The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru Arm Kku, 2020-07-08 23:38:55

ศาสนา ม4-6

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

(๑) ปัญหาตายตวั (๒) ปัญหายอกย้อน
คือ ตอบแบบตรงไปตรงมา ไม่ออ้ มคอ้ ม หมายถึง ปัญหาพึงยอ้ นถามก่อนแล้วจึง
ไม่มีเง่ือนไข เพราะมีคาตอบตายตัว ตอบ ปัญหาบางอย่างจะด่วนตอบทันที
แน่นอน ใครกต็ อ้ งตอบอยา่ งน้นั ไม่ได้ เพราะอาจเกิดความผิดพลาด ต้อง
ย ้อ น ถ า ม เ พ่ื อ ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม ชั ด เ จ น ข อ ง
ประเดน็ ท่ีถามก่อน

(๓) ปัญหาแยกตอบ (๔) ปัญหาไม่ตอบ

คือ ปัญหาท่ีตอ้ งแยกประเดน็ ตอบ กล่าวคือ คือ ปัญหาที่ตอ้ งพกั หรือเก็บไวไ้ ม่ตอ้ งตอบ

ปัญหาที่ คลุมเครือ อยา่ เพ่ิงด่วนตอบ เพราะ เพราะเป็ นปัญหา นอกเร่ือง ชวนทะเลาะ
โอกาสท่ีจะผิดพลาดมีสูง จึงตอ้ งแยกเป็ น ตอบไปก็ไม่ทาให้อะไรดีข้ึน ไม่ก่อให้เกิด
ประโยชน์และสิ้นเปลืองเวลา
เรื่องๆ ไป

๒.๔) วธิ ีสอนแบบวางกฎข้อบงั คับ
เมื่อเกิดกรณีปัญหาพระสงฆ์กระทาความผิด
ในเรื่องใดเรื่องหน่ึง ซ่ึงเป็ นกรณีความผิดคร้ัง
แรก หมายความวา่ ความผดิ น้นั เป็นความผิดท่ี
ไม่เคยมี ใครกระทาผิดมาก่อน ส่งผลใหม้ ีการ
ตาหนิติเตียนในหมู่ประชาชนหรือมีผนู้ าความ
กราบทูลพระพทุ ธเจา้ ใหท้ รงทราบ พระองคจ์ ะ
ทรงเรียกประชุมสงฆ์ สอบถามท่ีมาของการ
กระทาความผิดและทรงช้ีแจงผลเสียหายต่อ
สังคมโดยรวม ตามด้วยการแสดงธรรมท่ี
เหมาะสมกบั เหตุการณ์น้นั ๆ แลว้ ทรงบญั ญตั ิ
เป็นขอ้ หา้ ม (สิกขาบท)

พระพุทธองคท์ รงใชว้ ิธีสอนแบบบรรยายในท่ีประชุม
สงฆซ์ ่ึงตอ้ งการฟังพระธรรมเทศนา เพ่ือเพ่ิมพนู ความรู้

๓) เทคนิคการสอน พระพทุ ธองคท์ รงมีเทคนิคการสอนท่ีหลากหลาย ดงั น้ี

๓.๑) แปลงนามธรรมให้เป็ นรูปธรรม หรือทาสิ่งท่ียากใหง้ ่าย ธรรมเป็นเรื่องนามธรรม
บางเรื่องมีเน้ือหาลึกซ้ึง ยากแก่การเขา้ ใจ พระพุทธองคจ์ ึงทรงใชเ้ ทคนิคน้ีในหลายวิธีเช่น การใชเ้ ทคนิค
ยกอุทาหรณ์ การเล่านิทานประกอบ การเปรียบเทียบอุปมา และการใชส้ ื่อการสอนประกอบ

๓.๒) วางพระองค์เป็ นแบบอย่าง พระคุณขอ้ หน่ึงของพระพุทธเจา้ คือ พระองค์ทรง
สอน อยา่ งไรแลว้ ก็ทรงปฏิบตั ิไดต้ ามท่ีสอน เราอาจสรุปเทคนิคการสอนของพระพุทธเจา้ ดว้ ยการวาง
พระองคเ์ ป็นแบบอยา่ งไดด้ งั น้ี

สาธิตหรือทาใหด้ ู ปฏิบตั ิตนเป็นแบบอยา่ ง

ทรงเลือกใชค้ าเหมาะสม

๑) สาธิตหรือทาให้ดู คร้ังหน่ึงพระพุทธเจา้ ทรงทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุ
รูปหน่ึงอาพาธดว้ ยโรคพุพองตามร่างกาย มีหนองไหลเยิ้มไม่มีเพื่อนภิกษุช่วยพยาบาลดูแล ทรง
รับสั่งให้พระอานนท์ผสมน้าอุ่น ทรงใชผ้ า้ ชุบน้าอุ่นเช็ดร่างกายพระภิกษุรูปน้ันดว้ ยพระองค์เอง
พร้อมกบั ตรัสสอนพระสงฆใ์ นที่ประชุมวา่ “ภิกษทุ ั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ผ้ใู ดเล่าจะ
พยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอไม่พยาบาลกันเอง ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ขอให้ผู้น้ันพยาบาลภิกษุ
อาพาธเถิด”

(๒) ปฏิบัติตนเป็ นแบบอย่าง ดงั จะเห็นได้
จากพระจริยาวตั รที่พระพุทธองค์ทรงปฏิบตั ิตลอด
พระชนม์ชีพของพระองค์ที่ทรงเป็ นแบบอย่างแห่ง
ความดีงาม

(๓) ทรงเลอื กใช้คาเหมาะสม เป็นเร่ืองของ
ความสามารถในการใช้ภาษาประกอบกับปฏิภาณ
แสดงถึงพระปรี ชาสามารถ ของพระพุทธเจ้าท่ี ทรง
รอบรู้ไปทุกด้าน เมื่อมีผูท้ ูลถามเป็ นคาร้อยกรอง
พระองคก์ ท็ รงตอบเป็นร้อยกรอง หรือหากมีผทู้ ูล ถาม
ด้วยคาท่ีมีความหมายไม่เหมาะสม พระองค์ก็ตรัส
ตอบดว้ ยคาพดู เดียวกนั แต่เป็นความหมายในทางดีงาม

๓.๓) อุบายเลอื กสอน หรือการเลือกสอนเป็นรายบุคคล เนื่องจากผทู้ ี่เขา้ ฟังธรรม
ส่วนใหญ่มีภูมิหลังที่แตกต่างกันท้ังในด้านความสนใจ ระดับสติปัญญา การเรียนรู้ หรื อ
ประสบการณ์ ดงั น้นั การวิเคราะห์ภูมิหลงั ให้เห็นความแตกต่างระหวา่ งบุคคลจึงสาคญั และจาเป็ น
อยา่ งยงิ่ สาหรับการสอน

๓.๔) มคี วามยดื หยุ่นในวธิ ีการสอน บางเวลาสมควรตอ้ งยอมใหผ้ เู้ รียนรู้สึกตวั วา่
เขาเก่ง บางคราวสมควรเขม้ งวดก็ตอ้ งเขม้ งวด สมควรผ่อนตามก็ยอมตาม หรือในยามที่เห็นว่า
ผเู้ รียนตอ้ งการกาลงั ใจกต็ อ้ งปลอบและใหก้ าลงั ใจ

๓.๕) การลงโทษและการให้รางวัล การสอนโดยการใหก้ าลงั ใจก็เพื่อส่งเสริมให้
ทาความดียิ่งๆ ข้ึนไป ส่ วนการตาหนิก็เป็ นการตักเตือนมิให้ประพฤติเช่นน้ันอีกต่อไป
พระพทุ ธเจา้ ทรงใชเ้ ทคนิคการใหร้ างวลั ดว้ ยการชมเชย เช่น การยกยอ่ งชมเชยผมู้ ีความสามารถและ
มีคุณสมบตั ิพิเศษต่างๆ ว่าเป็ น เอตทัคคะ คือ ความเป็นเลิศในดา้ นต่างๆ เพ่ือให้เกิดความมนั่ ใจใน
การทาความดีของตน และเพื่อใหบ้ ุคคลอื่นถือเอาเป็นแบบอยา่ ง

ดว้ ยเหตุดงั ท่ีไดก้ ล่าวมา พระพทุ ธเจา้ จึงทรงไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ ทรงเป็น พระบรมครู
หรือ ศาสดาเอก ในโลก เพราะพระพทุ ธองคท์ รงมีวธิ ีการสอนที่ดีเยย่ี มและทรง
สามารถทาใหผ้ ฟู้ ังเขา้ ใจหลกั ธรรมท่ีลึกซ้ึงไดอ้ ยา่ งแจ่มแจง้

๑.๔ การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาตามแนวพุทธจริยา

พุทธจริยา คือ พระจริยาวตั รของพระพุทธเจ้า หมายถึง การบาเพ็ญประโยชน์ของ
พระพทุธเจา้ ๓ ประการ ไดแ้ ก่

๑) โลกตัตถจริยา ทรงบาเพญ็ ประโยชน์
แก่โลก ในฐานะที่พระพุทธองค์ทรงเป็ นสมาชิกคน
หน่ึงของสังคม โลกความสาเร็จในพระจริยาวตั รขอ้ น้ี
ทรงอาศยั พุทธกิจ ตามตารางพุทธภารกิจ ๕ ประการ
ไดแ้ ก่ พุทธกิจภาค เชา้ เสด็จออกบิณฑบาตและแสดง
ธรรมโปรดสรรพสัตว์ ผูต้ อ้ งการบุญ พุทธกิจภาคบ่าย
ทรงแสดงธรรมโปรด ประชาชน พทุ ธกิจยามท่ี ๑ ของ
ราตรีประทานโอวาท ตอบปัญหาให้กรรมฐานแก่
พระสงฆ์ พุทธกิจยามที่ ๒ ของราตรี ทรงตอบปัญหา
แก่เทวดาท่ีมาเขา้ เฝ้ า และ พุทธกิจยามที่ ๓ ของราตรี
ทรงพจิ ารณาสอดส่อง เลือกสรรวา่ วนั ต่อไปมีบุคคลใด
ที่ควรเสดจ็ ไปโปรด

