The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nakhonsithammaratculture, 2022-02-28 04:09:17

ประวัติศาสตร์อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

ประวัติศาสตร์อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

พระยาจนั ทรภาณผุ นู้ อ้ งเปน็ พยาแทน แลบอกขา่ วไปถงึ ทา้ วอทู่ อง ๆ กใ็ หเ้ ครอ่ื งไทยทาน
มาชว่ ยสง่ การพระศพพญาศรธี รรมโศกราช แลพญาจนั ทรภาณเุ ปน็ พญาอยไู่ ดป้ ระมาณ
๗ ขวบ เกิดไขย้ มบนลงทง้ั เมอื ง คนตายวนิ าศประไลย แลพญาจันทรภาณุ พญาพงศสุรา
หะตริรกิ ันดว้ ยมหาเถรสจั จานุเทพแลว้ พาครอบครัวหนไี ขย้ มบน ไข้ก็ตามลงเรอื พญาๆ
ลูกเมียก็ตายสิ้น พระมหาเถรสัจจานุเทพก็ตาย เมืองนครก็ล้างเทอยู่เป็นป่ารังโรมอยู ่
หงึ นาน11
พฒั นาการของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชทง้ั สามระยะขา้ งตน้  ทำ� ใหอ้ ำ� เภอเมอื งเตบิ โตมาเปน็ -
ล�ำดับ แม้ว่าจะเกิดภาวะชะงักงันอยู่บ้างบางช่วงเวลา แต่เมืองก็ค่อย ๆ สั่งสมความเจริญมาจนกระท่ัง
เข้าสู่ยุค  “ราชอาณาจักรไทย”  ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชและราชธานีเป็นล�ำดับ
ดงั นี้

๑.  ความสมั พันธก์ บั สโุ ขทัย

ความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุโขทัย  เป็นความสัมพันธ์ที่ปรากฏในรัชสมัยพ่อขุน-
รามคำ� แหงเพราะไมม่ หี ลกั ฐานแนช่ ดั  วา่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเมอื งนครศรธี รรมราชกบั สโุ ขทยั ในชว่ งเวลากอ่ น
และหลังรัชสมัยพ่อขุนรามค�ำแหงเป็นอย่างไร แต่ในรัชสมัยพ่อขุนรามค�ำแหงน้ันความสัมพันธ์กับสุโขทัย
เป็นความสมั พันธ์ทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมอื ง หนงั สอื ชนิ กาลมาลปี กรณ์ ซง่ึ แตง่ เปน็ ภาษาบาลี
กลา่ วถงึ เรอ่ื งพระสหี ลปฏมิ าหรอื พระพทุ ธสหิ งิ ค์ อนั แสดงถงึ ความสัมพันธ์ระหว่างสริ ิธรรมนครกับสุโขทยั
ดงั น้ี

จลุ ศกั ราช ๖๑๘ มีกษัตรยิ อ์ งคห์ นึ่งทรงพระนามวา่ โรจราช ครองราชสมบตั อิ ยู่
ในเมอื งสโุ ขทยั ประเทศสยาม ดา้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใตข้ องชมพทู วปี ... ไดย้ นิ วา่ ครงั้ หนง่ึ  
พระเจ้าโรจใคร่จะทอดพระเนตรมหาสมุทร แวดล้อมด้วยทหารหลายหม่ืนเสด็จล่องใต้ 
ตามลำ� แมน่ ำ้� น่านจนกระทง่ั ถงึ สิริธรรมนคร ไดย้ นิ วา่ พระเจ้าสริ ธิ รรมครองราชสมบตั ิอย ู่
ในเมอื งนนั้ พระองคท์ รงทราบวา่ พระเจา้ โรจเสดจ็ มา จงึ เสดจ็ ออกไปตอ้ นรบั ทรงรบั รอง 
เป็นอย่างดีแล้ว ตรัสเล่าให้พระเจ้าโรจฟังถึงความอัศจรรย์ของพระสีหลปฏิมาในลังกา 
ทวีปตามท่ีได้ทรงสดับมา พระเจ้าโรจทรงสดับเร่ืองน้ันแล้ว ตรัสถามว่า เราจะไปที่นั่น 
ได้ไหม พระเจ้าสิริธรรมตรัสตอบว่า ไปไม่ได้เพราะมีเทวดา ๔ ตน ชื่อ สุมนเทวราช ๑
รามเทวราช ๑ ลกั ขณเทวราช ๑ ขตั ตคามเทวราช ๑ มฤี ทธเิ์ ดชมาก รักษาเกาะลังกาไว้
เป็นอยา่ งดี เม่ือเป็นดั่งน้ันสองกษัตริยจ์ งึ ส่งทูตไป ครนั้ แลว้ พระเจ้าโรจก็เสด็จกลบั เมือง
สุโขทัย
ราชทตู ไปถงึ ลงั กาทวปี แลว้ กราบทลู เรอื่ งราวทงั้ หมดนนั้ แกพ่ ระเจา้ สหี ล พระเจา้
สีหลทรงทราบเร่อื งราวน้ัน ทรงบูชาพระสีหลปฏิมา ๗ วนั ๗ คนื แล้วพระราชทานใหแ้ ก่
ราชทตู ราชทตู อญั เชญิ พระสหี ลปฏมิ าลงเรอื แลว้ กลบั มา แตเ่ รอื นนั้ แลน่ ไปดว้ ยกำ� ลงั พายุ
พดั กระทบกบั หนิ ในทอ้ งทะเลเขา้ กแ็ ตกไป สว่ นพระพทุ ธปฏมิ าประดษิ ฐานอยบู่ นกระดาน

11 “ตำ� นานเมอื งนครศรธี รรมราช” ใน นครศรธี รรมราช ๑๔๑.

85

แผน่ หนงึ่ กระดานแผน่ นนั้ ลอยไปได้ ๓ วนั ถงึ สถานทแี่ หง่ หนงึ่ ใกลส้ ริ ธิ รรมนครดว้ ยอานภุ าพ
นาคราช ครั้งนัน้ เทวดามาเข้าฝันพระเจา้ สริ ิธรรมในเวลากลางคืนให้เห็นพระสหี ลปฏิมา 
เสด็จมาอย่างชัดเจน รุ่งเช้าจึงส่งเรือหลายล�ำไปในทิศต่างๆแม้พระองค์เองก็ทรงเรือ
พระที่น่ังเสด็จไปทรงค้นหาพระสีหลปฏิมา ด้วยการอธิษฐานของพระอินทร์ พระเจ้า 
สริ ธิ รรมทรงพบพระสหี ลปฏมิ าประดษิ ฐานบนกระดานนน้ั เขา้ แลว้ ทรงนำ� มาสกั การบชู า  
ครั้นแล้ว พระเจ้าสิริธรรมจึงส่งพระราชสาส์นถึงพระเจ้าโรจ แจ้งว่าได้พระพุทธปฏิมา 
แล้ว พระเจ้าโรจจึงเสด็จไปสิริธรรมนคร แล้วอัญเชิญพระสีหลปฏิมามาเมืองสุโขทัย 
ทรงสักการบูชา12
“พระเจ้าโรจ” คือ พ่อขุนบางกลางหาว เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงหรือราชวงศ์สุโขทัย
ในศลิ าจารกึ เรยี กวา่ ศรอี นิ ทราทติ ย์ เปน็ พระราชบดิ าของพอ่ ขนุ รามคำ� แหง ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพระเจา้
สิริธรรมกับพระเจ้าโรจเป็นความสัมพันธ์ของทั้งสองเมืองในทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมกัน
คือพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ แต่ยังแฝงถึงอ�ำนาจทางการเมืองของสุโขทัยด้วย เพราะพระเจ้าสิริธรรม
ส่งพระราชสาส์นให้พระเจ้าโรจมาอัญเชิญพระสีหลปฏิมาไปยังสุโขทัย ท้ังๆท่ีพระเจ้าสิริธรรมทรงรับรู้ถึง
“ความอศั จรรย์ของพระสหี ลปฏมิ าในลงั กาทวีป” และเมืองนครศรธี รรมราชเปน็ ศนู ย์กลางพทุ ธศาสนา
นครศรธี รรมราชไดร้ บั อทิ ธพิ ลพระพทุ ธศาสนาเถรวาทลงั กาวงศ์ เรม่ิ จากพระสงฆน์ ครศรธี รรมราช
ไดท้ ราบขา่ วการสงั คายนาฟน้ื ฟพู ระพทุ ธศาสนาในศรลี งั กาในรชั กาลพระเจา้ ปรากรมพาหทุ ี่ ๑ (พ.ศ. ๑๑๕๓
- ๑๑๘๖) จงึ ได้ออกไปศึกษาพระธรรมวนิ ยั และอปุ สมบทใหม่ หลังจากน้นั ไดก้ ลบั มาต้ังคณะสงฆ์ลังกาวงศ์
ที่นครศรีธรรมราชประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นครศรีธรรมราชมีชื่อเสียงด้านความเจริญรุ่งเรือง
ทางพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดของพระสงฆ์ พ่อขุนรามค�ำแหง
จึงทรงนิมนตพ์ ระสงฆจ์ ากนครศรีธรรมราชมาเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาท่ีสุโขทัย13
ชินกาลมาลีปกรณ์ได้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของเมืองนครศรีธรรมราชกับลังกา คือ การรับ
วฒั นธรรมพระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศ์ และการตดิ ตอ่ คมนาคมซง่ึ เปน็ เครอื ขา่ ยการคา้ และเปน็ เสน้ ทางการคา้
ส�ำคัญระหว่างลังกากับนครศรีธรรมราชในฝั่งตะวันตก และเช่ือมต่อการค้ากับฝั่งตะวันออกคือนครศรี-
ธรรมราชกบั จนี ซง่ึ เปน็ คคู่ า้ สำ� คญั  การตดิ ตอ่ ระหวา่ งนครศรธี รรมราชกบั ลงั กาอยา่ งเปน็ ทางการ เหน็ ไดจ้ าก
การส่งราชทตู ไปลังกาของพระเจ้าสริ ธิ รรมซงึ่ แสดงถงึ ความคุน้ เคยกันของทงั้ สองเมือง  
ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับสุโขทัยมีความชัดเจนในหลักฐานของสุโขทัย
ในรชั สมยั พอ่ ขนุ รามคำ� แหงเพราะปรากฏวา่ นครศรธี รรมราชอยใู่ นเขตอำ� นาจของสโุ ขทยั กลา่ วคอื ศลิ าจารกึ
หลักที่ ๑ พ.ศ. ๑๘๓๗ กล่าวว่า “... เบ้ืองหัวนอนรอดคนทีพระบางแพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี
นครศรธี รรมราช ฝง่ั ทะเลสมทุ รเปน็ ทแ่ี ลว้ ” และ “… เบอ้ื งตะวนั ตกเมอื งสโุ ขทยั นี้ มอี รญั ญกิ พอ่ ขนุ รามคำ� แหง
กระท�ำโอยทานแกม่ หาเถร สงั ฆราชปราชญ์เรยี นจบปิฏกไตรย หลวกกว่าปูค่ รใู นเมืองน้ี ทุกคนลุกแตเ่ มอื ง

12 รัตนปัญญาเถระ, ชนิ กาลมาลีปกรณ,์ แปลจากฉบบั ภาษาบาลีโดย แสง มนวิทรู (กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร,
๒๕๑๗), ๑๐๘-๑๑๐.

13 ปยิ นาถ บนุ นาค, ประวตั ศิ าสตรแ์ ละอารยธรรมของศรลี งั กา สมยั โบราณถงึ กอ่ นสมยั อาณานคิ มและความ
สัมพนั ธท์ างวฒั นธรรมระหวา่ งศรีลังกากับไทย, ๒๕๓๔, ๒๒๕–๒๒๖.

86

ศรธี รรมราชมา...”14 ความสมั พนั ธน์ สี้ บื เนอ่ื งและสอดคลอ้ งกบั ความสมั พนั ธท์ กี่ ลา่ วถงึ ในชนิ กาลมาลปี กรณ์
ในรชั สมยั พอ่ ขนุ รามคำ� แหงไดข้ ยายอำ� นาจลงมายงั คาบสมทุ รมลายเู พอ่ื ควบคมุ เครอื ขา่ ยการคา้ ของคาบสมทุ ร
มลายฝู ง่ั ตะวนั ออกกบั จนี ใน พ.ศ. ๑๘๓๘ มลายรู อ้ งเรยี นตอ่ จนี วา่ “เสยี น” รกุ ราน เพอ่ื เปน็ การตอบสนอง
ตอ่ คำ� รอ้ งเรยี นของมลายู จกั รพรรดจิ นี (Ch’eng-Tsung, พ.ศ. ๑๘๓๘-๑๘๕๐) ไดท้ รงสง่ ทตู จนี มาในทนั ที
พระบรมราชโองการของจกั รพรรดิท่รี าชทูตจนี น�ำมาถวายแด่สโุ ขทัย ขอ้ ความจากหยวนสือ (Yuan Shih)
ความว่า “พลเมืองของเสียน (สุโขทัย) และมาลียูเออร์ (มลายู) ทะเลาะเบาะแว้งกันและต่อสู้กันมาเป็น
เวลานาน บดั นที้ งั้ สองประเทศไดย้ อมออ่ นนอ้ ม (ตอ่ จนี ) แลว้ ดงั นน้ั จกั รพรรดจิ งึ ทรงมพี ระบรมราชโองการ
ต่อเสียนว่า จงอย่าท�ำร้ายชาวมาลียูเออร์ จงอย่าเหยียบย่�ำสัญญาของท่านเอง”15 แสดงถึงความสนใจ
ของสโุ ขทยั ในการขยายอำ� นาจลงมายงั บรเิ วณคาบสมทุ รมลายแู ละเมอื งนครศรธี รรมราชถอื วา่ เปน็ ยทุ ธศาสตร์
สำ� คญั นอกจากนน้ั แลว้ ในหนงั สอื “เตา้ อฉี้ อื้ เลย่ี ว” ของจนี แตง่ โดยหวงั ตา้ หยวน ในขณะเดนิ ทางทอ่ งเทยี่ ว
และคา้ ขายในสถานทตี่ า่ ง ๆ ตามหมเู่ กาะประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๒ เมอื ง “ตานหมา่ หลงิ ” หรอื นครศรธี รรมราช
ถ้าไม่เป็นเมืองอิสระก็ต้องเป็นเมืองก่ึงอิสระภายใต้อาณัติของ “เสียน” ซ่ึงหมายถึงสุโขทัยเพราะในช่วงที่
บรรยายหวังต้าหยวนได้กล่าวถึงชาวเสียนยกทัพเรือไปตันหม่าซีซ่ึงอยู่ปลายสุดแหลมมลายู เพราะฉะน้ัน
ถ้านครศรีธรรมราชไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเสียน เสียนคงไม่สามารถยกทัพเรือเป็นระยะทางไกล
ไปโจมตตี นั หมา่ ซีได1้ 6
เม่ือพิจารณาอาณาเขตของสุโขทัยในรัชสมัยพ่อขุนรามค�ำแหง คือทางทิศใต้ถึงเมืองนครศรี-
ธรรมราชและมฝี ่ังทะเลสมทุ รเปน็ ท่แี ล้ว คอื ไปสุดแหลมมลายู ทางด้านทศิ เหนอื ถึงชวา คือ หลวงพระบาง
นอกจากนั้นแล้วยังมีชาวไทอู (น�้ำอูเป็นสาขาหนึ่งของแม่น�้ำโขงซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองหลวงพระบาง
ขนึ้ ไป) และชาวของ (แมน่ ำ�้ โขง) มาออกคือมาเปน็ เมอื งขึ้น ทางตะวนั ออกไปถึงเมืองเวยี งจันทน์ เวยี งค�ำ
ทางตะวนั ตกไปถึงหงสาวดี เมืองภายในมีเมอื งตาก ฉอด พระบาง (นครสวรรค์) แพรก (ชัยนาท) ราชบรุ ี
เพชรบุรี17 แสดงให้เห็นว่า สุโขทัยได้ควบคุมเครือข่ายการค้าท้ังทางทะเลท้ังสองฝั่งและเครือข่ายการค้า
ทางบกในตอนในของภาคพ้ืนทวีปด้วย เพ่ือควบคุมสินค้าของป่าและสินค้าจากอินเดียและจีน ดังน้ัน
นครศรธี รรมราชจงึ ทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ เมอื งทา่ สำ� คญั ทางการคา้  เครอื่ งถว้ ยชามสงั คโลกทพี่ บในคาบสมทุ รมลายู
นา่ จะสง่ ผา่ นไปจากเมอื งทา่ นครศรธี รรมราชซงึ่ เปน็ แหลง่ ใหญท่ พี่ บเครอื่ งสงั คโลกจำ� นวนมาก18

14 กรมศิลปากร, ประชุมศิลาจารึกภาคท่ี ๑ จารึกสุโขทัย (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ
พระราชประสิทธคิ ณุ ณ สสุ านวัดราชธานี จงั หวัดสุโขทัย ๘ เมษายน ๒๕๑๕), ๙.

15 สบื แสง พรหมบญุ , ความสมั พนั ธใ์ นระบบบรรณาการระหวา่ งจนี กบั ไทย ค.ศ. ๑๒๘๒ – ๑๘๕๓, (กรงุ เทพฯ
: ไทยวัฒนาพานชิ , ๒๕๒๕), ๗๘.

16 วนิ ยั พงศ์ศรเี พยี ร, “ไทยในสายตาอาคนั ตกุ ะจากจนี สมยั อยุธยาตอนตน้ (ค.ศ. ๑๓๔๗ – ประมาณ ๑๔๓๐)
: การวิเคราะห์เอกสารประวัติศาสตร์อยุธยา,” ใน ข้อมูลประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยาจากเอกสารไทยและต่าง
ประเทศ๒๕๒๘, ๖-๑๒.

17 ประเสรฐิ ณ นครและวนิ ยั พงศ์ศรีเพียร, “ความรู้พนื้ ฐานประวตั ศิ าสตร์สุโขทยั ,” ใน คมู่ ือการจดั กจิ กรรม
การเรยี นการสอนประวตั ิศาสตร์ ประวัติศาสตรไ์ ทย : จะเรยี นจะสอนกนั อยา่ งไร, ประเสรฐิ ณ นคร, วนิ ยั พงศศ์ รเี พียร
และประสาท สอา้ นวงศ,์ บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์การศาสนา กรมการศาสนา, ๒๕๔๓), ๑๒๕.

18 ประทุม ชุ่มเพง็ พนั ธ์ุ, “ตามพรลิงค์”, ๒๕๒๑, ๔๕.

87

๒.  ความสมั พนั ธก์ บั อยธุ ยา

ในกฎมณเฑียรบาล กล่าวถงึ เมอื งนครศรธี รรมราช ในฐานะเมอื งพญามหานครของอยธุ ยา ไวว้ า่
“... พญามหานคร แต่ได้ถือน�้ำพระพิพัท ๘ เมืองคือ เมืองพิษณุโลก เมืองสัชนาไล เมืองศุโขไท เมือง
กำ� แพงเพชร เมอื งนครศรธี รรมราช เมืองนครราชสีมา เมืองตนาวศรี เมอื งทวาย”19
ตำ� นานเมอื งนครศรธี รรมราชและตำ� นานพระบรมธาตนุ ครศรธี รรมราช กลา่ วถงึ ทา้ วศรธี รรมโศกราช
และท้าวอู่ทองเกี่ยวกับการยอมรับอ�ำนาจระหว่างกัน ดังน้ี “... ท้าวอู่ทองยกพระหัตถ์เบ้ืองขวาชี้ว่า แต่
เทยี มแทน่ ศลิ าไปฝ่ายทักษณิ เปน็ แดนพระเจ้าศรีธรรมโศกราช แตเ่ ทยี มแท่นศลิ าไปทางฝ่ายอุดรเป็นแทน
ท้าวอูท่ อง...”20 และ “... ท้าวอูท่ องกับทา้ วศรธี รรมโศกราชจะเป็นไมตรีกันนั้น ทา้ วอ่ทู องขึน้ บนแทน่ แลว้
พระญาศรีธรรมโศกจะขึ้นไปมิได้ ท้าวอู่ทองก็จูงพระกรข้ึน มงกุฎของพระเจ้าศรีธรรมโศกตกจากพระ
เศียร...”21 แสดงถึงแสดงการยอมรับอ�ำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างท้าวอู่ทองกับท้าวศรีธรรมโศกราช
“ทา้ วอทู่ อง” ซง่ึ คงหมายถงึ กษตั รยิ จ์ ากบรเิ วณลมุ่ แมน่ ำ้� เจา้ พระยาและอาจหมายถงึ การกำ� หนดเขตอำ� นาจ
ของผปู้ กครองทง้ั สอง “ทา้ วอทู่ อง” คอื กษตั รยิ ข์ องอยธุ ยาในเวลาตอ่ มาหรอื ไมน่ นั้ ตอ้ งวเิ คราะหจ์ ากหลกั ฐาน
อน่ื  ๆ ดว้ ย ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเมอื งนครศรธี รรมราชกบั อยธุ ยาปรากฏในหลกั ฐานของอยธุ ยา คอื ในรชั สมยั
สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี ๑ “ครั้งนน้ั พระยาประเทศราชขึน้ ๑๖ หวั เมอื ง คอื เมืองมะละกา ชวา ตะนาวศรี
นครศรีธรรมราช ทวาย เมาะตะมะ เมาะล�ำเลงิ สงขลา จนั ตะบรู พิษณโุ ลก สุโขทยั พิชัย สวรรคโลก พจิ ิตร
กำ� แพงเพชร นครสวรรค์”22
เมืองนครศรีธรรมราชมีความส�ำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจต่ออยุธยาเพราะเป็นเมืองใหญ่
ท่ีได้ติดต่อการค้ากับจีนมานานแล้วและเป็นเมืองศูนย์กลางของคาบสมุทรมลายู และเป็นจุดยุทธศาสตร์
สำ� คญั ในการขยายอำ� นาจลงไปคาบสมทุ รมลายตู อนลา่ ง  การเปลย่ี นแปลงฐานะของเมอื งนครศรธี รรมราช
เกดิ ข้ึนเม่อื มีการปฏิรปู การปกครองในรชั สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑) ในกฎ-
มณเฑยี รบาลระบวุ า่ เมอื งนครศรธี รรมราชเปน็ เมอื งพญามหานคร  และในพระไอยการตำ� แหนง่ นายทหาร
หัวเมือง เปลี่ยนแปลงฐานะของนครศรีธรรมราชจากเมืองพระยามหานครเป็นเมืองเอก  และมีฐานะเป็น
หัวเมืองเอกเมืองเดียวในคาบสมุทรมลายูท่ีมีมีบทบาทควบคุมดูแลเมืองอ่ืนในคาบสมุทรมลายูคือ ไชยา
และพทั ลงุ นครศรธี รรมราชเปน็ จดุ ยทุ ธศาสตรท์ ส่ี ำ� คญั โดยเฉพาะในชว่ งทมี่ ะละกามคี วามรงุ่ เรอื งและการ
เตบิ โตของมะละกามผี ลกระทบต่อเมอื งทา่ อนื่ ดังนนั้ เพอ่ื รักษาผลประโยชน์ทางการคา้  สมเดจ็ พระบรม-
ไตรโลกนาถจงึ สง่ กองทพั ไปตมี ะละกา
แรงผลักดันส�ำคัญที่อยุธยาเปล่ียนแปลงฐานะเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเอก  มาจากปัจจัย
ดา้ นเศรษฐกจิ โดยเฉพาะการเปลยี่ นแปลงทางการคา้ ระหวา่ งประเทศ  คอื สนิ คา้ ของปา่ แรธ่ าตุ และพชื ผล
บางชนิดซึ่งมีความส�ำคัญมากกว่าสินค้าส่งผ่านจากจีนหรืออินเดียและตะวันออกกลางในการค้าระหว่าง
ประเทศ การจะใหไ้ ดส้ นิ คา้ ของปา่ แรธ่ าตแุ ละพชื ผลบางชนดิ  อยธุ ยาจำ� เปน็ ตอ้ งเขา้ ควบคมุ หวั เมอื งทเี่ ปน็

19 กฎหมายตราสามดวง เลม่ ๑ (พระนคร : องคก์ ารค้าคุรุสภา, ๒๕๐๕), ๖๙-๗๐.
20 “ตำ�นานเมอื งนครศรีธรรมราช,” ใน นครศรีธรรมราช, ๑๓๘.
21 “ตำ�นานพระบรมธาตุนครศรธี รรมราช,” ใน นครศรีธรรมราช, ๕๐๘.
22 พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ (เจมิ ) กบั ฉบบั พระจกั รพรรดพิ งศ์ (จาด) (พระนคร
: คลงั วิทยา, ๒๕๐๗), ๕๐๒.

88

แหล่งผลิตและเป็นเมืองท่าการค้าส�ำคัญ และเพ่ือควบคุมได้มากขึ้นอยุธยาจ�ำเป็นต้องท�ำลายอ�ำนาจ
ทอ้ งถน่ิ เดมิ ซง่ึ มอี ทิ ธพิ ลมาก หลกั ฐานตะวนั ตกเกย่ี วกบั การคา้ ในนครศรธี รรมราชตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒
เป็นต้นมา จึงสะท้อนถึงอ�ำนาจของอยุธยาที่เข้าไปมีผลประโยชน์กับการค้าของนครศรีธรรมราชมากข้ึน
แตก่ ารลดบทบาทและอำ� นาจทอ้ งถนิ่ มผี ลใหเ้ มอื งเอกไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพและอำ� นาจมากพอทจี่ ะควบคมุ ดแู ล
เมอื งตา่ ง ๆ อยา่ งไรกด็ ี  ในคาบสมทุ รมลายู ในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๒ นครศรธี รรมราชยงั ไมส่ ามารถปราบกบฏ
ทีเ่ กดิ ขนึ้ ในสงขลา ปัตตานี และไทรบรุ ีได2้ 3
ในรชั สมยั พระเจา้ ปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๒ - ๒๑๙๙) เปน็ ครงั้ แรกทน่ี ครศรธี รรมราชถกู กลา่ วหา
ว่าเป็นกบฏ โดยมีสาเหตุมาจากความแตกแยกของขุนนางอยุธยาและการผลัดเปล่ียนแผ่นดิน กล่าวคือ
ใน พ.ศ. ๒๑๗๒ รชั กาลพระอาทิตยวงศ์ ชาวฮอลันดาทีม่ าคา้ ขายในปัตตานไี ม่พอใจอยธุ ยา  จงึ รว่ มมอื กบั
ปัตตานีต่อต้านอ�ำนาจอยุธยาและเมืองนครศรีธรรมราช จึงถือโอกาสนี้ตอบปฏิเสธเม่ือมีตราสารเรียกตัว
เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราชเขา้ มาอยธุ ยาโดยอา้ งวา่ มปี ญั หายงุ่ ยากภายใน ใน พ.ศ. ๒๑๗๓ เจา้ พระยากลาโหม
สรุ ยิ วงศจ์ งึ สง่ ออกญาเสนาภมิ ขุ คมุ อาสาญปี่ นุ่ ลงมาปราบปรามและแตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช24
เม่ือออกญาเสนาภมิ ุขเดนิ ทางไปนครศรธี รรมราช  ทางอยธุ ยาเกิดการผลดั เปลีย่ นแผ่นดนิ โดยเจา้ พระยา
กลาโหมสุริยวงศข์ น้ึ ครองราชย์  ทรงพระนามว่า พระเจา้ ปราสาททอง ใน พ.ศ. ๒๑๗๔ ออกญาเสนาภิมขุ
ถงึ แกอ่ สญั กรรมจากยาพษิ จงึ เกดิ ความวนุ่ วายภายในเมอื ง ชาวญปี่ นุ่ กบั ชาวนครศรธี รรมราชตอ่ สกู้ นั การตอ่ สู้
คร้ังน้ีทั้งสองฝ่ายได้ล้มตายเป็นจ�ำนวนมาก สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงส่งทัพลงไปปราบปรามและ
ตไี ดเ้ มอื งนครศรธี รรมราช รวมทงั้ สงขลา และไทรบรุ ยี อมสวามภิ กั ดดิ์ ว้ ย25 หลงั เหตกุ ารณค์ รงั้ นแี้ ลว้ อยธุ ยา
จงึ เขา้ ควบคมุ เมอื งเอกนครศรธี รรมราชโดยสง่ ขนุ นางจากสว่ นกลางมาปกครอง  ถอื เปน็ การกระชบั อำ� นาจ
ใหอ้ ย่ภู ายใต้โครงสรา้ งหรอื เครือขา่ ยความสมั พนั ธท์ างการเมืองของราชธานมี ากย่งิ ข้นึ
ตอ่ มาในสมยั ตน้ รชั กาลสมเดจ็ พระเพทราชาเกดิ การกบฏเมอื งนครศรธี รรมราชอกี ครง้ั ใน พ.ศ. ๒๒๓๔
สมเดจ็ พระเพทราชาจงึ จดั การปกครองใหม่  โดยใหฝ้ า่ ยกลาโหมปกครองทงั้ ฝา่ ยพลเรอื นและทหารในหวั เมอื ง
ภาคใต้ท้ังหมด และฝ่ายมหาดไทยปกครองฝ่ายพลเรือนและทหารในหัวเมืองเหนือ เพ่ือสามารถรวบรวม
บังคับบัญชาก�ำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ26 การกบฏเมืองนครราชสีมาและนครศรีธรรมราชเป็นการ
ไมย่ อมรบั อำ� นาจสมเดจ็ พระเพทราชา  การไมย่ อมรบั การขน้ึ ครองราชยข์ องสมเดจ็ พระเพทราชาเพราะสทิ ธิ
ในการสืบราชสมบัติไม่อาจเทียบเท่าพระอนุชาและพระราชวงศ์ของสมเด็จพระนารายณ์ ท�ำให้สถานะ
ทางการเมอื งของพระองคไ์ มม่ นั่ คง  เปดิ โอกาสใหม้ กี ารตอ่ ตา้ นในลกั ษณะกอ่ การกบฏ27เมอื่ กองทพั อยธุ ยา
ไปปราบกบฏเมอื งนครราชสมี านนั้  พระยายมราช  (สงั ข)์  เจา้ เมอื งนครราชสมี าไดห้ ลบหนไี ปหาพระยารามเดโช
เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช  สมเดจ็ พระเพทราชาโปรดใหพ้ ระยาสรุ สงครามเปน็ แมท่ พั บกและพระยาราชวงั สนั

23 นธิ ิ เอยี วศรวี งศ,์ “นครศรธี รรมราชในราชอาณาจกั รอยธุ ยา,” ใน กรงุ แตก, พระเจา้ ตากฯและประวตั ศิ าสตร์
ไทย (กรุงเทพฯ : ศลิ ปวัฒนธรรม, ๒๕๔๐), ๒๔๙.

24 มานพ ถาวรวฒั น์สกุล, ขุนนางอยธุ ยา (กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๓๖), ๒๑๘.
25 กรมศลิ ปากร, ประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี ๗๙ จดหมายเหตวุ ันวลติ ฉบับสมบูรณ,์ พมิ พค์ รั้งท่ี ๓ (พระนคร
: ชวนพิมพ์, ๒๕๑๕), ๘๕, ๙๗-๙๘.
26 ควอริช เวลส,์ การปกครองและการบรหิ ารของไทยสมยั โบราณ, แปลโดย กาญจนี สมเกยี รติกลุ และยุพา
ชมจนั ทร์ (กรงุ เทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, ๒๕๑๙), ๑๓๕.
27 มานพ ถาวรวัฒนส์ กุล, ขนุ นางอยธุ ยา, ๒๖๐.

