิ ีแล้วหมอแม่ทานจะยกเดก็ ใหแ้ ม่ เพอ่ื ใหล้ ูกได้ดูดนมแม่เป็นรางวลั
266
๕. ความเช่อื เรื่องการตาย
พระสงฆส์ วดอภธิ รรม
เม่ือมีกายตายเกิดข้ึนในครอบครัวใด ก็จะมีการจัดงานศพอันเป็นประเพณีท่ีมีพิธีปฏิบัติสืบทอด
กันมายาวนาน งานศพเป็นงานที่แสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที และความอาลัยต่อผู้จากไป อันได้แก่
บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ ผู้เป็นที่รักและเคารพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความกลัวตามมาด้วย จึงต้องมีวิธี
ขบั ไลผ่ สี างปดั รงั ควาน เพราะกลวั วา่ จะมาอาละวาดหลอกหลอนลกู หลาน คนโบราณจงึ ตอ้ งมวี ธิ ปี ดั รงั ควาน
ด้วยพิธีตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
๕.๑ พิธีดอย ท�ำโดย เอาขมิ้น ดนิ เหนยี ว ต�ำเคลา้ ใหเ้ ข้ากนั แลว้ เอาน�ำ้ ร้อน นำ�้ เย็น น้ำ� มะพรา้ ว
มาผสม ทำ� พธิ ีอาบนำ�้ ใหผ้ ู้ตายโดยใช้น�ำ้ ๑๒ ขัน หรอื อ่างโอง่ โดยใหถ้ กู ต้องตามความเช่อื ทีว่ ่าคนเกิดจาก
ธาตดุ นิ นำ�้ ลม และไฟ จงึ นำ� เอาสง่ิ ตา่ ง ๆ ทก่ี ลา่ ววา่ เปน็ ประดจุ ธาตทุ งั้ ๔ เอานำ�้ ๑๒ อาบนำ้� ศพ หมายถงึ
เม่ือคนตายยังมีชีวิตอยู่ มีอายตนะภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ และอายตนะภายนอก คือ รูป
เสยี ง กล่นิ รส โผฏฐพั พะและอารมณ์ เพอื่ ใหผ้ ู้ตายกลบั มาเกิดใหม่ ใหม้ อี ายตนะภายในท่สี มบรู ณ์
พิธีอาบน้�ำศพ ท�ำขึ้นหลังจากพิธีดอยแล้วต่อจากน้ันใช้น้�ำ ๑๒ มาช�ำระศพให้สะอาด เช็ด
ใหแ้ หง้ ใชใ้ บมะนาว และขมิ้นเพ่อื กำ� จัดกลิ่นของศพ
พิธีมัด (ผูกตราสัง) ท�ำข้ึนโดยการให้ผู้ตายพนมมือ ดังน้ันในมือมีกรวยดอกไม้ ธูปเทียน
หมากพลูใส่ในมือผู้ตาย ใช้ด้ายดิบผูกกรองมือผูกกรองเท้าแล้วโยงไปผูกที่คอ ใช้ใบพลูปิดหน้าศพ มกี าร
มัดตราสังข์ ๓ เปราะ คือ คอ เท้า และมือ หมายถึงบ่วง ๓ ประการ คือ คอหมายถึงบุตร เท้าหมายถึง
ภรรยา และมือหมายถึงสมบัติ (เงินทอง) ไม่ต้องการให้ผู้ตายเป็นห่วง ดอกไม้ธูปเทียนในมือเป็นเครื่อง
สกั การะบูชาพระธาตุจฬุ ามณีเป็นท่ปี ระดิษฐานพระเกศาธาตขุ องพระพุทธเจ้า
267
๕.๒ การท�ำโลงใสศ่ พ โลงมกี ว้าง ๑ ศอก ยาว ๑ วา (ยาววาหนาศอก) ปากโลงผายกว่ากน้
เล็กน้อย ใช้ไม้รอด ๔ อัน หมายถึงธาตุ ๔ ตอกขวางไว้ในโลง แล้วเอาฟากไม้ไผ่ ๗ ซ่ีวางลงบนรอด
หมายถงึ พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ แลว้ เอากระดาษฟาง ปนู ขาว ใบชา ใสไ่ วก้ น้ โลงเพอื่ ดดู ซมึ นำ้� เหลอื ง นำ�้ หนอง
ไหลซมึ ใชห้ มอน เสอ่ื (สาด) รองศพ ยกศพใสโ่ ลงแลว้ ใชส้ ายสญิ จนผ์ กู ทขี่ อ้ มอื ผตู้ าย ผกู โยงบนฝาโลงศพ
และโยงกบั สายสญิ จนเ์ พอื่ พระสงฆใ์ ชพ้ จิ ารณา แลว้ ปดิ ฝาโลงศพใชก้ ระดาษปดิ ขอบโลงทงั้ ๔ ดา้ นยกขนึ้ ตงั้
โดยหนั ศีรษะศพไปทางทิศตะวนั ตกเพอื่ บ�ำเพญ็ กุศลตอ่ ไป ในพธิ ศี พมคี ติท่ถี ือปฏิบัตดิ งั นี้
๑) นมิ นตพ์ ระสงฆส์ วดอภธิ รรม ๓ วนั หรอื ๗ วนั บางคำ่� คนื จดั ใหพ้ ระธรรมเทศนากม็ ี
๒) วันเผาศพทางปักษ์ใต้ โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราชถือเอาวนั ข้นึ แรมเปน็ ส�ำคัญ คือ
ข้างขึ้นถือวันคี่ ข้างแรมถือวันคู่ ห้ามมิให้ท�ำการเผาศพ เช่นวันข้ึน ๑ ค�่ำ ๓ ค�่ำ ๕ ค่�ำเป็นต้น ถ้าเป็น
วันแรม ๒ ค่�ำ ๔ ค�่ำ ๖ ค�่ำเป็นต้น ไม่นิยมเผาศพ ถือว่าเป็น “วันผีหามคน” ถ้าจะเผาวันข้างขึ้นให้เผา
วนั ขนึ้ ๒ คำ�่ ๔ คำ�่ เปน็ ตน้ ถา้ เปน็ ขา้ งแรมใหเ้ ผา วนั แรม ๑ คำ่� ๓ คำ�่ เปน็ ตน้ เรยี กวา่ “วนั คนหามผ”ี
แมจ้ ะตรงกับวันพระหรือวันอาทติ ย์ วันศกุ ร์หรอื วนั ใด ๆ ก็ไมห่ ้าม (ไมเ่ หมอื นกับบางภาคซง่ึ ถือวา่ วันศุกร์
ไมเ่ ผาศพ)
๓) มกี ารสวดมาติกา (บงั สุกลุ ) นมิ นต์พระสงฆ์ตามจ�ำนวนท่ตี อ้ งการหรอื เท่าอายุผตู้ าย
๔) การยกศพออกจากบา้ นในสมยั กอ่ น ตอ้ งทำ� ประตพู รางเพอื่ ใหศ้ พ (ผตู้ าย) หรอื ผกี ลบั บา้ น
ไมถ่ กู หรือใช้ดินหมอ้ ทาหน้าลกู หลานเพ่อื มีให้ผจี ำ� หน้าได้
๕) มีพระสงฆ์น�ำทาง มีของน�ำทางถวายพระสงฆ์ เช่น เครื่องครัว มีกะปิ กระเทียม
หวั หอม พริกแห้ง พรกิ สด พรอ้ มกลว้ ยน�้ำวา้ ใสถ่ งั และของใช้ต่าง ๆ ดว้ ยเพื่อใหผ้ ูต้ ายนำ� ไปใช้ในปรโลก
๖) ข้าวบอก ให้ใช้ข้าวปากหม้อ ปลามีหัวมีหาง พร้อมสตางค์ใส่โถ หรือถ้วยน�ำไปสังเวย
เจา้ เปรว (ปา่ ช้า) อนั มชี อื่ วา่ ยายการี ตากาลา ใช้อฐั หรอื สตางค์ เป็นค่าซื้อทเ่ี ผาศพหรือฝังศพ
๗) เมอ่ื ถงึ ปา่ ชา้ (วดั ) มพี ธิ นี ำ� ศพเวยี นเมรุ (เชงิ ตะกอน) โดยมพี ระสงฆน์ ำ� เวยี นอตุ ราวรรต
(เวียนซ้าย) ๓ รอบแล้วน�ำศพต้ังบนที่เผา หันศีรษะศพไปทางทิศตะวันตก มีการนิมนต์พระแสดงธรรม
สวดมาติกา บังสุกุล และเชิญผู้อาวุโสทอดผ้าบังสุกุล นิมนต์พระสงฆ์ชักผ้าบังสุกุลบนโลงศพ และเชิญ
ผอู้ าวโุ สเปน็ ประธานในการประชุมเพลิง
