The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru Arm Kku, 2020-07-08 23:38:55

ศาสนา ม4-6

อจท. พระพุทธศาสนา ม.4-6

๒) วมิ ุตติ ๕ คือ ความหลุดพน้ จาก กิเลส เป็นภาวะท่ีไร้กิเลส ไม่มีความทุกขเ์ กิดข้ึน มี ๕
ประการ ไดแ้ ก่

๒.๑) วกิ ขมั ภนวมิ ุตติ การหลุดพน้ ชว่ั คราว หมายถึง การหลุดพน้ จากกิเลสชวั่ คราว ดว้ ย
อานาจของฌาน เป็นภาวะที่ผปู้ ฏิบตั ิจะสามารถระงบั กิเลสไดช้ วั่ คราวในขณะเขา้ ฌาน เมื่อจิตออกจาก
ฌาน กิเลสกเ็ ขา้ มาใหม่

๒.๒) ตทังควิมุตติ การหลุดพน้ ดว้ ยองค์ธรรมตรงกนั ขา้ ม หมายถึง การดบั กิเลส ดว้ ย
ธรรมท่ีเป็นคู่ปรับหรือตรงกนั ขา้ ม เช่น การให้ เป็นคุณธรรมท่ีตรงขา้ มกบั ความโลภ เม่ือ เรามีจิตนอม้
ไปในการใหจ้ ะทาใหร้ ะงบั กิเลส คือ ความโลภ ไดช้ วั่ คราว เป็นตน้

๒.๓) สมุจเฉทวิมุตติ การหลุดพน้ โดยเด็ดขาด หมายถึง การดบั กิเลสอนั เป็ นเหตุให้
เวยี นวา่ ยตายเกิดไดโ้ ดยเดด็ ขาด ไดแ้ ก่ การดบั กิเลสของพระอริยบุคคลในแต่ละระดบั

๒.๔) ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ การหลุดพน้ ดว้ ยความสงบระงับ หมายถึง ความดบั กิเลสได้ โดย
อาศยั โลกตุ ตรธรรม คือ ธรรมที่ทาใหค้ นเหนือโลกหรือพน้ โลก ไดแ้ ก่ การเป็นพระอริยบุคคล

๒.๕) นิสสรณวิมุตติ การหลุดพน้ ดว้ ยการสลดั ออก เป็ นภาวะของความปลอดโปร่ง
เพราะดบั กิเลสไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื ตลอดไป อนั ไดแ้ ก่ พระนิพพาน

๓) นิพพาน หมายถึง การดบั กิเลสและกองทุกข์ เป็นภาวะท่ีหลุดพน้ จากกิเลสโดยสิ้นเชิง
ทาใหเ้ กิดความสงบ คือ ความสงบจากกิเลสและจะไม่กลบั มาเกิดอีก มี ๒ ประเภท ดงั น้ี

๓.๑) สอุปาทิเสสนิพพาน การดบั กิเลสท่ียงั มีขนั ธ์ ๕ เหลืออยู่ หมายถึง การบรรลุ
นิพพานในขณะที่ยงั มีชีวิตอยู่ เป็นการพฒั นาดวงจิตของตนจนเกิดคุณลกั ษณะ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ มี
ความสวา่ งทางใจ เพราะรู้แจง้ ในความทุกข์ (ทุกขงั ) ความเปลี่ยนแปลง (อนิจจงั ) และความไม่ใช่
ตวั ตน (อนตั ตา) มีความสะอาดทางกาย วาจา และทางใจ เพราะไม่มีกายทุจริต วจีทุจริต และมโน
ทุจริต มคี วามสงบ ทางกาย วาจา และใจ เพราะปล่อยวางไม่มีอะไรมาทาใหจ้ ิตใจหวน่ั ไหวได้ และ
มีความกรุณาสงสารในสรรพสัตวท์ ่ียงั ตกอยใู่ นความทุกข์ อนั นาไปสู่การสัง่ สอนให้ คนอ่ืนไดเ้ กิด
ความสวา่ ง สะอาด สงบ เช่นเดียวกบั ตน

๓.๒) อนุปาทเิ สสนิพพาน การดบั กิเลสโดยไม่มีขนั ธ์ ๕ เหลืออยู่ หมายถึง นิพพาน

ของพระอรหนั ตท์ ่ีละสงั ขารแลว้ บางคร้ังเรียกวา่ ปรินิพพาน เป็นการดบั อยา่ งบริบูรณ์

๒.๔ มรรค : ธรรมทคี่ วรเจริญ

มรรค ไดแ้ ก่ ทางปฏิบตั ิใหบ้ รรลุถึงความดบั ทุกข์ หากผใู้ ดปฏิบตั ิตามเง่ือนไขท่ีกาหนดไว้
ในมรรคได้อย่างสมบูรณ์ ผูน้ ้ันก็สามารถดบั ทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ในพระพุทธศาสนามีหลกั ธรรมท่ี
เกี่ยวกบั มรรคมากมาย เช่น

๑) พระสัทธรรม ๓ หมายถึง ธรรมที่เป็นแก่นของศาสนา มี ๓ ประการ ไดแ้ ก่

ปริยตั สิ ัทธรรม

ปฏบิ ตั สิ ัทธรรม

ปฏิเวธสัทธรรม

๑.๑) ปริยตั สิ ัทธรรม
คือ คาสอนของพระพุทธเจา้ ที่บนั ทึกไวใ้ นพระไตรปิ ฎก ซ่ึงพุทธศาสนิกชนจะตอ้ งศึกษาให้เกิด
ความรู้และความเขา้ ใจอยา่ งถกู ตอ้ ง

๑.๒) ปฏิบตั สิ ัทธรรม
คือ การปฏิบตั ิตามคาสอนของพระพทุ ธเจา้ เน่ืองจากหลกั ธรรมท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงสอน จะเกิดผล
หรือดบั ทุกขไ์ ดจ้ ริงก็ต่อเม่ือพุทธศาสนิกชนนาไปปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ซ่ึงไดแ้ ก่ การปฏิบตั ิตาม
อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือไตรสิกขา เป็นตน้

๑.๓) ปฏเิ วธสัทธรรม
คือ ผลจากการปฏิบตั ิ หมายถึง ผลอนั พึงเกิดข้ึนดว้ ยการ ปฏิบตั ิตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ไดแ้ ก่ การ
บรรลุนิพพาน

๒) พละ ๕ หมายถึง ธรรมอนั เป็ นกาลงั ในการรักษาจิตใจและทาลายอกุศล ทาให้เกิด

ความมน่ั ใจในตนเองจนไม่มีความหวาดหวน่ั กลวั ภยั มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่

๒.๑) ศรัทธา ความเช่ือมนั่ บุคคลเม่ือมีความเช่ือในสิ่งใด ยอ่ มพร้อมท่ีจะรับฟังหรือนา
ความเช่ือน้นั ไปปฏิบตั ิ มีอยู่ ๒ ระดบั ไดแ้ ก่ ศรัทธาในระดบั พ้ืนฐาน หมายถึง ความเชื่อใน ส่ิงท่ีควร

เช่ือ เป็นความเช่ือมน่ั สิ่งท่ีมีเหตุมีผล คือ ความเช่ือมน่ั ในคุณธรรมความดี และ ศรัทธาในระดบั ที่สูงขึน้
หมายถึง ความเชื่อท่ีมนั่ คงใน พระรัตนตรัย เชื่อกรรมและการให้ผลของกรรม เชื่อว่าเรามีกรรมเป็ น
ของตน
๒.๒) วิริยะ ความเพียร หมายถึง ความ
พยายาม ความกลา้ หาญ ไม่หวาดหวน่ั ต่อ อุปสรรค ไม่
ทอ้ ถอย โดยเฉพาะการทาความดี การรักษาศีล การปฏิบตั ิ
สมาธิ เป็ นสิ่งท่ีตอ้ งใชค้ วามพยายามอย่างต่อเนื่องจึงจะ
ประสบความสาเร็จ

๒.๓) สติ ความระลึกได้ หมายถึง การ
บงั คบั ตวั เอง ไดแ้ ก่การระลึก หรือนึกไดว้ า่ เรา ควรกระทา
และเลิกกระทาส่ิงใด สติเมื่อเกิดข้ึนแลว้ ยอ่ มทาใหเ้ ราไม่
ประมาทในการดารงชีวิต สติจึงเป็นพลงั ใหเ้ รารู้จกั บงั คบั
และประคบั ประคองชีวติ ตนเอง

๒.๔) สมาธิ ความต้ังใจม่ัน หมายถึง ความมีจิตใจมน่ั คง เขม้ แขง็ สงบต้งั มน่ั ใน
อารมณ์ใดอารมณ์หน่ึง เม่ือจิตมีความมนั่ คงต้งั มน่ั แลว้ จะทาให้เกิดพลงั อยา่ งสูงส่ง พลงั ของจิต
เป็นพลงั ที่มีอานาจช่วยเก้ือหนุนพลงั อื่นๆ