๒) ญาตัตถจริยา พระพทุธองคแ์ มจ้ ะทรงอยใู่ นฐานะท่ีเป็นคนของโลก แต่พระองคก์ ไ็ ม่
ทรงละเลยภารกิจในฐานะที่มีพระญาติ เช่น การเสด็จไปโปรดพระญาติท่ีกรุงกบิลพสั ดุ์ ไดท้ รง
แนะนาใหพ้ ระญาติซ่ึงกาลงั จะทาสงครามแยง่ น้าในแม่น้าโรหิณีไดเ้ ขา้ ใจเหตุผล สามารถปรองดอง
กนั ได้ เป็นตน้

๓) พุทธตัถจริยา ทรงบาเพ็ญ
ประโยชน์ในฐานะพระพุทธเจา้ หมายถึง การ
ทาหน้าที่ของพระพุทธเจ้า เช่น ทรงวาง
กฎระเบียบสาหรับควบคุมความประพฤติของ
ผูเ้ ขา้ มาบวชในพระพุทธศาสนา ทรงแนะนา
ให้บรรพชิตและคฤหสั ถป์ ฏิบตั ิให้ถูกตอ้ งตาม
หนา้ ท่ีของตน จนสามารถประดิษฐานเป็นรูป
สถาบนั ศาสนาสืบต่อกนั มาได้

๑.๕ การบริหารและธารงรักษาพระพุทธศาสนา

การบริหารและการสร้างความแขง็ แกร่ง พระพุทธองคท์ รงแต่งต้งั พระสารีบตุรและ พระ
ของพระพุทธศาสนา ไดด้ าเนินไปพร้อมกบั การเผย โมคคลั ลานะเป็นอคั รสาวก เพื่อช่วยในการเผยแผ่
แผ่และการสร้างความเขา้ ใจอนั ดีในหมู่ประชาชน พระพุทธศาสนา

จุดเริ่มตน้ ของงานบริหารพระพุทธ- ศาสนามาจาก
การท่ีพระพุทธเจา้ ไดอ้ อกประกาศพระพุทธศาสนา
ได้ปัญจวัคคีย์เป็ นสาวกและพระสาวกกลุ่มอื่นๆ
ตามมา นาไปสู่การส่งพระสาวกรุ่นแรก จานวน ๖๐

รูป ออกไปประกาศ พระพทุ ธศาสนา ความสาเร็จใน
ก า ร เ ผ ย แ ผ่ แ ล ะ ก า ร ข ย า ย ฐ า น ค ว า ม ศ รั ท ธ า ใ น
พระพทุ ธศาสนา คร้ังน้ี นาไปสู่การจดั โครงสร้างการ
บริหารพระพุทธศาสนาอยา่ งเป็ นระบบ กล่าวไดว้ ่า
ท้งั หมดน้ี คือการจดั องค์การรองรับการเผยแผ่เพ่ือ
ส ร้ า ง ค ว า ม มั่ น ค ง ใ ห้ แ ก่ พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ข อ ง
พระพทุ ธเจา้

๑) การบริหารพระพุทธศาสนา การจดั โครงสร้างการบริหารองคก์ ารของพระพุทธเจา้
เริ่มภายหลงั จากท่ีไดอ้ ุปติสสะและโกลิตะ (พระสารีบุตรและ พระโมคคลั ลานะ) มาเป็นสาวก โดย
ในระยะเร่ิมตน้ การจดั โครงสร้างการบริหารอย่ใู นรูปแบบง่ายๆ ไม่มีความซับซ้อน แต่มุ่งหวงั ที่
ความสาเร็จเป็นหลกั ซ่ึงอาจสรุปพฒั นาการการบริหารงานทางพระพทุ ธศาสนาได้ ดงั น้ี

๑. ในระยะเร่ิมแรก การบริหารและการดูแลข้ึนกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ทรง
มอบหมายให้พระเถระรับผิดชอบสนองงานตามความรู้ความสามารถ โดยมีพระสารีบุตรเป็นพระ
ธรรมเสนาบดี

๒. เม่ือมีคนเข้ามาบวชเพ่ิมมากขึ้น
การกระจายความรับผิดชอบงานจึงมีความ
จาเป็ น พระพุทธเจ้าได้มอบหมายให้พระ
อุปัชฌายเ์ ป็ นผูร้ ับผิดชอบดูแลบนหลกั พ้ืนฐาน
ความเห็นชอบของสงฆ์ โดยยึดหลักความ
เอ้ือเฟ้ื อและความปรารถนาดีต่อกนั เป็ นหลกั ใน
การบริหาร การปกครองจึงดาเนินไปในลกั ษณะ
พอ่ ปกครองลกู

๓. ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาดาเนินไป
พร้อมกบั ความซบั ซอ้ นของ การบริหารท่ีเพ่ิมข้ึน เมื่อจานวนผเู้ ขา้
มาบวชมีมากและกระจายอยตู่ ามภูมิภาคต่างๆ การอยรู่ ่วมกนั ใน

คอณาราาจมาจรึงยจ์ เาปเ็ปน็ ฟนผตูร้ ับอ้ ผงมิดีผชูบ้อบริหดูาแรลดคูแวลากมลส่างวบคเรือียมบีเรจ้อา้ ยอภาวายาสในแวลดัะ

และเกิดคณาจารยต์ ามมาภายหลงั เพ่ือแบ่งเบาภาระงานดา้ น พระ
ธรรมวนิ ยั และการศึกษาของพระสงฆต์ ามสานกั ต่างๆ

๔. เม่ือพระพุทธศาสนาเผยแผเ่ ขา้ ไปยงั ประเทศต่างๆ
รูปแบบการบริหารโดยหลกั ใหญ่แลว้ จะเหมือนกัน คือ มีเจ้า
อาวาสเป็ นผูร้ ับผิดชอบโดยมีพระธรรมวินยั เป็ นแกนกลางของ
การบริหาร จะแตกต่างกนั ท่ีรายละเอียดตามลกั ษณะการปกครอง
ภายในของแต่ละประเทศ

๒) การธารงรักษาพระพุทธศาสนา การสร้างความมัน่ คงและความแข็งแกร่งของ
พระพุทธศาสนาดาเนินไปภายใตโ้ ครงสร้างการบริหารงานดงั กล่าว โดยยดึ พระธรรมวินยั เป็นหลกั
ตามพระพทุ ธดารัสที่ทรงมอบไวก้ ่อนปรินิพพานวา่ “ธรรมและวินัยที่พระองค์ทรงแสดงแล้วจะ เป็น
ศาสดาภายหลงั จากการล่วงไป (ปรินิพพาน) ของพระองค์”

การเคลื่อนไหวและดารงอยู่ของพระพุทธศาสนาภายหลังการปริ นิพพานของ
พระพุทธเจา้ ดาเนินไปโดยมีคณะบุคคลที่พระพุทธเจา้ ทรงก่อต้งั ไว้ เรียกว่า บริษทั ๔ คือ ภิกษุ
ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา เป็นกาลงั สาคญั มาจนถึงปัจจุบนั

๓) พทุ ธบริษทั กบั การธารงรักษาพระพทุ ธศาสนา ก่อนจะเสดจ็ ดบั ขนั ธ์ปรินิพพาน พระ
พุทธองค์ไดต้ รัสแสดงถึงพุทธภารกิจ ๔ ประการที่พระองค์ทรงปฏิบตั ิมาตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อ
พุทธภารกิจท้งั ๔ บรรลุเป้ าหมายแลว้ พระพุทธองคจ์ ึงเสด็จดบั ขนั ธ์ปรินิพพาน พุทธภารกิจ ท้งั ๔
น้ันมีลกั ษณะเป็ นพระพุทธปณิธานและทรงมอบหมายให้เป็ นหน้าที่ของพุทธบริษทั สืบต่อ พุทธ
ภารกิจดงั กล่าว เพอ่ื ธารงรักษาพระพทุ ธศาสนาใหม้ นั่ คงสืบไป

พุทธบริษทั กบั การธารงรักษาพระพุทธศาสนา

การศึกษาธรรม การปฏิบตั ธิ รรม

สาระสาคัญของพระพุทธศาสนา คือ เ ร า อ าจ ก ล่ า ว ไ ด้ว่า ค ว า ม รุ่ ง เ รื อ ง ข อ ง
หลกั ธรรมของพระพุทธเจา้ การศึกษา พระพุทธศาสนาอยู่ท่ีพุทธบริ ษัทนา
พระพุทธศาสนาจึงหมายถึงการศึกษา หลกั คาสอนไปปฏิบตั ิ แต่เม่ือใดก็ตามที่
หลักธรรม ซ่ึ งเป็ นหน้าท่ีของพุทธ พุทธบริษทั ไม่ปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมที่
บริษทั ท่ีจะตอ้ งศึกษาใหเ้ ขา้ ใจอยา่ งถ่อง ได้ศึกษา ความเสื่อมของพระพุทธ-
แทแ้ ละถูกตอ้ ง ศาสนายอ่ มเกิดข้ึน

การเผยแผ่ธรรม การปกป้ องคุ้มครองพระพุทธศาสนา

พุทธบริษทั มีหน้าที่ประกาศและเผยแผ่ พุทธบริษัทมีหน้าที่ปกป้ องคุ้มครอง
หลกั ธรรม เพื่อความสงบสุขของสังคม พระพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เม่ือ
เป็นเป้ าหมาย ดว้ ยการแนะนาคาสง่ั สอน มีภัยเกิดข้ึนต่อพระพุทธศาสนาท้งั ภยั
อบรม และปฏิบัติตนเป็ นแบบอย่าง ภายในและภยั ภายนอกพุทธบริษทั ตอ้ ง
ด้วยการต้ังมั่นอยู่ในหลักธรรมของ ออกมาแสดงจุดยืนท่ีถูกของพระพุทธ-
พระพทุ ธศาสนา ศาสนาร่วมกนั

