คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. เป็ นผู้มคี วามกตัญกู ตเวที ท่ า น มี ค ว า ม เ ค า ร พ เ ช่ื อ ฟั ง ค า สั่ ง ส อ น ข อ ง บิ ด า
มารดา โดยท่านไดย้ อมลาสิกขา เพื่อไปเซ่นไหว้
บรรพบุรุษตามธรรมเนียมจีน นอกจากน้ีท่านยงั มี
ความเคารพต่อพระอุปชฌั ายข์ องท่านมาก ท่านจะ
ไปสรงน้าในโอกาสข้ึนปี ใหม่ต่อพระอุปัชฌาย์
เป็ นประจาทุกปี
๔. เป็ นผู้เคารพต่อพระรัตนตรัย โดยท่านเคร่งครัดในการไหวพ้ ระสวดมนต์ทุกค่า
เชา้ ถือเป็นแบบอยา่ งท่ีดีแก่พระสงฆ์ อุบาสก และ
อุบาสิกา
๒.๓ พระอาจารย์มนั่
พระอาจารยม์ นั่ เกิดท่ีจงั หวดั อุบลราชธานี ท่านเป็นคนที่ชอบศึกษาเล่าเรียนมาต้งั แต่ยงั
เด็กเม่ือโตข้ึนไดเ้ ล่าเรียนจากอาของท่านโดยเรียนอกั ษรไทยน้อย อกั ษรไทยใหญ่ อกั ษรขอม จน
สามารถ อ่านออกเขียนได้ด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะท่านมีความจาดีและมีความ
ขยนั หมน่ั เพยี ร
ท่านบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๕ ปี แต่
เมื่อมีอายุ ๑๗ ปี ท่านไดล้ าสิกขาไปช่วยงานบา้ นจนเมื่อ
อายุ ๒๒ ปี ท่านไดอ้ ุปสมบทและไดร้ ับขนานนามว่า
ภูริทตฺโต พระอาจารยม์ นั่ เป็ นพระนักปฏิบตั ิธรรมท่ี
แทจ้ ริงท่านได้เดินธุดงค์ไปในท่ีต่างๆ ทว่ั ภาคอีสาน
ของไทยและไปถึงดินแดน ลาวจนถึงหลวงพระบาง มี
ลูกศิษยเ์ ขา้ ศึกษาและปฏิบตั ิธรรม กบั ท่านเป็ นจานวน
มาก ซ่ึงคาสอนของท่านยงั ไดร้ ับการพิมพ์ เผยแพร่และ
เป็ นแบบอยา่ งของการฝึ กจิตและเจริญปัญญามา จนถึง
ปัจจุบนั
คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง
๑. เทศนาสั่งสอนประชาชนด้วย จนบุคคลดงั กล่าว สามารถนาคาสอนของท่านไป
ห ลัก ธ ร ร ม ท่ี เ ห ม า ะ ส ม แ ก่ บุ ค ค ล เป็นหลกั ในการดาเนินชีวติ
ต่างๆ
๒. ปฏิบัติตนเป็ นแบบอย่างท่ี ท่านเป็นแบบอยา่ งของบุคคล ท่ีปฏิบตั ิธรรมดว้ ยวธิ ี
เหมาะสมกบั สมณเพศ เจริญกรรมฐานอยา่ งเดด็ เด่ียว
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. มีความเพยี รพยายามในการสั่ง ท่านใชค้ วามพยายามในการสงั่ สอนศิษย์ ในการฝึก
สอน อบรมจิตใจตามหลักวิปัสสนากรรมฐาน ทาให้
ศิษยเ์ ป็นผมู้ ีจิตใจไม่หวน่ั ไหวไปตามโลกธรรม
๔. มคี วามเอาใจใส่ในการศึกษา ท่านมีความขยนั หมน่ั เพียรเล่าเรียนหนังสือต้งั แต่
เด็ก โดยได้ศึกษาอกั ษรไทยน้อย ไทยใหญ่ และ
อกั ษรขอม จนสามารถอ่านออกเขียนได้ในเวลา
อนั รวดเร็ว
๒.๕ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภกิ ขุ)
พระโพธิญาณเถระ บรรพชาเป็ น
สามเณรเม่ืออายุ ๑๓ ปี ต่อมาลาสิกขาออกไป
ช่วยบิดาทางานเล้ียงชีพ และตดั สินใจบวชเมื่อ
อายุ ๒๑ ปี ที่วดั ก่อใน จังหวัดอุบลราชธานี
ต่อมาท่านได้ไปจาพรรษาที่วดั ก่อนอก ได้
ศึกษาปริยตั ิธรรมและสอบ นกั ธรรมช้นั โทและ
บาลไวยากรณ์ได้ ท่านต้งั ใจจะสอบนักธรรม
เอก แต่โยมพ่อป่ วยหนักจึงตดั สินใจไปเยี่ยม
โยมพ่อ เฝ้ าดูแลอาการ ป่ วยได้เพียง ๑๓ วนั
โยมพอ่ กถ็ ึงแก่กรรม
จากน้นั พระชาสุภทั โทไดไ้ ปจาพรรษาที่วดั หนองหลกั ท่านไดเ้ รียนแปลธรรมบทและ
แปลหนงั สือธรรมบทจบไปหลายเล่ม และท่านก็หนั มาสนใจในการปฏิบตั ิธรรมมากข้ึน ท่านได้
เดินทางกลบั วดั ก่อนอกเพื่อเร่ิมการปฏิบตั ิธรรม ท่านไดม้ ีโอกาสตอบแทนพระคุณครูอาจารย์ โดย
ช่วยสอนนกั ธรรมให้แก่ภิกษุสามเณร ต่อจากน้นั ท่านไดจ้ าริกธุดงคจ์ ากจงั หวดั อุบลราชธานีไปสู่
ภาคกลางยงั จงั หวดั ต่างๆ และไดม้ ีโอกาสฝึ กปฏิบตั ิกรรมฐานกบั พระเกจิอาจารยห์ ลายรูป เช่น
หลวง ป่ ูมน่ั ภูริทตฺโต หลวงป่ ูกินรี จนฺทิโย เป็นตน้ ท่านไดธ้ ุดงคร์ อนแรมไปเร่ือยๆ เพื่อหาที่เงียบ
สงบ เหมาะแก่การปฏิบตั ิธรรม จนพบป่ าหนาทึบแห่งหน่ึงซ่ึงชาวบา้ นเรียกวา่ ดงหนองป่ าพง ท่าน
