๓) พธิ ีถวายผ้าอาบนา้ ฝน ผา้ อาบน้าฝน คือ ผา้ สาหรับผลดั เปล่ียนอาบน้าของ
พระสงฆ์ โดย กาหนดเวลาการถวายผา้ อาบน้าฝนจะเริ่มต้งั แต่วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๗
จนถึงวนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๘ แต่ ส่วนมากนิยมถวายในวนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๘
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั จะเสดจ็ พระราช ๔) พิธีทอดกฐิน การทอดกฐินเป็ นประเพณี ที่นิยม
ดาเนินไปถวายผา้ พระกฐินตามพระอารามสาคญั
ทากนั ต้งั แต่วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๑๑ ไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ คาวา่
กฐิน แปลว่า กรอบไม้ หรื อสะดึงสาหรับขึงผา้ เย็บจีวรของ
พระภิกษุ การทอดกฐิน คือ การนาผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้า
พระสงฆอ์ ย่างนอ้ ย ๕ รูป แลว้ ใหพ้ ระสงฆร์ ูปหน่ึงที่ไดร้ ับเลือก
จากคณะสงฆ์โดยเอกฉันท์เป็ นผู้รับผ้ากฐิน พิธีทอดกฐินมี
ข้นั ตอนในการปฏิบตั ิ ดงั น้ี
๑. เจ้าภาพผู้มีจิตศรัทธาหากประสงค์ที่จะ
ทอดกฐินที่วดั ใด ตอ้ งไปกราบเรียนแสดงความจานงต่อเจา้ อาวาส
วดั น้นั และตกลงวนั เวลาท่ีแน่นอน
๒. เจา้ ภาพเตรียมเคร่ืองกฐินใหพ้ ร้อม
๓. เจา้ ภาพนาเครื่องกฐินไปถวายพระสงฆท์ ่ีวดั ตามวนั เวลาท่ีกาหนด เมื่อพระภิกษุสงฆ์ ประชุม
พร้อมกนั แลว้ เริ่มถวายผา้ กฐินดว้ ยการกล่าว “นโม...” ๓ จบ แลว้ กลา่ วคาถวายผา้ กฐิน
๔. เมื่อกล่าวคาถวายจบแลว้ พระสงฆร์ ับพร้อมกนั ว่า “สาธุ” เจา้ ภาพนาผา้ กฐินไปถวายพระสงฆ์
รูปท่ีจะรับครองกฐิน ต่อจากน้นั จะเป็นพิธีสงั ฆกรรมที่พระสงฆป์ ฏิบตั ิตามหลกั พระธรรมวนิ ยั ต่อไป
๓.๔ ศาสนพธิ ีทนี่ าพระพทุ ธศาสนาเข้าไปเกย่ี วเนื่อง
๑) การทาบุญเลยี้ งพระในงานมงคล มีข้นั ตอนในการปฏิบตั ิ ดงั น้ี
การเตรียมการ
๑. อาราธนาพระสงฆม์ าเจริญพระพทุ ธมนต์ นิยมเป็นจานวนคี่ เช่น ๕ รูป ๗ รูป หรือ ๙ รูป
๒. เตรียมที่ต้งั พระพทุ ธรูปพร้อมเครื่องบูชา
๓. ตกแต่งสถานท่ีบริเวณพิธี
๔. วงดา้ ยสายสิญจนโ์ ดยรอบอาคาร หรือวงท่ีฐานพระพทุ ธรูป แลว้ โยงมาที่ภาชนะสาหรับน้ามนตก์ ไ็ ด้
๕. อญั เชิญพระพทุ ธรูปมาต้งั บนที่บชู า
๖. ปลู าดอาสนะสาหรับพระสงฆ์
๗. เตรียมเคร่ืองรับรองพระสงฆต์ ามควรแก่ฐานะ
๘. ต้งั ภาชนะสาหรับทาน้ามนต์
การดาเนินพิธี
๑. เมื่อพระสงฆม์ าถึงแลว้ นิมนตพ์ ระสงฆน์ ง่ั บนอาสนะ แลว้ ประเคนเคร่ืองรับรอง
๒. เจา้ ภาพหรือผแู้ ทนจุดธูปเทียนท่ีโต๊ะหมู่บชู า แลว้ กราบเบญจางคประดิษฐ์
๓. อาราธนาศีลและรับศีล
๔. อาราธนาพระปริตร
๕. พระสงฆเ์ จริญพระพทุ ธมนต์
๖. ถวายภตั ตาหารแด่พระสงฆ์ เสร็จแลว้ ถวายเครื่องไทยธรรม
๗. พระสงฆอ์ นุโมทนา ขณะท่ีพระสงฆว์ า่ บท “ยถา...” ใหเ้ ร่ิมกรวดน้าใหเ้ สร็จก่อนจบบท พอพระสงฆ์
วา่ บท “สพฺพตี ิโย...” ใหน้ ง่ั ประนมมือรับพรตลอดไปจนจบ
๘. ๘. พระสงฆป์ ระพรมน้าพระพทุ ธมนต์ เป็นอนั เสร็จพธิ ี
๒) การทาบุญเลยี้ งพระในงานอวมงคล การทาบุญงานอวมงคล หมายถึง การทาบุญ เกี่ยวกบั
เร่ืองการตาย นิยมทากนั อยู่ ๒ อยา่ ง คือ การทาบุญหนา้ ศพ หรือที่เรียกกนั วา่ ทาบุญ ๗ วนั ๕๐ วนั หรือ
๑๐๐ วนั กบั การทาบุญอฐั ิ หรือการทาบุญในวนั คลา้ ยวนั ตายของผลู้ ่วงลบั
ในการทาบุญหนา้ ศพมีข้นั ตอนและการปฏิบตั ิเหมือนกบั การทาบุญเล้ียงพระในงาน มงคล
แต่มีขอ้ แตกต่างกนั คือ
การทาบุญงานอวมงคล
๑. การอาราธนาพระสงฆส์ วดพระพทุ ธมนต์ นิยมจานวน ๘ หรือ ๑๐ รูป แลว้ แต่กรณี แต่ตอ้ งเป็น
จานวนคู่ และการอาราธนาพระสงฆส์ าหรับทาบุญงานอวมงคลไม่ใชค้ าวา่ “ขออาราธนาเจริญพระ
พทุ ธมนต”์ เหมือนอยา่ งทาบุญงานมงคล แต่ใชค้ าวา่ “ขออาราธนาสวดพระพทุ ธมนต”์
๒. ไม่ตอ้ งวงดา้ ยสายสิญจน์ และไม่ตอ้ งต้งั ภาชนะสาหรับทาน้ามนต์
๓. เตรียมสายโยงหรือภษู าโยงต่อจากศพหรืออฐั ิไวเ้ พ่ือใชบ้ งั สุกลุ
๔. เม่ือพระสงฆม์ าถึงตามกาหนดเวลา มีขอ้ พงึ ปฏิบตั ิพเิ ศษ คือ มีการจุดธูปเทียนที่โต๊ะหม่บู ูชากบั การ
จุดธูปเทียนที่หนา้ ศพ
๕. วนั เล้ียงพระมีการปฏิบตั ิเช่นเดียวกบั งานมงคล เพียงแต่หลงั จากพระสงฆฉ์ นั ทเ์ สร็จแลว้ นิยมใหม้ ี
การบงั สุกลุ แลว้ จึงถวายไทยธรรม เม่ือพระสงฆอ์ นุโมทนา จึงกรวดน้าอุทิศส่วนกศุ ลต่อไป
๓.๕ บทสวดมนต์ของนักเรียน
นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งส่งเสริมใหน้ กั เรียนเป็นผมู้ ีศีลธรรมประจาใจ มี นิสยั ที่ดี
งาม จึงได้กาหนดให้นักเรียนสวดมนต์ไหวพ้ ระหลงั จากเชิญธงชาติข้ึนสู่ยอดเสาตอนเช้า ก่อนเข้า
