The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru Arm Kku, 2020-07-08 23:38:55

ศาสนา ม4-6

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๙. เป็ นผู้ว่าง่ายและเคารพยาเกรง ดังตัวอย่าง เม่ือคราวท่ีพระมหากัสสปะเป็ น
ผู้ใหญ่ ประธานการสงั คายนา พระมหากสั สปะไดต้ ้งั
คาถามให้พระอานนท์ตอบ ซ่ึงเป็ นประเด็น
เก่ียวกับการช้ีความผิดของพระอานนท์ เช่น
การท่ีพระอานนท์สนับสนุนให้สตรี บวชใน
พระพุทธศาสนา การไม่ทกั ทว้ งพระพุทธเจา้ ท่ี
กล่าวละสังขารต่อพระอานนท์ เป็ นตน้ ถึงแม้
พระอานนท์จะไม่ผิด แต่ท่านก็ไดช้ ้ีแจงเหตุผล
ต่อท่ีประชุม แสดงถึง ความเคารพยาเกรง
ผใู้ หญแ่ ละเคารพในมติของที่ประชุมสงฆ์

๑.๓ พระอนุรุทธเถระ

พระอนุรุทธเถระเป็นโอรสของพระเจา้ อมิโตทนะ เมื่อคร้ังอยใู่ นวยั เด็กจนถึงก่อนออก
บวช ท่านไดร้ ับการเอาใจใส่เป็ นพิเศษ เม่ืออยากไดอ้ ะไรก็มกั จะไดต้ ามความตอ้ งการ ต่อมาเม่ือ
เจา้ ชายแห่งศากยวงศ์และโกลิยวงศป์ รารถนาออกบวช เจา้ ชายอนุรุทธะไดต้ ดั สินใจออกบวชดว้ ย
โดยท่านมกั เจริญอาโลกกสิณเพ่งแสงสว่างเป็ นประจา จึงมีความเช่ียวชาญเร่ืองทิพยจกั ขุมาก จน
ไดร้ ับการยกยอ่ งจากพระพทุ ธเจา้ วา่ เป็นเลิศในทางมีทิพยจกั ขุ

พ ร ะ อ นุ รุ ท ธ ะ มี ค ว า ม มัก
น้อย ขณะที่จาพรรษา อย่ทู ี่วดั เวฬุวนั
ท่านแสวงหาผ่าบงั สุกุลตามกองขยะ
มาทาจีวรเนื่องจากจีวรที่ใชอ้ ยปู่ ระจา
น้ันขาด การเย็บจีวรในคร้ังน้ันเป็ น
งานใหญ่ พระพทุ ธเจา้ พร้อมเหล่าพระ
สาวกไดม้ าช่วยกนั เยบ็ การเยบ็ จีวรจึง
แลว้ เสร็จในวนั น้นั

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง

๑. มคี วามพากเพยี รยงิ่ เมื่อออกบวชท่านตอ้ งการมีชีวิตเรียบง่ายอยใู่ นป่ า
ย่อมมีความลาบากเป็ นธรรมดา แต่ท่านมีความ
อดทนสูงจึงอยไู่ ด้ เพียรปฏิบตั ิธรรมจนบรรลุพระ
อรหนั ตใ์ นเวลาไม่นาน

๒. มคี วามมกั น้อย เมื่อคร้ังท่านจาพรรษาท่ีวดั เวฬุวนั ท่านแสวงหาผา้
บงั สุกุลตามกองขยะมาทาจีวร เนื่องจากจีวรที่ใช้
อยนู่ ้นั ขาด

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นหลกั แห่งพระธรรมวนิ ัย เมื่อพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ดบั ขนั ธ์ปรินิพพานน้นั ท่าน
เป็ นหลกั คอยเฝ้ าอยวู่ ่า พระพุทธเจา้ ทรงเขา้ ฌาน
น้ันๆ จนกระท่ังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์
ปรินิพพาน ท่านเตือนสติพุทธบริษทั ที่เสียใจคร่า
ครวญอาลัยพระพุทธเจ้าด้วยการกล่าวธรรม
เตือนสติให้เห็นว่าสังขารท้งั หลายมีการเกิด การ
ดบั เป็นธรรมดา ควรนามาเป็นขอ้ เตือนสติทุกคน
ไม่ใหป้ ระมาทมวั เมาในชีวติ

๑.๔ พระองคุลมี าล

พระองคุลีมาลเกิดในวรรณะพราหมณ์ บิดาเป็นปุโรหิตแห่งราชสานกั พระเจา้ ปเสนทิ
โกศล เมื่อเกิดมาน้นั มีเหตุอศั จรรยด์ าวโจรลอยเด่นบนทอ้ งฟ้ า ปุโรหิตทราบวา่ เดก็ ที่เกิดในช่วงเวลา
น้ีจะเป็นมหาโจร จึงต้งั ช่ือบุตรวา่ อหิงสกะ หมายถึง ผไู้ ม่เบียดเบียนเพอ่ื แกเ้ คลด็

เม่ือโตข้ึน บิดาได้ส่งไปศึกษาใน
สานักของอาจารยท์ ิศาปาโมกข์แห่งเมืองตกั
กสิลา อหิงสกะเป็นผทู้ ี่ ต้งั ใจเรียน จึงเป็นท่ีรัก
ของอาจารยท์ าใหศ้ ิษยร์ ่วมสานกั พากนั อิจฉา
และหาเรื่องใส่ร้าย ในที่สดุอาจารยห์ ลงเชื่อ
และวางแผนฆ่าอหิงสกะ โดยบอกว่าศิษยท์ ่ี
ศึกษาจบน้ัน จะตอ้ งให้ครุทกั ษิณา (ของบูชา
ครู) แก่อาจารย์ นนั่ คือ นิ้วขวาของคน ๑,๐๐๐
นิ้ว ดว้ ยเชื่อมนั่ วา่ จะเป็นวิธีฆ่าศิษยไ์ ดโ้ ดยไม่มี
ความผดิ เพราะก่อนที่จะไดน้ ิ้วมือมา อหิงสกะ
คงถูกฆ่าตายเสียก่อน

เมื่ออหิงสกะฆ่าคนแลว้ ไดน้ านิ้วมือมาร้อยเป็นมาลยั คลอ้ งคอ จึงไดช้ ื่อวา่ องคลุมิาล แปลวา่
ผมู้ ีนิ้วมือเป็ นพวงมาลยั และเป็ นเหตุให้คนทว่ั ไปมีความหวาดกลวั เมื่อความทราบถึงพระเจา้ ปเสนทิ
โกศล พระองคจ์ ึงยกกองทพั ไปปราบองคุลิมาล เมื่อนางมนั ตานีผเู้ ป็นมารดาขององคลุมิาลรู้ข่าว จึงลอบ

ออกจากเมืองเพ่ือไปแจง้ แก่อหิงสกะดว้ ยความรักลูก

วนั น้ันองคุลีมาลดใจว่าเป็ นวนั ท่ีจะจบ
การศึกษา เพราะเหลืออีกนิ้วเดียวกจ็ะครบ ๑,๐๐๐
นวิ้ พระพทุธเจา้ ทรงเกรงว่าองคลุมิาลจะทาอนนตั ร
ยกิ รรมต่อมารดา จึงเสด็จไปดกั หนา้ องคลุมิาลกอ่นท่ี
“เราหยดุ แล้ว มารดาจะไปถึง

