๑.๖ พธิ ีกรรมทส่ี าคญั ในศาสนาอสิ ลาม
๑) การประกอบพิธีฮัจญ์ ถือ
เป็ นพิธีกรรมที่เก่าแก่ของศาสนาอิสลาม
คาว่า “ฮัจญ์” แปลว่า การเดินทางไป
ประกอบศาสนกิจของมุสลิมที่นครมัก
กะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ตามวนั เวลา
และ สถานที่ต่างๆ ท่ีทางศาสนากาหนด
มีจุดมุ่งหมายแทจ้ ริงอยู่ที่การนอบน้อม
ต่อพระเป็นเจา้ และยงั เป็ นการเจริญรอย
ตามแบบอยา่ งศาสดา
คุณสมบตั ิของมุสลิมที่สามารถประกอบพิธีฮจั ญไ์ ด้ คือ มีศรัทธาอยา่ งแทจ้ ริง มีสุขภาพและสติปัญญา
สมบูรณ์ มีทรัพยส์ ินเพยี งพอสาหรับการเดินทาง ไดป้ ระกอบพิธีละหมาด ถือศีลอดและบริจาคซะกาต
ครบถว้ นแลว้
๒ ) ก า ร ล ะ ห ม า ด ห รื อ น ม า ซ มุสลิมท่ีบรรลุนิติภาวะทางกายหรือย่างเขา้ สู่วยั หนุ่มสาว
หมายถึง การขอพรต่อพระอลั ลอฮ์ ถือเป็ นการ จะตอ้ งทาละหมาดทุกวนั วนั ละ ๕ เวลา คือ เวลารุ่งอรุณ
ปฏิบตั ิตาม ศาสดามุฮมั มดั ที่ทรงถือเร่ืองการสวด เวลาบ่าย เวลาเยน็ เวลาพลบค่า และเวลากลางคืน
มนต์เป็ น กิจวตั รสาคญั ท่ีสุดและเป็ นทางไปสู่
สวรรค์ โดยมีจุดมุ่งหมายสาคญั คือ เพ่ือชาระ
จิตใจตนเองใหบ้ ริสุทธ์ิ
ก่อนพธิ ีละหมาดจะตอ้ งชาระร่างกาย
ใหส้ ะอาด แต่งกายเรียบร้อยสะอาดมิดชิด และท่ี
สาคญั ตอ้ งชาระจิตใจใหบ้ ริสุทธ์ิ
สถานท่ีในการละหมาด วนั ธรรมดา
สามารถทาได้ทวั่ ไป แต่จะต้องเป็ นสถานที่ท่ี
สะอาด แต่สาหรับวนั ศุกร์และเทศกาลพิเศษ
จะตอ้ งไปทาท่ีมสั ยดิ
๒. ศาสนาคริสต์
เป็ นศาสนาท่ีมีผูน้ ับถือมากท่ีสุด ในโลก ถือกาเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ ซ่ึง อย่ใู นภูมิภาค
เอเชียตะวนั ตกเฉียงใต้ โดยมีวิวฒั นาการมาจากศาสนายดู าห์ เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม นบั ถือพระ
เป็นเจา้ องคเ์ ดียว คือ พระยาห์เวห์ เป็นพระเป็นเจา้ สูงสุด มีพระเยซูคริสตเ์ ป็นศาสดา
๒.๑ ศาสดา
พระเยซูคริ สต์ ศาสดาของศาสนา
คริสต์ ประสูติที่เมืองนาซาเร็ธ อาณาจกั รกาลิลี
เม่ือ พ.ศ. ๕๔๓ มีบิดาช่ือ โยเซฟ และมีมารดาช่ือ
มารีย์
พระเยซูทรงเขา้ เป็ นสาวกในศาสนายู
ดาห์ ทรงอดอาหาร บาเพญ็ ศีลภาวนาระลึกถึงพระ
เยห์วาห์และตริตรองธรรมะเป็นเวลา ๔๐ วนั แลว้
จึงออกไปเผยแพร่หนทางสู่การหลุดพน้ ท่ีแทจ้ ริง
แต่คาสอนของพระเยซูแตกต่างไปจากคาสอน
ด้งั เดิมของศาสนายดู าห์ สร้างความไม่พอใจใหแ้ ก่
ชาวยิว จึงเกิดการกล่าวหาพระองคว์ ่าอา้ งตนเป็ น
บุตรพระเจา้ และคิดก่อกบฏต้งั ตนเป็ นกษตั ริย์ แม้
ศาลจะพิจารณาว่าไม่มีความผิด แต่เสียงขา้ งมาก
ของประชาชนทาให้พระองค์ทรงถูกตรึ งไม้
กางเขนและสิ้นพระชนม์ ในที่สุด
๒.๒ คมั ภรี ์
คมั ภีร์ของศาสนาคริสต์เรียกว่า ไบเบิล พฒั นามาจากศาสนายูดาห์ มีเน้ือหาว่าด้วย
ประวตั ิความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพระเป็นเจา้ กบั มนุษย์ ชาวคริสตถ์ ือวา่ คมั ภีร์ไบเบิลเป็นพระวจนะของ