หอ้ งเรียนและก่อนเลิกเรียนในวนั สุดสปั ดาห์ ซ่ึงบทสวดมนตไ์ หวพ้ ระของนกั เรียน มีดงั น้ี
บทสวดมนตไ์ หวพ้ ระประจาวนั ทุกเชา้ หลงั เคารพธงชาติ
ผนู้ านกั เรียนจะนาสวดมนต์ บท “อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา” จนจบถึงบท “สุปะฏิปัน
โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ สงั ฆงั นะมามิ”
บทสวดมนตไ์ หวพ้ ระก่อนเลิกเรียนในวนั สุดสปั ดาห์
บทนมัสการพระรัตนตรัย ข้ึนตน้ ดว้ ย “นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต
สมั มาสัมพทุ ธสั สะ” วา่ ๓ คร้ัง
บทพระพทุ ธคุณ ข้ึนตน้ ดว้ ย “อิติปิ โส ภะคะวา” ไปจนจบถึง “พทุ โธ ภะ
คะวาติ”
คานมสั การพระพทุ ธคุณ ข้ึนตน้ ดว้ ย “องคใ์ ดพระสมั พทุ ธวสิ ุทธสันดาน” จนถึง
“ญภาพน้นั นิรันดร”
บทพระธรรมคุณ ข้ึนตน้ ดว้ ย “สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม” จนถึง
“ปัจจตั ตงั เวทิตพั โพ วญิ ญูหี(ฮี)ติ”
บทสวดมนตไ์ หวพ้ ระก่อนเลิกเรียนในวนั สุดสปั ดาห์(ต่อ)
คานมสั การพระธรรมคุณ ข้ึนตน้ ดว้ ย “ธรรมะคือคุณากร” จนถึง “ดว้ ยจิตและกาย
วาจา”
บทพระสงั ฆคุณ ข้ึนตน้ ดว้ ย “สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ”
จนถึง “อะนุตตะรัง ปุญญกั เขตตงั โลกสั สาติ”
คานมสั การพระสงั ฆคุณ ข้ึนตน้ ดว้ ย “สงฆใ์ ดสาวกศาสดา รับปฏิบตั ิมา” จนถึง
“จงช่วยขจดั โพยภยั อนั ตรายใดใด จงดบั และ
กลบั เส่ือมสูญ”
๓.๖ พธิ ีบรรพชาอุปสมบท
การบรรพชา
หมายถึง การบวชเป็ นเณร เป็ นการลาจากชีวิตฆราวาส
แลว้ หันมาดาเนินชีวิตแบบสันโดษตามหลกั อริยมรรคมีองค์ ๘
เพื่อบรรลุถึงความหลุดพน้ จากกิเลสอนั เป็ นจุดหมาย ปลายทาง
ของชีวติ
คุณสมบตั ิของผทู้ ่ีจะบรรพชา
๑. เป็นชาย มีอายไุ ม่ต่ากวา่ ๗ ปี บริบูรณ์
๒. ไม่เป็นโรคติดต่อ โรคร้ายแรง หรือโรคที่สงั คมรังเกียจ
๓. เป็นผทู้ ่ีมีอวยั วะครบถว้ นสมบรู ณ์
๔. ไม่เป็นผตู้ อ้ งหา้ มตามพระวนิ ยั
การอุปสมบท
หมายถึง การบวชเป็นพระดว้ ยวธิ ีญตั ติจตุตถกรรมวาจา อุปสัมปทา คือ การอุปสมบทโดยสงฆ์
สวดประกาศและ ยอมรับเขา้ หมู่ในท่ีประชุมสงฆ์
คุณสมบตั ิของผทู้ ่ีจะอุปสมบท
๑. เป็นชาย มีอายคุ รบ ๒๐ ปี บริบรู ณ์
๒. ไม่เป็นบุคคลท่ีหา้ มบวช
๓. ไม่เป็นโรคติดต่อ มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่ทุพพลภาพ
๔. ไม่ตอ้ งโทษแผน่ ดิน
๕. ไดร้ ับอนุญาตจากบิดามารดา
๖. ถา้ เป็นขา้ ราชการตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากตน้ สงั กดั
๗. มีคุณสมบตั ิตามการปกครองของคณะสงฆ์
ประโยชน์ของการบรรพชา
๑. เยาวชนไดร้ ับการอบรมเกี่ยวกบั หลกั ธรรมเพอ่ื เป็นแนวทางการปฏิบตั ิตน เป็น
การกล่อมเกลา จิตใจใหอ้ ยใู่ นศีลธรรม รู้จกั ผดิ ชอบชวั่ ดี รู้จกั ยบั ย้งั จิตใจ
๒. เยาวชนไดร้ ับการฝึกอบรมกิริยามารยาทท้งั ทางกาย วาจา และใจ ใหส้ ารวม
เรียบร้อย
๓. เยาวชนรู้จกั ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์อยา่ ง คุม้ ค่า
๔. เป็นการสืบทอดประเพณีทางพระพทุ ธศาสนา
ประโยชน์ของการอุปสมบท
๑. ประโยชน์ต่อตนเอง ทาใหไ้ ดเ้ รียนรู้พระธรรมวนิ ยั ปฏิบตั ิธรรม และฝึกสมาธิ
วปิ ัสสนา ส่งผล ใหเ้ ป็นผมู้ ีความสารวมกาย วาจา และใจ อยใู่ น วนิ ยั สามารถนา
ธรรมะไปใชป้ ฏิบตั ิท้งั ใน ระหวา่ งท่ีบวชหรือลาสิกขาแลว้
๒. ประโยชน์ต่อสงั คม พระสงฆเ์ ป็นผชู้ ้ีแนะแนวทาง การปฏิบตั ิตนอยา่ งถูกตอ้ งและ
เหมาะสมใหแ้ ก่ พทุ ธศาสนิกชนและมีส่วนในการช่วยเหลือ ประชาชนท่ีเดือดร้อน
เนื่องจากประสบภยั พบิ ตั ิ ต่าง ๆ
๓. ประโยชนต์ ่อพระพทุ ธศาสนา การอุปสมบท เป็นภิกษเุ ป็นการสืบทอด
พระพทุ ธศาสนา นา พระธรรมคาสอนของพระพทุ ธเจา้ ไปเผยแผแ่ ก่ ประชาชน
ทวั่ ไป เพื่อใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนเขา้ ใจ และปฏิบตั ิตาม อนั จะส่งผลต่อความมน่ั คงของ
ศาสนาสืบไป
วันสาคัญทางพระพุทธศาสนาและพุทธศาสนพิธีมีอยู่มากมายซ่ึงเป็ น
โอกาสอนั ดที พี่ ุทธศาสนิกชนจะได้น้อมนาจิตใจให้ระลกึ ถึงพระรัตนตรัยท้งั ยงั ได้ศึกษา
หลักธรรมที่แฝงอยู่ในความหมายของวันสาคัญต่างๆ และยังทาให้รู้จักการทาบุญกุศล
ในพธิ ีต่างๆนอกจากนีก้ ารเข้าร่วมพธิ ีกรรมในวนั สาคัญต่างๆ และศาสนพธิ ียังช่วยสร้าง
ความมน่ั คงให้แก่พระพุทธศาสนามากยงิ่ ขนึ้
พรตะอนธท่ีร๒รม
หลกั ธรรม นบั เป็นหวั ใจของศาสนาพระพทุ ธเจา้ ทรงคน้ พบหลกั ธรรมซ่ึง
เป็นหลกั ความจริงอนั ประเสริฐ แลว้ ทรงนามาสั่งสอนสรรพสัตวท์ ้งั หลายเพื่อใหเ้ กิด
ความสงบสุขข้ึนในโลก ดังน้ันการศึกษาหลักธรรม จึงเป็ นสิ่งสาคัญสาหรับ
พทุ ธศาสนิกชน เพ่ือที่จะไดน้ าไปเป็นหลกั การปฏิบตั ิตนในการดาเนินชีวติ ไดอ้ ยา่ งมี