เห็นว่าเป็ นทาเลดี เหมาะแก่การปฏิบตั ิธรรม จึงไดจ้ ดั ต้งั สานักสงฆ์ข้ึน มีชื่อว่า วดั หนองป่ าพง
วิธีการแสดงธรรมของหลวงพ่อชาน้นั ง่าย แต่ไดใ้ จความลึกซ้ึง จึงเป็ นท่ีศรัทธาแก่บุคคล ทวั่ ไป
รวมท้งั มีชาวต่างประเทศมาศึกษาและปฏิบตั ิธรรมกบั ท่านเป็ นจานวนมาก จนมีการจดั ต้งั วดั ป่ า
นานาชาติข้ึนใน พ.ศ. ๒๕๑๘
คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง
๑. เป็ นผู้มคี วามกตัญกู ตเวที โดย ท่ านต้องตัดสิ นใจลาสิ กขาเพ่ือไปช่ วยบิ ด า
๒. เป็นผมู้ ีความใฝ่รู้ มารดาหาเล้ียงชีพ เมื่อบิดา ป่ วยหนัก ท่านต้อง
สละการสอบนักธรรมเอกเพื่อไปปรนนิบตั ิดูแล
บิดา และเมื่อเป็นพระ ท่านกช็ ่วยสอน นกั ธรรมแก่
พระสงฆแ์ ละสามเณร
ท่านสนใจในการศึกษาเล่าเรี ยนต้ังแต่ยังเป็ น
ส า ม เ ณ ร จ น ถึ ง บ ว ช เ ป็ น พ ร ะ ส ง ฆ์ ท า ใ ห้มี
ความก้าวหน้าในการเรียนท้ังในด้านปริยตั ิและ
ปฏิบตั ิ
คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. เป็ นผู้มคี วามกตญั กู ตเวที เป็ นแบบอย่างในการปฏิบตั ิตนทางดา้ นวิปัสสนา
กรรมฐาน เป็ นท่ีเล่ือมใสแก่ท้ังชาวไทยและ
ชาวต่างชาติ
๔. เป็ นผู้มีแบบอย่างท่ีดีในการ ท่านมีวิธีการแสดงธรรมที่ง่ายและลึกซ้ึง จึงเป็ นที่
สอน ศรัทธาของคนทว่ั ไป
๒.๔ พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท)
ท่านพุทธทาสภิกขุ เกิดที่อาเภอไช
ยา จงั หวดั สุราษฎร์ธานี เม่ือมีอายุครบ ๒๐ ปี
ไดอ้ ุปสมบทที่วดั โพธาราม อาเภอไชยา จงั หวดั
สุราษฎร์ธานี ไดร้ ับฉายาว่า อินฺทปญฺโญ ท่าน
มกั เทศน์ให้ประชาชนฟัง ทุกคืนโดยใช้ภาษา
ง่ายๆ ทาให้ชาวบ้านชอบใจ ต่อมา ท่านก็
สามารถสอบไดน้ ักธรรมช้นั เอก เป็ นครูสอน
นกั ธรรมอยทู่ ่ีวดั พระบรมธาตุไชยา
ท่านไดเ้ ดินทางเขา้ กรุงเทพเพ่ือเรียนบาลี โดย พกั อยทู่ ่ีวดั ปทุมคงคา จนสอบเปรียญธรรม
๓ ประโยคได้ จึงกลบั ไปไชยาพกั อยทู่ ี่วดั ใหม่พุมเรียง เพ่ือปฏิบตั ิธรรม ต่อมาท่านเดินทางไปปฏิบตั ิ
ธรรมท่ีวดั พงั -จิก หรือวดั ตระพงั จิกซ่ึงเป็นวดั ร้าง ไดจ้ ดั ต้งั สานกั ศึกษาคน้ ควา้ และปฏิบตั ิธรรมข้ึน ซ่ึง
ในเวลาต่อมาไดเ้ ปล่ียนช่ือเป็น สวนโมกขพลาราม
ท่านพุทธทาสมีบทบาทสาคญั ในการส่งเสริมและสร้างความเขา้ ใจอนั ดีระหว่าง
ศาสนา และมีวิธีการแสดงธรรมท้งั ทางดา้ นปรัชญาและจริยธรรมเป็ นที่ประทบั ใจ จนทาให้มี
ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติจานวนมากพากนั ไปฟังธรรมและปฏิบตั ิธรรมท่ีสวน
โมกขพลาราม ซ่ึงถือว่าเป็นแหล่งเผยแผธ่ รรมะที่สาคญั แห่งหน่ึงของไทย นอกจากน้ีท่านพทุ ธ
ทาสยงั มีผลงาน ดา้ นหนงั สือธรรมะซ่ึงเป็ นที่ยอมรับในวงการพระพุทธศาสนาอีกเป็ นจานวน
มาก เช่น ตายเสีย ก่อนตาย ทางานดว้ ยจิตวา่ ง คู่มือมนุษย์ และตวั กู ของกู เป็นตน้
คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง
๑. เป็ นนักคดิ ผู้ยงิ่ ใหญ่ ท่านพุทธทาสมีวิธีคิดเพื่อนาไปสอนธรรมะให้
ไดผ้ ลดี จึงทาให้ผูฟ้ ังมีความเขา้ ใจใน เน้ือหาของ
หลกั ธรรมท่ีลึกซ้ึงไดอ้ ยา่ งง่ายดาย
๒. เป็ นนักประยุกต์คาสอนทาง ท่ านพุท ธทาสไ ด้วางรู ปแบบการปฏิ บัติ ตนขอ ง
พระพทุ ธศาสนา พระสงฆ์ให้เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ และยงั
เทศนาสง่ั สอนชาวบา้ นใหร้ ู้จกั การทาบุญใหท้ าน ที่
ถูกวิธี โดยตัดพิธีกรรมที่แสดงความฟ่ ุมเฟื อย
ออกไป ไม่เนน้ การสร้างศาสนวตั ถุ หรือเคร่ืองราง
ของขลงั ใดๆ
คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓.เป็ นผู้อุทิศตนเพื่อพระพุทธ - ท่านพุทธทาสได้ทางานเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ศาสนา อยา่ ง ต่อเนื่องเป็ นเวลายาวนาน โดยเฉพาะการแต่
หนัง สื อ ธ รร ม ะแ ล ะห นังสื อ ท่ี มี เ น้ื อ ห าเ ก่ี ยว กับ