๒.๕) ปัญญา ความรอบรู้ คาว่า ปัญญา แปลว่า รอบรู้ มี ๒ ความหมาย คือ รู้
รอบ และรู้ลึก รู้รอบ ไดแ้ ก่ รู้เป็ นระบบ รู้ภาพรวมของส่ิงใดสิ่งหน่ึงไดอ้ ยา่ งครบถว้ นทุกแง่มุม
ส่วน รู้ลึก ไดแ้ ก่ การมองเห็นความจริงที่อยเู่ บ้ืองหลงั ปรากฏการณ์ สามารถเขา้ ใจและเช่ือมโยง
ไปถึง ส่ิงท่ีอยเู่ บ้ืองหลงั ของปรากฏการณ์น้นั ๆ ได้

๓) อปริหานิยธรรม ๗ คือ ธรรมที่เป็ นไปเพื่อความเจริญ เป็นธรรมสาหรับป้ องกนั
ไม่ ให้เกิดความเส่ือม แบ่งเป็ น ๒ ฝ่ าย คือ การป้ องกนั ความเส่ือมฝ่ ายคณะสงฆ์ และ การ
ป้ องกนั ความเสื่อมฝ่ ายบา้ นเมือง

๓.๑) การป้ องกนั ความเสื่อมฝ่ ายคณะสงฆ์ ได้แก่

(๑) หมั่นประชุมเนืองนิตย์ ในการอยู่ร่วมกัน ส่ิงที่สาคญั คือ การทาความ
คิดเห็นที่แตกต่างใหต้ รงกนั หรือเขา้ กนั ได้ การประชุม จึงเป็นทางเลือกในการทาความเขา้ ใจ และเป็น
เทคนิคการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยท่ีตอ้ งฟังความคิดเห็นของทกุ ฝ่าย

(๒) พร้อมเพรียงกนั ประชุม พร้อมเพรียงกนั เลิกประชุม

พร้อมเพรียงกนั ทากิจที่ สงฆจ์ ะตอ้ งทา โดยทุกคนตอ้ งถือ
เป็น หลกั การวา่ การประชุมเป็นกิจสาคญั เพราะเป็นงานของ
หมู่คณะและหากมีความจาเป็น ไม่มีความพร้อมทางกายก็
ตอ้ งแสดงออกถึงความ พร้อมทางใจ การประชุมน้นั ควร
กระทาเม่ือสมาชิกมาพร้อมแลว้ ไม่ใช่คอยโอกาสเรียก
ประชุมในขณะที่สมาชิกไม่พร้อม ซ่ึงจะทาใหผ้ ลของการ
ประชุมไม่สมบรู ณ์

(๔) เคารพและรับฟังถ้อยคาของภิกษุผู้ใหญ่ หลักธรรมนี้มุ่งผลทางการ
ปกครองเป็นสาคัญ หมายความว่า สถาบันสงฆ์ต้องมีระบบการปกครองและในการปกครองน้ันย่อม
คัดสรรผ้มู ีความรู้ความสามารถมาบริหารกิจการคณะสงฆ์ ซึ่งบางคร้ังอาจเป็นผ้มู ีอายพุ รรษาน้อย กว่า
ดังน้ันจึงควรยึดหลกั การว่าควรเคารพนับถือและเชื่อฟังกันตามฐานะของแต่ละบคุ คล

(๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกนั เลิกประชุม พร้อมเพรียงกนั ทา
กิจที่สงฆจ์ ะตอ้ งทา โดยทุกคนตอ้ งถือเป็น หลกั การวา่ การประชุมเป็นกิจสาคญั เพราะเป็น งานของหมู่
คณะ และหากมีความจาเป็ น ไม่มี ความพร้อมทางกาย ก็ตอ้ งแสดงออกถึงความ พร้อมทางใจ การ
ประชุมน้ันควรกระทาเมื่อสมาชิกมาพร้อมแลว้ ไม่ใช่คอยฉกฉวยโอกาสเรียก ประชุมในขณะที่
สมาชิกไม่พร้อม ซ่ึงจะทาใหผ้ ลของการประชุมไม่สมบรู ณ์

(๕) ไม่ลุอานาจแก่ความอยากท่ีเกิดข้ึน หมายความว่าไม่ตกอยใู่ นอานาจของ
กิเลสตณั หา หลกั ธรรมขอ้ น้ี แสดงความมุ่งหมายถึงการปกครองตนเอง ของแต่ละคน เน่ืองจากทุกคน
ยงั มีกิเลส มากบา้ งนอ้ ยบา้ งแตกต่างกนั ไป

๖) ยินดีในเสนาสนะป่ า หมายถึง
ความพอใจในชีวติ ความเป็ นอยทู่ ี่ เรียบง่าย คือ ตอ้ งการ
ให้พระสงฆไ์ ดใ้ ช้ โอกาสปลีกวิเวก ฝึ กอบรมพฒั นาจิต
ด้วย การนั่งสมาธิ เดินจงกรม ภายใต้ส่ิง แวดล้อมท่ี
เหมาะสม คือ ธรรมชาติหรือป่ า แมจ้ ะไม่เป็ นการถาวร
แต่กค็ วรหาโอกาส ไปพกั อบรมจิตใจบา้ งเป็นคร้ังคราว

(๗) มีความปรารถนาดี เปิ ดใจ
กวา้ ง ยินดีรับสมาชิกใหม่ และแสดง ความชื่นชมยินดี
ต่อสมาชิกเก่า เพ่ือให้เกิดการประสานประโยชน์ มี
ความปรารถนาดี และมีความ เอ้ือเฟ้ื อต่อกัน แม้จะ
แยกกนั เป็ นหลายวดั หรือพระพุทธศาสนาในต่างบา้ น
ต่างเมืองก็อาศัย มิตรภาพเป็ นตัวเช่ือมประสาน
ประโยชน์ซ่ึงกนั และกนั

๓.๒) การป้ องกันความเส่ือมฝ่ ายบ้านเมือง หลกั ธรรมสาหรับป้ องกนั ความเสื่อมและ
สร้างความเจริญใหแ้ ก่องคก์ าร สังคม และประเทศชาติฝ่ ายบา้ นเมือง มีหลกั การอยา่ งเดียวกนั กบั ฝ่ าย
คณะสงฆจ์ ะต่างกนั บา้ งเฉพาะในบางประเดน็ เช่น

(๑) หม่ันประชุมเนืองนิตย์ การประชุมถือเป็ นการปรึกษาหารือเพื่อแกป้ ัญหา
ของบา้ นเมืองร่วมกนั เป็ นการแลกเปล่ียนความคิดเห็นของกนั และกนั เพ่ือนาไปเป็ นหลกั ในการ
บริหารบา้ นเมืองต่อไป

(๒) พร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม หมายความว่า เม่ือมีการประชุม
เพื่อปรึกษาหารือกนั ในเรื่องใด จะตอ้ งเขา้ ประชุมโดยพร้อมเพรียงกนั เพื่อจะไดม้ ีมติอนั เป็นท่ียอมรับ
ร่วมกนั ของท่ีประชุม

(๓) ไม่ล้มเลกิ และไม่บญั ญตั ิกฎระเบยี บตามอาเภอใจ ความสงบสุขของสงั คม

จะเกิดข้ึนไดก้ โ็ ดยอาศยั กฎระเบียบ อนั เป็นผลของการประชุมปรึกษาหารือแลกเปล่ียนความคิดเห็นจน
ไดผ้ ลเป็นท่ีตกลงหรือยอมรับตรงกนั ดงั น้นั เม่ือผลการประชุมเป็นเช่นไร ก็ไม่ควรลม้ เลิกกฎระเบียบ
ต่างๆ ที่ไดล้ งมติตกลงกนั ไว้ ในการประชุม

(๔) เคารพและรับฟังความคดิ เห็น

ของผู้ใหญ่ ผูใ้ หญ่ย่อมมีประสบการณ์วดั เป็ นสถานท่ี
สาคญั ทางพระพุทธศาสนา ซ่ึงพุทธศาสนิกชนควรดูแล
รักษาให้อยู่ในสภาพดี การทางานในดา้ นต่างๆ มาเป็ น
เวลานาน อาจมีมุมมองหรือแง่คิดท่ีเกิดจากประสบการณ์
ชีวิต และสามารถนามาปรับใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้
ดงั น้ันเม่ือผูใ้ หญ่ให้ข้อเสนอหรือคาแนะนา อย่างไร ก็
ควรรับฟังไวแ้ ลว้ นามาพิจารณาไตร่ตรองและปรับใชใ้ ห้
รอบคอบและเหมาะสมกบั สถานการณ์ต่างๆ

(๕) ไม่ข่มเหงหรือฉุดคร่าสตรี บุรุษควรให้เกียรติสตรี การฉุดคร่าอนาจารสตรี ถือเป็ นภยั
ร้ายแรงของสงั คม

