ในประเด็นต่อไปนี้
• สง่ิ ท่ีนักเรียนไดเ้ รียนรู้ในวนั นีค้ อื อะไร
• นักเรียนมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพยี งใด
• เพ่ือนนักเรียนในกลมุ่ มีส่วนรว่ มกจิ กรรมในกล่มุ มากนอ้ ยเพยี งใด
• นกั เรียนพอใจกับการเรียนในวันนี้หรือไม่ เพยี งใด
• นกั เรียนจะนาความรทู้ ีไ่ ด้นไี้ ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสังคมท่ัวไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนั้นแลกเปล่ยี นตรวจสอบขัน้ ตอนการทางานทุกขัน้ ตอนวา่ จะเพมิ่ คณุ ค่าไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขน้ึ กวา่ เดิมในข้นั ตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครงั้ ตอ่ ไป
ส่อื การเรยี นร/ู้ แหลง่ การเรียนรู้
1. หนงั สือเรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5
2. นทิ านอีสป เร่ือง หมากบั ไก่
3. แหลง่ การเรียนรู้ทงั้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่อื ง การพฒั นาจติ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งม่ันในการทางาน (A)
ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหวั หน้า บทบาทสมาชิก
และมกี ารชแ้ี จง มกี ารชีแ้ จงเปา้ หมาย ไม่มีการช้ีแจง และไมม่ กี ารชีแ้ จง
เปา้ หมาย อย่างชัดเจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก
การทางาน ปฏิบตั งิ านรว่ มกนั อยา่ งชดั เจน ต่างคนตา่ งทางาน
มีการปฏิบัติงาน แตไ่ มม่ กี ารประเมนิ ปฏิบัติงานรว่ มกนั
รว่ มกัน เป็นระยะ ๆ ไม่ครบทุกคน
อย่างรว่ มมือรว่ มใจ
พรอ้ มกับการประเมนิ
เป็นระยะ ๆ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21
สาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 6 เรือ่ งท่ี 3 การพัฒนาจติ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา (2) เวลาเรยี น 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวช้วี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รแู้ ละเขา้ ใจประวัติ ความสาคญั ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนา
ทตี่ นนบั ถือและศาสนาอ่นื มศี รทั ธาทถี่ กู ตอ้ ง ยึดมั่น และปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรม
เพื่ออยรู่ ว่ มกนั อย่างสันติสขุ
ตัวชี้วัด เห็นคุณค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มสี ติทเ่ี ปน็ พืน้ ฐานของสมาธิในพระพทุ ธศาสนา
ส 1.1 ป.5/6
หรือการพัฒนาจติ ตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนับถือตามท่กี าหนด
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายการพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา (K)
2. เสนอแนวทางการนาวิธีการปฏบิ ตั กิ ารพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
ไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั (P)
3. เห็นคณุ ค่าและประโยชนข์ องการพฒั นาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา (A)
สาระสาคญั
การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนาด้วยการฝกึ สมาธิ โดยการยืน เดนิ น่ัง และนอน
การฝึกโดยการกาหนดรูค้ วามรู้สกึ ทางตา หู จมกู ลิน้ กาย และใจ และการฝกึ สมาธิในการฟงั อ่าน คิด
ถาม และเขยี น เพือ่ ช่วยใหเ้ กดิ ปญั ญาในการดาเนินชีวิตประจาวัน
สาระการเรียนรู้
1. การฝกึ การยืน การเดนิ การนง่ั และการนอนอย่างมสี ตใิ นชีวิตประจาวนั
2. การฝึกการกาหนดความร้สู ึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
3. การฝึกให้มสี มาธใิ นการฟัง การอ่าน การคดิ การถาม และการเขยี น
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มุ่งม่ันในการทางาน
คาถามสาคัญ
ถ้าทกุ คนพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนาจะเกดิ ผลดอี ย่างไร
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมขอ้ มูล (Gathering)
1. นักเรียนฝกึ สมาธิ โดยรว่ มกนั รอ้ งเพลงด่งั ดอกไมบ้ าน ดังน้ี
เพลง ดงั่ ดอกไม้บาน
ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก ดัง่ ดอกไมบ้ าน
ภูผาใหญก่ ว้าง ดั่งสายนา้ ฉ่าเย็น
ดง่ั นภาอากาศ อันบางเบา
จากน้ันนักเรียนทาทา่ ทางประกอบเพลง 1-2 รอบ แลว้ รว่ มกนั บอกความรสู้ กึ หลังการปฏบิ ัติ
2. นักเรยี นร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เกยี่ วกบั เร่อื ง การพัฒนาจติ ตามแนวทางของ
พระพทุ ธศาสนา จากหนงั สอื เรยี นและแหลง่ การเรยี นรู้อืน่ ๆ เพมิ่ เติมตามหัวข้อ ดังนี้
1. การฝกึ การยืน การเดนิ การนงั่ และการนอนอย่างมีสติในชีวิตประจาวนั
2. การฝกึ การกาหนดความรู้สกึ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
3. การฝึกใหม้ สี มาธใิ นการฟัง การอ่าน การคิด การถาม และการเขียน
2.ขั้นคดิ วิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นักเรยี นรว่ มกนั ฝึกการยนื การเดนิ การน่ัง และการนอนอย่างมีสติในชีวิตประจาวนั แลว้ สรุปเปน็
ความคดิ รวบยอด โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
