The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru Arm Kku, 2020-07-08 23:38:55

ศาสนา ม4-6

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

๒.๓ นตฺถิ โลเก อนินฺทโิ ต : คนไม่ถูกนินทา ไม่มใี นโลก

๏ ห้ามเพลงิ ไว้อย่าให้ มคี วนั
ห้ามสุริยแสงจันทร์ ส่ องไซร้
ห้ามอายุให้หัน คนื เล่า
ห้ามดง่ั นีไ้ ว้ได้ จึ่งห้ามนินทา

(โคลงโลกนิติ)

พระพุทธศาสนาสอนว่าการนินทาเป็ นสิ่งท่ีเกิดมีมากบั โลก ปัจจุบนั ยงั คงมีอยู่และใน
อนาคตก็ยงั เป็นอยเู่ ช่นน้ีและเป็ นส่ิงที่ทุกคนจะตอ้ งประสบเหมือนกนั จะต่างกนั ก็แต่เพียงว่าใครจะ
ถูกนินทาดว้ ยเรื่องอะไร เมื่อใด และมากน้อยเพียงใด เราไม่สามารถห้ามคนอ่ืนไม่ให้นินทาเราได้
ดงั น้นั ส่ิงที่เราควรปฏิบตั ิ คือ

ปลงใจ ข้อควรปฏบิ ตั เิ มอื่ ถูกนินทา
อธิบายความจริง
หากการนินทาน้นั เป็นเรื่องเลก็ ไม่ไดท้ าใหเ้ กิดความเสียหายมากนกั ก็ควร
น่ิงยอมรับ ระลึก เสมอวา่ เป็นธรรมดาของโลก จงแผเ่ มตตาใหก้ บั คนท่ีนินทาเรา
ปรับปรุงตน
การนินทาบางคร้ังอาจเกิดจากความเขา้ ใจผดิ เพราะไดร้ ับขอ้ มูลที่ไม่จริง ก็
ตอ้ ง ช้ีแจงขอ้ เทจ็ จริงกบั คนใกลช้ ิดและคนทว่ั ไปไดท้ ราบ และหาโอกาสทา
ความเขา้ ใจกบั คนนินทา

กรณีที่การนินทาเป็ นเรื่องใหญ่และสร้างความเสียหายต่อตวั เรา ตอ้ งมา
พจิ ารณาวา่ สิ่งท่ีเขานินทาเป็นเร่ืองจริงหรือไม่ หากเราเป็นบุคคลสาธารณะ
กต็ อ้ ง ยอมรับ ไม่เป็นผกู้ ระจายข่าวการนินทาใหล้ ุกลามใหญโ่ ตเสียเอง

ควรสารวจตนเองวา่ เป็นคนชอบนินทาหรือไม่ หากชอบ กไ็ ม่ใช่เรื่องแปลก
ที่จะมีคน นินทาเราบา้ ง ที่สาคญั คือ ควรหลีกเล่ียงจากความเสี่ยงที่จะถูก
นินทาดว้ ยการไม่ เก่ียวขอ้ งกบั อบายมุขท้งั ปวง

๒.๔ โกธ ฆตฺวา สุข เสติ : ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็ นสุข

ความโกรธเป็ นธรรมชาติทางอารมณ์ที่
มีอยใู่ นใจมนุษย์ เกิดจากความรู้สึกขดั เคืองหรือไม่
พอใจ ความโกรธจดั เป็นหน่ึงในสามของรากเหงา้
แห่งความช่ัวร้ายท้ังหลายเรียกว่า อกุศลมูล คือ
ความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็ นกิเลสที่
ทาให้จิตเร่าร้อน เดือดดาล อยากล้างผลาญให้
พินาศ พระพุทธศาสนาจึงสอนให้ฆ่าความโกรธ
ซ่ึงเป็ นกิเลสออกจากจิตใจ โดยอาศยั หลกั ธรรม
พ้ืนฐานก็คือ ความเมตตาและความกรุณา เป็ น
เครื่องอบรมจิต ให้แปรสภาพจากความเป็นคนเจา้
อารมณ์มาเป็นคนจิตใจสงบเยอื กเยน็

๒.๕ ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺ ฐาตา วนิ ฺทเต ธน : คนขยนั เอาการเอา
งาน กระทาเหมาะสม ย่อมหาทรัพย์ได้

ก า ร ด า ร ง ชี วิ ต ข อ ง ม นุ ษ ย์ มี
เป้ าหมาย อย่างหน่ึงอยู่ท่ีการหาทรัพย์ เพราะ
ทรัพยเ์ ป็ น ปัจจยั หน่ึงในการดารงชีวิตและยงั
เป็ นส่วนที่ทาให้ เกิดปัจจยั ๔ ตามมา รวมท้งั
ยังสามารถ อานวย ความสุ ขและความ
สะดวกสบายต่างๆ ไดอ้ ีกดว้ ย ดงั น้นั มนุษยท์ ุก
คนจึงมุ่งไปสู่การหาทรัพยเ์ ป็นสาคญั

อยา่ งไรก็ตามการหาทรัพยน์ ้นั มกั สัมพนั ธ์กบั อาชีพ หมายความว่า อาชีพคือวิธีการให้
ได้ มาซ่ึงทรัพยซ์ ่ึงในทางพระพุทธศาสนา อาชีพน้นั จะตอ้ งเป็ นอาชีพท่ีสุจริต ทรัพยท์ ี่ไดม้ าจึงจะ
ถือวา่ เป็นทรัพยท์ ่ีบริสุทธ์ิ

นอกจากน้ีพระพุทธศาสนายงั เช่ือมน่ั ว่าคนท่ีขยนั และประกอบอาชีพที่เหมาะสมกบั
ความรู้ และความสามารถของตนเอง ยอ่ มหาทรัพยไ์ ดต้ ามสมควร ท้งั น้ีคนที่มีความขยนั คือ คนที่
ไม่ทอดทิ้งหน้าที่ มีความมุ่งมน่ั ทางานตามหนา้ ที่ท่ีไดร้ ับมอบหมาย ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป
โดยเปล่าประโยชน์ ยอ่ มไดร้ ับความสาเร็จและไดท้ รัพยต์ ามความประสงค์

๒.๖ วายเมเถว ปรุ ิโส ยาว อตฺถสฺส นปิ ปฺ ทา : เกดิ เป็ นคนควรจะพยายาม
จนกว่าจะประสบความสาเร็จ