ปรัชญาและจริยธรรมออกเผยแผ่เป็ นจานวนมาก
ท่ีแสดงความฟ่ ุมเฟื อยออกไป
๔. เป็ นผู้มีแบบอย่างท่ีดีในการ ท่านมีวิธีการแสดงธรรมท่ีง่ายและลึกซ้ึง จึงเป็ นท่ี
สอน ศรัทธาของคนทว่ั ไป
๒.๖ พระพรหมมงั คลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
ท่านปัญญานันทภิกขุ เกิดท่ีจงั หวดั พทั ลุง
เม่ือมีอายคุ รบ ๒๐ ปี บริบรู ณ์ ไดอ้ ุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ได้ฉายาว่า “ปญฺญานนฺโท” หลงั จากอุปสมบทได้ไม่
นาน ท่านได้เดินทางไปศึกษาธรรมที่วัดมหาธาตุ
จงั หวดั นครศรธีรรมราช สอบไดน้ กั ธรรมโท นกั ธรรม
เอก และเปรียญธรรม ๔ ประโยค
ท่านไดเ้ ริ่มแสดงธรรมะในพ้ืนท่ีต่างๆ ของ
ภาคใต้ เคยเดินทางไปจาพรรษากับพระธรรมโกศา
จารย์ (พทุ ธทาสภิกข)ุ ที่สวนโมกขพลาราม อาเภอไชยา
จงั หวดั สุราษฎร์ธานีและเป็นสหายธรรมดาเนินการเผย
แผห่ ลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา
ท่านปัญญานันทภิกขุเคยไปจาพรรษาท่ีวดั อุโมงค์ จงั หวดั เชียงใหม่ ท่านได้แสดง
ธรรมในทุกวนั อาทิตยแ์ ละวนั พระท่ีพุทธนิคม จงั หวดั เชียงใหม่ ทาให้ประชาชนทวั่ ไปเกิดความ
ศรัทธา ต่อมาท่านไดไ้ ปเป็ นเจา้ อาวาสวดั ชลประทานรังสฤษด์ิ อาเภอปากเกร็ด จงั หวดั นนทบุรี
ซ่ึงขณะน้นั เป็ นวดั ใหม่ท่ีกรมชลประทานไดส้ ร้างข้ึนท่านปัญญานนั ทภิกขุไดด้ าเนินการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาโดยวิธีท่ีท่านไดเ้ ร่ิมเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเทศนา แบบด้งั เดิมท่ีนง่ั เทศนาบน
ธรรมาสน์เป็ นการยนื พดู ปาฐกถาธรรม แบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน ใชถ้ อ้ ยคาที่ง่ายในการ
แสดง ธรรมพร้อมกบั ยกตวั อยา่ งเหตุผล และเหตุการณ์ต่างๆ เป็นการดึงดูดความสนใจแก่คนฟัง
นอกจากน้ันท่านยงั เป็ นเจา้ อาวาสวดั พุทธธรรม วดั ไทยในนครชิคาโกประเทศสหรัฐอเมริกา
นอกจากน้ีท่านยงั มีผลงานดา้ นหนงั สือเกี่ยวกบั พระพุทธศาสนาและแถบบนั ทึกเสียงการ บรรยาย
ธรรมะเป็ นจานวนมาก เป็ นการเผยแผ่หลกั ธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนาให้แก่ ประชาชน
โดยทว่ั ไปให้มีความเขา้ ใจในพระพุทธศาสนาไดอ้ ยา่ งถ่องแท้ และท่านยงั มีส่วนช่วย เหลือสังคม
ท้งั ในดา้ นการศึกษา สาธารณูประโยชน์อ่ืนๆ อีกเป็นจานวนมากเช่นกนั
คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง
๑. มีความเป็ นเลิศในการถ่ายทอด ท่านมีวาทศิลป์ ในการเทศน์ โดยพูดจูงใจให้คนมี
ธรรมะ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเข้าใจใน
หลกั ธรรม
๒. เป็นพระสงฆท์ ่ีดี ท่านไดอ้ ุทิศตนในการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาตลอด
มาต้งั แต่วยั หนุ่มจนถึงวยั ชรา
คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. เป็ นพระสงฆ์ทมี่ ชี ีวติ เรียบง่าย ท่านไม่ยดึ ติดในยศ หรือสมณศกั ด์ิที่ไดม้ า
๔. เป็ นนักประยุกต์วิธีการเผยแผ่ ท่านได้ปรับเปล่ียนวิธีการเทศนามาเป็ นแบบยืน
พระพุทธศาสนา ปาฐกถา หรือบรรยายด้วยภาษาที่เขา้ ใจง่าย และ
การฟังเทศน์ก็ไม่มีพิธีการต่างๆ มากมาย ท่านยงั
ปฏิรูปพธิ ีกรรมทางศาสนา เช่น พธิ ีเผาศพ จดั ใหม้ ี
การสวดศพเพียงจบเดียวและฟังเทศน์ก่อนทาพิธี
เผาศพ เป็นตน้
๒.๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺ โต)
บรรพชาเป็ นสามเณรเมื่ออายุ ๑๓ ปี ที่จังหวัด
สุพรรณบุรี ท่านสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคเมื่อ
คร้ังยงั เป็ นสามเณร ต่อมาสอบไดป้ ริญญาพุทธศาสตร์
บณั ฑิตเกียรตินิยม อนั ดบั ๑ จากมหาวิทยาลยั มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย และสอบได้ประโยคครูพิเศษ
มธั ยม (พ.ม.)