การยืนสมาธปิ ฏบิ ัตอิ ยา่ งไร
(ยืนด้วยอาการสารวม ตัวตรง กม้ หนา้ พองาม กาหนดความรู้สึกอยกู่ ับการยนื )
การเดินสมาธปิ ฏิบตั อิ ย่างไร
(เดินด้วยความสารวม มสี ติขณะกา้ วเดนิ )
การนัง่ สมาธิปฏบิ ัตอิ ย่างไร
(นั่งตัวตรง เท้าขวาทับเท้าซา้ ย มอื ขวาทบั มือซา้ ย กาหนดลมหายใจเข้า-ออก สติอย่กู บั ลมหายใจ)
การนอนสมาธปิ ฏิบตั ิอยา่ งไร
(นอนตะแคงข้างขวา มีสติกาหนดรกู้ บั การนอน ดลู มหายใจเขา้ -ออก)
การฝกึ การยนื การเดนิ การนงั่ และการนอนอย่างมสี ติในชวี ติ ประจาวนั ก่อให้เกิดผลดีอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทาใหไ้ ม่ประมาทในการดาเนินชีวิต ชว่ งสรา้ งเสริมบคุ ลิกภาพทีด่ ี
ใหแ้ ก่ผู้ปฏิบัติ)
4. นักเรียนรว่ มกนั ฝกึ การกาหนดความรู้สึกทางตา หู จมูก ล้ิน กาย และใจ โดยวิเคราะห์
จากอปุ กรณต์ ่าง ๆ ดังน้ี
กระดาษสีต่าง ๆ นา้ หอม นา้ หวานหรอื มะนาว สาลี จากน้ันนักเรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น
แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
สีทีเ่ ห็นคือสีอะไรบ้าง
(แดง เขยี ว น้าเงิน สัมผัสทางตา)
จากนั้นให้นกั เรียนคาดผ้าปิดตา และเริม่ กจิ กรรมตอ่
ให้สญั ญาณนักเรยี นท่ีสังเกตการณป์ รบมอื
(สมั ผัสทางหู)
ใหด้ มกลน่ิ น้าหอมหรอื แป้ง
(สมั ผัสทางจมกู )
ใหน้ าน้าหวานหรอื มะนาวแตะปลายลนิ้
(สมั ผัสทางลน้ิ )
ให้นาสาลไี ปสมั ผัสท่ีแขนหรอื ใบหน้า
(สมั ผัสทางกาย)
เมอ่ื ไดส้ มั ผสั ตามที่ครูกาหนด ใหน้ ักเรยี นบอกว่าส่ิงทส่ี มั ผัสมีอะไรบ้าง แล้วรสู้ ึกอยา่ งไร จากนั้นครู
ใช้คาถาม ดงั นี้
การสมั ผสั มีส่ิงใดบ้างทน่ี กั เรียนชอบหรือไม่ชอบ
(ตัวอยา่ งคาตอบ ชอบรสน้าหวาน กลิน่ นา้ หอม ไมช่ อบมะนาวเปรี้ยว)
การชอบหรอื ไม่ชอบเป็นการสัมผัสทางใด
(ตัวอยา่ งคาตอบ ใจกระทบกบั ธรรมารมณ์ คอื ความรูส้ กึ ทผ่ี ่านมาจากสัมผสั ทง้ั 5 คือ ตา หู จมกู
ลน้ิ และกาย โดยใจเป็นผ้รู ับรู้อารมณ)์
แล้วนักเรียนจะฝกึ ใจอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ รเู้ ทา่ ทันความรูส้ ึกของตนเองท้ังชอบ ไมช่ อบ ดีใจ เสยี ใจ โกรธ
กาหนดรู้ใหเ้ ท่าทัน ไม่ยึดตดิ ในอารมณ์ทั้งดีและไม่ดี ทาให้เปน็ ผู้มีสติกาหนดรเู้ สมอ เราก็จะไมต่ กเปน็ ทาส
ของอารมณ์ต่าง ๆ ได้ ทาใหเ้ กิดปญั ญารเู้ ท่าทันตามสภาพความเป็นจริง)
การฝึกการกาหนดความรู้สกึ ทางตา หู จมกู ล้นิ กาย และใจ กอ่ ใหเ้ กิดผลดตี ่อผู้ปฏิบัตอิ ยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ทาใหร้ ู้เทา่ ทนั อารมณค์ วามรู้สึกตา่ ง ๆ)
5. นักเรียนรว่ มกนั วเิ คราะหเ์ กยี่ วกับการฝกึ ให้มสี มาธิในการฟงั การอ่าน การคิด การถาม
และการเขยี น โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรุปเปน็ ความคิดรวบยอด
การฝกึ ให้มีสมาธใิ นการฟัง การอา่ น การคดิ การถาม และการเขยี นกอ่ ใหเ้ กิดผลดี
ตอ่ ผ้ปู ฏิบัติอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เรยี นรสู้ ิง่ ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ประสบความสาเร็จในชีวติ )
6. นกั เรยี นคิดประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคา่ แลว้ สรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ถา้ ทกุ คนพฒั นาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนาจะเกดิ ผลดอี ย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ประสบความสาเรจ็ และมีความสขุ ในการดาเนินชีวติ )
3.ขน้ั ปฏบิ ัตแิ ละสรุปความร้หู ลงั การปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรยี นฝกึ สมาธเิ ป็นเวลา 10 นาที แลว้ บันทกึ ผลลงในแบบบันทกึ ในช้นิ งานท่ี 14
เรือ่ ง การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
8. นักเรียนตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยของช้ินงาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรับปรงุ แกไ้ ข
ใหด้ ยี ิง่ ขน้ึ
9. นักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ส่งิ ทเ่ี ข้าใจเปน็ ความรรู้ ่วมกัน ดงั นี้
การพฒั นาจติ ตามแนวทางพระพุทธศาสนาดว้ ยการฝึกสมาธิ โดยการยนื เดิน นัง่ และนอน
การฝึกโดยการกาหนดร้คู วามรสู้ ึกทางตา หู จมกู ล้ิน กาย และใจ และการฝึกสมาธใิ นการฟงั อา่ น คิด ถาม
และเขียน เพอ่ื ช่วยให้เกดิ ปัญญาในการดาเนินชีวิตประจาวัน
4.ข้นั สอ่ื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรียนออกมานาเสนอชน้ิ งานให้เพ่อื นฟงั หนา้ ชั้นเรียน
11. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรุปเกยี่ วกับวิธกี ารทางานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวธิ ีการทางาน
ทีม่ แี บบแผน
5.ขน้ั ประเมินเพอื่ เพ่ิมคุณค่าบรกิ ารสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรียนนาวิธกี ารฝึกสมาธิในแบบต่าง ๆ ไปปฏิบัติจรงิ ในชวี ิตประจาวนั และเชญิ ชวน
ให้นกั เรียนคนอื่น ๆ หรอื สมาชิกในครอบครวั มาปฏิบัตริ ่วมกนั
