๒) การจัดสถานที่ มีการเตรียมสถานท่ีเพ่ือประกอบพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยจดั
ในอุโบสถ วหิ าร ศาลาการเปรียญ หรือหอประชุมที่มีโตะ๊ หม่บู ชู า มีพระพุทธรูปเป็นประธาน และจดั
อาสนสงฆใ์ หเ้ หมาะสม
๓) ข้ันตอนพิธีการ ผูแ้ สดงตนเป็ นพุทธมามกะจุดธูปเทียน เปล่งวาจาบูชาพระรัตนตรัย
ตามลาดบั ดงั น้ี
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพทุ ฺธสฺส (๓ คร้ัง)
อมิ นิ า สกฺกาเรน พทุ ฺธ ปูเชมิ
อมิ นิ า สกฺกาเรน ธมมฺ ปูเชมิ
อมิ นิ า สกฺกาเรน สงฺฆ ปูเชมิ
จากน้ันผูแ้ สดงตนเป็ นพุทธมามกะถวายพานเคร่ืองสักการะแด่พระสงฆ์แล้วกราบ
เบญจางคประดิษฐ์ ๓ คร้ัง (ถ้าเป็ นหมู่คณะ ให้หัวหน้าเป็ นผูถ้ วายเคร่ืองสักการะ) แล้วกล่าว
คาปฏิญาณตนต่อพระสงฆ์ ดงั น้ี
นโม ตสฺส..... (๓ คร้ัง)
เอสาห ภนฺเต สุจริ ปรินิพพฺ ุตมฺปิ ต ภควนฺต สรณ คจฺฉามิ
ธมฺมญจฺ สงฺฆญจฺ พุทฺธมามโกติ ม สงฺโฆ ธาเรตุ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถงึ พระผู้มพี ระภาคเจ้าพระองค์น้ัน
แม้ปรินิพพานไปนานแล้ว ท้งั พระธรรม และพระสงฆ์เป็ นสรณะทพ่ี ง่ึ ทรี่ ะลกึ
ขอพระสงฆ์จงจาข้าพเจ้าว่าเป็ นพทุ ธมามกะ
อน่ึงถา้ ปฏิญาณพร้อมกนั หลายคนใหป้ ฏิบตั ิดงั น้ี
ผู้ชาย
เอสาห เอเต มย
ผู้หญงิ
เอสาห เอตา มย
คจฺฉามิ คจฺฉาม
พทุ ฺธมามโกติ พทุ ฺธมามกาติ
จากน้นั ฟังพระสงฆใ์ ห้โอวาทจบแลว้ รับคาว่า สาธุ แลว้ กล่าวคาอาราธนาเบญจศีลและ
สมาทานศีลแลว้ กราบ ๓ คร้ัง ถวายไทยธรรม (ถา้ มี) กรวดน้าเมื่อพระสงฆ์อนุโมทนา รับพรเสร็จ
แลว้ กราบพระสงฆ์ ๓ คร้ัง เป็นอนั เสร็จพธิ ี
๑.๔ การเข้าร่วมกจิ กรรมและเป็ นสมาชิกองค์กรชาวพทุ ธ
องคก์ รชาวพทุ ธเป็นสถาบนั ที่จดั ข้ึนอยา่ งถูกตอ้ งตามกฎหมายและมีวตั ถุประสงคท์ ่ีชดั เจน
เช่น ยวุ พทุ ธิกสมาคมแห่งประเทศไทย สมาคมชาวพทุ ธ เป็นตน้
ดั ง น้ ั น ช า ว พุ ท ธ จึ ง ค ว ร ห า
โ อ ก า ส เ ข้ า ร่ ว ม กิ จ ก ร ร ม ท า ง
พระพทุ ธศาสนา เช่น เขา้ ร่วมพิธีกรรมใน
วนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็น
การแสดงออกถึงความศรัทธาและการ
เข้าถึงพระรัตนตรัย ซ่ึงจะทาให้ดาเนิน
ชีวติ ไปตามหลกั ศีลธรรมอนั ส่งผลให้เกิด
ความเจริญรุ่งเรืองในชีวติ
๑.๕ การปลูกจิตสานึกและการมสี ่วนร่วมในสังคมพุทธ
ชาวพุทธท่ีดีจะตอ้ งมีจิตสานึกของการเป็นชาวพทุ ธ โดยรู้วา่ การมีพระรัตนตรัยเป็นเคร่ืองยดึ
เหนี่ยวจิตใจจะทาใหป้ ระพฤติตนในส่ิงท่ีถูกตอ้ งและดีงาม โดยเฉพาะสงั คมไทยเป็นสังคมของชาวพทุ ธ
และมีพระมหากษตั ริยท์ ี่ทรงเป็นพุทธมามกะที่ดี ดงั น้นั ชาวพทุ ธจึงควรมีส่วนร่วมและปลูกจิตสานึกท่ีดี
งามตามคาสอนของพระพทุ ธเจา้ เช่น การมีความเมตตา ความสามคั คี ความอดทน การใหอ้ ภยั เป็นตน้
๑.๖ การเข้าร่วมพธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา
พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็ นแบบแผนที่ถือปฏิบตั ิกนั ในหมู่พุทธศาสนิกชน พิธีกรรม
ต่างๆ ท่ีจดั ข้ึนนอกจากท่ีจะตอ้ งถือปฏิบตั ิตามข้นั ตอนต่างๆ แลว้ ยงั มีปรัชญาแฝงเอาไวด้ ว้ ย ดงั น้นั ชาว
พทุ ธทุกคนจึงควรหาโอกาสเขา้ ร่วมพธิ ีกรรมทางพระพทุ ธ ศาสนาอยา่ งสม่าเสมอ
พธิ ีเวยี นเทียน พธิ ีทอดกฐิน พธิ ีเข้าพรรษา
๑.๗ การเข้าใจในกจิ ของพระภิกษุ
ชาวพทุ ธทุกคนควรเขา้ ใจในกิจของพระภิกษุ ดงั น้ี
๑) การศึกษาอบรม เมื่อพระสงฆบ์ วชแลว้ จะตอ้ งไดร้ ับการศึกษาอบรมทุกดา้ นครบ ๓
ดา้ น ดงั น้ี
ศีล สมาธิ ปัญญา
ควบคุมกายวาจาให้เรียบร้อย ต้องฝึ กฝนจิตใจด้วยการฝึ ก พระสงฆ์จะต้องทาตนให้เป็ น
โดยถือศีลทส่ี าคญั ๒๒๗ ข้อ สมาธิวปิ ัสสนา ผู้มปี ัญญา สมกบั เป็ นผู้นา
สาหรับภิกษุสงฆ์ ของพทุ ธศาสนิกชน
๒) การศึกษาพระปริยัติธรรม พระสงฆท์ ี่บวชแลว้ จะสามารถศึกษาพระปริยตั ิตามหลกั สูตร
การเรียน ซ่ึงแบ่งออกเป็น ๒ แผนก ดงั น้ี
แผนกธรรม เรียนวนิ ัยสงฆ์ พุทธประวัติ การเรียงความธรรมะ ศาสน
พิธีและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มี ๓ ระดับช้ัน คือ
นักธรรมช้ันตรี นักธรรมช้ันโท และนักธรรมช้ันเอก
แผนกบาลี เป็ นการเรียนเพื่อให้รู้ไวยากรณ์บาลี แปลภาษา และแต่ง
ภาษาบาลี ซ่ึงมีหลักสูตรต้ังแต่ประโยค ๑ - ๒ จนถึง
เปรียญธรรม ๓ - ๙ ประโยค
๓) การเป็ นนักบวชท่ีดี นอกจาก
พระภิกษุสงฆ์จะฝึ กอบรมตนท้ังด้านศีล
สมาธิปัญญาแล้ว พระสงฆ์ยังทาหน้าที่
สาคญั คือ การเผยแผ่พระธรรมคาสอนของ
พระพุทธเจ้า โดยจะต้องประพฤติตนเป็ น
แบบอยา่ งท่ีดี สร้างความรู้ ความเขา้ ใจ และ
สร้ างบุคลากรที่ มี คุ ณภาพไว้สื บทอด
พระพทุ ธศาสนา
นอกจากน้นั พระสงฆย์ งั มีหน้าท่ี
ท่ีควรปฏิบตั ิอนั เก่ียวเน่ืองด้วยพุทธบญั ญตั ิ
และประเพณีในพระพุทธศาสนา เช่น การ
รับบิณฑบาต การลงอุโบสถกรรม การเจริญ
พระพทุ ธมนต์ เป็นตน้
๑.๘ การศึกษาเรื่องคุณสมบัตขิ องทายกและปฏคิ าหก
การบริจาคโลหิตถือเป็นการใหท้ านอยา่ งหน่ึง ทายก หมายถึง “ผู้ให้ทาน” ส่วน
ปฏิคาหก หมายถึง “ผู้รับทาน” การให้เป็ น
วิธีทาบุญ อย่างหน่ึง ซ่ึงแบ่งออกเป็ น ๓
ประเภท คือ ให้วตั ถุส่ิงของ ให้ความรู้ และ
ให้อภยั โดยผูใ้ ห้ทานจะไดร้ ับผลบุญต้งั แต่
ก่อนให้ทาน ขณะให้ทาน และภายหลงั การ
ให้ทาน ท้งั น้ีข้ึนอยู่กบั ความต้งั ใจดีก่อนให้
การมีจิตใจท่ีผ่องใส ในขณะให้ และมีความ
เบิกบานใจภายหลงั การใหท้ านแลว้
อยา่ งไรกต็ ามการใหท้ ่ีดีตอ้ งคานึงถึงคุณ สมบตั ิของผใู้ หแ้ ละผรู้ ับ ดงั น้ี
การให้ทด่ี ี
๑. การให้ทานแก่บุคคลทค่ี วรให้ การที่เราจะให้ทานเพ่ือเป็ นการสงเคราะห์บุคคล
น้นั ตอ้ งรู้จกั วเิ คราะห์บุคคลท่ีควรใหอ้ ยา่ งมีเหตุผล
พิจารณาเป็นรายๆ ไป
๒. การให้ในสิ่งทค่ี วรให้ ของสิ่งน้นั จะตอ้ งไดม้ าโดยชอบ มิใช่ใหใ้ นส่ิงของ
ท่ีไปลกั ขโมยผอู้ ื่นมา เพราะจะเป็นผลเสียต่อผรู้ ับ
๓. การให้ด้วยเจตนาบริสุทธ์ิ กล่าวคือ ก่อนให้มีความเต็มใจ ขณะท่ีให้ก็มีจิต
ผ่องใส และหลงั การให้ก็ รู้สึกเบิกบานใจท่ีไดท้ า
ประโยชน์ต่อผอู้ ่ืน
๑.๙ วเิ คราะห์หน้าทแ่ี ละบทบาทของพระภิกษุในฐานะพระนักเทศน์ พระธรรมทูต
พระธรรมจาริก พระวทิ ยากร พระวปิ ัสสนาจารย์ และพระนักพฒั นา
๑) บทบาทของพระภิกษุในฐานะพระ
นักเทศน์ พระสงฆม์ ีบทบาทในการเผยแผ่พระพทุธ-
ศาสนา ซ่ึงมีวธิ ีการท่ีสาคญั คือ การเทศนาสงั่ สอน เป็น
การใหบ้ นหลกั ความจริงท่ีก่อใหเ้ กิดปัญญา ประชาชน
ชาวไทยท่ีเป็นชาวพุทธไดย้ กระดบั จิตใจให้สูงข้ึนดว้ ย
มีโอกาสทาความเข้าใจ ในเน้ือหาของหลักธรรม
สามารถนาไปปฏิบตั ิในชีวิตประจาวนั เพื่อความสงบ
สุขแห่งจิตใจและความกา้ วหนา้ ในชีวติ
คุณสมบตั ขิ องพระนักเทศน์ทด่ี ี
๑. แสดงธรรมเป็ นไปตามลาดบั ข้นั ตอน ไม่ตดั ให้ลดั ความ
๒. อ้างเร่ืองต่างๆ ให้ผู้ฟังเช่ือ ด้วยเหตุผลทเ่ี ป็ นไปตามหลกั การทางพระพุทธศาสนา
๓. มคี วามต้งั ใจทจี่ ะให้ผู้ฟังได้รู้ได้เห็นในส่ิงทคี่ วรรู้ควรเห็น
๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภสักการะ
๕. ไม่แสดงธรรมทมี่ เี นือ้ ความเป็ นการเปรียบเทยี บเสียดสีตนเองและผู้อน่ื
๒) บทบาทของพระภิกษุใน
ฐานะพระธรรมทูต พระสงฆ์ท่ีได้รับ
มอบหมายจะจาริกออกไปปฏิบตั ิงานใน
ท้อ ง ถ่ิ น ต่ า ง ๆ เ พื่ อ แ ส ด ง ธ ร ร ม แ ก่
ประชาชน ดงั น้นั งานของพระธรรมทูตจึง
มี ส่ ว น ส า คั ญ ต่ อ ก า ร เ ผ ย แ ผ่
พระพทุ ธศาสนา กล่าวคือ พระภิกษสุ งฆท์ ี่
มีความสามารถในการแสดงธรรม ย่อม
สร้างศรัทธาทาใหป้ ระชาชนมีความเขา้ ใจ
และสามารถนาไปปฏิบตั ิไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
เหมาะสม
๓) บทบาทของพระภิกษุในฐานะพระธรรมจาริก งานของพระธรรมจาริกเป็นงานท่ีกรม
ประชาสงเคราะห์เป็นผอู้ ุปถมั ภ์ เร่ิมต้งั แต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นตน้ มา พระธรรมจาริกจดั เป็นพระภิกษุท่ีมี