แต่ เมื่อองคุลีมาลเห็นคนเดินมาก็ชูดาบว่งิ ไล่
เพ่ือให้ได้นิ้วมือครบ พระพทุธเจ้าเสด็จดาเนินไป
ตามปกติ แต่ทรงบนั ดาลอิทธิฤิทธ์ิทาให้องคุลีมาลว่ิง
เธอยงั ไม่หยดุ ” ตามไม่ทัน องคุลีมาลจึงตะโกนว่า “หยุด สมณะ

หยดุ ” แต่พระองคต์ รัสวา่ “เราหยดุ แล้ว แต่เธอยังไม่

หยดุ ”

องคุลีมาลมีความสงสัยจึงถาม
พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า “เราหยุดทา
บาป แต่เธอยังไม่หยุด” องคุลีมาลไดฟ้ ังก็
รู้สึ กศรัทธา วางดาบแล้วเข้าไปกราบ
พระพุทธเจา้ จึงตรัสส่ังสอนและประทาน
อุปสมบทให้

พระองคุลิมาลไดร้ ับการยกยอ่ ง
ว่าเป็ นพระประเภทต้นคดปลายตรง
หมายถึง เป็ นผูป้ ระมาทในเบ้ืองต้น แต่
ต่อมากลบั ตวั เป็นพระสาวกที่ดี

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้มขี นั ตธิ รรมอย่างยง่ิ กล่าวคือ ในระยะแรกท่ีบวชใหม่ๆ ท่านได้ไป
บิณฑบาต แต่ถูกประชาชน ท่ีจาหนา้ ไดใ้ ชด้ ินหิน
ขวา้ งปา ทาให้ท่านไดร้ ับความเจ็บปวด แต่ท่านก็
ใชค้ วามพยายามอดทนอดกล้นั

๒. เป็ นบุคคลประเภทต้นคดปลาย เป็นผทู้ ่ีเคยทาผิดพลาด แต่สามารถกลบั ตวั กลบั ใจ
ตรง ประพฤติในส่ิงดี งามได้

คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้มเี มตตากรุณามาก

ตวั อยา่ งเช่น พระองคุลิมาลไดพ้ บหญิงมีครรภ์
ซ่ึงเดินลาบาก ท่านไดก้ ราบทูลใหพ้ ระพุทธเจา้
ทราบ พระพุทธองค์ทรงตรัสให้แผ่ เมตตาจิต
แก่นางพระองคุลิมาลก็ปฏิบัติตามและด้วย
สัตยาธิษฐานน้นั ทาใหห้ ญิงผนู้ ้นั คลอดบุตรได้
โดยง่าย

๑.๕ พระกสี าโคตมีเถรี

กีสาเป็ นธิดาของบุคคลในตระกูล
เก่าแก่ ตระกลู หน่ึงในเมืองสาวตั ถี วนั หน่ึงนาง
เดินไปตลาด และพบพ่อคา้ คนหน่ึงนาทองซ่ึง
กลายสภาพเป็ น ถ่านมากองไว้ นางจึงเขา้ ไป
ทกั วา่ ทาไมจึงนาทอง มาขาย ทาใหพ้ ่อคา้ ผนู้ ้นั
ต่ืนเตน้ เพราะแต่เดิมน้นั เขาคือเศรษฐีผมู้ ีทอง
มากมาย แต่ต่อมาทองเหล่าน้นั กลายเป็ นถ่าน
เศรษฐีจึงบอกให้กีสาลองหยิบ ถ่านกอ้ นหน่ึง
ข้ึนดูปรากฏว่าเม่ือกีสาหยิบถ่านข้ึนมา ก็
กลายเป็ นทองจริงๆ เศรษฐีจึงขอร้องให้นาง
เอามือ สัมผสั กองถ่านท้งั หมดและมนั ก็ไดค้ ืน
สภาพเป็ นทองตามเดิม

เ ศ ร ษ ฐี ผู้น้ ัน จึ ง ไ ป สู่ ข อ ใ ห้แ ต่ ง ง า น กับ
บุตรชายของตน ต่อมานางกีสามีลูกชาย คนหน่ึงและ
เสี ย ชี วิตอย่าง กะทันหันนาง เ สี ยใ จ มากจ นส ติ ฟั่ น
เฟื อน ไม่ยอมเผาศพลกู เพราะคิดว่าลูกชายของตนยงั
ไม่ตาย นางจึงเดินไปเรื่อยๆ เพ่ือหายามารักษาใหล้ ูก
ฟ้ื น จนมาพบชายคนหน่ึง ซ่ึงไดบ้ อกกบั นางว่า “ขา้
ไม่มียาให้นาง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ซ่ึงประทบั
อยู่ที่วิหารเชตวนั นอกเมืองสาวตั ถีรู้จกั ยารักษาลูก
ของนาง”

นางกีสาดีใจท่ีไดร้ ับคาแนะนา จึงรีบอุม้

ศพลกู ชายเขา้ ไปเฝ้ าและกราบทูลพระพทุ ธเจา้ ท่ี
เชตวนั วิหารเพื่อขอยารักษาลูกชาย พระพุทธเจา้ ได้
ตรัสบอกนางกีสาให้ไปเอาเมล็ดพนั ธุ์ผกั กาด มา
หน่ึงกามือแลว้ พระพทุ ธองคจ์ ะทรงทายาให้ โดยได้
ตรัสกาชบั วา่ “ผกั กาดนั้นจะต้องเอาจาก บ้านเรือนที่
ไม่มีใครตายจึงจะทาได้”

นางกีสาไดอ้ ุม้ ศพลูกชายไปเที่ยวขอเมล็ดพนั ธุ์ผกั กาดจากชาวบา้ นแต่ก็ ไม่สมารถหาได้
เพราะบา้ นท่ีไม่มีคนตายน้นั ไม่มี นางเดินจนเข่าอ่อนกย็ งั ไม่ไดเ้ มล็ดพนั ธุ์ผกั กาดแมแ้ ต่เมลด็ เดียว นาง
จึงคิดไดว้ า่

“ในโลกนีไ้ ม่มีบ้านไหนไม่มีคนตาย ความตายมิใช่
ตายเฉพาะลูกเรา คนอ่ืนกต็ ายด้วย สักวันหนึ่งเราก็
ต้องตาย ความตายเป็ นสัจจะแห่ งชีวิต สิ่งใดมีการ
เกิดขึน้ ส่ิงน้ันกม็ ีการแตกดับในที่สุด”

เม่ือนางกีสาคิดได้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็เกิดข้ึนพระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรม
เทศนาแก่นางจนนางไดบ้ รรลุโสดาบนั และกราบทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี ไดน้ ามวา่ พระกีสาโคต
มีเถรี ต่อมาพระกีสาโคตรมีเถรีไดบ้ รรลุพระอรหนั ตผลพร้อมปฏิสัมภิทา และไดร้ ับการยกยอ่ งจาก
พระพทุ ธเจา้ วา่ เป็นเอตทคั คะในการทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผถู้ ือธุดงควตั รเคร่งครัด เรียบง่าย

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้มคี วามเคารพนบนอบยงิ่ โดยนางปฏิบตั ิตนเป็นสะใภแ้ ละภรรยาที่ดี มีความ
๒. เป็ นผู้มคี วามคดิ ฉับไว เคารพนบนอบต่อสามีและบิดาของสามีและเม่ือ
บวชเป็ นภิกษุณีแลว้ ก็มีความเคารพต่อภิกษุและ
ภิกษุณีอ่ืน