มนุษยท์ ุกคนมีเป้ าหมายอยทู่ ี่การประสบความสาเร็จในชีวิต ซ่ึงเป้ าหมายของความสาเร็จ
อาจแตกต่างกนั ไปตามเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน แต่ที่เหมือนกนั คือ ตอ้ งมีความพยายามเป็ น ตวั
นาไปสู่ความสาเร็จ การจะประสบความสาเร็จตามความหวงั น้นั มิใช่ส่ิงเกิดข้ึนไดโ้ ดยเลื่อนลอยและ
ไดม้ าอยา่ งง่ายดาย หมายความวา่ ทุกชีวติ ยอ่ มมีปัญหาและปัญหา หรืออุปสรรคน้ีเองที่เป็นตวั ทาใหเ้ รา
ทอ้ แท้ หรือบางคนถึงกบั สิ้นหวงั ความเป็ นจริงของแต่ละชีวิตซ่ึงกว่าจะประสบความสาเร็จลว้ น
แลว้ แต่ตอ้ งต่อสู้และฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย

หากเราศึกษาในเบ้ืองลึกแล้วจะพบว่าคนที่
ประสบความสาเร็จตอ้ งใชค้ วามเพียรพยายาม ไม่ทอ้ ถอย
แมจ้ ะมองไม่เห็นเป้ าหมาย แต่ก็ตอ้ งมีความแน่วแน่ในใจ
ว่าความพยายามน้นั เป็ นส่ิงไม่ไร้ผล บุคคลผูไ้ ม่ยอมพ่าย
แพต้ ่ออุปสรรค แลว้ ใชค้ วามเพียรพยายาม ย่อมประสบ
ความสาเร็จในชีวติ

๒.๗ สนฺตุฏฺ ฐี ปรม ธน : ความสันโดษเป็ นทรัพย์อย่างยง่ิ

สนั โดษ หมายถึง ความรู้จกั พอ คือ พอใจ พอดี และพอเพียงในส่ิงของๆ ตน หรือพอใจใน
ชีวติ ความเป็นอยขู่ องตนเองตามสภาพอนั เหมาะสม

พระพทุ ธศาสนาอธิบายคาวา่ ทรัพย์ ในสองความหมาย คือ

ทรัพย์ภายใน ทรัพย์ภายนอก
เช่น สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ
รวมท้งั คุณธรรม หรือคุณงามความดี เช่น เงิน ทอง เส้ือผา้ รถ บา้ น
วตั ถุสิ่งของต่างๆ

เรียกรวมวา่ ทรัพย์สมบัติ ในทรัพยท์ ้งั สองอยา่ งน้ี ทรัพยภ์ ายในถือว่าเป็นทรัพยท์ ่ีประเสริฐตาม

ทศั นะของพระพทุ ธศาสนา เพราะสามารถติดตวั ตลอดเวลา ทุกสถานที่ และไม่มีใครลกั ขโมยไปได้

ความสันโดษเป็ น รู้จกั พอ ความมง่ั คง่ั
ทรัพยอ์ ย่างย่ิงท้งั ทรัพยภ์ ายใน สติปัญญา ท้งั
และทรัพย์ภายนอก ทรัพย์
ภายใน คือ การรู้จกั พอและหกั ทรัพยส์ ินและปัญญา
ห้ า ม ใ จ ไ ม่ ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม โ ล ภ
ห า ก ใ ค ร ท า ไ ด้จ ะ ท า ใ ห้ เ กิ ด
ทรัพยภ์ ายนอกตามมา กล่าวคือ
ทาใหเ้ กิดความร่ารวยได้

ความจนเกิดจากอะไร ?

ความจนน้นั เกิดจากสาเหตุหลกั ๒ ประการ คือ จนเพราะไม่มี และจนเพราะไม่พอ ความ
สันโดษเป็นความรู้จกั พอ ทุกคร้ังที่เราย่งิ รู้จกั พอทรัพยก์ ย็ ิง่ เพ่ิม คนบางคนในชีวิตไม่เคยรวย ไม่เคยมี
ทรัพยส์ มบตั ิอะไร เพราะไม่รู้จกั พอ คนประเภทน้ียง่ิ ไดม้ ากกย็ ง่ิ จนมาก

๒.๘ อณิ าทาน ทุกฺข โลเก : การเป็ นหนีเ้ ป็ นทุกข์ในโลก

การเป็ นหน้ียอ่ มเป็นสาเหตุของความทุกขป์ ระการหน่ึง แมพ้ ระพุทธศาสนาจะไม่ไดห้ ้าม
ไม่ใหเ้ ป็นหน้ีโดยตรง แต่กส็ อนวา่ การเป็นหน้ีน้นั เป็นทุกข์ แสดงวา่ ไม่ตอ้ งการใหเ้ ป็นหน้ี

ดังน้ันในการดาเนินชีวิต จึงควรมี
ความพอใจ ความพอดี และความพอเพียง คือ ใหม้ ี
ความสนั โดษและความระมดั ระวงั แลว้ ยดึ หลกั คา
สอนเรื่องความสันโดษและทางสายกลาง โดยการ
ปลดความอยากออกจากใจของตน จึงจะปลอดหน้ี
ไดอ้ ยา่ งถาวร

๒.๙ ราชา มุข มนุสฺสาน : พระราชาเป็ นประมุขของประชาชน

ในหมู่มนุษย์ที่รวมกันเป็ นกลุ่มชน พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวภูมิพลอดุลยเดชทรง
จนถึงในระดบั รัฐหรือประเทศน้ัน ย่อมมีผูน้ าคอย เป็นพระมหากษตั ริย์ ซ่ึงมีพระราชจริยวตั รอนั ดีงาม
คุม้ ครอง ป้ องกนั บาบดั ทุกขบ์ ารุงสุข ซ่ึงเรียกกนั ว่า ซ่ึงประชาชนชาวไทยควรยดึ ถือเป็นแบบอยา่ ง
ราชา หรื อ พระราชา อย่างไรก็ตามความเป็ น
พระราชาอยู่ ท่ีการปฏิบตั ิตน เพราะประชาชนมกั จะ
เจริญรอยตามพระจริยวตั รของพระราชา ผทู้ รงเป็ น
พระประมุข เมื่อพระราชาทรงดารงต้ังมั่นอยู่ใน
ธรรม ไพร่ฟ้ าประชาชนก็จะพากันประพฤติตาม

พระราชา จึงถือวา่ เป็ นบุคคลสาคญั แห่ง
ความสุขและความทุกขอ์ นั จะเกิดแก่ราษฎร ถา้ หาก
ทรงประพฤติชอบและประกอบดว้ ยราชธรรม ก็จะ
อานวยประโยชน์สุขใหเ้ กิดแก่ไพร่ฟ้ าประชาชน แต่
หากทรงประพฤติไม่เป็ นธรรม ประชาชนภายใต้
ปกครองกจ็ ะประสบกบั ความเดือดร้อนได้

