เรือเป็นพาหนะส�ำคัญส�ำหรับวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับแม่น้�ำล�ำคลอง เพื่อใช้ในการบรรทุกสินค้าและเดินทางไปมาหาสู่กัน
ภาพ http://www.vcharkarn.com/forum/view?id=55413§ion=forum
ชาวจีน อินเดีย และฝร่ัง ที่เข้ามาท�ำการค้าในนครศรีธรรมราช ได้มีการดัดแปลงปรับปรุงเป็นเกวียน
เปน็ รถลาก โดยกำ� ลงั ของววั ควาย และมา้ ตามลำ� ดบั การเปลย่ี นแปลงมาใชร้ ถมา้ นา่ จะเปน็ ชว่ ง พ.ศ. ๒๒๐๐
กว่า เพราะมีการท�ำถนนหนทางดีข้ึน โดยเฉพาะรถม้าเริ่มมีใช้คร้ังแรก ๆ มีลักษณะเป็นตู้คอกสี่เหล่ียม
มีล้อสี่ล้อ ใช้ม้าเทียมสองตัวหรือส่ีตัว เม่ือถนนสะดวกขึ้น รถม้าก็ปรับเปล่ียนมาใช้ม้าเทียมสองตัวและ
หน่ึงตัว มีชนิดท้ังสองล้อและสี่ล้อยุคแรก ๆ รถม้าจะเป็นเฉพาะเจ้าขุนมูลนาย ส่วนรถรับจ้างจะเกิดข้ึน
ภายหลงั เจา้ ของรถมา้ รบั จา้ งรายแรกของเมอื งนครศรธี รรมราชคอื ของ “ทดิ ก”่ี เปน็ ชาวจนี เคยบวชเรยี น
อยทู่ ว่ี ดั ทา่ โพธิ์ เคยอาศยั ชว่ ยทำ� งานใหว้ ดั โดยการขบั รถมา้ ทมี่ ผี สู้ รา้ งถวายพระเดชพระคณุ พระรตั นธชั มนุ ี
เจา้ คณุ วดั ทา่ โพธใ์ิ นยคุ นน้ั เมอื่ ทดิ กส่ี กึ หาลาเพศออกมามคี รอบครวั กไ็ ดค้ ดิ สรา้ งรถมา้ ขนึ้ มาเองใชบ้ รรทกุ
ผู้โดยสาร โดยใช้ล้อเกวียนแต่เล็กกว่า มีแผ่นเหล็กหุ้มล้อ รถไม่มีแหนบกันกระเทือน ท�ำเป็นลักษณะ
กลอ่ งสเี่ หล่ยี มมหี ลังคา ต่อมาก็มคี นเลียนแบบทำ� ข้นึ อกี เปน็ จำ� นวนมาก ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๖๐ รถม้าในเมอื ง
นครศรีธรรมราชมีจำ� นวนถึง ๑๐๐ กว่าคนั กอ่ นท่รี ถยนต์โดยสารและรถสามลอ้ โดยสารจะเข้ามาทดแทน
ในท่สี ุด
ใน พ.ศ. ๒๔๐๐ เศษ เมืองนครศรีธรรมราชเริ่มมีรถยนต์เข้ามาใช้แล้ว โดยเป็นรถใช้ส่วนตัว
ของเหลา่ เจา้ ขนุ มลู นาย และกลมุ่ คหบดชี นั้ สงู ในเมอื งนครศรธี รรมราช สงั่ เขา้ มาทง้ั จากสว่ นกลางในกรงุ เทพฯ
และสงั่ ซื้อจากสงิ คโปร์และปีนัง
สรุปวา่ ยานพาหนะของเมืองนครศรธี รรมราชในชว่ ง พ.ศ. ๒๔๐๐ เศษ นนั้ มที ัง้ บรรทุกโดยช้าง
ม้า ววั และควาย และชว่ ง พ.ศ. ๒๔๕๐ เปน็ ตน้ มาเร่ิมมีรถยนต์ รถจักรยาน รถ-จักรยานยนต์ของยโุ รป
มาใช้ในนครศรธี รรมราช รถจักรยานยนต์สามล้อคล้าย ๆ กบั รถสกายแลป๊ ทางภาคอีสาน แต่ของนครเรา
จะมีขนาดสั้นกว่า ซึ่งว่ิงรับผู้โดยสารเฉพาะสายท่าวังถึงท่าแพ รถจักรยานยนต์สามล้อพ่วงข้างของ
นครศรธี รรมราช ประดษิ ฐข์ นึ้ โดยคนนครศรธี รรมราชเอง คอื นายวฒุ ชิ ยั ลลี ะพนั ธ์ (ฮวดใช)้ เจา้ ของธรุ กจิ
135
ในอดตี การใชเ้ กวยี นเทยี มควายเปน็ พาหนะหลกั ในการเดนิ ทางหรอื บรรทกุ สง่ิ ของ กอ่ นทจี่ ะมรี ถยนตเ์ ขา้ มามบี ทบาทแทน
เม่ือบา้ นเมอื งมคี วามเจรญิ ขน้ึ
ภาพ : http://www.gotonakhon.com/?p=11160
รถมา้ เมืองคอน “คันสดุ ทา้ ย” ของบ่าวพฒุ สวาทธรรม ถา่ ยบริเวณหนา้ โรงเรียนกัลยาณศี รธี รรมราช
ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๕ ภาพจากสารนครศรธี รรมราช ฉบับตอ้ นรับงานเดือนสิบ ๒๕๑๕
โดยคณุ ดิเรก พรตตะเสน
ภาพ : http://www.gotonakhon.com/?p=11160
136
รถจกั รยานสามลอ้ พว่ งขา้ ง รถจกั รยานสามล้อรับจา้ ง
รถสองแถวที่วิ่งรบั สง่ ผ้โู ดยสารในตวั เมืองซง่ึ ชาวเมอื งเรียกวา่ “รถมาสดา้ ”
ตัวแทนจักรยานสองล้อของต่างประเทศ ท่านได้ท�ำแบบสามล้อเมืองปีนังซ่ึงให้คนโดยสารนั่งข้างหน้า
น�ำมาดัดแปลงเป็นพ่วงข้าง โดยเอารถจักรยานสองล้อขนาดใหญ่มาต่อกันท�ำส่งออกขายทั่วทั้งภาคใต้
จนกระทั่งมีรถสามล้อซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่ังเข้ามาจากกรุงเทพฯ ใช้น่ังโดยสารได้สบายกว่า มีหลังคา
คลุมกันฝนได้ ไม่ต้องนั่งกางร่มเหมือนรถพ่วงข้าง รถสามล้อพ่วงข้างจึงใช้เป็นรถบรรทุกแม่ค้าแทน
ซงึ่ บรรทกุ ของไดม้ ากกวา่ ตอ่ มาเรมิ่ มรี ถยนตโ์ ดยสาร (รถสองแถว) ซง่ึ นำ� มาตอ่ ตวั ถงั ทเ่ี มอื งนครศรธี รรมราช
ตอ่ โดยชา่ งชาวจนี มาวงิ่ รบั สง่ ผโู้ ดยสารสายทา่ แพ สายปากพนงั สายรอ่ นพบิ ลู ยท์ งุ่ สง สายหวั สะพานชะเมา
ส่วนสายในเมอื งเรม่ิ มีรถเมล์เขา้ มาว่งิ คร้ังแรกเมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๐ ของบริษัทโพธิ์ทอง คนนครศรีธรรมราช
จะเรียกว่ารถ “โพธิ์ทอง” ต่อมารถเมล์ก็เริ่มขยายไปสายอ�ำเภอต่าง ๆ จนถึงข้ามจังหวัดไปจังหวัดตรัง
สงขลา ภเู กต็ และสรุ าษฎร์ธานี จนมาถงึ รถทวั รว์ ่ิงทางไกลถึงกรุงเทพฯ
ยานพาหนะที่ส�ำคัญอีกอย่างคอื รถสามล้อหัวกบ เรม่ิ เปดิ บรกิ ารครั้งแรกทีน่ ครศรธี รรมราช เมอื่
พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นรถน�ำเข้าจากประเทศญ่ีปุ่น เป็นรถโดยสารราคาถูกเข้ามาแข่งขันกับรถเมล์ สามารถ
วิง่ บรกิ ารตามถนนซอยต่าง ๆ ได้ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เร่ิมมรี ถสองแถวขนาดเล็กเข้ามาแทน ย่หี อ้ “มาสดา้ ”
บรรทุกคนได้มากกว่าสามล้อหัวกบ แข็งแรงทนทานกว่า ว่ิงได้ไกลกว่า และได้ขยายไปท่ัวทุกอ�ำเภอ
ปจั จบุ นั แมจ้ ะใชร้ ถยห่ี อ้ อน่ื ไปแทบหมดแลว้ แตค่ นยงั เรยี กรถยหี่ อ้ อน่ื วา่ “มาสดา้ ” อยเู่ ชน่ เดมิ หมายถงึ
รถสองแถวน่นั เอง
137
รถสามลอ้ หัวกบ
ส่วนรถหัวกบ คนเริ่มใช้ลดลง ชาวจังหวัดตรังก็ทยอยมาซ้ือไปจากเมืองนครจนหมด ปัจจุบัน
ชาวตรงั ยงั อนรุ ักษร์ ถหวั กบเหลา่ นเี้ อาไว้จนกลายเป็นสัญลกั ษณข์ องชาวตรงั ไปแลว้
ยานพาหนะทนี่ ยิ มใชม้ ากทสี่ ดุ ในขณะนคี้ อื รถยนตส์ ว่ นตวั ทเ่ี รยี กวา่ รถเกง๋ ใชเ้ ดนิ ทางใกลไ้ กลจนถงึ
ขา้ มจงั หวดั กม็ ี ยานพาหนะสว่ นตวั ขนาดเลก็ ลงไปอกี กค็ อื จกั รยานยนตม์ จี ำ� นวนมากกวา่ ยานพาหนะใดๆ
ท่มี ีอยูใ่ นปัจจุบนั
สว่ นยานพาหนะทใี่ ชโ้ ดยสารทางไกลกค็ อื เครอ่ื งบนิ และอนาคตคาดวา่ รถไฟยคุ ใหมก่ จ็ ะเปลยี่ นโฉม
ใหก้ ลายเปน็ ยานพาหนะทผี่ ู้คนเลอื กใชม้ ากท่สี ดุ อกี คร้ังหนึง่
138
พัฒนาการทางสแังลคะมสาเธศารรษณบฐทสกท่ีุขจิ ๕
๑. ประชากร
โครงสรา้ งทางประชากรของอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช
ใน พ.ศ. ๒๕๖๐ อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมีประชากรรวมท่ีนับเฉพาะมีสัญชาติไทย และ
มชี อ่ื อยใู่ นทะเบยี นบา้ น (โดยไมน่ บั รวมผทู้ ไ่ี มไ่ ดส้ ญั ชาตไิ ทย) มปี ระชากรรวมทง้ั หมด ๒๖๓,๙๔๒ คน หรอื
ประมาณร้อยละ ๙๘.๔๘ ของประชากรรวมตามทะเบียนราษฎร์ จ�ำแนกเป็นประชากรเพศชาย
๑๒๘,๐๔๔ คน และประชากรเพศหญงิ ๑๓๕,๘๙๘ คน มี “อตั ราสว่ นระหวา่ งเพศ” (Sex Ratio) เทา่ กบั
๙๔ มีประชากรจ�ำแนกตามกลุ่มอายุคือ (๑) อายุต่�ำกว่า ๑๕ ปี จ�ำนวน ๕๓,๐๗๙ คน หรือประมาณ
ร้อยละ ๒๐.๑๑ ของประชากรรวม (๒) อายุ ๑๕-๖๔ ปี มจี �ำนวน ๑๘๕,๔๙๑ คน หรือประมาณรอ้ ยละ
๗๐.๒๘ ของประชากรรวมและ (๓) อายุ ๖๕ ปี ขนึ้ ไปมจี ำ� นวน ๒๕,๓๗๒ คน หรอื ประมาณรอ้ ยละ ๙.๖๑
ของประชากรรวม เป็นอัตราส่วนพึ่งพิงในวัยเด็ก (Youth Dependency Ratio) และอัตราส่วนพ่ึงพิง
ในวยั ชรา (Old-Age Dependency Ratio) ร้อยละ ๒๘.๖๒ และ ๑๓.๖๘ ของประชากร
โรงพยาบาลนครศรีธรรมราช
ภาพจากนายพทั ธนนั ท์ พฒุ ทอง / รายงานประจำ� ปี ๒๕๕๕ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลมหาราชนครศรธี รรมราช
ถา่ ยเมอื่ ประมาณ พ.ศ.๒๔๙๘ / ภาพ : http://www.gotonakhon.com/?p=16008
139
วดั พระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ตั้งอย่บู นสันทรายของตวั เมอื งนครศรธี รรมราช (หาดทรายแก้ว)
ภาพจากหนังสอื พัฒนาการของบ้านเมืองบนหาดทรายแก้วนครศรีธรรมราชจากหลกั ฐานทางโบราณคดี
โดย ดร. วัณณสาส์น นุน่ สุข
๑) ประชากรในเขตเมืองของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. ๒๕๖๐ อ�ำเภอเมือง
นครศรธี รรมราชมปี ระชากรในเขตเมอื งรวมทง้ั หมด ๑๗๒,๓๕๗ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๖๔ ของประชากรรวม
ของอำ� เภอ มจี ำ� นวนบา้ นในเขตชมุ ชนเมอื ง ๖๔,๔๘๑ หลงั มขี นาดของครวั เรอื น ๒.๖๗ คนตอ่ หลงั คาเรอื น
มคี วามหนาแนน่ ของประชากร ๘๐๒ คนตอ่ ตารางกโิ ลเมตร และมสี ดั สว่ นของประชากรในเขตชมุ ชนเมอื ง
เทา่ กบั ๐.๖๔ พนื้ ทต่ี ำ� บลทม่ี ปี ระชากรในเขตชมุ ชนเมอื งสดั สว่ นทคี่ อ่ นขา้ งสงู ไดแ้ ก่ ตำ� บลในเมอื ง ตำ� บล
ปากพนู และตำ� บลโพธเ์ิ สด็จ เทา่ กับ ๐.๒๖,๐.๒๑ และ ๐.๒๐ ตามล�ำดบั ส่วนตำ� บลท่าไร่ ตำ� บลบางจาก
และตำ� บลนาเคยี น มสี ดั สว่ นของประชากรในเขตชมุ ชนเมอื งทคี่ อ่ นขา้ งตำ�่ เทา่ กบั ๐.๑๐ ในขณะทตี่ ำ� บล
ปากนครมีสัดส่วนของประชากรในเขตเมืองต�่ำสุด เท่ากับ ๐.๐๓ ส่วนต�ำบลนาทราย ต�ำบลก�ำแพงเซา
ต�ำบลไชยมนตรี ต�ำบลมะมว่ งสองตน้ ต�ำบลทา่ ซัก และตำ� บลท่าเรอื ไม่มปี ระชากรในเขตชุมชนเมือง
๒) ประชากรในเขตชนบทของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ใน พ.ศ. ๒๕๖๐ อำ� เภอเมอื ง
นครศรีธรรมราชมีประชากรในเขตชนบทรวมทั้งหมด ๙๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๖ ของประชากรรวม
ของอำ� เภอมจี ำ� นวนบา้ นในเขตชมุ ชนชนบท ๓๐,๙๖๑ หลงั มขี นาดของครวั เรอื น ๓.๐๙ คนตอ่ หลงั คาเรอื น
มคี วามหนาแนน่ ของประชากร ๒๖๒ คนตอ่ ตารางกโิ ลเมตร และมสี ดั สว่ นของประชากรในเขตชนบทเทา่ กบั
๐.๓๖ พน้ื ทตี่ ำ� บลทม่ี ปี ระชากรในเขตชนบทในสดั สว่ นทคี่ อ่ นขา้ งสงู ไดแ้ ก่ ตำ� บลทา่ เรอื และตำ� บลนาเคยี น
มีสดั ส่วนของประชากรในเขตชนบท เท่ากบั ๐.๒๓ และ ๐.๑๓ ตามลำ� ดับ สว่ นต�ำบลทา่ ไร่ และตำ� บล
นาทราย มสี ดั ส่วนของประชากรในเขตชนบทท่ีค่อนขา้ งต�่ำ เท่ากบั ๐.๐๗ ในขณะท่ีตำ� บลมะม่วงสองตน้
มสี ดั สว่ นของประชากรในเขตชนบทตำ่� ทสี่ ดุ เทา่ กบั ๐.๐๕ สว่ นตำ� บลโพธเ์ิ สดจ็ ตำ� บลปากพนู ตำ� บลในเมอื ง
ตำ� บลท่าวงั และต�ำบลคลงั ไมม่ ปี ระชากรในเขตชุมชนชนบท
140
ตาราง จำ� นวนประชากรในอำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราชในชว่ ง พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๖๐
อำ�เภอ - ตำ�บล ๒๕๕๑ ๒๕๕๒ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖
๗,๙๘๐ ๘,๐๖๑ ๘,๓๒๔
๑. ตำ�บลทา่ ไร่ ๘,๑๔๓ ๘๐๓๘ ๘,๐๐๐ ๑๓,๐๙๕ ๑๓,๖๐๑ ๑๒,๕๕๓
๖,๑๙๖ ๖,๒๖๙ ๖,๑๓๑
๒. ตำ�บลปากนคร ๑๒,๕๗๖ ๑๒,๗๐๙ ๑๒,๘๗๙ ๙,๔๑๕ ๙,๔๓๑ ๙,๖๓๓
๖,๔๑๐ ๖,๓๙๒ ๖,๔๑๑
๓. ตำ�บลนาทราย ๖,๑๒๓ ๖,๑๕๔ ๖,๑๕๖ ๔,๖๙๗ ๔,๘๑๘ ๔,๔๒๔
๑๒,๙๓๕ ๑๓,๑๒๗ ๑๒,๖๔๒
๔. ตำ�บลกำ�แพงเซา ๙,๕๙๑ ๙,๕๑๓ ๙,๔๘๑ ๑๐,๓๖๘ ๑๐,๒๙๖ ๑๐,๓๘๗
๓๓,๘๑๐ ๓๓,๘๙๑ ๓๒,๗๐๐
๕. ตำ�บลไชยมนตรี ๖,๓๙๗ ๖,๓๙๑ ๖,๔๒๕ ๑๐,๘๕๑ ๑๐,๘๙๗ ๑๑,๒๑๙
๓๖,๗๘๖ ๓๗,๐๔๕ ๓๖๓๐๕
๖. ตำ�บลมะมว่ งสองตน้ ๔,๔๙๘ ๔,๕๔๔ ๔,๕๗๕ ๑๐,๒๐๗ ๑๐,๓๖๙ ๙,๘๙๘
๒๑,๘๑๔ ๒๑,๒๐๗ ๒๒,๒๒๐
๗. ตำ�บลนาเคยี น ๑๒,๖๓๑ ๑๒,๗๑๙ ๑๒,๗๘๕ ๔๕,๓๐๘ ๔๔,๙๖๕ ๔๖,๓๘๕
๑๘,๐๗๕ ๑๗,๙๕๓ ๑๗,๘๓๙
141 ๘. ตำ�บลท่างิ้ว ๑๐,๓๒๖ ๑๐,๒๖๖ ๑๐,๓๒๔ ๑๙,๒๑๑ ๑๘,๘๘๘ ๑๙,๕๙๒
๙. ตำ�บลโพธเิ์ สดจ็ ๓๒,๘๙๙ ๑๒,๙๒๘ ๓๓,๕๙๐ ๒๖๗,๑๔๘ ๒๖๘,๐๑๐ ๒๖๖,๖๖๘
๑๐. ตำ�บลบางจาก ๑๑,๐๘๒ ๑๐,๙๓๐ ๑๐,๙๕๕
๑๑. ตำ�บลปากพนู ๓๖๗๐๒ ๓๖,๖๔๗ ๓๖,๗๕๑
๑๒. ตำ�บลทา่ ซกั ๙,๙๘๐ ๙,๙๘๗ ๑๐,๐๔๘
๑๓. ตำ�บลท่าเรอื ๒๒,๐๕๔ ๒๑,๘๖๙ ๒๑,๘๗๔
๑๔. ตำ�บลในเมือง ๔๖๕๓๘ ๔๖,๒๔๙ ๔๕,๙๖๐
๑๕. ตำ�บลทา่ วัง ๑๗,๙๙๑ ๑๘,๑๔๕ ๑๘,๑๓๔
๑๖. ตำ�บลคลงั ๑๙,๗๐๑ ๑๙,๔๗๔ ๑๙,๕๐๓
อำ�เภอเมอื งนครฯ ๒๖๗,๒๓๒ ๒๖๖,๖๑๓ ๒๖๗,๔๔๐
ทม่ี า : ที่วา่ การอ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช
พระบรมธาตเุ จดียต์ ้ังตระหงา่ นอยบู่ น “หาดทรายแก้วนครศรีธรรมราช”
โดยมเี ทอื กเขานครศรีธรรมราช (เขาหลวง) เป็นฉากหลงั
ภาพ : ศูนยร์ ูปธรรมศึกษาฯ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั
๒. การตง้ั ถ่ินฐาน
๒.๑ ถน่ิ ฐานร่นุ โบราณ
การตงั้ ถน่ิ ฐานรนุ่ โบราณของอำ� เภอเมอื งเปน็ การตงั้ ถน่ิ บน “แนวสนั ทรายนคร - เชยี รใหญ ่ ”
โดยเมืองนครศรีธรรมราชเป็นการตั้งถ่ินฐานตอนใต้บน “สันทรายนคร - เชียรใหญ่” ตั้งแต่พุทธศตวรรษ
ท่ี ๙ - ๑๘ ซึง่ ประกอบดว้ ยชมุ ชนยอ่ ย ๓ กลมุ่ คือ
๑) ชมุ ชนโบราณบา้ นทา่ เรอื เปน็ การตงั้ ถน่ิ ฐานของชมุ ชนโบราณ “กลมุ่ ” บนสนั ทราย
ทางตอนใตโ้ ดยมที างนำ� เชอ่ื มตดิ ตอ่ กนั ไดแ้ ก่ ชมุ ชนโบราณบา้ นศาลามชี ยั ในทอ้ งทต่ี ำ� บลศาลามชี ยั (ปจั จบุ นั
เปล่ียนเป็นต�ำบลในเมือง) ชุมชนโบราณบ้านจังหูน ในท้องท่ีต�ำบลท่าเรือ และชุมชนโบราณบ้านเกตุกาย
ในท้องที่ต�ำบลท่าเรือ พบหลักฐานศาสนสถานก่ออิฐ และบางส่วนสร้างด้วยหินเป็นสถาปัตยกรรม
แบบอนิ เดยี ภาคใตแ้ ถบแควน้ ทมฬิ นาดู โบราณวตั ถทุ พี่ บในชมุ ชนโบราณแถบนบ้ี างชนิ้ มอี ายเุ กา่ แกถ่ งึ สมยั
กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ เชน่ ขวานหนิ ขดั กลองมโหระทกึ สำ� รดิ ภาชนะเคลอื บจนี สมยั ราชวงศถ์ งั และราชวงศซ์ ง่
เชอ่ื วา่ ชมุ ชนโบราณบา้ นทา่ เรอื นา่ จะตงั้ ถน่ิ ฐานอยา่ งนอ้ ยตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษที่ ๑๐ และเปน็ ชมุ ชนเมอื งทา่
ที่ติดตอ่ ค้าขายกบั โลกภายนอก โดยเฉพาะกบั จีนในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔
๒) เมืองพระเวียง เป็นการตั้งถ่ินฐานของชุมชนโบราณ “สันทรายนคร - เชียรใหญ่”
ตอนกลางตวั เมืองเป็นรูปสเี่ หลีย่ มผนื ผ้ายาวประมาณ ๑ กโิ ลเมตร กวา้ ง ๐.๖ กโิ ลเมตร ดา้ นทศิ ตะวนั ตก
และทศิ ตะวนั ออกเปน็ คเู มอื งสองชนั้ คเู มอื งดา้ นนอกกวา้ ง ๓๖ เมตร กำ� แพงเมอื งกอ่ ดว้ ยดนิ ภายในตวั เมอื ง
มีซากโบราณสถานและโบราณวัตถุ เช่น เศษกระเบ้ืองถ้วยชาม เศษเคร่ืองถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่งและ
142
ภาพแผนทแี่ สดงการตงั้ แควน้ โบราณ (ช่วงพทุ ธศตวรรษ ที่ ๕-๑๐) ในไทยของอาณาจักรหรือรัฐ” “ตามพรลงิ ค”์
และเปน็ รฐั การตง้ั เมอื งโบราณในยคุ ”สวุ รรณภมู ”ิ ภาพจากหนงั สอื สวุ รรณภมู ิ ดนิ แดนทองแหง่ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต ้
โดยประทมุ ชมุ่ เพ็งพันธ์ุ / ภาพ : http://www.gotonakhon.com/?p=16008
แผนทแี่ สดงแหลง่ ทต่ี งั้ เมอื งทบี่ า้ นทา่ เรอื เมอื งพระเวยี ง/แสดงแนวฝง่ั ทะเลเดมิ และเสน้ ทางตดิ ตอ่ ถงึ ทะเลนอ้ ย-
ทะเลสาบสงขลา/แผนที่แสดงเมืองทา่ โบราณของฝงั่ อ่าวไทย (ภาพกลางในขณะทไี่ ม่มอี ำ� เภอปากพนังในแผนท)่ี
รายงานการสมั มนาประวัตศิ าสตร์นครศรธี รรมราช ครงั้ ที่ ๒, ครั้งที่ ๕ นายอ�ำนวย ทองทะวัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั
นครศรธี รรมราช, นายสนั ถตั (เฉง่ ) สารรกั ษ์ (ทองนอก) ศนู ยบ์ รรณสารและสอ่ื การศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั วลยั ลกั ษณ์
นครศรธี รรมราชอภินนั ทนาการข้อมูล
143
ราชวงศ์หมิง เศษเคร่ืองถ้วยสังคโลกสมัยสุโขทัย และฐานเจดีย์เก่าท่ีถูกรื้อแล้ว และภายหลังยังขุดพบ
เหรียญเงินตรานโม ถว้ ยชาม หม้อดนิ เผา และศิลปะแบบเขมร ได้แก่ พระพิมพ์ ตะเกียงส�ำริดรูปหัวนก
กำ� ไลสำ� รดิ หวั ครฑุ กะไหลท่ อง และเครอ่ื งถว้ ยจนี สมยั ราชวงศถ์ งั และราชวงศซ์ ง่ อกี ทง้ั ไดพ้ บจารกึ อกั ษร
ปลั ลวะ อายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ บนแผน่ หนิ นกั วชิ าการไดส้ รปุ อายสุ มยั ของเมอื งพระเวยี งคงอยใู่ นสมยั
ศรีวิชยั ท่ีมีอายอุ ยูใ่ นช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๑๕ - ๑๘
๓) เมอื งนครศรธี รรมราชเปน็ การตงั้ ถนิ่ ฐานของชมุ ชนโบราณบน“สนั ทรายนคร - เชยี รใหญ”่
ตอนเหนือ ห่างจากเมืองพระเวียงประมาณ ๗๐๐ เมตร หลังจากเมืองพระเวียงถูกพวกชวาเข้ามาปล้น
ตวั เมืองนครศรีธรรมราชมีลกั ษณะเป็นรปู ส่เี หลีย่ มผนื ผา้ ยาวประมาณ ๒ กโิ ลเมตร กวา้ ง ๐.๖ กโิ ลเมตร