ส่วนสาคญั ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาคลา้ ยกบั พระธรรมทูต เพียงแต่เป็ นการไปแสดงธรรมแก่
ประชาชนท่ีอยหู่ ่างไกลความเจริญ เช่น ประชาชนในภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
๔) บทบาทของพระภิกษุในฐานะ
พระวิทยากร กรมการศาสนาจะเป็ นศูนย์
ประสาน งานกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ พุทธ
สมาคม และโรงเรียนต่างๆ โดยจดั พระธรรม
วิทยากรไปอบรมและ สอนศีลธรรมแก่
นักเรี ยนในโรงเรี ยนและสถาบันการศึกษา
ต่างๆ เพื่อใหพ้ ระสงฆม์ ีบทบาทในการ เผยแผ่
พระพุทธศาสนาใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพสังคม
ปัจจุบนั ที่เปล่ียนแปลงไป
5) บทบาทของพระภิกษุในฐานะพระวิปัสสนาจารย์ พระสงฆท์ ่ีทาหนา้ ท่ีเป็นพระวิปัสสนา
จารยจ์ ะมีปฏิบตั ิอนั เคร่งครัดเขม้ งวดซ่ึงเป็นไปเพ่ือกาจดั กิเลส อบรมจิตใจใหเ้ ขา้ ถึงความสงบ และเกิด
ปัญญาด้วยการบาเพ็ญวตั รภาวนา สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน จนมีความเห็นแจง้ จนสามารถฝึ ก
บุคคลอื่นใหป้ ฏิบตั ิตามไดไ้ ม่ยาก ดว้ ยการถ่ายทอดวิธีและข้นั ตอนของการฝึกวิปัสสนาใหแ้ ก่ประชาชน
ทวั่ ไปใหเ้ ขา้ ใจตามความเป็นจริง
๖) บทบาทของพระภิกษุในฐานะพระนักพฒั นา
บทบาทของพระนักพฒั นา
๑. การพฒั นาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ มีส่ วนในการชักชวนและปลูกจิตสานึกให้แก่
ชาวบา้ นใหช้ ่วยกนั อนุรักษป์ ่ าไมด้ ว้ ยวธิ ีการต่างๆ
๒. การพฒั นาสภาพแวดล้อมทวั่ ไปทางวตั ถุ มีส่วนเป็ นศูนย์กลางอานวยความ สะดวกในการ
พฒั นาหมู่บา้ นและชุมชน เช่น การสร้างบ่อน้า
๓. ด้านการศึกษา มีส่วนช่วยในการสอนนกั เรียนในวชิ าความรู้ สามญั
และวชิ าพระพทุ ธศาสนาแก่โรงเรียนที่ขาดแคลนครู
๔. ด้านสาธารณสุข ปัจจุบนั น้ีมีพระหลายรูปที่มีส่วนในการช่วยรักษา
โรค ช่วยบรรเทา หรือเป็นที่พ่ึงทางจิตใจของผปู้ ่ วย
๕. ด้านสังคมสงเคราะห์ ไดแ้ ก่ การสงเคราะห์เดก็ กาพร้า เด็กยากจน จดั วดั ให้
เป็ นสถานท่ีเล้ ียงเดก็
๖. ด้านเศรษฐกจิ ส่งเสริมให้ราษฎรฝึ กหดั อาชีพต่างๆ โดยมีคาช้ีแนะ
ของผเู้ ช่ียวชาญและพระนกั พฒั นา
๑.๑๐ วเิ คราะห์หน้าทแี่ ละบทบาทของอบุ าสกอุบาสิกาทมี่ ตี ่อสังคมไทยในปัจจุบนั
อุบาสกอุบาสิกาซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของพทุ ธบริษทั มีบทบาทหนา้ ท่ี ดงั น้ี
ศึกษาหาความรู้
ท้งั ทางโลกและทางธรรม เพอ่ื นาไปปฏิบตั ิตนเป็นสมาชิกท่ีดีของสงั คมและสามารถแนะนาผอู้ ่ืนได้
ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมของ
พระพุทธศาสนา
โดยนาหลักธรรมไปปฏิบัติจริ ง ซ่ึงจะ
ส่งผลใหเ้ ป็นผปู้ ระพฤติตนเป็นคนดีท้งั กาย
วาจา และใจ ซ่ึงถ้าปฏิบัติได้ก็ ย่อมเป็ น
สมาชิกท่ีดีของสังคม ส่งผลให้อยู่ร่วมกนั
ไดอ้ ย่างสันติสุข ซ่ึงมีผลต่อการพฒั นาให้
สงั คมมีความเจริญ กา้ วหนา้
เข้าร่วมพธิ ีกรรมทางศาสนา
นอกจากจะเป็ นการแสดง
ความศรัทธาต่อพระรัตนตรัยแลว้ ยงั เป็ น
การสร้างความสามคั คีเอ้ือเฟ้ื อเผ่ือแผ่และ
ความมีน้าใจต่อกนั ในสงั คม
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ปัจจุบนั น้ีมีอุบาสกอุบาสิกาที่ศึกษา
หาความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจนเข้าใจ
อย่างถ่องแทแ้ ละปฏิบตั ิตนเป็ นแบบอย่างที่ดี
ในด้านต่างๆ อาทิ การมีน้าใจ ความมธั ยสั ถ์
การรู้จักแก้ปัญหาด้วยหลักธรรม รวมท้ังยงั
สามารถแนะนาหรือสอนผูอ้ ื่นให้รู้ตามและ
นาไปปฏิบตั ิตนเป็นคนดีในสงั คมต่อไป
๑.๑๑ วเิ คราะห์เกย่ี วกบั การปกป้ องคุ้มครองพระพุทธศาสนาของพทุ ธบริษัทใน
สังคมไทย
พุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ต่างก็มีหน้าที่ของตนในแต่ละ
สถานภาพซ่ึงจะมีความแตกต่างกนั ออกไป แต่ก็มีลกั ษณะสาคญั ท่ีคลา้ ยคลึงกนั คือ ศึกษาหาความรู้
ปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมและพธิ ีกรรมทางศาสนา เผยแผแ่ ละปกป้ องคุม้ ครองพระพทุ ธศาสนา