13. นกั เรยี นประเมนิ ตนเองหลังการเรยี น ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
• ส่ิงทนี่ ักเรยี นไดเ้ รยี นรู้ในวนั น้คี ืออะไร
• นักเรียนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรียนรูม้ ากน้อยเพียงใด
• นกั เรียนพงึ พอใจกับการเรยี นรู้ในวนั นีห้ รอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรียนจะนาความร้ทู ี่ไดน้ ไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครวั และสงั คมทว่ั ไป
ได้อย่างไร
จากนน้ั แลกเปล่ียนตรวจสอบขัน้ ตอนการทางานทุกขน้ั ตอนว่าจะเพ่มิ คุณคา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ อ่ สงั คมใหม้ ากขน้ึ กว่าเดมิ ในข้นั ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครั้งตอ่ ไป
สอื่ การเรยี นร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สือเรยี น รายวิชาพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
2. เน้ือเพลง ดงั่ ดอกไม้บาน
3. กระดาษสีต่าง ๆ น้าหอม น้าหวานหรอื มะนาว สาลี
4. แหล่งการเรยี นรทู้ ัง้ ภายในและภายนอกโรงเรียน
กจิ กรรมเสนอแนะ
นกั เรยี นแบง่ กลุ่มออกเป็น 4 กลุม่ ใหแ้ ต่ละกลุ่มเล่นเกมเพอื่ ฝกึ สมาธใิ นการฟัง โดยให้นักเรยี นออกมา
ทีละกลุ่ม ใหค้ นหวั แถวอา่ นข้อความในกระดาษ โดยไม่ให้สมาชิกคนอื่นเหน็ และเล่าข้อความดงั กล่าว ให้
สมาชิกคนที่ 2 ฟัง โดยไม่ใหส้ มาชกิ คนอน่ื ไดย้ ิน จากน้ันให้สมาชกิ คนที่ 2 เล่าให้สมาชกิ คนที่ 3 ฟัง ทาต่อไป
จนถึงสมาชกิ คนสุดท้าย จากนัน้ สมาชกิ คนสุดท้ายเลา่ ข้อความให้เพ่อื น ๆ ในชั้นเรียนฟงั
กลมุ่ ใดสามารถเล่าข้อความได้ถกู ตอ้ งท่ีสุดเป็นฝา่ ยชนะ
ความรเู้ พม่ิ เตมิ สาหรบั ครู
การบรหิ ารจติ
การบรหิ ารจติ เป็นการปฏิบัตเิ พอ่ื ทาให้เกิดสมาธิ
สมาธิ หมายถึง ความต้งั ม่นั แห่งจติ ความสารวมใจใหแ้ น่วแน่ มีจิตสงบ ไมว่ ่อกแว่ก
สมาธมิ ีอยู่ 3 ระดับ คือ
• ขณิกสมาธิ สงบชัว่ ขณะ หรอื ชั่วคราว
• อปุ จารสมาธิ จิตตงั้ มั่นเฉยี ดฌาน คือ ใกล้ฌาน
• อปั ปนาสมาธิ จิตสงบตั้งมัน่ แน่วแน่ คือ ความสงบในฌานนนั่ เอง
การเจรญิ ปญั ญา
ปญั ญา คอื ความรอบรู้ เช่น รอบร้สู ิง่ ท่ีควรรู้ รอบรสู้ ง่ิ ท่ีเป็นประโยชนแ์ ละไมเ่ ปน็ ประโยชน์
ในหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาหลายหมวดมีปัญญาดว้ ย และมักเป็นข้อสุดท้ายคือเป็นขอ้ สูงสุด
เช่น ในไตรสิกขา มีศีล สมาธิ ปัญญา ปญั ญากเ็ ปน็ ขอ้ สดุ ท้ายและสงู สุด ในภาวนา 2 คือ สมถภาวนา
และวิปัสสนาภาวนา สมถภาวนาเปน็ อบุ ายสงบใจซึ่งเปน็ ระดบั ต่า สว่ นวิปสั สนาภาวนาเป็นอบุ ายอบรมปัญญา
ให้เกดิ ขนึ้ เป็นระดับสงู ทีจ่ ะทาให้เห็นสง่ิ ท้งั หลายตามความเป็นจริง ปญั ญามีทงั้ ระดับโลกยิ ะ
คอื ระดบั ชาวโลกธรรมดา และระดับโลกตุ ตระ คือ ระดับพระอริยบคุ คล การปฏบิ ตั ิเพื่อใหเ้ กิดปญั ญา
บ่อเกดิ แห่งปัญญามี 3 ประการ คอื
1. สุตมยปญั ญา ปญั ญาเกิดจากการฟงั
2. จินตามยปัญญา ปญั ญาเกดิ จากการคดิ
3. ภาวนามยปัญญา ปญั ญาเกิดจากการอบรมหรอื การปฏบิ ตั ิ
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่ือง การพฒั นาจติ ตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมินชนิ้ งาน เรอ่ื ง การพฒั นาจติ ตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
4. ประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มั่นในการทางาน (A)
ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม
รายการ ระดับคุณภาพ 1
การ 4 32
ประเมนิ มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
กระบวนการ มกี ารกาหนดบทบาท สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหวั หน้า บทบาทสมาชิก
ทางานกลมุ่ สมาชกิ ชัดเจน
มกี ารชแี้ จงเปา้ หมาย ไมม่ กี ารช้ีแจง และไม่มีการชี้แจง
และมีการชีแ้ จงเปา้ หมาย
การทางาน อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก
มกี ารปฏบิ ัติงานร่วมกัน
อย่างร่วมมือร่วมใจ ปฏิบตั ิงานรว่ มกนั อย่างชัดเจน ต่างคนตา่ งทางาน
พรอ้ มกบั การประเมนิ เปน็
ระยะ ๆ แตไ่ มม่ ีการประเมนิ ปฏิบตั ิงานรว่ มกัน
เป็นระยะ ๆ ไมค่ รบทกุ คน
แบบประเมนิ ชน้ิ งาน เรอ่ื ง การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา
รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมนิ
4321
การเขียนอธบิ าย
หรือสรุปวธิ กี าร เขียนอธิบายหรอื สรุป เขียนอธบิ ายหรือสรปุ เขยี นอธิบายหรอื สรปุ เขียนอธิบายหรอื สรุป
ปฏิบตั สิ มาธิ
ความรสู้ กึ และ วธิ ีการปฏบิ ัติสมาธิ วิธีการปฏบิ ัติสมาธิ วิธกี ารปฏิบัติสมาธิ วธิ ีการปฏบิ ัตสิ มาธิ
ประโยชน์ของ
การฝึกสมาธิ ความรสู้ กึ และ ความรู้สกึ และ ความรูส้ ึก และ ความรสู้ กึ และ
ประโยชน์ของการฝึก ประโยชน์ของการฝกึ ประโยชนข์ องการฝกึ ประโยชนข์ องการฝึก
สมาธิ สมาธิได้ สมาธิ สมาธิได้
ได้สัมพันธ์กนั มกี ารจาแนกขอ้ มูล ได้สอดคล้องกบั ขอ้ มูล แต่ไม่สอดคลอ้ งกับ
มกี ารเชอ่ื มโยง หรอื อธิบายให้เห็นถึง มีการเขยี นและ ขอ้ มูล