และมคี ูเมอื งลอ้ มรอบทั้งสด่ี า้ น กำ� แพงเมอื งก่อด้วยดนิ และปักเสาพะเนยี ด ต่อมาได้เปลีย่ นเป็นกำ� แพงอิฐ
ในรัชสมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช โบราณสถานและโบราณวัตถุท่พี บในเมอื งนครศรีธรรมราช ได้แก่
หอพระนารายณ์ ทม่ี อี ายอุ ยใู่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ และรปู พระวษิ ณทุ มี่ อี ายอุ ยใู่ นชว่ งพทุ ธศตวรรษ
ที่ ๑๑ - ๑๒ นักวิชาการได้สรุปอายุสมัยของเมืองบนสันทรายซึ่งมีก�ำแพงเมืองอยู่ น่าจะสร้างข้ึนในสมัย
ตน้ กรุงศรีอยุธยาทมี่ อี ายุอยใู่ นราวพุทธศตวรรษท่ี ๒๐
๒.๒ ถิน่ ฐานรุ่นกลาง
การตงั้ ถน่ิ ฐานรนุ่ กลางของอำ� เภอเมอื ง มคี วามเชอ่ื มโยงกบั ของชมุ ชนภาคใตใ้ นยคุ รงุ่ เรอื ง
ของการท�ำเหมืองแร่ดีบุก ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒ จนถึงปัจจุบัน มีการเปล่ียนแปลงท่ีมีอิทธิพล
ตอ่ การต้ังถิ่นฐานของชมุ ชนของภาคใต้ และรวมถึงการตัง้ ถน่ิ ฐานของชุมชนของอำ� เภอเมอื ง สรปุ ไดด้ งั น้ี
๑) ยุคเหมืองแร่ดีบุก เป็นการต้ังถ่ินฐานที่มีปัจจัยเอ้ือจากการท�ำเหมืองแร่ซึ่งเร่ิมต้น
เมื่อปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๒ การท�ำเหมืองแร่ครอบคลุมพื้นท่ีท้ังชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออกและ
ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ชุมชนเมืองท่ีเกิดข้ึนในยุคนั้น ส่วนใหญ่จะเกาะตัวอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลโดยมีเมือง
นครศรธี รรมราชเปน็ เมอื งศนู ยก์ ลางยอ่ ย มเี มอื งเลก็ ๆ กระจายตวั ไปตามแนวฝง่ั ทะเล ไดแ้ ก่ ระนอง พงั งา
ภเู กต็ กระบ่ี และตรงั สว่ นเมอื งใหญ่ ไดแ้ ก่ ปตั ตานี สงขลา สรุ าษฎรธ์ านี ไชยา และชมุ พร โดยมเี สน้ ทาง
ตดิ ต่อค้าขายระหว่างชมุ ชนเมืองทั้งสองฝ่ังทะเล คอื อ่าวไทยกับทะเลอนั ดามัน
๒) ยุคทางรถไฟ เป็นการตั้งถิ่นฐานท่ีมีปัจจัยเอื้อจากการท�ำเส้นทางรถไฟในช่วงกลาง
พุทธศตวรรษท่ี ๒๕ มีอิทธิพลต่อการเปล่ียนแปลงศูนย์กลางความเจริญของภาคใต้จากอดีตคือเมือง
นครศรธี รรมราชดา้ นฝง่ั ทะเลดา้ นอา่ วไทย และเมอื งตะกวั่ ปา่ ดา้ นฝง่ั ทะเลอนั ดามนั ไดย้ า้ ยไปเปน็ หาดใหญ่
ดา้ นฝง่ั อา่ วไทย และศนู ยก์ ลางความเจรญิ ดา้ นฝง่ั อนั ดามนั ไดย้ า้ ยจากเมอื งตะกวั่ ปา่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ พรอ้ ม ๆ ระนอง
ไปเปน็ ทุ่งสง ตรงั ยะลา และสไุ หงโก - ลก
๓) ยคุ ทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข ๔ เปน็ การตง้ั ถนิ่ ฐานทม่ี ปี จั จยั เออ้ื จากเสน้ ทางรถยนต์
สายเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔) ที่สร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ทางหลวงสายน้ีมีผล
ตอ่ การพฒั นาเมอื งศนู ยก์ ลางของภาคใตเ้ ปน็ อยา่ งมาก เพราะชว่ ยกระจายความเจรญิ สชู่ มุ ชนเมอื งในพนื้ ที่
ชายฝ่งั ทะเลอันดามันและพืน้ ทท่ี างหลวงแผน่ ดนิ ทอดผ่าน เชน่ ระนอง ตะกว่ั ปา่ พงั งา ภเู กต็ กระบี่ ตรงั
พทั ลงุ โดยมจี ดุ หมายปลายทางสู่ศนู ยก์ ลางความเจรญิ ของภาคใต้ท่หี าดใหญ่และสงขลา
144
๔) ยคุ ทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข ๔๑ เปน็ การตง้ั ถนิ่ ฐานอกี แหลง่ หนงึ่ โดยมปี จั จยั เออื้
คือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๑ ซึ่งสร้างเช่ือมระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงอ�ำเภอทุ่งสง ซ่ึงเสร็จ
ใน พ.ศ. ๒๕๒๑ ถือเป็นการพัฒนาของภาคใต้ ใน “แถบการพัฒนาตอนกลาง” (Central Corridor)
ระหว่างชายฝั่งทะเลฝั่งอ่าวไทยและชายฝั่งทะเลอันดามัน ขยายตัวไปตามแนวทางหลวงหมายเลข ๔๑
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปจนถึงอ�ำเภอทุ่งสง และต่อไปยังจังหวัดพัทลุง และจังหวัดนราธิวาส โดยมี
อ�ำเภอสไุ หงโก - ลก เปน็ จุดหมายปลายทางของความเจรญิ
การพัฒนาภาคใต้ดังกล่าวข้างต้นได้ก่อให้เกิดศูนย์กลางความเจริญของภาคใต้ ท้ังเมือง
ศูนย์กลางหลักและเมืองศูนย์กลางรองทั้งสองฝั่งทะเลท่ีมีความเชื่อมโยงการพัฒนาของเมืองศูนย์กลาง
การพฒั นาตามแนวเสน้ ทางการคมนาคมระหวา่ งสรุ าษฎรธ์ าน ี - หาดใหญ่ และสรุ าษฎรธ์ าน ี- ภเู กต็ ในรปู แบบ
ของ “Dual Development Axis” และมีการเชอ่ื มโยงระหวา่ งเมอื งศนู ยก์ ลางชายฝง่ั ทะเลอา่ วไทย และ
ชายฝง่ั ทะเลอนั ดามนั ในรปู แบบทมี่ คี วามเชอ่ื มโยงกบั พน้ื ทช่ี ายฝง่ั ทะเลของจงั หวดั ชมุ พร จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี
จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้เกิดความเติบโตของอ�ำเภอเมือง
นครศรธี รรมราชตามไปด้วยอย่างรวดเรว็
๒.๓ ถนิ่ ฐานรนุ่ ปจั จบุ ัน
ในการศึกษารูปแบบการตั้งถิ่นฐานและความเจริญของชุมชนเมืองนครศรีธรรมราช
ของบริษัทโมดัส คอนซัลแทน จ�ำกัด ซึ่งใช้รูปแบบการต้ังถิ่นฐานในเชงิ มติ ิ (Dimension) พบวา่ การตง้ั
ถิ่นฐานในปัจจุบันมีรูปลักษณ์โครงสร้าง และการเจริญเติบโตแตกต่างจากถิ่นฐานรุ่นโบราณและถ่ินฐาน
รนุ่ กลางดงั น้ี
๑) รูปลักษณ์ของชุมชนเมืองของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อ�ำเภอเมืองนครศรี-
ธรรมราชมีชุมชนเมืองระดบั เทศบาลรวมท้งั หมด ๗ แหง่ มี “รูปลกั ษณ์ของชมุ ชน” (Urban Patterns)
สว่ นใหญเ่ ปน็ “แบบแถบขยาย” (Linear) เหน็ ไดจ้ าก เทศบาลนครนครศรธี รรมราช เทศบาลเมอื งปากพนู
เทศบาลต�ำบลท่าแพ เทศบาลต�ำบลบางจาก และเทศบาลต�ำบลปากนคร ชุมชนเมืองส่วนที่เหลือ
มรี ปู ลกั ษณข์ องชมุ ชนเมอื งเปน็ “แบบผสม” (Hybrid) เหน็ ไดจ้ ากเทศบาลตำ� บลทา่ งว้ิ และเทศบาลตำ� บล
โพธ์เิ สด็จ
๒) โครงสรา้ งของชมุ ชนเมอื งของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช โดยภาพรวมของชมุ ชน-
เมอื งของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมี “โครงสรา้ งของชมุ ชนเมอื ง” (Urban Structures) สว่ นใหญเ่ ปน็
“แบบกระจดั กระจาย” (Concentrated Decentralization) เหน็ ไดจ้ ากเทศบาลเมอื งปากพนู เทศบาล
ตำ� บลบางจาก เทศบาลตำ� บลปากนคร เทศบาลตำ� บลทา่ งว้ิ และเทศบาลตำ� บลโพธเิ์ สดจ็ สว่ นชมุ ชนเมอื ง
สว่ นทีเ่ หลอื มีโครงสรา้ งของชุมชนเปน็ “แบบหลายศูนยก์ ลาง” (Polycentric) เหน็ ไดจ้ ากเทศบาลนคร
นครศรีธรรมราช และ “แบบศนู ย์กลางเดยี่ ว” (Monocentric) เห็นได้จากเทศบาลต�ำบลท่าแพ
“รปู ลกั ษณข์ องชมุ ชนเมอื ง” (Urban Patterns) จำ� แนกออกเปน็ ๕ ลกั ษณะ คอื “แบบแถบขยาย” (Linear :
ll) “แบบตน้ ไม”้ (Tree : TR) “แบบรศั ม”ี (Redal : RA) “แบบรังผ้ึง” (Cellular : CE) และ “แบบผสม” (Hybrid)
“โครงสร้างของชุมชนเมือง” (Urban Structures) จำ� แนกออกเป็น ๓ ลักษณะ คอื “แบบกระจัดกระจาย”
(Concentrated Decentralization : CD) “แบบศูนย์กลางเด่ียว” (Monocentric : MO ) “แบบหลายศูนย์กลาง”
(Polycentric : PO)
145
ชมุ ชนเมืองยา่ นทา่ วังนบั ว่าเป็นแหลง่ เศรษฐกิจของอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราชต้งั แตอ่ ดตี จวบจนปจั จุบัน
๓) การเจริญเติบโตของชุมชนเมืองของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช โดยภาพรวม
ของชมุ ชนเมอื งของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช สว่ นใหญเ่ ตบิ โตเปน็ “แบบแผก่ วา้ ง” (Urban Extensions)
เหน็ ได้จาก เทศบาลเมืองปากพนู เทศบาลต�ำบล ทา่ แพ เทศบาลตำ� บลบางจาก เทศบาลต�ำบลปากนคร
เทศบาลต�ำบลท่าง้ิว เทศบาลต�ำบลโพธ์ิเสด็จ สว่ นชมุ ชนเมอื งทเ่ี หลอื เจรญิ เตบิ โตเปน็ “แบบการขยายตวั
ของหลายชมุ ชน” (Multiple Village Extensions) เห็นได้จากเทศบาลนครนครศรธี รรมราช
๓. ลักษณะนิสัยใจคอ
พฤติกรรมของชาวอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่เร่ิมจัดตั้งอ�ำเภอใน พ.ศ. ๒๔๔๐ พบว่า
มีพฤติกรรมหลายประการที่สะท้อนนิสัยใจคอออกมา จนท�ำให้เป็นบุคลิกและค่านิยมเฉพาะตัว (หรือ
“เอกลกั ษณ์นสิ ยั ใจคอ”) อยา่ งไรกด็ ี นิสัยใจคอทีป่ ระมวลมานี้ วิรัตน์ ธรี ะกุล แหง่ วทิ ยาลัยครูนครศร-ี
ธรรมราชไดส้ รปุ เปน็ ขอ้ สงั เกตในลกั ษณะเปน็ ภาพรวม (โดยมไิ ดเ้ จาะจงวา่ จะตอ้ งปรากฏเชน่ นที้ กุ ครอบครวั )
วา่ มี ๑๒ ประการ คอื
(๑) รกั อิสระ หมายถงึ รกั ความเป็นไท ไมช่ อบการบงั คบั ให้อยูใ่ นกรอบหรอื วินยั ไมช่ อบอยใู่ ต้
อาณัติใคร ไม่ชอบกฎเกณฑ์ รวมทง้ั มีความรู้สึกทไี่ มด่ ตี อ่ การใช้อำ� นาจบงั คับ
(๒) รกั ความเปน็ ตวั ของตวั เอง หมายถงึ ไมน่ ยิ มการรวมกลมุ่ โดยเฉพาะกลมุ่ ทม่ี ลี กั ษณะจดั ตงั้
หรอื กลมุ่ ทางการ เหตนุ ้จี งึ ทำ� ให้การจัดต้ังกลุม่ ทที่ างราชการช้ีแนะมกั จะไมเ่ ปน็ ผลเท่าทค่ี วร
“การเจริญเติบโตของชุมชนเมือง” (Urban Growth) จ�ำแนกเปน็ ๕ ลกั ษณะ คอื “แบบเติมทว่ี ่าง” (Urban
Lnfill : UI) “แบบแผก่ ว้าง” (Urban Extensions : UE) “แบบการขยายตวั ของชุมชนหลกั ” (Key Village Exten-
sions : KVE) “แบบการขยายตัวของหลายชุมชน” (Multiple Village Extensions :MVE) และ “แบบชุมชนใหม่”
(New Settlements : NS)
146
งานบุญเดือนสิบถือเป็นงานส�ำคัญส�ำหรับชาวนครศรีธรรมราช เพราะเป็นงานรวมญาติพี่น้องพร้อมหน้ากันเพ่ือท�ำบุญ
อุทศิ ส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษทล่ี ว่ งลบั ไปแล้วตามความเช่อื ตัง้ แตโ่ บราณ ปัจจบุ ันยังคงอยคู่ เู่ มอื งนครศรธี รรมราช
อย่างเหนียวแน่น
(๓) รกั พวกพอ้ ง หมายถงึ รักผูกพนั ในหมู่ญาติ ถน่ิ ก�ำเนิด ความคนุ้ เคยเปน็ การสว่ นตัว หรอื
ความผูกพันรักใคร่ในฐานะเดียวกัน ปรากฏอยู่ท้ังในชีวิตประจ�ำวันและในหน้าที่การงาน เหตุน้ีจึงท�ำให้
พวกพ้องอยู่เหนือความผิดกฎหมาย อยู่เหนือระเบียบกฎเกณฑ์ อยู่เหนือความเป็นธรรม และอยู่เหนือ
ความคดิ การเมอื ง
(๔) รกั ความจรงิ ใจ หมายถงึ มคี วามตรงไปตรงมา ไมม่ เี ลศนยั ผใู้ ดแสดงความจรงิ ใจใหป้ รากฏ
ผนู้ ้ันมกั จะไดร้ ับความจริงใจจากชาวนครตอบแทน
(๕) รักความใจกว้าง หมายถึงชอบผู้มีจิตใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ ไม่ตระหน่ีถี่เหนียว
กล้าได้กลา้ เสยี เต็มใจให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืนเม่อื ประสบความทกุ ข์ยาก เรยี กอกี อย่างว่า “ใจนกั เลง”
(๖) รักความโอ่อ่า หมายถึงชอบสิ่งของและการกระท�ำท่ีแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่าภูมิฐาน
โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ ฐานะตนเอง เหน็ ไดจ้ ากการจดั งานตา่ ง ๆ ของชาวบา้ น ไดแ้ ก่ งานบวช งานแตง่ งาน และ
งานศพ เปน็ ตน้ มกั ทมุ่ เทเงนิ ทองจำ� นวนมากเพอื่ แสดงถงึ ความมฐี านะ กลวั การถกู นนิ ทาวา่ เปน็ คนขเี้ หนยี ว
ใจไม่ถึง จึงพยายามหลีกเล่ียงภาวะที่แสดงให้เห็นว่าตนนอ้ ยหน้าผอู้ ่ืน
(๗) รักศักดิ์ศรี หมายถึงหยิ่งในเกียรติและยศของตน ไม่ชอบให้ใครมาดูแคลน ไม่ยอมใคร
ง่าย ๆ ลักษณะความอ่อนน้อมถ่อมตนจึงปรากฏค่อนข้างน้อย ค�ำพูดที่แสดงการยกย่องให้เกียรติคนอ่ืน
หรอื ถ่อมตนมจี �ำกัดในภาษาทอ้ งถิ่น ลกั ษณะทีว่ า่ นีท้ �ำใหถ้ ูกมองวา่ เป็นคนหัวหมอหรอื แขง็ กระด้าง
(๘) รักการเป็นเจ้านาย หมายถึงนิยมชมชอบต่อการเป็นข้าราชการ สังเกตได้จากการนิยม
ส่งบตุ รหลานเขา้ เรยี นในระบบโรงเรยี นด้วยความหวังทจ่ี ะใหเ้ ขา้ รับราชการ แต่เม่อื ไดเ้ ปล่ยี นแปลงฐานะ
เป็นชนชั้นเจ้านาย มักมีพฤติกรรมท่ีเลียนแบบเจ้านายอย่างเด่นชัด ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่าง
147
ประชาชนกบั ขา้ ราชการ และกอ่ ใหเ้ กดิ คา่ นยิ มทสี่ วนกลบั หรอื ขดั แยง้ กนั และสง่ิ ทตี่ รงกนั ขา้ มคอื ชาวนคร
ทไ่ี ม่เปน็ ขา้ ราชการมกั มคี วามรสู้ ึกต่อต้านระบบเจ้าขนุ มูลนาย
(๙) รกั ถน่ิ กำ� เนดิ หมายถงึ มคี วามภมู ใิ จกบั อดตี อนั ยาวนาน และวฒั นธรรมอนั เปน็ เอกลกั ษณ์
ของท้องถ่ินตน ดังจะเห็นได้ว่าแม้จะไปประกอบอาชีพในถ่ินอ่ืน นิยมกลับมาถ่ินเดิมในสองเทศกาล คือ
เทศกาลเดือนห้า และเทศกาลเดือนสิบ รวมท้ังมีความภูมิใจที่จะพูดภาษาถิ่นใต้ในที่ต่าง ๆ โดยไม่ค่อย
เกรงใจผฟู้ ังซงึ่ เป็นชาวภาคอ่นื ๆ
(๑๐) รกั ชอบระบบอาวโุ ส หมายถงึ นยิ มใหค้ วามนบั ถอื กนั ตามความอาวโุ ส ทง้ั ในความสมั พนั ธ์
สว่ นตวั และในหนา้ ทก่ี ารงาน เพราะถอื วา่ ผอู้ าวโุ สมปี ระสบการณม์ ากกวา่ นอกจากนนั้ ยงั ถอื วา่ การเชอ่ื ฟงั
ผอู้ าวุโสเปน็ การปอ้ งกนั ตวั ดว้ ย
(๑๑) รกั สุขนยิ ม หมายถงึ นิยมหาความสุขจากชวี ติ ชอบความสนกุ สนาน ทั้งในชีวติ ประจ�ำวัน
และในงานอาชพี มกั แทรกความสนกุ สนานไว้ด้วยเสมอ ชอบพูดค�ำผวน ชอบคนเจา้ บทเจ้ากลอน ชอบ
จดั งานรื่นเรงิ หรอื มหรสพ และชอบธรรมชาติ
(๑๒) รักชอบกิจกรรมทางการเมอื ง หมายถงึ มีสำ� นกึ และตืน่ ตัวทางการเมอื งค่อนข้างสูง
๔. พัฒนาการทางเศรษฐกจิ
โดยสภาพทต่ี ง้ั ทางภมู ศิ าสตรข์ องนครศรธี รรมราช จดั ไดว้ า่ เปน็ จดุ ทม่ี ลี มมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน คนสมัยโบราณจึงอาศัยลมมรสุมนี้เพ่ือเดินเรือ ประกอบกับพ้ืนท่ี
ชายฝง่ั ทะเลตะวนั ออกเปน็ อา่ วขนาดใหญ่ เหมาะสำ� หรบั จอดพกั เรอื และเปน็ ทา่ เรอื สำ� หรบั คา้ ขาย ตลอดจน
เปน็ ทางผา่ นท่ีจะแล่นใบไปค้าขายในบริเวณอื่น ๆ เช่น บริเวณลุ่มน�้ำเจ้าพระยา บริเวณคาบสมุทรมลายู
และบรเิ วณอ่าวตงั เกย๋ี นครศรธี รรมราชจงึ กลายเปน็ ชมุ ทางเดินเรือท่สี ำ� คัญอกี แหง่ หนง่ึ ในคาบสมุทรนี้
๔.๑ เศรษฐกิจยุคเก่า
ร่องรอยทางโบราณคดีและเอกสารของอินเดียและจีนยืนยันว่านครศรีธรรมราช (เดิม
คือ อาณาจักรตามพรลิงค์) เป็นอาณาจักรโบราณที่มีการติดต่อกับต่างชาติมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่
พุทธศตวรรษที่ ๘ พ่อค้านักเดินเรือชาวอินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย และจีนต่างรู้จักอาณาจักรแห่งนี้ดี
เพราะเป็นเมืองท่าที่มีสินค้าส�ำคัญทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างชาติ ต่อมาในพุทธศตวรรษท่ี ๑๓ - ๑๖
อาณาจักรตามพรลิงค์อยู่ในเครือข่ายการค้ากับอาณาจักรศรีวิชัย ส่งผลให้การค้ากับต่างชาติรุ่งเรือง
ตามไปด้วย เพราะอาณาจักรศรีวิชัยเป็นมหาอ�ำนาจทางทะเล ด้วยเหตุน้ีนครศรีธรรมราชจึงสามารถ
ติดต่อค้าขายกับจีนและอินเดียได้สะดวก เห็นได้จากการส่งคณะทูตและเครื่องบรรณาการไปประเทศจีน
ใน พ.ศ. ๑๕๑๔ ซึ่งตรงกบั สมยั ราชวงศซ์ ุ่ง ทำ� ใหเ้ ศรษฐกิจอาณาจักรนีเ้ จรญิ มากกวา่ เมืองใดในคาบสมุทร
ไทย - มลายู
ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙ เมอ่ื สโุ ขทยั เตบิ โตเปน็ อาณาจกั รในแถบลมุ่ แมน่ ำ�้ ยม นครศรธี รรมราช
ไดเ้ ขา้ เปน็ พนั ธมติ รกบั อาณาจกั รสโุ ขทยั มบี ทบาทสำ� คญั ในการเผยแผศ่ าสนาและเสน้ ทางการคา้ ระหวา่ ง
จนี อนิ เดยี และอาหรบั มรี ายไดจ้ ากการเกบ็ ภาษกี ารคา้ รวมทง้ั พฒั นาการศาสนาอยา่ งกวา้ งขวาง จงึ ยงั
ดำ� รงสถานะศนู ย์กลางพระพทุ ธศาสนาทีส่ ำ� คญั ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตส้ บื มา
148
แผนทก่ี ารเดินทางผา่ นอ่าวไทยสมยั โบราณโดยเรอื สำ� เภา
ภาพจากสารนครศรีธรรมราชและอาจารยพ์ วงผกา ตลงึ จติ ต์ ห้องสมุดโรงเรียนเบญจมราชูทศิ
http://www.gotonakhon.com/?p=6889
ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ - ๒๒ กรงุ ศรอี ยธุ ยาเตบิ โตเปน็ อาณาจกั รในลมุ่ นำ�้ เจา้ พระยา การคา้
กบั ตา่ งชาตขิ องนครศรธี รรมราชยงั คงเตบิ โตเชน่ เดมิ เพราะประเทศแถบยโุ รป เชน่ โปรตเุ กส สเปน ฮอลนั ดา