ปฏิบตั ติ นตามหลกั ของ การถ่ายทอดความรู้ทางพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาให้ถูกต้อง แก่พุทธศาสนิกชนทุกเพศทุกวยั
การท่ีพุทธบริษทั สามารถปฏิบตั ิ การให้ความรู้ท่ีถูกตอ้ งย่อมทาให้
ตนได้อย่างถูกต้อง ก็จะไม่เป็ น ผูท้ ่ีได้รับสามารถนาไปฏิบัติได้
ก า ร บิ ด เ บื อ น ค า ส อ น ข อ ง พ ร ะ อยา่ งเหมาะสม และไม่กระทาการ
สมั มาสมั พทุ ธเจา้ อันเป็ นการบิดเบือนคาส่ังสอน
ของพระพทุ ธองค์
การปกป้ องไม่ให้ผู้ใดมาทาลายพระพุทธศาสนา
ท้งั ศาสนสถาน ศาสนวตั ถุ และการทาลายภาพลกั ษณ์ของพระภิกษุสงฆ์ในทางเส่ือมเสีย
การร่วมมือกนั ปกป้ องอาจจะทาไดห้ ลายลกั ษณะ เช่น การแจง้ ต่อเจา้ หนา้ ท่ีบา้ นเมือง การช่วย
ช้ีแจงแนะนา ดว้ ยตนเอง หรือการช้ีแจงผา่ นส่ือมวลชน ซ่ึงการท่ีพทุ ธบริษทั ร่วมมือกนั ก็จะทา
ใหพ้ ระพทุ ธศาสนาไดร้ ับการ ศรัทธาและเช่ือถือจากบุคคลทวั่ ไป
๒. มารยาทชาวพทุ ธ
๒.๑ การปฏบิ ตั ติ นต่อพระภิกษุทางกาย วาจา และใจทปี่ ระกอบด้วยเมตตา
ชาวพทุ ธทุกคนควรปฏิบตั ิตนต่อพระภิกษุใหเ้ หมาะสมท้งั ทาง กาย วาจา และใจ ดงั น้ี
๑) ทางกาย ๒) ทางวาจา
รู้จกั แสดงความเคารพที่เหมาะสมแก่โอกาส ควรประนมมือพูดจากับพระ- สงฆ์ด้วย
เช่น ลุกข้ึนตอ้ นรับ ฟังธรรมดว้ ยอาการสงบ คาพูดที่ ไพเราะ ถูกต้องเหมาะสม และ
เป็ นตน้ ปรารถนาดีท้งั ต่อหนา้ และลบั หลงั
๓) ทางใจ
มีความปรารถนาดีต่อท่าน คิด หาโอกาสท่ี
จะสนับสนุ นบารุ ง ท่ านพร้ อมท่ี จะอานวย
ความสะดวกหรือช่วยเหลือท่าน
๒.๒ การปฏสิ ันถารทเ่ี หมาะสมต่อพระภิกษุในโอกาสต่างๆ
ปฏิสนั ถาร หมายถึง การตอ้ นรับในโอกาสต่างๆ พทุ ธศาสนิกชนควรปฏิสนั ถารต่อ พระภิกษุ
๒ ดงั น้ี
๑) การลุกขึน้ ต้อนรับ ถา้ นงั่ เกา้ อ้ีควรยืนข้ึนตอ้ นรับ เมื่อท่านเดินมาใหไ้ หว้ เม่ือท่าน นง่ั
เรียบร้อยแลว้ จึงนงั่ ลงตามปกติ แต่ถา้ นง่ั กบั พ้ืนไม่ตอ้ งยนื รับ
๒) การให้ที่น่ังพระภิกษุ การให้ที่
นงั่ แก่พระภิกษุ เมื่อท่านมาในงานพิธีต่างๆ ชาย
หญิงควรลุกให้พระภิกษุนั่งแถวหน้า ถ้า
จาเป็ นต้องนั่งแถวเดียวกับท่านให้น่ังด้าน
ซ้ายมือของท่าน ถา้ เป็ นหญิงที่จะตอ้ งนงั่ เกา้ อ้ี
ยาวแถวเดียวกับท่านควรให้ชายน่ังคั่น ถ้า
สถานที่น้ันทุกคนต้องน่ังกับพ้ืนให้จัดอาสน
สงฆเ์ ป็นส่วนหน่ึงแยกต่างหากจากฆราวาส
๓) การรับรองพระภิกษุ เม่ือท่าน ๔) การตามส่ งพระภิกษุ เจ้าภาพ
มาถึงบ้านหรื อสถานท่ี ควรต้อนรับท่านด้วย หรือผทู้ ่ีอยใู่ นงานควรเดินตามไปส่งท่านจนกว่า
จะข้ึนรถแลว้ แสดงความเคารพเป็ นการส่งท่าน
อธั ยาศยั ไมตรี มีใบหนา้ ยมิ้ แยม้ ถวายของรับรอง สาหรับผทู้ ่ีอยใู่ นงานน้นั ถา้ นงั่ เกา้ อ้ีควรลุกข้ึนยนื
เช่น น้าดื่ม นงั่ สนทนากบั ท่านดว้ ยกิริยาสารวม เม่ือท่านเดินผ่านเฉพาะหน้าให้ยกมือไหว้ ถา้ นง่ั
กบั พ้ืนไม่ตอ้ งยนื แต่ถา้ เดินผา่ นมาเฉพาะหนา้ ให้
ไหวห้ รือกราบตามความเหมาะสม
๒.๓ การปฏสิ ันถารตามหลกั ปฏิสันถาวร ๒
การปฏิสันถาร หรือการตอ้ นรับแขกสามารถทาไดห้ ลายวิธี เช่น การปฏิสันถารดว้ ยวาจา
น้าใจ และรอยยมิ้ เพ่ือแสดงถึงความเตม็ ใจในการตอ้ นรับ และควรรู้จกั พดู โดยตอ้ งคานึงถึงวยั และฐานะ
ของผมู้ าเยอื น ท้งั น้ีผมู้ าเยอื นมีความอาวโุ สกวา่ ผตู้ อ้ นรับควรแสดงความเคารพดว้ ยการไหว้ สาหรับใน
งานเล้ียงหรืองานรับรอง ผเู้ ป็นเจา้ ของงานหรือตวั แทนจะตอ้ งตอ้ นรับแขกใหท้ ว่ั ถึง
หลกั การปฏิสันถาร
๑. อามสิ ปฏิสันถาร ๒. ธรรมปฏสิ ันถาร
การปฏิสันถารด้วยสิ่ งของต่างๆ ได้แก่ ก า ร ป ฏิ สั น ถ า ร ด้ว ย ก า ร ก ล่ า ว ธ ร ร ม ใ ห้ฟั ง
อาหาร เครื่ องดื่ม ดอกไม้ ที่พัก เส้ือผ้า หรือการแนะนาในทางธรรม ดว้ ยคาพดู ที่น่า
เคร่ืองนุ่งห่ม เป็นตน้ ฟัง ฟังแลว้ เกิดความสบายใจคลายทุกข์
๒.๔ การบาเพญ็ ตนให้เป็ นประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน ประเทศชาตแิ ละโลก