๒.๑๐ สติ โลกสฺมิ ชาคโร : สตเิ ป็ นเคร่ืองตนื่ ในโลก

สติ คือ ความระลึกได้ ไดแ้ ก่ ความระลึกไดก้ ่อนทาและก่อนพดู โดยคอยปลุกใหเ้ ราตื่น
ให้จา ไม่หลงลืม ความตื่นเพราะสติจึงมีค่ามหาศาล เพราะทาให้เราไม่พลาดโอกาส โดยเฉพาะ
โอกาสในการทาความดี

สติมกั จะมาพร้อมกบั สัมปชญั ญะ คือ ความรู้ตวั รู้ตวั ว่าตวั เองเป็ นใคร มีสถานภาพ
อยา่ งไร และรู้สึกตวั ตลอดเวลาในขณะพดู และทา หลกั คาสอนเรื่องสติจึงเป็ นการสอนให้เป็ นคน
ไม่ประมาทในการดารงชีวิต ซ่ึงจะทาให้กิเลสหรือความชว่ั ท้งั หลาย อนั ไดแ้ ก่ ความโลภ ความ
โกรธ และความหลง ไม่สามารถเขา้ มาเกาะกินความดีงามในจิตใจได้

๒.๑๑ นตฺถิ สนฺติปร สุข : สุขอน่ื ยง่ิ กว่าความสงบไม่มี

ความสุข คือ ความปรารถนาของสัตวท์ ้งั ปวง เช่นเดียวกนั กบั มนุษยท์ ่ีต่างมีเป้ าหมายอนั
เดียวกนั คือ ความสุข

อยา่ งไรกต็ ามไม่มีความสุขใดท่ียงั่ ยนื ตราบเท่าท่ียงั เจือปนอยดู่ ว้ ยกิเลส เนื่องดว้ ยความไม่
ยง่ั ยืนของความสุขดังกล่าว พระพุทธเจา้ จึงทรงสอนวิธีปฏิบตั ิเพ่ือเข้าถึงความสุขถาวร อนั เป็ น
ความสุขท่ีแทจ้ ริง นน่ั กค็ ือ ความสงบ

ความสงบเป็ นส่ิงท่ีตรงกันข้ามกับ
ความสับสนวุ่นวาย ในระดับพ้ืนฐานท่ีสุด คือ
ความ สงบกายและวาจา ซ่ึงจดั ว่าเป็ นความสงบ
ภายนอก และความสงบใจ ซ่ึงเป็ นความสงบ
ภายใน โดยมีเป้ าหมายสูงสุดอยู่ที่ความสงบจาก
กิเลส ดว้ ยการฝึ กจิตของตน เมื่อใดท่ีจิตสงบ เราก็
จะพบ กบั ความสุขอยา่ งแน่นอน

๒.๑๒ นพพิ าฺ น ปรม สุข : นิพพานเป็ นสุขอย่างยงิ่

ก า ร ป ฏิ บั ติ ต น ต า ม ห ลั ก
พระพุทธศาสนาล้วนมี นิพพาน หรือ ความ
หลุดพ้ น เป็ นเป้ าหมายท้ังสิ้น ดังน้ันการ
แสวงหาทางหลุดพน้ ของพระพทุ ธเจา้ ก็คือการ
แสวงหา นิพพานนนั่ เอง

ตามทศั นะของพระพทุ ธศาสนาอธิบายวา่ นิพพานเป็นความสุขอยา่ งยง่ิ เพราะเป็ นภาวะท่ี
ปราศจากการครอบงาของกิเลส ความสุขท่ีเราไดร้ ับทว่ั ไปในชีวิตปุถุชนน้นั เป็ นความสุขท่ีเจือดว้ ย
กิเลสคลุกเคลา้ ดว้ ยความอยากเป็นความสุขเพียงชว่ั ขณะท่ีความทุกขจ์ ะตอ้ งตามมาเสมอ เพราะเมื่อ
เราทาอะไรไดต้ ามความปรารถนาก็จะเกิดความสุขข้ึนในชวั่ ขณะหน่ึง แต่เมื่อไดส้ ่ิงน้ีแลว้ อยากได้
เพ่ิมมากข้ึนเรื่อยๆ แลว้ ไม่สามารถสนองความตอ้ งการน้นั ไดก้ เ็ กิดความทุกขข์ ้ึน

เหตุท่ีมนุษยเ์ ดือดร้อน เพราะมีความอยากและความยดึ มน่ั ซ่ึงเป็นภาวะที่ไม่มีในนิพพาน
ดงั น้นั พระพทุ ธศาสนาจึงสอนวา่ นิพพานเป็นสุขอยา่ งยง่ิ

ราคะ

กิเลส
โมหะ โทสะ

เมื่อกล่าวโดยสรุปการศึกษาพุทธศาสนสภุาษิต จะตอ้ งศึกษาให้เขา้

ใจถึงความหมายที่แทจ้ ริง ตามที่พระพุทธเจา้ ทรงสั่งสอนไวใ้ นพระไตรปิ ฎก
จึงจะสามารถนาพุทธศาสนสุภาษิตซ่ึงเป็ นพระพุทธวจนะท่ีมีเน้ือหาลึกซ้ึงกิน
ใจไปเป็นแนวทางในการดาเนินชีวติ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม

๖หน่วยการเรียนรู้ท่ี การบริหารจติ และเจริญปัญญา

การบริหารจิตด้วยการฝึ กสมาธิ
เป็ นการให้อาหารท่ีมีคุณภาพแก่จิตใจอย่าง

หน่ึงจิตใจที่ไดร้ ับการบารุงรักษาดว้ ยสมาธิจะ
มีความบริสุทธ์ิสะอาดมีคุณธรรม เข้มแข็งมี
ประสิทธิภาพในการทางาน คือจะอ่านฟัง
หรือศึกษาเรื่องใดยอ่ มเกิดความรู้ความเขา้ ใจ
และความชานาญไดไ้ ม่ยาก ดง่ั พทุ ธวจนะที่วา่
“จิตที่มีสมาธิย่อมจะเก้ือกูลแก่การเจริ ญ
ปัญญาเป็นอยา่ งดี”

๑. การบริหารจติ

๑.๑ ความหมายของการบริหารจิต

การบริหารจิต คือ การฝึ กพฒั นา
จิต โดยมีสมาธิเป็นเป้ าหมาย เพื่อช่วยให้
จิตมี ความมนั่ คงทางอารมณ์และสามารถ
พิจารณา ส่ิงต่างๆ ให้เกิดความรู้ความ
เขา้ ใจไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งชดั เจน

