พระพทุ ธศาสนากล่มุ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี ๔-๖
คาแนะนาในการใช้ PowerPoint
-
กดป่ มุ Slide Show ทแ่ี ถบด้านบนหรือด้านล่าง
- กดป่ มุ Esc ยกเลกิ คาส่ังหรือออกจาก Slide Show
- กดป่ ุมลกู ศรหรือคลกิ ส่วนใดในหน้า Slide
เพอื่ เลอื่ นไปหน้าถดั ไป
คาแนะนาในการใช้ PowerPoint
กดป่ ุมนี้ กลบั ไปหน้าสารบัญ (Contents)
PowerPoint นี้ เหมาะสาหรับคอมพวิ เตอร์ทใ่ี ช้โปรแกรม Microsoft Office 2010
การใช้เวอร์ชั่นอน่ื ๆ หรือ เวอร์ช่ันทตี่ ่ากว่า คุณสมบตั บิ างอย่างอาจทางานไม่สมบูรณ์
สารบญั ๑หน่วยการเรียนรู้ท่ี ประวตั แิ ละความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
ตอนท่ี ๑ พระพุทธ ๒หน่วยการเรียนรู้ท่ี พุทธประวตั แิ ละชาดก
ตอนท่ี ๒ พระธรรม ๓หน่วยการเรียนรู้ที่ วนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาและศาสนพธิ ี
ตอนที่ ๓ พระสงฆ์ ๔หน่วยการเรียนรู้ที่ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา
ตอนท่ี ๔ ศาสนากบั สังคมไทย
๕หน่วยการเรียนรู้ท่ี พระไตรปิ ฎกและพุทธศาสนสุภาษติ
๖หน่วยการเรียนรู้ท่ี การบริหารจติ และการเจริญปัญญา
๗หน่วยการเรียนรู้ที่ พุทธสาวก พุทธสาวกิ าและศาสนิกชนตวั อย่าง
๘หน่วยการเรียนรู้ที่ หน้าทแ่ี ละมารยาทชาวพุทธ
๙หน่วยการเรียนรู้ท่ี หน้าทีแ่ ละมารยาทชาวพุทธ
๑๐หน่วยการเรียนรู้ที่ พุทธสาวก พุทธสาวกิ าและศาสนิกชนตัวอย่าง
พรตะอนพท่ี ๑ทุ ธ
พระพุทธศาสนามีหลกั การท่ีเป็นความจริง สามารถพิสูจน์และนาไปเป็น
แนวทางในการปฏิบตั ิตนไดท้ ุกสมยั และทุก สภาพการณ์ ผทู้ ่ีปฏิบตั ิตามยอ่ มพบแต่
ความ สงบสุข ดังน้ันพุทธศาสนิกชนจึงควรศึกษา ประวัติ ความเป็ นมา และ
ความสาคญั ของ พระพุทธศาสนา เพื่อจะไดน้ าขอ้ คิดและ หลกั ธรรมไปเป็นแนวทาง
ในการดาเนินชีวติ ท้งั เพื่อตนเองและสงั คม
๑หน่วยการเรียนรู้ที่ ประวตั แิ ละความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
พระพทุ ธศาสนามีหลกั การท่ีเป็ น ความจริง สังาคมมาชรมถพพูทวิสีปจู สนมยั แพลุทะธนกาาลไมปีลทั ธิ
ตเปา็ นมยแอ่นมวทพาบงแใตนค่กวาารมปฏสิบงบตั ิตสขนุ ไดดงั้ทนกุ นั ้ สพมไคปทุ ยัดวรธบ้ัชาแศมญงัลเเากาชะขิสดื่อทอขอนง้กุึนนัศิกทาหสชสาลใภนนาหาากจ้ชตหพงึา่าวงลคกๆชาวายแมรทตรพศ่เณ่ีเูทมกกึื่วอิด์ ีปพษผจไรา้ทูาดะก่ีปพเ้คปรทุ่ิามฏรสธริบะู้-อหศวนตัลาตัสกัแิ สลนิ ัะจา
ความเป็ นมา และความสาคญั ของ พรธะรพรมทุ ขธอศงาพสรนะพาุทเธพศ่อื าสจนะาไทด่ีเ้นา้นขก้อาครพิดัฒนา
และ หลกั ธรรมไปเป็ นแนวทางในการดแศาลรเัะทนสธินนั าแตชิภลีวาะิตพปแัญทกญ่บงั ้ ุคเาพอคนัล่ือสจตงัะคนนมาเแอไลปงะสแโู่ปลลกระะสโงยั ชคนม์สุข
๑. ลกั ษณะของสังคมชมพทู วปี และคตคิ วามเชื่อทางศาสนา
สมัยก่อนพระพทุ ธเจ้า
ชมพูทวีปสมัยก่ อนพุทธกา ล
ประกอบ ด้วยอาณาจกั รท่ีเป็ นอสิระท้งั เล็ก
และใหญ่โดยแบ่ง ตามลกั ษณะทางภูมิศาสตร์
ไดเ้ ป็น ๒ ส่วน คือ
มัชฌมิ ประเทศ
เป็นดินแดนอนั เป็นที่ต้งั ของแควน้ เลก็
มชั ฌิมประเทศ
เป็นดินแดน ตอนกลางของชมพทู วปี
๑) มชั ฌมิ ประเทศ
ป ร ะ ก อ บ ด้ว ย
พระพทุ ธศาสนามีหลกั การที่เป็ น ความจริง สามารแแถคคพววน้ ้นิสอใจูงั หคนะญมแ่ ๑คล๖ธะแนกคาาสวไี ้นโปกคศืลอ
เป็ น แนวทางในการปฏิบตั ติ นได้ทกุ สมยั และทกุ สภาวพัชกชีามรัลณล์ะผเ้ทูจต่ีปี ฏวังบิ สตัะิ กุรุ
ตามยอ่ มพบแตค่ วาม สงบสขุ ดงั นนั ้ พทุ ธศาสนิกชนจปงึ ัญคจวารลศะกึ มษัจาฉะปรสะุรวเสตั นิ ะ
ความเป็ นมา และความสาคญั ของ พระพทุ ธศาสนา เแอพลัสะอ่ื สกจมกั ะโะพไดอชะ้วนันาตขี ้อคคันิดธาระ
และ หลกั ธรรมไปเป็ นแนวทางในการดาเนนิ ชีวิต ทงั้ เพ่ือตนเองและสงั คม
ปัจจนั ตประเทศ
ประกอบดว้ ยแควน้ เลก็ ๕ แควน้ คือ แควน้ สกั กะ โกลิยะ ภคั คะ วเิ ทหะ และ องั คุตตราปะ
แควน้ เลก็ เหล่าน้ี แมจ้ ะแยกปกครอง ตนเอง แต่กย็ งั ตอ้ งข้ึนกบั แควน้ ที่ใหญ่กวา่ คลา้ ยกบั เป็นเมืองข้ึน
หรือเมืองประเทศราช
คติความเชื่อของชาวชมพทู วปี ในสมยั ก่อนพทุ ธกาล สรุปไดด้ งั น้ี
(๑) คติความเช่ือทเ่ี กดิ จากธรรมชาติ
เป็นความเชื่อวา่ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น
ฝนตก ฟ้ าร้อง พายพดั แผน่ ดินไหว มีเทพเจา้ หรือวิญญาณ
เป็ นผู้บันดาลให้เกิด จึงมีการต้ังช่ือ เทพเจ้า มีการบูชา
บวงสรวง และเซ่นไหว้ เพ่ือความสงบสุขของคนในสงั คม
