มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตนครศรีธรรมราช ต้งั อยู่ที่ต�ำบลบางจาก อำ� เภอเมือง
จังหวัดนครศรธี รรมราช
๑.๒ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตนครศรธี รรมราช เปน็ สถาบนั อดุ มศกึ ษา
สำ� หรบั พระภกิ ษสุ ามเณรและฆราวาส มฐี านะเปน็ วทิ ยาเขตของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
เดมิ ใชช้ อื่ วา่ “วทิ ยาลยั สงฆภ์ าคทกั ษณิ ” ตง้ั อยทู่ ว่ี ดั แจง้ ถนนราชดำ� เนนิ ตำ� บลทา่ วงั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั
นครศรธี รรมราช
มีประวัติการก่อต้ังและการพัฒนาการตามล�ำดับ ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ คณะสงฆ์ในภาคใต้
ไดก้ อ่ ตงั้ วทิ ยาลยั สงฆภ์ าคทกั ษณิ ขน้ึ โดยมพี ระราชธรรมเวที (เรอื ง วฑุ ฒญิ าโณ) เจา้ คณะจงั หวดั นครศร-ี
ธรรมราชขณะนนั้ เป็นประธานด�ำเนินการกอ่ ตัง้ มีพระมหาพรอ้ ม โกวโิ ท (ปัจจบุ นั คือพระเทพปญั ญาสธุ ี)
เป็นผู้อ�ำนวยการ พ.ศ. ๒๕๒๘ สภาการศึกษามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์
ได้มีมติยกฐานะวิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณเป็นวิทยาเขตนครศรีธรรมราช เปิดด�ำเนินการเรียนการสอน
ในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) เปิดการเรียนการสอนในคณะ
พุทธศาสตร์ วิชาเอกศาสนาเป็นครั้งแรก โดยมีพระเทพปัญญาสุธี เป็นรองอธิการบดี มีภิกษุเข้าศึกษา
ระดับอุดมศึกษาใน พ.ศ. ๒๕๒๘ จ�ำนวน ๓๕ รูป และส�ำเร็จการศึกษาเป็นพุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นแรก
ของวทิ ยาเขตนจี้ ำ� นวน ๖ รปู
ครน้ั พ.ศ. ๒๕๔๐ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ไดย้ กฐานะขน้ึ เปน็
“มหา-วทิ ยาลยั ” ตามพระราชบญั ญตั มิ หาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั พ.ศ. ๒๕๔๐ ซงึ่ ไดป้ ระกาศ
ในราชกจิ จานเุ บกษาเมอ่ื วนั ที่ ๑ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เปลย่ี นชอ่ื สถานศกึ ษาเปน็ “มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ า
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช” มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยในก�ำกับของรัฐ และเป็น
วทิ ยาเขตหนงึ่ ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
185
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตศรีธรรมาโศกราช ตง้ั อย่ทู ตี่ ำ� บลนาพรุ อ�ำเภอพระพรหม
จงั หวดั นครศรีธรรมราช
๑.๓ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช เป็นสถาบันอุดมศึกษา
สำ� หรบั พระภกิ ษสุ งฆแ์ ละฆราวาส ทเ่ี ปดิ ดำ� เนนิ การสอนมาตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ เมอื่ แรกกอ่ ตง้ั ไดใ้ ชส้ ถานที่
อาคารศาสนศกึ ษา ภายในวดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร ตำ� บลในเมอื ง อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
เปน็ ทเี่ รยี นชวั่ คราว โดยความอนเุ คราะหข์ องพระธรรมรตั โนภาส (ประดบั โอภาโส) เจา้ อาวาสวดั พระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) ในสมัยนั้น เนื่องจากได้เล็งเห็นว่ามีพระภิกษุ -
สามเณรในสว่ นภมู ภิ าคจำ� นวนมาก ประสงคจ์ ะศกึ ษาเลา่ เรยี นในระดบั อดุ มศกึ ษา แตไ่ มส่ ามารถเขา้ ไปศกึ ษา
เลา่ เรยี นในมหาวทิ ยาลยั สงฆท์ ก่ี รงุ เทพมหานครได้ เนอ่ื งจากมขี อ้ จำ� กดั ดา้ นทพ่ี กั อาศยั
เหตุนี้จึงได้ขอจัดต้ังวิทยาเขต ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารอันเป็นพระอารามหลวง
สภามหาวทิ ยาลยั จงึ ไดอ้ นมุ ตั ใิ หจ้ ดั ตง้ั เปน็ วทิ ยาเขตเมอื่ วนั ท่ี ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ทำ� หนา้ ทผี่ ลติ บณั ฑติ
ทงั้ ในระดบั ปรญิ ญาตรแี ละปรญิ ญาโทออกไปรบั ใชพ้ ระพทุ ธศาสนาและสงั คม ตอ่ มาในวนั ที่ ๒๓ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๕๔๔ ไดย้ า้ ยทเ่ี รยี นไปอยทู่ ว่ี ดั ปา่ หว้ ยพระหมทู่ ่ี ๕ ตำ� บลนาพรุ อำ� เภอพระพรหม จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ซงึ่ มเี นอ้ื ทป่ี ระมาณ ๑๐๐ ไร่ ปจั จบุ นั มสี ถานะเปน็ มหาวทิ ยาลยั ในกำ� กบั ของรัฐ ท่ีมงุ่ เนน้ วชิ าการทางดา้ น
พระพทุ ธศาสนา และใน พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดจ้ ดั หาทด่ี นิ แปลงใหมร่ มิ ทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข ๔๐๓ (นคร ฯ -
ทงุ่ สง) ทอ้ งทอ่ี ำ� เภอพระพรหม เพอ่ื สรา้ งเปน็ สำ� นกั งานบรหิ ารและอาคารเรยี น
สว่ นงานภายในวทิ ยาเขตประกอบดว้ ย
๑. สำ� นกั งานวทิ ยาเขต (ปจั จบุ นั มพี ระครสู ริ ธิ รรมาภริ ตั , ผศ.ดร. เปน็ ผอู้ ำ� นวยการ)
๒. วทิ ยาลยั ศาสนศาสตร์ (ปจั จบุ นั มพี ระครธู รรมจกั รเจตยิ าภบิ าล, ดร. เปน็ ผอู้ ำ� นวยการ)
๓. ศนู ยบ์ รกิ ารวชิ าการ (ปจั จบุ นั มพี ระพทุ ธสิ ารเมธี เปน็ ผอู้ ำ� นวยการศนู ย)์
186
มหาวิทยาลยั เฉลมิ กาญจนา ตง้ั อยทู่ ถ่ี นนนครฯ - เชียรใหญ่ ตำ� บลช้างซ้าย อำ� เภอพระพรหม จังหวัดนครศรธี รรมราช
๑.๔ มหาวทิ ยาลยั เฉลมิ กาญจนา เปน็ สถาบนั อดุ มศกึ ษา กอ่ ตงั้ ขนึ้ เมอ่ื วนั ที่ ๗ กนั ยายน ๒๕๔๗
บรหิ ารโดยศาสตราจารย์ ดร.วจิ ติ ร ศรสี อา้ น เปน็ นายกสภามหาวทิ ยาลยั ดร.สชุ รี าภรณ์ ธวุ านนท์ เปน็ ผรู้ บั
ใบอนุญาต และอธิการบดี ต้ังแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน แต่ละปีสามารถผลิตบุคลากร
ใหแ้ กท่ อ้ งถนิ่ ทาํ ใหเ้ กดิ คณุ คา่ และเปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม ผสู้ าํ เรจ็ การศกึ ษามที กั ษะทางวชิ าการและวชิ าชพี
มมี นษุ ยสมั พนั ธ์ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม สามารถสรา้ งองคค์ วามรตู้ อบสนองตอ่
ความตอ้ งการของทอ้ งถ่ินและภูมิภาค ผ้เู รยี นมีศักยภาพในการดํารงชวี ติ และการประกอบอาชพี
อนง่ึ มหาวทิ ยาลยั แหง่ นถ้ี อื เปน็ มหาวทิ ยาลยั แหง่ ท่ี ๕ ในสงั กดั “มหาวทิ ยาลยั เฉลมิ กาญจนา”
ก่อนหนา้ นม้ี มี หาวิทยาลัยเฉลมิ กาญจนากระจายอยูใ่ นจงั หวัดศรสี ะเกษ สรุ ินทร์ บุรีรัมย์ และเพชรบรู ณ์
มาแลว้ (รวมส่จี ังหวัด)
187
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปนครศรธี รรมราช ตง้ั อยทู่ ถี่ นนนครฯ - เชยี รใหญ่ ตำ� บลทา่ เรอื อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
๑.๕ วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปนครศรธี รรมราช เปน็ สถาบนั อดุ มศกึ ษาในสงั กดั สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์
จัดต้ังขึ้นโดยการประสานงานของนายสุรินทร์ มาศดิตถ์ ซ่ึงขณะน้ันด�ำรงต�ำแหน่งรัฐมนตรีประจ�ำส�ำนัก
นายกรฐั มนตรี ในชว่ ง พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ ตอ่ มาไดเ้ กิดการรัฐประหารวนั ท่ี ๖ ตลุ าคม ๒๕๑๙ รัฐบาล
สมัยน้ัน (ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี) จึงได้ส้ินสภาพไป รัฐบาลต่อมา (นายธานินทร์
กรยั วเิ ชยี ร) โดย ดร.ภญิ โญ สาธร รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ ารจงึ ไดส้ านตอ่ โครงการ และประกาศ
จดั ตง้ั เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๒๑ มฐี านะเป็นสถานศึกษาในสังกดั กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ เปดิ การสอน
ครงั้ แรกโดยขอใชอ้ าคารเรยี นปรยิ ตั ธิ รรม (อาคารศาสนศกึ ษา) และอาคารพพิ ธิ ภณั ฑข์ องวดั พระมหาธาตุ
วรมหาวหิ ารไประยะหนง่ึ เพราะขณะนน้ั อาคารเรยี นยังกอ่ สรา้ งยงั ไมแ่ ลว้ เสรจ็
กรมศิลปากรและส�ำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เร่งรัดจัดหาที่ดินเพ่ือ
กอ่ สรา้ งวทิ ยาลยั ในทสี่ ดุ จงึ ตดั สนิ ใจเลอื กที่ดินวดั ร้าง ชอื่ “วัดโพธิ์” ในทอ้ งท่ตี �ำบลทา่ เรอื อำ� เภอเมือง
จังหวัดนครศรีธรรมราช สถานท่ีแห่งนี้เคยเป็นแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนามาต้ังแต่ก่อนพุทธ-
ศตวรรษท่ี ๑๘ อยใู่ กลก้ ับคลองท่าเรอื อนั เป็นจุดค้าขายทางเรือของเมืองตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช)
ระหวา่ งกอ่ สรา้ งอาคารเรยี นและบา้ นพกั ครู ไดข้ ดุ พบศลิ ปวตั ถเุ กา่ แกเ่ ปน็ จำ� นวนมาก โดยเฉพาะเครอื่ งปน้ั -
ดินเผา เครื่องถว้ ยจีน และพระพมิ พด์ ินดิบ หนว่ ยศลิ ปากรที่ ๘ (ชอื่ ขณะนั้น) ไดเ้ ก็บรวบรวมจัดแสดง
ไว้ในพพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ นครศรธี รรมราชจำ� นวนหนึ่ง
ปัจจุบันวิทยาลัยเน้นสร้างและผลิตบุคลากรด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ สังคีตศิลป์
โดยเฉพาะศิลปะการแสดงพื้นบ้านในภาคใต้ ทั้งในระดับประกาศนียบัตรและอนุปริญญา ปัจจุบันขยาย
ระดับการผลติ ถงึ ระดบั ปริญญาตรีในนาม “สถาบนั บัณฑติ พัฒนศิลป” ดว้ ย
188
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรธี รรมราช ต้งั อยูท่ ถ่ี นนพฒั นาการคูขวาง ตำ� บลในเมอื ง อ�ำเภอเมือง
จงั หวัดนครศรีธรรมราช
๑.๖ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี นครศรธี รรมราช เปน็ สถาบนั อดุ มศกึ ษาเฉพาะทาง เดมิ ชอ่ื
“โรงเรยี นผชู้ ว่ ยพยาบาลและผดงุ ครรภ”์ กอ่ ตงั้ เมอ่ื วนั ที่ ๑๒ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ตอ่ มาเปลย่ี นชอ่ื เปน็
“วทิ ยาลยั พยาบาลนครศรธี รรมราช” เปดิ รบั นกั ศกึ ษาหลกั สตู รประกาศนยี บตั รการพยาบาลและผดงุ ครรภ์
(๒ ป)ี รนุ่ ท่ี ๑ เมอื่ วนั ท่ี ๖ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ตอ่ มาวนั ท่ี ๒๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเดจ็
พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้เปลี่ยนช่ือเป็น “สถาบันพระบรมราชชนก”
ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รบั พระราชทานพระบรมราชานญุ าตใหอ้ ญั เชิญพระนามาภิไธย “บรมราชชนนี”
เปน็ ชอ่ื วทิ ยาลยั พยาบาลทกุ แหง่ ในสงั กดั กระทรวงสาธารณสขุ เหตนุ จี้ งึ เปลยี่ นชอ่ื เปน็ “วทิ ยาลยั พยาบาล
บรมราชชนนี นครศรธี รรมราช”
วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี นครศรธี รรมราช ไดเ้ รม่ิ ดาํ เนนิ การผลติ บคุ ลากรทางการพยาบาล
มาตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๒๕ โดยเริ่มแรกเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรการพยาบาลและผดุงครรภ์
ใชเ้ วลาเรยี น ๒ ปี จนกระทง่ั ปกี ารศกึ ษา ๒๕๓๒ เปลยี่ นชอื่ เปน็ หลกั สตู รประกาศนยี บตั รพยาบาลศาสตร์
ระดบั ตน้ และในปกี ารศกึ ษา ๒๕๓๕ ไดป้ รบั ปรงุ เปน็ หลกั สตู รประกาศนยี บตั รพยาบาลศาสตร์ ระดบั ตน้
(ป.พย. ระดบั ตน้ ) Certificate in Nursing Science (Technical level) : Cert. N.S. (Technical Level)
(หลกั สตู รปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๓๕) และใชจ้ ดั การศกึ ษาตง้ั แตป่ กี ารศกึ ษา ๒๕๓๕ สบื มา
พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๑ มพี ระราชกฤษฎกี ารบั วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี นครศรธี รรมราช
สงั กดั สถาบนั พระบรมราชชนก สาํ นกั งานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ เขา้ สมทบในมหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์
และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อนุมัติปริญญาบัตรให้ผู้สําเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร
พยาบาลศาสตรบณั ฑติ ต้งั แต่ปีการศกึ ษา ๒๕๔๑ เป็นต้นมา
189
๒. ระดบั อาชวี ศกึ ษา
วทิ ยาลยั ศลิ ปหตั ถกรรมนครศรธี รรมราช ตงั้ อยใู่ นซอยหอไตร ถนนราชดำ� เนนิ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
๒.๑ วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เป็นโรงเรียนวิชาวิสามัญแห่งแรกของจังหวัด
ตั้งอยู่ในวัดท่าโพธิ์ โดยพระรัตนธัชมุนี (ม่วง) ได้เปิดท�ำการสอนวิชาชีพเม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยเปิดสอน
วิชาชีพแผนก เช่น ช่างไม้ ช่างทอง ช่างหล่อพระพุทธรูป และช่างถม โดยใช้เงินนิตยภัตส่วนตัวจ้าง
ช่างฝีมือมาเป็นครูสอน เข้าลักษณะเป็น “โรงเรียนเชลยศักดิ์” ซ่ึงเน้นวิชาช่างถมเป็นหลัก วันหนึ่ง
ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ สมเด็จเจา้ ฟา้ กรมหลวงลพบุรรี าเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใตไ้ ดเ้ สด็จมาเย่ียมโรงเรยี นนี้
ทรงเห็นความพยายามของพระรัตนธัชมุนี (ม่วง) จึงทรงปรารภท่ีจะช่วยเหลือส่งเสริมฝึกฝนวิชาช่างถม
ใหด้ ำ� รงอยคู่ เู่ มอื งนคร จงึ ทรงสง่ั การใหศ้ กึ ษาธกิ ารจงั หวดั ตง้ั เงนิ เดอื นแกค่ รู นบั แตน่ นั้ มาครขู องโรงเรยี นนี้
จึงได้รับเงินเดอื นหลวงแทนเงินนิตยภัตของพระรัตนธชั มนุ ี (ม่วง) และต้งั ชอ่ื วา่ “โรงเรียนช่างถม”
“โรงเรียนช่างถม” เมื่อแรกต้ังได้ใช้สถานที่เรียนร่วมกับโรงเรียนเบญจมราชูทิศ แต่แบ่ง
นักเรียนช้ันปีท่ีสองมาเรียนวิชาช่างถม ช่างไม้ และช่างเย็บเสื้อผ้า ครั้นล่วงถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงแยก
มาเปน็ โรงเรยี นชา่ งถม และยา้ ยไปอยทู่ ว่ี ดั วงั ตะวนั ออก (รมิ ถนนราชดำ� เนนิ ) และเปลย่ี นชอ่ื เปน็ “โรงเรยี น
ช่างโลหะรูปพรรณ” หลังจากนั้นได้เปล่ียนช่ืออีกหลายครั้ง ตามนโยบายของกรมอาชีวศึกษาแต่ละยุค
ปัจจุบันช่ือว่า “วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช” โดยย้ายจากที่เดิมไปตั้งอยู่ท่ีวัดหอไตร (ร้าง)
ต�ำบลนา (ปัจจบุ นั เปลยี่ นเป็นตำ� บลในเมือง) อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช
อาจกลา่ วได้ดว้ ยความภมู ใิ จวา่ “โรงเรียนช่างถม” ทีจ่ ัดตัง้ ข้ึนในวดั ท่าโพธิ์ โดยพระรัตน-
ธชั มนุ เี มอื่ พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๔๕๙ เปน็ ตน้ เคา้ ของสถานศกึ ษาระดบั อาชวี ศกึ ษาของจงั หวดั นครศรธี รรมราช
ในปจั จบุ นั เพราะไดเ้ ปน็ จดุ กำ� เนดิ ของสถาบนั อาชวี ศกึ ษาถงึ สองโรงคอื “โรงเรยี นชา่ งไมน้ ครศรธี รรมราช”
(วิทยาลัยเทคนคิ ) และ “โรงเรยี นการชา่ งสตรนี ครศรีธรรมราช” (วทิ ยาลยั อาชวี ศึกษานครศรีธรรมราช)
ในเวลาต่อมา
190
วทิ ยาลยั เทคนคิ นครศรธี รรมราช ตง้ั อยรู่ มิ ถนนราชดำ� เนนิ ตำ� บลทา่ วงั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
๒.๒ วทิ ยาลยั เทคนคิ นครศรธี รรมราช เดมิ เปน็ แผนกวชิ าชา่ งไมใ้ น “โรงเรยี นชา่ งถม” เปดิ สอน
คร้ังแรกทีว่ ดั ท่าโพธ์ิเม่ือวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ มีนักเรยี น ๔๓ คน ครู ๓ คน มคี รูสมั ฤทธิ์
วรรณวนิช เป็นครูใหญ่ มีผู้ปกครองส่งบุตรหลานมาเรียนเพิ่มข้ึนทุกปี จนถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๔๘๑ จึงแยกออกจากโรงเรียนช่างถมมาเป็น “โรงเรียนประถมอาชีพช่างไม้” โดยขออนุญาต
ใช้พ้ืนทวี่ ัดรา้ งสองวัดเป็นท่ตี ้งั ของโรงเรยี น คอื วัดชมุ แสงและวดั ประตโู กบ รวมเน้ือท่ี ๓๙ ไรเ่ ศษ จนถงึ
วันท่ี ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ จึงเปล่ียนช่ือเป็น “โรงเรียนช่างไม้นครศรีธรรมราช” ซ่ึงเป็นช่วงเวลา
ที่กิจการของโรงเรียนเจรญิ ก้าวหน้าไปมาก
แตแ่ ลว้ กจิ การของโรงเรยี นกช็ ะงกั ลงโดยฉบั พลนั เมอื่ เกดิ สงครามมหาเอเชยี บรู พาเมอ่ื วนั ที่
๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกท่ีบ้านท่าแพ และรัฐบาลไทยในสมัยน้ันอนุญาต
ใหก้ องทพั ญปี่ นุ่ ใชพ้ น้ื ทค่ี า่ ยวชริ าวธุ และโรงเรยี นชา่ งไมน้ ครศรธี รรมราชเปน็ กองบญั ชาการ ทำ� ใหโ้ รงเรยี น