พระเป็นเจา้ เป็ นบ่อเกิดแห่งสัจธรรม อนั จะนามนุษยไ์ ปสู่ความหลุดพน้ จากบาป และนามนุษยไ์ ป
หาพระเป็นเจา้ แบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือ
๑) คัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม จานวน ๔๖ เล่ม
กล่าวถึงความเป็ นมาของจกั รวาล มนุษยชาติ
ประวตั ิชนชาติยวิ ศาสนพิธี เป็นตน้
๒) คมั ภรี ์ภาคพนั ธสัญญาใหม่ จานวน ๒๗ เล่ม
เป็นคมั ภีร์ของศาสนาคริสตโ์ ดยแทจ้ ริง กล่าวถึง
ประวตั ิศาสตร์ คาสอน และสงั คมของชาวคริสต์
นบั ต้งั แต่พระเยซูคริสตถ์ กู ตรึงบนไมก้ างเขน
๒.๓ นิกาย
นิกายท่ีสาคญั ของศาสนาคริสต์ แบ่งออกเป็น ๓ นิกาย ดงั น้ี
๑) นิกายโรมนั คาทอลกิ ๒) นิกายออร์ทอดอกซ์
เป็ นนิกายท่ียึดม่ันในหลักคาสอนของ เป็ นนิกายท่ีแยกออกมาจากนิกายโรมนั -
พระเยซูคริสต์ เชื่อในบรรดานกั บุญต่างๆ คาทอลิกด้วยเหตุผลทางการเมืองและ
มีสมเด็จพระสันตะปาปาเป็ นประมุข วัฒนธรรม โดยมีมุขนายกมิซซัง (เดิม
ปกครองชาวคาทอลิกิทว่ั โลก เรียกวา่ “สงั ฆราช”) เป็นประมุขสูงสุด
3) นิกายโปรเตสแตนต์
เป็ นนิกายท่ีแยกจากนิกายโรมนั คาทอลิกเช่นกนั เป็ นนิกายที่ถือว่าศรัทธาของแต่ละคนที่มีต่อ
พระเป็ นเจ้า สาคัญกว่าพิธีกรรม ซ่ึงยงั แตกย่อยออกเป็ นหลายนิกาย เน่ืองจากมีความเห็น
แตกต่างกนั เก่ียวกบั คมั ภีร์และการปฏิบตั ิในพธิ ีกรรม นิกายน้ีไม่มีนกั บวช มีเพียงไมก้ างเขนเป็น
เคร่ืองหมายเท่าน้นั
๒.๔ หลกั ธรรมพนื้ ฐานของศาสนาคริสต์
หลกั คาสอนที่สาคญั ของศาสนาคริสตแ์ บ่งออกเป็น ๓ ประเดน็ ไดแ้ ก่
๑) หลกั ตรีเอกภาพ
ศาสนาคริสตเ์ ช่ือวา่ มีพระเป็นเจา้ เพียงองคเ์ ดียว
แต่มี ๓ สถานภาพ คือ พระบดิ า เป็นพระผทู้ รง
สร้างโลกมนุษยแ์ ละสรรพส่ิงท้งั ปวง พระบุตร
หรือพระเยซูคริสต์ เป็ นพระผูท้ รงเกิดมาเป็ น
มนุษยเ์ พ่ือไถ่มนุษยจ์ ากบาป และพระจิต เป็ น
พระเป็ นเจา้ ท่ีปรากฏในจิตวิญญาณของมนุษย์
เพื่อเก้ือหนุนให้มนุษยม์ ีคุณธรรมและเพ่ือช่วย
นาทางมนุษยไ์ ปสู่พระเป็นเจา้
บัญญตั ิ ๑๐ ประการ ๒) หลกั ความรัก
๑. จงนมสั การพระเป็นเจา้ องคเ์ ดียว เป็ นหลกั คาสอนที่ว่าดว้ ยความรัก ความเมตตา
๒. อยา่ ออกพระนามพระเป็นเจา้ โดยไม่ กรุณา ความเสียสละ และการให้อภยั เน่ืองดว้ ย
สมเหตุ มนุษยท์ ุกคนลว้ นเป็ นบุตรของพระเป็ นเจา้ จึง
๓. จงถือวนั พระเป็นวนั ศกั ด์ิสิทธ์ิ ควรรักกนั เสมือนพี่นอ้ ง และควรใหค้ วามรักแก่
๔. จงนบั ถือบิดามารดา ทุกคนแมก้ ระทงั่ ศตั รู
๕. อยา่ ฆ่าคน
๖. อยา่ ผดิ ประเวณี ๓) อาณาจกั รพระเป็ นเจ้า
๗. อยา่ ลกั ทรัพย์ จุดมุ่งหมายสูงสุดของชาวคริสต์ คือ การเข้า
๘. อยา่ ใส่ความนินทา ไปสู่อาณาจกั ร พระเป็ นเจา้ ดว้ ยการมีศรัทธาใน
๙. อยา่ คิดมิชอบ พระเป็ นเจา้ และพระเยซูคริสต์ มีจิตใจบริสุทธ์ิ
๑๐. อยา่ มีความโลภในของของผอู้ ื่น รักและเมตตา เพ่ือนมนุษย์และปฏิบัติตาม
