คำนำ
แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 จัดทาข้ึนเพื่อกาหนดหรือวางแผน
เรื่องท่ีจะสอนอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ออกแบบกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญให้ผู้เรยี นได้เป็นผ้คู ิดและ
ปฏิบตั ิด้วยตนเองตามสภาพแวดล้อมและบริบทของโรงเรียน คิด ออกแบบจดั หา สอื่ อปุ กรณ์ที่เหมาะกับสาระ
การเรียนรู้ วัดและประเมินผลด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการเรียนรู้และวัยของ
ผู้เรยี น
แผนการจัดการเรยี นรใู้ หป้ ระโยชน์หลายประการ นอกจากจะช่วยทาให้ผู้สอนเกิดความม่ันใจ ในการ
สอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดการเรยี นรู้ยังมีส่วนช่วยในการวางแผน การจัดการเรียน
การสอนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ จะสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของผู้เรียน เมื่อพบ
ข้อบกพร่องและปัญหาในการจัดการเรียนการสอนจากการเขียนบันทึกหลังการสอน ผู้สอนได้นาประเด็น
ปัญหาท่ีพบเจอมาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมกับผู้เรียนและสภาพห้องเรียนท่ีจัดการเรียนรู้ ซึ่งช่วยให้
การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะส่งผลไปถึงศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม
เป้าหมายทางการเรียนรู้
แผนการจดั การเรยี นรู้ฉบบั น้ี ประกอบไปด้วย มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้วี ดั ชนั้ ประถมมศึกษาปีท่ี
5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ คาอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา ช้ันประถมมศึกษาปีที่ 5 การประเมินและการให้คะแนน
รวมทั้งแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 80 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิที่ใช้ในการประเมินความรู้
ความสามารถของผู้เรยี น วิธีการและเกณฑก์ ารประเมินการเรยี นรู้ของผู้เรยี น
ผสู้ อนขอขอบพระคุณผู้มีส่วนเก่ียวข้องทุกท่านท่ีให้คาแนะนาและเป็นที่ปรึกษาในการจัดทาแผนการ
จัดการเรียนรู้ทีม่ ีประโยชน์และมีคณุ ค่าต่อการจดั การเรียนการสอน อันจะเป็นประโยชน์สูงสุด ต่อตัวผู้เรียนไว้
ณ โอกาสน้ี
กนกกร นาคมาก
สำรบญั
คานา หนำ้
สารบัญ ก
คาอธิบายรายวิชา ข
โครงสร้างรายวิชา ค
จ
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 1
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 5
9
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 13
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 4 17
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 5 22
25
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 6 29
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 7 33
37
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8 42
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 9 46
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 10 50
54
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 11 60
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 12 65
69
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 13 72
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 77
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 15 81
85
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 91
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 17 95
101
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 18 107
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 19 111
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 20 115
119
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 21 123
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 22 127
131
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 23
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 24
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 25
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 26
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 27
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 28
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 29
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 30
แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 31
สำรบญั (ตอ่ )
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 32 หนำ้
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 33 135
139
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 34
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 35 142
146
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 36
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 37 150
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 38 154
157
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 39
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 40 161
165
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 41
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 42 169
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 43 172
175
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 44
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 45 180
184
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 46
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 47 188
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 48 172
176
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 49
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 50 180
185
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 51
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 52 189
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 53 192
196
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 54
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 55 200
205
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 56
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 57 209
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 58 213
217
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 59
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 60 221
225
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 61
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 62 229
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 63 233
237
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 64
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 65 241
246
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 66
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 67 251
256
4สำรบญั (ตอ่ )
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 68 หนำ้
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 69 261
270
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 70
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 71 274
279
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 72
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 73 283
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 74 289
294
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 75
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 76 298
302
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 77
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 78 306
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 79 310
315
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 80
ภาคผนวก 319
323
คำอธิบำยรำยวชิ ำ
รำยวชิ ำ สงั คมศึกษำ ศำสนำและวฒั นธรรม กลุม่ สำระกำรเรียนรู้ สังคมศึกษำ ศำสนำและวฒั นธรรม
ชั้นประถมศกึ ษำปีที 5 ภำคเรียนท1ี่ และ 2 เวลำเรยี น 80 ชว่ั โมง
สำระ : ศำสนำ ศีลธรรม จริยธรรม ศกึ ษาและลงมอื ปฏบิ ัติในเรือ่ ง วเิ คราะห์ความสาคญั ของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนบั ถือในฐานะท่เี ป็นมรดกทางวฒั นธรรมและหลักในการพัฒนาชาติไทย
สรปุ พุทธประวัติตง้ั แต่เสด็จกรงุ กบิลพสั ดจ์ุ นถึงพทุ ธกจิ สาคญั หรอื ประวตั ศิ าสดาท่ีตนนบั ถอื ตามทีก่ าหนด
เหน็ คณุ ค่า และประพฤติตนตามแบบอย่างการดาเนนิ ชีวิตและข้อคดิ จากประวตั สิ าวก ชาดก เร่อื งเลา่
และศาสนิกชนตัวอยา่ งตามที่กาหนด อธบิ ายองค์ประกอบและความสาคญั ของพระไตรปฏิ ก หรือคมั ภรี ์
ของศาสนาทตี่ นนบั ถอื แสดงความเคารพพระรตั นตรัยและปฏบิ ตั ติ ามไตรสกิ ขาและหลักธรรมโอวาท 3
ในพระพุทธศาสนาหรอื หลักธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื ตามทก่ี าหนด เหน็ คณุ คา่ และสวดมนต์แผ่เมตตา
มีสตทิ ี่เป็นพื้นฐานของสมาธิในพระพุทธศาสนาหรอื การพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาที่ตนนับถือ
ตามท่กี าหนด ปฏิบตั ิตนตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือเพ่ือการพัฒนาตนเองและส่งิ แวดล้อม
จดั พธิ กี รรมตามศาสนาท่ตี นนับถอื อยา่ งเรยี บง่ายมีประโยชน์และปฏบิ ัติตนถกู ต้อง ปฏบิ ัติตนในศาสนพิธี
พิธีกรรม และวันสาคญั ทางศาสนาที่กาหนด และอภิปรายประโยชน์ทีไ่ ด้รบั จากการเข้าร่วมกิจกรรม
มมี รรยาทของความเปน็ ศาสนิกชนทด่ี ีตามที่กาหนด
สำระ : หนำ้ ทีพ่ ลเมอื ง วัฒนธรรม และกำรดำเนินชีวิตในสังคม ศึกษาหลักการแนวทางปฏบิ ตั ิในเรือ่ ง
ยกตัวอยา่ งและปฏบิ ัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธเิ สรีภาพ และหนา้ ทีใ่ นฐานพลเมืองดี เสนอวธิ ีการ
ปกป้องคุ้มครองตนเองหรือผู้อน่ื จากการละเมิดสิทธิเด็ก เหน็ คุณคา่ วฒั นธรรมไทยท่มี ีผลต่อการดาเนินชีวิต
ในสงั คมไทย มสี ว่ นรว่ มในการอนรุ ักษ์และเผยแพร่ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ของชมุ ชน อธบิ ายโครงสรา้ ง อานาจ
หน้าที่ และความสาคญั ของการปกครองสว่ นท้องถ่ิน ระบุบทบาทหน้าท่ีและวธิ กี ารเขา้ ดารงตาแหนง่ ของ
ผ้บู รหิ ารท้องถน่ิ วเิ คราะหป์ ระโยชน์ทช่ี ุมชนจะได้รับจากองค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่
สำระ : เศรษฐศำสตร์ ศกึ ษาเรอื่ ง อธบิ ายปัจจัยการผลิตสนิ ค้าและบริการประยุกตใ์ ช้ แนวคดิ ของ
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในการทากิจกรรมต่าง ๆ ในครอบครวั โรงเรยี น และชมุ ชน อธบิ ายหลักการ
สาคัญและประโยชนข์ องสหกรณ์ อธบิ ายบทบาทหนา้ ท่เี บ้ืองต้นของธนาคาร จาแนกผลดแี ละผลเสียของ
การกูย้ มื
สำระ : ภมู ศิ ำสตร์ ศกึ ษาเร่อื ง สืบคน้ และอธิบายข้อมลู ลักษณะทางกายภาพในภูมภิ าคของตน
ด้วยแผนทีแ่ ละรูปถา่ ย อธบิ ายลักษณะทางกายภาพทีส่ ่งผลตอ่ แหลง่ ทรัพยากรและสถานทีส่ าคญั ในภูมิภาค
ของตน วิเคราะห์ส่ิงแวดลอ้ มทางกายภาพทม่ี ีอทิ ธิพลต่อลกั ษณะการต้ังถนิ่ ฐานและการย้ายถ่นิ ฐานของ
ประชากรในภูมิภาคของตน วิเคราะหอ์ ิทธพิ ลของสงิ่ แวดลอ้ มทางธรรมชาติที่กอ่ ให้เกิดวิถีการดาเนินชวี ติ
ในภูมิภาคของตน นาเสนอตวั อยา่ งทส่ี ะท้อนให้เห็นผลจากการรกั ษาและทาลายสง่ิ แวดล้อมและเสนอ
แนวทางในการจัดการสิง่ แวดลอ้ มในภมู ิภาคของตน
โดยใช้วิธีการสงั เกต ตอบคาถามเชงิ วิเคราะห์และสรุปความรทู้ ่ีได้เปน็ แผนผงั ความคิด กระตุ้นให้
แสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เพอื่ ให้ผู้เรียนรว่ มกนั หาแนวทางปฏิบัติที่ถกู ต้อง เหมาะสม ส่งเสริม
การทางานกลุ่มเพื่อพฒั นาทกั ษะทางสงั คม นาไปสู่การยอมรับและเห็นคณุ คา่ ของตนเองและผู้อ่ืน
เพ่อื ให้ผู้เรยี นเข้าใจและตระหนักถึงการปฏิบตั ิตนในฐานะทเ่ี ปน็ ส่วนหนึง่ ของสงั คมประชาธปิ ไตย
ปฏิบตั ิตนตามหลักศาสนาทต่ี นนับถอื มีแนวคดิ ท่เี หมาะสมในการดาเนนิ ชีวิตอยา่ งพอเพยี ง และมคี วามเข้าใจ
สภาพภมู ศิ าสตร์รอบตัว เลือกใช้และอนุรักษส์ ่งิ แวดลอ้ มอย่างยั่งยืน
รหัสตัวชวี้ ัด
ส 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6, ป.5/7
ส 1.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ส 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ส 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ส 3.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ส 3.2 ป.5/1, ป.5/2
ส 5.1 ป.5/1, ป.5/2
ส 5.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
รวมทั้งหมด 27 ตวั ชี้วดั
โครงสรำ้ งรำยวิชำ
รำยวชิ ำ สังคมศกึ ษำ ศำสนำและวัฒนธรรม กล่มุ สำระกำรเรียนรู้ สงั คมศึกษำ ศำสนำและวัฒนธรรม
ชั้นประถมศกึ ษำปีที 5 ภำคเรยี นท1่ี และ 2 เวลำเรียน 80 ช่วั โมง/ปี
ศำสนำ ศีลธรรม จริยธรรม
ลำดบั ชือ่ หนว่ ยกำร มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำเรยี น นำ้ หนกั
ที่ เรยี นรู้ และตัวชีว้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
1 ความสาคัญของ ส 1.1 ป.5/1วิเคราะหค์ วามสาคญั ของ 1. ความสาคัญของ 3 10
พระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถอื ในฐานะ ศาสนา
พทุ ธประวัติ ทเี่ ปน็ มรดกทางวัฒนธรรมและหลกั ในการพฒั นา 2. พระพุทธศาสนา
และศาสนาท่ี ชาตไิ ทย 3. ศาสนาอิสลาม
ตน สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง 4. ศาสนาครสิ ต์
นับถอื -มรดกทางวฒั นธรรมทีไ่ ดร้ บั จากพระพุทธศาสนา 5. ศาสนาพราหมณ์-
- มรดกทางด้านรูปธรรม เชน่ ศาสนสถาน ฮนิ ดู
โบราณวตั ถุ สถาปตั ยกรรม
- มรดกทางด้านจิตใจ เช่น หลักธรรมคาสงั่
สอน ความเช่ือ และคุณธรรมต่าง ๆ
- การนาพระพทุ ธศาสนาไปใชเ้ ป็นแนวทางใน
การพฒั นาชาตไิ ทย
- พฒั นาดา้ นกายภาพ และส่งิ แวดล้อม เช่น
ภาวนา ๔ (กาย ศลี จิต ปญั ญา) ไตรสกิ ขา
(ศีล สมาธิ ปัญญา) และอรยิ สจั สี่
- พฒั นาจติ ใจ เชน่ หลักโอวาท ๓
(ละความช่ัว ทาดี ทาจติ ใจใหบ้ ริสทุ ธ์)ิ และ
การบริหารจิตและเจรญิ ปญั ญา
ส 1.1 ป.5/2สรุปพทุ ธประวตั ิตง้ั แตเ่ สด็จ
กรุงกบลิ พัสดจุ์ นถงึ พุทธกิจสาคญั
หรอื ประวตั ิศาสดาทต่ี นนบั ถือตามที่กาหนด
สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
สรปุ พทุ ธประวัติ (ทบทวน)
โปรดพระพุทธบดิ า (เสด็จกรุงกบลิ พสั ดุ)์
พทุ ธกจิ สาคัญ ได้แก่ โลกตั ถจรยิ า ญาตตั ถ
จรยิ า และพทุ ธตั ถจริยา
ลำดบั ช่อื หนว่ ยกำร มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำเรียน น้ำหนัก
ท่ี เรยี นรู้ และตัวชี้วดั (ช่ัวโมง) คะแนน
2 พุทธสาวก ส 1.1 ป.5/3เห็นคุณคา่ และประพฤติตนตาม 1. พุทธสาวก 34
ชาดก และ แบบอย่างการดาเนินชีวิตและข้อคดิ จากประวัติ 2. ชาดก 14
พทุ ธศาสนกิ ชน สาวก ชาดก/เร่ืองเลา่ และศาสนกิ ชนตัวอย่าง ตามที่ 3. พุทธศาสนิกชน 98
ตวั อย่าง กาหนด ตวั อยา่ ง
สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง
พระโสณโกฬิวสิ ะ
จฬู เสฏฐิชาดก
วณั ณาโรหชาดก
สมเดจ็ พระสังฆราช (สา)
อาจารยเ์ สถยี ร โพธนิ นั ทะ
3 พระไตรปิฎก ส 1.1 ป.5/4 อธบิ ายองค์ประกอบ และความสาคัญ 1. องค์ประกอบของ
ของพระไตรปฎิ ก หรือคัมภีร์ของศาสนาทต่ี นนบั ถือ พระไตรปฎิ ก
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง 2. ความสาคญั ของ
-องค์ประกอบของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก
พระสตุ ตันตปิฎก
3. คัมภีร์ของศาสนา
พระวนิ ัยปฎิ ก ต่าง ๆ
พระอภิธรรมปิฎกความสาคัญของพระไตรปฎิ ก ทคี่ นไทยนบั ถอื
4 หลกั ธรรมทาง ส 1.1 ป.5/5แสดงความเคารพพระรัตนตรัย 1. พระรตั นตรัย
พระพทุ ธศาสนา และปฏิบัติตามไตรสิกขาและหลักธรรมโอวาท ๓ 2. ไตรสกิ ขา
และหลกั คาสอน ในพระพทุ ธศาสนาหรือหลกั ธรรมของศาสนาท่ีตน 3. โอวาท 3
ของศาสนา นับถือ 4. หลกั คาสอนของ
ต่าง ๆ ตามทก่ี าหนด ศาสนาตา่ ง ๆ
สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง 5. พุทธศาสนสภุ าษิต
-พระรตั นตรยั 6. หลกั ธรรมเพื่อ
ศรัทธา 4 พัฒนาตนเอง
พระพทุ ธ
และส่งิ แวดล้อม
- พุทธจริยา 3
พระธรรม
- อรยิ สจั 4
- หลักกรรม
พระสงฆ์
ไตรสกิ ขำ
ศีล สมาธิ ปัญญา
โอวำท 3
ไมท่ าชว่ั
- เบญจศลี
- อบายมุข 4
ลำดบั ชือ่ หนว่ ยกำร มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำเรียน นำ้ หนกั
ท่ี เรียนรู้ และตัวชวี้ ดั (ชว่ั โมง) คะแนน
ทาความดี 2 4
3 4
o เบญจธรรม
o บญุ กิรยิ าวตั ถุ 3
o อคติ 4
o อิทธิบาท 4
o กตญั ญูกตเวทีตอ่ พระพุทธศาสนา
o มงคล 38
- ใฝร่ ู้ ใฝเ่ รียน
- การงานไม่อากลู
- อดทน
ทาจติ ใหบ้ รสิ ุทธ์ิ (บรหิ ารจิตและเจรญิ ปัญญา)
พุทธศาสนสุภาษติ
วริ ิเยน ทกุ ขฺ มจฺเจติ
คนจะลว่ งทกุ ขไ์ ดเ้ พราะความเพยี ร
ปญฺญา โลกสมฺ ิ ปชฺโชโต
ปญั ญา คือ แสงสว่างในโลก
ส1.1 ป.5/7ปฏิบตั ติ นตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนบั
ถอื เพอ่ื การพัฒนาตนเองและส่ิงแวดล้อม
สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
- โอวาท 3 (ตามสาระการเรยี นรู้ขอ้ 5)
5 หนา้ ทแี่ ละ ส 1.2 ป.5/3มมี รรยาทของความเปน็ ศาสนกิ ชนท่ดี ี 1. หน้าที่ชาวพทุ ธ
มรรยาทชาวพุทธ ตามทกี่ าหนด 2. มรรยาทชาวพทุ ธ
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง
- การกราบพระรัตนตรัย
- การไหว้บิดา มารดา ครู/อาจารย์ ผู้ท่เี คารพนับถือ
- การกราบศพ
6 การบรหิ ารจิต ส 1.1 ป.5/6วเิ คราะหค์ วามสาคัญของพระพุทธ- 1. การสวดมนต์ไหวพ้ ระ
และเจรญิ ปัญญา ศาสนาในฐานะเปน็ ศาสนาประจาชาติ หรือความสาคัญ สรรเสริญ
ของศาสนาที่ตนนบั ถอื คุณพระรตั นตรยั และแผ่
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง เมตตา
-พระพทุ ธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจาชาติ 2. การพฒั นาจิตตาม
เชน่ เปน็ เอกลกั ษณข์ องชาติไทย เป็นรากฐานทาง แนวทาง
วฒั นธรรมไทย เป็นศูนยร์ วมจติ ใจ เป็นมรดกทาง ของพระพทุ ธศาสนา
วัฒนธรรมไทย และเป็นหลกั ในการพฒั นาชาติไทย
ศำสนำ ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
ลำดับ ช่อื หนว่ ยกำร มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำเรียน นำ้ หนกั
ท่ี เรียนรู้ และตัวชีว้ ดั (ชัว่ โมง) คะแนน
7 ศาสนพธิ ีและวัน ส 1.2 ป.5/1 1. ศาสนพธิ ี 48
สาคัญ จดั พธิ ีกรรมตามศาสนาทต่ี นนับถืออย่างเรยี บ 2. กิจกรรมในวัน
ทาง งา่ ย มปี ระโยชน์ และปฏบิ ตั ติ นถกู ต้อง สาคัญทาง
พระพทุ ธศาสนา สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง พระพุทธศาสนา
การจดั พธิ ีกรรมทีเ่ รียบงา่ ย ประหยดั มี 3. การปฏบิ ตั ติ น
ประโยชน์ และถูกต้องตามหลกั ทางศาสนาทต่ี น ในศาสนพิธี
นับถอื หรอื พิธกี รรมทาง
ส 1.2 ป.5/2ปฏบิ ตั ิตนในศาสนพธิ ี พธิ กี รรม ศาสนาต่าง ๆ
และวนั สาคญั ทางศาสนา ตามที่กาหนด และ ทีค่ นไทยนับถือ
อภิปรายประโยชนท์ ่ไี ด้รับจากการเข้าร่วม
กจิ กรรม
สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง
- การมสี ่วนร่วมในการจัดเตรยี มสถานท่ี
ประกอบศาสนพธิ ี พิธีกรรมทางศาสนา
- พิธีถวายสังฆทาน เคร่อื งสังฆทาน
- ระเบยี บพธิ ีในการทาบุญงานมงคล
- ประโยชน์ของ การเขา้ รว่ มศาสนพธิ ี
พิธีกรรมทางศาสนา หรือกิจกรรมในวันสาคญั
ทางศาสนา
หน้ำท่พี ลเมอื ง วัฒนธรรม และกำรดำเนนิ ชวี ติ ในสังคม
ลำดับ ชือ่ หน่วยกำร มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำเรียน น้ำหนัก
ที่ เรยี นรู้ และตวั ช้ีวดั (ช่วั โมง) คะแนน
8 พลเมืองดีของ
สังคม ส 2.1 ป.5/1ยกตวั อยา่ งและปฏิบตั ิตนตาม 1. สถานภาพ บทบาท 4 4
9 สทิ ธเิ ด็กและ สถานภาพ บทบาท สิทธเิ สรีภาพ และหนา้ ที่ใน สทิ ธิ 3 4
การปกปอ้ ง 5
คมุ้ ครองสทิ ธิ ฐานะพลเมอื งดี เสรีภาพ และหน้าท่ี 12
เด็กใน
สังคมไทย สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง ของพลเมือง
10 การปกครอง - สถานภาพ บทบาท สทิ ธเิ สรภี าพ 2. หน้าท่ขี องพลเมอื ง
ส่วนทอ้ งถ่นิ
ของไทย -หนา้ ทขี่ องพลเมอื งดี เชน่ เคารพ เทิดทูนสถาบนั ดี
ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ อนุรกั ษ์ 3. คณุ ลักษณะของ
ทรพั ยากรธรรมชาติ อนรุ กั ษศ์ ิลปวัฒนธรรม ปฏบิ ตั ิ พลเมืองดี
ตามกฎหมาย
-คณุ ลกั ษณะของพลเมืองดี เช่น เห็นแก่ประโยชน์
ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีความ
รับผดิ ชอบ เสียสละ
ส 2.1 ป.5/2เสนอวิธีการปกปอ้ งคุ้มครองตนเองหรอื 1. การปกปอ้ งคุม้ ครอง
ผ้อู น่ื จากการละเมดิ สิทธิเด็ก สทิ ธเิ ดก็
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง ในสงั คมไทย
- เหตกุ ารณ์ทลี่ ะเมดิ สทิ ธเิ ดก็ ในสังคมไทย 2. สทิ ธเิ ด็ก
- แนวทางการปกป้องคุม้ ครองตนเองหรือผู้อ่นื จาก
การละเมิดสิทธิเดก็
- การปกปอ้ งคุ้มครองสิทธเิ ดก็ ในสังคมไทย
ส 2.2 ป.5/1อธบิ ายโครงสร้าง อานาจ หนา้ ทแี่ ละ 1. การปกครองสว่ น
ความสาคัญของการปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ทอ้ งถิ่น
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง อานาจหน้าทแี่ ละ
- โครงสรา้ งการปกครองในท้องถนิ่ เช่น อบต. ความสาคัญ
อบจ. เทศบาล และการปกครองพเิ ศษ เช่น พทั ยา ของการปกครองส่วน
กทม. ท้องถน่ิ
- อานาจหน้าท่แี ละความสาคัญของการปกครอง 2. องค์กรปกครองสว่ น
ส่วนทอ้ งถน่ิ ทอ้ งถิ่น
ส 2.2 ป.5/2ระบุบทบาทหน้าท่ี และวธิ กี ารเข้าดารง กับบรกิ าร
ตาแหนง่ ของผู้บริหารทอ้ งถน่ิ สาธารณประโยชน์
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง ในชุมชน
- บทบาทหนา้ ที่ และวิธกี ารเข้าดารงตาแหนง่ ของ
ผบู้ ริหารทอ้ งถ่นิ เช่นนายก อบต. นายกเทศมนตรี
นายก อบจ. ผู้วา่ ราชการ กทม.
ส 2.2 ป.5/3วเิ คราะหป์ ระโยชนท์ ่ีชมุ ชน จะได้รับ
จากองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง
- องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินกบั บรกิ าร
สาธารณประโยชนใ์ นชมุ ชน
ลำดับ ชือ่ หนว่ ยกำร มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี เรียนรู้ และตวั ช้ีวัด เรยี น คะแนน
1. วัฒนธรรมไทย (ชั่วโมง)
11 วฒั นธรรมและ ส 2.1 ป.5/3เห็นคุณคา่ วฒั นธรรมไทยทีม่ ีผลตอ่ 2. ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน่ 8
3
ภมู ิปัญญา การดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คมไทย
ทอ้ งถิ่น สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง
- วัฒนธรรมไทย ท่ีมผี ลต่อการดาเนนิ ชวี ติ ของ
คนในสงั คมไทย
- คุณค่าของวัฒนธรรมกับการดาเนินชวี ิต
ส 2.1 ป.5/4มสี ว่ นรว่ มในการอนุรกั ษ์และ
เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิน่ ของชมุ ชน
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง
- ความสาคัญของภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ
- ตวั อย่างภูมิปัญญาทอ้ งถน่ิ ในชมุ ชน ของตน
- การอนรุ ักษ์และเผยแพรภ่ ูมิปัญญาท้องถ่ิน
ของชมุ ชน
สอบปลำยภำคเรียนที่ 1 30
รวม 40 100
เศรษฐศำสตร์
ลำดับ ช่ือหนว่ ยกำร มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนัก
ที่ เรยี นรู้ และตัวช้วี ดั เรียน คะแนน
(ช่วั โมง)
12 การผลิต ส 3.1 ป.5/1อธบิ ายปัจจยั การผลิตสนิ คา้ และ 1. ปัจจยั การผลติ สินคา้ 3 7
สนิ คา้ และ บรกิ าร และบริการ
บริการ สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง 2. ปัจจัยท่ีมอี ทิ ธิพลตอ่
- ความหมายและประเภทของปจั จัยการผลิต การผลิต
ประกอบด้วย ทดี่ นิ แรงงาน ทุนและ สนิ ค้าและบรกิ าร
ผู้ประกอบการ
- เทคโนโลยีในการผลติ สนิ ค้าและบริการ
- ปัจจยั อน่ื ๆ เช่น ราคาน้ามัน วัตถุดิบ
- พฤติกรรมของผู้บรโิ ภค
- ตัวอยา่ งการผลิตสินคา้ และบริการทม่ี ีอยู่ใน
ท้องถิน่ หรือแหล่งผลติ สินค้าและบริการใน
ชมุ ชน
13 เศรษฐกิจ ส 3.1 ป.5/2ประยกุ ต์ใช้แนวคดิ ของปรชั ญา 1. หลกั การของ 47
พอเพียง ของเศรษฐกิจพอเพยี งในการทากจิ กรรม เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ต่าง ๆ ในครอบครัว โรงเรยี นและชมุ ชน 2. การประยุกตใ์ ช้
สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง แนวคิด
- หลกั การปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เศรษฐกจิ พอเพียงในการ
- การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทากิจกรรมตา่ ง ๆ ใน
ในกิจกรรมต่าง ๆ ในครอบครวั โรงเรยี น ครอบครัว
และชมุ ชน เชน่ การประหยัดพลังงานและ โรงเรียน และชุมชน
คา่ ใช้จา่ ยในบ้าน โรงเรียน การวางแผนการ
ผลติ สินคา้ และบริการเพ่ือลดความสญู เสียทกุ
ประเภท การใช้ภูมิปญั ญาทอ้ งถ่ิน
- ตัวอยา่ งการผลิตสินค้าและบรกิ ารในชุมชน
เช่น หนึง่ ตาบลหนึ่งผลิตภณั ฑ์หรือโอทอป
14 สหกรณ์ ส 3.1 ป.5/3อธบิ ายหลกั การสาคญั และ 1. การประยุกต์ใช้ 57
ประโยชน์ของสหกรณ์ หลกั การของ
สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สหกรณ์มาใชใ้ น
- หลักการและประโยชน์ของสหกรณ์ ชีวติ ประจาวัน
- ประเภทของสหกรณ์โดยสงั เขป 2. ความหมายของ
- สหกรณ์ในโรงเรียน (เน้นฝกึ ปฏบิ ตั ิจรงิ ) สหกรณ์
- การประยกุ ตห์ ลกั การของสหกรณม์ าใชใ้ น 3. หลกั การของสหกรณ์
ชวี ติ ประจาวนั 4. ประโยชน์ของสหกรณ์
5. ประเภทของสหกรณ์
6. สหกรณใ์ นโรงเรยี น
ลำดบั ชอ่ื หน่วย มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี กำรเรียนรู้ และตัวชี้วัด เรียน คะแนน
1. บทบาทหน้าที่ (ชวั่ โมง)
15 ธนาคาร ส 3.2 ป.5/1อธบิ ายบทบาทหนา้ ท่เี บื้องตน้ ของ เบื้องต้นของ
ธนาคาร 5 14
2. การกู้ยมื เงนิ
ธนาคาร
สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง
- บทบาทหนา้ ท่ขี องธนาคารโดยสงั เขป
- ดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบ้ียกยู้ มื
- การฝากเงนิ / การถอนเงิน
ส 3.2 ป.5/2จาแนกผลดีและผลเสยี ของการ
กยู้ ืม
สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
- ผลดีและผลเสียของการกู้ยมื เงนิ ทั้งนอก
ระบบและในระบบที่มีตอ่ ระบบเศรษฐกจิ เช่น
การเสียดอกเบย้ี การลงทุน
การซ้ือของอปุ โภคเพม่ิ ข้นึ ทนี่ าไปส่คู วาม
ฟุง้ เฟอ้ ฟมุ่ เฟือย เป็นต้น
ภมู ิศำสตร์
ลำดบั ชือ่ หน่วย มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี กำรเรยี นรู้ และตวั ช้ีวัด เรียน คะแนน
(ชวั่ โมง)
16 ภมู ลิ กั ษณ์ ส 5.1 ป.5/1 สืบคนและอธิบายขอมลู ลักษณะทาง 1. ภูมิลักษณ์กบั ภมู สิ ังคม 13 21
และภมู ิ กายภาพ ในภมู ิภาคของตนดวยแผนท่แี ละรูปถาย ภาคเหนอื
สังคมของ สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง 2. ภมู ิลกั ษณ์กับภมู สิ งั คม
ภมู ิภาคตา่ ง ลกั ษณะทางกายภาพในภูมภิ าคของตน ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
ๆ ส 5.1 ป.5/2อธิบายลกั ษณะทางกายภาพที่สงผลตอ 3. ภมู ิลักษณก์ ับภูมสิ งั คม
แหลงทรัพยากรและสถานท่สี าคัญในภมู ิภาค ของตน ภาคกลาง
สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง 4. ภูมลิ ักษณก์ บั ภมู สิ ังคม
ลกั ษณะทางกายภาพท่ีสงผลตอ แหลงทรพั ยากรและ ภาคตะวันออก
สถานทสี่ าคญั ในภูมิภาคของตน 5. ภูมลิ ักษณ์กบั ภูมิสงั คม
ส 5.2 ป.5/2วิเคราะหอิทธพิ ลของส่งิ แวดลอมทาง ภาคตะวันตก
ธรรมชาติที่กอใหเกิดวิถีการดาเนินชีวิต ในภูมภิ าคของ 6. ภูมลิ ักษณ์กับภมู ิสงั คม
ตน ภาคใต้
สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
อทิ ธิพลของสงิ่ แวดลอมทางธรรมชาติท่ีกอให เกดิ วถิ ี
การดาเนินชวี ิตในภูมิภาคของตน
17 การตง้ั ถนิ่ ส 5.2 ป.5/1วิเคราะหสง่ิ แวดลอมทางกายภาพท่ีมี 1. การตัง้ ถ่ินฐานของ 57
ฐานและ อิทธพิ ล ตอลักษณะการตง้ั ถน่ิ ฐานและการยายถน่ิ ประชากร
การยา้ ยถิน่ ของประชากรในภูมิภาคของตน ในภูมิภาคตา่ ง ๆ
ฐานของ สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง 2. การยา้ ยถิ่นฐานของ
ประชากรใน สง่ิ แวดลอมทางกายภาพทม่ี ีอิทธพิ ลตอ ลกั ษณะการ ประชากร
ภูมิภาคตา่ ง ต้ังถน่ิ ฐานและการยายถนิ่ ของประชากรในภูมิภาค
ๆ ของตน
18 ส่ิงแวดลอ้ ม ส 5.2 ป.5/3นาเสนอตัวอยางทสี่ ะทอนใหเหน็ ผล 1. ความสมั พันธ์ของ 57
ในภูมิภาค จากการรกั ษาและทาลายสิ่งแวดลอม และ เสนอ ส่งิ แวดล้อม
ตา่ ง ๆ แนวทางในการจดั การส่ิงแวดลอม ในภูมิภาคของตน ในภมู ภิ าค
สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง 2. สาเหตุการเปล่ียนแปลง
ผลจากการรกั ษาและการทาลายสง่ิ แวดลอม ใน ของสิ่งแวดลอ้ มในภูมภิ าค
ภูมภิ าคของตน แนวทางการจดั การสิ่งแวดลอมใน 3. การเปลี่ยนแปลงของ
ภูมภิ าค ของตน สิ่งแวดลอ้ มในภูมิภาคตา่ ง
ๆ
4. แนวทางการจดั การ
ส่ิงแวดล้อม
สอบปลำยภำคเรียนท่ี 2 30
รวม 40 100
รวมภำคเรยี นที่ 1 และ 2 80 200
1
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 1
สาระการเรยี นรูส้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสงั คมศกึ ษา
ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 เรอ่ื งท่ี 1 ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา เวลาเรยี น 1 ชว่ั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชวี้ ัด
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสาคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทีต่ น
นับถือและศาสนาอ่ืน มีศรทั ธาทถี่ ูกตอ้ ง ยึดมนั่ และปฏิบตั ิตามหลักธรรมเพ่อื อยู่ร่วมกันอย่างสันตสิ ขุ
ตัวชีว้ ดั ส 1.1 ป.5/1 วิเคราะหค์ วามสาคัญของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนับถือในฐานะ
ทีเ่ ป็นมรดกทางวัฒนธรรมและหลกั ในการพัฒนาชาตไิ ทย
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสาคัญของศาสนา (K)
2. วิเคราะหค์ วามสาคัญของพระพทุ ธศาสนาในฐานะเป็นมรดกทางวฒั นธรรมของพระพทุ ธศาสนา
และหลักในการพัฒนาชาตไิ ทย (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาประจาชาติ (A)
สาระสาคัญ
พระพทุ ธศาสนาเปน็ มรดกทางวฒั นธรรม เป็นหลักในการพฒั นาชาตไิ ทย การนาหลักธรรม
ทางพระพทุ ธศาสนามาเป็นแนวทางในการดาเนินชวี ิตจะทาใหเ้ กิดความสงบสุขขึน้ ในสงั คม
สาระการเรยี นรู้
ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. รักความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
พระพุทธศาสนาได้มอบมรดกทางวฒั นธรรมให้แกส่ ังคมไทยมากมาย นกั เรยี นจะมีแนวทางธารงรกั ษา
วฒั นธรรมให้ดารงอย่กู บั ชาติไทยได้อย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขัน้ สงั เกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นักเรยี นสังเกตภาพศาสนสถานและศาสนวตั ถุท่ีสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา เช่น
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพทุ ธมหามณีรัตนปฏมิ ากร แล้วร่วมกนั สนทนา โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
ภาพทีน่ กั เรียนเหน็ เปน็ ภาพเก่ยี วกบั อะไรบา้ ง
(ภาพวดั พระศรรี ัตนศาสดาราม ภาพพระพุทธมหามณรี ัตนปฏิมากร)
2
ภาพทีน่ กั เรยี นเหน็ เกี่ยวขอ้ งกับพระพทุ ธศาสนาอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ เป็นมรดกทางวฒั นธรรมทสี่ บื ทอดมาจากพระพุทธศาสนา)
ภาพทน่ี กั เรยี นเห็นมีความสาคญั ตอ่ พุทธศาสนกิ ชนชาวไทยอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ เปน็ เคร่ืองยึดเหนยี่ วจิตใจ และเป็นศนู ย์รวมจิตใจของพทุ ธศาสนกิ ชน
ชาวไทย)
2. นกั เรยี นรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกบั เรื่อง ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
จากหนงั สอื เรียนและแหล่งการเรียนรอู้ น่ื ๆ เพ่มิ เติม
2.ขั้นคิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกับความสาคัญของพระพุทธศาสนา แล้วสรปุ เป็นความคิด
รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
พระพุทธศาสนามคี วามสาคญั ตอ่ สังคมไทยอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ พระพุทธศาสนาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม และเป็นหลักในการพฒั นา
ชาตไิ ทย)
เพราะเหตุใดจึงกลา่ ววา่ พระพทุ ธศาสนาเปน็ มรดกทางวฒั นธรรมของชาติไทย
(ตัวอย่างคาตอบ เพราะวัฒนธรรม ประเพณี วิถชี วี ิตของคนไทยลว้ นเก่ียวข้องกับ
พระพทุ ธศาสนาทั้งส้นิ )
4. นักเรียนร่วมกนั ยกตวั อย่างมรดกทางวฒั นธรรมท่ีสบื ทอดมาจากพระพุทธศาสนา
ท้ังด้านรปู ธรรมและด้านจิตใจมาอย่างละ 5 ตัวอย่าง จากนน้ั จาแนกลงในตาราง แล้วสรปุ เป็น
ความคิดรวบยอด ดงั ตวั อย่าง
มรดกทางดา้ นรูปธรรม มรดกทางดา้ นจติ ใจ
โบสถ์ การเอ้อื เฟ้ือเผอ่ื แผ่
วิหาร ความกตัญญูกตเวที
เจดีย์ การมีสมั มาคารวะ
พระพุทธรปู การรูจ้ ักใหอ้ ภัยต่อกัน
หอไตร การกราบ การไหว้
5. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับพระพุทธศาสนาเป็นหลักในการพฒั นาชาติไทย
แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
พระพุทธศาสนาเปน็ หลกั ในการพฒั นาชาติไทยอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ พระพทุ ธศาสนาเปน็ หลักธรรมที่ช่วยพฒั นากาย พฒั นาจติ ใจ
พัฒนาสภาพแวดลอ้ มใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนผปู้ ฏิบัตเิ ปน็ คนดี อยรู่ ่วมกับผู้อนื่ อย่างมคี วามสุข)
นกั เรยี นจะนาหลักธรรมใดในพระพุทธศาสนามาใชเ้ พื่อพฒั นาด้านกายภาพ
สิ่งแวดลอ้ มและพฒั นาดา้ นจติ ใจ
(ตวั อย่างคาตอบ หลักธรรมภาวนา 4 ไตรสกิ ขา อริยสจั 4 และโอวาท 3)
6. นักเรียนแบ่งกลุ่มรว่ มกนั เสนอแนวทางการปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา
ท่ชี ่วยพัฒนาด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมมากลุ่มละ 1 แนวทาง พรอ้ มวเิ คราะหผ์ ลทีเ่ กิดข้ึน
ลงในแผนภาพความคดิ
7. นักเรยี นคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพิม่ คณุ คา่ แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
3
พระพุทธศาสนาได้มอบมรดกทางวฒั นธรรมให้แกส่ ังคมไทยมากมาย นักเรียนจะมีแนวทาง
ธารงรกั ษาวฒั นธรรมให้ดารงอยู่คู่กับชาตไิ ทยไดอ้ ย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ ปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณไี ทยทีส่ ืบทอดมาจากพระพทุ ธศาสนาให้
ถกู ตอ้ ง)
3.ขน้ั ปฏิบตั แิ ละสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
8. นักเรยี นสารวจมรดกทางวัฒนธรรมของศาสนาท่ีตนนับถอื มา 1 อยา่ ง และบันทกึ ข้อมลู
ลงในชิ้นงานท่ี 1 เรอ่ื ง ความสาคญั ของพระพุทธศาสนา
9. นักเรยี นตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบร้อยของช้นิ งาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรงุ แก้ไขใหด้ ี
ย่งิ ข้นึ
10. นกั เรยี นร่วมกนั สรุปสงิ่ ทเี่ ข้าใจเป็นความรรู้ ว่ มกัน ดังนี้
พระพทุ ธศาสนาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นหลกั ในการพฒั นาชาตไิ ทย การนาหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการดาเนนิ ชวี ติ ทาใหเ้ กิดความสงบสุขขึ้นในสงั คม
4.ขัน้ สือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
11. นักเรยี นออกมานาเสนอชิน้ งานให้เพอื่ นฟงั หนา้ ช้นั เรียน
12. นกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรุปเก่ยี วกบั วิธกี ารทางานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวธิ ีการทางานท่มี ี
แบบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคา่ บริการสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
13. นกั เรยี นและครูรว่ มกนั จดั กิจกรรมการบาเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อวัดในชมุ ชน
เพ่อื เป็นการทานุบารุงพระพทุ ธศาสนา
14. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรียนและหลงั การทากิจกรรม
ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• ส่ิงท่นี กั เรยี นไดเ้ รยี นรูใ้ นวันนค้ี อื อะไร
• นักเรียนมีส่วนรว่ มกิจกรรมในกล่มุ มากน้อยเพียงใด
• เพอ่ื นนักเรียนในกลุ่มมีส่วนร่วมกจิ กรรมในกล่มุ มากน้อยเพียงใด
• นักเรียนพอใจกบั การเรยี นในวันนหี้ รอื ไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ให้เกดิ ประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครัว และสงั คมทั่วไป
ได้อย่างไร
จากนน้ั แลกเปล่ยี นตรวจสอบขนั้ ตอนการทางานทุกข้ันตอนว่าจะเพ่มิ คณุ ค่าไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ ่อสงั คมให้มากข้ึนกวา่ เดมิ ในข้ันตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครั้งตอ่ ไป
สื่อการเรียนร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สือเรยี น รายวิชาพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5
2. ภาพศาสนสถานและศาสนวัตถทุ ่ีสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
3. แหล่งการเรยี นรทู้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรยี น
กจิ กรรมเสนอแนะ
ศึกษาวฒั นธรรมไทยทม่ี พี น้ื ฐานมาจากพระพุทธศาสนาทค่ี วรประพฤตปิ ฏิบัติมา 1 อย่าง
วาดภาพและเขยี นบรรยาย แลว้ แลกเปล่ยี นกับเพื่อนภายในหอ้ งให้คะแนนจนครบทกุ คน
4
การประเมินการเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เรอ่ื ง ความสาคัญของพระพุทธศาสนา (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมินช้นิ งาน เรอื่ ง ความสาคัญของพระพุทธศาสนา (P) ดว้ ยแบบประเมิน
4. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใฝ่เรียนรู้ รักความเปน็ ไทย (A)
ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
รายการ ระดับคุณภาพ
การ 4 3 21
ประเมนิ
กระบวนการ มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนบทบาท ไมม่ กี ารกาหนด
ทางานกลมุ่ สมาชกิ ชัดเจนและมกี าร สมาชกิ ชัดเจน มกี าร เฉพาะหัวหน้าไมม่ ี บทบาทสมาชิก
ช้แี จงเป้าหมายการ ชี้แจงเปา้ หมายอย่าง การช้แี จงเป้าหมาย และไมม่ ีการ
ทางานมกี ารปฏบิ ัตงิ าน ชัดเจนและปฏิบตั ิงาน อย่างชัดเจน ช้แี จงเป้าหมาย
นอย่างรว่ มมอื พร้อมกับ รว่ มกนั แต่ไม่มีการ ปฏบิ ัติงานร่วมกนั สมาชิกต่างคน
การประเมนิ เป็นระยะ ๆ ประเมินเป็นระยะ ๆ ไม่ครบทุกคน ต่างทางาน
แบบประเมินชนิ้ งาน เรื่อง ความสาคัญของพระพุทธศาสนา
รายการการ ระดับคุณภาพ
ประเมนิ
4321
สารวจและ
วิเคราะห์ สารวจและวเิ คราะห์ สารวจและวิเคราะห์ สารวจและวิเคราะห์ สารวจและวเิ คราะห์
ความสาคญั ของ
มรดก ความสาคญั ของ ความสาคัญของ ความสาคญั ของ ความสาคญั ของ
ทางวัฒนธรรม
ของศาสนาทีต่ น มรดกทาวฒั นธรรม มรดกทาวัฒนธรรม มรดกทาวฒั นธรรม มรดกทาวัฒนธรรม
นบั ถือ
ของศาสนาท่ีตนนบั ของศาสนาทต่ี นนบั ของศาสนาทตี่ นนบั ของศาสนาทต่ี นนับ
ถือได้สัมพนั ธ์กนั ถอื ได้สมั พันธ์กันได้ ถอื ไดส้ มั พนั ธก์ ันได้ ถือไดส้ ัมพันธก์ นั ได้
มีการเชอ่ื มโยง มีการจาแนกขอ้ มูล สอดคลอ้ งกบั ขอ้ มูล แตย่ งั ไม่สอดคล้อง
ใหเ้ ห็นเปน็ ภาพรวม แสดงใหเ้ ห็นถงึ มีการเขยี นอธบิ าย กบั ขอ้ มูล เขียนตาม
แสดงให้เห็นถงึ ความสมั พนั ธ์กับ เพิ่มเติมให้เขา้ ใจ ข้อมูลที่อ่าน ไมม่ ี
ความสัมพนั ธ์กับ ตนเองอย่างเป็นเหตุ ง่าย การอธิบายเพิม่ เติม
ตนเองและผ้อู ่ืน เปน็ ผล
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 2
สาระการเรยี นรูส้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เร่ืองท่ี 2 พุทธประวตั ิ เวลาเรียน 1 ชวั่ โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวชีว้ ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รแู้ ละเขา้ ใจประวตั ิ ความสาคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนา
ท่ตี นนบั ถือและศาสนาอนื่ มศี รทั ธาทถี่ ูกต้อง ยดึ ม่ัน และปฏบิ ัติตามหลักธรรม
เพอ่ื อย่รู ่วมกนั อยา่ งสนั ติสขุ
ตวั ชี้วัด สรุปพุทธประวตั ติ ั้งแต่เสด็จกรุงกบลิ พสั ด์ุ จนถึงพทุ ธกจิ สาคญั หรือประวตั ศิ าสดา
ส 1.1 ป.5/2
ทตี่ นนบั ถือตามท่ีกาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายพทุ ธประวตั ติ งั้ แต่ประสตู ิจนถึงทรงบาเพ็ญพทุ ธกิจ (K)
2. วิเคราะหแ์ ละสรปุ พุทธประวัตติ ง้ั แต่เสด็จกรงุ กบิลพสั ดถุ์ งึ พทุ ธกจิ สาคญั (P)
3. เห็นคุณค่าและความสาคัญของการศึกษาพุทธประวตั ิเพ่อื นาข้อคดิ ที่ไดม้ าปรับใช้ในการดาเนินชวี ติ (A)
สาระสาคัญ
พระพุทธเจา้ ทรงบาเพ็ญพทุ ธกจิ ทีเ่ ป็นประโยชนต์ อ่ พทุ ธศาสนกิ ชน โดยไมเ่ ห็นแกค่ วามเหนื่อยยาก
การศึกษาพทุ ธประวัติจะทาใหไ้ ด้แบบอยา่ งที่ดีของพระพุทธเจา้ มาปฏบิ ตั ิในการดาเนนิ ชีวติ