(๒) คติความเชื่อที่เกิดจากคาสอนและพิธีกรรมของพวก
พราหมณ์
ทาให้เกิดความเชื่อ เรื่องวรรณะ และเชื่อว่า
วรรณะพราหมณ์เป็ นผูน้ าคาสอนจากเทพเจ้ามาประกาศ
โดยมีคมั ภีร์พระเวทเป็นหลกั
(๓) คตคิ วามเชื่อทเี่ กดิ จากคาสอนและปรัชญาของศาสนาต่างๆ
ในสภาพสังคมท่ีมีความ ทุกขท์ าให้มนุษยต์ ่างคน้ หาคาตอบใหก้ บั ชีวิต จึงทาใหเ้ กิดคติ
ความเช่ือต่างๆ จากพวกที่ไม่ ยอมรับคาสอนของศาสนาพราหมณ์
๒. พระพทุ ธศาสนามีทฤษฎีและวธิ ีการท่ีเป็นสากลและมีขอ้ ปฏิบตั ิท่ี
ยดึ ทางสายกลาง
๒.๑ พระพทุ ธศาสนามที ฤษฎที เ่ี ป็ นสากล
พระพุทธศาสนามีทฤษฎีและวิธีการที่เป็ นสากล คือ มีหลักการและวิธีการซ่ึงเป็ นที่
ยอมรับว่ามีความถูกตอ้ งและสามารถพิสูจน์ได้ ทฤษฎีอนั เป็ นสากลที่พระพุทธศาสนาเนน้ อย่เู สมอ
คือ อริยสจั ๔ ไดแ้ ก่
๑) สอนว่าชีวิตและโลกมีปัญหา เช่น ๒) สอนวา่ ปัญหามีสาเหตุสรรพส่ิงเกิดจาก
ปัญหาการดิ้นรนเล้ียงชีวิต ปัญหาการมี เหตุ สรรพสิ่งจะดบั หรือหมดไปกเ็ พราะดบั เหตุ
ชีวิตอยรู่ อด ปัญหาความไม่สมปรารถนา ไม่มีสิ่งใดเกิดข้ึน เป็นไปหรือดบั สลายไปโดย
ปัญหาการพลดั พราก รวมท้งั ปัญหาสากล ไม่มี สาเหตุ ดงั น้นั เมื่อรู้วา่ ปัญหาทุกอยา่ งมี
อยา่ งการเกิด แก่ เจบ็ และตาย สาเหตุ การ แกป้ ัญหาจึงตอ้ งแกท้ ่ีสาเหตุ
3) สอนว่ามนุษย์สามารถแก้ปัญหาได้ด้วย 4) สอนว่าการแก้ปัญหาต้องใช้ปัญญาและ
ความพากเพียร การแก้ปัญหาให้สาเร็จ ตาม
ตนเอง เม่ือรู้สาเหตุท่ีแทจ้ ริงของปัญหาแลว้ ตวั ความมุ่งหมายได้ จะตอ้ งลงมือแกป้ ัญหาดว้ ย
ผูม้ ีปัญหาย่อมสามารถแก้ปัญหาอันเกิดจาก ความพากเพียรโดยใช้ปัญญากากบั กล่าวคือ
สาเหตุที่แทจ้ ริงของปัญหาน้นั ได้ จะตอ้ งใช้ปัญญากบั ความพากเพียรควบคู่กนั
ไปในการแกป้ ัญหา
การรู้ การละ
ผล ทุกข์ สมุทยั ผล
อริยสัจ 4
ผล นิโรธ มรรค ผล
การบรรลุ ความเจริญ
๒.๒ พระพทุ ธศาสนามขี ้อปฏิบัติทยี่ ดึ ทางสายกลาง
ขอ้ ปฏิบตั ิที่ยดึ ทางสายกลางของพระพทุ ธศาสนาเรียกวา่ มชั ฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรค มีองค์ ๘
ไดแ้ ก่
๑. สมั มาทิฏฐิ คือ มีความเห็นถูกตอ้ งตามทานองคลองธรรม
๒. สมั มาสงั กปั ปะ คือ ไม่ลุ่มหลงกบั ความสุขทางกาย ไม่พยาบาท และไม่คิดร้ายผอู้ ื่น
๓. สมั มาวาจา คือ ไม่พดู เทจ็ ไม่พดู ส่อเสียด ไม่พดู หยาบคาย และไม่พดู ไร้สาระ
๔. สมั มากมั มนั ตะ คือ ไม่ทาลายชีวติ ไม่ลกั ขโมย และ ไม่ประพฤติผดิ ทางกาม
๕. สมั มาอาชีวะ คือ หากินดว้ ยอาชีพท่ีสุจริต ไม่คดโกง หลอกลวง
๖. สมั มาวายามะ คือ พยายามละเวน้ จากความชวั่ ต่างๆ รักษาความดีใหค้ งอยตู่ ลอดไป
๗. สมั มาสติ คือ มีสติรอบคอบในการคิด ทา พดู และ สมั มาสมาธิ
๘. สมั มาสมาธิ คือ มีจิตต้งั มน่ั อยา่ งถกู ตอ้ ง แน่วแน่ในการประพฤติธรรม
๒.๓ พระพทุ ธศาสนาเน้นการพฒั นาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง
๑.) การพฒั นาศรัทธา ศรัทธา หมายถึง ความเช่ือมนั่ ในสิ่งดีงามที่ประกอบดว้ ยเหตุผล ศรัทธาท่ี
จะนาไปสู่การพฒั นามี ๓ ประการ ไดแ้ ก่
เช่ือมน่ั ในความดงี ามของ เช่ือมนั่ ในกฎแห่งการกระทา เชื่อมน่ั ว่ามนุษย์ต้อง
มนุษย์ และผลของการกระทา รับผดิ ชอบต่อ การกระทา
และผลของการกระทาน้ัน
คือ เชื่อมนั่ ว่ามนุษยม์ ีศกั ยภาพ คือ เชื่อมน่ั ว่าไม่มีส่ิงใดเกิดข้ึน คือ เชื่อมนั่ วา่ หากทาส่ิงใดลงไป
ในการพฒั นา ใหบ้ รรลุถึงความ ไดโ้ ดยไม่มีเหตุปัจจยั ทาให้เกิด แล้วย่อมไ ด้รับผลขอ งการ
ดีงามด้วยความพากเพียรของ กระทาน้ัน ก็จะทาให้เป็ นคนท่ี
ตนเอง เม่ือกระทาสิ่งใดลงไปแลว้ ย่อม รู้จกั ระมดั ระวงั ตนเองอยเู่ สมอ
มีผลของการกระทาน้นั ตามมา
๒) การพัฒนาปัญญา พระพุทธเจา้ ทรงส่ังสอนให้มนุษยร์ ู้จกั ใชป้ ัญญาในการพิจารณา
คน้ หาเหตุผล โดยอาศยั การฝึ กจิต เป็ นการทาจิตให้แน่วแน่มน่ั คงเป็ นสมาธิ เม่ือมีสมาธิแลว้ จะคิด
พจิ ารณาเร่ืองใด ปัญญากจ็ ะแตกฉานในเรื่องน้นั
หลกั คาสอนของพระพทุ ธเจา้ ถา้ ทรงสอนเร่ืองศรัทธาในท่ีใดกจ็ ะทรงสอนเรื่องปัญญาในที่
น้นั ดว้ ย เช่น
พละ ๕
(ธรรมอนั เป็ นกาลงั ๕ ประการ)
ศรัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปัญญา
เวสารัชชกรณธรรม
(ธรรมนาความกล้าหาญ)
ศรัทธา ศีล พาหุสจั จะ วริ ิยารัมภะ
ปัญญา เป็นตน้
๒.๔ ลกั ษณะประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา
พระพทุ ธศาสนามีหลกั การสาคญั ที่จดั ไดว้ า่ มีลกั ษณะเป็นประชาธิปไตย ดงั น้ี
๑) พระพทุ ธศาสนาให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคแก่พระภกิ ษุสงฆ์ทุกหมู่เหล่า
ภายใต้พระธรรมวนิ ัย ผทู้ ่ีจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในพระพทุ ธศาสนาจะมีความเป็นภิกษุเท่า
เทียมกนั เคารพกนั ตามอาวโุ ส คือ ถือการอุปสมบทก่อนหลงั และไม่ถือวา่ มาจากชนช้นั ใด
๒) มีกิจกรรมทพ่ี ระภิกษุสงฆ์
ทุกรูปจะต้องถือเป็ นเร่ืองสาคัญ เช่น การ
ประชุมอุโบสถสังฆกรรม ภิกษุทุกรูปตอ้ ง
เขา้ ประชุมโดยพร้อมเพรียงกนั
๓) การลงมติในท่ปี ระชุมสงฆ์ ในการประชุมพระภิกษุสงฆจ์ ะตอ้ งเห็นพอ้ งตอ้ งกนั
เป็ นเอกฉันท์ จึงจะสามารถปฏิบตั ิกิจกรรมน้นั ได้ เช่น พิธีรับกฐิน พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปในที่ประชุม
จะตอ้ งลงมติเป็นเอกฉนั ท์ พระสงฆท์ ่ีไดร้ ับเลือกจึงจะรับผา้ กฐินได้ หรือการทาพิธีอุปสมบทผูม้ าขอ
บวช พระภิกษุสงฆท์ ้งั ปวงตอ้ งมีมติเป็นเอกฉนั ทก์ ารอุปสมบทจึงจะสมบูรณ์
4) การตัดสินปัญหาท่ีมีความคิดเห็น
แตกแยกเป็ นสองฝ่ าย จะมีการตดั สินโดย ถือเอาเสียงขา้ ง
มากเป็นขอ้ ยตุ ิ เรียกวา่ เยภยุ ยสิกา
5) สิทธิและเสรีภาพของภกิ ษุในเร่ืองการ
ประชุม พระภิกษุสงฆท์ ุกรูปมีสิทธิเขา้ ร่วม ประชุม และมี
สิ ทธิ เส รี ภ าพ ใน การแส ดงคว าม คิ ดท้ ังที่ เห็ นด้วย หรื อ
คดั คา้ น
๒.๕ หลกั การของพระพทุ ธศาสนากบั หลกั วทิ ยาศาสตร์
หลกั การของพระพทุ ธศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์น้นั มีท้งั ส่วนที่สอดคลอ้ งและส่วนท่ี
แตกต่างกนั ในดา้ นต่างๆ ดงั น้ี
๑) ด้านความเช่ือ หลกั การวิทยาศาสตร์น้นั จะเชื่อ
ในเร่ืองใดจะตอ้ งมีการพิสูจน์ ความจริงโดยใชก้ ารทดลอง
และทุกอย่างจะตอ้ งดาเนินไปอย่างมีกฎเกณฑ์และมีเหตุผล
เ ป็ น ตัว ตัด สิ น โ ด ย อ า ศัย ปั ญ ญ า ใ น ก า ร พิ จ า ร ณ า
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ก็ มี ห ลัก ก า ร ด้า น ค ว า ม เ ช่ื อ เ ช่ น เ ดี ย ว กับ
วิทยาศาสตร์ ดงั หลกั คาสอนที่ปรากฏอยู่ใน กาลามสูตร ซ่ึง
พระพุทธเจา้ ทรงสอนไม่ให้เช่ืออย่างงมงายไร้เหตุผล ตาม
หลกั ๑๐ ประการ
กาลามสูตร ๑๐ ประการ
๑. อยา่ เพ่งิ ปลงใจเชื่อ เพยี งเพราะไดย้ นิ ไดฟ้ ังตามๆ กนั มา
๒. อยา่ เพงิ่ ปลงใจเช่ือ เพียงเพราะยดึ ถือสืบๆ กนั มา
๓. อยา่ เพ่ิงปลงใจเชื่อ เพยี งเพราะข่าวเล่าลือ
๔. อยา่ เพิ่งปลงใจเชื่อ เพียงเพราะอา้ งตารา
๕. อยา่ เพงิ่ ปลงใจเชื่อ เพยี งเพราะเดาเอาเอง
๖. อยา่ เพง่ิ ปลงใจเชื่อ เพยี งเพราะคาดคะเน
๗. อยา่ เพง่ิ ปลงใจเช่ือ เพยี งเพราะตรึกตามอาการ
๘. อยา่ เพง่ิ ปลงใจเชื่อ เพียงเพราะชอบใจวา่ ตรงกบั ความเห็นของตน
๙. อยา่ เพิ่งปลงใจเช่ือ เพียงเพราะเช่ือวา่ ผพู้ ดู สมควรจะเชื่อถือได้
๑๐. อยา่ เพงิ่ ปลงใจเชื่อ เพียงเพราะนบั ถือวา่ สมณะผนู้ ้นั เป็นครูของตน
๒) ด้านความรู้ ท้ังวิทยาศาสตร์และพระพุทธศาสนาต่างยอมรับความรู้จาก
ประสบการณ์ซ่ึงมีการพิสูจน์โดยผ่านตา หู จูมก ลิ้น กาย และใจ พระพุทธเจา้ ทรงเริ่มคิดจาก
ประสบการณ์ท่ีไดเ้ ห็นคือ ความเจ็บ ความแก่ และ ความตาย ซ่ึงลว้ นเป็นความทุกข์ พระองคท์ รง
ทดลองโอยอาศยั ประสบการณ์ของพระองค์ จนในท่ีสุดกท็ รงสามารถคน้ พบหลกั ความจริงอนั เป็น
หนทางที่จะหลุดพน้ จากความทุกข์
๓) ด้ านความแตกต่ าง วิทยาศาสตร์ มุ่ง
แสวงหาความ จริ งภายนอกด้านวัตถุเป็ น
สาคญั ส่วนพระพุทธศาสนาเนน้ การ แสวงหา
ความจริงภายใน คือ ความจริงดา้ นจิตใจ ท่ีมุ่ง
ใหม้ นุษย์ สามารถพฒั นาจิตใจของตนใหห้ ลุด
พน้ จากกิเลสไดอ้ ยา่ งสิ้นเชิง
๒.๖ การคดิ ตามนัยแห่งพระพทุ ธศาสนาและการคดิ แบบวทิ ยาศาสตร์
๑) การคดิ ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา วธิ ีคิดตามแนวพระพทุ ธศาสนาเรียกวา่ วธิ ีคิด แบบ
โยนิโสมนสิการ ซ่ึงเป็นการคิดอยา่ งถกู วธิ ี มีระเบียบ และลึกซ้ึง ถือเป็นข้นั ตอนสาคญั ใน การสร้าง
ปัญญาที่บริสุทธ์ิ เป็นอิสระ ทาใหท้ ุกคนช่วยเหลือตนเองได้ และนาไปสู่จุดหมายของ พระพทุ ธธรรม
อยา่ งแทจ้ ริง
วธิ ีคดิ แบบโยนิโสมนสิการ
๑. วธิ ีคดิ แบบสืบสาวเหตุปัจจัย เป็ นการพิจารณาปรากฏการณ์ที่เป็ นผลให้รู้จกั สภาวะที่
เป็นจริงหรือพิจารณาดว้ ยปัญหาหาหนทางแกไ้ ขดว้ ยการ
คน้ หาสาเหตุและปัจจยั ท่ีสมั พนั ธ์ส่งผลสืบทอดกนั มา