๒. ชาดก

คาว่า ชาดก แปลว่า ผู้เกิด หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดของพระพุทธเจา้ ในภพชาติต่างๆ
ก่อนที่จะมาถึงพระชาติสุดทา้ ยที่เกิดเป็นเจา้ ชายสิทธตั ถะและตรัสรู้เป็นพระพทุ ธเจา้

พระพุทธเจา้ ตรัสเล่าชาดกประกอบการ
แสดง พระธรรมของพระองค์เพ่ือเป็ นตวั อย่างของ
การมุ่งมัน่ ทาความดี เป็ นคติสอนใจสาหรับพุทธ
บริษัทได้ศึกษาเรียนรู้ รวมท้ังหมดจานวน ๕๔๗
เรื่อง แต่เรื่องท่ีเป็นที่รู้จกั และนิยม อ่านมีอยู่ ๑๐ เรื่อง
ดว้ ยกนั เรียกว่า นิทานทศชาติ หรือที่ชาวบา้ นนิยม
เรียกวา่ พระเจา้ สิบชาติ

ทศชาติ คือ เรื่องราวของพระโพธิสัตว์
๑๐ ชาติสุดทา้ ย ก่อนที่จะเสวยพระชาติเป็ น เจา้ ชาย
สิ ท ธัต ถ ะ แ ละ บ าเ พ็ญ เ พีย รจ น ได้ตรั ส รู้ เ ป็ น
พระพทุ ธเจา้

ทศชาติ ทศบารมี

เตมียชาดก เนกขมั มบารมี
มหาชนกชาดก วริ ิยบารมี
สุวรรณสามชาดก เมตตาบารมี
มโหสถชาดก
มโหสถชาดก อธิษฐานบารมี
ภรู ิทตั ตชาดก ปัญญาบารมี
จนั ทกมุ ารชาดก ศีลบารมี
พรหมนารทชาดก ขนั ติบารมี
อุเบกขาบารมี
วธิ ุรชาดก สจั จบบารมี
เวสสนั ดรชาดก ทานบารมี

๒.๑ เวสสันดรชาดก

พระเวสสันดร เป็ นพระ
ราชโอรสของพระเจา้ สญชั ยั และพระ
นางผุสดีแห่งนครสีพีพระเวสสันดร
ทรงมีพระอธยั าศยั ดีและมีน้าพระทยั
มากด้วยพระเมตตามาต้งั แต่ยงั ทรง
พระเยาวเ์ ม่ือมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา

ได้ทรงอภิเษกกฟับพระนางมัทรี มี

พระโอรส คือ เจ้าชายชาลีและ
พระธิดา คือ เจา้ หญิงกณั หา วนั หน่ึง
ขณะเสดจ็ ประพาส พระเวสสนั ดรได้
พ ร ะ ร า ช ท า น ช้า ง ปั จ จัย น า ค ใ ห้ แ ก่
แควน้ กาลิงคะซ่ึงส่งทูตมาขอ เพื่อ
นาไปอาศัยบุญบารมีช่วยให้ฝนตก
ตอ้ งตามฤดูกาลและแกป้ ัญหา ความ
อดอยากของชาวกาลิงคะ

แต่การบริจาคชา้ งปัจจยั นาคไดส้ ร้างความไม่พอใจใหก้ บั ชาวเมืองสีพี เพราะเห็นวา่ พระ
เวสสันดรทรงนาส่ิงมงคลคู่บา้ นเมืองไปบริจาค จึงพากนั เขา้ เฝ้ า กราบทูลพระเจา้ สัญชยั ให้เนรเทศ
พระเวสสันดรออกจากกรุงสีพี ซ่ึงจาตอ้ งยอมทาตามมติของประชาชน และพระเวสสันดรก็ทรง
ยอมรับในมติน้นั แต่ก่อนท่ีจะเสดจ็ ออกจากพระนคร พระองค์ ไดท้ ูลขอโอกาสบริจาคทานคร้ังใหญ่
เป็นกรณีพิเศษ เรียกวา่ สัตตสตกมหาทาน ซ่ึงพระราชบิดา ก็ทรงอนุญาตเสร็จจากการบาเพญ็ ทาน
คร้ังน้ี พระเวสสนั ดรไดท้ รงนาพระชายาพร้อมดว้ ย พระโอรสและพระธิดาไปบวชบาเพญ็ พรตอยทู่ ่ี
เขาวงกตในป่ าหิมพานต์

วัน ห น่ึ ง มี ข อ ท า นช่ื อ ชู ช ก เ ดิ นท า งม า ข อ
พระกณั หา และพระชาลี เพ่ือนาไปเป็ นขา้ รับใช้นางอมิตดา
ภรรยาของตน พระเวสสันดรทรงยกให้พร้อมกบั ตีราคาค่าตวั
สองพระกุมาร ไวใ้ นราคาท่ีสูง ฝ่ ายชูชกเม่ือไดส้ องพระกุมาร
มาและเห็นวา่ ราคา ค่าตวั สูง แทนท่ีจะนาพระกุมารกลบั บา้ น
ของตนเอง ดว้ ยความโลภจึงนาพระกุมารมุ่งหนา้ ไปยงั กรุงสี
พีเพ่ือให้ พระเจา้ กรุงสัญชยั ซ่ึงเป็ นพระเจา้ ป่ ูทรงไถ่คืนสอง
พระกมุ าร จากชูชก

พระอิทร์ทรงทราบเหตุการณ์การบริจาคพระโอรสและพระธิดาของพระเวสสันดร จึงเกรงวา่ พระ
เวสสนั ดรจะยกพระนางมทั รีใหเ้ ป็ นทานแก่คนอื่น เพื่อไม่ให้การบาเพญ็ ทานบารมีของพระเวสสนั ดรเกิด
ความสมบรู ณ์ พระอินทร์จึงจาแลงเป็นพราหมณ์หนุ่มเขา้ มาขอพระนางมทั รี พระเวสสนั ดรทรงนึกพระทยั
วา่ บุคคลผนู้ ้ีคงมิใช่คนธรรมดาจึงประทานใหต้ ามท่ีขอ พระอินทร์จึงกลบั คืนร่างเดิม แลว้ ถวายคืนพระนาง
มทั รีแก่พระเวสสันดร หลงั จากน้นั ไม่นาน พระเจา้ กรุงสัญชยั ไดร้ ับสั่งใหเ้ ชิญพระเวสสันดรและพระนาง
มทั รีกลบั พระนครเพ่ือสืบราชสมบตั ิต่อจากพระองค์ ในขณะน้นั เองพระเจา้ กาลิงคะ เมื่อฝนตกตอ้ งตาม
ฤดูกาลแลว้ ไดโ้ ปรดใหพ้ ราหมณ์นาชา้ ง ปัจจยั นาคมาถวายคืนใหก้ รุงสีพตี ามเดิม

เม่ือกษตั ริยท์ ้งั ๖ พระองค์ คือ พระเจา้ สญั ชยั พระนางผสุ ดี พระเวสสนั ดร พระนางมทั รี พระชาลี
และพระกณั หาเสดจ็ มาพบกนั ทรงสวมกอดกนั และทรงกนั แสงจนสลบลงท้งั หกพระองค์ และไดเ้ กิดฝน
โบกขรณีพรรษตกลงมาตอ้ งพระวรกายใหไ้ ดส้ ติฟ้ื นข้ึนมา จากน้นั พระเวสสนั ดรทรงสละพรตกลบั พระ
นครเพ่ือทรงครองราชยส์ ืบไป

ชาดกเรื่องน้ีแสดงการบาเพ็ญทานบารมีของ พระโพธิสัตว์เวสสันดรเป็ นพระชาติ

สุดทา้ ยก่อนท่ีจะได้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจา้ โดยในพระชาติน้ีจะตอ้ งบาเพญ็ ทานบารมีในข้นั สุงสุด
ดว้ ยการประทานพระชายา พระโอรส และพระธิดาเป็ นทาน ในกรณีน้ีเราสามารถวิเคราะห์ พระ

จริยาวตั รของพระโพธิสตั วเ์ วสสนั ดรได้ ดงั น้ี
๑. พระเวสสนั ดรเป็นพระโพธิสตั ว์ มีปณิธานสูงสุดอยทู่ ี่การบาเพญ็ ธรรมเพื่อการตรัสรู้

เป็นพระพทุ ธเจา้ และนาสรรพสตั วใ์ หข้ า้ มพน้ จากความทุกขโ์ ดยมีมวลมนุษยเ์ ป็นเป้ าหมายที่ยงิ่ ใหญ่
ดงั น้นั การประทานพระชายา พระโอรสและพระธิดา จึงมิใช่การเห็นแก่ตวั และการเอาตวั รอดเพียง
คนเดียวดงั ท่ีมีการวิจารณ์ แต่เป็ นการแสดงถึงความเป็ นผูเ้ สียสละอย่างยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์สุข

ของมวลมนุษยชาติ ๒. การบริจาคชา้ งปัจจยั นาค แสดงใหเ้ ห็นพระทยั ท่ี

เตม็ เป่ี ยมดว้ ยความเมตตาและความสงสารที่ตอ้ งเผชิญกบั ปัญหา

ภยั แลง้ ประชาชนต่างเดือดร้อนในขณะท่ีกรุงสีพีมีความอุดม

สมบูรณ์เพราะฝนตกตอ้ งตามฤดูกาล หากเมืองกาลิงคะไม่ได้

ชา้ งปัจจยั นาค ประชาชนคงตอ้ งอดอยากและลม้ ตายเป็นจานวน

มาก และอาจส่งผลกระทบต่อกรุงสีพี อนั เน่ืองมาจากปัญหาการ

อพยพของประชาชนชาวเมืองกาลิงคะ

๓. เม่ือถูกเนรเทศออกจากพระนคร ทรงตระหนกั ถึงความยากลาบากของพระชายา
พระโอรสและพระธิดา ทรงระลึกถึงทางท่ีจะส่งพระชายา พระโอรส และพระธิดากลบั เมืองสีพี
เมื่อทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ชูชูก ดว้ ยพระปัญญาท่ีชาญฉลาดจึงทรงวางแผนส่งพระโอรสและ
พระธิดากลบั พระนคร ดว้ ยการกาหนดราคาค่าตวั ในการไถ่คืนสองพระกุมารไวส้ ูงจนคนทวั่ ไปไม่
สามารถที่จะไถ่คืนได้ ทาใหแ้ ทนที่ชูชกจะนาสองกมุ ารไปเป็นขา้ รับใช้ ตามเจตนาเดิมกเ็ ปล่ียนเป็น
การนาไปรับค่าไถ่คืนแทน จึงมุ่งหนา้ สู่กรุงสีพีเพราะทราบดีว่าคนที่จะมีความสามารถในการไถ่
คืนไดไ้ ม่ใช่ชาวบา้ นและเศรษฐีคนมีเงินทวั่ ไป