เม่ือนางไปหาเมลด็ พนั ธุ์ผกั กาดจากครัวเรือนที่ไม่
มีคนตาย แต่ปรากฏว่า ทุกครัวเรือนท่ีนางเขา้ ไป
ถามน้นั เคยมีคนตายมาแลว้ ท้งั สิ้น นางกเ็ กิดคิดได้
วา่ “ชีวติ น้ีไม่เท่ียงแท้ ทุกคนจะตอ้ งตาย ไม่ไดต้ าย
เฉพาะลูกของนาง” ซ่ึงการคิดได้ของนาง ไดน้ า
นางออกจากความมืดเข้า สู่แสงสว่างแห่งพระ
ธรรมในที่สุด

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นครูทดี่ ขี องสตรีท้งั หลาย จากประสบการณ์ในชีวิต ทาให้พระกีสาโคตมี
เถรีสามารถนามาประยกุ ต์ ใชใ้ นการใหค้ าปรึกษา
แก่สตรีท้งั หลายที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์
คลา้ ยกบั ท่าน จึงทาให้สตรี ท้งั หลายมกั จะไปหา
พระกีสาโคตมีเถรีเพื่อฟังธรรมอยเู่ สมอ

๔. เป็ นผู้มชี ีวติ เรียบง่าย เม่ือพระกีสาโคตมีเถรีมาบวชน้ัน ได้มีความ
เป็ นอยงู่ ่ายๆ มีความสันโดษใน ปัจจยั ส่ี ถือครอง
จีวรเศร้าหมอง จนไดร้ ับการยกยอ่ งเป็นเอตทคั คะ
ในดา้ นการทรงจีวรเศร้าหมอง

๑.๖ พระธัมมทนิ นาเถรี

พระ ธัมม ทิ นนา เ ถรี เ ป็ น สตรี ท่ี
สวยงาม มีความรู้ และเพียบพร้อมดว้ ยคุณสมบตั ิ
ของกุลสตรี ต่อมาได้ แต่งงานกับบุตรเศรษฐี
ชาวเมืองราชคฤห์ ชื่อ วิสาขะ ซ่ึงเป็ นพระสหาย
ของพระเจา้ พิมพิสาร เม่ือแต่งงานแลว้ ท้งั สองก็
ครองเรือนกนั อยา่ งมีความสุข ต่อมาเม่ือวิสาขะ
เศรษฐีไดพ้ บพระพุทธเจา้ เป็น คร้ังแรกพร้อมกบั
พ ร ะ เ จ้า พิ ม พิ ส า ร ไ ด้ฟั ง พ ร ะ ธ ร ร ม เ ท ศ น า จ า ก
พระพุทธเจา้ จนบรรลุเป็ นพระอนาคามี เม่ือนาง
ทราบความจริงก็เกิดความเลื่อมใส นางจึงหา
โอกาส ไปฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจา้
และทูลขอบวช ซ่ึงต่อมาไม่นานพระธมั มทินนา
เถรีกบ็ รรลุอรหนั ต์

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง

๑.เป็ นผู้มีปัญญาและสามารถใช้ เม่ือก่อนบวชพระธัมมทินนาเถรี ได้ทาหน้าท่ี
ปัญญาแก้ไขปัญหาชีวติ ภรรยาที่ดี ต่อมาเมื่อสามีไม่ยนิ ดีในกามคุณ นางก็
ใช้ปั ญญาและเหตุผลสอบถามความจริ งจนรู้ ว่า
สามี ไดบ้ รรลุธรรมข้นั อนาคามีแลว้ ท่านกม็ ีความ
ศรัทธาตาม

๒. เป็ นผู้มจี ติ ใจใฝ่ หาความดี เมื่อสามีบอกวา่ ไดป้ ฏิบตั ิธรรมจนเป็นพระอนาคามี
แลว้ ท่านก็ปรารถนา อยากเป็ นเช่นน้ันบา้ ง จึงขอ
บวชเพ่ือปฏิบตั ิตนใหเ้ ขา้ ถึงคุณธรรมข้นั น้นั

คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้มคี วามมุ่งมน่ั ดงั มีความมุ่งมนั่ ในการศึกษาและปฏิบตั ิธรรมโดย
ใช้เวลาไม่นานก็บรรลุธรรม สาเร็จเป็ นพระ
อรหนั ต์

๔. เป็ นผู้ที่สามารถทาให้บุคคลท่ี ๔. เป็ นผู้ที่สามารถทาให้บุคคลที่สนใจใน
สนใจในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว
เกดิ ศรัทธาในคาสอนมากขนึ้ พระพทุ ธศาสนาอยแู่ ลว้ เกิดศรัทธาในคาสอนมาก

ข้ึนโดยพระธมั มทินนาเถรีมีความสามารถในการ
แสดงธรรม อธิบายธรรมท่ีลึกซ้ึงให้เข้าใจได้
โดยง่าย จึงเป็ น กาลังสาคัญในการเผยแผ่

พระพทุ ธศาสนาใหก้ วา้ งไกล

พระธัมมทนิ นาเถรีได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็ นเอตทคั คะด้านการแสดงธรรม
โดยเป็ นผู้เชี่ยวชาญในการแสดงธรรมแก่ประชาชน สามารถอธิบายธรรมทย่ี ากให้เข้าใจได้โดยง่าย

๑.๗ พระปฏาจาราเถรี

ปฏาจาราเกิดในตระกลู เศรษฐีเมืองสาวตั ถีคร้ัน เมื่อนางเตบิ โตเป็น สาว บิดา มารดาไดร้ ับ
หม้นั ชายหนุ่มในชนช้นั เดียวกนั แต่นางปฏาจาราแอบรักใคร่กบั ชายซ่ึงเป็นคนรับใชใ้ นบา้ น เม่ือจวน
ถึงกาหนด แต่งงานนางกไ็ ดน้ ดั แนะชายคนรักพากนั หนี แลว้ ไปสร้างบา้ นเรือนในชนบทที่ทุรกนั ดาร

เมื่อนางปฏาจาราต้งั ครรภบ์ ุตรคนท่ีสอง
นาง ขอร้องสามีให้พานางกลบั ไปคลอดบุตรที่บา้ น
เช่น เดียวกบั บุตรคนท่ีหน่ึง แต่ถูกปฏิเสธจากสามี
นางจึง อุม้ บุตรคนแรกซ่ึงกาลงั หัดเดิน หนีออกจาก
บา้ นขณะ ท่ีสามีไม่อยู่ แต่สามีตามไปทนั ระหว่าง
ทางนางปฏาจารากเ็ จบ็ ทอ้ งจวนจะคลอดลูก ขณะน้นั
ฝนไดต้ กลงมาอย่างหนกั นางบอกให้สามีไปตดั ก่ิง
ไมม้ าทาซุ้มกาบงั ฝน แต่สามีของนางกลบั ถูกงูพิษ
ร้ายกดั ถึงแก่ความตาย