๒. วธิ ีคดิ แบบสามญั ลกั ษณะ เป็ นการคิ ดแยกองค์รวมของสรรพสิ่ งออกเป็ น
(วธิ ีคดิ แบบรู้เท่าทนั ธรรมดา) องค์ประกอบย่อยๆและยงั มีการคิดวิเคราะห์และจัด
ประเภทหมวดหมู่ขององคป์ ระกอบน้นั ๆดว้ ย
๓. วธิ ีคดิ แบบสามญั ลกั ษณะ เป็ นการคิดแบบรู้เท่าทนั ความเป็ นไปของส่ิงท้งั หลายที่
(วธิ ีคดิ แบบรู้เท่าทนั ธรรมดา) เกิดข้ึน ว่าเกิดจากเหตุหรือปัจจยั ต่าง ๆ ปรุงแต่งข้ึน เม่ือ
เกิดข้ึนแล้วต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย เมื่อ
๔. วธิ ีคิดแบบอริยสจั เกิดข้ึนแลว้ กต็ อ้ งดบั ไป ไม่เที่ยงแท้ ไม่คงท่ี ไม่ยงั่ ยนื
(วธิ ีคิดแบบแกป้ ัญหา)
เป็ นการคิดตามเหตุผลและผลสืบสาวจากผลไปหาเหตุ
ปัจจยั แลว้ แกไ้ ขท่ีตน้ เหตุ
๕. วธิ ีคิดแบบตามหลกั การและ เป็นการคิดถึงหลงั การของเรื่องหรือส่ิงน้นั วา่ คืออะไร มี
ความมุ่งหมาย ความมุ่งหมายเพื่ออะไร การกระทาน้ันๆ ตรงตาม
(วธิ ีคิดแบบอรรถธรรมสมั พนั ธ์) หลกั การและความมุ่งหมายหรือไม่
๖. วธิ ีคิดแบบคุณโทษและ เป็นการมองส่ิงท้งั หลายตามความเป็นจริง ทุกแง่ทุกดา้ น
ทางออก ท้งั ดา้ นดี(เป็นคุณ)และดา้ นเสีย(เป็นโทษ)
๗. วธิ ีคิดแบบคุณค่าแทค้ ุณค่าเทียม เป็ นการคิดถึงประมาณประโยชน์ท่ีแท้จริ งหรื อ
ประโยชน์เทียมของส่ิงน้นั ๆ เพื่อ จะไดร้ ู้จกั เสพ รู้จกั ใช้
สิ่งท้งั หลายเพอื่ คุณค่าที่แทจ้ ริง
๘.วธิ ีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม เป็ นวิธีคิดในทางส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศล
(วธิ ีคิดแบบปลุกเร้ากศุ ล) ธรรมและสกัดก้ันอกุศลธรรมเป็ นการคิดให้เกิด
กาลงั ใจสร้างสรรคส์ ิ่งที่ดีงามแก่ตนเองและสงั คม
๙. วธิ ีคิดแบบเป็นอยใู่ นขณะปัจจุบนั
๑๐. วธิ ีคิดแบบวภิ ชั ชวาท ฟ
เป็นการคิดแบบมีสติ รู้เท่าทนั กระบวนการของสภาวะ
ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา โดยไม่หลงติดอย่กู บั อดีตและไม่
เพอ้ ฝันถึงอนาคต
เป็ นวิธีคิดแบบจาแนกประเด็นและแง่มุมต่างๆในทุกด้
สน โดยการมองเห็นไดห้ ลายมุมเพ่ือใหเ้ กิดความเขา้ ใจ
และไดค้ าตอบที่ถูกตอ้ งสมบรู ณ์
๒) การคดิ แบบวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการคิดแบบวทิ ยาศาสตร์แยกไดเ้ ป็น ๕ ข้นั ตอน ดงั น้ี
กระบวนการคดิ แบบ ๑. กาหนดปัญหา
วทิ ยาศาสตร์ ๒. ต้ังสมมติฐาน
๓. ทดลองเกบ็ ข้อมูล
๔. วเิ คราะห์ข้อมูล
๕. สรุปผล
๒.๗ พระพทุ ธศาสนาเน้นการฝึ กหัดอบรมตนเอง การพงึ่ ตนเอง และการมุ่งอสิ รภาพ
การที่บุคคลจะทาอะไรไดด้ ีและทาเป็ นน้นั ข้ึนอยกู่ บั การฝึ กหดั อบรม ซ่ึงกระทาได้
๒ ทาง คือ การฝึกอบรมจากผอู้ ่ืนหรือจากสภาพแวดลอ้ ม
๑) การฝึ กหัดอบรมตนและการพ่ึงตนเองพระพุทธศาสนาไดว้ างข้นั ตอนของการ
ฝึกฝนตนเอง ไวก้ วา้ งๆ เรียกวา่ สิกขา มี ๓ ข้นั ตอน ดงั น้ี
๑.๑) อธิศีลสิกขา คือ การฝึกอบรม หรือการควบคุมตนใน
เรื่องศีล ไดแ้ ก่ การควบคุม กาย เป็ นการงดเวน้ การประพฤติ
ชว่ั ทางกาย และ การควบคุมวาจา เป็นการงดเวน้ การประพฤติ
ชวั่ ทาง วาจา
๑.๒) อธิจิตตสิกขา คือ ฝึ กอบรมในเร่ืองจิต เรียกง่ายๆ ว่า สมาธิ เป็ นการฝึ กฝน พฒั นาจิตให้ดี
งามยงิ่ ๆ ข้ึนไปในดา้ นต่างๆ คือ ดา้ นความดีงาม ไดแ้ ก่ การฝึกจิตใหม้ ีคุณธรรม ดา้ นความแขง็ แกร่ง
ของจิตใจ ไดแ้ ก่ การฝึ กจิตใหม้ ีความอดทน มีความพากเพียร มีความยบั ย้งั ชง่ั ใจ และ ดา้ นความสุข
สงบ ไดแ้ ก่ การฝึกจิตใจใหม้ ีความสงบสุข เยอื กเยน็
๑.๓) อธิปัญญาสิกขา เป็ นการฝึ กอบรมในเร่ืองปัญญาให้เกิดความรู้ความเขา้ ใจ ท้งั ความรู้
ในทางวชิ าการซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวติ และความรู้ในระดบั สูง คือ ความเขา้ ใจ โลกและ
ชีวติ มีจิตเป็นอิสระจากพนั ธะของกิเลสท้งั หลาย
๒) พระพุทธศาสนามุ่งสู่อิสรภาพ การฝึกสมาธิเป็นวธิ ีการพฒั นาจิตใจใหด้ ีงาม ทาใหม้ ี
เป้ าหมาย ของการฝึ กหัดอบรมตนเองตามหลัก ความสุขุมเยือกเย็น และทาให้เป็ นคนท่ีสามารถ
พระพุทธศาสนา คือ วิมุตติ หรือ ความหลุดพ้น ตดั สินใจในเร่ืองต่างๆ ไดอ้ ยา่ งรอบคอบ
หมายถึง ความหลุด พน้ จากการครอบงาของความ
โลภ ความโกรธ และ ความหลง ซ่ึงจดั ได้ว่าเป็ น
อิสรภาพอยา่ งหน่ึง
อย่างไรก็ตามสาหรับมนุษย์
ทว่ั ไป ซ่ึงไม่ใช่ นกั บวชที่มุ่งปฏิบตั ิธรรมเพ่ือบรรลุ
นิพพานพระพุทธศาสนาไดส้ อนให้ค่อยๆ ลด ละ