89

คมุ กองทพั เรอื  การปราบปรามเมอื งนครศรธี รรมราชทำ� ใหท้ งั้ สองฝา่ ยสญู เสยี กำ� ลงั คนจำ� นวนมากเนอื่ งจาก
พระยารามเดโชเปน็ แมท่ พั ทม่ี คี วามสามารถมาก  สมเดจ็ พระนารายณจ์ งึ ทรงแตง่ ตง้ั ใหเ้ ปน็ เจา้ เมอื งนครศร-ี
ธรรมราช กองทพั อยธุ ยาลอ้ มเมอื งนครศรธี รรมราชไวป้ ระมาณ  ๓  ปี จนกระทงั่ นครศรธี รรมราชขาดเสบยี ง
อาหาร  เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจึงลอบหนไี ปด้วยความรว่ มมอื ของพระยาราชวงั สัน
เม่ือเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหลบหนีไปแล้ว กองทัพอยุธยาจึงสามารถยึดเมืองได้  สมเด็จพระ-
เพทราชาทรงลดอำ� นาจของเมอื งนครศรธี รรมราช  โดยแตง่ ตง้ั ผรู้ งั้ เมอื งและกรมการเมอื งตามตำ� แหนง่ พอสมควร
เรอื่ งนส้ี ะทอ้ นความสมั พนั ธผ์ า่ นระบบราชการอยธุ ยา  โดยการแตง่ ตงั้ ขนุ นางจากสว่ นกลางหรอื คนทอ้ งถน่ิ
ทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ บั สว่ นกลาง และการกอ่ กบฏทเี่ กดิ ขน้ึ ในรชั กาลสมเดจ็ พระเพทราชาจงึ ไมใ่ ชก่ ารกอ่ กบฏ
เพอื่ แยกตวั เปน็ อสิ ระ แตเ่ ปน็ การไมย่ อมรบั การขน้ึ ครองราชยข์ องกษตั รยิ พ์ ระองคใ์ หม่ ซงึ่ เปน็ ลกั ษณะของการ
รวมกลุ่มของขุนนางส่วนกลางในการสนับสนุนบุคคลใดบุคคลหน่ึงเพ่ือข้ึนครองราชย์  โดยเฉพาะพระยา
รามเดโชเจา้ เมืองนครศรธี รรมราชเปน็ ขนุ นางส�ำคัญของสมเด็จพระนารายณ์
ตอ่ มาในรชั สมยั พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๐๑) ทรงแตง่ ตง้ั เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช
ดงั ปรากฎในสำ� เนาหนงั สอื เรอื่ งตงั้ ผสู้ ำ� รจ็ ราชการเมอื งนครศรธี รรมราช28 ดงั น้ี “เมอ่ื ปจี อจตั วาศก จลุ ศกั ราช
๑๑๐๔ ปี ในแผน่ ดนิ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศกรงุ เกา่ ตงั้ พระยาไชยาธเิ บศรเ์ ปน็ เจา้ พระยานครศรธี รรมราช”
ซ่ึงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างนครศรีธรรมราชกับอยุธยา  โดยผ่านระบบราชการของ
ราชธานีที่มตี อ่ การแตง่ ต้งั เจา้ เมืองนครศรีธรรมราช

๓.  ความสัมพนั ธก์ ับธนบุรแี ละรตั นโกสินทรต์ อนต้น

๓.๑ สมยั ธนบรุ ี
หลังจากสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ตีคา่ ยโพธิส์ ามต้นคนื ได้จากพม่าแล้ว ตอนตน้ ปี พ.ศ. ๒๓๑๑
นนั้ เองพระองคก์ ไ็ ดต้ งั้ ตนเองขน้ึ เปน็ กษตั รยิ ์ และตงั้ กรงุ ธนบรุ ขี นึ้ เปน็ ราชธานี ในครง้ั นน้ั ชมุ นมุ ตา่ ง ๆ ทต่ี งั้ ตวั
เปน็ อสิ ระตงั้ แตค่ รงั้ เสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาแกพ่ มา่ ยงั ไมย่ อมรบั การตง้ั ตนเปน็ กษตั รยิ ข์ องสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ
รวมท้ังชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ซึ่งมีเจ้านครฯ (หนู) เป็นหัวหน้า เจ้านครฯ (หนู) ไม่เข้าอ่อนน้อมต่อ
กรุงธนบุรี คงตั้งตัวเป็นอิสระเพื่อปกครองหวั เมอื งภาคใต้ทงั้ หมด
เมอื่ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ยกทพั หลวงลงไปปราบชมุ นมุ เจา้ นครศรธี รรมราชในปี พ.ศ. ๒๓๑๓
เจา้ นครฯ (หน)ู ในระยะแรกกไ็ ดต้ อ่ สู้ ตอ่ มาหลบหนไี ปแตก่ องทพั กรงุ ธนบรุ ตี ดิ ตามจบั ตวั มาได้ เมอ่ื ถกู จบั ตวั
มาไดเ้ จา้ นครฯ (หน)ู กพ็ จิ ารณาเหน็ วา่ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ทรงมคี วามสามารถมากกวา่ ตน  กย็ อมออ่ นนอ้ ม
เป็นอย่างดีในตอนหลัง สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงให้นำ� ตัวเจ้านครฯ (หนู) เข้ามารับราชการในกรุงธนบุรี
เสยี ชวั่ คราว ทางฝา่ ยหวั เมอื งนครศรธี รรมราชนน้ั กโ็ ปรดใหพ้ ระเจา้ หลานยาเธอเจา้ นราสรุ ยิ วงศ์ ซงึ่ เปน็ ผใู้ หญ่
และมีความสามารถมากผู้หนึ่งออกไปเป็นเจ้าเมือง พร้อมทั้งให้ข้าหลวงบางคน คือ พระยาราชสุภาวดี
พระศรีไกรลาศ เจ้าเมืองชัยนาท และเจ้าเมืองชะอ�ำ คุมกองทัพกรุงธนบุรีออกไปช่วยราชการ ช่วยกัน
ปกครองรกั ษาหวั เมอื งนครศรีธรรมราชใหส้ งบเรียบรอ้ ย

28 กรมศลิ ปากร, ประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี ๒ เล่ม ๒ เรื่องตงั้ พระยานครศรธี รรมราช (พระนคร : ครุ ุสภา,
๒๕๐๖), ๑๘๕.

90

ตอ่ มาเจา้ นราสรุ ยิ วงศไ์ ดถ้ งึ แกพ่ ริ าลยั ลงในปี พ.ศ.๒๓๑๙ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ทรงพจิ ารณา
เห็นว่าไม่มีใครเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนต่อไปเท่ากับเจ้านครฯ (หนู) ทั้งทรงไว้วาง
พระราชหฤทยั ในตวั เจา้ นครฯ (หน)ู มากทไี่ ดเ้ ขา้ มารบั ราชการในกรงุ ธนบรุ ดี ว้ ยความจงรกั ภกั ดี เจา้ หญงิ ฉมิ
ธดิ าเจา้ นครฯ (หน)ู ทถี่ วายตวั ทำ� ราชการฝา่ ยใน กม็ รี าชโอรสแลว้ คอื เจา้ ฟา้ ชายทศั พงศห์ รอื พระพงษน์ รนิ ทร์
จงึ โปรดใหเ้ จา้ นครฯ (หน)ู กลบั ไปครองเมอื งนครศรธี รรมราชอกี ครง้ั ทรงตง้ั ใหเ้ ปน็ พระเจา้ นครศรธี รรมราช
(หน)ู เจา้ ประเทศราช ซงึ่ การแตง่ ตง้ั เชน่ นนั้ แมว้ า่ จะผดิ ขนบธรรมเนยี มประเพณที เี่ คยปฏบิ ตั มิ ากอ่ น แตเ่ ปน็
พระบรมราโชบายของสมเด็จพระเจ้าตากสินเองที่มีพระราชประสงค์ท่ีจะมอบอ�ำนาจให้พระเจ้านครศรี-
ธรรมราช (หน)ู เปน็ ถงึ เจา้ ประเทศราช เพอื่ ใหห้ วั เมอื งแขกมลายมู คี วามยำ� เกรง จะไดไ้ มก่ อ่ เรอ่ื งยงุ่ ยากขน้ึ
ในหวั เมอื งภาคใต้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่าเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชทั้งสองคน คือ
เจ้านราสรุ ยิ วงศ์ และพระเจา้ นครศรธี รรมราช (หนู) มอี ำ� นาจและบทบาทในการปกครองหัวเมอื งนครศรี-
ธรรมราชแตกตา่ งกนั อยบู่ า้ งบางประการ  เชน่  เจา้ นราสรุ ยิ วงศป์ กครองหวั เมอื งภาคใตท้ งั้ หมดตง้ั แตช่ มุ พร
ลงไปจดหัวเมืองแขกมลายู แต่พระเจ้านครศรีธรรมราชปกครองเฉพาะบริเวณหัวเมืองนครศรีธรรมราช
และปรมิ ณฑล  ซงึ่ มอี าณาเขตทางทศิ ใตจ้ ดเมอื งสงขลา และเมอื งพทั ลงุ ทางทศิ เหนอื จดเมอื งไชยา ทางทศิ
ตะวันออกและตะวันตกจดทะเลทั้งสองด้าน หรือในสมัยเจ้านราสุริยวงศ์หัวเมืองปัตตานียอมอ่อนน้อม
ตอ่ กรงุ ธนบรุ ี  แตส่ มยั พระเจา้ นครศรธี รรมราช  (หนู)  กลับแขง็ เมือง29  เปน็ ตน้
๓.๒ สมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้
หัวเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคงมีความส�ำคัญต่อราชธานีมาก
เช่นเดียวกับในสมัยอยุธยาและธนบุรี กล่าวคือเป็นหัวเมืองเอกอยู่เพียงหัวเมืองเดียวทางภาคใต้ของ
ราชอาณาจกั ร  ตำ� แหนง่ เจา้ เมอื งกม็ ยี ศรองแตเ่ พยี งอคั รมหาเสนาบดเี ทา่ นนั้ พธิ กี ารตง้ั เจา้ เมอื งจงึ มากกวา่
หวั เมอื งอนื่ อกี ประการหนงึ่ เนอ่ื งจากทต่ี งั้ ของเมอื งนครศรธี รรมราชอยหู่ า่ งไกลจากราชธานมี าก การตดิ ตอ่
ราชการท�ำได้ยากล�ำบากและใช้เวลาหลายวัน ราชธานีจึงมอบอ�ำนาจให้แก่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
ในขณะเดียวกันเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้รับมอบหมายให้มีภาระหน้าท่ีรับผิดชอบเทนหัวเมืองอื่น
ตามไปด้วย กล่าวคือเป็นตัวแทนของราชธานีในการรักษาราชอาณาเขตทางภาคใต้ของราชอาณาจักร
ในการรกั ษาความสงบสขุ ของบา้ นเมอื งและพลเมอื งภายในทอ้ งที่  และการควบคมุ ดแู ลหวั เมอื งประเทศราช
บางเมอื ง คอื เมืองไทรบรุ ี และเมืองกลนั ตนั ในดา้ นการจัดเกบ็ ภาษีอากรภายในหวั เมอื งส่งให้แกร่ าชธานี
และมีหน้าท่ีส่งดอกไม้ทองเงินและเครื่องราชบรรณาการให้แก่ราชธานี รวมทั้งยังต้องปฏิบัติตามรับส่ัง
ของทางราชธานีอ่นื  ๆ เปน็ คร้งั คราวตามที่ไดม้ ตี ราออกไป
สว่ นการปกครองภายในหวั เมอื งนน้ั  เนอื่ งจากเปน็ หวั เมอื งใหญจ่ ากอาณาจกั รอสิ ระเปน็ หวั เมอื ง
พระยามหานคร และเป็นหัวเมืองเอก มีการจัดการปกครองอย่างเป็นระเบียบแบบแผน มีท�ำเนียบ
ขา้ ราชการเปน็ หลกั ในการปกครองหวั เมอื ง ซงึ่ มมี าแตค่ รง้ั รชั กาลที่  ๒  เรยี กวา่  “ทำ� เนยี บขา้ ราชการเมอื ง 
นครศรธี รรมราช”  ใชเ้ ปน็ หลกั ในการจดั การปกครองโดยแบง่ ออกเปน็ การปกครองภายในตวั เมอื งนครศร-ี
ธรรมราช และการปกครองทอ้ งท่ซี งึ่ ขนึ้ ตอ่ เมอื งนครศรธี รรมราช (ซึง่ จะได้กลา่ วในรายละเอียดต่อไป)

29 สงบ ส่งเมือง, ความสัมพันธ์ระหว่างราชธานีกับหัวเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงธนบุรีและสมัย
รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น (ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, ๒๕๑๘), ๓๑ – ๓๓.

91

ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกเสด็จขน้ึ ครองราชยแ์ ละสถาปนา
กรุงเทพราชธานี ได้เริ่มปรับเปลี่ยนฐานอ�ำนาจทางการเมืองและการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช
ดงั น้ี
๑. โปรดเกล้าฯใหพ้ ระเจ้านครศรีธรรมราช (หน)ู พน้ จากต�ำแหน่งและให้เข้ามารบั ราชการ
ในกรุงเทพฯ เมือ่ พ.ศ. ๒๓๒๗ ดว้ ยเหตุผลทางการเมือง
๒. โปรดเกลา้ ฯ ใหล้ ดอำ� นาจและฐานะของนครศรธี รรมราชในการปกครองหวั เมอื งปกั ษใ์ ต้
ด้วยการลดฐานะต�ำแหน่งพระเจ้านครศรีธรรมราช ซึ่งมีเกียรติเสมอเจ้าประเทศราชลงเป็นเจ้าพระยา
นครศรธี รรมราช  ลดฐานะเมอื งนครศรธี รรมราชจากเมอื งประเทศราช  ลงมาเปน็ หวั เมอื งชน้ั เอก  ลดฐานะ
เสนาบดีจตุสดมภ์เมืองนครศรีธรรมราชซึ่งจัดต้ังในสมัยธนบุรีให้เป็นกรมการเมือง และให้แยกหัวเมือง
ซ่งึ เคยอยู่ใตก้ ารปกครองของนครศรีธรรมราช  ได้แก่ เมอื งสงขลา ปตั ตานี ไทรบุรี ตรงั กานู และกลันตัน
ไปขนึ้ ตอ่ กรงุ เทพฯใน พ.ศ. ๒๓๓๕
๓. โปรดเกลา้ ฯ เแตง่ ตง้ั เจา้ พฒั น์ ปลดั เมอื งนครศรธี รรมราชขน้ึ เปน็ เจา้ เมอื งแทน  โดยไดร้ บั
พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีโศกราช ชาติเดโชไชย มไหสุริยาธิบดี อภัยพีริยปรากรมพาหุ
พระยาศรธี รรมราช  หรือเจา้ พระยานครศรีธรรมราช (พฒั น)์ 30
ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี ๒ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ได้กราบบังคมทูลขอลาออก
จากต�ำแหน่ง เพราะสังขารร่วงโรยและมีปัญหาสุขภาพ จึงทรงแต่งต้ังพระบริรักษ์ภูเบศร์ (น้อย) ผู้ช่วย
ราชการเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเจ้าเมืองแทนใน พ.ศ. ๒๓๕๔ โดยได้รับพระราชทานบรรดาศักด์ิเป็น
พระยานครศรีธรรมราช (นอ้ ย) มีนามในตราต้งั ว่า พระยาศรธี รรมโศก ชาตเิ ดโชไชย มไหสรุ ิยาธบิ ดี อภัย-
พริ ยิ ปรากรมพาหุ พระยานครศรธี รรมราช31 (ตอ่ มาในรชั กาลท่ี ๓ ไดเ้ ลอื่ นเปน็ เจา้ พระยานครศรธี รรมราช
(เจ้าพระยานครน้อย))
ท�ำเนียบการปกครองภายในตัวเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อ  พ.ศ. ๒๓๕๔ แบ่งออกเป็นกรม
คอื กรมใหญแ่ ละกรมยอ่ ยทส่ี งั กดั อยใู่ นกรมใหญ่ แตล่ ะกรมนน้ั มเี จา้ กรมเปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชา เจา้ กรมแตล่ ะกรม
ขน้ึ ตรงต่อเจา้ เมืองอีกตอ่ หนงึ่  เจ้าเมอื งจงึ มีฐานะเป็นผบู้ งั คบั บญั ชาของขา้ ราชการทัง้ หมดภายในหวั เมอื ง
นครศรธี รรมราช สว่ นการปกครองทอ้ งทนี่ นั้ มกี ารแบง่ ออกเปน็ เมอื ง อำ� เภอ ตำ� บล แขวง และดา่ น ตามลำ� ดบั
ความส�ำคัญของแต่ละท้องที่ มีข้าราชการไปรักษาท้องท่ีเหล่านั้น ถ้าเป็นเมืองก็ด�ำรงต�ำแหน่งเป็นผู้ว่า
ราชการเมอื ง  ถา้ เปน็ อำ� เภอกด็ ำ� รงตำ� แหนง่ เปน็ ผรู้ กั ษาอำ� เภอ  ถา้ เปน็ ตำ� บล  แขวง  และดา่ น  กด็ ำ� รงตำ� แหนง่
เป็นนายท่ี ซ่ึงเม่ือรวมจ�ำนวนข้าราชการทั้งหมดที่มีตามท�ำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว
มีจ�ำนวนถงึ ๔๒๔ ตำ� แหน่ง นบั ว่าเปน็ จำ� นวนมากทีเดียวส�ำหรับในสมยั นน้ั
ดังท่ีกล่าวมาในย่อหน้าต้นว่าท�ำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชท่ีซึ่งช�ำระในรัชกาล
ท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๓๕๔) น้ัน ได้จัดแบ่งการปกครองในหัวเมืองนครศรีธรรมราชออกเป็น ๒ ลักษณะ คือการ
ปกครองภายในตัวเมืองนครศรีธรรมราช และการปกครองท้องท่ี การจัดการปกครองภายในระดับกรม
มีเจ้ากรมเป็นผู้บังคับบัญชา เช่น กรมพระปลัด กรมยกกระบัตร กรมมหาดไทย กรมเมือง เป็นต้น

30 วฒั นธรรม พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลักษณแ์ ละภมู ปิ ัญญา จังหวัดนครศรธี รรมราช (กรุงเทพฯ
: คณะกรรมการฝา่ ยประมวลเอกสารและจดหมายเหตใุ นคณะกรรมการการอำ� นายการจดั งานเฉลิมพระเกียรตพิ ระบาท
สมเด็จพระเจา้ อยู่หวั , ๒๕๔๒), ๖๙.

31 เร่ืองเดยี วกัน, ๖๑ – ๖๒.

92

สว่ นการปกครองทอ้ งทไี่ ดจ้ ดั แบง่ ทอ้ งทอี่ อกเปน็  เมอื ง อำ� เภอ ตำ� บล แขวง และดา่ น ตามลำ� ดบั ความสำ� คญั
ของแตล่ ะทอ้ งที่ เมอื ง ทจี่ ดั การปกครอง มี ๑๐ เมอื ง ไดแ้ ก่ ตรงั ทา่ ทอง สมยุ ปากพนงั ปรามบรุ ี อนิ ทรครี ี
ไชยมนตรี ไทยบรุ ี อลอง พชิ ยั สว่ นทอ้ งทซี่ ง่ึ มคี วามสำ� คญั รองลงมาจากเมอื ง ได้จัดการปกครองเปน็ อ�ำเภอ
มีผู้รักษาอ�ำเภอเป็นหัวหน้า มี ๑๔ อ�ำเภอคือ เกาะร้าง ร่อนพิบูลย์ ล�ำพูน ชมาย ควรตะพังวังตะมิทซะ
ขนอม ฉวาง รามธานี ตรง เกาะเตา่ พิปนู แก้ว กลาย อปิ นั 32

๔. ความสมั พนั ธก์ ับกรุงรตั นโกสินทร์สมัยรชั กาลท่ี ๕ - ๖

ล่วงถึงรัชกาลที่  ๕  การจัดการปกครองเมืองนครศรีธรรมราชเข้าสู่ระเบียบแบบแผนสมัยใหม่
โดยพระยาสุขุมนัยวินิตได้น�ำระเบียบแบบแผนการปกครองสมัยใหม่ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นนโยบาย
การปฏริ ปู การปกครองแผน่ ดนิ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ขในดา้ นตา่ ง ๆ เชน่ การศาล ไดจ้ ดั ระบบศาลยุติธรรมตาม
ระเบียบใหม่ท่ีก�ำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลหัวเมือง ร.ศ. ๑๑๔ ต่อมาได้จัดต้ังศาลมณฑลข้ึนท่ีเมือง
สงขลาและนครศรธี รรมราช  ไดต้ งั้ ศาลแขวงครบทกุ อำ� เภอ ทง้ั ยงั ไดใ้ หอ้ ำ� นาจแกก่ รมการอำ� เภอและกำ� นนั
รับผิดชอบในการพิจารณาคดีตามความสมควรแก่ต�ำแหนงหน้าท่ี ท�ำให้การพิจารณาคดีในเมืองนครศรี-
ธรรมราชสะดวกรวดเร็ว และราษฎรได้รบั ความเป็นธรรมมากขึน้ นอกจากนนั้ แล้วไดพ้ ัฒนาทางดา้ นภาษี
อากร การศกึ ษา การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย โดยเฉพาะดา้ นคมนาคมพระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ เปน็ ทงั้ นกั ปกครอง
และนกั พฒั นาทม่ี คี วามสามารถ  จงึ ทำ� ใหเ้ มอื งนครศรธี รรมราชในสมยั การปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าล
มคี วามเจริญก้าวหน้า33
มณฑลเทศาภิบาลเป็นรูปแบบการปกครองรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรวมหัวเมืองเข้ามาอยู่
ภายใต้การก�ำกับดูแลและบังคับบัญชาของข้าหลวงเทศาภิบาล แทนการมีเจ้าเมืองดังเดิม ข้าหลวง
เทศาภิบาลมีฐานะเป็นข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซ่ึงมอบ
ความไว้วางพระราชหฤทัยคัดเลือกจากขุนนางช้ันผู้ใหญ่ท่ีมีความรู้ความสามารถสูงออกไปปฏิบัติราชการ
นอกจากขา้ หลวงเทศาภบิ าลแลว้  ยงั มขี า้ ราชการชน้ั รองอกี จำ� นวนหนงึ่ รวมเรยี กวา่ “กองมณฑล” ทำ� หนา้ ที่
ช่วยเหลือการปฏิบัติราชการในแผนการต่าง ๆ ภายในมณฑลตามสมควรแก่ปริมาณงาน34 การจัดการ
ปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลในหัวเมืองปักษ์ใต้  ได้แก่ ตั้งมณฑลภูเก็ตขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ โดยแก้ไข
ระเบียบมณฑลแบบเก่าให้เป็นมณฑลเทศาภิบาล มีพระยาทิพโกษา (โต โชติกเสถียร) เป็นข้าหลวง
เทศาภบิ าล และในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ต้ังมณฑลนครศรธี รรมราช และมณฑลชมุ พร โดยมพี ระยาสขุ ุมนยั วนิ ติ
และพระยาสุจริตมหศิ รภกั ดี (คอซิมกอ๊ ง ณ ระนอง) เปน็ ขา้ หลวงเทศาภิบาล
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๙  พระยาสุขุมนัยวินิตไปด�ำรงต�ำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ  ซ่ึงโปรด
ให้พระยาชลบุรานุรักษ์มาด�ำรงต�ำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลแทน และใน  พ.ศ. ๒๔๕๓ สมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ด�ำรงต�ำแหน่งข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณในฐานะ
สมหุ เทศาภบิ าลมณฑลนครศรธี รรมราช พ.ศ. ๒๔๕๘ - ๒๔๖๘ ตอ่ มาในสมยั รชั กาลที่  ๖  ไดท้ รงพระกรณุ า
โปรดเกล้าฯ แต่งต้ังให้ด�ำรงต�ำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ มีอ�ำนาจบังคับบัญชามณฑลสุราษฎร์ธานี  มณฑล

32 ณรงค์ นุ่นทอง, การปฏิรูปการปกครองมณฑลนครศรีธรรมราชในสมัยพระยาสุขุมนัยวินิตเป็นข้าหลวง
เทศาภบิ าล (พ.ศ. ๒๔๓๙ - ๒๔๔๙), (ปริญญาการศกึ ษามหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, ๒๕๒๐), ๒๑ – ๒๖.

33 วฒั นธรรม พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ เอกลักษณแ์ ละภูมปิ ัญญา จงั หวัดนครศรธี รรมราช, ๗๒.
34 เรอื่ งเดยี วกนั , ๗๓-๗๔.

93

นครศรีธรรมราช  และมณฑลปัตตานี  การบริหารการปกครองแบบมณฑลนครศรีธรรมราชของสมเด็จ
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ  เจา้ ฟา้ ฯ กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์  เปน็ งานสานตอ่ การปฏริ ปู มณฑลนครศรธี รรมราช
ตามแนวทางที่ได้วางไว้แต่คร้ังรัชกาลท่ี ๕ ท�ำให้การคมนาคม การเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีความเจริญ
ก้าวหน้าและเป็นระบบระเบียบมากขึ้น การติดต่อสื่อสารซ่ึงสมัยก่อนหน้านี้ใช้เรือ ช้าง ม้า และเกวียน
เปน็ พาหนะในการนำ� สง่ สาร เปลย่ี นมาใชร้ ถไฟเปน็ พาหนะขนสง่  มไี ปรษณยี โ์ ทรเลข  มโี ทรศพั ทท์ ส่ี ามารถ
ติดต่อกับกรุงเทพฯ หรือสิงคโปร์ได้สะดวก ทรงเสนอความเห็นให้สร้างถนนหลวงสายใหญ่เดินคู่กับ
ทางรถไฟสายใต้  โดยถนนทส่ี รา้ งนนั้ จะตอ้ งตดั ผา่ นหมบู่ า้ นสำ� คญั  ๆ และสรา้ งถนนยอ่ ยไปยงั หมบู่ า้ นตา่ ง ๆ
เปน็ แบบทางเกวยี นเพ่ือขนส่งสินคา้ มาป้อนรถไฟ35
การบริหารการปกครองภายในมณฑลแบ่งออกเป็นระดับมณฑล จังหวัด อ�ำเภอและหมู่บ้าน
สำ� หรบั ระดบั มณฑล แตเ่ ดมิ หนา้ ทร่ี าชการของผวู้ า่ ราชการเมอื งทตี่ งั้ มณฑลรวมอยกู่ บั ขา้ หลวงเทศาภบิ าล
หรือสมุหเทศาภิบาล ท�ำให้สมุหเทศาภิบาลมีงานมาก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์จึงทรงแก้ไข
ระเบียบการปกครองเมืองท่ีต้ังมณฑลใหม่โดยต้ังต�ำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเพ่ิมข้ึนมาให้เหมือนเมืองอื่นๆ
เมอ่ื สมหุ เทศาภบิ าลไมอ่ ยู่ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั หรอื ปลดั มณฑลจะไดร้ กั ษาการตามลำ� ดบั อาวโุ ส และใหเ้ ลกิ
ต�ำแหน่งหน้าที่ข้าหลวงมหาดไทยมาเป็นข้าหลวงปลัดมณฑล ในกองบัญชาการมณฑลมีต�ำแหน่งประจ�ำ
คอื สมหุ เทศาภบิ าล ปลัดมณฑล ยกกระบตั รมณฑล มหาดไทยมณฑล สรรพากรมณฑล ผู้ช่วยสรรพากร
มณฑล เสมียนตรามณฑล เลขานกุ ารมณฑล มหาดเลก็ รายงานมณฑล
ระดบั จงั หวดั หนา้ ทวี่ า่ ราชการเมอื งซงึ่ เปน็ เมอื งทต่ี งั้ ของทวี่ า่ การมณฑลนน้ั รวมอยใู่ นการบรหิ าร
การปกครองในความรับผิดชอบของสมุหเทศาภิบาลจึงเป็นเหตุให้สมุหเทศาภิบาลต้องมีราชการเพ่ิมขึ้น
จนไมส่ ามารถทจ่ี ะออกไปตรวจราชการในหวั เมอื งตา่ ง ๆ ภายในมณฑลของตนได้ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลา้ เจ้าอยู่หัวจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แก้ไขระเบียบการปกครองเมืองที่ตั้งท่ีว่าการมณฑล ให้มีผู้ว่า
ราชการจังหวัดแยกงานภายในจังหวัดออกไปจากสงั กดั สมหุ เทศาภบิ าลเหมอื นกบั จังหวดั อ่นื  ๆ ในมณฑล
คณะกรรมการจงั หวดั ภายในมณฑลนครศรีธรรมราชซ่งึ เปน็ ขา้ ราชการประจำ� ๕ ต�ำแหน่งคอื ผวู้ ่าราชการ
เมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง สรรพากรเมือง แพทย์ และมีข้าราชการช้ันผู้น้อย ๗ ต�ำแหน่งคือ
จ่าเมือง แพง่ ศภุ มาตรา พะทำ� มะรง อกั ษรเลข รองวา่ เมอื ง รองศภุ มาตรา ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระยา
มหาอ�ำมาตยาธิบดีเป็นผู้ร้ังเสนาธิบดีกระทรวงมหาดไทย ได้จัดระเบียบราชการใหม่ให้ระดับเมืองหรือ
จงั หวดั มขี า้ ราชการ ๘ ตำ� แหนง่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ เปลี่ยนค�ำว่า  “เมอื ง”  เปน็  “จงั หวัด” ยบุ รวมและแบง่
หวั เมอื งเอก โท ตรี จตั วา เปน็ ตำ� บล อำ� เภอ จงั หวดั ตามความเหมาะสมของสภาพทอ้ งท่ี ตอ่ มาสมยั พระยา
ยมราช (ปั้น สุขุม) ได้ปรับต�ำแหน่งข้าราชการในจังหวัดเหลือเพียง ๕ ต�ำแหน่ง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
ปลดั จงั หวดั ผบู้ งั คบั กองตำ� รวจจงั หวดั อยั การจงั หวดั พนกั งานเจา้ หนา้ ทแ่ี ผนกอนื่  ๆ ทเ่ี สนาบดเี จา้ กระทรวง
ตกลงให้บรรจุในต�ำแหน่งท่ีตัง้ ขน้ึ ใหม3่ 6
ระดับอ�ำเภอ การเปลี่ยนช่ือแขวงเป็นอ�ำเภอ แคว้นเป็นต�ำบล บ้านเป็นหมู่บ้าน และผู้ปกครอง
จากนายแขวง นายแคว้น แก่บ้านหรือนายบ้านเป็นนายอ�ำเภอ ก�ำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตามล�ำดับ ต่อมา
ใน พ.ศ. ๒๔๖๕ เจ้าพระยายมราชได้จัดระเบียบราชการใหม่ให้อ�ำนาจนายอ�ำเภอถอดถอนเปล่ียนแปลง

35 เร่อื งเดียวกัน, ๗๕.
36 ชาลี ศลิ ปรศั ม,ี การปกครองมณฑลนครศรธี รรมราชภายใตส้ มเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ เจา้ ฟา้ ยคุ ลทฆิ มั พร กรมขนุ
ลพบรุ รี าเมศวร์ (พ.ศ. ๒๔๕๓ - ๒๔๖๘), (ปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, ๒๕๒๙), ๓๘-๕๐.