สาระการเรยี นรู้
พุทธประวตั ิ
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ใฝเ่ รยี นรู้
คาถามสาคัญ
นักเรยี นจะนาความร้จู ากการศึกษาพุทธประวตั มิ าพฒั นาการศึกษาของตนเองไดอ้ ยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1.ข้นั สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นักเรียนดูวิดโี อเก่ยี วกบั พทุ ธประวตั ิ แล้วรว่ มกันสนทนา โดยใช้คาถาม ดงั นี้
วดิ ีโอท่นี กั เรียนดูกลา่ วถงึ เร่ืองใด
(ตัวอย่างคาตอบ ประวตั คิ วามเปน็ มาของพระพุทธเจา้ )
พระพุทธเจา้ มคี วามสาคัญตอ่ พุทธศาสนาอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา เปน็ ผ้กู อ่ ตง้ั และนาหลกั ธรรมคาสอน
มาเผยแผแ่ ก่พุทธศาสนิกชน)
2. นักเรียนร่วมกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เก่ยี วกบั เรอ่ื ง พุทธประวัติ จากหนงั สือเรยี น
และแหลง่ การเรยี นรอู้ ืน่ ๆ เพม่ิ เติม
2.ข้ันคิดวิเคราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับพุทธประวตั ิ แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด
โดยใช้คาถาม ดงั นี้
พระพุทธเจา้ มพี ระนามเดมิ ว่าอย่างไร
(เจ้าชายสิทธัตถะ)
เจา้ ชายสิทธัตถะเป็นพระราชโอรสของใคร
(พระราชโอรสของพระเจา้ สุทโธทนะและพระนางสริ ิมหามายา)
4. นกั เรียนร่วมกนั วเิ คราะหแ์ ละสรุปเหตกุ ารณ์สาคญั หลังประสตู ิของเจ้าชายสิทธัตถะ
ลงในแผนภาพความคดิ แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด ดังตัวอยา่ ง
พระราชมารดาเสดจ็ อภิเษกสมรสกบั ตรัสรู้หลกั ธรรมอริยสจั 4
5 วนั สวรรคต 8 พรรษา พระนางยโสธรา 29 พรรษา เป็นพระสัมมาสมั พุทธเจา้
พราหมณ์ทานาย 7 วนั ศึกษาศลิ ปวิทยา 16 พรรษา ทรงมีพระโอรสพระ 35 พรรษา
พระลกั ษณะ กบั ครูวศิ วามิต นามวา่ “ราหุล”
และเสด็จออกผนวช
5. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั การประกาศพระพทุ ธศาสนาของพระพุทธเจา้
แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
หลงั จากทพี่ ระพุทธเจา้ ตรัสรูแ้ ลว้ ทรงแสดงธรรมโปรดบุคคลใดเปน็ กลุม่ แรก
(ปัจจวัคคีย)์
การประกาศพระพทุ ธศาสนาของพระพุทธเจ้ากอ่ ใหเ้ กดิ ผลอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ทาใหห้ ลกั คาสอนของพระพทุ ธเจา้ แพร่หลายเป็นท่ยี อมรับของบุคคลทวั่ ไป)
6. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับพทุ ธประวัติตอนโปรดพทุ ธบิดา แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ
รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
เพราะเหตใุ ดพระพทุ ธเจ้าทรงเสด็จกลับกรงุ กบิลพัสดุ์
(ตวั อย่างคาตอบ เพื่อแสดงธรรมโปรดพทุ ธบิดาและพระประยุรญาติ)
การแสดงธรรมโปรดพทุ ธบิดาและพระประยุรญาติก่อให้เกดิ ผลอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ มีพุทธสาวกเพิ่มมากข้ึน ซง่ึ เปน็ กาลงั สาคัญในการเผยแผ่ศาสนาตอ่ ไป)
7. นกั เรียนร่วมกนั วเิ คราะหแ์ ละสรุปพุทธกิจทีส่ าคัญของพระพุทธเจ้า โดยใช้แผนภาพความคดิ แล้ว
สรุปเป็นความคดิ รวบยอด
การแสดงพุทธกิจของพระพทุ ธเจ้ามคี วามสาคญั อย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพ่อื ใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนนาหลกั ธรรมไปปฏบิ ตั ิ)
8. นักเรียนรว่ มกนั เสนอแนวทางการนาพทุ ธกจิ ของพระพุทธเจ้าไปใช้ในชีวติ ประจาวนั
พรอ้ มวเิ คราะหผ์ ลท่ีเกิดขนึ้ ลงในตาราง แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด ดังตัวอย่าง
กิจวัตรประจาวันของนักเรยี นเทียบกับพทุ ธกจิ ผลทเ่ี กดิ ข้นึ
เชา้ เดินทางมาโรงเรียนดว้ ยความแจม่ ใส จติ ใจรา่ เรงิ แจ่มใส
เท่ยี ง แบ่งปันสง่ิ ของให้แกผ่ ้อู ่นื ชว่ ยเหลือผู้อน่ื มคี วามสุข เป็นทรี่ ักของผอู้ ื่น
บ่าย ต้ังใจเรยี น เชอ่ื ฟังคาสงั่ สอนของครู เรยี นรอู่ ยา่ งรวดเร็ว ผลการเรียนดีข้นึ
เยน็ ทบทวนบทเรยี น ช่วยเหลืองานบ้าน เขา้ ใจบทเรียนมากข้นึ และพ่อแม่ภาคภมู ิใจ
9. นกั เรยี นคดิ ประเมินเพื่อเพิ่มคณุ คา่ แล้วสรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
นักเรยี นจะนาความรู้จากการศกึ ษาพุทธประวัตมิ าพฒั นาการศึกษาของตนเองไดอ้ ย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ต้ังใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นศกึ ษาหาความรอู้ ยู่ตลอดเวลา ไมย่ ่อทอ้ ต่อ
อปุ สรรคตา่ ง ๆ)
3.ข้ันปฏบิ ตั แิ ละสรุปความร้หู ลงั การปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
10. นกั เรยี นทาชน้ิ งานท่ี 2 เรื่อง พุทธประวัติ
11. นกั เรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งเรยี บรอ้ ยของชน้ิ งาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รบั ปรุงแก้ไข
ให้ดียงิ่ ข้นึ
12. นกั เรียนรว่ มกนั สรปุ สิง่ ที่เขา้ ใจเปน็ ความรู้ร่วมกนั ดังนี้
พระพทุ ธเจา้ ทรงบาเพญ็ พุทธกจิ ทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ ่อพทุ ธศาสนกิ ชน โดยไมเ่ ห็นแกค่ วาม
เหนอื่ ยยาก การศึกษาพทุ ธประวตั ิจะทาให้ไดแ้ บบอยา่ งที่ดีของพระพุทธเจา้ มาปฏบิ ัติในการดาเนนิ ชีวติ
4.ขน้ั ส่ือสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
13. นกั เรียนออกมานาเสนอชิ้นงานให้เพอื่ นฟงั หน้าช้นั เรียน
14. นกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายสรปุ เกยี่ วกบั วิธีการทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชงิ ระบบและวธิ ีการทางาน
ท่มี แี บบแผน
5.ข้ันประเมินเพอ่ื เพิ่มคุณคา่ บริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
15. นกั เรียนรว่ มกนั จดั ปา้ ยนิเทศเกี่ยวกบั พุทธประวตั ิ เพื่อเผยแพรค่ วามรู้แกผ่ ู้ที่สนใจ
16. นักเรียนประเมนิ ตนเองหลังการเรยี น ในประเด็นตอ่ ไปน้ี
• ส่งิ ท่ีนกั เรียนได้เรียนรูใ้ นวันน้คี อื อะไร
• นกั เรียนมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพงึ พอใจกับการเรยี นรู้ในวันนีห้ รอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรียนจะนาความรทู้ ีไ่ ดน้ ไ้ี ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมทัว่ ไป
ไดอ้ ย่างไร
จากน้ันแลกเปลย่ี นตรวจสอบขั้นตอนการทางานทุกขัน้ ตอนว่าจะเพิม่ คณุ คา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชน์ต่อสงั คมใหม้ ากข้นึ กว่าเดิมในขนั้ ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครง้ั ต่อไป
สอื่ การเรยี นรู้/แหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือเรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5
2. วิดีโอพทุ ธประวตั ิ
3. แหล่งการเรียนรทู้ ัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
กจิ กรรมเสนอแนะ
นักเรยี นนาข้อคดิ ที่ได้จากการศกึ ษาพุทธประวตั ใิ นตอนท่ีตนเองประทับใจ มาสรปุ เปน็ แนวทางสาหรับ
ปฏบิ ัตใิ นการดาเนินชวี ติ ใหป้ ระสบความสขุ โดยสรปุ เปน็ คตธิ รรมสอนใจมา 1 บรรทดั
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรื่อง พทุ ธประวตั ิ (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ชนิ้ งาน เร่อื ง พทุ ธประวัติ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใฝ่เรียนรู้ (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินชิ้นงาน เร่อื ง พทุ ธประวตั ิ
รายการการ ระดับคุณภาพ
ประเมนิ 4 3 2 1
การเขยี นอธบิ าย เขียนอธิบายหรือสรุป เขียนอธิบายหรอื สรปุ เขยี นอธิบายหรอื สรปุ เขยี นอธบิ ายหรือสรปุ
หรือสรุปพุทธประวัติ พทุ ธประวัติจากภาพ พทุ ธประวัตจิ ากภาพ พทุ ธประวตั ิจากภาพ พทุ ธประวตั ิจากภาพ
จากภาพ ได้สัมพนั ธก์ นั ได้ ไดส้ อดคล้องกบั ขอ้ มูล ได้
มีการเช่อื มโยง มีการจาแนกขอ้ มูล มกี ารเขียนขยายความ แตไ่ ม่สอดคล้องกับ
ใหเ้ ห็นถงึ ภาพรวม หรืออธิบายให้เห็นถงึ และมีการยกตัวอยา่ ง ข้อมูล
แสดงให้เห็นถงึ ความสัมพันธก์ บั เพิ่มเติมให้เขา้ ใจง่าย เขยี นตามข้อมูลที่ได้
ความสมั พันธ์ ตนเอง ไม่มีการอธบิ าย
กับตนเองและผู้อ่ืน อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพ่มิ เตมิ
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 3
สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องที่ 3 ประวัตศิ าสดาของศาสนาต่าง ๆ เวลาเรยี น 1 ชวั่ โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชว้ี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รแู้ ละเขา้ ใจประวตั ิ ความสาคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนา
ท่ีตนนับถือและศาสนาอ่ืน มศี รัทธาทีถ่ กู ต้อง ยึดม่ัน และปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรม
เพอื่ อยรู่ ่วมกันอยา่ งสันตสิ ขุ
ตัวช้ีวัด สรุปพุทธประวตั ติ ง้ั แตเ่ สด็จกรงุ กบลิ พสั ด์ุ จนถึงพทุ ธกจิ สาคัญ หรอื ประวัตศิ าสดา
ส 1.1 ป.5/2
ทต่ี นนบั ถือตามทก่ี าหนด
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.อธิบายประวตั ศิ าสดาของศาสนาต่าง ๆ (K)
2. วเิ คราะห์และสรุปประวตั ิศาสดาของศาสนาต่าง ๆ ทสี่ นใจ (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสาคัญของการศึกษาประวัตศิ าสดาของศาสนาต่าง ๆ เพือ่ ทาความเข้าใจในศาสนา
ใหส้ ามารถอยรู่ ว่ มกันไดอ้ ย่างมคี วามสุข (A)
สาระสาคญั
ศาสนาทุกศาสนามีศาสดาเป็นผ้เู ผยแผ่ศาสนา การศึกษาประวัตศิ าสดาของศาสนาตา่ ง ๆ
จะทาให้เข้าใจความเป็นมาของแต่ละศาสนามากย่ิงข้ึน
สาระการเรียนรู้
1. ศาสนาอิสลาม
2. ศาสนาคริสต์
3. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคัญ
การศกึ ษาประวตั ศิ าสดาของศาสนาตา่ ง ๆ ก่อให้เกิดประโยชน์อยา่ งไร
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
1.ข้ันสงั เกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นักเรียนรว่ มกนั สนทนาเกีย่ วกับศาสนาตา่ ง ๆ ท่ีคนไทยนบั ถอื โดยใชค้ าถาม ดังนี้
ศาสนาท่ีคนไทยนับถือมศี าสนาใดบ้าง
(ตัวอยา่ งคาตอบ พระพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินด)ู
ศาสนาใดเป็นศาสนาที่คนไทยนบั ถอื มากทส่ี ุด
(พระพทุ ธศาสนา)
แต่ละศาสนาใครเป็นศาสดา
(ศาสดาของพระพทุ ธศาสนา คือ พระพทุ ธเจ้า ศาสดาของศาสนาอิสลาม คอื นบมี ุฮัมมดั
ศาสดาของศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่มีศาสดา)
นักเรยี นคิดว่าถา้ ไมม่ ศี าสดาจะมีศาสนาเกิดข้ึนหรือไม่ อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ สามารถเกดิ ขนึ้ ได้ แต่ตอ้ งมีผู้เผยแผ่ศาสนา เชน่ ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
เป็นศาสนาทไ่ี มม่ ศี าสดา แตเ่ กิดขึ้นเองเพราะมีเทพเจา้ 3 องค์ เปน็ ที่เคารพสงู สดุ ของผู้ท่นี ับถือ
ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู)
2. นักเรียนรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกี่ยวกับเรือ่ ง ประวตั ศิ าสดาของศาสนาตา่ ง ๆ
จากหนงั สอื เรียนและแหลง่ การเรยี นร้อู ่นื ๆ เพม่ิ เตมิ
2.ข้ันคดิ วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกบั ประวัติศาสดาของศาสนาอสิ ลาม แล้วสรปุ เปน็ ความคิด
รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
ศาสดาของศาสนาอสิ ลาม คอื ใคร
(นบีมุฮัมมดั )
มีความสาคัญต่อศาสนาอิสลามอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ เปน็ ผนู้ าโองการของอลั ลอฮ์มาเผยแผ่เกิดเปน็ ศาสนาอิสลาม)
เปน็ แบบอย่างที่ดีทค่ี วรนามาปฏิบัติในการดาเนินชีวิตอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ เป็นผู้ท่ีสนใจในทางศาสนา หมัน่ ฝึกฝนบาเพ็ญสมาธ)ิ
4. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั ประวัตศิ าสดาของศาสนาคริสต์ แล้วสรุปเป็นความคดิ
รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ศาสดาของศาสนาคริสต์คือใคร
(พระเยซ)ู
มคี วามสาคญั ตอ่ ศาสนาคริสต์อย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ เปน็ ผู้ที่ประกาศศาสนาคริสต์ และเผยแผ่หลักคาสอนทางศาสนา)
เป็นแบบอยา่ งที่ดีที่ควรนามาปฏบิ ัติในการดาเนนิ ชวี ิตอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ เปน็ ผทู้ ี่สนใจในเรื่องศาสนา เฉลียวฉลาด มีจติ ใจเมตตาอยากชว่ ยเหลือให้ผู้อื่น
หลุดพ้นจากบาป)
5. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ียวกบั ประวัติศาสดาของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ศาสดาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดคู อื ใคร
(ไม่มีศาสดา แต่นับถอื เทพเจา้ 3 องค์ ไดแ้ ก่ พระพรหม พระวษิ ณุ และพระศิวะ)
6. นกั เรียนคิดประเมินเพื่อเพมิ่ คุณคา่ แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
การศกึ ษาประวตั ศิ าสดาของศาสนาต่าง ๆ ก่อให้เกดิ ประโยชนอ์ ย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ มีความร้คู วามเขา้ ใจเกยี่ วกบั ศาสดาของศาสนาตา่ ง ๆ ท่ีคนในสังคมไทยนับถือ
รวมทั้งเข้าใจศาสนาอืน่ มากขึน้ )
3.ขนั้ ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความร้หู ลงั การปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรยี นแบ่งกล่มุ เลือกศึกษาประวตั ิศาสดาของศาสนาที่สนใจมา 1 ศาสนา บนั ทึกข้อมูล
ลงในแบบบันทึก แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด ดังตัวอย่าง
แบบบันทกึ ประวัติศาสดาของศาสนาทสี่ นใจ
1. ศาสนาทีส่ นใจ
(ศาสนาคริสต)์
2. ศาสดาของศาสนา
(พระเยซู)
3. สรุปประวตั ิศาสดา
(พระเยซูเกิดเม่ือวนั ที่ 25 ธนั วาคม ค.ศ. 1 ที่เมืองเบธเลเฮม ประเทศอิสราเอล ในวยั เดก็ ทา่ นสนใจ