ความสุข ซ่ึงเม่ือทุกคนปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรมอย่างเคร่งครัดก็จะส่งผลต่อความ
สงบเรียบร้อยของสงั คมและประเทศชาติพระธรรม
๔หน่วยการเรียนรู้ที่ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
เป็นหลกั คาสอนของพระสมั มาสัมพุทธเจา้ ซ่ึง
ตรัสรู้ ไดด้ ว้ ยพระองค์เองแลว้ ทรงนามาเผย
แผ่และสั่งสอนเพื่อให้สรรพสัตว์ท้ังหลาย
หลุดพน้ จากความทุกข์ การศึกษาหลกั ธรรม
เ ป็ นสิ่ ง สา คัญส าหรั บ พุทธ ศาส นิ กช น
เพราะจะได้เข้าใจและปฏิบตั ิตน
ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาได้ อย่าง
ถูกตอ้ งเหมาะสม ซ่ึงจะก่อให้เกิดประโยชน์
แ ล ะ ค ว า ม ส ง บ สุ ข ท้ ัง แ ก่ ต น เ อ ง แ ล ะ ผู้อื่ น
๑. พระรัตนตรัย
พระรัตนตรัย หมายถึง แกว้ อนั ประเสริฐ ๓ ประการ ไดแ้ ก่ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และ
สังฆรัตนะ ที่เรียกวา่ รัตนะ เพราะวา่ เป็นสิ่งที่ประเสริฐมีค่าและหาไดย้ าก เทียบดว้ ยดวงแกว้ มณี พระ
รัตนตรัยจดั เป็นองคป์ ระกอบที่สาคญั และเป็นมงคลสูงสุดของพระพทุ ธศาสนา เนื่องจากวา่ เป็นแหล่ง
รวมแห่งความดีงามท้งั ปวง ดงั น้นั ในการ
สวดมนต์ หรือปฏิบตั ิศาสนพิธีต่างๆ จึง
เร่ิ มต้นด้วยการบูชาพระรั ตนตรัย ก่ อน
เพอื่ ความเป็นสิริมงคล
๑.๑ ความหมายของพระรัตนตรัย
พระรัตนตรัยแต่ละดวง มีความหมายดงั ต่อไปน้ี
พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ เป็ นความจริ งที่ มี อยู่โดย กลุ่มชนท่ีเล่ือมใสในคาสอน
ซ่ึงทรงค้นพบสัจธรรมด้วย ธรรมชาติ เม่ือพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าแล้วออก
พระองคเ์ องแลว้ ทรงประกาศ ทรงคน้ พบแลว้ จึงทรงนามา บวช มีหน้าที่ศึกษา ปฏิบัติ
สง่ั สอนสรรพสตั วเ์ พ่ือช่วยให้ สง่ั สอนแก่สรรพสตั ว์ ตามและเผยแผห่ ลกั ธรรมทาง
หลุดพน้ จากความทุกข์ พระพทุ ธศาสนา
๑.๒ คุณของพระรัตนตรัย
คุณของพระรัตนตรัยมีหลายประการ จาแนกไดด้ งั น้ี
พระพทุ ธคุณ
พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ
พระปัญญาของพระพทุ ธองค์ ความบริ สุ ทธ์ ิ หมดจดปราศ- พระกรุ ณาท่ี ทรงมี ต่ อสรรพ
ผ่านการพัฒนาจนสามารถ จากกิเลส เป็นความบริสุทธ์ิที่ สั ต ว์ท้ ัง ห ล า ย ด้ว ย ท ร ง ช่ ว ย
ดับกิเลสได้ และสามารถ เป็ นผลสื บเนื่องมาจากปัญญา เหลือให้ค้นพบและรอดพน้
ช้ี แ นว ท า ง ให้ส รร พ สัต ว์ ท่ีทาให้จิ ตใจต่ืนจากการ จากความทุกข์
ท้งั หลาย พน้ ทุกขไ์ ดจ้ ริง หลบั ใหลไปตามกระแสของ
กิเลส
อรห พระพุทธคุณ ๙ ประการ
สมฺมาสมฺพทุ ฺโธ
วชิ ฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็ นพระอรหันต์ คือ พระพุทธองค์ทรงเป็ นผูบ้ ริสุทธ์ิ ไกลจากกิเลส
เป็นผคู้ วรแนะนา สงั่ สอนผอู้ ื่น และเป็นผทู้ ี่ควรไดร้ ับความเคารพบชู า
สุคโต
เป็ นผ้ตู รัสรู้เองโดยชอบ
เป็ นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือ เป็ นผถู้ ึงพร้อมดว้ ยวิชชา คือ
ความรู้ และ จรณะ คือ ความประพฤติ
เป็ นผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดาเนินพระพุทธจริยาให้เป็ นไปโดย
สาเร็จผลด้วยดี พระองค์เองก็ได้ตรัสรู้สาเร็จเป็ นพระพุทธเจ้า
ทรงบาเพญ็ พุทธกิจก็สาเร็จประโยชน์ย่ิงใหญ่แก่ชนท้งั หลาย ในที่ที่
เสด็จไปและแมป้ รินิพพานแลว้ ก็ไดป้ ระดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้
เป็นประโยชนแ์ ก่มหาชนสืบมา
โลกวทิ ู พระพทุ ธคุณ ๙ ประการ (ต่อ)
อนุตฺตโร เป็ นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอนั เป็ นธรรมดาของโลก คือ
ปุริสฺสธมฺมสารถิ สังขารท้งั หลาย ทรงหยง่ั ทราบอธั ยาศยั สันดานแห่งสตั วโ์ ลกท้งั ปวงผู้
เป็นไปตามอานาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุใหท้ รงดาเนิน
พระองค์เป็ นอิสระ พน้ จากอานาจครอบงาแห่งคติธรรมดาน้ัน และ
ทรงเป็นท่ีพ่ึงแห่งสตั วท์ ้งั หลาย ผยู้ งั จมอยใู่ นกระแสโลกได้
เป็ นสารถฝี ึ กบุรุษทฝี่ ึ กได้ ไม่มใี ครยงิ่ ไปกว่า คือ ทรงเป็นผฝู้ ึกคนไดด้ ี
เยย่ี ม ไม่มีผใู้ ดเทียมเท่า
สตถฺา เทวมนสุสฺาน เป็ นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทง้ั หลาย
พระพุทธคุณ ๙ ประการ (ต่อ)
เป็ นผ้ตู ่ืนและเบกิ บานแล้ว คือ ทรงต่ืนเองจากความเชื่อถือขอ้ ปฏิบตั ิ
ท้งั หลายที่ถือกนั มาผดิ ๆ และทรงปลุกผอู้ ื่นใหพ้ น้ จากความหลงงม
งาย อน่ึง เพราะไม่ติด ไม่หลง ไม่ห่วงกงั วลในสิ่งใดๆ ไม่มีการ
พุทฺโธ คานึงถึงประโยชนส์ ่วนตน เป็นตน้ จึงมีพระทยั เบิกบาน บาเพญ็