จดั การเรยี นการสอนดว้ ยความยากลำ� บากยง่ิ สง่ ผลใหน้ กั เรยี นลาออกไปมาก จนถงึ วนั ท่ี ๑๗ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๘๘ ปรากฏวา่ มีนักเรียนเหลือเพยี ง ๙ คน และพอเรยี นถึงกลางปกี เ็ หลอื เพยี ง ๓ คนเท่าน้นั
ภายหลงั เสรจ็ สน้ิ สงครามโรงเรยี นกเ็ รม่ิ ฟน้ื ตวั มกี ารขยายหลกั สตู รใหเ้ ปดิ สอนถงึ ชน้ั ประโยค
มัธยมอาชีวศกึ ษาตอนปลาย พร้อมกบั เปล่ยี นช่ือเป็น “โรงเรียนการช่างนครศรธี รรมราช” เม่อื วันที่ ๑๓
กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ ภายใต้การบรหิ ารของนายสัมฤทธิ์ วรรณวนิช และครูใหญค่ นต่อมา โดยเฉพาะ
นายคมั ภรี ์ รตั นโชติ ซงึ่ มวี สิ ยั ทศั นแ์ ละความสามารถดา้ นบรหิ าร จนทำ� ใหโ้ รงเรยี นมชี อื่ เสยี งอยา่ งรวดเรว็
จนกระท่ังถึงวันท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้รับการยกฐานะเป็น “วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช”
และใชช้ ื่อนี้สบื มาจนถึงปจั จบุ นั
191
วทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษานครศรีธรรมราช ต้ังอยทู่ ีร่ ิมถนนราชด�ำเนนิ ต�ำบลคลัง อำ� เภอเมือง จังหวัดนครศรธี รรมราช
๒.๓ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช เดิมเป็นแผนกวิชาช่างเย็บเส้ือผ้า ใน “โรงเรียน
ช่างถม” ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้แยกออกมาจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศท่ีวัดโพธิ์เปิดเป็นโรงเรียนช่ือ
“โรงเรียนช่างเย็บเสื้อผ้า” ครั้น พ.ศ. ๒๔๘๒ จึงย้ายมาตั้งที่วัดพระเงิน (ร้าง) ถนนราชด�ำเนิน (ใกล้กับ
สำ� นกั งานเทศบาลนครนครศรธี รรมราช) พ.ศ. ๒๔๙๑ เปลยี่ นชอ่ื เปน็ “โรงเรยี นการชา่ งสตรนี ครศรธี รรมราช”
พ.ศ. ๒๕๑๖ เปลีย่ นช่อื เปน็ “โรงเรยี นอาชีวศกึ ษานครศรีธรรมราช”
อนงึ่ เมอื่ วนั ที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๑๗ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดป้ ระกาศรวมโรงเรยี นอาชวี ศกึ ษา
สามโรงซ่ึงต้ังอยู่ในท้องที่อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพ่ือให้สะดวกในการบริหารและการ
จดั การเรยี นดา้ นอาชวี ศกึ ษา จงึ ใหย้ กฐานะเปน็ “วทิ ยาลยั ” และใหร้ วมอยภู่ ายใตช้ อื่ “วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษา
นครศรธี รรมราช” ประกอบดว้ ย ๓ โรง คอื
๑. โรงเรยี นการชา่ งนครศรธี รรมราช ใหเ้ ปลย่ี นเปน็ “วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษานครศรธี รรมราช
วทิ ยาเขต ๑”
๒. โรงเรียนอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช ให้เปล่ียนเป็น “วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรี-
ธรรมราช วทิ ยาเขต ๒”
๓. โรงเรยี นศลิ ปหตั ถกรรมนครศรธี รรมราช ใหเ้ ปลยี่ นเปน็ “วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษานครศร-ี
ธรรมราช วทิ ยาเขต ๓”
ทง้ั นโี้ ดยมนี างอำ� พน สวสั ดสิ าร เปน็ ผอู้ ำ� นวยการ วา่ ท่ี ร.ต. สมพร สทุ ธสิ งั ข์ และนายนกุ ลู
คำ� พรรณ์ เปน็ ผชู้ ว่ ยผอู้ ำ� นวยการ
ตอ่ มาเมอื่ วนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๒๒ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดป้ ระกาศแยก วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษา
นครศรธี รรมราช วทิ ยาเขต ๑ (โรงเรยี นการชา่ งนครศรธี รรมราช) ไปเปน็ “วทิ ยาลยั เทคนคิ นครศรธี รรมราช”
เปน็ เหตใุ หว้ ทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษานครศรธี รรมราชยงั คงเหลอื วทิ ยาเขตเพยี ง ๒ แหง่
ในปีการศึกษา ๒๕๒๔ กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ประกาศแยกวิทยาลัยท่ีเหลือทั้งสองแห่ง
ใหเ้ ปน็ เอกเทศ กลา่ วคอื วทิ ยาเขต ๒ ใหช้ อื่ วา่ “วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษานครศรธี รรมราช” สว่ นวทิ ยาเขต ๓
ใหช้ อ่ื วา่ “วทิ ยาลยั ศลิ ปหตั ถกรรมนครศรธี รรมราช” และใชช้ อื่ นส้ี บื มาจนถงึ ปจั จบุ นั
192
วทิ ยาลัยการอาชีพนครศรีธรรมราช
ตง้ั อยทู่ ศ่ี นู ยร์ าชการนาสาร
๒.๔ วทิ ยาลยั การอาชพี นครศรธี รรมราช
ก่อตั้งเม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๔ ในท้องที่หมู่ที่ ๓ ถนน
ชลประทาน ศูนย์ราชการนาสาร อ�ำเภอพระพรหม
(เดมิ ขน้ึ กบั อำ� เภอเมอื ง) เปดิ ทาํ การสอนครง้ั แรกเมอ่ื
วันท่ี ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๒๖ โดยไดร้ บั เกยี รตจิ าก
นายชวน หลกี ภยั รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในขณะนน้ั มาเปน็ ประธานในพธิ เี ปดิ อยา่ งเปน็ ทางการ
เมอื่ วนั ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๖ เหตนุ วี้ ทิ ยาลยั การอาชพี นครศรธี รรมราชจงึ ถอื เอาวนั ที่ ๒๙ กรกฎาคม
ของทกุ ปีเปน็ วันสถาปนา ทุก ๆ ปีจะมกี ารจดั กจิ กรรมขน้ึ โดยใชช้ ือ่ วา่ “วันการอาชพี นครศรีปรทิ รรศน”์
วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช ตง้ั อย่ทู หี่ มทู่ ่ี ๑ ตำ� บลปากพนู อ�ำเภอเมือง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
๒.๕ วทิ ยาลยั สารพดั ชา่ งนครศรธี รรมราช กอ่ ตง้ั ขน้ึ เมอื่ วนั ท่ี ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เดมิ ชอื่
“โรงเรียนสารพัดช่างนครศรีธรรมราช” สอนครั้งแรกในหลักสูตรวิชาชีพระยะส้ันเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม
๒๕๓๓ โดยใช้สถานท่ี (ช่ัวคราว) ในโรงเรียนอํามาตย์พิทยานุสรณ์ซ่ึงเป็นโรงเรียนเอกชนของอาจารย์
สมบูรณ์ ภารพบ โดยมนี ายอำ� นาจ เต็มสงสยั เปน็ ผู้อ�ำนวยการคนแรก
ต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ย้ายมาอยู่ท่หี มู่ท่ี ๑ ตําบลปากพูน อ�ำเภอเมอื ง บนพืน้ ท่ี ๑๐ ไรเ่ ศษ
ซงึ่ นางเคลา้ ผลาวรรณ และนายคลอ้ ย นางจรยิ า บญุ สนิ บรจิ าค ตอ่ มาไดร้ บั การยกฐานะเปน็ “วทิ ยาลยั
สารพดั ชา่ งนครศรธี รรมราช” เมอ่ื วนั ที่ ๗ มถิ นุ ายน ๒๕๓๔ มจี ดุ ประสงคใ์ นการจดั การศกึ ษาสามประการ คอื
๑. จดั การเรยี นการสอนเพอื่ สง่ เสรมิ และพฒั นาอาชพี ใหก้ บั ประชาชนผดู้ อ้ ยโอกาส ผสู้ งู อายุ
กลุ่มอาชีพในทอ้ งถนิ่ โดยเปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี นสามารถเลือกเรียนอาชพี ไดต้ ามความถนัด เพ่อื หาชอ่ งทาง
ในการประกอบอาชีพในเวลาอันรวดเร็ว หรือต้องการเปล่ียนอาชีพใหม่ตามที่ต้องการ หรือเพื่อนําผล
การเรียนไปเทยี บโอนเป็นวชิ าในหลกั สูตรในระบบ
๒. จดั การเรยี นการสอนเพอ่ื ผลติ แรงงานระดบั กงึ่ ชา่ งฝมี อื ระดบั ชา่ งฝมี อื และระดบั ชา่ งเทคนคิ
ตามความตอ้ งการของตลาดแรงงาน หรอื ตามความตอ้ งการแรงงานของชาตเิ พอื่ การพฒั นาเศรษฐกจิ และ
สังคม โดยให้มีทักษะและสมรรถนะเพื่อการประกอบอาชีพหรือเพ่ือการศึกษาต่อในระดับท่ีสูงข้ึนไปได้
๓. จัดฝึกอบรมอาชีพแก่ประชาชน เยาวชนในทอ้ งถิ่น หรอื ถ่ินทุรกันดารอน่ื ๆ
193
๓. ระดับมัธยมศึกษา
โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ ตง้ั อยใู่ นตำ� บลโพธเิ์ สดจ็ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
๓.๑ โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ เปน็ โรงเรยี นแรกทเ่ี กดิ ขนึ้ ในจงั หวดั นครศรธี รรมราช ตงั้ แต่ พ.ศ.๒๔๓๔
ในฐานะ “โรงเรียนเชลยศักด์ิ” (โรงเรียนราษฎร์) ในวัดท่าโพธิ์ จัดต้ังโดยพระรัตนธัชมุนี (ม่วง) ใน
พ.ศ. ๒๔๓๔ ต่อมาทางราชการ โดยพระยาสุขุมนัยวินิต เทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ได้เข้ามา
อุดหนุนจัดการศึกษา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสุขุมาภิบาลวิทยา” ตามนามผู้อุดหนุน เปิดสอนเมื่อ
วนั ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ (ร.ศ.๑๑๘) ตอ่ มา พ.ศ. ๒๕๕๗ มนี กั เรียนมากขึ้น จึงขยายห้องเรยี น
เพิม่ ข้ึน และสร้างอาคารใหม่ขึน้ ภายในวดั เปลย่ี นชื่อเป็น “โรงเรยี นศรธี รรมราช” ลว่ งมา พ.ศ. ๒๔๖๐
จึงได้เปล่ียนชื่อเป็น “โรงเรียนเบญจมราชูทิศ” มีความหมายว่าสร้างเพื่อเป็นที่ร�ำลึกถึงพระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ ในฐานะผใู้ หก้ ำ� เนดิ โรงเรยี นในประเทศไทย และใชช้ อื่ นมี้ าถงึ ปจั จบุ นั
โรงเรยี นกลั ยาณศี รธี รรมราช ตง้ั อยทู่ ถ่ี นนราชดำ� เนนิ ตำ� บลคลงั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
๓.๒ โรงเรียนกลั ยาณีศรีธรรมราช เปน็ โรงเรียนมธั ยมศึกษาทแ่ี ยกจากโรงเรียนเบญจมราชทู ศิ
มฐี านะเปน็ “โรงเรยี นสตรปี ระจำ� จงั หวดั ” เมอื่ พ.ศ. ๒๔๖๖ ตงั้ ขน้ึ ทวี่ ดั ทา่ มอญ (วดั ศรที ว)ี เปดิ สอนตง้ั แต่
มธั ยมปที ี่ ๑ ถงึ ปที ี่ ๖ (เทยี บเทา่ ม.๓ ปจั จบุ นั ) พนื้ ทบี่ รเิ วณวดั ทา่ มอญมตี น้ จนั ใหญอ่ ยสู่ องตน้ เปน็ รม่ ไม้
ใช้เพ่ือท�ำกิจกรรมกลางแจ้ง จนเรียกติดปากว่า “ใต้ร่มจัน” คร้ันพ.ศ. ๒๔๘๐ ได้ย้ายมาเรียนที่มุมสนาม
หน้าเมืองด้านตะวันออก (ข้างศาลาประดู่หก) มีอาคารเรียนหลักคือ “อึ่งค่ายท่าย” ซ่ึงนายอ่ึงค่ายท่าย
ตน้ สกลุ “อดเิ ทพวรพันธ”์ คหบดีเจ้าของเหมืองแร่ดีบุกและวลุ แฟรมทีอ่ �ำเภอรอ่ นพบิ ลู ยบ์ ริจาคเงินสรา้ ง
194
๓.๓ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่เน้นการเรียนและฝึกทักษะ
ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อม ก่อต้ังเม่ือวันท่ี ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ต้ังอยู่ท่ีต�ำบล
บางจาก อำ� เภอเมือง จังหวดั นครศรธี รรมราช นบั เป็นหนงึ่ ใน ๑๒ โรงเรยี นท่ีจัดต้ังเพ่อื เฉลิมพระเกยี รติ
เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ
ครบ ๓ รอบในวนั ท่ี ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ดว้ ยสาํ นกึ ในพระกรณุ าธคิ ณุ ทที่ รงมตี อ่ งานดา้ นวทิ ยาศาสตร์
เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อมตามพระราชปณิธานท่ีทรงมุ่งมั่น กรมสามัญศึกษา (ช่ือขณะน้ัน) ได้ขอ
พระราชทานชอื่ โรงเรยี น ๑๒ แหง่ วา่ “โรงเรยี นจฬุ าภรณราชวทิ ยาลยั ” ตามดว้ ยชอ่ื จงั หวดั ทโี่ รงเรยี นตงั้ อยู่
เมื่อแรกก่อตั้งได้ใช้หลักสูตรวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน
๒๕๕๓ โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีท่ีเสนอโดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ศกึ ษาธกิ ารในสมยั นนั้ ไดด้ าํ เนนิ การพฒั นากลมุ่ โรงเรยี นจฬุ าภรณราชวทิ ยาลยั ใหเ้ ปน็ โรงเรยี นวทิ ยาศาสตร์
ภูมิภาค โดยใช้ชื่อภาษาไทยว่า “โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย (โรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค)” และ
ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ “Princess Chulabhorn Science High School” โดย นายไพรัช วงศ์นาถกุล
เป็นผอู้ าํ นวยการโรงเรยี น และประธานกลุม่ โรงเรยี นวิทยาศาสตร์ภูมิภาค
อนง่ึ ใน พ.ศ. ๒๕๖๑ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดข้ อพระราชทานพระอนญุ าตเปลย่ี นชอื่ โรงเรยี น
เป็น “โรงเรยี นวทิ ยาศาสตร์จุฬาภรณราชวทิ ยาลยั ” แลว้ ตามด้วยชื่อจงั หวดั ที่ตัง้
๓.๔ โรงเรียนตรีนิมิตรวิทยา เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา เปิดสอนครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๖
ในทอ้ งที่หมู่ที่ ๑ (บ้านบางพุทรา) ต�ำบลบางจาก อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั นครศรธี รรมราช ในพืน้ ท่ธี รณสี งฆ์
วัดตรีนิมิตร ซ่ึงพระครูปิยธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสอนุญาตให้ใช้ ต่อมาได้มีผู้บริจาคเพิ่มเติมอีกสามราย
คอื นายฟ้ืน - นางแนบ เล่ยี มแกว้ และนายกระจ่าง พทุ ธศรี ปจั จบุ นั จึงมเี น้อื ทท่ี ้ังสน้ิ ๕๓ ไร่ ๒ งาน
๙๒ ตารางวา กรมสามญั ศกึ ษา (ชอ่ื สมยั นัน้ ) จงึ ต้งั ชื่อโรงเรยี นนวี้ ่า “โรงเรียนตรีนมิ ิตรวทิ ยา”
๓.๕ โรงเรียนท่านครญาณวโรภาสอุทิศ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา เปิดสอนครั้งแรกเมื่อวันที่
๑๐ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ตั้งอยู่ทห่ี ม่ทู ่ี ๒ (บา้ นท่านคร) ต�ำบลปากนคร อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
โดยนายศุภมน เสาหฤทธิวงศ์ ผู้อํานวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และผู้อํานวยการสามัญศึกษาจังหวัด
นครศรธี รรมราช ไดม้ อบหมายใหน้ ายจาํ นงค์ เกราะแกว้ ผชู้ ว่ ยผอู้ าํ นวยการโรงเรยี นเมอื งนครศรธี รรมราช
เปน็ ผดู้ าํ เนนิ การรบั บรจิ าคทด่ี นิ โดยนายสริ ิ รตั นปรคิ ณน์ พระครธู รรมธรถาวร พระอาจารยเ์ ขม็ ปติ ธิ มโฺ ม
พระครูจิตรการประสาท พระครูวิเศษศาสนกิจ และพระครูโอภาสโพธิรัตเป็นผู้จัดหาให้ ซึ่งได้รับบริจาค
จากพระครูญาณวโรภาส จํานวน ๓๕ ไร่ ๘๘ ตารางวา และพระอาจารย์เขม็ ปติ ิธมโฺ ม จาํ นวน ๑๐ ไร่
๒ งาน ๙๗ ตารางวา ต่อมาในวันท่ี ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๘ กรมสามัญศึกษามีค�ำส่ังแต่งตั้งให้
นายจํานงค์ เกราะแก้ว ดํารงตําแหน่งอาจารย์ใหญ่ เปิดสอนระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นและช้ันมัธยม
ศึกษาตอนปลาย
๓.๖ โรงเรยี นปากพนู เปน็ โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาทยี่ กฐานะมาจากโรงเรยี นประถมศกึ ษาตอนปลาย
เปิดสอนคร้ังแรกเมอ่ื วนั ท่ี ๒๗ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยคณะกรรมการตำ� บล ซ่ึงมพี ระคลิ้งเจ้าอาวาส
วัดศรีมงคลในสมัยน้ันเป็นกําลังสําคัญ คณะกรรมการได้ขอให้ทางราชการจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษา
ตอนปลาย โดยได้รับการสนับสนุนจากนายน้อม อุปรมัย สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช
195
และรฐั มนตรชี ว่ ยวา่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในสมยั นนั้ จงึ ไดร้ บั อนญุ าตจากทางราชการใหเ้ ปดิ เปน็ โรงเรยี น
ประถมศกึ ษาตอนปลาย ทางราชการได้แต่งต้ังนายเสถยี ร สุคนธ์ เป็นครใู หญค่ นแรก ระยะแรกใหเ้ รียน
อยทู่ ่ีวัดศรมี งคล ตอ่ มาย้ายมาเปดิ ที่วัดรา้ ง (วดั พระคอหัก หรอื วดั ชัยชุมพล) วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๘
กระทรวงศกึ ษาธิการ ได้ขยายเป็นโรงเรียนมธั ยมศกึ ษาตอนต้น รับนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑ จํานวน
๒ ห้องเรียนจนถึงปีการศึกษา ๒๕๒๑ นายเสถียร สุคนธ์ ได้รับการแต่งต้ังเป็นอาจารย์ใหญ่ ต่อมา
ในปีการศึกษา ๒๕๒๘ เปดิ รับนกั เรียนมธั ยมศึกษาตอนปลาย เรม่ิ จากชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๔ จำ� นวน ๒
หอ้ งเรยี น
ปจั จบุ นั โรงเรยี นปากพนู สงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษา-
ธิการ เปิดรบั นกั เรยี นทงั้ ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้ และระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
๓.๗ โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา เปิดสอนคร้ังแรกเมื่อวันที่ ๑๖
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ด้วยหลักสูตรหลักสูตรมัธยมศึกษา (ม.๑ - ๓) สังกัดกองการศึกษาพิเศษ
กรมสามัญศึกษาโดยนายชุ่ม สมพันธ์ กํานันตําบลนาเคียนเป็นผู้จัดหาท่ีดินให้ ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้
หลกั สตู รประถมศกึ ษาตอนปลาย (ป.๕ - ๗) สงั กดั กรมสามญั ศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๑๕ ไดย้ า้ ยมาทว่ี ดั จอมลา้ น