(๖) เคารพสักการะบูชาเจดีย์ เราควรให้ความเคารพและปกป้ องรักษาส่ิงที่ควร บูชาอนั เป็ น
สญั ลกั ษณ์แห่งคุณงามความดีและการทาความดี รวมท้งั ช่วยกนั ดูแลสมบตั ิของส่วนรวม

(๗) ให้การอารักขาพระอรหันต์ ซ่ึงหมายรวมถึงพระสงฆผ์ ทู้ รงศีลและคุณธรรม ที่ประพฤติ
ปฏิบตั ิตนเพือ่ ประโยชน์ของสงั คม รวมท้งั ส่งเสริมคนดีไม่ใหห้ มดไปจากสังคม

๔) โภคอาทยิ ะ ๕ หมายถึง การใชป้ ระโยชน์จากทรัพยส์ มบตั ิตามความเหมาะสม
ไดแ้ ก่ เล้ียงดูตนเอง มารดา บิดา บุตร ภรรยา และคนในความดูแลให้ไดร้ ับความสุข เล้ียงดูเพ่ือนให้
ไดร้ ับความสุขและบาบดั อนั ตรายที่อาจเกิดข้ึนจากเหตุการณ์ต่างๆ ทาพลีกรรม ๕ อยา่ ง (สงเคราะห์ญาติ
ตอ้ นรับแขกผูม้ าเยือนตามสมควรแก่ฐานะ ทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผลู้ ่วงลบั บารุงรัฐโดยเสียภาษี
อากร รวมท้งั ช่วยเหลือรัฐในดา้ นต่างๆ และทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้เทวดาหรือส่ิงที่เคารพบูชา) และ
อุปถมั ภบ์ ารุงสมณชีพราหมณ์ผปู้ ระพฤติชอบ

๕) ทศพธิ ราชธรรม ๑๐ หรือธรรมของพระราชา อนั หมายรวมถึงผนู้ า ผปู้ กครอง
นกั บริหารทุกระดบั เป็นคุณสมบตั ิของนกั ปกครองและนกั บริหารที่ควรพฒั นาใหเ้ กิดข้ึนในตวั เอง เพื่อ
ความสาเร็จในการบริหารและการปกครอง นามาซ่ึงประโยชน์สุขแก่ผูใ้ ตป้ กครองและประเทศชาติ
มี ๑๐ ประการ ดงั น้ี

อวโิ รธ ทาน ศีล ทศพธิ ราชธรรม
นะ ปริจา
ขนั ติ ทศพธิ ราช- จาคะ ทาน = การให้
ธรรม ๑๐ ศีล = สารวมทางกายและ
อวหิ ิงสา อาชชวะ
ตบะ วาจา
อกั โกธะ มทั ทวะ ปริจาคะ = การบริจาค
อาชชวะ = ความซื่อตรง
มทั ทวะ = ความอ่อนโยน
ตบะ = ความเพยี รพยายาม

กาจัดความชั่ว
อกั โกธะ = ความไม่โกรธ
อวหิ ิงสา = ความไม่เบยี ดเบยี น
ขนั ติ = ความอดทน
อวโิ รธนะ = ความไม่ผดิ

๖) สาราณียธรรม ๖ คือ ธรรมอนั เป็นที่ต้งั แห่งความระลึกถึงกนั เป็นการเสริมสร้างความรัก
ความปรารถนาดี และแสดงถึงความ เป็นเอกภาพและความสามคั คีในหม่คู ณะ มี ๖ ประการ ไดแ้ ก่

เมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม เมตตามโนกรรม

คือ การแสดงออกทางกายท่ี ก า ร แ ส ด ง อ อ ก ท า ง ว า จ า ที่ การมีจิตท่ีเป็ นกุศลต่อกัน
ประกอบด้วยเมตตาท้ังต่อ ประกอบด้วยเมตตา เช่น นึกถึงกนั ด้วยความปรารถ-
หนา้ และลบั หลงั ก า ร บ อ ก ก ล่ า ว ส่ิ ง ท่ี เ ป็ น นาดี ไม่มีความมุ่งร้ายแก่
ประโยชน์ บุคคลอื่น
สาธารณโภคี
การจัดสรรประโยชน์และ สีลสามญั ญตา ทฏิ ฐิสามญั ญตา
ล า ภ สั ก ก า ร ะ ที่ เ กิ ด ข้ ึ น โ ด ย
ชอบธรรม แบ่งปันเก้ือกูล มีศีลเสมอกนั กล่าวคือ การ มีความเห็นชอบร่ วมกัน
กนั รักษาศีลและการอยู่ในกฎ กล่าวคือ การยอมรับกติกาท่ี
ระเบียบ เช่น เดียวกบั คนอ่ืน เป็ น ข้อตกลงของส่วนรวม
และพร้อมท่ีจะปฏิบตั ิตาม

๗) วิปัสสนาญาณ ๙ หมายถึง ความเข้าใจอย่างแท้จริงในสภาวะความเป็ นจริงหรือ
ธรรมชาติของส่ิงท้งั หลาย เป็นความรู้ท่ีเกิดจากการปฏิบตั ิสมาธิ คือ วปิ ัสสนาสมาธิ มี ๙ ประการ ไดแ้ ก่

อุทยพั พยานุปัสสนาญาณ การมองเห็นความเกิดและความดบั

ภงั คานุปัสสนาญาณ การมองเห็นความดบั สลาย

ภยตูปัฏฐานญาณ การมองเห็นสงั ขารเป็นสิ่งน่ากลวั

อาทนี วานุปัสสนาญาณ การตระหนกั เห็นสงั ขารท้งั หลายวา่ เป็นโทษ

นิพพทิ านุปัสสนาญาณ การตระหนกั ถึงความเบื่อหน่าย เกิดจากการเห็นสงั ขารวา่ เป็นโทษ

มุญจติ ุกมั ยตาญาณ ความปรารถนาท่ีจะหลุดพน้ จากสงั ขาร

ปฏสิ ังขานุปัสสนาญาณ การพจิ ารณาความเป็นกลางของสงั ขาร ไม่ยนิ ดียนิ ร้ายในสงั ขาร

สังขารุเปกขาญาณ คือ การมองเห็นความเกิดและความดบั

สัจจานุโลมกิ ญาณ ความนอ้ มไปเพอ่ื การหยงั่ อริยสจั ๔

๘) วุฒิธรรม ๔ หมายถึง หลกั ธรรมที่นาไปสู่ความเจริญของปัญญา หรือการพฒั นาปัญญา
ของตนเอง มี ๔ ข้นั ตอน ดงั น้ี

สัปปุริสสังเสวะ สัทธัมมสั สวนะ

การคบกับคนดี คือ ผูท้ ี่ประพฤติชอบ การศึกษาและรับฟังคาสอนของคนดี
ด้วยกาย วาจา และใจ เพ่ือรับการ หรือศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่ดี แล้ว
ถ่ า ย ท อ ด ส่ิ ง ดี ท่ี ถู ก ต้อ ง ส่ิ ง ท่ี เ ป็ น นามาปฏิบตั ิ อนั เป็ นเป้ าหมายสาคญั
ประโยชน์ และส่ิงท่ีเป็นโทษ ของการเรียนรู้

โยนิโสมนสิการ ธัมมานุธัมมปฏิบตั ิ

การพจิ ารณาโดยแยบคาย อนั เป็นการคิด การประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
บนพ้ืนฐานของเหตุและผลตามความ ไม่นาความรู้หรือหลกั ธรรมท่ีไดม้ า
เป็นจริง เป็นการนาขอ้ มูลมาพิจารณาให้ ไปใช้ในทางไม่สุ จริ ตวมท้ังควร
รอบคอบ โดยยึดหลกั ว่าเป็ นคาสอนท่ี ปฏิบตั ิธรรมให้ไดค้ รบตามเง่ือนไขที่
ถูกตอ้ งตามหลกั ธรรมหรือไม่ วางไวด้ ว้ ยจึงจะเห็นผลในทางปฏิบตั ิ

๙) อุบาสกธรรม ๕ คือ ธรรมสาหรับอุบาสก (รวมท้ังอุบาสิกา) เป็ นธรรมที่แสดงถึง
คุณสมบตั ิของคนท่ีประกาศตนเองวา่ เป็นอุบาสก อุบาสิกา มี ๔ ประการ ดงั น้ี

ประกอบด้วยศรัทธา เชื่อวา่ หลกั ธรรมคาสอนของพระพทุ ธเจา้ เป็นสิ่งดีงามจริง อนั จะเป็นพ้ืนฐาน
และแรงจงู ใจใหป้ ฏิบตั ิตามหลกั ธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา
มศี ีลบริสุทธ์ิ การรักษากิริยาอาการหรือพฤติกรรมของตนเองให้ เป็ นปกติ ไม่ตกอยู่
ภายใตก้ ารครอบงาของกิเลส
เชื่อกรรม
เช่ือในกฎแห่งกรรมและการให้ผลของกรรม เชื่อวา่ ผลดีมาจาก กรรมดี ผล
ไม่แสวงหาเขตบุญ ชวั่ มาจากกรรมชว่ั ความสุขความเจริญมาจากความขยนั หมน่ั เพียร เป็นตน้
นอกพระพุทธศาสนา
ยึดมนั่ ในการทาความดีตามหลกั พระพุทธศาสนา ไดแ้ ก่ บุญกิริยาวตั ถุ คือ
ทานุบารุง การใหท้ าน การรักษาศีล และการเจริญสมาธิ
พระพทุ ธศาสนา
มีส่วนร่วมในการอุปถัมภ์บารุง ภิกษุสามเณร เพื่อให้ท่านมีกาลังใน
การศึกษาคาสอนและสืบทอดพระพุทธศาสนา รวมท้งั บริจาค ทรัพยเ์ พ่ือ
การสร้างและการอนุรักษศ์ าสนสถานและศาสนวตั ถุในพระพทุ ธศาสนา