พทุ ธกิจไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งบริบูรณ์ โดยถือธรรมเป็นประมาณ การที่
ทรงพระคุณสมบรู ณ์เช่นน้ีและทรงบาเพญ็ พทุ ธกิจไดเ้ รียบร้อย
สมบรู ณ์เช่นน้ี ยอ่ มอาศยั เหตุคือความเป็นผอู้ ่ืนและยอ่ มใหเ้ กิดผล
คือ ทาใหท้ รงเบิกบาน
ภควาติ ทรงเป็ นผ้มู โี ชค คือ จะทรงทาการใด กล็ ุล่วงปลอดภยั ทุกประการ หรือ
เป็นผจู้ าแนกแจกธรรม
พระธรรมคุณ
สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ธรรมที่พระพทุ ธเจา้ ตรัสไวถ้ ูกตอ้ งแลว้ ผศู้ ึกษาอธิบายขยายความ หรือ
ธรรมทพ่ี ระพุทธเจ้าตรัสไว้ พูดให้ตรงตามที่พระพุทธเจา้ ทรงส่ังสอนและปฏิบตั ิตาม จึงสามารถ
ดบั ทกุ ขไ์ ด้
ดแี ล้ว
สนฺทฏิ ฺ ฐิโก บุคคลผู้ปฏบิ ตั ิ ธรรมที่พระพทุ ธองคท์ รงสอน สามารถตรองใหเ้ ห็นจริงได้ และหาก
จะเห็นได้ด้วยตนเอง ใครปฏิบตั ิตาม จะเห็นผลไดเ้ อง
อกาลโิ ก ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ลา้ สมยั ธรรมเป็ นความจริง จึงไม่ต้อง
ไม่ประกอบด้วยกาล แกไ้ ขเปล่ียนแปลงไปตามสมยั หรือความ ชอบใจของใคร ไม่วา่ เวลาจะ
ล่วงไปสกั เพียงใด
คอื ไม่ล้าสมยั
พระธรรมคุณ (ต่อ)
เอหิปสฺสิโก เม่ือธรรมเป็นความจริงและทนั สมยั อยเู่ สมอ กค็ วรเปิ ดเผยแก่ชนทุกช้นั
ควรเรียกให้มาดู เพ่อื ใหไ้ ดเ้ ห็นความดีงามแห่งพระธรรม
โอปนยโิ ก เม่ือควรเรียกให้มาดูแลว้ ก็ควรนามาประพฤติปฏิบตั ิ เพื่อให้เกิดผล
ควรน้อมเข้ามาในตน อยา่ งแทจ้ ริง
ปจฺจตฺต เวทติ พฺโพ วญิ ฺญหู ีติ เม่ือปฏิบตั ิถูกตอ้ งตามหลกั ธรรมแลว้ ยอ่ มไดร้ ับผลเป็ นการรู้แจง้ ดว้ ย
อนั ผรู้ ู้พึงทราบเฉพาะตน ตนเองของผูป้ ฏิบตั ิและจะไม่เกิดความลงั เลสงสัยในผลท่ีปรากฏอีก
ต่อไป
พระสังฆคุณ
สุปฏิปนฺโน ปฏิบตั ิถกู ตอ้ งตามพระธรรม
เป็นผ้ปู ฏิบัติดี
อุชุปฏิปนฺโน ปฏิบตั ิตรงตามพระธรรม
เป็นผ้ปู ฏิบตั ิตรง
ญายปฏิปนฺโน มุ่งธรรมเป็นใหญ่ ไม่ปฏิบตั ิ เพราะลาภสกั การะ
เป็นผ้ปู ฏิบัติธรรม
สามีจิปฏิปนฺโน ควรแก่การเคารพหรือเป็นผปู้ ฏิบตั ิสมควรแก่ธรรม
เป็นผ้ปู ฏิบตั ิสมควร เพราะมีคุณธรรมสูง
อาหุเนยฺโย
เป็นผ้คู วรรับการคานับ
พระสังฆคุณ (ต่อ)
ปาหุเนยฺโย เพราะเป็นผมู้ าดีไปดี ไม่มีภยั แก่ใคร
เป็นผคู้ วรรับของตอ้ นรับ
ทกั ขิเณยฺโย เพราะเป็นผบู้ ริสุทธ์ิ ทาทกั ษิณาทานของทายกใหม้ ีผลไพศาล
เป็นผคู้ วรแก่ทกั ษิณาทาน
อญฺชลีกรณีโย เพราะมีความพอดี
เป็นผคู้ วรแก่การกราบไหว้
อนุตฺตร ปุปุญฺญกเขตฺต เป็นเน้ือนาบุญอนั ยอดเยย่ี มของชาวโลก
โลกสฺสาติ
เป็ นบุญเขต
๒. อริยสัจ ๔
อริยสัจ คือ หลกั ความจริงท่ีเป็ นธรรมชาติของชีวิต เป็ นหลกั การที่แสดงความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งเหตุและผล มี ๔ ประการ ไดแ้ ก่
๒.๑ ทุกข์ : ความจริงทค่ี วรกาหนดรู้
ทุกข์ หมายถึง ความจริงวา่ ดว้ ยความทุกข์ หรือปัญหา มนุษยท์ ุกคนลว้ นมีทุกข์ หรือปัญหา
หลกั อยู่ ๒ ประการ คือ ปัญหาทางกายและปัญหาทางใจ ซ่ึงเป็ นปัญหาที่สามารถเกิดข้ึนกบั ใครก็ได้
โดยไม่มีขอ้ จากดั เรื่องเวลาและสถานที่ ดงั น้นั มนุษยจ์ ึงตอ้ งไม่ประมาทและเตรียมพร้อมเพ่ือเผชิญกบั
ความทุกข์
ความจริงว่าดว้ ยความทุกข์หรือปัญหามีหลายประการ แต่ที่ควรรู้และทาความเขา้ ใจใน
เบ้ืองตน้ คือ
๑.) ขนั ธ์ ๕ เป็นองคป์ ระกอบหลกั ของชีวติ มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่
๑.๑) รูป ได้แก่ ส่วนที่เป็ นร่างกายและพฤติกรรมหรือส่วนที่เป็ นวตั ถุอนั เป็ น
ผลรวม ของธาตุด้งั เดิม เรียกวา่ ธาตุ ๔ ไดแ้ ก่ ธาตุดนิ คือ ส่วนประกอบที่เป็นของแขง็ ธาตุน้า คือ
ส่วนประกอบที่เป็ นของเหลว ธาตุไฟ คือ ส่วนประกอบท่ีเป็ นความร้อน และ ธาตุลม คือ
ส่วนประกอบท่ีสน่ั ไหวเคลื่อนที่
๑.๒) เวทนา ไดแ้ ก่ ความรู้สึกที่เกิดข้ึนจากการรับรู้ส่ิงต่างๆ มี ๓ ประการ ไดแ้ ก่
สุขเวทนา (ความรู้สึกดีหรือสบายใจ) ทุกขเวทนา (ความรู้สึกไม่ดีหรือไม่สบายใจ) และ อุเบกขา
เวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ หรือกลางๆ)
๑.๓) สัญญา ไดแ้ ก่ การจาหรือสามารถแยกแยะออกไดว้ า่ อะไรเป็นอะไร
๑.๔) สังขาร ได้แก่ สิ่งที่ปรุงแต่งจิตหรือกระตุ้นให้มนุษย์กระทาการอันเป็ น
ข้นั ตอนท่ีก่อใหเ้ กิดพฤติกรรมท้งั ดา้ นบวกและดา้ นลบ
๑.๕) วญิ ญาณ ไดแ้ ก่ การรับรู้ ๖ ทาง คือ การรับรู้จากการเห็นดว้ ยตา การไดย้ นิ
ด้วยหู การได้กล่ินด้วยจมูก การลิ้มรสด้วยลิ้น การสัมผสั ด้วยกาย และการคิดด้วยใจ
องค์ประกอบของชีวิตท่ีเรียกว่า ขนั ธ์ ๕ น้ี แบ่งเป็ นสองส่วน คือ ส่วนท่ีเป็ น รูป หมายถึง
ร่างกายต้งั แต่ผมจรดเทา้ รวมท้งั ส่ิงท่ีไม่อาจมองเห็นไดด้ ว้ ยตาแต่อาศยั อย่กู บั รูป เช่น ลม