(วัดร้าง) หมู่ท่ี ๑ ตําบลนาทราย อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีเนื้อท่ีประมาณ ๒๑ ไร่เศษ
(อนั เปน็ ทต่ี งั้ โรงเรยี นจนถงึ ปจั จบุ นั ) ตอ่ มาในปกี ารศกึ ษา ๒๕๑๙ กรมสามญั ศกึ ษาไดใ้ หย้ บุ หลกั สตู รประถม
ศกึ ษาตอนปลาย และใหเ้ ปดิ สอนหลกั สตู รมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ สงั กดั กองการมธั ยมศกึ ษา กรมสามญั ศกึ ษา
จนกระทง่ั ปีการศกึ ษา ๒๕๒๗ ไดข้ ยายช้นั เรียนมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ปีการศึกษา ๒๕๕๗ ได้รับรางวัลชมเชยโรงเรียนรางวัลพระราชทานระดับมัธยมศึกษา
ขนาดใหญ่ เป็นโรงเรียนผู้นํา ICT ที่มีบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมซ่ึงเอื้ออํานวยให้เป็นโรงเรียนแห่งการ
เรยี นรู้ทมี่ ีความพร้อมในด้านต่าง ๆ
๓.๘ โรงเรียนโยธินบ�ำรุง เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ตั้งข้ึนเมื่อวันท่ี ๕ มิถุนายน ๒๔๘๔ โดย
พลตรีหลวงเสนาณรงค์ (ศักด์ิ เสนาณรงค์) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกท่ี ๕ ค่ายวชิราวุธ ณ บริเวณ
บา้ นพกั ทหารปนื ใหญท่ ่ี ๕ ไดเ้ ปดิ สอนระดบั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑ - ๔ เมอื่ มนี กั เรยี นเพมิ่ ขนึ้ จงึ ยา้ ยมาตงั้ อยู่
บริเวณสถานที่ปัจจุบัน และขยายชั้นเรียนจนถึงช้ันประถมปลาย โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทัพบก
สาํ หรบั เปน็ คา่ ใชจ้ า่ ยประจาํ ปี เหตนุ โี้ รงเรยี นจงึ ไดเ้ ปลยี่ นชอื่ เปน็ “โรงเรยี นกองทพั บกอปุ ถมั ภโ์ ยธนิ บํารงุ ”
ใชย้ อ่ ว่า ทบอ. โยธนิ บาํ รงุ ตง้ั แตส่ มัยจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ เปน็ ผ้บู ญั ชาการทหารบก ครนั้ ปกี ารศึกษา
๒๕๐๗ โรงเรยี นไดข้ ยายชน้ั เรยี นเปน็ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ตอ่ มาปกี ารศกึ ษา
๒๕๑๗ ขณะนายรัตน์ ชนะทัพ เป็นอาจารย์ใหญ่ได้ร่วมกับคณะครูขอโอนโรงเรียนไปสังกัดกรมสามัญ-
ศึกษา และประสบความสําเร็จเมื่อคณะรัฐมนตรี โดยอาศัยอํานาจตามความในข้อ ๒๗ แห่งประกาศ
คณะปฏิวัติ ฉบับ ๒๑๖ ยกขึน้ เปน็ โรงเรียนรัฐบาล สงั กัดกองการมธั ยมศกึ ษา กรมสามญั ศกึ ษา โดยใช้
ช่ือวา่ “โยธินบํารุง” ต้งั แต่วนั ที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๒๔ เป็นต้นมา
196
๔. ระดบั ประถมศึกษา
โรงเรยี นเทศบาลวดั ศาลามชี ยั โรงเรยี นเทศบาลวดั ศรที วี
๔.๑ โรงเรยี นเทศบาลวัดศาลามชี ยั ตั้งขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ มฐี านะเป็นโรงเรยี นวดั โดยพระ-
ใบฏกี าดบั อนิ ทฺ สโุ ข เจา้ อาวาสใชโ้ รงธรรมเปน็ ทเี่ รยี น ใชเ้ งนิ คา่ เชา่ ตลาดนดั มาจดั ซอื้ อปุ กรณ์และครภุ ณั ฑ์
ตา่ ง ๆ ใชพ้ ระภกิ ษมุ าทำ� การสอน ครน้ั พ.ศ. ๒๔๗๖ จงึ โอนไปเปน็ โรงเรยี นประชาบาล ตอ่ มาไดโ้ อนไปสงั กดั
เทศบาลเมืองนครศรธี รรมราช เม่อื พ.ศ. ๒๕๑๓
๔.๒ โรงเรียนเทศบาลวัดศรีทวี ต้ังข้ึนเม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๔ โดยใช้โรงเก็บเรือของวัดท่ามอญ
(วัดศรีทวี) เป็นท่ีเรียน มีพระภิกษุจุฬ รัตนะรัต เป็นครูคนแรก มุ่งหมายเพื่อให้เด็กได้อ่านออก เขียนได้
คดิ เลขเป็น คร้นั พ.ศ. ๒๔๖๔ มีประกาศใช้ พ.ร.บ.ประถมศกึ ษา ทางราชการจงึ เขา้ มาช่วยอดุ หนุนโดยใช้
อาคารเรียนร่วมกับโรงเรียนสตรีประจ�ำจังหวัด (โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช) ครั้น พ.ศ. ๒๔๘๒ เม่ือ
โรงเรยี นสตรปี ระจำ� จงั หวดั ยา้ ยไปอยทู่ ใี่ หม่ จงึ ไดใ้ ชอ้ าคารเรยี นหลงั นน้ั แทน และไดโ้ อนไปสงั กดั เทศบาล
เมอื งนครศรธี รรมราชเมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๒
โรงเรยี นเทศบาลวดั มเหยงคณ์
๔.๓ โรงเรยี นเทศบาลวดั มเหยงคณ์ ตงั้ ขน้ึ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๖๓ มฐี านะเปน็ โรงเรยี นวดั โดยใชศ้ าลา
การเปรียญของวัด ซึ่งเจา้ จอมสว่างและทา่ นกลาง ณ นคร เปน็ ผู้ออกเงนิ สรา้ ง ระยะแรกเป็นสาขาของ
โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ ซ่ึงต้ังอยู่ท่ีวัดท่าโพธิ์ ต่อมาก็โอนไปเป็นโรงเรียนประชาบาลอยู่ระยะหน่ึงแล้วโอน
ไปสังกัดเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช
197
โรงเรยี นสาธติ เทศบาลวดั เพชรจรกิ โรงเรยี นเทศบาลวดั ทา่ โพธิ์
๔.๔ โรงเรยี นสาธติ เทศบาลวดั เพชรจรกิ ตง้ั ขนึ้ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๖๓ โดยใชโ้ รงธรรมวดั เพชรจรกิ
เปน็ อาคารเรยี น โดยมนี ายเพยี ร วริ ยิ ะเปน็ ครใู หญค่ นแรก ตอ่ มานายกนั ดษิ ฐกณั ฑไ์ ดย้ กทด่ี นิ เนอ้ื ท่ี ๑๘ ไร่
ซ่งึ อย่ทู างทศิ ใตข้ องวดั เพชรจริกให้เป็นสถานทีต่ ้ังอาคารเม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๔ ต่อมาโรงเรยี นน้ไี ด้รบั คัดเลือก
เปน็ “โรงเรยี นชมุ ชน” เมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๔ นบั เปน็ โรงเรยี นชมุ ชนแหง่ แรกของเทศบาลเมอื งนครศรธี รรมราช
และใน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดเ้ ปลยี่ นชอื่ เปน็ “โรงเรยี นสาธติ เทศบาลวดั เพชรจรกิ ” และปรี งุ่ ขน้ึ จงึ เปดิ สอนระดบั
มัธยมศึกษาตอนปลาย ครั้น พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้จัดสร้างหอพักขนาดสามชั้นขึ้นสองหลัง จัดเป็นโรงเรียน
เทศบาลแหง่ แรกซ่งึ มีหอพักอยใู่ นโรงเรียน
๔.๕ โรงเรยี นเทศบาลวดั ท่าโพธ์ิ ตง้ั ขน้ึ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ โดยใชศ้ าลาการเปรียญของวดั ท่าโพธ์ิ
เปน็ ทเี่ รยี นของชน้ั เดก็ เลก็ ตอ่ มาโอนไปสงั กดั กองการศกึ ษาประชาบาลของกรมสามญั ศกึ ษาอยรู่ ะยะหนง่ึ
ครนั้ พ.ศ. ๒๕๐๖ โอนไปสงั กดั เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช
๔.๖ โรงเรยี นเทศบาลวดั ใหญ่ ตงั้ ขนึ้ เมอื่
พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยรองอ�ำมาตย์โทขุนวิทยาวาทการ
(เจก๊ สขุ บรู ณะ) นายอำ� เภอเมอื ง และพระครกู าชาด
(แก้ว) เจ้าอาวาสวัดใหญ่ไชยมงคล จัดตั้งในพ้ืนท่ี
ดา้ นทศิ เหนอื ของวดั มชี อื่ วา่ “โรงเรยี นประชาบาล
ต�ำบลท่าวัง” มีนายนาค สังขนิยม เป็นครูใหญ่
ครั้น พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้โอนเป็นโรงเรียนสังกัด
เทศบาลเมอื งนครศรธี รรมราช
โรงเรยี นเทศบาลวดั ใหญ่ ๔.๗ โรงเรยี นเทศบาลวดั ทา้ วโคตร ตงั้ ขนึ้
เม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยเจ้าอาวาสวัดท้าวโคตรเป็นผู้
จดั ตง้ั มีฐานะเป็นโรงเรียนประชาบาลประจ�ำต�ำบล
ใชศ้ าลาวดั เปน็ สถานทเ่ี รยี น และใชพ้ น้ื ทวี่ า่ งของวดั
เป็นท่ตี งั้ อาคาร ปัจจุบนั มเี นอื้ ที่ ๒ ไร่ ๘๘ ตารางวา
ตอ่ มา พ.ศ. ๒๔๘๐ ศึกษาธิการอ�ำเภอเมอื งจงึ ได้ยก
เปน็ โรงเรยี นเทศบาลในสงั กดั เทศบาลเมอื งนครศร-ี
ธรรมราช
โรงเรยี นเทศบาลวดั ทา้ วโคตร
198
อนงึ่ ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ โรงเรยี นไดร้ บั บรจิ าคทดี่ นิ เนอื้ ที่ ๓๑๔ ตารางวา (มลู คา่ ๓๐ ลา้ นบาท)
รมิ ถนนราชดำ� เนนิ เยอ้ื งกบั โรงเรยี น จากทนั ตแพทยห์ ญงิ พชั รี กมั พลานนท์ ขา้ ราชการบำ� นาญโรงพยาบาล
หาดใหญ่ เทศบาลนครนครศรธี รรมราชรบั มอบเอกสารสทิ ธแ์ิ ลว้ จงึ อนมุ ตั งิ บประมาณ ๒๓,๐๘๐,๐๐๐ บาท
เพื่อก่อสรา้ งอาคาร ค.ส.ล. สามช้ัน เพอ่ื ใชเ้ ป็นทเ่ี รยี นของนักเรยี นช้ันปฐมวยั เริม่ กอ่ สร้างเม่อื วนั ท่ี ๑๖
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วเสรจ็ ในเดอื นกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
โรงเรยี นเทศบาลวดั เสาธงทอง โรงเรยี นเทศบาลวดั เสมาเมอื ง
๔.๘ โรงเรยี นเทศบาลวัดเสาธงทอง ตัง้ ข้นึ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๘๐ ในวัดเสาธงทอง ตำ� บลคลัง เคย
ยุบรวมกบั โรงเรียนวดั ศรีทวีอยู่ระยะหนงึ่ ต่อมาเม่ือ พ.ศ. ๒๕๐๖ ไดแ้ ยกออกเป็นเอกเทศ และโอนไปเปน็
โรงเรยี นสงั กัดเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช
๔.๙ โรงเรยี นเทศบาลวดั เสมาเมอื ง ตง้ั ขนึ้ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๘๑ ในสมยั พระยาคณาศยั สนุ ทร (สา
สุวรรณสาร) เป็นนายกเทศมนตรี ใช้โรงธรรมวัดเสมาเมืองเป็นที่เรียน จนกระท่ัง พ.ศ. ๒๔๙๙ จึงขอ
อนญุ าตใช้พ้นื ทวี่ ัดเสมาชยั (ร้าง) เปน็ สถานที่ต้งั อาคารเรียนถาวรสืบมาถึงปัจจบุ ัน
โรงเรยี นอนบุ าลนครศรธี รรมราช ณ นครอทุ ศิ
๔.๑๐ โรงเรียนอนบุ าลนครศรีธรรมราช “ณ นครอุทิศ” ตงั้ ขึน้ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๘๖ โดยเปดิ สอน
ครงั้ แรกในบา้ นพกั ของหมอแมคคาเนยี ล ซง่ึ เปน็ บา้ นพกั ของมชิ ชนั นารที วี่ า่ งอยู่ จน พ.ศ. ๒๔๙๓ พลเอก
เจา้ พระยาบดนิ ทรเดชานชุ ติ (แยม้ ณ นคร) ไดบ้ รจิ าคเงนิ สมทบเพอ่ื อทุ ศิ เปน็ สว่ นกศุ ลแดท่ า่ นกลาง ณ นคร
ท�ำการกอ่ สรา้ งอาคารเรยี นใหมท่ วี่ ดั รา้ ง (วัดประตูขาว) และต้ังชื่อว่า “โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช
ณ นครอทุ ศิ ” ชว่ งแรกเปิดสอนเฉพาะชน้ั อนุบาล ปจั จบุ นั ขยายชน้ั เรยี นจนถึงชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖
199
โรงเรยี นวดั พระมหาธาตุ
๔.๑๑ โรงเรยี นวดั พระมหาธาตุ ตงั้ ขน้ึ เมอ่ื
วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๔ ในที่ธรณีสงฆ์
วดั มงั คดุ (รา้ ง) และวดั พระเดมิ (รา้ ง) ตำ� บลในเมอื ง
และอยู่ในความดูแลของวัดพระมหาธาตุวรมหา-
วหิ าร ปจั จบุ นั เปดิ สอนต้ังแตช่ ้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๑
ถงึ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓
๔.๑๒ โรงเรียนวัดบ้านทวดทอง ตั้งข้ึนเม่ือวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ บนท่ีดินบริเวณ
ศาลเจ้าทวดทอง หมู่ท่ี ๒ ต�ำบลโพธ์ิเสด็จ อำ� เภอเมือง จากความคดิ ริเริ่มของนายแบน วงศ์พิศาล และ
คณะ โดยสรา้ งเปน็ ห้องเรียนชวั่ คราว ขนาด ๙ x ๑๕ เมตร หลังคาปัน้ หยา ค่าใชจ้ ่ายทัง้ สนิ้ ๓๓๘ บาท
๑๑ สตางค์ นายช่วง จุลพนั ธ์ เป็นครูใหญค่ นแรก วันท่ี ๑๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ นายนวล บญุ สนอง
ศึกษาธิการอ�ำเภอเมือง และนายดวน วังสะวิบูลย์ นายอ�ำเภอเมืองได้มาตรวจราชการพบว่าโรงเรียน
ช�ำรุดมาก จึงสั่งร้ือและทําการสร้างอาคารเรียน แบบ ป ๑ ก ขนาด ๘ x ๒๔ เมตร พื้นถมดินจากเงิน
งบประมาณ ก.ศ.ช. และเงนิ ก.ศ.ส. ขณะมนี ายพร้อม วรวฒุ ิ เปน็ ครูใหญ่
ต่อมานายสมจิตต์ วงศ์พิศาล ครูใหญ่คนต่อมาร่วมกับนายสุ่ย วงศ์พิศาล พร้อมด้วย
คณะครู ไดข้ อเงินบริจาคจากชาวบ้านซอ้ื ทีด่ ิน ๑ แปลง ขนาดกวา้ ง ๒ วา ๒ ศอก ยาว ๑๖ วา มีเขต
ติดต่อกับบริเวณโรงเรียนด้านเหนือ ราคา ๕,๐๐๐ บาท และนายเทียบ วงศ์พิศาล เป็นตัวแทนมอบให้
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ทางราชการไดอ้ นมุ ตั งิ บประมาณ จาํ นวน ๖,๐๐๐ บาท สรา้ งอาคารเรยี นแบบ ป ๑ ก
ขนาด ๘ x ๒๔ เมตรอีกหนง่ึ หลงั โรงเรียนบา้ นทวดทองจึงมอี าคารเรียนจาํ นวน ๒ หลงั
พ.ศ. ๒๕๒๗ นายชติ วงศ์พิศาล ขณะทด่ี ำ� รงตําแหน่งอาจารยใ์ หญ่ได้จัดประชุมผู้ปกครอง
ระดมทนุ ซอ้ื ทดี่ นิ จาํ นวน ๙ ไร่ ซง่ึ อยฝู่ ง่ั ตรงกนั ขา้ มกบั โรงเรยี นเดมิ สามารถระดมทนุ ได้ จาํ นวน ๒๐๐,๐๐๐
บาท นายสมั พนั ธ์ ทองสมคั ร รฐั มนตรชี ว่ ยวา่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร และนายสนุ ทร สวุ รรณรตั น์ หวั หนา้
การประถมศกึ ษาอำ� เภอเมอื งเปน็ ผตู้ ดิ ตอ่ สำ� นกั งบประมาณ จนไดเ้ งนิ ทงั้ สน้ิ ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท สามารถสรา้ ง
อาคารเรียนและอาคารอเนกประสงค์ได้ในท่ีดินแห่งใหม่ เรียกกันว่า “โรงเรียนบ้านทวดทองฝั่งใหม่”
และหลงั จากนน้ั ไดร้ ับงบประมาณเป็นคา่ ก่อสรา้ งอาคารตา่ ง ๆ เพ่มิ เติม ลา่ สดุ ได้รบั งบประมาณเพือ่ สรา้ ง
อาคารหลังใหม่แบบ ๓๑๘ ล (พิเศษ) ๔ ช้ัน ๑๘ ห้องเรียน งบประมาณ ๑๗,๖๙๐,๐๐๐ บาท ปัจจุบัน
เปน็ โรงเรยี นประถมศกึ ษาขนาดใหญ่ นักเรียนในปีการศกึ ษา ๒๕๕๙ มจี �ำนวนมากกวา่ ๑,๖๐๐ คน
๔.๑๓ โรงเรียนวัดท่าแพ ต้ังข้ึนเม่ือวันท่ี ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยพระใบฎีกาเกลี้ยง
เจ้าอาวาสวัดท่าแพขณะนั้น โดยในวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ขุนวิทยาวาทการนายอําเภอเมือง
นครศรธี รรมราช ไดป้ ระกาศจดั ตงั้ เปน็ โรงเรยี นประชาบาลตามพระราชบญั ญตั ปิ ระถมศกึ ษา ชอ่ื วา่ โรงเรยี น
ประชาบาลตําบลปากพูน ๓ (วัดท่าแพ) เปิดสอนต้ังแต่ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๔
ในระยะแรกนายรุ่น ดจุ วรรณ กาํ นันตาํ บลปากพนู ร่วมกับประชาชนในบรเิ วณใกลเ้ คียงและชมุ ชนตลาด
ท่าแพได้จัดต้ัง อาศัยการเก็บเงินค่าหัวตลาดนัดท่าแพซ้ืออุปกรณ์ที่จําเป็นมาจ้างครู ๑ คน มีนักเรียน
๕๐ คน อาศัยโรงธรรมของวัดเปน็ ที่เรยี น มีนายเอือ้ น ขมั พานนท์ เป็นครูใหญค่ นแรก
200
๔.๑๔ โรงเรยี นวดั หวั อฐิ ตงั้ ขนึ้ เมอ่ื วนั ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ โดยพระภกิ ษเุ จอื เจา้ อาวาส
วัดหัวอิฐในขณะนั้นเป็นผู้เริ่มก่อต้ัง เปิดเรียนวันแรกมีนักเรียน ๒๕ คน ต่อมาวันที่ ๑ พฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๔๗๗ ขนุ วจิ ติ รธรรมการ ธรรมการอาํ เภอเมอื ง ไดโ้ อนใหเ้ ปน็ โรงเรยี นประชาบาล ใชศ้ าลาวดั หวั อฐิ
เป็นสถานที่เรยี น และแตง่ ตั้งพระเล่ียม รมณโี ย เป็นครูใหญค่ นแรก จากนั้นมนี ายคล้ิง ตันติเสวี นายเทยี ม
ตนั ตเิ สวี นายพราก ไตรสวุ รรณ เปน็ ครใู หญเ่ ปน็ ลาํ ดบั โรงเรยี นมอี าคารหลงั แรกเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๙๓ พระครู
วจิ ิตรธรรมโกศล เจ้าอาวาสวัดหวั อิฐสรา้ งอาคารเรียนหลงั คามงุ จาก ๑ หลงั ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๙๙ ไดร้ บั
งบประมาณซอ่ มแซมอาคาร จงึ เปลยี่ นหลงั คามงุ จากเปน็ สงั กะสี ขณะนน้ั มีนกั เรยี น ๑๘๐ คน ครู ๖ คน
ในปีต่อ ๆ มาได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน อาคารประกอบ สนามกีฬา ลาน-
อเนกประสงค์ ห้องน�้ำห้องส้วม และภูมิทัศน์ภายในโรงเรียน ท�ำให้โรงเรียนมีนักเรียนเพ่ิมขึ้นตามล�ำดับ
จนกระทง่ั พ.ศ. ๒๕๕๓ นายชัยยุทธ์ มาศสพุ งศ์ ผอู้ ํานวยการโรงเรยี นเกษียณอายุ ทางราชการจงึ แตง่ ตัง้
นายประภาส เฮา่ ตระกูล ดาํ รงตาํ แหน่งผู้อํานวยการโรงเรียนแทนต้งั แตว่ ันท่ี ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ปจั จบุ นั โรงเรียนมเี นื้อที่ ๓ ไร่ ๙๐ ตารางวา
๔.๑๕ โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ ๕ ตง้ั ขน้ึ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๙๐ ในทอ้ งทห่ี มทู่ ่ี ๑๐ ตำ� บลบางจาก
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช เดมิ ชอื่ วา่ “โรงเรยี นบา้ นหนองนก” โดยนายเมอื ง ธรุ ะเจน รว่ มกบั
ชุมชนบ้านหนองนก ก่อสร้างและเปิดทําการสอนครั้งแรกในระดับประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๔ ต่อมา
วันท่ี ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ โรงเรียนประสบวาตภัยจากพายุโซนร้อนแฮเรียต อาคารเรียนเสียหายมาก
ทางราชการจดั สรรงบประมาณและพจิ ารณาใหอ้ ยใู่ นโครงการมลู นธิ ริ าชประชานเุ คราะห์ ไดร้ บั เงนิ อดุ หนนุ
จัดสร้างอาคารเรียนแบบ ๐๐๔ ขนาด ๘ ห้องเรียนจ�ำนวน ๑ หลงั
เมอื่ กอ่ สรา้ งเสรจ็ หมอ่ มหลวงปน่ิ มาลากลุ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในสมยั นน้ั