บัญญัติ ๑๐ ประการ ซ่ึงเป็ นหลักธรรมเพื่อ
อบรมสั่งสอนให้ศาสนิกชน ประพฤติดีปฏิบตั ิ
ชอบ
๒.๕ หลกั ธรรมเพอื่ การอยู่ร่วมกนั อย่างสันตสิ ุขของศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาคริสต์มีหลกั ธรรมท่ีจะช่วยให้ทุกคนนาไปปฏิบตั ิสาหรับพฒั นาตนเองเพื่อการอยู่
ร่วมกนั อยา่ งสันติสุขในสังคม เป็ นหลกั ธรรมท่ีเขา้ ใจง่ายและปฏิบตั ิตามไดท้ นั ทีไม่ตอ้ งมีการตีความ มี
ดงั น้ี
๑) ความรักเพอ่ื นมนุษย์ ๒) ความประหยดั และความซื่อสัตย์
๓) การให้อภยั ๔) การมใี จเมตตากรุณา
๕) การแบ่งปัน ๖) ความยตุ ธิ รรม
๗) ความเสมอภาค ๘) ความสามคั คี
๒.๖ พธิ ีกรรม
พิธีกรรมสาคัญของศาสนาคริสต์ เรียกว่า พธิ ีศีลศักดิ์สิทธิ์ หมายถึง เครื่องหมาย ภายนอกท่ีพระ
เยซูคริสตท์ รงต้งั ข้ึนเพื่อเป็นเคร่ืองมือช่วยนาชาวคริสตห์ ลุดพน้ จากความทุกข์ ศีลศกั ด์ิสิทธ์ิมี ๗ ศีล แต่นิกาย
โปรเตสแตนต์มีเพียง ๒ ศีล คือ ศีลลา้ งบาปและศีลมหาสนิท สาหรับศีลศกั ด์ิสิทธ์ิท้งั ๗ ศีล มีดงั ต่อไปน้ี
๑) ศีลล้างบาป
พิธีกรรมน้ีสาหรับผเู้ ร่ิมนบั ถือศาสนาคริสต์ เหตุท่ีตอ้ งทาพิธีลา้ งบาปเพราะเช่ือวา่ มนุษยท์ ุกคนมี
บาปติดตวั มาต้งั แต่กาเนิด
๒) ศีลกาลงั
เป็นการประกอบพิธีข้ึนเพอ่ื ใหเ้ กิดพลงั ในจิตใจ โดยวิธีปกมือเหนือศีรษะ ผรู้ ับ ชาวคาทอลิกเช่ือ
วา่ พระเยซูคริสตท์ รงกาหนดใหส้ าวกปกมือเหนือศีรษะคริสตศ์ าสนิกชน ผรู้ ับพลงั ในจิตใจ เพื่อ
ปฏิบตั ิหนา้ ที่ทางศาสนาไดด้ ีข้ึน
๓) ศีลอภยั บาป
ชาวคาทอลิกเชื่อวา่ พระเยซูคริสตท์ รงกาหนดพธิ ีกรรมน้ีข้ึน เพ่ือแสดงถึงน้าพระทยั ของพระเป็น
เจา้ วา่ พระองคท์ รงพร้อมท่ีจะใหอ้ ภยั ความผดิ พลาดของมนุษยเ์ สมอ หากมนุษยท์ ี่มีบาปสานึกผดิ
และขออภยั บาปแลว้
๔) ศีลมหาสนิท
เป็นพธิ ีระลึกถึงการรับประทานอาหารคร้ังสุดทา้ ยของพระเยซูคริสตก์ บั อคั รสาวก ๑๒ คนก่อนที่
พระองคจ์ ะถกู ตรึงบนไมก้ างเขน
๕) ศีลเจิมคนไข้
เป็นพธิ ีเจิมน้ามนั มะกอก ท่ีมือและเทา้ ของคนไข้ เพอ่ื ตอ้ งการใหค้ นไขระลึกถึงพระเป็นเจา้ และมี
กาลงั ใจท่ีจะเอาชนะความเจบ็ ไข้ ไดป้ ่ วยและเพื่อลดโทษบาป
๖) ศีลสมรส
เป็ นการประกอบพิธีแต่งงาน โดยมีบาทหลวงเป็ นผทู้ าพิธีเพ่ือแสดงว่าเจา้ บ่าวและเจา้ สาวเป็ น
สามีภรรยากนั อยา่ งถูกตอ้ งตามกฎหมายของศาสนา
๗) ศีลอนุกรม
เป็ นพิธีแต่งต้งั บุคคลที่ไดร้ ับการคดั เลือกให้มีตาแหน่งและหนา้ ที่เฉพาะในคริสตจกั รมุขนายก
มิซซงั เป็นผกู้ ระทาพิธีน้ี
๓. ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เป็ นศาสนาท่ีเก่าแก่ ไม่มีหลกั ฐานที่แน่ชดั ว่าเกิดข้ึนเม่ือใด แต่
สันนิษฐานว่ามีอายุไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐ ปี เน่ืองจากศาสนาน้ีไม่มีศาสดา จึงมีการขยายตวั และนา
แนวคิดจากนกั ปราชญห์ ลายท่านเขา้ มาเป็ นหลกั ศาสนา จึงมีวฒั นาการและเรื่องราว ซับซ้อนกว่า