๑) การบาเพญ็ ตนให้เป็ นประโยชน์ต่อ
ครอบครัว สมาชิกทุกคนในครอบครัวย่อมมี
หนา้ ที่ที่จะตอ้ งปฏิบตั ิ เช่น ช่วยกนั ทากิจการงาน
ภายในบ้านตามปกติ มีการแบ่งหน้าท่ีและ
รับผิดชอบต่อ หน้าที่ของตน ส่ิงใดที่จะเป็ น
ประโยชน์ต่อครอบครัว หรือสมาชิกในครอบครัว
ก็ตอ้ งช่วยเหลือกนั ดงั น้นั สมาชิกทุกคนจึงตอ้ ง
รู้จกั ปฏิบตั ิต่อกนั ดว้ ยความรักความเมตตา ความ
ปรารถนาดีต่อกนั มีอธั ยาศยั ไมตรีท่ีดีต่อกนั
๒) การบาเพญ็ ตนให้เป็ นประโยชน์ต่อชุมชน ประเทศชาติ และโลก การท่ีสมาชิกทุกคนจะ
อยรู่ ่วมกนั ในสังคมท้งั ในระดบั ชุมชน ระดบั ประเทศหรือระดบั โลกไดอ้ ยา่ งสันติสุขน้นั มีแนวปฏิบตั ิ
หลายประการ ดงั น้ี
๒.๑) เสียสละ การเสียสละน้ันอาจจะ
แบ่งเป็ นการเสียสละกาลงั กายและเสียสละทรัพย์
หรือเสียสละทางสติปัญญา เพ่ือให้เกิดผลต่อการ
พฒั นาส่วนรวม
๒.๒) การร่วมมือกันอนุรักษ์และพัฒนา
สาธารณสมบตั ิซ้ึงเป็ นสิ่งที่ทาให้เกิดประโยชน์ต่อ
ส่ ว น ร ว ม เ ช่ น สิ่ ง แ ว ด ล้อ ม โ บ ร า ณ ส ถ า น
ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นตน้
๒.๓) การเผยแพร่ความรู้ด้านต่างๆ อนั
เป็ นประโยชน์ต่อผอู้ ่ืนและส่วนรวม ซ่ึงมีผลต่อการ
ดาเนินชีวติ ของประชาชนท่ีดีข้ึน
กล่าวโดยสรุปการศึกษาหน้าที่ของชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธย่อมทาให้
เขา้ ใจ บทบาทของตนเองในฐานะที่เป็นชาวพทุ ธ นอกจากน้ียงั ควรวเิ คราะห์บทบาทหนา้ ท่ี
ของพระภิกษุสงฆ์ บทบาทหน้าท่ีของอุบาสกอุบาสิกาที่มีต่อสังคมไทยในปัจจุบนั การ
ปกป้ อง คุม้ ครองพระพทุ ธศาสนาของพทุ ธบริษทั ในสงั คมไทยตลอดจนปฏิบตั ิตามมารยาท
ชาวพทุ ธที่มีต่อพระรัตนตรัยไดถ้ กู ตอ้ ง
ตอนท่ี ๔
ศาสนากบั สังคมไทย
สาหรับสงั คมไทย คนไทยมีเสรีภาพในการนบั ถือศาสนา ทาให้มีการนับถือศาสนาที่
แตกต่างกัน โดยคนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา รองลงมา ได้แก่ ศาสนาอิสลาม
ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาสิข แต่ถึงแมว้ า่ คนไทยจะนบั ถือศาสนาที่แตกต่าง
กนั แต่ก็สามารถอยรู่ ่วมกนั ในสังคมไดอ้ ยา่ งสนั ติสุข เพราะต่างก็ปฏิบตั ิตนเป็นศาสนิกชนท่ีดีและ
ยดึ มนั่ ในหลกั ธรรมคาสอนของศาสนาท่ีตนนบั ถือ
๙หน่วยการเรียนรู้ท่ี หน้าทแ่ี ละมารยาทชาวพุทธ
ศาสนาเป็ นสิ่งยึดเหน่ียวจิตใจ
และเป็ นแนวทางเพ่ือให้มนุษย์สามารถ
ปฏิ บัติ ต นไ ด้อ ย่าง ถูก ต้อ ง เ ห มาะ ส ม
แมแ้ ต่ละศาสนาจะมีมูลเหตุการ
เกิดที่แตกต่างกนั แต่ก็ลว้ นมีประโยชน์ต่อ
ชีวิตของมนุษยเ์ หมือนกนั ดงั น้นั จึงเป็ นส่ิง
สาคญั สาหรับมนุษยท์ ี่จะเรียนรู้และทาความ
เข้าใจเกี่ยวกับศาสนา เพื่อจะได้สามารถ
นาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ท้ังต่อ
ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
๑. ความหมายของศาสนา
ศาสนา ตรงกบั คาในภาษาองั กฤษวา่ “Religion”
ที่มาจากคาในภาษาละตินวา่ “Religio” แปลวา่ “สัมพนั ธ์”
หรือ “ผูกพัน” หมายถึง ความสัมพนั ธ์ทางจิตวิญญาณ
ระหวา่ งมนุษยก์ บั พระเป็นเจา้ หรือเทพเจา้
ในภาษาไทย คาวา่ “ศาสนา” มาจาก ศพั ทเ์ ดิมในภาษาสันสกฤตว่า “ศาสน์”
ตรงกบั คาในภาษาบาลีวา่ “สาสน์” แปลวา่ คาส่ัง สอน แยกเป็น คาส่ัง หมายถึง ข้อห้ามทา
ความช่ัว ที่เรียกวา่ ศีล หรือ วินัย และ คาสอน หมายถึง คาแนะนาให้ทาความดี ท่ีเรียกว่า
ธรรม เมื่อรวมคาส่ังและคาสอนเขา้ ดว้ ยกนั จึงหมายถึง ศีลธรรม คือ มีท้งั ขอ้ ห้ามทา
ความชวั่ และคาแนะนาใหท้ าความดี
๑. องค์ประกอบของศาสนา
ศาสนามีองคป์ ระกอบที่สาคญั ดงั น้ี
๑) ศาสดา หมายถึง ผกู้ ่อต้งั และประกาศศาสนา หรือความเช่ือของลทั ธิน้นั
เช่น พระพทุ ธศาสนามีพระพทุ ธเจา้ เป็นศาสดา เป็นตน้
๒) ศาสนธรรม หรือคมั ภีร์ทางศาสนา คือ คาสอน ซ่ึงเป็ นหลกั ความเชื่อ
เพอ่ื เป็น แนวทางใหผ้ นู้ บั ถือไดป้ ฏิบตั ิตาม
๓) ศาสนวัตถุ เป็ นสัญลักษณ์ หรื อเคร่ื องหมายของศาสนา เช่น