๘) กอ่ นเผาจรงิ ลกู หลาน หรอื ญาตทิ ำ� พธิ ขี อขมาศพกอ่ นเผาจรงิ สว่ นการจดุ เพลงิ เผาจรงิ
เป็นหน้าทข่ี องสัปเหร่อ
๙) เจ้าบ้านนมิ นต์พระสงฆ์ ๕ รปู ๗ รปู ๙ รูป เจรญิ พระพุทธมนต์ท่บี า้ นของผตู้ ายในเวลา
๑๘.๐๐ - ๑๙.๐๐ น. ในวนั เผาศพนนั้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเชอื่ มนั่ ของผอู้ ยู่ ลกู ๆ หลาน ๆ เพอื่ ขบั เสนยี ดจญั ไร
ผชี ว่ั ร้าย
๑๐) รุ่งเช้าเวลา ๐๖.๐๐ น. มพี ิธดี บั ธาตุหรือหลบธาตุ
ทง้ั นสี้ ปั เหรอ่ จะเกบ็ อฐั มิ าวางบนภาชนะและจดั อฐั ใิ หเ้ ปน็ รปู คนเกบ็ อฐั บิ างสว่ นใสโ่ กศ ลกู ๆ
หลาน ๆ จะตอ้ งมผี า้ ขาวเพอื่ หอ่ อฐั แิ ละเถา้ อฐั พิ รอ้ มดอกมะลิ นำ�้ อบไทย รดลงบนอฐั ิ นำ� ปน่ิ โตพรอ้ มอาหาร
และผา้ ไตร ผา้ สบงทอดบนอฐั ิ เพอื่ พระสงฆจ์ ะไดพ้ จิ ารณาและถวายปน่ิ โตปจั จยั ตามสมควร และพระสงฆ์
อนโุ มทนากรวดนำ้� นำ� อฐั กิ ลบั บา้ นเพอ่ื กราบไหวบ้ ชู า และนำ� ไปบงั สกุ ลุ ในประเพณงี านเดอื น ๑๐ สว่ นเถา้ อฐั ิ
นำ� ไปลอยคงคาหรือลอยลงทะเล หรอื ฝังในวดั และปลกู ตน้ ไมไ้ ว้เปน็ อนุสรณ์
268
๕.๓ การท�ำบุญอุทิศส่วนกุศล ๗ วัน ๓ เดือน การท�ำบุญงานศพบางรายลูกหลานไม่พร้อม
ตอ้ งเกบ็ ศพเอาไว้ ๓ เดอื นหรอื ครบปหี รอื หลายปี จนกวา่ จะมคี วามพรอ้ ม แตเ่ มอื่ ถงึ วนั ครบรอบ ๗ วนั ๕๐ วนั
๑๐๐ วนั และครบรอบปกี จ็ ะรวมญาตไิ ปทำ� บญุ ทวี่ ดั ดว้ ยศพทย่ี งั ไมไ่ ดเ้ ผานำ� ไปไวท้ ว่ี ดั สมยั กอ่ น เราเรยี กวา่
“ป่าชา้ ” รอจนกว่าจะมีความพร้อมทจี่ ะเผาเกบ็ อฐั ใิ สโ่ กศหรอื โลงศพประกอบการฌาปนกิจ
ค�ำว่าปา่ ชา้ “ปา่ ” เป็นนาม หมายถงึ รกดว้ ยตน้ ไม้ต่าง ๆ ค�ำวา่ “ชา้ ” เป็นค�ำวเิ ศษณ์ หมายถึง
เวลานาน ไมเ่ ร็ว หรอื หยาบชว่ั เม่อื เอาสองคำ� มาตอ่ กนั มคี วามหมายวา่ เปน็ ทฝี่ งั ศพเผาศพ ในสมัยกอ่ น
อาจเป็นทีค่ ้างศพ คำ� วา่ ปา่ ชา้ จงึ มคี วามหมายตรงกบั คำ� เฉลยปรศิ นาธรรมทวี่ า่ ผตู้ ายไปสปู่ า่ นแี้ ลว้ ยากทจ่ี ะ
กลบั มาเกดิ เป็นมนษุ ย์ ฉะนัน้ อยา่ เพง่ิ กอ่ น ช้าก่อน ควรรีบบ�ำเพ็ญความดี อย่างน้อยมศี ีลห้าเปน็ ประจำ�
เพราะวา่ ปา่ นเี้ ปน็ ปา่ ทไี่ มป่ ระณตี มแี ตเ่ ลวทราม ดงั นน้ั จงึ พยายามจดั การบำ� เพญ็ บญุ รวมทงั้ อทุ ศิ ใหผ้ ตู้ าย
บ่อย ๆ ด้วยการท�ำบุญหลังจากเก็บศพหรือเผาศพแล้ว โดยอาศัยหลักของพระพุทธศาสนาคือ ศีล สมาธิ
ปญั ญา เพอื่ อทุ ศิ ใหผ้ ตู้ ายและเพอื่ ผทู้ ยี่ งั มชี วี ติ จะไดม้ เี สบยี งไปสปู่ รโลกทด่ี ี อยา่ งนอ้ ยกจ็ ะไดเ้ กดิ เปน็ มนษุ ย์
ท่สี มบูรณ์ ถา้ มีบญุ บารมกี ็สามารถขา้ มวัฏสงสาร จนกวา่ เข้าสปู่ รนิ พิ พานในอนาคตกาล
การจัดพิธีบ�ำเพ็ญกุศลศพในปัจจุบัน โดยเฉพาะในตัวเมืองนิยมท�ำพิธีในวัด เพราะวัดมีบริการให้ความสะดวกเกี่ยวกับ
งานพิธสี มบูรณก์ ว่าสมัยโบราณ
269
๖. วฒั นธรรมการแสดงมโนหร์ า
การแสดงมโนหร์ า
๖.๑ การแสดงรนุ่ เก่า (มโนหร์ า หนังตะลุง กาหลอ เพลงบอก)
มโนหร์ า (มโนราห์หรือโนรา) เป็นมหรสพพ้ืนบ้านของชาวนครศรีธรรมราช แต่เดิมใช้ผู้ร�ำ
ผู้แสดงเป็นชายล้วนจัดแสดงกลางแจ้ง สมัยต่อมาจัดแสดงภายในโรงแบบไม่ยกพ้ืน หลังคามุงจาก และ
พฒั นาปรับเปลย่ี นเป็นโรงยกพื้น ตกแต่งฉากด้วยภาพเขียน ท�ำใหบ้ รรยากาศการแสดงดีข้นึ เป็นล�ำดับ
คำ� วา่ “มโนหร์ า” แปลตามศพั ท์ คอื “มน” แปลวา่ ใจ “หร” ภาษาบาลแี ปลวา่ นำ� ออก เมอ่ื เอา
สองศัพท์มาสนธิกันเป็น “มโนห์รา” หมายถึงเม่ือนางมโนราห์หนีไป ท�ำให้ใจของพระสุธนเศร้าหมอง
(ออก) เครือ่ งหมายทณั ฑฆาตบนตวั ห ท�ำให้ไม่ตอ้ งออกเสยี ง ชาวนครจงึ นิยมเรียกสน้ั ๆ ว่า “โนรา”
มโนห์ราแต่เดิมนิยมเล่นเรื่องพระสุธนมโนห์รา โดยเฉพาะตอนพรานบุญจับนางมโนห์รา
พรานบญุ เปน็ ตวั ตน้ เรอ่ื งทเี่ ขา้ ปา่ จบั นางมโนหร์ ามาถวายพระสธุ น พรานบญุ จงึ เปน็ ตวั ตลกเอกทมี่ กี ารแสดง
หรือการร้องท่ีสนุกสนาน พร้อมท้ังเสียงดนตรีและลูกคู่ ส่วนตัวพระตัวนางก็มีลีลาการร�ำที่ได้พัฒนา
รูปแบบและลีลามาหลายสมยั จนถงึ ยคุ ปจั จุบนั
แต่เดมิ ผ้รู า่ ยร�ำเป็นผ้ชู ายลว้ น ไมว่ า่ จะเปน็ ตวั นายโรงหรอื มโนราหใ์ หญห่ รอื ตวั ชโู รง (ยนื โรง
๑ ตวั ) นางหรอื นางรำ� (เปน็ ชาย) ๑ ตวั และตัวตลกหรอื พราน ๑ ตวั เรียกว่า “ชาตรี” อันทจ่ี ริงนา่ จะ
เป็น “ชายตร”ี คือชายสามคน เมอ่ื มหรสพน้แี พรห่ ลายสู่ภาคกลางจงึ เรยี กวา่ ละครชาตรี อนั ทจี่ รงิ นา่ จะ
เรียกว่าละครชาตรี หมายถึงการแสดงด้วยชายสามคน ค�ำว่า “ละคร” แต่เดิมเคยใช้เรียกช่ือเมือง
นครศรีธรรมราชว่า “เมืองละคร” ต่อมามีการน�ำเร่ืองพระสุธนมโนห์รามาเล่นเป็นแบบใหม่ เกิดมีการ
ปรบั แตง่ เครอื่ งแตง่ กายและคดิ ทา่ รำ� ใหส้ อดคลอ้ งกบั ลลี าของตวั ละคร คอื นางกนิ นรซี ง่ึ เปน็ ตวั นางของเรอ่ื ง