ศาสนาอื่น
เดิมเรียกวา่ สนาตนธรรม หมายถึง ศาสนาอันเป็ นของเก่าหรือนิรันดร์ เป็นศาสนาด้งั เดิม
ของชนเผา่ อารยนั ซ่ึงนาความเช่ือของพวกตนมาผสมผสานกบั วฒั นธรรมของพวก
ทราวิฑ ในอินเดียแลว้ ต้งั เป็ นศาสนาประจาชาติของพวกตน เรียกว่า ศาสนาพราหมณ์ เวลาต่อมา
ศาสนาพราหมณ์มีการปฏิรูปคาใหม่ เรียกว่า ฮินดูธรรม แปลว่า ธรรมที่สอนลทั ธิอหิงสา จึงมีช่ือ
เรียกศาสนาน้ีในภายหลงั วา่ ศาสนาฮินดู
๓.๑ ศาสดา
เดิมทีมีลกั ษณะเป็ นศาสนาประเภทเทวนิยม คือ นับถือเทพเจ้า แต่ไม่ปรากฏนามผูเ้ ป็ น
ศาสดา แลว้ ต่อมาไดพ้ ฒั นามาเป็นเอกเทวนิยม คือ นบั ถือเทพเจา้ องคเ์ ดียว เรียกวา่ พรหมัน จากน้นั จึง
ววิ ฒั นาการเป็นพหุเทวนิยม คือ นบั ถือเทพเจา้ หลายองค์
๒.๒ คมั ภรี ์
คมั ภีร์ในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูไดว้ ิวฒั นาการมาตามลาดบั พร้อมกบั ศาสนา โดยมี
คมั ภีร์ ใหญๆ่ อยดู่ ว้ ยกนั ๔ หมวด ดงั ต่อไปน้ี
๑) หมวดสัมหิตา เป็นหมวดที่รวบรวมมนั ตระต่างๆ เพื่อใชเ้ ป็นบทบริกรรม ขบั กล่อม ออ้ นวอน
และสดุดีเทพเจา้ เนื่องในพิธีกรรมบวงสรวง แบ่งออกเป็น ๔ พระเวทหรือ ๔ คมั ภีร์ คือ
๑.๑) คมั ภรี ์ฤคเวท เป็นคาออ้ นวอนและบทสรรเสริญเทพเจา้ ต่างๆ
๑.๒) คมั ภรี ์ยชุรเวท เป็นคู่มือของพราหมณ์อธิบายวธิ ีประกอบพิธีกรรมและบวงสรวงเทพเจา้
๑.๓) คมั ภีร์สามเวท เป็นแหล่งรวบรวมบทสวดมนตโ์ ดยนามาจากคมั ภีร์ฤคเวท
๑.๔) คัมภีร์อาถรรพเวท มีเน้ือความเป็นคาถาอาคม มนต์ขลงั ศกั ด์ิสิทธ์ิ เพ่ือใชส้ าหรับทาพิธี
ขบั ไล่สิ่งอปั มงคล ใหก้ ลบั เป็นสวสั ดิมงคลและนาสิ่งชวั่ ร้ายไปสู่ศตั รู
๒) หมวดพราหมณะ เป็นบทร้อยแกว้ อธิบาย
การประกอบพิธีกรรมต่างๆ ไว้ อยา่ งละเอียด
๓) หมวดอารัณยกะ ใช้เป็ นตาราคู่มือการ
ปฏิบตั ิของพราหมณ์ผปู้ ระสงคด์ าเนินตนเป็น
วานปรัสถ์ คือ ผูอ้ ยู่ป่ า เพื่อหาความสุขสงบ
และตดั ความกงั วลจากการอยคู่ รองเรือน
๔) หมวดอุปนิษทั เป็นหมวดท่ีมีแนวคิดทางปรัชญาอยา่ งลึกซ้ึง โดยเนน้ เร่ืองอาตมนั เทพเจา้ โลก
และมนุษย์ เป็นการอธิบายสาระสาคญั ของพระเวทท้งั หมด คมั ภีร์อุปนิษทั ถือเป็นเล่มสุดทา้ ยของ
การศึกษา เป็นบทสนทนาโตต้ อบ อธิบายธรรมชาติและจกั รวาล วิญญาณ ของมนุษย์ การเวียน
วา่ ยตายเกิด กฎแห่งกรรมและหลกั ปฏิบตั ิ
๒.๓ นิกาย
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูไม่มีศาสดาผสู้ ง่ั สอนศาสนา อาศยั คมั ภีร์และความเคารพในเทพเจา้
เป็นหลกั สาคญั ในการเผยแผศ่ าสนา จึงทาใหเ้ กิดนิกายยอ่ ยหลายนิกาย นิกายท่ีสาคญั มี ๓ นิกาย ดงั น้ี
๑) นิกายพรหม
นิกายน้ีเคารพนบั ถือพระพรหมเป็นใหญก่ วา่ เทพเจา้ อ่ืนๆ
๒) นิกายไวษณพ
นิกายน้ีนับถือพระวิษณุ หรือพระนารายณ์เป็ นเทพเจ้า
สูงสุด มีผนู้ ิยมเรียกวา่ “ลัทธิอวตาร” เพราะมีความเช่ือว่า