๑.๒ คุณค่าและประโยชน์ของการบริหารจิต

การบริหารจิตมีคุณค่าเพือ่ ความมุ่งหมายโดยสรุปได้ ดงั น้ี
๑) เพอื่ จุดมุ่งหมายหรืออุดมคติทางพระพุทธศาสนา
ถือวา่ เป็นประโยชนท์ ่ีแทจ้ ริงคือ ความหลุดพน้ จากกิเลสและความทุกขท์ ้งั ปวง

๒) เพอ่ื สุขภาพจติ และการพฒั นาบุคลกิ ภาพ
ทาให้เป็ นคนมีสุขภาพจิตดีมีความเขม้ แข็ง มนั่ คงในอารมณ์ ตระหนกั รู้ใน
ตนเอง และเขา้ ใจผอู้ ่ืนตามความเป็นจริง

๓) เพอ่ื การดารงชีวติ ประจาวนั
ช่วยผอ่ นคลายความเครียดและเสริมประสิทธิภาพในการทางานหรือการเรียน
มีความสงบ ไม่กระวนกระวาย หยดุ ความกงั วล และช่วยรักษาโรคบางชนิด

๑.๓ หลกั การบริหารจติ ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน

สติปัฏฐาน คือ การต้งั สติกาหนดพิจารณาสิ่งท้งั หลายใหร้ ู้เห็นตามเป็นจริงมี ๔ ประการ ดงั น้ี

๑) กายานุปัสสนา ๒) เวทนานุปัสสนา

๓) จติ ตานุปัสสนา 4) ธัมมานุปัสสนา

สติปัฏฐาน เป็ นขอ้ ปฏิบตั ิท่ีทาใหก้ า้ วล่วงความโศก ความคร่าครวญ ทาใหส้ ิ้นความทุกข์
โทมนสั และนาเขา้ สู่การบรรลุธรรมท่ีพึงบรรลุจนถึงการแจง้ ในพระนิพพาน อนั เป็นการบรรลุธรรม
ระดบั สูงสุดในพระพทุ ธศาสนา

สตปิ ัฏฐาน ๑) กายานุปัสสนา

๑) กายานุปัสสนา ก า ร ต้ ัง ส ติ ก า ห น ด พิ จ า ร ณ า เ ว ท น า
การต้งั สติกาหนดพิจารณากาย ใหร้ ู้เห็น (ความรู้สึกนึกคิด) ให้รู้เห็นตาม เป็ น
ตามเป็ นจริงว่าเป็ นแต่เพียงกาย มิใช่ จริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา มิใช่เป็นสัตว์
เป็นสตั ว์ บุคคล ตวั ตน เราเขาจึงไม่ควร บุคคล ตวั ตน เรา เขา
ยดึ มน่ั เพอื่ ใหเ้ กิดความทุกข์
๑) กายานุปัสสนา
๑) กายานุปัสสนา
การต้งั สติกาหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็น การต้งั สติกาหนดพิจารณาธรรม ให้รู้
ตามเป็นจริงวา่ เป็นแต่เพียงจิต มิใช่เป็ น เห็นตามเป็ นจริงว่าเป็ นแต่เพียง ธรรม
สตั ว์ บุคคล ตวั ตน เรา เขา มิใช่เป็นสตั ว์ บุคคล ตวั ตน เรา เขา

๑.๔ วธิ ีบริหารจิตตามหลกั สติปัฏฐาน

สติปัฏฐานเป็ นหลักการที่ครอบคลุมวิธีการบริหารจิตทุก ประเภท มีวิธีปฏิบตั ิหลาย
ประการ เช่น

๑) กสิณ ๑๐ ๒) อนุสสติ ๑๐

๓) อปั ปมญั ญา ๔) อารุปปะ
๕) อาหาเรปฏิกลู สัญญา ๖) จตุธาตุววตั ถาน

๑) กสิณ ๑๐

วตั ถุสาหรับเพ่งเพอ่ื จูงจิตให้เกดิ สมาธิ มี ๑๐ อย่าง ดงั นี้
๑. ปฐวกี สิณ การกาหนดดินเป็นอารมณ์

๒. อาโปกสิณ การกาหนดน้าเป็นอารมณ์ ๘. โอทาตกสิณ
๓. เตโชกสิณ การกาหนดไฟเป็นอารมณ์ การกาหนดเอาสีขาวเป็ นอารมณ์
๔. วาโยกสิณ การกาหนดลมเป็นอารมณ์
๙. อาโลกกสิณ
การกาหนดใชแ้ สงสวา่ งเป็นอารมณ์

๕. นีลกสิณ การกาหนดเอาสีเขียวเป็นอารมณ์ ๑๐. อากาสกสิณ
๖. ปี ตกสิณิ การกาหนดสีเอาเหลืองเป็นอารมณ์ การกาหนดใชช้ ่องอากาศเป็นอารมณ์

๗. โลหิตกสิณ การกาหนดเอาสีแดงเป็นอารมณ์

๒) อนุสสติ ๑๐

การพจิ ารณาอารมณ์ทคี่ วรระลกึ ถงึ อยู่เนืองๆ มี ๑๐ ประการ คอื
๑. พทุ ธานุสติ การระลึกถึงคุณของพระพทุ ธเจา้
๒. ธัมมานุสติ การระลึกถึงคุณของพระธรรม
๓. สังฆานุสติ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์
๔. สีลานุสติ การระลึกถึงศีลของตนท่ีบริสุทธ์ิไม่ด่างพร้อย
๕. จาคานุสติ การระลึกถึงทานท่ีไดบ้ ริจาคและการเสียสละเผอื่ แผท่ ี่มีในตน
๖. เทวตานุสติ การระลึกถึงเทวดาและคุณธรรมท่ีทาใหค้ นเป็นเทวดาตามที่มีอยใู่ นตน
๗. มรณสติ การระลึกถึงความตายวา่ เป็นสิ่งธรรมดา แลว้ กาหนดสติไม่ประมาทในการดารงชีวติ
๘. กายคตาสติ การพจิ ารณากายใหเ้ ห็นวา่ ไม่สะอาด ไม่สวยงาม เพ่อื ไม่ใหเ้ กิดความลุ่มหลงในรูปกาย
๙. อานาปานสติ การมีสติกาหนดลมหายใจเขา้ ออก
๑๐. อุปสมานุสติ การระลึกถึงธรรมอนั เป็นท่ีสงบ คือ พระนิพพาน อนั เป็นที่ระงบั กิเลสและความทุกข์

๓) อปั ปมญั ญา

เรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ พรหมวหิ าร ๔ คือ หลกั ความประพฤติท่ีตอ้ งมีไวก้ ากบั ใจและกาย
เพื่อใหด้ าเนินชีวติ และปฏิบตั ิตนต่อสรรพสตั วท์ ้งั หลายโดยชอบ มี ๔ ประการ ดงั น้ี