ให้เหน็ เป็นภาพรวม ความสัมพนั ธ์กับ ยกตวั อย่างเพม่ิ เติม เขียนตามข้อมลู ท่อี า่ น
แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ตนเอง ให้เขา้ ใจง่าย ไมม่ ีการอธบิ าย
ความสมั พนั ธ์ อยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผล เพมิ่ เติม
กับตนเองและผอู้ ่ืน
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 22
สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 7 เรือ่ งที่ 1 ศาสนพิธี (1) เวลาเรยี น 1 ชว่ั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนักและปฏบิ ตั ติ นเป็นศาสนิกชนทดี่ ี และธารงรักษาพระพุทธศาสนา
หรอื ศาสนาท่ีตนนับถอื
ตัวชวี้ ัด
ส 1.2 ป.5/2 ปฏบิ ตั ิตนในศาสนพิธี พธิ กี รรม และวนั สาคัญทางศาสนาตามทก่ี าหนด
และอภปิ รายประโยชนท์ ่ไี ด้รับจากการเข้ารว่ มกจิ กรรม
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1.อธิบายการมีสว่ นรว่ มในการจัดเตรยี มสถานท่ีประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา (K)
2. ปฏบิ ัติตนในการเขา้ รว่ มศาสนพิธี พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา (P)
3. เห็นคุณค่าและความสาคัญของการปฏบิ ตั ิตนตามหลักศาสนพธิ ี พธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา (A)
สาระสาคญั
ศาสนพิธี เปน็ พิธกี รรมทางศาสนาทพี่ ุทธศาสนกิ ชนควรเข้าร่วมและปฏบิ ตั ติ นให้ถกู ตอ้ ง
เพือ่ เปน็ การสืบทอดพระพทุ ธศาสนา
สาระการเรียนรู้
1. การมสี ว่ นร่วมในการจัดเตรยี มสถานที่ประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา
2. พธิ ีถวายสังฆทาน เครอ่ื งสังฆทาน
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. รักความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
ศาสนพิธีมีความสาคญั ต่อนกั เรียนและพระพุทธศาสนาอยา่ งไร
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นักเรียนร่วมกนั สนทนาเกีย่ วกบั ศาสนพิธที เ่ี คยเข้ารว่ ม เชน่ การทาบญุ ตกั บาตร การทาบุญ
เล้ยี งพระ งานข้ึนบ้านใหม่ จากน้ันใหต้ วั แทนนักเรียนออกมาเลา่ ประสบการณ์ในการเข้าร่วมศาสนพิธีดงั กล่าว
ให้เพอื่ นฟงั หน้าชนั้ เรียน
2. นกั เรยี นรว่ มกันศึกษาและรวบรวมข้อมลู เก่ียวกับเร่ือง ศาสนพธิ ี การมีสว่ นร่วมในการจดั เตรยี ม
สถานทีป่ ระกอบศาสนพธิ ที างศาสนา พิธถี วายสังฆทาน เครื่องสงั ฆทาน จากหนงั สือเรยี น
และแหลง่ การเรียนรู้อื่น ๆ เพม่ิ เติม
2.ข้ันคดิ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรียนรว่ มกนั วเิ คราะหเ์ ก่ยี วกบั การปฏบิ ัติตนในการจดั เตรียมสถานท่ปี ระกอบศาสนพธิ ี
ทางศาสนา โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
4. นกั เรยี นร่วมกนั วิเคราะหเ์ กย่ี วกบั การปฏิบัติตนขณะประกอบพธิ ีกรรม พรอ้ มวิเคราะห์
ผลท่ีเกดิ ข้ึนจากการปฏิบัติและไมป่ ฏิบตั ิโดยใชแ้ ผนภาพความคิด แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด
5. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับพธิ ีถวายสงั ฆทาน แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้
คาถาม ดังน้ี
สงั ฆทานคอื อะไร
(ทานท่ถี วายเป็นของกลางสงฆ์ ไม่ได้เจาะจงแก่พระภกิ ษรุ ปู ใดรูปหน่ึง)
การถวายสงั ฆทานมคี วามสาคัญตอ่ พุทธศาสนกิ ชนและพระพุทธศาสนาอยา่ งไร
นกั เรียนบนั ทึกคาตอบลงในแผนภาพความคดิ
6. นักเรยี นรว่ มกนั เรยี งลาดับข้นั ตอนการปฏิบัติในการถวายสงั ฆทาน โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แล้ว
สรุปเป็นความคิดรวบยอด ดังตัวอย่าง
5. ประเคนของ พระสงฆอ์ นุโมทนา เจา้ ภาพกรวดน้าํ
4. เจา้ ภาพกล่าวคาํ บชู าพระรตั นตรยั อาราธนาศีล และกล่าวคาํ ถวายสงั ฆทาน
3. นาํ ภตั ตาหารและบริวารท่ีจดั เตรียมไวม้ าวางตรงหนา้ พระสงฆ์
2. วางใจเป็ นกลาง ไม่เจาะจงเลือกถวายพระภิกษรุ ูปใดรูปหน่ึง
1. จดั เตรียมเคร่ืองสงั ฆทานใหค้ รบตามจาํ นวนท่ีตอ้ งการถวาย
7. นกั เรียนคดิ ประเมินเพือ่ เพิ่มคุณคา่ แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
ศาสนพิธีมีความสาคัญตอ่ นกั เรยี นและพระพทุ ธศาสนาอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ตอ่ ตนเอง ทาให้ได้ทาหน้าท่ีชาวพทุ ธและเกดิ สริ มิ งคลในการดาเนินชีวิต
ต่อพระพุทธศาสนา ชว่ ยให้พระพุทธศาสนามนั่ คงสบื ไป)
3.ข้ันปฏิบัตแิ ละสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
8. นกั เรียนแบ่งกลมุ่ แสดงบทบาทสมมุติในการถวายสังฆทาน จากนน้ั บนั ทกึ ผลการปฏบิ ัติ
ลงในสมดุ บันทึก
9. นกั เรียนตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรยี บร้อยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรงุ แกไ้ ข
ใหด้ ยี ง่ิ ข้ึน
10. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ส่ิงท่เี ขา้ ใจเป็นความร้รู ่วมกัน ดังน้ี
ศาสนพธิ ี เปน็ พิธกี รรมทางศาสนาทีพ่ ุทธศาสนิกชนควรเขา้ รว่ มและปฏิบตั ิตนให้ถูกตอ้ ง
เพ่อื เปน็ การสืบทอดพระพุทธศาสนา
4.ขั้นสื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
11. นักเรียนออกมานาเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน
12. นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายสรปุ เกย่ี วกบั วิธีการทางานใหเ้ หน็ การคิดเชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ทีม่ ีแบบแผน
5.ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคา่ บริการสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
13. นักเรียนรว่ มกนั เผยแพร่ข้อมลู ความร้เู กีย่ วกับการจัดเตรยี มสถานท่ปี ระกอบศาสนพธิ ี
ทางศาสนา และการถวายสังฆทานแก่สมาชกิ ในครอบครัวและชุมชน เพอ่ื ให้ทกุ คนได้มีความรู้
และปฏบิ ตั ิตนไดอ้ ย่างถูกต้องเม่อื ตอ้ งเขา้ รว่ มประกอบศาสนพิธี
14. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความร้สู กึ หลงั การเรียนและหลงั การทากิจกรรม
ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• สิ่งทนี่ ักเรียนไดเ้ รยี นรู้ในวนั น้คี ืออะไร
• นกั เรียนมสี ว่ นร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• เพื่อนนกั เรียนในกลุ่มมสี ่วนร่วมกจิ กรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรยี นพอใจกับการเรยี นในวันนีห้ รือไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรูท้ ี่ได้นไี้ ปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครัว และสงั คมทัว่ ไป
ได้อย่างไร
จากน้ันแลกเปล่ยี นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกข้นั ตอนวา่ จะเพิ่มคณุ ค่าไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขึ้นกว่าเดิมในขัน้ ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครงั้ ตอ่ ไป
สือ่ การเรียนร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
1. หนังสือเรียน รายวชิ าพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5
2. แหล่งการเรียนรทู้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เรื่อง ศาสนพธิ ี (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ใฝเ่ รียนรู้ รักความเป็นไทย (A)
ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุม่
รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมิน
4 32 1
กระบวนการ
ทางานกล่มุ มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
สมาชกิ ชัดเจน และมีการ บทบาทสมาชกิ
ชแี้ จงเปา้ หมายการทางาน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหัวหน้า และไมม่ ีการช้ีแจง
มีการปฏิบตั งิ านร่วมกนั เป้าหมาย สมาชิก
อยา่ งร่วมมอื ร่วมใจ มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไมม่ ีการชี้แจง ต่างคนตา่ งทางาน
พรอ้ มกบั การประเมินเปน็
ระยะ ๆ อยา่ งชดั เจนและ เป้าหมาย
ปฏบิ ัตงิ านร่วมกนั อยา่ งชัดเจน
แต่ไมม่ กี ารประเมิน ปฏบิ ตั ิงานร่วมกนั
เปน็ ระยะ ๆ ไมค่ รบทกุ คน
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 23
สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นที่ 1
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 7 เร่อื งท่ี 1 ศาสนพิธี (2) เวลาเรยี น 1 ช่วั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนกั และปฏิบัติตนเปน็ ศาสนิกชนทด่ี ี และธารงรกั ษาพระพุทธศาสนา
หรอื ศาสนาที่ตนนับถอื
ตัวชว้ี ัด
ส 1.2 ป.5/2 ปฏิบตั ิตนในศาสนพิธี พิธีกรรม และวันสาคญั ทางศาสนาตามท่กี าหนด
และอภิปรายประโยชนท์ ่ีได้รบั จากการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายระเบียบพิธีในการทาบญุ งานมงคล (K)
2. วเิ คราะหแ์ ละปฏบิ ตั ิตนตามระเบยี บพธิ ีในการทาบญุ งานมงคล (P)
3. เห็นคุณค่าและประโยชนจ์ ากการเข้าร่วมศาสนพิธที างศาสนา (A)
สาระสาคญั
ศาสนพิธี พธิ ีกรรม ระเบยี บพิธีในการทาบุญงานมงคล เปน็ ธรรมเนยี มประเพณีปฏิบตั ขิ องชาวพุทธ
เพื่อสง่ เสริมการทาความดีของตนเองและปฏิบัตติ นตามหลกั คาสอนทางพระพทุ ธศาสนา
สาระการเรยี นรู้
1. ระเบยี บพธิ ใี นการทาบญุ งานมงคล
2. ประโยชนข์ องการเข้ารว่ มศาสนพิธีทางศาสนา
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
นกั เรียนคดิ วา่ การมีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ติ นตามระเบียบพิธใี นการทาบุญงานมงคล ทาให้มีความดี
เกิดขน้ึ แก่ตนเองอย่างไร
การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
1.ขนั้ สังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นกั เรยี นดูวดิ ีโอเก่ยี วกบั งานพธิ ีมงคลสมรส แล้วร่วมกันสนทนา โดยใช้คาถาม ดังน้ี
วดิ โี อท่ีดูเกยี่ วกบั เรอื่ งใด
(งานพธิ มี งคลสมรส)
นักเรยี นเคยเข้ารว่ มงานพิธดี งั กลา่ วหรอื ไม่ อย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ เคย เข้ารว่ มงานแตง่ งานพ่ีสาว)
งานพิธีดังกลา่ วเปน็ งานทาบญุ ประเภทใด
(งานมงคล)
2. นกั เรียนรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกบั เรอ่ื ง ศาสนพิธี ระเบียบ พิธีในการทาบุญ
งานมงคล และประโยชน์ของการเข้าร่วมศาสนพธิ ที างศาสนา จากหนังสอื เรยี นและแหล่งการเรยี นรูอ้ น่ื ๆ