เมื่อใดท่ีฝ่ ายอธรรมมีกาลงั กลา้ แข็งกว่าฝ่ ายธรรม เมื่อน้นั
พระวิษณุจะอวตารลงมาปราบทาใหเ้ กิดความสงบสุขใน
โลก
๓) นิกายไศวะ
นิกายน้ีนบั ถือพระศิวะ หรือพระอิศวรเป็นเทพเจา้ สูงสุด โดยจุดมุ่งหมายของผนู้ บั ถือนิกายไศวะ
คือ โมกษะ หรือการบรรลุความหลุดพน้ จากทุกข์ ยงั แยกยอ่ ยเป็นนิกายอีก ๒ นิกาย คือ
นิกาย นิกาย
ลงิ คายตั กาศมรี ไศวะ
นิกายฝ่ายใตน้ บั ถือรูปศิวลึงค์ นบั ถือพระศิวะองคเ์ ดียว
หมายถึง ผสู้ ร้างสรรพสิ่งในโลก
ชาวอินเดียนบั ถือเทพเจา้ ท้งั ๓ องค์ เรียกรวมกนั วา่ ตรีมรู ติ แปลวา่ รูปสามและหนา้ ท่ีของ
เทพเจา้ ท้งั สามมีความแตกต่างกนั ดงั น้ี
พระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ
เทพเจ้าผู้ทรงสร้างโลก เทพเจ้าผู้พทิ ักษ์คุ้มครองโลก เทพเจ้าผ้ทู าลายโลก
มพี ระสุรัสวดเี ป็ นพระชายา มีพระลกั ษมเี ป็ นพระชายา มพี ระอมุ าเทวเี ป็ นพระชายา
๒.๔ หลกั คาสอน
หลกั ธรรมสาคญั ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีมาก แต่ท่ีควรกล่าวถึงในที่น้ีมีดงั ต่อไปน้ี
๑) หลกั อาศรม ๔
คือ การดาเนินชีวิตของชาวฮินดูตาม
คัมภีร์มนูศาสตร์ เฉพาะวรรณะ
กษัตริ ย์ วรรณะพราหมณ์ และ
วรรณะแพศย์เท่าน้ัน โดยกาหนด
เกณฑ์อายุไว ๑๐๐ ปี แบ่งช่วงของ
การใช้ชีวิตไว้ ๔ ตอน ตอนละ ๒๕
ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วง เรียกวา่ อาศรม
มี ๔ ข้ัน ต า ม วัย ข อ ง ผู้ป ฏิ บัติ
ดงั ต่อไปน้ี
๑.๑) พรหมจรรยาศรม เริ่มต้งั แต่อายุ ๘-๒๕ ปี เรียกว่า พรหมจารี มีหนา้ ท่ีอนั พึงปฏิบตั ิ คือ
๑.๒) คฤหัสถาศรม ต้งั ใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน เชื่อฟังคาสั่งสอนของครู ไม่ยุ่ง
๑.๓) วานปรสัถาศรม เก่ียวกบั เรื่องเพศ เป็นตน้
๑.๔) สันนยสั ถาศรม
เร่ิมต้งั แต่อายุ ๒๖-๕๐ ปี ผูเ้ ขา้ สู่อาศรมน้ี เรียกว่า คฤหัสถ์ มี หน้าท่ี
สาคญั คือ ช่วยบิดามารดาทางาน แต่งงานมีบุตรชายสืบสกลุ ประกอบ
อาชีพเล้ียงครอบ เป็นตน้
เร่ิมต้งั แต่อายุ ๕๑ - ๗๕ ปี ผเู้ ขา้ สู่อาศรมน้ีเรียกวา่ วานปรัสถ์ มีหนา้ ที่
สาคญั คือ มอบทรัพยส์ มบตั ิให้แก่บุตรธิดา บาเพ็ญประโยชน์เพื่อ
ส่วนรวม เขา้ ป่ าหาความวิเวกและฝึ กจิตของตนให้บริสุทธ์ิตามพระ
พรหม
เริ่ มต้ังแต่อายุ ๗๖ ปี ข้ึนไป ผู้เข้าสู่อาศรมน้ี เรี ยกว่า สันนยาสะ
หมายถึง ผู้ท่ีปรารถนาจะบรรลุโมกษะ ต้องการออกบวชถือ
พรหมจรรยต์ ลอดชีวิต
๒) หลกั ปุรุษารถะ
เป็ นจุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิตมนุษย์
๔ ประการ ไดแ้ ก่ อรรถะ คือ การสร้างฐานะ
ในทางเศรษฐกิจ กามะ คือ การแสวงหา
ความสุขทางโลกตามสมควรแก่ภาวะและ
แนวทางของธรรมะ ธรรมะ คือ ระเบียบ
ความประพฤติของบุคคลในสงั คม หรือหลกั
ศีลธรรมและโมกษะ คือ อิสรภาพทาง
วิญญาณ เป็ นอุดมคติและคุณค่าสูงสุดใน
ชีวติ เป็นระดบั ท่ีขา้ มพน้ สงั สารวฏั