94

เจ้าพนักงานตั้งแต่เสมียนลงมาได้แล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด ในขณะเดียวกันนายอ�ำเภอก็ท�ำหน้าท่ี
ว่ากล่าวคดีลหุโทษเหมือนผู้พิพากษาช้ัน ๒ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ศก ๑๒๗ แต่ไม่มีอ�ำนาจ
เด็ดขาดเหมือนผพู้ ิพากษา โดยแบง่ แยกส่วนราชการในอำ� เภอเปน็ ๓ แผนก คอื ปลดั อ�ำเภอ ปลัดต�ำรวจ
อำ� เภอ และพนกั งานหนา้ ทแ่ี ผนกอนื่ ทเี่ สนาบดเี จา้ กระทรวงไดต้ กลงเหน็ ชอบพรอ้ มกนั จดั ตง้ั ขน้ึ ในแผนกนน้ั ๆ
ให้อย่ใู นความรับผดิ ชอบของนายอ�ำเภอ37
การแตง่ ตง้ั นายอำ� เภอ  ผวู้ า่ ราชการเมอื งเปน็ ผคู้ ดั เลอื กจากบคุ คลทต่ี งั้ บา้ นเรอื นอยใู่ นทอ้ งทอ่ี ำ� เภอ
ทจี่ ะไดบ้ งั คบั นนั้ หรอื เมอ่ื ไดเ้ ปน็ นายอำ� เภอสามารถจะไปตง้ั บา้ นเรอื นในทอ้ งทอ่ี ำ� เภอนน้ั ได้  ตอ้ งเปน็ บคุ คล
ทเี่ คยเปน็ กรมการ มลู นาย หรอื คฤหบดแี ละตอ้ งเปน็ คนในบงั คบั พระราชกำ� หนดกฎหมายไทย เมอื่ คดั เลอื ก
ไดบ้ คุ คลทมี่ คี ณุ สมบตั ดิ งั กลา่ วแลว้ ใหผ้ วู้ า่ ราชการเมอื งเสนอชอื่ ตอ่ ขา้ หลวงเทศาภบิ าล อยา่ งนอ้ ยอำ� เภอละ
๓ คน เพื่อเลือกสรรอีกช้ันหนึ่ง เม่ือคัดเลือกได้แล้วข้าหลวงเทศาภิบาลมีหมายตัง้ และมใี บบอกเข้าไปยงั
กรุงเทพฯ การจัดต้ังอ�ำเภอของเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐)
มอี ำ� เภออยู่  ๑๐  อำ� เภอ  แตต่ อ่ มาไดย้ กเกาะสมยุ ไปขนึ้ กบั เมอื งกาญจนดษิ ฐ์ มณฑลชมุ พร เมอื งนครศร-ี
ธรรมราชจงึ เหลอื อำ� เภออยู่ ๙ อ�ำเภอ เม่ือพระยาสุขุมนัยวินิตได้จัดแบ่งอาณาเขตอ�ำเภอในเมืองนครศรี-
ธรรมราชใหม่อ�ำเภอทจ่ี ัดตงั้ ขนึ้ ใหม่ประกอบด้วย  
อ�ำเภอกลางเมือง เป็นแขวงช้ันใน หลวงระงับประจันตคาม ข้าหลวงผู้ช่วยว่าท่ีนายอ�ำเภอ ต้ัง
ท่ีว่าการกลางเมืองนครศรีธรรมราช อ�ำเภอเบ้ียซัด เป็นแขวงชั้นกลาง หลวงพิบูลย์สมบัติ ข้าหลวงผู้ช่วย
วา่ ทีน่ ายอ�ำเภอ ตงั้ ที่วา่ การทร่ี มิ ฝ่งั แมน่ �ำ้ ปากพนงั (ได้เปลี่ยนชือ่ เปน็ อำ� เภอปากพนงั ใน ร.ศ. ๑๒๑) อ�ำเภอ 
ร่อนพิบูลย์ เป็นแขวงชั้นกลาง ขุนเกษตรพาหนะ เป็นนายอ�ำเภอ ตั้งท่ีว่าการที่ร่อนพิบูลย์ อ�ำเภอกลาย
เป็นแขวงช้ันกลาง นายจรัด เป็นนายอ�ำเภอ ต้ังท่ีว่าการท่ีปากน้�ำท่าสูง อ�ำเภอสิชล เป็นแขวงช้ันนอก
นายบวั มหาดเลก็ บุตรเจ้าพระยาศรีธรรมราช เป็นนายอ�ำเภอ ต้งั ท่วี า่ การท่บี ้านไชยกราบ อำ� เภอลำ� พูน
เป็นแขวงช้ันนอก นายเมก เปน็ นายอ�ำเภอ ตง้ั ทวี่ ่าการทีบ่ า้ นนา อำ� เภอฉวาง เป็นแขวงช้ันนอก นายน้อย
เป็นนายอ�ำเภอ ตั้งท่ีว่าการที่บ้านคลองตาล อ�ำเภอทุ่งสง เป็นแขวงช้ันนอก นายเที่ยง เป็นนายอ�ำเภอ
ตงั้ ทวี่ า่ การทบ่ี า้ นโคกแซะ อำ� เภอเขาพงั ไกร เปน็ แขวงชนั้ นอก นายกา้ น มหาดเลก็ บตุ รพระยาดำ� รงเทวฤทธ์ิ
(กล่อม) เป็นนายอ�ำเภอ ตง้ั ทว่ี ่าการที่เขาพังไกร38
เฉพาะอ�ำเภอกลางเมือง  ต่อมาได้เปล่ียนชื่อเป็นอ�ำเภอเมืองเมื่อ  พ.ศ. ๒๔๕๔ และด้วยเหตุท่ีมี
พื้นที่กว้างท�ำให้การดูแลพลเมืองไม่ท่ัวถึงจึงได้ยกฐานะท้องท่ีด้านทิศตะวันตกเป็นก่ิงอ�ำเภอเรียกว่า
“กิ่งอ�ำเภอลานสกา” (ปัจจุบันคืออ�ำเภอลานสกา) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับงบประมาณให้สร้าง
อาคารท่ีว่าการอ�ำเภอ เป็นเงิน ๔๘๐,๐๐๐ บาท โดยใช้พ้ืนท่ีต้ังอาคารที่ว่าการอ�ำเภอบริเวณเดียวกับ
ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช  พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้ยกฐานะท้องท่ีทางด้านทิศตะวันตก ได้แก่ ต�ำบล
พรหมโลก  ตำ� บลบา้ นเกาะ และตำ� บลอนิ ครี เี ปน็ กง่ิ อำ� เภอเรยี กวา่ “กงิ่ อำ� เภอพรหมครี ”ี ปจั จบุ นั คอื  อำ� เภอ
พรหมคีรีและเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๗ ได้ยกฐานะท้องท่ีทางด้านทิศใต้ ได้แก่ต�ำบลนาสาร ต�ำบล
ชา้ งซา้ ย ตำ� บลทา้ ยสำ� เภา  และตำ� บลนาพรเุ ปน็ กง่ิ อำ� เภอ เรยี กวา่  “กง่ิ อำ� เภอพระพรหม” ปจั จบุ นั คอื อำ� เภอ
พระพรหม

37 เร่ืองเดยี วกนั , ๕๓ - ๕๕.
38 วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณ์และภมู ิปัญญา จังหวดั นครศรีธรรมราช, ๗๖.

95

ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๓ เห็นชอบ “ผังแม่บทศูนย์ราชการและ
แผนปฏบิ ตั ิการตามแผนแม่บท ในเมืองศนู ย์กลางความเจริญภาคใต้ : นครศรีธรรมราช” และมตขิ องคณะ
กรรมการอำ� นวยการจดั ระบบศนู ยร์ าชการ  ไดเ้ หน็ ชอบผงั แมบ่ ทศนู ยร์ าชการหลกั จงั หวดั นครศรธี รรมราช
โดยมีแนวคิดในการใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนของพ้ืนท่ีโล่งเพื่อการนันทนาการ จึงให้รื้อถอนอาคารท่ีว่าการ
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อาคารหอประชุมและอาคารอื่น ๆ ท่ีอยู่บริเวณเดียวกันออกทั้งหมด ทั้งน้ี
ใหจ้ งั หวดั จดั หาพน้ื ทร่ี องรบั การยา้ ยทว่ี า่ การอำ� เภอไปอยใู่ นทเ่ี หมาะสมตอ่ ไป ในทสี่ ดุ นายอำ� เภอเมอื งและ
กรมการอำ� เภอกส็ ามารถจดั หาทดี่ นิ แปลงใหมใ่ นทอ้ งทตี่ ำ� บลปากพนู  ซง่ึ การเคหะแหง่ ชาตมิ อบใหเ้ ปน็ เนอื้ ที่
๓  ไร่  ๒  งาน  ๗๘  ตารางวา
ปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๐ กรมการปกครองไดจ้ ดั สรรงบประมาณ เปน็ คา่ กอ่ สรา้ งทวี่ า่ การอำ� เภอ
เมืองหลังใหม่ พร้อมครุภัณฑ์ประกอบอาคาร เป็นเงิน ๑๑,๙๓๔,๘๕๐ บาท และค่าก่อสร้างอาคาร
หอประชุมอ�ำเภอพร้อมอุปกรณ์ประกอบอาคาร เป็นเงิน ๕,๕๒๕,๐๐๐ บาท ตามมติที่ประชุมคณะ
อนกุ รรมการพจิ ารณาสถานทที่ ำ� งานของสว่ นราชการในเขตกรงุ เทพมหานครและเมอื งหลกั ครง้ั ท่ี ๔/๒๕๕๐
เมื่อวันท่ี ๑๑ กันยายน ๒๕๕๐ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ว่าการอ�ำเภอเมืองและหอประชุมในท่ีดินดังกล่าว
จากน้ันจึงได้ด�ำเนินการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันท่ี ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เม่ือก่อสร้างแล้วเสร็จ
ใน  พ.ศ. ๒๕๕๒  จึงประกอบพิธีเปิดและใช้เป็นที่ตั้งของที่ว่าการอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชมาจนถึง
ปัจจุบนั
ระดบั ตำ� บลและหมบู่ า้ น  มณฑลนครศรธี รรมราชไดก้ ำ� หนดใหร้ าษฎรในตำ� บลและหมบู่ า้ นเลอื กกำ� นนั
และผใู้ หญบ่ า้ นของตนเองขน้ึ มา  ตามพระราชบญั ญตั กิ ารปกครองทอ้ งที่  ร.ศ. ๑๑๗  เพอ่ื กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น
และราษฎรในเขตตำ� บลหมบู่ า้ นของตนมคี วามรสู้ กึ วา่ ตนเปน็ หวั หนา้ ราษฎรอยา่ งแทจ้ รงิ  และราษฎรกจ็ ะ
เคารพนบั ถอื กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ นของตนวา่ เปน็ ผทู้ รี่ าษฎรไดแ้ ตง่ ตง้ั ขนึ้ มา เมอื่ ราษฎรเลอื กบคุ คลใดเปน็ กำ� นนั
และผู้ใหญ่บ้านแล้ว นายอ�ำเภอก็เสนอช่ือนั้นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศแต่งต้ังเป็นทางการอีก
ครั้งหนึ่ง39
กลา่ วโดยสรปุ  ในสมยั รชั กาลที่  ๖  มกี ารเปลยี่ นแปลงระเบยี บบรหิ ารการเทศาภบิ าลหลายประการ
เช่น เปลยี่ นสงั กัดจากกระทรวงมหาดไทยไปขน้ึ ต่อพระมหากษตั รยิ ์ รวมมณฑลเทศาภิบาลท่ใี กล้เคยี งกนั
ขึ้นเป็นภาค จึงได้รวมมณฑลสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และปัตตานี เป็นภาคปักษ์ใต้ โปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เป็นอุปราชปักษ์ใต้มีอ�ำนาจเหนือ
สมุหเทศาภิบาล มีหน้าท่ีบังคับบัญชา ตรวจตรา แนะน�ำราชการ ทรงด�ำรงต�ำแหน่งนี้ถึง พ.ศ. ๒๔๖๘
(รวมเวลา  ๑๐  ป)ี  จงึ ไปร้งั ต�ำแหนง่ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ลว่ งถงึ พ.ศ. ๒๔๖๙ ยบุ เลกิ ตำ� แหนง่ อปุ ราชภาค และใหม้ ณฑลเทศาภบิ าลกลบั ไปสงั กดั กระทรวง
มหาดไทยตามเดิม นครศรีธรรมราชจึงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรี-
ธรรมราชอยู่ระยะหน่ึง จนกระทั่งมีการเปล่ียนแปลงการปกครอง และใน พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงยุบเลิกมณฑล
ใหม้ ฐี านะเปน็ จังหวัด40

39 ณรงค์ น่นุ ทอง, การปฏิรูปการปกครองมณฑลนครศรีธรรมราชในสมยั พระยาสุขมุ นัยวนิ ติ เป็นขา้ หลวง
เทศาภิบาล (พ.ศ. ๒๔๓๙ - ๒๔๔๙), ๑๔๓ - ๑๔๘.

40 เร่อื งเดยี วกัน หน้า ๑๔๙.

96

แผนท่ีแสดงอาณาเขตการปกครอง อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช จงั หวดั นครศรีธรรมราช

97

ประชากร  อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมปี ระชากรทง้ั สน้ิ  ๒๕๗,๙๗๙  คน  แยกเปน็ ชาย  ๑๒๕,๖๒๗
คน หญิง ๑๓๒,๓๕๒ คน โดยแยกจ�ำนวนประชากรเป็นรายตำ� บลดงั น้ี

ตำ�บล ชาย (คน) หญงิ (คน) รวม (คน)
เทศบาลนครศรีธรรมราช (ตำ�บลทา่ วัง คลัง ในเมอื ง) ๕๐,๑๙๕ ๕๕,๗๐๐ ๑๐๕,๘๙๕
ตำ�บลทา่ ไร่ ๓,๒๗๐ ๓,๒๓๓
ตำ�บลปากนคร ๔,๗๕๘ ๕,๐๘๖ ๖,๕๐๓
ตำ�บลนาทราย ๓,๑๘๗ ๓,๒๔๖ ๙,๘๔๔
ตำ�บลกำ�แพงเซา ๔,๖๓๕ ๔,๘๘๓ ๖,๔๓๓
ตำ�บลไชยมนตรี ๓,๑๖๖ ๓,๓๓๙ ๙,๕๑๘
ตำ�บลมะม่วงสองตน้ ๒,๓๖๗ ๒,๖๒๐ ๖,๕๐๕
ตำ�บลนาเคียน ๖,๒๗๕ ๖,๓๘๕ ๔,๙๘๗
ตำ�บลทา่ งว้ิ ๕,๒๕๑ ๕,๓๑๐ ๑๒,๖๖๐
ตำ�บลโพธ์เิ สดจ็ ๔,๖๐๕ ๔,๘๙๘ ๑๐,๕๖๑
ตำ�บลบางจาก ๔,๔๗๐ ๔,๕๑๘ ๙,๕๐๓
ตำ�บลปากพูน ๑๗,๓๖๕ ๑๖,๒๓๘ ๘,๙๘๘
ตำ�บลทา่ ซกั ๕,๓๙๑ ๕,๕๘๒ ๓๓,๖๐๓
ตำ�บลท่าเรอื ๑๐,๖๙๒ ๑๑,๓๑๔ ๑๐,๙๗๓
รวม ๑๒๕,๖๒๗ ๒๒,๐๐๖
๑๓๒,๓๕๒ ๒๕๗,๙๗๙

ทม่ี า : ทท่ี ำ� การปกครอง (สำ� นกั ทะเบยี นอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช) ขอ้ มลู ณ เดอื นพฤษภาคม ๒๕๖๐

ที่ ตำ�บล ขอ้ มูลเขตการปกครองอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช พื้นที่ ตร.กม.
๑ ปากพนู เขตการปกครอง ๖๙.๓๔
๑๒ หมบู่ า้ น ๔๕.๐๘
๒ ท่าซัก ๙ หมู่บ้าน ๓๗.๙๖
๓ ท่าไร่ ๖ หมบู่ ้าน ๖๗.๘๔
๔ ท่าเรอื ๑๙ หมู่บ้าน ๔๔.๐๐
๕ บางจาก ๑๑ หม่บู ้าน ๒๔.๐๔
๖ ไชยมนตรี ๕ หมูบ่ า้ น ๑๙.๑๐
๗ มะมว่ งสองต้น ๖ หมูบ่ ้าน ๕๘.๐๒
๘ ปากนคร ๖ หมบู่ ้าน ๒๕.๗๔
๙ โพธิเ์ สดจ็ ๙ หม่บู ้าน ๒๘.๙๘
๑๐ นาเคียน ๙ หมู่บ้าน ๓๕.๔๒
๑๑ นาทราย ๖ หมู่บา้ น ๖๗.๖๐
๑๒ ทา่ ง้วิ ๘ หมู่บา้ น ๓๘.๔๓
๑๓ กำ�แพงเซา ๙ หมบู่ า้ น ๕๖๑.๕๕
รวม ๑๑๕ หม่บู ้าน

หมายเหตุ ไมร่ วมพน้ื ท่เี ขตเทศบาลนครนครศรธี รรมราช

98

ปจั จบุ นั อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชแบง่ การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ เปน็  สว่ นภมู ภิ าค  ซง่ึ ประกอบดว้ ย
ท้องท่ี  ๑๓  ตำ� บล ๑๑๕ หมู่บ้าน สว่ นทอ้ งถ่นิ ซง่ึ แบ่งออกเปน็  ๔  รูปแบบ  ดงั นี้
๑. เทศบาลนคร ๑ แห่ง คอื เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
๒. เทศบาลเมอื ง ๑ แหง่ คือ เทศบาลเมอื งปากพูน
๓. เทศบาลตำ� บล ๕ แห่ง คอื
- เทศบาลต�ำบลทา่ แพ -  เทศบาลตำ� บลปากนคร
-  เทศบาลตำ� บลบางจาก -  เทศบาลตำ� บลท่าง้วิ
-  เทศบาลต�ำบลโพธ์เิ สดจ็
๔. องคก์ ารบริหารสว่ นต�ำบล ๑๐ แห่ง คอื
- องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำบลไชยมนตรี -  องค์การบรหิ ารส่วนต�ำบลทา่ ซกั
- องค์การบรหิ ารส่วนตำ� บลมะม่วงสองต้น -  องค์การบริหารสว่ นตำ� บลปากนคร
- องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำบลท่าไร่ -  องคก์ ารบริหารส่วนตำ� บลนาเคียน
- องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำ� บลบางจาก -  องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำ� บลนาทราย
- องคก์ ารบริหารสว่ นต�ำบลทา่ เรือ -  องค์การบรหิ ารส่วนต�ำบลกำ� แพงเซา
ตัง้ แต่  พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔  อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช ไดก้ ำ� หนดวสิ ยั ทศั น์ (Vision) ความวา่
“เมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติเชิงนิเวศน์ ชุมชนเข็มแข็ง สู่การพัฒนายั่งยืน” และ
มียุทธศาสตร์การพัฒนา เป้าประสงค์ และตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาอย่างชัดเจน แต่ละประเด็น
ยุทธศาสตร์มแี นวทางมาตรการพฒั นาหรือกลยุทธอ์ �ำเภอ ดังนี้
ประเด็นยุทธศาสตรท์ ่ี ๑ : การพัฒนาคน ชุมชนและสังคมให้น่าอยู่ มีคณุ ภาพบนพื้นฐานชมุ ชน
เขม้ แขง็  ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ประเดน็ ยุทธศาสตรท์ ่ี ๒ : การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ น้ำ� สิง่ แวดลอ้ มอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ย่ังยืน  และเพม่ิ พนื้ ท่สี ีเขียว
ประเดน็ ยุทธศาสตรท์ ี่ ๓ : การรักษาความสงบเรยี บรอ้ ยและความมั่นคงภายในพน้ื ท่ี
ประเดน็ ยุทธศาสตรท์ ่ี ๔ : การพฒั นาการทอ่ งเทย่ี วทางประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรมและธรรมชาติ
เชิงนิเวศน์ระดับมาตรฐานสากล ท่ีสามารถสร้างอาชีพและรายได้
ในพื้นท่เี พมิ่ ขึ้น
ประเด็นยทุ ธศาสตรท์ ี่ ๕ : การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึงเพ่ือยกระดับคุณภาพ
ชวี ติ ทีด่ ขี นึ้

99

ท�ำเนยี บนายอำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราช
ท่ี นาม - นามสกุล ตงั้ แต่ ถงึ
๑ หมอ่ มเจ้าประสพประสงค์ ๒๔๕๕ ๒๔๕๖
๒ หลวงนิพัทรนานุกูล (ยู้โง้ย) ๒๔๕๖ ๒๔๕๗
๓ หลวงสนุ ทรนรุ กั ษ์ (กระจา่ ง วรรณโกวิท) ๒๔๕๗ ๒๔๖๔
๔ หลวงธรรมรตั นธ์ นุ าธร (เตา่ ศตะกรู มะ) ๒๔๖๔ ๒๔๖๕
๕ ขนุ นิกรราษฎร์บำ�รงุ (จอม สาริกานนท์) ๒๔๖๖ ๒๔๖๗
๖ ขุนภวู นารถนรานบุ าล (สนิท มหามุสิก) ๒๔๖๘ ๒๔๖๙
๗ ขุนสฤษด์สิ ารารกั ษ์ (เปรม ลางกณุ เสน) ๒๔๖๙ ๒๔๗๐
๘ ขนุ วิทยาวาทการ (เจก๊ สุขปรู ณธ) ๒๔๗๐ ๒๔๗๘
๙ นายวฒุ ิ สุวรรณรักษ์ ๒๔๗๙ ๒๔๘๐
๑๐ นายจันทร์ สมบูรณ์กลุ ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๔๘๐ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๘๕
๑๑ นายจรงุ อทุ ะนตุ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๘๕ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๗
๑๒ ขนุ นิกรนรารักษ์ (นกแกว้ พวั ไพโรจน)์ ๑ ธนั วาคม ๒๔๘๗ ๓ พฤศจกิ ายน ๒๔๙๘
๑๓ ร.ต.ท.เรอื ง สถานานนท์ ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๐ ๒๖ เมษายน ๒๔๙๓
๑๔ นายดวน วังสะวิบลู ย์ ๒๗ เมษายน ๒๔๙๓ ๑ พฤษภาคม ๒๕๐๐
๑๕ นายแจง้ ฤทธเิ ดช ๑ มิถนุ ายน ๒๕๐๑ ๑๔ มิถนุ ายน ๒๕๐๒
๑๖ ร.ต.ต.กร บญุ ยง ๑๕ มถิ นุ ายน ๒๕๐๒ ๓๐ กันยายน ๒๕๐๕
๑๗ นายสิน สวุ รรณ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๕ ๑ ตลุ าคม ๒๕๐๗
๑๘ นายวรี ะ ขจรบญุ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๗ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๗
๑๙ นายสวุ รรณ ศรีสุคนธรัตน์ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ ๒ กนั ยายน ๒๕๑๑
๒๐ นายกระจา่ ง คีรินทรน์ นท์ ๘ ตลุ าคม ๒๕๑๑ ๒ ตลุ าคม ๒๕๑๒
๒๑ ร.ต.สุกรี รักษ์ศรีทอง ร.น. ๓๑ ตลุ าคม ๒๕๑๒ ๒๘ ตลุ าคม ๒๕๑๘
๒๒ พ.ต.สรธรรม จรงิ จติ ร ๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๒
๒๓ นายวชิ ติ ทปั นวัชร์ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๒ ๒๔ กนั ยายน ๒๕๒๒
๒๔ นายสมบูรณ์ ชยั สวสั ดิ์ ๒๔ กนั ยายน ๒๕๒๒ ๒๗ ตลุ าคม ๒๕๒๕
๒๕ ร.อ.นคิ ม อลั ภาชน์ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๕ ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๒๖
๒๖ เรือตรีกติ ติ ทองนาคพันธ์ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๖ ๕ ตลุ าคม ๒๕๒๙
๒๗ นายสมบูรณ์ พรหมพันธุ์ ๖ ตลุ าคม ๒๕๒๙ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓
๒๘ นายโสภณ สวัสดโิ ภชา ๓ ธนั วาคม ๒๕๓๓ ๓ มนี าคม ๒๕๓๔
๒๙ นายวงศ์วบิ ลู ย์ กิจวบิ ลู ย์ ๒๕ มนี าคม ๒๕๓๔ ๑ ตลุ าคม ๒๕๔๑
๓๐ นายองอาจ สนทะมิโน ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๑ ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๒
๓๑ นายธงชยั วรรธนะพศิ ษิ ฐ์ ๒๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๒ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๖
๓๒ นายบญุ ญวัฒน์ ชีชา้ ง ๖ ตลุ าคม ๒๕๔๖ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘
๓๓ นายปยิ ะ ภะรตะศลิ ปิน ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๙
๓๔ นายไกรราศ แก้วดี ๒๕ ธนั วาคม ๒๕๔๙ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
๓๕ นายราชิต สุดพุ่ม ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๕๗
๓๖ นายพงษ์ศักด์ิ คารวานนท์ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๘ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๙
๓๗ นายสมพงษ์ มากมณี ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๑
๓๘ นายพทุ ธ กฤชคงพันธ์ุ  ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ปจั จุบนั

100

นายแจง้  ฤทธิเดช ดำ�รงตำ�แหนง่ นายอำ�เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
เมอื่ วันท่ี ๑ มิถนุ ายน ๒๕๐๑ - ๑๔ มถิ ุนายน ๒๕๐๒

ร.ต.ต.กร  บุญยง ดำ�รงตำ�แหนง่ นายอำ�เภอเมืองนครศรีธรรมราช
เมื่อวนั ที่ ๑๕ มถิ ุนายน ๒๕๐๒ - ๓๐ กันยายน ๒๕๐๕

101

ร.ต.สุกรี  รกั ษ์ศรที อง ร.น. ดำ�รงตำ�แหนง่ นายอำ�เภอเมืองนครศรีธรรมราช
เมอื่ วันท่ี ๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๒ - ๒๘ ตุลาคม ๒๕๑๘

นายองอาจ สนทะมโิ น นายสมพงษ์ มากมณ ี
ดำ�รงตำ�แหน่งนายอำ�เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ดำ�รงตำ�แหนง่ นายอำ�เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
เมื่อวนั ท่ี ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๑ - ๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๒ เมือ่ วนั ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ - ตลุ าคม ๒๕๖๑

102

บทท่ี ๔

พฒั นาการทางคมนาคมขนสง่ และการสอื่ สาร

อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชต้ังอยู่บนสันทรายตามแนวเหนือไปใต้ ส่วนพ้ืนที่ด้านตะวันตก และ
ตะวนั ออกของสนั ทรายจะคอ่ ย ๆ ลาดตำ่�  ดา้ นตะวนั ออกจะลาดตำ่� ไปจนสดุ ทะเล  สว่ นดา้ นตะวนั ตกจะเปน็
ทล่ี ุ่ม  เป็นท่ีรองรบั น�้ำที่ไหลมาจากเทอื กเขาหลวง  ผา่ นลงมาตามลาํ น�้ำหลายสายท่ีเกิดจากเทือกเขาหลวง
ชาวเหนือซึ่งอยู่ต้นน�้ำจะใช้เป็นเส้นสัญจรนําผลผลิตไปค้าขายกับชาวเมืองท่ีสันทราย และชาวนอกซ่ึงอยู่
ณ พนื้ ท่ีลุ่มต่ำ� ชายทะเล  การสญั จรทางนำ้� จึงเปน็ เส้นทางสัญจรท่จี ําเปน็ ในชวี ติ มานาน  อย่างไรก็ดีแมก้ าร
สัญจรทางน�้ำจะสะดวก แต่จํากัดอยู่ในเขตพ้ืนท่ีทางน�้ำไหลผ่านเท่าน้ัน ไม่สามารถจะขยายไปสู่พ้ืนท่ี
หา่ งไกลได้ จงึ เรม่ิ มกี ารหาเสน้ ทางสญั จรทางบกและพฒั นาเรอ่ื ยมา จากทางคนเดนิ เปน็ ทางเกวยี นเปน็ ทาง
รถยนตไ์ ปเรอื่ ย ๆ  การสญั จรไปมาทางบกมจี ดุ เดน่ อยทู่ ส่ี ามารถขยายเสน้ ทางสญั จรไดห้ ลายทศิ ทางตามใจ
ปรารถนา  ทาํ ให้การขยายพันนาเมอื งเขา้ สชู่ ุมชนกว้างขวางยง่ิ ขึน้  ประกอบกบั ล�ำน�้ำน้�ำเร่มิ ลดปริมาณลง
เป็นระยะ  ทําให้ประชาชนหันมาสนใจการสญั จรทางบกเพม่ิ มากข้นึ  ถนนเร่ิมมีบทบาทแทนเส้นทางน�ำ้  
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางการสัญจร  ท้ังเพ่ือการติดต่อค้าขาย  การแลกเปล่ียน
เรียนรู้และการท�ำมาหากิน รวมถึงการเดินทางท่องเท่ียวติดต่อราชการ  ประชาชนจากรทกุ อำ� เภอโดยรอบ

103

ตา่ งหลงั่ ไหลเขา้ มาสตู่ วั เมอื ง  ในขณะทเี่ สน้ ทางสัญจรมีเฉพาะทางน�้ำซึ่งมีน้อย พาหนะขนส่งมีจ�ำกัด ทั้งใช้
เวลาในการเดินทางนาน การคิดจัดสร้างถนนเป็นหนทางสัญจรทางบกจึงเริ่มมีขึ้นตั้งแต่  พ.ศ. ๒๔๔๑
และเพ่อื รับเสดจ็ เจ้านายก่อนสงครามโลกคร้ังทส่ี อง  (พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๘)
ทางบกมีถนนเช่ือมต่อกับอ�ำเภอต่าง ๆ ที่มีส่วนเช่ือมต่อกัน  คือทางทิศเหนือเช่ือมต่อกับอ�ำเภอ
ทา่ ศาลา  ทางทศิ ตะวนั ออกเชอื่ มตอ่ กบั อำ� เภอปากพนงั  ทางทศิ ใตเ้ ชอ่ื มตอ่ กบั อำ� เภอพรหมครี ี  มถี นนเพอื่ ใช้
ในการคมนาคมขนสง่ สะดวก ถนนเหลา่ นค้ี วบคมุ ของหลายหนว่ ยงาน  เชน่ แขวงทางหลวงนครศรธี รรมราช
ท่ี ๑ แขวงทางหลวงชนบทนครศรีธรรมราช  ส�ำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
และเทศบาลนครนครศรีธรรมราช