เท่าท่ีจะทาได้ ไม่ยึดมน่ั ถือมนั่ รู้จกั การปล่อยวาง
ไม่ให้จิตตกเป็ นทาสของ วตั ถุ ฝึ กหดั อบรมตนเอง
ให้มีความแข็งแกร่งท้งั กายและใจ รู้จกั แกไ้ ขปัญหา
โดยคิดพิจารณาตัดสิ นใจด้วย ตนเองบนพ้ืน
ฐานข้อมูลท่ีได้มาอย่างถูกต้อง จึงจะจัด ได้ว่ามี
โอกาสสมั ผสั กบั อิสรภาพได้
๒.๘ พระพุทธศาสนาเป็ นศาสตร์แห่งการศึกษา
พระพุทธศาสนาใหค้ วามสาคญั กบั การศึกษา เพื่อท่ีจะพฒั นาชีวติ จิตใจของมนุษยใ์ ห้
กา้ ว ไปในครรลองท่ีถูกตอ้ งดีงาม ดงั น้ี
๑) ศาสตร์แห่งการศึกษาในพระพุทธศาสนา การศึกษาตามความหมายของพระพุทธ-
ศาสนา หมายถึง กระบวนการอบรมส่ังสอนบุคคลใหเ้ ป็นผทู้ ่ีสมบรูณ์พร้อมดว้ ยวิชาและจรณะ คือ
เป็ นผูท้ ่ีมีความรู้ดีและประพฤติดี หลกั การศึกษาของพระพุทธศาสนาจึงเริ่มตน้ ด้วย ไตรสิกขา
ไดแ้ ก่
ไตรสิกขา
ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา
ศีลสิกขา เป็ นการศึกษาในเรื่องศีล คือ การอบรมกายและวาจา โดยปฏิบตั ิตาม
จิตตสิกขา ศีลสาหรับคฤหัสถ์รักษาศีล ๕ และศีล ๘ สามเณรรักษาศีล ๑๐ และ
พระภิกษรุ ักษาศีล ๒๒๗
เป็นการศึกษาเพื่อพฒั นาจิตใจใหส้ ูงข้ึน เป็นการปลกู ฝังคุณธรรม
ปัญญาสิกขา เป็นการฝึกอบรมทางปัญญาอยา่ งสูง ทาใหเ้ กิดปัญญารู้แจง้ และเขา้ ใจ
ส่ิงท้งั หลายตามความเป็นจริง จะไดไ้ ม่ยดึ มน่ั ในส่ิงท้งั หลาย
๒) พระพุทธศาสนากบั การศึกษาทสี่ มบูรณ์ การศึกษาที่สมบูรณ์เป็นการศึกษาที่ทาใหบ้ ุคคล
มีชีวิตอยู่ไดด้ ว้ ยความสงบสุขและสามารถแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งราบรื่น การศึกษาที่ สมบูรณ์ตาม
หลกั พระพทุ ธศาสนาน้นั สามารถสรุปไดเ้ ป็น ๓ ดา้ น ดงั น้ี
๒.๑) พฤติกรรม มนุษยด์ ารงชีพโดยอาศยั ปัจจยั ๔ จึงจาเป็นตอ้ งศึกษาหาความรู้
ในการประกอบอาชีพ เพ่ือนารายไดม้ าซ้ือปัจจยั ๔ อีกท้งั มนุษยต์ อ้ งอย่รู วมกนั เป็ นสังคม จึง
ตอ้ งมีหลกั ปฏิบตั ิเพื่อการอยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งปกติสุข โดยนาหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนามา
เป็นแนวทางในการปฏิบตั ิ
๒.๒) จิตใจ บุคคลท่ีมีสุขภาพจิตท่ีดี ย่อมจะส่งผลให้การทางานมีประสิทธิภาพ
บุคคลจึงตอ้ งรู้จกั ศึกษาวิธีการฝึ กจิตให้มีสมาธิ ซ่ึงจะส่งผลให้เป็ นคนที่มีความมนั่ คงทาง
อารมณ์ พร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ สามารถแกไ้ ขปัญหาต่างๆ ไดถ้ กู ตอ้ ง
๒.๓) ปัญญา บุคคลจะตอ้ งรู้และเขา้ ใจถึงความเป็นจริงของส่ิงท้งั หลาย ซ่ึงจะทา
ให้มีทศั นคติและค่านิยมที่ถูกตอ้ ง จนสามารถแกป้ ัญหาและพฒั นาส่ิงต่างๆ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
ดีงาม ตลอดจนรู้แจง้ ความจริงของโลกและชีวติ และมีจิตใจเป็นอิสระโดยสมบูรณ์
๒.๙ พระพุทธศาสนาเน้นความสัมพนั ธ์ของเหตุปัจจยั และวธิ ีการแก้ปัญหา
พระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาแห่งเหตุผล กล่าวคือ เน้นว่าสรรพส่ิงที่เกิดข้ึนมา ลว้ นมี
เหตุ ปัจจยั และเส่ือมสลายไปเม่ือหมดเหตุปัจจยั ไม่มีสิ่งใดเกิดข้ึนหรือดบั สลายไปโดยไม่มีเหตุปัจจยั
หลกั คาสอนที่เนน้ เหตุ ปรากฏอยใู่ นหลกั อริยสจั ๔ ซ่ึงเป็นศาสตร์แห่งเหตุและผล สามารถแยกเป็นคู่
ได้ ดงั น้ี
อริยสจั ๔ ทุกข์ เป็น ผล
สมุทยั เป็น เหตุ
นิโรธ เป็น ผล
มรรค เป็น เหตุ
ทุกข์ เป็น ผล นิโรธ เป็น ผล
(เป็นตวั ปัญหา เป็นสถานการณ์ท่ีไม่ตอ้ งการ) (เป็นภาวะสิ้งปัญหา เป็นจุดหมายที่ตอ้ งการจะ
สมุทยั เป็น เหตุ เขา้ ถึง)
(เป็ นที่มาของปัญหา เป็ นจุดที่ต้องกาจดั หรือ
แกไ้ ขจึงจะพน้ จากปัญหาได)้ มรรค เป็น เหตุ
(เป็นขอ้ ปฏิบตั ิท่ีตอ้ งระทาในการแกไ้ ขปัญหา
เพ่อื บรรลุเป้ าหมาย คือ ภาวะสิ้นปัญหา หรือ
ความทุกข)์
สรุปไดว้ า่ สมุทยั -มรรค เป็นเหตุ ทุกข-์ นิโรธ เป็นผล
การที่พระพทุ ธศาสนาสอนเนน้ ท้งั เหตุและปัจจยั เพ่อื ใหท้ ุกคนรู้จกั มองสิ่งท้งั หลายตาม
ความเป็นจริง เพือ่ จะสามารถแกป้ ัญหาไดต้ รงเป้ าหมายอยา่ งถกู ตอ้ ง
๒.๑๐ พระพุทธศาสนาฝึ กคนไม่ให้ประมาท
ความไม่ประมาท คือ ความเป็นอยอู่ ยา่ งมีสติรอบคอบหรือ ระมดั ระวงั ท่ีจะไม่ทาเหตุ
แห่งความผดิ พลาดเสียหายและไมล่ะเลยโอกาสท่ีจะทาเหตุแห่งความดีงามและความเจริญ แนวทาง
ในการปฏิบตั ิตนไม่ให้ประมาทน้นั จะตอ้ งเร่ิมตน้ จากการต้งั สติรู้สึกตวั อย่เู สมอว่าตนจะทาอะไร