พระสธุ นมโนหร์ า ตรงกบั ภาษาบาลวี า่ “กนึ ร” แปลวา่ คนกง่ึ นก หมายถงึ นางมโนหร์ า ซง่ึ มที อ่ นบนเปน็ คน
ทอ่ นล่างเป็นนก ท่ีชาวนครเรยี กอกี ชื่อวา่ “นางขีห้ นอน”
270
เครื่องแต่งกายมโนหร์ า
มโนหร์ าคณะหนงึ่ จ�ำนวน ๑๔ - ๒๐ คน ในอดีตมีตัวน�ำ ๓ ตัว คอื นายโรงหรอื โนราใหญ่
หรอื ตวั ยนื เรอ่ื ง ๑ ตวั นางรำ� ๑ ตัว ตัวตลกหรือนายพราน ๑ ตวั (แตเ่ ดิมนางร�ำเปน็ ผูช้ าย) นักดนตรี
หรือลูกคู่มีจ�ำนวน ๕ - ๗ คน หมอไสยศาสตร์ประจ�ำโรง ๑ คน มีนางร�ำรุ่นจิ๋ว (เรียกว่าหัวจุกโนรา)
ไมจ่ �ำกดั จ�ำนวนมากขึ้น
ภายในหอ้ งแตง่ ตวั มโี ตะ๊ ๑ ตวั ใชว้ างเทรดิ หนา้ พรานหมอ้ นำ้� มนต์ แขวนผา้ ยนั ต์ พรอ้ มหมาก
พลู ธูป เทียน โรงแสดง เดิมนิยมปลูกโรงบนพ้ืนดิน ต่อมายกพ้ืนสูงขึ้น พร้อมฉากวาดภาพมีสีสวยสด
เพื่อสร้างบรรยากาศใหผ้ ู้ชม
เครื่องแตง่ กายมโนห์รา ประกอบด้วย
๑. เทรดิ เปน็ เคร่อื งประดบั ศีรษะรปู คลา้ ยมงกุฎหรอื ชฎา
๒. เคร่ืองลกู ปัด เป็นเคร่อื งประดับลำ� ตวั ท่อนบนแทนเสอ้ื ปัจจุบนั นิยมสวมเครอ่ื งลกู ปัด
ทบั เส้ือ เคร่ืองลูกปดั มี ๕ ชิ้น ได้แก่
- บ่าสวมทับบนบ่าซ้าย และบา่ ขวา ๒ ช้นิ
- ปิง้ คอหอ้ ยคอหนา้ หลงั ๒ ชนิ้
- พานอกใช้พันรอบตวั ระดบั อก ๑ ชิน้
๓. ปีกเหน่ง เปน็ แผน่ เงนิ สวมติดสงั วาลระดบั เอวดา้ นซ้ายและขวา
271
๔. ทับทรวง เป็นเครื่องประดับสวมห้อยไว้ตรงทรวงอก ท�ำด้วยแผ่นเงินรูปคล้ายขนม
เปียกปูน สลักลวดลายและฝงั เพชรพลอย
๕. หางหงส์ เป็นเขาควายเปน็ รูปคล้ายปกี นก ๑ คู่ ซา้ ยขวาประกบกนั
๖. สนับเพลา เปน็ ส�ำหรับสวมแล้วนงุ่ ผา้ ทับ
๗. ผา้ นงุ่ เปน็ ผา้ ขาวสเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ นงุ่ ทบั ชาย แลว้ รง้ั ไปเหนบ็ ไวข้ า้ งหลงั ปลอ่ ยชายหอ้ ยลง
เช่นเดียวกบั หางกระเบน เรียกปลายชายท่ีพบั แลว้ หอ้ ยลงวา่ “หางหงส”์
๘. หน้าผา้ เปน็ ผ้า ๓ แถบ ร้อยลูกปัดทาบเปน็ ลวดลาย
๙. ผา้ หอ้ ย เปน็ ผ้าสตี ่าง ๆ คาดห้อยรอบสะเอว
๑๐. กำ� ไล เปน็ เครอ่ื งประดบั ตน้ แขนและปลายแขน
๑๑. ก�ำไล ข้อมอื สวมข้างละ ๕ - ๑๐ วงซอ้ นกนั
๑๒. เล็บ สวมนิ้วมือ ๆ ละ ๔ น้ิว (ยกเวน้ นวิ้ หัวแมม่ ือ)
๑๓. หน้าพราน เป็นหนา้ กากของผแู้ สดงเปน็ พราน หนา้ กากนท้ี าสีแดง
ท่าร�ำมโนห์รา ประกอบด้วย
๑. ท่าเทพพนม
๒. ทา่ พรหมเหาะ
๓. ท่าเขาควาย
๔. ทา่ ชชู าย
๕. ท่าชูพวงมาลัย
๖. ทา่ พวงมาลัย
๗. ท่ารอ้ ยมาลัย
๘. ท่าโคมเวียน
๙. ท่าเพยี งไหล่
๑๐. ท่ายูงฟ้อนหาง
๑๑. ท่าชูสงู เสมอหน้า
๑๒. ท่าเลียบถ้ำ�
ยังมีท่าร�ำของแต่ละคณะ หรือสายตระกูลแตกต่างออกไปบ้าง เช่น ท่าร�ำของมโนห์รา
ยก ชบู วั ศิลปินแห่งชาติ ประกอบดว้ ย
๑. ทา่ แม่ลาย (ท่าแม่ลายกนก)
๒. ท่าราหูจับจนั ทร์ (ทา่ เขาควาย)
๓. ทา่ กินนร (ท่าขห้ี นอน)
๔. ทา่ จบั ระบ�ำ
๕. ทา่ ลงฉาก
๖. ทา่ ฉากนอ้ ย
๗. ท่าผาลา (ทา่ ผาหลง)
๘. ทา่ บัวตูม
272
๙. ท่าบัวบาน
๑๐. ท่าบัวคล่ี
๑๑. ทา่ บวั แย้ม
๑๒. ทา่ แมงมมุ ชักใย
เครื่องดนตรปี ระกอบการแสดง
เครอ่ื งดนตรีมโนหร์ าสว่ นใหญ่เป็นเครอื่ งตใี หจ้ งั หวะ ไดแ้ ก่
๑. ทบั (โทน) เปน็ เครอื่ งดนตรที ส่ี ำ� คญั ทส่ี ดุ ทำ� หนา้ ทค่ี มุ จงั หวะและเปน็ ตวั นำ� ในการเปลย่ี น
จงั หวะ ทำ� นอง มลี กั ษณะเปน็ ทบั คู่ แต่ใช้คนตีเพียงคนเดยี ว
๒. กลอง เป็นกลองทัดขนาดเล็ก (โตกว่ากลองหนังตะลุง) ท�ำหน้าท่ีเสริมจังหวะและ
ลอ้ เสยี งทบั
๓. ปี่ เปน็ เคร่ืองเป่าเสียง ๑ เลาแตล่ ะวง
๔. โหม่ง เป็นฆอ้ งคู่ มีเสยี งแหลมและเสยี งทุ้ม
๕. ฉิง่ เปน็ เครื่องตี เสรมิ แตง่ และเน้นจงั หวะ
๖. กรับ (แตระหรือแกระ) เป็นเคร่ืองให้จังหวะมีทั้งกรับอันเดียว ซึ่งใช้ตีกระทบกัน และ
กรับคู่ซง่ึ ร้อยเป็นพวง (เรยี กว่า “กรับพวง”)
๗. ซออู้ เป็นเครื่องบรรเลงเพลง
๘. ซอดว้ ง เปน็ เคร่อื งบรรเลงเพลง
สว่ นหน่ึงของเคร่ืองดนตรปี ระกอบการแสดงมโนห์รา
273
หนงั ตะลุง
การแสดงหนงั ตะลุงยงั เปน็ ทน่ี ยิ มของชาวปักษ์ใต้ทา่ มกลางกระแสส่อื สมยั ใหม่ท่ถี าโถมเขา้ มา
หนงั ตะลงุ เปน็ การแสดงศลิ ปะพน้ื บา้ นประเภทเลา่ เรอื่ งดว้ ยการเชดิ รปู เลน่ เงา มบี ทเจรจา
มีบทประพันธ์ (กลอน) และแสดงออกท่าทางประกอบด้วยการใช้ตัวหนังแทนคนจริง ๆ ตัวหนังท�ำด้วย
หนังสัตว์ ได้แก่ หนังวัว หนังควาย ผู้แสดงท่ีส�ำคัญคือนายหนัง (คนเชิดรูปหนัง) สามารถเชิดและ
ออกเสียงตวั ละครทกุ ตัวดว้ ยนำ�้ เสียงไม่ซ้�ำกนั
หนงั ตะลงุ มีองคป์ ระกอบดงั นี้
๑. คณะหนัง แต่ละคณะประกอบด้วยนายหนังท�ำหน้าที่ร้องกลอน บรรยาย เจรจา และ
เชิดรปู หนัง มหี มอประจ�ำโรงหนัง ๑ คนทำ� หน้าทีเ่ ป็นหมอไสยศาสตรป์ ระจ�ำคณะ มลี กู คู่ ๕ คนทำ� หนา้ ที่
บรรเลงเพลงประกอบการแสดง
๒. เครอ่ื งดนตรี
ทบั ๑ คู่ ส�ำหรับคุมจังหวะและทำ� นอง โหมง่ ๑ คู่ สำ� หรบั ประกอบเสยี งรอ้ งกลอน
กลอง ๑ คู่ สำ� หรับขัดจงั หวะทับ ฉง่ิ ๑ คู่ ส�ำหรับขัดจังหวะโหม่ง