๑.  ถนนในความควบคมุ ของแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ ๑

๑.๑ ทางหลวงหมายเลข  ๐๔๐๑  ๐๕๐๒  ตอนสิชล - ทา่ แพ
รับมอบจากศูนย์สร้างทางสุราษฎร์ธานีเม่ือวันที่  ๒๑  มีนาคม  ๒๕๒๗  ชนิดผิวทาง AC.
กว้าง ๖.๐๐ ม. พื้นทางหินคลุกหนา ๐.๑๕ ม. ไหล่ทางกว้างข้างละ ๒.๐๐ ม. เขตทางด้านขวา
กวา้ ง  ๓๕.๐๐  ม. ดา้ นซา้ ย กวา้ ง  ๑๕.๐๐  ม. ปี  ๒๕๓๕  เขา้ โครงการขยายทางหลวงเปน็  ๔  ชอ่ งจราจร
ไป - กลับระหว่าง กม. ๒๖๕+๓๗๔- กม. ๒๘o + ๓๑๐ ระหว่าง กม. ก่อสร้างตามแนวเขตทางเดิมที่มี
อยแู่ ลว้  ถนนใหมก่ อ่ สรา้ งดา้ นขวาทางของถนนเกา่  ศนู ยก์ ลางทางถนนเกา่ กบั ถนนใหม่  เมอื่ กอ่ สรา้ งแลว้ เสรจ็
จะอยู่ห่างกัน  ๒๐.๐๐  ม. ก่อสร้างถนนแต่ละด้านประกอบด้วย  ๒  ช่องจราจร  กว้างช่องละ  ๓.๕๐ ม.
ไหลท่ างด้านในกว้าง  ๑.๕๐  ม. ด้านนอกกวา้ ง  ๒.๕๐  ม. รวมความกวา้ งทง้ั หมด  ๙๙.๐๐  ม. ถนนใหม่
กอ่ สรา้ งตามรปู แบบกอ่ สรา้ งใหมท่ ก่ี าํ หนด  สว่ นถนนเกา่ จะกอ่ สรา้ งใหมเ่ ปน็ บางชว่ งทปี่ รบั แกค้ วามลาดชนั
ทางตดั ผ่านและจดุ กลบั รถ  ส่วนอนื่ ๆ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขให้ได้ตามมาตรฐานการกอ่ สรา้ งทาง  บรษิ ัท  ส.พลัง-
คอนตรัคชั่น เป็นผู้รับจ้าง โดยใช้งบประมาณจากโครงการฯ เงินกู้และเงินช่วยเหลือ ก่อสร้างแล้วเสร็จ
เมอื่ เดอื นพฤษภาคม  ๒๕๔๕,  ปี  ๒๕๔๕  เขา้ โครงการขยายทางหลวงเปน็  ๔  ชอ่ งจราจร  ไป - กลบั ระหวา่ ง
กม. ๒๓๖+๕๗๙- กม. ๒๔๕+๗๓๙ ก่อสร้างโดย หจก.ไทพิพัฒน์ ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนมกราคม
๒๕๕๗  และปี ๒๕๔๗ ระหวา่ ง กม.๒๔๕+๗๓๔-กม.๒๖๕+๓๗๔ กอ่ สรา้ งโดย หจก.ไทพพิ ฒั น์ เปน็ ผรู้ บั จา้ ง
ก่อสรา้ ง  แลว้ เสร็จเมอ่ื มีนาคม  ๒๕๔๙
๑.๒ ทางหลวงหมายเลข  ๐๔๐๒  ๐๕๐๓  ตอนท่าแพ - นครศรธี รรมราช
เดิมคือทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑๒  ๐๑๐๐  เริ่มต้นท่ี  กม.๐+๐๐๐  บ้านท่าแพ  ตําบล
ปากพนู  ผา่ นบา้ นทา่ แพ  หลงั คา่ ยวชริ าวธุ  ตาํ บลปากพนู  อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช  สนิ้ สดุ ท่ี กม.๖+๕๕๓
บ้านตาสอน ตําบลปากพูน อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช ปี ๒๕๒๗ กรมทางหลวงโดยแขวงการทาง
นครศรีธรรมราช ได้ว่าจ้างให้บริษัทบุญชัยพาณิชย์ (๑๙๗๔) จํากัด ก่อสร้างลาดยางทางสายดังกล่าว
ชนิดผิวทาง  AC. กว้าง ๗.๐๐ ม. ไหล่ทางกว้างข้างละ ๒.๕๐ ม. แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๒๘
เมอื่ กอ่ สรา้ งแลว้ เสรจ็ ระหวา่ ง กม.๖+๕๕๓ - กม.๗+๕๗๓.๔๐ ระยะทาง ๑.๐๒๐๙๑ กม. (กม.ใหมต่ ามแบบ
กอ่ สรา้ ง)  ไดส้ ง่ มอบใหม้ ณฑลทหารบกที่  ๔๑  (นครศรธี รรมราช)  ไปบาํ รงุ ดแู ลรกั ษาเมอ่ื วนั ที่  ๑๙ เมษายน
๒๕๒๘

104

๑.๓ ทางหลวงหมายเลข  ๐๔๐๓  ๐๑๐๐  ตอนนครศรธี รรมราช - เสาธง
ทางหลวงหมายเลข ๐๔๐๓  ๐๑๐๐ เร่ิมต้นท่ี กม.๐+๒๕o บ้านม่วงตลอด ตําบลนาสาร
ผ่านบ้านส่ีก๊ัก  นาพรุ,  ท้ายสําเภา  อ.เมือง,  ศาลากระเบื้อง,  นาสระ  ตําบลนาสาร,  นาพรุ, ท้ายสําเภา
สนิ้ สดุ ที่  กม.๑๔+๒๗๖  บา้ นเสาธง  ตาํ บลเสาธง  อาํ เภอรอ่ นพบิ ลู ย์  (ไมม่ ปี ระวตั กิ ารรบั มอบจากหนว่ ยงานใด)
ชนิดผิวทาง  AC. (กวา้ ง ๗.๐๐ ม. ไหล่ทางกวา้ งขา้ งละ ๒.๕๐ ม. พ้ืนทางหินคลกุ หนา ๐.๒๐ ม. เขตทาง
ดา้ นขวาทางกวา้ ง  ๑๕.๐๐ - ๑๘.๐๐  ม. ด้านซา้ ยทาง ๑๒.๐๐ - ๑๕.๐๐ ม. ปี  ๒๕๔๔  ขยายชนั้ ทางเปน็
๔ ชอ่ งจราจร  แยกทศิ ทางจราจร แบบไป - กลบั  ผวิ ทาง AC. มสี ะพาน Overpass ๒ แหง่ ที่ กม.๔+๐๙๗.๔๘๔
LT., กม.๔+๑๑๐.๑๑๒ RT. ความยาว ๓๔๘.๐๐ ม. และ ท่ี กม.๐+๙๙๙.๕๒o LT., กม.๑+๐๐๐.๔๘o RT.
ของทางหลวงหมายเลข  ๔๑๐๓  ยาว  ๔๕๓.๐๐  ม.  สะพานลอยคนเดนิ ข้าม  ๓  แหง่  Boxculvert  ใหม่
๒  แห่ง  ในยา่ นชมุ ชนกอ่ สร้างเปน็  Ultimate Section  ประกอบด้วยเกาะกลาง  รวม  Curb and Gutter
กวา้ ง  ๔.๒๐  ม. ผวิ จราจร  AC. ขา้ งละ ๓ ชอ่ งจราจร ขนาด ๓.๒๕+ ๓.๒๕+๒.๙๕ รวม ๑๑.๕๕ ม. สว่ นทเี่ หลอื
๓.๔๕  ม.กอ่ สร้างเป็นทางเทา้  ปดู ว้ ย Concrete Slab Block ขนาด ๐.๔oxo.๔๐x๐.๔๐ ม. ใตท้ างเท้า
มที อ่ ระบายนำ้�  ขนาด  ๑.๒๐ ม. ทกุ ๆ ระยะ ๑๕.๐๐ ม. บรษิ ทั ครสิ เตยี นนี และนลิ เสน็ (ไทย) จาํ กดั (มหาชน)
เป็นผู้รับจ้าง โดยใช้เงินกองโครงการเงินกู้และเงินช่วยเหลือ เงินงบประมาณ ๘๖๙,๘๓๒,๖๖๗.- บาท
งานแลว้ เสร็จเมอ่ื เดอื นมกราคม  ๒๕๔๗
๑.๔ ทางหลวงหมายเลข  ๐๔๐๘  ๐๑๐๐  ตอนหวั ถนน - เฉลิมพระเกยี รติ
ทางหลวงหมายเลข  ๐๔๐๘  ๐๑๐๐  เริ่มต้นจาก  กม.๐+๒๘๔  บา้ นหัวถนน ต�ำบลท่าเรือ
อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช ผา่ น มว่ งงาม, ทา่ เรอื , พงั สงิ ห,์ เกยี กกาย, จงั หนู , แคสงู , หมน, ไมแ้ ดง, ชะเมา
ตาํ บลทา่ เรอื อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช  ต.ทางพนู ,  วัดจันทร์,  ดอนตรอ,  สระไคร,  หนองหม้อ  สิ้นสดุ
ท่ีบ้านสวนหลวง อ�ำเภอเฉลิมพระเกียรติ  กม.๒๘+๗๒๑ รับมอบจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เม่ือ ๒๕
เมษายน ๒๕๑๒ สภาพทางเดิมเป็นถนนดินเหนียวและดินปนทราย  คันทางกว้าง ๖.๐๐ม. - ๑๐.๐๐ ม.
ผวิ จราจรกวา้ ง ๖.๐๐ ม. - ๑๐.๐๐ ม.  เขตทางกวา้ งขา้ งละ  ๑๐.๐๐  ม. ซง่ึ อาํ เภอไดข้ อความรว่ มมอื จาก
ราษฎรอุทิศท่ีดินเพ่ือทําเป็นถนนกว้าง ๒๐.๐๐ ม. (แต่ไม่มีหลักฐานการอุทิศ) เริ่มสร้างเป็นทางลําลอง
ถึงอําเภอระโนด ในปีงบประมาณ ๒๕๑๒ และในปี  ๒๕๑๒ แขวงการทางนครศรีธรรมราชได้ขออนุมัติ
จดั กรรมสทิ ธทิ์ ่ีดิน ดงั นี้
เขตทาง  กม.๐๐+๒๘๔ - กม.๐+๕๐๐  เขตทางกว้างข้างละ  ๑๐.๐๐  ม. กม.๐+๕๐๐ -
กม. ๐+๔๗๕  เขตทางด้านขวาทาง  ๓๕.๐๐  ม.  ด้านซ้ายทาง ๑๕.๐๐ ม. กม.๑๐+๔๗๕ - กม.๐+๗๐๖
เขตทางดา้ นขวาทาง  ๒๐.๐๐  ม. ด้านซา้ ยทาง ๑๕.๐๐ ม. กม.๑+๗๐๖ - กม.๑๐+๗๓๑  เขตทางดา้ นขวา
ทาง ๓๕.๐๐  ม. ดา้ นซา้ ยทาง  ๑๕.๐๐  ม. กม.๑๐+๗๓๑ - กม.๑๑+๑๐๙ เขตทางดา้ นขวาทาง  ๒๐.๐๐ ม.
ดา้ นซ้ายทาง ๑๕.๐๐ ม.
กม.๑๑+๑๐๙ - กม.๑๓+๙๒๑  เขตทางดา้ นขวาทาง  ๓๕.๐๐  ม. ด้านซา้ ยทาง  ๑๕.๐๐ ม.
จาก  กม.๑๓+๙๒๑  บ้านไม้แดง  ตําบลท่าเรือ  อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช  ผ่านบ้านชะเมา  ทางพูน
วัดจันทร์  ดอนตรอ  สระไคร  หนองหม้อ  ตําบลสวนหลวง  เชียรเขา  อําเภอเมือง  เฉลิมพระเกียรติ
สนิ้ สดุ ที่  กม.๓๓-๔๒๑  บ้านบ่อลอ้  ตาํ บลแมเ่ จา้ อย่หู ัว  อําเภอเฉลิมพระเกยี รติ  รับมอบจากแขวงการทาง
พทั ลงุ  เมอ่ื วนั ท่ี  ๗  ตลุ าคม  ๒๕๔๗  ชนดิ ผวิ ทาง  AC. กวา้ ง ๖.๐๐ ม. ไหลท่ างลาดยางกวา้ งขา้ งละ ๒.๐๐ ม.
ระหว่าง  กม.๑๓+๙๒๑ - กม.๓๓+๕๐๐ ความกว้างผิวทาง ๒ ช่องจราจร,กม.๓๓+๕๐๐- กม.๓๓+๙๒๑
ความกวา้ งผวิ ทาง  ๔  ช่องจราจร

105

เขตทาง
- กม.๑๓+๙๒๑ - กม.๑๕+๒๐๐ ดา้ นขวาทาง ๓๕.๐๐ ม. ดา้ นซา้ ยทาง ๑๕.๐๐ ม.
- กม.๑๕+๒๐๐ - กม.๑๕-๗๘๐ ดา้ นขวาทาง ๑๐.๐๐ ม. ดา้ นซา้ ยทาง ๑๐.๐๐ ม.
- กม.๑๕+๗๘๐ - กม.๒๘+๗๒๑ ดา้ นขวาทาง ๓๕.๐๐ม. ด้านซ้ายทาง ๑๕.๐๐ ม.

ปี  ๒๕๔๙ - เข้าโครงการขยายทางหลวงเป็น ๔ ช่องจราจร ระหว่าง กม.๐+๒๘๔ - กม.
๑๙+๔๐๐  ระยะทางประมาณ  ๑๙.๕๑๒  กม. วงเงนิ งบประมาณ  ๔๘๖,๕๗๙,๐๐๐.-  บาท  บรษิ ทั เอ เอส
แอสโซซิเอทเอนจิเนียร่ิง  (๑๙๖๔) เป็นผู้รับจ้าง งานแล้วเสร็จเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เข้าโครงการ
กอ่ สรา้ งขยายทางหลวงออกเปน็  ๔  ชอ่ งจราจร  ระหวา่ ง  กม.๑๙+๔๐๐ - กม.๒๘+๗๒๑  ระยะทางประมาณ
๙.๓๒๑  กม. กอ่ สรา้ งโดย หจก.ไทพพิ ฒั น์ เรมิ่ ดาํ เนนิ การกอ่ สรา้ งตามสญั ญา ๗ สงิ หาคม ๒๕๕๓ งานแลว้ เสรจ็
เมื่อวันที่  ๒  ตุลาคม  ๒๕๕๖

ปี  ๒๕๕๖ - เปลย่ี นชอ่ื สายทางใหม่ และ กม.ใหม่เปน็ ทางหลวงหมายเลข ๐๔๐๘  ๐๑๐๑
ตอนหัวถนน - เฉลมิ พระเกียรติ  ระหวา่ ง  กม.๐+๒๕๐ - กม.๒๘+๗๒๑

๑.๕ ทางหลวงหมายเลข  ๔๑๐๓  ๐๑๐๒  ตอนเบญจม - จังหูน
ทางหลวงหมายเลข  ๔๑๐๓  ๐๑๐๒  เรมิ่ ตน้ ท่ี  กม.๑๕+๗๙๙ บา้ นทงุ่ แย้ ต.โพธเ์ิ สดจ็ อ.เมอื ง
ผา่ นบา้ นนาปา่ ,  นำ้� รอบ,  หนองเข,้  พระเพลง,  นาพร,ุ  สาคู  สนิ้ สดุ  ท่ี กม.๓๐+๗๗๔ บา้ นจงั หนู ตาํ บลทา่ เรอื
อาํ เภอเมอื ง  นครศรธี รรมราช  ศนู ยส์ รา้ งทางสงขลารบั มอบทางไปเพอ่ื บรู ณะกอ่ สรา้ ง ระหวา่ ง กม.๒๒+๖๙๙
- กม.๓๐+๗๗๙  เป็นทางมาตรฐานชั้น  ๑  ผวิ จราจร AC.กว้าง ๗.๐๐ ม. ไหลท่ างกว้างขา้ งละ ๒.๕๐ ม.
เขตทางด้านขวาทาง  กวา้ ง  ๓๐.๐๐  ม. เม่อื วนั ท่ี  ๒๐  กรกฎาคม  ๒๕๔๒  และศูนยฯ์ ก่อสรา้ งแลว้ เสรจ็
ส่งคืนแขวงฯ บํารุงดูแลรักษาเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ สํานักวางแผนฯ ได้เข้าระบบหมายเลข
ทางหลวงเป็นทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๓  ๐๒๐๐ เม่ือวันท่ี ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ สภาพทางปัจจุบัน
(ปี ๒๕๖๐) ระหวา่ ง กม. ๑๕+๗๙๙ – กม.๒๒+๖๙๙ มาตรฐานทางชัน้ พิเศษ ๔ ชอ่ งจราจร ผิวจราจร AC
กวา้ ง ๗.๐๐ ม. ไหลท่ าง AC. ดา้ นในกวา้ ง ๑.๕๐ ม. ดา้ นนอก กวา้ ง ๒.๕๐ ม. มเี กาะกลางและรอ่ งระบายนำ�้
เป็นช่วง ๆ และระหว่าง กม.๒๒+๖๙๙ - กม.๓๐+๗๗๙ มาตรฐานทางชั้น ๑ ชนิดผิวจราจร AC. กว้าง
๗.๐๐ ม. ไหล่ทาง AC. กว้างข้างละ ๒.๕๐ ม.

๑.๖ ทางหลวงหมายเลข  ๔๑๐๓  ๐๑๐๑  (เดิม  ๔๑๐๓  ๐๑๐๐)  ตอนปากพูน - เบญจม
ทางหลวงหมายเลข ๔๑๐๓  ๐๑๐๑ ตอน ปากพนู - เบญจม เรมิ่ ตน้ ที่ กม.๐+๐๐๐ บา้ นบางปู
ต�ำบลปากพูน อ�ำเภอเมือง ผ่านบ้านโต๊ะช่วย บ่อตาพัน กําแพงถม ม่วงปลายแขน นาทราย นาเคียน
สิ้นสุดท่ี กม.๑๓+๖๙๙ บ้านคลองดิน ต.นาเคียน อ.เมือง ถนนสายนี้ก่อสร้างเม่ือปี ๒๕๑๔ - ๒๕๑๗
ผวิ จราจร AC. กว้าง ๖.๐๐ ม. ไหลท่ าง AC, กว้างข้างละ ๒.๐๐ ม.  สองช่องจราจร มาตรฐานทาง ชัน้ ๓
(๖/๑๐) กองบาํ รุง ได้ขึ้นทะเบยี นเปน็ ทางบํารุงเมือ่ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๑๗
ปี  ๒๕๓๙ - ศนู ยส์ ร้างทางสงขลาได้ขอรบั มอบจาก กม.๐+๐๐๐ - กม.+-๘๕๐ ระยะทาง
๙.๘๕๐  กม. เพ่อื กอ่ สร้างเปน็ มาตรฐานทางชัน้ พเิ ศษ ๔ ช่องจราจร ผิวจราจร AC. กว้างช่องละ ๓.๕๐ ม.
ไหล่ทาง AC. ด้านนอกกว้าง ๒.๕๐ ม. ด้านในกว้าง ๑.๕๐ ม. ระยะห่างจากจุดกึ่งกลางของถนนห่างกัน
๒๗.๐๐ ม. แล้วเสร็จเม่ือวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ ส่งมอบสายทางคืนแขวงฯ เม่ือวันท่ี ๒๖ เมษายน

106

๒๕๔๓ เขตทางกวา้ งข้างละ ๔๐.๐๐ ม. ตลอดสาย (ได้จากการจดั กรรมสทิ ธ์ิ พรฎ. เวนคนื ) และกองบาํ รุง
ไดร้ บั มอบขึ้นเป็นทางบํารงุ เมอื่ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ปี ๒๕๕๓ - กม.๑๐+๙๐๐ – กม.๑๕+๑๕๐ และ กม.๑๕+๖๕๐ - กม.๒o+๓๕๖ ระยะทาง
ประมาณ ๘.๔๕๖ กม. (สว่ นท่ี ๑) กอ่ สรา้ งขยายทางออกเปน็ ๔ ชอ่ งจราจร วงเงนิ คา่ กอ่ สรา้ ง ๒๓๖,๙๗๑,๘๑๐.-
บาท ก่อสร้างโดยบริษัท เอส.เอส.ซี.คอนสตร๊ัคช่ัน จํากัด เป็นผู้รับจ้าง เร่ิมดําเนินการตามสัญญา
๒๐  มกราคม  ๒๕๕๓ และ สิ้นสดุ สญั ญา ๔ มกราคม ๒๕๕๕, กม.๒๐+๙๐๐ - กม.๒๒+๗๐๐ และ กม.
๒๓+๑๒๐ - กม.๒๔+๕๕๐ ระยะทางประมาณ ๓.๒๓o กม. (ส่วนท่ี ๒) ก่อสร้างขยายทางออกเป็น ๔
ช่องจราจร  วงเงินคา่ ก่อสร้าง ๖๘,๖๘๘,๑๐๐.- บาท กอ่ สร้างโดยบรษิ ัท เอส.เอส.ซ.ี คอนสตรัค๊ ช่นั จํากัด
เป็นผูร้ ับจา้ ง เรม่ิ ดําเนินการตามสัญญา ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓ และส้ินสดุ สญั ญา ๒๑ มกราคม ๒๕๕๕
ปี ๒๕๕๖ - บรษิ ทั เอส.เอส.ซ.ี คอนสตรคั๊ ชนั่ จาํ กดั ไดท้ าํ การกอ่ สรา้ ง ระหวา่ ง กม. ๒๐+๙๐๐
- กม.๒๒+๗๐๐ และ กม.๒๓+๑๒๐ - กม.๒๔+๕๕๐ ระยะทางประมาณ ๓.๒๓๐ กม. (สว่ นที่ ๒) แลว้ เสรจ็
ส่งมอบงานเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ และได้ทําการก่อสร้างระหว่าง กม.๑๐+๙๐๐ - กม.๑๕
+๑๕๐ กม. (สว่ นท่ี ๒) แลว้ เสรจ็ ๒๕ กม. (สว่ นที่ ๑) แลว้ เสรจ็ สง่ มอบงานเมอื่ วนั ท่ี ๑๔  กรกฎาคม  ๒๕๕๖
กม.๑๕+๖๕๐ - กม.๒o+๓๕๖ ระยะทางประมาณ ๘.๙๕๖ กม. (ส่วนท่ี ๑) แล้วเสร็จ ส่งมอบงานเม่ือ
วันท่ี ๑๙ มถิ ุนายน ๒๕๕๖ มาตรฐานทางเปน็ ชน้ั พิเศษขนาด ๔ ชอ่ งจราจร ชนิดผวิ ทาง AC. ๒ ชั้น หนา
ชัน้ ละ ๕ ซม. กวา้ ง ๗.๐๐ ม. ไหลท่ าง AC. ดา้ นนอกกวา้ ง ๒.๕๐ ม. ดา้ นในกวา้ ง ๑.๕๐ จากการปรับปรงุ
ระบบหมายเลขทางหลวงใหมเ่ ปน็ ทางหลวงหมายเลข ๔๑๐๓๐๑๐๐ ตอนนาพรุ - ปากพนู ระหวา่ ง ๐+๐๐๐
- กม.๒๔+๗๙๙ ไดแ้ บ่งเปน็ ๒ ตอนควบคุม คอื ทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๓o๑๐๑ ตอนปากพูน - เบญจม
ระหว่าง กม.๐+๐๐๐ - กม.๑๓+๖๙๙ ระยะทาง ๑๓.๖๙๙ กม. และทางหลวงหมายเลข ๔๑o๓o๑o๒
ตอนเบญจม - จังหูน ระหว่าง กม.๑๕+๗๙๙ - กม.๓๒+๘๗๙ ระยะทาง ๑๗.๐๘๐ โดยรวมกับทางหลวง
หมายเลข ๔๑๐๓๐๒๐๐  ตอนนาพรุ - จงั หนู  ระยะทาง ๘.๐๘๐ กม. (เดมิ )  
๑.๗ ทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑๖  ๐๑๐๑  ตอนนครศรีธรรมราช - พรหมครี ี
ทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๖  ๐๑๐๐ เริ่มตน้ ท่ี กม.๐+๓๕๒ บา้ นยวนแหล ตําบลโพธิ์เสด็จ
ผา่ นบา้ นทา่ งว้ิ  สนิ้ สดุ ที่  กม.๘+๗๖๕  บา้ นตาล  ตาํ บลทา่ งว้ิ  อาํ เภอเมอื ง  ไมม่ หี ลกั ฐานการไดม้ าวา่ รบั มอบ
มาจากหน่วยงานใด  เดมิ ผวิ จราจร  UN.Std.P.M.กว้าง ๖.๐๐ม. ตอ่ มาปี  ๒๕๒๙  กองกอ่ สร้างทางหลวง
จงั หวดั ไดว้ ่าจา้ งใหบ้ ริษทั ชวี ิล เอ็นจิเนียร่งิ จํากดั  ทําการบูรณะและก่อสร้าง  โดยขยายผิวจราจรระหวา่ ง
กม.๐+๓๕๒ - กม.๒+๐๐๐ เป็นผิวคอนกรีต ๖ ช่องจราจร กว้างช่องละ ๓.๕๐ ม. ไหล่ทางกว้างข้างละ
๐.๓๕ ม.  เกาะกลางกว้าง  ๕.๕๐ ม. ทางเทา้ กว้างข้างละ  ๔.๖๐  ม. และ กม.๒+๐๐๐ - กม.๔+๕๓๘.๘๗๐
ผิวจราจร AC. กว้าง ๗.๐๐ ม. ไหล่ทางกว้างข้างละ ๑.๕๐ ม. เงินงบประมาณ ๗๔,๗๒๘,๘๗๕.- บาท
โดยเรม่ิ กอ่ สรา้ งตามสญั ญาวนั ท่ี  ๑๐  กรกฎาคม  ๒๕๒๙  และงานแลว้ เสรจ็ ตามสญั ญาวนั ที่  ๓๐ พฤษภาคม
๒๕๓๑  
ปี  ๒๕๓๔  ศูนย์สร้างทางสุราษฎร์ธานีขอรับมอบทางจาก  กม.๔+๕๓๕ – กม.๘+๗๖๐
เพื่อขยายผิวจราจรเปน็  ๗.๐๐  ม. ไหล่ทางกว้างขา้ งละ ๒.๕๐ ม. เม่อื วนั ที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๔ กอ่ สรา้ ง
แลว้ เสรจ็ สง่ มอบใหแ้ ขวงฯ ดแู ลบาํ รงุ รกั ษาเมอื่ วนั ที่  ๒๕  มถิ นุ ายน  ๒๕๓๖  ปี  ๒๕๓๘  เทศบาลฯ ขอรบั มอบ
ไปบํารุงดูแลรักษาระหว่าง กม.๐+๓๕๒ – กม.๔+๕๓๕.๘๗ และต่อมาแขวงฯ ได้เป็นตัวแทนกรมฯ

107

โอนมอบทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๖ ระหวา่ ง กม.๐+๓๕๒ – กม.๕+o๖๐ ระยะทาง ๔.๗๐๘ กม. (ไม่มี
หลักฐานการส่งมอบ)
- สภาพทางปัจจบุ ัน  กม.๕+o๖o - กม.๘+๗๖๕  ชน้ั ทางพิเศษชนิดผวิ จราจร  Conc. กว้าง
๗.๐๐  ม. ไหลท่ าง  AC  กวา้ งขา้ งละ  ๒.๕๐  ม. ระหวา่ ง กม.๑๓+๕oo - กม.๑๔+๖๗๕ ชนั้ ทางพเิ ศษชนดิ
ผิวจรจร AC. กว้าง ๗.๐๐ ม. ไหล่ทาง AC. กว้างข้างละ ๒.๕๐ ม. และ กม.๑๔+๖๗๕ - กม.๑๘+๗๒๙
มาตรฐานทางชั้น  ๓  ชนดิ ผิวทาง  AC  กวา้ ง  ๗.๐๐  ม.  ไหลท่ าง  AC.  กว้างขา้ งละ  ๒.๐๐  ม.
๑.๘ ทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑๕  ๐๑๐๐  ตอนบา้ นตาล - เขาธง
ทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑๕  ๐๑๐๐  เรม่ิ ตน้ ที่  กม.๐+๐๐๐  บา้ นตาล  ตาํ บลทา่ งว้ิ  อาํ เภอเมอื ง
ผา่ นบา้ นวงั กอ้ ง  ปากปา้ ย  สนั ยงู  ทา่ ใหญ่  ศาลาสงั กะสี ทงุ่ ควน บา้ นตลาด  เขาแกว้  คนั เบด็  ครี กี นั ทร์
บา้ นรอ่ น  สน้ิ สดุ ท่ี  กม.๒๔+๐๗๐ บา้ นเขาธง ตาํ บลชา้ งกลาง อาํ เภอชา้ งกลาง รบั มอบจากจงั หวดั นครศร-ี
ธรรมราช  โดยมเี ขตทางกวา้ งขา้ งละ  ๑๕.๐๐  ม. ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศเปน็ ทร่ี าบสงู ขา้ งทางเปน็ สวนผลไม้
สวนยางพาราและนาข้าว  มบี า้ นเรอื นราษฎรอยูส่ องขา้ งทาง  แขวงฯ ได้ดแู ลบาํ รงุ รกั ษาตลอดมา  ผวิ ทาง
ชนิด  DST. กว้าง ๖.๐๐ ม. ไหลท่ างลูกรังกว้างข้างละ ๑.๕๐ ม.
ปี  ๒๕๔๓  กรมทางหลวง โดยสํานักก่อสร้างที่ ๓ ได้ว่าจ้างให้บริษัท กรุงเทพคอนกรีต
(๑๙๘๙) จาํ กดั  ทาํ การบรู ณะปรบั ปรงุ เปน็ มาตรฐานทางชนั้ ๑ ระหวา่ ง กม.๐+๐๐๐ - กม.๑๓+๐๐๐ ระยะทาง
๑๓.๐๐  กม. ผวิ จราจรกวา้ ง  ๗.๐๐  ม. ไหลท่ างกวา้ งขา้ งละ  ๒.๕๐  ม. เงนิ งบประมาณ ๖๕,๗๐๘,๙๔๐ บาท
เรม่ิ งานตามสญั ญา  ๙  เมษายน  ๒๕๔๓  งานแลว้ เสรจ็  ๓๐  กนั ยายน  ๒๕๔๔  สภาพทางปจั จบุ นั  กม.๑๑+๒๐๐-
กม.๑๓+๗๒๗ มาตรฐานทางช้นั พเิ ศษ ๔ ชอ่ งจราจร ชนดิ ผวิ ทาง AC. กวา้ ง ๗.๐๐ ม. ไหลท่ าง AC. กวา้ ง
ข้างละ ๒.๕๐ ม. และระหว่าง กม. ๐+๐๐๐ - กม.๑๑+๒๐๐, กม.๑๓+๗๒๗ - กม.๒๔+๐๗๐ มาตรฐาน
ทางช้ัน ๑ ชนดิ ผวิ จราจร AC. กวา้ ง ๗.๐๐ ม. ไหล่ทาง AC. กวา้ งขา้ งละ ๒.๕๐ ม.
๑.๙ ทางหลวงหมายเลข  ๔๑๐๓  ๐๑๐๐  ตอนนครศรธี รรมราช - ปากพนัง
ทางหลวงหมายเลข  ๔๑๐๓  ๐๑๐๐  เรมิ่ ตน้ ท่ี  กม.๐+๑๐๐  บา้ นพกั ครู  ตาํ บลปากนคร (RT.),
ท่าเรือ (LT) อําเภอเมือง ผ่านบ้านหัวตรุด ถนนคต บางพุทรา มะขามเรียง หนองนก บางจาก
เกาะเสือ บ้านเปียะ คลองน้อย บางสระ เสม็ดเอน คลองขุด หอยราก บางหญ้า บางปรง บางกรูด
สิ้นสุดท่ี กม.๓๕+๖๓๖ (ไม่มีหลักฐานยืนยัน) บ้านเนินตาข้า ตําบลบางพระ อําเภอปากพนัง รับมอบ
จากจงั หวดั นครศรีธรรมราชเม่ือประมาณ  พ.ศ. ๒๔๙๖
ปี  ๒๕๓๐ - วันท่ี ๑๒ มีนาคม ๒๕๓๐ กรมทางหลวง โดยแขวงการทางนครศรีธรรมราช
ได้ว่าจ้างบริษัท เสริมสงวนก่อสร้าง จํากัด ทําการก่อสร้างในวงเงินงบประมาณ ๗๙,๐๕๙,๐๐๐.- บาท
กอ่ นการกอ่ สรา้ งไม่มมี าตรฐานทาง พืน้ ถนนเดมิ เป็นดนิ เหนยี ว  ไมม่ ีช้นั ลูกรงั  คงมีแต่หินใหญแ่ ละผิวทาง
เปน็  PENTRATION MACADAM  หนาประมาณ  ๓๐ - ๔๐ ซม.  กวา้ งประมาณ  ๕.๘  ม. - ๖.๐๐ ม.  คนั ทาง
กวา้ ง  ๘.๐๐  ม. - ๑๐.๐๐  ม.  โดยทาํ การบรู ณะเปน็ ทางมาตรฐานผวิ จราจรเปน็  AC.  หนา  ๐.๐๕  ม. กวา้ ง
๖.๐๐  ม.  และลาดผวิ ทางอกี ขา้ งละ  ๐.๓๐  ม. บนคนั ทางกวา้ ง  ๑๐.๐๐  ม. ไหลท่ างแบบ  SA.  กวา้ ง ๒.๐๐ ม.
พ้นื ทางหินคลกุ หนา  ๐.๒๐  ม. รองพืน้ ทาง (SUBBASE) หนา ๐.๑๕ ม. ชนั้ ล่าง (SAND) หนา ๐.๔๐ ม.
กอ่ สรา้ งแล้วเสร็จเมือ่ วนั ท่ี  ๙  เมษายน  ๒๕๓๓