เพม่ิ เติม
2.ขน้ั คิดวเิ คราะหแ์ ละสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ียวกบั ระเบยี บพิธีในการทาบญุ งานมงคล แล้วสรุปเป็น
ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
การทาบุญงานมงคลหมายถงึ อะไร
(ตัวอย่างคาตอบ การทาบญุ เพ่อื สง่ เสริมการทาความดแี ละความสขุ ให้แก่ตนเองและครอบครวั )
การทาบญุ งานมงคลท่นี กั เรยี นรู้จักมอี ะไรบา้ ง
4. นักเรียนรว่ มกนั วิเคราะห์และสรุประเบยี บพิธปี ฏบิ ตั ิในการทาบุญงานมงคล
โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด
5. นักเรียนรว่ มกนั วิเคราะหป์ ระโยชน์ของการเข้าร่วมศาสนพธิ ที างศาสนา
โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
6. นักเรียนคดิ ประเมินเพ่ือเพ่ิมคุณค่า แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
นกั เรยี นคดิ ว่าการมีส่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิตนตามระเบยี บพธิ ีในการทาบญุ งานมงคล
ทาใหม้ ีความดีเกิดข้ึนแก่ตนเองอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทาใหเ้ ป็นคนจิตใจดี มีความเอ้อื เฟื้อเผ่อื แผ่ มีเมตตาต่อผอู้ ืน่
และอยากมสี ว่ นรว่ มในการสืบทอดศาสนพิธีใหค้ งอยู่ต่อไป)
3.ข้นั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู้ ลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นักเรียนบนั ทึกประสบการณก์ ารเข้าร่วมในศาสนพธิ มี า 1 ศาสนพธิ ี แล้วบนั ทึกขอ้ มลู
ลงในแบบบนั ทกึ ชน้ิ งาน 15 เรือ่ ง ศาสนพธิ ี
8. นักเรียนตรวจสอบความถกู ต้องเรียบร้อยของชิน้ งาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรับปรุงแก้ไข
ให้ดียิง่ ข้นึ
9. นักเรียนร่วมกนั สรปุ สิ่งทเี่ ขา้ ใจเป็นความรู้ร่วมกัน ดงั นี้
ศาสนพิธี พธิ ีกรรม ระเบียบพิธีในการทาบญุ งานมงคล เป็นธรรมเนยี มประเพณีปฏิบตั ิ
ของชาวพุทธ เพ่อื ส่งเสรมิ การทาความดีของตนเองและปฏบิ ัตติ นตามหลกั คาสอนทางพระพทุ ธศาสนา
4.ขนั้ ส่ือสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรยี นออกมานาเสนอชนิ้ งานใหเ้ พ่อื นฟงั หนา้ ช้ันเรยี น
11. นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายสรปุ เกย่ี วกบั วิธกี ารทางานให้เหน็ การคดิ เชงิ ระบบและวิธกี ารทางาน
ที่มีแบบแผน
5.ข้ันประเมินเพอ่ื เพมิ่ คณุ ค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรยี นรว่ มกนั จดั ป้ายนิเทศเกีย่ วกบั ศาสนพธิ ี พธิ กี รรมต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนา
เพื่อเผยแพรค่ วามรูแ้ กผ่ ู้ท่สี นใจ
13. นกั เรียนประเมนิ ตนเองหลงั การเรยี น ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
• ส่ิงท่ีนกั เรยี นไดเ้ รยี นรใู้ นวันนีค้ ืออะไร
• นกั เรยี นมสี ่วนร่วมในกิจกรรมการเรยี นรมู้ ากนอ้ ยเพียงใด
• นักเรียนพงึ พอใจกับการเรยี นรใู้ นวันนหี้ รือไม่ เพยี งใด
• นักเรียนจะนาความร้ทู ไี่ ด้นไ้ี ปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมท่ัวไป
ไดอ้ ย่างไร
จากน้ันแลกเปลี่ยนตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกข้ันตอนว่าจะเพ่ิมคุณคา่ ไปสู่สงั คม
เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากข้นึ กว่าเดมิ ในขน้ั ตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในครัง้ ต่อไป
ส่ือการเรียนร/ู้ แหลง่ การเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5
2. วดิ โี อเกยี่ วกบั งานพธิ มี งคลสมรส
3. แหล่งการเรียนรู้ทง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรือ่ ง ศาสนพิธี (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินชิ้นงาน เรอ่ื ง ศาสนพธิ ี (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ใฝเ่ รียนรู้ รกั ความเปน็ ไทย (A)
ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ ช้นิ งาน เรอื่ ง ศาสนพธิ ี
รายการการ ระดับคณุ ภาพ
ประเมิน 4 3 2 1
การเขยี นอธิบาย เขยี นอธบิ ายหรอื เขียนอธบิ ายหรือ เขียนอธบิ ายหรอื เขียนอธบิ ายหรอื
หรือ สรปุ ลาดับศาสนพธิ ี สรุปลาดับศาสนพิธี สรุปลาดับศาสนพธิ ี สรุปลาดบั ศาสนพิธี
สรปุ ลาดบั ศาสนพิธี การประกอบพธิ ี การประกอบพิธี การประกอบพธิ ี การประกอบพธิ ี
การประกอบพธิ ี งานมงคลไดส้ มั พันธ์ งานมงคลได้ งานมงคล งานมงคลได้
งานมงคล กัน มีการจาแนกขอ้ มลู ได้สอดคลอ้ งกบั ขอ้ มูล แต่ยังเรียงลาดบั
เรยี งลาดับตัง้ แต่ตน้ จน เรียงลาดบั ได้ถกู ต้อง เรียงลาดบั ไดถ้ กู ต้อง ศาสนพิธไี ม่ถกู ต้อง
จบ แตม่ ีการสลับลาดับ แต่มีการสลับผิดลาดับ
ไดถ้ กู ตอ้ ง ไม่มกี าร ผิดบ้างเลก็ นอ้ ย พธิ ีกรรมมากกวา่ 2
สลับผิดลาดบั ของ ลาดับ
ศาสนพธิ ี
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 24
สาระการเรยี นร้สู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศกึ ษา ฯ รหัสวิชา ส 15101
ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 ปกี ารศึกษา............