พระพทุ ธศาสนา มีเสมาธรรมจกั รเป็นสญั ลกั ษณ์ เป็นตน้
๔) ศาสนบุคคล หรือผสู้ ืบทอดศาสนา ทุกศาสนาจะมีผสู้ ืบทอดศาสนาใน
การสง่ั สอนศาสนิกชน เช่น พระพทุ ธศาสนามีพระภิกษุสงฆ์
5) ศาสนพิธี แต่ละศาสนายอ่ มมีพิธีกรรม ซ่ึงเมื่อศาสนิกชนไดป้ ฏิบตั ิตาม
ยอ่ มจะไดร้ ับความสงบสุขความเจริญ อีกท้งั พิธีกรรมทางศาสนา ยงั สร้าง
ความสมั พนั ธท์ ี่ดีงามของศาสนิกชนน้นั ๆ อีกดว้ ย
6) ศาสนสถาน แต่ละศาสนาจะมีศาสนสถานเพื่อการประกอบพิธีกรรม
หรือการเผยแผค่ าสอนทางศาสนา เช่น พระพทุ ธศาสนามีวดั ส่วนศาสนา
คริสตม์ ีโบสถ์ ศาสนาอิสลามมีมสั ยดิ เป็นตน้
๓. ประเภทของศาสนา
ศาสนาสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) เทวนิยม เป็นศาสนาที่เช่ือวา่ มีพระเป็นเจา้ ๒) อเทวนิยม เป็ นศาสนาท่ีไม่เชื่อว่า
เป็ นผู้สร้างโลกและควบคุมดูแลสิ่งต่างๆ
ศาสนาประเภทน้ีมีท้ังที่เช่ือในพระเป็ นเจ้า พระเป็นเจา้ สร้างโลกและใหค้ ุณใหโ้ ทษ
องค์เดียวและหลายองค์ ศาสนาที่เชื่อในพระ
เป็ นเจา้ องค์เดียว เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนา แต่เช่ือว่า ส่ิงต่างๆ ล้วนเกิดข้ึนและ
เปลี่ยนแปลงไปเองตามกระบวนการ
อิสลาม เป็ นตน้ ศาสนาท่ีเช่ือในพระเป็ นเจา้
หลายองค์ เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นตน้ ทางธรรมชาติ ศาสนาประเภทน้ี เช่น
พระพทุ ธศาสนา เป็นตน้
๔. ความสาคญั และประโยชน์ของศาสนา
ศาสนามีความสาคญั ต่อสงั คมมนุษยใ์ นลกั ษณะต่างๆ ดงั น้ี
๑. ศาสนาเป็นที่พ่งึ และเคร่ืองยดึ เหน่ียวทางใจของมนุษย์
๒. ศาสนาช่วยยกระดบั จิตใจ ทาใหเ้ ป็นศาสนิกชนคนดี เป็นผคู้ วรแก่การเคารพนบั ถือ
๓. ศาสนาสร้างระเบียบความประพฤติของสมาชิกในสงั คมใหป้ ฏิบตั ิไปในแนวทางเดียวกนั
๔. ศาสนาช่วยสร้างจิตสานึกในคุณค่าของความเป็นมนุษยแ์ ละบาเพญ็ ตนใหม้ ีคุณค่าต่อสงั คม
๕. ศาสนาเป็นบ่อเกิดของศิลปวฒั นธรรมของประเทศ
๖. ศาสนาเป็นแหล่งผลิตทรัพยากรมนุษยท์ ี่มีคุณค่าใหแ้ ก่สงั คม
๗. ศาสนาเป็นมรดกล้าค่าเป็นความหวงั และวถิ ีทางแห่งความอยรู่ อดของมนุษยชาติ
๘. ศาสนาเป็นพลงั ใจใหส้ ามารถเผชิญชีวติ ดว้ ยความกลา้ ไม่หวน่ั ไหวต่อโลกธรรมและความตาย
๙. ศาสนาเป็นแหล่งกาเนิดจริยธรรม เพราะมีหลกั ธรรมที่สอนใหค้ นประพฤติในแนวทางท่ีถกู ตอ้ ง
๑๐. ศาสนาช่วยใหม้ นุษยม์ ีความสมั พนั ธ์อนั ดีต่อกนั
ศาสนามีประโยชนต์ ่อสงั คมมนุษยใ์ นลกั ษณะต่างๆ ดงั น้ี
๑. ศาสนาสนองความตอ้ งการทางจิตใจมนุษย์ เช่น สอนใหท้ าความดี ละเวน้ ความชว่ั
๒. สอนใหเ้ ป็นคนอิสระจากการครอบงาของกิเลสตณั หา โดยใชส้ ติปัญญาช้ีทางที่ถกู ตอ้ ง
๓. ทาใหม้ นุษยป์ กครองตนเองไดใ้ นทุกสถานท่ีและทุกเวลา
๔. สอนใหม้ นุษยม์ ีจิตใจสะอาด ไม่กลา้ ทาความชว่ั ท้งั ในที่ลบั และที่แจง้
๕. ทาใหม้ นุษยท์ ่ีประพฤติปฏิบตั ิตามยอ่ มจะพน้ จากความทุกข์ และช่วยใหป้ ระสบความสุขของจิตใจ
๖. ช่วยใหม้ นุษยอ์ ยรู่ ่วมกนั เป็นหมู่คณะ มีความสามคั คี ช่วยเหลือเก้ือกลู กนั ช่วยใหม้ ี หลกั ในการ
ดาเนินชีวติ ใหช้ ีวติ มีความหมายและความหวงั และช่วยใหเ้ กิดเสถียรภาพและความสุขในสงั คม
๗. ช่วยส่งเสริมและสร้างสรรคใ์ หเ้ กิดผลงานมีค่าในดา้ นศิลปะและวฒั นธรรม
๕. การปฏิบตั ิตนอย่างเหมาะสมเพอื่ ขจดั ความขดั แย้งและเพอื่ การอยู่
ร่วมกนั อย่างสันติสุข
การปฏิบตั ิตนอยา่ งเหมาะสมเพอื่ ขจดั ความขดั แยง้ และเพ่ือการอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันติสุขมีหลาย
วธิ ีดงั น้ี
๑. ทาความเขา้ ใจถึงหลกั การที่แต่ละศาสนากาหนดไว้ เพื่อจะไดส้ ามารถปฏิบตั ิตนไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
และเหมาะสมต่อศาสนิกชนในศาสนาต่างๆ
๒. หลกั ธรรมและความเช่ือของศาสนาแต่ละศาสนาน้นั แตกต่างกนั และมีวถิ ีการปฏิบตั ิตนท่ีต่างกนั
ดงั น้นั จึงควรยอมรับและเคารพในแนวทางต่างๆ ท่ีแต่ละศาสนาบญั ญตั ิไว้