เป็นประธานเปิดและเปลย่ี นชอ่ื มาเป็น“โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ ๕” เม่อื วนั ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๗
และมลู นธิ ริ าชประชานเุ คราะห์ ในพระบรมราชปู ถมั ภไ์ ดส้ นบั สนนุ การจดั การศกึ ษาแกโ่ รงเรยี นเปน็ ลาํ ดบั มา
เชน่ การซอ่ มปรบั ปรงุ อาคารและสงิ่ แวดลอ้ ม สนบั สนนุ โครงการอาหารกลางวนั และการพฒั นาบคุ ลากร
ของโรงเรยี น และการจดั หาสื่ออปุ กรณ์ เป็นตน้
โรงเรยี นเทศบาลวดั หวั อฐิ โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ ๕
(อนงึ่ โรงเรยี นระดบั ประถมศกึ ษาทงั้ ของรฐั และเอกชนอนื่ ๆ ไมส่ ามารถจะนำ� ลงตพี มิ พไ์ ด้ เนอ่ื งจาก
มขี อ้ จ�ำกัดเร่ืองหนา้ กระดาษ)
201
๕. โรงเรยี นเอกชน
๕.๑ โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา เป็นโรงเรียนเอกชน เปิดสอนครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ โดย
มชิ ชนั นารอี เมรกิ นั เพรสไบทเี รยี นทเ่ี ขา้ มาสอนศาสนาในสมยั รชั กาลท่ี ๕ ครง้ั แรกเปดิ สอนเฉพาะนกั เรยี น
ชาย จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๒ จึงเปิดรับนักเรียนหญิงด้วย สถานที่เรียนคือบริเวณบ้านพักโบสถ์คริสตจักร
เบธเลเฮ็ม ต�ำบลคลัง อ�ำเภอเมือง ช่ือโรงเรียน “อเมริกันสกูลฟอร์บอยส์” (American School for
Boys) ตอ่ มาพ.ศ. ๒๔๘๔ จงึ เปลย่ี นชอื่ มาเปน็ “โรงเรยี นศรีธรรมราชวทิ ยา”
อน่ึง ก่อนน้ันไม่นานได้แยกนักเรียนหญิงออกไปเป็น “โรงเรียนศึกษากุมารี” โดยย้ายมา
อยทู่ ตี่ ำ� บลปากพนู เยอื้ งวดั ชะเมา (ปจั จบุ นั เปน็ ตำ� บลทา่ วงั ) ตอ่ มา พ.ศ. ๒๔๙๗ โรงเรยี นศรธี รรมราชวทิ ยา
ไดย้ า้ ยมาทใ่ี หมใ่ กลก้ บั สนามกฬี าจงั หวดั บนเนอ้ื ท่ี ๔๓ ไร่ ๑ งาน ครน้ั ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ไดร้ วมกบั โรงเรยี น
ศกึ ษากมุ ารแี ละเปลย่ี นชอ่ื เปน็ “โรงเรยี นศรธี รรมราชศกึ ษา”
๕.๒ โรงเรยี นจรสั พชิ ากร เปน็ โรงเรยี นเอกชน เปดิ สอนครงั้ แรกเมอ่ื วนั ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๙๗
ตงั้ อยบู่ นทดี่ นิ วดั ปา่ ขอม ตำ� บลในเมอื ง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช โดยมนี ายจรสั เสอื ทอง เปน็ เจา้ ของ
กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาลใน พ.ศ. ๒๕๐๑ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยม
จนถงึ ข้ันเตรียมอดุ มศึกษา
๕.๓ โรงเรยี นพรสวสั ดว์ิ ทิ ยา เปน็ โรงเรยี นเอกชน เปดิ สอนครง้ั แรกเมอื่ วนั ท่ี ๒๖ มถิ นุ ายน ๒๔๙๙
ตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมปีที่ ๖ โดยมีนายบุญพา รัตนสุวรรณ เป็นครูใหญ่และผู้จัดการ ต่อมาขยาย
ชนั้ เรยี นเปดิ สอนระดบั เตรยี มอดุ มศกึ ษา การจดั การเรยี นการสอนไดอ้ ยา่ งมคี ณุ ภาพ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ได้รับรองวิทยฐานะเทียบเท่าโรงเรียนของรัฐบาล มีนักเรียนมากท่ีสุดในยุคแรกราว ๓,๐๐๐ คน ต่อมา
พ.ศ. ๒๕๐๕ โรงเรียนได้ประสบวาตภัยและประสบปัญหาการเงินและบุคลากร จึงเลิกกิจการลงใน
พ.ศ. ๒๕๓๑ และโอนกจิ การให้แก่โรงเรียนมารพี ทิ ักษศ์ กึ ษาจนปัจจุบัน
๕.๔ โรงเรียนไตรภูมิวิทยา เป็นโรงเรียนเอกชน เปิดสอนครั้งแรกเม่ือวันท่ี ๒๙ ธันวาคม
พ.ศ.๒๕๐๓ ในระดับอนุบาลศึกษา รับเด็กชายหญิงอายุ ๓ - ๖ ปี เปิดสอนท่ีบ้านเลขท่ี ๓๖๒ ถนน
ศรีปราชญ์ ต�ำบลคลัง อำ� เภอเมือง จังหวัดนครศรธี รรมราช ชือ่ “โรงเรียนทกั ษณิ วิทยา” โดยนายภิญโญ
ณ พทั ลุง เป็นผู้ขอจดั ต้ังพรอ้ มดาํ รงตาํ แหนง่ เจา้ ของและครูใหญ่ มนี างสาวจันทวี แซเ่ ตยี ว เปน็ ผู้จดั การ
ต่อมาในปกี ารศกึ ษา ๒๕๑๔ นายภญิ โญ ณ พทั ลุง ได้ขอยา้ ยโรงเรียนมาตง้ั อยทู่ ่หี มู่ท่ี ๑ ต�ำมลโพธิเ์ สด็จ
อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และขอเปล่ียนชื่อเป็น “โรงเรียนไตรภูมิวิทยา” รับนักเรียน
๑,๔๐๐ คน ตงั้ แตป่ กี ารศกึ ษา ๒๕๑๔ โรงเรยี นไดป้ รบั ปรงุ แกไ้ ขวธิ กี ารสอนนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓
ซึ่งสมทบกับโรงเรียนรัฐบาล ผลการสอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาได้ร้อยละร้อย ตลอดปีการศึกษา
๒๕๑๔ - ๒๕๑๖
ในปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๔ โรงเรยี นไดแ้ ตง่ ตง้ั นายภาวนิ ทร์ ณ พทั ลงุ ดาํ รงตาํ แหนง่ ผอู้ าํ นวยการ
แทนนายภญิ โญ ณ พัทลงุ ซ่งึ ไดล้ าออกเพ่ือพกั ผ่อนและรกั ษาตวั ในวยั ชรา (อายุ ๘๔ ป)ี ตัง้ แตว่ ันที่ ๑
ธนั วาคม ๒๕๕๔ เปน็ ตน้ มา นายภาวนิ ทร์ ณ พทั ลงุ มเี ปา้ หมายสงู สดุ ทจ่ี ะปรบั ปรงุ และพฒั นาสถานศกึ ษา
แหง่ นใ้ี หน้ กั เรยี นมคี ณุ ภาพในทกุ ๆ ดา้ น และใหโ้ รงเรยี นมคี วามเจรญิ มนั่ คงสถาพร โดยไมย่ อ่ ทอ้ ตอ่ อปุ สรรค
ใด ๆ
202
๕.๕ โรงเรยี นอำ� มาตยพ์ ทิ ยานสุ รณ์ เปน็ โรงเรยี นเอกชนประเภทมธั ยมวสิ ามญั เปดิ สอนครง้ั แรก
เมื่อปีการศึกษา ๒๔๘๙ โดยอาศัยโรงธรรมของวัดมเหยงคณ์ ถนนราชด�ำเนิน ต�ำบลคลัง อ�ำเภอเมือง
นครศรธี รรมราชเปน็ สถานทเ่ี รยี น ช่ือ “โรงเรยี นศิรศิ ลิ ปิน” โดยมนี ายพะยอมศักด์ิ พวงทพิ ยเ์ ปน็ ครใู หญ่
และผู้จัดการ ครั้น พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้โอนกิจการให้แก่นายถาวร ภารพบ พร้อมไปซื้อที่ดินบริเวณถนน
ศรีปราชญ์เป็นท่ีต้ังอาคารเรียนถาวรแล้วขอเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนอ�ำมาตย์พิทยานุสรณ์” ล่วงถึง
พ.ศ. ๒๕๐๓ จงึ ไดโ้ อนกจิ การโรงเรยี นใหแ้ กน่ ายสมบรู ณ์ ภารพบ เปน็ เจา้ ของ ผจู้ ดั การ และครใู หญแ่ ทน
ต่อมาในต้นปีการศึกษา ๒๕๒๓ ได้ย้ายโรงเรียนไปอยู่ในท่ีดินวัดร้างคือวัดกุด (วัดป่าสุด)
หมู่ท่ี ๕ ต�ำบลปากพูน อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมสร้างอาคารถาวรขึ้นใหม่โดยมีนายสมบูรณ์
ภารพบเป็นครูใหญ่ จนกระท่ังวันท่ี ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๒ จึงแต่งต้ังนายณัฐวุฒิ ภารพบ
เป็นครูใหญ่แทน และต่อมาในปีการศึกษา ๒๕๕๒ ได้ขอปรับเปล่ียนประเภทโรงเรียนเป็น “โรงเรียน
การกุศลประเภทการศึกษาสงเคราะหข์ องมลู นิธ”ิ
๕.๖ โรงเรยี นมลู นธิ สิ หมติ รศกึ ษา เปน็ โรงเรยี นมลู นธิ เิ อกชน เปดิ สอนเมอ่ื วนั ที่ ๑๐ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๕๐๗ ในชือ่ “โรงเรียนวชริ านุสรณ์” ต้งั อยู่ท่ีหมู่ที่ ๑๐ ตำ� บลท่าเรอื อำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
(ใกลส้ แี่ ยกหวั ถนน) มนี างชลุ พี ร สนุ ทรรตั นเ์ ปน็ ผรู้ บั ใบอนญุ าต จนกระทงั่ ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นางองอร
พรหมณะ เปน็ ผรู้ ับใบอนญุ าต และนายธานี พรหมณะเปน็ ผูจ้ ัดการ จงึ เปล่ียนช่ือเปน็ “โรงเรยี นมูลนิธิ
สหมติ รศึกษา” มีฐานะเป็น “โรงเรียนการกุศลประเภทการศกึ ษาสงเคราะห์ของมลู นิธ”ิ
๕.๗ โรงเรียนมัธยมยานากาวา เป็นโรงเรียนเอกชน เปิดสอนครั้งแรกเมื่อวันท่ี ๘ เมษายน
พ.ศ. ๒๕๕๙ ในพน้ื ที่ ๑๐ ไร่ ถนนกะโรม หมู่ท่ี ๑ ตำ� บลโพธเ์ิ สดจ็ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
เปดิ สอนในระดบั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๑ - ๓ เนน้ การสอนภาษาญป่ี นุ่ โดยมี ดร.เชาว์ เตม็ รกั ษ์ นายกสมาคม
พัฒนาบุคลากร (ไทย - ญ่ีปุ่น) เป็นเจ้าของและผู้จัดการ ใน พ.ศ. ๒๕๕๕ อันเป็นช่วงเวลา ๑๒๐ ปี
แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ญี่ปุ่น จึงเดินทางไปขอทุนให้นักเรียนไทยเพ่ือศึกษาต่อที่โรงเรียน
ยานากาวา จงั หวดั ฟกุ โุ อกะ ประเทศญป่ี นุ่ ในการนไี้ ดล้ งนามความรว่ มมอื ทางการศกึ ษา (MOU) กบั สมาคม
พัฒนาบุคลากร (ไทย - ญ่ีปุ่น) เม่ือวันท่ี ๙ เมษายน ๒๕๕๖ ตามโครงการพัฒนาเยาวชนคนพันธุ์ใหม่
เพื่อสังคมไทย ส่งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหลายรุ่น
จากความรว่ มมอื ดงั กลา่ ว ดร.เซาว์ เตม็ รกั ษ์ จงึ รว่ มทนุ กบั Mr. Ken Koga ผอู้ าํ นวยการโรงเรยี นยานากาวา
ประเทศญปี่ นุ่ ดำ� เนนิ การสรา้ งโรงเรยี นมธั ยมยานากาวาขน้ึ ทหี่ มทู่ ่ี ๑ ตำ� บลโพธเิ์ สดจ็ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั
นครศรธี รรมราชในชื่อ “โรงเรยี นมัธยมยานากาวา”
(โรงเรยี นเอกชนโรงอ่นื ๆ ไมส่ ามารถจะนำ� ลงตีพิมพไ์ ด้ เนื่องจากมีขอ้ จ�ำกดั เรื่องหนา้ กระดาษ)
203
โรงเรียนระดับประถมศกึ ษาในอ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช
สังกดั เขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษานครศรธี รรมราช เขต ๑
เครือขา่ ย ระดับทจี่ ัดการ
ที่ โรงเรียน ท่ี หมูท่ ี่ ต�ำบล อ�ำเภอ โทรศัพท์ ศึกษา
๑ โรงเรยี นวัดพระมหาธาตุ ๑ - ในเมือง เมือง ๐๗๕ - ๓๕๖ - ๑๖๗ ประถมศกึ ษา
๒ โรงเรียนอนบุ าลนครฯ ๑ - คลงั เมือง ๐๗๕ - ๓๕๖ - ๐๖๔ ประถมศึกษา
๓ โรงเรยี นวัดนางพญา ๑ ๓ ปากนคร เมือง ๐๘๙ - ๒๘๘ - ๕๐๘๖ ประถมศกึ ษา
๔ โรงเรยี นวัดมขุ ธารา ๑ ๑ ปากนคร เมอื ง ๐๗๕ - ๓๕๑ - ๗๘๖ ประถมศึกษา
๕ โรงเรยี นวัดน�้ำรอบ ๑ ๑ ไชยมนตรี เมือง - ประถมศึกษา
๖ โรงเรยี นวัดท่านคร ๑ ๔ ปากนคร เมอื ง ๐๗๕ - ๔๕๐ - ๑๗๓ ประถมศกึ ษา
๗ โรงเรียนบา้ นบางหลวง ๑ ๓ ทา่ ไร่ เมอื ง ๐๘๙ - ๒๘๘ - ๕๐๘๖ ประถมศกึ ษา
๘ โรงเรียนบา้ นคันธง ๑ ๕ ปากนคร เมือง ๐๗๕ - ๓๕๑ - ๗๒๙ ประถมศึกษา
๙ โรงเรียนวดั หนองบวั ๑ ๓ ไชยมนตรี เมือง ๐๘๑ - ๒๗๓ - ๕๑๙๑ ประถมศกึ ษา
๑๐ โรงเรยี นวัดราษฎรเ์ จรญิ ๑ ๑ ท่าไร่ เมอื ง ๐๗๕ - ๘๔๕ - ๔๑๐ ประถมศึกษา
๑๑ โรงเรยี นบ้านบางกระบือ ๑ ๖ ทา่ ไร่ เมือง ๐๘๔ - ๘๔๙ - ๓๗๘๒ ประถมศกึ ษา
๑๒ โรงเรียนวดั ทุ่งแย้ ๑ ๒ ไชยมนตรี เมอื ง ๐๘๗ - ๙๙๑ - ๑๓๒๓ ประถมศกึ ษา
๑๓ โรงเรยี นวัดนารปี ระดษิ ฐ์ ๑ ๔ ทา่ ไร่ เมอื ง ๐๘๖ - ๔๗๘ - ๑๑๕๙ ประถมศกึ ษา
๑๔ โรงเรียนวัดมะมว่ งสองตน้ ๑ ๖ มะม่วงสองต้น เมือง - ประถมศกึ ษา
๑๕ โรงเรียนวดั โพธิ์เสด็จ ๒ ๘ โพธ์ิเสดจ็ เมอื ง ๐๗๕ - ๓๑๖ - ๑๐๔ ประถมศกึ ษา
๑๖ โรงเรียนวดั โพธท์ิ อง ๒ ๕ โพธิ์เสด็จ เมอื ง - ประถมศึกษา
๑๗ โรงเรยี นวดั วนาราม ๒ ๔ โพธเิ์ สดจ็ เมือง ๐๘๑ - ๙๖๘ - ๓๔๖๑ ประถมศึกษา
๑๘ โรงเรียนวัดหวั อฐิ ๒ ๑ โพธเิ์ สดจ็ เมือง ๐๗๕ - ๓๔๒ - ๐๒๕ ประถมศึกษา
๑๙ โรงเรยี นบ้านทวดทอง ๒ ๒ โพธิ์เสด็จ เมอื ง ๐๗๕ - ๓๕๗ - ๖๗๘ ประถมศกึ ษา
๒๐ โรงเรยี นวดั ดอนยาง ๒ ๕ นาทราย เมือง ๐๗๕ - ๓๕๔ - ๐๒๖ ประถมศกึ ษา
๒๑ โรงเรยี นบา้ นทวดเหนือ ๒ ๙ นาเคยี น เมอื ง ๐๘๖ - ๒๗๗ - ๓๓๗๐ ประถมศึกษา
๒๒ โรงเรียนวดั พระมงกุฎ ๒ ๗ นาเคียน เมอื ง ๐๘๑ - ๐๙๐ - ๘๓๕๓ ประถมศกึ ษา
๒๓ โรงเรยี นบา้ นนาเคียน ๒ ๕ นาเคยี น เมือง ๐๗๕ - ๔๗๐ - ๐๒๘ ประถมศึกษา
๒๔ โรงเรยี นบ้านคลองดนิ ๒ ๓ นาเคยี น เมือง ๐๗๕ - ๗๖๕ - ๐๖๐ ประถมศึกษา
๒๕ โรงเรียนวัดบ้านตาล ๒ ๖ ก�ำแพงเซา เมอื ง - ประถมศกึ ษา
๒๖ โรงเรยี นวดั มหาชยั วนาราม ๒ ๗ ท่างว้ิ เมือง ๐๗๕ - ๓๙๒ - ๑๕๖ ประถมศึกษา
๒๗ โรงเรยี นวดั ทา่ งาม ๒ ๕ ทา่ งวิ้ เมอื ง - ประถมศึกษา
๒๘ โรงเรยี นวดั เทพธดิ าราม ๒ ๕ ท่างว้ิ เมือง - ประถมศึกษา
๒๙ โรงเรยี นบา้ นยา่ นซอ่ื ๒ ๙ ก�ำแพงเซา เมอื ง ๐๘๑ - ๙๕๘ - ๒๖๙๖ ประถมศกึ ษา
204
ที่ โรงเรยี น เครือขา่ ย หมทู่ ี่ ตำ� บล อ�ำเภอ โทรศัพท์ ระดบั ท่จี ัดการ
ท่ี ศกึ ษา
๓๐ โรงเรยี นวดั หญา้ ๒ ๒ นาทราย เมอื ง ๐๙๖ - ๖๙๗ - ๘๙๐๓ ประถมศกึ ษา
๓๑ โรงเรยี นวัดสวนพล ๒ ๒ กำ� แพงเซา เมอื ง ๐๘๗ - ๒๖๓ - ๑๑๔๔ ประถมศึกษา
๓๒ โรงเรยี นวดั ชนั ๒ ๔ ก�ำแพงเซา เมือง ๐๘๗ - ๘๘๔ - ๕๐๐๔ ประถมศึกษา
๓๓ โรงเรยี นวดั บางใหญ่ ๓ ๕ บางจาก เมอื ง - ประถมศึกษา
๓๔ โรงเรยี นวดั สระแกว้ ๓๑ ๑ บางจาก เมอื ง - ประถมศึกษา
๓๕ โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ ๕ ๓ ๑๐ บางจาก เมอื ง ๐๗๕ - ๓๙๙ - ๕๔๖ ประถมศึกษา
๓๖ โรงเรยี นวดั บางตะพาน ๓ ๗ บางจาก เมือง - ประถมศึกษา
๓๗ โรงเรยี นบา้ นบางเตย ๓ ๑๘ ท่าเรอื เมือง ๐๗๕ - ๓๕๔ - ๐๑๘ ประถมศกึ ษา
๓๘ โรงเรยี นชมุ ชนวดั หมน ๓ ๕ ท่าเรอื เมอื ง - ประถมศกึ ษา
๓๙ โรงเรยี นวดั สวา่ งอารมณ์ ๓ ๖ ทา่ เรือ เมือง ๐๗๕ - ๘๐๐ - ๖๒๓ ประถมศกึ ษา
๔๐ โรงเรยี นวดั จงั หนู ๓ ๓ ท่าเรอื เมอื ง ๐๗๕ - ๖๗๐ - ๓๐๖ ประถมศกึ ษา
๔๑ โรงเรยี นวดั พงั สงิ ห์ ๓ ๑ ทา่ เรอื เมือง ๐๘๙ - ๘๗๑ - ๓๒๑๒ ประถมศกึ ษา
๔๒ โรงเรยี นบา้ นหนองหนอน ๓ ๑๒ ทา่ เรอื เมือง ๐๘๒ - ๙๑๓ - ๔๖๕๗ ประถมศกึ ษา
๔๓ โรงเรยี นวดั โดน ๓ ๗ ท่าเรือ เมือง ๐๖๔ - ๐๕๖ - ๖๑๑๖ ประถมศกึ ษา
๔๔ โรงเรยี นบา้ นเนนิ ๓ ๔ บางจาก เมือง ๐๘๖ - ๒๙๖ - ๔๔๑๖ ประถมศกึ ษา
๔๕ โรงเรยี นบา้ นชะเอยี น ๔ ๕ ปากพูน เมอื ง ๐๗๕ - ๓๘๓ - ๓๒๗ ประถมศกึ ษา
๔๖ โรงเรยี นวดั ทา่ แพ ๔ ๑ ปากพนู เมอื ง - ประถมศึกษา
๔๗ โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ ๔ ๔ ๑ ปากพนู เมอื ง ๐๗๕ - ๓๖๙ - ๔๒๒ ประถมศึกษา
๔๘ โรงเรยี นวดั วสิ ทุ ธยิ าราม ๔ ๑๐ ปากพนู เมือง - ประถมศึกษา
๔๙ โรงเรยี นวดั ไพศาลสถติ ๔ ๑๑ ปากพูน เมือง - ประถมศึกษา
๕๐ โรงเรยี นบา้ นหว้ ยไทร ๔ ๘ ปากพนู เมอื ง ๐๗๕ - ๗๗๔ - ๑๑๔ ประถมศึกษา
๕๑ โรงเรยี นวดั ทา่ มว่ ง ๔ ๒ ปากพูน เมือง - ประถมศึกษา
๕๒ โรงเรยี นบา้ นปากนำ�้ เกา่ ๔ ๓ ปากพูน เมือง ๐๗๕ - ๔๕๐ - ๑๗๕ ประถมศึกษา
๕๓ โรงเรยี นวดั มะมว่ งทอง ๔ ๗ ปากพนู เมอื ง ๐๗๕ - ๕๓๑ - ๓๗๓ ประถมศึกษา
๕๔ โรงเรยี นวดั โบสถ์ ๔ ๙ ปากพนู เมอื ง ๐๗๕ - ๕๓๑ - ๓๗๑ ประถมศึกษา
๕๕ โรงเรยี นบา้ นปากพญา ๔ ๖ ทา่ ซัก เมือง ๐๗๕ - ๓๕๔ - ๐๑๙ ประถมศกึ ษา
๕๖ โรงเรยี นบา้ นปากนำ้� ปากพญา ๔ ๙ ท่าซัก เมือง ๐๗๕ - ๘๔๕ - ๔๐๓ ประถมศึกษา
๕๗ โรงเรยี นวดั นาวง ๔ ๑ ท่าซัก เมอื ง ๐๗๕ - ๘๔๕ - ๔๐๑ ประถมศกึ ษา
๕๘ โรงเรยี นวดั ศรมี งคล ๔ ๘ ปากพูน เมอื ง ๐๖๔ - ๑๒๑ - ๐๘๕๐ ประถมศึกษา
205
โรงเรียนระดับมัธยมศกึ ษาในอ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช
สังกดั เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษานครศรีธรรมราช เขต ๑๒
ถนน อำ� เภอ โทรศพั ท์ ทจ่ี ัดรกะาดรับศึกษา
ที่ โรงเรียน
๑ โรงเรียนเบญจมราชทู ิศ นาพร ุ - บางปู เมือง ๐๗๕ - ๓๔๘ - ๐๐๖ ม.ตน้ - ม.ปลาย
๒ โรงเรยี นกัลยาณีศรธี รรมราช ราชด�ำเนิน เมือง ๐๗๕ - ๓๕๖ - ๑๓๗ ม.ต้น - ม.ปลาย
๓ โรงเรียนจฬุ าภรณราชวทิ ยาลัย นคร - ปากพนงั เมอื ง ๐๗๕ - ๓๙๙ - ๑๒๓ ม.ตน้ - ม.ปลาย
๔ โรงเรียนตรนี มิ ติ รวิทยา หัวถนน - ปากพนัง เมือง ๐๗๕ - ๓๙๙ - ๐๙๕ ม.ตน้ - ม.ปลาย
๕ โรงเรยี นทา่ นครญาณวโรภาสอทุ ศิ วดั โบสถ์ เมอื ง ๐๗๕ - ๔๔๖ - ๙๘๐ ม.ต้น - ม.ปลาย
๖ โรงเรยี นปากพูน ท่าแพ - บางปู เมอื ง ๐๗๕ - ๗๗๔ - ๐๒๒ ม.ตน้ - ม.ปลาย
๗ โรงเรยี นเมืองนครศรธี รรมราช นาพรุ - บางปู เมือง ๐๗๕ - ๗๖๔ - ๑๓๑ ม.ตน้ - ม.ปลาย
๘ โรงเรยี นโยธนิ บำ� รงุ ราชด�ำเนิน เมือง ๐๗๕ - ๓๑๓ - ๒ ม.ตน้ - ม.ปลาย
โรงเรียนสังกัดสำ� นักงานคณะกรรมการสง่ เสรมิ การศกึ ษาเอกชน
ท่ี โรงเรียน อำ� เภอ โทรศัพท์ ระดบั ที่จัดการศกึ ษา
๑ โรงเรียนเกตุชาติศกึ ษา เมอื ง ๐๘๑ - ๐๘๐ - ๖๓๙๘ อนุบาล - ม.ต้น
๒ โรงเรยี นจรรยานยุ ุตวิทยา เมือง ๐๘๑ - ๙๕๖ - ๕๙๓๘ อนุบาล
๓ โรงเรียนจรสั พชิ ากร เมอื ง ๐๙๙ - ๔๐๖ - ๕๒๓๖ ม.ตน้ - ม.ปลาย
๔ โรงเรียนชุบธรรมวทิ ยา เมือง ๐๘๖ - ๖๙๐ - ๒๖๕๖ อนุบาล - ประถมศกึ ษา
๕ โรงเรยี นชศู ิลปว์ ทิ ยา เมอื ง ๐๘๑ - ๗๑๙ - ๕๙๕๖ อนบุ าล - ประถมศกึ ษา
๖ โรงเรียนไตรภมู ิวทิ ยา เมอื ง ๐๘๑ - ๗๘๗ - ๒๖๑๓ อนุบาล - ม.ตน้
๗ โรงเรยี นทา้ วราษฎร์สงเคราะห์ เมือง ๐๙๕ - ๔๒๐ - ๓๔๘๑ อนบุ าล - ม.ตน้
๘ โรงเรียนนรรถยาพศิ นสุ รณ์ เมอื ง ๐๘๙ - ๕๘๘ - ๕๗๕๓ อนบุ าล - ประถมศึกษา
๙ โรงเรยี นบรบิ ูรณ์วิทยา เมอื ง ๐๘๗ - ๘๙๑ - ๓๕๖๑ อนุบาล - ประถมศึกษา
๑๐ โรงเรยี นประทปี ศาสน์ เมือง ๐๘๔ - ๑๘๘ - ๑๕๑๖ ม.ต้น - ม.ปลาย