ป่ี ๑ เลา สำ� หรบั เดนิ ทำ� นอง ซออู้ ซอด้วง สำ� หรับเดนิ ทำ� นองเช่นเดียวกับป่ี
๓. โรงหนัง เป็นโรงชั่วคราว พื้นสูงเลยศีรษะ มีเสา ๔ เสา หลังคา (แบบเพิงหมาแหงน)
ปพู นื้ โรงดา้ นหนา้ ตำ�่ กวา่ ดา้ นหลงั ดา้ นหนา้ มจี อผา้ สขี าวขงึ ใหต้ งึ ดา้ นหลงั กนั้ ดว้ ยทางมะพรา้ ว โรงดา้ นบน
มมุ จอ ๒ มมุ มผี า้ ยนั ตแ์ ขวน ขา้ งลา่ งมหี ยวกกลว้ ย (ตน้ กลว้ ย) สำ� หรบั นายหนงั ปกั รปู ตวั หนงั ทใ่ี ชแ้ สดง
แขวนตะเกียงเจา้ พายไุ วต้ รงกลางจอ ห่างจากโตะ๊ ประมาณ ๒ ฟตุ และเสมอหนา้ อกนายหนัง ด้านหลงั
ตะเกียงเจ้าพายุมีกระดาษปิดเพื่อกันแสงเข้าตานายหนัง มุมโรงทางขวามือของนายหนังต้ังหม้อน�้ำมนต์
๑ หม้อ และเครอ่ื งเบิกโรงประกอบด้วยหมาก พลู ธูป เทยี น และราดโรง (เงิน)
๔. รูปหนัง ใช้แสดงเป็นตัวละคร รูปหนังครบชุดมีราว ๑๕๐ - ๒๐๐ รูป รูปหนังส�ำคัญ
ได้แก่ ฤาษี พระอิศวร รูปหน้าบท เจ้าเมือง พระเอก นางเอก พระรอง นางรอง ยักษ์ พระอินทร์
เทวดา เทพธดิ า ตวั ตลก และภาพประกอบอนื่ ๆ การเกบ็ รปู หนงั เกบ็ ลงในแผงหนงั สานดว้ ยไมไ้ ผล่ ายลกู แกว้
มี ๒ แผง และมไี มห้ นบี ๒ คู่ พรอ้ มกบั ไมค้ อน (หาบ) วธิ เี กบ็ รปู หนงั นำ� แผงหนงั แผงแรกหงายขึน้ แล้วน�ำ
รปู หนงั ตวั ตลกทหี่ นา ๆ จดั วางไวข้ า้ งลา่ ง ตามดว้ ยรปู ยกั ษ์ รปู พระ รปู นาง รปู พระอศิ วร รปู ฤาษี ใชแ้ ผงหนงั
แผงทสี่ องประกบทบั ลงไปใชไ้ มท้ ง้ั ๒ คู่ คบี ขวาคบี ซา้ ยใหห้ า่ งกนั พอดี แลว้ ใชไ้ มก้ ระดานสอดเชอื กสำ� หรบั
คอน (หาบ)
๕. เรอื่ งทแ่ี สดง นยิ มเลน่ เรอ่ื งจกั ร ๆ วงศ ์ ๆ หรอื นทิ านประโลมโลกจากวรรณคดี หรอื นทิ าน
ชาดก แทรกดว้ ยอภนิ หิ ารเหาะเหนิ เดนิ อากาศ สามารถชบุ ชวี ติ ได้ ปจั จบุ นั มกี ารใชน้ ยิ ายปจั จบุ นั มาแสดง
274
กาหลอ
วงกาหลอ
กาหลอ เปน็ ดนตรพี นื้ เมอื งประเภทเครอื่ งประโคม ไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากวฒั นธรรมอนิ เดยี ใต้
และมลายูก่อนพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ สมัยก่อนนิยมประโคมงานบวช งานสงกรานต์ และงานศพ แต่มา
ในสมัยปัจจุบันนิยมใช้เฉพาะงานศพ ซึ่งเช่ือกันว่าเป็นการน้อมวิญญาณผู้ตายมาสักการะพระอิศวรหรือ
พระกาล และเปน็ เครอ่ื งสอ่ื สารสง่ ขา่ วการตายแกญ่ าตมิ ติ ร ตอ่ มาเม่ือราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ชาวมลายู
ไดใ้ ชก้ าหลอเล่นในงานศพเปน็ ส่วนใหญ่ (ใชค้ มุ งาน)
กาหลอมอี งค์ประกอบดงั นี้
๑. ผู้ประโคมดนตรี ๔ คน คือ หัวหน้าคณะ เป็นผู้เป่าปี่ (เรียกว่านายโรงหรือนายปี่)
ลูกคณะ ๓ คน ท�ำหน้าท่ีตีกลองทน ๒ คน (เรียกว่านายทน) ตีฆ้อง ๑ คน (เรียกว่านายฆ้อง) บางคณะ
มีคนเป่าปี่เพิ่มอกี ๑ คน (เรียกวา่ นายป่รี อง)
๒. เครื่องดนตรี ประกอบดว้ ย ปี่ กลองทน และฆ้อง
๓. เพลงกาหลอ มี ๗ - ๒๒ เพลง คณะกาหลอใช้การบรรเลงล้วน ๆ ไม่มีการขับร้อง แต่มี
ปกี่ าหลอทำ� หน้าทแี่ ทนคนขบั รอ้ งใชป้ ี่เป่าเลียนเสียงพดู ใหเ้ ขา้ กับจังหวะและทำ� นอง
๔. โรงกาหลอต้องสรา้ งใหห้ ันหนา้ ไปทางทิศตะวันตก
๕. เครอื่ งประกอบพิธี ใชท้ ี่ ๑๒ หรอื ขา้ ว ๑๒ คืออาหารคาว หวานและผลไม้ ๑๒ อยา่ ง
ไม่ซ�้ำกัน ใช้ส�ำหรับบูชาครู ๑ ส�ำรับ มีย�ำหยวก ย�ำหัวปลี ข้าว แกง เหล้า น้�ำ ขนม ขา้ วเหนยี ว ผลไม้
และอื่น ๆ ต้องจัด ๒ คร้ัง คือตอนเบิกโรง (เม่ือคณะกาหลอมาถึงโรงฆ้องเพื่อท�ำพิธีไหว้ครูหมอ) และ
ตอนคณะลาโรง (เมื่อคณะกาหลอออกไปจากโรงฆอ้ งเพ่อื ไปแห่ศพ)
๖. เครอ่ื งราด มี ๑๒ อย่างประกอบดว้ ย เงนิ หมาก ดา้ ยดบิ ขา้ วสาร และเทยี น ใสร่ วม
กนั ในกระสอบราดซง่ึ เปน็ ภาชนะทำ� ด้วยกระจดู รูปทรงกระสอบขนาดเลก็ พับปากออกนอก
๗. การประกอบพิธี เจ้าภาพต้องเตรียมผ้าขาวส�ำหรับขึงเป็นเพดาน ๑ ผืน หมอน ๑ ใบ
ผา้ ขาวปทู ่คี รู ส�ำหรับวางข้าวสิบสอง หมากใสเ่ พดานบน ๙ คำ� และดอกไม้ ๓ ดอก แปง้ นำ�้ หอม น้�ำมนั
ส�ำหรับใหค้ รหู มอแต่งตัวเมื่อกนิ เครอื่ งเซน่ แล้วเสรจ็
275
เพลงบอก
วงเพลงบอก
เพลงบอก เปน็ เพลงพน้ื บา้ นนยิ มเลน่ แพรห่ ลายทสี่ ดุ ในจงั หวดั นครศรธี รรมราช ใชเ้ ลน่ ทงั้ งาน
มงคลและอวมงคล งานสงกรานต์ และงานศพ เป็นต้น เน้ือหาการร้องเพลงบอกแสดงถึงบทกลอน
โดยมฉี นั ทลกั ษณข์ องทำ� นองเพลงบอก เนอ้ื หาเกยี่ วกบั งานนน้ั ๆ โดยใชโ้ วหารแบบปฏภิ าณกวีเปน็ หลัก
ในอดตี ไมม่ ปี ฏทิ นิ บอกสงกรานต์ อนั เปน็ เรอื่ งความเชอื่ ทางโหราศาสตรท์ บ่ี อกถงึ วนั สงกรานต์
ชอื่ นางสงกรานต์ การใหน้ ำ�้ ของนาค การตกของฝน และวนั มงคล วนั โลกาวนิ าศ เปน็ ตน้ แมเ่ พลงบอกจะนำ�
รายละเอียดของค�ำพยากรณ์ทางโหราศาสตร์มาแสดงให้ชาวบ้านฟังตามบ้านเรือนท่ีเดินทางไปพร้อมกับ
คณะ จะตกในวนั สงกรานตห์ รอื วนั วา่ งซง่ึ อยรู่ ะหวา่ งวนั สง่ เจา้ เมอื งเกา่ และวนั รบั เจา้ เมอื งใหม่ เจา้ ของบา้ น