๓.๕ หลกั ธรรมเพอื่ การอยู่ร่วมกนั อย่างสันตสิ ุขของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูมีหลกั ธรรมเก่ียวกบั การอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ติสุขโดยสงั เขป ดงั น้ี
๑) ไม่พงึ ทาร้ายผู้อนื่ คนเราไม่
ควรทาร้ายซ่ึงกนั และกนั ไม่ทาใหผ้ อู้ ่ืนเจบ็
ท้งั ทางใจ ทางกาย และทางวาจา
๒) มีความกรุ ณา มีความ
พอใจที่ไดช้ ่วยเหลือผอู้ ื่น และไดท้ าดีโดย
ไม่คิดถึงผล ประโยชน์ของตนเอง
๓) ต้อนรับผู้อ่ืนด้วยความ
เต็ม ใจ ควรตอ้ นรับดว้ ยความเอ้ืออารี แม้
แขกที่มาหาจะเป็ นศตั รู เราก็ควรตอ้ นรับ
ดว้ ยวาจาที่สุภาพและไม่แสดงกิริยาที่ไม่
งามออกมาใหเ้ ห็น
๔) การมีสัจจะ หมายความถึงการพูดความจริงและทาตามคาท่ีเคยพูดไว้ การอยู่ร่วมกนั ใน
สงั คมจะดาเนินไปไม่ไดห้ ากมีแต่คนพดู เทจ็ ต่อกนั และไม่มีใครทาตามท่ีพดู
๕) ไม่ลักทรัพย์ผู้ท่ีคิดจะเอาทรัพย์ของผู้อ่ืน หรือทาความเสียหายแก่ทรัพยส์ ินของผูอ้ ่ืนเป็ น
โทษทางจิตใจแก่ตนเองและทาใหส้ งั คมเสียหาย
๖). การทาตามหน้าทใ่ี นศาสนาพราหมณ์- ฮินดู การทาตามหน้าทโ่ี ดยไม่คานึงถึงตนเองน้ัน ถือ
ว่าเป็ นการกระทาทส่ี ูงส่ง ดงั น้ันจงึ มหี ลกั ธรรมอนื่ ๆ ทเี่ ป็ นหลกั การปฏิบตั ติ นระหว่างบุคคลต่อ
บุคคล เช่น บุตร-บดิ ามารดา ครู-ศิษย์ พ-่ี น้อง นายจ้าง-ลูกจ้าง เป็ นต้น
๓.๖ พธิ ีกรรม
พิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีมาก แต่พิธีกรรมบางอย่างท่ีสาคญั และควรกล่าวถึง
น้นั แบ่งออกเป็น ๔ หมวด ดงั น้ี
๑) กฎปฏิบัติเกี่ยวกับวรรณะ ได้แก่ การกาหนดอาชีพ อาหารการกิน ที่อยู่อาศยั และการ
แต่งงานสาหรับบุคคลในวรรณะต่างๆ หา้ มปะปนกนั
๒) พธิ ีสัมสการ หรือสงั สการ เป็นพธิ ีกรรมประจาบา้ นท่ีขาดไม่ได้ ไดแ้ ก่
๒.๑) ชาตกรรม เป็นพิธีเน่ืองดว้ ยการเกิด พิธีน้ีตอ้ งทาทนั ทีหลงั จากทารกคลอด
จาก ครรภ์มารดา โดยการเอาน้าผ้ึงและน้ามนั เนยแตะลิ้นเด็ก
ก่อนตดั สายสะดือ
๒.๒) นามกรณะ เป็นพธิ ีต้งั ช่ือเมื่อเดก็ มีอายไุ ด้ ๑๐ หรือ ๑๒ วนั บิดามารดาจะจดั
พิธีต้งั ช่ือใหบ้ ุตรท่ีเกิดใหม่
๒.๓) อนั นปราศนะ เป็นพิธีเสนอเครื่องสังเวยแก่เทพเจา้ พิธีน้ีจดั ทาในวนั ท่ีให้อาหารขน้
๒.๔) อุปนยนะ แข็งแก่เดก็ เป็นคร้ังแรก เช่น ใหเ้ ดก็ กินขา้ วเป็นคร้ังแรก นิยมทาพิธีน้ี
ในเดือนที่ ๖ ทาง สุริยคติ
๒.๕) สมาวรรตนะ
๒.๖) ววิ าหะ เป็ นพิธีสวมดา้ ยศกั ด์ิสิทธ์ิให้แก่เด็กและสอนให้เด็กเรียนมนต์ ชื่อ
๒.๗) เปรตกรรม คายัตรี พราหมณ์ หรือคุรุจะเป็ นผูท้ าพิธีน้ีให้แก่ผูเ้ กิดในวรรณะ
พราหมณ์เม่ืออายุ ๕ ขวบ วรรณะกษตั ริย์ เมื่ออายุ ๖ ขวบ และวรรณะ
แพศยเ์ มื่อมีอายุ ๘ ขวบ
เป็ นพิธีที่จดั ข้ึนเมื่อเด็กหนุ่มสาเร็จการศึกษาและเตรียมตวั กลบั บา้ น
เป็ นพิธีแต่งงานเมื่อเด็กหนุ่มจบการศึกษาแลว้ เขา้ สู่อาศรมที่ ๒ คือ
อาศรมคฤหสั ถะ
เป็นพธิ ีทาศพจดั ข้ึนในวนั เผาศพ นบั เป็นพิธีสุดทา้ ยในชีวิตของบุคคล