ในเรื่องศาสนา เมื่อโตข้นึ ไดป้ ระกาศศาสนาใหม่จนมีผนู้ บั ถือจานวนมาก กลุ่มผนู้ าของศาสนาเดิมไม่พอใจ
จงึ กล่าวหาวา่ เป็นกบฏ แลว้ จบั พระเยซูไปประหารชีวติ โดยตึงบนไมก้ างเขน หลงั จากน้นั เหล่าสาวก
ที่เล่ือมใสศรัทธาในพระเยซูและศาสนาคริสตจ์ งึ ไดร้ ่วมมือกนั เผยแผศ่ าสนาคริสตส์ ืบมาจนถึงปัจจบุ นั )
4. ประโยชนท์ ี่ไดจ้ ากการศึกษาประวตั ศิ าสดา
(ไดร้ ู้ประวตั ิความเป็นมาของศาสดาของศาสนาคริสต์ และไดแ้ บบอยา่ งทดี่ ีของพระเยซูมาประยกุ ต์
ใชใ้ นกา8ร.ดนาเักนเินรยี ชนีวตติ รปวรจะสจอาบวคนั ว)ามถกู ต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรับปรงุ แกไ้ ข
ให้ดยี ง่ิ ขนึ้
9. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ ส่ิงทีเ่ ข้าใจเปน็ ความรู้รว่ มกนั ดงั นี้
ศาสนาทกุ ศาสนามศี าสดาเปน็ ผู้เผยแผ่ศาสนา การศกึ ษาประวตั ิศาสดาของศาสนาตา่ ง ๆ
จะทาใหเ้ ข้าใจความเป็นมาของแต่ละศาสนามากยิ่งขน้ึ
4.ข้นั ส่ือสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรยี นออกมานาเสนอแบบบันทกึ ประวัตศิ าสดาของศาสนาท่ีสนใจใหเ้ พื่อนฟังหนา้ ชนั้ เรยี น
11. นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายสรปุ เกีย่ วกบั วิธกี ารทางานให้เหน็ การคิดเชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน
ทมี่ แี บบแผน
5.ข้ันประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คุณค่าบริการสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นักเรยี นนาความรู้ที่ไดจ้ ากการศกึ ษาประวัติศาสดาของศาสนาต่าง ๆ ไปเล่าใหส้ มาชกิ
ในครอบครัวฟัง เพ่ือใหท้ กุ คนมคี วามรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ศาสนาต่าง ๆ และปฏบิ ัติตนไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
เม่อื จาเป็นต้องอย่รู ่วมกับผู้อื่นที่นบั ถอื ศาสนาอื่น
13. นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรูส้ กึ หลังการเรยี นและหลังการทากิจกรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
• สงิ่ ท่นี ักเรียนไดเ้ รยี นรู้ในวนั น้ีคืออะไร
• นกั เรียนมสี ่วนร่วมกจิ กรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• เพ่ือนนักเรยี นในกลุ่มมีส่วนร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรียนในวนั นห้ี รอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรียนจะนาความร้ทู ไ่ี ด้นไ้ี ปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมทวั่ ไป
ได้อย่างไร
จากน้นั แลกเปลีย่ นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกขั้นตอนว่าจะเพิ่มคุณคา่ ไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชน์ตอ่ สังคมใหม้ ากข้นึ กว่าเดมิ ในข้นั ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครัง้ ตอ่ ไป
ส่ือการเรยี นร้/ู แหลง่ การเรยี นรู้
1. หนังสือเรียน รายวชิ าพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5
2. แหลง่ การเรยี นรทู้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เร่ือง ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่ (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใฝ่เรยี นรู้ รกั ความเปน็ ไทย (A)
ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลมุ่
รายการการประเมนิ ระดับคุณภาพ
กระบวนการ 432 1
ทางานกลุ่ม
มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มีการกาหนด
บทบาทสมาชิก
สมาชกิ ชัดเจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ และไมม่ กี ารชแ้ี จง
เป้าหมาย สมาชกิ
และมีการชี้แจงเปา้ หมาย มีการช้ีแจงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชแี้ จงเป้าหมาย ต่างคนต่างทางาน
การทางาน อย่างชัดเจนและ อยา่ งชดั เจน
มกี ารปฏบิ ตั ิงานร่วมกนั ปฏิบัตงิ านรว่ มกนั ปฏิบัตงิ านรว่ มกัน
อย่างรว่ มมอื ร่วมใจ แต่ไม่มกี ารประเมนิ ไมค่ รบทกุ คน
พร้อมกบั การประเมนิ เปน็ เป็นระยะ ๆ
ระยะ ๆ
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 4
สาระการเรียนร้สู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่ืองที่ 1 พุทธสาวก : พระโสณโกฬิวสิ ะ เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นร้แู ละตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 ร้แู ละเขา้ ใจประวตั ิ ความสาคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนา
ทีต่ นนับถอื และศาสนาอน่ื มีศรัทธาทถี่ กู ต้อง ยึดม่ัน และปฏิบัติตามหลกั ธรรม
เพื่ออยู่ร่วมกนั อย่างสนั ติสุข
ตวั ชวี้ ัด เห็นคุณค่าและประพฤติตนตามแบบอยา่ งการดาเนนิ ชีวติ และขอ้ คดิ จากประวัตสิ าวก
ส 1.1 ป.5/3
ชาดก เร่อื งเล่า และศาสนกิ ชนตัวอยา่ งตามที่กาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายประวัติพุทธสาวก : พระโสณโกฬวิ ิสะ (K)
2. วิเคราะหค์ ณุ ธรรมแบบอย่างทีด่ ีของพทุ ธสาวกและเสนอแนวทางการนาแบบอย่างทดี่ มี าปฏบิ ัติ (P)
3. เห็นคณุ คา่ และความสาคญั ของการปฏิบตั ติ นตามคณุ ธรรมแบบอยา่ งท่ีดีของพทุ ธสาวก (A)
สาระสาคญั
พุทธสาวก คอื ผ้ปู ฏบิ ัตติ ามหลักคาสอนของพระพทุ ธเจา้ ชาวพทุ ธจงึ ควรศึกษาประวตั แิ ละยึดถือ
คุณธรรมของทา่ นมาปฏิบตั ิในการดาเนินชวี ติ
สาระการเรยี นรู้
พทุ ธสาวก : พระโสณโกฬิวิสะ
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ใฝ่เรยี นรู้
คาถามสาคญั
ถา้ นกั เรยี นตอ้ งการประสบผลสาเรจ็ ทางการศึกษา นักเรยี นจะนาหลักปฏบิ ัติของพระโสณโกฬวิ สิ ะ
มาใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อตนเองได้อย่างไร
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1.ขัน้ สงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นกั เรียนรว่ มกนั อา่ นบตั รคา พทุ ธสาวก บนกระดาน แล้วร่วมกันสนทนา โดยใช้คาถาม
ดังนี้
พทุ ธสาวกคือใคร
(ตัวอย่างคาตอบ ผปู้ ฏบิ ัตติ ามคาสงั่ สอนของพระพทุ ธเจ้า และชว่ ยเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา)
พทุ ธสาวกท่ีนกั เรียนรู้จักมใี ครบา้ ง
(ตวั อย่างคาตอบ พระอรุ ุเวลกัสสปะ)
พทุ ธสาวกองคน์ ั้นเป็นแบบอย่างทดี่ ใี ห้กับนกั เรยี นอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ เป็นผู้ทม่ี ีสัมมาคารวะ มีความอ่อนนอ้ มถอ่ มตน)
2. นักเรียนรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกบั ประวัติพทุ ธสาวก : พระโสณโกฬวิ ิสะ
จากหนงั สอื เรยี นและแหลง่ การเรียนรอู้ ่ืน ๆ เพิ่มเตมิ
2.ขัน้ คิดวิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกีย่ วกับพทุ ธสาวก : พระโสณโกฬวิ ิสะ แลว้ สรปุ เปน็
ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
พระโสณโกฬวิ สิ ะคอื ใคร
(ตัวอย่างคาตอบ เป็นบตุ รของเศรษฐใี นเมอื งจัมปานคร ผูไ้ ดร้ ับการยกย่องจากพระพทุ ธเจ้า
ในด้านการมคี วามเพียร)
พระโสณโกฬวิ ิสะมลี ักษณะพิเศษอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ มีฝ่ามอื ฝา่ เทา้ ออ่ นนมุ่ และมีขนอ่อนขึ้น มผี วิ เหมอื นทองคา)
พระโสณโกฬวิ สิ ะมคี ุณธรรมแบบอยา่ งท่ีดีทน่ี กั เรยี นควรถอื เป็นแบบอยา่ งอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ มคี วามขยันหมน่ั เพียร)
4. นกั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวทางการนาคุณธรรมแบบอยา่ งที่ดีของพระโสณโกฬวิ สิ ะไปปฏิบตั ิ
และวเิ คราะหผ์ ลทเี่ กิดข้นึ จากการปฏบิ ตั ิ โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด
5. นักเรียนร่วมกนั วิเคราะห์ตัวอย่างสถานการณ์ที่สอดคล้องกบั การนาข้อคิดทีไ่ ดจ้ ากพทุ ธสาวก :
พระโสณโกฬวิ ิสะ แล้วสรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
นนั ทวฒั น์อ่านหนงั สอื เพ่ือเตรยี มสอบอยา่ งหักโหม โดยอา่ นหนังสือท้ังวนั ท้งั คนื
โดยไมพ่ ักผ่อน เมอ่ื ถึงวนั สอบนนั ทวฒั นไ์ ม่สามารถทาข้อสอบได้ เพราะร่างกาย
เกดิ ความออ่ นเพลีย
การกระทาของนันทวฒั น์กอ่ ให้เกิดผลอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ไมส่ ามารถทาขอ้ สอบได้ เพราะร่างกายออ่ นเพลยี )
ถ้านักเรยี นเป็นนนั ทวฒั นจ์ ะนาข้อคดิ จากประวตั ิพทุ ธสาวก : พระโสณโกฬวิ ิสะ
มาใช้แก้ปญั หาอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ไมห่ กั โหมมากเกนิ ไป ควรทาอะไรแต่พอดี)
6. นักเรียนรว่ มกนั วเิ คราะหป์ ระโยชนข์ องการศึกษาพุทธสาวก : พระโสณโกฬวิ ิสะ
โดยใช้แผนภาพความคิด แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด
7. นกั เรียนคิดประเมินเพ่ือเพมิ่ คณุ คา่ แล้วสรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
ถ้านกั เรยี นต้องการประสบผลสาเรจ็ ทางการศกึ ษา นกั เรยี นจะนาหลักปฏิบัติ
ของพระโสณโกฬิวสิ ะมาใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ มีความขยนั หมน่ั เพียร ตัง้ ใจเรียน หมั่นแสวงหาความรู้อย่เู สมอ)
3.ข้ันปฏิบัตแิ ละสรุปความรหู้ ลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
8. นักเรยี นศกึ ษาประวตั พิ ุทธสาวก : พระโสณโกฬิวสิ ะ และข้อคดิ ทไี่ ด้จากการศึกษา
และตอบคาถามลงในช้ินงานที่ 3 เรอื่ ง พทุ ธสาวก
9. นกั เรียนตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยของชน้ิ งาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รบั ปรงุ แกไ้ ข
ใหด้ ยี ่ิงขน้ึ
10. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ ส่งิ ทเี่ ข้าใจเป็นความรรู้ ว่ มกัน ดงั นี้
พทุ ธสาวก คอื ผู้ปฏบิ ัติตามหลักคาสอนของพระพทุ ธเจา้ ชาวพทุ ธจึงควรศกึ ษาประวัติ
และยดึ ถือคุณธรรมของทา่ นมาปฏบิ ัตใิ นการดาเนนิ ชีวติ
4.ขน้ั สอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
11. นกั เรียนออกมานาเสนอผลการศกึ ษาประวตั พิ ทุ ธสาวกใหเ้ พ่ือนฟงั หน้าช้นั เรียน
12. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรปุ เก่ียวกับวิธกี ารทางานใหเ้ ห็นการคิดเชิงระบบและวิธกี ารทางาน
ท่มี แี บบแผน
5.ขั้นประเมินเพอื่ เพิ่มคณุ ค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
13. นักเรยี นนาคุณธรรมทค่ี วรยึดถอื เป็นแบบอยา่ งของพระโสณโกฬิวสิ ะไปปฏิบัติ
ในการดาเนินชวี ติ และเชญิ ชวนให้สมาชกิ ในครอบครัวและชุมชนมาปฏิบัติรว่ มกนั
14. นกั เรียนประเมนิ ตนเองหลังการเรียน ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• สิง่ ทนี่ กั เรียนไดเ้ รยี นรู้ในวันน้ีคืออะไร
• นกั เรยี นมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรยี นรู้มากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพงึ พอใจกับการเรยี นรใู้ นวันนีห้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนาความรูท้ ีไ่ ดน้ ไี้ ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครัว และสังคมท่วั ไป
ไดอ้ ย่างไร
จากน้ันแลกเปลี่ยนตรวจสอบข้ันตอนการทางานทุกขนั้ ตอนว่าจะเพ่ิมคุณคา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ ่อสงั คมให้มากข้ึนกว่าเดมิ ในข้นั ตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครง้ั ตอ่ ไป
ส่อื การเรยี นรู้/แหล่งการเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5
2. บัตรคาพุทธสาวก
3. ตวั อย่างสถานการณท์ ่ีสอดคล้องกบั ขอ้ คิดทไ่ี ด้จากพทุ ธสาวก : พระโสณโกฬิวิสะ
4. แหล่งการเรยี นรทู้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรอื่ ง พทุ ธสาวก : พระโสณโกฬวิ ิสะ (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ชิ้นงาน เรอื่ ง พุทธสาวก (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ใฝ่เรียนรู้ (A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินชิ้นงาน เร่อื ง พุทธสาวก
รายการการประเมิน ระดับคุณภาพ
การเขยี นอธบิ ายหรือ 4 321
สรุปขอ้ คดิ ท่ไี ด้
และแนวทาง เขยี นอธบิ ายหรอื เขยี นอธบิ ายหรอื เขียนอธิบายหรือ เขยี นอธิบายหรอื
การนาขอ้ คิดเร่ือง สรปุ ข้อคดิ ทไี่ ด้
พทุ ธสาวกไปปฏบิ ตั ิ และแนวทาง สรปุ ข้อคิดทไ่ี ด้ สรุปข้อคดิ ท่ไี ด้ สรุปข้อคดิ ทีไ่ ด้
การนาขอ้ คิดเร่ือง
พทุ ธสาวกไปปฏบิ ัติ และแนวทาง และแนวทาง และแนวทาง
ได้สัมพันธก์ ัน
มีการเช่ือมโยง การนาขอ้ คดิ เรื่อง การนาขอ้ คดิ เรื่อง การนาขอ้ คดิ เรื่อง
ใหเ้ หน็ เปน็ ภาพรวม
แสดงใหเ้ หน็ ถึง พทุ ธสาวกไปปฏิบัติได้ พุทธสาวกไปปฏบิ ตั ิ พุทธสาวกไปปฏิบตั ิ
ความสัมพนั ธ์กับตนเอง มีการจาแนกข้อมลู ได้สอดคลอ้ งกับขอ้ มูล แตไ่ มส่ อดคล้อง
และผูอ้ ่ืน
หรอื อธิบายให้เหน็ ถงึ มกี ารเขยี นอธบิ ายเพ่ิมเติม กับขอ้ มูล เขียนตามข้อมลู
ความสัมพันธก์ บั ตนเอง และยกตวั อย่าง ทีอ่ า่ น ไม่มีการอธบิ าย
อยา่ งเป็นเหตเุ ป็นผล ให้เข้าใจง่าย เพม่ิ เตมิ
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 5
สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 เรอ่ื งท่ี 2 ชาดก : จูฬเสฏฐิชาดกและวัณณาโรหชาดก เวลาเรียน 1 ช่ัวโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชีว้ ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รูแ้ ละเข้าใจประวตั ิ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนา
ที่ตนนบั ถือและศาสนาอ่นื มศี รัทธาทถ่ี ูกต้อง ยดึ มั่น และปฏบิ ัติตามหลักธรรม
เพือ่ อยรู่ ่วมกันอย่างสนั ติสุข
ตวั ชวี้ ัด เห็นคุณค่าและประพฤตติ นตามแบบอย่างการดาเนนิ ชีวติ และขอ้ คิดจากประวัตสิ าวก
ส 1.1 ป.5/3
ชาดก เรื่องเล่า และศาสนิกชนตัวอยา่ งตามทกี่ าหนด
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายขอ้ คิดจากชาดก (K)