๔. พระจริยาวตั รของพระโพธิสตั วเ์ วสสนั ดร ทรงดาเนินไปดว้ ยปัญญาทุกข้นั ตอน
การพยายาม ให้พระโอรสและพระธิดาไดก้ ลบั พระนครส่งผลให้ ปัญหาต่างๆ คล่ีคลายลงในท่ีสุด
เพราะความรักและ ความสงสารในพระนดั ดาท้งั สอง พระเจา้ สัญชยั จึงทรง อภยั โทษ ในขณะที่
ชาวเมืองไดท้ ราบข่าวก็ต่างนึกใหอ้ ภยั และเห็นใจพระองคท์ ่ีตอ้ งไปลาบาก นาไปสู่การทูลเชิญให้
กลบั พระนครในท่ีสุด

กล่าวโดยสรุป เวสสันดรชาดกไดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงการบาเพญ็ ทานบารมีของพระโพธิ-
สัตว์ว่ายังต้องประกอบด้วยคุณธรรมอ่ืนอีกหลายประการ คือ ความเมตตา ความกรุ ณา
ความอดทน ความเพียร และความเสียสละ เพราะตลอดชีวิตของพระองคต์ อ้ งทรงอดทนต่อความ
ยากลาบากนานปั การ ในคราวท่ีถูกเนรเทศออกจากพระนคร แต่ยงั ทรงมีพระปณิธานแน่วแน่ต่อ

การบาเพญ็ คุณความดีดว้ ยความพากเพียรเพ่ือสั่งสมบารมีดว้ ยสติปัญญา โดยมีความเมตตากรุณา
เป็ นพ้ืนฐาน การใหท้ านของพระองคจ์ ึงเป็ นการให้ทานดว้ ยปัญญาโดยมีความสุขของมวลมนุษย์
เป็นเป้ าหมายสูงสุด

๒.๒ มโหสถชาดก

ในกรุงมิถิลามีพระราชาพระนามว่า วิเทหะ ทรงมีราชบณั ฑิตประจาราชสานกั ๔ คน เพ่ือ
ถวายงานให้คาปรึกษาขอ้ ราชการต่างๆ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การแสดงธรรมถวาย สมยั น้นั พระโพธิสัตว์
ทรงถือกาเนิดเป็นบุตรของสิริวฒั กเศรษฐีและนางสุมนาเทวี ในวนั ถือปฏิสนธิใน ครรภม์ ารดา พระราชา
ทรงพระสุบินว่าเกิดมีไฟกองใหญ่ข้ึนท่ีมุมท้งั สี่ของพระลานหลวง ท่ามกลาง กองไฟไดป้ รากฏไฟกอง
เล็ก แต่โชติช่วงชชั วาลกวา่ ไฟกองใหญ่ ผูค้ นต่างนาดอกไมแ้ ละเครื่อง สักการะมาบูชาไฟกองเลก็ โหร
หลวงไดท้ านายวา่ จะมีบณั ฑิตคนสาคญั มาเกิดในกรุงมิถิลา

การถือกาเนิดของมโหสถกมุ ารนามาซ่ึงความประหลาดใจ
ของครอบครัวและญาติมิตร เพราะ ขณะคลอดออกจาก
ครรภม์ ารดา มือขา้ งหน่ึงของทารกนอ้ ยไดถ้ ือยาออกมาดว้ ย
บิดาจึงถือเอา เหตกุารณ์น้ี ต้งั ช่ือให้ทารกน้อยว่า มโหสถ
แปลว่าผมู้ ียาขนานเอก ซ่ึงต่อมายาขนานเอกที่แทจ้ ริงและ
สามารถรักษาโรคไดท้ กุชนิดของมโหสถกมุาร คือ ความ
เป็นผใู้ ชส้ ติปัญญาในการแกป้ ัญหานน่ั เอง

ความฉลาดและความสามารถทางสติปัญญาของมโหสถกุมารเป็ นท่ีกล่าวขวญั ถึงโดย
ทวั่ ไป โดยเฉพาะอย่างย่ิงการวินิจฉัยเพ่ือตดั สินคดีความและขอ้ พิพาทที่เกิดข้ึนระหว่างชาวบา้ น
ศาลาประจาหมู่บา้ นจึงเป็ นสถานที่รวมของผูค้ นและเป็ นท่ีให้มโหสถกุมารวินิจฉัยและตดั สิน
ปัญหา ซ่ึงทุกคร้ังกไ็ ดร้ ับความพึงพอใจ ดงั ตวั อยา่ งการวนิ ิจฉยั คดีลกั ววั และคดีแยง่ ลกู ดงั น้ี

ชาวนาคนหน่ึงไปซ้ือววั มา ในระหวา่ ง
จูงววั กลบั บา้ นเกิดความเมื่อยลา้ จากการเดินทาง
จึงหยุดพกั และหลบั ไป คร้ันต่ืนข้ึนมาไม่เห็นววั
จึงออกตามหาจนพบขโมยและทกั ทว้ งว่าเป็ นววั
ของตน ปัญหาจึงเกิดข้ึนเม่ือต่างฝ่ ายก็อา้ งว่าววั
เป็นของตน จึงไปหามโหสถใหช้ ่วยตดั สินคดี

ก่อนวินิจฉัยปัญหามโหสถไดถ้ ามคู่กรณีว่าให้ววั กินอะไร หวั ขโมยตอบว่าให้กินแป้ ง
คลุกงา นมสดและขนมต่างๆ ขณะที่ชายเจา้ ของววั ตอบวา่ ใหว้ วั กินหญา้ อยา่ งเดียว เพราะยากจนไม่
มีเงินซ้ือขนมใหว้ วั กิน เพื่อพิสูจน์ขอ้ เทจ็ จริง มโหสถจึงใหเ้ อายากรอกปากววั เพ่ือสารอกของที่กิน
เขา้ ไป และส่ิงที่ววั สารอกออกมาปรากฏวา่ เป็นหญา้ มโหสถจึงประกาศใหช้ าว บา้ นที่มามุงดูทราบ
วา่ ชายที่ใหว้ วั กินหญา้ คือเจา้ ของววั ที่แทจ้ ริง

วนิ ิจฉยั คดีแยง่ ลูก คร้ังหน่ึงเกิด
กรณีพิพาทแยง่ ลูกกนั หญิงสองคนต่างฝ่ าย
ต่างอ้างความเป็ นแม่ เพ่ือยุติข้อพิพาท
มโหสถให้พิสูจน์ความเป็ นแม่ของเด็ก
ดว้ ยการขีดเส้นบนพ้ืนดิน หญิง ท้งั สองอยู่
คนละขา้ ง คนหน่ึงจบั มืออีกคนจบั ส่วนขา
ของเด็ก โดยตกลงวา่ ใครแยง่ ไดถ้ ือวา่ เป็น
แม่เด็ก หญิงท้งั สองฝ่ ายต่างดึงกันไปมา
เ ด็ ก ท น ไ ม่ ไ ห ว จึ ง ร้ อ ง ไ ห้ เ พ ร า ะ ค ว า ม
เจ็บปวด ฝ่ ายหญิง ที่จบั ส่วนเท้าเม่ือเห็น
เดก็ ร้องไหจ้ ึงรีบปล่อยและร้องไหป้ ่ิ มวา่ จะขาดใจเพราะความสงสาร เพือ่ ให้ คนท้งั หลายไดเ้ ป็นสกั ขี
พยานและพิสูจน์ความจริง มโหสถจึงถามชาวบา้ นที่มามุงดูการตดั สินว่า “ใครคือแม่ของเด็ก”
ชาวบา้ นต่างตอบเป็ นเสียงเดียวกนั วา่ หญิงท่ีปล่อยเดก็ และร้องไห้คือ แม่ที่แทจ้ ริงเพราะธรรมดาวา่
แม่ยอ่ มมีจิตใจที่อ่อนโยนต่อลกู ไม่สามารถทนเห็นความเจบ็ ปวด ของลกู ได้

เรื่องราวการวินิจฉยั คดีความของมโหสถอยใู่ นพระเนตรพระกรรณของพระราชาวิเทหะ
ตลอดเวลา เพราะนบั ต้งั แต่วนั ท่ีพระองคท์ รงพระสุบินเห็นกองไฟในพระลาน และทรงมีรับสั่งให้
ตรวจสอบว่าเด็กตามคาทานายเป็ นใคร เมื่อทรงทราบว่าเป็ นมโหสถ พระองค์จึงทรงมีพระราช

ประสงค์จะรับมโหสถมาเป็ นพระราชบุตรบุญธรรม
เพ่ือช่วยงานราชการ แต่ราชบณั ฑิตท้งั ๔ ได้ ทดั ทาน
ไว้ โดยให้ทดสอบเชาวน์ปัญญาก่อนว่าเป็ นเด็กที่มี
ความฉลาดและมีปฏิภาณไหวพริบในการ แกป้ ัญหา

เจฉนพฟเามะ่ือหอนาา้ ยดุไว้ ดย้ป๑ัญ๖ญปาี แจลึงะรมับีคเวขา้ามเสปา็ นมราราถชจบรัณิงหฑริตือใไนม่