ในขณะท่ีไดร้ ับแต่งต้งั ใหเ้ ป็นรองเลขาธิการ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านได้
สร้างความกา้ วหน้าให้แก่มหาวิทยาลยั ท้งั ดา้ นบริหาร
และวิชาการเป็ นอย่างมาก เป็ นผู้นาในการพัฒนา
หลกั สูตรท่ีเน้นบทบาทและภาระสังคมที่เพิ่มข้ึนของ
คณะสงฆ์
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่านมีปรากฏหลายลกั ษณะท้งั ในดา้ นการสอน การ
บรรยาย การปาฐกถา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแสดงธรรมเทศนา ท่านไดร้ ับการ
อาราธนาไป สอนธรรมะในมหาวทิ ยาลยั ช้นั นาในต่างประเทศหลายแห่ง ท้งั ยงั เป็นพระสงฆไ์ ทยที่
ไดร้ ับการ อาราธนาไปแสดงปาฐกถาในที่ประชุมนานาชาติซ่ึงจดั ข้ึนในประเทศไทยหลายคร้ัง
พระพรหมคุณาภรณ์ ยงั มีผล งานตาราวิชาการท้งั ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทาให้ผูอ้ ่าน
สามารถเข้าใจพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง ท่านยังได้รับนิมนต์เป็ นท่ีปรึ กษาของ
มหาวทิ ยาลยั มหิดล ในการสร้างพระไตรปิ ฎกฉบบั คอมพิวเตอร์สาเร็จสมบรูณ์เป็นฉบบั แรกของ
โลก ทาให้การศึกษา คน้ ควา้ หลกั คาสอนของพระพุทธศาสนาทาไดอ้ ย่างสะดวก รวดเร็ว และ
ถูกตอ้ งแม่นยามากข้ึน
๑. เป็ นผู้ใฝ่ รู้ใฝ่ เรียน คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง
ท่านไดศ้ ึกษาหาความรู้ต้งั แต่เยาวว์ ยั สามารถได้
เปรียญธรรม ๙ ประโยค ต้งั แต่ยงั เป็น สามเณร
๒. เป็นผอู้ ุทิศตนใหแ้ ก่พระพทุ ธ - ท่านมีงานที่แสดงถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ศาสนา หลายลกั ษณะ ท้งั ดา้ นการสอน การบรรยาย การ
ปาฐกถา การแสดงธรรมเทศนา ตลอดจนผลงาน
ด้านการเขียนหนังสือเพ่ือเผยแผ่ธรรมะ ซ่ึงเป็ น
ประโยชน์ต่อการศึกษาความรู้ ด้านพระพุทธ -
ศาสนาเพ่ือนาไปสู่การปฏิบตั ิที่ถกู ตอ้ ง
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. เป็ นผู้ปฏิบัติตนเรียบง่ายเป็ น โดยท่าน มีวตั รปฏิบัติที่อ่อนน้อมถ่อมตน ให้
แ บ บ อ ย่ า ง ท่ี ดี แ ก่ พ ร ะ ส ง ฆ์ แ ล ะ ความสนใจแก่ผทู้ ่ีเขา้ พบโดยไม่เลือกชาติ ศาสนา
บุคคลทว่ั ไป และเพศ
๒.๘ สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็ นพระราช
โอรสในสมเด็จพระเจา้ ปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงไดร้ ับการ ยกย่องว่าเป็ น
พระมหากษตั ริยท์ ี่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงทานุบารุง
กรุง ศรีอยุธยาให้มีความเจริญรุ่งเรืองทุกด้านในสมัย
สมเดจ็ พระนารายณ์ ฝร่ังเศสไดส้ ่ง บาทหลวงเขา้ มาเผยแผ่
คริ สต์ศาสนา ต้ังศูนย์กลางการค้าขายและเผยแพร่
วิทยาการดา้ นต่างๆ และมีการทูลขอสมเด็จพระนารายณ์
มหาราชให้ทรงนับถือคริสต์ศาสนา ซ่ึงพระองค์ก็ทรง
สามารถโตต้ อบด้วยวิธีการที่นุ่มนวล ใน ทานองว่า “ถ้า
คริสต์ศาสนาเป็ นศาสนาท่ีมีหลักการดีแล้ว สักวัน หนึ่ง
พระองค์คงจะเข้ารีตนับถือคริสต์ศาสนาก็ได้ ” และได้
ประกาศแก่ราษฎรว่าถา้ ผูใ้ ดมีความเล่ือมใสจะเขา้ รีตนับ
ถือคริสตศ์ าสนากไ็ ด้
งานเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาของท่านมีปรากฏหลายลกั ษณะท้งั ในดา้ นการสอน การบรรยาย
การปาฐกถา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแสดงธรรมเทศนา ท่านไดร้ ับการอาราธนาไป
สอนธรรมะในมหาวิทยาลัยช้ันนาในต่างประเทศหลายแห่ง ท้งั ยงั เป็ นพระสงฆ์ไทยท่ีได้รับการ
อาราธนาไปแสดงปาฐกถาในที่ประชุมนานาชาติซ่ึงจดั ข้ึนในประเทศไทยหลายคร้ัง
พระพรหมคุณาภรณ์ ยงั มีผล งานตาราวิชาการท้งั ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ทาให้
ผู้อ่านสามารถเข้าใจพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง ท่านยงั ได้รับนิมนต์เป็ นท่ีปรึกษาของ
มหาวทิ ยาลยั มหิดล ในการสร้างพระไตรปิ ฎกฉบบั คอมพิวเตอร์สาเร็จสมบรูณ์เป็นฉบบั แรกของโลก
ทาให้การศึกษา คน้ ควา้ หลกั คาสอนของพระพุทธศาสนาทาไดอ้ ย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกตอ้ ง