หายใจ เสียง กลิ่น และส่วนท่ีเป็น นาม หมายถึง วญิ ญาณธาตุหรืออาจเรียกวา่ จิตใจ กไ็ ด้
๒) โลกธรรม ๘ หมายถึง ธรรมดาของโลกหรือส่ิงที่มีอยู่ประจาโลก และเป็ นสิ่งที่มีผล
กระทบต่อความรู้สึกและการรับรู้ของมนุษยท์ ้งั ในดา้ นบวกและลบ มี ๔ คู่ หรือ ๘ ประการ
ไดแ้ ก่
๒.๑) ได้ลาภ-เส่ือมลาภ ลาภ หมายถึง ทรัพยส์ ินเงินทอง หรือผลประโยชน์ท่ีเกิดข้ึน
การไดล้ าภจึงเป็ นการได้มาซ่ึงส่ิงอนั พึงพอใจ ใครตอ้ งการสิ่งใด เมื่อได้สิ่งน้ันก็จดั ว่าเป็ นลาภ
๒.๒) ได้ยศ-เส่ือมยศ เป็นอีกส่ิงหน่ึงท่ีตกอยภู่ ายใตก้ ฎธรรมดา คือ มีเกิด มีดบั ผทู้ ่ี
มี ยศตาแหน่งสูงในวนั น้ี อาจกลายเป็นผูไ้ ร้ยศในวนั หนา้ และผูท้ ี่เราอาจมองวา่ เป็นคนต่าตอ้ ยใน
วนั น้ี อาจมียศศกั ด์ิในวนั หนา้ ดงั น้นั จึงควรยอมรับความจริงวา่ ส่ิงเหล่าน้ีลว้ นเป็นธรรมดาของโลก
ไม่เห่อเหิมจนเกินตวั และไม่เดือดร้อนวนุ่ วายจนเกินไปเม่ือคราวไดย้ ศ หรือเสื่อมยศ
๒.๓) การสรรเสริญ-การนินทา การสรรเสริญนามาซ่ึงความพอใจของผไู้ ดร้ ับ ส่วน
การนินทาไม่เป็นที่ชอบใจของใคร อยา่ งไรก็ตาม การสรรเสริญและนินทาเป็นส่ิงธรรมดาที่ทุกคน
ตอ้ งประสบ ดงั น้นั จึงควรมีสติคอยตกั เตือนตนไม่ใหห้ ลงระเริงในคายกยอ่ งสรรเสริญและชอกช้า
ใจเม่ือมีใครนินทา
๒.๔) สุข-ทุกข์ การดารงชีวิตตอ้ งประสบกบั ความสุขและความทุกข์ ต่างกนั แต่ว่า
ปริมาณจะมากหรือน้อย และใครจะไดร้ ับในเวลาใด ดงั น้นั เมื่อมีความสุขจึงควรตระหนกั ว่าหาก
หมดความสุขแลว้ ความทุกขก์ ็จะตามมา และเม่ืออยใู่ นความทุกขก์ ็ควรปลอบใจตนเองวา่ หลงั จาก
มีความทุกข์ ความสุขกอ็ าจรออยเู่ บ้ืองหนา้
๓) จิตและเจตสิก ในทางธรรมอธิบายวา่ จิต คือ ธรรมชาติท่ีสร้างสรรคส์ ่ิงต่างๆใหส้ าเร็จ
ไดด้ ว้ ยการคิด และทาหนา้ ที่เกบ็ สงั่ สมส่ิงท่ีคิดน้นั ไว้ จิตมีธรรมชาติต่างๆ ดงั น้ี
๓.๑) ไปได้ไกล หมายความวา่ จิตสามารถท่ีจะออกไปรับอารมณ์และคิดไปไดไ้ กล เช่น
ในขณะท่ีนกั เรียนเรียนหนงั สือ แต่จิตไดค้ ิดล่องลอยไปในที่ต่างๆ เป็นตน้
๓.๒) เที่ยวไปดวงเดียว แมจ้ ิตสามารถคิดอะไรไดม้ ากมาย แต่ไม่สามารถคิดพร้อม
กนั ไดห้ ลายอยา่ ง แต่จิตมีสภาพคล่อง ว่องไว ความเร็วของจิตจึงทาให้เรารู้สึกว่าสามารถรับรู้ หลาย
อยา่ งไดพ้ ร้อมกนั
๓.๓) ไม่มีสรีระ หมายความว่า จิตเป็ นส่ิงไม่มีตวั ตน เป็ นธรรมชาติท่ีละเอียด จึงไม่
สามารถกาหนดขนาดและปริมาณไดด้ ว้ ยเคร่ืองมือที่เป็นวตั ถุ จิตจึงเป็นนามธรรม
๓.๔) มีถ้าเป็ นท่ีอาศัย หมายความว่า ร่างกาย คือ ถ้า เป็ นที่อาศยั ของจิต เนื่องจาก
ร่างกายมีลกั ษณะเหมือนถ้า มีโพรงขา้ งใน มีช่องทางเป็นประตูเขา้ ออก ไดแ้ ก่ ทวารท้งั ๙ คือ ช่องตา
๒ ช่องหู ๒ ช่องจมูก ๒ ช่องปาก ๑ ช่องทวารหนกั ๑ และช่องทวารเบา ๑ โดยมีกระดูก เป็นโครงและ
มีเสน้ เอน็ เป็นเครื่องยดึ โยงเขา้ หากนั
เจตสิก หมายถึง สิ่งที่มีในจิตและมีความเป็ นไปเนื่องดว้ ยจิต มี ๔ ลกั ษณะ
คือ เกิด พร้อมกบั จิต ดบั พร้อมกบั จิต มีอารมณ์เป็นอนั เดียวกบั จิต และอาศยั วตั ถุ
เดียวกับจิต เมื่อเจตสิกชนิดใดเกิดข้ึน จะทาให้จิตมีลักษณะเป็ นอย่างน้ัน
เช่น ความโกรธ เม่ือเขา้ ประกอบกบั จิต ก็ ทาให้จิตมีอาการขดั เคือง เคียดแคน้
พลุ่งพล่านเหมือนน้าเดือด เป็นตน้
๒.๒ สมุทยั : ความจริงทีค่ วรละ
สมุทยั คือ ความจริงวา่ ดว้ ยเหตุเกิดแห่งทุกข์ การเรียนรู้เร่ืองสมุทยั เพื่อจะไดห้ าหนทาง ละ
หรือบรรเทาเหตุแห่งทุกขห์ รือปัญหาในชีวติ ใหเ้ บาบางลงหรือทาลายใหห้ มดสิ้นไปในที่สุด
ความจริงวา่ ดว้ ยเหตุเกิดแห่งทุกขห์ รือปัญหามีหลายประการ แต่ท่ีควรรู้และทาความ เขา้ ใจ
ในเบ้ืองตน้ คือ
๑) หลักกรรม พระพุทธศาสนาเชื่อว่ากรรม หรือการกระทาเป็ นส่ิงที่ก่อให้เกิดผล แต่
การ กระทาที่ทา หรือเกิดข้ึนโดยไม่มีเจตนา ไม่จดั ว่าเป็นกรรม เป็นเพียงกิริยา ไม่ก่อใหเ้ กิดผลทาง
ศีลธรรม คือ ไม่ดี ไม่ชว่ั แก่ผกู้ ระทา ท้งั น้ีไม่รวมถึงการกระทาที่เกิดจากความประมาทอนั เป็นการ
กระทาท่ีขาดการใช้สติพิจารณาอย่างรอบคอบและส่งผลเสียหายแก่บุคคลอื่น โดยทว่ั ไปกรรม
แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ไดด้ งั น้ี
กรรมแบ่งตามพฤติกรรม
กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม
การกระทาทางกาย เช่น การ การกระทาทางวาจา เช่น การ การกระทาทางใจ เช่น การ
ฆ่า การเบียดเบียน การทาบุญ ด่า การยยุ ง การนินทา การยก อาฆาต การพยาบาท การมอง
กศุ ล การใหท้ าน เป็นตน้ ยอ่ ง สรรเสริญคุณความดีคน คนอื่น ในแง่ร้าย การคิด
อื่น เป็นตน้ รักษาศีล การะลึกนึกถึงความ
ดี เป็นตน้
กรรมแบ่งตามเจตนา
กศุ ลกรรม อกศุ ลกรรม อพั ยากตกรรม