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 7 เรื่องท่ี 3 กจิ กรรมในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา เวลาเรียน 1 ชั่วโมง
ครผู ู้สอน...........................................................................................
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชวี้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏบิ ตั ิตนเปน็ ศาสนิกชนท่ดี ี และธารงรักษาพระพุทธศาสนา
หรอื ศาสนาท่ีตนนับถือ
ตัวชวี้ ัด ปฏบิ ัติตนในศาสนพธิ ี พิธีกรรม และวนั สาคัญทางศาสนาตามที่กาหนด
ส 1.2 ป.5/2
และอภปิ รายประโยชน์ทีไ่ ดร้ บั จากการเขา้ ร่วมกิจกรรม
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความสาคญั ของวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนา (K)
2. วเิ คราะหก์ ารปฏบิ ัติตนในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสาคัญของการปฏบิ ัติตนในวนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา (A)
สาระสาคญั
วนั สาคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นวันท่ีมเี หตกุ ารณ์สาคญั เกีย่ วกับพระพุทธศาสนาเกิดขน้ึ
การทากิจกรรมในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนาเปน็ การสบื ทอดพระพทุ ธศาสนาใหค้ งอยสู่ ืบไป
สาระการเรยี นรู้
ความสาคญั และการปฏบิ ัตติ นในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
วนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนามคี วามสาคญั ตอ่ การปฏิบตั ิตนของนกั เรียนอยา่ งไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นกั เรยี นรว่ มกนั สนทนาเกยี่ วกบั วันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา โดยใช้คาถาม ดงั นี้
นักเรียนรู้จักวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนาวนั ใดบ้าง
(ตวั อย่างคาตอบ วนั มาฆบูชา วนั วิสาขบชู า)
นักเรยี นทากจิ กรรมใดบา้ งในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา
(ตวั อยา่ งคาตอบ ทาบุญตกั บาตร เวียนเทยี นที่วดั )
2. นักเรยี นร่วมกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เก่ยี วกับเรอื่ ง กิจกรรมในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา
จากหนังสอื เรยี นและแหลง่ การเรียนรู้อืน่ ๆ เพ่มิ เติม
2.ข้นั คิดวิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา แล้วสรปุ เปน็ ความคิด
รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
วันสาคญั ทางพระพุทธศาสนามคี วามสาคญั อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ เป็นวันท่ีมเี หตกุ ารณ์สาคัญตา่ ง ๆ เกดิ ข้นึ ในสมยั พทุ ธกาล ซึง่ เกย่ี วขอ้ งกบั
พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์)
เพราะเหตุใดจึงจดั ใหม้ ีวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา
(ตัวอยา่ งคาตอบ เพ่ือให้ชาวพุทธได้น้อมราลึกนึกถึงคุณพระรัตนตรัยและนาหลักธรรมมาปฏิบตั ใิ น
การดาเนินชวี ิต)
4. นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะห์ความสาคัญและการปฏิบัติตนในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา โดยใช้
แผนภาพความคิด แลว้ สรุปเปน็ ความคิดรวบยอด ดงั ตัวอยา่ ง
วนั มาฆบูชา ความสาคญั วันวสิ าขบูชา
และการปฏิบตั ติ นในวนั สาคญั
ความสาคญั เป็นวนั ที่พระสงฆ์ ความสาคญั วนั ทีพ่ ระพทุ ธเจา้
1,250 องค์ มาประชุมพร้อมกนั ทางพระพุทธศาสนา ประสูต ตรัสรู้ และปรินิพพาน
โดยมิไดน้ ดั หมาย และพระพทุ ธเจา้ ในวนั เดียวกนั
ทรงแสดงโอวาทปาตโิ มกข์ การปฏิบัติตน ทาบุญตกั บาตร รกั ษา
การปฏิบตั ิตน ทาบญุ ตกั บาตร ศีล ฟังธรรม เวยี นเทียนท่ีวดั
รกั ษาศลี ฟังธรรม และเวยี นเทียน
วันอฐั มบี ูชา
วนั ธรรมสวนะ
ความสาคญั เป็นวนั คลา้ ย
วนั ถวายพระเพลิงพระพทุ ธสรีระ
ของพระพทุ ธเจา้
การปฏบิ ัตติ น ทาบุญตกั บาตร
ความสาคญั เป็นวนั ที่กาหนดให้
มีการฟังธรรม วนั อาสาฬหบูชา
การปฏบิ ัตติ น ทาบุญตกั บาตร ความสาคญั เป็นวนั ทีพ่ ระพทุ ธเจา้
รักษาศลี ฟังธรรมเทศนา ทรงแสดงธรรมคร้งั แรก
และเป็นวนั ท่ีพระรตั นตรัยครบ
3 ประการ คือ พระพทุ ธ พระธรรม
พระสงฆ์
การปฏิบัติตน ทาบุญตกั บาตร
รกั ษาศลี ฟังธรรม และเวยี นเทียนท่ี
5. นักเรียนรว่ มกนั วิเคราะหวป์ ดั ระโยชน์ของการเขา้ ร่วมกิจกรรมในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา
และสรปุ ความรู้เป็นแผนภาพความคิด แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด
6. นกั เรยี นคิดประเมนิ เพือ่ เพ่ิมคุณคา่ แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
วันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนามคี วามสาคญั ต่อการปฏิบตั ติ นของนักเรยี นอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ทาใหไ้ ด้ทากจิ กรรมทางศาสนาร่วมกบั สมาชิกในครอบครวั
และได้นอ้ มระลกึ ถงึ คุณของพระรัตนตรยั )
3.ขั้นปฏบิ ัติและสรุปความรหู้ ลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรยี นเขยี นบันทึกประสบการณ์การเขา้ รว่ มกิจกรรมในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา
โดยเลอื กมา 1 วนั สาคญั แล้วบนั ทกึ ลงในแบบบันทึกในชิน้ งานที่ 16 เรื่อง กจิ กรรมในวันสาคญั ทาง