และอังกฤษ เดินทางเข้ามาค้าขายในดินแดนแถบนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นแหล่งผลิตดีบุก เคร่ืองเทศ และ
ของปา่ ซง่ึ เปน็ ทตี่ อ้ งการของตลาดตา่ งประเทศในขณะนน้ั สนิ คา้ เหลา่ นเี้ ปน็ สงิ่ ดงึ ดดู ใจใหพ้ อ่ คา้ ชาตติ ะวนั ตก
เดนิ ทางเขา้ มาคา้ ขาย จะเหน็ ไดจ้ ากการเขา้ มาขอตงั้ สถานกี ารคา้ ของบรษิ ทั ดชั ทอ์ สี ตอ์ นิ เดยี จำ� กดั (The
Dutch East Indies Company VOC) ใน พ.ศ.๒๑๕๔ ทเ่ี ขา้ มาท�ำสญั ญาผูกคา้ ขาดพริกไทยและดบี ุก
โดยตรงกบั เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช โดยไดร้ บั สทิ ธพิ เิ ศษไมต่ อ้ งเสยี ภาษใี ด ๆ ทงั้ สน้ิ หรอื ใน พ.ศ. ๒๑๖๔
บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (The British East India Company EIC) ได้รับอนุญาตให้เข้ามา
ตง้ั สถานกี ารคา้ ในเมอื งนครศรธี รรมราช ขณะเดยี วกนั ในฐานะทเ่ี ปน็ หวั เมอื งเอกทางภาคใต้ มอี ำ� นาจควบคมุ
ดูแลหัวเมืองในคาบสมุทรไทย ตั้งแต่ชุมพรตลอดจนถึงหัวเมืองมลายู ท�ำให้ได้รับผลประโยชน์จากส่วย
และภาษีอากรอยา่ งมาก
ในชว่ ง พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสยี แกพ่ ม่า ครนั้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสนิ กู้อสิ รภาพ
และต้ังอาณาจักรธนบุรีขึ้น จึงส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศอีกครั้ง เนื่องจากช่วงหลังสงครามกับพม่า
ทำ� ใหเ้ กดิ ความขาดแคลนเสบยี งอาหาร ขา้ วจงึ กลายเปน็ สนิ คา้ ทตี่ า่ งประเทศทเี่ ปน็ ทต่ี อ้ งการมาก โดยนำ�
มาแลกกับแร่ดีบุก ทรงสนับสนุนให้พ่อค้าต่างชาติเข้ามาท�ำการค้า และทรงผลักดันให้ข้าวมีราคาสูงข้ึน
เป็นพิเศษ เพื่อดึงดูดพ่อค้าต่างชาติให้เข้ามาค้าขายตามเมืองท่าต่าง ๆ รวมท้ังเมืองนครศรีธรรมราช
ดว้ ยการดำ� เนนิ นโยบายทางเศรษฐกจิ ดงั กล่าว ทำ� ใหน้ ครศรธี รรมราชคา้ ขายกบั ตา่ งประเทศอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
โดยเฉพาะการค้ากับจีน ซง่ึ เป็นตลาดการคา้ ที่ส�ำคญั
149
เรือรบและเรือเดนิ สมุทรของบรษิ ัทอินเดียตะวันออกขององั กฤษ
จาก http://www.xn--42c3as5b.com/16427358/บทท-่ี ๔-เจา้ พระยานครศรธี รรมราช-นอ้ ย-กบั การปกครองหวั เมอื ง
มลายู
ในชว่ งสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ ราชสำ� นกั สยามไดส้ ง่ เสรมิ ใหเ้ มอื งสงขลาขน้ึ มาคานอำ� นาจ
กับเมืองนครศรีธรรมราชเพิ่มข้ึนเป็นล�ำดับ ส่งผลกระทบต่อการค้าต่างประเทศของนครศรีธรรมราช
โดยตรง โดยเฉพาะผลประโยชนเ์ คยทไี่ ดจ้ ากเมอื งสงขลา จงึ เกดิ การแยง่ ชงิ ผลประโยชนท์ างการคา้ ตา่ งประเทศ
ระหวา่ งเมอื งทงั้ สองใน พ.ศ. ๒๓๓๔ ประกอบกบั ในชว่ งนเ้ี กดิ ความขดั แยง้ ระหวา่ งเจา้ เมอื งตรงั กบั นครศร-ี
ธรรมราช ราชสำ� นกั กรงุ รตั นโกสนิ ทรจ์ งึ ยกเมอื งตรงั ใหข้ น้ึ ตรงกบั กรงุ เทพฯ การถอดถอนอำ� นาจการควบคมุ
เมอื งตรงั ได้ส่งผลใหภ้ าวะทางเศรษฐกจิ ของนครศรธี รรมราชถดถอยลง เพราะเมอื งตรงั มที รพั ยากรทีใ่ ช้
คา้ ขายตา่ งชาตมิ าก และเปน็ เมอื งทา่ ทเี่ ชอื่ มผลประโยชนท์ างเศรษฐกจิ ของเมอื งนครศรธี รรมราชกบั พอ่ คา้
ชาวองั กฤษ ทง้ั ยงั เปน็ เมอื งสง่ ออกสนิ คา้ ประเภทชา้ ง งาชา้ ง และดบี กุ ไปยงั อนิ เดยี และศรลี งั กามาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี พ.ศ. ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงแก้ไขปัญหา โดยยกเมืองตรัง
เมอื งไทรบรุ ี และเมอื งกลนั ตนั กลบั เขา้ มาขน้ึ กบั เมอื งนครศรธี รรมราช ทำ� ใหฐ้ านะของเมอื งนครศรธี รรมราช
กระเตอื้ งข้ึนมาอกี คร้ัง
ปลายสมัยรัชกาลที่ ๒ คือ พ.ศ. ๒๓๖๕ ผู้ส�ำเร็จราชการอังกฤษประจ�ำอินเดียได้ส่ง
ยอห์น ครอเฟดิ (John Crawfurd) จากอินเดยี มายงั เกาะปีนงั โดยให้เนน้ เกย่ี วกับเรอื่ งการค้ามากกวา่
เรอื่ งเมอื งไทรบรุ แี ละเมอื งเประ ครอเฟดิ ไดเ้ ขา้ มาเจรจากบั รฐั บาลไทยเปน็ ครง้ั แรกเมอ่ื วนั ท่ี ๒๑ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๓๖๕ ทก่ี รงุ เทพฯ สาระหลกั คอื เรอ่ื งการทเี่ จา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) ใชก้ ำ� ลงั ทหารเขา้ ควบคมุ
เมืองไทรบรุ ี ถือเป็นการรุกรานเมืองไทรบรุ ี จงึ เกลี้ยกลอ่ มใหไ้ ทยยนิ ยอมให้เจา้ พระยาไทรบรุ ี (ปะแงรัน)
กลบั ไปปกครองเมอื งไทรบุรดี งั เดิม แต่ฝา่ ยไทยไม่ยินยอม เปน็ เหตุใหก้ ารเจรจาครง้ั นน้ั ลม้ เหลว
150
ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลท่ี ๓ พ.ศ. ๒๓๖๘ บริษัทอังกฤษท่ีเกาะปีนังได้ส่งครอเฟิดติดต่อ
กบั ทางการไทยอกี โดยผา่ นทางเจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) เพอ่ื ขอเจรจาเรอ่ื งการดแู ลเมอื งไทรบรุ ี
และส่งเสริมการคา้ ระหว่างบริษัทอังกฤษกับรฐั บาลไทย ผลการเจรจาครั้งนีไ้ ดม้ สี ัญญาเบ้ืองตน้ (Prelimi-
nary Treaty) ซ่ึงลงนามเมอ่ื วนั ท่ี ๓๑ กรกฎาคม ๒๓๖๘ ที่เมอื งนครศรธี รรมราช เพื่อใช้เปน็ แนวทาง
ในการเจรจากบั รัฐบาลไทยท่กี รงุ เทพฯ อกี ครัง้ สัญญาเบือ้ งตน้ นี้มใี จความโดยสรปุ ว่า
ก. เจ้าพระยานครนครศรีธรรมราช (น้อย) จะไม่ส่งทหารเข้าไปยังเประและสลังงออีก
สว่ นองั กฤษก็จะไม่เข้าไปยดึ ครองหรือแทรกแซงเมอื งเประและสลงั งอเชน่ เดียวกนั
ข. บรษิ ทั องั กฤษจะไมแ่ ทรกแซงการปกครองเมอื งไทรบรุ ี ถา้ เจา้ พระยาไทรบรุ ี (ปะแงรนั )
ไดก้ ลบั มาครองเมอื งไทรบรุ ี บรษิ ทั องั กฤษกจ็ ะบงั คบั ใหส้ ง่ ดอกไมเ้ งนิ ทองใหแ้ กไ่ ทยอกี ปลี ะ ๔,๐๐๐ ดอลลาร์
ค. เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) สญั ญาวา่ ถา้ พระมหากษตั รยิ ไ์ ทยยนิ ยอมใหเ้ จา้ พระยา
ไทรบรุ ี (ปะแงรนั ) กลบั มาครองเมอื งไทรบรุ อี กี เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) จะถอนเจา้ หนา้ ทไี่ ทย
ออกมาจากเมืองไทรบรุ ีท้งั หมด และไม่โจมตีไทรบรุ ีอีก
ภายหลงั การเจรจา ครอเฟดิ ไดเ้ ดนิ ทางจากนครศรธี รรมราชกลบั ไปอนิ เดยี เพอื่ ขออนญุ าต
เจรจากบั รฐั บาลไทย เมอ่ื ไดร้ บั อนญุ าตองั กฤษจงึ สง่ รอ้ ยเอกเฮนร่ี เบอรน์ ี (Henry Burney) เปน็ หวั หนา้
คณะมาเจรญิ ทางพระราชไมตรี และทำ� สนธสิ ญั ญากบั รฐั บาลไทย คอื “สนธสิ ญั ญาเบอรน์ ”ี (The Burney
Treaty) เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๖๙ โดยตอ้ งการใหร้ าชสำ� นกั สยามยกเลกิ ระบบผกู ขาดการคา้ การทำ� สนธสิ ญั ญา
ครงั้ นเี้ จา้ พระยานครศรธี รรมราช (นอ้ ย) เปน็ ผตู้ ดิ ตอ่ ประสานงานในการเจรจาทงั้ ฝา่ ยไทยและฝา่ ยองั กฤษ
ประกอบกับเวลาน้ันตระกูล ณ นคร เป็นตระกูลหน่ึงท่ีมีอ�ำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจมากท่ีสุด
ในภาคใต้ รวมทัง้ สายสมั พนั ธท์ างเครอื ญาติอย่างแนบแน่นกบั ราชวงศจ์ กั รีและขุนนางผู้ใหญใ่ นราชสำ� นัก
ไทย นอกจากนกี้ ารทอ่ี งั กฤษเขา้ มามบี ทบาทในเมอื งไทรบรุ มี ากขน้ึ นครศรธี รรมราชจำ� เปน็ จะตอ้ งปกปอ้ ง
ผลประโยชนใ์ นเมอื งนอี้ ยา่ งเตม็ ที่ เพราะมที รพั ยากรทสี่ ำ� คญั ในรปู ภาษแี ละสว่ ยทเ่ี ออื้ ประโยชนใ์ หก้ บั การคา้
ตา่ งประเทศ ในทีส่ ุดเมือ่ รฐั บาลไทยต้องถูกบบี บงั คับให้ทำ� สนธสิ ัญญากบั อังกฤษใน พ.ศ. ๒๓๖๙ นครศร-ี
ธรรมราชจงึ ตอ้ งเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มดว้ ย เพราะสนธสิ ญั ญาฉบบั นไี้ ดส้ ง่ ผลกระทบตอ่ ผลประโยชนท์ างการคา้
ต่างประเทศของเมืองนครศรธี รรมราชโดยตรง
ขวัญตา เฮงสมบูรณ์* ให้ความเห็นว่า จากการที่นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองใหญ่ท่ีสุด
ทางภาคใตแ้ ละมคี วามสำ� คญั ทางเศรษฐกจิ มาหลายยคุ หลายสมยั ทำ� ใหเ้ ศรษฐกจิ การคา้ ของเมอื งนต้ี อ้ งเขา้ ไป
เก่ียวข้องกับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของรัฐไทยอย่างยากท่ีจะแยกออกจากกัน เพราะโครงสร้าง
ในระบบศักดินาอ�ำนวยให้ราชส�ำนักไทยสามารถจัดเก็บผลผลิตส่วนเกิน ซึ่งได้จากเมืองนครศรีธรรมราช
และหัวเมืองภาคใต้ที่นครศรีธรรมราชควบคุมดูแลอยู่ ไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจการค้าต่างประเทศ ท�ำให้
ระบบเศรษฐกิจของเมืองหลวงต้องพ่ึงพาระบบเศรษฐกิจของเมืองน้ีตลอดมา เพ่ิงคลี่คลายการพ่ึงพาไป
ในชว่ งหลงั การเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ นเ่ี อง
*ขวัญตา เฮงสมบูรณ์ การค้าต่างประเทศของเมืองนครศรีธรรมราชสมัยต้นรัตนโกสินทร์ วิทยานิพนธ์
ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๒๕๕๒
151
การสง่ เสริมของภาครัฐทำ� ใหภ้ าคเกษตรกรรมมีความเข้มแข็ง เป็นการเพมิ่ ศกั ยภาพในการผลติ สนิ ค้าสูต่ ลาด
อนั จะส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวดั ท้งั ในปัจจุบนั และอนาคต
๔.๒ เศรษฐกิจยุคปจั จบุ ัน
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจท่ีข้ึนอยู่กับองค์ประกอบสามภาค
ดงั นี้
๑) ภาคเกษตรกรรม เป็นภาคท่ีมีความเข้มข้นของภาคการค้าและการบริการในเขต
เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชและพื้นที่ต่อเน่ือง เพราะเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าทั้งสินค้าส�ำเร็จรูปต่าง ๆ
และสนิ คา้ ทางการเกษตรทงั้ พชื ผล อาหารสด อาหารทะเลตา่ ง ๆ จากทงั้ ในและนอกจงั หวดั นครศรธี รรมราช
มาไวท้ ี่ตลาดหวั อิฐ กระจายออกสู่พ้ืนทต่ี า่ งอำ� เภอในจังหวัดนครศรธี รรมราช
๒) ภาคอุตสาหกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรมกระจายตัวอยู่ในเขตอ�ำเภอเมืองนครศรี-
ธรรมราชมากทสี่ ดุ จำ� นวน ๓๕๗ โรง สว่ นใหญเ่ ปน็ โรงงานอตุ สาหกรรมกบั การเกษตร การแปรรปู สนิ คา้
ทางการเกษตร อตุ สาหกรรมขนสง่ อตุ สาหกรรมโลหะ และอตุ สาหกรรมอาหาร ท�ำใหเ้ ปน็ แหลง่ จา้ งงาน
ทีส่ ำ� คัญนอกภาคการเกษตร
๓) ภาคบรกิ ารและการท่องเท่ยี ว มวี ดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ ารเป็นจดุ ดงึ ดูดและเปน็
จดุ หมายปลายทางของการทอ่ งเทย่ี วอนั ดบั แรกในจงั หวดั นครศรธี รรมราช โดยวดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร
ซึ่งได้รับการรับรองการเข้าสู่บัญชีมรดกโลก (Tentative) ก่อนจะเสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก
ทางวฒั นธรรมในราว พ.ศ. ๒๕๖๔ จะมผี ลทางบวกตอ่ การดงึ ดดู นกั ทอ่ งเทย่ี วชาวไทยและชาวตา่ งประเทศ
รวมถึงก่อให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เช่ือมโยงกับการค้าขายในท้องถิ่น และเชื่อมโยงแหล่งท่องเท่ียว
ทางธรรมชาติ ทง้ั ทะเล และนำ�้ ตก นบั วา่ การทอ่ งเทยี่ วมบี ทบาทสำ� คญั ในการกระตนุ้ เศรษฐกจิ ของอำ� เภอ
เมอื งนครศรีธรรมราช
152
ลักษณะทางเศรษฐกิจของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชหากมองความเชื่อมโยงกับมูลค่า
ทางเศรษฐกจิ ของจงั หวดั นครศรธี รรมราช พบวา่ ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมของจงั หวดั นครศรธี รรมราชใน พ.ศ. ๒๕๖๐
มีมูลค่ารวม ๑๕๕,๘๗๘ ล้านบาท ซ่ึงส่วนแบ่งการผลิตจัดอยู่ในอับดับที่ ๓ ของภาคใต้รองจากจังหวัด
สงขลาและจังหวัดสุราษฎร์ธานี เม่ือเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายฝั่งตะวันออก
ซ่ึงประกอบด้วยจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุง พบว่า
ผลิตภัณฑม์ วลรวมจงั หวัดนครศรธี รรมราชมสี ว่ นแบง่ การผลติ จัดอยูใ่ นอันดับ ๒ หากวเิ คราะห์เศรษฐกจิ
โดยภาพรวมของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช โดยใชข้ อ้ มลู ผลติ ภณั ฑม์ วลรวมของจงั หวดั นครศรธี รรมราช
มามองโครงสรา้ งทางเศรษฐกจิ ซงึ่ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชเปน็ ศนู ยก์ ลางทางการคา้ และบรกิ าร จะพบวา่
มลู คา่ การผลิตส่วนใหญ่อย่นู อกภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมบริการ
๑) ขนาดเศรษฐกจิ
ขนาดเศรษฐกจิ ของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชสามารถเทยี บมลู คา่ ของผลติ ภณั ฑม์ วลรวม
ของจังหวัดนครศรีธรรมราชตามสัดส่วนของประชากรท่ีอาศัยอยู่ในเขตอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
ต่อประชากรทั้งจงั หวัด โดย พ.ศ. ๒๕๖๐ ผลติ ภัณฑ์มวลรวมจงั หวัดนครศรธี รรมราชมีมลู ค่า ๑๕๕,๘๗๘
ลา้ นบาท ประชากรของจงั หวดั นครศรธี รรมราชมจี ำ� นวน ๑,๕๓๔,๘๘๗ คน และประชากรของอำ� เภอเมอื ง
นครศรีธรรมราชมจี ำ� นวน ๒๖๘,๐๑๐ คน เม่อื เทยี บกบั ขนาดเศรษฐกิจของจงั หวดั นครศรธี รรมราชแล้ว
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมขี นาดเศรษฐกจิ เทา่ กบั ๒๗,๒๑๘ ลา้ นบาท (ขนาดเศรษฐกจิ เทา่ กบั จำ� นวน
ประชากรในพนื้ ที่วางผัง X ขนาดเศรษฐกจิ จังหวัด / จ�ำนวนประชากรในจังหวดั )
๒) โครงสร้างเศรษฐกิจในภาพรวม
พ.ศ. ๒๕๖๐ โครงสร้างทางเศรษฐกิจของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เม่ือน�ำมาเทียบ
กบั มลู ค่าการผลิตในแต่ละสาขาของผลิตภัณฑม์ วลรวมจงั หวดั จำ� แนกออกเปน็ ดังนี้
๑) ภาคเกษตรกรรม ประกอบดว้ ยสาขาเกษตรกรรม และสาขาการประมง จงั หวดั นครศร-ี
ธรรมราชมีมูลค่าการผลิตรวม ๓๘,๙๔๖ ลา้ นบาท สว่ นอ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราชมมี ลู ค่าการผลติ รวม
๖,๘๐๐ ล้านบาท
๒) ภาคอตุ สาหกรรม ประกอบดว้ ยสาขาการผลติ อตุ สาหกรรม สาขาการไฟฟา้ กา๊ ซ และ
การประปา และสาขาการก่อสร้าง จังหวัดนครศรีธรรมราชมีมูลค่าการผลิตรวม ๖๐,๕๘๑ ล้านบาท
สว่ นอ�ำเภอเมอื งมีมูลค่าการผลิตรวม ๑๐,๕๗๘ ลา้ นบาท
๓) ภาคบริการและการท่องเท่ียว ประกอบด้วยสาขาการขายส่ง การขายปลีก และ
การซอ่ มแซม สาขาโรงแรมและภตั ตาคาร สาขาการขนสง่ สถานทเ่ี กบ็ สนิ คา้ และการคมนาคม สาขาบรกิ าร
ทางการเงนิ สาขาการบรกิ ารดา้ นอสงั หารมิ ทรพั ย์ สาขาการใหเ้ ชา่ และบรกิ ารทางธรุ กจิ สาขาการบรหิ าร
ราชการแผน่ ดนิ และการทอ่ งเทยี่ ว สาขาการศกึ ษา สาขาการบรกิ ารดา้ นสขุ ภาพ สาขาการใหบ้ รกิ ารชมุ ชน
และสงั คม และสาขาการบริหารจดั การ จงั หวดั นครศรีธรรมราชมีมูลคา่ การผลติ รวม ๕๖,๓๕๑ ลา้ นบาท
สว่ นอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราชมมี ลู ค่าการผลิตรวม ๙,๘๔๐ ลา้ นบาท
153
สถานประกอบการธรุ กจิ คา้ ปลกี ขนาดใหญ่ทเี่ ข้ามาลงทุนในจงั หวัด
เป็นแหลง่ งานและการจ้างงานท่สี ง่ ผลตอ่ ตลาดแรงงานอีกรปู แบบหนึ่ง
๓) แหลง่ งานและการจา้ งงาน
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมคี วามหนาแนน่ ของสถานประกอบการ โดยใน พ.ศ. ๒๕๖๐
มีสถานประกอบการจ�ำนวน ๑๒,๖๓๒ แห่ง คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๖๐ ของจ�ำนวนสถานประกอบการ
ทงั้ จังหวดั นครศรธี รรมราช โดยสถานประกอบการทมี่ ีขนาดคนท�ำงาน ๑-๕ คน จำ� นวน ๑๑,๖๖๑ แหง่
ขนาดคนท�ำงาน ๖ - ๒๐ คน จ�ำนวน ๘๒๖ แห่ง ขนาดคนท�ำงาน ๒๑ - ๕๐ คน จ�ำนวน ๙๕ แห่ง
ขนาดคนท�ำงาน ๕๑ - ๑๐๐ คน จ�ำนวน ๑๙ แห่ง ส่วนใหญ่มีการกระจายตัวของสถานประกอบการ
ในเขตเทศบาลนครนครศรธี รรมราชและพืน้ ทีต่ ่อเนื่อง
๔) การคา้ และบริการ
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าและบริการของจังหวัดนครศรี-
ธรรมราช มรี า้ นคา้ และสำ� นกั งานบรษิ ทั เอกชน รวมไปถงึ สว่ นราชการ สถาบนั การศกึ ษา และมปี ระชากร
อาศัยอยู่มากที่สุด ด้วยเหตุน้ีจึงทำ� ให้อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราชมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ การค้า