กรรมดี เป็ นการกระทาท่ีเกิด กรรมชว่ั หรือกรรมไม่ดี เป็ น กรรมกลางๆ เป็ นการกระทา
จาก กศุ ลเจตนาหรือเจตนาดี การกระทาที่เกิดจากอกุศล ที่ ไม่สามารถจดั ได้ว่าดีหรือ
เจตนาหรือเจตนาชว่ั ชว่ั เช่น โทรศพั ทม์ ือถือเพ่ือน
วางอยู่ เห็นว่าสวยงาม ถูกตา
ถูกใจและหยิบ ข้ึนมาดูจัด
เป็นกรรมกลางๆ แต่ ถา้ ดูแลว้
อยากได้ด้วย มีเจตนาท่ีจะ
ขโมย จัดเป็ นอกุศลกรรม
เป็ นตน้
๒) กรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติว่าดว้ ยการกระทาหรือกฎแห่งกรรม อนั เป็นกฎสากล โดยมีหลกั
ทวั่ ไปว่า ใครทาดีย่อมไดร้ ับผลเป็นความดี ใครทาชวั่ ยอ่ มไดร้ ับผลเป็นความชวั่ ไม่มีขอ้ จากดั และขอ้ ยกเวน้ ว่า
เม่ือทาส่ิงใดลงไปแลว้ จะไม่ไดร้ ับผลหรือไดร้ ับผลที่แตกต่างไปจากเหตุแห่งการกระทา พระพุทธศาสนา
จดั แบ่งกรรมออกเป็น ๓ กลมุ่ เรียกวา่ กรรม ๑๒ มีสาระสาคญั โดยสรุป ดงั น้ี
๒.๑) กรรมจดั ตามหน้าท่กี ารให้ผล
(๑) ชนกกรรม คือ กรรมนาไปเกิด หมายถึง กรรมที่นาบุคคลที่ตายแลว้ ไปเกิด ตาม
ลกั ษณะของกรรม กล่าวคือ ถา้ ชนกกรรม เป็ นกรรมชว่ั ก็นาไปเกิดในทุคติหรือสถานท่ีที่ไม่ดี หากชนกกรรม
เป็นกรรมดีกจ็ ะนาไปเกิดในสุคติ เม่ือนาไปเกิดแลว้ ชนกกรรมกห็ มดหนา้ ที่
(๒) อุปัตถัมภกกรรม คือ กรรม
อุปถัมภ์ หรือ กรรมหนุนส่ง หมายถึง หนุนส่งชนกกรรม
มีหนา้ ท่ีคอยสนบั สนุนท้งั ฝ่ ายดีและฝ่ ายไม่ดี กล่าวคือ ถา้
ชนกกรรมเป็ นฝ่ าย กุศล อุปัตถมั ภ์กรรมก็เป็ นฝ่ ายกุศล
ดว้ ย เช่น บางคนเกิดมามีรูปร่างหนา้ ตาดีเพราะทากรรมดี
และมีกรรมอื่นอปุ ถมั ภใ์ หเ้ ป็นคนมีสติปัญญาดี เป็นตน้
(๓) อุปปี ฬกกรรม คือ กรรมบีบคั้น หมายถึง กรรมบางอย่างที่ทาหนา้ ท่ี เบียดเบียน
บีบค้นั ตดั ทอนกาลงั กรรมอ่ืนท้งั ฝ่ ายดีและฝ่ ายชวั่ ให้เบาลง กรรมชนิดน้ีมีลกั ษณะ ตรงขา้ มกบั
กรรม ๒ ประเภทแรก กล่าวคือ ถา้ กรรมชนิดท่ี ๑ และ ๒ เป็นฝ่ ายดี อุปปี ฬกกรรมจะเป็นฝ่ ายชวั่
ถา้ กรรมชนิดที่ ๑ และ ๒ เป็นฝ่ายชว่ั อุปปี ฬกกรรมจะเป็นฝ่ายดี
(๔) อุปฆาตกรรม คือ กรรมตัดรอน หมายถึง กรรมบางอย่างที่ทาหน้าที่ใน การตดั
รอน หรือทาลายกรรมอื่นท้งั ฝ่ ายดีและฝ่ ายไม่ดี หมายความวา่ แทนที่กรรมน้นั ๆ จะให้ผลไดอ้ ยา่ ง
เตม็ ที่ อุปฆาตกรรมจะทาหนา้ ท่ีตดั รอนไม่ใหม้ ีผล เช่น ชนกกรรมนาไปเกิดเป็นลูกเศรษฐี อุปถมั ภ์
กรรมหนุนใหม้ ีชีวติ มีความสุขสาราญ วนั หน่ึงไปเที่ยวสถานบนั เทิง มีเร่ืองทะเลาะวิวาท กบั วยั รุ่น
ดว้ ยกนั บนั ดาลโทสะชกั ปื นออกมายิงฝ่ ายตรงขา้ มเสียชีวิต ถูกศาลตดั สินจาคุก หมดอิสรภาพ
เพราะตอ้ งเขา้ ไปใชช้ ีวติ ในเรือนจา ความสุขสบายที่เคยไดร้ ับเป็นอนั หมดสิ้นไป
๒.๒) กรรมจดั ตามแรงหนักเบา แบ่งเป็ น
(๑) ครุกรรม คือ กรรมหนัก เป็ นกรรมที่มีกาลงั มาก กรรมอื่นจะมีโอกาสให้ ผลก็ต่อเม่ือ
ครุกรรมไดใ้ หผ้ ลเสร็จสิ้นแลว้
(๒) พหุลกรรม คือ กรรมที่ส่ังสมไว้มาก ท้งั กรรมฝ่ ายดีและฝ่ ายชว่ั กรรม ชนิดน้ีอาจเป็ น
กรรมเล็กนอ้ ย แต่ถา้ กระทาบ่อยคร้ัง จะสะสมจนเคยชินเป็นอุปนิสยั ส่งผลให้ผู้ ทากรรมตอ้ งเป็นไป
ตามน้นั จะเลิกกไ็ ม่ได้
(๓) อาสันนกรรม คือ กรรมใกลต้ าย หมายถึง กรรมที่บุคคลนึกถึงหรือ กระทาในเวลาใกล้
ตาย บางคร้ังคนเราในขณะท่ีนอนรอความตายอยู่ เห็นพระมาเยยี่ มหรือมอง เห็นพระพุทธรูปแลว้ ยก
มือไหวด้ ว้ ยจิตศรัทธาเล่ือมใสอยา่ งแรงกลา้ เพียงเพราะความเลื่อมใสใน พระสงฆห์ รือพระพุทธรูปก็
จดั เป็นกรรมดี กรรมดีที่ทาในเวลาใกลต้ ายลกั ษณะอยา่ งน้ี หากบุคคลน้นั ไม่เคยทากรรมหนกั กรรมน้ี
จะใหผ้ ลทนั ทีเม่ือตายลง
(๔) กตัตตากรรม คือ กรรมสักแต่ว่ากระทา หมายถึง กรรมที่กระทาลงไปโดย มีเจตนาเบา
กรรมชนิดน้ีจึงจดั เป็นกรรมท่ีมีกาลงั อ่อน จะใหผ้ ลกต็ ่อเม่ือไม่มีกรรมชนิดอื่นใหผ้ ล
๒.๓) กรรมจัดตามกาลทใี่ ห้ผล แบ่งเป็ น
(๑) ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม คือ กรรมให้ผลในชาตินี้ หมายถึง กรรมท่ีทาลงไปแลว้
ให้ผลทนั ตาเห็นในชาติปัจจุบนั และเมื่อให้ผลในชาติน้ีแลว้ ก็เป็ นอนั สิ้นสุด ไม่ติดตามไปให้ผลใน
ชาติต่อๆ ไป แต่หากไม่มีโอกาสให้ผลในชาติน้ีไม่ว่าโอกาสใดๆ ก็ตาม กรรมชนิดน้ีก็จะ กลายเป็ น
อโหสิกรรม คือ เป็นอนั เลิกแลว้ กนั ไป ไม่มีผล
(๒) อุปปัชชเวทนียกรรม คือ กรรมให้ผลในชาติหน้า หมายถึง กรรม บางอย่างจะ
ใหผ้ ลจริงจงั ในชาติต่อจากชาติน้ี แต่ถา้ หากไม่มีโอกาสใหผ้ ลในชาติหนา้ เม่ือ ชาติหนา้ สิ้นสุดลงก็จะ
กลายเป็นอโหสิกรรม เช่น บางคนอาจมีรูปร่างผวิ พรรณไม่สวย แต่ ในชาติน้ีเป็นคนที่มี
จิตใจสงบ ไม่โกรธง่ายไม่โมโหฉุนเฉียวจะทา