กาลงั ทาอะไรและใชป้ ัญญาไตร่ตรองใหด้ ี หลกั ธรรมในเร่ืองความไม่ประมาท มี ๔ ประการ คือ
ไม่ประมาทในการละกายทุจริต (ประพฤติกายสุจริต)
ไม่ ประมาทในการละวจีทุจริต (ประพฤติวจีสุจริต)
ไม่ประมาทในการละมโนทุจริต (ประพฤติมโน สุจริต)
ไม่ประมาทในการละความเห็นผดิ (ทาความเห็นใหถ้ ูก)
๒.๑๑ พระพุทธศาสนามุ่งประโยชน์สุขและสันตภิ าพแก่บุคคล สังคม และ โลก
๑) พระพทุ ธศาสนามุ่งประโยชน์สุข และ สนั ติภาพแก่บุคคลและสงั คม พระพทุ ธศาสนา
มีหลกั ธรรมซ่ึงมีจุดมุ่งหมายท่ีมุ่งประโยชน์แก่บุคคลและสงั คมโดยตรง ไดแ้ ก่ สงั คหวตั ถุ ๔ ซ่ึงเป็น
หลกั ธรรมท่ีก่อให้เกิดการช่วยเหลือเก้ือกูลกนั ระหว่างสมาชิกในสังคม บุคคลที่มีการกระทาเป็ น
ประโยชน์ต่อตนเองละสงั คมคมน้นั จะตอ้ งเป็นผทู้ ี่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีตามหลกั สงั คหวตั ถุ ๔ ดงั น้ี
๑.๑) ทาน คือ การให้ ไดแ้ ก่ การเอ้ือเฟ้ื อเผื่อแผ่สิ่งของตลอดจนการให้ความรู้และการ
แนะนาสง่ั สอน
๑.๒) ปิ ยวาจา หรือ เปยยวัชชะ คือ มีวาจาซาบซ้ึงใจ ไดแ้ ก่ การกล่าวคาสุภาพ ไพเราะ
อ่อนหวาน
๑.๓) อัตถจริยา คือ การประพฤติประโยชน์ ไดแ้ ก่ การขวนขวายช่วยเหลือ หรือการ
บาเพญ็ สาธารณประโยชน์
๑.๔) สมานัตตตา คือ ความมีตนเสมอ ไดแ้ ก่ การทาตนเสมอตน้ เสมอปลาย ร่วมทุกข์
วางตนเหมาะสมแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และส่ิงแวดลอ้ มไดถ้ กู ตอ้ งตามธรรม
๒) พระพุทธศาสนามุ่งประโยชน์สุขและสันติภาพแก่ชาวโลก พระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาที่มี
หลกั คาสอนซ่ึงเป็นขอ้ ปฏิบตั ิที่ใหช้ าวโลกอยรู่ ่วมกนั อยา่ งมีความสุขและสนั ติภาพ ดงั น้ี
๒.๑) หลักคาสอนทใ่ี ห้ละเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อ่นื ซ่ึงเป็นหลกั คาสอน
อยู่ในศีลข้อที่ ๑ ของเบญจศีล เมื่อไม่มีการเบียดเบียนชีวิตกันย่อมไม่ก่อให้เกิดการทาสงคราม
ประหตั ประหารกนั ถา้ ทุกคนปฏิบตั ิตามกย็ อ่ มทาใหเ้ กิดสนั ติภาพแก่ชาวโลก
๒ .๒ ) ห ลัก คา ส อ น ที่ใ ห้ ล ะ คว า ม โล ภ
ความเห็นแก่ตัว ย่อมไม่ก่อให้เกิด ความ
เบียดเบียนผอู้ ื่นหรือไม่ก่อใหเ้ กิดการ กระทาท่ี
ทาใหผ้ อู้ ื่นเดือดร้อน
๒.๓) หลักคาสอนที่ให้ละจาก ความโกรธ
ให้อภัยกัน ประกอบกิจกรรม และการงาน
ต่างๆ ต่อกนั ดว้ ยไมตรีจิต
๒.๔) หลักคาสอนที่ให้ละจากความหลงผิด ทาให้บุคคลมีสติไม่หลงมัวเมา ใน
อบายมุขหรือความชว่ั ท้งั ปวง ไม่กระทาการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผอู้ ื่นหรือ สงั คมส่วนรวม
อนั เน่ืองจากความหลงผดิ
๒.๕) หลักคาสอนในเร่ืองความอดทน บุคคลที่รู้จกั อดทน อดกล้นั ข่มจิตใจต่อการถูก
ล่วงเกินจากผอู้ ื่นท้งั กาย วาจา และใจ ก็ยอ่ มจะไม่เป็นเหตุใหม้ ีการกระทาอนั นาไปสู่ความไม่สงบ
ของสงั คม
๒.๖) หลักคาสอนของ
พระพุทธศาสนาซ่ึงอยู่ในลักษณะของ
พุทธศาสนสุภาษิต อนั เป็ นเคร่ืองเตือน
ใจบุคคลให้ปฏิบตั ิตนเพ่ือความสงบสุข
แก่ตนเองและส่วนรวม เช่น เวรย่อม
ระงบั ด้วยการไม่จองเวร สุขอ่ืนยิ่งกว่า
ความสงบไม่มี เป็นตน้
๒.๑๒ พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งและสันตภิ าพ
พระพุทธศาสนามีหลกั คาสอนสาคญั ที่เกี่ยวกบั การเมืองและการอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันติ
อาทิ อธิปไตย ๓ อนั เป็ นหลกั คาสอนในเรื่องความเป็ นใหญ่ในการใช้ประกอบการวินิจฉัยและ
ตดั สินใจ ดงั น้ี
๒) โลกาธิปไตย
คอื
การถือชาวโลกเป็ น
ใหญ่ หมายถึง ถือความ
คิดเห็นของคน
ส่วนมากเป็ นใหญ่
๒.๑๓ พระพุทธศาสนากบั เศรษฐกจิ พอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถของชุมชนหรือภูมิภาคหน่ึงๆ ในการผลิต
สินคา้ และบริการทุกชนิดเพื่อเล้ียงสังคมน้ันไดโ้ ดยไม่ตอ้ งพ่ึงปัจจยั ต่างๆ ที่ตนไม่ไดเ้ ป็ นเจา้ ของ
เศรษฐกิจพอเพียงในระดบั บุคคล คือ ความสามารถในการดารงชีวิตไดอ้ ย่างไม่เดือดร้อน มีความ
เป็นอยอู่ ยา่ งประมาณตนตามฐานะและอตั ภาพ เป็นการยดึ ทางสายกลางในการดารงชีวติ
พทุ ธศาสนิกชนสามารถนาหลกั คาสอนในพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปฏิบตั ิ
ตนให้สอดคลอ้ งกบั หลกั การเศรษฐกิจพอเพียงได้ ดว้ ยการดาเนินชีวิตโดยปฏิบตั ิตนตามทาง สาย
กลาง คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือตามหลกั ธรรมหมวดอ่ืนๆ อาทิ สัปปุริสธรรม ๗ บุญกิริยา วตั ถุ ๑๐