เพ่อื ทาบุญอทุ ิศใหผ้ ตู้ ายเขา้ ถึงสุคติภูมิในสัมปรายภพ
๓) พธิ ีศราท เป็นพธิ ีทาบุญอุทิศใหแ้ ก่บิดามารดา หรือบรรพบุรุษท่ีล่วงลบั ไปแลว้
๔) พธิ ีบูชาเทพเจ้า การทาพิธีน้ีต่างกนั ไปตามวรรณะ เช่น สวดมนตภ์ าวนาเป็น ประจาทุกเชา้
ถือศีล และไปนมสั การบาเพญ็ กุศล ณ เทวสถาน มีท้งั ที่ปฏิบตั ิประจาและเป็น คร้ังคราว เพ่ือแสดงความ
เคารพเทพเจา้ ที่ตน นบั ถือ EB
๔. ศาสนาสิข
สิกข์ เป็ นภาษาบาลี และคาว่า สิข
เป็ นภาษาปัญจาบ แปลว่า ผูศ้ ึกษาหรือศิษย์
เนื่องดว้ ยศาสนาน้ีถือวา่ ผนู้ บั ถือศาสนาทุกคน
เป็นศิษยข์ องคุรุ ซ่ึงเป็นศาสดาของศาสนามีถึง
๑๐ องค์ โดยมีคุรุนานัก เป็ นผูส้ ถาปนาและ
ประกาศศาสนา และมี คุรุโควินทสิงห์ เป็ น
ศาสดาองค์สุ ดท้าย ศาสนา สิ ขเกิ ดข้ึน
เน่ืองจากการบีบบงั คบั ในทางการเมือง เกิด
จากการบงั คบั ข่เู ขญ็ ท่ีไดร้ ับ จากคนในศาสนา
อื่น ดงั น้นั ศาสนาสิขจึงเป็นศาสนาของผกู้ ลา้
หาญของผเู้ สียสละ และเป็นศาสนาของทหาร
และของนกั รบ
๔.๑ ศาสดา
ศาสดาองคแ์ รกของศาสนาสิข มีนาม
เดิมว่า นานัก เกิดท่ีนิคมตัลวนั ทิ ท่านเป็ นผู้ท่ี
สนใจการศึกษา จิตใจดี และมีเมตตาต่อผอู้ ื่น
วันหน่ึงท่านเดินทางเข้าป่ าและนั่ง
สมาธิเป็ นปกติ ก็ไดเ้ ห็นกายทิพยข์ องพระเป็นเจา้
มาบอกท่านวา่ “ท่านจงอย่กู ับคุรุ จงยึดถือยามคุรุ
อย่ายึดถืออยู่กับโลก จงให้ทานและชาระกายและ
ใจ จงบูชาพระเป็ นเจ้า ผู้เป็ นปฐมพรหม และตัว
ท่านนั้นแลจงเป็ นทิพย์คุรุ” “คุรุนานัก” จึงเป็ น
นามใหม่ของท่าน หลังจากนั้นท่านกส็ ละทานและ
มอบทรัพยส์ มบตั ิแก่คนยากจน แลว้ ถือเพศเป็ น
นกั บวช เดินทางประกาศหลกั คาสอนใหม่ในนาม
แห่ง อกาลปุรุษะ จนกระทงั่ วาระสุดทา้ ยแห่งชีวิต
และละสงั ขารของตนไปเม่ือ พ.ศ. ๒๐๘๒
๔.๒ คมั ภรี ์
คมั ภีร์ของศาสนาสิข ช่ือว่า ครันถสาหิพ แปลว่า คมั ภีร์ศกั ด์ิสิทธ์ิ โดยสาระสาคญั ของ
คมั ภีร์น้ีคือ บรรจุบทสวดมนตส์ รรเสริญพระเป็ นเจา้ มีพระเป็ นเจา้ องค์เดียว คือ อกาลปุรุษะ แบ่ง
ออกเป็น ๒ เล่ม ไดแ้ ก่
๑) อาทิครันถ์ แปลว่า คมั ภีร์แรก มีบทนิพนธ์
ของคุรุ ต้งั แต่องค์ที่ ๑-๕ และมีบทประพนั ธ์
ของนักบุญผูม้ ีชื่อเสียงแห่งศาสนาฮินดูและ
ศาสนาอิสลามผนวกอยดู่ ว้ ย
๒) ทสมครันถ์ แปลวา่ คมั ภีร์ของศาสดาองค์
ท่ี ๑๐ เป็นชุมนุมบทนิพนธ์ของศาสดาองค์ ที่
๑๐ คือ คุรุโควนิ ทสิงห์ รวบรวมไว้
๔.๓ นิกาย
ศาสนาสิข มี ๒ นิกายใหญ่ ไดแ้ ก่
๑) นิกายขาลสา
หรือนิกายสิงห์ ไดแ้ ก่ นิกายท่ีถือการไว้
ผมและไวห้ นวดยาว
๒) นิกายสหัชธรี
หรือนิกายนานาปันถี ได้แก่ นิกายที่โกน
หนวดเกล้ียงเกลา
๔.๔ หลกั พนื้ ฐานของศาสนาสิข
ศาสนาสิขสอนวา่ โลกเป็นสัจจะ ส่ิงที่พระเป็นเจา้ สร้างข้ึน เช่น จกั รวาล โลก ทวีป และสิ่ง
ต่างๆ กเ็ ป็นสจั จะ พระเป็นเจา้ สร้างโลกน้ีข้ึนมาเพ่ือเป็นสถานท่ีกระทาความดี คาสอนทาง จริยธรรมท่ี