และบรกิ ารตา่ ง ๆ มากท่สี ุดในจงั หวัด โดยศูนย์กลางธุรกิจการค้าของอำ� เภออยู่ในพื้นทีเ่ ขตเทศบาล ไดแ้ ก่
เทศบาลนครนครศรธี รรมราช เทศบาลต�ำบลโพธเ์ิ สดจ็ และเทศบาลเมืองปากพูน เป็นต้น
โครงสร้างการค้าและบริการของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จากข้อมูลส�ำมะโนธุรกิจ
และอตุ สาหกรรมใน พ.ศ. ๒๕๕๙ พบวา่ พนื้ ทอ่ี ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มสี ถานประกอบการในภาคธรุ กจิ
และอุตสาหกรรมรวมท้ังหมด ๖,๐๓๖ แห่ง สถานประกอบการส่วนใหญ่ซ่ึงเป็นธุรกิจการขายปลีกตง้ั อยู่
ในพ้ืนท่ีเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จ�ำนวน ๒,๒๓๓ แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๖.๙๙ ของจ�ำนวน
สถานประกอบการทง้ั หมด รองลงมาไดแ้ กเ่ ทศบาลต�ำบลโพธิเ์ สด็จจ�ำนวน ๙๙๓ แหง่ หรือคิดเป็นร้อยละ
154
๑๖.๔๕ ของจ�ำนวนสถานประกอบการท้ังหมด และพื้นที่ต�ำบลท่าเรือจ�ำนวน ๙๙๐ แห่ง หรือคิดเป็น
ร้อยละ ๑๖.๔๐ ของจ�ำนวนสถานประกอบการท้ังหมดตามล�ำดับ ส่วนพื้นท่ีซึ่งมีสถานประกอบการค้า
และบริการน้อยที่สุดคือพื้นที่ต�ำบลท่าไร่ จ�ำนวน ๖๐ แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๙๙ ของจ�ำนวน
สถานประกอบการทัง้ หมด
เมอื่ พจิ ารณาถงึ ประเภทสถานประกอบการจากจำ� นวน ๖,๐๓๖ แหง่ ประเภทสถานประกอบการ
ทมี่ มี ากทสี่ ดุ คอื การคา้ ปลกี ยกเวน้ ยานยนตแ์ ละรถจกั รยานยนต์ รวมทงั้ การซอ่ มแซมของใชส้ ว่ นบคุ คล
และของใช้ในครัวเรือนจ�ำนวน ๕๗๑ แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ ๙.๔๖ ของจ�ำนวนสถานประกอบการ
ทง้ั หมด รองลงมาไดแ้ ก่ ประเภทกจิ การผลติ จำ� นวน ๑,๒๕๑ แหง่ หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๒๐.๗๓ ของจำ� นวน
สถานประกอบการท้ังหมด และประเภทโรงแรมและภัตตาคารจ�ำนวน ๗๐๖ แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ
๑๑.๗๐ ของจำ� นวนสถานประกอบการทงั้ หมด สว่ นสถานประกอบการทมี่ จี ำ� นวนนอ้ ยทสี่ ดุ คอื กจิ กรรม
ด้านคอมพิวเตอร์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องจ�ำนวน ๒๘ แห่ง หรือเป็นคิดร้อยละ ๐.๔๖ ของจ�ำนวนสถาน
ประกอบการทัง้ หมด
๕. เกษตรกรรม
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีลักษณะภูมิประเทศทั่วไปเป็นท่ีราบ มีความเหมาะสมส�ำหรับ
การท�ำการเกษตร มีการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชรวมท้ังหมด
๓๒๗.๔๒๖ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒๓๒,๗๖๖ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๖๔.๑๘ ของการใชป้ ระโยชน์
ท่ีดินท้ังหมดการใช้ประโยชน์ท่ีดินเพื่อการเกษตรที่ส�ำคัญ ได้แก่ พ้ืนที่ท�ำการประมง และพ้ืนท่ีนาข้าว
มีพ้ืนท่ีท้ังหมด ๙๔.๒๓๖ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕๘.๘๙๘ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๒๔ และ
๗๙.๙๓๖ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๔๙.๙๖๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๗๘ ตามล�ำดับ นอกจากนี้
ยงั มพี นื้ ทท่ี ำ� การเกษตรอนื่ ๆ ไดแ้ ก่ พนื้ ทป่ี ลกู พชื ไรม่ พี นื้ ทที่ งั้ หมด ๔๓.๒๕๑ ตารางกโิ ลเมตร หรอื ประมาณ
๒๗.๐๓๒ ไร่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๗.๔๕ รองลงมาเปน็ พนื้ ทป่ี ลกู พชื สวน มพี น้ื ทท่ี ง้ั หมด ๔๓.๐๒๔ ตารางกโิ ลเมตร
หรอื ประมาณ ๒๖.๘๙๐ ไร่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๗.๔๑ พนื้ ทปี่ ลกู ยางพารา มพี นื้ ทท่ี งั้ หมด ๔๒.๐๘๓ ตารางกโิ ลเมตร
หรือประมาณ ๒๖.๓๐๒ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๗.๒๕ และพื้นที่ปลูกปาล์มน�้ำมันมีพื้นที่ท้ังหมด ๒๑.๔๐๒
ตารางกโิ ลเมตร หรือประมาณ ๑๓,๓๗๖ ไร่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๓.๖๙
สวนปาล์มน้ำ� มนั ในอำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
155
ตาราง แสดงการใชป้ ระโยชนท์ ีด่ ินเพ่อื การเกษตรของอำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราช พ.ศ. ๒๕๖๐
ประเภทการใชป้ ระโยชนท์ ีด่ ิน พื้นท่ี รอ้ ยละ
(ตารางกิโลเมตร)
๑. การใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ เพ่อื การเกษตร ๓๗๒.๔๒๖ ๖๔.๑๘
๑๓.๗๘
- การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี ินเปน็ พน้ื ท่ีนาข้าว ๘๙.๙๓๖ ๗.๔๕
๗.๔๑
- การใช้ประโยชน์ที่ดนิ เป็นพน้ื ที่ปลูกพืชไร่ ๔๓.๒๕๑ ๗.๒๕
๓.๖๙
- การใชป้ ระโยชนท์ ่ดี ินเป็นพ้ืนทป่ี ลูกพืชสวนครัว ๔๓.๐๒๔ ๐.๑๑
๑๖.๒๔
- การใชป้ ระโยชนท์ ีด่ ินเป็นพ้ืนทปี่ ลกู ยางพารา ๔๒.๐๘๓ ๘.๒๕
๓๕.๘๒
- การใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ เปน็ พน้ื ทป่ี ลกู ปาลม์ น�้ำมนั ๒๑.๔๐๒ ๑๐๐.๐๐
- การใช้ประโยชน์ทดี่ นิ เป็นพนื้ ทท่ี ำ� การปศสุ ตั ว์ ๐.๖๓๕
- การใชป้ ระโยชน์ท่ีดินเป็นพน้ื ทที่ ำ�การประมง ๙๔.๒๓๖
- การใชป้ ระโยชน์ท่ดี ินเปน็ พื้นที่เกษตรอืน่ ๆ ๔๗.๘๕๙
๒. การใช้ประโยชน์ที่ดินอน่ื ๆ ๒๐๗.๘๒๓
รวม ๕๘๐.๒๔๙
ท่ีมา: ฐานข้อมูลของสำ� นกั งานเกษตรและสหกรณ์จงั หวดั นครศรธี รรมราช
การเจรญิ เตบิ โตอยา่ งรวดเรว็ ของอำ� เภอเมืองในปจั จบุ ัน ส่งผลกระทบโดยตรงตอ่ พนื้ ทท่ี �ำนาของเกษตรกร
๕.๑ พนื้ ท่ีการเกษตร
๑.) พนื้ ทน่ี าขา้ ว : พนื้ ทนี่ าขา้ วของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชใน พ.ศ. ๒๕๕๙ มที งั้ หมด
๗๙.๙๓๖ ตร.กม. หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๓.๗๘ ของพน้ื ทอ่ี ำ� เภอ ตำ� บลทม่ี กี ารปลกู ขา้ วมากทส่ี ดุ คอื ตำ� บล
บางจาก รองลงมาคอื ตำ� บลไชยมนตรี ต�ำบลนาทราย และตำ� บลมะม่วงสองต้น
156
เกษตรกรกบั พน้ื ท่ีปลกู พชื ไร่ท่ีสลับปรบั เปลยี่ นไปตามความต้องการของกลไกตลาด
๒.) พื้นท่ีพืชไร่ : พ้ืนท่ีพืชไร่ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ มีทั้งหมด ๔๓.๒๕๑ ตร.กม. หรือคิดเป็น
ร้อยละ ๗.๔๕ ของพื้นที่อ�ำเภอ ต�ำบลที่มีการปลูกพืชไร่มากที่สุด คือต�ำบลท่าไร่ รองลงมาคือต�ำบล
ไชยมนตรี และตำ� บลมะม่วงสองต้น
๓.) พื้นท่ีปาล์มน้�ำมัน : พ้ืนที่ปาล์มน�้ำมันใน พ.ศ. ๒๕๕๙ มีท้ังหมด ๒๑.๔๐๒ ตร.กม.
หรือคิดเป็นร้อยละ ๓.๖๙ ของพื้นท่ีอ�ำเภอ ต�ำบลท่ีมีการปลูกปาล์มน้�ำมันมากที่สุด คือต�ำบลท่าเรือ
รองลงมาคอื ตำ� บลปากพนู และตำ� บลบางจาก สว่ นตำ� บลทปี่ ลกู ปาลม์ นำ�้ มนั นอ้ ยทส่ี ดุ คอื ตำ� บลมะมว่ งสองตน้
สว่ นพนื้ ทต่ี ำ� บลโพธเิ์ สดจ็ ไมม่ พี นื้ ทปี่ ลกู ปาลม์ นำ�้ มนั เนอ่ื งจากสภาพพนื้ ทสี่ ว่ นใหญเ่ ปน็ ทรี่ าบและเปน็ พนื้ ที่
ชมุ ชนเมอื ง
๔.) พ้ืนท่ียางพารา : พื้นที่ยางพาราใน พ.ศ. ๒๕๕๙ มีทั้งหมด ๔๒.๐๘๓ ตร.กม. หรือ
คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๗.๒๕ ของพน้ื ทอ่ี ำ� เภอ ตำ� บลทม่ี กี ารปลกู ยางพารามากทสี่ ดุ คอื ตำ� บลกำ� แพงเซา รองลงมา
คอื ต�ำบลท่าง้วิ และต�ำบลไชยมนตรี
๕.) พนื้ ที่พืชสวน : พน้ื ทพ่ี ืชสวน ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ มพี นื้ ทท่ี ้ังหมด ๔๓.๐๒๔ ตร.กม. หรอื
คิดเป็นร้อยละ ๗.๔๑ ของพ้ืนท่ีอ�ำเภอ ต�ำบลท่ีมีการปลูกพืชสวนมากท่ีสุด คือต�ำบลปากพูน รองลงมา
คือต�ำบลบางจาก และตำ� บลกำ� แพงเซา สว่ นตำ� บลทม่ี ีพ้นื ท่ปี ลูกพืชสวนนอ้ ยทีส่ ุด คือต�ำบลท่าซกั
๖.) การประมง : พน้ื ทอ่ี ำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมชี ายฝง่ั ทะเลยาวประมาณ ๒๕.๔๑๔
กโิ ลเมตร การประกอบธรุ กจิ การประมง มกี ารดำ� เนนิ งานบรเิ วณชายฝง่ั ทะเล โดยมเี รอื ทม่ี กี ารจดทะเบยี น
จ�ำนวน ๑๐๔ ลำ� ไดแ้ ก่ อวนลอบปู จำ� นวน ๒๕ ล�ำ อวนลากแผ่นตะเฆ่ จ�ำนวน ๖๗ ล�ำ อวนลากคานลา่ ง
จำ� นวน ๗ ลำ� และอวนรนุ จำ� นวน ๘ ลำ� นอกจากนม้ี เี รอื ทไี่ มไ่ ดจ้ ดทะเบยี น จำ� นวน ๒๑๙ ลำ� ประกอบดว้ ย
อวนลากแผ่นตะเฆ่มีคานล่าง จ�ำนวน ๒ ล�ำ ลากแผ่นตะเฆ่ จ�ำนวน ๘ ลำ� อวนลากข้าง จ�ำนวน ๒๔๓ ลำ�
และคราดหอย จ�ำนวน ๖ ล�ำ โดยมชี าวประมง จำ� นวน ๑,๒๙๔ คน มีท่าขึ้นสัตว์น�้ำ จ�ำนวน ๓ ท่า
157
ประมงพื้นบา้ นยังเป็นอาชพี ทด่ี ำ� รงอยคู่ ู่กบั ชุมชนที่อาศยั อยรู่ มิ คลองหรอื ตามชายฝ่งั ทะเล
นอกจากการทำ� ประมงโดยการจบั สตั วน์ ำ�้ ในทะเลแลว้ ยงั มกี ารเพาะสตั วน์ ำ้� บรเิ วณชายฝง่ั ทะเล
มีบ่อกระซังจ�ำนวน ๓,๑๘๘ บ่อ มีข้อมูลการข้ึนทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเล้ียงสัตว์น้�ำของอ�ำเภอเมือง
นครศรีธรรมราช จ�ำนวน ๓,๑๐๕ คน
๗.) การปศุสัตว์ : สัตว์เล้ียงที่เกษตรกรของอ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราชนยิ มเลย้ี ง ไดแ้ ก่
โค กระบือ สุกร แพะ ห่าน ไก่ เป็ด และนกกระจอกเทศ ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ มีจ�ำนวนสัตว์เลี้ยงทั้งหมด
๗๔๕,๐๘๙ ตัว สัตว์เลี้ยงที่นิยมเล้ียงมากท่ีสุดคือไก่ จ�ำนวน ๔๓๘,๘๗๒ ตัว หรือคิดเป็นร้อยละ
๕๘.๙๐ ของจำ� นวนสตั วเ์ ลย้ี งทง้ั หมด รองลงมาไดแ้ กเ่ ปด็ จำ� นวน ๒๖๐,๔๘๘ ตวั หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๓๔.๙๖
ของจำ� นวนสตั วเ์ ลยี้ งทงั้ หมด และสกุ ร จำ� นวน ๒๕,๐๘๗ ตวั หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๓.๓๗ ของจำ� นวนสตั วเ์ ลยี้ ง
ทัง้ หมด นอกจากนี้ยงั มีการเล้ยี งโค ห่าน กระบอื และนกกระจอกทศ มจี ำ� นวน ๑๕,๒๑๖ ตวั ๑,๖๔๖ ตวั
๓๔๙ ตวั และ ๓ ตวั ตามลำ� ดบั
๕.๒ ตลาดเพ่ือการเกษตร
เนอื่ งจากอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชเปน็ ศนู ยก์ ลางเศรษฐกจิ ของจงั หวดั นครศรธี รรมราช
ท�ำให้มีศูนย์กลางทางด้านเกษตรกรรมที่ส�ำคัญ คือตลาดสินค้าเกษตรกรรม ซึ่งสามารถจ�ำแนกประเภท
ของสนิ คา้ เกษตรกรรมได้ ดงั น้ี
๑.) ตลาดสินค้าพืชเศรษฐกิจส�ำคัญ : ตลาดสินค้าพืชเศรษฐกิจท่ีเป็นแหล่งศูนย์กลาง
การตลาด ได้แก่ ยางพารา กาแฟ มะพร้าว ซึ่งสินค้าได้มาจากทุกแห่งในภาคใต้มารวมกันท่ีตลาดหัวอิฐ
และตลาดแมพ่ ะยอมที่ต�ำบลโพธิ์เสด็จ เพ่อื ขายสง่ ไปยงั ตลาดอ่ืน ๆ ทัว่ ทกุ ภมู ิภาคของประเทศไทย
๒.) ตลาดสินค้าสัตว์น�้ำ : ตลาดสินค้าสัตว์น�้ำส่วนใหญ่มีการซ้ือขายตามแพปลา และ
ท่ที ่าเทยี บเรือประมงต่าง ๆ เช่น ตลาดสดปากนคร ตลาดท่าแพ ตลาดสดวัดใหญ่ ซึ่งตลาดเหลา่ น้ีสว่ นใหญ่
มักซอ้ื ขายเฉพาะสัตว์นำ�้ เทา่ น้นั
158
ตลาดกลางการเกษตรหวั อฐิ ถนนกะโรม ตำ� บลโพธิเ์ สด็จ
๓.) ตลาดกลางสินค้าเกษตร : ปัจจุบันตลาดกลางท่ีได้รับการส่งเสริมตามระเบียบของ
กรมการค้าภายใน มตี ลาดกลางผักและผลไมจ้ �ำนวน ๒ ตลาด ประกอบดว้ ย
(๑) ตลาดกลางผักและผลไม้หัวอิฐ เป็นตลาดที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นตลาดกลาง
ผักและผลไม้ เม่ือวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ สินค้าท่ีซ้ือขายเป็นประเภทผักและผลไม้ อาหารสด
และแห้งเกือบทุกชนิด ปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดวันละ ๕๐๐ ตัน โดยมีแหล่งท่ีมาจากทั่วประเทศและ
ตา่ งประเทศโดยเฉพาะมาเลเซยี
(๒) ตลาดกลางสินค้าเกษตรหัวอิฐ เป็นตลาดท่ีได้รับการส่งเสริมให้เป็นตลาดกลาง
สินค้าเกษตร เมอื่ วนั ที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ สินคา้ ท่จี �ำหน่ายในตลาดสว่ นใหญเ่ ป็นผักและผลไม้
รวมทง้ั อาหารสดและแหง้ ตา่ ง ๆ เกอื บทกุ ชนดิ ปรมิ าณการซอ้ื ขายประมาณวนั ละ ๕๐ - ๑๐๐ ตนั ขนึ้ อยกู่ บั
ฤดกู าล ชว่ งเวลาการใหบ้ รกิ ารของตลาดคอื เวลา ๑๘.๐๐ - ๐๒.๐๐ น. ตลาดกลางแหง่ นม้ี หี อ้ งเยน็ ไวบ้ รกิ าร
รบั ฝากสนิ คา้ และเกบ็ รกั ษาสินคา้ ของพ่อค้าและเกษตรกร
๖. อตุ สาหกรรม
๖.๑ ประเภทของโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานอุตสาหกรรมของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมี ๑๖ ประเภท (จากท้ังหมด
๒๒ ประเภท) ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ อุตสาหกรรมท่ีมีการจดทะเบียนมากท่ีสุด คือ อุตสาหกรรมการเกษตร
จ�ำนวน ๑๐๒ โรง มีเงินทุนจดทะเบียน ๗๒.๕๕ ล้านบาท มีจ�ำนวนคนงาน ๑๘๐ คน รองลงมาได้แก่
อุตสาหกรรมขนสง่ จำ� นวน ๔๔ โรงมีเงินทุนจดทะเบยี น ๑,๒๙๖.๑๑ ลา้ นบาท มีจำ� นวนคนงาน ๙๔๕ คน
และอตุ สาหกรรมโลหะ จำ� นวน ๔๑ โรง มเี งนิ ทนุ จดทะเบียน ๑๔๒.๕๐ ลา้ นบาท มีจำ� นวนคนงาน จำ� นวน
159
อุตสาหกรรมแปรรปู ไมย้ างพารา
๖๓๒ คน ตามลำ� ดบั นอกจากน้ี ยงั มปี ระเภทอตุ สาหกรรมอน่ื ๆ ทส่ี ำ� คญั ไดแ้ ก่ อตุ สาหกรรมอาหาร จำ� นวน
๓๖ โรง มีเงินทนุ จดทะเบยี น ๓๔๑.๐๔ ลา้ นบาท มจี �ำนวนคนงาน ๔๖๖ คน และอุตสาหกรรมเครื่องกล
จ�ำนวน ๓๕ โรง มเี งินทนุ จดทะเบียน ๑๗.๐๐ ลา้ นบาท มีจำ� นวนคนงาน ๑๔๗ คน
๖.๒ จ�ำนวนโรงงานอตุ สาหกรรม
จากข้อมูลสถิติการจดทะเบียนโรงงานอุตสาหกรรมของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ พบวา่ มจี �ำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้จดทะเบียนในพืน้ ทอ่ี �ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช
สะสมรวมทั้งหมด ๓๕๗ โรง มีเงินทุนจดทะเบียนท้ังหมด ๒,๔๕๙.๒๔ ล้านบาท มีจ�ำนวนคนงานรวม
ทงั้ หมด ๔,๐๖๘ คน โดยจำ� แนกออกเปน็ โรงงานจำ� พวกที่ ๑ จำ� นวน ๑๓๑ โรง มเี งนิ ทนุ จดทะเบยี น ๒๓.๔๑
ล้านบาท มีจ�ำนวนคนงาน ๒๕๐ คน โรงงานจำ� พวกที่ ๒ จ�ำนวน ๔๗ โรง มีเงินทุนจดทะเบียน ๖๖.๗๑
ล้านบาท มีจ�ำนวนคนงาน ๓๙๒ คน และแรงงานจ�ำพวกท่ี ๓ จ�ำนวน ๑๗๙ โรง มีเงินทุนจดทะเบียน
๒,๓๙๖.๑๒ ลา้ นบาท มีจ�ำนวนคนงาน ๓,๔๒๖ คน
๖.๓ การกระจายตวั ของโรงงานอตุ สาหกรรม
พ.ศ. ๒๕๕๙ พบวา่ ในเขตเทศบาลนครนครศรธี รรมราชมจี ำ� นวนโรงงาน ๑๓๑ โรง สว่ นใหญ่
เป็นประเภทโรงงานสีข้าวชนิดแยกแกลบ แยกร�ำ จ�ำนวน ๗๗ โรง และเป็นโรงงานซ่อมแซมอุปกรณ์
ของเครอ่ื งยนต์ จำ� นวน ๒๐ โรง สว่ นพนื้ ทที่ มี่ จี ำ� นวนโรงงานมากรองลงมา ไดแ้ ก่ เขตเทศบาลเมอื งปากพนู
และเทศบาลต�ำบลบางจาก มีจ�ำนวนโรงงาน ๓๐ โรง และ ๒๙ โรง ตามล�ำดับ ส่วนพื้นที่ท่ีไม่มีโรงงาน
อตุ สาหกรรมตงั้ อยคู่ อื ตำ� บลมะมว่ งสองตน้ เมอ่ื พจิ ารณาการกระจายตวั ของโรงงานอตุ สาหกรรมดงั กลา่ ว
สว่ นใหญม่ กี ารกระจายตวั ของโรงงานอุตสาหกรรมอย่ใู นเขตเมอื งมากกว่าในเขตชนบทของอ�ำเภอ
160
ตาราง จำ� นวนโรงงาน เงนิ ทุน คนงาน แยกตามหมวดประเภทโรงงาน อ�ำเภอเมือง
นครศรธี รรมราช พ.ศ.๒๕๕๙
ลำ�ดบั ประเภท จำ�นวน เงนิ ทุน จำ�นวน
โรงงาน (บาท) คนงาน
(โรง) (คน)
๑ อุตสาหกรรมการเกษตร ๑๐๒ ๗๒,๕๔๖,๕๐๐.๐๐ ๑๘๐
๒ อุตสาหกรรมอาหาร ๓๖ ๓๔๑,๐๔๑,๑๒๕.๐๐ ๔๖๖
๓ อตุ สาหกรรมเครือ่ งดื่ม ๑
๔ อตุ สาหกรรมสงิ่ ทอ ๐ ๘๐๐,๐๐๐.๐๐ ๖
๕ อตุ สาหกรรมเครอ่ื งหนัง ๐ ๐๐
๖ อุตสาหกรรมไม้และผลติ ภัณฑ์ ๒๐ ๐๐
๗ อตุ สาหกรรมเครือ่ งเรือน ๒
๘ อุตสาหกรรมกระดาษ ๑ ๑๙๐,๐๙๐,๔๐๐.๐๐ ๔๘๐
๙ อุตสาหกรรมเคมี ๐ ๒๗,๕๗๐,๐๐๐.๐๐ ๑๖๐
๑๐ อตุ สาหกรรมปิโตเลยี ม ๐ ๑,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ ๘
๑๑ อุตสาหกรรมยาง ๘
๑๒ อุตสาหกรรมพลาสตกิ ๓ ๐๐
๑๓ อุตสาหกรรมอโลหะ ๔๑ ๐๐
๑๔ อุตสาหกรรมการผลติ ซ่อมจากโลหะ ๑๖ ๓๗,๘๓๒,๕๔๕.๐๐ ๖๐
๑๕ อตุ สาหกรรมเคร่อื งจกั รกล ๓๕ ๑๑,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ๒๖
๑๖ อุตสาหกรรมไฟฟ้า ๔ ๑๔๒,๕๐๔,๑๒๕.๐๐ ๖๓๒
๑๗ อุตสาหกรรมขนสง่ ๔๔ ๙๔,๐๐๓,๐๐๐.๐๐ ๑๕๑
๑๘ อุตสาหกรรมเก่ยี วกับดิน หิน ทราย ๒๖ ๑๗,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ๑๔๗
๑๙ อุตสาหกรรมบรรจสุ ินคา้ ในภาชนะ ๑๒ ๙๙๐,๐๐๐.๐๐ ๑๒