นางปฏาจาราพาลูกคนแรกเขา้ ซุ่มอยู่
ใ ต้ พุ่ ม ไ ม้ แ ล ะ ค ล อ ด ลู ก ค น ที่ ส อ ง ด้ ว ย ค ว า ม
ยากลาบากใตพ้ ุ่มไมน้ นั่ เอง นางพาลูกเดินทางไป
ยงั เมืองสาวตั ถีอนั เป็นบา้ นเกิด แต่เม่ือเดินทางถึง
ธารน้าไหลเชี่ยว นางไม่สามารถอุม้ ลกู เพื่อขา้ มน้า
ไปได้พร้อมกันท้งั สองคน จึงบอกให้ลูกคนโต
คอยอยบู่ นฝั่ง นางอุม้ ลูกคนเลก็ ซ่ึงเพ่ิงแรกคลอด
ขา้ มไปก่อนแลว้ วางลงบนใบไม้ แลว้ รีบกลบั ไป
รับลกู คนโต

เมื่อนางเดินถึงกลางแม่น้า นางเห็นเหยยี่ วขนาดใหญ่ตวั หน่ึงบิน
โฉบลงเพื่อจิกลูกคนเล็ก นางจึงยกมือข้ึนไล่พร้อมตบมือเสียงดงั เหยี่ยว
ไม่ไดย้ นิ เพราะอยไู่ กลจึงเฉี่ยวเอาลูกคนเลก็ ไป ส่วนลูกคนโตเห็นแม่ยกมือ
ท้งั สองขา้ งก็คิดว่าแม่เรียกให้ไปหาก็ถลาลงไปในน้าซ่ึงไหลเช่ียวและจม
หายไปพร้อมกบั กระแสน้า นางปฏาจาราเสียใจร้องไหท้ ี่สูญเสียท้งั สามีและ
ลูกรักท้งั สอง

นางเดินทางไปหาบิดามารดายงั
เมืองสาวตั ถี เมื่อมาถึงกลางทางก็ไดข้ ่าวว่า
บิดามารดาถูก เรือนพงั ทลายทบั เนื่องจาก
พายุ ฝนตกหนกั เม่ือคืนที่แลว้ เมื่อนางปฏา
จาราทราบข่าวเรื่องบิดามารดา เสียชีวิตทา
ให้นางเสียสติวิ่งเพอ้ ราพนั ไปตลอดทางจน
หลงเข้าไปในพระเชตวันวิหาร ซ่ึงใน
ขณะน้นั เป็นเวลาท่ีพระพุทธเจา้ กาลงั แสดง
ธรรมเทศนาแก่ประชาชน พระพทุ ธเจา้ ตรัส
แสดงธรรมแก่นางถึง เรื่องการเวยี นวา่ ยตาย
เกิด เม่ือนางไดฟ้ ังก็บรรลุเป็ นโสดาบนั และ
ทูลขอบวชเป็ นภิกษุณีพระปฏาจาราเถรีได้
บาเพ็ญเพียรด้วยความต้งั ใจจนบรรลมุรร
คผลสาเร็จเป็นพระอรหนั ต์ และต่อมาไดร้ ับ
การแต่ง ต้ังจากพระพุทธเจ้าให้เป็ น
เอตทคั คะในทางทรงจาพระวนิ ยั

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้มคี วามมุ่งมน่ั เป็ นผู้แนะนาการแก้ปั ญหาชีวิตให้แก่ผู้ท่ี
เดือดร้อน เนื่องจากพระปฏาจาราเถรีเป็ นผูม้ ี
ประสบการณ์ชีวิต โดยเฉพาะด้านความทุกข์
แสนสาหัส แต่สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์
ดงั กล่าวไดด้ ว้ ยหลกั ธรรม ดงั น้นั พระปฏาจารา
เถรี จึงเป็ นผู้ที่สามารถแนะนาแนวทาง การ
แ ก้ปั ญ ห า ใ ห้ แ ก่ บุ ค ค ล ที่ เ ดื อ ด ร้ อ น ใ ห้ เ ข้า ใ จ
วธิ ีการแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้ไม่มีทิฐิมานะในทางดื้อ เมื่อนางปฏาจารามีความเสียใจเน่ืองจากสูญเสีย
ร้ัน สามี ลูก พ่อแม่ แล้วมาพบพระพุทธเจ้าซ่ึงทรง
สอนนางเก่ียวกบั วฏั สงสาร นางสามารถรับรู้ได้
และมีกาลังใจดารงชีวิต อยู่ต่อไป รวมท้ังยงั มี
ความศรัทธาในคาสอนของพระพุทธเจ้า จนใน
ที่สุดนางกส็ ามารถบรรลุโสดาบนั

๒. เป็ นผู้มคี วามวริ ิยอุตสาหะ พระปฏาจาราเถรีมีความต้งั ใจพากเพียรจนบรรลุ
อรหันต์ และสามารถจาพระวินัยที่พระพุทธเจ้า
บญั ญตั ิไวจ้ นสาเร็จตามความปรารถนา

๑.๘ หมอชีวกโกมารภัจจ์

หมอชีวกโกมารภจั จ์ เป็ นบุตรของนางสาลวดีซ่ึงเป็ นหญิงนครโสเภณี เมื่อนางคลอดบุตร
แลว้ ไดน้ าทารกไปทิ้งท่ีกองขยะนอกเมือง เจา้ ชายอภยั ราชกุมารซ่ึงเป็ นพระราชโอรสองค์หน่ึงของ
พระเจา้ พิมพิสารพบเขา้ จึงนาไปเล้ียงและต้งั ชื่อวา่ ชีวกโกมารภจั จ์

ชีวกโกมารภัจจ์ ได้รับการเล้ียงดูจาก
เจ้าชายอภยั ราชในฐานะบุตรบุญธรรมและได้ศึกษา
วชิ าแพทยท์ ่ีสานกั ศึกษาทิศาปาโมกขเ์ มืองตกั กสิลาเมื่อ
เรียนจบหมอชีวกโกมารภจั จไ์ ดก้ ราบลาอาจารยก์ ลบั ยงั
บ้านเมืองของตนและได้มีโอกาสรักษา ภรรยาของ
เศรษฐีคนหน่ึงแห่งเมืองสาเกตให้หายจาก โรคปวด
ศรีษะท่ีปวดมาเป็นเวลานาน ๗ ปี เขาไดร้ ับเงินค่ารักษา
จานวนหน่ึงพร้อมดว้ ยทาสกบั ทาสี ต่อจากน้นั เขาได้
เขา้ เฝ้ าเจา้ ชายอภยั ราชและนาทรัพยส์ ินที่ได้ จากการ
รักษาโรคถวายแก่เจา้ ชายอภยั ราช แต่เจา้ ชายอภยั ราช
ประทานคืนให้ และยงั สร้างบา้ นพกั ใหแ้ ก่ หมอชีวกโก
มารภจั จ์ ในบริเวณวงั ของพระองคด์ ว้ ย

หมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้ถวายการรักษา
พ ร ะ เ จ้ า พิ ม พิ ส า ร ใ ห้ ห า ย จ า ก พ ร ะ โ ร ค
ริดสีดวงทวาร พระองค์ได้พระราชทาน
รางวลั แต่ห่มอชีวกโกมารภจั จ์ ไม่ยอมรับ
พระเจา้ พิมพิสารจึงทรงแต่งต้งั หมอชีวกโก
มารภัจจ์เป็ นแพทยห์ ลวง ทาหน้าท่ีรักษา
พ ร ะ อ ง ค์ แ ล ะ ข้า ร า ช บ ร พิ า ร ฝ่ า ย ใ น
ขณะเดียวกนั หมอ- ชวีกโกมารภจั จ์ยงั เป็ น
แพทยป์ ระจาพระองคพ์ระพทุธเจ้าและ
รกษั าพระสงฆส์ าวกท่ีอาพาธ