๑๐) ปาปณิกธรรม ๓ คือ หลกั การทางาน หรือหลกั การตลาดสาหรับผูท้ ี่ประกอบอาชีพ
คา้ ขาย ซ่ึงควรมีคุณสมบตั ิ ๓ ประการ ไดแ้ ก่

จักขุมา
มีตาดี คือ ตาแห่งปัญญา เป็ นคน
มองตลาดออก ดูของเป็น รู้จกั สินิ
คา้ และราคา รู้ระบบและกลไกของ
ตลาด เป็นตน้

วธิ ูโร นิสสยสัมปันโน
มี ค ว าม เ ช่ี ย ว ช าญเ ฉ พ าะ ด้าน คื อ พ่ึงพาอาศยั คนอ่ืนได้ หมายความว่า
สามารถจดั การธุรกิจไดด้ ี รู้แหล่งตลาด สามารถพ่ึงพาอาศยั คนอ่ืนไดใ้ นเรื่อง
และเงินทุน รู้ความต้องการของตลาด แหล่งลงทุน เพราะทุนถือว่าเป็ นส่ิง
และของลูกค้า รู้ว่าสินค้าประเภทใด สาคญั และจาเป็นสาหรับการทาธุรกิจ
ระดบั ใดเหมาะสมแก่ลกู คา้ ประเภทใด

๑๑) ทิฏฐธัมมกิ ตั ถสังวัตตนิกธรรม คือ ธรรมที่เป็นไปเพ่ือประโยชน์ในปัจจุบนั หมายความ

วา่ หากปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมหมวดน้ีแลว้ กจ็ ะไดร้ ับประโยชนใ์ นปัจจุบนั ทาใหบ้ รรลุจุดมุ่งหมายไดใ้ น
ชาติน้ี มี ๔ ประการ ไดแ้ ก่

อุฏฐานสัมปทา สัทธัมมสั สวนะ

ถึ ง พ ร้ อ ม ด้ ว ย ค ว า ม ข ย ัน ห ม่ัน เ พี ย ร ถึงพร้อมด้วยการรักษา หมายถึง การ
หมายถึง มีความขยนั เป็ นพ้ืนฐาน เม่ือมี รู้จกั รักษาทรัพย์ ประหยดั อดออมใชจ้ ่าย
งานต้องรักงานและมุ่งมั่นทางานให้ ให้เ หม า ะสม แก่ ฐ านะ รู้ จักทาให้
กา้ วหนา้ ทรัพยส์ ินใหเ้ พ่มิ พนู ข้ึนตามลาดบั

กลั ยาณมติ ร สมชีวติ า
การดารงชีวติ อยา่ งเหมาะสม คือ ใชช้ ีวิต
การคบเพ่ือนท่ีดี มิตรดีถือเป็ นส่ วน อยา่ งพอเพียงกบั ฐานะของตนเอง ไดแ้ ก่
สาคญั ในการเอ้ืออานวย ประโยชน์ใน การรู้จกั เล้ียงชีพให้พอเหมาะกบั รายได้
การประกอบอาชีพและการดารงชีวติ ไม่ใหฝ้ ืดเคืองจนเกินไป ไม่ใหส้ ุรุ่ยสุร่าย
จนมีหน้ีสินโดยไม่จาเป็ น

ลกั ษณะของมติ ร

มิตรแท้ มิตรเทียม
ร่วมทุกขร์ ่วมสุข ดีแต่พดู
แนะนาส่ิงท่ีเป็ นประโยชน์ หวั ประจบ
มีความรักใคร่สนิทสนม
ชกั ชวนไปในทางที่ผดิ

๑๒) อธิปไตย ๓ เป็ นปัจจัยสาคัญที่จะทาให้ประสบความสาเร็จหรือความล้มเหลว
พระพทุ ธศาสนาสอนถึงรูปแบบการปกครองไว้ ๓ ประการ ไดแ้ ก่

อตั ตาธิปไตย
ระบบที่ถือตนเองเป็ นใหญ่ ยึดตนเองเป็นศูนยก์ ลางการตดั สินใจ มีความเชื่อมนั่ ในตนเองสูงมาก
คิดวา่ ตนเองฉลาดกว่าคนอื่น จึงไม่รับฟังความคิดเห็นของใคร ทนต่อการวิพากษว์ ิจารณ์ไม่ได้ ทา
ใหเ้ พือ่ นร่วมงานไม่มีใครอยากแสดงความคิดเห็น

โลกาธิปไตย
ระบบที่ถือโลกหรือคนอื่นเป็ นใหญ่ ซ่ึงตรงกนั ขา้ มกบั รูปแบบแรก การปกครองตามแนวคิดน้ี
มกั จะไม่มีจุดยนื ทโ่ีชยดันเิโจสนมเพนรสาิกะาขราดความเช่ือมน่ั ในตนเอง ไม่สามธัมารมถาตนดัุธสัมินมใปจฏอบิ ะตัไริ ได้ เอนเอียง
ไปตามกระแสในขณะน้นั แมจ้ ะขดั หลกั ความถกู ตอ้ ง แต่ถา้ มีกระแสรองรับกต็ ดั สินใจดาเนินการ

ธรรมาธิปไตย
หมายถึง ระบบท่ีถือธรรมหรือหลกั การเป็นใหญ่ เพื่อทางานให้สาเร็จลุล่วงตามเป้ าหมาย บุคคลผู้
ถือตามระบบน้ีจะยินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ าย แม้ แต่คนท่ีมีความเห็นขดั แยง้ หรือไม่ชอบ
เป็นการส่วนตวั กต็ าม

๑๓) อริยวฑั ฒิ ๕ เป็นหลกั ธรรมพ้นื ฐานเพ่อื การพฒั นาชีวติ ท่ีดีงาม มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่

ศรัทธา ศรัทธา ความเช่ือในส่ิงท่ีดีงาม คือ ความเชื่อในพระพุทธศาสนาและคุณงาม
ความดีตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

ความประพฤติดีงาม หมายถึง ระบบศีลธรรมหรือจริยธรรม อนั จะช่วย

ศีล สร้างความสงบสุขและความปลอดภยั ในชีวติ และทรัพยส์ ิน เนื่องจากศีลเป็น
เครื่องมือสาหรับ ควบคุมพฤติกรรมทางกายและทางวาจา เมื่อรักษาศีลแลว้

การเบียดเบียนทาร้ายกจ็ ะไม่เกิดข้ึน

ศีล สุตะ การฟัง หมายถึง การเรียนรู้หรือการมีความรู้ดีจากการศึกษาท่ีดี
การศึกษาน้นั อาจเป็นการศึกษาจากครู ผรู้ ู้ หรือแหล่งการเรียนรู้กไ็ ด้

จาคะ ความเสียสละ หมายถึง ความมีน้าใจดีงาม เอ้ือเฟ้ื อเผอ่ื แผ่ ถือเป็นคุณธรรมที่
ตรงขา้ มกบั ความเห็นแก่ตวั สงั คมท่ีไม่มีคนเห็นแก่ตวั เป็นสงั คมที่น่าอยู่

ความรู้รอบ คือ มีความรู้ดี ไดแ้ ก่ การรู้เห็นตามความเป็ นจริง รู้ว่า อะไรดี
อะไรชว่ั รู้วา่ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์ มองเห็นวา่ อะไรเป็นคุณค่า
ปัญญา แท้ คุณค่าเทียม รู้ว่าชีวิตควรแสวงหาอะไร เป้ าหมายที่แทจ้ ริงของชีวิตอยทู่ ่ี

ไหน เมื่อรู้ความจริงของชีวิตแลว้ ก็ดาเนินชีวิตไดอ้ ยา่ งผมู้ ีปัญญา ไม่ยึดถือ
เอากิเลสตณั หาเป็นเคร่ืองนาทางและดาเนินชีวติ ตามหลกั ทางสายกลางหรือ
มชั ฌิมาปฏิปทา

๑๔) มงคล ๓๘ มงคล หมายถึง ความดีงาม การปฏิบตั ิตามมงคล กค็ ือการปฏิบตั ิเพื่อใหไ้ ดม้ า
ซ่ึงความดีงาม อนั จะนาชีวติ ใหป้ ระสบแต่ความสุขความเจริญ เช่น