2. วิเคราะห์ข้อคิดและนาขอ้ คดิ จากชาดกไปใชใ้ นการดาเนินชวี ิต (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสาคัญของการปฏบิ ัติตนตามข้อคิดทไี่ ดจ้ ากชาดก (A)
สาระสาคัญ
ชาดกเป็นเร่ืองราวในอดีตชาตขิ องพระพทุ ธเจา้ ซ่งึ ใหข้ อ้ คดิ ท่ีสามารถนาไปใช้ในการดาเนนิ ชวี ติ ได้
สาระการเรียนรู้
ชาดก : จูฬเสฏฐิชาดก วัณณาโรหชาดก
สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ใฝเ่ รียนรู้
คาถามสาคญั
การศกึ ษาชาดกก่อใหเ้ กดิ คุณค่าและประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นกั เรยี นสังเกตเหรียญกษาปณแ์ ละธนบัตร แล้วรว่ มกันสนทนา โดยใช้คาถาม ดงั นี้
นักเรยี นนาเงนิ มาโรงเรียนวันละกบ่ี าท
(ตวั อยา่ งคาตอบ 30 บาท)
นกั เรยี นใช้เงินวนั ละกบี่ าท เหลือเก็บก่บี าท
(ตวั อยา่ งคาตอบ ใช้เงินวันละ 20 บาท เหลือวนั ละ 10 บาท)
ถา้ มเี งนิ เหลอื จากการใช้จ่าย นักเรยี นจะนามาใชท้ าประโยชนอ์ ย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ นามาหยอดกระปกุ ออมสนิ เพ่ือเก็บไวใ้ ชใ้ นยามจาเปน็
และใชเ้ ป็นทนุ การศกึ ษา)
นักเรยี นคดิ วา่ เงินเกบ็ เพยี งเลก็ น้อยจะทาใหเ้ จ้าของเปน็ เศรษฐไี ดห้ รือไม่ อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ สามารถเป็นเศรษฐีได้ ถ้าเกบ็ เงินทกุ วนั เม่อื มีเงินเกบ็ จานวนมากสามารถ
นาเงนิ เกบ็ ไปลงทุน เชน่ ซ้ือของมาขาย ซื้อเมลด็ พันธุ์พชื มาเพาะปลูกเพอ่ื นาไปขาย ถ้าทกุ คนเก็บเลก็ ผสมน้อยสัก
วันก็เป็นเศรษฐีได)้
2. นกั เรยี นรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มูลเกีย่ วกับชาดก : จฬู เสฏฐิชาดกและวัณณาโรหชาดก จาก
หนงั สอื เรียนและแหล่งการเรยี นรูอ้ ื่น ๆ เพ่ิมเตมิ
2.ข้นั คดิ วเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ียวกบั จูฬเสฏฐชิ าดก แลว้ สรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด
โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี
เพราะเหตุใดชายหนมุ่ ผเู้ ปน็ เดก็ รับใช้จงึ กลายเป็นเศรษฐี
(ตวั อย่างคาตอบ เพราะรู้จกั การทาให้ทรัพย์ทีม่ ีมูลคา่ เพยี งเลก็ นอ้ ยเพิ่มพนู มลู คา่ ใหม้ ากข้นึ ได้ โดย
ใชส้ ตปิ ัญญาของตนเอง)
จูฬกเศรษฐีมีคณุ ธรรมแบบอย่างทีด่ อี ยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ มคี วามเพียรพยายามและอดทน ร้จู กั กตญั ญเู ศรษฐีผู้ใหโ้ อกาสตน
และมปี ัญญาฉลาดสามารถสร้างฐานะดว้ ยทรพั ย์ท่ีมมี ลู คา่ เพยี งเล็กนอ้ ยได)้
ชาดกเรอื่ งน้ีให้ขอ้ คิดอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ใหร้ จู้ กั การใชป้ ญั ญาในการแสวงหาทรพั ย)์
4. นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกบั วณั ณาโรหชาดก แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด
โดยใช้คาถาม ดังน้ี
เพราะเหตุใดสุนัขจง้ิ จอกจึงออกอบุ ายใหร้ าชสีห์และเสอื โครง่ แตกแยกกนั
(ตวั อยา่ งคาตอบ เพราะอยากจะกินเนอ้ื ของราชสหี แ์ ละเสอื โครง่ )
ราชสีหแ์ ละเสอื โคร่งเช่อื ในคายุยงของสนุ ขั จง้ิ จอกหรอื ไม่ อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ไม่เชือ่ เพราะท้งั สองไดไ้ ปสอบถามกันและกนั จึงรคู้ วามจริงวา่ สุนัขจง้ิ จอก
ตอ้ งการให้ท้งั สองแตกความสามัคคกี นั )
ราชสหี ์และเสือโครง่ เปน็ แบบอย่างทีด่ ีให้แก่นกั เรียนอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ การมคี วามรักความสามัคคีของหมู่คณะ)
ชาดกเรือ่ งนใ้ี ห้ข้อคิดอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ ใหร้ จู้ ักการใชส้ ตปิ ญั ญาพจิ ารณาไตรต่ รองก่อนทีจ่ ะเช่ืออะไร)
5. นักเรียนร่วมกนั วเิ คราะหต์ ัวอย่างสถานการณ์ท่ีสอดคล้องกับชาดก แลว้ สรุปเป็น
ความคิดรวบยอด โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
5.1 เอกชยั เรียนจบมานานแลว้ แตย่ งั หางานไม่ไดจ้ ึงรู้สึกทอ้ ใจกลบั ไปอยบู่ า้ นกบั พอ่ แม่
ตอนน้ีเขายงั ตอ้ งขอเงนิ พอ่ แม่มาใชจ้ า่ ย
ถา้ นกั เรียนเปน็ เพื่อนกบั เอกชยั จะนาข้อคดิ จากจูฬเสฏฐิชาดกมาแนะนาอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ทรัพยจ์ ะงอกเงยข้ึนได้ ถา้ เราร้จู ักแสวงหาหนทางสรา้ งรายได)้
ถา้ เอกชัยปฏบิ ัตติ ามคาแนะนาจะเกดิ ผลอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ มรี ายได้ เพือ่ ใช้จา่ ยและเหน็ คณุ คา่ ในตัวเอง)
5.2 น้าํ ฝนทาํ งานอยกู่ ลุ่มเดียวกบั ปลายฟ้า แต่ดอกหญา้ ไปบอกกบั น้าํ ฝนวา่ ปลายฟ้ามาบน่ วา่
น้าํ ฝนไม่ทาํ งาน ท่ีงานเสร็จไดเ้ ป็นเพราะปลายฟ้าทาํ คนเดียว
ถ้านกั เรยี นเปน็ น้าฝนจะนาขอ้ คิดที่ไดจ้ ากวัณณาโรหชาดกมาแก้ปญั หาอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ ใช้สตไิ ตร่ตรองหาขอ้ เท็จจรงิ ไม่เชือ่ คายุยงของผอู้ ื่นงา่ ย ๆ)
ถ้านกั เรียนปฏบิ ตั ติ ามข้อคดิ ที่ได้จะเกดิ ผลดีอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ เกิดความสามัคคี ไม่เกดิ ปญั หาการทะเลาะเบาะแว้งกนั )
6. นักเรียนคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณค่า แล้วสรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
การศกึ ษาชาดกกอ่ ให้เกิดคุณค่าและประโยชนต์ ่อนกั เรยี นอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ เกดิ ความสนุกสนานเพลดิ เพลิน และสามารถนาขอ้ คิดที่ไดม้ าเป็นแบบอย่าง
ในการดาเนนิ ชวี ิต)
3.ข้นั ปฏบิ ัติและสรุปความรูห้ ลงั การปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นักเรยี นเลือกชาดกทสี่ นใจมา 1 เรอ่ื ง และเสนอแนวทางการปฏิบตั ิตนตามขอ้ คิดจากชาดก
และบอกผลท่เี กดิ ขน้ึ จากการปฏิบัติในชน้ิ งานที่ 4 เรอื่ ง ชาดก
8. นักเรียนตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของชิ้นงาน หากพบข้อผิดพลาดใหป้ รับปรุงแก้ไข
ให้ดยี ่งิ ขึน้
9. นกั เรยี นร่วมกนั สรุปส่ิงทเี่ ขา้ ใจเปน็ ความรูร้ ่วมกัน ดังนี้
ชาดกเป็นเรื่องราวในอดีตชาติของพระพทุ ธเจา้ ซ่งึ ให้ข้อคิดท่ีสามารถนาไปใช้
ในการดาเนนิ ชีวติ ได้
4.ขั้นสอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรยี นออกมานาเสนอช้นิ งานใหเ้ พอื่ นฟงั หนา้ ชัน้ เรยี น
11. นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายสรุปเก่ยี วกบั วธิ กี ารทางานใหเ้ ห็นการคิดเชงิ ระบบและวิธกี ารทางาน
ทีม่ แี บบแผน
5.ข้นั ประเมินเพอ่ื เพมิ่ คุณค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
12. นักเรียนร่วมกนั จัดทาหนงั สอื นิทานชาดกขนาดพกพา จากนน้ั นาผลงานไปเก็บไวใ้ นมมุ หนังสอื ของ
หอ้ งเรยี นหรอื หอ้ งสมุด เพอื่ ให้ผทู้ ี่สนใจได้อา่ น ได้ศกึ ษาตอ่ ไป
13. นักเรยี นประเมนิ ตนเองหลงั การเรียน ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
• สิ่งทน่ี กั เรียนไดเ้ รยี นรู้ในวนั นีค้ ืออะไร
• นกั เรียนมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมการเรยี นร้มู ากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรยี นพงึ พอใจกบั การเรียนรูใ้ นวันนีห้ รอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรียนจะนาความรู้ทีไ่ ดน้ ไ้ี ปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมทวั่ ไป
ได้อยา่ งไร
จากนน้ั แลกเปล่ียนตรวจสอบขัน้ ตอนการทางานทุกข้นั ตอนว่าจะเพ่มิ คุณค่าไปสู่สังคม
เกิดประโยชน์ต่อสังคมใหม้ ากขึน้ กว่าเดิมในข้นั ตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครงั้ ต่อไป
สอื่ การเรียนรู/้ แหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สอื เรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
2. เหรียญกษาปณ์และธนบัตร
3. ตวั อยา่ งสถานการณท์ ี่สอดคลอ้ งกบั ชาดก
4. แหลง่ การเรยี นรทู้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรยี น
กจิ กรรมเสนอแนะ
นกั เรยี นแบ่งกลุม่ ออกเปน็ 2 กล่มุ แสดงบทบาทสมมตุ เิ ปน็ ตวั ละครในจูฬเสฏฐิชาดกและวัณณาโรหชาดก
จากน้ันแตล่ ะกล่มุ ออกมาแสดงให้เพอื่ นดูหนา้ ช้ันเรียน
ความร้เู พม่ิ เติมสาหรับครู
ชาดก คอื เรอ่ื งราวเกีย่ วกับอดีตชาติของพระพทุ ธเจ้า ในสมยั ที่พระองค์เป็นพระโพธิสตั ว์
โดยแสดงถึงความเป็นมาในชาติตา่ ง ๆ ท่ไี ด้เกิดมาสรา้ งบารมี เพ่อื ตรัสรเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้
เมื่อพระพุทธเจา้ ทรงแสดงธรรมจะยกชาดกซึง่ เป็นนทิ านอิงธรรมมาเลา่ เปน็ บุคลาธิษฐาน
คอื เปน็ วิธีการสอนแบบนานิทานมาประกอบเพอื่ ใหผ้ ้ฟู ังเขา้ ใจง่าย
ชาดกมี 2 ประเภท คือ
1. นบิ าตชาดก เปน็ ชาดกในพระไตรปิฎกมี 547 เรื่อง ท่ีมอี ย่ใู นคมั ภรี ข์ ุกทกนิกาย
ของพระสตุ ตันตปิฎก นิบาตชาดกแตง่ เป็นคาถาคือคาฉันท์ โดยจะมกี ารแตง่ ขยายความเป็นรอ้ ยแก้ว
เปน็ อรรถกถาชาดก
2. ปญั ญาสชาดก เป็นชาดกที่แตง่ ขึ้นจากนิทานพื้นเมือง ไม่มีในพระไตรปฎิ ก พระภกิ ษุ
ชาวเชยี งใหมแ่ ตง่ ข้ึนเมื่อประมาณ พ.ศ. 2000-2200 มที ง้ั หมด 50 เร่ือง รวมกบั เรื่องในปัจฉิมภาคอีก
11 เรือ่ ง รวมเป็น 61 เรือ่ ง
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เร่ือง ชาดก : จูฬเสฏฐิชาดกและวัณณาโรหชาดก (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ชิน้ งาน เร่อื ง ชาดก (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ใฝเ่ รยี นรู้ (A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินชน้ิ งาน เรอื่ ง ชาดก
รายการการประเมิน ระดบั คณุ ภาพ
การเขียนอธิบายหรอื 4321
สรปุ แนวทาง
การปฏบิ ัตติ ามขอ้ คิด เขียนอธิบายหรอื สรุป เขียนอธิบายหรือสรปุ เขียนอธิบายหรือสรุป เขียนอธบิ ายหรือสรุป
และผลท่เี กดิ จาก
การปฏิบตั ติ าม แนวทางการปฏบิ ตั ิ แนวทางการปฏิบัติ แนวทางการปฏิบัติ แนวทางการปฏิบัติ
แบบอยา่ งคุณธรรม
ชาดก ตามข้อคิดและผลที่เกิด ตามข้อคิดและผลท่ีเกิด ตามข้อคดิ และผลทเ่ี กดิ ตามขอ้ คดิ และผลทเี่ กดิ
จากการปฏิบตั ติ าม จากการปฏิบตั ติ าม จากการปฏบิ ัตติ าม จากการปฏบิ ัตติ าม
แบบอยา่ งคณุ ธรรมชาดก แบบอยา่ งคุณธรรมชาดก แบบอยา่ งคุณธรรมชาดก แบบอย่างคณุ ธรรมชาดก
ไดส้ ัมพนั ธ์กัน ได้ มีการจาแนกข้อมูล ไดส้ อดคลอ้ งกับขอ้ มลู ได้ แต่ไมส่ อดคล้อง
มีการเชอ่ื มโยง หรอื อธบิ ายให้เหน็ ถึง มกี ารเขียนขยายความ กบั ข้อมลู เขยี นตามขอ้ มลู
ใหเ้ หน็ เป็นภาพรวม ความสมั พนั ธก์ บั ตนเอง และมีการยกตวั อย่าง ทไี่ ด้ ไม่มีการอธบิ าย
แสดงใหเ้ หน็ ถงึ อยา่ งเปน็ เหตุเป็นผล เพมิ่ เตมิ ให้เขา้ ใจงา่ ย เพ่มิ เตมิ
ความสมั พนั ธก์ บั ตนเอง
และผ้อู ืน่
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6
สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรอื่ งท่ี 3 พุทธศาสนิกชนตัวอยา่ ง : สมเด็จพระสังฆราช (สา ปสุ ฺสเทโว)
อาจารย์เสถยี ร โพธนิ นั ทะ เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวช้ีวัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รูแ้ ละเขา้ ใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนา
ทต่ี นนับถอื และศาสนาอ่ืน มีศรัทธาทถ่ี กู ตอ้ ง ยึดมั่น และปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรม
เพอื่ อยูร่ ว่ มกันอยา่ งสนั ติสุข
ตวั ชี้วัด
ส 1.1 ป.5/3 เหน็ คุณค่าและประพฤตติ นตามแบบอย่างการดาเนินชีวติ และข้อคิดจากประวตั สิ าวก
ชาดก เรอ่ื งเล่า และศาสนกิ ชนตวั อย่างตามที่กาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายคณุ ธรรมแบบอย่างทด่ี ีของพทุ ธศาสนกิ ชนตัวอย่าง (K)
2. วิเคราะหก์ ารนาคุณธรรมแบบอยา่ งท่ีดีของพทุ ธศาสนกิ ชนตวั อยา่ งไปปฏบิ ตั ิในการดาเนินชวี ติ (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคัญของการปฏิบัติตนตามคณุ ธรรมแบบอย่างทด่ี ีของพุทธศาสนกิ ชนตวั อย่าง (A)
สาระสาคญั
พทุ ธศาสนิกชนตวั อย่างเปน็ บคุ คลทีป่ ระพฤตปิ ฏิบัตดิ ี มีคุณธรรม ทาประโยชน์เพื่อสว่ นรวม การศึกษา
ประวตั พิ ทุ ธศาสนกิ ชนตัวอยา่ งทาให้ได้แบบอยา่ งท่ดี มี าปรับใชใ้ นการดาเนนิ ชีวติ
สาระการเรยี นรู้
พุทธศาสนิกชนตัวอย่าง : สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสฺ เทโว) อาจารยเ์ สถียร โพธินนั ทะ
สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ใฝเ่ รียนรู้
คาถามสาคญั
ถา้ นักเรียนนาคุณธรรมแบบอยา่ งท่ีดีของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
และอาจารยเ์ สถียร โพธนิ ันทะ ไปใช้ในการดาเนนิ ชีวติ จะเกิดประโยชนต์ ่อตนเองและพระพทุ ธศาสนา
อยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1.ขัน้ สงั เกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นักเรยี นร่วมกนั สนทนาเกยี่ วกับการปฏิบตั ิตนเป็นพทุ ธศาสนกิ ชนท่ีดี โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
พทุ ธศาสนิกชนทีด่ ีควรมีลกั ษณะสาคญั อย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ปฏิบัติตนเป็นคนดี มีจิตใจโอบอ้อมอาร)ี
พุทธศาสนิกชนทีด่ ีที่นักเรียนประทบั ใจมใี ครบา้ ง และบุคคลดังกล่าวปฏิบัติตนเปน็ แบบอย่าง
ทดี่ ใี หก้ บั นกั เรยี นอย่างไร โดยให้ตวั แทนนกั เรยี นออกมาเล่าประวัติ คุณธรรมแบบอย่างท่ีดีของบุคคลท่ี
ประทับใจให้เพ่ือนฟงั หนา้ ชัน้ เรยี น
2. นกั เรียนร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกบั พุทธศาสนิกชนตวั อยา่ ง : สมเด็จพระสังฆราช
(สา ปุสสฺ เทโว) และอาจารยเ์ สถยี ร โพธนิ นั ทะ จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรียนรูอ้ ื่น ๆ เพิม่ เติม
2.ขั้นคดิ วิเคราะหแ์ ละสรุปความรู้ (Processing)
3. นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั พุทธศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง : สมเด็จพระสงั ฆราช
(สา ปุสสฺ เทโว) และอาจารยเ์ สถียร โพธนิ ันทะ แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เปน็ แบบอย่างทดี่ ใี ห้กับนักเรียนอยา่ งไร
อาจารย์เสถยี ร โพธนิ นั ทะ เป็นแบบอยา่ งท่ดี ีให้กบั นักเรยี นอยา่ งไร
จากนัน้ ใหต้ วั แทนนักเรียนออกมาเขยี นสรปุ คาตอบของเพือ่ นเป็นแผนภาพความคิด
4. นกั เรียนร่วมกนั เสนอแนวทางการนาคณุ ธรรมแบบอยา่ งทดี่ ีของสมเด็จพระสงั ฆราช
(สา ปุสฺสเทโว) และอาจารย์เสถียร โพธนิ นั ทะ ไปปฏิบัตใิ นการดาเนินชวี ิตพร้อมวิเคราะห์ผลท่เี กิดขึ้น
จากการปฏิบัติลงในแผนภาพความคิด แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด
5. นักเรียนคิดประเมนิ เพอื่ เพิ่มคณุ ค่า แล้วสรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ถา้ นกั เรียนนาคุณธรรมแบบอย่างทด่ี ขี องสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
และอาจารย์เสถียร โพธินนั ทะ ไปใช้ในการดาเนินชีวิตจะเกดิ ประโยชนต์ ่อตนเองและพระพทุ ธศาสนาอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ต่อตนเอง เรียนหนงั สอื เก่ง ผคู้ นยกยอ่ งช่นื ชม ตอ่ พระพทุ ธศาสนา
ทาใหพ้ ระพุทธศาสนาเจรญิ รุ่งเรอื งมั่นคงสืบต่อไป)
3.ขั้นปฏิบัติและสรุปความรูห้ ลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
6. นกั เรยี นเลือกสืบคน้ ประวตั ิพุทธศาสนกิ ชนตัวอยา่ งมา 1 บคุ คล จากนั้นวิเคราะหค์ ณุ ธรรม
ทคี่ วรถือเปน็ แบบอย่าง แนวทางการนาคณุ ธรรมไปปฏบิ ตั ิ และบอกผลทเี่ กดิ ขน้ึ ลงในช้นิ งานท่ี 5
เร่อื ง พทุ ธศาสนิกชนตัวอย่าง
7. นกั เรียนตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยของชิ้นงาน หากพบขอ้ ผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแกไ้ ข
ใหด้ ยี ง่ิ ขนึ้
8. นักเรยี นร่วมกนั สรปุ สงิ่ ท่เี ขา้ ใจเปน็ ความรูร้ ว่ มกนั ดังนี้
พทุ ธศาสนิกชนตวั อย่างเปน็ บคุ คลทปี่ ระพฤติปฏิบัตดิ ี มคี ุณธรรม ทาประโยชน์เพื่อส่วนรวม
การศึกษาประวตั ิพุทธศาสนกิ ชนตวั อยา่ งทาให้ได้แบบอย่างที่ดมี าปรบั ใช้ในการดาเนินชวี ิต
4.ข้ันสื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
9. นกั เรยี นออกมานาเสนอช้ินงานให้เพือ่ นฟงั หนา้ ชนั้ เรยี น
10. นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายสรุปเกี่ยวกับวธิ ีการทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชิงระบบและวธิ กี ารทางาน
ทีม่ แี บบแผน
5.ขัน้ ประเมินเพอ่ื เพิม่ คุณค่าบรกิ ารสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
11. นักเรยี นนาความรู้ที่ไดจ้ ากการศึกษาประวัติพทุ ธศาสนิกชนตัวอยา่ งไปเล่าให้สมาชกิ
ในครอบครวั ฟงั เพือ่ นาขอ้ คดิ ท่ีไดไ้ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดาเนินชีวิต
12. นกั เรียนประเมนิ ตนเองหลงั การเรียน ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• ส่ิงทีน่ ักเรียนได้เรียนรใู้ นวนั น้คี อื อะไร
• นกั เรียนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรียนรมู้ ากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรยี นพงึ พอใจกับการเรยี นรูใ้ นวนั น้ีหรอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรยี นจะนาความรู้ที่ได้นไี้ ปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทว่ั ไป
ไดอ้ ยา่ งไร
จากนั้นแลกเปล่ียนตรวจสอบขนั้ ตอนการทางานทุกขัน้ ตอนว่าจะเพ่ิมคณุ ค่าไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ ่อสงั คมใหม้ ากขน้ึ กวา่ เดมิ ในข้นั ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครัง้ ต่อไป
สอ่ื การเรียนรู้/แหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5
2. แหล่งการเรียนรทู้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรอื่ ง พุทธศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง : สมเด็จพระสงั ฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
อาจารยเ์ สถียร โพธินันทะ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ช้ินงาน เรอ่ื ง พทุ ธศาสนิกชนตวั อย่าง (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ด้านรกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ใฝ่เรียนรู้ (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ ชิน้ งาน เรือ่ ง พุทธศาสนิกชนตัวอยา่ ง
รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมิน 4 3 2 1
การอธบิ ายหรือสรุป อธบิ ายหรือสรุป อธบิ ายหรือสรปุ อธิบายหรือสรุป อธบิ ายหรอื สรปุ
แนวทางการปฏบิ ตั ิ แนวทางการปฏิบตั ิ แนวทางการปฏิบตั ิ แนวทางการปฏิบตั ิ แนวทางการปฏิบตั ิ
ตามข้อคดิ จาก ตามข้อคิดจากประวัติ ตามขอ้ คดิ จากประวัติ ตามขอ้ คิดจากประวตั ิ ตามข้อคิดจากประวัติ
ประวตั ิ พทุ ธศาสนิกชน พทุ ธศาสนกิ ชน พทุ ธศาสนิกชน พุทธศาสนิกชน
พทุ ธศาสนิกชน ตัวอยา่ งได้สมั พนั ธ์กนั ตัวอย่างได้ มกี าร ตวั อยา่ ง ตัวอยา่ ง
ตัวอยา่ ง มีการเช่อื มโยง จาแนกข้อมูล ได้สอดคล้องกบั ขอ้ มูล ได้ แต่ไมส่ อดคลอ้ ง
ให้เหน็ เปน็ ภาพรวม หรอื อธิบายให้เห็นถงึ มีการเขยี นขยายความ กบั ขอ้ มลู เขียนตาม
แสดงใหเ้ ห็นถึง ความสมั พันธ์กบั และมีการยกตวั อย่าง ขอ้ มลู
ความสัมพันธ์กบั ตนเอง อธบิ ายใหเ้ ข้าใจง่าย ท่อี ่าน ไม่มกี ารอธบิ าย
ตนเอง อย่างเป็นเหตุเปน็ ผล เพมิ่ เติม
และผ้อู ่นื
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 7
สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 3 เรอ่ื งที่ 1 พระไตรปิฎกและคมั ภรี ข์ องศาสนาตา่ ง ๆ เวลาเรยี น 1 ชว่ั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 ร้แู ละเขา้ ใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนา
ทต่ี นนับถอื และศาสนาอน่ื มศี รัทธาทถ่ี กู ตอ้ ง ยึดมั่น และปฏบิ ตั ิตามหลักธรรม
เพ่ืออยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันตสิ ขุ
ตวั ชว้ี ัด เหน็ คณุ ค่าและประพฤตติ นตามแบบอยา่ งการดาเนนิ ชีวติ และขอ้ คดิ จากประวัติสาวก
ส 1.1 ป.5/3
ชาดก เรือ่ งเล่า และศาสนกิ ชนตัวอยา่ งตามทก่ี าหนด
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายองค์ประกอบของพระไตรปฎิ ก (K)
2. วิเคราะห์ความสาคัญของพระไตรปิฎกและคมั ภีรข์ องศาสนาต่าง ๆ (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสาคญั ของพระไตรปิฎกและคัมภีรข์ องศาสนาตา่ ง ๆ (A)
สาระสาคัญ
พระไตรปฎิ ก เป็นคมั ภีรท์ ร่ี วบรวมหลักธรรมคาสอนของพระพุทธเจา้ ไวเ้ ป็นหมวดหมู่
พทุ ธศาสนกิ ชนควรศกึ ษาพระไตรปิฎก เพื่อนาหลักธรรมคาสอนมาปฏบิ ัติและเป็นการสบื ทอด
พระพุทธศาสนาใหค้ งอยสู่ บื ตอ่ ไป
สาระการเรียนรู้
1. องค์ประกอบของพระไตรปิฎก
2. ความสาคญั ของพระไตรปฎิ ก
3. คัมภรี ์ของศาสนาต่าง ๆ ที่คนไทยนบั ถอื
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ใฝเ่ รยี นรู้
คาถามสาคญั
นักเรียนสามารถนาความรจู้ ากพระไตรปฎิ กมาปฏบิ ัติในการดาเนินชวี ติ ของตนเองไดอ้ ย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นักเรยี นดูตัวอยา่ งหนงั สือพระไตรปิฎกฉบับประชาชน แลว้ ร่วมกันสนทนา โดยตอบคาถาม ดังนี้
สง่ิ ท่ีนกั เรยี นเหน็ คืออะไร
(พระไตรปิฎกฉบบั ประชาชน)
สงิ่ ทีน่ ักเรียนเห็นมคี วามสาคัญอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เปน็ คัมภีร์ที่รวบรวมหลกั ธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้า)
นักเรยี นเคยอ่านหรอื เคยศกึ ษาพระไตรปิฎกหรือไม่ อยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ เคยอา่ น ตอนเรียนอยูช่ ้ันประถมศึกษาปที ี่ 4)
2. นกั เรียนรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มูลเก่ียวกับพระไตรปฎิ กและคัมภีรข์ องศาสนาตา่ ง ๆ
จากหนังสือเรยี นและแหลง่ การเรยี นรู้อื่น ๆ เพ่มิ เตมิ
2.ขัน้ คิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นร่วมกนั วิเคราะหเ์ กยี่ วกับองคป์ ระกอบของพระไตรปิฎก แลว้ สรปุ ความรู้
ลงในแผนภาพความคดิ
4. นกั เรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์สถานการณเ์ กีย่ วกับพระไตรปฎิ ก แลว้ สรุปเปน็ ความคิดรวบยอด
โดยใช้คาถาม ดงั นี้
4.1 แนนตอ้ งการอ่านนิทานชาดก แลว้ นามาเล่าใหน้ อ้ งฟัง
แนนควรศกึ ษาจากพระไตรปฎิ กหมวดใด
(พระสตุ ตันตปฎิ ก)
4.2 นพพลตอ้ งการศกึ ษากฎระเบียบของพระภิกษกุ ่อนที่จะบวชเพอื่ ทดแทนพระคุณ
ของบดิ ามารดา
นพพลควรศกึ ษาจากพระไตรปฎิ กหมวดใด
(พระวินัยปิฎก)
4เ.3นตรเนคตวรรศตกึอ้ ษงกาาจราศกกึพษระาหไตลรกั ปธฎิ รกรหมมทวาดงพใดระพทุ ธศาสนา แลว้ นามาปฏบิ ตั ิ
(พระอภใธิ นรกรามรปดิฎากเน) ินชีวติ
5. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายเก่ยี วกับความสาคญั ของคมั ภีร์ทางศาสนา จากนั้นสรปุ ความรู้
เป็นแผนภาพความคิด
6. นกั เรียนคิดประเมินเพ่อื เพิ่มคณุ คา่ แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
นักเรยี นสามารถนาความร้จู ากพระไตรปิฎกมาปฏิบตั ิในการดาเนนิ ชีวติ ของตนเองได้อย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ปฏิบัติตนเปน็ คนดี ไมโ่ กรธงา่ ย รจู้ กั ใหอ้ ภยั ผอู้ ื่น
3.ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรุปความรู้หลังการปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรยี นศกึ ษาพระไตรปิฎกหรอื คมั ภรี ข์ องศาสนาทีต่ นนบั ถอื และบนั ทึกความสาคญั
ลงในชิ้นงานที่ 6 เร่อื ง พระไตรปิฎกและคมั ภรี ข์ องศาสนาต่าง ๆ
8. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรยี บร้อยของผลงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รบั ปรุงแกไ้ ข
ให้ดียิ่งขึ้น
9. นักเรียนร่วมกนั สรปุ ส่ิงที่เขา้ ใจเปน็ ความร้รู ว่ มกนั ดงั นี้
พระไตรปิฎก เป็นคัมภรี ท์ ่ีรวบรวมหลกั ธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนาไวเ้ ป็นหมวดหมู่
พทุ ธศาสนิกชนควรศกึ ษาพระไตรปฎิ ก เพ่อื นาหลักธรรมคาสอนมาปฏิบตั แิ ละเปน็ การสืบทอดพระพทุ ธศาสนา
ใหค้ งอย่สู บื ตอ่ ไป
4.ขน้ั สื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรยี นออกมานาเสนอช้นิ งานหนา้ ชั้นเรียน
11. นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายสรปุ เกยี่ วกบั วธิ ีการทางานใหเ้ ห็นการคิดเชิงระบบและวิธีการทางาน
ทมี่ แี บบแผน
5.ขัน้ ประเมนิ เพอื่ เพิม่ คุณค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
12. นักเรยี นร่วมกนั เผยแพร่ความรู้เกีย่ วกับความสาคัญของพระไตรปฎิ กและคมั ภรี ์
ของศาสนาตา่ ง ๆ เพอื่ ให้ผู้ทีส่ นใจได้ศกึ ษาเรียนรู้ต่อไป
13. นักเรยี นประเมนิ ตนเองหลงั การเรยี น ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
• สง่ิ ทน่ี กั เรียนไดเ้ รียนรู้ในวนั นี้คืออะไร
• นักเรยี นมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมการเรยี นรู้มากน้อยเพยี งใด
• นักเรียนพงึ พอใจกับการเรยี นรใู้ นวันน้หี รอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนาความรทู้ ไ่ี ด้นไี้ ปใช้ใหเ้ กิดประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครัว และสงั คมท่ัวไป
ได้อยา่ งไร
จากน้นั แลกเปลี่ยนตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกข้นั ตอนวา่ จะเพ่มิ คุณค่าไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ ่อสงั คมใหม้ ากขึ้นกวา่ เดิมในข้นั ตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในครั้งตอ่ ไป
สื่อการเรยี นร้/ู แหลง่ การเรียนรู้
1. หนงั สอื เรียน รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5
2. ตัวอย่างหนงั สือพระไตรปฎิ ก
3. แหล่งการเรียนรทู้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
กจิ กรรมเสนอแนะ
นักเรยี นออกแบบวาดภาพพระไตรปิฎก 3 หมวด หมวดละ 1 เลม่ พร้อมระบายสีให้สวยงาม
และเขียนบรรยายถงึ ความสาคญั ของพระไตรปิฎกไว้ใตภ้ าพ
ความรู้เพิ่มเติมสาหรับครู
ความเปน็ มาของพระไตรปฎิ ก
มีพระสงฆ์ 4 รปู ผูม้ ีส่วนเก่ียวขอ้ งกบั ประวตั ิความเป็นมาของพระไตรปิฎก คอื
1. พระอานนท์ (พุทธพระอนชุ าของพระพทุ ธเจา้ ) ผู้อุปฏั ฐากรบั ใชใ้ กล้ชดิ พระพุทธเจ้า ในฐานะทที่ รงจาพทุ ธ
วจนะไดม้ าก
2. พระอุบาลี ผเู้ ชีย่ วชาญทางวินยั ในฐานะผจู้ าพระวิจยั
3. พระโสณกฏุ กิ ัณณะ ผูท้ ที่ ่องจาพระสตู ร
4. พระมหากัสสปะ มหาเถระผูเ้ ปน็ ประธานสงฆ์รเิ รม่ิ ให้มกี ารสงั คายนาจดั ระเบียบพทุ ธพจนใ์ ห้เปน็ หมวดหมู่
หลังจากทพ่ี ระพทุ ธเจา้ เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 2 เดือน มพี ระอรหันต์ร่วมกันสังคายนาพระไตรปิฎกครง้ั แรก 499 องค์
ครัง้ ที่ 2 หลังพุทธปรินพิ พาน 100 ปี มีพระเรวตั ตะและพระอรหันต์ 700 องค์ ร่วมกันสงั คายนาพระไตรปิฎก
คร้ังท่ี 3 หลังพทุ ธปรินิพพาน 235 ปี มีพระโมคคัลลบี ตุ รและพระอรหนั ต์ 1,000 องค์ สงั คายนาพระไตรปิฎก
และหลังจากนั้นมีการสงั คายนาตรวจชาระพระไตรปิฎกหลายคร้ัง โดยมกี ารสงั คายนา
ท่ีกรงุ รตั นโกสินทร์ ครง้ั ที่ 11 ในสมัยรชั กาลที่ 7 พ.ศ. 2468-2473
ครงั้ ลา่ สดุ คอื การสังคายนาตรวจชาระพระไตรปิฎก เฉลมิ พระชนมพรรษา รชั กาลที่ 9