เมตตา กรุณา

ความปรารถนาดี ความอยากช่วยเหลือ
อยากใหส้ รรพสตั วท์ ้งั หลายมีความสุข หรือปรารถนาใหส้ รรพสตั วพ์ น้ จากความทุกข์

มุทติ า อุเบกขา

ความชื่นชมยนิ ดี การวางใจเป็ นกลาง
ในความสุขและความสาเร็จของคนอ่ืน ไม่เอนเอียงเพราะความชอบหรือความชงั

๔) อารุปปะ หรืออรูปฌาน ๔ ไดแ้ ก่ การกาหนดภาวะท่ีเป็ นอรูปธรรม
เป็นอารมณ์ มี ๔ ประการ ไดแ้ ก่ การเพ่งอากาศว่าไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ การเพ่ง
วญิ ญาณวา่ ไม่มีที่สิ้นสุดเป็น อารมณ์ การกาหนดพิจารณาวา่ อะไรๆ สักนิดหน่ึงก็ไม่
มีเป็ นอารมณ์ การกาหนดพิจารณาว่าจะมี สัญญาก็ไม่ใช่หรือจะไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
เป็ นอารมณ์

๕) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ไดแ้ ก่ การกาหนดพิจารณาอาหารท่ีบริโภคให้
เห็นเป็ นของไม่สะอาด หมายถึง การพิจารณาให้เห็นความเป็ นปฏิกูลในอาหารท่ี
บริโภค

๖) จตุธาตุววัตถาน ได้แก่ การพิจารณาแยกส่วนประกอบต่างๆ ของ
ร่างกาย เช่น ผม ฟัน เน้ือ หนงั กระดูก เป็นตน้ ใหเ้ ห็นวา่ เป็นเพียงการรวมตวั กนั ของ
ธาตุ ๔ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร

๑.๕ การนาวธิ ีการบริหารจิตไปพฒั นาการเรียนรู้คุณภาพชีวติ และสังคม

การบริหารจิตตามแนวพระพุทธศาสนาเป็ นการปฏิบตั ิเพ่ือพฒั นาจิตของตนให้มีคุณภาพดี
และมีสมรรถภาพสูง เหมาะแก่การใชง้ านทางปัญญา เพื่อบรรลุเป้ าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา คือ
ความหลุดพน้ จากกิเลสและความทุกขท์ ้งั ปวง

การบริหารจิตตามแนวทางของ พระพุทธศาสนาจะช่วยพฒั นาตนเองและสังคมได้ใน
ลกั ษณะต่อไปน้ี

๑) การพฒั นาบุคลกิ ภาพกายและใจ
การฝึกสมาธิเป็นประจาจะทาใหเ้ กิดความสมดุลของ ชีวติ ท้งั ร่างกายและจิตใจ เป็นผมู้ ีบุคลิกภาพดีมี
ความประพฤติเหมาะสม มีความมน่ั คงทางอารมณ์

๒) การพฒั นาศักยภาพการคดิ และการตัดสินใจ

การฝึกสมาธิเป็นการฝึ กควบคุม การคิดเพ่ือรองรับการใชส้ ติปัญญาอยา่ งมีเหตุผล จิตท่ีไดร้ ับการ
ฝึกดีแลว้ จะส่งเสริมการคิดและ การตดั สินใจไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง รู้จกั แยกแยะส่ิงท่ีเป็นประโยชนแ์ ละ
โทษออกจากกนั และเลือก กระทาเฉพาะส่วนท่ีจะส่งเสริมประโยชน์และเป็นคุณค่าที่แทจ้ ริงต่อ
ชีวติ ตนเองและสงั คม

๓) ความเข้าใจปัญหาและข้อเทจ็ จริงของสังคม
การพฒั นาจิตจะส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเท่าทนั ของปัญหาและความ
เปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึน ไม่ตกเป็นทาสของกระแสความเปล่ียนแปลง

๔) มองโลกและชีวติ ตามความเป็ นจริง
การพฒั นาจิตจะช่วยใหม้ องโลกตามความเป็นจริง ไม่หลงไปตามโลก แต่เป็นคนรู้เท่า
ทนั โลก เพราะความเป็ นผูม้ ีอิสระทางจิต ทาให้สามารถดารงชีวิตไดส้ อดคลอ้ งตาม
ความเป็ นจริ งของโลกและชีวติ

๒. การเจริญปัญญาตามหลกั โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ หมายถึง การคิดเป็ นและคิด
ถูกตอ้ งตามความเป็ นจริง โดยอาศยั การเก็บ ขอ้ มูลอย่าง
เป็นระบบ และคิดเช่ือมโยง ตีความ และวเิ คราะห์ เพ่ือนา
ขอ้ มูลไปใชป้ ระโยชน์ได้ อยา่ งเหมาะสม

ตามทศั นะของพระพทุ ธศาสนา โยนิโสมนสิการเป็นปัจจยั ที่ทาใหเ้ กิดการใชป้ ัญญาและทา

ให้ปัญญาเจริญงอกงามยิ่งข้ึนไป เน่ืองดว้ ยปัญญาที่ถูกตอ้ ง ตอ้ งเกิดจากรู้จกั คิดวิเคราะห์ วิจารณ์อย่าง
รอบคอบและรอบดา้ น จนมีความแตกฉานและเขา้ ใจปัญหาต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง เรียกวา่ การ

คดิ แบบโยนิโสมนสิการ มี ๑๐ วธิ ีคิด ไดแ้ ก่

วธิ ีคิดแบบคุณค่าแทแ้ ละคุณค่าเทียม วธิ ีคิดแบบสามญั ลกั ษณะ

วธิ ีคิดแบบคุณโทษและทางออก วธิ ีคิดแบบ เป็นอยใู่ นปัจจุบนั

วธิ ีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม วธิ ีคิดแบบแยกแยะองคป์ ระกอบ

วธิ ีคิดแบบอรรถ สมั พนั ธ์ วธิ ีคิดแบบวภิ ชั ชวาท

วธิ ีคิดแบบอริยสจั ในช้ันนีน้ ักเรียน
วธิ ีคิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจยั จะได้ศึกษา ๔ วธิ ี

๒.๑ วธิ ีคดิ แบบสามญั ลกั ษณะ

สามญั ลกั ษณะ หรือที่เรียกอีกอยา่ งหน่ึงว่า ไตรลักษณ์ คือ ลกั ษณะท่ีเสมอเหมือนกนั ของสิ่ง
ท้งั หลายมีอยดู่ ว้ ยกนั ๓ ประการ คือ

อนิจจัง ความไม่เทย่ี งแท้แน่นอน

ทุกขงั ความเป็ นทุกข์ ความไม่สามารถรักษาสภาพเดมิ ไว้ได้
มกี ารเปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลา

อนัตตา ภาวะทไ่ี ม่มตี ัวตนทแี่ ท้จริง ไม่สามารถบงั คบั บญั ชาได้

สังขารของทุกคนตอ้ งแปรเปล่ียนไปตามกาลเวลา ไม่มีใครหรือส่ิงใดสามารถเหนี่ยวร้ังความเยาวว์ ยั ไวไ้ ดต้ ลอดไป

วธิ ีคิดแบบสามญั ลกั ษณะหรือแบบรู้เท่าทนั ธรรมดา เป็น การคิด อยา่ งรู้เท่าทนั ความเป็นไป
ของปรากฏการณ์หรือภาวะต่างๆ วา่ เกิดข้ึนจากเหตุปัจจยั ซ่ึงจะตอ้ งแปรเปล่ียนไปตามธรรมดา ไม่มีใคร
สามารถบงั คบั หรือครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างไดช้ วั่ นิรันดร์กาล ดงั น้นั จึงควรมองอย่าง รู้เท่าทนั ความ
เป็นธรรมดาวา่ สิ่งท้งั หลาย มนั เป็นเช่นน้นั เอง จึงไม่ควรไปยดึ มนั่ ถือมน่ั จน เกินควรเพราะจะทาใหเ้ กิด
ความทุกข์

๒.๒ วธิ ีคดิ แบบเป็ นอย่ใู นปัจจุบนั

วิธีคิดแบบเป็ นอยใู่ นปัจจุบนั หมายถึงการมีสติกาหนดรู้เท่าทนั ต่อส่ิงที่รับรู้หรือส่ิงที่เกิดข้ึน
อนั เป็ นลักษณะของการคิดโดยการใช้ความรู้ และเป็ นความคิดด้วยอานาจของปัญญา ซ่ึงรวม เอา
เหตุการณ์ท้งั ในอดีตปัจจุบนั และอนาคต ดงั น้นั คาว่าปัจจุบนั ตามแนวคิดน้ีจึงมิไดห้ มายถึงช่วงเวลาท่ี
กาลงั เกิดเหตุการณ์แต่หมายถึงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ หรือกระบวนการเหตุปัจจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ส่ิง
หน่ึงๆ ท่ีเกิดข้ึน

วิธีคิดแบบน้ีเป็ นการมองเหตุการณ์ต่างๆ

อยา่ งต่อเนื่องสมั พนั ธก์ นั โดยการใชส้ ติพิจารณาสภาวะท่ี

เกิดข้ึนอย่างรู้เท่าทนั เป็ นการคิดดว้ ยการศึกษาอดีตและ

เก็บรวบรวมข้อมูลในปัจจุบันเพื่อวางแผนอนาคตใน

ลักษณะที่ว่า เรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน และรู้เท่าทัน

อนาคต เม่ือรู้เท่าทนั แลว้ ก็สามารถท่ีจะกาหนดรู้ปัญหา

การอ่าน เป็นวธิ ีหน่ึงซ่ึงจะช่วยให้ มีความรู้ความเขา้ ใจ และขจดั อุปสรรค ออกไป สร้างปัจจยั ท่ีช่วยส่งเสริมความ
ในเหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดข้ึนต้งั แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั
เพ่อื จะไดว้ างแผนรับมือกบั สิ่งที่จะเกิดข้ึนในอนาคต ดี ความเจริญ และปฏิบตั ิภารกิจอยา่ งมีสติปัญญา

๒.๓ วธิ ีคดิ แบบแยกแยะส่วนประกอบ

โดยความเป็นจริงส่ิง ที่ปรากฏแก่ประสาทสัมผสั ของเราส่วนมากมกั อยใู่ นลกั ษณะภาพรวม
หรือองค์รวมที่เป็ นเหมือนภาพลวงดงั น้ันเพื่อความเขา้ ใจต่อสิ่งต่างๆ ตามความเป็ นจริง พระพุทธ-
ศาสนาจึงสอนวธิ ีคิดแบบแยกแยะองคป์ ระกอบอนั เป็นหลกั การคิดที่มุ่งใหม้ องและรู้จกั ส่ิงท้งั หลาย ตาม
สภาวะของสิ่งน้ัน ดว้ ยการแยกภาพรวมเพื่อมองให้เห็นองค์ประกอบย่อย แลว้ แยกประเภท และจดั
หมวดหม่ขู ององคป์ ระกอบเหล่าน้นั พร้อมกนั ไปดว้ ย เช่น

ภาพรวม : คนป่ วยโดยทว่ั ไปแลว้ เรารู้วา่ เป็นไขห้ รือ เจบ็ ป่ วย แต่ไม่รู้วา่ เป็น
โรคอะไร จะรักษาอยา่ งไร รวมความ วา่ คิดอยา่ งเราๆ กเ็ พียงรู้วา่ ป่ วย

แยกแยะองค์ประกอบ : แพทยต์ รวจและวนิ ิจฉยั ไดว้ า่ เป็นโรคอะไร จะรักษา
อย่างไร เพราะแพทยร์ ู้วิธีแยก องค์ประกอบ และวินิจฉัยตามขอ้ เทจ็ จริงของ
โรค การคิด ของแพทยเ์ ป็นการคิดแบบแยกแยะองคป์ ระกอบ

การคิดแบบแยกแยะองคป์ ระกอบ จะช่วยใหม้ องเห็นความสมั พนั ธ์ขององคป์ ระกอบยอ่ ย

วา่ สิ่งหน่ึงๆ เกิดข้ึนจากส่วนประกอบต่างๆ เชื่อมโยงสัมพนั ธ์กนั อยา่ งมีเหตุมีผลและพ่ึงพาอาศยั กนั
จึงเกิดเป็นองคร์ วมท่ีสมบูรณ์ได้ การคิดแบบน้ีจะช่วยใหเ้ ราผอ่ นคลาย เพราะไม่ยดึ ติด เน่ืองจาก มอง
ภาพรวมอยา่ งรู้เท่าทนั

๒.๔ วธิ ีคดิ แบบวภิ ัชชวาท

วิธีคิดแบบวิภชั ชวาท หมายถึง การคิดดว้ ยการรู้จกั แยกแยะประเด็น หรือแยกเรื่องออกเป็ น
ดา้ นตามท่ีเป็นอยจู่ ริงไม่เหมารวม เป็นวธิ ีคิดท่ีใกลเ้ คียงกบั การคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ เช่น

นักเรียนอาชีวะยกพวกตีกนั : คนมกั เหมารวมวา่ เด็ก อาชีวะเป็นเด็กไม่ดี เป็น
พวก “นกั เรียนนกั เลง” มีหนา้ ท่ีเรียน แต่ไม่เรียนก่อความเดือดร้อนใหส้ งั คม