๓. เม่ืออยใู่ นศาสนสถานของศาสนาต่างๆ ควรปฏิบตั ิตนตามกฎระเบียบท่ีศาสนสถาน แต่ละแห่ง
กาหนดไว้ เพือ่ เป็นการแสดงความเคารพและใหเ้ กียรติแก่ศาสนสถานของศาสนาน้นั ๆ
๔. เม่ือมีโอกาสไดเ้ ขา้ ร่วมในศาสนพธิ ีของศาสนาต่างๆ ควรแต่งกายและปฏิบตั ิตนให้ ถกู ตอ้ งตาม
หลกั ของศาสนาน้นั ๆ
๕. ไม่ควรวจิ ารณ์หรือเอ่ยนามศาสดา บุคคลหรือคมั ภีร์ของแต่ละศาสนา เพราะอาจ ทาใหเ้ กิดความ
เขา้ ใจผดิ ต่อกนั ของศาสนิกชนน้นั ๆ
๖. ขณะสนทนากบั ศาสนิกชนหรือบุคคลในศาสนาต่างๆ ควรใชถ้ อ้ ยคาสุภาพ ไม่ควรพดู หรืออา้ งคา
หรือขอ้ ความตอ้ งหา้ มที่ขดั แยง้ ต่อหลกั คาสอนของแต่ละศาสนา
๗. ไม่ควรนารูปภาพสญั ลกั ษณ์ หรือรูปเคารพของทุกศาสนาไปใชใ้ นสถานที่ท่ีไม่เหมาะสม
กล่าวโดยสรุป แมว้ า่ แต่ละศาสนาจะมีหลกั คาสอนแนวทางการปฏิบตั ิหรือการ
ประกอบพธิ ีกรรมที่ไม่เหมือนกนั แต่ทุกศาสนาย่อมมีจุดมุ่งหมายปลายทางในลักษณะ
เดียวกัน คือ สอนให้ศาสนิกชนประพฤติตนเป็ นคนดีเพ่ือจะได้มีชีวิตและสามารถอยู่
ร่วมกบั ผอู้ ่ืนไดอ้ ยา่ งมีความสุข
๑๐หน่วยการเรียนรู้ที่ พทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ าและศาสนิกชนตัวอย่าง
ความแตกต่างทางศาสนาไม่เคก่อใหเ้ กิด
ปัญหาท่ีร้ายแรงในประเทศไทยศาสนิกชนไม่ว่าจะ
นบั ถือศาสนาใดต่างก็สามารถดารงชีวิตอย่ไู ดอ้ ยา่ ง
สงบสุขด้วยทุก ศาสนาล้วนสอนให้ศาสนิกชน
ประพฤติตนเป็ นคนดีและละเวน้ จากการกระทาที่
เป็ นความช่ัว ดังน้ันเม่ือชาวไทยซ่ึงอยู่ในสังคม
เดียวกนั แต่บางส่วนนบั ถือศาสนาท่ีต่างกนั จึงควรจะ
เรียนรู้ศาสนาของกนั และกนั ไวเ้ พ่ือเสริมสร้าง ความ
สามคั คีและความเขา้ ใจอนั ดีต่อกนั
๑. ศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีผนู้ บั
ถืออยหู่ ลายร้อยลา้ นคนทว่ั โลก โดยเฉพาะใน
ประเทศแถบตะวนั ออกกลาง สาหรับประเทศ
ไทยมีประชาชนท่ีนับถือศาสนาอิสลามอยู่
ทว่ั ไปบริเวณท่ีนบั ถือกนั มากท่ีสุด คือ พ้ืนที่ ๔
จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา สตูล
ปัตตานี และนราธิวาส
ศาสนาอิสลามเป็ นศาสนาประเภท
เอกเทว นิยม คือ นบั ถือพระเจา้ เพียงองคเ์ ดียว
คือ อลั ลอฮ์ โดยมีมูฮมั มดั เป็ นศาสดา ศาสน
ทายาทของพระองค์ คือ เคาะลีฟะฮ์ หรือกา
หลิบ หรือ สุลต่าน ไดท้ าหนา้ ที่เผยแผ่ศาสนา
อิ ส ล า ม ต่ อ ไ ป เ พ ร า ะ ศ า ส น า อิ ส ล า ม ไ ม่ มี
นกั บวช
๑.๑ ศาสดา
มุฮมั มดั ศาสดาของศาสนาอิสลาม
ประสูติเม่ือวันจันทร์ท่ี ๒๐ เมษายน พ.ศ.
๑๑๑๓ ท่ีนครมักกะฮ์ (เมกกะ) ประเทศ
ซาอุดีอาระเบีย เป็ นบุตรของนายอบั ดุลลอฮ์
และนางอามีนะฮ์ หลงั จากบิดามารดาถึงแก่
กรรมจึงอยใู่ นความอุปการะของนายอบูฎอลิบ
ผเู้ ป็นลุง ช่วงเวลาที่ตอ้ งติดตามลุงไปคา้ ขายใน
ดินแดนต่างๆ ทาให้ท่านไดร้ ับประสบการณ์
ชีวิตต่างๆ มากมาย ซ่ึงลว้ นแต่ส่งเสริมใหท้ ่าน
มีความเฉลียวฉลาดและได้บทเรี ยนข้อคิดท่ี
สอนใหค้ ิดถึงมนุษยชาติ และไดแ้ ต่งงานกบั คอ
ดียะฮต์ อนอายุ ๒๕ มีบุตรธิดาดว้ ยกนั ๖ คน
ขณะที่ท่านกาลงั จาศีลภาวนาเพ่ือหาความสงบสุขทางจิต ไดม้ ีญิบรีลมาบอกท่าน
วา่ “อัลลอฮ์ทรงแต่งต้ังมุฮัมมัดเป็ นศาสนทูตของพระองค์” แลว้ คล่ีมว้ นลิขิตของอลั ลอฮ์ให้
อ่านและบอกใหท้ ่านไปส่งั สอนธรรมแห่งพระเป็นเจา้ นบั จากน้นั มาท่านจึงทรงเร่ิมประกาศ
ศาสนา แต่การทาใหช้ าวเมืองมกั กะฮท์ ่ีนบั ถือเทพเจา้ ถึง ๓๖๐ องค์ หนั มานบั ถืออลั ลอฮเ์ พียง
องคเ์ ดียวเป็นเรื่องยาก ท่านจึงเร่ิมจากญาติและคนรู้จกั จนขยายเป็นวงกวา้ ง ก่อนการละสงั ขาร
ในวนั ที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๑๑๗๕ ท่านทรงนาชาวมุสลิมไปทาพิธีฮจั ญ์ท่ีนครมกั กะฮ์ และ
แสดงธรรมคร้ังสุดทา้ ยที่ยอดภูเขาอาราฟะ
๑.๒ คมั ภรี ์
แบ่งเป็น ๒ คมั ภีร์ ไดแ้ ก่
๑) คัมภีร์ อัล กุรอาน เป็ นบทบัญญัติ ว่าด้วย
ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซ่ึงมุสลิมทุกคนต้อง