พระราชสานกั
ดว้ ยความรู้ความสามารถในการแกป้ ัญหา

ของมโหสถ จึงเป็นท่ีโปรดปรานไวว้ างพระราชหฤทยั
ในขณะเดียวกนั ก็เป็ นท่ีอิจฉาของบรรดาราชปุโรหิต
และถูกกล่าวหาว่าเป็ นกบฏอยู่เน่ืองๆ จนในท่ีสุด
มโหสถเห็นว่าหากอยู่ต่อไปอาจถูกประหารชีวิต จึง
หลบหนีออกจากพระนครไปอยทู่ ี่บา้ นช่างป้ันหมอ้

ขณะน้นั เองไดเ้ กิดปัญหาข้ึนเมื่อมีผมู้ าทา้ ทายปริศนาพระราชา หากตอบไม่ไดจ้ ะฆ่า
ทิ้งเสีย พระราชาให้ราชบณั ฑิตท้งั ๔ ช่วย แต่ก็ไม่ สามารถแกป้ ัญหาได้ จึงให้ตามมโหสถ
กลบั มาแกป้ ริศนาได้ และในท่ีสุดพระราชาไดแ้ ต่งต้งั ใหม้ โหสถเป็นผแู้ สดงธรรมถวาย

ในขณะเดียวกนั น้นั กษตั ริยต์ ่างเมือง เมื่อไดท้ ราบกิตติศพั ทข์ องมโหสถต่างก็อยาก
ได้ มโหสถไปรับราชการ ดงั เช่น พระเจา้ กรุงปัญจาละ แต่มโหสถปฏิเสธพร้อมกบั ใหเ้ หตุผล
วา่ ตนเอง เติบโตมาเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระเจา้ วเิ ทหะ แต่ถา้ สิ้นราชการของพระเจา้
วเิ ทหะแลว้ พนั ธะน้ีจึงจะหมดไป ดงั น้นั ภายหลงั การเสด็จสวรรคตของพระเจา้ วิเทหะ มโหสถ
จึงเขา้ รับราชการในกรุงปัญจาละ และรับราชการดว้ ยความซ่ือสตั ยส์ ุจริตตราบจนสิ้นอายขุ ยั

๒.๓ มหาชนกชาดก

ในแควน้ วิเทหะ มีพระราชาพระนามว่า มหาชนก ทรงเป็ น เจา้ ครองเมืองมิถิลา พระองค์
ทรงมีพระโอรส ๒ พระองค์ คือ อริฏฐชนกและโปลชนก ต่อมาเม่ือพระราชาสวรรคตแลว้ อริฏฐชนก
ไดเ้ สด็จข้ึนครองราชย์ พร้อมกบั ต้งั พระอนุชาโปลชนกเป็นพระอุปราช ในกาลน้นั พระโพธิสัตวถ์ ือ
กาเนิด ในครรภข์ องพระเทวแี ห่งเมืองมิถิลา

ในระยะแรกอริ ฏฐชนกราชาทรง ปกครอง
บา้ นเมือง โดยความชอบธรรมแต่เพราะมีเหล่าอามาตย์
มนตรีที่สอพลอคอยเพด็ ทูลใส่ร้ายพระอนุชาโปลชนก
เสมอ ว่าคิดจะลอบปลงพระชนม์พระองค์เพ่ือแย่งชิง
ราชสมบตั ิบ่อยคร้ังเขา้ จึงทาให้อริฏฐชนกราชาทรงหู
เบาหลงเช่ือคาเพด็ ทลู จึงรับสงั่ ใหจ้ บั พระอนุชาคุมขงั ไว้

แต่พระอุปราชสามารถหลบหนีไปได้ เมื่อ
ประชาชนทราบ เรื่องดงั กล่าวจึงพากนั เขา้ เป็ นพรรค
พวกด้วย มิเช่ือถือและศรัทธาในพระราชาหูเบาอีก
ต่อไป

เมื่อพระอุปราชโปลชนกรวบรวมไพร่พลไดพ้ อสมควรแลว้ จึงยกทพั มาประชิดเมือง
พระราชาอริฏฐชนกเสดจ็ สวรรคตในสงครามคร้ังน้นั ก่อนสงครามจะเร่ิมข้ึน พระเทวีในอริฏฐ
ชนกราชาไดเ้ สด็จหนีออกจากพระนครตาม คาแนะนาของพระสวามี ดว้ ยบุญญาธิการของพระ
โพธิสัตวใ์ นพระครรภ์ พระอินทร์ไดจ้ าแลงเพศ เป็นคนขบั เกวียนผ่านมาและอาสารับพระนาง
นาส่งสู่ที่หมาย คือ เมืองกาลจมั ปาก์

พระมหาชนกไดเ้ จริญวยั ตามลาดบั ทรงต้งั ใจศึกษาศิลปวิทยาทุกแขนง ดว้ ยมุ่งหวงั
จะ กอบกูร้ าชบลั ลงั ก์ของพระบิดากลบั คืนมาให้ได้ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา มีพระ
ประสงค์ จะแสวงหาทรัพยเ์ พื่อเป็ นกาลงั ในการกอบกูร้ าชบลั ลงั ก์ ทรงคิดถึงการคา้ ขายเพื่อ
รวบรวมทุนทรัพย์ รวบรวมคน และซ้ืออาวธุ ไวใ้ ชใ้ นการสงคราม พระมหาชนกไดจ้ ดั ซ้ือสินคา้
ต่างๆ บรรทุก ลงเรือออกทะเลไปกบั พวกพ่อคา้ ขบวนเรือสินคา้ แล่นออกจากท่าได้ ๓ วนั ก็
ประสบกบั พายทุ ะเล พดั กระหน่าจนกระดานเรือแตก

พระมหาชนกหาไดห้ วาดหวนั่ พระทยั ต่อเหตกุารณ์ท่ีเกิดข้ึน ทรงคลุกน้าตาลกบั เนยใสเสวย
จนอ่ิม นาผา้ เน้ือเกล้ียงมาสองผืน ชุบน้ามนั ใหเ้ ปี ยกชุ่มแลว้ ทรงนุ่งผนื หน่ึง อีกผืนทรงคาดเอว ในเวลาที่
เรือจะจมกก็ทรงปี นข้ึนบนเสากระโดง เมื่อกาหนดทิศทางของเมืองมิถิลาไวแ้ ลว้ ทรงกระโดด จาก
เสากระโดงใหตก้ ไปไกลจากท่ีเรืออบั ปาง ทาใหพ้ ระองคทร์ งรอดพน้ จากการเป็นอาหารของปลาทะเล
และในวนั ที่เรือพระมหาชนกอบั ปางนน่ั เอง พระราชาแห่งเมืองมิถิลาไดเ้ สดจ็ สวรรคต

พระมหาชนกทรงวา่ ยน้าในมหาสมุทรไปตาม
คลื่นด้วยทรงหวงั ว่าไม่ช้าก็คงจะถึงฝ่ัง ใน วนั ที่ ๗ ของ
การฝ่ าคลื่นมหาสมุทร นางมณีเมขลา เทพธิดาผูต้ รวจดู
ทะเล ไดเ้ หาะมาพบเขา้ จึงถามถึงจุดหมายที่ทาเช่นน้นั วา่
“ท่านเป็ นใคร มหาสมุทรกว้างใหญ่มองไม่เห็นฝ่ัง ก็ยัง

พยายามว่ายนา้ อยู่ เพ่ือประโยชน์อะไร จึงต้องพยายามว่าย
นา้ อย่”ู พระองคต์ รัสตอบวา่ “เป็นคนควรพยายามจนกว่า

ประสบความสาเร็จ แม้จะมีอุปสรรคยิ่ง ใหญ่เพียงใด ก็

ต้องมุ่งมั่นพยายาม บุคคลเมื่อใช้ความพยายามอย่างเตม็ ที่

แล้ว บัณฑิตย่อมไม่ติ เตียน เพราะเชื่อมัน่ ในความพยายาม

ว่าเป็นวิถีนาไปสู่ความสาเร็จได้ จึงต้องว่ายนา้ อยู่”

ดว้ ยความสงสารจึงอุม้ พระมหาชนกมุ่งหนา้ สู่เมืองมิถิลา ดว้ ยความเหนื่อยอ่อนที่วา่ ย
น้ามาตลอด ๗ วนั ทาใหพ้ ระองคม์ ่อยหลบั ไปในออ้ มแขนของมณีเมขลา เมื่อถึงเมืองมิถิลานคร
มณีเมขลาได้ วางพระมหาชนก ลงบนแท่นศิลาในอุทยานหลวง

พระราชาโปลชนกมีพระธิดาองคห์ น่ึง พระนามวา่ สิวลี ชายใดไดเ้ จา้ หญิงเป็นพระชายา
จะไดเ้ ป็ นกษตั ริยค์ รองราชสมบตั ิ ก่อนท่ีพระราชาโปลชนกจะเสด็จสวรรคต ไดท้ รงต้งั เงื่อนไข
สาหรับผทู้ ี่จะมาเป็นพระสวามีของเจา้ หญิงและสืบราชบลั ลงั กต์ ่อจากพระองคไ์ ว้ ๔ ขอ้

ภายหลงั การสวรรคตของพระราชาโปลชนก เหล่า อามาตย์ได้ ประกาศหาชายผูม้ ี
คุณสมบตั ิ ดงั กล่าว แต่ไม่ปรากฏวา่ มีผใู้ ดผา่ นการคดั เลือกและมีคุณสมบตั ิตามท่ีกาหนด เม่ือเห็นว่า
การ ปล่อยใหบ้ า้ นเมืองวา่ งจากกษตั ริยเ์ ช่นน้ีเป็นการไม่สมควร จึงตกลงใหม้ ีการเสี่ยงราชรถหาคู่ ให้
เจา้ หญิง ดว้ ยการจดั แต่งราชรถสีขาวประดิษฐานดว้ ยเคร่ืองเบญจราชกกุธภณั ฑเ์ ทียมดว้ ย มา้ อสั ดร
๔ ตวั หากรถวงิ่ ไปหยดุ ตรงชายใด ชายผนู้ ้นั คือผทู้ ่ีจะมาเป็นกษตั ริยข์ องเมืองมิถิลา