อุบาสกธรรม ๗ เป็นตน้
๒.๑๔ พระพุทธศาสนากบั การพฒั นาแบบยง่ั ยนื
การพฒั นาแบบยง่ั ยืนเป็ นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีข้ึน เจริญข้ึน และเป็ นไปอย่าง
ยาวนาน ซ่ึงปัจจุบนั น้ีมีผใู้ หค้ วามสนใจในการพฒั นาแบบยงั่ ยืนมากข้ึน เนื่องจากมีบทเรียน อนั เกิด
จากการพฒั นาท่ีรวดเร็วโดยที่ไม่คานึงถึงการวางรากฐานท่ีมนั่ คงของการพฒั นา จึงเกิด ผลเสียหายต่อ
มนุษยชาติและมีปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาดา้ น สุขภาพจิต ปัญหามลภาวะ
เป็นพิษ ปัญหาภยั ธรรมชาติที่ร้ายแรงทาลายชีวติ ของผคู้ นและ ทรัพยส์ ินเป็นจานวนมาก
ปัจจุบันน้ีชาวไทยเร่ิมตระหนักถึงความจาเป็ นของการ
พฒั นาแบบยง่ั ยนื โดยนาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพยี งมาเป็นแนวทางในการ
ดาเนินชีวิตประจาวนั แต่อยา่ งไรก็ตาม การพฒั นาแบบ ยงั่ ยนื จะสาเร็จ
ไดผ้ ลดีน้นั พุทธศาสนิกชนควรนาหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาไป
เป็นแนวปฏิบตั ิ อยา่ งจริงจงั และสม่าเสมอ
พระพุทธศาสนาสอนให้รู้ว่ามนุษยเ์ ป็ นส่วนหน่ึงของธรรมชาติ จึงตอ้ งเขา้ ใจและ
ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่ทาลายสิ่งแวดลอ้ ม สามคั คีปรองดอง ละเวน้ จากตณั หา ลดความ
อยากโดยไม่มีที่สิ้นสุดโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปในทางท่ีผิด ละเวน้ การข่มเหง
ผอู้ ่ืน ไม่เอารัดเอาเปรียบผอู้ ่ืน ละทิฐิความเห็นผิดวา่ จะมีความสุขไดน้ ้นั จะตอ้ งมีรูป รส กลิ่น
เสียง และสมั ผสั มีความเมตตาต่อสรรพสัตวท์ ้งั หลาย และเขา้ ใจวา่ สรรพสตั วท์ ้งั หลายต่างเป็น
เพ่ือน ร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดว้ ยกนั ท้งั สิ้น และเราสามารถช่วยเหลือดว้ ยการใชป้ ัญญา
เพ่อื ละจากกิเลสตณั หา หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ถา้ ทุกคนไดร้ ู้จกั นาไปปฏิบตั ิยอ่ มก่อให้
เกิดการพฒั นาอยา่ งยง่ั ยนื และนามาซ่ึงประโยชน์
สุขแก่มวลมนุษย์
สรุปได้ว่า สังคมชมพูทวีปในสมัยก่อนพุทธกาล
แบ่งออกเป็ นวรรณะและมีคติความเชื่อหลากหลายแต่เมื่อ
พระพุทธศาสนาได้บังเกิดขึ้นประชาชนได้เร่ิมรู้หลักธรรม
ของพระพุทธ- ศาสนาอันมีทฤษฎีที่เป็ นสากลสามารถเป็ น
หลักหรือเป็ นแนวทางให้ทุกคนได้นาไปใช้ปฏิบัติได้ จริงทุก
ยุคสมัยทุกเหตุการณ์ ซ่ึงจะส่ งผลต่ อการอยู่ร่ วมกันในสั งคม
อย่างปกตสิ ุข
๒หน่วยการเรียนรู้ที่ พทุ ธประวตั แิ ละชาดก
เ รื่ อ ง ร า ว แ ล ะ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ที่ เ ก่ี ย ว กั บ
พระพุทธเจ้าที่เรียกกันว่า พุทธประวัติ ก็คือ
ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาที่เก่ียวข้ องกับ
ประวัติชีวิต ประวัติบุคคล เหตุการณ์ รวมท้ัง
สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม
และการศึกษาในสมยั พทุ ธกาล
การศึกษาพุทธประวัติจึงสามารถทา
ให้เข้าใจในสภาพสังคมสมัยพุทธกาล อันเป็ น
ปร ะโยช น์ อย่ าง ย่ิง ต่ อก าร วิเค รา ะห์ คาสอนใน
พระพุทธศาสนาและพุทธจริยวัตรที่ทรงปฏิบัติ
ต่อโลกได้เป็ นอย่างดี
๑.พุทธประวตั ิ
๑.๑ การตรัสรู้และการก่อต้ังพระพทุ ธศาสนา
๑) การตรัสรู้ หมายถึง การรู้แจง้ เห็นจริง
ในสัจธรรม อันได้แก่ ความจริ งอัน ประเสริ ฐ ๔
ประการ ซ่ึงประกอบดว้ ย ทุกข์ (ความจริงวา่ ดว้ ยความ
ทุกข)์ สมุทยั (ความ จริงว่าดว้ ยสาเหตุของความทุกข์)
นิโรธ (ความจริงว่าด้วยความดับทุกข์) และ มรรค
(ความจริงวา่ ดว้ ยวธิ ีปฏิบตั ิเพอ่ื ความพน้ ทุกข)์
ความทุกขอ์ นั ยงิ่ ใหญข่ องมนุษยใ์ นทศั นะของพระพทุ ธศาสนา คือ
เกดิ แก่ เจ็บ ตาย
อนั เป็นความทุกขท์ ่ีไม่สามารถหลีกพน้ ได้
ดว้ ยเหตุน้ี พระพุทธเจา้ จึงทรงสนพระทยั ที่จะแสวงหาทางออก คือ ใหห้ ลุดพน้ จากวงจรของความ
ทุกข์ ดงั น้นั เม่ือภายหลงั การเสด็จออกบวช พระพุทธองคจ์ ึงไดท้ รงศึกษาและทรงทดลอง ปฏิบตั ิดว้ ย
วิธีการต่างๆ จึงมีพระดาริว่าไม่ใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ จึงทรงหนั มาบาเพญ็ เพียรทางจิตจนส่งผลให้
เกิดพระปัญญารู้แจง้ ในความเป็นจริงและไดต้ รัสรู้เป็นพระพทุ ธเจา้ ในวนั เพญ็ ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๖ เม่ือ
พระชนมายุ ๓๕ พรรษา
๒) การก่อต้งั พระพทุ ธศาสนา ไดเ้ ร่ิมข้ึนโดยพระพทุ ธเจา้ เสด็จไปทรงแสดงธรรมเป็น