การสงเคราะห์บุตร ความเป็ นผู้มจี ติ เกษม

การสงเคราะห์ภรรยา – สามี ความเพยี รเผากเิ ลส
ความสันโดษ การประพฤติพรหมจรรย์

ความเป็ นผู้มจี ติ ใจไม่หวน่ั ไหวไปตามโลก การเห็นแจ้งในอริยสัจ

ความเป็ นผู้มจี ิตไม่โศกเศร้า การบรรลุนิพพาน

ความเป็ นผู้มจี ติ ไม่มวั หมอง

การสงเคราะห์บุตร
การที่ มารดาบิดากระทาอปุ การคุณแก่บุตร พระพทุ ธศาสนาเรียกรวมๆ กนั วา่ การสงเคราะห์บุตร

ซ่ึงโดยสรุปแลว้ มี ๕ ประการ

๑. หา้ มปรามจากความชว่ั ห้ามลูกไม่ให้ทาความชั่ว ป้ องกันลูกไม่ให้ตกไปในทางท่ีต่าห้ามลูกให้
ห่างไกลจากบุคคลหรือสิ่งที่เป็นอนั ตรายและมีโทษ

อบรมให้ลูกประพฤติตนตามหลกั ศีลธรรม มุ่งพฒั นาคุณภาพจิตของลูก สั่ง
๒ก.าปรลสกู งฝเังคในราควะารหมว์บดมี ตุ ๆรกกนั าวรา่ ท่ีกมาาสครรสวอดางนมาเแเคจบนรริดิะญานาแะกาลหละรู์บกคะใวตุทหารมา้ตถอ้งัซกู อปุง่ึตยกอ้โู่ใงดานดรยคีงคาวสมาณุ รมุปดแแีกชลบ่ัก้วนตุ มารใี ๕หพ้ไรปปะใรพนะทุทกธาาง-รทศ่ีจาะสพบนคาวเราีมยสกุข
ส่งเสริมการศึกษาใหล้ กู ไดเ้ รียนตามอยา่ ง เหมาะสม ส่งเสริมใหม้ ีความรู้และ
๓. ใหไ้ ดร้ ับการศึกษา ทกั ษะเพ่ือประกอบอาชีพการงานท่ีสุจริต

๔. หาคู่ครองที่เหมาะสมให้ เม่ือบุตรถึงวยั อนั สมควรที่จะมีครอบครัว ไดเ้ อาใจใส่ ใหค้ าแนะนาปรึกษา
ในเร่ืองความรัก และจดั แจงช่วยเหลือไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

๕. มอบทรัพยม์ รดกใหใ้ นเวลา แบ่งทรัพยส์ มบตั ิใหเ้ มื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อนั สมควร
อนั สมควร

การสงเคราะห์ภรรยา – สามี

การครองชีวติ คู่ของสามีภรรยา จาเป็นอยา่ งยงิ่ ที่จะตอ้ งมีหลกั ปฏิบตั ิระหวา่ งกนั เพ่ือยดึ
เหนี่ยวจิตใจและความรู้สึกท่ีดีต่อกนั ไว้ พระพทุ ธศาสนาจึง สอนใหป้ ฏิบตั ิตามหลกั ธรรมเพือ่ การ
สงเคราะห์ระหวา่ งสามีภรรยา ตามแผนผงั ดงั น้ี

ลกั ษณะของมติ ร

มิตรแท้ มิตรเทียม

ร่วมทุกขร์ ่วมสุข ร่วมทุกขร์ ่วมสุข
ร่วมทุกขร์ ่วมสุข ร่วมทุกขร์ ่วมสุข
ร่วมทุกขร์ ่วมสุข ร่วมทุกขร์ ่วมสุข
ร่วมทุกขร์ ่วมสุข ร่วมทุกขร์ ่วมสุข
ร่วมทุกขร์ ่วมสุข ร่วมทุกขร์ ่วมสุข
ร่วมทุกขร์ ่วมสุข ร่วมทุกขร์ ่วมสุข

ความสันโดษ

หมายถึง ความยนิ ดีและความพอใจในสิ่งของท่ีหามาไดด้ ว้ ย ความเพียรพยายามอนั ชอบ
ธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยา รู้จกั ยบั ย้งั ความปรารถนาของตนให้ อยใู่ นขอบเขตของความเหมาะสม
มี ๓ ประการ ไดแ้ ก่

ความสันโดษ ๓

๑. ยถาลาภสนั โดษ ไม่คดโกงหรือทุจริต ไดม้ าเท่าไรกย็ นิ ดีและพอใจเท่าน้นั
(ยนิ ดีตามที่ไดม้ าโดยชอบธรรม) ยนิ ดีและภมู ิใจในสิ่งท่ีไดม้ าตามความสามารถของตน
กล่าวคือ แมส้ ิ่งน้นั จะพอควรแก่กาลงั ของเรา แต่หากไปยนิ ดีกบั
๒. ยถาพลสนั โดษ ส่ิงน้นั แลว้ จะนาไปสู่การละเมิดศีลธรรม แมม้ ีมากค็ วรปฏิเสธ
(ยนิ ดีตามกาลงั ท่ีมี)

๓. ยถาสารุปปสนั โดษ
(ยนิ ดีตามท่ีควร)

ความเป็ นผู้มจี ติ ใจไม่หวน่ั ไหวไปตามโลก

ความเป็ นผมู้ ีจิตไม่หวนั่ ไหวไปตามโลกธรรม โลกธรรมอนั เป็นส่ิงที่ทาให้จิตใจ หวนั่ ไหว
ไดแ้ ก่ โลกธรรมฝ่ ายลบ (ไม่ชอบหรือไม่พอใจ) คือ เสื่อมลาภ เส่ือมยศ ถูกนินทา และไดร้ ับทุกข์ และ
โลกธรรมฝ่ายบวก (ชอบหรือพอใจ) คือ ไดล้ าภ ไดย้ ศ ไดร้ ับการสรรเสริญ และประสบสุข ดงั น้นั เม่ือมี
ความสมหวงั จากการไดร้ ับโลกธรรมฝ่ายบวก และมีความผดิ หวงั จากการไดร้ ับโลกธรรมฝ่ ายลบ ใหถ้ ือ
ว่าเป็ นเรื่องปกติที่ทุกชีวิตจะตอ้ งประสบ และควรสร้างความ มน่ั คงให้จิตใจไม่หวน่ั ไหวไปตามโลก
ธรรม ซ่ึงสามารถฝึกไดด้ งั น้ี

การฝึ กจติ ใจไม่ให้หวนั่ ไหวไปตามโลกธรรม

๑. มุ่งมนั่ ต่อความดี ทาดีอยา่ งต่อเน่ือง เพ่อื ใหจ้ ิตใจมนั่ คงและคุน้ ชินต่อความดี
๒. หลีกหนีจากความชว่ั ลด ละ เลิก อบายมุขทกุ ชนิด
๓. ยดึ ถือพระรัตนตรัย รวมท้งั เช่ือในกฎแห่งกรรม ทาดียอ่ มไดผ้ ลดี ทาชวั่ ยอ่ มไดผ้ ลชวั่
๔. มีความเช่ือมน่ั ในตนเอง เช่ือมน่ั ในความดีที่ไดก้ ระทาท่ีประกอบดว้ ยเหตุผลและปัญญา

ความเป็ นผ้มู จี ิตไม่โศกเศร้า

ความโศกเศร้าเป็ นภาวะท่ีคนเราตอ้ งประสบ ซ่ึงจะมากหรือน้อยก็ข้ึนอยู่กบั สาเหตุ
อย่างไรก็ตาม เม่ือความโศกเศร้าเกิดข้ึน ก็สามารถทาให้เบาบางหรือลดลงได้ ดังน้ันส่ิงที่ควร
ตระหนกั กค็ ือ ความจริงท่ีวา่ ทุกอยา่ งยอ่ มเปล่ียนแปลงไป เป็นธรรมดา จึงควรเผ่ือใจและไม่ยดึ มน่ั ใน
ส่ิงต่างๆ มากจนเกินควร

ความเป็ นผ้มู จี ิตไม่มวั หมอง

หมายถึง ความเป็ นผูม้ ีจิตบริสุทธ์ิ สะอาด ผ่องใส ไม่มวั หมองดว้ ยกิเลสท่ีเขา้ มายึดเกาะ
จิตใจ ซ่ึงเรียกว่า อุปกิเลส อนั ไดแ้ ก่ สิ่งท่ีทาใหจ้ ิต เศร้าหมองข่นุ มวั ไม่สามารถรับคุณธรรมความดี
เขา้ ไปได้ มี ๑๖ ประการ ไดแ้ ก่