108

๒.  ถนนในความควบคมุ ของแขวงทางหลวงชนบทนครศรีธรรมราช

๒.๑ ทางหลวงชนบหมายเลข  นศ.๓๐๔๙  แยกทางหลวงหมายเลข  ๔๐๘  (กม.ที่ ๔+๐๐๐)
บ้านหนองนก อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผิวลาดยาง ระยะทาง ๘.๐๗๐ กม. ผ่านหมู่บ้าน
บา้ นพังสงิ ห์  บ้านท้าวราษฎร์  บ้านหนองหนอน  บ้านบางเตย  บา้ นทา่ สะท้อน  และบ้านหนองนก
๒.๒ ทางหลวงชนบทหมายเลข  นศ.๓๐๕๘  แยกทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑ (กม.ที่ ๐+๗๐๐)
บ้านนอกท่า  อ�ำเภอเมือง  อ�ำเภอพรหมคีรี  จังหวัดนครศรีธรรมราช  ผิวจราจรลาดยาง  กม.๒+๗๗๕
ถึง ๑๕+๒๗๐.๐๐๐ และผิวจราจรคอนกรีต กม.๐+๐๐๐ ถึง ๒+๗๗๕ ระยะทางรวม ๑๕,๒๗๐ กม.
ผ่านหมู่บ้าน บ้านท่าแพ บ้านน�้ำแคบ บ้านพ่อตาพัน บ้านเกาะ บ้านนา บ้านหัวโพธ์ิ บ้านท่าข้ามล่าง
บา้ นท่าข้ามบน  บา้ นนาเสน  บา้ นเบกิ  และบา้ นนอกท่า
๒.๓ ทางหลวงชนบทหมายเลข  นศ.๓๑๐๙  แยกทางหลวงหมายเลข  ๔๐๓  (กม.ที่ ๔+๔๐๔)
ถนนเทวบุรี อ�ำเภอพระพรหม อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผิวจราจรลาดยาง ๐+๐๐๐ ถึง
๖+๓๗๑.๐๐๐  ระยะทางรวม  ๖.๓๗๑  กม. ผ่านหมู่บ้านวังวัว  บ้านมะม่วงสองต้น  และบ้านโพธิ์เสด็จ
(เป็นถนนเลยี บรางรถไฟชว่ งสถานวี งั ววั  - สถานนี ครศรธี รรมราช)
๒.๔ ทางหลวงชนบทหมายเลข  ๔๐๒๐  แยกทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑๓  (กม.ที่ ๘+๐๕๐) -
บา้ นบางทา่ พระ  อำ� เภอเมอื ง  อำ� เภอปากพนงั  จงั หวดั นครศรธี รรมราช  ผวิ จราจรลาดยาง  ๒๓.๖๗๖  กม.
ระยะทางรวม  ๒๓.๖๗๖  กม. ผา่ นหมบู่ ้านบางพทุ รา  บา้ นบางใหญ่  บ้านปากทะเล  บา้ นหลา บ้านคดเนนิ
 บา้ นเกาะนางโดย  บา้ นเปยี ะลา่ ง  บา้ นบางลึก  บ้านบนเนิน  และบา้ นบางทา่ พระ
๒.๕ ทางหลวงชนบทหมายเลข  นศ.๔๐๓๗ แยกทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๓ (กม.ท่ี ๒+๕๐๐)
- บ้านศาลาบางปู  อำ� เภอเมอื ง  จงั หวัดนครศรธี รรมราช  ผิวจราจรลาดยาง  ระยะทางรวม  ๑๒.๐๕๖  กม.
ผ่านหมู่บ้าบางโตย บ้านนาคันธง บ้านคลองถ่าน บ้านบางขัน บ้านปากน�้ำเค็ม และบ้านท่าแพ เช่ือมต่อ
ถนนเฉลิมพระเกียรติ
๒.๖ ทางหลวงชนบทหมายเลข  นศ.๔๐๕๘  แยกทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑๓  (กม.ที่ ๕+๕๕๐)
- บ้านนางพระยา  อำ� เภอเมือง  จงั หวดั นครศรีธรรมราช  ผวิ จราจรลาดยาง  ระยะทางรวม  ๙.๓๗๒  กม.
ผ่านหมบู่ า้ น  บา้ นถนนคด  บา้ นบางกระบือ  บา้ นบางหลวง  บา้ นบางพระยา  และบ้านโคกธิฐี
๒.๗ ทางหลวงชนบทหมายเลข  นศ.๔๐๙๗  แยกทางหลวงหมายเลข  ๔๑๐๓  (กม.ท่ี ๑๐+๕๕๐)
- บา้ นวดั ชนั  ผิวจราจรลาดยาง  ระยะทางรวม  ๑๑.๑๗๘  กม. ผา่ นหมบู่ ้าน  บ้านตลาดช้อย  บ้านนาเคยี น
บา้ นทา่ ดี  และบา้ นวัดชัน
๒.๘ ทางหลวงชนบทหมายเลข นศ.๕๐๒๘ แยกถนนพัฒนาการคูขวาง (กม.ท่ี ๓+๙๐๐)
- บา้ นนาวง ผวิ จราจรลาดยาง ระยะทางรวม ๘.๑๒๙ กม. ผา่ นหม่บู า้ นปา่ เหลา้ บา้ นคนั ธง  บา้ นวดั หวั นอน
บา้ นวดั โบสถ์  บา้ นคลองท่าน  และบ้านนาวง

๓.  ถนนในความควบคุมของส�ำนกั งานโยธาธกิ ารและผงั เมืองจงั หวดั นครศรธี รรมราช

๓.๑ ถนนพุทธภูมิ  เป็นถนนตามโครงการเช่ือมโยงการท่องเท่ียวทางวัฒนธรรม ก่อสร้างถนน
พทุ ธภมู  ิ- ปากพู - นาพรุ  ถงึ นครศรธี รรมราช  สนบั สนนุ การนำ� เสนอวดั พระมหาธาตวุ รมหาวหิ ารเปน็ มรดกชาติ
มรดกโลก กอ่ สรา้ งถนนลาดยางตามแนวคลองชลประทาน (ฝง่ั ซา้ ยและฝง่ั ขวา)  ผวิ จราจรแอสฟลั ตกิ คอนกรตี

109

ขนาดกวา้ ง  ๖.๐๐  ม. ไหล่ทางกวา้ ง ๑.๕๐  ม.  (๔ ชอ่ งจราจร)  เชือ่ มถนนศรธี รรมราช  (ในเขตเทศบาล
นครนครศรธี รรมราช)  กบั ทางหลวงชนบทหมายเลข นศ.๓๑๐๙  ระยะทางรวม  ๒.๒๓๔  กโิ ลเมตร  ตอ่ มา
สำ� นักงานโยธาธิการและผงั เมืองจังหวดั นครศรีธรรมราช  ไดส้ ่งมอบทรพั ย์สนิ ใหเ้ ทศบาลนครศรีธรรมราช
บ�ำรุงรกั ษา เมอ่ื วนั ท่ี ๑๑ กนั ยายน ๒๕๖๐

๔.  ถนนในความควบคุมของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช

ถนนในเมอื งนครศรธี รรมราชยงั มถี นนสายสน้ั  ๆ อกี หลายสายซงึ่ ตดั จากตวั เมอื ง  เช่น  ทางทศิ เหนอื
ถงึ ทา่ แพ  ทางทศิ ใตถ้ งึ หวั มนี า  (ตาํ บลทา่ เรอื )  ทางทศิ ตะวนั ตกไปถงึ ยวนแหลและบา้ นตาล  และอกี สายหนงึ่
แยกไปทางหนองเป็ด (อ�ำเภอร่อนพิบูลย์)  และด้วยเหตุแห่งการขยายชุมชนออกไป ปัจจุบันจึงมีถนน
หลายสาย  ไดร้ ับการตง้ั ช่ือเพื่อสะดวกแกก่ ารเรียกขาน  และเพอื่ เปน็ อนุสรณ์ในลกั ษณะตา่ ง ๆ ซึ่งจำ� แนก
ไดด้ ังนี้
๑. ถนนอนุสรณเ์ สน้ ทางเสด็จพระราชดาํ เนิน
๒. ถนนอนสุ รณแ์ กบ่ คุ คลส�ำคญั
๓. ถนนอนุสรณส์ ถานทีเ่ คยเปน็ ประตเู มือง
๔. ถนนอนสุ รณ์วถิ ีชีวติ วฒั นธรรม
๕. ถนนอนุสรณใ์ นสถานท่วี ัดรา้ ง
ถนนเหลา่ นมี้ เี สน้ ทางเชอ่ื มโยงกนั เพอ่ื สญั จรของชาวเมอื ง  เปน็ สำ� คญั  จงึ นาํ มาบนั ทกึ ไว้  ดงั ตอ่ ไปนี้
๔.๑ ถนนอนุสรณเ์ สน้ ทางเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ  
๔.๑.๑ ถนนราชดาํ เนนิ เปน็ เสน้ ทางจราจรสายหลกั ของอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช สรา้ ง
เมื่อ  พ.ศ. ๒๕๓๑  โดยตัดขึ้นตามแนวสนั ทราย  เรมิ่ จากบา้ นทา่ แพผา่ นคา่ ยวชริ าวธุ  (ภายในคา่ ยวชริ าวธุ
เปลยี่ นเปน็ ถนนเสนาณรงค ์- ปจั จบุ นั )  สนามกฬี ากลางจงั หวดั นครศรธี รรมราช  ยา่ นการคา้ ทา่ วงั  ตลาดแขก
คลองหน้าเมือง  ซ่ึงเป็นคูเมืองด้านทิศเหนือ  สะพานนครน้อยเข้าสู่เขตเมืองเก่านครศรีธรรมราชทาง
ประตูชัยศักดิ์ ผ่านใจกลางเมืองเก่าและสถานท่ีสําคัญของเมือง  เช่น  หอพระอิศวร  หอพระนารายณ์
วดั พระมหาธาตวุ รมหาวิหาร เป็นต้น ผ่านส่ีแยกประตูไชยสิทธิ์ ซ่ึงเคยเป็นประตูเมืองเก่าด้านทิศใต้ ผ่าน
คลองปา่ เหลา้ ซงึ่ เปน็ คเู มอื งดา้ นทศิ ใต้  ผา่ นคลองสวนหลวงซงึ่ เปน็ คเู มอื งพระเวยี ง  ผา่ นวดั สวนหลวงตะวนั ตก
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านศรีธรรมราช ข้ามคลองคูพายซ่ึงเป็นคูเมืองด้านทิศใต้ของเมืองพระเวียง
ผา่ นโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช  ไปสดุ ถนนทีส่ ่แี ยกศาลามีชยั  เนอ่ื งจากเปน็ ถนนสายที่ตดั ผ่าน
กลางใจเมอื ง  ประชาชนจึงเรยี กถนนสายน้อี ีกชอื่ หนง่ึ ว่า  “ถนนกลาง”
ตามบันทึกการร้ือถอนกําแพงเมืองบอกว่า พ.ศ. ๒๔๓๑ พระยาสุขุมนัยวินิต
(ปน้ั  สุขุม) ข้าหลวงสมหุ เทศาภบิ าลสาํ เร็จราชการมณฑลนครศรธี รรมราช สง่ั การใหร้ อื้ ถอนกําแพงเมอื ง
ดา้ นทศิ ตะวนั ออก ทศิ ตะวนั ตก และทศิ ใต้  ซงึ่ อยใู่ นสภาพชาํ รดุ ทรดุ โทรมมาก นาํ อฐิ กำ� แพงดงั กลา่ วมาถม
ทาํ เปน็ ถนนตามแนวเดมิ ทเี่ ลยี บรมิ กาํ แพงเมอื งดา้ นใน  พรอ้ มกบั นำ� อฐิ กำ� แพงเมอื งเกา่ ทเี่ หลอื ไปทำ� พนื้ ถนน
สายนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประพาสนครศรีธรรมราช ๕ คร้ัง
คร้ังส�ำคัญคือ คือ พ.ศ. ๒๔๔๑ (ร.ศ.๑๑๗) และ พ.ศ. ๒๔๔๘ (ร.ศ.๑๒๔) ได้เสด็จพระราชดําเนินเข้ามา
ทางบ้านท่าแพ เนื่องจากคลองกว้าง  เดินทางสะดวกกว่าทางปากพญา ดังความจากพระราชหัตถเลขา

110

ถนนราชด�ำเนิน  (บริเวณสีแ่ ยกวัดคดิ )

ในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้  ครง้ั เสดจ็ ประพาสแหลมมลายู  ร.ศ. ๑๒๔  (พ.ศ. ๒๔๔๘)  วา่  “….วนั ท่ี 
๓ กรกฎาคม ได้ข้ึนเมืองนครทางปากกะพูน สายไปจน ๒ โมงเศษ น้�ำแห้งต้องเข็นไกล ข้ึนท่ีท่าแพมา 
ตามถนนราชดําเนิน ซึ่งได้ถมอิฐไปเกือบจะถึงท่าแพแล้ว เป็นถนนดี แต่ต้นประดู่ตอนนอกปลูกไม่ข้ึน 
แห้งนักยงั ไมร่ ม่ ศาลากลางย่าน ซ่งึ พระราชินีทําไวเ้ มอื ศก ๑๑๗ หมดจดสมบรู ณ์ดี ไดท้ ําพิธเี ปิดประตูป่า 
นอกตลาดทา่ วงั ตามแบบ ตง้ั แตข่ า้ มสะพานมาแลว้  มโี รงเรอื นเกดิ ขน้ึ ใหมม่ าก แตต่ กึ นอ้ ยเตม็ ที  เหตเุ พราะ 
ขัดดว้ ยทพั พสัมภาระ แตถ่ นนดีตน้ ไมร้ ่มตลอด...”
ดว้ ยเหตทุ ถี่ นนสายนเ้ี ปน็ เสน้ ทางเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ เม่ือ ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) จึงต้ังชอ่ื ถนนวา่  “ถนนราชดําเนิน” คงเปน็ ไปด้วย
เหตุผลน้ี  
๔.๒. ถนนอนุสรณ์แก่บุคคลสําคัญ
๔.๒.๑ ถนนราชนคิ ม  เป็นถนนสายส้นั  เชอ่ื มระหวา่ งถนนราชดาํ เนนิ บรเิ วณฌาปนสถาน
วัดชะเมา กับถนนพัฒนาการอ้อมค่าย ในท้องที่ตําบลท่าวัง อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช ต้ังตามนาม
อสิ รยิ ยศของเจา้ ผปู้ กครองเมอื งนครศรธี รรมราชทา่ นหนง่ึ คอื  “พระเจา้ ขตั ตยิ ราชนคิ ม สมมตมิ ไหศวรรย์
พระเจา้ นครศรีธรรมราช”
ผปู้ กครองเมอื งทา่ นนี้ เดมิ ชอ่ื “หน”ู พนื้ เพเปน็ ชาวภาคกลาง  เกดิ ปใี ดทใี่ ดไมป่ รากฏ
แนช่ ดั  เมอ่ื หนมุ่ รบั ราชการฝา่ ยในมบี รรดาศกั ดเ์ิ ปน็ “หลวงสทิ ธนิ ายเวร”  มหาดเลก็ ในสมเดจ็ เจา้ ฟา้ อทุ มุ พร
สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาตอนปลาย ตอ่ มายา้ ยมาดํารงตําแหน่งปลัดเมืองนครศรีธรรมราช  เป็นท่ีรู้จักกันในชื่อ
“พระปลัดหนู”

111

ในช่วงก่อนที่จะเสียกรุงครั้งที่สอง พระยาราชสุภาวดีเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
ถกู กลา่ วโทษ จงึ ถกู เรยี กตวั เขา้ ไปสอบสวนในกรงุ ศรอี ยธุ ยา พระปลดั หนจู งึ รกั ษาการเจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช
จนกระทั่งกรงุ ศรอี ยธุ ยาเสยี แกพ่ มา่ ใน  พ.ศ. ๒๓๑๐  พระยาราชสภุ าวดเี จา้ เมอื งนครศรธี รรมราชคนเดมิ หาย
สาบสญู ไป กรมการเมอื งนครศรธี รรมราชจงึ ยกปลดั หนขู น้ึ เปน็  “เจา้ ชมุ นมุ ”  ตงั้ ตนเปน็ อสิ ระ มอี าณาเขต
ปกครองตง้ั แต่เมืองชมุ พรตลอดไปถงึ หวั เมืองมลายู  เรียกว่า  “ชมุ นุมเจา้ นคร”
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งสามารถกู้อิสรภาพ
กรุงศรีอยุธยาได้สําเร็จ และจัดต้ังกรุงธนบุรีเป็นราชธานีเสร็จเรียบร้อย จึงยกทัพเรือลงมาปราบชุมนุม
เจา้ นครทม่ี พี ระปลดั หนเู ปน็ เจา้ ชมุ นมุ  พระปลดั หนเู หน็ เกนิ กาํ ลงั จะตอ่ สจู้ งึ หนลี งมายงั เมอื งสงขลา  เจา้ เมอื ง
สงขลาทราบขา่ วกองทพั เรอื ธนบรุ เี ขา้ ตเี มอื งนครแลว้  เหน็ วา่ เปน็ ภยั แกต่ นจงึ ไมย่ อมใหพ้ ระปลดั หนพู ำ� นกั
พระปลดั หนจู งึ หนไี ปยงั เมอื งปตั ตานี  เจา้ เมอื งปตั ตานเี หน็ จะเปน็ ภยั เชน่ เดยี วกบั เจา้ เมอื งสงขลา  จงึ จบั ตวั
พระปลัดหนูไปถวายสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช จงึ โปรดเกลา้ ใหส้ ่งตวั ไปควบคุมในกรงุ ธนบุรี ระหว่าง
รอสนิ้ มรสมุ  ไดท้ รงจดั ระเบยี บเมอื งนครศรธี รรมราช  และบรู ณะปชู นยี สถานวดั พระมหาธาตฯุ  และแตง่ ตง้ั
พระเจ้าหลานเธอ  เจา้ นราสุรยิ วงศ์เป็นเจา้ เมอื งนครศรธี รรมราชแทนพระปลัดหนู
๔.๒.๒ ถนนรามราชท้ายน�้ำ (หรือถนนวัดมุมป้อม) เป็นถนนสายสั้น เช่ือมระหว่างถนน
ศรธี รรมโศกกบั ถนนพฒั นาการคขู วาง  โดยตดั ขนานไปกบั คลองปากนคร  (คลองหนา้ เมอื ง)  ทางดา้ นทศิ เหนอื
ของวดั มุมป้อม  ในทอ้ งท่ตี าํ บลในเมอื ง  อําเภอเมอื ง  จงั หวัดนครศรธี รรมราช  ตง้ั ชือ่ ตามเจ้าเมอื งนครศรี-
ธรรมราชผหู้ นง่ึ  ซง่ึ ทาํ หนา้ ทป่ี อ้ งกนั เมอื งใหร้ อดพน้ จากการบกุ ปลน้ ของสลดั  “ตหุ ยงคตนะ”  ใน  พ.ศ. ๒๑๘๑
ชว่ งกรงุ ศรอี ยธุ ยาตอนกลาง  คอื  “พระรามราชท้ายนำ้� ”
“พระรามราชทา้ ยนำ�้ ”  พน้ื เพเปน็ ชาวกรงุ เกา่  ไดร้ บั แตง่ ตงั้ มาเปน็ เจา้ เมอื งนครศร-ี
ธรรมราช  เม่ือ  พ.ศ. ๒๑๔๓  ในสมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช  เปน็ กษตั ริย์แหง่ กรุงศรีอยุธยา  วรี กรรม
ของเจา้ เมอื งผนู้ ี้  คอื ป้องกนั เมืองนครศรีธรรมราชให้รอดพ้นจากการปลน้ ของสลดั  “ตุหยงคตนะ”  ซง่ึ มี
“ลกั ปะหมา่ หนา”  เปน็ หวั หนา้  สลดั กลมุ่ นมี้ ถี นิ่ ฐานพำ� นกั อยทู่ ช่ี อ่ งแคบมะละกา  ปลน้ เรอื ทชี่ อ่ งแคบดงั กลา่ ว
จนรำ�่ รวย  แลว้ รวบรวมกาํ ลงั เขา้ ปลน้ หวั เมอื งชายทะเลทง้ั ฝง่ั อา่ วไทย  และฝง่ั อนั ดามนั อยบู่ อ่ ย ๆ แตใ่ นการ
เขา้ ปลน้ เมอื งนครศรธี รรมราช  เมอื่  พ.ศ. ๒๑๔๔  พระรามราชทา้ ยนำ�้ เจา้ เมืองและขุนเยาวราชปลัดเมอื ง
สามารถสู้รบ  โดยใช้ยทุ ธวธิ ขี ดุ คแู ละสนามเพลาะไว้นอกเมืองทางทิศเหนอื  จนสลัดไม่สามารถเข้าปล้นได้
(คดู ังกล่าวชาวบ้านนิยมเรียก  “คขู วาง”)
ล่วงถึง  พ.ศ. ๒๑๘๑  สลัดตุหยงทานาก็ยกพวกมาปล้นเมืองอีก คร้ังนี้ยกเข้ามา
สองทาง  คือทางคลองท่าซักและทางคลองปากนคร  ซ่งึ คลองทัง้ สองสายอยู่หา่ งกนั ราว  ๓  กโิ ลเมตร  เม่ือ
เขา้ มาแลว้ กไ็ ดร้ วมพลกนั ทบี่ รเิ วณ  “ทงุ่ หยาม”  (หรอื  “นาหยาม”)  พระรามราชทา้ ยนำ�้ ทราบเหตจุ งึ ระดม
ทหารและชาวเมอื งได้  ๓,๐๐๐  คน  สง่ ออกไปทางกาํ แพงทางดา้ นตะวนั ออก  (คอื ทางประตลู กั  และประตลู อด)
รกุ ไลส่ ลดั ตหุ ยงทานาใหร้ น่ ไปทางดา้ นทศิ เหนอื ตดิ กบั คลองทา่ ซกั  (บรเิ วณวดั ทา่ โพธป์ิ จั จบุ นั )  แลว้ สง่ กาํ ลงั
อีกส่วนหน่ึงไปทางทิศเหนือชุมพลกันที่บริเวณวัดคิด แล้วเคลื่อนไปทางทิศตะวันออกมุ่งสู่บริเวณวัดนาวง
กาํ ลงั ของสลดั ตหุ ยงทานาจงึ ถกู บบี โดยกาํ ลงั ของเมอื งนครศรธี รรมราช  เกดิ การสรู้ บเปน็ ศกึ ใหญด่ ว้ ยอาวธุ
ดาบและมดี สนั้ ทงั้ สองฝา่ ยรบสกู้ นั เปน็ สามารถ ผลดั กนั รกุ ผลดั กนั รบั เปน็ เวลา ๗  วนั ตดิ ตอ่ กนั  จนลม้ ตาย
กันเกล่ือนกลาด พลบค�่ำของวันท่ี ๗ ของการรบ  พระรามราชท้ายน้�ำซึ่งเวลาน้ันอยู่ในวัยชราก็เป็นลม

112

ล้มลงเสียชีวิต กําลังของชาวเมืองเริ่มขวัญเสียจึงแจ้งข่าวให้กองกําลังในตัวเมืองยกไปสมทบ จนสามารถ
รุกไล่สลัดตุหยงคตนะถอยร่นไปติดคลองท่าซัก (บริเวณวัดท่าโพธ์ิ) สลัดเห็นกองกําลังเมืองนครหนุนมา
หนาแนน่ ขน้ึ  จงึ เผาทาํ ลายวดั ทา่ โพธกิ์ อ่ นทจ่ี ะหลบลงเรอื ออกไปปากนำ้� ทา่ ซกั  เพอ่ื ขดั ขวางการไลต่ ดิ ตาม
ของกาํ ลงั เมอื งนคร  เปน็ อนั วา่ สลดั กลมุ่ นไ้ี มส่ ามารถปลน้ เมอื งได้  เมอ่ื สลดั หนไี ปแลว้ พระยาแกว้ ผเู้ ปน็ หลาน
ของพระรามราชทา้ ยนำ�้ และขนุ เยาวราชปลดั เมอื ง จงึ ไดน้ าํ ศพพระรามราชทา้ ยนำ้� มาปลงทมี่ มุ ปอ้ มดา้ นทศิ
ตะวนั ออก  แลว้ เกบ็ อฐั ไิ ปบรรจใุ น  “เจดยี ส์ วรรค์”  ซึ่งประดษิ ฐานในวิหารธรรมศาลา  ณ วดั พระมหาธาตุ
วรมหาวิหารในปจั จุบัน
ด้วยวีรกรรมดังกล่าว สภาเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชในคราวประชุมใน พ.ศ.
๒๔๙๒  จงึ ไดน้ าํ ชอ่ื พระรามราชทา้ ยนำ�้ มาตง้ั เปน็ ชอื่ ถนน  และดว้ ยเหตทุ เี่ ปน็ ถนนหนา้ วดั มมุ ปอ้ ม  ชาวบา้ น
จงึ นิยมเรียกถนนนวี้ ่า  “ถนนมมุ ป้อม”  อีกช่ือหนึ่ง

ถนนรามราชท้ายน�้ำ  (ชว่ งผา่ นหน้าวัดมุมปอ้ ม)

๔.๒.๓ ถนนศรีปราชญ์ เป็นถนนคู่ขนานกับถนนราชดําเนินอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
ของถนนราชดําเนิน เริ่มต้ังแต่สะพานหลังจวนไปทางทิศเหนือ ผ่านสระล้างดาบศรีปราชญ์ท่ีโรงเรียน
กลั ยาณศี รีธรรมราชไปจดถนนทา่ โพธิ์ข้างวัดจันทาราม
“ศรีปราชญ์” เป็นกวีเอกของกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ถกู เนรเทศใหม้ าอยทู่ นี่ ครศรธี รรมราช และถกู ประหารชวี ติ ทจี่ ดุ บรเิ วณทเี่ ชอื่ วา่ เปน็ สระลา้ งดาบในโรงเรยี น
กัลยาณศี รีธรรมราชปจั จบุ ัน
อนึ่ง  ก่อนที่สภาเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชจะมีมติต้ังชื่อถนนสายนี้ว่าถนน-
ศรีปราชญ์  ถนนสายนี้เคยมชี ือ่ วา่  “ถนนหลังพลบั พลา”  เพราะตัดผา่ นบรเิ วณศาลาโดหกอันเปน็ สถานที่
ต้งั พลบั พลารับเสด็จรชั กาลท่ี  ๕