ให้เกิดเป็ นคนมีผิวพรรณ รูปร่างหน้าตาสวย
กรรมลกั ษณะน้ีจะไม่มีผล ในชาติน้ีแต่จะมีผล
ในชาติหนา้
(๓) อปราปริยเวทนียกรรม คือ กรรมใหผ้ ลในชาติต่อๆ ไป กรรมชนิดน้ี
จะให้ ผลในชาติต่อๆ ไปต่อจากชาติหนา้ ดงั น้นั กรรมชนิดน้ีจึงติดตามตวั ผกู้ ระทาไปเรื่อยๆ จนกวา่ จะ
มีโอกาสใหผ้ ลมีโอกาสเมื่อใดกจ็ ะใหผ้ ลเม่ือน้นั ถา้ ยงั ไม่มีโอกาสกจ็ ะติดตามต่อไป
(๔) อโหสิกรรม คือ กรรมที่หมดโอกาสใหผ้ ลอโหสิกรรมมี ๒ ประเภท
คือ กรรมให้ผลแลว้ เช่น คนไดร้ ับโทษจาคุก เม่ือถูกคุมขงั ครบตามกาหนดแลว้ โทษน้นั ก็เป็ นอนั
หมดไป และ กรรมท่ีหมดโอกาสให้ผล กรรมบางอย่างไม่มีโอกาสให้ผล เช่น บุคคลบางคน ทา
ความผิดหลายกระทงตอ้ งโดนโทษจาคุก ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่ความผิดหนกั สุด คือ ประหารชีวติ เม่ือโดน
โทษประหารชีวติ แลว้ โทษจาคุกกเ็ ป็นอนั หมดไป
๓) อุปาทาน ๔ คือ ความยึดมนั่ ถือ มน่ั ดว้ ยอานาจกิเลส เป็ นความยดึ ติดอนั เน่ือง มาจาก
ตณั หาอนั นามาซ่ึงความทุกข์ มี ๔ ประการ ดงั น้ี
๓.๑) กามุปาทาน ความยึดมนั่ ในกาม
ได้แก่ การยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผสั ท่ีน่า
พอใจ
๓.๒) ทิฏฐุปาทาน ความยึดม่ันใน
ทิฏฐิ ได้แก่ การยึดถือเอาความคิดทฤษฎี ลทั ธิความ
เช่ือ หรือหลกั คาสอนของแนวคิดใดแนวคิดหน่ึงว่า
เป็นสิ่งถกู ตอ้ งเท่าน้นั
๓.๓) สลีพัพตุปาทาน ความยดึ มน่ั ใน กา รยึด ติ ด กับรู ปลักษ ณ์ ภ า ย น อ กข อง อา หา รม า ก กว่ า
ศีลและพรต คาว่า ศีลพรต หมายถึง แบบแผน ที่ถือ ประโยชน์ ท่ีแทจ้ ริงเป็นลกั ษณะอยา่ งหน่ึงของการยดึ มนั่
ปฏิบตั ิกนั มาในลกั ษณะของความเชื่อท่ีไม่มีเหตุผลจน ในกามตามหลกั อุปาทาน ๔
กลายเป็ นความงมงาย
๓.๔) อัตตวาทุปาทาน ความยึดมน่ั ในตวั ตน หมายถึง ความยึดมนั่ ในความคิดว่ามี
ตวั มีตนท่ีแทจ้ ริง โดยมองไม่เห็นความจริงของสิ่งท้งั หลายว่าเป็ นเพียงส่ิงที่ปรุงแต่งข้ึน ซ่ึงจะตอ้ ง
เป็นไปตามเหตุปัจจยั คือ เกิดข้ึน ดารงอยู่ และสูญสลายไปในท่ีสุด
๔) วติ ก ๓ วิตก ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การคิด การดาริ การใคร่ครวญ อนั เป็น
สภาวะที่เกิดข้ึนกบั จิต มี ๒ ดา้ น ไดแ้ ก่
๔.๑) กศุ ลวติ ก คือ ความนึกคิดในเรื่อง หรือส่ิงที่ดี มี ๓ ประการ ดงั น้ี
กศุ ลวติ ก
เนกขมั มวติ ก อพยาบาทวติ ก อวหิ ิงสาวติ ก
เป็ นความนึกคิดที่ปลอดจาก เป็ นความนึกคิดท่ีปลอดจาก เป็ นความนึกคิดท่ีปลอดจาก
กาม ไม่ยึดติดในความสุข ความพยาบาท ประกอบดว้ ย การเบียดเบียน ประกอบดว้ ย
และความอยาก เมตตา ไม่ขดั เคือง หรือเพ่ง ความกรุณา ไม่คิดร้าย หรือ
มองผอู้ ่ืน สตั วอ์ ่ืนในแง่ร้าย มุ่งทาลายผอู้ ่ืนหรือสตั วอ์ ่ืน
๔.๒) อกศุ ลวติ ก คือ ความนึกคิดในเร่ือง หรือส่ิงท่ีไม่ดี มี ๓ ประการ ดงั น้ี
กศุ ลวติ ก
กามวติ ก พยาบาทวติ ก วหิ ิงสาวติ ก
เป็ นความนึกคิดในทางกาม
เป็ นความนึกคิดท่ีปลอดจาก เป็ นความนึกคิดในทางอัน
ความพยาบาท ประกอบดว้ ย จ ะ น า ไ ป สู่ ก า ร ท า ล า ย แ ล ะ
เมตตา ไม่ขดั เคือง หรือเพ่ง สร้างความเดือดร้อนให้แก่
มองผอู้ ื่น สตั วอ์ ื่นในแง่ร้าย ผอู้ ื่น สตั วอ์ ื่น
๕) นิยาม ๕ หมายถึง กฎที่ควบคุมความเป็นไปในธรรมชาติ ซ่ึงก็คือกฎแห่งเหตุและผล
พระพุทธศาสนาเช่ือว่าทุกส่ิงท่ีมีอยใู่ นธรรมชาติ ยอ่ มเกิดข้ึนและเป็นไปตามอานาจของกฎแห่งเหตุ
และผล ไม่มีสิ่งใดเกิดข้ึนมาโดยไม่มีสาเหตุ นิยาม ๕ มีดงั น้ี
๕.๑) อุตุนิยาม กฎธรรมชาติว่าดว้ ย อุณหภูมิ ภูมิอากาศ ฤดูกาล และปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติ เป็ นกฎท่ีทาให้มนุษยแ์ ตกต่างกนั ในดา้ นต่างๆ กล่าวคือ คนที่เกิดในสภาพอากาศ
หนาวยอ่ มมีบุคลิกภาพแตกต่างจากคนท่ีเกิดในสภาพอากาศร้อน
๕.๒) พชี นิยาม กฎธรรมชาติวา่
ด้วยการสืบพนั ธุ์ หรือพนั ธุกรรม (DNA) เป็ น
กฎท่ี กาหนดลักษณะและความเป็ นไปอัน
แน่นอนของส่ิงมีชีวติ ท้งั พชื และสตั ว์ เช่น การที่
มะละกอออกลูกเป็นมะละกอ ไม่เป็นมะเขือเทศ
ลว้ นเป็นไปตามกฎธรรมชาติที่เรียกวา่ พีชนิยาม
ท้งั สิ้น
๕.๓) จิตนิยาม กฎธรรมชาติว่าด้วยการทางานและพฤติกรรมของจิตการรับรู้
อารมณ์ ของจิตท่ีทาใหเ้ กิดความรู้สึกสุขและทุกขน์ ้ี เป็นกฎธรรมชาติท่ีเรียกวา่ จิตนิยาม
๕.๔) กรรมนิยาม กฎธรรมชาติว่าดว้ ยการกระทาหรือกฎแห่งกรรม มีหลกั การ
ทวั่ ไปวา่ ทาดีไดด้ ี ทาชวั่ ไดช้ วั่ การไม่เช่ือกฎแห่งกรรม ไม่ไดเ้ ป็นเหตุใหก้ รรมไม่ทางาน
๕.๕) ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติว่าดว้ ยความเป็ นธรรมดาของส่ิงต่างๆ กล่าวคือ