๑. อภิชฌาวสิ มโลภะ อุปกเิ ลส
๒. พยาบาท คิดเพง่ เลง็ อยากได้ จอ้ งแต่จะเอาโดยไม่คานึงวา่ ควรหรือไม่ควร
๓. โกธะ ความคิดปองร้าย
๔. อุปนาหะ ความโกรธ
๕. มกั ขะ ความผกู โกรธ ผกู ใจเจบ็
๖. ปลาสะ การลบหลู่คุณความดีของคนอ่ืน ลบลา้ งและปิ ดบงั ความดีของคนอ่ืน
๗. อิสสา ความตีเสมอ ยกตวั เทียมท่าน ไม่ยอมยกใหใ้ ครดีกวา่ ตน
๘. มจั ฉริยะ ความริษยา
๙. มายา ความตระหน่ี
๑๐. สาเถยยะ มารยา
การโออ้ วด การหลอกลวงดว้ ยความคุยโมโ้ ออ้ วด

๑๑. ถมั ภะ อุปกเิ ลส (ต่อ)
๑๒. สารัมภะ
๑๓. มานะ ความหวั ด้ือ ความกระดา้ ง
๑๔. อติมานะ ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะ
๑๕. มทะ ความถือตวั
๑๖. ปมาทะ ความถือตวั วา่ เก่งกวา่ คนอ่ืน ดูถูกคนอื่น
ความมวั เมา
ความประมาท

ความเป็ นผ้มู จี ติ เกษม

คาวา่ จิตเกษม ไดแ้ ก่ ภาวะจิตที่สงบและหลุดพน้ จากภยั ต่างๆ ไดแ้ ก่ ภยั ทางโลก คือ ความ
เจบ็ ป่ วย การไม่ถูกนินทากล่าวร้าย รวมท้งั การมีปัจจยั ๔ ในการดารงชีวิต และ ภยั ทางธรรม คือ การ
หลุดพน้ จากกิเลส ไดแ้ ก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

ความเพยี รเผากเิ ลส

กิเลส หมายถึง การปฏิบตั ิที่เป็นการเผากิเลสและความชว่ั ใหห้ มดไปจากจิตใจ มี ๒ ระดบั
ไดแ้ ก่

๑. ระดบั ขดั เกลา สลดั ความโลภดว้ ยการบริจาค ขบั ความเกียจคร้านดว้ ยความขยนั เผา
(สลั เลขะ) ความโกรธดว้ ยความเมตตา เป็นตน้

๒. ระดบั กาจดั เป็ นวิธีขบั ไล่และเผากิเลสอยา่ งรุนแรง ผูบ้ าเพญ็ ธุดงค์ส่วนมากเป็ น
(ธุตงั คะหรือธุดงค)์ พระสงฆ์ ซ่ึงเรามกั เรียกท่านวา่ พระธุดงค์ คือ ผปู้ ฏิบตั ิธุดงควตั ร ๑๓
ขอ้

ธุดงควตั ร ๑๓ ข้อ (ต่อ)
๑. ใชบ้ งั สุกลุ เป็นวตั ร แมจ้ ะไดผ้ า้ มาจากทางอื่น เช่น มีคนถวายกไ็ ม่ใช้
๒. ใชผ้ า้ เพียง ๓ ผนื หรือไตรจีวรเป็นวตั ร
๓. ฉนั แต่อาหารที่รับมาดว้ ยบาตรเท่าน้นั
๔. เดินบิณฑบาตไปตามแนวทางที่กาหนดใจไว้ ไม่ไปตามทางที่ตนนึกวา่ จะไดม้ ากหรือนอ้ ย
๕. ฉนั อาหารม้ือเดียว หมายถึง ในหน่ึงวนั จะฉนั อาหาร (ในเวลาที่ฉนั ได)้ เพยี งคร้ังเดียว เรียกวา่ ฉนั เอกา
๖. ฉนั อาหารท้งั คาวและหวานในบาตร ไม่ใชภ้ าชนะอ่ืนเป็นเคร่ืองอานวยความสะดวกในการฉนั อาหาร
๗. เม่ือลงมือฉนั อาหารแลว้ แมจ้ ะมีผนู้ าอาหารมาถวายอีกกไ็ ม่ฉนั
๘. อยปู่ ่ าเป็นวตั ร
๙. อยตู่ ามร่มไม้ โคนไม้ ไม่อยใู่ นกฏุ ิ
๑๐. อยใู่ นที่กลางแจง้ เป็นวตั ร

ธุดงควตั ร ๑๓ ข้อ (ต่อ)

๑๑. อยใู่ นป่ าชา้ เป็นวตั ร
๑๒. อยใู่ นท่ีๆ คนอื่นจดั ให้
๑๓. นง่ั ตลอดเวลา เช่น อธิษฐานวา่ จะนง่ั สมาธิตลอดคืน เป็นตน้ ธุดงควตั ร

การประพฤติพรหมจรรย์
หมายถึง การปฏิบตั ิตนเพือ่ ความดีงามดว้ ยการ ครองชีวิตโดยไม่เกี่ยวขอ้ งกบั การมีเพศสัมพนั ธ์ อนั

เป็นการปฏิบตั ิเพ่ือจะไดบ้ รรลุเป้ าหมายสูงสุด ของพระพทุ ธศาสนา คือ การตดั เยอื่ ใยความตอ้ งการทางวตั ถุและ
ความสุขแบบทางโลกทุกประการ สาหรับข้นั ตอนของการประพฤติพรหมจรรยแ์ บ่งเป็น ๓ ระดบั ไดแ้ ก่

ระดบั สูง ๑๐. ศาสนา การปฏิบตั ิธรรมทุกขอ้ ในศาสนา
๙. อริยมรรค การถือปฏิบตั ิในมรรคมีองค์ ๘ (ไตรสิกขา)
๘. อุโบสถ การรักษาศีลอุโบสถ
๗. วริ ิยะ การมีความเพียรอยา่ งต่อเน่ือง

ระดบั กลาง ๖. เมถุนวริ ัติ การงดเวน้ จากการเสพกาม
ระดบั ต้น ๕. สทารสันโดษ ความพอใจในคู่ครองของตน
๔. อปั ปมญั ญา แสดงความเมตตาต่อสตั วท์ ้งั ปวง

๓. เบญจศีล ปฏิบตั ิตามหลกั ศีล ๕
๒. เวยยาวจั จะ ความขวนขวายในการทาประโยชน์
๑. ทาน การสละทรัพยแ์ บ่งปันแก่คนอ่ืน

การเห็นแจ้งในอริยสัจ

หมายถึง ความรู้ความเขา้ ใจอย่างทะลุปรุโปร่งใน อริยสัจ ๔ ได้แก่ การปฏิบตั ิตาม
อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือการดาเนินชีวิตตามแนวไตรสิกขาจนถึง ระดบั สัมมาสมาธิแลว้ เห็นความ
จริงอยา่ งแจ่มแจง้ ครบถว้ นทุกประการ แต่สาหรับพทุ ธศาสนิกชน ทวั่ ไป การทาความเขา้ ใจอริยสจั
๔ อยา่ งนอ้ ยท่ีสุดกเ็ พอ่ื นาไปปรับใชเ้ พื่อแกป้ ัญหาในการดารง ชีวติ ประจาวนั

การบรรลนุ ิพพาน

คือ การบรรลุอรหนั ต์ อนั เป็นการตดั กิเลสไดโ้ ดยสิ้นเชิง มีอยู่ ๒ ลกั ษณะ คือ ผู้ท่ี
บรรลนุ ิพพานและยงั มีชีวิตอยู่ เรียกวา่ สอุปาทิเสสนิพพาน และ ผ้ทู ี่บรรลนุ ิพพานและตายแล้ว
เรียกวา่ อนุปาทิเสสนิพพาน

การศึกษาเรียนรู้หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็ นหน้าท่ีหลกั ของ

พทุ ธศาสนิกชนเพราะหากเรามีความรู้ความเขา้ ใจในหลกั ธรรมแลว้ จ ะ ท า ใ ห้
เกิดความศรัทธาเช่ือมนั่ ในหลกั ศาสนาและนาหลกั ธรรมท่ีไดศ้ ึกษาไปปฏิบตั ิได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมรวมท้ังยงั สามารถ แนะนาส่ังสอนผูอ้ ื่นได้โดยไม่
ผดิ พลาดจากหลกั ธรรมอนั จะนามาซ่ึงประโยชน์สุขท้งั แก่ตนเองและสังคมดว้ ย

๕หน่วยการเรียนรู้ที่ พระไตรปิ ฎกและพุทธศาสนสุภาษติ

พระไตรปิ ฎก เป็ นคมั ภีร์ที่บรรจุ
คาสอนของพระพุทธเจ้าและมีพุทธศาสน
สุ ภ า ษิ ต ม า ก ม า ย ซ่ึ ง ใ ห้ ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ก า ร
ดาเนินชีวติ ดังน้ันพุทธศาสนิกชนจึงควร
ศึ กษา พระไตรปิ ฎก เพ่ือให้เข้าใจ ใน
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาและพุทธ
ศาสนสุภาษิตไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