113

ถนนศรธี รรมโศก

๔.๒.๔ ถนนศรีธรรมโศก เป็นถนนคู่ขนานกับถนนราชดําเนิน อยู่ทางด้านทิศตะวันออก
ของถนนราชดาํ เนนิ ชว่ งตอ่ จากถนนศรปี ราชญ์ บรเิ วณกาํ แพงเมอื งนครศรธี รรมราช ไปทางทศิ ใตจ้ นไปจด
ถนนราชดําเนินท่ีส่ีแยกประตูไชยใต้ “ศรีธรรมโศก” เป็นพระนามของกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช
ในอดตี พระนามน้ีนอกจากเป็นพระนามของกษัตริยแ์ ลว้ ยงั ใช้เป็นพระนามของพระพทุ ธรูปส�ำคัญของวัด
ในตวั เมอื งนครศรธี รรมราชอกี หลายวดั  เชน่  วดั พระมหาธาตุ  วรมหาวหิ าร  วดั สวนหลวง  และวดั ทา้ วโคตร
เปน็ ตน้  และยงั เปน็ ราชทนิ นามทพ่ี ระมหากษตั รยิ ใ์ นสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาและรตั นโกสนิ ทร์  ในพระสพุ รรณบฏั
แต่งต้งั เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช  ในสมัยรตั นโกสินทรม์ คี �ำวา่  “ศรีธรรมโศก”  ไวเ้ สมอ ๆ
๔.๒.๕ ถนนตากสนิ  เปน็ ถนนแยกจากถนนราชดาํ เนนิ ไปทางทศิ ตะวนั ออกตามแนวคลอง
ท่าวังไปออกที่วัดท่าโพธ์ิ บริเวณหน้าโรงเรียนเทศบาลวัดท่าโพธ์ิ “ตากสิน” เป็นพระนามของสมเด็จ
พระเจา้ ตากสนิ มหาราช  กษตั รยิ ผ์ ยู้ กพลมาปราบชมุ นมุ เจา้ นครเพอ่ื รวบรวมอาณาจกั รไทย  โดยใชเ้ สน้ ทาง
จากปากพญามาตามคลองทา่ ซกั เขา้ มาทีท่ ่าโพธิ์  และเจา้ นครกลัวอาญาหนีไปอย่เู มืองสงขลาและปตั ตานี
ภายหลงั พระราชทานอภยั โทษโปรดใหม้ ารบั ราชการเปน็ เจา้ เมอื งนครศรธี รรมราชใน  พ.ศ. ๒๙๑๙  ในฐานะ
เจ้าประเทศราชของกรุงธนบุรี
๔.๒.๖ ถนนยมราช  เปน็ ถนนสายยาวขนานกบั ถนนราชดาํ เนนิ ทางดา้ นตะวนั ตก  และขนาน
กบั ทางรถไฟสายนครศรธี รรมราช - ทงุ่ สง  ในทอ้ งทตี่ าํ บลคลงั  และตาํ บลทา่ วงั  อาํ เภอเมอื ง  จงั หวดั นครศร-ี
ธรรมราช  ตงั้ ชอื่ ตามราชทนิ นามของ  “เจา้ พระยายมราช (ปน้ั )”  ซงึ่ เคยมาดาํ รงตาํ แหนง่ เทศาภบิ าลมณฑล
นครศรธี รรมราช  ในช่วง  พ.ศ. ๒๔๓๙ - ๒๔๔๙
เจา้ พระยายมราชนามเดมิ วา่  “ปน้ั ”  เกดิ เมอ่ื วนั ท่ี  ๑๕  กรกฎาคม  ๒๔๐๕  ทตี่ าํ บล
น�้ำตก อําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี บวชเป็นสามเณรเม่ืออายุ ๖ ขวบ อุปสมบทเม่ือ พ.ศ. ๒๔๒๕
สอบเปรยี ญธรรมได้  ๓  ประโยค  แลว้ ลาสกิ ขามาเปน็ ครโู รงเรยี นพระตาํ หนกั สวนกหุ ลาบ  ไดร้ บั มอบหมาย
ใหส้ อนพระเจา้ ลกู ยาเธอ  ๔  พระองค์  ไดร้ บั พระราชทานบรรดาศกั ดเิ์ ปน็  “ขนุ วจิ ติ รวรสาสน์ ”  ไดเ้ ดนิ ทาง

114

ถนนยมราช ช่วงผ่านสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช สว่ นทางแยกดา้ นขวามอื เชือ่ มต่อกบั ถนนเนรมติ
ซงึ่ เป็นเขตเศรษฐกิจของเมอื งนครศรีธรรมราช ท่ีเรียกกันว่า “ท่าวงั ”

ไปอังกฤษเพื่อถวายพระอักษรภาษาไทยเป็นเวลา ๖ ปี เมื่อกลับมาเมืองไทยได้รับหน้าท่ีเป็นเลขานุการ
สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ  เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ครง้ั  พ.ศ. ๒๔๓๘  ไดร้ บั ตาํ แหนง่ เปน็  “ขา้ หลวงตรวจการพเิ ศษ”  ทเ่ี มอื งนครศร-ี
ธรรมราชและเมอื งสงขลา  ครงั้  พ.ศ. ๒๔๓๙  พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ใหร้ วม
หัวเมืองเป็น  “มณฑล”  เพ่ือความกระชับในการบริหารราชการหัวเมืองในภูมิภาค ในการน้ีทรง แต่งตั้ง
“พระวจิ ติ รวรสาสน์ ”  เปน็ ขา้ หลวงเทศาภบิ าลมณฑลนครศรธี รรมราช  และไดร้ บั พระราชทาน บรรดาศกั ดิ์
เปน็ “พระยาสขุ ุมนยั วินติ ”
ราชทนิ นาม  “สขุ มุ นยั วนิ ติ ”  น้ี  สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพทรงอธบิ ายวา่
เป็นราชทนิ นามทท่ี รงสถาปนาขน้ึ ใหมใ่ ห้ตรงกบั คุณสมบตั ขิ องพระยาผู้น้ี  เพราะทรงสงั เกตเหน็ ว่าเปน็ ผู้มี
สติปัญญาอย่างสุขุม สามารถทําการต่าง ๆ ได้ด้วยการผูกใจคน  ไม่ชอบใช้อํานาจลงอาญา เห็นได้ว่า
เมอ่ื พระราชทานนามนมี้ าแลว้  ผทู้ ร่ี จู้ กั กเ็ หน็ สมกนั เปน็ สว่ นใหญ่  บางคนถงึ กบั กลา่ ววา่ เปน็ เพราะทา่ นเคย
บวชอยนู่ าน  จึงได้อัธยาศยั นตี้ ดิ ตัวมาจากวัด  
ทนี่ ครศรธี รรมราชพระยาสขุ มนยั วนิ ติ ไดข้ ยบั ขยายและปรบั ปรงุ ตวั เมอื งใหก้ วา้ งขวาง
และสะดวกแก่การสัญจร  รับกับการเปล่ียนแปลงของหัวเมืองในยุคกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลท่ี  ๕
อยา่ งรวดเรว็ ดงั เชน่ การจดั ระเบยี บการปกครองทอ้ งทเี่ สยี ใหมใ่ หเ้ ปน็ “อาํ เภอ” ถงึ ๙  อาํ เภอ คอื อาํ เภอ
กลางเมือง อาํ เภอเบีย้ ซัด  อาํ เภอทุ่งสง  อาํ เภอร่อนพิบูลย์  อาํ เภอกลาย  อาํ เภอสชิ ล  อําเภอฉวาง  อําเภอ
พงั ไกร  และอาํ เภอลาํ พนู  (ปจั จบุ นั เปน็ อาํ เภอบา้ นนาเดมิ  จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน)ี  เมอ่ื  ร.ศ. ๑๑๖  (พ.ศ. ๒๔๔๐)
แตล่ ะอําเภอมีนายอําเภอ  ปลัด  อําเภอ  สมุห์บัญชีอําเภอ  รวมกันเรียกว่า  “กรมการอําเภอ”  เป็นต้น
เฉพาะในตวั เมอื งนครศรธี รรมราช  นอกจากทสี่ รา้ งทวี่ า่ การเมอื งขนึ้ ใหม่  เพอื่ มใิ หป้ ะปนกบั จวนหรอื บา้ นพกั
เจา้ เมอื งดงั แตก่ อ่ นแลว้  ยงั ไดข้ ยายตวั เมอื งเดมิ โดยการตดั ถนนหนทางในตวั เมอื งใหเ้ ปน็ เสน้ ทางสญั จรหลกั
ของชาวเมอื งแทนเสน้ ทางทล่ี ดั เลาะไปตามแนวเขตทด่ี นิ ของชาวบา้ นดงั แตก่ อ่ น โดยเฉพาะถนนจากสแ่ี ยก
ประตชู ยั ใตไ้ ปจดตลาดท่าแพ  ซึ่งต่อมาเรยี กว่า  “ถนนราชดําเนิน”  หรือถนนกลาง

115

เทศบาลเมอื งนครศรีธรรมราชในสมยั นายปลื้ม  กมุกะมะกุล  เปน็ นายกเทศมนตรี
(พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๒)  ซึ่งมีนายน้อม  อุปรมัย เป็นเทศมนตรี ได้พิจารณาเห็นว่าพระยาสุขุมนัยวินิต
ซ่ึงต่อมาเล่ือนบรรดาศักด์ิเป็น  “เจ้าพระยายมราช”  มีคุณูปการต่อเมืองน้ีมาก  จึงตั้งช่ือถนนสายนี้ว่า
“ถนนยมราช”

ถนนจำ� เรญิ วิถี

๔.๒.๗ ถนนจําเริญวิถี เป็นถนนที่สร้างขึ้นแนวคลองทา ซึ่งถูกถมปรับด้วยขยะมูลฝอย
ตง้ั แต่  พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๐๕  เปน็ ถนนแยกจากถนนยมราชบรเิ วณหลงั วดั มเหยงคณไ์ ปทางทศิ เหนอื  มถี นน
กาชาดตดั ผา่ นถนนชว่ งหลงั วดั มเหยงคณเ์ รยี กวา่ “ถนนคลองทา”  สว่ นชว่ งจากถนนกาชาดไปทางทศิ เหนอื
ผา่ นยา่ นจาํ หนา่ ยสนิ คา้ หลงั โรงภาพยนตร์  “นครภาพยนตร”์  หรอื วกิ บน  ผา่ นจดุ ตดั ถนนเนรมติ ไปหนา้ หา้ ง
สรรพสินค้าสหไทยและลัคกี้ดีพาร์ทเม้นสโตร์  ผ่านถนนวัดคิด  ไปส้ินสุดที่ถนนเทวราช ถนนสายนี้ตั้งชื่อ
เพอ่ื เปน็ ทีร่ ะลกึ แกน่ ายจําเริญ  ลมิ ปิชาติ  อดตี นายกเทศมนตรเี มืองนครศรธี รรมราช  ทดี่ ำ� รงตำ� แหนง่ เมอื่
พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๘๗
๔.๒.๘ ถนนนางงาม  เป็นถนนแยกจากถนนราชดาํ เนนิ ทีส่ ่ีแยกศาลากลางไปทางตะวนั ตก
ตดิ แนวรว้ั ดา้ นทศิ เหนอื ของศาลจงั หวดั นครศรธี รรมราชไปจดถนนศรธี รรมราช  และเชอื่ มตอ่ กบั ถนนเทวบรุ ี
เดิมสภาพตรงนี้เป็นประตูเมืองเรียกว่า “ประตูท้ายวัง” บริเวณน้ีเคยเป็นที่ตั้งของจวนเจ้าเมือง ซึ่งเป็น
ญป่ี นุ่ ชอ่ื ยามาดะ  นางามาซะ  (ออกญาเสนาภมิ ขุ )  ในสมยั สมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททองแหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา
เพอื่ เปน็ หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์  จงึ ตง้ั ชอ่ื ถนนทต่ี ดั ผา่ นหนา้ จวนวา่  “นางามาซะ”  และสนั นษิ ฐานวา่
กรอ่ นมาเปน็  “นางงาม”  ในสมัยตอ่ มา
๔.๒.๙ ถนนเสนาณรงค์ เป็นถนนสายสั้นต่อจากถนนราชดําเนินจากค่ายวชิราวุธไปยัง
ตลาดทา่ แพ  ในทอ้ งทห่ี มู่  ๕  ตาํ บลปากพนู  อาํ เภอเมอื ง  จงั หวดั นครศรธี รรมราช  ตงั้ ชอื่ ตามนามผบู้ ญั ชาการ
มณฑลทหารบกที่  ๖  คา่ ยวชริ าวุธ  ในช่วง  พ.ศ. ๒๔๘๒ - ๒๔๘๘  คอื  “พลตรีหลวงเสนาณรงค”์

116

ถนนเสนาณรงค์  ทอดยาวผ่านอนุสาวรียว์ รี ไทย  ในคา่ ยวชริ าวธุ  กองทัพภาคที่  ๔
ภาพ : MGR ภาคใต้ online

“พลตรหี ลวงเสนาณรงค”์  พน้ื เพเปน็ ชาวกรงุ เทพฯ ไดย้ า้ ยมารบั ราชการในตาํ แหนง่
ผบู้ ญั ชาการมณฑลทหารบกท่ี ๖ (ชอื่ สมยั นน้ั ) เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๘๒ ในสมยั จอมพล ป.พบิ ลู สงคราม เปน็ นายก-
รฐั มนตรี  และรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม  ขณะนน้ั เหตกุ ารณโ์ ลกมคี วามตงึ เครยี ดอนั เนอื่ งมาจากผนู้ าํ
แห่งประเทศเยอรมนี  คืออดอล์ฟ  ฮิตเลอร์  และผู้นําประเทศอิตาลี  คือมุสโสลินี  เตรียมการสงครามใน
ทวปี ยโุ รป  สว่ นในทวีปเอเชียญป่ี ุ่นโดยนายพลโตโจเริ่มนโยบาย  “วงไพบลู ย์แห่งเอเชยี ”  มกี ารเตรียมการ
สงครามขับไล่ฝร่ังเศสและอังกฤษออกจากดินแดนประเทศท่ีมหาอํานาจทั้งสองยึดครองอยู่  สถานการณ์
ดังกล่าวก่อให้เกิดความตึงเครียดแก่ประเทศไทย ด้วยพลตรีหลวงเสนาณรงค์ในฐานะผู้บัญชาการทหาร
ในภาคใต้  จงึ ระมัดระวงั และตดิ ตามสถานการณอ์ ยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดเวลาทีป่ ฏบิ ตั ิหน้าท่ี
ที่ต้ังค่ายวชิราวุธมีถนนดินสายหนึ่งตัดจากหน้าค่ายเพื่อไปยังอําเภอท่าศาลา
ความยาว  ๒๕  กโิ ลเมตรเศษ  นอกจากนอี้ าคารคา่ ยวชริ าวธุ อนั เปน็ ทต่ี ง้ั บญั ชาการมณฑลทหารบกท่ี  ๖  แลว้
ยงั มีอาคารกองบงั คับการกองพันทหารราบที่  ๓๙  และที่ทําการนิคมโรคเรอื้ นอกี ดว้ ย
๔.๒.๑๐ ถนนพนมวงั  เปน็ ถนนสายสน้ั เชอื่ มระหวา่ งถนนยมราชกบั ถนนคลองทา  ในทอ้ งท่ี
ตาํ บลคลงั  อาํ เภอเมอื ง  จงั หวดั นครศรธี รรมราช  ตง้ั ชอ่ื ตามนามเจา้ เมอื งนครศรธี รรมราช  ในชว่ ง พ.ศ. ๑๙๙๘
- ๒๐๐๖  คอื  “พระพนมวงั ”
“พระพนมวงั ”  เปน็ บตุ รของพระพนมทะเลศรี  ซงึ่ เปน็ เจา้ เมอื งเพชรบรุ ี  เปน็ หลาน
ของพระชยั สริ ิ  มภี รรยาชอื่  “นางเสดยี งทอง”  ซง่ึ เปน็ ธดิ าของเจา้ เมอื งไตรตรงึ ส์  สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
รัชกาลท่ี ๘ แห่งกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ได้ทรงแต่งตั้งพระพนมวังซึ่งเป็นขุนนางกรมการเมืองเพชรบุรี
ไปปกครองเมอื งนครศรธี รรมราชเมอ่ื  พ.ศ. ๑๙๙๘  ซงึ่ ขณะนน้ั ราชวงศศ์ รธี รรมาโศกราช  (ปทมุ วงศ)์  ไดส้ น้ิ สดุ
ลงไปแลว้  ในการน้สี มเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเมืองนครศรีธรรมราชขนึ้ เปน็ หัวเมอื งเอก

117

พระพนมวังลงไปจดั การปกครองเมืองนครศรีธรรมราชและดินแดนใกล้เคยี งเม่อื
พ.ศ. ๑๙๙๘  สร้างป่าให้เป็นนา  สร้างนาร้างให้เป็นเมือง  ดังท่ีปรากฏในตํานานเมืองนครศรีธรรมราชว่า
“พระเจา้ อยู่หัวส่ังให้สรา้ งปา่ ใหเ้ ป็นนาจงทกุ ตําบล  ให้ขา้ วแกคนอนั อยู่  ณ เขา ให้ออกมาทําไร่ ทํานา
และอยู่เป็นถิ่นฐานบ้านท่ีอยู่ให้มีช่ือ ตําบล  และให้พระพนมวังกฏหมายไว้ …” นาท่ีได้รับการหักป่า
ในครวั นน้ั เอง  ไดแ้ ก่  นาทงุ่ เขน  นาทา่ ทอง  นาไชยคราม  นาสะเพยี ง  นากะออม  นาตระชน  นาบางสะพาน
นาคลอง เป็นต้น นาเหล่าน้ีต่อมาภายหลังได้กลายสภาพเป็นชุมชนใหญ่ระดับอําเภอหลายแห่ง เช่น
นาทา่ ทองกลา  เปน็ เมอื งกาญจนดษิ ฐ์  นาตระชนกลายเปน็ อาํ เภอสชิ ล  นากะออมกลายมาเปน็ อาํ เภอขนอม
เปน็ ตน้
บทบาททางการปกครองท่ีสําคัญของพระพนมวัง ก็คือการยกทัพไปทําสงคราม
สกดั กนั้ การรกุ รานหรอื ขยายตวั ของ  “มะละกา”  ซง่ึ เปน็ รฐั รมิ ชอ่ งแคบมะละกา  ในสมยั ราชากาซมึ (Mugaf-
far Shah) ผู้ครองแคว้นมะละกา ในช่วง พ.ศ. ๑๙๘๙ - ๒๐๐๒ ขุนนางคนหน่ึงของแคว้นมะละกาชื่อ
“ตวน เปรคั ”  ไดน้ าํ กาํ ลงั ยกเขา้ มาตหี วั เมอื งชายฝง่ั ทะเลอา่ วไทยหลายเมอื ง  เชน่  ลงั กาสกุ ะ  และปตั ตานี
เปน็ ตน้  และมที ที ่าวา่ จะรกุ ขน้ึ มาในเขตอาณาจักรกรงุ ศรอี ยธุ ยา  ดงั น้นั ใน  พ.ศ. ๑๙๙๘  สมเดจ็ พระบรม-
ไตรโลกนาถแหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา จงึ โปรดใหพ้ ระพนมวงั แตง่ ทพั ไปสกดั กนั้ การรกุ รานจากรฐั มะละกาในฐานะ
แม่ทัพ การสงครามคร้ังน้ัน ตํานานเมืองนครศรีธรรมราช ระบุว่ากองทัพพระพนมวังสามารถสกัดก้ัน
มใิ หม้ ะละกาขยายอาณาเขตขน้ึ มาได้ แมว้ า่ พงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยาจะไมป่ รากฏรายละเอยี ดของสงคราม
มากนกั  ทเ่ี ปน็ เชน่ นนั้ เขา้ ใจวา่ คงจะเนอ่ื งมาจากสาเหตทุ สี่ งครามครงั้ นนั้ อยไู กลกรงุ ศรอี ยธุ ยา ประกอบกบั
เปน็ ชว่ งเวลาทกี่ รงุ ศรอี ยธุ ยากาํ ลงั มปี ญั หาเรอื่ งสงครามกบั เมอื งเชยี งใหม่  อนั เนอื่ งมาจากสทิ ธคิ รอบครอง
กรงุ สโุ ขทยั  
ด้วยเหตุที่มีคุณูปการต่อเมืองนครศรีธรรมราชเช่นน้ี  สภาเทศบาลเมืองนครศรี-
ธรรมราช ในสมยั ประชมุ  พ.ศ. ๒๔๙๒ นายนอ้ ม อปุ รมยั จงึ เสนอตงั้ ชอ่ื ถนนสายนวี้ า่ “ถนนพนมวงั ” และ
ยงั เรยี กขานสบื ต่อกันมาถึงปัจจบุ ัน
๔.๒.๑๑ ถนนเสดียงทอง เป็นถนนสายสั้นเชื่อมระหว่างถนนยมราชกับถนนคลองทา
ในทอ้ งทต่ี าํ บลคลงั  อาํ เภอเมอื ง  จงั หวดั นครศรธี รรมราช  ตงั้ ชอื่ ตามภรยิ าของพระพนมวงั  เจา้ เมอื งนครศร-ี
ธรรมราช  ในชว่ ง  พ.ศ. ๑๙๙๘ - ๒๐๐๖  คอื  “นางเสดยี งทอง”  ซง่ึ เปน็ ธดิ าของเจา้ เมอื งไตรตรงึ ส์  (จงั หวดั
กำ� แพงเพชร - ปจั จบุ นั )  ในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาตอนตน้ คาํ วา่ “เสดยี ง” เปน็ ภาษาเขมร แปลวา่ สายสาํ หรบั
ตากผา้ สบง จวี รของพระสงฆส์ ามเณรในภาษาไทยใชค้ าํ วา่ “ระเดยี ง”  ทม่ี าของชอื่ นจ้ี ะผกู พนั กบั ความเชอ่ื
ใดบ้างก็ไม่อาจระบุได้  แต่สะท้อนให้เห็นว่าภาษาเขมรเร่ิมมีอิทธิพลในภาษาไทยมากขึ้น  นับตั้งแต่การ
สถาปนากรงุ ศรอี ยธุ ยาใน  พ.ศ. ๑๘๙๓  เป็นต้นมา
กอ่ นทส่ี มเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถจะทรงปฏริ ปู ลกั ษณะการปกครองและระเบยี บ
บริหารราชการแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาน้ัน อํานาจการปกครองหัวเมืองมิได้อยู่ท่ีราชธานี หากแต่กระจาย
อยตู่ ามเจา้ เมอื งดง้ั เดมิ ซงึ่ สบื ทอดอาํ นาจกนั มาตามลาํ ดบั  โดยเฉพาะคอื เจา้ เมอื งลกู หลวง  และหลานหลวง
ทพี่ ระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ตง้ั จากพระญาตวิ งศไ์ ปปกครอง  ทาํ ใหเ้ ครอื ขา่ ยของความสมั พนั ธท์ างอาํ นาจจาํ กดั
อยู่เพียงแค่ระบบเครือญาติ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงดึงอํานาจในการปกครองมาไว้ที่ราชธานี
โปรดให้มีการแต่งตั้งขุนนางจากราชธานีไปเป็นเจ้าเมือง ขุนนาง และกรมการเมือง มีตําแหน่งช้ันยศ

118

ราชทินนาม และศักดินากํากับในลักษณะท่ีสอดคล้องกับขนาดและฐานะความสําคัญของแต่ละเมือง
ถา้ เปน็ หวั เมอื งใหญก่ ย็ กเปน็  “หวั เมอื งเอก”  เจา้ เมอื งกม็ บี รรดาศกั ดสิ์ งู เปน็  “เจา้ พระยา”  หรอื  “ออกญา”
สว่ นเมืองท่ขี นาดรองลงมากม็ ีฐานะเปน็  “เมอื งโท”  หรอื  “เมืองตร”ี  ตามลําดับ
นครศรธี รรมราชในเวลานนั้ เพง่ิ จะฟน้ื จากภาวะ  “ปว่ ย”  จากโรคระบาดไขย้ มบน
(โรคหา่ หรอื อหวิ าตกโรค)  ซง่ึ ผคู้ นลม้ ตายเปน็ จาํ นวนมาก  ผคู้ นทเ่ี หลอื ตายกอ็ พยพขนึ้ มาอยทู่ างตอนเหนอื นำ้�
(แถบอาํ เภอลานสกา - ปัจจุบัน)  ทาํ ใหต้ ัวเมืองอนั เป็นศนู ยอ์ าํ นาจในขณะนัน้  คือ  เมืองพระเวียง  (บรเิ วณ
วัดพระเวียง, วัดสวนหลวง และบ้านศรีธรรมราช - ปัจจุบัน) ถูกทิ้งร้าง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
จึงโปรดให้  “พระพนมวัง”  ลงไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชทําการฟื้นฟูบ้านเมือง  ชักชวนผู้คนที่หนี
โรคระบาดกลับลงมาจากป่าจากเขามาตั้งบา้ นเมอื งอยบู่ นหาดทรายแกว้ ดงั เดิม  ขณะเดียวกันก็ชกั ชวนให้
ผ้คู นในชมุ ชนอน่ื  ๆ หกั รา้ งถางพงเปน็ นาเพ่ือปลูกขา้ วเลย้ี งชีพ  โดยมี  “นางเสดียงทอง”  เปน็ กําลังสาํ คัญ
ทส่ี นับสนุนอยู่เบ้ืองหลงั
ด้วยเหตุท่ีมีคุณูปการต่อเมืองนครศรีธรรมราชในฐานะหัวเมืองเอกของฝ่ายใต้
เช่นน้ี  สภาเทศบาลนครศรีธรรมราชในสมัยประชุมประจําปี ๒๕๐๖ โดยนายน้อม อุปรมัย สมาชิกสภา
เทศบาลครั้งนั้น  จงึ ไดเ้ สนอใหต้ ั้งชอ่ื ถนนสายน้ีว่า  “ถนนเสดยี งทอง”  เพอ่ื เปน็ อนสุ รณแ์ กน่ างเสดียงทอง
ผเู้ ป็นภรยิ าของพระพนมวัง  และเรียกขานสบื ต่อกนั มาถงึ ปจั จบุ ัน
๔.๒.๑๒ ถนนศรรี าชา  เปน็ ถนนสายสน้ั เชอ่ื มระหวา่ งถนนราชดาํ เนนิ กบั ถนนศรธี รรมราช
บรเิ วณใกลว้ ัดเสมาเมอื ง  ตาํ บลคลงั  อาํ เภอเมือง  จังหวดั นครศรีธรรมราช  ความยาว  ๔๐๘  เมตร  ตงั้ ชอ่ื
ตามนามเจา้ เมอื งนครศรธี รรมราชในช่วง  พ.ศ. ๒๐๐๖  คอื  “เจา้ ศรรี าชา”
“เจ้าศรีราชา” เป็นบุตรคนโตของพระพนมวังกับนางเสดียงทอง ซึ่งสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถ กษตั ริยอ์ งคท์ ่ี ๙ แห่งกรุงศรีอยธุ ยาไดส้ ง่ ไปปกครองเมืองนครศรีธรรมราช เมอ่ื พ.ศ. 
๑๙๙๘ ภายหลังได้ทรงออกกฎหมายศักดินา พลเรือน และกฎหมายศักดินาทหารหัวเมืองตามพระราช-
บญั ญตั ลิ กั ษณะปกครองทอ้ งที่  ซง่ึ ในครง้ั นนั้ ไดย้ กเมอื งนครศรธี รรมราชขนึ้ เปน็  “หวั เมอื งเอก” และตงั้ ชอ่ื
เจา้ เมอื งว่า  “พญาศรีธรรมาโศกราช  สุนทราชา  สุรวงศ์ธิบดี  ศิรยุธิษเฐียร  อภัยพิริย  ปรากรมพาห ุ
 เจ้าพระยาศรธี รรมราชมหานคร”
๔.๓. ถนนอนสุ รณส์ ถานที่เคยเปน็ ประตูเมอื ง
มีประตูสําคัญท้ังส่ีด้าน คือ ด้านทิศเหนือมีประตูไชยศักด์ิ  ด้านทิศใต้มีประตูไชยสิทธิ์
ส่วนด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตกมีด้านละ ๔ ประตู อยู่ในแนวเดียวกันเป็นคู่ นับจากทิศเหนือ
ไปทศิ ใต้  ไดแ้ ก่  ประตโู พธ์ิ  (ดา้ นตะวนั ออก) คกู่ บั ประตทู า่ มา้  (ดา้ นตะวนั ตก)  ประตลู อด  (ดา้ นตะวนั ออก)
คู่กับประตูท้ายวัง (ด้านตะวันตก) ประตูสะพานยม (ด้านตะวันออก) คู่กับประตูท่าชี (ด้านตะวันตก)
ประตลู ัก (ดา้ นตะวนั ออก) ค่กู บั ประตหู ลังพระ  (ดา้ นตะวนั ตก)  ประตเู มอื งดังกล่าวไดเ้ ปล่ยี นมาเป็นถนน
โดยมถี นนราชดําเนนิ เปน็ ถนนสายกลาง แบ่งคสู่ ายถนนเหล่าน้นั ดังนี้
๔.๓.๑ ถนนประตโู พธ์ิ  แยกจากถนนราชดําเนนิ ไปทางตะวันออก  จดถนนศรีธรรมาโศก
๔.๓.๒ ถนนทา่ มา้  แยกจากถนนราชดาํ เนินไปทางตะวนั ตกจดถนนศรีธรรมราช

119

ถนนประตลู อด

๔.๓.๓ ถนนประตูลอด  แยกจากถนนราชดําเนิน  ตัดผ่านถนนศรีธรรมโศกไปจดถนน
พัฒนาการคขู วาง
๔.๓.๔ ถนนนางงาม  แยกจากถนนราชดำ� เนนิ ไปตามประตทู า้ ยวงั ไปทางตะวนั ตกจดถนน
ศรีธรรมราช
๔.๓.๕ ถนนพานยม  แยกจากถนนราชดําเนินไปทางตะวันออกจดถนนศรีธรรมโศก
เล่ากนั วา่ เดมิ เปน็ ประตูทใ่ี ชน้ �ำศพออกจากเมืองเพอื่ ไปยังป่าชา้
๔.๓.๖ ถนนทา่ ชี  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ ไปทางตะวนั ตก  ตดั ผา่ นถนนหลงั พระธาตไุ ปจด
ถนนศรธี รรมราช
๔.๓.๗ ถนนประตูรักษ์  แยกจากถนนราชดําเนินไปทางตะวันออกจดถนนศรีธรรมโศก
คํานี้เปล่ียนมาจาก “ประตูลัก” ด้วยเหตุผลเพื่อความสวยงามแห่งศัพท์มากกว่าอย่างอื่น (ส่วนประตู
หลังพระไมไ่ ด้น�ำมาเป็นช่ือถนน)
๔.๔ ถนนอนุสรณว์ ิถีชีวติ วฒั นธรรม  
จากการท่ีนครศรีธรรมราชเป็นเมืองท่ีเคยรุ่งเรืองมายาวนาน มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ความเป็นอยู่ที่น่าสนใจหลายประการ รวมท้ังช่ือถนนต่อไปน้ีซึ่งน่าจะบ่งบอกถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ของชาวเมืองอกี ประการหนง่ึ  เช่น
๔.๔.๑ ถนนศรีธรรมราช  เป็นถนนสายดา้ นตะวันตกคู่ขนานกับถนนราชดําเนนิ  เชอ่ื มกับ
ถนนท่าช้างที่กําแพงเมืองไปทางทิศใต้ เลียบคูเมืองด้านตะวันตกไปสิ้นสุดที่บ้านหัวท่า ถนนสายน้ีใช้ชื่อ
ของจงั หวดั อนั เปน็ สรอ้ ยพระนามพระเจา้ จนั ทรภาณทุ ป่ี รากฏในศลิ าจารกึ หลกั ที่  ๒๔  (ศลิ าจารกึ วดั หวั เวยี ง