รธู้ รรมเนยี มปฏบิ ตั จิ ะจดั อาหารขนมไวต้ อ้ นรบั พรอ้ มตบรางวลั ตามความเหมาะสม เปน็ เงนิ ในอดตี ๑ - ๕ บาท
คณะเพลงบอกประกอบดว้ ย ผนู้ ำ� ๑ คน เรยี กวา่ แมเ่ พลง ลกู คไู่ มเ่ กนิ ๕ คน เครอื่ งดนตรี
ประกอบจะใช้ ฉงิ่ ๑ คู่ ตใี หจ้ งั หวะ ขณะทแี่ มเ่ พลงรอ้ งลกู คทู่ กุ คนชว่ ยกนั รบั พรอ้ มๆกนั ตามหลกั ของกลอน
เพลงบอก สว่ นวิธีการร้องเมื่อคณะถึงหน้าบ้านแม่เพลง จะร้องกล่าวสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยและอ้าง
สงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธข์ิ องบรเิ วณนนั้ เพอ่ื เปน็ สริ มิ งคลแกค่ ณะเพลงบอกดว้ ยความออ่ นนอ้ ม ตอ่ จากนนั้ กจ็ ะกลา่ วถงึ
เน้อื เรือ่ งที่จะบอกกลา่ ว ตัวอยา่ ง สิบนิว้ ประหนม ผมบังคมสิโรตม์ ลูกคู่รับ, วา่ เอ วา เห บังคมสิโรตม ์
ถา้ แม่เพลงว่าซ้ำ� ลกู ครู่ บั วา่ ทอยจา๋ …จ๋าเอยสโิ รตม์ ขอประทานโทษ เจา้ เคหา ลูกคู่ทม่ี ารับบทให้ทว่ั กนั ,
ลกู ครู่ บั รบั บทใหท้ ว่ั กนั มอื อยา่ นง่ิ ตฉี งิ่ ฉบั วา่ เอวา่ เหตฉี งิ่ ฉบั ฟงั เถดิ ครบั เพลงบอกไทย ผมตง้ั ใจมาอวยพร
เสรจ็ แลว้ ลาจร ผนั …..ลกู ค่รู บั ……ผนั
บางงานเปน็ งานใหญม่ ผี หู้ ลกั ผใู้ หญม่ าฟงั จะมกี ารจดั ใหม้ กี ารประชนั เพลงบอก เคยมปี รากฏ
มาแลว้ ในอดีต เช่น เพลงบอกปานกับเพลงบอกรอด เม่ือประมาณหลาย ๑๐๐ ปีมาแล้ว แม้ผู้ประชัน
ไดเ้ สยี ชวี ติ ไปแลว้ แตย่ งั มผี จู้ ดจำ� มาขบั ในสมยั ปจั จบุ นั ดงั นน้ั แมเ่ พลงบอกจงึ ตอ้ งเปน็ ผทู้ มี่ คี วามรู้ มปี ฏญิ าณ
โวหาร และไหวพรบิ ในการนำ� เสนอ
การเลน่ เพลงบอกเปน็ การละเลน่ ทช่ี าวนครในอดตี นยิ มฟงั พระรตั นธชั มนุ ี (มว่ ง รตนธโช)
อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์วรวิหาร ให้ความสนใจ เคยประพันธ์เพลงบอกเร่ืองศาลาประดู่หก (สัจจศาลา)
ไว้ในหนังสอื อนุสรณ์วดั ทา่ โพธ์ิ จนกลายเปน็ ต้นแบบกลอนเพลงบอกปัจจุบนั
276
ลเิ ก
การแสดงลิเกเร่มิ มใี นตัวเมืองนครศรธี รรมราชเม่อื ประมาณ ๗๐ ปมี าแลว้
ภาพ https://pantip.com/topic/34659852
๖.๒ การแสดงรนุ่ กลาง (ลเิ ก รำ� วง ภาพยนตร์ หนงั กลางแปลง)
ลเิ ก เปน็ การแสดงชนดิ หนง่ึ ซง่ึ มที มี่ าจากชาวมลายู เรยี กยเี่ กกม็ ี ลกั ษณะการแสดงคลา้ ยกบั
ในพนื้ ทส่ี ามจงั หวดั ชายแดนภาคใตซ้ ง่ึ เรยี กวา่ “ลเิ กฮรู ”ู เรม่ิ การแสดงโดยมผี แู้ ตง่ กายชดุ แขก เรยี กวา่ การ
“ออกแขก” เพ่ือบอกเรอ่ื งราวการแสดงแก่ผูช้ ม
อย่างไรก็ดี ลิเกในเมืองนครศรีธรรมราชเม่ือ ๗๐ ปีท่ีผ่านมา เป็นคณะลิเกจากภาคกลาง
มาจัดการแสดงอยู่บริเวณตลาดท่าม้า เจ้าของคณะเป็นผู้หญิงซ่ึงชอบการแสดงลิเกมากช่ือแม่เผือก ลิเก
คณะน้ีผู้แสดงเป็นพระเอก มีนายแลและนายทองใบซ่ึงเป็นชาวอยุธยา ส่วนนางเอกมีหลายคนด้วยกัน
โดยมโี รงลเิ กอยทู่ ถี่ นนอศั วรกั ษ์ ๑ ซง่ึ เปน็ ทขี่ องนางสมปอง (ตอ่ มาจงึ เรยี กขานถนนนว้ี า่ ตรอกลเิ ก) นางเอก
ลิเกที่มาแสดงในเมืองมักจะได้สามีเป็นชาวนคร ต่อมาคณะลิเกก็หมดความนิยมไป ผู้แสดงทั้งพระเอก
และนางเอกได้สามแี ละภรรยา แตไ่ ม่มผี ู้สืบทอดวงป่พี าทย์ และเครอ่ื งประกอบการแสดง จงึ แปรเปลีย่ น
มาเปน็ เครือ่ งปพี่ าทยป์ ระโคมในงานศพและงานมงคลแทน
277
รำ� วง
รำ� วงเวยี นครกซึง่ เปน็ ทีน่ ิยมของชาวบา้ น
ร�ำวง เป็นการร�ำโดยมีผู้เล่นจับคู่ร�ำตามกันไปเป็นวง แต่เดิมใช้โทนและการปรบมือเพ่ือ
ใหจ้ งั หวะ เรยี กวา่ “รำ� โทน” ในเวลาตอ่ มามกี ารเพมิ่ ดนตรปี ระกอบดว้ ย ชว่ ยใหก้ ารรำ� มคี วามสนกุ ครกึ ครน้ื
ยิ่งขนึ้
ในอดีตเมืองนครศรีธรรมราชมีคณะแสดงร�ำวงหลายคณะ หัวหน้าคณะผู้เป็นเจ้าของ
มกั คดั สรรนางรำ� สาว ๆ ทชี่ อบการแสดงลกั ษณะน้ี สว่ นใหญม่ อี ายปุ ระมาณ ๒๐ - ๓๕ ปี มคี วามสามารถ
ในการร�ำได้ทุกจังหวะของเพลง คณะหน่ึงจะมีประมาณ ๒๐ - ๓๐ คน เมื่อเปิดการแสดงนางร�ำจะนั่ง
ตามลำ� ดบั เบอรท์ ห่ี นา้ อกเสอื้ เพอื่ ใหห้ นมุ่ ๆ ผมู้ คี วามชอบจะซอื้ ตว๋ั แลว้ นำ� ตว๋ั ไปมอบใหน้ างรำ� เมอื่ ออกมารำ�
ในเวลาทีก่ ำ� หนดให้รอบหนึ่งประมาณ ๒ นาที คา่ ต๋วั ใบละ ๑ บ าท การส้นิ สดุ ของแต่ละรอบจะข้นึ อยกู่ บั
เสียงนกหวีดท่ีเป่าให้สัญญาณ คืนหน่ึงนางร�ำสวย ๆ จะได้ต๋ัวเป็นร้อย ข้ึนอยู่กับหัวหน้าคณะจะคิดเงิน
ใหต้ ามจ�ำนวนท่อี อกรอบ ถ้าออกรอบได้มากจะไดเ้ งนิ มาก
โรงรำ� วงของตวั เมอื งนครศรธี รรมราชมหี ลายแหง่ ทมี่ ผี นู้ ยิ มมากคอื บรเิ วณหอการคา้ หลงั สถานี
รถไฟ ระยะหลงั ๆ มกั มีการทบุ ตี ยงิ และระเบดิ กนั อยบู่ อ่ ย เน่อื งจากความไม่พอใจของแขกผ้ชู ายท่แี ย่ง
นางรำ� กนั บางครง้ั ทางราชการตอ้ งยกเลกิ ใบอนญุ าต การรำ� วงของเมอื งนครศรธี รรมราชหมดไปประมาณ
๓๐ ปี เพราะมกี ารเปดิ รา้ นอาหาร บาร์ และมีการแสดงเตน้ รำ� ตามคลับบาร์เขา้ มาแทนที่