ราชรถวิ่งออกไปตามถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่พระราชอุทยาน เม่ือถึงแลว้ ไดว้ ิ่งประทกั ษิณ
และ หยุดอยู่ ณ แท่นท่ีประทบั บรรทมของพระมหาชนก เหล่าอามาตยป์ ุโรหิตจึงสั่งให้ประโคม
ดนตรี เมื่อพระมหาชนกต่ืนจากบรรทม ทรงทราบวา่ ตาแหน่งกษตั ริยไ์ ดม้ าถึงพระองค์ เหล่าปุโรหิต
จึงเชิญพระองคเ์ สด็จเขา้ พระนคร และทดลองทาตามเงื่อนไขที่กาหนดไว้ ๔ ขอ้ ปรากฏวา่ พระมหา
ชนกสามารถทาไดท้ ุกประการ บรรดาขา้ ราชบริพารและชาวเมืองต่างพากนั แซ่ซ้องสรรเสริญพระ
เกียรติคุณและจดั ใหม้ ีพิธีอภิเษกสมรสกบั องคห์ ญิง สืบราชสมบตั ิเป็นกษตั ริยแ์ ห่งเมืองมิถิลา

วนั หน่ึงขณะพระมหาชนกเสดจ็ ประพาสอุทยาน ทรงทอดพระเนตรเห็นตน้ มะม่วง ๒ ตน้ ตน้ หน่ึง
มีผลดก ส่วนอีกตน้ มีแต่ใบเขียวชอุ่มไม่มีผล ตน้ ที่มีผลดก ประชาชนต่างแย่งกนั เกบ็ ผลมะม่วงไปกิน ทาใหก้ ่ิง
กา้ นและใบหักร่วงเสียหาย ส่วนตน้ ท่ีไม่มีผล กลบั ไม่ไดร้ ับผลกระทบ ใดๆ ยงั คงความเขียวชอุ่มร่มรื่นอยอู่ ย่าง
เดิม ทาใหพ้ ระองคท์ รงสลดพระทยั และทรงนึกเปรียบ ตน้ มะม่วง ๒ ตน้ ไวว้ า่

“ต้นมะม่วงที่มีผลดก เปรี ยบได้กับ
ความเป็นกษตั ริย์ ซ่ึงมีการแก่งแย่ง เบียดเบียน และ
ทะเลาะขัดแย้งกัน อันเป็ นการสร้ างความทุกข์ไม่
สิ้นสุด ส่ วนการบรรพชาออกบวชท่ีมีความสงบ
ปราศจากโทษ การเบียดเบียน เปรี ยบเหมือนต้น
มะม่วงที่ไม่มีผล แต่ได้ความสดช่ืนร่มเยน็ ”

เมื่อทรงพระดาริ เช่นน้ีแล้ว ทาให้
พระทัยน้อมไปในการบรรพชา ในท่ีสุดก็ปลง
พระทัย สละราชสมบัติออกผนวชบาเพ็ญสมณ
ธรรมในป่ าใหญ่ ดว้ ยความพอพระทยั ในการบวช
ทรงเปล่ง อุทานว่า “การบวชเป็นความสุขแท้จริง
หนอ”

เม่ือกล่าวโดยสรุปพระพุทธเจ้ าได้ทรงสละความสุ ขส่ วนพระองค์ เสด็จออก
แสวงหา หนทางแห่งการตรัสรู้เพอ่ื การหลุดพ้นจากความทุกข์และทรงนาหลกั ความจริง
ที่ทรงค้นพบมา เผยแผ่ส่ังสอนแก่ชาวโลกให้ต่ืนจากความหลับใหลเพราะอานาจของ
กเิ ลสและเพอื่ ให้หลักคาสอน ของพระองค์ก่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ได้มากทสี่ ุด
พระพุทธเจ้ าจึงได้ทรงก่อต้ังพระพุทธศาสนาขึ้นเรื่องราวและการทางานของ
พระพุทธเจ้าจึงสะท้อนให้เห็นความมุ่งมน่ั และความ พยายามอันสูงส่งของพระพุทธเจ้า
ซึ่งมกี ล่าวไว้ในชาดกอนั เป็ นประวตั ิการบาเพญ็ คุณงามความ ดีหรือที่เรียกว่าการบาเพญ็
บารมจี งึ เป็ นเร่ืองราวทนี่ ่าสนใจเพราะให้ท้งั เนือ้ หาสาระ คติธรรม และความบนั เทงิ ใจ

๓หน่วยการเรียนรู้ที่ วนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนาและศาสนพธิ ี

วันสาคัญทางพระพุทธศาสนาเป็ น
วนั ที่ชาวพุทธจะได้ร่วมกนั ทากิจกรรมต่างๆ เพื่อ
เป็ นการระลึกถึงความสาคัญของพระพุทธ-
ศาสนาและถือเป็ นโอกาสที่พุทธศาสนิกชนจะ ได้
ปฏิบัติธรรมตามหลักคาสอนของพระพุทธองค์
อันเป็ นการเสริมสร้างความสามัคคีและเป็ นการ
สืบทอดประเพณีที่มีความสาคัญต่อการเผยแผ่
และสืบสานพระพทุ ธศาสนา

๑. หลกั ธรรมทเี่ กย่ี วเนื่องในวนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา

๑.๑ วนั มาฆบูชา

วนั มาฆบูชาตรงกับวนั เพ็ญ เดือน ๓ ของ
ทุกปี แต่ถา้ ปี ใดมีเดือนแปดสองหนก็เลื่อนไปเป็ นวนั
เพญ็ เดือน ๔ วนั มาฆบูชา ถือว่าเป็ น “วันพระธรรม”
เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ ซ่ึง
เป็นประมวล คาสอนของพระพุทธเจา้ ท่ีเป็นหลกั ใหญ่
๓ ประการ ไดแ้ ก่ การไม่ทาความชวั่ การทาแต่ความดี
และการทาจิตใจใหส้ ะอาดบริสุทธ์ิ

หากพุทธศาสนิกชนได้นาหลักโอวาท-
ปาฏิโมกข์ไปปฏิบัติ ย่อมทาให้เป็ นผู้ท่ีสามารถ
ปลดปล่อยตนเองออกจากความชว่ั สามารถรับรู้และ
ซึมซบั ในส่ิงที่ดีงาม มีจิตใจท่ีบริสุทธ์ิ ปราศจากความ
มวั หมอง ซ่ึงจะเป็นพ้ืนฐานสาคญั ต่อการดาเนินชีวติ

๑.๒ วนั วสิ าขบูชา

วนั วิสาขบูชาตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๖ ของทุกปี แต่ถา้ ปี ใดมีเดือนแปดสองหนก็เลื่อนมา
เป็นวนั เพญ็ เดือน ๗ วนั วิสาขบูชามีความสาคญั คือ เป็นวนั คลา้ ยวนั ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
ของพระพุทธเจา้ หลกั ธรรมสาคญั ท่ีเกี่ยวเน่ืองในวนั วิสาขบูชา คือ อริยสัจ ๔ ซ่ึงเป็ นหวั ใจสาคญั
ของพระพทุ ธศาสนา ประกอบดว้ ย ทุกข์ คือ สภาพที่ทนไดย้ าก สมุทยั คือ เหตุแห่งความทุกข์ นิโรธ
คือ ความดบั ทุกข์ และ มรรค คือ ขอ้ ปฏิบตั ิใหถ้ ึงความดบั ทุกข์ การท่ีพระพุทธเจา้ ตรัสรู้อริยสัจ ๔
จดั ไดว้ ่าเป็ นการอนุเคราะห์มวลมนุษยท์ ้งั หลายให้ เขา้ ใจหลกั ความจริงและความเป็ นเหตุเป็ นผล
ของกนั และกนั ทาใหม้ นุษยร์ ู้ว่าอะไรคือทุกข์และรู้จกั ใชป้ ัญญาคิดหาหนทางที่จะดาเนินไปสู่การ
ดบั ทุกข์

๑.๓ วนั อฏั ฐมบี ูชา

๑.๓ วนั อฏั ฐมีบูชา ตรงกบั วนั แรม ๘ ค่า
เดือน ๖ หรือเดือน ๗ นบั ถดั จากวนั วิสาขบูชาไป ๗
วนั วนั อฏั ฐมีบูชาเป็ นวนั คล้ายวนั ถวายพระเพลิง
พระพุทธสรีระ หลกั ธรรมสาคญั ในวนั อฏั ฐมีบูชา
ได้แก่ อัปปมาทะ คือ ความไม่ประมาท หมายถึง
ความเป็นผมู้ ีสติรู้ตวั อยเู่ สมอวา่ กาลงั ทา พูด หรือคิด
อะไร และมีความระมดั ระวงั ในกิจการงานทุกุชนิด
และ การบูชา ๒ ประการ ไดแ้ ก่ อามิสบชูา คือการ
บูชาด้วยวตั ถุสิ่งของ และปฏิบัติบูชา คือ การบูชา
ดว้ ยการประพฤติตนตามหลกั ธรรมคาสอน

วนั อฏั ฐมีบูชาทาให้พุทธศาสนิกชนราลึกไดว้ า่ แมแ้ ต่พระพทุ ธองคผ์ ทู้ รงเพียบพร้อมทุก
อยา่ งยงั เสด็จดบั ขนั ธ์ปรินิพพาน ดงั น้นั มนุษยจ์ ึงควรมีสติและต้งั อยใู่ นความไม่ประมาท จะทาการ
ส่ิงใดกใ็ หค้ านึงถึงประโยชนท์ ้งั ของตนเองและของผอู้ ่ืน

๑.๔ วนั อาสาฬหบูชา

วนั อาสาฬหบูชาเป็นการบชู าในวนั เพญ็ เดือน ๘ ซ่ึงมีความสาคญั โดยสรุปได้ ๓ ประการ ไดแ้ ก่

๑. เป็นวนั ท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวนั ท่ีมีพระสงฆเ์ กิดข้ึนองคแ์ รกในพระพทุ ธศาสนา
๓. เป็นวนั ที่มีพระรัตนตรัยครบบริบรู ณ์