คร้ังแรกหรือท่ีเรียกว่า ปฐมเทศนา โปรดปัญจวคั คีย์ ณ ป่ าอิสิปตนมฤคทายวนั จนปัญจวคั คียไ์ ด้
บรรลุธรรมเป็นพระอรหนั ต์ จึงเป็นอนั วา่ การประกาศและการก่อต้งั พระพทุ ธศาสนาไดเ้ ร่ิมตน้ ข้ึน
ดว้ ยดีและไดเ้ กิดมีพระสงฆข์ ้ึนในพระพทุ ธศาสนาเป็นคร้ังแรก
๑.๒ วเิ คราะห์พระพุทธเจ้าในฐานะมนุษย์ผ้ฝู ึ กตนได้อย่างสูงสุด
๑) พระพุทธศาสนาเช่ือมั่นในศักยภาพของมนุษย์ โดยมองว่ามนุษยส์ ามารถพฒั นา
ตนเองได้ดว้ ยแนวทางที่ถูกตอ้ งและเหมาะสม ดว้ ยหลกั การน้ีพระพุทธศาสนาจึงกระตุน้ เตือนให้
มนุษยห์ นั มาใส่ใจในศกั ยภาพและการพฒั นาความดี ความรู้ และความสามารถที่มีอยใู่ นตนเอง เกิด
ความสานึกในการฝึกฝนและพฒั นาชีวติ ความเป็นอยู่ พฤติกรรม ภูมิธรรม และภมู ิปัญญาของตนเอง
๒) มนุษย์ประเสริฐสูงสุดได้ด้วยการฝึ ก เนกขมั มสถูป จดั เป็ นสังเวชนียสถานท่ี สร้างข้ึน ณ
มนุษยเ์ ป็ นสัตว์ที่ฝึ กได้และต้องฝึ ก ดังน้ัน ความ บริเวณอิสิปตนมฤคทายวนั อนั เป็ นสถานท่ีท่ีพระ
ประเสริฐของมนุษยจ์ ึงอยทู่ ี่การฝึกอบรมและพฒั นา
ตนเอง เช่นเดียวกับความเป็ นพระพุทธเจ้า ซ่ึงมี พุทธองคท์ รงแสดง ปฐมเทศนา เม่ือวนั ข้ึน ๑๕ ค่า
จุดเริ่ มต้นจากความเป็ นมนุษย์ แต่สิ่ งท่ีทาให้ เดือน ๘
พระพุทธเจ้าเป็ นมนุษย์ผู้ประเสริฐสุด คือ ความ
พยายามของพระพุทธเจ้าในการแก้ปัญหาให้แก่
ชาวโลกและปลดปล่อยชาวโลกให้เป็ นอิสระจาก
กิเลสอนั เป็ นสาเหตุของความทุกข์ การตรัสรู้ของ
พระพุทธเจา้ ยงั สอนวา่ การบรรลุผลท่ีดีงามน้นั มิใช่
จะกระทากันได้โดยง่าย แต่ต้องใช้ความเพียร
พยายามและสติ ปัญญาในการแสวงหา คน้ ควา้ และ
ทดลองวิธีการต่างๆ ดว้ ยความเด็ดเดี่ยว อดทน ไม่
ทอ้ ถอยต่อปัญหาและอุปสรรคท้งั มวล
๓) พระพุทธเจ้าเป็ นแบบอย่างของมนุษย์ผู้ใช้ความเพียรเพื่อดีงาม การตรัสรู้
คือ เครื่องหมาย แห่งความสาเร็จในความเพียรพยายามและการใช้สติปัญญาของ
พระพทุ ธเจา้ เนื่องจากการเกิดข้ึนของพระพุทธเจา้ ทาใหธ้ รรมปรากฏข้ึนบนโลกและส่อง
ทางให้แก่ชาวโลก แมว้ ่าการตรัสรู้ มิใช่จะกระทาไดโ้ ดยง่าย แต่ก็สาเร็จไดด้ ว้ ยความเพียร
พยายาม การใชส้ ติปัญญา และความอดทน
ดงั น้ันมนุษยจ์ ึงตอ้ งพฒั นาตน ท้งั ในด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญาอย่าง
ต่อเนื่อง จึงจะบรรลุเป้ าหมายของความเป็ นมนุษยท์ ี่เพียบพร้อมไปดว้ ยความดีงาม ผ่าน
กระบวนการฝึ กอบรมพฒั นาตนเองท่ีเรียกว่า การศึกษาเรียนรู้ ดงั ที่พระพุทธเจา้ ไดป้ ฏิบตั ิ
มาแลว้
๑.๓ วธิ ีการสอนของพระพุทธเจ้า
วิธีสอนของพระพุทธเจา้ มีหลากหลายวิธี ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม สาหรับประเด็น
เก่ียวกบั วธิ ีสอนของพระพทุ ธเจา้ ท่ีควรศึกษา คือ
๑) หลักพืน้ ฐานการสอน คุณลกั ษณะท่ีเรียกว่า หลักการสอนท่ีดี โดยทว่ั ไปมีอยู่ ๔
ประการ ไดแ้ ก่
สนั ทสั สนา หมายถึง การอธิบายใหเ้ ห็นชดั เจน แจ่มแจง้
สมาทปนา หมายถึง การจงู ใจใหอ้ ยากรับไปปฏิบตั ิ
สมุตเตชนา หมายถึง การทาใหก้ ลา้ หาญและมนั่ ใจวา่ จะทาให้ สาเร็จได้
สมั ปหงั สนา หมายถึง การทาใหเ้ บิกบาน ฟังไม่เบ่ือ
๒) วิธีการสอน พระพุทธองคท์ รงใชว้ ิธีการเทศน์หรือการสอนท่ีหลากหลาย แตกต่าง กนั ไป
ตามสถานการณ์ ชุมชน และผฟู้ ัง ซ่ึงวธิ ีการสอนท่ีพบไดบ้ ่อย คือ วธิ ีสอนดงั ต่อไปน้ี
๒.๑) วิธีสอนแบบธรรมสากัจฉาหรือวิธีสอนแบบสนทนา การสนทนาช่วยสร้าง
บรรยากาศของความใกลช้ ิด ความเป็ นกนั เองระหว่างพระพุทธองค์กบั ผูท้ ี่มาฟังธรรม ทาให้เกิด
ความกระตือรือร้นและความสนุกสนานในการฟัง ในขณะที่ผูฟ้ ังก็ไม่มีความรู้สึกว่าตนกาลงั เรียน
หรือกาลงั ถูกสอน แต่มีความรู้สึกวา่ กาลงั สนทนาปราศรัยอยกู่ บั พระพทุ ธเจา้ อยา่ งสนุกสนาน
๒.๒) วิธีสอนแบบบรรยาย พระพุทธเจา้ ทรงใช้วิธีน้ีในที่ประชุมใหญ่เพราะผู้
ท่ีมารอฟังธรรมส่วนใหญ่มีพ้ืนความรู้ ความเขา้ ใจ และความ ศรัทธาในพระพทุ ธศาสนาเป็นฐานอยู่
แลว้ การฟังธรรม จึงเป็ นการมาเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจย่ิงๆ ข้ึนไป และยงั เป็ นการมาเพื่อหา
ความสุขสงบทางใจ
๒.๓) วิธีสอนแบบตอบปัญหา
พระพุทธเจา้ ทรงสอนให้พิจารณาดูลกั ษณะของ
ปัญหาและเลือกวิธีตอบที่เหมาะสม ทรงจาแนก
ประเภทการตอบปัญหาไว้ ๔ ประการ ได้แก่
ปัญหาตายตวั ปัญหายอกยอ้ น ปัญหาแยกตอบ
ปัญหาไม่ตอบ