๑๑ โรงเรยี นพระมหาธาตมุ ลู นธิ มิ ธั ยม เมอื ง ๐๖๔ - ๗๐๙ - ๕๕๒๔ อนบุ าล - ม.ตน้
๑๒ โรงเรยี นพริม้ พทิ ยานุสรณ์ เมอื ง ๐๘๒ - ๕๑๙ - ๑๕๑๑ อนุบาล
๑๓ โรงเรยี นพัฒนศาสนว์ ิทยา เมอื ง ๐๘๙ - ๙๗๑ - ๗๔๒๙ ม.ตน้ - ม.ปลาย
๑๔ โรงเรยี นมัดรอซาตุลอลุ ูมดิ ดิน เมือง ๐๘๑ - ๔๑๕ - ๑๒๘๘ ม.ต้น - ม.ปลาย
๑๕ โรงเรยี นมัธยมยานากาวา เมือง ๐๘๑ - ๔๗๖ - ๔๕๗๙ ม.ตน้
๑๖ โรงเรยี นมารยี พ์ ทิ ักษศ์ ึกษา เมอื ง ๐๘๑ - ๔๙๕ - ๐๘๐๒ อนุบาล - ประถมศกึ ษา
๑๗ โรงเรยี นมุสลมิ สันติธรรมมูลนธิ ิ เมอื ง ๐๘๗ - ๔๖๒ - ๗๘๐๐ อนบุ าล - ม.ปลาย
๑๘ โรงเรยี นมูลนิธสิ หมติ รศึกษา เมอื ง ๐๘๔ - ๓๐๖ - ๘๘๔๔ อนุบาล - ม.ปลาย
๑๙ โรงเรียนวัดกุฏขิ นั ติพลภริ มสงเคราะห์ เมือง ๒๗๕ - ๖๗๐ - ๑๖๔ อนุบาล - ประถมศกึ ษา
๒๐ โรงเรียนศรธี รรมราชศึกษา เมือง ๐๗๕ - ๓๕๖ - ๕๖๕ อนบุ าล - ม.ปลาย
206
ท่ี โรงเรียน อ�ำเภอ โทรศพั ท์ ระดบั ทีจ่ ดั การศกึ ษา
๒๒ โรงเรียนสตรจี รสั พิชากร เมือง ๐๙๓ - ๕๗๙ - ๕๓๕๘ อนบุ าล - ประถมศกึ ษา
๒๓ โรงเรียนสามญั ศึกษาวดั แจ้ง เมอื ง ๐๘๗ - ๐๕๘ - ๘๒๖๘ อนบุ าล - ประถมศึกษา
๒๔ โรงเรียนสิทธาภัทร์ เมือง ๐๗๕ - ๓๒๔ - ๔๔๔ อนบุ าล - ประถมศกึ ษา
๒๕ โรงเรยี นหนองนกประสาทศลิ ป์ เมอื ง ๐๘๙ - ๗๒๘ - ๐๐๒๑ อนุบาล - ม.ตน้
๒๖ โรงเรยี นอนุบาลขวญั นคร เมอื ง ๐๘๙ - ๔๗๒ - ๗๖๗๓ อนุบาล
๒๗ โรงเรียนอนบุ าลดาํ รงค์ศาสน์ เมอื ง ๐๘๐ - ๑๔๒ - ๔๔๒๒ อนบุ าล
๒๘ โรงเรยี นอนบุ าลธนสาร เมอื ง ๐๙๖ - ๒๕๒ - ๘๗๙๙ อนุบาล
๒๙ โรงเรยี นอนบุ าลบ้านเด็ก เมอื ง ๐๘๑ - ๔๕๙ - ๓๐๖๐ อนุบาล
๓๐ โรงเรียนอนุบาลบา้ นทิพยร์ ตั น์ เมือง ๐๘๑ - ๘๖๙ - ๑๗๓๓ อนบุ าล
๓๑ โรงเรยี นอนบุ าลปิยะรตั น์ เมอื ง ๐๘๑ - ๙๕๘ - ๑๖๒๘ อนุบาล
๓๒ โรงเรยี นอนบุ าลพทุ ธศาสตร์ เมือง ๐๘๑ - ๙๖๘ - ๘๗๒๓ อนุบาล
๓๓ โรงเรยี นอนบุ าลภิญญรัตน์ เมอื ง ๐๘๖ - ๓๘๖ - ๖๕๙๐ อนุบาล
๓๔ โรงเรยี นอนุบาลลกู รกั เมือง ๐๘๙ - ๙๗๑ - ๗๔๔๑ อนบุ าล
๓๕ โรงเรียนอนบุ าลวัดจังหูนสงเคราะห์ เมอื ง ๐๙๘ - ๘๒๗ - ๕๙๐๑ อนุบาล
๓๖ โรงเรียนอนุบาลวัดเสมาเมือง เมอื ง ๐๙๑ - ๔๑๙ - ๖๕๙๔ อนบุ าล
๓๗ โรงเรยี นอนบุ าลสกนวิชญ์ เมอื ง ๐๘๕ - ๐๖๙ - ๗๓๐๖ อนุบาล
๓๘ โรงเรียนอนุบาลสนั ติสขุ เมือง ๐๘๙ - ๖๔๙ - ๕๔๔๒ อนบุ าล
๓๙ โรงเรียนอนุบาลแสงทอง เมอื ง ๐๘๑ - ๖๐๗ - ๕๙๑๔ อนุบาล - ประถมศึกษา
๔๐ โรงเรียนอนบุ าลอุ่นจติ เมอื ง ๐๘๙ - ๘๗๑ - ๘๒๒๐ อนุบาล
๔๑ โรงเรียนอนสุ รณพ์ รสวัสด์ิ เมือง ๐๘๔ - ๓๐๙ - ๕๑๐๗ ม.ต้น
๔๒ โรงเรียนอลั มวู าห์ฮิดีน เมือง ๐๘๑ - ๓๗๐ - ๒๑๐๒ อนบุ าล - ม.ปลาย
๔๓ โรงเรยี นอาํ มาตย์พทิ ยานสุ รณ์ เมอื ง ๐๘๑ - ๕๙๗ - ๓๒๐๐ อนบุ าล - ม.ต้น
โรงเรียนสงั กัดสำ� นักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช
ท่ี โรงเรยี น อำ� เภอ โทรศพั ท์ ระดับทจ่ี ัดการศึกษา
๑ โรงเรยี นพระปริยตั ิธรรม เมือง ๐๘๔ - ๐๕๗ - ๔๐๒๙ ม.ต้น - ม.ปลาย
แผนกสามญั วัดสระเรยี ง
๒ โรงเรยี นพระบรมธาตพุ ทิ กั ษว์ ทิ ยา เมอื ง ๐๘๙ - ๙๗๓ - ๗๐๗๙ ม.ตน้ - ม.ปลาย
207
โรงเรยี นสังกดั สำ� นักงานปกครองท้องถ่ินจงั หวัดนครศรีธรรมราช
ท่ี โรงเรยี น อำ� เภอ โทรศัพท์ ระดบั ทจ่ี ดั การศึกษา
๑ โรงเรยี นสาธติ องคก์ ารบรหิ ารสว่ น เมอื ง ๐๘๖ - ๗๔๕ - ๒๕๑๒ อนุบาล - ประถมศึกษา
จงั หวัด (บ้านทา่ เรือมติ รภาพท่ี ๓๐)
๒ โรงเรียนเทศบาลวัดท่าโพธิ์ ทน.นครศรธี รรมราช ๐๘๑ - ๕๓๕ - ๙๑๖๐ อนุบาล - ประถมศึกษา
๓ โรงเรยี นเทศบาลวัดทา้ วโคตร ทน.นครศรีธรรมราช ๐๘๑ - ๒๗๐ - ๑๑๒๗ อนุบาล - ประถมศึกษา
๔ โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ ทน.นครศรีธรรมราช ๐๘๔ - ๑๘๘ - ๘๕๐๒ อนุบาล - ประถมศกึ ษา
๕ โรงเรียนเทศบาลวัดศรที วี ทน.นครศรีธรรมราช ๐๙๙ - ๙๐๘ - ๕๙๖๑ อนุบาล - ประถมศึกษา
๖ โรงเรียนเทศบาลวดั ศาลามีชัย ทน.นครศรีธรรมราช ๐๘๑ - ๘๙๑ - ๓๘๒๘ อนบุ าล - ประถมศกึ ษา
๗ โรงเรยี นเทศบาลวดั เสมาเมือง ทน.นครศรีธรรมราช ๐๘๑ - ๐๘๒ - ๑๗๓๔ อนบุ าล - ประถมศกึ ษา
๘ โรงเรยี นเทศบาลวดั เสาธงทอง ทน.นครศรธี รรมราช ๐๘๖๔๗๖ - ๑๔๔๕ อนบุ าล - ประถมศึกษา
๙ โรงเรยี นเทศบาลวัดใหญ่ ทน.นครศรีธรรมราช ๐๙๔ - ๔๘๖ - ๙๕๒๓ อนุบาล - ประถมศกึ ษา
๑๐ ทโรนง.เนรียคนรศนราธีนรารชมารตาิ ช ทน.นครศรธี รรมราช ๐๘๑ - ๒๗๑ - ๓๘๘๒ ประถมศึกษา
๑๑ โรงเรียนสาธติ เทศบาล ทน.นครศรีธรรมราช ๐๘๙ - ๘๗๕ - ๙๙๘๑ มธั ยมศกึ ษา
วดั เพชรจริก
๑๒ โรงเรยี นอนบุ าลเทศบาลเมืองปากพูน ทม.ปากพนู ๐๗๕ - ๗๗๔ - ๑๓๐ อนุบาล - ประถมศึกษา
๑๓ โรงเรยี นเทศบาลตาํ บลทา่ แพ ทต.ท่าแพ ๐๘๑ - ๙๕๘ - ๒๖๓๖ อนบุ าล - ประถมศกึ ษา
๑๔ โรงเรียนเทศบาลตาํ บลบางจาก ทต.บางจาก ๐๗๕ - ๓๙๙ - ๗๗๙ อนุบาล
๑๕ โรงเรียนเทศบาลตําบลปากพูน ทต.ปากพนู ๐๗๕ - ๓๖๖ - ๔๐๙ อนบุ าล - ประถมศกึ ษา
โรงเรยี นนานาชาตนิ ครศรธี รรมราช
208
สมาคมพาณิชยจ์ ีนนครศรธี รรมราช ตง้ั อยรู่ ิมถนนราชดำ� เนิน (บรเิ วณศาลเจา้ กวนอู) ตำ� บลท่าวงั อ�ำเภอเมือง
จงั หวัดนครศรีธรรมราช
๒. กิจกรรมทางการศึกษา
๒.๑ การสอนภาษาจนี
การสอนภาษาจีนในอ�ำเภอเมือง แต่เดิมน้ันมีการสอนในครอบครัวชาวจีน โดยสอนกัน
เปน็ กลมุ่ เลก็ ตง้ั แตค่ รง้ั ชาวจนี ทอ่ี พยพเข้ามาตง้ั ถ่ินฐานเมอื งนคร โดยผูม้ ีความรทู้ ่ีคนจีนยอมรับมักเรยี กว่า
“เซียนเซิน” หมายถึงครูผู้ทรงความรู้ เม่ือชุมชนชาวจีนเติบโตขึ้น มีการรวมตัวเป็นสมาคมพาณิชย์จีน
นครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ จดทะเบียนก่อต้ังข้ึนอย่างเป็นทางการ มีลูกหลานจีนเข้ามาเรียน
เพิม่ ขน้ึ แต่การสอนก็ยังคงอยู่ในบ้าน แตล่ ะเดือนมีคา่ ตอบแทนครใู นอตั ราความพอใจ
ลว่ งเขา้ พ.ศ. ๒๔๗๒ นาย “ตนั เกงฮยุ ” ไดพ้ ยายามผลกั ดนั ใหม้ โี รงเรยี น โดยคณะกรรมการ
สมาคมไดอ้ อกระดมทนุ จากหมกู่ รรมการและชาวจนี จนสามารถสรา้ งอาคารเรยี นไดส้ ำ� เรจ็ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๗๓
ตั้งชื่อว่า “โรงเรียนตุงฮ้ัว” ตั้งอยู่ ณ สมาคมพาณิชย์จีนปัจจุบัน นับเป็นสถานศึกษาภาษาจีนแห่งแรก
ท่ีเป็นทางการโดยอยู่ในการดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรท่ีใช้มีการสอนภาษาจีนควบคู่กับ
จรยิ ธรรมใหแ้ กบ่ ตุ รหลานชาวจนี โพน้ ทะเล ในปตี อ่ มากม็ นี กั เรยี นกเ็ พมิ่ จำ� นวนมากขนึ้ เปน็ ล�ำดบั
จนกระทงั่ พ.ศ. ๒๔๘๓ เกดิ สงครามมหาเอเชยี บรู พาขนึ้ โรงเรยี นจนี ในประเทศไทยรวมทงั้
นครศรีธรรมราช ต่างก็ประสบภัยสงครามจนต้องปิดตัวเองลง เม่ือสงครามสงบโรงเรียนจึงกลับมาเปิด
ทำ� การสอนใหมเ่ มอ่ื พ.ศ. ๒๔๘๙ ไดเ้ ปลยี่ นชอ่ื จาก “ตงุ ฮว้ั ” มาเปน็ “กงฮวั้ ” ในสมยั นน้ั โรงเรยี นนนี้ บั วา่
มคี วามทโี่ ดดเดน่ มากในเรอ่ื งระเบยี บวนิ ยั ความขยนั ขนั แขง็ ของนกั เรยี น และทจ่ี ดั วา่ มชี อ่ื เสยี งมากจนโดง่ ดงั
ทว่ั ภาคใตค้ ือกีฬาบาสเกตบอล
209
เมอ่ื เดอื นกนั ยายน ๒๕๐๑ โรงเรยี นกงฮวั้ กป็ ระสบปญั หาอกี ครงั้ เมอ่ื มกี ารปฏวิ ตั โิ ดยจอมพล
สฤษด์ิ ธนะรัชต์ รัฐบาลคณะปฏวิ ตั ไิ ดก้ �ำหนดนโยบายทางการเมอื งตามแนวทางสหรัฐอเมรกิ าคือตอ่ ตา้ น
จีนแผน่ ดินใหญ่ โรงเรียนจนี ทว่ั ทง้ั ประเทศถูกสง่ั ยุบ โรงเรียนกงฮว้ั จงึ มีอันตอ้ งปดิ อยา่ งถาวร แม้ระยะหลงั
รฐั บาลจะยอมรบั จนี แผน่ ดนิ ใหญแ่ ลว้ แตก่ ารรอ้ื ฟน้ื โรงเรยี นสอนภาษาจนี อยา่ งโรงเรยี นกงฮว้ั กไ็ มส่ ามารถ
กระทำ� ได้ กอปรกบั ปจั จบุ นั สถานศกึ ษาตา่ ง ๆ ตง้ั แตช่ น้ั ประถมศกึ ษาจนถงึ มหาวทิ ยาลยั กม็ เี ปดิ สอนภาษา
จนี กนั มากขนึ้ ความจำ� เปน็ ในการเปิดโรงเรยี นสอนภาษาจีนเป็นการเฉพาะจึงยตุ ลิ ง
๒.๒ กจิ กรรมลกู เสอื ในโรงเรียนและค่ายลกู เสือ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชปรารภการจัดตั้งกองลูกเสือ
ดงั ปรากฏอยใู่ นคำ� ปรารภของขอ้ บงั คบั ลกั ษณะปกครองลกู เสอื ฉบบั แรก ซงึ่ ประกาศใชเ้ มอ่ื วนั ที่ ๑ กรกฎาคม
ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) ดงั น้ี
“พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ผทู้ รงดำ� รงพระยศ
เป็นนายกองใหญ่เสือป่า ทรงพระราชด�ำริว่ากองเสือป่าได้ต้ังขึ้นเป็นหลักฐานแล้ว พอจะเป็นท่ีหวังได้ว่า
จะเปน็ ผลดตี ามพระราชประสงค์ แตผ่ ทู้ จี่ ะเปน็ เสอื ปา่ ตอ้ งเปน็ ผทู้ นี่ บั วา่ เปน็ ผใู้ หญแ่ ลว้ ฝา่ ยเดก็ ชายทยี่ งั อยู่
ในปฐมวัยก็เป็นผู้ท่ีสมควรจะได้รับความฝึกฝน ท้ังในส่วนร่างกายและในส่วนใจให้มีความรู้ในทางเสือป่า
เพอื่ วา่ เมอื่ เตบิ ใหญข่ นึ้ แลว้ จะไดร้ จู้ กั หนา้ ที่ ซงึ่ ผชู้ ายไทยทกุ คนควรจะประพฤตใิ หเ้ ปน็ ประโยชนแ์ กช่ าตบิ า้ นเมอื ง
อันเป็นท่ีเกิดเมืองนอนของตน และการฝึกฝนจิตใจให้คิดถูกเช่นน้ี ต้องเร่ิมฝึกฝนเสียแต่เม่ือยังเยาว์อยู่
เปรียบเสมือนไม้ที่ยังอ่อน จะดัดไปเป็นรูปอย่างไรก็เป็นไปได้ง่ายและงดงาม แต่ถ้ารอไว้จนแก่เสียแล้ว
เมอ่ื จะตอ้ งดดั กต็ อ้ งเขา้ ไฟ และมกั จะหกั ลำ� เสยี ในขณะทด่ี ดั ดงั นฉี้ นั ใด สนั ดานคนกฉ็ นั นน้ั ”
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งกองลูกเสือข้ึน
ในโรงเรยี นและสถานทอี่ นั สมควร และทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ กี ำ� หนด “ขอ้ บงั คบั ลกั ษณะปกครอง
ลกู เสอื ” ฉบบั แรก โดยประกาศใชเ้ มอ่ื วนั ท่ี ๑
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ มี ๑๐ หมวด ได้แก่
หมวดการปกครองกลาง การปกครองประจ�ำ
มลฑล และการแต่งตัวของลูกเสือ เป็นต้น
ต่อมาได้ทรงแก้ไขเปลี่ยนแปลง โดยเพ่ิม
ขอ้ บงั คบั เปน็ ๒๑ หมวด เมอื่ วนั ที่ ๑ เมษายน
๒๔๖๑
การแตง่ กายลกู เสือสมัยกอ่ น กจิ กรรมลกู เสอื ในโรงเรยี นระดบั
ภาพจาก : www.bloggang.com มัธยมศึกษาในอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
ไดด้ �ำเนินการจดั ข้นึ มาตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๕๔ โดย
เร่ิมต้นท่ีโรงเรียนเบญจมราชูทิศเป็นโรงแรก
นายอภัย จันทวิมล อดีตปลัดกระทรวงศึกษา
ธิการ ผู้ส่งเสริมกิจกรรมลูกเสือในโรงเรียน
อย่างจริงจังตลอดระยะเวลาท่ีท่านได้บริหาร
การศกึ ษาระดบั ประเทศ ไดก้ ำ� หนดใหโ้ รงเรยี น
210
หรอื สถานศกึ ษาทกุ ระดบั จดั กจิ กรรมลกู เสอื ไวใ้ นหลกั สตู รการศกึ ษา โดยยดึ วตั ถปุ ระสงคต์ ามคมู่ อื ผกู้ ำ� กบั
ลูกเสือของคณะลูกเสือโลก และพระบรมราโชวาทของพระผู้พระราชทานก�ำเนิดคณะลูกเสือแห่งชาติ
(ร.๖) ซ่ึงสรุปวัตถุประสงค์ของการลูกเสือได้ ๓ ประการ คือ การสร้างลักษณะนิสัย การส่งเสริม
ความเป็นพลเมืองดี และการพัฒนาสมรรถภาพ ในการนี้ได้ดำ� เนินงานสามกิจกรรมคือ
ก. การจดั ตงั้ กองลูกเสอื และปฏิบัติตามข้อบงั คับ
ข. การใหก้ ารศึกษาเรียนรู้ ฝึกอบรมให้ปฏิบตั ิไดต้ ามเนือ้ หาวิชา “ผกู้ ำ� กบั ลูกเสือ”
ค. การจัดการและการฝึกอบรมตาม ข้อ ก. และ ข. โดยยดึ วัตถปุ ระสงคข์ องการลูกเสือ
อยา่ งไรกด็ ี การทจี่ ะบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคส์ ามประการ ตอ้ งใชเ้ วลาฝกึ อบรมพอสมควร ลำ� พงั
การประกอบกจิ กรรมเพียงคร้ังเดียวหรอื สองคร้ัง เชน่ การเดินทางไกล การเขา้ ค่ายพกั แรม การเลน่ เกม
หรอื การประชมุ เหลา่ นแ้ี มจ้ ะเปน็ ประโยชนบ์ า้ ง แตก่ ย็ งั ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ลกั ษณะนสิ ยั ความเปน็ พลเมอื งดี และ
สมรรถภาพในเรอ่ื งตา่ ง ๆ เปน็ การถาวร สมความมงุ่ หมายอนั แทจ้ รงิ ของการลกู เสอื ตรงกนั ขา้ มหากผกู้ ำ� กบั
เอาใจใส่ และหม่ันฝึกอบรมลูกเสือในกองของตนอย่างสม่�ำเสมอตามหลักการดังกล่าวข้างต้น เด็กที่เป็น
ลกู เสือเตบิ โตเป็นผู้ใหญก่ จ็ ะมีสมรรถภาพครบทง้ั สีด่ า้ น จะเป็นกำ� ลังของชาติบ้านเมืองสบื ไปได้
กิจกรรมรอบกองไฟของลกู เสือขณะเขา้ คา่ ยพกั แรม
211
๒.๓ กิจกรรมลกู เสือชาวบา้ น
ลกู เสอื ชาวบา้ นรนุ่ ที่ ๑ ของประเทศไดถ้ อื กำ� เนดิ เมอื่ วนั ท่ี ๙ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ หมบู่ า้ น
เหล่ากอหก ต�ำบลแสงพา ก่ิงอ�ำเภอนาแห้ว อ�ำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยมี พล.ต.ต.สมควร หริกุล
ผกู้ ำ� กบั การตำ� รวจตระเวนชายแดน เขต ๔ ในขณะนนั้ นายวโิ รจน์ พลู สขุ อดตี ศกึ ษาธกิ าร เขต ๙ จงั หวดั
อดุ รธานี นายสมเกยี รติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ผตู้ รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พรอ้ มดว้ ยวทิ ยากร
จากกองก�ำกับการต�ำรวจชายแดน เขต ๔ และวิทยากรจากเขตการศึกษาเขต ๙ เป็นผู้ริเริ่มรวมกัน
จดั ทำ� หลกั สตู รการทดลองและดำ� เนนิ การฝกึ โดยอาศยั หลกั สตู รการฝกึ อบรมผบู้ งั คบั บญั ชาลกู เสอื สำ� รอง
ชน้ั พ.ี ท.ี ซ.ี และวดู แบดจเ์ ปน็ เคา้ โครงเรอ่ื งเปน็ การเรมิ่ แรก และไดร้ บั การปรบั ปรงุ ใหก้ ระชบั ขน้ึ มาตลอด
เวลา โดยกำ� หนดพน้ื ทอ่ี บรมในเขตรบั ผดิ ชอบของกองกำ� กบั การตำ� รวจตระเวนชายแดน เขต ๔ คอื จงั หวดั
เลย อดุ รธานี นครพนม สกลนคร และรอ้ ยเอ็ดเปน็ สถานทฝ่ี กึ
พล.ต.ต.เจริญฤทธ์ิ จ�ำรัสโรมรัน รองผู้บัญชาการต�ำรวจตระเวนชายแดน ได้น�ำเร่ืองราว
เก่ียวกับลูกเสือชาวบ้านข้ึนกราบบังคมทูลพระกรุณาฯ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ
พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ นี าถ จงึ เสด็จไปทอดพระเนตรกิจการลูกเสอื ชาวบา้ น เมือ่ วันที่ ๑๙ มนี าคม
พ.ศ. ๒๕๑๕ ทกี่ องกำ� กบั การตำ� รวจตระเวนชายแดน เขต ๔ จงั หวดั อดุ รธานี ไดท้ รงรบั กจิ การลกู เสอื ชาวบา้ น
ไวใ้ นพระบรมราชานเุ คราะห์ และโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ มหุ ราชองครกั ษท์ ำ� หนงั สอื ถงึ กระทรวงมหาดไทยเพอ่ื แจง้
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดสนับสนุนกิจการลูกเสือชาวบ้าน โดยให้ความร่วมมือกับกองก�ำกับการ
ต�ำรวจตระเวนชายแดน
ต่อมาเม่ือวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ สภาลูกเสือแห่งชาติลงมติเป็นเอกฉันท์ให้รับ
กิจการลูกเสือชาวบ้านไว้เป็นงานลูกเสืออีกประเภทหน่ึงของกิจการลูกเสือแห่งชาติ และได้ตราข้อบังคับ
ที่ ๖ ลงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ว่าด้วยข้อบังคับลูกเสือชาวบ้านไว้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด
ท�ำหน้าที่เป็นผู้อ�ำนวยการลูกเสือชาวบ้านของจังหวัดนั้น และมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นรองผู้อ�ำนวยการ
ลูกเสือชาวบ้านของจังหวัดนั้น หลังจากนั้นได้มีหนังสือสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ที่ มท ๐๑๐๑/๐๔๓๐ ลงวนั ท่ี ๘ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ถึงผวู้ ่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดใหด้ ำ� เนนิ กจิ การ
ลูกเสือชาวบ้าน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เข้าร่วมงานและลงมือด�ำเนินการด้วยตนเอง เพ่ือให้เป็นไป
ตามนโยบายด้วยความสนใจอย่างแท้จริง ในฐานะผู้อ�ำนวยการลูกเสือชาวบ้านจังหวัด แล้วรายงานผล
ให้กระทรวงมหาดไทยทราบทุกระยะ และได้ก�ำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือศึกษาธิการจังหวัดเป็น
ผพู้ จิ ารณาลงนามรายงานเร่อื งนไ้ี ปยังกระทรวงมหาดไทยดว้ ยตนเอง
กจิ การลกู เสอื ชาวบา้ นไดด้ ำ� เนนิ การมาเปน็ รนุ่ ๆ ทวั่ ทกุ จงั หวดั จงั หวดั ละหลายรนุ่ ตามความ
ตอ้ งการและสนใจของประชาชนในจงั หวดั นน้ั ๆ เฉพาะอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ไดภ้ าพประวตั ศิ าสตร์
เมอ่ื ๔๑ ปผี า่ นมาแลว้ จากนายกติ ตพิ งศ์ พงศ์ย่ีหล้า เป็นภาพกิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน รุ่นท่ี ๓๐๐ / ๓