สิ่ง ท้งั หลายมีการเกิดข้ึน ดารงอยู่ และเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
๖) ปฏจิ จสมุปบาท เป็นหลกั ธรรมที่แสดงใหเ้ ห็นวา่ ส่ิงท้งั หลายไม่ไดด้ ารงอยไู่ ดโ้ ดยตวั มนั
เอง แต่อาศยั กนั เกิดข้ึน ต้งั อยู่ และดบั ไป เปรียบเหมือนห่วงโซ่ ๑๒ ห่วงท่ีร้อยคลอ้ งกนั ไว้ ไดแ้ ก่
อวชิ ชา สงั ขาร วญิ ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ
ปฏิจจสมุปบาท ความไม่รู้ หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสจั ๔
สภาพที่ปรุงแต่ง
๑. อวชิ ชา การรับรู้อารมณ์
๒. สงั ขาร นามและรูป
๓. วญิ ญาณ อายตนะภายในท้งั ๖
๔. นามรูป การกระทบกนั ระหวา่ งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวญิ ญาณ
๕. สฬายตนะ การเสวยอารมณ์สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
๖. ผสั สะ ความทะยานอยาก
๗. เวทนา ความยดึ มนั่
๘. ตณั หา กระบวนการเกิดหรือภาวะของชีวติ
๙. อุปาทาน ความเกิด
๑๐. ภพ ความแก่และความตาย
๑๑. ชาติ ความเกิด
๑๒. ชรามรณะ
๗) นิวรณ์ ๕ คือ สิ่งที่ปิ ดก้นั หรือขดั ขวางจิตไม่ใหบ้ รรลุคุณความดี ทาใหจ้ ิตเศร้าหมอง และ
ทาใหป้ ัญญาอ่อนกาลงั ลง มี ๕ ประการ ดงั น้ี
กามฉันท์ พยาบาท ถนี มทิ ธะ
ความพอใจในกาม ได้แก่ ความปองร้ายคนอ่ืน ได้แก่ ความง่วงเหงา ได้แก่ ความ
ค ว า ม นึ ก คิ ด ถึ ง ส่ิ ง ที่ ต น ความโกรธท่ีฟ้ ุงข้ึนภายในใจ หดหู่ ปิ ดก้ันใจไม่รับ หรือ
ปรารถนา ผูกใจเจ็บ พยาบาทไวใ้ นใจ แสดงความดีออกมา เพราะ
เพือ่ หาทางแกแ้ คน้ ต่อไป ใจไม่มีความพร้อม
อุทธัจจกุกกจุ จะ วจิ ิกจิ ฉา
ความฟ้ ุงซ่านราคาญ ได้แก่ คว ามลัง เ ลสง สัย ไ ด้แก่
อาการของความหลงผสมความ อาการของความไม่แน่ใจ ตก
โ ก ร ธ ป ร า ก ฏ อ อ ก ม า เ ป็ น ลงหรือตดั สินใจไม่ได้ ซ่ึงจะ
ลัก ษ ณ ะ ข อ ง ค ว า ม ร า ค า ญ เกิดการชะงักงันต่อการทา
หงุดหงิด จนไม่สามารถทา ความดี
ความดีไดต้ ามที่ตอ้ งการ
นิวรณ์ วธิ ีแก้
ความใคร่ หกั หา้ มใจดว้ ยการพจิ ารณาถึงความไม่งาม
ความพยาบาท เมตตา ใหอ้ ภยั พิจารณาโทษของการจองเวร
ง่วง รู้ประมาณในการกิน เพียรขยนั มุ่งมนั่ ต้งั ใจ
ความง่วง สมาธิจิตบาบดั กายบาบดั ดว้ ยงานที่ใชก้ าลงั
ความฟ้ ุงซ่าน โยนิโสมนสิการ ปรึกษาผรู้ ู้ กลั ยาณมิตร คน้ ควา้ วจิ ยั
ความสงสยั
๒.๓ นิโรธ : ความจริงทีค่ วรบรรลุ
นิโรธ คือ ความดบั ทุกข์หรือดบั ปัญหา ซ่ึงเป็ นสมุทยั หรือเหตุให้เกิดทุกข์ ถา้ ดบั เหตุได้
ความทุกข์ หรือปัญหากจ็ ะหมดไป หลกั ธรรมวา่ ดว้ ยนิโรธ มีดงั น้ี
๑) ภาวนา ๔ ภาวนา มีความหมายตรงกบั คาวา่ พฒั นา คือ การพฒั นาคนหรือพฒั นาตนให้
มีความเจริญ มีสองส่วน คือ การพัฒนาทางกาย และ การพฒั นาทางจิต มี ๔ ประการ ดงั น้ี
๑.๑) กายภาวนา การพฒั นาทางกาย มี ๒ ระดับ คือ ระดับท่ีหน่ึง ได้แก่การพฒั นา
ร่างกายให้เกิดสุขภาพแขง็ แรง ปราศจากความเจบ็ ป่ วย มีความเป็นอยอู่ ยา่ งถูกสุขลกั ษณะและระดบั ท่ี
สอง ไดแ้ ก่ การพฒั นาตนเองใหส้ มั พนั ธ์สอดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ มท่ีเป็นอยู่
๑.๒) ศีลภาวนา การพฒั นาศีล หมายถึง การพฒั นาความประพฤติหรือพฤติกรรม
ของตนเองใหด้ ีข้ึน ดว้ ยการไม่ทาร้าย ไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความเดือดร้อนราคาญใหแ้ ก่ตนเอง และ
สงั คม รวมท้งั ดารงตนใหเ้ ป็นประโยชน์แก่สังคม มีระเบียบวนิ ยั สามารถอยรู่ ่วมกบั ผอู้ ื่นใน สังคมได้
อยา่ งเป็นสุข และประกอบอาชีพที่สุจริต
๑.๓) จิตภาวนา การพัฒนาทางจิต หมายถึง การฝึ กอบรม เสริมสร้างและยกระดบั
คุณภาพของจิตให้มีความสมบูรณ์ ดว้ ยคุณสมบตั ิ ๓ ประการ ไดแ้ ก่ คุณภาพจิต หมายถึง การพฒั นา
เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม ประณีตดว้ ยคุณธรรมต่างๆ สมรรถภาพของจิต หรือความสามารถของจิต
เช่น ความมีสติ มีความเพียรพยายามและมุ่งมน่ั สู้งาน มีความอดทนสูง เป็ นต้น และ สุขภาพจิต
หมายถึง จิตที่มีสุขภาพดี มีความสงบสุข สดชื่น เบิกบาน แจ่มใส พร้อมท่ีจะยมิ้ รับกบั เหตุการณ์ต่างๆ
ไดอ้ ยา่ งรู้เท่าทนั ความจริง
๑.๔) ปัญญาภาวนา การพฒั นาทาง
ปัญญา คือ ความรู้ความเขา้ ใจ มีหลาย ระดบั ไดแ้ ก่
มีความรู้ความเขา้ ใจในทางวิชา การและวชิ าชีพ มี
ความรู้ซ่ึงเกิดจากการรับรู้ และเรียนรู้อยา่ งถูกตอ้ ง
ตามความเป็ นจริง มี ความคิดวินิจฉัยเรื่องราว
ต่างๆ ดว้ ยความ บริสุทธ์ิใจ มีความเขา้ ใจโลกและ
ชีวิตตาม ความเป็ นจริ ง และมีความรู้เท่าทัน
ธรรมดา ของสังขาร คือ โลกและชีวิต โดยทาจิต
ให้ หลุดพน้ จากการครอบงาของกิเลส หลุดพน้
จากความทุกข์โดยสิ้นเชิง เป็ นการพฒั นา ข้ัน
สูงสุดของพระพทุ ธศาสนา