๑. พระไตรปิ ฎก

พระไตรปิ ฎกเป็นคมั ภีร์ท่ีรวบรวม คาสอนของพระพุทธเจา้ ไวเ้ ป็นหมวดหมู่เหมือนตะกร้า
อนั เป็ นภาชนะสาหรับใส่สิ่งของไม่ให้กระจดั กระจาย โดยในสมยั พุทธกาลจะใช้ คาว่า ธรรมวินัย
เรียกพระพุทธวจนะ สาหรับ คาว่า พระไตรปิ ฎก เพ่ิงเกิดข้ึนภายหลงั การ สังคายนา คร้ังที่ ๒ แต่เดิม
พระไตรปิ ฎกได้รับการถ่ายทอด ดว้ ยการท่องจาจนไดร้ ับการจารเป็ นลายลกั ษณ์ อกั ษรเมื่อพุทธ
ศตวรรษท่ี ๕ ในรัชสมยั ของ พระเจา้ วฏั ฏคามณีอภยั กษตั ริยแ์ ห่งลงั กา อยา่ งไรก็ตามการท่องจายงั คง
ถือปฏิบตั ิสืบต่อมาในบางประเทศ เช่น ไทยและพม่า

สาหรับพระไตรปิ ฎกฉบบั ภาษาไทยไดร้ ับการจดั พิมพค์ ร้ังแรกในรัชสมยั พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑

๑.๑ การศึกษาค้นคว้าพระไตรปิ ฎกและคมั ภีร์รองอน่ื ๆ

พระไตรปิ ฎกเป็ นขุมทรัพย์ทางปัญญาของพระพุทธศาสนา จึงเป็ นหน้าท่ีของ
พุทธศาสนิกชนที่จะตอ้ งศึกษาเรียนรู้และนาหลกั ธรรมในพระไตรปิ ฎกไปเป็นแนวทางในการดาเนิน
ชีวติ อนั จะช่วยอานวยประโยชน์สุขใหแ้ ก่ตนเองและประเทศชาติ

อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม ใ น ก า ร ศึ ก ษ า
หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา จาเป็นอยา่ งยงิ่
ที่จะตอ้ งมีการ อา้ งอิงหลกั ฐานประกอบการ
วินิจฉัย ซ่ึงควรพิจารณาถึงท่ีมาและหัวข้อ
ธรรม โดยยึดคมั ภีร์ทาง พระพุทธศาสนา ซ่ึง
เรียงลาดบั ตามความสาคญั ได้ ดงั น้ี

ลาดบั ความสาคญั ของคมั ภีร์ทางพระพุทธศาสนา

๑. พระไตรปิ ฎก จดั เป็นหลกั ฐานช้นั ท่ี ๑ เรียกวา่ พระบาลี
๒. คมั ภีร์อธิบายพระไตรปิ ฎก จดั เป็นหลกั ฐานช้นั ท่ี ๒ เรียกวา่ อรรถกถา หรือ วณั ณนา
๓. คมั ภีร์อธิบายอรรถกถาจดั เป็นหลกั ฐานช้นั ที่ ๓ เรียกวา่ ฎีกา
๔. คมั ภีร์อธิบายฎีกา จดั เป็นหลกั ฐานช้นั ท่ี ๔ เรียกวา่ อนฎุ ีกา

๑.๒ การสังคายนาและการเผยแพร่พระไตรปิ ฎก

จุดเร่ิมตน้ ของการสืบทอดหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา อยู่ที่การรวบรวมคาสอนของ
พระพุทธเจา้ โดยเริ่มจากการท่องจาสืบต่อกันมา จนในท่ีสุดได้บนั ทึกเป็ นลายลกั ษณ์อักษร การ
รวบรวมคาสอนใหเ้ ป็นหมวดหมู่ เรียกวา่ การสงั คายนา

๑) การสังคายนา พระพุทธวจนะที่พระพุทธเจา้ ไดต้ รัสสอนตลอดพระชนมช์ ีพน้นั สมยั
แรกจะสืบทอดดว้ ยการท่องจา โดยในช้นั ตน้ พระสาวกที่เป็นพระอรหนั ตย์ งั มีอยจู่ านวนมาก ความ
เขา้ ใจ คลาดเคลื่อนในพระธรรมวินยั ยอ่ มไม่เกิดข้ึน ต่อมาเมื่อพระอรหนั ตส์ าวกมีลดนอ้ ยลง ความ
สงสยั และความเขา้ ใจพระธรรมวนิ ยั ผดิ ไปจากเดิม จึงเกิดมีการสงั คายนาข้ึนในพระพทุ ธศาสนา

๒) การเผยแพร่พระไตรปิ ฎก การเผยแพร่พระไตรปิ ฎกเป็ นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
อยา่ งหน่ึง สามารถกระทาได้ ดงั น้ี

๒.๑) การศึกษา ไดแ้ ก่ การศึกษาภาษาบาลีเพื่อให้สามารถแปลและเขา้ ใจคาสอนใน
พระไตรปิ ฎกซ่ึงเป็นภาษาบาลีได้ และยงั หมายรวมถึงการเรียนการสอนพระปริยตั ิธรรมของ พระภิกษุ
สามเณร และประชาชนทว่ั ไป

๒.๒) การจารึกและจัดพิมพ์พระไตรปิ ฎก เม่ือศึกษาพระไตรปิ ฎกจนเกิดความเขา้ ใจท่ี
ถกู ตอ้ งแลว้ จึงไดม้ ีการคดั ลอกจารึกลงบนวสั ดุต่างๆ เช่น ใบลานหรือแผน่ ศิลาจนกลายเป็นอุดมคติวา่
การจาร (การคดั ลอก) พระไตรปิ ฎกไดบ้ ุญเท่ากบั การสร้างพระพุทธรูป ต่อมาเมื่อเวลาล่วงผ่านไป
พร้อมกบั ความทนั สมยั การจารึกไดเ้ ปลี่ยนเป็ นการจดั พิมพ์ ดว้ ยเทคโนโลยีการพิมพ์ น้ีเองท่ีทาให้
ความแพร่หลายของพระไตรปิ ฎกขยายวงออกไปจนไดม้ ีการจดั ส่งพระไตรปิ ฎกที่ จดั พิมพ์ไปยงั
ต่างประเทศ เพือ่ ใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนและชาวต่างชาติไดศ้ ึกษาคน้ ควา้

๒.๓) การปฏิบัติตามหลักคาสอนในพระไตรปิ ฎก พระพุทธศาสนามีหลกั การอย่าง
หน่ึงวา่ พระพุทธเจา้ เป็นเพียงผสู้ ั่งสอน ส่วนพุทธศาสนิกชนมีหนา้ ท่ีนาหลกั คาสอนไปปฏิบตั ิตาม ซ่ึง
การปฏิบตั ิตนตามหลกั คาสอนของพระพุทธเจา้ กค็ ือการปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมในพระไตรปิ ฎก ดงั น้นั
การปฏิบตั ิตนของพทุ ธศาสนิกชนจึงเป็นวธิ ีหน่ึงของ การเผยแพร่พระไตรปิ ฎก

๒.๔) การเทศนาส่ังสอนหรือ
ก า ร บ อ ก ธ ร ร ม เ ป็ น วิ ธี ก า ร เ ผ ย แ ผ่
พระพทุ ธศาสนาที่ปฏิบตั ิกนั มาต้งั แต่ก่อนที่จะมี
พระไตรปิ ฎก ในปัจจุบนั การบอกธรรมหรือ
การเทศนาสั่งสอนก็ยงั ปฏิบตั ิกนั ทวั่ ไปและเป็น
วิธี ก า ร เ ผ ย แ พ ร่ พ ร ะ ไ ตร ปิ ฎ ก ท่ี ป ร ะ ส บ
ความสาเร็จอย่างสูง เพราะตราบใด ที่ยงั มีการ
ส่ังสอนหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาก็ย่อม
แสดงวา่ ยงั มีการศึกษาพระไตรปิ ฎกอยนู่ นั่ เอง

๑.๓ คุณค่าและความสาคญั ของพระไตรปิ ฎก

คุณค่าและความสาคญั ของพระไตรปิ ฎกโดยสรุปแล้ว มดี งั นี้

๑) พระไตรปิ ฎก เป็ นท่ีรวบรวมพระพุทธวจนะ คือ คาสั่งสอนท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดง
ตลอดพระชนมช์ ีพและไดม้ ีการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบนั จึงกล่าวไดว้ า่ พุทธศาสนิกชนมีโอกาสรู้จกั
พระพทุ ธศาสนากเ็ พราะมีพระไตรปิ ฎก

๒) พระไตรปิ ฎกเป็ นทส่ี ถิตของพระศาสดาของพทุ ธศาสนิกชน เพราะเป็นท่ีเก็บ รวบรวม
พระธรรมวินยั อนั เป็ นหลกั คาสอนของพระพุทธเจา้ ซ่ึงพระองคต์ รัสไวก้ ่อนปรินิพพาน วา่ พระธรรม
วินัยจะเป็ นศาสดาแทนพระองค์ พุทธศาสนิกชนหากตอ้ งการเขา้ เฝ้ าหรือรู้จกั พระพุทธเจา้ จึงตอ้ ง
หมน่ั ศึกษาและปฏิบตั ิตามหลกั คาสอนในพระไตรปิ ฎก