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชมผี สู้ มคั รเขา้ รบั การฝกึ อบรมจำ� นวน ๗๕๖ คน ระหวา่ งวนั ที่ ๑ - ๕ กนั ยายน
พ.ศ. ๒๕๑๙ เมอ่ื เสรจ็ จากการฝกึ อบรมแลว้ เตรียมเข้ารับพระราชทานผ้าพันคอ เมื่อวันท่ี ๕ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๑๙ ณ สนามกีฬาชาตติ ระการโกศล (สนามกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช)
นับเป็นเรื่องน่ายินดี ท่ีทุกครั้งเม่ือมีกิจกรรมส�ำคัญเกี่ยวกับสถาบันชาติ ศาสนา และ
พระมหากษตั รยิ ์ ลกู เสอื ชาวบา้ นจะรวมตวั กนั เปน็ หมเู่ ปน็ กอง รว่ มประกอบกจิ กรรมนน้ั ๆ ดว้ ยจติ สำ� นกึ ถงึ
พระคณุ อันยิง่ ใหญ่ของทง้ั สามสถาบัน
212
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช และสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ นี าถ
พระราชทานธงประจำ� ร่นุ ลูกเสือชาวบ้านอ�ำเภอเมือง ๓ ครัง้ คอื เมอื่ วันท่ี ๒๖ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๑๗
วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และวนั ที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑
คณะวิทยากรลูกเสอื ชาวบา้ นร�ำน�ำขบวนแห่ผา้ พนั คอพระราชทาน จากถนนราชด�ำเนนิ (บริเวณแยกตลาดแขก)
ไปยังสนามกีฬาชาตติ ระการโกศล เมือ่ วนั ที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
213
คณะวทิ ยากรลูกเสือชาวบา้ น รนุ่ ที่ ๓๐๐/๓ อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช มผี ู้เข้ารบั การฝึกอบรม จ�ำนวน ๗๕๖ คน
ระหว่างวันท่ี ๑ - ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ณ สนามกฬี าชาตติ ระการโกศล (สนามกีฬาจังหวัดนครศรธี รรมราช)
ลกู เสือชาวบา้ น ร่นุ ที่ ๓๐๐/๓ แสดงความเคารพเพือ่ ขอรับผ้าพันคอเมือ่ วันที่ ๕ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๑๙
ณ ศาลาประชาคมจังหวดั นครศรธี รรมราช
214
วตั ถุประสงค์ในการฝึกอบรมลกู เสอื ชาวบา้ น
๑. เพ่ือใหล้ ูกเสอื ชาวบา้ นได้นำ� เอาวิชาการลูกเสอื ไปด�ำเนนิ ชวี ิตประจำ� วนั เพือ่ ใหเ้ กดิ การ
อยู่ดี กนิ ดี มคี วามสำ� เร็จในชีวติ
๒. เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจในกระบวนการของลกู เสอื และฝกึ อบรมใหเ้ ปน็ พลเมอื งดใี นทศั นะของลกู เสอื
๔ ประการ คอื มเี กยี รตเิ ชอื่ ถอื ได้ รจู้ กั บงั คบั ใจตนเอง รจู้ กั พงึ่ ตนเอง และมคี วามสามารถ
และเต็มใจช่วยเหลอื ผูอ้ ืน่
๓. เพ่อื ให้เกิดความรักสามัคคี รกั หมู่ รักคณะ เหน็ แก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
๔. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความจงรกั ภกั ดตี อ่ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ และเทดิ ทนู ไวเ้ หนอื สง่ิ อนื่ ใด
๕. เพอื่ ใหเ้ กดิ ความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว เขา้ ใจถงึ การอยคู่ า่ ยพกั แรม แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็
ซ่ึงกันและกัน
๖. เพื่อให้รจู้ ักธรรมชาตแิ ละความตอ้ งการของลูกเสือ คือผจญภัย ได้เพ่อื น เถอ่ื นธาร
การสนกุ สขุ สม
ขอ้ ปฏิบัตสิ �ำคัญของลูกเสอื ชาวบา้ น
๑. ลูกเสือชาวบา้ นมีความจงรกั ภักดตี อ่ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์
๒. ลูกเสอื ชาวบ้านเปน็ พีน่ ้องกนั และเป็นมิตรกบั คนท่วั ไป
๓. ลกู เสือชาวบา้ นมหี ลักการอยวู่ ่า “บ�ำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ ผู้อ่นื ”
๔. ลกู เสอื ชาวบา้ นยดึ ม่นั ในคำ� ปฏญิ าณและกฎของลกู เสอื
๕. ลูกเสอื ชาวบา้ นไมเ่ กีย่ วข้องกับการเมอื ง
๖. ลกู เสอื ชาวบา้ นเข้ามาเป็นดว้ ยความสมัครใจ
๗. ลกู เสือชาวบ้านเป็นพลเมอื งดี
๘. ลกู เสอื ชาวบา้ นรักขนบธรรมเนียมประเพณีอนั ดงี าม (เอกลกั ษณข์ องชาต)ิ
๙. ลกู เสือชาวบ้านมพี ลานามยั ดี และรูจ้ กั ใชเ้ วลาว่างให้เปน็ ประโยชน์
อนึ่ง มีกระแสพระราชด�ำรัสพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
พระราชทานไวแ้ กผ่ เู้ กย่ี วขอ้ งในกิจการลูกเสือขาวบา้ นสามประการคือ
๑. ขออยา่ ใหก้ ิจการลกู เสอื ชาวบ้านเข้าไปเกีย่ วข้องกับการเมือง
๒. ขอใหก้ จิ การลกู เสอื ชาวบา้ นเปน็ ระบบของราชการโดยใหป้ ระชาชนควบคมุ เลอื กดำ� เนนิ การ
โดยตนเอง ราชการเป็นเพียงผู้เสนอแนะและสนับสนุนหรือทักท้วง เมื่อเห็นว่าไม่ตรงตามวัตถุประสงค์
หรือเปา้ หมาย
๓. ไม่มีพระราชประสงค์ให้ลูกเสือชาวบ้านมีเคร่ืองแบบ นอกจากมีสัญลักษณ์สามอย่าง
คือผ้าพันคอ วอกเกิล และหนังเสือ เพ่ือมิให้เป็นการส้ินเปลือง มิให้แตกต่างไปจากประชาชน และ
มิใหเ้ หมอื นข้าราชการ
215
๓. ศาสนาในอ�ำเภอเมือง
รปู ปน้ั พระนางเหมชาลา และพระทนธกมุ าร สองพนี่ อ้ งทอี่ ญั เชิญพระบรมสารรี ิกธาตุมายงั หาดทรายแก้ว
๓.๑ วัดและส�ำนักสงฆ์
ตามต�ำนานเมืองและต�ำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช กล่าวถึงนางเหมชาลาและ
พระทนธกุมาร ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากเมืองทนธบุรีลงเรือส�ำเภาหนีข้าศึกท่ีมาแย่งชิงพระบรม-
สารรี ิกธาตุไปลังกา แตเ่ รือส�ำเภาถกู พายซุ ดั ขนึ้ ฝั่งทเ่ี มืองตรงั สองพ่นี ้องด้นั ดงมาถึงหาดทรายแกว้ จึงฝงั
พระทันตธาตุนี้ไว้ ณ หาดทรายแก้ว พระมหาเถรพรหมเทพอรหันต์เหาะผ่านมา ทราบด้วยญาณว่า
มีพระทันตธาตุของพระพุทธองค์ จึงลงมายังหาดทราย และได้แจ้งแก่ท้ังสองว่า ต่อไปภายภาคหน้าจะมี
ผู้มีบุญจะมาก่อพระเจดีย์สูง ๓๖ วา อีก ๒ - ๓ ราตรี เจ้าทั้งสองจะได้เดินทางไปลังกา มีเหตุร้ายใด ๆ
ระหวา่ งทางใหเ้ จา้ ทงั้ สองนกึ ถงึ เรา เราจะมาชว่ ยขอใหเ้ จา้ ทง้ั สองเดนิ ทางโดยปลอดภยั ในกาลตอ่ มาพระเจา้
กรงุ ลงั กามพี ระบรมราชโองการใหพ้ ระและชา่ งจากลงั กานำ� พระบรมสารรี กิ ธาตมุ าฝงั ไว้ ณ หาดทรายแกว้
แล้วกอ่ พระเจดีย์ครอบเอาไว้
ลว่ งถงึ สมยั พระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช เดมิ ครองเมอื งเวยี งสระ ไดเ้ ดนิ ทางมายงั หาดทรายแกว้
เมอื งนครศรธี รรมราช ไดต้ งั้ เมอื งใหมข่ น้ึ และไดม้ กี ารขดุ รอื้ เอาพระบรมธาตขุ น้ึ ได้ แลว้ บรรจพุ ระบรมธาตุ
ลงไว้ สร้างองค์พระบรมธาตุองค์ใหม่ข้ึนมา (น่าจะเป็นสมัยศรีวิชัยราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ - ๑๕) ต่อมา
ในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ พทุ ธศาสนาเถรวาทลงั กาวงศเ์ ขา้ มา ไดร้ บั การอปุ ถมั ภจ์ ากพระเจา้ ศรธี รรมา-
โศกราช (จันทรภานุ) ทรงก่อพระเจดีย์ทรงลังกาครอบองค์เดิมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จึงท�ำให้เกิด
ปูชนียสถานส�ำคัญในพุทธศาสนาที่เรียกกันว่า “วัด” นับแต่น้ันจึงมีวัดเกิดข้ึนมาก หลายวัดยังด�ำรงอยู่
แต่อกี หลายวดั ไดก้ ลายเป็นวดั รา้ ง
๓.๑.๑ วัดรา้ ง เมอ่ื พระพทุ ธศาสนาเถรวาทลงั กา มคี วามเจรญิ รุ่งเรอื งมาก จงึ ทำ� ใหม้ ีการ
สร้างวัดเพิ่มขึ้น ตามต�ำนานกัลปนาวัดท่าช้างพระอารามหลวงได้กล่าวถึงเรื่องพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
ทรงสรา้ งวดั ทา่ ชา้ งและวดั บรวิ าร ๙ วดั ในเมอื งนครศรธี รรมราช คอื วดั เสมาเมอื ง วดั สมั ฤทธไิ ชย วดั จนั พอ
วดั ปะ วัดตะปงั วัดน้�ำด�ำ วัดทุง่ พระ วดั ตะหมาย วดั พระไทรสามต้น ตอ่ มาท้าวโคตรครี เี ศรษฐซี งึ่ เป็นมอญ
216
และทา้ วราชทา้ วศรี ไดส้ รา้ งวดั เสมาทอง (วดั เจดยี ย์ กั ษ)์ ทำ� ใหใ้ นตวั เมอื งนครศรธี รรมราชมวี ดั จำ� นวนมาก
เรียงรายอยู่บนหาดทราย ท้ังนี้เนื่องมาจากความศรัทธา ซ่ึงเมื่อรวบรวมท้ังวัดร้างและวัดปัจจุบัน พบว่า
ในเขตเทศบาลนครนครศรธี รรมราชและใกลเ้ คยี งมีวดั ร้าง ๖๐ วดั ประกอบด้วย
๑. วดั กฏุ ิ อยู่ทบ่ี ริเวณสถานกี ารไฟฟ้าฝา่ ยผลติ แห่งประเทศไทย
๒. วัดกดุ อยู่ท่ีบริเวณสนามกฬี าจังหวดั นครศรีธรรมราช
๓. วดั คลองหว้ ย อยู่ที่บรเิ วณถนนเทวบุรี (ช่วงสะพานคลองห้วย)
ต�ำบลโพธเ์ิ สดจ็
๔. วัดเจดยี ์ยกั ษ ์ อยทู่ บี่ รเิ วณเจดยี ย์ กั ษ์ (ขา้ งศาลาเทศบาลนครนครศรธี รรมราช)
ปัจจุบันมถี นนศรปี ราชญ์ตัดผ่าน
๕. วดั เจดยี เ์ อน อยู่ทีต่ ลาดหวั ถนน ใกล้ตลาดนดั หวั ถนน
๖. วัดชมพูพล อยูท่ บ่ี ริเวณห้างสหไทย (ถนนศรปี ราชญ์)
๗. วดั ชายตัง อยู่ทบ่ี รเิ วณกองกำ� กับการต�ำรวจภธู รเมอื งนครศรธี รรมราช
ไปจรดโรงเรยี นนครพณชิ ยการ
๘. วดั ชุมแสง อย่ทู ีบ่ รเิ วณทศิ ใตข้ องวทิ ยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช
๙. วดั ด่งิ ดง อย่ทู บี่ ริเวณตรงข้ามโรงเรยี นวัดพระมหาธาตุ
๑๐. วดั เตาปูน อยทู่ ีบ่ รเิ วณดา้ นทศิ ตะวนั ตกวดั เพชรจริก
(บรเิ วณบา้ นสามดอน) หมทู่ ่ี ๕ ต�ำบลมะม่วงสองต้น
๑๑. วัดตะเคียนทอง อยทู่ บ่ี ริเวณปัม้ นำ�้ มนั ตรงข้ามวดั แจง้
๑๒. วดั ทา่ ช้างอารามหลวง อยู่ทบี่ รเิ วณถนนพาดถงึ มสั ยดิ ซอลาฮดุ ดนิ
๑๓. วดั ท่าโพธ์ิเก่า อยู่ที่บรเิ วณโรงเรียนเทศบาลวัดทา่ โพธิ์
๑๔. วัดเท อยู่ทบ่ี รเิ วณอาคารพาณิชยห์ น้าวดั ศรีทวี (ท่ามอญ)
๑๕. วดั ธรามา อย่ตู รงขา้ มโรงเรยี นวดั พระมหาธาตุ
๑๖. วัดธาราวดี (ไฟไหม)้ อยทู่ ี่บรเิ วณทางด้านทศิ เหนือของวดั ท้าวโคตร
๑๗. วดั นาโรง อยทู่ บ่ี ริเวณบา้ นพกั ขา้ ราชการต�ำรวจ
(ข้างโรงเรียนสาธิตเทศบาลวดั เพชรจรกิ )
๑๘. วดั นาสน อยใู่ นบริเวณบา้ นสามดอน ทางทิศตะวันตกของวดั เพชรจริก
๑๙. วดั บอ่ โพง (บอ่ โพรง) อยทู่ างทศิ ใต้ของวัดสวนหลวง
(ท่ตี ั้งบ้านพกั พนกั งานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต)
๒๐. วดั ประตโู กบ อยู่ทบ่ี รเิ วณทศิ เหนอื ของวทิ ยาลยั เทคนคิ นครศรธี รรมราช
๒๑. วัดประตูขาว อย่ทู ่โี รงเรียนอนุบาลจังหวดั นครศรีธรรมราช ณ นครอทุ ิศ
๒๒. วัดประตูเขยี น อยูท่ บ่ี รเิ วณด้านทศิ ตะวันออกเฉียงใต้ของวดั ชะเมา
๒๓. วดั ประตทู อง อยทู่ บ่ี รเิ วณทางดา้ นทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ (หรด)ี ของวดั ทา้ วโคตร
๒๔. วัดประตลู ัก อยทู่ ถ่ี นนประตรู กั ษ์ ดา้ นตะวนั ออกของวดั หนา้ พระบรมธาตุ
๒๕. วดั ปรมา อยทู่ ว่ี ัดชะเมาในปจั จุบัน
๒๖. วดั ป่าขอมกลาง อย่ทู บ่ี รเิ วณโรงเรยี นจรัสพชิ ากร
๒๗. วัดป่าสดุ อยู่ทบ่ี รเิ วณโรงเรียนอำ� มาตยพ์ ทิ ยานุสรณ์
๒๘. วดั พระเงิน อยู่ท่ีบริเวณส�ำนักงานทรัพยากรส่ิงแวดล้อมจังหวัดนครศรี-
ธรรมราช รวมถึงวทิ ยาลัยอาชวี ศึกษานครศรธี รรมราช
217
๒๙. วดั พระคลัง อยูท่ ่บี ริเวณหนา้ สวนสาธารณะศรธี รรมาโศกราช
๓๐. วดั พระเดจ็ อยทู่ บ่ี รเิ วณทต่ี ง้ั สำ� นกั งานการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ภมู ภิ าคท่ี ๑๔
๓๑. วดั พระเดมิ อยทู่ บ่ี รเิ วณวดั พระมหาธาตวุ รมหาวหิ าร ทตี่ งั้ อาคาร ๑๐๐ ปี
๓๒. วัดพังพวย (แพงพวย) อย่ทู ่ีบริเวณทิศตะวันตกของศาลาหมอปาน ริมถนนเทวบรุ ี
ตำ� บลโพธ์เิ สด็จ
๓๓. วดั โพธท์ิ ่าเรือ อยทู่ บี่ รเิ วณสถานวี ทิ ยกุ ระจายเสยี งแหง่ ประเทศไทย จงั หวดั
นครศรีธรรมราช และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
จังหวัดนครศรธี รรมราช (สทท. ๑๑)
๓๔. วัดโพธมิ์ อญ อยูท่ ี่บรเิ วณทศิ หรดีของวดั ศรีทวี (ทา่ มอญ)
๓๕. วดั เพชรจริกออก อยูท่ บี่ รเิ วณทต่ี ้งั ส�ำนักงานปศุสตั ว์จังหวดั
๓๖. วดั มะขามชุม อยทู่ ่ีบรเิ วณโรงเรยี นศรธี รรมราชศกึ ษา (ฝา่ ยประถม) และ
ทางทิศตะวนั ตก (ทางเขา้ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๘๔)
๓๗. วดั มังคุด อยทู่ บ่ี ริเวณโรงเรยี นวดั พระมหาธาตุ
๓๘. วัดโรงชา้ ง อยทู่ ่ีศาลเจ้าแมท่ ับทิม ตดิ กับบ้านพกั ศกึ ษาธกิ ารจงั หวัด
๓๙. วดั ลุม่ อยูท่ ีบ่ ริเวณกองทพั ภาค ๔ (คา่ ยวชิราวธุ )
๔๐. วัดวา อยู่ที่บริเวณตรงขา้ มวัดท้าวโคตร
๔๑. วัดศรธี ามา อยู่ที่โรงเรยี นนครวิทยา (บ้านทา่ นขุนรฐั วุฒิวิจารณ)์
๔๒. วัดสมั ฤทธิ์ (สมิท) อยู่ที่หลงั สถานรี ถไฟนครศรธี รรมราช
๔๓. วัดสมทิ ฐาน อยู่ทบี่ รเิ วณฌาปนสถานของวดั ชะเมา (ดา้ นทิศเหนือ)
๔๔. วัดสพ อยู่ที่บริเวณโรงเรียนเทศบาลวดั ทา้ วโคตร
(บรเิ วณเจดยี ย์ อ่ มมุ )
๔๕. วดั สระเกษ อยู่ทบ่ี รเิ วณสถานกี ารไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
๔๖. วัดสวนหลวงออก อยทู่ ีบ่ ริเวณท่ตี ้งั สำ� นกั ศิลปากรที่ ๑๒
๔๗. วดั สมั ฤทธิไชย อยู่ที่บรเิ วณบา้ นสามดอน ต�ำบลมะม่วงสองต้น
๔๘. วัดสารีบุตร อยทู่ บ่ี รเิ วณหลังจวนผ้วู ่าราชการจงั หวดั นครศรีธรรมราช
๔๙. วัดเสมาเงิน อยทู่ บ่ี ริเวณสวนพระเงนิ ต่อกับเจดยี ย์ กั ษ์
๕๐. วัดเสมาชัย อยทู่ บ่ี ริเวณเดยี วกับวัดเสมาเมอื ง
(เปน็ วดั คแู่ ฝดกบั วดั เสมาเมือง)
๕๑. วัดเสมาทอง (๑) อยทู่ ี่บรเิ วณด้านตะวนั ตกของเจดยี ์ยกั ษ์
๕๒. วดั เสมาทอง (๒) อยูท่ บ่ี รเิ วณวัดมเหยงคณ์ปจั จบุ ัน
๕๓. วัดหน้าราหู อยู่ท่วี ดั หน้าพระบรมธาตุ
๕๔. วัดหลังพระ (วัดแมช่ ี) อยู่ทช่ี ุมชนชาวมสุ ลมิ หลงั วัดพระมหาธาตวุ รมหาวิหาร
๕๕. วดั หวา้ ยาน อยใู่ นต�ำบลมะม่วงสองต้น (เดิมช่อื วดั วโรทยาน)
๕๖. วัดหว้ ยขาม อยู่ทบ่ี ริเวณใกล้คลองหว้ ยขาม ถนนเทวบุรี ต�ำบลโพธิเ์ สดจ็
๕๗. วัดหอไตร อยทู่ ี่วทิ ยาลัยศิลปหตั ถกรรมนครศรีธรรมราช
๕๘. วดั หัวท่า อยูท่ ด่ี า้ นทิศตะวนั ตกของวัดโคกธาตุ
๕๙. วัดหัวมนี า อยทู่ ่บี รเิ วณรมิ คลองหวั มนี า ใกลก้ ับสถานีวิทยโุ ทรทศั น์
แหง่ ประเทศไทย จังหวดั นครศรธี รรมราช (สทท. ๑๑)
๖๐. วดั หนู �ำ้ อยทู่ บ่ี ริเวณควิ รถอยู่ระหวา่ งสสุ านคริสเตยี นกบั สสุ านมุสลมิ
218
๓.๑.๒ วัดปจั จุบัน
ลำ� ดบั ที่ ช่ือวดั รายชอ่ื วดั ปัจจบุ ันในอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช วันทต่ี งั้ วัด วันรบั วิสุงฯ
ตามทะเบียนวดั อำ� เภอเมอื งของสำ� นกั งานพระพุทธศาสนาจงั หวัดนครศรีธรรมราช
ทอี่ ยู่ นกิ าย ประเภทวดั
๑. กฏุ ิ ม.๑๖ ตำ� บลท่าเรอื อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๐๗/๑๐/๒๕๑๗ ๐๓/๐๗/๒๕๒๓
๒. คงคาเลียบ ม.๓ ตำ� บลท่าซกั อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์
๓. คูพาย ม.๕ ต�ำบลปากนคร อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๔/๐๙/๒๕๓๕
๔. โคกธาตุ ต�ำบลในเมือง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๐๐๐ ๐๕/๐๑/๒๕๕๒
๕. จังหนู ม.๓ ตำ� บลท่าเรือ อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช ธรรมยุติ วดั ราษฎร์ ๒๒๙๓ ๒๕๑๒
219 ๖. จันทาราม ตำ� บลท่าวงั อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๓๔๐ ๒๓๕๐
๗. แจ้ง ต�ำบลท่าวัง อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานกิ าย พระอารามหลวง ๑๘๒๓ ๑๘๒๕
๘. แจ้ง ม.๒ ต�ำบลทา่ งิ้ว อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๓๑๐ ๒๔๗๕
๙. ชลเฉนยี น ตำ� บลในเมอื ง อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๔๔๑
๑๐. ชะเมา ต�ำบลทา่ วัง อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๑๙๓๕ ๒๕๐๕
๑๑. ชนั ม.๔ ต�ำบลก�ำแพงเซา อำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๓๙๐ ๒๔๖๙
๑๒. ชายนา ป่ากล้วย ต�ำบลในเมือง อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๐๑/๐๓/๒๕๕๙ ๐๙/๐๗/๒๕๔๕
๑๓. ดอนยาง ม.๕ ต�ำบลนาทราย อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๓๓๘ ๒๓๔๕
๑๔. โดนธาราม ม.๗ ตำ� บลท่าเรือ อำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๑๙๒๓ ๒๔๕๓
๑๕. ตรนี มิ ิต ม.๑ ต�ำบลบางจาก อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๔๘๑ ๒๔๙๘
๑๖. เตาปูน ม.๕ (บ้านสามดอน) ต�ำบลมะม่วงสองตน้ อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๑๓/๑๑/๒๕๕๑
ลำ� ดบั ท่ี ชอ่ื วัด ทีอ่ ยู่ นกิ าย ประเภทวัด วันที่ตัง้ วัด วันรับวสิ ุงฯ