ทาใหช้ าวสิขปฏิบตั ิเป็นกิจประจาวนั ไดแ้ ก่
๑. ลุกข้ึนแต่เชา้ ตรู่ ๒. จงทาจิตใหเ้ ตม็ ไปดว้ ยความรักในพระเป็นเจา้
๓. จงใหท้ านเสมอ ๔. จงพดู คาสุภาพอ่อนโยน
๕. จงถ่อมตน ๖. จงทาดีต่อคนอื่น
๗. อยา่ กินหรือนอนมากเกินไป
๙. จงพยายามอยกู่ บั คนดีท้งั กลางวนั และกลางคืน ๘. จงใชจ้ ่ายเฉพาะส่วนที่ทา่ นหามาไดด้ ว้ ยมือของ
ท่านเอง
๑๐. จงร่วมกบั คนดีสวดบทสรรเสริญของคุรุ
๑๑. ละเวน้ การพนนั ส่ิงเสพติด และการประพฤติผดิ ในกาม
๔.๕ หลกั ธรรมเพอื่ การอยู่ร่วมกนั อย่างสันตสิ ุขของศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาสิข มีหลกั ธรรมเพ่ือการอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ติสุข เป็นหลกั สาหรับการปฏิบตั ิต่อกนั เป็น
กิจวตั รประจาวนั คือ จงทาจิตของท่านใหเ้ ตม็ ไปดว้ ยความรัก จงใหท้ ่านเสมอ จงพดู จาดว้ ยถอ้ ยคา สุภาพ
ต่อกนั จงอ่อนนอ้ มถ่อมตน จงทาดีต่อผอู้ ื่น จงพยายามอยกู่ บั คนดีท้งั กลางวนั และกลางคืน จงละเวน้ การ
พนนั สิ่งเสพติดทุกชนิด และ ไม่ประพฤติผดิ ในกาม
๒.๖ พธิ ีกรรม
พธิ ีกรรมท่ีชาวสิขทุกคนพงึ ทา คือ พิธีปาหุล หรือพิธีล้างบาป เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็รับเอา
“ก” ท้งั ๕ ประการ ดงั นี้
๑) เกศ
การไม่ตดั ผม หรือการไวผ้ มยาว เพื่อเป็ นเกราะสาหรับศีรษะและให้ดูน่าเกรงขาม ทาลายขวญั
ขา้ ศึก และเป็นเครื่องแสดงความศรัทธาต่อพระเป็นเจา้ ท่ีประทานผมแก่มนุษย์
๒) กงั ฆา
หวไี มข้ นาดเลก็ ซ่ึงเสียบไวใ้ นผม เพอื่ ดูแลผมใหส้ ะอาดเรียบร้อย
๓) กฉา
กางเกงขาส้ัน เพ่ือความสะดวกสบายและคล่องแคล่วในการเดินทาง การทางาน และพร้อมใน
การสู้รบ
๔) กรา
กาไลมือ ทาดว้ ยเหล็กเพ่ือเป็นเคร่ืองเตือนใจทหารว่าเหลก็ เป็นโลหะที่มีค่า เป็นสัญลกั ษณ์ของ
ความอดกล้นั สุภาพ และถ่อมตน อนั หมายถึง ความผกู พนั ต่อหม่คู ณะ
๕) กริ ปาน ผู้ใดทาพธิ ีปาหุลแล้ว
กไ็ ด้นามว่า “สิงห์” ต่อท้ายชื่อ
ดาบ เพื่อสะพายที่สีขา้ งใชเ้ ป็ นสัญลกั ษณ์ของ เพราะถือว่าได้ผ่านความเป็ นสมบตั ิ
ความกล้าหาญและการ ผจญภัย พร้อมที่จะ
ปกป้ องเกียรติของตนเองและของผอู้ ่ืน ของพระเป็ นเจ้าแล้ว
และใช้คาว่า “กอร์” ต่อท้ายช่ือที่เป็ นหญงิ
เมื่อกล่าวโดยสรุป การศึกษาประวตั ิของพุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า และศาสนิกชน
ตวั อยา่ งยอ่ มทาใหร้ ู้และเขา้ ใจวิถีการดาเนินชีวติ ของท่านต้งั แต่เริ่มตน้ จนถึงวาระสุดทา้ ยที่
แสดงให้เห็นถึง การปฏิบตั ิตนเป็ นพุทธศาสนิกชนท่ีดีการอุทิศตนตลอดจนวิธีการเผยแผ่
พระพุทธศาสนา ผูศ้ ึกษาประวตั ิของพุทธสาวก พุทธสาวิกาและศาสนิกชนตวั อย่าง ย่อม
รู้จักวิเคราะห์คุณธรรม อันเป็ นแบบอย่างของท่านเพ่ือนาไปประยุกต์ปฏิบัติได้ใน
ชีวติ ประจาวนั ซ่ึงจะส่งผลต่อคุณภาพ ชีวติ ท่ีดีของผปู้ ฏิบตั ิ ท้งั ทางกาย วาจา ใจ