๒๐ อตุ สาหกรรมผลิตสง่ หรอื จำ�หน่ายพลังงาน ๐ ๑,๒๙๖,๑๐๕,๘๓๘.๐๐ ๙๔๕
๒๑ อุตสาหกรรมคัดแยกสง่ิ ปฏกิ ลู ๐ ๗๕,๙๖๕,๐๐๐.๐๐ ๑๐๔
๒๒ อุตสาหกรรมอืน่ ๆ ๖ ๗๓,๙๗๖,๐๐๐.๐๐ ๒๑๒
๓๕๗ ๐๐
รวม ๐๐
ที่มา : กรมโรงงานอตุ สาหกรรม ๒๕๕๙ ๗๖,๓๒๐,๐๐๐.๐๐ ๔๗๙
๒,๔๕๙๒๔๔,๕๓๓.๐๐ ๔,๐๖๘
161
โรงไฟฟ้าขนอม แหลง่ ผลิตพลังงานไฟฟ้าท่สี ำ� คญั ของภาคใต้
๗. สาธารณูปโภค
๗.๑ ไฟฟา้ และพลงั งาน
โครงสรา้ งพน้ื ฐานของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มรี ะบบสายสง่ ไฟฟา้ ศกั ยส์ งู ทเ่ี ชอ่ื มโยง
แหลง่ ผลติ พลงั งานไฟฟา้ ทสี่ ำ� คญั ของภาคใต้ ไดแ้ ก่ โรงไฟฟา้ ขนอม อำ� เภอขนอม จงั หวดั นครศรธี รรมราช
โรงไฟฟา้ กงั หนั กา๊ ซและไฟฟา้ พลงั นำ�้ เขอื่ นรชั ชประภา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี และระบบทอ่ สง่ กา๊ ซธรรมชาติ
จากแหลง่ กา๊ ซในอ่าวไทย เช่อื มโยงโรงแยกกา๊ ซธรรมชาตทิ ี่ ๔ จงั หวัดนครศรีธรรมราช
๑) การใหบ้ รกิ ารไฟฟา้ ของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช อยใู่ นความรบั ผดิ ชอบของการไฟฟา้
ส่วนภูมิภาคเขต ๒ ภาคใต้นครศรีธรรมราช โดยมีสถานีไฟฟ้านครศรีธรรมราชรับผิดชอบการบริการ
จ�ำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในพ้ืนท่ีบริการจ�ำนวน ๑๑ อ�ำเภอ ได้แก่ อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อ�ำเภอ
ลานสกา อ�ำเภอพรหมคีรี อำ� เภอท่าศาลา อำ� เภอสชิ ล อำ� เภอขนอม อำ� เภอร่อนพิบลู ย์ อำ� เภอชะอวด
อำ� เภอจุฬาภรณ์ อ�ำเภอพระพรหม และอำ� เภอนบพิตำ�
๒) สถานการณ์ใช้ไฟฟ้าของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ อ�ำเภอเมือง
นครศรีธรรมราชมีครอบครัวท่ีมีไฟฟ้าใช้ท้ังระบบไฟฟ้าปักเสาพาดสายไฟฟ้าโซลาร์โฮม รวมทั้งหมด
๗๑,๔๔๕ ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ ๙๙.๘๘ ของจ�ำนวนครัวเรือนท้ังหมด และยังมีครัวเรือนที่ยังไม่มี
ไฟฟ้าใช้รวมทั้งหมด ๘๙ ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ ๐.๑๒ ของจ�ำนวนครัวเรือนทั้งหมด เมื่อพิจารณา
ถงึ ผใู้ ชไ้ ฟฟา้ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมผี ใู้ ชไ้ ฟฟา้ รวมทง้ั หมดจำ� นวน ๙๑.๗๕๑ ราย โดยจำ� นวนประเภท
กิจกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า ได้แก่ สถานธุรกิจและอุตสาหกรรม สถานท่ีราชการและสาธารณะ และกิจกรรม
อ่ืน ๆ ซึ่งมีการจ�ำหน่ายกระแสไฟฟ้ารวมท้ังส้ิน ๓๕๘,๖๙๒,๑๓๒ ล้านกิโลวัตต์ต่อช่ัวโมง โดยกิจกรรม
ทมี่ กี ารใชไ้ ฟฟา้ มากทส่ี ดุ คอื สถานธรุ กจิ และอตุ สาหกรรม มกี ารจา่ ยไฟฟา้ ๑๗๐,๓๘๗,๙๕๙ ลา้ นกโิ ลวตั ต์
ต่อช่ัวโมง หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๗.๕๐ ของการจ่ายกระแสไฟฟ้าท้ังหมด รองลงมาได้แก่ ท่ีอยู่อาศัย
๑๕๒,๘๑๐,๕๕๑ ลา้ นกิโลวตั ต์ตอ่ ชั่วโมง หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๒.๖๐ ของการจ่ายประแสไฟฟ้าท้งั หมด
162
และสถานท่ีราชการและสาธารณะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้า ๓๒,๗๑๒,๓๑๖ ล้านกิโลวัตต์ต่อช่ัวโมง หรือ
คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๙.๑๒ ของการจา่ ยกระแสไฟฟา้ ทงั้ หมด นอกจากนยี้ งั มกี จิ กรรมประเภทอน่ื ๆ ทมี่ กี ารจา่ ย
กระแสไฟฟา้ อกี ๒,๗๘๑,๓๐๖ ลา้ นกโิ ลวตั ตต์ อ่ ชวั่ โมง หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๐.๗๘ ของการจา่ ยกระแสไฟฟา้
ท้งั หมด ตามล�ำดับ
นอกจากนี้ จากสถติ กิ ารจา่ ยกระแสไฟฟา้ ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ พบวา่ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
มีปรมิ าณการใชไ้ ฟฟา้ สูงสดุ และมผี ใู้ ชไ้ ฟฟ้ามากท่สี ุด รองลงมาได้แก่ อำ� เภอทุง่ สง อำ� เภอท่าศาลา และ
อ�ำเภอปากพนัง ตามลำ� ดับ
๗.๒ ประปา
การใหบ้ รกิ ารดา้ นการประปาขององคก์ รปกครองทอ้ งถน่ิ ของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
ประกอบด้วย
๑) การประปาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ใช้แหล่งน�้ำดิบจากคลองท่าดี ในบริเวณ
ท่าใหญ่
๒) การประปาเทศบาลตำ� บลทา่ แพ ใชแ้ หลง่ น�้ำดิบจากคลองนำ้� แคบ
๓) การประปาเทศบาลต�ำบลบางจาก ใชแ้ หลง่ นำ้� ดบิ จากคลองชลประทาน
สำ� นกั งานการประปาท้งั สามมกี ำ� ลังการผลติ รวมท้ังหมด ๕๔,๕๓๐ ลูกบาศกเ์ มตรตอ่ วนั
มปี รมิ าณนำ้� จำ� หนา่ ยรวมทงั้ หมด ๔๖,๗๑๑ ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ วนั และมจี ำ� นวนผใู้ ชน้ ำ้� รวมทง้ั หมด ๓๓,๒๑๔
ครัวเรือน ซ่ึงในพื้นท่ีชุมชนเมืองนครศรีธรรมราชที่มีการประปาเทศบาลนครนครศรีธรรมราชให้บริการ
มีผใู้ ช้น้ำ� ประปาจ�ำนวน ๓๑,๙๖๒ ครวั เรอื น มีกำ� ลังการผลติ วนั ละ ๕๓,๐๐๐ ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ วัน และ
มปี รมิ าณนำ้� จำ� นวน ๔๗,๐๐๐ ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ วนั โดยมแี หลง่ นำ้� ดบิ ในการผลติ นำ้� ประปาจากการกอ่ สรา้ ง
ทอ่ สง่ นำ�้ ดบิ จากคลองทา่ ดี อำ� เภอลานสกา จงั หวดั นครศรธี รรมราช มายงั โรงกรองนำ้� ทวดทอง ซึง่ ต้งั อย่ทู ่ี
ต�ำบลโพธ์เิ สดจ็ อำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราช
ตาราง พนื้ ที่บริการดา้ นการประปาและสถิติด้านการประปาขององค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่
ของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
กำ�ลัง ปริมาณนำ้� จำ� นวน
สำ�นักงานการประปาและพ้นื ทบ่ี ริการ แหลง่ นำ้� ดิบ การผลิต จ�ำหนา่ ย ผูใ้ ชน้ �้ำ
(ลบ.ม./วัน) (ลบ.ม./วัน) (ครัวเรือน)
๑. การประปาเทศบาลนครนครศรธี รรมราช คลองทา่ ดี ๕๓,๐๐๐ ๔๗,๐๐๐ ๓๑,๙๖๒
และชมุ ชน อบต.โดยรอบ คลองทา่ ใหญ่
๒. การประปาเทศบาลตำ�บลทา่ แพ คลองนำ้� แคบ ๓๓๐.๐๐ ๓๑๑.๐๐ ๗๐๒
และชุมชน อบต.ปากพูน
๓. การประปาเทศบาลตำ�บลบางจาก คลอง ๑,๒๐๐ ๔๐๐ ๕๕๐
และพืน้ ทโี่ ดยรอบบางสว่ น ชลประทาน
รวมทั้งหมด - ๕๔,๕๓๐ ๔๗,๗๑๑ ๓๓,๒๑๔
ที่มา : ส�ำนกั งานจังหวดั นครศรีธรรมราช
163
คลองท่าดเี ป็นแหลง่ น้�ำดบิ แห่งหน่ึงท่เี ทศบาลนครนครศรธี รรมราชนำ� มาใช้ผลติ เปน็ น�ำ้ ประปา
พ้ืนท่ีการให้บริการน�้ำประปาของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช สามารถให้บริการทั้งใน
เขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล มีพ้ืนท่ีประมาณ ๕๐ ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการให้บริการทั้งหมด
๑๖ เขต ครอบคลุมพื้นท่ีต�ำบลท่างิ้ว ต�ำบลคลัง ต�ำบลในเมือง ต�ำบลท่าเรือ ต�ำบลปากพูน ต�ำบลท่าซัก
ต�ำบลโพธิ์เสด็จ ต�ำบลนาเคียน และต�ำบลมะม่วงสองต้น นอกจากน้ียังมีให้บริการน�้ำประปาแก่กองทัพ
ภาคท่ี ๔ ดว้ ย เมอื่ พจิ ารณาถงึ ผใู้ ชน้ ำ�้ ประปาใน พ.ศ. ๒๕๕๙ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมผี ใู้ ชน้ ำ้� ประปา
จำ� นวน ๒๒,๘๕๒ ราย มกี ำ� ลงั การผลติ ๑๓,๕๗๘,๐๐๐ ลกู บาศกเ์ มตร ปรมิ าณนำ�้ ผลติ ได้ ๑๒,๓๖๕,๓๖๔
ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้�ำที่จ�ำหน่ายแก่ผู้ใช้น้�ำประปา ๗,๒๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้�ำท่ีจ่าย
เพอ่ื สาธารณประโยชนแ์ ละ นำ้� ทร่ี ว่ั ไหล ๓,๗๐๙,๖๐๐ ลกู บาศกเ์ มตร และปรมิ าณนำ้� ทใ่ี ชใ้ นระบบ ๗๒,๐๐๐
ลูกบาศกเ์ มตร
ตาราง สถิตกิ ารประปาของอ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช พ.ศ. ๒๕๕๙
ประเภท จำ�นวน (ลบ.ม.)
๑. กำ� ลังผลิต ๑๒,๕๗๘,๐๐๐
๒. ปรมิ าณน�ำ้ ที่ผลติ ได้ ๑๒,๓๖๕,๓๖๔
๓. ปรมิ าณน้�ำท่ีจำ� หน่ายแกผ่ ใู้ ช้ ๗,๒๐๐,๐๐๐
๔. ปรมิ าณนำ้� ทจี่ ่ายเพอ่ื สาธารณะ ๓,๗๐๙,๖๐๐
๕. ปริมาณน�ำ้ ท่ใี ช้ในระบบ
๗,๒๐๐
รวม ๓๖,๙๒๔,๙๖๔
164
การใหบ้ รหิ ารระบบประปาหมู่บา้ นของอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช
ชุมชนเมืองระดับเทศบาลและชุมชนองค์การบริหารส่วนต�ำบลท่ีอยู่นอกพื้นที่บริการ
ดา้ นการประปา โดยการประปาขององคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ ยงั มหี นว่ ยงานใหบ้ รกิ าร
ด้านการประปาหมู่บ้านอีกจ�ำนวนหน่ึง ท่ีด�ำเนินการโดยกองประปาชนบท กรมอนามัย ส�ำนักงาน
ทรพั ยากรนำ้� ภาค ๘ และองคก์ รการบรหิ ารสว่ นจงั หวัดนครศรีธรรมราช รวมทงั้ สนิ้ ๓๓ แหง่
๗.๓ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร
๑) การบริการไปรษณียภัณฑ์ของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีท่ีท�ำการไปรษณีย์
รวมทง้ั หมด ๗ แห่ง กระจายตัวอยใู่ นเขตตำ� บลในเมอื ง ตำ� บลคลัง ต�ำบลทา่ วัง ตำ� บลโพธิ์เสด็จ ต�ำบล
ปากนคร ต�ำบลท่าวัง ต�ำบลท่าซัก และต�ำบลท่างิ้ว ต�ำบลละ ๑ แห่ง การบริการไปรษณียภัณฑ์ของ
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชใน พ.ศ. ๒๕๕๙ ส่วนใหญ่เป็นงานบริการไปรษณียภัณฑ์ธรรมดาจ�ำนวน
๓,๘๕๙,๐๕๓ ชิ้น รองลงมาเป็นงานบริการพิเศษจ�ำนวน ๘๒๙,๐๒๕ ชิ้น และงานบริการพัสดุไปรษณีย์
จ�ำนวน ๓๔,๒๕๙ ชิ้น
๒) การบริการด้านโทรศัพท์ของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ในเขตการให้บริการ
ดา้ นโทรศัพทป์ ระจ�ำท่ขี องบริษทั ทศท. คอรป์ อเรชน่ั จ�ำกดั (หรอื TOT) และบรษิ ัท ไทยเทเลโฟน แอนด์
เทเลคอมมวิ นเิ คชน่ั จำ� กดั (หรอื TT & T) ทมี่ เี ครอื ขา่ ยของชมุ สายโทรศพั ทแ์ ละจำ� นวนเลขหมายใหบ้ รกิ าร
อยา่ งทวั่ ถงึ และเพยี งพอ โดยมจี ำ� นวนหมายเลขทเี่ ปดิ ใหบ้ รกิ ารแลว้ ทง้ั ประเภทธรรมดาและบรกิ ารสาธารณะ
รวมท้ังหมด ๖๓,๗๓๘ เลขหมาย ซ่ึงนับว่าเพียงพอต่อความต้องการใช้โทรศัพท์ในอ�ำเภอเมืองนครศรี-
ธรรมราช เพอื่ บรกิ ารดา้ นโทรศพั ทแ์ กท่ อี่ ยอู่ าศยั สถานประกอบการธรุ กจิ และสถานประกอบการอตุ สาหกรรม
สว่ นราชการ และไฟฟา้ สาธารณะ อยา่ งไรกด็ ี ปจั จบุ นั ประชากรสว่ นใหญน่ ยิ มใชโ้ ทรศพั ทเ์ คลอ่ื นทมี่ ากขนึ้
ทุกขณะ
๘. สาธารณสุข
ชาวนครศรธี รรมราชโดยเฉพาะในทอ้ งท่ีอ�ำเภอเมืองในสมยั โบราณ เมื่อมีอาการเจบ็ ไขไ้ ด้ปว่ ย
กร็ กั ษาพยาบาลดว้ ยยาสมนุ ไพรและวธิ กี ารแพทยแ์ ผนโบราณเพอ่ื ลดหรอื บรรเทาอาการของโรค ขณะเดยี วกนั
กใ็ ชว้ ธิ ปี อ้ งกนั มใิ หเ้ กดิ โรคดงั กลา่ วขนึ้ อกี เพอื่ ใหช้ วี ติ ดำ� รงอยไู่ ดเ้ ปน็ ปกตสิ ขุ ตอ่ ไป ความรใู้ นการรกั ษาและ
ป้องกันดังกล่าวได้รับการสั่งสมบ่มเพาะสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน จนถือเป็น “ภูมิปัญญาการรักษาโรค”
ทไี่ ดร้ บั การยอมรบั มาแตโ่ บราณ ในอำ� เภอเมอื งกอ่ นจะมโี รงพยาบาลหรอื สขุ ศาลาเพอื่ ใหก้ ารรกั ษาตามหลกั
การแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สมยั ใหมด่ งั เชน่ ปจั จบุ นั ผคู้ นทเ่ี จบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยมกั ใชว้ ธิ กี ารรกั ษาโดย “หมอกลางบา้ น”
หรือ “หมอพืน้ บา้ น” หรอื “หมอแผนโบราณ”
หมอกลางบา้ นหมายถงึ ผทู้ ใ่ี หก้ ารรกั ษาพยาบาลผเู้ จบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ยตามแบบโบราณ โดยใชย้ ากลางบา้ น
และใชว้ ิธกี ารบำ� บดั รักษาตามวิธีโบราณ เช่น การจบั เสน้ นวดเฟ้น ทำ� คลอด ต่อกระดูก รวมทัง้ ผูร้ กั ษาไข้
ด้วยเวทมนต์คาถา เสกเป่ารดน้�ำมนต์หรือประกอบพิธีกรรมที่ใช้ทางไสยศาสตร์ด้วย หมอกลางบ้าน
ส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ เจ้าอาวาส หรือพระสงฆ์อาวุโส ก็มักเป็นฆราวาสเรียนรู้มาจากวัดที่มีช่ือเสียง
ในดา้ นน้ี อีกสว่ นหนงึ่ เปน็ หมอกลางบา้ นด้วยการสืบทอดจากบรรพบุรุษในวงศ์ตระกลู
165
ชาวบา้ นทไ่ี ปหาหมอกลางบา้ น นอกจากจะไปรกั ษาความเจบ็ ไขท้ างรา่ งกายแลว้ มกั ขอคำ� แนะนำ�
ในเรอ่ื งฤกษย์ ามสำ� หรบั งานมงคลและพธิ กี รรมดว้ ย จงึ เปน็ เหตใุ หห้ มอกลางบา้ นสว่ นใหญต่ อ้ งเสาะหาตำ� รา
ความเชอ่ื ศกึ ษาเวทมนตรค์ าถา จนกลายเปน็ ผปู้ ระกอบพธิ กี รรมทางไสยศาสตร์ และในทสี่ ดุ กน็ ำ� เอาวธิ กี าร
เสกเปา่ และการรดนำ�้ มนตเ์ ขา้ มาประสมประสานกบั การใชย้ าสมนุ ไพร จนบางรายเนน้ หนกั ไปทางเวทมนตร์
คาถา เปน็ เหตใุ ห้ความนิยมเชื่อถอื หมอกลางบ้านตกตำ�่ ลง ไม่เปน็ ท่ียอมรบั ของชาวบ้านที่มีการศึกษาสงู
เมอ่ื การแพทยเ์ จรญิ ขน้ึ ไดม้ กี ารจดั ตง้ั โรงพยาบาลขนึ้ เรยี กวา่ “โรงหมอ” ในระยะแรกจดั ตงั้ เปน็
สถานพยาบาลช่วั คราวเพอื่ รกั ษาในเวลาท่ีเกิดโรคระบาด เมื่อโรคทเุ ลาแลว้ กย็ กเลิกสถานพยาบาลน้นั ไป
ตอ่ มาความกา้ วหนา้ เรอื่ งการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ กเ็ รมิ่ ปรากฏขน้ึ เมอื่ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหต้ งั้ คณะกรรมการขนึ้ คณะหนง่ึ ชอ่ื วา่ “คอมมติ ตจี ดั การโรงพยาบาล” มพี ระเจา้
น้องยาเธอ กรมหมืน่ ศิรริ าชสังกาศเป็นองคป์ ระธาน จัดสร้างโรงพยาบาลแหง่ แรกสำ� เร็จเมือ่ พ.ศ. ๒๔๓๑
ต่อมาได้พระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลศิริราช” เพ่ือเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์
พระราชโอรสซงึ่ สน้ิ พระชนม์เนื่องจากโรคบิด
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ได้ทรงต้ัง “กรมพยาบาล” ขึ้นเพ่ือดูแลกิจการศิริราชพยาบาล สังกัด
กระทรวงธรรมการ ลว่ งถงึ พ.ศ. ๒๔๖๑ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดโ้ ปรดใหร้ วมกรมพยาบาล
และกรมสขุ าภบิ าล ซง่ึ ยงั แยกอยตู่ า่ งกระทรวง (คอื กระทรวงมหาดไทยกบั กระทรวงนครบาล) เขา้ ดว้ ยกนั
แล้วตั้งเป็น “กรมสาธารณสุข” เม่ือวันท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๔๖๑ โดยมีกรมพระยาชัยนาทนเรนทร
เป็นอธิบดี กรมสาธารณสุขได้เร่งขยายบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขออกสู่หัวเมือง ตั้งแต่ปลาย
พ.ศ. ๒๔๖๑ เปน็ ต้นมา โดยตั้งสถานพยาบาลเรียกว่า “สุขศาลา” ขึ้นในจังหวดั พระนครและต่างจงั หวัด
ซึ่งในทสี่ ดุ กไ็ ด้พฒั นาเป็น “โรงพยาบาล”
๘.๑ โรงพยาบาล
นายแพทย์พนม อาชาฤทธิ์* ได้เล่าว่าเม่ือ พ.ศ. ๒๔๙๓ จังหวัดนครศรีธรรมราชเริ่ม
ด�ำเนินการจัดหาท่ีก่อสร้างโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อรองรับจ�ำนวนประชากรท้ังในและนอกเขตเทศบาล
ที่เพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็ว เดิมสถานพยาบาลของรัฐเป็นเพียงสุขศาลาเล็ก ๆ ต้ังอยู่ใกล้หอนาฬิกา (ปัจจุบัน
คอื โรงพยาบาลเทศบาล) ซงึ่ ในเวลานน้ั มหี มอปาน สงกมุ าร และหมอแจง้ มติ รกลู เปน็ หมอประจำ� สขุ ศาลา
รักษาเฉพาะคนไข้นอก ไม่มีเตียงรับคนไข้ ส่วนโรงพยาบาลเอกชนมีเพียงแห่งเดียว คือ โรงพยาบาล
เพรสไบทเี รยี น ของมชิ ชนั นารสี อนศาสนา (ปจั จบุ นั คอื โรงพยาบาลนครครสิ เตยี น) ซงึ่ ไดเ้ ปดิ บรกิ ารตงั้ แต่
สมัยปลายรชั กาลท่ี ๕ แต่โรงพยาบาลทั้งสองไมส่ ามารถรบั รักษาคนไข้ไดเ้ พยี งพอ ประกอบกับในจงั หวดั
ใกลเ้ คยี งอยา่ งสงขลาและภเู กต็ กม็ โี รงพยาบาลหลวงกนั หมดแลว้ นครศรธี รรมราชเปน็ เมอื งใหญใ่ นปกั ษใ์ ต้
กน็ า่ จะมสี ถานบรกิ ารรกั ษาพยาบาลของรฐั เชน่ กนั ทางราชการเหน็ วา่ สวนราชฤดี (หรอื สวนรน่ื ฤด)ี บรเิ วณ
บา้ นชะเอยี น ตำ� บลปากพนู ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระราชทานใหเ้ ปน็ สวนสาธารณะ
สำ� หรบั พลเมอื งใชพ้ กั ผอ่ นหยอ่ นใจมเี นอื้ ทถ่ี งึ ๗๕ ไร่ นา่ จะเปน็ สถานทเี่ หมาะสมสำ� หรบั การสรา้ งโรงพยาบาล
*พนม อาชาฤทธ์ิ, บรรณาธิการ. จากโรงพยาบาลคูพายมหาราชนครศรีธรรมราช : เหลียวหลัง แลหน้า
ร่วมกันเดิน. นครศรีธรรมราช, โรงพยาบาลมหาราชนครศรธี รรมราช, ๒๕๖๐.