หลกั ธรรมที่พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงในวนั อาสาฬหบูชา คือ ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสูตร มีสาระสาคญั
คือ การปฏิบตั ิตนในทางสุดโต่ง ๒ ทาง คือ ทางหยอ่ นและทางตึง ไม่ใช่หนทางท่ีจะทาใหห้ ลุดพน้ จากความ
ทุกข์ แต่ควรปฏิบตั ิตนเพอื่ ใหถ้ ึงความดบั ทุกขด์ ว้ ยหลกั มชั ฌิมาปฏิปทา ซ่ึงเป็นขอ้ ปฏิบตั ิอนั เป็นทางสายกลาง
หรือท่ีเรียกวา่ อริยมรรค ซ่ึงสรุปไดเ้ ป็นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซ่ึงบุคคลทวั่ ไปควรนาไปเป็นแนวทาง
ปฏิบตั ิ เพื่อเป็ นการเตือนสติตนเองไม่ให้หมกมุ่นอยู่ในสิ่งใด ส่ิงหน่ึงที่ไม่ควรประพฤติ และหลีกเล่ียงการ
กระทาที่ตึงหรือหยอ่ นจนเกินไป การปฏิบตั ิตนตามทางสายกลางโดยใชป้ ัญญา ยอ่ มทาใหบ้ รรลุผลท่ีตอ้ งการ
อนั เป็นทางประเสริฐหรือทางท่ีมีประโยชนไ์ ด้

๒. หลกั ธรรมทเ่ี กย่ี วเน่ืองในวนั ธรรมสวนะและเทศกาลสาคญั

๒.๑ วนั ธรรมสวนะ

วนั ธรรมสวนะ หรือวนั พระ ในเดือนหน่ึงมี
๔ วนั คือ วนั ข้ึน ๘ ค่า วนั ข้ึน ๑๕ ค่า วนั แรม ๘ ค่า และ
วนั แรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่า สาหรับหลกั ธรรมสาคญั ในวนั
ธรรมสวนะ คือ กาเลน ธัมมสากัจฉา หมายถึง การ
สนทนาธรรมตามกาล เนื่องดว้ ยการฟังธรรมน้นั นิยมฟัง
กนั ในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวนั พระ
และวนั อ่ืนๆ ตามแต่โอกาสจะอานวย อยา่ งไรก็ตามใน
การฟังธรรม ผฟู้ ังควรมีความศรัทธาในผแู้ สดงธรรม ฟัง
ดว้ ยความใจและนอ้ มนาหลกั ธรรมท่ีไดฟ้ ังไปปฏิบตั ิให้
เป็ นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต เน่ืองจากการฟังธรรม
ย่อมไดร้ ับความรู้เพิ่ม หรือทาให้คลายความสงสัย เป็ น
การปรับความคิดใหต้ รงกบั หลกั ความเป็นจริง และเป็น
การฝึ กอบรมจิตใจเพื่อพฒั นาคุณภาพชีวิตให้สูงข้ึนและ
เป็ นคนที่มีคุณธรรม

๒.๒ วนั เทศกาลสาคญั

วนั เทศกาลสาคญั ท่ีเน่ืองดว้ ยพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ ก่ วนั เขา้ พรรษา วนั ออกพรรษาและวนั ตกั
บาตรเทโวโรหณะ

๑) วันเข้าพรรษา เริ่มต้งั แต่วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๘ หรือวนั ถดั จากวนั อาสาฬหบูชา
จนถึงวนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ วนั เขา้ พรรษาเป็นวนั ท่ีพระภิกษุจะพกั อาศยั ในวดั ใดวดั หน่ึงเป็ น
เวลา ๓ เดือนเพ่ือศึกษาพระธรรมวินยั ซ่ึงสามารถสรุปไดเ้ ป็ น ๓ หมวดใหญ่ เรียกว่า สัทธรรม
วนั เขา้ พรรษา เป็นเทศกาลที่ประชาชนจะนาเทียนพรรษา ซ่ึงปัจจุบนั มกั มีการหล่อ และแกะสลกั
อยา่ งสวยงามไปถวายวดั เพื่อ เป็นพุทธบูชา ๓ ไดแ้ ก่ ปริยัติสัทธรรม คือ การศึกษาเล่าเรียนพระ
พทุ ธพจน์ ปฏบิ ตั ิสัทธรรม คือ การปฏิบตั ิใหเ้ ป็นไปตามหลกั ไตรสิกขา และ ปฏิเวธสัทธรรม คือ
ขอ้ ปฏิบตั ิท่ีจะพึงเขา้ ถึงไดด้ ว้ ยการปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ มรรคผลนิพพาน

การท่ีพระสงฆม์ ีเวลาศึกษา
พระธรรมวินัยตลอดช่วงเข้าพรรษา
ย่อมทาให้พระสงฆ์มีความรู้แตกฉาน
ในพระธรรมวินัยและมีเวลาได้ฝึ ก
ปฏิบตั ิท้งั ดา้ นศีล สมาธิ ปัญญา ซ่ึงเป็น
พ้ืนฐานสาคญั สาหรับนาไปใชใ้ นการ
เ ท ศ น า ส่ั ง ส อ น ป ร ะ ช า ช น แ ล ะ
พุทธศาสนิกชนเองก็ไดม้ ีโอกาสรักษา
ศีลฟังธรรม ปฏิบตั ิตนตามหลกั ศีล ๕
ศีลอุโบสถ และงดเวน้ จากอบายมุข
เป็ นตน้

๒) วนั ออกพรรษาและวนัตกบั าตรเทโวโรหณะ วนั ออกพรรษาตรงกบั วนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๑๑
เป็นวนั สิ้นสุดระยะการจาพรรษา ๓ เดือน ในวนั น้ีพระสงฆจ์ ะพร้อมใจกนั ทา ปวารณากรรม คือ การเปิ ด
โอกาสใหม้ ีการแนะนาและตกั เตือนกนั ระหวา่ งที่ประชุมสงฆ์ สาหรับพทุ ธศาสนิกชนกจ็ ะมีการทาบุญตกั

บาตรเน่ืองในโอกาสเป็นวนั คลา้ ยวนั ที่พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงจากสวรรคช์ ้นั ดาวดึงส์ หลงั จากเสดจ็ ไปโปรด
พระพทุ ธมารดา

สาหรับหลกั ธรรมสาคญั ท่ีพระสงฆพ์ ึง
ปฏิบัติในวันน้ีเรี ยกว่า อริยวงศ์ ๔ ได้แก่ จีวร
สนั โดษ คือ พอใจดว้ ยจวรี ท่ีมีอยู่ ปิ ณฑปาตสันโดษ
คือ พอใจในอาหารที่ชาวบ้านถวาย เสนา-สน
สันโดษ คือ พอใจในท่ีพกั อาศยั และ ภาวนาปหา
นารามตา คือ ยินดีในการทาบุญและกุศล เมื่อ
พ ร ะ ส ง ฆ์ ป ฏิ บั ติ ต น ต า ม ห ลั ก ธ ร ร ม ดั ง ก ล่ า ว

นอกจากจะทาใหพ้ ระสงฆเ์ ป็นผปู้ ฏิบตั ิตรง ปฏิบตั ิ
ชอบตามพระวินัยแลว้ ยงั ส่งผลให้เป็ นท่ีเล่ือมใส
ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และเป็ นแบบ อย่าง

สาหรับพทุ ธศาสนิกชนดว้ ย

๓. ศาสนพธิ ี

ศาสนพิธี หมายถึง ระเบียบแบบแผนของพิธีกรรมทางศาสนาท่ีศาสนิกชนจะไดป้ ฏิบตั ิเป็ น
แนวทางเดียวกนั เพอื่ ใหเ้ กิดความเป็นระเบียบและความเขา้ ใจเร่ืองศาสนาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

๓.๑ ประเภทของพทุ ธศาสนพธิ ี

พุทธศาสนพิธี หมายถึง พิธีกรรมทางพระพทุ ธศาสนาซ่ึงเป็นขนบธรรมเนียมท่ีถือปฏิบตั ิสืบ
ต่อกนั มา แบ่งเป็น ๔ ประเภท ดงั น้ี

๑) กุศลพิธี คือ พิธีกรรมต่างๆ อันเก่ียวด้วยการอบรมความดีงามทางพระพุทธศาสนา
เฉพาะตวั บุคคล แบ่งเป็น ๒ อยา่ ง คือ พิธีกรรมท่ีพุทธบริษทั พึงปฏิบตั ิในเบ้ืองตน้ อยา่ งสามญั ไดแ้ ก่ พิธี
แสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ พิธีเวยี นเทียน พิธีรักษาอุโบสถ และ พธิ ีกรรมท่ีพระสงฆ์ พึงปฏิบตั ิ เพื่อความดี
งามในพระธรรมวินยั ท้งั ส่วนตวั ผปู้ ฏิบตั ิและหมู่คณะ ไดแ้ ก่ พิธีเขา้ พรรษา พิธีอุโบสถกรรม พิธีทาวตั ร
สวดมนต์ พิธีถือนิสยั พิธีออกพรรษา พธิ ีกรรมในวนั ธรรมสวนะ พธิ ีทาสามีจิกรรม

๒) บุญพธิ ี คือ พิธีทาบุญหรือทาความ
ดี เ นื่ อ ง ด้ ว ย ป ร ะ เ พ ณี ใ น ค ร อ บ ค รั ว ข อ ง
พุทธศาสนิกชนเป็ นประเพณีท่ีเก่ียวกบั ชีวิตของ
บุคคลทวั่ ไป แบ่ง ออกไดเ้ ป็น ๒ ประเภท คือ การ
ทาบุญงานมงคล ไดแ้ ก่ การทาบุญในโอกาสและ
งานวนั สาคญั ต่างๆ เพื่อความเป็ นสิริมงคลแก่
เจ้าภาพและญาติมิตร และ การทาบุญงาน
อวมงคล เป็ นการทาบุญเก่ียวกบั การตาย นิยมทา
กันอยู่ ๒ อย่าง คือ งานทาบุญหน้าศพและงาน
ทาบุญอฐั ิ