คร้ังหน่ึงหมอชีวกโกมารภจั จ์ ไดก้ ราบทูลขอพระอนุญาตจากพระพทุธเจา้ ใหพ้ ระสงฆร์ ับ
จีวรที่ชาวบา้ นจดั ถวาย พระพทุธเจา้ ประทานอนญุาตเป็ นกลางๆ ว่า “ถ้าพระสงฆรูปใดปวารณารับผ้า
จีวรท่ี ชาวบ้านจัดถวายก็ให้รับได้ แต่ถ้ามักน้อยสันโดษยินดีรับแต่ผ้าบังสกุลจีวรก็ทาได้” พระพทุธเจา้
ทรงรับ ผา้ เน้ือดีจากหมอชีวกโกมารภจั จซ์ ่ึงเป็นผา้ ที่พระเจา้ จณั ฑป์ ชโชตมอบใหแ้ ก่หมอชีวกโกมารภจั จ์

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้ใฝ่ รู้และมคี วามพากเพยี ร เม่ือท่านมีความต้งั ใจเรียนแพทย์ ท่านก็พยายามหา
๒. เป็ นผู้มคี วามเสียสละ หนทางไปเรียนจน ประสบความสาเร็จ

ท่านอุทิศตนเองในการรักษาพยาบาลพระพทุ ธเจา้
พระภิกษุสงฆ์ผู้เป็ นสาวกของ พระพุทธเจ้า
ตลอดจนประชาชนท่ัวไป โดยไม่ได้คิดค่า
รักษาพยาบาล ในกรณีที่รักษาเศรษฐีหรือผู้มี
ทรัพยก์ ็รับค่ารักษาพยาบาลตามสมควร นบั ไดว้ ่า
เป็ นผปู้ ฏิบตั ิตนเป็ นแบบอยา่ งท่ีดีต่อวิชาชีพอย่าง
เหมาะสม

คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นอุบาสกทด่ี ี ท่านเป็ นผทู้ ่ีมีความเคารพเล่ือมใสในพระพุทธเจา้ เมื่อได้
ส่ิงของท่ีดีมา เช่น ผา้ เน้ือดี ที่ไดร้ ับจากพระเจา้ จณั ฑปัช
โ ช ต ก็ น า ไ ป ถ ว า ย พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า แ ล ะ ย ัง ไ ด้ ทู ล ข อ ใ ห้
พระพุทธเจา้ ประทาน อนุญาตแก่พระสงฆใ์ นการรับผา้ ท่ี
ชาวบ้านจดั ถวายให้ได้ ท่านได้ถวายสวนมะม่วงเป็ นที่
ประทบั ของ พระพุทธเจา้ และพระสงฆ์สาวก เรียกว่า ชี
วกมัพวนั (สวนมะม่วงของหมอชีวก) เป็ นเหมือนวัด
พระพุทธศาสนาแห่งที่ ๒ ของเมืองราชคฤห์ นอกจากน้นั
ท่านยงั ใชเ้ วลาวา่ งในการศึกษาธรรมและทูลถามปัญหา ขอ้
สงสยั ในธรรมะจากพระพทุ ธเจา้ อยเู่ สมอ

หมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็ นอุบาสกผู้เลิศในด้านมคี วาม
เลอื่ มใส เป็ นหมอทเ่ี สียสละและบาเพญ็ ตนเพอื่ ประโยชน์ส่วนรวม

๑.๙ จติ ตคหบดี

จิตตคหบดีเป็ นชาวเมืองมจั ฉิกาสัณฑะ แควน้ มคธ ใน
ช่วงที่ท่านเกิด ว่ากนั ว่ามีปรากฏการณ์ประหลาด คือ มี
ดอกไม้ หลากสีตกลงท่วั เมือง ท่านจึงได้นามว่า จิตต
กมุ าร ซ่ึงแปลวา่ กมุ ารผนู้ ่าพศิ วง ก่อนที่ท่านจะมานบั ถือ
พระพทุ ธศาสนาน้นั ท่าน ไดม้ ีโอกาสพบพระมหานามะ
จึงเกิดความศรัทธาและนิมนต์ ท่านไปฉันภตั ตาหารที่
คฤหาสน์ของตน และสร้างวดั ถวาย ท่านท่ีสวนชื่อ
อมั พาฏการาม และนิมนตใ์ หท้ ่านอยจู่ าพรรษา พระมหา
นามะได้แสดงธรรมให้แก่จิตตคหบดีอยู่เสมอ จนวนั
หน่ึงได้แสดงธรรมเรื่อง อายตนะ ๖ ซ่ึงหลังจากจบ
ธรรมเทศนาแลว้ จิตตคหบดีกไ็ ดบ้ รรลุอนาคามี

พรรษา พระมหานามะไดแ้ สดงธรรมใหแ้ ก่จิตตคหบดีอยเู่ สมอ จนวนั หน่ึงไดแ้ สดงธรรม
เรื่อง อายตนะ ๖ ซ่ึงหลงั จากจบ ธรรมเทศนาแลว้ จิตตคหบดีกไ็ ดบ้ รรลุอนาคามี

ต่อมามีพระสุธรรมเถระ ซ่ึงเป็นพระภิกษุปุถุชนมาพกั ประจาเป็นเวลานาน จนกระทงั่
วนั หน่ึง พระสารีบุตรและพระโมคคลั ลานะเดินทางผ่านมา จิตตคหบดี ไดน้ ิมนตท์ ่านท้งั สองให้
พานกั อยทู่ ่ีอมั พาฏการามและนิมนตใ์ หฉ้ นั อาหารในวนั รุ่งข้ึน แลว้ นิมนต์ พระสุธรรมไปฉันดว้ ย
พระสุธรรมถือตนเป็ นเจา้ อาวาส และเห็นวา่ จิตตคหบดีใหค้ วามสาคญั กบั พระอคั รสาวกมากกว่า

ตน จึงไม่ยอมรับนิมนต์ ท้งั ยงั พดู ต่อวา่ จิตตคหบดีอยา่ งรุนแรง จิตตคหบดีจึงต่อว่าพระสุธรรมให้
สานึกโดยใชว้ าจารุนแรงเช่นเดียวกนั เม่ือพระพุทธเจา้ ทรงทราบเร่ือง จึงตาหนิพระสุธรรม และมี

พุทธบญั ชาให้กลบั ไปขอโทษจิตตคหบดี ซ่ึงจิตตคหบดีไดย้ กโทษให้ และไดก้ ล่าวขอโทษที่ได้
ล่วงเกินพระสุธรรมพรรษา พระมหานามะไดแ้ สดงธรรมใหแ้ ก่จิตตคหบดีอยเู่ สมอ จนวนั หน่ึงได้

แสดงธรรมเร่ือง อายตนะ ๖ ซ่ึงหลงั จากจบ ธรรมเทศนาแลว้ จิตตคหบดีกไ็ ดบ้ รรลุอนาคามี

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้ทเี่ คารพพระสงฆ์มาก แมจ้ ะบรรลุธรรมะระดบั สูงเป็นพระอนาคามี แต่ก็
ยงั เคารพต่อพระสงฆ์ ซ่ึงเป็ นปุถุชน เช่น พระสุ
ธรรม จึงเป็นตวั อยา่ งท่ีดีแก่ชาวพทุ ธ