เรียนรู้และปฏิบตั ิตามคาสอนที่เนน้ เรื่องการดาเนิน
ชีวิต การประกอบอาชีพ และยงั เป็ นแหล่งรวม
หลกั ธรรม กฎหมาย ฯลฯ ไวอ้ ยา่ งครบถว้ น
๒) คัมภีร์หะดีษ หรือ ซุนนะฮ์ เป็ นบนั ทึกคาสั่ง
สอนและแบบอย่างการดาเนินชีวิตของศาสดาซ่ึง
ช่วยขยายความเข้าใจให้ชาวมุสลิมมากย่ิงข้ึน
เพราะส่วนใหญ่เป็ นหลกั ธรรมคาสอน กฎหมาย
ระบบสงั คม การปกครอง และหลกั ปฏิบตั ิในชีวติ
๑.๓ นิกาย
ศาสนาอิสลามมีหลายนิกาย แต่นิกายที่สาคญั และสมควรกล่าวถึง ไดแ้ ก่
๑) นิกายซุนนี ๒) นิกายชีอะฮ์
เป็ น นิ กาย ท่ี นับถื อและ ปฏิ บัติ ตาม เป็ นกลุ่มที่แยกตัวออกมา เพราะความ
แนวทางของศาสดามุฮัมมัดและตาม ขดั แยง้ ในหมู่ผนู้ า เม่ือกาหลิบอาลีถูกลอบ
คมั ภีร์อลั กุรอานอย่างเคร่งครัด โดยใช้ สังหารจากฝ่ ายตรงขา้ ม แลว้ ต้งั นิกายชีอะฮ์
หมวกสีขาวเป็นสญั ลกั ษณ์ ข้ึน ใชห้ มวกสีแดงเป็นสญั ลกั ษณ์
๓) นิกายวาฮาบี ๔) นิกายซูฟี
ต้งั ช่ือตามผูใ้ ห้กาเนิดนิกาย “โมฮัมเม็ด มุสลิมนิกายน้ีจะนุ่งผา้ ท่ีทาด้วยขนแกะ
อิบนี อับดุล วาฮ์ฮับ” เน้นความบริสุทธ์ิ ชนิดหยาบและประพฤติตนคลา้ ยนักบวช
ของศาสนา โดยยึดถือคมั ภีร์อลั กุรอาน เนน้ สอนเรื่องการชาระวิญญาณใหบ้ ริสุทธ์ิ
และคาสอนของศาสดามุฮมั มดั เท่าน้นั สละความฟ้ งุ เฟ้ อและบาเพญ็ พรต
๑.๔ หลกั ธรรมพนื้ ฐานของศาสนาอสิ ลาม
หลกั ธรรมท่ีสาคญั ของศาสนาอิสลาม คือ
๑) หลกั ศรัทธา ๖ ประการ
ศาสนาอิสลามยดึ หลกั ศรัทธา ๖ ประการ อนั เป็นพ้ืนฐานแห่งระบบความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมนุษย์
กบั พระเป็นเจา้ ไดแ้ ก่
ศรัทธาในเทวทตู ของอลั ลอฮ์ ศรัทธาในการกาหนดสภาวะของอลั ลอฮ์
ศรัทธาในคมั ภีร์อลั กรุ อาน
ศรัทธาต่อศาสนทูต ศรัทธาในเอกภาพของอลั ลอฮพ์ ระเป็นเจา้
ศรัทธาต่อวนั ปรโลก เพียงองคเ์ ดียว
๑.๔ หลกั ธรรมพนื้ ฐานของศาสนาอสิ ลาม
หลกั ธรรมท่ีสาคญั ของศาสนาอิสลาม คือ
๒) หลกั ปฏิบตั ิ ๕ ประการ
เป็นหลกั พ้ืนฐานของศาสนาอิสลามมีอยู่ ๕ ประการ ไดแ้ ก่
การถือศีลอด
การละหมาด
การปฏิญาณตน
การประกอบพิธีฮจั ญ์
การบริจาคทรัพยต์ ามศาสนบญั ญตั ิ (ซะกาต)
๑.๕ หลกั ธรรมเพอ่ื การอย่รู ่วมกนั อย่างสันตสิ ุขของศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาอิสลามมีหลกั ธรรมเพอ่ื การอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ติสุข ดงั น้ี
๑) ความยุติธรรม เป็นคุณธรรมท่ีสาคญั ท่ีสุด โดยสอนวา่ ถา้ เราจะตดั สินเรื่องอะไรใหต้ ดั สิน
อยา่ งยตุ ิธรรม เพราะทุกคนตอ้ งการความยตุ ิธรรม เราจึงตอ้ งใหค้ วามยตุ ิธรรมแก่ทุกคนโดยไม่ลาเอียง
แมว้ า่ การใหค้ วามยตุ ิธรรมจะทาใหต้ นเอง หรือญาติพ่ีนอ้ งไดร้ ับความกระทบกระเทือนกต็ าม
๒) ความเสมอภาค ศาสนา
อิสลามสอนว่า คนทุกคนท่ีเกิดมามีความ
ทดั เทียมกนั ถือวา่ เรื่องเช้ือชาติ สีผิว ความ
ยากดีมีจนและอื่นๆ มิได้เป็ นเครื่ องบ่ง
ความแตกต่างของคน แต่คนเราต่างกัน
ตรงที่ปฏิบตั ิตนเป็ นคนดีตามคาสอนของ
พระเจา้ มากนอ้ ยเพยี งใด
๓) เสรีภาพในการนับถือศาสนา ศาสนาอิสลามกล่าวว่าพระเป็นเจา้ ประทานเสรีภาพ
แก่มนุษย์ เพราะการนบั ถือโดยการบงั คบั เป็นสิ่งท่ีไม่มีความหมาย เพราะมิไดเ้ กิดจากความรู้สึก
ของตนเอง
๔) การประนีประนอม ศาสนาอิสลามสอนให้ทุกคนปรองดองกัน ดงั ข้อความใน
คมั ภีร์ อลั กรุ อานที่วา่ “ทาการประนีประนอมระหว่างมนษุ ย์ด้วยกนั และผ้ใู ดประพฤติเช่นนั้นเพอื่
แสวงหาความโปรดปรานของอลั ลอฮ์ แน่นอนเราจะให้รางวัลอันยง่ิ ใหญ่แก่เขา”
๕) ไม่ละเมิดผู้อ่ืน คมั ภีร์อลั กรุ อานสอนวา่ “พวกเจา้ ท้งั หลายจงอยา่ ละเมิด (พวกน้นั ดว้ ย
การรุกรานหรือไม่ทาตามสญั ญา) แทจ้ ริงอลั ลอฮไ์ ม่รักบรรดาผลู้ ะเมิด” และเม่ือถูกข่มเหงใหแ้ สวงหา
การประนีประนอม โดยถือวา่ สนั ติภาพเป็นส่ิงสาคญั ที่จะช่วยใหม้ นุษยอ์ ยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งสงบสุข