มีพระชนมายุครบ 5 รอบ พระนกั ษตั ร 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่ือง พระไตรปิฎกและคัมภรี ข์ องศาสนาต่าง ๆ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ช้นิ งาน เรื่อง พระไตรปฎิ กและคัมภีร์ของศาสนาต่าง ๆ (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ใฝเ่ รียนรู้ (A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ ชน้ิ งาน เรือ่ ง พระไตรปฎิ กและคมั ภรี ข์ องศาสนาต่าง ๆ
รายการการ ระดับคุณภาพ
ประเมนิ 4 321
การเขยี นอธิบาย เขียนอธบิ ายหรือ เขยี นอธบิ ายหรือ เขียนอธิบายหรือ เขียนอธิบายหรอื
หรอื สรุปความสาคัญ สรุปความสาคญั สรปุ ความสาคัญ สรปุ ความสาคญั
สรปุ ความสาคัญ ของพระไตรปิฎก ของพระไตรปฎิ ก ของพระไตรปิฎก ของพระไตรปิฎก
ของพระไตรปฎิ ก และคัมภีร์ของ และคัมภีร์ของ และคัมภีร์ของ และคมั ภีร์ของ
และคมั ภีร์ของ ศาสนาต่าง ๆ ศาสนาต่าง ๆ ศาสนาต่าง ๆ ศาสนาต่าง ๆ
ศาสนาต่าง ๆ ทมี่ ีต่อตนเอง สงั คม ที่มีต่อตนเอง สงั คม ท่มี ีต่อตนเอง สงั คม ท่มี ตี ่อตนเอง สังคม
ทม่ี ีตอ่ ตนเอง สังคม และศาสนา และศาสนาได้ และศาสนา และศาสนาได้
และศาสนา ไดส้ ัมพันธก์ นั มีการจาแนกข้อมูล ไดส้ อดคล้องกับขอ้ มูล แตไ่ ม่สอดคลอ้ ง
มกี ารเช่อื มโยง หรอื อธิบายใหเ้ หน็ ถงึ มกี ารเขียนขยายความ กับข้อมูล เขียนตาม
ให้เห็นเปน็ ภาพรวม ความสมั พนั ธก์ บั และมีการยกตวั อย่าง ข้อมูล
แสดงให้เห็นถงึ ตนเอง เพ่ิมเตมิ ให้เข้าใจง่าย ทอี่ า่ น ไมม่ กี ารอธบิ าย
ความสัมพันธก์ บั อยา่ งเป็นเหตุเป็นผล เพม่ิ เติม
ตนเอง
และผู้อื่น
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 8
สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 4 เรื่องที่ 1 พระรัตนตรยั (1) เวลาเรยี น 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ชี้วัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเขา้ ใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ท่ีตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรทั ธาท่ีถูกต้อง ยึดมั่น และปฏบิ ัติตามหลักธรรม
เพ่อื อยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ติสุข
ตวั ชวี้ ัด แสดงความเคารพพระรัตนตรัย และปฏิบตั ติ ามไตรสกิ ขาและหลกั ธรรมโอวาท 3
ส 1.1 ป.5/5
ในพระพุทธศาสนาหรอื หลกั ธรรมของศาสนาท่ตี นนับถือตามที่กาหนด
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1.อธิบายความหมายและองคป์ ระกอบของพระรัตนตรยั (K)
2. แสดงความศรัทธาต่อพระรัตนตรัย (P)
3. เห็นคุณค่าและความสาคัญของการปฏิบัติตนต่อพระรัตนตรัย (A)
สาระสาคัญ
พระรตั นตรัย เป็นสิง่ ทีค่ วรคา่ แก่การสักการบชู าสูงสดุ ของพุทธศาสนกิ ชน ควรประพฤติปฏิบัติตาม
ด้วยความเคารพศรัทธา เพ่อื ความสขุ ในการดาเนินชีวิต
สาระการเรียนรู้
พระรตั นตรัย : ศรทั ธา
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ม่งุ มน่ั ในการทางาน
3. รกั ความเป็นไทย
คาถามสาคัญ
นกั เรียนมแี นวทางปฏบิ ตั ใิ นการแสดงความศรทั ธาต่อพระรัตนตรยั อยา่ งไร
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
1.ข้นั สงั เกต รวบรวมขอ้ มูล (Gathering)
1. นกั เรียนสังเกตภาพพระอุโบสถ แล้วร่วมกนั สนทนา โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
ภายในพระอโุ บสถนกั เรียนสงั เกตเหน็ สง่ิ ใดบา้ ง
(ตวั อย่างคาตอบ พระพทุ ธรปู ดอกไม้ ธูป เทยี น โตะ๊ หมบู่ ชู า)
ภายในพระอโุ บสถมีส่งิ หน่ึงทม่ี ีค่าท่พี ทุ ธศาสนิกชนเคารพและสักการบชู าคืออะไร
(พระพุทธรูป)
เพราะเหตใุ ดภายในพระอุโบสถจึงมีพระพทุ ธรูปประดษิ ฐานอยู่
(ตัวอยา่ งคาตอบ เปน็ สถานทที่ ่ีเปน็ เขตพุทธาวาส เปรียบเสมอื นที่ประทับของพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์ อนั เป็นสิง่ เคารพสงู สุดของพทุ ธศาสนิกชน)
2. นักเรียนร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกบั เรื่อง พระรตั นตรยั จากหนงั สอื เรยี น
และแหลง่ การเรียนรอู้ ่นื ๆ เพ่ิมเติม
2.ขนั้ คิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับความหมายและความสาคัญของพระรัตนตรัย
แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี
พระรตั นตรยั มคี วามหมายและความสาคัญต่อพุทธศาสนิกชนอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ พระรตั นตรัย หมายถงึ ดวงแกว้ อันประเสริฐ 3 ประการ คือ พระพุทธ
พระธรรม และพระสงฆ์ มีความสาคัญเพราะเป็นสรณะทพ่ี ึ่งทเ่ี คารพบูชาสงู สุดของพทุ ธศาสนกิ ชน)
พระพทุ ธ หมายถึงอะไร มคี วามสาคัญอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ พระพทุ ธ คือ พระพทุ ธเจ้า ผตู้ รัสรูธ้ รรมดว้ ยพระองค์เอง แลว้ ทรงสอนใหผ้ อู้ ื่น
ปฏบิ ตั ติ าม มีความสาคัญเพราะเป็นพระศาสดาผูใ้ หก้ าเนดิ หลกั ธรรมคาสอน และพระพุทธศาสนา)
พระธรรม หมายถงึ อะไร มีความสาคัญอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ พระธรรม คือ หลกั ธรรมคาสอนของพระพทุ ธเจ้าทีท่ รงตรสั รู้ มคี วามสาคัญ
เพราะเป็นแก่นของพระพทุ ธศาสนาให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏบิ ตั ติ ามและเป็นหลกั ปฏบิ ัตใิ ห้พระพุทธศาสนามี
ความม่นั คง)
พระสงฆ์ หมายถึงอะไร มีความสาคญั อยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ พระสงฆ์ คอื ผูป้ ฏิบัติตามคาสั่งสอนของพระพทุ ธเจา้ มคี วามสาคัญ
เพราะเป็นผู้สืบทอดหลกั ธรรมคาสอนทางพระพุทธศาสนา)
4. นกั เรียนรว่ มกนั สรปุ ความรเู้ กย่ี วกับพระรัตนตรัยโดยใชแ้ ผนภาพความคิดบนกระดาน
แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด
5. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกับศรทั ธา 4 แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด
โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
การนบั ถือพระรตั นตรยั ท่สี มบูรณ์ได้จะต้องประกอบด้วยหลักธรรมใด
(ศรัทธา 4)
ศรทั ธามีความหมายและความสาคัญอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ศรัทธา หมายถึง ความเช่ือทมี่ ีเหตุผล ศรัทธาในความหมายทางพระพทุ ธศาสนา
หมายถึง ศรัทธาท่ปี ระกอบด้วยปญั ญา คอื ศรทั ธาท่เี กิดจากความจริงไมใ่ ชศ่ รัทธาท่เี กิดจากความหลงงมงาย มี
ความสาคัญต่อการนับถือพระรตั นตรัยเพ่อื ให้เข้าถึงหลักคาสอนอย่างแท้จริง)
6. นกั เรียนร่วมกนั วิเคราะหเ์ ก่ยี วกับองคป์ ระกอบของศรัทธา และสรุปความรู้
โดยใช้แผนภาพความคิดบนกระดาน แล้วสรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด
7. นกั เรียนร่วมกันวเิ คราะหต์ วั อย่างสถานการณท์ ่สี อดคลอ้ งกับศรัทธา แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ
รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
7.1 สุวทิ ยข์ โมยของของสุปราณี จึงถูกตารวจจบั
การปฏบิ ัตขิ องสวุ ทิ ย์ถูกต้องหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(ไม่ถูกตอ้ ง เพราะการลกั ขโมยเป็นสง่ิ ทไี่ ม่ดี)
การปฏิบัติของสวุ ิทย์สอดคลอ้ งกับศรัทธาขอ้ ใด
(ข้อ 3 เชื่อวา่ ใครก็ตามทาสิ่งใดไว้ สงิ่ นั้นจะมผี ลติดตามบุคคลนนั้ ตลอดไป)
8. นักเรยี นคดิ ประเมนิ เพอื่ เพิม่ คุณค่า แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
นกั เรียนมแี นวทางปฏิบตั ใิ นการแสดงความศรัทธาตอ่ พระรัตนตรยั อยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ สวดมนตไ์ หว้พระก่อนนอน และประพฤติปฏบิ ัตติ นเป็นคนดี ไมท่ าความชั่ว)
3.ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
9. นักเรียนแบง่ กลุ่มรว่ มกนั ยกตัวอยา่ งการปฏบิ ัตติ นท่ีสอดคลอ้ งกบั ศรัทธา 4 มาอย่างละ
1 ตวั อยา่ ง พร้อมวเิ คราะห์ผลที่เกิดข้นึ จากการปฏิบตั ลิ งในตาราง แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด ดงั ตวั อย่าง
ศรัทธา 4 การปฏิบตั ติ น ผลท่ีเกิดข้นึ
1. กมั มสัทธา (เปน็ ลูกทด่ี ีของพ่อแม่ (ไดร้ ับแตส่ ่ิงดี ๆ ในชวี ติ
(เชอ่ื ว่ากรรมมอี ยู่จริง) เป็นศิษย์ทด่ี ีของครอู าจารย์ ผูค้ นยกยอ่ งชืน่ ชม)
และเปน็ คนดขี องสังคม)
2. วปิ ากสัทธา (ตง้ั ใจเรยี นหนังสือ) (เขา้ ใจเนอื้ หาในบทเรียนได้ดี)
(เชอ่ื ผลของกรรม)
3. กัมมัสสกตาสัทธา (ช่วยเหลือผอู้ ่นื เม่อื มีโอกาส) (ผูอ้ ่นื ยกยอ่ งชนื่ ชม มคี วามสุข)
(เชอ่ื วา่ สัตวโลกมีกรรม
เปน็ ของตนเอง)
4. ตถาคตโพธิสัทธา (ระลึกถึงพระพุทธเจา้ (ชีวติ มีแต่ความสขุ ความเจริญ
(เชื่อการตรสั รขู้ องพระพทุ ธเจา้ ) และนาหลกั ธรรมมาปฏิบตั ิ) อยู่ร่วมกับผู้อน่ื อย่างมีความสขุ )
10. นกั เรียนตรวจสอบความถกู ต้องเรยี บรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรับปรงุ แก้ไข
ใหด้ ียิ่งขึ้น
11. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ สิง่ ทเี่ ข้าใจเปน็ ความร้รู ว่ มกัน ดงั น้ี
พระรตั นตรยั เป็นสง่ิ ทคี่ วรค่าแกก่ ารสกั การบชู าสูงสดุ ของพุทธศาสนิกชน ควรประพฤติ
ปฏบิ ัติตามด้วยความเคารพศรทั ธา เพ่อื ความสุขในการดาเนนิ ชวี ติ
4.ข้นั สือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
12. นักเรยี นออกมานาเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรยี น
13. นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายสรปุ เก่ยี วกับวธิ ีการทางานให้เห็นการคดิ เชิงระบบและวธิ ีการทางาน
ที่มีแบบแผน
5.ข้ันประเมินเพ่ือเพมิ่ คุณค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
14. นกั เรียนนาความรูจ้ ากการศึกษาพระรตั นตรยั : ศรทั ธา ไปเลา่ ให้สมาชิกในครอบครวั ฟัง
เพอ่ื ใหท้ ุกคนระลกึ ถงึ คุณของพระรัตนตรัยและปฏิบตั ิตนตอ่ พระรัตนตรัยได้อยา่ งถูกตอ้ ง
15. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรสู้ ึกหลงั การเรียนและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
• สงิ่ ท่ีนกั เรยี นไดเ้ รยี นรู้ในวันนีค้ อื อะไร
• นกั เรยี นมีสว่ นร่วมกจิ กรรมในกล่มุ มากน้อยเพยี งใด
• เพื่อนนกั เรียนในกลมุ่ มีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรียนพอใจกับการเรียนในวันนห้ี รอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรียนจะนาความรู้ทีไ่ ด้นไ้ี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสังคมทัว่ ไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนนั้ แลกเปลีย่ นตรวจสอบขั้นตอนการทางานทุกขนั้ ตอนว่าจะเพ่มิ คุณคา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ ่อสังคมใหม้ ากข้ึนกวา่ เดมิ ในขน้ั ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในคร้งั ตอ่ ไป
สอื่ การเรยี นร้/ู แหลง่ การเรียนรู้
1. หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพื้นฐาน พระพทุ ธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
2. ภาพพระอโุ บสถ
3. ตวั อย่างสถานการณ์ท่ีสอดคล้องกับศรทั ธา
4. แหลง่ การเรยี นรูท้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เร่อื ง พระรัตนตรัย : ศรัทธา (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มุ่งม่ันในการทางาน
รักความเปน็ ไทย (A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมินตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มีการกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหน้า บทบาทสมาชกิ
และมกี ารชีแ้ จง มีการชี้แจงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชแ้ี จง และไมม่ กี ารชีแ้ จง
เป้าหมาย อยา่ งชัดเจนและ เปา้ หมาย เปา้ หมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกนั อยา่ งชัดเจน ตา่ งคนตา่ งทางาน
มกี ารปฏบิ ัติงาน แตไ่ มม่ ีการประเมิน ปฏิบตั ิงานรว่ มกัน
รว่ มกัน เป็นระยะ ๆ ไมค่ รบทุกคน
อย่างร่วมมอื ร่วมใจ
พรอ้ มกับการประเมนิ
เป็นระยะ ๆ
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 9
สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 4 เร่อื งที่ 1 พระรัตนตรยั (2) เวลาเรียน 1 ช่วั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชวี้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเขา้ ใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ที่ตนนบั ถอื และศาสนาอน่ื มศี รัทธาที่ถูกต้อง ยึดม่ัน และปฏิบตั ติ ามหลักธรรม
เพอื่ อยู่รว่ มกนั อยา่ งสนั ติสุข
ตัวชว้ี ัด แสดงความเคารพพระรัตนตรยั และปฏิบตั ติ ามไตรสกิ ขาและหลกั ธรรมโอวาท 3
ส 1.1 ป.5/5
ในพระพุทธศาสนาหรือหลกั ธรรมของศาสนาทีต่ นนับถอื ตามท่กี าหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายวิธีการแสดงความเคารพตอ่ พระรตั นตรยั (K)
2. แสดงความเคารพต่อพระรตั นตรยั (P)
3. เห็นคุณค่าและประโยชนข์ องการปฏบิ ตั ิตามพระรตั นตรยั ด้วยการแสดงความเคารพ (A)
สาระสาคัญ
พระรตั นตรยั คือ พระพุทธ ผ้ทู รงบาเพญ็ พทุ ธจรยิ า 3 เพ่อื ประโยชนแ์ กส่ รรพสัตว์ พระธรรม
หลักคาสอนทีพ่ ระพุทธเจา้ ทรงตรัสรู้ คือ อรยิ สัจ 4 และหลักกรรม พระสงฆ์ คอื ผู้ปฏิบัตแิ ละสืบทอดคาสง่ั สอน
ของพระพุทธเจา้
สาระการเรียนรู้
พระรัตนตรยั : ศรทั ธา
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. มุ่งมน่ั ในการทางาน
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
ถ้าทกุ คนปฏิบัติตนอย่างถกู ตอ้ งตอ่ พระรตั นตรัยจะเกิดผลดีอยา่ งไร
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
1.ขน้ั สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นักเรียนร่วมกนั ทบทวนความร้เู ดมิ เก่ยี วกบั พระรตั นตรยั แล้วสนทนา โดยใช้คาถาม ดงั นี้
• พระรตั นตรยั มคี วามหมายและความสาคญั ตอ่ พทุ ธศาสนิกชนอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ พระรตั นตรยั หมายถงึ ดวงแก้วอันประเสริฐ 3 ประการ คอื พระพทุ ธ