๒. เป็ นตัวอย่างท่ีดีแก่ชาวพุทธผู้ เป็นคฤหสั ถใ์ นอุดมคติ มีคุณสมบตั ิครบถว้ นตามท่ี
ครองเรือน พระพทุ ธเจา้ ตรัสไว้ ๓ ประการ คือ ศึกษาธรรมจน
แตกฉาน ชอบสนทนาธรรม และเป็นคนใจบุญสุน
ทาน

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้ที่รู้จักการให้ อภัยและ เช่น เม่ือพระสุธรรมพูดจาล่วงเกินท่านและมาขอ
รู้จกั ขออภยั ผู้อน่ื ขมาจาก ท่าน ท่านก็ยอมใหอ้ ภยั และไดก้ ล่าวขอ
โทษ พ ร ะ สุ ธ รร มท่ี ท่ าน ไ ด้ล่ ว ง เ กิ น พ ร ะ สุ ธ รร ม
เช่นกนั

๑.๑o สุมนมาลาการ

สุมนมาลาการเป็นชาวเมืองราชคฤห์มีหนา้ ท่ี

นาดอกมะลิ วนั ละ ๘ ทะนาน ไปถวายพระเจา้ พิมพิ-
สารทกุเชา้ ในเชา้ วนั หน่ึง สมุนมาลาการถือดอกไมเ้ ดิน
เขา้ ประตูเมืองไดพ้ บพระพทุธเจา้ เสด็จ ออกบิณฑบาต
พร้อมดว้ ยพระภิกษุสงฆ์ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึง
ตดั สินใจนาดอกไมท้ ่ีจะตอ้ งไป ถวายพระเจา้ พิมพิสาร
มาถวายพระพทุธองค์ โดยคิดวา่ ถา้ หากพระเจา้ พิมพิสาร
ไม่ได้รับดอกไม้แลว้ จะส่ังฆ่าหรือขบั ไล่เขาออกจาก
เมืองก็ยนิ ยอม เพราะถือวา่ การบูชาพระพุทธเจา้ น้นั เป็ น
ประโยชน์ สูงสุดในชีวติ ของตน

อยา่ งไรก็ตาม เม่ือสุมนมาลาการนาเรื่องน้ี ไปเล่าให้ภรรยาฟัง ภรรยาของเขาไม่พอใจและ
นาความไปกราบทูลพระเจา้ พิมพิสารซ่ึงเป็ นผมู้ ีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทาให้พระองค์ทรง
ทราบวา่ หญิงน้นั เป็นคนไม่ดีพระเจา้ พิมพิสารตรัสยกยอ่ ง สุมนมาลาการเป็นมหาบุรุษและพระราชทาน
รางวลั แก่เขา

ในตอนเย็นวนั น้ันพระภิกษุสงฆ์ได้สนทนากันในโรงธรรม เรื่องสมุนมาลาการบูชา
พระพทุ ธเจา้ แลว้ ไดร้ ับของพระราชทานจากพระเจา้ พิมพิสาร พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ มาตรัสวา่

“ภกิ ษุทง้ั หลาย บุคคลทากรรมใดแล้วไม่เดอื ดร้อนในภายหลงั เป็ นผ้อู ิ่มเอิบ มีความสุขใจ
น่ันแหละเรียกว่า กรรมดี”

คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นแบบอย่างท่ีดีแก่พุทธศาส- สุ มน มาลาการย อมเ สี ย สละ ชี วิตเ พื่อบูช า
นิกชนในเรื่องความเสียสละ พระพุทธเจา้ ถึงแมว้ ่าเขาอาจจะตอ้ งถูกลงโทษถึง
ข้นั ประหารชีวติ หรือถูกขบั ไล่ออกจากเมืองเพราะ
ไม่มี ดอกมะลิไปถวายพระเจา้ พิมพิสารกต็ าม

๒. เป็ นผู้มคี วามซ่ือสัตย์จริงใจ เมื่อนาดอกไมไ้ ปบูชาพระพุทธเจา้ แต่ไม่ไดน้ าไป
ถวายพระเจ้าพิมพิสาร เขาก็บอกความจริ งแก่
ภรรยาโดยไม่ปิ ดบงั

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้ท่ีรู้จักตัดสินใจอย่างฉับ เม่ือสุมนมาลาการพบพระพุทธเจา้ และเกิดความ
ไวบนพนื้ ฐานความคดิ ทถ่ี ูกต้อง ศรัทธาน้นั เขาสามารถตดั สินใจไดโ้ ดยไม่ลงั เลใน
การถวายดอกมะลิแก่พระพทุ ธเจา้ ซ่ึงเป็นการบูชา
ในสิ่งท่ีควรบชู า

๑.๑๑พระนางมลั ลกิ า พระนางมัลลิกาได้อภิเษกสมรสกับ
เจ้าชาย พันธุละ และมีบุตรชายฝาแฝด ๑๖ คู่
เจา้ ชายพนั ธุละ ไดเ้ ขา้ รับราชการในพระราชสานกั
พระเจ้าปเสนทิโกศล ในตาแหน่งเสนาบดีด้วย
ความซ่ือสัตยส์ ุจริต รวมท้งั ดูแลเรื่องการตดั สิน
คดีความอย่างยุตธิรรมจนพระเจ้าปเสนทิโกศล
ทรงมอบหมายให้ทรงเป็ นตุลาการวินิจฉัย คดี
ความต่างๆ อีกตาแหน่ง จึงเป็นท่ีอิจฉาของบรรดา
ข้าราชการท่ีพน้ จากตาแหน่ง ซ่ึงได้รวมตัวกัน
กล่าวหา ว่าเจา้ ชายพนั ธุละคิดก่อกบฏ พระเจา้ ป
เสนทิโกศลกท็ รงหลงเชื่อ จึงรับสัง่ ใหเ้ จา้ ชายพนั ธุ
ละและบุตรชาย ไปรบท่ีชายแดน จากน้ันก็ส่ง
ทหารไปดักฆ่าเจ้าชาย พันธุละและบุตรชาย
ท้งั หมดเสียชีวติ

ในวนั ที่เจ้าชายพนั ธุละและบุตรชายถูกฆ่า พระนางมลั ลิกาได้นิมนต์พระสารีบุตร
พระโมคคลั ลานะ และพระภิกษุสงฆอ์ ีก ๕๐๐ รูป มาฉนั ภตั ตาหารท่ีบา้ น มีผสู้ ่งข่าวมาแจง้ แก่พระ
นางวา่ สามีและบุตรชายถูกโจรฆ่าตาย แต่พระนางก็สามารถข่มใจระงบั ความทุกขโ์ ศกไวไ้ ด้ และ
ยงั คงถวายภตั ตาหารแก่พระภิกษุสงฆต์ ่อไปตามปกติ พระสารีบุตรจึงเทศนาสั่งสอนใหพ้ ระนาง
มลั ลิกาเขา้ ใจ วา่ ชีวติ ของสตั วท์ ้งั หลายในโลกน้ี ไม่มีส่ิงบอกเหตุใหท้ ราบล่วงหนา้ วา่ จะตายท่ีไหน
เมื่อไร อยา่ งไร และไม่มีใครรู้ได้ ชีวติ น้นั ประกอบดว้ ยความทุกข์