166
โรงพยาบาลมหาราชนครศรธี รรมราช เดมิ คอื โรงพยาบาลประจ�ำจงั หวดั นครศรีธรรมราช ถ่ายเมือ่ ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘
ภาพจากนายสถาพร พฤกษะศรี
สองปตี อ่ มา คอื พ.ศ. ๒๔๙๕ กระทรวงสาธารณสขุ ไดจ้ ดั สรรงบประมาณ ๒๖๗,๕๐๐ บาท
เพอ่ื ดำ� เนนิ การสรา้ งโรงพยาบาลขน้ึ ทนี่ ่ี ในการนไี้ ดว้ า่ จา้ งผรู้ บั เหมาคอื นายแกะ ธรรมสนุ ทร ทำ� การตดั ตน้ ไม้
ถางที่ ขดุ หลมุ เตรยี มฐานรากอาคารโรงพยาบาลขน้ึ อยา่ งไรกด็ ี แมจ้ ะมพี นื้ ทแี่ ละมงี บประมาณการกอ่ สรา้ ง
แลว้ แตก่ ม็ เี หตขุ ดั ขอ้ งขน้ึ จนไดเ้ มอ่ื ขนุ พเิ ศษนครกจิ (ชบุ พเิ ศษนครกจิ ) ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ชว่ ง พ.ศ.๒๔๙๕
- ๒๔๙๗ และขนุ ชำ� นาญเวชศาสตร์ (แสง เปรมศิรินทร)์ อนามยั จงั หวัดนครศรีธรรมราชขณะน้ันเห็นวา่
สวนร่ืนฤดีไม่เหมาะสม ควรสงวนไว้เป็นสวนสาธารณะเพื่อให้พลเมืองได้ใช้พักผ่อนตามพระราชประสงค์
ประกอบบรเิ วณดงั กลา่ วอยใู่ กลท้ ต่ี ง้ั กองทหารรกั ษาวงั ไมป่ ลอดภยั ทจ่ี ะสรา้ งโรงพยาบาลไวใ้ กลก้ บั กองทหาร
ยงิ่ กวา่ นนั้ ยงั มกี องทหารเสนารกั ษแ์ ละสถานพยาบาลเอกชนอยไู่ มไ่ กลจากบรเิ วณนนี้ กั จงึ มมี ตยิ กเลกิ การใช้
ที่ดนิ แปลงดังกล่าว และมมี ตเิ ห็นพ้องกนั วา่ ควรจะไปสร้างที่ “วังโพธ์ิยายรด” จะเหมาะสมกวา่
“วังโพธ์ิยายรด” เป็นวังส่วนพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรี-
ราเมศวร์ เมื่อครั้งค�ำรงต�ำแหน่งอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ในช่วง พ.ศ. ๒๔๕๘ - ๒๔๖๙ โดยสมเด็จเจ้าฟ้า
ยุคลทิฆมั พร ได้โปรดใหพ้ ระยาประชากิจกรจกั ร (ฟดั มหาเปารยะ) ผวู้ ่าราชการจังหวดั นครศรธี รรมราช
(คนที่ ๕) ติดตอ่ ขอซ้ือทีด่ ินจากชาวบา้ นในหมบู่ า้ นโพธย์ิ ายรดซ่ึงเวลาน้ันมเี พียงไม่กห่ี ลงั คาเรอื น ได้ทีด่ ิน
แปลงใหญค่ อื ทด่ี นิ ของนางเสน นายนาค ซงึ่ มจี ำ� นวน ๓๖ ไร่ มอี าณาเขตทศิ ตะวนั ตกตดิ ถนนราชดำ� เนนิ
ทิศตะวนั ออกติดทุง่ นาและบ้านเกาะม่วง ทศิ ใตต้ ดิ ตรอกโพธิย์ ายรด และทิศเหนอื ตดิ คลองคพู าย
ผใู้ หญบ่ า้ นเกณฑล์ กู บา้ นมาชว่ ยกนั แผว้ ถางทปี่ ลกู ไผล่ อ้ มรอบเปน็ รวั้ สรา้ งตำ� หนกั ทป่ี ระทบั
เปน็ แบบเรอื นไทยขนาดใหญ่ มใิ ตถ้ นุ สงู เลยศรี ษะ เสาไมแ้ ปดเหลย่ี ม ๒๔ ตน้ โดยเสามคี อนกรตี รองบาทเสา
167
พนื้ เรอื นปดู ว้ ยไมก่ ระดาน ฝากน้ั ดว้ ยคลมุ้ ซง่ึ ทานำ�้ มนั ยางจนลน่ื เปน็ มนั หลงั คามงุ จากสาคู ภายในตำ� หนกั
ทิศตะวันออกเป็นห้องบรรทม ห้องพระ และห้องเก็บของ มีโถงตรงกลาง ส่วนทิศตะวันตกมีห้องนอน
๔ ห้อง นอกจากน้ียังมีชานต่อจากต�ำหนักใหญ่หันหน้าออกตรอกโพธ์ิยายรด ใช้เป็นท้องพระโรง รอบ ๆ
มีโรงเรือนหลายหลัง (บริเวณเรือนข้าหลวงและมหาดเล็กทหารรักษาวังนั้น ปัจจุบันคือศูนย์อาหารของ
โรงพยาบาล) มีโรงหล่อพระพุทธรูป โรงข้างพระท่ีน่ังช่ือพลายคชสิทธ์ิกับพลายเขาเขียว และมีโรงเรือน
ใหเ้ งาะปา่ ทพี่ ระองคห์ ญงิ โปรดเลย้ี งไวค้ นหนง่ึ อาศัยอยู่
ทางเข้าออกต�ำหนักมีสามประตู ประตูทิศเหนือเรียกประตูต้นโก มีบันได ๑๑ ขั้นลงไป
สู่ทุ่งนาและน�้ำทุ่ง ประตูทิศใต้ลงไปสู่ถนนที่ปูด้วยอิฐแดงเป็นแผ่น ๆ ออกสู่ตรอกโพธ์ิยายรดหรือตรอกวัง
ส่วนประตูทิศตะวันตกมีทางเดินออกไปถนนราชด�ำเนิน มีซุ้มประตูประดับด้วยไม้กิ่ง และปลูกต้นชา
เป็นแนวรั้ว ทรงต้ังช่ือต�ำหนักน้ีว่า “ต�ำหนักโพธิ์ยายรด” แต่ชาวบ้านในสมัยน้ันมักจะเรียกว่า “วังโพธิ์
ยายรด”
พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ ภาณพุ นั ธย์ คุ ลพระโอรสองคแ์ รก เมอื่ ครง้ั พระชนั ษาขวบกวา่
กป็ ระทบั ในวงั นด้ี ว้ ย หมอปาน สงกมุ าร หมอประจำ� ตวั เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราชเวลานน้ั เลา่ วา่ เคยเขา้ ไป
ถวายการรกั ษาพระองคท์ า่ นดว้ ย สอดคลอ้ งกบั ความในจดหมายเหตเุ มอ่ื ครงั้ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้
เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๖ เสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ประพาสมณฑลปกั ษใ์ ต้ เมอ่ื วนั เสารท์ ี่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘
บนั ทกึ ไวว้ า่ “เสดจ็ ออกจากวดั พระมหาธาตดุ ว้ ยรถยนตพ์ ระทนี่ ง่ั ไปตามถนนเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ ออกนอก
กำ� แพงประตไู ชย เสดจ็ ไปถงึ ตำ� หนกั โพธยิ์ ายรด ซง่ึ เปน็ ตำ� หนกั สว่ นพระองคข์ องสมเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ
เจา้ ฟา้ กรมขนุ ลพบรุ รี าเมศวร์ เรยี กชอื่ ตำ� หนกั ตามชอ่ื หมบู่ า้ นนนั้ อนั อยนู่ อกกำ� แพงเมอื งดา้ นใตใ้ กลศ้ าลามชี ยั
ตำ� หนกั นเี้ ปน็ ตำ� หนกั ไม้ มงุ จาก อยปู่ นกบั หมูบ่ า้ นราษฎร”
ในเวลาตอ่ มา ทด่ี นิ วงั โพธยิ์ ายรดตกทอดมาเปน็ ของพระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ เฉลมิ เขต
มงคล พระวรชายา และพระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าภาณพุ ันธย์ คุ ล พระโอรส ต่อมาขนุ พเิ ศษนครกิจ
(ชุบ พิเศษนครกิจ) ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ได้ทูลขอท่ีดินวังโพธ์ิยายรดจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าเฉลิมเขตมงคล และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล เพื่อสร้างโรงพยาบาล
พระองคท์ า่ นโปรดประทานให้ แตข่ อใหต้ งั้ ชอ่ื เปน็ อนสุ รณแ์ กผ่ ปู้ ระทานทดี่ นิ วา่ “โรงพยาบาลยคุ ลฑฆิ มั พร”
แต่กระทรวงสาธารณสุขสมัยนั้นขอใช้ชื่อ “โรงพยาบาลนครศรีธรรมราช” เน่ืองจากเป็นโรงพยาบาล
ประจ�ำจังหวัด พระองค์ท่านจึงขอเพียงให้ต้ังชื่อตึกหลังใดหลังหน่ึงว่า “ตึกยุคลฑิฆัมพร” นับแต่น้ันมา
ช่อื นจ้ี งึ ปรากฏอยคู่ ู่กบั โรงพยาบาลแหง่ น้ีสบื มา
168
๘.๒ โรงพยาบาลรฐั และเอกชน
ตาราง จำ� นวนเตยี งในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๙
ชื่อโรงพยาบาล ประเภทของโรงพยาบาล จำ�นวนเตียง
(หลัง)
๑. โรงพยาบาลรฐั บาล - ๑,๒๔๘
๑.๑ โรงพยาบาลมหาราชนครศรธี รรมราช โรงพยาบาลศูนย์ประจำ�จงั หวดั ๑,๐๐๐
๑.๒ โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพ โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพ ๖๐
กรมอนามัย
ศนู ย์อนามยั ท่ี ๑๑ โรงพยาบาลทหารบก ๑๐๘
๑.๓ โรงพยาบาลค่ายวชิราวธุ กรมแพทย์ทหารบก
๑.๔ โรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรธี รรมราช โรงพยาบาลเทศบาล ๗๐
๑.๕ โรงพยาบาลเทศบาลตำ�บลปากพนู โรงพยาบาลเทศบาล ๑๐
๒๔๘
๒. โรงพยาบาลเอกชน - ๑๓๙
๒.๑ โรงพยาบาลนครนิ ทร์ โรงพยาบาลทั่วไป ๕๙
๒.๒ โรงพยาบาลนครพัฒน์ โรงพยาบาลทั่วไป ๕๐
๒.๓ โรงพยาบาลนครคริสเตียน โรงพยาบาลทวั่ ไป ๑,๔๙๖
รวม
-
ท่ีมา : ข้อมลู ทว่ั ไปสำ� นกั งานจังหวัดนครศรธี รรมราช
ตาราง จำ� นวนเจ้าหน้าทท่ี างการแพทยข์ องอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช พ.ศ. ๒๕๕๙
เจา้ หนา้ ท่ีทางการแพทย์ จำ�นวนเจา้ หน้าทีท่ างการแพทย์ จำ�นวนประชากรต่อ
(คน) เจ้าหน้าท่ที างการแพทย์ ๒ คน
๑. แพทย์ ๑๐๙ ๒,๔๕๙
๒. ทันตแพทย์ ๑๗ ๑๕,๗๖๕
๓. เภสชั กร ๕๑ ๕,๒๕๕
๔. พยาบาล ๘๓๙ ๓๑๙
ท่ีมา : ส�ำนักงานสาธารณสขุ อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช พฤษภาคม ๒๕๕๙
จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่าอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมีประชากรต่อแพทย์ ๑ คน
เท่ากับ ๒,๔๕๙ คน ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุขเท่ากับ ๑:๑,๘๐๐ และประชากรต่อ
ทนั ตแพทย์ ๑ คน เทา่ กบั ๑๕,๗๖๕ คน ซงึ่ ตำ่� กวา่ เกณฑม์ าตรฐานกระทรวงสาธารณสขุ เทา่ กบั ๑:๑,๖๐๐
เปน็ จำ� นวนหลายเทา่ ตวั และยงั คงเกนิ เกณฑม์ าตรฐานของประเทศไทยเทา่ กบั ๑:๑๓,๖๙๖ แสดงใหเ้ หน็ วา่
บุคลากรทางการแพทย์ของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชยังมีจ�ำนวนน้อยอย่างย่ิงเม่ือเทียบกับจ�ำนวน
ประชากร และในสว่ นของประชากรตอ่ เภสชั กร ๑ คน และประชากรตอ่ พยาบาล ๑ คน ยงั อยใู่ นเกณฑ์
ตำ�่ กวา่ มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก
169
กล่าวโดยสรุป พัฒนาการด้านสาธารณสุขของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ท้ังในด้าน
การกระจายตวั ของสถานพยาบาล และเกณฑม์ าตรฐานเร่อื งจ�ำนวนเจา้ หนา้ ท่ีทางการแพทย์มดี งั น้ี
๑) การกระจายตัวของสถานพยาบาล อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมีสถานพยาบาล
ทกุ ประเภท รวมทั้ง ๑๖๐ แห่ง จ�ำแนกเปน็
(๑) โรงพยาบาลรฐั จ�ำนวน ๕ แหง่ จำ� นวนเตยี ง ๑,๒๔๘ เตยี ง
(๒) โรงพยาบาลเอกชน จ�ำนวน ๓ แห่ง จ�ำนวนเตียง ๒๔๘ เตียง
(๓) โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตำ� บล จ�ำนวน ๒๕ แหง่
(๔) คลินกิ ทุกตำ� บล จำ� นวน ๑๒๗ แห่ง
๒) เกณฑ์มาตรฐานเร่ืองจ�ำนวนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
ใน พ.ศ. ๒๕๕๕ มีเจ้าหน้าท่ีทางการแพทย์ ประกอบด้วยแพทย์จ�ำนวน ๑๐๙ คน ทันตแพทย์จ�ำนวน
๑๗ คน เภสัชกร จ�ำนวน ๕๑ และพยาบาลจ�ำนวน ๘๓๙ คน โดยมีจ�ำนวนประชากรต่อเจ้าหน้าท่ี
ทางการแพทย์ ๑ คน ประกอบด้วย
(๑) ประชากรต่อแพทย์ ๑ คน เท่ากับ ๒,๔๕๙ คน (เกณฑ์มาตรฐานกระทรวง
สาธารณสขุ เท่ากับ ๑:๑,๘๐๐ และองค์การอนามยั โลก เทา่ กับ ๑:๕,๐๐๐)
(๒) ประชากรตอ่ ทันตแพทย์ ๑ คน เท่ากบั ๑๕,๗๖๕ คน (เกณฑ์มาตรฐานกระทรวง
สาธารณสุขเท่ากบั ๑:๑,๖๐๐ และประเทศไทยเทา่ กบั ๑:๑๓,๖๙๖)
(๓) ประชากรต่อเภสัชกร ๑ คน เท่ากับ ๕,๒๕๕ คน (เกณฑ์มาตรฐานกระทรวง
สาธารณสุขเทา่ กบั ๑:๗,๕๐๐)
(๔) ประชากรต่อพยาบาล ๑ คน เท่ากับ ๓๑๙ คน (เกณฑ์มาตรฐานกระทรวง
สาธารณสขุ เทา่ กับ ๑:๕๕๐ และองคก์ ารอนามัยโลกเทา่ กับ ๑:๕๐๐)
โรงพยาบาลมหาราชในปัจจุบัน
170
พัฒนาการทางการศบึกทษท่ี า๖
๑. การศึกษาเล่าเรียนสมัยโบราณ
หลักฐานส�ำคัญท่ีช้ีให้เห็นถึงการเป็นเมืองโบราณของนครศรีธรรมราชมีอย่างน้อยสองอย่าง คือ
ศิลาจารกึ หลกั ท่ี ๒๔ ซึ่งพบทีว่ ัดเสมาเมือง ในเขตอ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช เป็นจารกึ ภาษาสันสกฤต
ตรงกับศักราช ๑๗๗๓ และศิลาจารึกหลักท่ี ๑ ของสุโขทัยตรงกับศักราช ๑๘๒๖ ซ่ึงมีข้อความระบุ
ถึงเมืองนครศรีธรรมราชว่า “สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต ่
ศรธี รรมราชมา” ศลิ าจารกึ หลกั นสี้ รา้ งขน้ึ ในกรงุ สโุ ขทยั ซง่ึ เจรญิ ขน้ึ เปน็ ราชธานขี น้ึ ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙
ข้อความที่กล่าวถึงเมืองนครศรีธรรมราชย่อมเป็นหลักฐานแจ่มชัดว่านครศรีธรรมราช (อ�ำเภอเมือง
นครศรีธรรมราชปัจจุบัน) มีความเจริญทางการศึกษาเล่าเรียนด้านพุทธศาสนา และเป็นแหล่งเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาทีส่ �ำคญั ในคาบสมทุ รไทย จนกระท่งั มนี ักปราชญ์ราชครูได้รบั อาราธนาไปยงั กรงุ สโุ ขทยั
การท่ีนครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองเช่นน้ี น่าจะมีปัจจัยมาจากการศึกษาเล่าเรียนของ
พลเมอื งมาแต่ครง้ั โบราณ (ก่อน พ.ศ. ๑๘๐๐ ) โดยใชว้ ดั เปน็ สถานที่เรียนซง่ึ เนน้ ทงั้ การเรยี นอกั ขระขอม
และมอญเปน็ หลกั เฉพาะศกึ ษาดา้ นพระพทุ ธศาสนาตามทกี่ ลา่ วมานน้ั ยงั เจรญิ รอยสบื ตอ่ มาถึงกรุงรัตน-
โกสนิ ทร์ โดยเฉพาะในสมยั รชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วั
171
พน้ื ฐานการศกึ ษาเลา่ เรยี นในสมยั โบราณ ชาวนครศรธี รรมราชเรยี นรไู้ ดจ้ ากแหลง่ และสอ่ื การเรยี น
ตอ่ ไปนี้
๑.๑ วรรณกรรมมุขปาฐะ
วรรณกรรมมุขปาฐะ เป็นวรรณกรรมที่ประพันธ์เป็นภาษาพูด ที่ถ่ายทอดหรือสืบทอดจาก
คนรนุ่ หน่ึงไปสคู่ นอกี รุ่นหน่ึงโดยวิธีจดจ�ำ หรือเล่าสบื ต่อกันมาด้วยวธิ ปี ากตอ่ ปาก อาศยั ภาษาพูดเปน็ ส่ือ
ส�ำคัญ เช่น เพลงกล่อมเด็ก ภาษิต ปริศนา นี่คือการศึกษาเล่าเรียนของชาวเมืองนครศรีธรรมราช
สมยั โบราณ พอจะอนมุ านไดว้ า่ การศกึ ษาเลา่ เรยี นดว้ ยวธิ นี มี้ มี ากอ่ น พ.ศ. ๑๘๓๕ นบั ถงึ ปจั จบุ นั เปน็ เวลา
๗๒๕ ปีเศษแลว้
๑.๒ ปริศนาคำ� ทาย
ปรศิ นาคำ� ทาย เปน็ วรรณกรรมทอ้ งถนิ่ ประเภทมขุ ปาฐะทน่ี า่ สนใจศกึ ษาวเิ คราะห์ วจิ กั ษณ์
และวจิ ารณ์ เพอื่ ประโยชนต์ อ่ วงการศกึ ษาวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ ทง้ั เชงิ ศลิ ปแ์ ละเชงิ ศาสตร์ ชาวนครศรธี รรมราช
นยิ มศกึ ษาปรศิ นาคำ� ทาย เพอื่ เสรมิ สรา้ งความรแู้ ละปญั ญา มที งั้ ทเ่ี ปน็ รอ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรอง ทมี่ สี มั ผสั ใน
และสัมผสั นอก
๑.๓ เพลงประกอบการเลน่ ของเด็ก
เพลงประกอบการเล่นของเด็ก เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะประเภทหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้
เพลงประกอบการเล่นด้วย มีทั้งเพลงร้อง และบทสนทนาโต้ตอบ จะให้ค�ำสัมผัสคล้องจองกันเป็นแบบ
ร้อยกรองท่ีมีฉันทลักษณ์และรูปแบบหลากหลายในเร่ืองจ�ำนวนวรรค จ�ำนวนค�ำ ลักษณะการสัมผัส
แตกต่างกนั
๑.๔ กลอนมหรสพพน้ื บ้าน
กลอนมหรสพพน้ื บ้าน เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะท่แี พร่หลายอยูม่ ากในทอ้ งถิ่นของนครศรี-
ธรรมราชและจังหวัดใกล้เคยี ง คือ บทเพลงบอก หนงั ตะลงุ และมโนห์รา
๑.๕ นิทานพน้ื บ้าน
นทิ านพน้ื บา้ น เปน็ สอื่ การเรยี นการสอนของคนสมยั โบราณ จดั เปน็ วรรณกรรม “มขุ ปาฐะ”
ประเภทหนงึ่ ท่ีเล่าสืบต่อกนั มาหลายชั่วอายุคน เป็นวรรณกรรมท่มี นุษย์ทวั่ โลกรจู้ กั กนั มากทสี่ ดุ จนกลา่ ว
ไดว้ า่ เปน็ เรอื่ งเลา่ ทม่ี คี มู่ ากบั โลก ขณะเดยี วกนั มนษุ ยก์ ร็ จู้ กั ใชภ้ าษาพดู เพอื่ เลา่ นทิ านควบคกู่ นั ไปดว้ ย นทิ าน
พื้นบา้ นท่รี ู้จักกนั ดีคือ “นิทานอีสป” เปน็ วรรณกรรมเก่าแก่ของมนษุ ยชาตอิ ย่างแทจ้ ริงท่มี ีอัตราการแพร่
กระจายไปทกุ ทวปี อยา่ งไรกด็ ี รายละเอยี ดของนทิ านมกั ไมค่ อ่ ยคงทแี่ นน่ อน ขนึ้ อยกู่ บั ความจำ� ของผเู้ ลา่
เปน็ สำ� คญั
นทิ านพน้ื บา้ นเปน็ สอื่ ใหก้ ารศกึ ษาแกบ่ คุ คล โดยเฉพาะเดก็ และเยาวชนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เพราะ
ผรู้ บั การศึกษา (ฟงั ) สง่ิ ดที ่ีสุดของความเปน็ มนุษย์ คือ ศลี ธรรม คณุ ธรรม (จรยิ ธรรม) สัจธรรม และ
วุฒิธรรม น�ำไปสู่การปฏิบัติควบคู่กับความรู้สามัญและการอาชีพ สมัยโบราณจึงให้การศึกษาเล่าเรียน
ในลกั ษณะน้ี (ผใู้ ห้ - พูด - ผู้รบั - ฟงั ) จนกลายเปน็ ธรรมเนยี มหรือวถิ ชี วี ิต
172