วภิ ชั ชวาท : หากแยกออกจะเห็นวา่ นกั เรียนอาชีวะไม่ไดเ้ ป็นอยา่ งน้นั ทุกคน
มีเพียงส่วนนอ้ ย และหากสาวลงไปให้ ลึกแลว้ มีปัจจยั เง่ือนไขหลายอยา่ งที่
ผลกั ดนั ให้พวกเขา เป็ นเช่นน้ัน เช่น สภาพปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม
ความรักพวกพอ้ ง เป็นตน้

การคิดแบบวิภชั ชวาทจะช่วยทาให้เขา้ ใจความจริง เขา้ ใจโลก เขา้ ใจชีวิต เขา้ ใจผอู้ ื่น มอง
คนอ่ืนดว้ ยความเมตตากรุณาและมากดว้ ยความเป็นกลั ยาณมิตร มองเพ่ือนมนุษยด์ ว้ ยความมีใจเป็น
กลาง จาแนกปัญหาดว้ ยเหตุและผล คานึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ต้งั ดว้ ยการลดความโลภ
ความโกรธ ความหลง และมุ่งแสวงหาแนวทางแกป้ ัญหาดว้ ยสนั ติวธิ ี

พระพุทธศาสนาให้ความสาคญั กบั การพฒั นาจิตใจเป็ นอนั ดบั แรกเพราะ
เชื่อวา่ พฤติกรรมท้งั หลายลว้ นเป็นผลมาจากการคิดจึงสอนวิธีคิดเพื่อใหค้ ิด
เป็ นคิดถูกและคิดในส่ิงท่ีเป็ นกุศลเพ่ือส่งเสริมการกระทาความดีและการ
ไดม้ าซ่ึงความรู้อยา่ งถูกตอ้ งดว้ ยวิธีปฏิบตั ิตามหลกั สติปัฏฐานและการคิด
แบบโยนิโสมนสิการอนั จะส่งเสริมใหเ้ กิดสมาธิและปัญญาช่วยใหร้ ู้เท่าทนั
ตอ่ ปัญหาและความเปล่ียนแปลง

พรตะอนสท่ี ง๓ ฆ์

พระสงฆ์ นบั เป็ นบุคคลซ่ึงเป็นแบบอยา่ งและเป็ นผชู้ ้ีแนะแนวทางในการดาเนิน
ชีวิตท่ีดีงาม ให้แก่สังคม ดังน้ันพุทธศาสนิกชนจึงควรศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพระสงฆ์
โดยเฉพาะการศึกษาถึงบทบาทหน้าท่ีของพระสงฆ์ในด้านต่างๆ อนั เป็ นหน้าที่หน่ึงซ่ึง
พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบตั ิ เพ่ือจะได้มีความรู้ เกิดความเขา้ ใจ และสามารถปฏิบตั ิตนต่อ
พระสงฆไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมในทุกโอกาส

๗หน่วยการเรียนรู้ที่ พทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ าและศาสนิกชนตัวอย่าง

พุทธสาวก พุทธสาวิกา และ
ศาสนิกชนตวั อย่างนับเป็ นบุคคลที่มีส่วน
ส า คั ญ ใ น ก า ร สื บ ท อ ด แ ล ะ เ ผ ย แ ผ่
พระพุทธศาสนา และยังปฏิบัติตนเป็ น
แบบอย่างด้วยการนาหลักธรรม ทาง
พระพุทธศาสนาไปอธิบายแก่ประชาชน
ตลอดจนไดม้ ีส่วนในการปกป้ องคุม้ ครอง
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า จึ ง เ ป็ น ห น้ า ท่ี ที่
พุ ท ธ ศ า ส นิ ก ช น ค ว ร ศึ ก ษ า ป ร ะ ว ัติ แ ล ะ
คุณธรรมของท่านเพ่ือยึดถือและพึงปฏิบตั ิ
ตามแบบอยา่ งต่อไป

๑. พทุ ธสาวก พุทธสาวกิ า

๑.๑ พระอสั สชิ

พระอัสสชิ เกิดในตระกูล
พราหมณ์แห่งกรุงกบิลพสั ดุ์ เม่ือเจา้ ชาย
สิทธตั ถะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจา้ แลว้ ได้
เสด็จมาแสดงปฐมเทศนาแก่พระอสั สชิ
ทาให้ท่านกราบทูลขอบวช ซ่ึงต่อมาได้
บรรลุเป็นพระอรหนั ต์ พระอสั สชิไดร้ ับ
ก า ร ย ก ย่ อ ง ว่ า มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร
เทศนาสั่งสอนธรรมะแก่ประชาชนอยา่ ง
ไดใ้ จความส้ันกะทดั รัด ครอบคลุมหลกั
พระพุทธศาสนา นับได้ว่าเป็ นกาลัง
สาคญั ในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้มคี วามสารวม พระอสั สชิเป็ นผทู้ ี่มีบุคลิกสารวมและเหมาะสมที่
จะเป็นแบบอยา่ งแก่สมณะ
๒. เป็ นผู้มคี วามอ่อนน้อมถ่อมตน
พระอสั สชิไดพ้ ดู จาถ่อมตนต่อบุคคลที่ขอให้ท่าน
๓. เป็ นครูทด่ี ี แสดงธรรม โดยท่านพดู ในทานองวา่ ท่านบวชได้
๔. เป็ นผู้ท่ีมีความเลื่อมใสใน ไม่นาน ยงั ไม่สามารถแสดงธรรม โดยพสิ ดารได้
พระพุทธศาสนาและมีส่ วนสาคัญ
ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นอกจากท่านจะถ่ายทอดความรู้ด้านธรรมะซ่ึง
เป็ นหลกั การสาคญั แลว้ ท่านยงั ประพฤติตนเป็ น
แบบ อยา่ งท่ีดีแก่ศิษยแ์ ละบุคคลทว่ั ไปอีกดว้ ย

ท่านปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรมด้วยความเลื่อมใส
และเป็นพุทธสาวกรุ่นแรก ที่เป็นพระธรรมทูตไป
เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา

๑.๒ พระอานนท์

พระอานนท์มีฐานันดรศักด์ิเป็ น
พระอนุชาของพระพุทธเจ้าพระอานนท์ได้
บวชในพระพุทธศาสนาที่อนุปิ ยนิคม แควน้
มลั ละ หลงั จากบวชไม่นานพระอานนทไ์ ดฟ้ ัง
ธรรมจากพระปุณณมนั ตานี บุตรจนบรรลุเป็น
โสดาบนั ต่อมาไดร้ ับหนา้ ที่เป็ นพุทธอุปัฏฐาก
ปรนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าแต่ก่อนเข้ารับ
หนา้ ท่ีพุทธอุปัฏฐาก พระอานนทไ์ ดท้ ูลขอพร
(เงื่อนไข) ๘ ประการจากพระพทุ ธเจา้ ดงั น้ี