แม่นยามากข้ึน
คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง
๑.ทรงมปี ฏิภาณในการแก้ปัญหา ดงั ตวั อย่างท่ีพระองค์ทรงปฏิเสธการเขา้ รีตนบั ถือ
คริ สต์ศาสนาต่อคณะทูต ฝร่ังเศสด้วยวิธีการ
นุ่มนวล
๒. เป็นผอู้ ุทิศตนใหแ้ ก่พระพทุ ธ - ๒. เป็ นชาวพุทธที่ดี ทรงสนบั สนุนการศึกษาพระ
ศาสนา ปริยตั ิธรรมและยกย่องพระสงฆ์ที่มีความรู้ภาษา
บาลี
คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. ทรงมีความมั่นคงในพระพุทธ ถึงแมว้ ่าพระเจา้ หลุยส์ท่ี ๑๔ ของฝร่ังเศส จะทรง
ศาสนา ส่งบาทหลวงให้ เขา้ มาเผยแผค่ ริสตศ์ าสนายงั กรุง
ศรีอยุธยา แต่พระองค์ก็ทรงมีจิตใจหนักแน่นใน
พระพทุ ธศาสนา
๔.ทรงมคี วามเมตตากรุณา ทรงใช้หลัก“ทศพิธราชธรรม” ทางพระพุทธ
ศาสนาปกครองราชอาณาจกั ร
๒.๙ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว
พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จุ ล จ อ ม เ ก ล้ า
เจ้าอยู่หัวทรงเป็ น พระมหากษตั ริยร์ ัชกาลที่ ๕
แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จข้ึนครองราชยเ์ ม่ือทรงมี
พระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา พระองค์จึงทรงมี
โอกาสในการศึกษาศิลปวิทยาการและได้เสด็จ
ประพาสต่างประเทศหลายแห่ง การที่พระองค์มี
โอกาสเสด็จประพาสต่างประเทศท่ีเจริญแลว้ ทา
ให้ พระองค์ไดแ้ นวคิดมาพฒั นาประเทศไทยให้
เจริญกา้ วหนา้ ทดั เทียมอารยประเทศ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัวทรงมี พระราชกรณียกิจท่ีสาคญั ใน
การพฒั นาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองท้ังในด้านพระพุทธศาสนา การศึกษา สังคมและ
วฒั นธรรม ในรัชสมยั ของพระองคเ์ ป็นช่วงท่ีประเทศมหาอานาจตะวนั ตกต่างพากนั ออกล่า
อาณานิคมอย่างกวา้ งขวาง แต่ดว้ ยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่ีดาเนินนโยบายผ่อน
ปรนสละส่วนนอ้ ยเพ่ือส่วนใหญ่ จึงตอ้ งยอมเสียดินแดนบางส่วนใหฝ้ ั่งเศสและองั กฤษเพื่อ
รักษาเอกราชของชาติทาให้ประเทศไทยเป็ นประเทศเดียวในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตท้ ี่
สามารถรักษา เอกราชไวไ้ ด้
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง
๑. ทรงเป็ นผู้มคี วามคดิ กว้างไกล พระองคเ์ สดจ็ ประพาสยงั ประเทศต่างๆ เพื่อท่ีจะนา
๒. ทรงเป็ นนักพฒั นาทแี่ ท้จริง แนวทางมาใชใ้ นการพฒั นาประเทศ
พระราชกรณี ยกิจต่างๆ ของพระองค์ตลอด
ระยะเวลาท่ีทรงครองราชย์ เป็นการ พฒั นาประเทศ
ท่ีถูกทิศทาง อนั เป็นการวางรากฐานของการพฒั นา
ท่ีมนั่ คง
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. ทรงมีปฏิภาณในการแก้ไข พระองค์ทรงสามารถใช้วิธีการดาเนินนโยบาย
ปัญหา ผ่อนปรน สละดินแดน ส่ วนน้อยเพื่อรักษา
ดินแดนส่วนใหญ่ จึงสามารถรักษาเอกราชของ
ประเทศชาติไวไ้ ด้
๔. ทรงเป็ นพุทธศาสนิกชนทด่ี ี พระองค์ทรงมีส่วนในการทานุบารุงพระพุทธ -
ศาสนา เช่น การสร้างวดั
๒.๑๐ ดร. เอม็ เบดการ์
ดร. เอ็มเบดการ์ มีชื่อเต็มว่า บาบาสาเหบ
พมิ เรา รามชิ เอ็มเบดการ์ (Dr. Babasaheb Bhimrao
RamjiAmbedkar) เกิดในวรรณะศูทรท่ียากจนใน
ประเทศอินเดีย แมค้ รอบครัวจะยากจน แต่บิดาก็ส่ง
เรียนจบช้นั ประถมศึกษาปี ที่ ๖ ระหวา่ งเรียนเขาตอ้ งใช้
ความอดทนจากการดูถูก เหยยี ดหยามจากเพ่ือนดว้ ยกนั
ต่อจากน้ันบิดาก็พยายามส่งเขาเรี ยนต่อในระดับ
มธั ยมศึกษา ครูคนหน่ึงเห็นว่าเขาเป็ นเด็กนิสัยดีและมี
สติปัญญาเฉลียวฉลาด จึงให้เขาใช้นามสกุลของครูว่า
เอม็ เบดการ์ จากนามสกุลใหม่ทาใหค้ นทว่ั ไปคิดวา่ เขา
เป็นคนในตระกลู พราหมณ์ จึงไม่เป็นที่รังเกียจของคน
ทวั่ ไป
เอ็มเบดการ์เป็นผทู้ ี่เรียนดี จึงมีโอกาสไดร้ ับทุนเรียนต่อจนจบปริญญาเอก เขาเดินทางกลบั
อินเดียและพยายามหาทางต่อสู้เพื่อคนวรรณะเดียวกนั เขาสมคั รเป็ นอาจารยส์ อนในมหาวิทยาลยั
ซิดนาหัมในมุมไบ ต่อมาเขาไดร้ ับพระราชทานอุปถมั ภ์จากเจา้ ชายแห่งเมืองโครักขปูร์ และเป็ นผูม้ ี