120

เมอื งไชยา)  ความวา่  “..ทรงเดชานภุ าพ เทา่ พระอาทติ ย์ พระจนั ทร์ และมพี ระเกยี รตอิ นั เลอื่ งลอื ในโลก
ท้ังปวงทรง พระนามจนั ทรภาณศุ รธี รรมราช...”
๔.๔.๒ ถนนท่าช้าง ต่อเชื่อมกับถนนศรีธรรมราชตรงสะพานท่าช้าง ซึ่งเป็นสะพานข้าม
คลองหน้าเมือง (บริเวณศูนย์  OTOP)  มาทางด้านทิศเหนือ ริมถนนฝั่งตะวันตกเป็นย่านร้านจําหน่าย
ของท่ีระลึกประเภทสร้อยสามกษัตริย์ เครื่องถม และเครื่องเงิน ด้านตะวันออกเป็นสนามหน้าเมือง
และสํานักงานการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย นครศรีธรรมราช ซึ่งเดิมเคยเป็นอาคารสโมสรข้าราชการ
ชาวเมืองจึงนิยมเรียกอีกช่ือหนึ่งว่า “ถนนหลังสโมสร” ถนนสายน้ีไปจดถนนกะโรมทพี่ าดผา่ นทางรถไฟ
ตรงบรเิ วณสะพานทา่ เรยี น  ในอดตี บรเิ วณนเ้ี ปน็ ทคี่ วาญชา้ งของเมอื งนครมกั นาํ ชา้ งลงอาบนำ้�  และเปน็ ทต่ี ง้ั
ของวัดเก่าแก่วัดหนง่ึ คอื  “วดั ทา่ ชา้ ง”  ปัจจบุ ันเป็นวัดรา้ ง
๔.๔.๓ ถนนพะเนยี ด  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ จากสแี่ ยกตลาดแขกไปทางตะวนั ออก จนจด
ถนนพัฒนาการคูขวาง บริเวณถนนสายนี้เดิมเคยเป็นพะเนียดช้าง และฝึกช้างของเมืองนครศรีธรรมราช
ถนนสายนี้ช่วงระหว่างสี่แยกตลาดแขกจดถนนศรีปราชญ์ ใช้เป็นถนนสําหรับการจับจ่ายอาหารของ
ชาวไทยมสุ ลิมในชว่ งเทศกาลรอมฎอน  (ถือศีลอด)  มีประชาชนมาจับจา่ ยหนาแน่นและคกึ คักเป็นพิเศษ
๔.๔.๔ ถนนกาชาด  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ ทส่ี แี่ ยกดา้ นทศิ ใตข้ องวดั วงั ตะวนั ตก  ไปจดถนน
ยมราช  ต้ังชื่อเพ่ือเป็นอนุสรณ์แก่พระครูกาชาด  (ย่อง)  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก พระสงฆ์รูปนี้
เป็นพระนักพัฒนา เป็นผู้สร้างสะพานยาวซึ่งเป็นสะพานไม้ยาวประมาณ ๒๐๐ เมตร ข้ามทุ่งปรังไปยัง
บ้านนอกไร่  ช่ือเสียงของท่านปรากฏอยู่ทั่วทุกชุมชนในอ�ำเภอเมือง จนมีการน�ำไปใช้เป็นส�ำนวนพูด
สํานวนหนึ่งว่า สิ่งที่ไม่ควรเป็นได้แก่สี่สิ่งต่อไปนี้คือ “ต้นไม้ท่านครูกาชาด ควายท่าลาด ทาสป้าชีหนู
รูอโี หล้ย” เนอ่ื งจากพระครูมักตดั แต่งอยู่ตลอดเวลา ตน้ ไม้จงึ ถูกขุดย้ายและตัดแต่งอยู่ตลอดเวลาจนไม่มี
โอกาสเติบโต  
๔.๔.๕ ถนนคลองทา  แยกจากถนนกาชาดผา่ นหลงั วดั มเหยงคณโ์ ดยตดั ตามแนวคลองเดมิ
ซึ่งเป็นคลองที่แยกมาจากคูเมืองด้านทิศตะวันตก ต้นน�้ำเกิดจากทํานบบริเวณวัดหูน�้ำ (บริเวณสุสาน
คริสเตียนและสุสานมุสลิม) เป็นคลองท่ีผันน้�ำจากทุ่งปรังผ่านมากลางเมืองไหลลงคลองท่าวัง ภายหลัง
คลองต้ืนเขินกลายเป็นที่ท้ิงขยะของชาวบ้าน  เทศบาลจึงได้น�ำขยะและดินมาถมจนเกิดเป็นถนนเรียกว่า
“ถนนคลองทา”  ปจั จบุ นั เปน็ ยา่ นขายสนิ คา้ เกษตร  ดนิ ปลกู ตน้ ไม้  กระถางดนิ เผา  และสินค้าหัตถกรรม
เช่น  เขง่  ตะกรา้ ไมก้ วาด  กรงนก  เปน็ ตน้  รา้ นคา้ รมิ ถนนสายนช้ี าวบา้ นเรยี กวา่  “ตลาดยาว”
๔.๔.๖ ถนนทา่ โพธ์ิ  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ เชงิ สะพานราเมศวรด์ า้ นทศิ ใตเ้ ลยี บคลองทา่ วงั
ไปทางทิศตะวันออก  ผ่านวัดท่าโพธ์ิวรวิหารไปจดถนนพัฒนาการคูขวางที่สามแยกท่านม่วง จุดที่ถนนนี้
ตดั ผ่าน  (คอื บริเวณโรงเรยี นเทศบาลวัดทา่ โพธ์)ิ  เคยเป็นท่านำ้� ใหญ่เรือสนิ ค้าเข้ามาทางปากพญา  มาตาม
คลองทา่ ซักและจอดส่งสินคา้ ได้ จงึ มดี ่านเกบ็ ภาษีอย่ใู กล ้ ๆ เรียกว่า “ทา่ ขนอน” บรเิ วณทา่ น�ำ้ เคยเปน็ วัง
ของอปุ ราชพฒั น์  ซงึ่ ตอ่ มาไดร้ บั สถาปนาเปน็ เจา้ พระยานครศรธี รรมราช  (พฒั น)์  เมอ่ื ยา้ ยไปอยู่  ณ ศาลากลาง
จังหวัดปัจจุบัน  ท่านได้ยกวังเป็นวัดเรียกว่า  “วัดท่าโพธ์ิ”  สร้างกําแพงวัดท�ำเป็นรูปพัดเพ่ือเป็นอนุสรณ์
ท่าน้�ำบริเวณที่หน้าวังของอุปราชพัฒน์เรียกกันว่า  “ท่าวัง”  ต่อมาย้ายพื้นที่มาเป็นเขตค้าขายกลายเป็น
ทา่ วังแห่งใหม่ในปัจจุบัน

121

ถนนสะพานยาว บรเิ วณเกาะกลางมี  “อนุสรณ์สถานสะพานยาว”  ซึง่ สร้างเพอ่ื รำ� ลกึ ถงึ ของพระครูกาชาด (ยอ่ ง)

๔.๔.๗ ถนนสะพานยาว  แยกจากถนนยมราชหน้าวัดศรีทวี ข้ามคลองทุ่งปรังไปทาง
ตะวันตกตามแนวสะพานยาวเดิมซึ่งเป็นสะพานไม้  เลี้ยวซ้ายไปทางทิศใต้เป็นถนนที่พัฒนามาจากแนว
สะพานยาว  ซ่ึงเป็นสะพานเชื่อมท่งุ ปรงั กับบ้านนอกไร่  เทศบาลไดป้ รบั เปลีย่ นถนนดินและปรับผวิ จราจร
เป็นแอสฟัลติคคอนกรีต ในสมัยนายสมนึก  เกตุชาติ เป็นนายกเทศมนตรี และได้จัดสร้าง “อนุสรณ ์
สถานสะพานยาว”  ไวท้ เี่ กาะกลางถนน  สว่ นสองฟากถนนเปน็ อาคารพาณชิ ยแ์ ละหมบู่ า้ นจดั สรร  ไปจดถนน
กะโรมใกลธ้ นาคารไทยพาณชิ ย์  สาขายอ่ ยตลาดหวั อฐิ
๔.๔.๘ ถนนโรงชา้ ง แยกจากถนนราชดําเนิน บรเิ วณหอนาฬกิ าหนา้ โรงพยาบาลเทศบาล
ไปทางด้านตะวันตก เลียบร้ัวด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน ไปถึงบริเวณ
วดั สวนปา่ น เคยเปน็ สถานทเี่ ลยี้ งชา้ งหลวงของเจา้ เมอื ง โดยมโี รงชา้ งอยบู่ รเิ วณบา้ นพกั ศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั
และโรงช้างแห่งนี้เป็นที่ตกปลอกของพลายจําเริญ  ซึ่งเป็นทั้งตระกูลช้างเนียม  (เผือก)  ซึ่งเป็นช้างสําคัญ
ของเมืองในสมัยเจา้ พระยานครศรธี รรมราช (น้อยกลาง)
๔.๔.๙ ถนนชลวถิ ี  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ  บรเิ วณสแี่ ยกประตไู ชยใตไ้ ปทางทศิ ตะวนั ตก
เช่ือมกับถนนศรีธรรมราช เป็นถนนตามแนวกําแพงเมืองด้านทิศใต้ (ฝั่งตะวันตกของถนนราชดําเนิน)
ปลายถนนไปจดคลองหัวท่า บริเวณนี้เม่ือ ๑๕๐ ปีที่แล้วเคยเป็นจุดที่เรือเหนือจากคีรีวงลงมาจอดพัก
สง่ สนิ คา้  กอ่ นเดนิ ทางตอ่ ไปขายสนิ คา้ กบั ชาวนอก  (ปากพนงั )  ถนนเลยี บฝง่ั คลองหวั ทา่ จงึ ไดช้ อื่ วา่ “ชลวถิ ”ี
๔.๕ ถนนอนุสรณใ์ นสถานทว่ี ดั รา้ ง  เช่น
๔.๕.๑ ถนนวัดคดิ แยกจากถนนราชดําเนิน บริเวณธนาคารกรุงเทพ จาํ กดั สาขานครศร-ี
ธรรมราชไปทางตะวนั ตก  ตดั ผา่ นถนนจาํ เรญิ วถิ ไี ปจดถนนยมราช  “วดั คดิ ”  เปน็ มสั ยดิ ของชาวไทยมสุ ลมิ
สมัยโบราณ  เป็นสถานที่ชุมนุมผู้น�ำชุมชนมุสลิมในอ�ำเภอเมืองเพื่อนัดประชุมปรึกษาปัญหามาคิดแก้ไข
กนั ทนี่ ่ี  (ปจั จบุ นั เป็นทต่ี ้ังโรงเรยี นอนุบาลดาํ รงศาสน์)

122

๔.๕.๒ ถนนชมพูพล  แยกจากถนนราชดําเนินไปทางตะวันออกบริเวณธนาคารกรุงเทพ
จํากัด สาขานครศรีธรรมราช จดถนนศรีปราชญ์ใกล้โรงแรมทักษิณ “ชมพูพล” เป็นชื่อวัดร้าง ซ่ึงมี
อาณาบรเิ วณยา่ นอาคารพาณชิ ยแ์ ละบรเิ วณหา้ งสหไทยในปจั จบุ นั
๔.๕.๓ ถนนเสมาชยั  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ ไปทางตะวนั ตก อยรู่ ะหวา่ งโรงเรยี นเทศบาล
วดั เสมาเมอื งกบั สวนศรธี รรมาโศกในปจั จบุ นั ไปจดถนนศรธี รรมราช  เสมาชยั เปน็ ชอื่ วดั รา้ งปจั จบุ นั เปน็ ทตี่ ง้ั
โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง ภายในบริเวณยังมีซากอุโบสถวิหารปรากฏอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มุมรั้ว
ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีบ่อน้�ำศักด์ิสิทธิ์เสมาชัย ซึ่งใช้เป็นน้�ำพระพุทธมนต์ในพิธีสําคัญต่าง ๆ
ของบา้ นเมอื งมานาน  ปัจจุบนั เทศบาลไดแ้ ตง่ ปรบั ปรุงให้สวยงามและน�ำ้ ใสพร้อมบรโิ ภค
๔.๕.๔ ถนนมังคุด แยกจากถนนราชดําเนินไปทางตะวันตก ด้านเหนือของร้ัวโรงเรียน
วดั พระมหาธาตุไปจดถนนหลงั วัดพระธาตุ  ชอ่ื นี้ไดม้ าจาก  “วัดมังคุด”  ซึง่ เป็นวดั รา้ ง (ปจั จบุ ันเปน็ ท่ตี ั้ง
โรงเรยี นวดั พระมหาธาต)ุ
๔.๕.๕ ถนนประตขู าวแยกจากถนนราชดาํ เนนิ จากนำ�้ พหุ นา้ โรงเรยี นอนบุ าลนครศรธี รรมราช
(ณ นครอทุ ศิ )  ไปทางทศิ ตะวนั ออกผา่ นถนนศรปี ราชญไ์ ปจดถนนพฒั นาการคขู วาง  “ประตขู าว”  เปน็ ชอ่ื
วดั รา้ ง  มอี าณาบรเิ วณจากทที่ าํ การไปรษณยี น์ ครศรธี รรมราช  และโรงเรยี นอนบุ าลนครศรธี รรมราช  วดั น้ี
เคยมีเจ้าอาวาสที่มีมนต์ขลังขมังเวทย์ เสกน้�ำในบ่อให้สามารถใช้ป้องกันแก้อาถรรพณ์ท้ังหลายได้ บ่อน�้ำ
ของวัดน้ีจึงเป็นบ่อน้�ำศักดิ์สิทธ์ิท่ีเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้ใช้ประกอบในพิธีในโอกาสสําคัญต่าง ๆ
มาตั้งแตอ่ ดตี จนถึงปัจจบุ นั
๔.๕.๖ ถนนเทวราช  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ เยอ้ื งศาลเจา้ กวนอู  สมาคมพาณชิ ยจ์ นี นคร-
ศรธี รรมราช  ไปทางตะวนั ตกไปจดถนนยมราชตรงหนา้ วดั ศรที รี  “เทวราช”  เปน็ ชอ่ื วดั รา้ ง  ชาวบา้ นเรยี กวา่
วดั เท  ตอ่ มาไดม้ กี ารแลกเปลยี่ นทด่ี นิ กบั เอกชน  ทต่ี ง้ั ของวดั เทคอื บรเิ วณอาคารพาณชิ ยห์ นา้ วดั ศรที วี
๔.๕.๗ ถนนมะขามชมุ  แยกจากถนนราชดาํ เนนิ บรเิ วณรว้ั ดา้ นทศิ ใตข้ องโรงเรยี นศรธี รรมราช-
ศึกษาไปทางทิศตะวันตก  จนถึงสะพานข้ามคลองเตยเช่ือมต่อถนนมะขามชุม - นาเคียน ผ่านสวนสมเด็จ
พระศรนี ครนิ ทร์ ๘๔ (ทงุ่ ทา่ ลาด)  “มะขามชมุ ”  เปน็ ชอื่ วดั รา้ ง  บรเิ วณทตี่ ง้ั สว่ นหนงึ่ เปน็ โรงเรยี นศรธี รรมราช-
ศกึ ษาแผนกอนบุ าล  และส่วนหนึง่ เป็นทีอ่ ยขู่ องชมุ ชนมะขามชมุ
๔.๖ ถนนทเ่ี กดิ ในวาระอืน่  ๆ
๔.๖.๑ ถนนพฒั นาการคขู วาง เปน็ ถนนสายหลกั ของตวั เมอื งนครศรธี รรมราชอกี สายหนง่ึ
ซงึ่ เรมิ่ ตน้ ตงั้ แตส่ แ่ี ยกปากนครตรงไปทางทศิ ใตจ้ ดถนนสนุ อนนั ต์  (ถนนปากนคร - ปากพนงั )  ขนานกบั ถนน
ราชดําเนินตัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ วัตถุประสงค์สําคัญสองประการ ประการแรกเพ่ือระบายการจราจร
บนถนนราชดําเนิน ประการที่สองเพ่ือขยายเขตชุมชนรองรับการเติบโตของชุมชนในเขตเทศบาลเมือง
นครศรธี รรมราช เทา่ กบั เปน็ การปฏบิ ตั ติ ามนโยบายการพฒั นาประเทศสมยั รฐั บาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์
เปน็ นายกรฐั มนตรี  และนายพจน์  สารสนิ  เปน็ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงพฒั นาการแหง่ ชาติ  ตามสโลแกน
 “นำ้� ไหล ไฟสวา่ ง ทางด”ี

123

ถนนพฒั นาการคขู วาง

นายไสว  สวสั ดสิ าร  นายกเทศมนตรีในสมัยนน้ั  มีแนวคดิ ที่จะขยายชมุ ชนจงึ หารือ
กบั นายสนั ต์  เอกมหาชยั ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นายเหรยี ญ  สรอ้ ยสนธิ์  ปลดั จงั หวดั  และนายบญุ สง่ กจิ วบิ ลู ย์
และนายโชติ  วิสุทธิธรรม  เทศมนตรี  แล้วเร่ิมดําเนินการขอท่ีดินจากชาวบ้านเจ้าของท่ีบริเวณทุ่งหยาม
(นาปยาม) ไปทลี่ ะรายสองราย แลว้ เรม่ิ ปักแนวถนนจากถนนปากนครตดั ตรงไปจดถนนสนุ อนนั ต์  ได้เรมิ่
ดําเนินการตัดถนนเป็นปฐมฤกษ์เม่ือวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๐๖ อันเป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวง
พัฒนาการแห่งชาติ  โดยขอความร่วมมือจากพ่ีน้องประชาชนในเขตตัวเมืองนครศรีธรรมราช ข้าราชการ
จากหน่วยงานต่าง ๆ และนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เช่น โรงเรียนเบญจมราชูทิศ โรงเรียนกัลยาณี-
ศรีธรรมราช โรงเรียนจรัสพิชากร โรงเรียนศรีธรรมราชวิทยา โรงเรียนชูศิลป์วิทยา โรงเรียนนครวิทยา
โรงเรยี นวรรณวทิ ย์  โรงเรยี นการชา่ งนครศรธี รรมราช  โรงเรยี นการชา่ งสตรนี ครศรธี รรมราช  โรงเรยี นภาษา-
ตา่ งประเทศและเลขานกุ าร  และโรงเรยี นฝกึ หดั ครนู ครศรธี รรมราชมาชว่ ยกนั ขดุ ดนิ ทำ� พนื้ ทาง  ทา่ มกลาง
เสยี งเพลงปลุกใจใหพ้ ัฒนา  ซงึ่ แตง่ โดยครูจำ� นงค์  หอสุชาติ  ครดู นตรีโรงเรยี นทงุ่ สง
ถนนสายนส้ี ภาพภมู ปิ ระเทศเดมิ เปน็ ทงุ่ นาและแนวคหู รอื แนวคนั กนั ดนิ  ซงึ่ พระยา
รามราชท้ายน้�ำเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชขุดขึ้นในช่วง พ.ศ. ๒๑๔๐ - ๒๑๖๐ เพื่อป้องกันการรุกรานของ
สลัดอุชงคตนะ แนวคันกันดินท่ีขุดขึ้นนี้มีความยาวต้ังแต่คลองท่าซัก (บริเวณสามแยกบ้านด่านริมถนน
ท่าโพธ์ิปัจจุบัน)  ไปถึงคลองปากนครบริเวณสะพานหลังจวน)  ชาวบ้านนิยมเรียกคันดินน้ีว่า “คูขวาง”
ดังนั้นเม่ือตัดถนนสายน้ีข้ึนโดยใช้วิธีการเชิญชวนประชาชน  นักเรียน นักศึกษา มาช่วยกันขุดในลักษณะ
ร่วมพัฒนา  จึงเรียกว่า  “ถนนพัฒนาการคูขวาง”

124

๔.๖.๒ ถนนพัฒนาการทุ่งปรัง แยกจากถนนนครฯ - ทุ่งสง ท่ีสามแยกหลังวัดศาลามีชัย
ไปทางดา้ นหลงั วดั เพชรจรกิ  บา้ นศรธี รรมราช  ผา่ นวดั ชายนา  วดั โคกธาตุ  ไปจดถนนชลวถิ ที บี่ รเิ วณหวั ทา่
๔.๖.๓ ถนนเทวบรุ ี  เปน็ ถนนสายเลย่ี งเมอื ง  แยกจากถนนกะโรมาหนา้ ธนาคารไทยพาณชิ ย์
จํากัด สาขาย่อยตลาดหัวอิฐไปทางทิศใต้ ตัดผ่านทางรถไฟที่หลาตาปาน ผ่านที่ทําการองค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช  ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช  ไปข้ามคูเมืองด้านตะวันตก
เช่ือมถนนนางงาม  บริเวณศาลจงั หวดั นครศรีธรรมราช
เทวบุรี  เป็นถนนที่เช่ือมชุมชนโพธ์ิเสด็จกับตัวเมืองนครศรีธรรมราช ๒ ด้าน คือ
ด้านทิศตะวันออกเช่ือมกับศาลากลางจังหวัด และด้านทิศเหนือเชื่อมกับชุมชนหัวอิฐด้านถนนกะโรม
ในอดีตชาวชุมชนโพธิ์เสด็จสามารถติดต่อกับตัวเมืองได้ทางเดียว คือ ถนนด้านหลังศาลากลางจังหวัด
ตอ่ มาเมอ่ื ชมุ ชนหวั อฐิ เจรญิ ขน้ึ  ชาวชมุ ชนโพธเิ์ สดจ็ เหน็ ความจาํ เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งมถี นนเชอ่ื มไปยงั ตลาดหวั อฐิ
เพอ่ื นาํ ผลผลติ ไปจาํ หนา่ ยไดส้ ะดวก  และถนนเดมิ ทมี่ อี ยเู่ ดมิ แคบไมส่ ะดวกแกก่ ารสญั จร  ดว้ ยเหตดุ งั กลา่ ว
มผี นู้ าํ ชมุ ชนสองคน  คอื พระภกิ ษเุ มอื ง  เจา้ อาวาสวดั โพธเ์ิ สดจ็ ในขณะนนั้  และนายสเุ ทพปลดั อาวโุ สอาํ เภอ
เมอื งนครศรธี รรมราชไดร้ ว่ มมอื กนั ใชค้ วามพยายามขอที่ดินตามแนวถนนเดิม  (ซึ่งเรียกกันว่า  “ทางลา”)
เพื่อขยายให้มีความกว้างพอท่ีจะรถยนต์สวนไปมาได้ปรากฏเป็นผลสําเร็จ  ชื่อถนนนี้มาจากชื่อของผู้นํา
ทั้งสองมาผนวกกัน  คือ  เทว  (จากช่อื สุเทพ)  และบุรี  (จากชอ่ื เมือง)  เป็นเทวบุรี
เมอื่ พนื้ ทห่ี มทู่ ่ี  ๑  ตาํ บลโพธเ์ิ สดจ็ เขา้ อยใู่ นเขตเทศบาล จงึ ไดร้ บั การปรบั ปรงุ เรอื่ ยมา
ในปงี บประมาณ  ๒๕๕๐ - ๒๕๕๑  เทศบาลนครนครศรธี รรมราชไดม้ นี โยบายขยายถนน  เพอ่ื เปน็ ทางระบาย
ความแออดั การจราจรทต่ี ลาดหวั อฐิ  จงึ ไดข้ อความรว่ มมอื เจา้ ของทตี่ ลอดแนวถนน  ปรากฏวา่ เจา้ ของทดี่ นิ
หลายรายได้ใหค้ วามรว่ มมอื ยนิ ดบี รจิ าคทด่ี ินเพอื่ ขยายถนนตามนโยบายของเทศบาล  เชน่
๑. นายสเุ ทพ  เลาหวณชิ  ตง้ั บา้ นเรอื นอยทู่ ่ี  ๑๗๐๓/๑  ถนนราชดาํ เนนิ  ตาํ บลทา่ วงั
อําเภอเมอื ง  จังหวัดนครศรีธรรมราช  (ไดบ้ ริจาคทีด่ ินจาํ นวน  ๒๖  ตารางวา)
๒. มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี  (โบสถ์คริสต์พระมารดาพระศาสนจักร โรงเรียน
มารยี พ์ ิทักษศ์ ึกษา)  อยูท่ ่ี  ๔๘/๒  ตําบลโพธเิ์ สดจ็  อําเภอเมือง  จังหวดั นครศรีธรรมราช  
๔.๖.๔ ถนนกะโรม  ความคดิ เรอื่ งของการตดั ถนนกะโรมมมี านานแลว้  เพราะในสมยั โบราณ
ผคู้ นเมอื งนครเมอื่ จะตดิ ตอ่ กบั ผคู้ นละแวกนอกเขา  (ทอ้ งทอ่ี าํ เภอฉวาง พปิ นู ชา้ งกลาง และถำ้� พรรณรา)
กม็ กั จะใชว้ ธิ เี ดนิ ปา่ ลดั เลาะไปทางเขาแกว้  (ในทอ้ งทอี่ าํ เภอลานสกาปจั จบุ นั )  ในหนงั สอื  “รายงานเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย  เสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้  ร.ศ. ๑๑๕  (พ.ศ. ๒๔๔๐)”  สมเด็จกรมพระยา
ดาํ รงชานภุ าพ  ไดท้ รงกลา่ ว ไวว้ า่  “ขา้ พระพทุ ธเจา้ ไดส้ ง่ั ใหพ้ ระยาสขุ มุ นยั วนิ ติ  และพระยานครศรธี รรมราช 
จัดการตรวจทางสายนี้ในระดูแล้งท่ีจะตัดออกไปนอกเขาหลังเมืองระยะทางเพียง  ๖๐๐ เส้น ก็จะเป็น 
ประโยชน์ได้มาก เพราะในเมืองเหล่าน้ีไม่ใช้เกวียนการหาบขนสินค้าลําบากแก่ราษฎรอยู่เป็นอันมาก 
ถ้ามีทางพอให้ใช้เกวียนได้ ถึงจะไม่สู้ดีหรือไม่มากมายเท่าใดนัก ก็จะเป็นประโยชน์แก่การค้ามิใช่น้อย”
เร่มิ ตดั ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ ใชว้ ธิ ใี หก้ รมการเมืองไประดมชาวบ้านมาช่วยกนั ขุด ครั้น  พ.ศ. ๒๔๖๒ ร.๖ เสดจ็
นำ�้ ตกกะโรมหรอื โกรม  ปี  ๒๕๑๕  เรมิ่ ลาดยางดับเบิลเซอร์เฟส  (มะตอย)  ปี  พ.ศ. ๒๕๓๑  เร่ิมขยายเป็น
๔  ชอ่ งจราจรจากทางรถไฟ - สแ่ี ยกเบญจม  ปี  พ.ศ. ๒๕๓๔  ขยายจากสแ่ี ยกเบญจม - บา้ นตาล ปี พ.ศ. ๒๕๓๘

125

ถนนกะโรม เปน็ เสน้ ทางหลกั เขา้ สตู่ วั เมอื งอกี เสน้ ทางหนง่ึ ผา่ น “ตลาดหวั อฐิ ” “ถนนพาด” และ “ตลาดแขก”

ขยายจากบ้านตาล - มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช และในปัจจุบันนี้กรมทางหลวงก�ำหนดให้เป็น
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข  ๔๐๑๖  ส่วนจากบา้ นตาล - ลานสกาเป็นทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข  ๔๐๑๕
๔.๖.๕ ถนนชลประทาน ๔ ขวา แยกจากถนนท่าศาลา - นาพรุ ไปตามคลองชลประทาน
ทั้งซ้ายและขวา เป็นทางลาดยางระยะทาง ๓ กิโลเมตร  ไปถึงถนนสะพานยาว  เป็นทางลัดเข้าตัวเมือง
ของรถทมี่ าจากบางปู  ท่าศาลา  และประสงคจ์ ะเขา้ ตัวเมอื งได้สะดวกขึน้
๔.๖.๖ ถนนศิรินครอุทิศ เป็นทางเชื่อมระหว่างถนนเฉลิมพระเกียรติ (ทางหลวงชนบท
ที่ นศ.๔๓๐๗) กบั ถนนพฒั นาการคขู วาง เปน็ ถนนแอสฟลั ตคิ คอนกรตี ๒ ชอ่ งจราจร กวา้ ง ๑๒ เมตร ระยะ
ทางรวม  ๑.๓๕๐  กิโลเมตร  ทด่ี ินทตี่ ัดถนนน้อี ุทิศโดยตระกลู ศิรินคร  ให้แก่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
เมอ่ื  พ.ศ. ๒๕๕๗

การส่อื สารในอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

อ�ำเภอเมืองเปน็ ศนู ย์กลางการสือ่ สารของจงั หวัด หน่วยงานท่ีด�ำเนินการดา้ นการสือ่ สารมหี ลาย-
หนว่ ยงาน  ซง่ึ หนว่ ยงานเหลา่ นส้ี ว่ นใหญจ่ ะพฒั นามาจากหนว่ ยงานเดมิ เดยี วกนั  เพยี งแตม่ กี ารปรบั เปลยี่ น
เพอื่ การพัฒนา  ปรับปรุงการท�ำงานให้มีประสทิ ธภิ าพ
นบั ตงั้ แต่  พ.ศ. ๒๔๒๖  พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรามหาจฬุ าลงกรณ์  พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ถาปนา  “กรมไปรษณยี ”์  และ  “กรมโทรเลข”  ขน้ึ ในวนั ที่  ๔  สงิ หาคม
๒๔๒๖  โดยกรมไปรษณยี ์รับผดิ ชอบงานไปรษณยี ์  และกรมโทรเลขรับผดิ ชอบงานโทรเลขและโทรศัพท์
พ.ศ. ๒๔๔๑  มีการรวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขใช้ชื่อว่า  “กรมไปรษณีย์โทรเลข” ในวันท่ี
๑๙  กรกฎาคม  ๒๔๔๑  รบั ผดิ ชอบงานบรกิ ารประชาชนเพอ่ี การตดิ ตอ่ สอื่ สาร และการสอื่ สารโทรคมนาคม
ของประเทศ