๑. อย่าประทานจีวรอนั ประณตี
๒. อย่าประทานบิณฑบาตอนั ประณตี

๓. อย่าโปรดให้อยู่ในทป่ี ระทบั กบั พระพทุ ธเจ้า
๔. อย่าทรงพาท่านไปในทท่ี มี่ ีผู้นิมนต์พระพุทธเจ้า

๕. ขอให้เสดจ็ ไปในทีน่ ิมนต์ที่ท่านรับไว้
๖. ถ้าคนจากทไี่ กลมาเฝ้ าพระพทุ ธเจ้า ขอให้ท่านนาเข้าเฝ้ าได้ทันที

๗. ถ้าท่านมขี ้อสงสัยขอให้เข้าเฝ้ าทูลถามได้ทุกเมอื่
๘. ถ้าพระพทุ ธเจ้าทรงแสดงธรรมในทใ่ี ดทพ่ี ระอานนท์ไม่ได้ไปฟังด้วย

เมอื่ เสดจ็ มาแล้วแสดงให้ท่านฟังด้วย

เหตุผล

ข้อ ๑ – ๔ เพอ่ื แสดงวา่ การที่ท่านรับหนา้ ที่พทุ ธ
อุปฏฐั ากน้นั มิใช่เห็นแก่ลาภสกั การะ

ข้อ ๕-๗ เพือ่ แสดงวา่ ท่านตอ้ งการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีของพทุ ธอุปัฏฐากใหด้ ีมีประสิทธิภาพ
และป้ องกนั ไม่ใหผ้ ใู้ ดมาวา่ ร้ายพระพทุ ธเจา้ ไดว้ า่ แมพ้ ระอานนทเ์ องซ่ึงเป็นพทุ ธ
อุปัฏฐากกย็ งั ไม่ทรงอนุเคราะห์แมด้ ว้ ยกิจเพียงเท่าน้ี

ข้อ ๘ เพื่อไม่ใหผ้ ใู้ ดติเตียนท่านไดว้ า่ เป็นพทุ ธอุปัฏฐาก แต่ไม่ทราบวา่
พระพทุ ธองคแ์ สดงธรรมเรื่องใดและ แสดงท่ีไหน

พ ร ะ อ า น น ท์ ไ ด้ รั บ ย ก ย่ อ ง จ า ก
พระพุทธเจ้าว่า มีความเป็ นเลิศกว่าผู้อื่น
(เอตทัคคะ) ๕ ด้าน คือ เป็ นผู้เลิศในทาง
พหูสูต เป็นผเู้ ลิศในทางมีสติ เป็นผู้ เลิศในทาง
คติ เป็นผเู้ ลิศในทางความเพียรพยายาม เป็นผู้
เลิศในทางพทุ ธอุปัฏฐาก

เม่ือพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระ
มหากสั สปะเป็ นประธานในการทาสังคายนาพระ ธรรมวินยั พระ
อานนท์มีส่วนสาคญั ในการทา สังคายนา โดยไดร้ ับมอบหมายให้
เป็นผหู้ น่ึงที่ร่วม สงั คายนาในส่วนของพระสุตตนั ตปิ ฎก

๑. เป็ นผู้ใฝ่ รู้อย่างยง่ิ คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง

ตัว อ ย่ า ง คื อ พ ร ที่ พ ร ะ อ า น น ท์ ทู ล ข อ ต่ อ
พระพทุ ธเจา้ วา่ ถา้ ยงั สงสยั เร่ืองใดใหไ้ ต่ถามได้ ทุก
เมื่อ และถา้ พระพุทธเจา้ ทรงแสดงธรรมในท่ีลบั
หลงั ท่าน ขอใหพ้ ระองคแ์ สดงซ้าใหท้ ่านฟังอีก

๒. เป็ นผู้มสี ติเสมอ ท่านเป็ นผู้ระลึกรู้อยู่เสมอ จึงทาให้ท่านปฏิบัติ
หนา้ ที่พทุ ธอุปัฏฐากไดโ้ ดยไม่บกพร่อง

คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้มเี มตตากรุณา ดงั จะเห็นไดจ้ ากการที่ท่านทูลขอพระพุทธเจา้ ให้
ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีบวชใน
พระพุทธศาสนาได้ น่ันย่อมเท่ากับว่าสตรี ก็
สามารถบรรลุธรรมข้ ันสู งได้เช่ นเ ดี ยวกับบุรุ ษ
อนั ส่งผลดีต่อพระพทุ ธศาสนาโดยรวม

๔. เป็ นผู้มคี วามเพยี รพยายาม ท่านมีความเพียรพยายามในการทาหน้าท่ีรับใช้
พระพทุ ธเจา้ โดยไม่บกพร่อง

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๕. เป็ นผู้ทร่ี ู้จักกาลเทศะอย่างยง่ิ ท่านเป็ นผูร้ ู้กาลเทศะ รู้ว่าเวลาใดควรทาสิ่งใด
จากการท่ีท่านทาหนา้ ที่พุทธอุปัฏฐาก ซ่ึงสามารถ
จดั เวลาใหบ้ ุคคลเขา้ เฝ้ าไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

๖. เป็ นผู้มองการณ์ไกล จากการที่ท่านทูลขอพร ๘ ประการ แสดงให้เห็น
ว่าท่านเป็ นผู้ท่ีรู้จักมองเหตุการณ์ ท่ีจะเกิดใน
อนาคต ท่านจึงไดเ้ ตรียมการป้ องกนั ท่ีจะไม่ใหเ้ กิด
ความมวั หมองอนั เกิดจากคาครหาต่างๆ

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๗. เป็ นผู้มีความจงรักภักดีเคารพ ตวั อยา่ งเช่นในคราวที่พระเทวทตั ร่วมกบั พระเจา้
รั กในพระ พุทธเจ้ าส ามารถอุ ทิศ อชาตศตั รูวางแผนปล่อยชา้ งนาฬาคีรีท่ีกาลงั ตกมนั
ชีวติ เพอื่ พระพุทธองค์ได้
โดยหมายที่จะ สังหารพระพุทธองค์ พระอานนท์
เห็นเหตุการณ์จึงป้ องกันโดยการยืนเบ้ืองหน้า
พระพทุ ธองค์

๘. มีวิธีการในการจดจาพระพุทธ จากข้อมูลที่บันทึกในพระไตรปิ ฎก ได้กล่าวถึง
วจนะ พระอานนท์ว่าท่านมีหลักในการจาพุทธวจนะ
ไดด้ ีมาก


Click to View FlipBook Version