บทบาทสาคญั ต่อความเคลื่อนไหวทางสังคมหลายๆ อยา่ งในอินเดีย ดร. เอม็ เบดการ์มีความสนใจพระ
พุทธ -ศาสนาเป็นอยา่ งมาก เขามีบทบาทสาคญั ในการเป็นผนู้ าชาวพุทธในวรรณะศูทรกวา่ ๕ แสนคน
ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ รวมท้งั ไดท้ างานฟ้ื นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดียโดยเฉพาะในหมู่ชนช้นั
ล่าง จึงไดม้ ีศูทรและจณั ฑาลเปล่ียนมานับถือพระพุทธศาสนาเป็ นจานวนมาก นอกจากน้ีเขายงั ได้
ผลกั ดนั ให้เกิดวิทยาลยั สิทธตั ถะ วิทยาลยั ใน เครือของมหาวิทยาลยั บอมเบย์ และไดต้ ้งั มิลินทวิทยาลยั
ข้ึนที่เมืองออรังกาบาดดว้ ย
คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง
๑. เป็ นผู้มคี วามอดทนสูง เอ็มเบดการ์ เกิดในวรรณะศูทรซ่ึงเป็ นวรรณะต่า
๒. เป็ นผู้ใฝ่ รู้ในการศึกษา ทาให้เขาไดร้ ับการดูถูกเหยยี ดหยาม จากเพ่ือน ครู
และบุคคลทวั่ ไป แต่เขากใ็ ชค้ วามอดทนและต้งั ใจ
เรียนจนจบการศึกษา
เขาชอบอ่านหนังสือและต้ังใจเรียน พยายามหา
ความรู้จากบุคคลต่างๆ ที่เขาเห็นวา่ จะสามารถสอน
เขาได้
คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. เป็ นผู้มปี ณธิ านแน่วแน่ มี ค ว า ม ต้ ัง ใ จ สู ง ว่ า จ ะ ต้อ ง ท า ใ ห้ สั ง ค ม อิ น เ ดี ย
ยอมรับศกั ด์ิศรีของความเป็นมนุษย์ โดยเท่าเทียม
กนั ซ่ึงเขากส็ ามารถทาไดต้ ามที่ต้งั ปณิธานไว้
๔. เป็ นชาวพุทธตัวอย่าง เขาได้ เขาได้ปฏิ บัติ ตนเป็ นชาวพุทธที่ ดี เรี ยนรู้
ปฏิบตั ิตนเป็ นชาวพุทธทด่ี ี หลักธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนาจนมี
ความเขา้ ใจกระจ่างชัดพร้อมนาไปปฏิบตั ิ และ
สามารถเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ตลอดจนนาชาว
พทุ ธศทู ร กวา่ ๕ แสนคนมาปฏิญาณตนเป็น
พทุ ธมามกะ
๒.๑๑ สุชีพ ปุญญานุภาพ
สุชีพ ปุญญานุภาพ เป็ นชาวพุทธผู้
อุทิศตนเพื่อความเจริญก้าวหน้าของพระพุทธ -
ศาสนาเป็ นเวลายาวนาน นับต้งั แต่ท่านอุปสม-
บทและเม่ืออยใู่ นชีวิตฆราวาส ท่านได้ ริเร่ิมงาน
สาคญั หลายอย่าง เช่น การเผยแผ่หลกั ธรรมทาง
นวนิ ยาย การก่อต้ังและส่ งเสริ มโรงเรี ยน
พระพทุ ธศาสนาวนั อาทิตย์ ยวุ พทุ ธิกสมาคมแห่ง
ประเทศไทย และท่านยงั แต่ง หนงั สือซ่ึงมีเน้ือหา
เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจานวนมาก เช่น เชิง
ผาหิมพานต์ กองทัพธรรม ใต้ร่มกาสาวพสั ตร์
เป็ นตน้
คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง
๑. เป็ นผู้ใฝ่ รู้อย่างยง่ิ นายสุชีพ ปุญญานุภาพเป็ น ผู้ที่ใฝ่ ศึกษาหา
๒. เป็ นพทุ ธศาสนิกชนทด่ี ี ความรู้และพฒั นาตนเองอยเู่ สมอ นอกจาก ชจะ
เรียนจบช้ันเปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว ชยงั
ศึ ก ษ า ห า ค ว า ม รู้ เ พ่ิ ม เ ติ ม ท า ง ด้ า น
ภาษาต่างประเทศ จนสามารถแสดงธรรมแก่
ชาวต่างชาติได้
นายสุชีพเป็นผทู้ ี่ดาเนินชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟ่ ุมเฟื อย
มีคุณธรรม มีความประพฤติท่ี ดี งาม เป็ น
แบบอยา่ งการปฏิบตั ิให้แก่ชาวพุทธโดยทว่ั ไปได้
เป็นอยา่ งดี
คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. เป็ นครูทด่ี ี เม่ือคร้ังยงั บวชอย่นู ้นั ท่านเป็ นพระนักเทศน์ท่ีมี
ชื่อเสียง และเม่ือลาสิกขามาเป็ นอาจารยส์ อนที่
มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั ท่านก็ต้งั ใจ
ประสิทธิประสาทความรู้แก่ศิษยอ์ ยา่ งเตม็ ท่ีท้งั ใน
และนอกช้นั เรียน
๒.๑๒ อนาคาริกธรรมปาละ
อนาคาริก ธรรมปาละ มีชื่อเดิมว่า
ดอน เดวิด เทวะวิตถรณะ บิดาเป็ นชาวพุทธ มี
อาชีพทาการเกษตรใน เมืองมาตะระ ทางตอนใต้
ของศรีลงั กา ในวยั เด็ก ดอน เดวิด ได้รับการ
อบรมจากพ่อแม่ให้ อยู่ในศีลธรรม สอนให้มี
ค ว า ม ศ รั ท ธ า ต่ อ พ ร ะ รั ต น ต รั ย ใ น
พระพทุ ธศาสนา สังคมรอบขา้ งและครูอาจารยท์ ่ี
โรงเรียนมกั พดู ดูหมิ่นพระพทุ ธศาสนาและพดู จา
โน้มน้าวให้หันมานับถือคริสต์ศาสนา แต่เด็ก