3) ทานพธิ ี คือ พิธีถวายทานแด่พระสงฆ์ เรียกวา่ ทานวตั ถุ มี ๒ อยา่ ง คือ ปาฏิบุคลิกทาน คือ
การถวายเจาะจงเฉพาะภิกษุรูปใดรูปหน่ึง และ สังฆทาน คือ การถวายไม่เจาะจง เฉพาะภิกษุรูปใดรูป
หน่ึง

๔) ปกณิกพิธี หมายถึง พิธีทาบุญบาเพญ็ กุศลเน่ืองในวนั ประเพณีต่างๆ เช่น การทาบุญใน
พระราชพิธีวนั ฉตั รมงคล วนั เฉลิมพระชนมพรรษา วนั ข้ึนปี ใหม่ วนั สงกรานต์ เป็นตน้

๓.๒ คุณค่าและประโยชน์ของศาสนพธิ ี

ศาสนพธิ ีมีคุณค่าและประโยชนพ์ อสรุปได้ ดงั น้ี
๑) เป็ นเคร่ืองยดึ เหนี่ยวจิตใจของศาสนิกชนให้ใฝ่ ในคุณงามความดี การประกอบพิธีกรรม
ในพระพทุ ธศาสนาทาใหจ้ ิตใจบริสุทธ์ิ ไม่ฟ้ งุ ซ่าน เป็นการพาตนเองออกจากสงั คมของ ชาวโลกชวั่ คราว
แลว้ เขา้ ไปอยใู่ นสภาพแวดลอ้ มที่ดีงาม

๒) ทาให้เกิดความสามัคคี ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาน้นั ชาวบา้ นจะร่วมกนั ทา
กิจกรรมต่างๆ ตามพิธีกรรม ทาให้มีการร่วมมือและร่วมใจเพ่ือใหเ้ กิดผลสาเร็จโดยมี พระพุทธศาสนา
เป็นหลกั ซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและพระพทุ ธศาสนา

๓) มีส่วนช่วยรักษาเอกลักษณ์ของชาติ พิธีกรรมของชาวไทยพุทธน้นั มีลกั ษณะ แตกต่าง
จากชาติอื่น เพราะมีการผนวกเอาขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวฒั นธรรมไทย เขา้ ไปดว้ ย เช่น การ
แห่เทียนพรรษา นอกจากจะเป็ นการปฏิบตั ิตามพิธีกรรมแลว้ ยงั มีการแทรก ดว้ ยศิลปะการตกแต่งเทียน
หรือพิธีนาเทียนไปถวายก็ยงั ผนวกดว้ ยการใชม้ ารยาทไทยเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิตนในการถวายของแด่
พระสงฆ์ เป็นตน้

๔) ก่อให้เกิดความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา การที่ทุกคนไดม้ ีส่วนร่วมในพิธีกรรม ของ
พระพุทธศาสนา ยอ่ มจะมีส่วนสร้างบรรยากาศของการปฏิบตั ิธรรมและความศรัทธาให้แก่ผเู้ ขา้ ร่วม
กิจกรรม ส่งผลให้เกิดความเช่ือมนั่ ในหลกั การทาความดีและทาให้ไดแ้ ง่คิดสาคญั ของการปฏิบตั ิตาม
พธิ ีกรรม เป็นแนวทางเพอ่ื นาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดาเนินชีวติ

พระพุทธศาสนามีพิธีกรรมทางศาสนาหลายประการที่สาคญั คือ พิธีทาบุญบาเพ็ญ กุศล
เพราะถือวา่ การทาบุญเป็นการทาความดี ศาสนพิธีของพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่ จึงเป็น พิธีที่เกี่ยวกบั
การทาบุญ

ข้อ คิ ด ส า ห รั บ ก า ร จัด พิ ธี ก ร ร ม
ในทางพระพทุ ธศาสนาน้นั ตอ้ งใหเ้ ป็นไปตาม
วตั ถุประสงค์ที่แทจ้ ริงของศาสนพิธีน้นั ๆ นนั่
คือ ไม่ควรใช้จ่ายเงินทองอย่างฟ่ ุมเฟื อยใน
การจดั พิธีกรรม และไม่ควรมีอบายมุขใดๆ
ในงานพิธีกรรมของพระพุทธศาสนา เช่น มี
งานฉลอง การอุปสมบทดว้ ยการเล้ียงอาหาร
มีการดื่มสุราหรือเล่นการพนนั เป็นตน้

๓.๓ ศาสนพธิ ีเน่ืองด้วยพทุ ธบัญญัติ

๑) พิธีเวยี นเทียน มีระเบียบปฏิบตั ิ ดงั น้ี

๑. เมื่อถึงเวลา ทางวดั จะตีระฆงั
สญั ญาณ ใหพ้ ทุ ธบริษทั มาประชุมพร้อมกนั ท่ี
หนา้ พระอุโบสถ หรือลานพระเจดีย์ โดยภิกษุ
ยนื แถวหนา้ ถดั ไปเป็น สามเณร ทา้ ยสุด คือ
อุบาสกและอุบาสิกา โดยให้ ทุกคนถือดอกไม้
ธูปเทียน ๒. พระภิกษผุ เู้ ป็นประธานนาจุดธูป
เทียนและ นากล่าว “นโม...” พร้อมกนั ๓ จบ
และคาบชู า พระรัตนตรัยตามแบบท่ีกาหนดไว้
๓. พระภิกษผุ เู้ ป็นประธานเดินนาแถวไปทาง
ขวามือของสถานท่ีเวยี นเทียน ในการเดินเวยี น
เทียน แต่ละรอบควรราลึกถึงพระคุณของพระ
รัตนตรัยตาม ลาดบั ดงั น้ี

๑) พธิ ีเวยี นเทยี น มรี ะเบยี บปฏบิ ตั ิ ดงั นี้

๑. เม่ือถึงเวลา ทางวดั จะตีระฆงั สัญญาณ ให้พุทธบริษทั มาประชุมพร้อมกนั ที่หนา้ พระอุโบสถ
หรือลานพระเจดีย์ โดยภิกษยุ นื แถวหนา้ ถดั ไปเป็น สามเณร ทา้ ยสุด คือ อุบาสกและอุบาสิกา โดยให้
ทุกคนถือดอกไมธ้ ูปเทียน

๒. พระภิกษผุ เู้ ป็นประธานนาจุดธูปเทียนและ นากล่าว “นโม...” พร้อมกนั ๓ และคาบูชา

พระรัตนตรัยตามแบบที่กาหนดไว้

๓. พระภิกษุผเู้ ป็นประธานเดินนา แถวไป

ทางขวามื อ ของสถานท่ี เ วีย นเที ยน ใน
การเดินเวียนเทียน แต่ละรอบควรราลึกถึง
พระคุณของพระรัตนตรัยตาม ลาดบั ดงั น้ี

เดินเวยี นรอบท่ี ๑ ใหร้ าลึกพระพทุ ธคุณ โดยการสวดบท “อิติปิ โส
ภควา…”

เดินเวยี นรอบที่ ๒ ใหร้ าลึกพระธรรมคุณ โดยการสวดบท “สวากฺขา
โต ภควตา ธมฺโม...”

เดินเวยี นรอบท่ี ๓ ใหร้ าลึกพระสงั ฆคุณ โดยการสวดบท “สุปฏิปนฺ
โน ภควโต สาวกสงฺโฆ...”

เม่ือเดินครบ ๓ รอบแลว้ นาดอกไมธ้ ูปเทียนไปปักบชู า จากน้นั จึงเขา้ ไปประชุม พร้อมกนั ใน
พระอุโบสถ วหิ ารหรือศาลาการเปรียญ แลว้ สวดมนตท์ าวตั รพร้อมกนั หลงั จากน้นั ฟังพระธรรมเทศนา
เป็นอนั เสร็จพิธี

๒) พธิ ีถวายสังฆทาน สงั ฆทาน คือ ทานท่ีอุทิศแก่พระสงฆโ์ ดยมิไดเ้ จาะจงพระภิกษรุ ูปใดรูป
หน่ึง พิธีถวายสงั ฆทานมีข้นั ตอนการปฏิบตั ิ ดงั น้ี

๑. เตรียมภตั ตาหารและเคร่ืองไทยธรรมใหเ้ รียบร้อยจะถวายกี่รูปกไ็ ดต้ ามความศรัทธา
๒. นิมนตพ์ ระภิกษุก่ีรูปก็ได้ แต่ท่ีสาคญั คือ ตอ้ งไม่เจาะจงพระภิกษุรูปใดรูปหน่ึง อาจจะ
เป็นพระภิกษุท่ีกาลงั ออกบิณฑบาตอยกู่ ไ็ ด้
๓. การจดั สถานที่ ถา้ เป็ นในบา้ นควรจดั ห้องใดห้องหน่ึงให้เรียบร้อย ถา้ มีพระพุทธรูป
ควรต้ังท่ีบูชาด้วยพอสมควร เม่ือพระสงฆ์มาพร้อมกันแล้วให้นาภัตตาหารต้ังตรงหน้าพระสงฆ์
อาราธนาศีลแลว้ กล่าวคาถวายสังฆทาน ถา้ ถวายร่วมกนั หลายคนให้ผูเ้ ป็ นหวั หนา้ กล่าวนาเป็ น วรรคๆ
แลว้ ผอู้ ่ืนกล่าวตาม
๔. ขณะกล่าวคาถวายพระสงฆจ์ ะประนมมือ พอผถู้ วายกล่าวจบ ผรู้ ่วมพิธีกจ็ ะรับ “สาธุ”
พร้อมกนั ต่อจากน้นั ผถู้ วายจะประเคนภตั ตาหารและของบริวาร (ถา้ มี) แด่พระสงฆ์
๕. พระสงฆส์ วดคาอนุโมทนา ขณะท่ีพระสงฆส์ วดวา่ “ยถา...” ใหผ้ ถู้ วายกรวดน้า กะให้
พอดีน้าลื่นไหลหมด เม่ือพระสงฆส์ วดรับพร้อมกนั วา่ “สพฺพีติโย...” กใ็ หผ้ ถู้ วายประนมมือรับพรไปจน
จบเป็นอนั เสร็จพิธี


Click to View FlipBook Version