๑๗. ทรายทองสันตาราม ม.๔ ตำ� บลปากพูน อำ� เภอเมอื งนครศรีธรรมราช ธรรมยตุ วดั ราษฎร์ ๒๑/๐๕/๒๕๑๒ ๒๕๑๓
๑๘. ท่างาม ม.๕ ตำ� บลท่างวิ้ อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๓๖๘ ๒๕๐๙
๑๙. ทา่ นคร ม.๔ ตำ� บลปากนคร อำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราช ธรรมยุต วัดราษฎร์ ๒๔๕๐
๒๐. ทา่ แพ ม.๑ ตำ� บลปากพนู อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช ธรรมยุต วัดราษฎร์ ๒๔๖๐ ๒๔๘๐
๒๑. ท่าโพธ์ิ ต�ำบลท่าวงั อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช ธรรมยุต พระอารามหลวง ๒๓๒๗ ๒๓๒๗
๒๒. ทา่ มว่ ง ม.๒ ตำ� บลปากพนู อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๔๔๕ ๒๔๘๐
๒๓. ท้าวโคตร ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๑๘๖๑ ๐๓/๐๗/๒๕๒๘
๒๔. ทา้ วราษฎร์ ม.๓ ต�ำบลก�ำแพงเซา อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๑๘๘๕ ๒๕๐๓
220 ๒๕. ท่าสะทอ้ น ม.๒ ต�ำบลบางจาก อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๐๗/๑๐/๒๕๑๗ ๒๕๑๘
๒๖. ท่งุ แย้ ม.๖ ต�ำบลโพธเิ์ สด็จ อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๓๘๐ ๒๕๑๕
๒๗. เทพนิมิต ม.๕ ต�ำบลท่างว้ิ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ธรรมยตุ วดั ราษฎร์ ๓๐/๑๒/๒๕๔๘
๒๘. ธาราวดี ม.๕ ตำ� บลบางจาก อำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๔๒๓ ๒๔๗๐
๒๙. นางพระยา ม.๓ ตำ� บลปากนคร อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๓๑๐ ๐๔/๐๔/๒๕๓๒
๓๐. นารีประดิษฐ์ ม.๔ ตำ� บลทา่ ไร่ อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๔๕๘ ๒๔๘๕
๓๑. นาวง ม.๕ ต�ำบลท่าซัก อ�ำเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๔๑๐ ๒๗/๐๑/๒๕๔๘
๓๒. นำ�้ รอบ ม.๑ ต�ำบลไชยมนตรี อำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๔๑๕ ๐๒/๐๓/๒๔๘๕
๓๓. นำ�้ สรง ม.๗ ตำ� บลนาทราย อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๔๖๒ ๒๔๗๙
๓๔. บางสะพาน ม.๗ ตำ� บลบางจาก อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๔๒๕
๓๕. บางใหญ่ ม.๕ ต�ำบลบางจาก อำ� เภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๔๕๗ ๓๑/๐๓/๒๕๔๙
ลำ� ดบั ที่ ช่ือวดั ท่ีอยู่ นิกาย ประเภทวดั วนั ที่ต้งั วัด วนั รบั วสิ งุ ฯ
๓๖. บ้านตาล ม.๒ ต�ำบลก�ำแพงเซา อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช
๓๗. บุญนารอบ ต�ำบลในเมอื ง อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๔๗๙ ๒๕๐๓
๓๘. บูรณาราม ตําบลคลงั อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๓๙. โบสถ์ ม.๙ ตาํ บลปากพูน อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๔๐๐ ๒๕๑๗
๔๐. โบสถ์ ม.๒ ตําบลปากนคร อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๔๑. ประด่พู ฒั นาราม ตาํ บลทา่ วัง อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๓๗๑ ๒๔๔๒
๔๒. ปากนครบน ม.๒ ตําบลปากนคร อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
๔๓. ป่ายาง ม.๔ ตาํ บลท่างิว้ อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๓๒๕ ๒๓๕๐
๔๔. พระเขยี น ม.๑ ต�ำบลไชยมนตรี อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๔๕. พระนคร ตําบลในเมอื ง อาํ เภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๓๓๒
๔๖. พระมงกฎุ ม.๖ ตาํ บลนาเคียน อาํ เภอเมืองนครศรีธรรมราช
๔๗. พระมหาธาตุฯ ตาํ บลในเมือง อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๑๘๑๕ ๑๘๒๐
๔๘. พังสงิ ห์ ม.๒ ตาํ บลท่าเรือ อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
๔๙. เพชรจรกิ ตาํ บลในเมือง อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๓๓๒ ๒๕๑๔
๕๐. โพธทิ์ อง ม.๕ ตําบลโพธิ์เสดจ็ อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช
๕๑. โพธิเ์ สด็จ ม.๘ ตาํ บลโพธิแ์ สดจ็ อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๐๗/๑๐/๒๕๑๗ ๒๘/๑๒/๒๕๓๓
๕๒. ไพศาลสถติ ย์ ม.๓ ต�ำบลปากพนู อําเภอเมอื งนครศรธี รรมราช
221 ๕๓. มเหยงคณ์ ตาํ บลคลงั อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๑๘๒๐ - ๒๕๑๔
๕๔. มะมว่ งทอง ม.๗ ตำ� บลปากพูน อาํ เภอเมืองนครศรีธรรมราช
ธรรมยุต วัดราษฎร์ ๒๔๔๒ ๒๕๔๗
มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๑๑/๐๔/๒๕๒๓ ๐๔/๐๓/๒๕๒๙
ธรรมยตุ พระอารามหลวง ๑๐๙๘ - ๑๗๑๙ ๑๓๘๙
มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๔๖๑ ๒๕๐๓
ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๓๙๓
ธรรมยุต วัดราษฎร์ ๒๔๗๒ ๒๒/๑๐/๒๕๔๓
ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๔๖๔ ๐๓/๐๗/๒๕๒๓
มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๔๗๕ ๒๔๙๐
ธรรมยุต วัดราษฎร์ ๒๔๔๐
ธรรมยุต วดั ราษฎร์ ๒๔๗๐ ๒๕๑๑
ลำ� ดบั ท่ี ช่อื วัด ท่อี ยู่ นิกาย ประเภทวดั วนั ทตี่ ง้ั วดั วันรบั วิสุงฯ
ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๕๒๒ ๑๖/๑๐/๒๕๒๘
๕๕. มะมว่ งปลายแขน ม.๑ ตาํ บลท่างิว้ อําเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๑๘๘๒ ๒๕๑๑
มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๓๗๕ ๒๔๙๘
๕๖. มัชฌิมภมู ิ ม. ๑ ตาํ บลบางจากอําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช ธรรมยุต วัดราษฎร์ ๒๔๗๐ ๒๔๘๕
มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๒๔๐๐ ๒๔๒๐
๕๗. มุขธารา ม.๑ ตาํ บลปากนคร อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๔๗๕ ๒๔๘๕
ธรรมยตุ วดั ราษฎร์ ๒๔๘๒ ๐๙/๐๑/๒๕๔๗
๕๘. มจุ ลินทราวาส ม.๖ ตาํ บลบางจาก อาํ เภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๑๒๕ ๒๑๕๐
มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๔๕๐ ๒๓๗๐
๕๙. มุมปอ้ ม ตําบลในเมอื ง อาํ เภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๓๗๐ ๒๕๐๙
มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๓๕๐ ๒๔๙๖
๖๐. ราษฎร์เจริญ ม.๑ ตําบลท่าไร่ อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๑/๐๘/๒๕๑๘ ๐๒/๐๙/๒๕๕๓
ธรรมยุต วดั ราษฎร์ ๒๐/๐๙/๒๕๔๓
๖๑. ราษฎรป์ ระดิษฐ์ ม.๑ ตาํ บลมะมว่ งสองตน้ อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๗/๑๑/๒๕๑๕ ๒๕๑๗
ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๓๙๘ ๒๕๑๔
๖๒. โรงฆ้อง ม.๓ ตาํ บลทา่ งิว้ อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๓๒๕ ๒๔๐๐
มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๓๐๗ ๒๔๙๘
222 ๖๓. วนาราม ม.๔ ตําบลโพธิเ์ สด็จ อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๓๕๖ ๒๕๐๙
๖๔. วังตะวันตก ตาํ บลคลงั อาํ เภอเมืองนครศรีธรรมราช
๖๕. วงั ตะวันออก ตาํ บลคลงั อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๖๖. วทิ ยาลยั ครูรงั สรรค์ ม.๗ ตําบลท่างว้ิ อาํ เภอเมืองนครศรธี รรมราช
๖๗. วมิ ตุ ตธิ รรม ม.๕ ต�ำบลท่างวิ้ อาํ เภอเมืองนครศรธี รรมราช
๖๘. วิสทุ ธยิ าราม ม.๖ ตาํ บลปากพูน อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๖๙. ศรีทวี ต�ำบลทา่ วงั อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
๗๐. ศรีมงคล ม.๘ ตาํ บลปากพูน อาํ เภอเมืองนครศรีธรรมราช
๗๑. ศาลาไพ ม. ๔ ตาํ บลทา่ งิ้ว อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๗๒. ศาลามีชยั ตาํ บลในเมือง อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
ลำ� ดบั ที่ ชอ่ื วัด ทอ่ี ยู่ นิกาย ประเภทวดั วันทีต่ ั้งวัด วนั รบั วสิ ุงฯ
มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๑๘๘๐ ๒๔๙๗
๗๓. สระเรียง ตําบลในเมือง อําเภอเมอื งนครศรธี รรมราช ธรรมยุต วัดราษฎร์ ๒๔๕๒ ๐๓/๐๙/๒๕๒๕
มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๙/๐๕/๒๕๑๗ ๒๕๑๗
๗๔. สวนปา่ น ตําบลในเมอื ง อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๑๘๖๑ ๒๑๘๓
มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๒๓๘๐ ๒๕๐๖
๗๕. สวนพลาราม ม.๒ ตาํ บลก�ำแพงเซา อาํ เภอเมืองนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๕/๐๘/๒๕๑๔ ๒๕๑๘
มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๑๓๑๘ ๒๔๘๙
๗๖. สวนหลวง ตาํ บลในเมือง อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๔๐๙
มหานิกาย วดั ราษฎร์ ๑๙๐๐ ๑๔/๐๖/๒๕๓๓
๗๗. สว่างอารมณ์ ม.๖ ตําบลท่าเรอื อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช ธรรมยตุ วัดราษฎร์ ๒๓/๐๑/๒๕๐๑ ๒๕๐๑
มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๔๗๑ ๐๗/๑๒/๒๕๔๙
๗๘. สริ วิ ัฒนาราม ม.๑ ตําบลทา่ ไร่ อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานิกาย วัดราษฎร์ ๑๑/๑๑/๒๕๓๐
มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๑๘๐๐ ๒๔๗๐
๗๙. เสมาเมอื ง ตาํ บลในเมือง อําเภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วัดราษฎร์ ๑๘๐๐ ๒๔๙๓
มหานิกาย วัดราษฎร์ ๒๔๖๙ ๒๕๐๔
๘๐. เสาธงทอง ตำ� บลคลัง อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๔๓๕ ๒๔๙๔
มหานิกาย วัดราษฎร์ ๑๔๒๙ ๒๔๓๕
223 ๘๑. หญ้า ม.๒ ตําบลนาทราย อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช มหานกิ าย วดั ราษฎร์ ๒๔๘๔ ๑๐/๐๗/๒๕๒๗
มหานกิ าย วดั ราษฎร์
๘๒. หนองนก ม.๒ ตําบลบางจาก อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๘๓. หนองบวั ม.๓ ตําบลไชยมนตรี อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๘๔. หนองหนอน ม.๑๒ ตาํ บลท่าเรือ อาํ เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
๘๕. หนา้ พระบรมธาตุ ตาํ บลในเมือง อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๘๖. หนา้ พระลาน ตาํ บลในเมอื ง อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๘๗. หมน ม.๕ ตาํ บลทา่ เรือ อาํ เภอเมืองนครศรีธรรมราช
๘๘. หัวอฐิ ม.๑ ตาํ บลโพธิ์เสดจ็ อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช
๘๙. ใหญช่ ยั มงคล ตําบลท่าวงั อําเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๙๐. บัว (โคกสะทอ้ น) ม.๙ บ้านปากสระ ตาํ บลนาเคียน อาํ เภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๙๑. บางหลวงพฒั นาราม ม.๓ ต.ทา่ ไร่ อ.เมอื ง
คริสตจกั รเบธเลเฮ็ม ต้ังอยู่ท่ีถนนราชด�ำเนิน ตำ� บลคลงั อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
๓.๒ ศาสนาคริสต์ โบสถค์ รสิ ต์ โรงพยาบาล โรงเรยี น
ประวัติการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในนครศรีธรรมราช ย้อนหลังไปได้กว่า ๑๐๐ ปี คือ
ตั้งแต่ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการ
เข้ามาของมิชชันนารีอเมริกัน เพรสไบทีเรียน (American Presbyterian) เป็นคริสตศาสนานิกายหนึ่ง
กิจกรรมสำ� คัญประกอบการเผยแผศ่ าสนา คอื การสรา้ งโรงพยาบาลและการสรา้ งโรงเรียน
๑) โรงพยาบาล
เฉพาะทชี่ าวครสิ ตส์ รา้ งขนึ้ ทอี่ ำ� เภอเมอื ง คอื “โรงพยาบาลศรธี รรมราชทร่ี ะลกึ ” การสรา้ ง
โรงพยาบาลดงั กลา่ ว คณะมชิ ชนั นารอี เมรกิ นั ตอ้ งใชค้ วามพยายามอยา่ งมาก โดยเฉพาะการหาทนุ จดั สรา้ ง
อาคารตอ้ งใชเ้ วลานานมาก สดุ ทา้ ยคณะมชิ ชนั นารไี ดท้ ำ� หนงั สอื กราบบงั คมทลู พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั เพอื่ ขอพระราชทานทนุ จำ� นวน ๔,๐๐๐ บาท ตามหนงั สอื ของนายแพทยว์ ลิ เลยี ม เจ สวอท และ
นายแพทย์ดันเรลบ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ร.ศ.๑๒๒ ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจ�ำนวนดังกล่าว
ดังมีค�ำจารึกอยู่ท่ีโรงพยาบาลคริสเตียน (ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของโรงพยาบาลศรีธรรมราชพยาบาลท่ีระลึก)
อยู่ในแผ่นหนิ ออ่ นวา่
โรงพยาบาลแหง่ น้ี
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว
โดยพระราชทานเงิน ๔,๐๐๐ บาท และได้ทรงพระกรณุ าอุดหนนุ
ในการท่ีสรา้ งเปนเอนกประการจงึ จารกึ ไวใ้ หพ้ ระเดชพระคณุ ปรากฏ
แก่บรรดาผ้ไู ด้รับประโยชนจ์ ากโรงพยาบาลนี้ สบื ไปตลอดกาลนาน
แผน่ หินออ่ น จารกึ เรือ่ งการพระราชทานทุนทรพั ย์แก่โรงพยาบาล
224
โรงพยาบาลนครคริสเตยี น (โรงพยาบาลศรีธรรมราชพยาบาลท่รี ะลึก) ถนนศรีปราชญ์ ต�ำบลคลัง อำ� เภอเมือง
จังหวดั นครศรธี รรมราช
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คร้ังด�ำรงอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมารเสด็จ
เมืองนครศรีธรรมราชเม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้เสด็จไปทรงเย่ียมโรงพยาบาลแห่งน้ี เม่ือวันท่ี ๒๖ พฤษภาคม
ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ทรงมีพระราชหัตถเลขาเกยี่ วกบั โรงพยาบาลวา่
“ไดเ้ สดจ็ ไปทอดพระเนตรโรงพยาบาลของพวกมชิ ชนั นารอี เมรกิ นั ซงึ่ อยเู่ กนิ พลบั พลาน ้ี
ออกไปอกี สถานทเ่ี ขาวา่ มน่ั คง และรกั ษาสะอาดดี นา่ ชมยง่ิ นกั ขา้ งหลงั ใชเ้ ปน็ ทท่ี ำ� การของแพทย์ ขา้ งขวามอื
เปน็ หอ้ งขายยา ซา้ ยมอื เปน็ ออฟฟศิ และหอ้ งตดั ผา่ หลงั ตกึ นอ้ี อกไป ตอ่ เปน็ ปกี ยาว ๒ ซกี ปกี ขวาเปน็ ทอี่ ย ู่
ของผหู้ ญงิ ปกี ซา้ ยเปน็ ทอี่ ยขู่ องผชู้ าย แพทยท์ น่ี ไ่ี ดท้ ำ� การใหเ้ ปน็ ประโยชนม์ าก คอื การรกั ษาบาดแผล และ
ตัดผ่า เขาท�ำอยู่มาก มีคนรักษาตัวอยู่ไม่ขาด ได้ท�ำการตัดผ่าส�ำคัญๆ หลายอย่างแล้ว แล้วก็น่านิยมวิชา
ของเขา นกึ เสยี ดายอย่หู นอ่ ยเดียวท่ขี ้างฝา่ ยเราไม่ได้คดิ การตง้ั โรงพยาบาลเชน่ นเี้ ชน่ เขาบ้าง”
๒) โรงเรยี น
แพทยห์ ญงิ จงดี มติ รกลู แหง่ โรงพยาบาลนครครสิ เตยี นมอบหนงั สอื “กติ ตคิ ณุ ถงึ เมอื งนคร”
และ “หนงึ่ ศตวรรษในสยาม” แกค่ ณะบรรณาธกิ ารเพอ่ื ใชป้ ระกอบการเรยี บเรยี ง หนงั สอื ทงั้ สองมใี จความ
โดยสรุปว่า ในเรอื่ งการศกึ ษา ไดม้ กี ารสรา้ งโรงเรยี นขนึ้ เปน็ ครง้ั แรก เมอ่ื พ.ศ.๒๔๔๔ ชอื่ วา่ American
School for Boys ซง่ึ ตอ่ มาไดใ้ ชช้ อื่ ภาษาไทยวา่ “โรงเรยี นศรธี รรมราชวทิ ยา” สำ� หรบั นกั เรยี นชาย ตง้ั อยทู่ ่ี
ตำ� บลคลัง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ตอ่ มาเมือ่ พ.ศ.๒๔๕๘ ได้มกี ารจัดตั้งโรงเรยี นศึกษากมุ ารีส�ำหรับ
นักเรยี นหญงิ โรงเรยี นท้ังสองไดเ้ ปดิ การเรยี นการสอนถึงระดบั มธั ยมศกึ ษาในเวลาต่อมา
เมอื่ เกดิ สงครามมหาเอเชยี บรู พาทหารญปี่ นุ่ ไดย้ กพลขน้ึ บกทบ่ี า้ นทา่ แพเมอ่ื เชา้ ตรวู่ นั ที่
๘ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รฐั บาลไทยไดย้ นิ ยอมใหท้ หารญปี่ นุ่ ใชพ้ นื้ ทข่ี องคา่ ยวชริ าวธุ กองทพั ญป่ี นุ่ เขา้ ใช้
พ้ืนที่โรงเรียนศึกษากุมารี โดยถือว่าเป็นทรัพย์สินของสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์นี้จึงสร้างความเสียหาย
ใหแ้ กโ่ รงเรยี นตามควร ภายหลงั สงครามรฐั บาลไดเ้ ชญิ ใหส้ ภาครสิ ตจกั รแหง่ ประเทศไทย เขา้ มารบั ผดิ ชอบ
ดูแลกิจการของโรงเรียนทั้งสอง และใน พ.ศ. ๒๕๑๐ สภาคริสตจักรได้พิจารณารวมกิจการของโรงเรียน
ทัง้ สองแลว้ เปลยี่ นชอ่ื เป็น “โรงเรยี นศรีธรรมราชศกึ ษา” และใชม้ าจนถงึ ปจั จุบัน
225
มัสยิดซอลาฮดุ ดีน (ท่าช้าง) ตงั้ อยู่ทถี่ นนกะโรม ต�ำบลคลัง อ�ำเภอเมอื ง
๓.๓ ศาสนาอิสลามและมสั ยดิ
อสิ ลามเปน็ ศาสนาหนงึ่ ซงึ่ นบั ถอื อลั ลอฮวฺ า่ เปน็ พระเจา้ ทแี่ ทจ้ รงิ แตเ่ พยี งพระองคเ์ ดยี ว และ