ชายเดวดิ กย็ งั มน่ั คงในพระพทุ ธศาสนาเช่นเดิม
ดอน เดวิด ไดม้ ีโอกาสรู้จกั กบั พนั เอกเฮนรี สตีล โอลคอตต์ และมาดาม เอช. พี บลาวตั
สกี ท้งั สองท่านไดอ้ ่านการโตว้ าทะธรรมที่เมืองปานะดุรา เป็นการโตว้ าทีเก่ียวกบั หลกั ธรรมทาง
พระพุทธศาสนาและคริ สต์ศาสนา ระหว่างพระมิเคตตุวัตเต คุณานันทะ นักบวชใน
พระพทุ ธศาสนา กบั ศิษยาภิบาลของคริสตศ์ าสนา ซ่ึงมีผแู้ ปลเป็นภาษาต่างประเทศ ท้งั สองท่านได้
อ่านแลว้ เกิดความ ศรัทธาและไดป้ ฏิญาณตนเป็นพทุ ธมามกะที่เมืองกอลล์ ทางภาคใตข้ องศรี ต่อมา
ท่านท้งั สองไดต้ ้งั สมาคมที่เก่ียวกบั พระพทุ ธศาสนา คือ สมาคมธีออสโซฟี เม่ือท่านธรรมปาละอายุ
๒๐ ปี ท่านไดข้ ออนุญาตบิดามารดาเพ่อื เดินทางไปร่วมงานของสมาคมธีออสโซฟี ท่านไดม้ ีโอกาส
ศึกษาพระพทุ ธศาสนาและภาษาบาลีเพิ่มมากข้ึน ท่านอนาคาริก ธรรมปาละมีโอกาสเดินทางไปกบั
พนั เอกโอลคอตต์ไปในประเทศที่นบั ถือ พระพุทธศาสนา เพื่อพบปะพ่ีนอ้ งชาวพุทธ และเดินทาง
ไปอินเดียเพ่ือนมสั การพุทธสถานและสังเวชนียสถาน และสุดทา้ ยท่านไดม้ าอุทิศตนในการฟ้ื นฟู
พระพทุ ธศาสนาที่พทุ ธคยาตลอดชีวติ
คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง
๑.เป็ นผู้มีความมัน่ คงในพระพุทธ ถึงแมว้ ่าบุคคลในสังคมรอบขา้ งของท่านในวยั
ศาสนา เด็กจะพดู จาดูหม่ิน พระพุทธศาสนาอยเู่ สมอ แต่
ท่านก็มีความศรัทธามนั่ คงต่อพระพุทธศาสนา
เช่นเดิม
๒. เป็ นผู้ทใี่ ฝ่ หาความรู้ ท่านไดห้ าโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาและภาษา
บาลีจากบุคคลต่างๆ จนทาให้ท่าน มีความเขา้ ใจ
ในพระพทุ ธศาสนามากยง่ิ ข้ึน
คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)
๓. เป็ นผู้มีความเสี ยสละเพ่ือ ท่ า น ตัด สิ น ใจ ลาอ อ ก จา กร าช การ เ พ่ื อ เ ดิ น ทา ง
พระพุทธศาสนา จาริกไปพบปะ ชาวพุทธและเผยแผ่พุทธศาสนา
ยังประเทศต่างๆ และอุทิศตนในการฟ้ื นฟู
พระพทุ ธศาสนาที่พทุ ธคยาตลอดชีวติ
เมื่อกล่าวโดยสรุป การศึกษาประวตั ิของพุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า และศาสนิกชน
ตวั อยา่ งยอ่ มทาใหร้ ู้และเขา้ ใจวิถีการดาเนินชีวติ ของท่านต้งั แต่เริ่มตน้ จนถึงวาระสุดทา้ ยที่
แสดงให้เห็นถึง การปฏิบตั ิตนเป็ นพุทธศาสนิกชนท่ีดีการอุทิศตนตลอดจนวิธีการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา ผูศ้ ึกษาประวตั ิของพุทธสาวก พุทธสาวิกาและศาสนิกชนตวั อย่าง ย่อม
รู้จักวิเคราะห์คุณธรรม อันเป็ นแบบอย่างของท่านเพ่ือนาไปประยุกต์ปฏิบัติได้ใน
ชีวติ ประจาวนั ซ่ึงจะส่งผลต่อคุณภาพ ชีวติ ท่ีดีของผปู้ ฏิบตั ิ ท้งั ทางกาย วาจา ใจ
๘หน่วยการเรียนรู้ที่ หน้าทแี่ ละมารยาทชาวพทุ ธ
ช า ว พุ ท ธ ค ว ร ป ฏิ บัติ ต น ต า ม
หลกั ธรรม ในพระพุทธศาสนารู้จกั เขา้ ร่วม
ในกา รเ ผย แผ่ ป กป้ อ ง และ คุ้มค รอ ง
พระพุทธศาสนา รู้จักปฏิบัติตนต่อพระ
รัตนตรัยท้งั ทางกาย วาจา และใจ ตามหลกั
มารยาทของชาวพทุ ธ รวมท้ังรู้จักบาเพ็ญ
ตนใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อครอบครัว ชุ ม ช น
ประเทศชาติ และโลก
๑. หน้าทช่ี าวพทุ ธ
๑.๑ การเป็ นชาวพทุ ธทดี่ ตี ามหลกั ทศิ 6 อุปริมทศิ ปุรัตถิม ทกั ษนิ ทศิ
ทศิ ปัจจมิ ทศิ
หมายถึง บุคคลประเภทต่างๆ ท่ีเราตอ้ ง
เกี่ยวขอ้ งสมั พนั ธ์กนั ทางสังคม ดุจทิศที่อยรู่ อบตวั ทศิ ๖
ซ่ึงบุคคลในแต่ละทิศมีหนา้ ที่ตอ้ งปฏิบตั ิต่อบุคคล
อื่นๆ ในทิศต่างๆ ดงั ต่อไปน้ี อุตตรทศิ
(๑) ปุรัตถิมทิศ (ทิศเบ้ืองหน้า) ได้แก่ บิดา เหฏฐิม
มารดา เพราะเป็นผมู้ ีอุปการะแก่เรามาก่อน ทศิ
(๒) ทักษิณทิศ (ทิศเบ้ืองขวา) ได้แก่ ครู
อาจารย์ เพราะเป็ นทกั ขิไณยบุคคลท่ีควรแก่
การบชู า
(๓) ปัจฉิมทิศ (ทิศเบ้ืองหลัง) ได้แก่ บุตร (๖) อุปริมทิศ (ทิศเบ้ืองบน) ไดแ้ ก่ พระสงฆ์
ภรรยา เพราะมีข้ึนมาเมื่อภายหลงั และเป็ น เพราะเป็ นผูส้ ูงด้วยคุณธรรมและเป็ นผูน้ า
กาลงั สนบั สนุนอยขู่ า้ งหลงั
ทางจิตใจ
(๔) อุตตรทิศ (ทิศเบ้ืองซ้าย) ได้แก่ มิตร