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นภรรยาทด่ี แี ละมารดาทดี่ ี เม่ือคราวที่เจา้ ชายพนั ธุละรับสัง่ ใหก้ ลบั ไปยงั บา้ น
เดิม พระนางกเ็ ช่ือฟัง ต่อมามีบุตรดว้ ยกนั ๓๒ คน
พระนางได้เล้ียงดูและอบรมส่ังสอนบุตรให้เล่า
เรี ยนศิลปวิทยาจนได้รับ ราชการ มีตาแหน่ง
หนา้ ท่ีการงานทุกคน

๒. เป็ นชาวพุทธทดี่ ี เมื่อไดร้ ับฟังคาส่ังสอนของพระพุทธเจา้ เช่นไรก็
ปฏิบตั ิตนไดเ้ ช่นน้นั เม่ือไดฟ้ ังธรรม จากพระสารี
บุตร กน็ าไปเป็นขอ้ คิดเตือนใจ

คุณธรรมทค่ี วรถอื เป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้มีสติสัมปชัญญะและมี เมื่อพระนางทราบข่าวสามีและบุตรชายถูกฆ่าตาย
ความอดทนสูง ก็ สามารถข่มใจระงบั ความทุกขโ์ ศกได้

๔. เป็ นผู้ทไี่ ม่คดิ อาฆาตพยาบาท ถึงแมว้ า่ จะสูญเสียบุคคลอนั เป็นที่รัก แต่พระนางก็
ไม่มีความอาฆาต พยาบาท และยงั สอนลูกสะใภ้
๕. เป็ นผู้ที่มีความเลื่อมใสใน ไม่ใหอ้ าฆาตพยาบาทเช่นกนั
พระพทุ ธศาสนาอย่างมน่ั คง
โดยถวายภตั ตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์เป็ นประจา
และนาคาส่ังสอนของพระพุทธเจา้ ไปปฏิบตั ิใน
ชีวติ จริง จึงยงั คงสติไวไ้ ดเ้ มื่อไดร้ ับทราบข่าวร้าย

๑.๑๒ นางจูฬสุภทั ทา

นางจูฬสุภทั ทาเป็ นธิดาของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี บิดาใหน้ างดูแลการถวาย
ภตั ตาหาร แด่พระสงฆ์ นางก็ปฏิบตั ิดว้ ยความ
เรียบร้อยและได้ ฟังธรรมจากพระพุทธเจา้ จน
บรรลุโสดาบนั ต่อมาเพ่ือนของอนาถบิณฑิก
เศรษฐีมีชื่อว่า อุคคเศรษฐี ได้สู่ขอนางจูฬ
สุภทั ทาให้แต่งงานกบั บุตรชายของตน โดย
ก่อนท่ีจะส่งตวั นางจูฬสุภทั ทาไปยงั ตระกูล
ของสามี อนาถบิณฑิกเศรษฐีไดใ้ หโ้ อวาท ๑๐
ประการแก่นาง เพอ่ื นาไปปฏิบตั ิ

๑. ไฟในอย่านาออก โอวาท ๑๐ ประการ
๒. ไฟนอกอย่านาเข้า
๓. จงให้แก่คนให้ หมายถึง อย่านาความลบั หรือเรื่องไม่ดใี นครอบครัวไปเล่าให้
๔. จงอย่าให้แก่คนไม่ให้ คนภายนอกฟัง
๕. จงให้แก่คนทใี่ ห้และไม่ให้
หมายถึง อย่านาเรื่องไม่ดหี รือคาทผ่ี ู้อนื่ นินทาคนในครอบครัว
มาเล่าสู่กนั ฟัง

หมายถงึ เมอ่ื มคี นยมื ของไปแล้วนามาคนื ต่อไปถ้าเขามายมื
อกี กค็ วรให้ยมื

หมายถึง เมอ่ื มคี นมายมื ของไปแล้วไม่ยอมคนื ต่อไปถ้าเขามา
ยมื อกี กไ็ ม่ควรให้

หมายถึง ญาตมิ ติ ร แม้จะยมื ของไปแล้ว จะนามาคนื หรือไม่ก็
ตาม กค็ วรให้ยมื อกี

๖. จงนั่งให้เป็ นสุข โอวาท ๑๐ ประการ (ต่อ)
๗. จงนอนให้เป็ นสุข หมายถงึ พงึ จดั ทน่ี ั่งทสี่ มควรให้แก่พ่อแม่สามแี ละสามี
๘. จงกนิ ให้เป็ นสุข
๙. จงบูชาไฟ หมายถงึ ให้นอนภายหลงั พ่อแม่สามแี ละสามี
๑๐. จงบูชาเทวดา
หมายถงึ ให้กนิ อาหารภายหลงั พ่อแม่สามแี ละสามอี มิ่ แล้ว

หมายถงึ ให้เคารพยาเกรงพ่อแม่สามแี ละสามดี ุจไฟ
หมายถึง ให้ดูแลเอาใจใส่และนับถือพ่อแม่สามแี ละสามดี ุจ
เทวดา

ท่านอุคคเศรษฐีไดจ้ ดั งานมงคลตอ้ นรับลูกสะใภแ้ ละเชิญ นกั บวชเปลือยที่ตนเคารพมา

ทาบุญที่บ้าน และได้เรียกให้นางจูฬสุภัททาออกไปไหวน้ ักบวชเหล่าน้ัน แต่นางไม่ยอมไหว้
อุคคเศรษฐีโกรธจึงไล่ลูกสะใภอ้ อกจากเรือน แต่นางไม่ยอมไปและไดเ้ รียกพราหมณ์ท้งั ๘ ผูซ้ ่ึง
อนาถบิณฑิกเศรษฐีเคยแต่งต้งั ใหเ้ ป็นผดู้ ูแลนาง หากนางถูกกล่าวหาดว้ ยเหตุประการใดใหพ้ ราหมณ์
ท้ัง ๘ น้ัน เป็ นผู้ช้ าระข้อกล่าวหา ซ่ึงพราหมณ์ท้ัง ๘ ได้พิจารณาข้อกล่าวหาและตัดสินว่า
นางจูฬสุภทั ทาไม่ผิด นอกจากน้ีนางจูฬสุภทั ทายงั ได้แนะนาอคุคเศรษฐีและภรรยา จนเกิดความ
เลื่อมใสและปฏิญาณตน เป็นสาวกของพระพทุ ธเจา้

คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้มคี วามกตญั ูกตเวที นางจฬู สุภทั ทาไดป้ ฏิบตั ิหนา้ ที่บุตรท่ีดีดว้ ยการเชื่อ
ฟังคาส่ังสอนของพ่อแม่ เช่น ยอมแต่งงานกบั ชาย
ท่ีพ่อแม่เลือกให้ หรือยินดีรับโอวาท ๑๐ ขอ้ จาก
บิดาในวนั ส่งตวั เป็นตน้

๒. เป็ นผู้ท่ีมีความศรัทธาต่ อ ถึงแม้ว่าจะไปอยู่ในกลุ่มคนท่ีนับถือ ศาสนาอื่น
พระพุทธศาสนาอย่างมนั่ คง และถูกโน้มน้าวจิตใจให้ไปนับถือศาสนาอ่ืน แต่
นางกย็ งั คงมีความศรัทธาต่อ พระพุทธศาสนาอยา่ ง
ไม่เปลี่ยนแปลง