เมอ่ื นครศรธี รรมราชกา้ วสยู่ คุ สมยั การปฏริ ปู ระบบการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ในสมยั รชั กาลที่ ๕
จึงได้มกี ารปฏริ ูปการจดั การศึกษาตามไปด้วย โดยจัดใหม้ ี “แผนการศกึ ษาแห่งชาติ” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑
“แผนการศึกษาแห่งชาติ” คือ แผนอันเป็นแม่บทหลัก หรือแผนงานหลัก (Master Plan)
ในการจัดการศึกษาของชาติ โดยทั่วไปแล้วประกอบด้วย ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษา นโยบาย
การศกึ ษา ระบบการศึกษา ระบบโรงเรยี น แนวปฏบิ ัตงิ าน และเกณฑอ์ ายุมาตรฐานของนกั เรยี นแต่ละ
ระดับ
ก่อนจะมีแผนการศึกษาแห่งชาติอย่างชัดเจนใน พ.ศ. ๒๔๔๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวได้ทรงเห็นความส�ำคัญที่จะให้ราษฎรไทยได้มีความรู้เพียงพอที่จะเป็นก�ำลังในการพัฒนาและ
ขบั เคลื่อนสยามประเทศ จงึ ไดจ้ ัดตง้ั “โรงเรียนหลวง” ข้ึนในพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ และ
ขยายเปน็ โรงเรยี นสำ� หรบั ทวยราษฎรเมอื่ พ.ศ. ๒๔๒๘ ทวี่ ดั มหรรณพาราม จากนน้ั จงึ ขยายไปยงั หวั เมอื ง
ใน พ.ศ. ๒๔๔๑
แผนการศกึ ษาแหง่ ชาตใิ นระยะแรกเรม่ิ คอื ชว่ ง พ.ศ. ๒๔๔๑ - ๒๔๔๕ มชี อ่ื วา่ “โครงการศกึ ษา”
ซ่ึงเกิดจากการปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซ่ึงเมืองนครศรีธรรมราช
โดยพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธโช) วดั ท่าโพธิ์ เม่อื คร้ังยังดำ� รงสมณศกั ดเิ์ ป็นทีพ่ ระสริ ธิ รรมมุนี พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังให้เป็นผู้อ�ำนวยการศึกษามณฑล
นครศรธี รรมราช ซงึ่ ทา่ นเจา้ คณุ พระรตั นธชั มนุ ี ( (มว่ ง รตนธโช) ไดจ้ ดั การศกึ ษาในทอ้ งทอ่ี ำ� เภอกลางเมอื ง
ดงั ทกี่ ล่าวมาแลว้ โดยจดั การศึกษาเปน็ ครง้ั แรกตามแนวทางของ “โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๔๑”
พยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์ในภาษาไทย
173
๑.๑ แผนการศึกษาแห่งชาติ (โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๔๑) แบ่งการศกึ ษาเป็น ๕ ขน้ั คือ
๑) มลู ศกึ ษา เปน็ การเลา่ เรยี นเบือ้ งแรก
๒) ประถมศกึ ษา เป็นการเลา่ เรียนเบือ้ งต้น
๓) มัธยมศกึ ษา เปน็ การเล่าเรียนเบอ้ื งกลาง
๔) อดุ มศกึ ษา เป็นการเลา่ เรียนเบ้ืองสงู
๕) การศกึ ษาพเิ ศษ เปน็ การเลา่ เรยี นวชิ าเฉพาะทาง เชน่ การฝกึ หดั ครอู าจารย์ กฎหมาย
การแพทย์ การช่าง การคา้ และการเพาะปลกู เป็นตน้
๑.๒ ระบบโรงเรยี น แบง่ เป็น ๔ ระบบคือ
๑.๒.๑ มลู ศกึ ษาและประถมศึกษา เปน็ การศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน แบ่งเป็น
๑) โรงเรยี นบรุ บท (อายภุ ายใน ๗ ปี) และโรงเรยี น ก ข นโม ตามวัด
(ไมก่ ําหนดอายุ)
๒) โรงเรยี นเบือ้ งตน้ ชน้ั ตำ�่ เรยี น ๓ ปี นบั เป็นประโยค ๑
(อายุภายใน ๑๐ ป)ี
๓) โรงเรยี นเบือ้ งต้นชน้ั สงู เรยี น ๓ ปี นับเป็นประโยค ๒
(อายุภายใน ๑๓ ปี)
๑.๒.๒ มัธยมศึกษา เป็นการศกึ ษาข้นั กลาง แบง่ เปน็
๑) โรงเรียนไทยเบอื้ งกลาง เรยี น ๔ ปี นับเป็นประโยค ๓
(อายตุ ้งั แต่ ๗ - ๑๐ ปี)
๒) โรงเรียนอังกฤษไทยเบ้อื งตน้ เรยี น ๔ ปี
(อายุภายใน ๑๔ ปี)
๓) โรงเรียนองั กฤษไทยเบื้องกลาง เรยี น ๔ ปี
(อายภุ ายใน ๑๘ ปี)
๑.๒.๓ สกลวทิ ยาลัย เปน็ การศึกษาขนั้ สงู เทียบไดก้ ับมหาวทิ ยาลัย เรียน ๔ ปี
(อายุ ๑๘ - ๒๒ ป)ี
๑.๒.๔ สถานศกึ ษาพเิ ศษ เปน็ การศกึ ษาเฉพาะทาง เพอ่ื การประกอบอาชพี เปน็ โรงเรยี น
หรอื วทิ ยาลยั เฉพาะวชิ า ไดแ้ ก่ โรงเรยี นฝกึ หดั อาจารย์ โรงเรยี นฝกึ หดั ขา้ ราชการ
พลเรือน โรงเรยี นแพทย์ โรงเรียนกฎหมาย เป็นต้น
เม่ือได้พิจารณาโครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๔๑ แล้วจะเห็นว่าระบุรายละเอียดทั้งหมดไว้
แจ่มแจ้ง มีการคาดคะเนจํานวนนักเรียนว่ามีประมาณเท่าไร ควรจะต้ังโรงเรียนขึ้นสําหรับเด็กสักก่ีโรง
จะต้องผลิตครูเพื่อไปสอนเด็กเท่าไร จะต้องเปิดโรงเรียนฝึกหัดครูเพ่ิมขึ้นเท่าไร จึงจะผลิตครูได้เพียงพอ
ตลอดจนเงนิ งบประมาณทจี่ ะใชจ้ า่ ย และช่องทางที่จะไดเ้ งินมาใช้จดั การศกึ ษา
ส่วนการจัดการศึกษาในหัวเมือง มีรายละเอียดท่ีกล่าวถึงการคาดคะเนพลเมือง การแบ่ง
มณฑลการศกึ ษา ครู อาจารย์ การจดั การศกึ ษาในตาํ บลทที่ าํ นา โรงเรยี นเบอื้ งแรก ก ข นโม การรบั ผดิ ชอบ
ในมณฑลเทศาภบิ าล การคดั เลอื กนักเรยี นที่เฉียบแหลม คา่ ใช้จ่ายในการศึกษาแบบเดยี วกัน
174
โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๔๑ อาศัยแบบโครงการศึกษาของอังกฤษมาเป็นแนวทางหลัก
โครงการน้ีนอกจากจะใช้เป็นแผนการศึกษาแล้ว ยังใช้บริหารงานทุกอย่างของกระทรวงธรรมการไปด้วย
ตอ่ มาไดจ้ ดั การเปลยี่ นแปลงโครงการการศกึ ษาอกี ๖ ฉบบั คอื โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๔๕, พ.ศ. ๒๔๕๑,
พ.ศ. ๒๔๕๒, พ.ศ. ๒๔๕๖, พ.ศ. ๒๔๕๘ และ พ.ศ. ๒๔๖๔ มรี ายละเอียดตามลำ� ดับดังต่อไปนี้
สมุดไทยขาวหรอื บดุ ขาว สมดุ ไทยด�ำหรือบดุ ดำ�
โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๔๕
เป็นโครงการที่ยึดแบบแผนของอังกฤษ แต่ดัดแปลงบางส่วนให้เหมาะสมกับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยกับประเทศอังกฤษมีความแตกต่าง
กนั มาก การดดั แปลงใหเ้ หมาะสมกบั ประเทศไทยจงึ ทาํ ไดย้ าก พ.ศ. ๒๔๔๕ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจ้าอยหู่ วั จงึ โปรดใหพ้ ระยาวสิ ุทธิสรุ ยิ ศักดิ์ (ม.ร.ว.เปยี มาลากลุ ) ขณะไปรับสมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช
สยามมกฎุ ราชกมุ าร (พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ) ทปี่ ระเทศญป่ี นุ่ จงึ ไดศ้ กึ ษางานการศกึ ษา
ของประเทศญี่ปุ่นมาเป็นแนวทางจัดการศึกษาด้วย เม่ือกลับถึงประเทศไทยแล้ว พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์
จงึ ทาํ รายงานเสนอกระทรวงธรรมการและนาํ ทลู เกลา้ ฯ ถวาย พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
จึงโปรดให้จัดโครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๔๕ แทนโครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๔๑ โครงการศึกษาดังกล่าว
มสี าระสําคัญสรปุ ได้ดงั น้ี
๑. ระดบั การศึกษา แบ่งออกเปน็ ๓ ระดบั คือ
๑.๑ ช้ันประโยคหน่ึง - ชั้นต้น คือประโยคมูลศึกษาและชั้นประถมศึกษา สําหรับชั้น
มูลศึกษานัน้ ถือเปน็ “ชัน้ เบือ้ งตน้ ” ของประโยคประถมศกึ ษา การเลา่ เรยี นประโยคหนึ่ง - ชั้นต้น กาํ หนด
เวลา ๓ ปี
175
๑.๒ ประโยคสอง - ชนั้ กลาง คือมธั ยมศึกษากาํ หนดใหเ้ รียน ๓ ปี
๑.๓ ประโยคสาม - ชน้ั สงู คอื อดุ มศกึ ษากาํ หนดให้เรยี น ๕ ปี
๒. ประเภทการศกึ ษา แบ่งการศกึ ษาออกเป็น ๒ ประเภท หรอื ๒ สาย คือ
๒.๑ สามัญศึกษา ได้แก่ ความรู้สามัญด้านการอ่าน การเขียน เลขบัญชี และศีลธรรม
จดั แบง่ ออกตามระดับของโรงเรยี นดงั นี้
๒.๑.๑ ประถมศกึ ษา เปน็ การเรยี นรวู้ ชิ าพน้ื ฐานสำ� หรบั ราษฎรทว่ั ไป เมอื่ สำ� เรจ็ แลว้
ไดร้ บั ประกาศนยี บตั รประโยค ๑ เลอื กดาํ เนนิ ชวี ติ ได้ ๓ ทาง คอื ออกไปประกอบอาชพี เรยี นตอ่ มธั ยมศกึ ษา
สายสามญั และเรยี นตอ่ ทางวิชาวิสามญั โดยเข้าโรงเรยี นประถมศกึ ษาพเิ ศษทเี่ รยี นวชิ าเฉพาะอย่าง
๒.๑.๒ มธั ยมศกึ ษา เปน็ การเรยี นตอ่ จากประถมศกึ ษา เมอื่ สาํ เรจ็ ไดป้ ระกาศนยี บตั ร
ประโยค ๒ จบแล้วเลือกด�ำเนินชีวิตได้ ๓ ทาง คือ ไปประกอบอาชีพ เช่น เป็นเสมียน รับราชการ
เรียนมัธยมศึกษาพเิ ศษทางวชิ าวสิ ามัญ หรอื เรียนต่อชั้นอดุ มศึกษา
๒.๑.๓ อุดมศึกษา เป็นการเรียนต่อจากช้ันมัธยมศึกษา เป็นความรู้ระดับสูง
ท่ีสามารถทํางานได้ด้วยภาษาไทยและภาษาต่างประเทศบางภาษา เรียนสําเร็จได้ประกาศนียบัตร
ประโยค ๓ จะออกรับราชการ หรือเรียนต่อชัน้ อดุ มศกึ ษาพิเศษในประเทศหรอื ต่างประเทศกไ็ ด้
๒.๒ วสิ ามญั ศกึ ษา ไดแ้ ก่ ความรพู้ เิ ศษตา่ ง ๆ ในการประกอบอาชพี เชน่ วชิ าครู แพทย์
ช่าง และวิชาชพี อนื่ ๆ แบง่ ออกเปน็ ๓ ช้ันเหมอื นสามญั ศกึ ษา คือวิสามญั ชนั้ ต้น เรยี กว่าประถมศกึ ษา
พเิ ศษ วสิ ามัญช้นั กลาง เรยี กว่ามธั ยมศกึ ษาพเิ ศษ วิสามัญช้ันสงู เรียกวา่ อุดมศึกษาพเิ ศษ
๒.๒.๑ ประถมศึกษาพิเศษ เรียนวิชาพิเศษสําหรับประกอบอาชีพท่ีไม่ต้องใช้
ความรูท้ างสามัญ เรยี นจบแล้วได้ประกาศนียบัตรประถมศึกษาพเิ ศษ
๒.๒.๒ มัธยมศึกษาพิเศษ รับนักเรียนท่ีจบมัธยมศึกษาสายสามัญ เป็นวิชาท่ีต้อง
ใช้ความรสู้ ามญั เปน็ พน้ื ฐานทีส่ งู พอควร เชน่ โรงเรยี นฝกึ หัดอาจารย์ โรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนแพทย์
โรงเรยี นมหาดเลก็ โรงเรยี นนายรอ้ ยทหารบก โรงเรยี นกอ่ สรา้ ง โรงเรยี นแผนท่ี โรงเรยี นพาณชิ ย์ เปน็ ตน้
๒.๒.๓ อุดมศึกษาพเิ ศษ ต้องไปเรยี นตา่ งประเทศ เพราะยังไมไ่ ดจ้ ัดในเมืองไทย
โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๕๐
สาระสาํ คญั ของโครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๕๐ คอื การจดั การศกึ ษาออกเปน็ ๒ ประเภท คือ
สามัญศึกษา และวสิ ามญั ศกึ ษา
๑. สามญั ศกึ ษา แบ่งการศึกษาออกเปน็ ๒ แผนก คือแผนกสามัญ และแผนกพิเศษ
๑.๑ แผนกสามัญ แบ่งการศกึ ษาออกเป็น ๓ ระดับ คือ
๑.๑.๑ มลู ศกึ ษา กาํ หนดเวลาเรยี น ๓ ปี เรยี นวชิ าเลข กาํ หนดอายไุ มเ่ กนิ ๙ ปี
๑.๑.๒ ประถมศกึ ษา กาํ หนดเวลาเรยี น ๓ ปี เรยี นวชิ าเลข ภมู ศิ าสตร์ พงศาวดาร
วาดเขียน กาํ หนดอายไุ มเ่ กนิ ๑๒ ปี
๑.๑.๓ มธั ยมศกึ ษา กาํ หนดเวลาเรยี น ๓ ปี วชิ าเรยี นเหมอื นในระดบั ประถมศกึ ษา
แต่เพิ่มวิชาภาษาอังกฤษ วิชาคํานวณ และวิชาวิทยาศาสตร์ให้มากข้ึน มัธยมศึกษามี ๒ ประเภท คือ
มธั ยมวทิ ยา และมัธยมหนงั สือ
176
ดินสอและกระดานชนวน อนั เป็นอุปกรณก์ ารเขยี นสมัยโบราณ
มธั ยมวิทยา จดั เปน็ หลกั สูตรที่มีวิชาใหม ่ ๆ ครบบริบูรณ์
สว่ นมัธยมหนงั สอื จดั เป็นหลักสตู รท่ียงั มีวชิ าใหม ่ ๆ ไมเ่ ตม็ ตามกาํ หนด
๑.๒ แผนกพเิ ศษ แบง่ การศึกษาออกเป็น ๓ ระดบั คอื
๑.๒.๑ มูลพเิ ศษ กําหนดเวลาเรยี น ๓ ปี ปีสดุ ท้ายเริ่มเรยี นภาษาองั กฤษ
๑.๒.๒ ประถมพิเศษ กําหนดเวลาเรียน ๓ ปี เรียนตามหลักสูตรภาษาอังกฤษ
และวชิ าตา่ ง ๆ ตามความตอ้ งการ แตห่ นกั ทางดา้ นภาษาตา่ งประเทศ จดั สอนทโี่ รงเรยี นราชวทิ ยาลยั และ
โรงเรียนวดั เทพศิรนิ ทร์ จบแลว้ สามารถเรยี นต่อในมัธยมศึกษาพเิ ศษได้ หรือออกไปทาํ งานเปน็ เสมียน
๑.๒.๓ มัธยมพิเศษ หรือเรียกว่ามัธยมภาษา กําหนดเวลาเรียน ๕ ปี เน้นหนัก
ทางด้านภาษาองั กฤษ ปี ๑ - ๔ สอนวชิ าตา่ ง ๆ เป็นภาษาองั กฤษท้ังสนิ้ ปี ๕ เรียนภาษาไทย และภาษา
อังกฤษ กําหนดอายุ ๑๗ - ๑๘ ปี
๒. วสิ ามญั ศกึ ษา รบั ตอ่ จากผทู้ สี่ อบไลไ่ ดพ้ น้ มธั ยมสามญั แลว้ เปน็ การศกึ ษาทางดา้ นปฏบิ ตั ิ
คลา้ ยกบั โรงเรียนเทคนคิ แบ่งออกเปน็ แผนกต่าง ๆ ได้แก่ แผนกอังกฤษ ช่างแพทย์ ผดุงครรภ์ และครู
เป็นตน้ วสิ ามญั ศกึ ษาแบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๒ ระดบั คือ
๒.๑ ประถมศกึ ษา เรยี น ๓ ปี ไดแ้ ก่ โรงเรยี นองั กฤษมหาพฤฒาราม สโมสรชา่ ง สโมสร
องั กฤษ และโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์
๒.๒ มธั ยมศึกษา เรยี น ๓ ปี ได้แก่ โรงเรยี นแพทย์ และโรงเรยี นฝกึ หัดอาจารย์
177
โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๕๒
โครงการศึกษาฉบับน้ีเป็นการแก้ไขปรับปรุงการศึกษาฉบับเดิมให้เหมาะสมย่ิงข้ึน คือมีการ
เลา่ เรียนระดบั ทีส่ ูงกว่าประถมศึกษา ระดับมธั ยมศึกษา และอุดมศกึ ษา สาระสําคญั ของโครงการศกึ ษา
พ.ศ. ๒๔๕๒ มี ๓ ประการ คอื
๑. กําหนดเพ่ิมหลักสูตรมัธยมพิเศษให้เหลือเวลาเรียนเพียง ๓ ปี เท่ากับหลักสูตรประถม
วสิ ามัญและมธั ยมสามัญ
๒. กําหนดเพ่ิมหลักสูตรมัธยมสูงอีก ๓ ปี ต่อจากหลักสูตรมัธยมสามัญและมัธยมพิเศษ
นบั เปน็ ความรเู้ ทยี บเทา่ ชน้ั ตน้ ของมหาวทิ ยาลยั เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นทจ่ี บชนั้ มธั ยมสงู แลว้ ไปศกึ ษาตอ่ ในยโุ รป
โดยไม่ตอ้ งเสียเวลาเตรียมทจี่ ะไปเขา้ มหาวิทยาลัยอีก
๓. กาํ หนดอายแุ ละจาํ นวนปขี องการศกึ ษาแต่ละระดับดังน้ี
มูลศึกษา เรยี น ๓ ปี อายพุ อเหมาะ ๗ - ๙ ปี
ประถมศกึ ษา เรยี น ๓ ปี อายุพอเหมาะ ๑๐ - ๑๒ ปี
มัธยมศกึ ษา เรยี น ๓ ปี อายพุ อเหมาะ ๑๓ - ๑๕ ปี
มธั ยมสงู เรียน ๓ ปี อายพุ อเหมาะ ๑๖ - ๑๘ ปี
การจดั การศกึ ษาในระยะนมี้ จี ดุ มงุ่ หมายใหเ้ ดก็ ชายหญงิ ทกุ คนเรยี นสายสามญั ศกึ ษาในระดบั
มูลศึกษา (ถือเป็นภาคบังคับ) เป็นอย่างต่�ำ และเรียนสายวิสามัญศึกษา (สายอาชีพ) เพื่อให้มีวิชาชีพ
สามารถทาํ งานไดเ้ ฉพาะอยา่ ง แตก่ ารเรยี นสายวสิ ามญั ศกึ ษานยี้ งั มขี อ้ บกพรอ่ งอยู่ คอื กระทรวงธรรมการ
ไม่สามารถจัดต้ังโรงเรียนได้ทุกระดับ ทั้งนี้เพราะไม่มีงบประมาณและไม่มีนักเรียน นอกจากน้ีราษฎร
สว่ นมากเขา้ ใจวา่ วสิ ามญั ศกึ ษานนั้ ไมจ่ าํ เปน็ ตอ้ งเรยี นรใู้ หส้ นิ้ เปลอื งเงนิ เสยี เวลา เรยี นเฉพาะสามญั ศกึ ษา
ก็เพียงพอสําหรับรับราชการเป็นเสมียนได้ กระทรวงธรรมการจึงได้ปรับปรุงโครงการศึกษาที่ใช้อยู่เดิม
ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมให้ราษฎรต้องเรียนสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษา ควบคู่กันไป
ตามกําหนดชั้นที่กําหนดไว้ในหลักสูตร เพื่อให้ราษฎรมีความรู้ทางวิชาชีพด้านใดด้านหนึ่งก่อนออกจาก
โรงเรยี นไปประกอบอาชพี ไดใ้ นทอ้ งถนิ่ ของตน และเปน็ การปอ้ งกนั มใิ หศ้ กึ ษาเพยี งครง่ึ ๆ กลาง ๆ แลว้ ออกไป
ทํางานเสมียน จึงไดม้ กี ารเปลีย่ นแปลงโครงการศึกษาใน พ.ศ. ๒๔๕๖1
โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๕๖
โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๕๖ มจี ดุ มงุ่ หมายสาํ คญั 2
๑. มุ่งแก้ไขความเข้าใจผิดของราษฎร สาเหตุเนื่องมาจากการจัดการศึกษาท่ีแล้ว ๆ มา
ทําให้ราษฎรเข้าใจว่า “วิสามัญศึกษา” นั้น ไม่จําเป็นต้องเรียนรู้ เพราะทําให้สิ้นเปลืองเงินทอง และ
เสยี เวลา เรียนเฉพาะ “สามัญศึกษา” กเ็ พียงพอสาํ หรับออกมารบั ราชการเปน็ เสมียนได้
๒. มุ่งปรับปรุงสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษาให้มีความสัมพันธ์กัน เพื่อจะได้ส่งเสริม
ให้ราษฎรได้มีโอกาสเล่าเรียนท้ังสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษาควบคู่กันไป ทั้งนี้เพราะเหตุว่าโครงการ
ศกึ ษาท่ีผา่ นมาไดแ้ ยกออกเป็นหลกั สตู รสามัญและหลกั สตู รวสิ ามญั
1 สมุ นทพิ ย์ บญุ สมบตั ิ ๒๕๒๓ หนา้ ๑๗๔ .