โดยมีท่านนบีมุฮ�ำมัดเป็นผู้เผยแผ่หลักการศาสนาหรือเป็นศาสดาของศาสนาอิสลาม และผู้คนที่นับถือ
ศาสนาอิสลามเราเรยี กวา่ “มุสลิม”
ชาวไทยมสุ ลมิ อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราชสว่ นใหญอ่ พยพมาจากหวั เมอื งมลายู เชน่ เมอื ง
ไทรบรุ ี กลนั ตนั และปะลศิ ตง้ั แตต่ น้ รชั กาลท่ี ๓ ไดเ้ ดนิ ทางมาตงั้ ถนิ่ ฐานอาศยั กระจายกนั ไปในหลายพน้ื ที่
ภายในเขตอำ� เภอ โดยตงั้ ถนิ่ ฐานผสมปนไปกบั ชาวมสุ ลมิ เชอื้ สายอนื่ ๆ จนเกดิ เปน็ ชมุ ชนมสุ ลมิ หลายชมุ ชน
ชาวมุสลิมในเขตอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราชกระจายอยู่ในท้องที่ต�ำบลนาเคียนมากท่ีสุด รองลงมาคือ
ตำ� บลปากพนู ตำ� บลทา่ ซกั ตำ� บลทา่ งว้ิ ตำ� บลทา่ เรอื และตำ� บลโพธเิ์ สดจ็ มเี ชอ้ื สายทส่ี บื มาเปน็ สองกลมุ่
คือ
๑. กลุ่มท่ีสืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวมลายู เป็นกลุ่มที่มีประชากรจ�ำนวนมาก
เพราะในอดตี มีดินแดนติดต่อกัน และนครศรธี รรมราชเคยมหี น้าทีป่ กครองดูแลหัวเมอื งมลายูหลายเมอื ง
มาก่อน
๒. กลมุ่ ทสี่ บื เชอ้ื สายจากบรรพบรุ ษุ ทเ่ี ปน็ ชาวอนิ เดยี อาหรบั เปอรเ์ ซยี และจนี ซง่ึ บรรพบรุ ษุ
ของกลุม่ มุสลมิ เหล่านีเ้ ดนิ ทางมาสู่เมืองนครศรีธรรมราช เพอื่ การค้าขายเปน็ หลกั
ในปจั จบุ นั อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มมี สั ยดิ หรอื สเุ หรา่ มากพอสมควร กลา่ วคอื มมี สั ยดิ
จ�ำนวน ๔๙ มัสยิด และมัสยิดกลาง ๑ มัสยิด มัสยิดเหล่าน้ีกระจายอยู่หลายต�ำบล ท้ังนี้เพราะมัสยิด
มคี วามสำ� คญั ตอ่ ชมุ ชนมสุ ลมิ มาก ในฐานะเปน็ ศนู ยร์ วมแหง่ ความศรทั ธา และเปน็ สถาบนั บรู ณาการวถิ ชี วี ติ
พ่ีนอ้ งมสุ ลมิ ให้อยู่ในหลกั การของศาสนาอิสลามอยา่ งแทจ้ รงิ
226
นับถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ มีมัสยิดที่ต้ังอยู่ในอ�ำเภอเมือง จ�ำนวน ๕๐ มัสยิด
ประกอบดว้ ย
๑. มัสยิดอลั มูบารอ็ ก (บ้านสระบัว ป่าไหม)้ ตำ� บลปากพนู
๒. มัสยดิ ญามาลุดดีน (บา้ นชะเอียน) ต�ำบลปากพนู
๓. มสั ยิดนูรลุ้ ฮดี ายะฮฺ (บ้านสวนจันทร์) ต�ำบลปากพูน
๔. มัสยิดแสงศาสน์ (บา้ นศาลาบางป)ู ตำ� บลปากพูน
๕. มสั ยดิ ดารุลมุสลมิ ีน (บา้ นท่าแพ) ตำ� บลปากพนู
๖. มสั ยดิ ยะมาอาตลุ อิสลาม (บ้านปากพยิง) ต�ำบลปากพูน
๗. มสั ยิดนรู มาดานี (ทา่ แพ) ต�ำบลปากพนู
๘. มสั ยดิ บา้ นปากพูนเหนอื ตำ� บลปากพนู
๙. มสั ยิดดารุลนาอีม (บ้านปากพูนใต้) ต�ำบลปากพูน
๑๐. มัสยดิ ดารสุ สลาม (บา้ นปากน้ำ� เกา่ ) ตำ� บลนาเคียน
๑๑. มัสยดิ อลั มูวาหฮ์ ิดีน (บ้านคลองดนิ ) ต�ำบลนาเคียน
๑๒. มัสยดิ ดารสิ สลาม (บ้านนาเคียน) ตำ� บลนาเคียน
๑๓. มัสยิดซรี อตุสสลาม (บา้ นไสเจรญิ ) ต�ำบลโพธิ์เสด็จ
๑๔. มสั ยดิ ดารลุ้ อิหซ์ าน (บ้านป่าหลาโอน) ต�ำบลทา่ งิ้ว
๑๕. มสั ยดิ ดารุ้ลวาสฎั (บา้ นวงั ก้อง) ตำ� บลท่างว้ิ
๑๖. มัสยิดเราฎอตลุ้ มมุ ีนนี (บ้านตาล) ต�ำบลท่างว้ิ
๑๗. มสั ยิดดารุ้ลอามา้ น (บา้ นตาล) ต�ำบลทา่ ง้ิว
๑๘. มัสยดิ นูรดุ ดีน (บา้ นปา่ ไหม้) ตำ� บลทา่ งิว้
๑๙. มัสยิดนรู ลุ้ ญนั นะฮ์ (บ้านโคกมุด) ต�ำบลนาเคียน
๒๐. มสั ยิดศรีอรุณอสิ ลาม (บา้ นใหม)่ ต�ำบลนาเคียน
๒๑. มัสยิดอัลมบู าร็อค (บา้ นโคกมะม่วง) ต�ำบลนาเคียน
๒๒. มัสยดิ นูรลุ อิสลาม (บา้ นนาเคยี น) ต�ำบลนาเคียน
๒๓. มสั ยดิ นูรุลมูฮายีรนี (บา้ นเหมืองหวั เล) ต�ำบลนาเคียน
๒๔. มสั ยดิ ศอลาฮดุ ดนี (บา้ นนาเคียนใต)้ ตำ� บลนาเคียน
๒๕. มสั ยดิ กามาลุดดีน (บา้ นไสเจริญ) ตำ� บลโพธเ์ิ สดจ็
๒๖. มสั ยิดการามาด (บา้ นหวั ทะเล) ต�ำบลนาเคยี น
๒๗. มัสยิดกุตบุดดีน (บ้านทงุ่ จีน) ต�ำบลโพธิเ์ สดจ็
๒๘. มัสยิดฟฒั ฮุลมูนา (บา้ นทุ่งโหนด) ตำ� บลนาเคียน
๒๙. มสั ยิดบารอกตั (บ้านปตั ตาน)ี ตำ� บลนาเคียน
๓๐. มสั ยิดอิสลาม (บา้ นโพธิ์เสดจ็ ) ตำ� บลโพธ์เิ สด็จ
๓๑. มัสยดิ นูรสุ าอาด๊ะฮ์ (บ้านหนา้ รายณ)์ ต�ำบลมะมว่ งสองตน้
๓๒. มัสยดิ นรู ุ้ลฮดู า (บ้านในฉาง) ต�ำบลมะม่วงสองตน้
๓๓. มสั ยดิ นรู ลุ มบู นี (บา้ นสวนมะพร้าว) ต�ำบลในเมือง
227
๓๔. มสั ยิดซิรอญุดดีน (บา้ นจ�ำปาขอม) ตำ� บลในเมือง
๓๕. มัสยิดอดั ดารสุ ลาม (บ้านดอนนาแรก) ตำ� บลในเมือง
๓๖. มสั ยิดนูรลุ้ อหิ ซาน (บา้ นคันธงเหนอื ) ต�ำบลปากนคร
๓๗. มสั ยิดนรู ดุ ดีน (บ้านคันธงใต)้ ตำ� บลปากนคร
๓๘. มสั ยดิ นรู ุนอีมาน (บา้ นมว่ งงาม) ต�ำบลทา่ เรอื
๓๙. มสั ยิดดารลุ้ มตุ ตากนี (บ้านท่าเรอื ) ตำ� บลทา่ เรอื
๔๐. มสั ยิดนรู ลุ้ อิสลาม (บา้ นกอจนั ทร)์ ตำ� บลท่าเรือ
๔๑. มสั ยดิ ซอลาฮดุ ดนี (ท่าชา้ ง) ตำ� บลคลัง
๔๒. มัสยดิ ดสุ สลาม (วัดคดิ ) ตำ� บลท่าวงั
๔๓. มัสยิดญาเม๊ยี ะ (ตลาดแขก) ต�ำบลคลัง
๔๔. มัสยิดนูรุ้ลเอีย๊ ะซาน (บ้านปากพญา) ตำ� บลท่าซกั
๔๕. มสั ยดิ ยามาลดุ ดีน (บ้านทบั แขก ปากพญา) ตำ� บลทา่ ซัก
๔๖. มัสยิดนรู ุ้ลอิสลาม (บ้านปากพญา) ตำ� บลท่าซัก
๔๗. มสั ยิดนูรลุ้ อิสลาม (บา้ นตากแดด) ต�ำบลท่าซกั
๔๘. มัสยิดมูวาห์ฮิดนี (บา้ นทา่ ซกั ) ต�ำบลทา่ ซกั
๔๙. มสั ยดิ กามาลลุ้ ฮิสลาม (บา้ นปากพญา) ตำ� บลท่าซัก
๕๐. มสั ยิดกลางจงั หวดั นครศรธี รรมราช (ตลาดชอ้ ย) ต�ำบลนาเคยี น
มัสยดิ กลางจงั หวดั นครศรธี รรมราช ต้ังอยู่ริมถนนทางหลวงแผ่นดินสายเบญจม - บางปู (ช่วงตลาดชอ้ ย)
ทอ้ งท่ตี ำ� บลนาเคยี น อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดนครศรธี รรมราช
228
๓.๔ ศาสนาพทุ ธมหายานและศาลเจ้าจีน
นอกจากพทุ ธศาสนาเถรวาทแลว้ ในอ�ำเภอเมืองยงั มผี นู้ บั ถือพทุ ธศาสนามหายานอยู่หลาย
ตำ� บล แตล่ ะตำ� บลมศี าลเจา้ ซงึ่ ชาวจนี ทนี่ บั ถอื ศาสนาดงั กลา่ วจดั สรา้ งขน้ึ เพอ่ื ประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา
นบั ถงึ วนั ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ มีศาลเจา้ จีนจ�ำนวน ๑๕ ศาล ประกอบด้วย
๑. ศาลเจ้ากวนอู ตั้งอยู่ท่ีต�ำบลท่าซัก เริ่มการก่อต้ังประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๐ ในรัชสมัย
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ตรงกับปีที่ ๑๓ ในรัชสมัยจักรพรรดิกวางซี-
ฮอ่ งเต้ แหง่ ราชวงศ์ชงิ
๒. ศาลพระเสื้อเมอื ง ( )
ตง้ั อยหู่ ลงั โรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรธี รรมราช (สขุ ศาลา - เดมิ ) รมิ ถนนสวนปา่ น
อ�ำเภอเมือง สร้างข้ึนตามคติของพราหมณ์จากอินเดียใต้ ซ่ึงมาต้ังถิ่นฐานในนครศรีธรรมราชมาต้ังแต่
พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ ปรากฏอยใู่ นลักษณะเป็นเทพเจา้ หรอื เทวดารักษาเมอื ง สถิตอยู่ในศาลประกอบด้วย
พระเสือ้ เมอื ง พระทรงเมอื ง และพระหลักเมือง
ศาลพระเสอื้ เมอื งหลงั นสี้ นั นษิ ฐานวา่ สรา้ งมาแตค่ รง้ั กรงุ ศรอี ยธุ ยา สรา้ งเปน็ อาคารไม้
ช้ันเดียว ภายในศาลมีเทวรูป “พระเสื้อเมือง” และได้พบโบราณวัตถุเป็นหินสลักท่ีเหลือเพียงเท้าสิงห์
รูปเหมือนอยู่ ๑ คู่ หินบดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ ฟุต ใช้ส�ำหรับบดแป้ง ท�ำให้สันนิษฐานได้
ชัดเจนว่าเดิมทีน่าเป็นศาสนสถานของพราหมณ์มาก่อน ต่อมาภายหลังมีผู้น�ำรูปปั้น “เทพเจ้ากวนอู”
มาประดษิ ฐานไว้ เมอื่ ศาลเดมิ ชำ� รดุ ลง “ตาขนุ ลก” ซง่ึ เปน็ ชาวจนี ทร่ี บั ราชการเปน็ “เจา้ กรมนา” ของเมอื ง
นครศรีธรรมราชได้เขา้ มาบูรณะซ่อมแซมเป็นอาคารฝาไม้ไผ่ หลงั คามงุ จาก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงบันทึกในหนังสือ
“ชวี วิ ฒั น์ บนั ทกึ การเดนิ ทางเสดจ็ ประพาสหวั เมอื งภาคใต”้ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๒๗ (สมยั รชั กาลท่ี ๕) มเี นอื้ ความ
ทกี่ ลา่ วถงึ เมอื งนครศรธี รรมราชตอนหนงึ่ วา่ “...ขา้ งฟากถนนดา้ นตะวนั ตกถดั บา้ นพระยานคร (ศาลากลาง
จังหวัดในปัจจุบัน) ไปประมาณ ๑๐ เส้น มีหมู่ตลาดอีกแห่งหน่ึง เป็นตลาดเพิงเป็นหลัง ๆ ขายผ้า
เครอื่ งนงุ่ หม่ และเครอื่ งใชส้ อยตา่ ง ๆ ประมาณ ๒๑ - ๒๒ รา้ น ทน่ี นั้ มโี รงศาลเจา้ เสอ้ื เมอื งหลงั หนง่ึ มงุ จาก
ฝาลูกกรงไม้ไผ่เหมือนโรงโป ในน้ันมีอิฐ ๒ หน้า ข้างตะวันตกมีเทวรูปศิลาปิดทองยืนจมดินสูงสัก
ศอกเศษ (๑ ศอก = ๕๐ ซม.) ข้างตะวันออกมีเทวรูปศิลาปิดทองนั่งชันเข่าสูงสักศอกเศษหนึ่ง..”
จากบันทกึ นี้จะเห็นไดว้ ่าไม่ไดท้ รงกลา่ วถึงรูปเคารพอืน่ เลย มีเพียงพระเสือ้ เมืองทม่ี ลี ักษณะศิลปะท้องถ่ิน
ทรี่ บั คตจิ ากศาสนาพราหมณ์ และยังคงประดษิ ฐานอย่ถู งึ ปจั จบุ ัน
ศาลเจา้ กวนอู (ตำ� บลทา่ ซกั ) ศาลเจา้ พระเสื้อเมอื ง (ต�ำบลในเมือง)
229
ศาลเจา้ แมท่ บั ทมิ ตั้งอยู่รมิ ถนนราชดำ� เนนิ (ใกลส้ ี่แยกพานยม) ตำ� บลในเมอื ง อำ� เภอเมือง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
๓. ศาลเจา้ แม่ทบั ทิม
ดร.ศณทั ชา ธรี ะชณุ ห์ แหง่ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราชไดเ้ ลา่ ประวตั ศิ าลนว้ี า่
เมอ่ื นบั ยอ้ นไปกวา่ ๒๐๐ ปี มชี าวจนี โพน้ ทะเลเขา้ มาขอพง่ึ พระบรมโพธสิ มภารในประเทศไทยหลายจงั หวดั
รวมทั้งในท้องที่อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่มาค้าขายในต�ำบลท่าวัง ซ่ึงมี
พนี่ อ้ งชาวจนี หลายเชอ้ื สาย อาทิ แตจ้ ว๋ิ ไหหลำ� ฮกเกย้ี น และกวางตงุ้ เปน็ ตน้ เฉพาะชาวไหหลำ� ไดร้ วบรวม
ซื้อท่ีดินไว้แปลงหนึ่งในท้องที่ต�ำบลในเมือง เพ่ือจัดตั้งศาลเจ้าแม่ทับทิมให้เป็นที่เคารพสักการะของชาว
ไหหล�ำขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจเม่ือ พ.ศ. ๒๕๐๕ ผู้ริเริ่มก่อต้ังศาลเจ้าดังกล่าวประกอบด้วยนายยุกิม
แซ่ล่ิม เป็นประธาน นายกว้ัง แซ่ล่อย นายสร้วง แซ่ลิ่ม นายหงกิม ริเร่ิมสุนทร นายปรีชา ตันติศักดิ์
นายเสรี ศภุ กร นายเอง่ หลง่ แซภ่ ู่ เปน็ กรรมการ และมนี ายฝนั บนุ่ แซเ่ ลา่ เป็นที่ปรึกษา วางศิลาฤกษ์
เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ แล้วเสร็จและท�ำพิธีเปิดในวันท่ี ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๘ (ตรงกับ
วนั ขน้ึ ๘ คำ�่ เดอื น ๕ ตามปฏทิ นิ จนั ทรคตขิ องจนี )
ศาลเจา้ แมท่ บั ทมิ ซงึ่ อยใู่ นการดแู ลของสมาคมไหหลำ� นครศรธี รรมราชนน้ั เชอ่ื กนั วา่
เจา้ แมท่ บั ทมิ องคป์ ระธานในศาลเจา้ คอื หรอื เจา้ แมท่ บั ทมิ ตยุ้ บว่ ยเตง้ เหนยี่ ง ประวตั ขิ องเจา้ แม่
ทบั ทมิ * เทา่ ทส่ี บื คน้ มาได้ พบวา่ ทกุ ตำ� นานเรมิ่ ตน้ จากการทมี่ ชี าวประมงผหู้ นงึ่ ไดอ้ อกเรอื ไปจบั ปลาตามปกติ
แตเ่ มอื่ ลากแหขน้ึ มากลบั พบวา่ มไี มท้ อ่ นหนง่ึ ตดิ มาดว้ ย จงึ โยนทงิ้ ลงไปในนำ้� จงึ ออกเรอื หาปลาตอ่ เมอ่ื ลากแห
อกี ครัง้ กป็ รากฏวา่ ติดไม้ท่อนเดมิ ข้ึนมาอกี ชาวประมงจึงอธษิ ฐานว่าหากท่อนไม้ดงั กล่าวศักดส์ิ ิทธิ์ ขอให้
จับปลาได้มาก เขาจะระลึกถึงพระคุณและจะน�ำท่อนไม้ไปแกะสลักเป็นเทพยดาไว้กราบไหว้บูชา หลัง
อธษิ ฐาน แล้วเขากห็ าปลาไดเ้ ต็มล�ำเรือ
*สวุ ฒั น์ ชยั พฤกษเ์ ดชา ทรี่ ะลกึ การประชมุ สนั นบิ าตองคก์ รไหหลำ� ภาคใต้ ครงั้ ท ี่ ๔๓ วนั ท ่ี ๒๔
มกราคม ๒๕๕๓
230
แต่เมื่อกลับถึงบ้านชาวประมงผู้น้ันกลับลืมค�ำอธิษฐานของตนไป คืนหน่ึงจึงฝันไปว่า
ไดม้ หี ญงิ รปู งามมาทวงถามสญั ญาทใี่ หไ้ ว้ ขอใหช้ าวประมงทำ� ตามสญั ญา ดงั นนั้ เพอื่ แสดงกตญั ญกู ตเวทติ า
และเปน็ เครอื่ งแสดงถงึ เดชบารมขี องเจา้ แม่ และเปน็ ทพี่ ง่ึ พงิ แกป่ วงชนทตี่ กทกุ ขไ์ ดย้ าก รงุ่ เชา้ จงึ ไดท้ ำ� ตาม
ทส่ี ญั ญาไว้ นบั แตน่ นั้ มาเมอื่ ชาวบา้ นรถู้ งึ ความศกั ดสิ์ ทิ ธก์ิ ม็ ากราบไหวบ้ นบาน และมกั จะไดส้ งิ่ นนั้ ทกุ ครง้ั ไป
การแกะสลักท่อนไม้และศาลเจ้าส�ำเร็จในวันที่ ๑๕ เดือน ๑๐ (ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) จึงถือวัน
ดังกล่าวเป็นวนั คล้ายวนั ประสูติของเจา้ แมท่ ับทิม
เมอ่ื ชาวไหหล�ำเดินทางอพยพถิ่นฐานมาเมอื งไทยโดยทางเรือ ชาวไหหล�ำนยิ มบนบาน
เจ้าแม่ทับทิมให้คุ้มครองรักษาให้การเดินทางเป็นไปโดยสวัสดิภาพ เหตุน้ีเจ้าแม่ทับทิมจึงเป็นที่เคารพ
นับถือของชาวไทยเชื้อสายจีนไหหล�ำมาโดยตลอด และมักจะสร้างศาลเจ้าไว้เป็นท่ีสักการะในชุมชน
ชาวจนี ไหหล�ำ
นอกจากศาลเจา้ จนี ทกี่ ลา่ วมาแลว้ ยงั มศี าลเจา้ จนี ในอำ� เภอเมอื งอกี ๑๒ แหง่ คอื
๑. ศาลเจา้ มาโจว๊ ๑๘๕๒ ถนนตากสิน ตำ� บลท่าวงั
๒. ศาลวัดพระถงั ซมั จั๋ง ต�ำบลปากพนู
๓. ศาลเจ้า ต�ำบลปากพนู
๔. ศาลเจา้ เหยี งเคง่ ต๊งึ ต�ำบลปากพูน
๕. ศาลเจา้ ท่ามกุงหยา่ ถนนมะม่วงทอง ตำ� บลปากพนู
๖. ศาลเจา้ เทพเจ้าพญามา้ ขาว หมู่ที่ ๖ ตำ� บลปากพนู
๗. ศาลเจ้าพระอรหันตจ์ ก้ี ง โพธสิ ตั ว์ ๑๐๘ ตำ� บลปากพูน
๘. ศาลเจา้ นาจาซาไทจ้ ือ ต�ำบลปากนคร
๙. ศาลเจ้าโหงวเก็ก ต�ำบลปากนคร
๑๐. ศาลเจ้า ๑๐๘ - ๙ นอกไร่ หมูท่ ่ี ๙ (บา้ นนอกไร)่ ตำ� บลนาเคยี น
๑๑. ศาลเจ้าพระโพธิสัตว์กวนอิม ตำ� บลนาเคยี น
๑๒. ศาลเจา้ ทวดทอง ตำ� บลโพธิ์เสดจ็
ศาลเจา้ พระถงั ซมั จง๋ั ตงั้ อยรู่ มิ ทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข ๔๐๑ (ทา่ แพ - ทา่ ศาลา) ตำ� บลปากพนู อำ� เภอเมอื ง
จงั หวดั นครศรธี รรมราช
231
พัฒนาการทางวัฒนธบรททร่ีม๗
๑ วัฒนธรรมด้านภาษา
๑.๑ ระบบหน่วยเสยี งของภาษานครศรีธรรมราช
นครศรีธรรมราช เป็นเมืองใหญ่เคยเป็นศูนย์กลางอ�ำนาจทางการปกครองและวัฒนธรรม
ในภาคใตม้ ากอ่ น มภี าษาทีใ่ ชใ้ นลกั ษณะเดียวกับภาษาถิ่นใต้ โดยเฉพาะการมหี นว่ ยเสยี งพยัญชนะ - สระ
อันเปน็ อัตลกั ษณ์ดังนี้
๑) หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะในภาษาถนิ่ ใตม้ ี ๒๑ หนว่ ยเสยี ง เปน็ พยญั ชนะตน้ ๒๐ หนว่ ยเสยี ง
ยกเวน้ เสยี ง / / ทเี่ มอ่ื เปน็ พยญั ชนะตน้ จะออกเสยี ง /h) ดงั นนั้ ภาษาถนิ่ ใตบ้ างถนิ่ เชน่ ในจงั หวดั สงขลา
ไมม่ หี นว่ ยเสยี ง /r) แต่มีหน่วยเสียง (h)
๒) หน่วยเสยี งสระเดย่ี วมี ๒๑ หนว่ ยเสยี งเหมือนในภาษาไทยกลาง
๓) หน่วยเสยี งสระประสม มี ๓ หนว่ ยเสยี งคือ /ia / /wa / /ua /
๑. เสียง / / ออกเสียง ง, หง
๒. เสยี ง /h/ ออกเสยี ง ห, ฮ
๓. เสยี ง /r/ ออกเสยี ง ร, หร
๔. เสียง /h/ ออกเสียง ญ
๕. เสียง /ia/ ออกเสยี ง เอยี ะ
๖. เสียง /wa/ ออกเสยี ง เออื ะ
๗. เสยี ง /ua/ ออกเสยี ง อัว
233
๑. หน่วยเสียงพยัญชนะต้นเดย่ี ว
ฐานกรณ์ รมิ ฝปี าก ป่มุ เพดาน เพดาน
รมิ ฝีปาก ลา่ งฟนั เหงือก แขง็ อ่อน เสน้ เสียง
ประเภทของเสียง บน
เสยี งกกั เสยี งไม่ สิถลิ p tck?
กอ้ ง ธนติ ph th ch kh
เสียงกอ้ ง b d
เสยี งนาสกิ m nnn
เสยี งเสยี ดแทรก fs h
เสยี งขา้ งลน้ิ l
เสยี งรวั r
เสียงก่งึ สระ wy
การจะใหต้ รงกบั หนว่ ยเสยี งพยญั ชนะภาษาถนิ่ กลางเสยี ทเี ดยี วเลยคงจะเปน็ ไปไดย้ าก เพยี งแต่
จะใหใ้ กลเ้ คียงท่ีสดุ เท่านน้ั เอง
๒ . ๑๑๑๑๑๑๑ห๑๑๗๔๖๓๔๓๑๒๕๙๘๖๐๕๒๗น.................่ว กยตมขกขปผปมผบบหอขก วฺฺรลฺรลรเฺฺวฺลยฺรรลฺยรลลฺรส,,,,/,,,/, ////ียp///คพคหหพคหtkbkbpkงyrrรฺฺวญwมฺรลฺlลมฺrr//พll/////รฺ///ลฺ/// p/ ย/p/ kk /k h m ญัhhmhhr/rwll ///ช/rl// / น ะ คเเเเเเเเเเเเเเเเเวชชชชชชชชชชชชชชชชชบ่นน่น่่น่น่นน่่่นน่น่น่นน่่น่นน่่นก ลกตบอแมมเหผพปเแคขแไปบห้ำ�กคกลลรยรรฺรลยลลรรรมฺ็ออกน้งาดุวลุวา้อา�ำ้(ว่อ[ฺลภกกงกงด็ด็โบ[[[[[[ผคแา[ขฟบปม[พ[[[y[เ[เฺรหตษ/กลฺไรฺแปแรฺบลฺฺล้าฺลayมะฺร็อมฺ้อ็รากนขรฺาํารฺุด]ลฺ[rอก็ไกkงฺลววฺ]]วฺ]อแ]oท/]้ง]]]กด็า่4//ก]mp[/]ย//pง/bpก]/]/pลฺ/hmk/ถ]pk(lrรฺl4br//ด็นhtaaิน่/oh/rokอ็khrlrl-rคmrmeuภnaกฝwh(6รนww/2ty7า่า-)kl14,6คแε/ค]a6/(3//46ε2,ผภรก////ใ//rt,ห)(รตฺราkkน2(2าตก็ษมฺน/้)/l1ครε,/]รฺค[ารผันtบัมตร/)6รk)ลฺา-[้า[fกrตื่นม]aใรฺฺรk/บ[ัน2บัpเ6/)ห]-]hrkมฺ//atลฺrmrε3ินa/rkn]a66/p//m4/l(นnค5ร/), (นคร)
234