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. เป็ นผู้มเี หตุผล นางรู้จกั ใชเ้ หตุผลในการโตต้ อบกบั บิดาของสามี
เช่น เม่ือบิดาของสามีไล่นาง ออกจากบา้ น นางก็
๔. เเป็ นผู้ที่รู้จักวิธีการเผยแผ่ ไม่ยอมไปเพราะถือว่าไม่ผิด และให้พราหมณ์ท้งั
พระพทุ ธศาสนา ๘ เป็นผแู้ กข้ อ้ กล่าวหา

เม่ือนางไดร้ ู้พุทธธรรมและปฏิบตั ิตามจนได้รับ
ผลดี ก็สามารถเผยแผใ่ ห้แก่ผอู้ ื่น เช่น บิดา มารดา
สามี และบริวาร จนบุคคลเหล่าน้นั มีความศรัทธา
และหนั มานบั ถือพระพทุ ธศาสนา

๒. ศาสนิกชนตัวอย่าง

๒.๑ พระนาคเสน–พระยามลิ นิ ท์

พระนาคเสนเป็ นบุตรของ
พราหมณ์ชื่อโสณุตตระ เม่ืออายุได้ ๗ ปี
บิดามารดาไดใ้ หเ้ รียนไตรเพทซ่ีงเป็นวชิ า
ของพราหมณ์ นาคเสนกุมารไดพ้ บและ
สนทนาธรรมกบั พระโรหณะเถระ จึงเกิด
ความเล่ือมใสศรัทธา ไดข้ อ้ อนุญาตบิดา
มารดาบวชเป็ นสามเณรท่ีถ้าคูหารักขิต
เลณะและไดเ้ รียนพระอภิธรรม ๗ คมั ภีร์
โดยใชเ้ วลาเรียนไม่นานก็สามารถจดจา
พระอภิธรรมคมั ภีร์ไดห้ มด

เมื่อสามเณรนาคเสนมีอายคุ รบ ๒๐ ปี ไดอ้ ุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยมีพระ
โรหณะเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ ซ่ึงไดส้ ่งพระนาคเสนไปศึกษาอภิธรรม กบั พระอสั สคุต
ท่ีวตั ตนิยเสนาสนะ วนั หน่ึงมีอุบาสิกาคนหน่ึงนิมนตพ์ ระอสั สคุตกบั พระนาคเสนไปฉนั
ภตั ตาหารท่ีบา้ น เม่ือฉนั อาหารเสร็จแลว้ พระนาคเสนไดก้ ล่าวอนุโมทนากถาดว้ ยธรรม
ที่สมควรกบั สติปัญญา ของอุบาสิกา ซ่ึงได้ฟังโดยพิจารณาตามไปด้วยจนได้บรรลุ
โสดาบนั และพระนาคเสนเองก็ไดบ้ รรลุเป็ นพระโสดาบนั ดว้ ย พระนาคเสนไดศ้ ึกษา
พระไตรปิ ฎกจาก พระธมั มรักขติร่วมกบั พระสงฆ์จากลงั กา จนมีความรู้ แตกฉานใน
พระไตรปิ ฎกไดใ้ นเวลาไม่นาน คร้ังหน่ึง พระนาคเสนไดม้ ีโอกาสโตวา่ ทะกบั พระยา

มิลินทก์ ษตั ิรย์ กรีกพระองค์หน่ึง โดยแสดงหลกั แห่งพระพทุธศาสนา ให้พระยามิลินท์
เขา้ ใจจนยอมรับนบั ถือพระพทุธศาสนา

คุณธรรมทค่ี วรถือเป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้ใฝ่ หาความรู้อย่างยิ่งและ พระนาคเสนเป็ นผูม้ ีใจใฝ่ หาความรู้มาต้งั แต่เด็ก
เป็ นผู้มปี ัญญา เรียนจบ ไตรเพทแลว้ ยงั ศึกษาศิลปวิทยาอื่นอีก
เม่ือบวชในพระพุทธศาสนาก็ศึกษาจนเช่ียวชาญ
ในพระไตรปิ ฎก ท่านเป็ นผู้มีปัญญา กล่าวคือ
สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ใหเ้ ขา้ ใจไดร้ วดเร็ว

๒. มีความฉลาดในการแสดง ท่ า น รู้ จัก ใ ช้ป ฏิ ภ า ณ ใ น ก า ร โต้ต อ บ ปั ญห า แ ล ะ มี
ธรรม วิธีการแสดงธรรมท่ีดี เช่น การยกอุปมาอุปไมย
เปรียบเทียบใหผ้ ฟู้ ังเห็นเป็นรูปธรรม

คุณธรรมทคี่ วรถือเป็ นแบบอย่าง (ต่อ)

๓. รู้ จักยอมรั บผิดและแก้ ไข การท่ีท่านมีความรู้มาก มีความเช่ือมน่ั ในตนเอง
ตนเอง สูง บางคร้ังกลายเป็น ทิฐิมานะ ดูหมิ่นดูแคลนคน
อ่ืน แต่เม่ือท่านรู้ตัวก็รับผิดและพยายามแก้ไข
ตนเอง

๒.๒ สมเดจ็ พระวนั รัต (เฮง เขมจารี)

พระวนั รัต (เฮง เขมจารี) เกิดท่ีจงั หวดั อุทยั ธานี ท่าน
บรรพชาเป็นสามเณรและสอบปริยตั ิธรรมสนามหลวง
ไดเ้ ปรียญ ๕ ต้งั แต่ยงั เป็ นสามเณรเมื่ออายคุ รบ ๒๐ ปี
บริบูรณ์ ท่านไดอ้ ุปสมบทเป็ นพระภิกษุ เล่าเรียนพระ
ปริยตั ิธรรมจนสามารถสอบไดเ้ ปรียญธรรม ๙ประโยค
เม่ืออายุได้ ๒๔ ปี สมเด็จพระวนั รัต (เฮง เขมจารี) ได้
ช่ือว่าเป็ นผูเ้ คร่งครัดในพระธรรมวินยั เมื่อท่านไดร้ ับ
หนา้ ท่ีใดกส็ ามารถปฏิบตั ิหนา้ ท่ีน้นั ไดจ้ นบงั เกิดผลดี
นอกจากน้ีท่านยงั เป็ นผูท้ ่ีเขม้ งวดกวดขนั เร่ืองการทา
วตั รสวดมนต์เชา้ -เยน็ ของพระภิกษุ สามเณร อุบาสก
อุบาสิกา ท่ีมาถือศีลฟังธรรมท่ีวดั ซ่ึงเป็ นส่วนสาคญั
ของการแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย

คุณธรรมทคี่ วรถอื เป็ นแบบอย่าง

๑. เป็ นผู้ทม่ี คี วามเพยี รพยายาม เป็นผทู้ ี่มีความเพียรพยายาม ท่านสามารถศึกษาเล่า
เรียนปริยตั ิธรรมจนสามารถสอบไดเ้ ปรียญธรรม ๙
ประโยค เม่ืออายยุ งั นอ้ ย

๒. เป็ นนักปกครองทด่ี ี เมื่อไดร้ ับตาแหน่งในดา้ นการบริหารฝ่ ายสงฆ์ ท่าน
กส็ ามารถปฏิบตั ิหนา้ ท่ีไดอ้ ยา่ งมี ประสิทธิภาพ จน
มีผลงานเป็ นที่ปรากฏ


Click to View FlipBook Version