126

พ.ศ. ๒๔๗๕  หลงั จากการเปลย่ี นแปลงการปกครอง  “กรมไปรษณยี โ์ ทรเลข”  ไดร้ บั การปรบั ปรงุ
ระเบยี บการบรหิ ารราชการใหม่  มกี ารปรบั ปรงุ การสอ่ื สารโทรคมนาคมของประเทศ  รวมทงั้ มกี ารแยกงาน
บรกิ ารสาธารณะที่ส�ำคญั ออกไปจดั ตัง้ เป็นหนว่ ยงานใหม่ทีม่ ีการบรกิ ารเป็นเอกเทศ
พ.ศ. ๒๔๘๒ แยกงานวิทยุกระจายเสียงไปรวมกับส�ำนักงานโฆษณาการ ปัจจุบันคือกรมประชา-
สัมพนั ธ์
พ.ศ. ๒๔๘๙  แยกงานคลงั ออมสนิ ออกไปจดั ตั้งเป็นธนาคารออมสนิ
พ.ศ. ๒๔๙๑  แยกงานวิทยุการบินพลเรือนไปข้ึนต่อกรมขนส่ง และต่อมาจัดตั้งเป็นวิทยุการบิน
แห่งประเทศไทย และแยกงานบริการโทรศัพท์ภายในประเทศ ออกไปจัดตั้งเป็นองค์การโทรศัพท์
แห่งประเทศไทย  ปัจจบุ นั คอื บรษิ ทั ทีโอทจี ำ� กดั  (มหาชน)  
พ.ศ. ๒๕๒๐  แยกงานบริการไปรษณีย์  บริการการเงิน  และการโทรคมนาคมอื่น ๆ ออกมาจัดตั้ง
การสอื่ สารแหง่ ประเทศไทย  ปจั จบุ นั คอื บรษิ ทั  กสท โทรคมนาคม จำ� กดั  (มหาชน)  และบรษิ ทั ไปรษณยี ไ์ ทย
จ�ำกัด ส่วนกรมไปรษณีย์โทรเลขไปตั้ง ณ ท่ีท�ำการโรงเรียนไปรษณีย์เดิม  ซอยสายลม  แขวงสามเสนใน
เขตพญาไท  ซ่งึ ในปจั จบุ นั คือสำ� นกั งาน  กสทช.
พ.ศ. ๒๕๔๓  มกี ารตรา  พ.ร.บ.องคก์ รจดั สรรคลนื่ ความถ่ี  และกำ� กบั กจิ การวทิ ยกุ ระจายเสยี ง  วทิ ยุ
โทรทศั น์  และกิจการโทรคมนาคม  พ.ศ. ๒๕๔๓  ซ่ึงบัญญตั ใิ หจ้ ดั ตงั้ สำ� นักงาน  กทช. และสำ� นักงาน กสช.
ใหโ้ อนกจิ การ  ทรพั ยส์ นิ  สทิ ธิ  หนา้ ที่  หนี้  และงบประมาณของกรมไปรษณยี โ์ ทรเลข  ไปเปน็ ของสำ� นกั งาน
กทช.  และใชก้ จิ การทรัพย์สิน  สิทธิ  หน้าท่ตี า่ ง ๆ ของกจิ การวิทยกุ ระจายเสยี งและวทิ ยโุ ทรทัศนแ์ หง่ ชาติ
กรมประชาสัมพันธไ์ ปเปน็ ของสำ� นกั งาน  กสช.
พ.ศ. ๒๕๔๕  มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบกรมไปรษณีย์โทรเลข  และบัญญัติให้มีกระทรวง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้กรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นส่วนราชการภายใต้ส�ำนักงานปลัด
กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร
พ.ศ. ๒๕๔๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จัดตั้ง กทช. จึงมีผลให้กรมไปรษณีย์โทรเลข
ถูกยุบตามท่ีกฎหมายบัญญัติ  และโอนกิจการทั้งหมดรวมทั้งข้าราชการและลูกจ้างไปเป็นของส�ำนักงาน
กทช.
พ.ศ. ๒๕๕๓ มีการตรา พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถ่ีและก�ำกับการประกอบการกิจการวิทยุ
กระจายเสยี งวทิ ยโุ ทรทศั นแ์ ละกจิ การโทรคมนาคม  บญั ญตั ใิ หจ้ ดั ตงั้ สำ� นกั งาน  กสทช.ขน้ึ และเปน็ บรรดา
กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ พนักงาน ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของส�ำนักงาน กทช. ไปเป็น
ของส�ำนกั งาน  กสทช. ตามมาตรา  ๘๙  มผี ลบังคบั ใช้ตั้งแต่วันท่ี  ๒๐  ธันวาคม  ๒๕๕๓  เป็นต้นมา
พ.ศ. ๒๕๖๐  ตรา  พ.ร.บ. องคก์ รจดั สรรคลน่ื ความถแี่ ละกำ� กบั การประกอบกจิ การวทิ ยกุ ระจายเสยี ง
วทิ ยโุ ทรทศั นแ์ ละกจิ การโทรคมนาคม  (ฉบบั ที่  ๒)  ขนึ้ ในวนั ท่ี  ๑๗  มถิ นุ ายน  ๒๕๖๐  ซง่ึ เปน็ การแกไ้ ขกฎหมาย
เพิม่ เติม  เพ่อื ให้สอดคล้องกบั การพัฒนาดจิ ิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

127

สถานวี ทิ ยกุ ระจายเสยี งแหง่ ประเทศไทย  จงั หวดั นครศรธี รรมราช

สถานีวทิ ยุกระจายเสียงแหง่ ประเทศไทย  จังหวัดนครศรีธรรมราช
สถานวี ทิ ยกุ ระจายเสยี งแหง่ ประเทศไทย  จงั หวดั นครศรธี รรมราช  จดั ตงั้ ขน้ึ เมอ่ื ปี  ๒๕๑๖  ทาํ การ
ส่งกระจายเสียงออกอากาศคร้ังแรกที่สนามหน้าเมือง  โดยใช้อาคารสํานักงานกาชาด  จังหวัดนครศรี-
ธรรมราช ซ่ึงอยู่ติดกับห้องสมุดประชาชนเป็นสํานักงานช่ัวคราว  ส่งกระจายเสียงออกอากาศคร้ังแรก
ในระบบ  เอ.เอ็ม. ความถ่ี ๑,๒๕๐ กิโลเฮิรตซ์ กําลังส่ง ๑ กิโลวัตต์ และระบบเอฟ.เอ็ม. ความถี่
๙๖  เมกกะเฮริ ตซ์  กําลงั ส่ง  ๑๐๐  วัตต์  ตอ่ มาในปี  ๒๕๑๘  ได้รบั การจัดสรรเครื่องสง่ ระบบ  เอฟ.เอม็ .
ความถ่ี ๑๐๐ เมกกะเฮริ ตซ์ กําลงั สง่ ๑ กโิ ลวตั ต์ จาํ นวน ๑ เครอ่ื ง และได้ติดต้ังเคร่อื งส่งระบบ เอ.เอม็ .
ที่อาคารหน้าวัดท้าวราษฎร์  ตําบลกําแพงเซา  อําเภอเมือง  จังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นได้ปรับปรุง
เคร่ืองสง่ ระบบ  เอ.เอม็ . โดยเพ่มิ กําลังสง่ เปน็  ๒๐  กิโลวัตต์  
จนถงึ ปี  ๒๕๒๖  กรมประชาสมั พนั ธไ์ ดร้ บั งบประมาณเพอ่ื กอ่ สรา้ งอาคารทที่ าํ การแหง่ ใหมท่ บ่ี รเิ วณ
ค่ายลูกเสือ  (วัดหัวมีนาร้าง)  ตําบลท่าเรือ อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ย้ายสํานักงานและ
เครอื่ งสง่ ระบบ  เอฟ.เอม็ . มาทาํ การสง่ กระจายเสยี งออกอากาศตงั้ แตป่ ี  พ.ศ. ๒๕๓๒  สบื มา  ขณะเดยี วกนั
ในส่วนของเคร่ืองส่งระบบ เอ.เอ็ม. ก็ได้ย้ายจากตําบลกําแพงเซา ไปติดตั้งออกอากาศที่ศูนย์ราชการ
นาสาร อาํ เภอพระพรหม จงั หวดั นครศรีธรรมราช ต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ จนถงึ ปัจจบุ ัน หลงั จากนั้นระบบ
เอฟ.เอ็ม. ได้เปลี่ยนมาออกอากาศความถ่ี  ๙๓.๕  เมกกะเฮริ ตซ์  ได้ตดิ ตัง้ ห้องสง่ ใหมแ่ ละเคร่อื งส่งกาํ ลงั ส่ง
๒ กโิ ลวัตต์
ปัจจุบันสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งนี้ สังกัดสํานักประชาสัมพันธ์  เขต ๕ กรมประชาสัมพันธ์
สํานกั นายกรัฐมนตรี ตัง้ อยทู่ เี่ ลขที่ ๑๓๔ หม่ทู ี่ ๑๑ ถนนนครฯ - สงขลา ตาํ บลทา่ เรอื  อาํ เภอเมอื ง  จงั หวดั
นครศรธี รรมราช  รหสั ไปรษณีย์  ๘๐๐๐๐  โทรศัพท์  ๐ - ๗๕๔๔ - ๖ ๒๓๔ โทรสาร  ๐ - ๗๕๔๔ - ๖๒๓๔

128

สถานวี ิทยโุ ทรทัศนแ์ หง่ ประเทศไทย จงั หวดั นครศรีธรรมราช

สถานวี ทิ ยโุ ทรทศั นแ์ หง่ ประเทศไทย  จังหวัดนครศรีธรรมราช
สถานีวทิ ยโุ ทรทัศน์แหง่ ประเทศไทย  จังหวดั นครศรีธรรมราช  จดั ตั้งขึน้ จากงบประมาณแผน่ ดิน
ปี  ๒๕๒๘,  ๒๕๒๙  และ  ๒๕๓๐  ตามนโยบายจัดตง้ั สถานวี ทิ ยุโทรทัศน์แหง่ ประเทศไทยในสว่ นภูมภิ าค
ของกรมประชาสัมพนั ธ์  โดยมนี ายสมั ฤทธ์ิ  วิจารณ์จติ ร  เป็นผู้อ�ำนวยการคนแรก  (พ.ศ. ๒๕๓๐ - ๒๕๓๑)
เม่ือด�ำเนินการแล้วเสร็จเรียบร้อยและแพร่ภาพออกอากาศได้ จึงประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ
วนั ท่ี  ๒๖  เมษายน  ๒๕๓๒  ในช่วงที่นายวเิ ชียร  บณุ ยประสาท  เป็นผ้อู ำ� นวยการสถานี
สถานวี ทิ ยโุ ทรทศั นแ์ หง่ นมี้ ผี อู้ ำ� นวยการมาแลว้  ๑๒  คน  ประกอบดว้ ย  นายสมั ฤทธ์ิ  วจิ ารณจ์ ติ ร,
นายวเิ ชียร  บุณยประสาท,  นายนิคม  ทองอยู่,  นายทวปี  วฒั นไชย,  นายประสิทธ์ิ  เชญิ ทอง,  นางมุกดา
ยงประพฒั น,์  นางสนุ นั ทา  อศิ วเรศตระกลู ,  นายอารมณ์  คงสกลู ,  นายวริ ตั น์  นม่ิ วจิ ติ ร,  นายสรุ นิ  รกั ษาแกว้ ,
นายทัศนี  เรืองหิรัญ  และนายอนุชา  นาคฤทธิ์
ปจั จบุ นั สถานวี ทิ ยโุ ทรทศั นแ์ หง่ ประเทศไทย  จงั หวดั นครศรธี รรมราช  ถนนนครฯ - หวั ไทร  ตำ� บล
ท่าเรอื  อำ� เภอเมอื ง  จงั หวดั นครศรธี รรมราช  แพรภ่ าพออกอากาศในระบบดาวเทยี ม  ทร่ี บั ชมไดท้ ว่ั โลก และ
ผลิตรายการ  พร้อมข่าวสนับสนุนการออกอากาศของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย  (ส่วนกลาง)
เพอ่ื ประชาสมั พันธ์ขา่ วสารท่วั ประเทศอีกดว้ ย

129

ทที่ ำ� การไปรษณยี น์ ครศรธี รรมราช

ทีท่ �ำการไปรษณีย์นครศรีธรรมราช
ที่ทาํ การไปรษณีย์นครศรธี รรมราช  จดั ตงั้ ขึน้ เมอ่ื  ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ บนที่ดินราชพัสดุ ซ่งึ ต้ังอย่บู น
ถนนราชดาํ เนิน ต�ำบลคลัง อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช มสี ถานทใี่ กลเ้ คยี ง เชน่ สนามหนา้ เมอื ง โรงเรียน
เบญจมราชูทิศ และโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช เป็นต้น ลักษณะอาคารที่ทําการเป็นเรือนไม้ยกพื้น
ทรงปั้นหยา ในระยะแรกให้บริการจดหมายธรรมดา พัสดุไปรษณีย์ และบริการโทรเลข ผู้ใช้บริการ
สว่ นใหญเ่ ปน็ ประชาชน  สว่ นบรกิ ารสาํ หรบั ธรุ กจิ ยงั มไี มม่ ากนกั  เขตพน้ื ทร่ี บั ผดิ ชอบการนาํ จา่ ยอยใู่ นเขตเมอื ง
หรอื เขตเทศบาล  สว่ นตาํ บลทอ่ี ยหู่ า่ งไกลไดฝ้ ากงานไวก้ บั กาํ นนั  ผใู้ หญบ่ า้ น  ปจั จบุ นั มกี ารใหบ้ รกิ ารในเชงิ
ธรุ กจิ มากขน้ึ  มกี ารพฒั นาบรกิ ารตา่ ง ๆ ใหม้ คี วามรวดเรว็  เชน่  บรกิ ารไปรษณยี ด์ ว่ นพเิ ศษ  (EMS)  เปน็ ตน้
และสามารถขยายการนําจ่ายครอบคลุมทุกพ้ืนท่ีตําบล  และมีการขยายที่ทําการเพ่ิมขึ้นจากการขยายตัว
ของชมุ ชน ในเขตเมอื ง  เชน่  ปณ.ศาลามชี ยั  ปณ.ทา่ วงั  และ  ปณ.หวั อฐิ  รวมทงั้ เคานเ์ ตอรบ์ รกิ าร  ณ หมบู่ า้ น
เมอื งทอง  นอกจากนยี้ งั เปิดให้บริการด้วยไปรษณยี ์รถยนต์  (Mobile)  สว่ นเขตชานเมืองท่ีเปดิ ใหบ้ ริการ
ไดแ้ ก่  ปณ.เขามหาชยั  ปณ.ชะเมา  และ  ปณ.บางจาก  นอกจากนกี้ ารขยายเปดิ ใหบ้ รกิ ารไปรษณยี ไ์ ปตามอาํ เภอ
ตา่ ง ๆ ในพืน้ ทจ่ี งั หวัดนครศรธี รรมราช  มที ่ที าํ การไปรษณยี ์ใหบ้ รกิ ารอยจู่ ํานวน  ๒๙  ที่ทาํ การ
จากนโยบายทร่ี ฐั บาลทตี่ อ้ งการแปรสภาพรฐั วสิ าหกจิ เพอื่ เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการทำ� งานใหเ้ ทา่ เทยี ม
กับภาคเอกชน ซ่ึง กสท. เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจดังกล่าว และแยกกิจการเป็น ๒ บริษัท คือ บริษัท
ไปรษณยี ์ไทย  จ�ำกดั  และบรษิ ัท  กสท. โทรคมนาคม  จำ� กดั  (มหาชน)
บริษัท ไปรษณีย์ไทย จ�ำกัด (ปณท.) ยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สาร

130

การคมนาคมและขนสง่

การคมนาคมและขนส่งจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความสะดวกท้ัง ๓ ทาง คือ ทางรถยนต์
ทางรถไฟ  และทางอากาศ  กล่าวคอื
การขนส่งทางรถยนต์  มีทางหลวงแผ่นดินทส่ี ำ� คัญเช่อื มโยงจังหวดั ใกล้เคียง  คือ
๑. ทางหลวงหมายเลข  ๔๑  จากอำ� เภอหลงั สวน  ผา่ นสรุ าษฎรธ์ านสี พู่ ทั ลงุ โดยผา่ นนครศรธี รรมราช
๒. ทางหลวงหมายเลข  ๔๐๓  จากนครศรธี รรมราชผ่านอำ� เภอรอ่ นพบิ ูลย์  ทุ่งสง  เขา้ เขตจงั หวดั
ตรัง
๓. ทางหลวงหมายเลข  ๔๐๘  จากนครศรธี รรมราช  ผ่านอ�ำเภอเชียรใหญ่  หวั ไทร  เข้าส่จู ังหวดั
สงขลา
๔. ทางหลวงหมายเลข  ๔๐๑๓  จากนครศรธี รรมราช  ผา่ นอำ� เภอปากพนงั  หวั ไทร  เขา้ สจู่ งั หวดั
สงขลา
ในการคมนาคมภายในตัวจังหวัดนครศรีธรรมราช  มีรถสองแถววิ่งบริการรอบเมือง  และจาก
นครศรธี รรมราชไปสจู้ งั หวดั ขา้ งเคยี ง  สามารถเลอื กใชบ้ รกิ ารไดท้ งั้ รถตู้  รถแทก็ ซ่ี  และรถโดยสารประจำ� ทาง

การขนสง่ ทางน้ำ�
มีหลักฐานยืนยันได้ว่ามีการค้าขายทางน�้ำมานานแล้ว คลองปากพญาเดิมเป็นแม่น�้ำสายใหญ่
ทเี่ รอื สำ� เภาเขา้ มาตดิ ตอ่ ไดถ้ งึ ตวั เมอื ง  โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ มเี รอื สำ� เภาจากตา่ งแดนเขา้ มาคา้ ขาย  โดยอาศยั
ล�ำนำ้� สายน้ี
กอ่ นนอี้ ำ� เภอเมอื งมที า่ เรอื ทที่ า่ แพ  จะมเี รอื ยนตแ์ ลน่ เลยี บชายฝง่ั ทะเล  ไปยงั อำ� เภอเมอื ง ทา่ ศาลา
สิชล - ขนอม  ต่อไปยังอ�ำเภอเกาะสมุย  หรืออ�ำเภอกาญจนดิษฐ์  สุราษฎร์ธานี  และอีกเส้นทางหน่ึง คือ
ทา่ แพ - ปากพนงั  ซ่ึงรบั ส่งคนโดยสารและสินคา้ จากตวั เมืองสู่อำ� เภอต่าง ๆ ไปยังทะเลตะวันออก
ขอ้ มลู ทา่ เทยี บเรอื ของสำ� นกั งานการขนสง่ ทางนำ้� ที่  ๔  สาขานครศรธี รรมราช  เฉพาะของอำ� เภอเมอื ง
นครศรีธรรมราช มีเอกชนจ�ำนวน ๑ ราย คือนางสหุ นะ  เสมอภาพ ตั้งอยู่ริมคลองปากพนู ตำ� บลปากพูน
อ�ำเภอเมือง  ขออนญุ าตมรี ถยนตข์ นาดไมเ่ กนิ  ๒๐  ตันกรอสส์  เพอื่ ขนสง่ สินค้าประเภทสัตวน์ �้ำ
นอกจากนั้นจะมกี ารขนส่งทางนำ้� ของอำ� เภอชายทะเลอื่น ๆ

การคมนาคมทางรถไฟ
สถานรี ถไฟนครศรธี รรมราช  เปน็ สถานปี ลายทางของการรถไฟแหง่ ประเทศไทย  เปน็ ทางสายแยก
จากสถานรี ถไฟสายใตท้ สี่ ถานชี มุ ทางเขา้ ชมุ ทองระยะทาง  ๓๕  กโิ ลเมตร  มสี ถานรี บั สง่ ผโู้ ดยสารและสนิ คา้
ได้แก่ บ้านเกยเชน ทุ่งหล่อ โคกคราม ห้วยยูง ท่าช้าง วังวัว และมะม่วงสองต้น และสิ้นสุดท่ีสถานี
นครศรีธรรมราช
สถานีรถไฟนครศรีธรรมราชหลังแรกก่อสร้างพร้อมทางรถไฟในปี  พ.ศ. ๒๔๕๗  เปิดให้บริการ
เดนิ รถเมอ่ื  พ.ศ. ๒๔๖๐  และให้บรกิ ารต้ังแต่น้นั มา  อาคารสถานหี ลงั ปัจจุบนั เปน็ สถานรี ะดับชน้ั  ๑ วาง
ศลิ าฤกษเ์ มือ่ วนั ท่ี  ๒  ตลุ าคม  ๒๕๑๒  โดย  พ.อ.แสง  จุลจาริตต์  ผวู้ า่ การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้วาง
ศิลาฤกษ์  สรา้ งเสรจ็ และเปดิ ใชบ้ ริการเมื่อวันท่ี  ๑๓  พฤศจิกายน  ๒๕๑๓

131

สถานีรถไฟนครศรีธรรมราช

สถานีรถไฟนครศรีธรรมราชเปิดบริการโดยสาร รับส่งห่อพัสดุภัณฑ์ และเหมาคันขนส่งสินค้า
ปจั จบุ นั มขี บวนรถใหบ้ รกิ ารวันละ  ๘  ขบวน  คือ
ขบวนรถเข้า  ๔  ขบวน  คือ
๑. ขบวน   ๑๗๓   รถเร็ว   กรงุ เทพฯ - นครศรีธรรมราช
๒. ขบวน   ๘๕ รถด่วน กรุงเทพฯ - นครศรีธรรมราช
๓. ขบวน ๔๕๑ ธรรมดา นครศรีธรรมราช - สุไหงโกลก
๔. ขบวน ๔๕๕ ธรรมดา นครศรธี รรมราช - ยะลา
ขบวนรถออก  ๔  ขบวน  คอื
๑. ขบวน ๑๗๔ รถเรว็ นครศรีธรรมราช - กรงุ เทพฯ
๒. ขบวน ๘๖ รถด่วน นครศรีธรรราช - กรงุ เทพฯ
๓. ขบวน ๔๕๒ ธรรมดา สไุ หงโกลก - นครศรธี รรมราช
๔. ขบวน ๔๕๖ ธรรมดา ยะลา - นครศรธี รรมราช

การคมนาคมทางอากาศ

นครศรธี รรมราชมสี นามบนิ ซง่ึ ใชใ้ นกจิ การทหารอยใู่ นคา่ ยวชริ าวธุ  ตำ� บลปากพนู  หา่ งจากตวั เมอื ง
ไปทางทศิ เหนือประมาณ  ๒  กโิ ลเมตร  มีทางวง่ิ ที่เครอ่ื งบินพาณิชย์สามารถจะลงได้
พ.ศ. ๒๕๑๔  บริษัทเดินอากาศไทย จ�ำกัด  ได้มาเปิดในสนามบินพาณิชย์  บินระหว่างนครศรี
ธรรมราช - ภเู ก็ต - กรุงเทพฯ ด�ำเนนิ การไดร้ ะยะหน่งึ จึงเลกิ กิจการไป  เน่ืองจากมผี ใู้ ช้บรกิ ารน้อย
ต่อมาใน  พ.ศ. ๒๕๒๘  จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ขอใช้บริการท่าอากาศยานกองทัพภาคที่ ๔
เป็นสนามบินพาณิชย์ชั่วคราวอีกครั้ง  โดยมีบริษัท เดินอากาศไทย จ�ำกัด  ให้บริการในเส้นทางการบิน
สุราษฏรธ์ านมี ายงั นครศรธี รรมราช

132

ท่าอากาศยานนครศรธี รรมราช

ขณะเดียวกันกรมการบินพาณิชย์ได้หาสถานท่ีเพ่ือก่อสร้างสนามบินพาณิชย์เป็นการถาวร
มีพื้นที่หลายแปลงที่ถูกเลือกมาพิจารณา แต่ในที่สุดได้เลือกพื้นที่ต�ำบลปากพูนเป็นที่สร้างสนามบิน
แหง่ ใหม่  ทา่ อากาศยานพาณชิ ยน์ เ้ี ปดิ ใหบ้ รกิ ารอยา่ งเปน็ ทางการครง้ั แรกเมอื่ วนั ที่ ๑  ธนั วาคม  พ.ศ. ๒๕๔๑
 โดยมบี รษิ ทั การบนิ ไทย จำ� กดั (มหาชน) และบรษิ ทั พบี แี อร์ จำ� กดั ใหบ้ รกิ ารเพอ่ื บนิ ตรงจากกรงุ เทพมหานคร
มายังนครศรีธรรมราชในสมัยนายบัญญัติ จันทน์เสนะ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีนายชวน หลีกภัย
นายกรฐั มนตรใี นขณะนน้ั  เดินทางมาท�ำพิธเี ปดิ ในวันที่  ๑๐  มิถุนายน  พ.ศ. ๒๕๔๓
เม่ือวันท่ี  ๑๒  กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๕๖  ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ท่าอากาศยาน
นครศรธี รรมราช  เปน็ สนามบนิ ศุลกากรลาํ ดับที่ ๑๐/๑ ของข้อ ๓ แหง่ กฎกระทรวงเรื่องกาํ หนดทา่ หรือที่
สนามบนิ ศลุ กากร  ดา่ นพรมแดนและดา่ นศลุ กากร  พ.ศ. ๒๕๕๓  ลงวนั ที่  ๑  กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๕๖  โดย
นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ซ่ึงมีผลให้ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช
สามารถรับเที่ยวบนิ นาํ เขา้ และสง่ ออกสินคา้ จากตา่ งประเทศได้
ปจั จุบนั มีบริษทั นกแอร์ บรษิ ทั ไทยแอรเ์ อเชีย บรษิ ทั ไทยไลออน แอร์ และบรษิ ทั ไทยเวยี ดแอร์
บินให้บริการ กรุงเทพฯ (ดอนเมือง/สุวรรณภูมิ) ถึงนครศรีธรรมราช และนครศรีธรรมราช - กรุงเทพฯ
(ดอนเมอื ง/สุวรรณภูม)ิ  วันละ  ๒๔  เทยี่ ว  (ไป - กลับ)
ลักษณะทางกายภาพของทา่ อากาศยานนครศรธี รรมราชมดี ังนี้
- อาคารทพี่ กั ผโู้ ดยสาร  พนื้ ทร่ี วม  ๗,๙๘๕  ตารางเมตร  แยกเปน็ พนื้ ทอ่ี าคารผโู้ ดยสารสว่ นขาเขา้
๓๗๕ ตารางเมตร พ้ืนท่ีอาคารผู้โดยสารส่วนขาออก ๓๗๕  ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารขาเข้าจ�ำนวน
๑๘๘  คนต่อชว่ั โมง  และผู้โดยสารขาออก  ๑๒๕  คนต่อชั่วโมง  รวม  ๓๑๓  คนต่อช่วั โมง
- จ�ำนวนเครือ่ งบินทรี่ องรบั ไดส้ งู สุด  ๓๒  เท่ียวบนิ ตอ่ วัน
- จำ� นวนผโู้ ดยสารท่รี องรับไดส้ ูงสดุ  ๒,๕๐๔  คนต่อวัน
- ลานจอดอากาศยานมี  ๙  หลมุ จอด  ลานเฮลคิ อปเตอร์  ๒  ลาน

133

- ขนาดทางวิ่ง  ๔๕ X ๒๑๐๐  เมตร
- พื้นทีร่ วมทงั้ หมด  ๑,๘๑๔  ไร่  หรอื  ๒,๙๐๒,๔๐๐  ตารางเมตร

ยานพาหนะในอำ� เภอ

ยานพาหนะในเมืองนครศรธี รรมราช มีมาตง้ั แตส่ มัยใดไมป่ รากฏชดั แตพ่ บจากจดหมายเหตขุ อง

จีน  บันทึกโดยพระภิกษุชาวจีนช่ือ  “อ้ีจิง”  ท่านได้เดินทางไปแสวงธรรม ณ ดินแดนชมพูทวีป  ได้จาริก
ผ่านเมอื ง  “ตามพรลิงค์”  ในชว่ ง  “พ.ศ. ๑๒๑๔ - ๑๒๓๘”  ได้เล่าเรอื่ งการใช้ยานพาหนะของคนนครศร-ี
ธรรมราชในยุคน้ันว่า มีขบวนแหอ่ ย่างหนึง่ ในเมอื งนคร คือการลากพระโดย “เรอื พระ” ท่ีใชค้ นลาก ท�ำให้
เราได้ทราบว่าเราก็มียานพาหนะ ที่เป็นเรือพระบกที่อาจจะเป็นล้อไม้กลมหรือเป็นหนวนของเรือพระ
ปจั จบุ นั  สว่ นพาหนะอน่ื  ๆ กม็ กี ารใชช้ า้ งบรรทกุ ลากไมใ้ นงานหนกั  ใชม้ า้ ในการขเี่ ดนิ ทาง  รวมถงึ กลา่ วถงึ
การใชว้ วั น้ำ�  (ควาย) ในการข่แี ละลากจงู งานที่เลก็ ลงมา
ยานพาหนะท่ีส�ำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้นยานพาหนะทางน�้ำคือเรือ มีหลักฐานยืนยันมากมาย
ถงึ การเดนิ ทางตดิ ตอ่ กนั ทง้ั ภายในพนื้ แผน่ ดนิ โดยทางสายนำ�้ ลำ� คลอง  และการเดนิ ทางโดยทะเล  ยคุ โบราณ
นกั เดนิ เรอื จากตา่ งเมอื ง  เชน่  ชาวจนี  ญปี่ นุ่  ชาวอาหรบั  อนิ เดยี  และฝรง่ั ชาวยโุ รปหลายชนชาติ  ไดเ้ ดนิ ทาง
เข้ามาค้าขายกับเมืองนครยุคโบราณด้วยเรือส�ำเภาหรือเรือใบ ชาวนครยุคโบราณจึงมีความรู้ในเรื่องการ
เดินเรือ การต่อเรือ จากชาวต่างชาติเหล่าน้ีจนมีฝีมือค่อนข้างสูง สามารถต่อเรือเดินทางข้ามมหาสมุทร
เพ่อื ทำ� การคา้ ขายหรอื ทำ� ศึกสงครามได้
ยานพาหนะประเภทเรือในท้องถ่ินมีใช้ตั้งแต่เรือแพ เรือโกลน ของชาวเหนือ ซ่ึงใช้ต้นไม้ทั้งต้น
มาขดุ หยาบ ๆ พอบรรจสุ งิ่ ของและคนโดยสารลอ่ งลงมากบั สายนำ้�  เมอ่ื จำ� หนา่ ยสนิ คา้ หมดกข็ ายเรอื ใหก้ บั
ชาวนอกน�ำมาตกแต่งเป็นเรือเพรียวใช้ในแถบแม่น้�ำใหญ่ เรือขนาดเล็กที่ใช้อยู่ในล�ำน้�ำท่ัวไปท้ังแบบ
ขนส่งสินค้าเป็นเรือบรรทุก  เรือขนาดย่อมลงมาใช้โดยสารหรือขนส่งพืชผักผลไม้มาจ�ำหน่ายท่ีตลาด
เรือขนาดเล็กก็ใช้เฉพาะครอบครัวเพื่อท�ำมาหากิน จับปูจับปลาทั้งเดินทางไปมาหาสู่ด้วยเรือขนาดเล็ก
ทก่ี ลา่ วนี้
ส่วนเรือประมงริมฝั่ง สมัยท่ียังไม่มีเครื่องยนต์ก็หากินในล�ำคลอง แม่น�้ำ จนถึงริมฝั่งทะเลและ
ใชใ้ บขนาดเลก็  เมอ่ื เครอื่ งยนตน์ ำ� มาใชก้ อ็ อกเดนิ ทางเขา้ ไปในทะเลไดไ้ กลขนึ้  จนถงึ ปจั จบุ นั กองเรอื ประมง
ของนครศรธี รรมราช  ก็เดนิ ทางออกหาปลาไปทว่ั โลก
ยานพาหนะทางน�้ำสรุปว่ามีใช้ในครัวเรือน เป็นเรือขนาดเล็กเพ่ือใช้ท�ำมาหากินบรรทุกสินค้า
เล็ก ๆ น้อย ๆ และใช้เดินทางไปมาหาสู่ลัดเลาะไปตามล�ำน�้ำเล็ก ๆ ได้ เรือขนาดกลางใช้เป็นเรือบรรทุก
และโดยสารวง่ิ ในลำ� นำ้� ใหญ ่ ๆ ใชเ้ ปน็ เรอื ประมงในแมน่ ำ�้ ใหญ ่ ๆ และชายฝง่ั  เรอื ขนาดใหญใ่ ชเ้ ฉพาะเดนิ ทาง
ไปในทะเล  โดยเฉพาะเพื่อการท�ำประมง  ใช้เพื่อโดยสารไปยังเมืองต่าง ๆ แต่ปัจจุบันเรือนับว่ามีบทบาท
น้อยมากเพราะมียานพาหนะท่ีเดินทางบนบกมีมากมาย  สามารถขนส่งเดินทางเข้าไปลึกในแผ่นดินได้
สะดวกขนึ้
ใน  พ.ศ. ๒๓๖๗  ได้มีบันทึกของ  “เจมโลว์”  ได้พูดถึงเรือพระด้วยเช่นกัน  เรือพระท่ีมีบุษบก
เปน็ พาหนะทม่ี ลี อ้ ไมเ้ ชน่ กนั ยานพาหนะของเมอื งนครศรธี รรมราชคอ่ ยพฒั นาขน้ึ มาตามแบบอยา่ งทพี่ อ่ คา้

134


Click to View FlipBook Version