อยา่ งไรกด็ ี ยงั มรี ำ� วงอกี แบบหนง่ึ ซง่ึ เปน็ ทนี่ ยิ มมาตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๔๘๐ คอื “รำ� วงเวยี นครก”
ซ่ึงจัดบนลานกว้าง มีการวางครกตำ� ข้าวไวก้ ลางลาน ผรู้ ำ� ไมจ่ �ำกัดวา่ เป็นผูห้ ญิงหรอื ผู้ชาย เด็กเลก็ เด็กโต
ต่างก็เข้าร่วมร�ำได้เมื่อมีเสียงเพลง การร�ำวงเวียนครกเป็นท่ีนิยมของชาวบ้าน ครั้งหนึ่งเคยมีการจัดการ
ร�ำวงเวียนครก ณ บริเวณศาลา ๑๐๐ ปี ที่วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในราว พ.ศ. ๒๕๕๐
ทำ� ใหก้ ารรำ� วงแบบน้ีฟน้ื คืนชพี มาอีกครัง้
278
ภาพยนตร์
โรงภาพยนตรโ์ รงทีส่ องของเมืองนคร (ชอ่ื วกิ เริงรมย์, วกิ นครชยั , วิกล่าง, วิกคิงส์) ต้งั อยทู่ ี่ถนนยมราช
ขอ้ มลู ภาพจากนางมณรี ตั น์ นายวรี ภทั ร สวุ รรณภมู /ิ นางเออื้ มพร ไชยมตุ ิ นายสายณั ห์ ยรรยงนเิ วศ (ปอ๋ ง โฟโต)้
http://www.gotonakhon.com/?p=17752
ภาพยนตร์ เปน็ การฉายภาพดว้ ยเครอื่ งยนตเ์ พอื่ ใหเ้ หน็ เปน็ ภาพเคลอ่ื นไหวได้ ในอำ� เภอเมอื ง
นครศรีธรรมราชเริ่มมีโรงภาพยนตร์เม่ือประมาณ ๗๐ ปีท่ีผ่านมา มีโรงภาพยนตร์ ๒ โรง (นิยมเรียกว่า
“วกิ หนงั ”) ตง้ั อยทู่ ถี่ นนยมราช ตรงขา้ มกบั สถานรี ถไฟชอ่ื วา่ “นครภาพยนตร”์ ชาวบา้ นนยิ มเรยี ก “วกิ บน”
สว่ นอีกโรงหน่ึงตัง้ อยทู่ ี่ถนนยมราชเชน่ กนั ชอื่ ว่า “ธรรมราชภาพยนตร”์ (ใกล้ส�ำนักงานธนาคารออมสิน
สาขานครศรีธรรมราชปัจจุบัน) ชาวบ้านนิยมเรียก “วิกล่าง” โรงภาพยนตร์ทั้งสองได้รับความนิยมมาก
โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งหรือภาพยนตรไ์ ทยที่มดี ารายอดนยิ ม คา่ ชมเม่ือ ๖๐ ปที ผี่ า่ นมา ชั้นท่ี ๑ ราคา
๑๐ บาท ชน้ั ท่ี ๒ ราคา ๕ บาท ช้นั ที่ ๓ ราคา ๒ - ๓ บาท
ภาพยนตร์ในอดีตไม่มีเสียงในฟิล์ม ต้องใช้วิธีพากย์สดโดยนักพากย์ที่มีความสามารถ
มีทั้งนักพากย์เดี่ยว แต่ท�ำเสียงผู้หญิงได้ด้วย เช่น ชัยเจริญ ดวงพัตรา เป็นนักพากย์ชั้นครูซ่ึงพากย์ทั้ง
ภาพยนตรฝ์ รงั่ และภาพยนตรไ์ ทย ตอ่ มามนี กั พากยช์ ายจรงิ หญงิ แท้ เชน่ ศริ ชิ ยั - อมราวดี เปน็ ทช่ี น่ื ชอบ
ของคอหนังในยคุ นัน้ นอกจากน้ยี งั มนี ักพากย์ทเ่ี ดินทางจากกรงุ เทพฯ เปน็ ครัง้ คราว เชน่ คารม - คมคาย,
ทวิ า - ราตรี ซ่ึงพากยภ์ าพยนตรอ์ ินเดยี และมยุรา - ชยั เจริญ ซง่ึ พากย์ภาพยนตรฝ์ ร่งั เป็นตน้
นอกจากนี้ในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๘ มีโรงภาพยนตร์เกิดข้ึนหลายแห่งในอ�ำเภอเมือง
เช่น โรงภาพยนตร์นิวคงิ ส์ (อยขู่ า้ งวัดพระเงนิ ) โรงภาพยนตแ์ กรนด์ (อยู่ถนนประตูลอด) โรงภาพยนตร์
279
สมจินต์ (ปัจจุบันคือห้างสหไทย) โรงภาพยนตร์วิโรจน์ (ปัจจุบันเป็นอาคารพาณิชย์ตรงข้ามธนาคาร
ทหารไทย สาขานครศรธี รรมราช ถนนจำ� เรญิ วถิ )ี โรงภาพยนตรน์ วกจิ (ตลาดหวั อฐิ ) มกี ารฉายภาพยนตร์
ไทยและเทศอยู่ประมาณ ๕๐ ปี บางครั้งมีการแสดงดนตรีท้ังลูกทุ่ง ลูกกรุงของคณะต่าง ๆ ที่เดินทาง
มาจากรุงเทพฯ ท�ำให้โรงภาพยนตร์คึกคักย่ิงข้ึน แต่เม่ือโทรทัศน์แพร่ขยายและเ่จริญข้ึน ผู้คนไม่นิยมดู
ภาพยนตร์ ทำ� ใหโ้ รงภาพยนตรท์ ยอยหยดุ บรกิ ารจนกลายเปน็ อาคารรา้ ง รวมทง้ั โรงภาพยนตรส์ รุ ชยั รามา
(อินทรา) เป็นโรงภาพยนตร์ยอดนิยมในยุคน้ันซ่ึงต้ังอยู่ ณ บริเวณโรงสีไฟขุนบวรรัตนารักษ์ก็ร้างลง
เช่นเดียวกนั
โรงภาพยนตรส์ ุรชัยรามา (อนิ ทรา) โรงภาพยนตร์นิวคิงส์ และโรงภาพยนตร์นครภาพยนตร์ (ดาว)
โรงภาพยนตรใ์ นอดตี บริเวณเขตทา่ วงั เปรียบเทยี บกบั ภาพปัจจบุ นั
ภาพจาก : http://www.gotonakhon.com
280
ภาพยนตร์กลางแปลง
ภาพยนตรก์ ลางแปลงเคยเปน็ ที่นยิ มของชาวบ้านในอดตี ปัจจบุ นั หาดูไดย้ ากแลว้
ภาพยนตรก์ ลางแปลง (หรอื “หนงั กลางแปลง”) หรอื “หนงั ขายยา” เปน็ ภาพยนตรท์ ไ่ี มไ่ ด้
ฉายในโรง แต่ต้งั จอฉายในสถานทอี่ ่ืน เช่น กลางสนาม กลางทุง่ ริมถนนทางเดนิ หรือลานวัด
ภาพยนตร์กลางแปลงเกิดข้ึนจากแนวคิดการจ�ำหน่ายสินค้าของบริษัทหรือห้างร้าน ท่ีมีทุน
จดั หาเครอ่ื งฉายพรอ้ มภาพยนตรเ์ กา่ ๆ มาฉายประกอบขายสนิ คา้ ของตน สมยั กอ่ นมบี รษิ ทั หรอื หา้ งขายยา
หรือขายอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น บริษัทเต็กเฮ็งหยู จ�ำกัด บริษัทเยาวราช จ�ำกัด เป็นต้น ไปฉายให้ชมฟรี
รถท่ีบรรทุกสินคา้ และน�ำภาพยนตร์มาฉายเปน็ รถจปี๊ ใหญ่ ล้อยางใหญ่ สามารถเขา้ ไปในถ่นิ ทรุ กนั ดารได้
สะดวก มีคนขับและคนฉายพร้อมคนพากย์พร้อม เมื่อจะน�ำสินค้าและภาพยนตร์ไปฉายบริเวณใด ก็จะ
ใช้รถยนต์ตระเวนขยายเสียงเพ่ือเชิญชวนไปชมภาพยนตร์ โดยบอกเร่ืองและสถานท่ีฉายไว้เป็นส�ำคัญ
ในอดีตภาพยนตร์เสียงในฟิล์มไม่มี ผู้ประกาศขายยาจึงเป็นผู้ฉายเองและพากย์เอง ก่อนท�ำการฉายก็จะ