2 สมบรู ณ์ พรรณาภพ ๒๕๒๕ หนา้ ๑๗๔.
178
พระสงฆ์สอนหนงั สือแก่กลุ บตุ รในโรงเรยี น มมี าต้ังแตส่ มัยรชั กาลท่ี ๕
โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๕๖ เปล่ียนมูลศึกษาเป็นประถมศึกษา และจัดเป็น ๓ ระดับ คือ
ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา แบง่ การศกึ ษาออกเปน็ ๒ ประเภท คอื
๑. สามญั ศกึ ษา ประกอบดว้ ย ประถมศกึ ษา และมธั ยมศกึ ษา สามญั ศกึ ษา ไดแ้ ก่ การเลา่ เรยี น
ความรูส้ ามญั ท่ีทกุ คนควรจะรู้ เช่น วิชาหนังสือ วิชาเลข และจรรยา เปน็ ตน้
๑.๑ ชัน้ ประถมศึกษามี ๕ ชั้น
๑.๑.๑ ชั้นประถม ๑ - ๓ เรยี นวิชาสามญั เช่น เลข จรรยา
๑.๑.๒ ชน้ั ประถม ๔ - ๕ เปน็ ชน้ั สาํ หรบั คนทค่ี ดิ จะไมเ่ รยี นตอ่ มธั ยม ใหเ้ รยี นวสิ ามญั
หรืออาชีพ ๒ ปี
๑.๒ มธั ยมศึกษามี ๘ ช้ัน
๑.๒.๑ ชัน้ มธั ยมปีที่ ๑ - ๓ เรียกว่า ชั้นมธั ยมตอนต้น
๑.๒.๒ ชัน้ มธั ยมปีท่ี ๔ - ๖ เรียกวา่ ช้ันมัธยมตอนกลาง
๑.๒.๓ ชน้ั มธั ยมปที ่ี ๗ - ๘ เรียกว่า ช้นั มัธยมตอนปลาย
๒. วสิ ามญั ศกึ ษา ประกอบดว้ ย ประถมศกึ ษา วสิ ามญั ชน้ั ตำ่� ชนั้ สงู และมหาวทิ ยาลยั (วสิ ามญั
ชนั้ ตำ่� และช้ันสงู ถอื เปน็ การศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่ยังไม่ไดก้ ําหนดช้นั ไว)้
ผู้เรียนจบช้ันมัธยมปีที่ ๖ สายสามัญจะแยกไปเรียนวิสามัญช้ันต่�ำได้ และผู้ที่เรียนจบ
มธั ยมปที ่ี ๘ สายสามญั จะแยกไปเรยี นวสิ ามญั ชน้ั สงู และมหาวทิ ยาลยั ได้ อยา่ งไรกต็ าม โครงการศกึ ษาชาติ
ฉบับนยี้ งั มขี อ้ บกพรอ่ งท่จี ะต้องปรับแก้อย่างน้อย ๒ ประการ คือ
ประการแรก ประถมวิสามัญศึกษา คือประถมปีที่ ๔ - ๕ เมื่อเรียนจบแล้วไม่สามารถ
เรียนต่อมัธยมวิสามัญได้ ครั้นจะกลับไปเรียนมัธยมสามัญก็ต้องเร่ิมเรียนมัธยมปีท่ี ๑ ใหม่ จึงทําให้ไม่มี
ผูส้ นใจจะเรียนประถมวิสามญั ศึกษา
179
ประการทสี่ อง เมอ่ื เรยี นมัธยมศึกษาไปถึงมัธยมปที ี่ ๖ แล้วจึงจะไปเรยี นต่อสายวิสามัญ
ศกึ ษาได้ หากเปน็ ไปตามนคี้ วามรสู้ กึ อยากเปน็ ราชการจะกลบั สงู ขนึ้ เพราะเหลอื อกี ๒ ปี กจ็ ะจบชน้ั สามญั
ศกึ ษา คือมธั ยมปที ี่ ๘ แลว้ จะหันไปทางวิสามญั ศกึ ษาก็ยงั ไมแ่ น่ใจวา่ อกี กีป่ จี ะสําเรจ็ (เพราะไมไ่ ด้กําหนด
ช้ันไว้) แล้วจะสู้อาชีพรับราชการได้หรือไม่ก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ ด้วยเหตุน้ีจึงได้จัดการแก้ไขโครงการ
ศกึ ษาอกี คร้งั หนึ่งใน พ.ศ. ๒๔๕๘
โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๕๘
สาระสําคัญของโครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๕๘ ส่วนใหญ่แล้วคล้ายคลึงกับโครงการศึกษา
พ.ศ. ๒๔๕๖ มีส่วนแตกตา่ งออกไป ได้แก่ การเพิ่มชนั้ วิสามัญศึกษา โดยแบง่ ออกเปน็ ๓ ชน้ั เช่นเดยี วกับ
โรงเรียนมธั ยมสามญั ศึกษา คอื ชน้ั ต้นและช้ันกลางมี ๓ ชัน้ สว่ นช้นั สงู มี ๒ ชนั้
จดุ ม่งุ หมายสําคญั ของการปรับปรงุ โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๕๘ ดังนี้
๑. เพอื่ แกไ้ ขข้อบกพร่องและปรบั ปรงุ โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๕๖ ให้เหมาะสมยงิ่ ขนึ้
๒. เพอ่ื หาลทู่ างทจี่ ะสง่ เสรมิ ใหพ้ ลเมอื งหนั มาสนใจการศกึ ษาวชิ าชพี อยา่ งจรงิ จงั ทงั้ นเ้ี พราะ
ปรากฏวา่ ประชาชนสว่ นมากยงั มงุ่ เรยี นเฉพาะวชิ าหนงั สอื และยงั เรยี นครง่ึ ๆ กลาง ๆ มคี วามมงุ่ หมายทจ่ี ะ
ประกอบอาชีพเป็นเสมียนและรับราชการ มองเห็นว่าการประกอบอาชีพอย่างอื่นเป็นอาชีพท่ีไม่มีเกียรติ
และไมเ่ หมาะสม
๓. เพ่ือจัดการสอนวิชาสามัญในระดับมัธยมศึกษาด้วย เพราะปรากฏว่าวิชาวิสามัญศึกษา
อนั ไดแ้ กก่ ารศกึ ษาเพอ่ื ประกอบอาชพี นน้ั อยใู่ นระดบั ประถมศกึ ษาและอดุ มศกึ ษา ยงั ไมไ่ ดจ้ ดั ไวใ้ นระดบั
มธั ยมศกึ ษา
ขอ้ ควรสงั เกตแผนการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๕๘ มีดังน้ี
๑. กล่าวถึงการศึกษาของสตรีไว้ด้วย คือเด็กหญิงเมื่อเรียนจบช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓
ถา้ ประสงค์จะเรยี นตอ่ วสิ ามัญช้นั ต�่ำกเ็ ข้าเรยี นไดเ้ ลย ถ้าเปน็ เดก็ ชายทไี่ มป่ ระสงค์จะเรยี นต่อมัธยมศึกษา
ตอ้ งเรยี นประถมวสิ ามญั ปที ี่ ๔ - ๕ กอ่ น ถา้ ประสงคจ์ ะเรยี นตอ่ วสิ ามญั ศกึ ษาตอ้ งจบประถมวสิ ามญั ปที ี่ ๕
๒. เดก็ ชายหรอื เดก็ หญงิ ทป่ี ระสงคจ์ ะเรยี นตอ่ มธั ยมสามญั ศกึ ษา ตอ้ งเรยี นจบประถมสามญั
ปที ี่ ๓ ก่อน
๓. เด็กชายหรือเด็กหญิงที่เรียนจบมธั ยมสามัญศึกษาปีท่ี ๓ แลว้ ประสงคจ์ ะเรียนด้านอาชีพ
กเ็ รยี นตอ่ มัธยมวิสามัญศกึ ษาช้ันกลางได้
๔. เด็กชายหรือเด็กหญิงที่เรียนจบมัธยมสามัญศึกษาชั้นปีที่ ๖ แล้ว ประสงค์จะเรียนต่อ
ด้านอาชีพก็เขา้ เรียนวิสามญั ชัน้ สงู ได้
๕. เด็กชายหรือเด็กหญงิ ทเ่ี รียนจบมัธยมสามญั ศกึ ษาปีที่ ๘ แล้ว ประสงค์จะเรียนดา้ นอาชพี
ก็เขา้ เรยี นมัธยมวิสามัญช้ันสูง เชน่ เดียวกบั ผูเ้ รียนสําเรจ็ ช้ันมธั ยมสามัญ ๖ หรอื จะเรยี นอดุ มศึกษาช้ันตำ่�
ได้
180
โครงการศกึ ษา ๒๔๕๘ ไดร้ ะบกุ ารศกึ ษาของสตรีไว้ เป็นการกําหนดไว้เปน็ หลกั การเทา่ นน้ั
แตใ่ นทางปฏบิ ตั แิ ลว้ มสี ตรที เ่ี ขา้ ศกึ ษานอ้ ยมาก เนอื่ งจากผปู้ กครองไมน่ ยิ มสง่ เดก็ หญงิ เขา้ เรยี น เพราะถอื วา่
ผหู้ ญงิ มหี นา้ ทเี่ ปน็ แมบ่ า้ นแมเ่ รอื น จงึ ไมจ่ าํ เปน็ ตอ้ งเรยี น ประกอบกบั สถานศกึ ษานน้ั อยใู่ นวดั จงึ ไมส่ จู้ ะ
เหมาะสมทจ่ี ะใหเ้ ดก็ ผหู้ ญงิ เขา้ ไปเรยี นในวดั
โครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔
ใน พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้มีประกาศโครงการศึกษาใหม่อีกคร้ัง เหตุผลในการประกาศโครงการ
พ.ศ. ๒๔๖๔ มีลกั ษณะเชน่ เดยี วกนั กับโครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๕๖ และ ๒๔๕๘ กล่าวคือ “ต้องการจะ
แกไ้ ขความนยิ มอาชพี เปน็ เสมยี นของพลเมอื ง” และเพอื่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายดงั กลา่ ว โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๖๔
จงึ ไดจ้ ดั ทาํ คาํ แนะนาํ ชแี้ จงแกร่ าษฎรเกย่ี วกบั หนทางในการทาํ มาหาเลย้ี งชพี ดว้ ยการเรยี นวชิ าชพี อยา่ งอนื่ บา้ ง
ซึ่งเป็นการให้เห็นความพยายามอย่างแรงกล้าของรัฐบาลท่ีจะแก้ปัญหาเร่ืองความนิยมอาชีพเสมียน
ของประชาชนในขณะนนั้ 3
การจดั การศกึ ษาของโครงการ พ.ศ. ๒๔๖๔ มลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กบั โครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๕๘
แต่ระดับอุดมศึกษาได้กําหนดให้มีระดับประกาศนียบัตรซึ่งต�่ำกว่าปริญญาตรี นอกจากน้ีก็มีการเพ่ิมเติม
วิชาท่ีสอนใหก้ ว้างขวางกวา่ เดิม
ก�ำเนดิ โรงเรยี นในอำ� เภอเมิอื ง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราต้ัง
พระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธโช) วัดท่าโพธิ์ เมื่อครั้งยังด�ำรงสมณศักด์ิเป็นท่ีพระสิริธรรมมุนี ให้เป็น
ผู้อ�ำนวยการศึกษามณฑลนครศรีธรรมราช เมื่อพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนธโช) รับทราบ จึงได้ทูลลา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกเรือจากกรุงเทพฯ เมื่อวันท่ี ๒๒ มิถุนายน ร.ศ. ๑๑๘
(พ.ศ. ๒๔๔๒) ถึงเมืองนครศรีธรรมราชในวันท่ี ๒๙ มิถุนายน ร.ศ. ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒) ได้พักรออยู่
จ�ำพรรษาทีว่ ัดท่าโพธิ์อยู่ ๑๐ วัน จงึ จดั ต้ังโรงเรยี นขึ้นเมอ่ื วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ โดยจัดต้ัง
โรงเรียนวัดท่าโพธิ์เป็นโรงเรียนหลวง ๑ ต�ำบล (ชื่อว่า “สุขุมาภิบาลวิทยา”) มีพระมหาไว ป.เอก
เป็นอาจารยท์ ่ี ๑ พระจอนเปน็ อาจารย์ท่ี ๒ มีนกั เรยี น ๕๐ คน
สมัยนั้นในท้องท่ีอำ� เภอกลางเมือง (อ�ำเภอเมือง) มีท้องท่ี ๓๐ ต�ำบล หมู่บ้าน ๓๑๔ หมู่บ้าน
หลงั คาเรอื น ๘,๘๑๘ หลัง ราษฎรชายหญิง ๔๓,๔๓๕ คน ท่ีอ�ำเภอนีม้ อี ยู่อีกวดั หนึง่ คอื “วดั พระนคร”
มพี ระสงฆเ์ ปน็ ธรรมยตุ กิ นกิ าย ๑๕ รปู สามเณร ๖ รปู ศษิ ยว์ ดั ๑๑ คน นา่ จะตง้ั โรงเรยี นราษฎรไ์ ด้ เพราะ
ราษฎรทง้ั หลายในตำ� บลไดเ้ รย่ี ไรกนั หาทุนตามมากและนอ้ ย เหตนุ ้ีจึงจดั ตง้ั โรงเรียนข้นึ ท่ีนช่ี ่อื วา่ “ราษฎร
ผดงุ วทิ ยา” มพี ระครกู าชาดเปน็ ผจู้ ดั การ4 โรงเรยี นนจ้ี ดั การอยา่ งแขง็ แรง จบั พระทอด พระเผอื ก สามเณรบง้ึ
ใหม้ าศึกษาทโ่ี รงเรียนวัดท่าโพธิ์ เมอ่ื ส�ำเร็จการศึกษาแลว้ จึงให้เปน็ อาจารย์ในโรงเรียนนัน้
3 สมบูรณ์ พรรณาภพ ๒๕๒๔ หน้า ๒๔๔
4 ชือ่ เนยี ม ต่อมาเป็นพระครเู หมเจตยิ านรุ กั ษ์ เจา้ คณะจงั หวดั นครศรีธรรมราช
181
พระยาศรสี นุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยิ างกรู )
เป็นผ้แู ตง่ ต�ำราเรียนชุดแรกของไทย เรียกวา่ “แบบเรียนหลวง”
ภาพ/ข้อมูล https://th.wikipedia.org/wiki/พระยาศรีสนุ ทรโวหาร_(นอ้ ย_อาจารยางกรู )
และ http://www.xn--12clc3djb6a6adbebcadd3dn3bya8bb9c8bifbc3exe5b7rmi.com
วนั ท่ี ๓๑ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๔๒ นายเจรญิ 5 กรมการอำ� เภอกลางเมอื ง ขอตงั้ โรงเรยี นทว่ี ัดหมาย
(ปจั จบุ นั อยใู่ นบา้ นทา่ สงู ตำ� บลทา่ ศาลา อำ� เภอทา่ ศาลา) และไดร้ บั เปน็ ผอู้ ดุ หนนุ โดยเตม็ กำ� ลงั ดอู ธั ยาศยั
นายเจริญชอบในการศึกษามาก กลับจากท่ีว่าการอ�ำเภอแล้วได้ไปตรวจในวัดน้ันบ่อย ๆ คร้ันวนั ที่ ๙
พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๔๒ เวลาบา่ ยโมง นายเจรญิ พรอ้ มดว้ ยกำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ นเดนิ ทางไปถึงวัดหมายเวลา
บา่ ยสามโมง มีราษฎรชายหญิงมาประชมุ กันประมาณ ๕๐ ถงึ ๖๐ คน ต้อนรบั อย่ใู นอุโบสถ ไดช้ แี้ จง
ขอ้ พระราชประสงคแ์ ละการศกึ ษา ไดต้ รวจดสู ถานทวี่ ดั หมาย มพี ระสงฆ์ ๓ รปู ศษิ ยว์ ดั ๓ คน พระรตั นธชั มนุ ี
จึงได้ปรารภว่า ท่ีน่ีถึงจะตั้งอยู่กลางที่ประชุมขน แตก่ ็ยังเป็นที่หนักใจมาก เพราะเจ้าอธิการวัดไม่สู้จะ
๕ นายเจริญ ต่อมาไดร้ บั บรรดาศกั ดเิ์ ป็นหลวงนริ าศวฑั ฒนกิจ
182
ยินดีนัก หากมีโรงเรียนข้ึนก็เกรงว่าจะล้มละลายไป แต่กรมการอ�ำเภอ ก�ำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ราษฎร
ในต�ำบลน้ันอยากจะให้โรงเรียนมีในวัดน้ัน พระสงฆ์ผู้สามารถจะเป็นครูก็ไม่มี นายเจริญจึงจัดนายแก้ว
พนกั งานเกบ็ เงนิ ค่านาเพื่อให้เป็นอาจารย์ นายแก้วน้ันได้เล่าเรียนภาษามคธ แปลธรรมบทมังคลัตถทีปนี
สารัตถสังคหะมาก่อน แม้วิชาหนังสือไทยค่อนข้างจะอ่อนมาก แต่ถ้าได้รับการชี้แจงจากผู้รู้ก็พอจะ
เป็นไปได้ ประกอบกับนายเจริญก็กะจะปักหลักท�ำเป็นโรงเรียน แล้วเร่ียไรจากก�ำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้รับ
เคร่ืองไม้คนละดุ้นสองดุ้นพอครบเครื่องข้ึนได้ ก�ำหนดให้เปิดการสอนในต้น ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
ในที่สุดจึงตกลงใจต้งั โรงเรยี นประจำ� แขวงทว่ี ดั หมาย ๑ ต�ำบล ชอื่ ว่า “วัฑฒนานุกลู ”
๑.๓ สถานศกึ ษาในอำ� เภอเมอื ง
สถานศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีวิวัฒนาการมาโดยตลอด ตั้งแต่การจัดการศึกษา
ในวดั ซง่ึ มพี ระสงฆเ์ ปน็ ผสู้ อนวชิ าหนงั สอื ดว้ ยภาษาบาลี โดยใชอ้ กั ษรขอมเปน็ หลกั ตอ่ มาในสมยั รตั นโกสนิ ทร์
ไดเ้ กดิ สถานศึกษาขน้ึ ระยะแรกใชว้ ัดเป็นสถานทเ่ี รยี น มพี ระสงฆ์ผู้ร้วู ชิ าอักขรวิธีเป็นผสู้ อน ระยะต่อมา
ไดจ้ ดั ตงั้ เปน็ โรงเรยี นขน้ึ ในวดั มฆี ราวาสเปน็ ผสู้ อนวชิ าสามญั และพระสงฆเ์ ปน็ ผสู้ อนวชิ าศลี ธรรม จนกระทง่ั
มีสถานศึกษาเพ่ิมข้ึน ทั้งในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา จนอาจ
กล่าวได้ว่า “นครศรีธรรมราชเป็นเมืองการศึกษา” ท่ีมีจ�ำนวนและคุณภาพสถานศึกษาไม่แพ้จังหวัดใด
ในประเทศไทย
เฉพาะอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๔) มีจ�ำนวนสถานศึกษาประเภท
และระดบั ตา่ ง ๆ ดงั นี้
๑. ระดับอุดมศกึ ษา ๖ แหง่ (รฐั ๕ เอกชน ๑)
๒. ระดับอาชีวศกึ ษา ๑๐ แหง่ (รฐั ๔ เอกชน ๖)
๓. ระดบั มธั ยมศึกษา ๒๔ แห่ง (รฐั ๘ เอกชน ๑๖)
๔. ระดบั ประถมศกึ ษา ๘๓ แหง่ (รฐั ๕๘ เอกชน ๒๕)
สถานศึกษาแต่ละระดบั มีประวตั ิความเปน็ มาดังนี้
183
๑. ระดบั อุดมศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช ตงั้ อยทู่ เี่ ชงิ เขามหาชยั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
๑.๑ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพ่ือการพัฒนาท้องถ่ินท่ีมี
ก�ำเนิดมาจากโรงเรียนฝึกหัดครูนครศรีธรรมราช ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ตามประกาศกระทรวง
ศึกษาธิการสมัยพลเอกมังกร พรหมโยธี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และครูน้อม อปุ รมยั
ส.ส.นครศรธี รรมราช และรฐั มนตรชี ว่ ยวา่ การ ตงั้ อยเู่ ชงิ เขามหาชยั ในทอ้ งทห่ี มทู่ ี่ ๔ ตำ� บลทา่ งวิ้ อำ� เภอเมอื ง
เนอ้ื ที่ ๓๐๐ ไรเ่ ศษ ห่างจากตวั เมืองไปตามทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๖ เปน็ ระยะทาง ๑๓ กโิ ลเมตร
ในด้านการสอน เริ่มแรกใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) รับนักเรียน
ช้ันมัธยมปีท่ี ๖ (หรือ ม.ศ.๓) ซึ่งคดั เลือกจากจังหวัดนครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง และ
ชุมพร จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๒ ยกฐานะเป็น “วิทยาลัยครู” ได้ใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา
ชน้ั สงู (ป.กศ. ชนั้ สงู ) และเปดิ สอนถงึ ระดบั ปรญิ ญาตรเี มอื่ พ.ศ. ๒๕๑๘ และสอนระดบั สงู กวา่ ปรญิ ญาตรี
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘
เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๓๕ ไดร้ บั พระราชทานชอ่ื “ราชภฏั ” แทนคำ� “วทิ ยาลยั คร”ู มฐี านะเปน็ สถาบนั
อุดมศึกษาในชื่อ “สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช” และต่อมาเม่ือ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีพระราชบัญญัติ
ยกฐานะสถาบนั เปน็ “มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช” ประกอบดว้ ย ๖ คณะ ๓ สำ� นกั และ ๑ สถาบนั
คือ คณะครศุ าสตร์ คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ คณะวิทยาการจดั การ คณะวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม และบณั ฑติ วทิ ยาลยั ส�ำนักงานอธกิ ารบดี สำ� นักสง่ เสริมวชิ าการ
และงานทะเบียน สำ� นักวทิ ยบริการและเทคโนโลยสี ารสนเทศ และสถาบันวจิ ยั และพฒั นา
ใน พ.ศ. ๒๕๕๕ นบั เปน็ ปที ม่ี นี กั ศกึ ษาสงู สดุ ทกุ ระดบั หลกั สตู ร คอื มจี ำ� นวนถงึ ๑๐,๙๑๒ คน
ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๕๖ เปน็ ตน้ มานกั ศกึ ษาคอ่ ยลดลงเปน็ ลำ� ดบั อนั เปน็ ภาวการณข์ องสงั คมอดุ มศกึ ษาของไทย
ทส่ี บื เนอ่ื งมาจากอตั ราการเกดิ ของประชากรทลี่ ดลง
184