สหาย เพราะเป็นผชู้ ่วยนาพาใหข้ า้ มพน้ อุป-
สรรคภยั อนั ตรายและเป็ นกาลงั สนับสนุน
ใหบ้ รรลุความสาเร็จ
(๕) เหฏฐิมทิศ (ทิศเบ้ืองล่าง) ไดแ้ ก่ คนรับ
ใช้และคนงาน เพราะเป็ นผูช้ ่วยทาการงาน
ต่างๆ เป็นฐานกาลงั ให้
๑.) การเป็ นชาวพุทธทดี่ ตี ามหลกั ทศิ เบอื้ งบนในทศิ ๖ สามารถปฏิบตั ไิ ด้ดงั นี้
๑.๑) พทุ ธศาสนิกชนควรปฏบิ ตั ติ นต่อพระสงฆ์ ดงั นี้
การปฏบิ ตั ติ นต่อพระสงฆ์ ตัวอย่าง
๑. จะทาส่ิงใดกท็ าดว้ ยเมตตา ใหค้ วามเคารพต่อพระสงฆแ์ ละช่วยเหลือกิจของพระสงฆ์
๒. จะพดู ส่ิงใดกพ็ ดู ดว้ ยเมตตา พดู ต่อพระสงฆด์ ว้ ยถอ้ ยคาท่ีไพเราะและถูกตอ้ งเหมาะสม
๓. จะคิดส่ิงใดกค็ ิดดว้ ยเมตตา คิดต่อท่านดว้ ยความเคารพศรัทธา
๔. ตอ้ นรับดว้ ยความเตม็ ใจ เม่ือพบท่านในสถานที่ต่างๆ กแ็ สดงความเคารพ
๕. อุปถมั ภด์ ว้ ยปัจจยั ๔ ถวายส่ิงของท่ีเหมาะสมกบั สมณเพศ
๑.๑) พทุ ธศาสนิกชนควรปฏิบตั ิตนต่อพระสงฆ์ ดงั น้ี
การอนุเคราะห์คฤหัสถ์
๑. หา้ มปรามจากความชว่ั
๒. ใหต้ ้งั อยใู่ นความดี
๓. อนุเคราะห์ดว้ ยความปรารถนาดี
๔. ใหไ้ ดฟ้ ังในสิ่งที่ยงั ไม่เคยฟัง
๕. ทาส่ิงท่ีเคยฟังแลว้ ใหแ้ จ่มแจง้
๖. บอกทางสวรรค์ คือ ทางชีวติ ที่มีความสุขความเจริญให้
คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง
๑. เป็ นผู้มคี วามสารวม พระอสั สชิเป็ นผทู้ ่ีมีบุคลิกสารวมและเหมาะสมที่
จะเป็นแบบอยา่ งแก่สมณะ
๒. เป็ นผู้มคี วามอ่อนน้อมถ่อมตน
พระอสั สชิไดพ้ ดู จาถ่อมตนต่อบุคคลท่ีขอให้ท่าน
๓. เป็ นครูทด่ี ี แสดงธรรม โดยท่านพดู ในทานองวา่ ท่านบวชได้
ไม่นาน ยงั ไม่สามารถแสดงธรรม โดยพิสดารได้
๔. เป็ นผู้ท่ีมีความเล่ือมใสใน
พระพุทธศาสนาและมีส่ วนสาคัญ นอกจากท่านจะถ่ายทอดความรู้ด้านธรรมะซ่ึง
ในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา เป็ นหลกั การสาคญั แลว้ ท่านยงั ประพฤติตนเป็ น
แบบ อยา่ งท่ีดีแก่ศิษยแ์ ละบุคคลทว่ั ไปอีกดว้ ย
ท่านปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรมด้วยความเลื่อมใส
และเป็นพุทธสาวกรุ่นแรก ท่ีเป็นพระธรรมทูตไป
เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
๒) การปฏิบตั ิตนในฐานะผปู้ กครองและผอู้ ยใู่ นปกครองตามหลกั ทิศเบ้ืองล่างในทิศ ๖
๒.๑) นายจา้ ง หรือผทู้ ่ีอยใู่ นฐานะผปู้ กครองควรปฏิบตั ิตนต่อผอู้ ยใู่ นปกครอง ดงั น้ี
การปฏบิ ัตติ นต่อลูกจ้าง
๑. จดั การงานใหท้ าตามความเหมาะสมกบั กาลงั ความสามารถ
๒. ใหค้ ่าจา้ งรางวลั สมควรแก่งานและความเป็นอยู่
๓. จดั สวสั ดิการที่ดีให้ เช่น ช่วยรักษาพยาบาลในยามเจบ็ ไข้
๔. ไดข้ องพเิ ศษแปลกๆ มากแ็ บ่งปันใหต้ ามสมควร
๕. ใหม้ ีวนั หยดุ และพกั ผอ่ นหยอ่ นใจตามโอกาสอนั ควร
๒.๒) ผอู้ ยใู่ นปกครองของผอู้ ่ืน ลกู จา้ ง และคนงานควรปฏิบตั ิตนต่อนายจา้ ง หรือผปู้ กครอง
ดงั น้ี
การปฏบิ ตั ติ นของผู้อย่ใู นปกครอง
๑. เร่ิมทาการงานก่อนนาย
๒. เลิกงานทีหลงั นาย
๓. ถือเอาแต่ของท่ีนายให้
๔. ทาการงานใหเ้ รียบร้อยและดียง่ิ ข้ึน
๕. นาเกียรติคุณของนายไปเผยแพร่
๑.๒ การรักษาศีล ๘
ศีล ๘ คือ การรักษาระเบียบหรือขอ้ ปฏิบตั ิในการฝึกหดั กายวาจา ดงั น้ี
ศีล ๘
๑. เวน้ จากการฆ่าสตั ว์ ๒. เวน้ จากการลกั ขโมย
๓. เวน้ จากการประพฤติผดิ พรหมจรรย์ ๔. เวน้ จากการพดู เทจ็
๕. เวน้ จากการดื่มน้าเมา ๖. เวน้ จากการบริโภคอาหารในเวลากลางคืน
๗. เวน้ จากการฟ้ อนรา ขบั ร้อง บรรเลงดนตรี ๘. เวน้ จากท่ีนอนอนั สูงใหญ่หรูหราฟ่ ุมเฟื อย
ดูการละเล่น การทดั ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้
๑.๓ การแสดงตนเป็ นพทุ ธมามกะ
พุทธมามกะ หมายถึง ผปู้ ระกาศตนว่าเป็น
ผนู้ บั ถือพระพุทธศาสนา ปัจจุบนั น้ีนิยมกระทาพิธี
แสดงตนเป็ นพุทธมามกะ เพื่อยืนยนั ว่าจะปฏิบตั ิ
ตนตามคาสอนในพระพุทธศาสนา ซ่ึงมีข้นั ตอน
ดงั น้ี
๑) การเตรียมการ ผูท้ ี่ประสงค์จะเข้า
ประกอบพิธี นาพานดอกไม้ ธูป เทียน ใส่พานไป
ถวายพระสงฆ์ที่จะเป็ นประธานในพิธีเพ่ือตกลง
กาหนดพิธีการ