มกี ารโฆษณาขายสนิ คา้ ผปู้ ระกาศจงึ ตอ้ งเปน็ ผมู้ คี วามสามารถในการชกั ชวนคนใหอ้ ดุ หนนุ สนิ คา้ หลงั โฆษณา
แล้วจึงฉาย จบมว้ นท่ีหน่ึงก็ประกาศขายสนิ ค้าอีกสลบั กันไปจนจบเรือ่ ง แมจ้ ะมกี ารโฆษณาแทรกอยู่นาน
หลายนาที แตผ่ ูค้ นกร็ อคอยได้ ภาพยนตร์จบแล้วก็แยกยา้ ยกลับบ้านด้วยความสุขใจเพราะไดช้ มฟรี
๒๐ ปที ผ่ี า่ นมา ภาพยนตรก์ ลางแปลงเรมิ่ ลดความนยิ มลง แตก่ ม็ กี ารฉายภาพยนตรก์ ลางแปลง
ท่ีเก็บค่าเข้าชม เรียกว่า “หนังเร่” ผจู้ ดั ฉายหนงั เร่ใชผ้ า้ หรือสังกะสีทำ� รว้ั เกบ็ เงินผู้เขา้ ชม เวน้ แตไ่ ปฉาย
ในงานวดั งานศพ งานบวช และงานมงคลทเ่ี จา้ ภาพตอ้ งการ เพอ่ื ตอ้ งการบรกิ ารใหค้ นมามาก ๆ เพอื่ ทำ� ให้
งานครกึ ครนื้ เปน็ งานใหญ่ จงึ ไมเ่ กบ็ คา่ เขา้ ชม ปจั จบุ นั ภาพยนตรก์ ลางแปลงหาชมไดย้ ากเพราะคนสว่ นใหญ่
หนั ไปดภู าพยนตรห์ รอื ละครโทรทศั นแ์ ทน บา้ นใดมเี ครอ่ื งเลน่ วดี ทิ ศั น์ กน็ ยิ มเชา่ หรอื ซอื้ ภาพยนตรด์ ี ๆ ดงั ๆ
มาชมทบ่ี า้ น ดงั นั้นภาพยนตร์กลางแปลงจงึ ได้กลายเป็นตำ� นานของบา้ นเมอื งไปแล้ว
281
๖.๓ การแสดงรุ่นปัจจุบัน (ดนตรีสากล ดนตรีลูกทุ่ง ดนตรีพื้นบ้าน)
ตู้เพลงหยอดเหรียญ
วฒั นธรรมการแสดงรนุ่ ปจั จบุ นั ในดา้ นดนตรสี ากล ดนตรลี กู ทงุ่ และดนตรพี นื้ บา้ น อาจแบง่
ช่วงเวลาไดเ้ ป็นยุคสมยั ดงั นี้
ยุคปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๙
การแสดงดนตรีสากลในอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช สมัยนั้นมีวงดนตรีสากลประเภท
วงชาโดว์ และวงบิ๊กแบนด์ เล่นดนตรีแนวลีลาศของคณะสุนทราภรณ์ และเอลวิส เพรสลี่ ตามไนท์คลับ
และบาร์ต่างๆ เช่น บาร์ซาวอย บาร์ฟลอริด้า (ส่ีแยกตลาดเย็น) บาร์ลิโด้ (ตรงข้ามร้าน ช.อมรภัณฑ์)
บาร์วิมาน (หลังบ๊ิกซี) บาร์ทักษิณ (โรงแรมทักษิณ) นักดนตรีเล่นโน้ตกันท้ังวง เริ่มบรรเลงจังหวะช้า
ไปส่จู งั หวะเร็ว ตัง้ แต่จงั หวะโบเลโร่ บกี ิน รุมบ้า ชะชะช่า เปน็ ตน้
ด้านวงดนตรีลูกทุ่งเป็นท่ีสนใจของผู้คนในอ�ำเภอเมืองเป็นอย่างมาก เมื่อถึงเทศกาล
เดือนสิบ ซึ่งจัดกัน ๑๐ วัน ๑๐ คืน ท่ีสนามหน้าเมือง เมื่อวงดนตรีลูกทุ่งซ่ึงเป็นท่ีชื่นชอบของยุคสมัย
ยกวงมาจัดแสดงที่เวทีกลางสลับกันทุกคืน วงดนตรีท่ีโด่งดังในช่วงนั้น เช่น เพลิน พรหมแดน, สายัณห์
สญั ญา, ยอดรกั สลกั ใจ เป็นต้น
สว่ นวงดนตรพี นื้ บา้ น มเี ครอ่ื งดนตรสี ากลเรม่ิ ผสมผสานกบั ปห่ี นงั ตะลงุ ลกู คหู่ นงั ตะลงุ คณะใด
ทมี่ คี วามสามารถทางดนตรสี ากล เชน่ กตี าร์ หรอื คยี บ์ อรด์ จะเปน็ ทต่ี อ้ งการเปน็ อยา่ งสงู ผฟู้ งั จะไดย้ นิ สำ� เนยี ง
แปลกใหม่ของเครื่องดนตรีพวกนี้ผ่านเพลงประกอบหนังตะลุง ซ่ึงจะได้รับฟังกันทางวิทยุทรานซิสเตอร์
แทบทุกบา้ นจะเป็นฟังรายการวทิ ยุของ “ลงุ เริญ” ผเู้ ปน็ สอ่ื กลางระหว่างคณะหนงั ตะลงุ กับผฟู้ งั ทางบ้าน
อีกทอดหนึ่ง คณะหนงั ตะลงุ ทีม่ ชี อ่ื เสียงเป็นทีร่ ู้จกั ของชาวเมอื งนครในยคุ น้ัน เชน่ หนงั ปล้อง อา้ ยลกู หมี
ยคุ ปี ๒๕๒๐ - ๒๕๒๙
เป็นยุคกระแสดนตรีตะวันตกได้รับความนิยมมาก วัยรุ่นนักฟังจะหยอดเหรียญฟังเพลง
จากตู้เพลง นักดนตรีในเมืองนครเร่ิมรับวัฒนธรรมเพลงตะวันตก มีวงดังจากส่วนกลางเดินทางมาเปิด
การแสดงตามโรงหนงั เชน่ วกิ นวกจิ วกิ นครชยั เปน็ แรงบนั ดาลใจใหน้ กั ดนตรใี นเมอื งนครกอ่ ตงั้ วงตา่ ง ๆ
ขึ้นมามากมาย ช่วงน้ีนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ จะได้มีโอกาสแสดงตามงานบวชนาค งานแต่ง หรืองานเล้ียง
สังสรรค์ เช่น วงฟาร์มเมอร์ (Farmer), Yellow Bird, The Train, Cherry White (มีมือกีตาร์ท่ีโด่งดัง
282
ชอื่ เกาลิด บา้ นอยู่ตลาดแขก), เดอะ เมาทเ์ ทน (The Mountain), วงสามพี่น้อง (ตระกลู แรกรุ่น - สธุ รรม
สชุ ล สุเชษฐ์), วงดบั เบ้ลิ โอเซเว่น (007), The Who, P.Y.O. ( มี บา่ ว ไฟฟา้ เล่น กลอง คยี ์บอร์ด, ภิญโญ
โอขัน เล่นกีตาร์), วงกีรติ (มีรังสฤษดิ์ ภรู่ งั ไหม เล่นกลองชดุ และคุณเด ขนอม เล่นกตี าร์ รอ้ งน�ำ ต่อมา
ไดบ้ ันทึกเสยี งและเป็นนักรอ้ งน�ำในวงทีปาวลี และเปลี่ยนช่อื เปน็ วงนา-คอน), วงตาวนั เป็นตน้
ต่อมาได้มีการจัดประกวดดนตรีท่ีสนามหน้าเมือง วงดนตรีข้างต้นได้เข้าร่วมประกวด
อยา่ งคบั คั่ง และวงทไ่ี ด้รบั รางวัลชนะเลิศคือวงแอ๊บแทรค็ ซง่ึ ยบุ มาจากวงสามพน่ี ้อง ทางคณะผูจ้ ัดงาน
น�ำโดย สุทธิพร เพ็งเจริญ และคณะ ได้ส่งเสริมวงที่ชนะเลิศให้มีการบันทึกเสียงขึ้นมาหน่ึงชุด คืออัลบั้ม
สะตอสามคั คี (ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๖ มี อ.จำ� ลอง เปน็ มอื กลองและรอ้ งนำ� อ.สาคร คยี บ์ อรด์ และพนี่ อ้ ง
ตระกลู แรกรุ่น สุธรรม, สุชล, สุเชษฐ์เล่นกีตารแ์ ละเบสกตี าร์)
ส่วนวงดนตรีกลางคืน จะมีนักร้องนักดนตรีเล่นดนตรีในสวนอาหาร เจ.บี., สวนอาหาร