๓) พระไตรปิ ฎกเป็ นแหล่งข้อมูลเดมิ ของหลกั คาสอนในพระพุทธศาสนา บรรดาคมั ภีร์ท่ี
นกั ปราชญท์ ้งั หลายอธิบาย หรือเรียบเรียงและจดั วา่ เป็นของพระพุทธศาสนา เป็นเพียงการขยายความ
และตอ้ งสอดคลอ้ งกบั คาสอนแม่บทในพระไตรปิ ฎก

๔) พระไตรปิ ฎกเป็ นหลักฐานอ้างอิงความถูกต้องทางพระพุทธศาสนา การอธิบายหรือ
กล่าวอา้ งถึงหลกั การทางพระพทุ ธศาสนาจะเป็นที่เช่ือถือและยอมรับไดด้ ว้ ยดี เม่ืออา้ งอิงพระไตรปิ ฎก
เน่ืองจากพระไตรปิ ฎกเป็ นหลักฐาน อ้างอิงข้ันสูงสุดในการยืนยนั หลกั การที่กล่าวว่าเป็ นของ
พระพทุ ธศาสนา

๕) พระไตรปิ ฎกเป็ นเกณฑ์มาตรฐานตรวจสอบคาสอนในพระพุทธศาสนา คาสอนหรือ
คากล่าวที่จะถือว่าเป็ นคาสอนในพระพุทธศาสนาไดจ้ ะ ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั พระธรรมวินัยท่ีมีมาใน
พระไตรปิ ฎก แมแ้ ต่ขอ้ ความที่มีในพระไตรปิ ฎกเอง หากส่วนใดถูกสงสัยว่าแปลกปลอมก็จะตรวจ
สอบดว้ ยคาสอนทว่ั ไปในพระไตรปิ ฎก

๖) พระไตรปิ ฎกเป็ นเกณฑ์มาตรฐานตรวจสอบความเชื่อและข้อปฏิบตั ใิ นพระพทุ ธศาสนา
ความเชื่อถือข้อปฏิบัติและพฤติกรรมใดๆ จะวินิจฉัยว่าถูกต้องหรื อผิดพลาดหรื อเป็ นของ
พระพุทธศาสนาหรือไม่ก็โดยอาศยั พระธรรมวินยั ที่มีมาในพระไตรปิ ฎกเป็ นเคร่ืองตดั สิน นอกจาก
พระไตรปิ ฎกจะมีความสาคญั โดยตรง ในฐานะท่ีเป็นหลกั ฐานสาคญั เพ่ือยนื ยนั หลกั คาสอนและหลกั
ปฏิบตั ิของพระพทุ ธศาสนาแลว้ ยงั มีคุณค่าสาคญั ดา้ นอ่ืนๆ อีกหลายประการกล่าวโดยสรุปไดด้ งั น้ี

๑) พระไตรปิ ฎกเป็ นบนั ทกึ หลกั ฐานทาง ประวตั ิศาสตร์

เกี่ยวกบั ลทั ธิความเชื่อ เรื่องราว เหตุการณ์ ท้งั ในดา้ นภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง การ
ปกครอง การศึกษา ศาสนา ศิลปวฒั นธรรมและ ขนบธรรมเนียมประเพณีในอดีต

๒) พระไตรปิ ฎกเป็ นแหล่งความรู้
เพ่ือการสืบคน้ ขอ้ มูลหรือแนวความคิดท่ีสัมพนั ธ์กบั วิชาการต่างๆ เน่ืองจากคาสอนใน

พระพุทธศาสนามีเน้ือหาสาระเกี่ยวโยงหรือครอบคลุมวิทยาการหลายสาขา เช่น เศรษฐกิจ การ
ปกครอง กฎหมาย จิตวทิ ยา เป็นตน้

๓) พระไตรปิ ฎกเป็ นแหล่งข้อมูลเดมิ ของคาศัพท์บาลที นี่ ามาใช้ในภาษาไทย
เนื่องจากภาษาบาลี เป็ นรากฐานสาคัญส่วนหน่ึงของภาษาไทย การศึกษาค้นคว้า

พระไตรปิ ฎกจึงมีความสาคญั ต่อการศึกษาภาษาไทย

๔) พระไตรปิ ฎกเป็ นคมั ภีร์ชีวติ
เพราะเป็นท่ีรวบรวมของคาสอนว่าดว้ ยหลกั ปฏิบตั ิหรือหลกั ศีลธรรมเพื่อความสงบสุข

ในการดารงชีวิต หากปฏิบตั ิตามที่พระพุทธเจา้ ทรงสอนไวใ้ นพระไตรปิ ฎกกจ็ ะประสบความสาเร็จ
ในการดาเนินชีวติ

การศึกษาคน้ ควา้ พระไตรปิ ฎกมีคุณค่าสาคญั ไมเฉพาะแต่ในการศึกษาพระพุทธศาสนา
แต่ยงั อานวยประโยชน์ทางวิชาการในดา้ นต่างๆ ดงั น้นั การคุม้ ครองและสืบต่ออายพุ ระพทุ ธศาสนา
ที่ดีที่สุดกค็ ือการศึกษาหลกั ธรรมในพระไตรปิ ฎกใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ และนาไปปฏิบตั ิในชีวิต
ของตนเอง ซ่ึงเป็นการเขา้ ถึงพระพทุ ธศาสนาไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง

๒. พทุ ธศาสนสุภาษติ

พุทธศาสนสุภาษิต คือ คาสอนของพระพุทธเจา้ ท่ีมีลกั ษณะเป็ นคาพูดส้ันๆ อนั เป็ นการ
สรุปคาสอนในเร่ืองใดเรื่องหน่ึง ซ่ึงแฝงด้วยคติธรรมท่ีลึกซ้ึงและเป็ นข้อคิดสอนใจอันจะเป็ น
ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาและนาไปเป็ นแนวทางปฏิบตั ิในการดาเนินชีวิตตวั อย่างของพุทธ-
ศาสนสุภาษิตที่น่าสนใจ มีดงั น้ี

๒.๑ จิตฺต ทนฺต สุขาวห : จิตทฝี่ ึ กดแี ล้วนาสุขมาให้

พระพุทธศาสนาเชื่อว่าความสุขที่แทจ้ ริง อยทู่ ่ีการมีจิตใจดี จึงมีคาสอนเพ่ือการควบคุม
และฝึกหดั จิตใจ เพราะเชื่อมนั่ วา่ จิตสามารถฝึกไดแ้ ละจิตท่ีฝึ กดีแลว้ จะก่อใหเ้ กิดประโยชน์อยา่ งยง่ิ แก่
ชีวิต ความสุขท่ีแทจ้ ริงตามทศั นะของพระพุทธศาสนา คือ ความสุขที่เกิดจากความสงบและ ความ
สงบจะเกิดไดด้ ว้ ยการฝึกจิต ซ่ึงเป็นการฝึกเพื่อเอาชนะความอยากของตนเอง ดงั น้นั การฝึกจิตกค็ ือการ
ฝึกควบคุมพฤติกรรมของตนเอง จิตที่ฝึกดีแลว้ จึงเป็นจิตที่สงบ ไม่วนุ่ วายไม่เดือดร้อนไปตามกระแส
โลก

๒.๒ น อจุ ฺจาวจ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ : บณั ฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึน้ ๆ ลงๆ

บณั ฑิต หมายถึง ผูร้ ู้ ผูม้ ีปัญญา และดาเนินชีวิต
บนพ้ืนฐานของหลกั ศีลธรรม คือ ความเป็ นผสู้ งบกาย วาจา
และใจ เป็นความสงบจากกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความ
หลง และเป็นผสู้ งบเพราะไดพ้ ฒั นาปัญญาอยา่ งถกู ตอ้ ง เป็นผู้
ฝึกตนใหม้ ีความหนกั แน่นมนั่ คงในคุณธรรม ความดี มีความ
เช่ือมน่ั ในตนเอง และมีความคิดเห็นเป็ นอิสระบนพ้ืนฐาน
ของคุณธรรม ใช้หลกั ธรรมนาปัญญาในการพิจารณาและ
วินิจฉัยเร่ืองต่างๆ ไม่มีความหวนั่ ไหวและเอนเอียงไปตาม
กระแส ไม่เปลี่ยนจุดยนื ของตนเองหากเห็นวา่ ส่ิงท่ีทาและพดู
เป็นสิ่งท่ีถูกตอ้ งดีงาม การที่บณั ฑิตเป็นคนมีความหนกั แน่น
มนั่ คง ยนื อยบู่ นความถกู ตอ้ งดีงาม ไม่เอนเอียงไปตามอานาจ
ของกิเลสเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ ก็เพราะบัณฑิตได้
ฝึกฝน พฒั นาตนและจิตดีแลว้ จึงไม่หวน่ั ไหวต่อโลกธรรมท่ี
เกิดข้ึน


Click to View FlipBook Version