ศรเี มือง (เชิงสะพานหลังสนามหนา้ เมือง), ร้านโอนาซีส (ตรงข้ามข้าวต้มลานโพธ์)ิ , สวนอาหารลานโพธิ์,
เกวยี นทอง, เหรยี ญทอง, เชอร์ร่ี พงิ ค,์ ไพลิน ดนตรที ่ีเลน่ ตามสวนอาหารในยุคน้ีจะเปน็ แนวอเิ ลก็ โทน
ยุคปี ๒๕๓๐ - ๒๕๓๙
ในทศวรรษน้ีอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชได้เริ่มมีวงดนตรีที่คิดสร้างสรรค์ผลงานเพลง
ของตนเข้าห้องบันทึกเสียงในส่วนกลางมากขึ้น วงดนตรีที่ถือเป็นแนวหน้าในด้านนี้ คือ วงด้ามขวาน
ซึ่งรวมตัวโดยกลุ่มครูบาอาจารย์ที่สอนศิลปะในวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย
แกนนำ� ส�ำคญั คือยงยทุ ธ์ ด�ำศร,ี ภิญโญ เพชรแก้ว, มงคล เลาหววิ ัฒน,์ มานะ บญุ ชว่ ย อัลบ้มั ชุดแรกคอื
ไกเ่ ถ่อื น
ในชว่ งทศวรรษนี้ นกั ดนตรที รี่ วมตวั กนั ในเมอื งนคร กไ็ ดส้ รา้ งสรรคป์ รากฏการณด์ นตรสี ำ� คญั
และโด่งดังระดบั ประเทศขึ้นมา นั่นคอื วงมาลฮี วนน่า ในเพลง “หัวใจพรือโฉ”้ อัลบ้ัม บปุ ผาชน (๒๕๓๖)
ซ่ึงเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช และนักศึกษาวิทยาลัย
เทคนิคนครศรธี รรมราช (สมพงศ์ ศวิ ิโรจน,์ คฑาวุธ ทองไทย, ธงชัย รักษร์ งค)์
ยุคปี ๒๕๔๐ - ๒๕๔๙
เริ่มมีนกั ดนตรีรุ่นใหมท่ �ำงานบันทึกเสียง เชน่ วงสะพาน (พืช สะพาน และ สุเมธ สะพาน
- บ้านปากนคร) ซ่ึงรวมตัวกันในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ แต่ได้บันทึกเสียงในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยการชักน�ำของ
ธงชัย รกั ษร์ งค์ วงมาลฮี วนน่า มเี พลง “สะพานไม้หมาก” เปน็ เพลงน�ำ
วงด้ามขวานเปน็ แนวหนา้ ของกลมุ่ ศลิ ปนิ เมืองนครศรีธรรมราชท่สี ร้างสรรค์ผลงานเพลงและบันทกึ เสียงกับสว่ นกลาง
283
“วงทปี าวลี” ต่อมาได้เปลี่ยนช่อื เป็นวง
นาคอน มเี พลง “แตก่ อ่ น” ทแี่ ตง่ และรอ้ งนำ� โดยศภุ กร
วงศ์เมฆ ซึ่งต่อมาได้แยกตัวออกมาเป็นศิลปินเด่ียว
ในนาม ตุด นาคอน วงโคเคน (ท่าเรือ) ต่อมายุบเป็น
วงไอดิน (โสภณ ร้องน�ำ) และได้บันทึกเสียง ๑ ชุด
วงราษฎร (คลองหว้ ย) รวมตวั กนั จากการเปดิ รา้ นอาหาร
บา้ นพระจนั ทรเ์ รอื งฤทธ์ิ โดย ปุ๊ และ สรุ าษฎร์ เลน่ ดนตรี
ตามงานกิจกรรม และได้บันทึกเสียงเพลงท่ีแต่งเอง
หลายชดุ ด้วยกนั
ในช่วงปลายทศวรรษนี้ ได้เกิดปรากฏ-
การณ์บวงสรวงเสด็จพ่อ ร.๕ ท่ีสนามหน้าเมือง
โดยการใช้ร�ำวงเวียนครกแก้บน หลังจากน้ันจึงเกิด
การประกวดวงดนตรีร�ำวงเวียนครกที่ศาลาประดู่หก
ใน พ.ศ. ๒๕๔๗ วงดนตรที ี่ได้รับชนะเลิศ คอื วงดาว-
อลั บมั้ บปุ ผาชน ของวงมาลฮี วนนา่ ทมี่ เี พลง
“หัวใจพรือโฉ้” สรา้ งปรากฏการณโ์ ดง่ ดังระดบั ประเทศ กระจาย (ผบู้ กุ เบิกดนตรรี �ำวงเวียนครก)*
ยคุ ปี ๒๕๕๐ - ๒๕๕๙
ได้เกิดวงดนตรีร�ำวงเวียนครกขึ้นมามากวง เช่น วงก�ำแพง (ท้าวราษฎร์ ก�ำแพงเซา),
เบส ชาโดว์ (หลงั เทคนิค), เมฆขลา เมอื งคอน (ส่แี ยกคูขวาง), ไชยมนตรี, วงหัวพาน (นาเคียน), วงแจกนั
(หัวถนน), วงเพ่อื นเพ (หลังเทคนิค เล็ก คีย์บอร์ด อดีตวงนาคอนเปน็ หวั หน้าวง), วงละเมียด บันเทิงศิลป์,
วงตะวนั แดง (หนา้ สถานรี ถไฟ), วงอสิ ระ (หวั อฐิ ), ละอองดาว เดอะคงิ (สแี่ ยกชลประทาน) สว่ นวงกลองยาว
กเ็ รม่ิ มีการรวมตัวกันหลายคณะ เชน่ รำ� วงกลองยาวลุงวี (ซอยโรงเจ สวนจันทร)์ เป็นต้น
ในยคุ นี้ เรมิ่ มวี งดนตรรี นุ่ ใหมท่ ร่ี วมตวั กนั จากการเลน่ กนั ในรา้ นอาหาร และออกรบั ใชส้ งั คม
ตามโอกาสตา่ ง ๆ เชน่ วงคนั ทร่ี แบนด์ (รา้ นคนั ทรโี ฮม), วงฝรงั่ อทุ าน (Farangutan) มเี อกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั
ทส่ี มาชกิ ลว้ นเปน็ ครสู อนภาษาตา่ งประเทศ และเปน็ ชาวตา่ งชาติ รวมตวั กนั ทรี่ า้ นบา้ นพระจนั ทรเ์ รอื งฤทธิ์
ของวงราษฎร, วงสิงห์สยาม รวมวงกันเล่นดนตรีแนวเร็กเก้ และท�ำร้านอาหาร ช่ือ BooG Bar, และ
วงเมษาใจแบนด์ ซ่งึ เป็นกลุม่ ศษิ ย์วทิ ยาลยั ศลิ ปหัตถกรรมนครศรธี รรมราช
ยคุ ปี ๒๕๖๐ - ปจั จบุ ัน
เปน็ ชว่ งทแี่ นวดนตรเี รมิ่ ปรบั เปลยี่ นไปตามสมยั นยิ มของกระแสโลก ไดเ้ กดิ วงดนตรนี อ้ งใหม่
ทีเ่ ล่นดนตรีแนวเร็กเก้ ออกบรกิ ารตามงานปารต์ ้ตี า่ งๆ ของชาวไทยและตา่ งชาติ วงดนตรโี ดดเด่นในเมอื ง
นครยุคน้ี เช่น Nakhon Si Thammaroot, และวงโฮโบ้ ลัลลาบาย (Hobo’s Lullaby) ซึง่ เปน็ วงดนตรี
แนวเร็กเก้น้องใหม่มีนิกกี้ หัวไทร ร้องน�ำและเล่นกีตาร์ รวมตัวกันที่บ้านปากนคร เล่นดนตรีบริการ
นักท่องเทยี่ วทั้งชาวไทยและตา่ งชาตติ ามเกาะแก่งฝ่ังอา่ วไทย และอันดามัน ในช่วง Hi-Season**
* สเุ มธ สอดจิตต์ “ดนตรผี สมผสานของกลมุ่ นกั ดนตรีแปลกประหลาด” (The Contemporary Music of
The Exotic Musician Club)
** สมั ภาษณ์ คุณเดน่ กตี าร์ จ.ส.อ.วัชระ ปานชว่ ย ๑๔ พ.ค. ๒๕๖๑, เลก็ เพอื่ นเพ - ฤทธี ประทมุ ทอง ๑๔
พ.ค. ๖๑, รังสฤษด์ิ ภ่รู ังไหม ๑๔ พ.ค. ๖๑
284