พระพุทธศาสนา
8. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรยี บร้อยของชนิ้ งาน หากพบขอ้ ผิดพลาดใหป้ รับปรงุ แกไ้ ข
ให้ดีย่งิ ขึ้น
9. นกั เรยี นร่วมกนั สรุปสิง่ ที่เขา้ ใจเป็นความรู้รว่ มกัน ดังน้ี
วนั สาคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นวันท่ีมีเหตุการณ์สาคญั เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเกดิ ข้นึ
การทากิจกรรมในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนาเป็นการสืบทอดพระพทุ ธศาสนาให้คงอยสู่ บื ไป
4.ขน้ั สื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรยี นออกมานาเสนอช้นิ งานให้เพื่อนฟงั หน้าชนั้ เรียน
11. นักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เกย่ี วกบั วิธีการทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชิงระบบและวิธกี ารทางาน
ทม่ี ีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพ่ิมคณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรยี นรว่ มกนั จดั ป้ายนเิ ทศกจิ กรรมในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา เพ่อื ให้ความรู้แก่นักเรียนใน
โรงเรยี น
13. นกั เรียนประเมนิ ตนเองหลังการเรียน ในประเด็นตอ่ ไปน้ี
• สิง่ ทีน่ กั เรียนได้เรยี นร้ใู นวันนคี้ อื อะไร
• นกั เรียนมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมการเรยี นรู้มากนอ้ ยเพียงใด
• นกั เรยี นพึงพอใจกับการเรียนรใู้ นวันนีห้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนาความรูท้ ไ่ี ดน้ ไี้ ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมทวั่ ไป
ได้อย่างไร
จากนน้ั แลกเปล่ียนตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกขน้ั ตอนวา่ จะเพิ่มคุณคา่ ไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชน์ต่อสงั คมใหม้ ากขน้ึ กว่าเดิมในข้นั ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครั้งตอ่ ไป
สอื่ การเรยี นร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สือเรียน รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
2. แหลง่ การเรยี นรูท้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรยี น
กิจกรรมเสนอแนะ
วาดภาพระบายสีเกี่ยวกบั การปฏิบัติตนในวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนาให้สวยงาม พรอ้ มเขียนอธิบาย ใต้
ภาพ
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เรื่อง กิจกรรมในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินชิ้นงาน เรอ่ื ง กจิ กรรมในวันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ใฝ่เรยี นรู้ รักความเป็นไทย (A)
ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินช้นิ งาน เรอ่ื ง กจิ กรรมในวันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา
รายการการ ระดับคณุ ภาพ
ประเมิน 4 3 2 1
การเขยี นอธิบาย เขียนอธบิ ายหรือ เขยี นอธิบายหรือ เขียนอธิบายหรือ เขยี นอธิบายหรอื
หรือ สรปุ ประสบการณ์ สรุปประสบการณ์ สรปุ ประสบการณ์ สรุปประสบการณ์
สรุปประสบการณ์ การเขา้ ร่วมกิจกรรม การเข้ารว่ มกิจกรรม การเขา้ ร่วมกิจกรรม การเข้าร่วมกิจกรรม
การเขา้ ร่วมกจิ กรรม ในวันสาคัญทาง ในวันสาคญั ทาง ในวนั สาคัญทาง ในวันสาคญั ทาง
ในวนั สาคัญทาง พระพุทธศาสนา พระพทุ ธศาสนาได้ พระพทุ ธศาสนา พระพุทธศาสนาได้
พระพทุ ธศาสนา ได้สัมพนั ธ์กัน มกี ารจาแนกขอ้ มลู ได้สอดคล้องกับข้อมูล แต่ไมส่ อดคลอ้ งกับ
มกี ารเช่อื มโยงใหเ้ หน็ หรืออธิบายให้เหน็ ถงึ มีการเขียนยกตวั อย่าง ข้อมลู ที่อ่าน
เปน็ ภาพรวม ความสัมพันธ์กบั เพม่ิ เตมิ ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ย และไม่มกี ารอธิบาย
แสดงใหเ้ หน็ ถึง ตนเอง เพิ่มเติม
ความสมั พันธก์ บั อย่างเปน็ เหตเุ ป็นผล
ตนเอง
และผอู้ นื่
แบบบันทึกหลงั แผนการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
แนวทางการแกไ้ ข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชือ่ .................................ผูส้ อน
(…………………………………………….)
ตาแหน่ง ………………………………………...
…………/……………..……../………………
ความเหน็ ของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ.........................................
(.......................................................)
ตาแหน่ง ......................................................
……………/……………./………………………..
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 25
สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 7 เรอื่ งที่ 4 การปฏบิ ัติตนในศาสนพธิ ีหรือพิธกี รรมทางศาสนาตา่ ง ๆ ทีค่ นไทยนบั ถือ
เวลาเรียน 1 ช่วั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวชว้ี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบตั ติ นเป็นศาสนิกชนที่ดี และธารงรักษาพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาที่ตนนับถือ
ตัวช้ีวัด ปฏบิ ัติตนในศาสนพิธี พิธกี รรม และวนั สาคัญทางศาสนาตามท่กี าหนด
ส 1.2 ป.5/2
และอภปิ รายประโยชน์ทีไ่ ด้รบั จากการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายการปฏบิ ตั ติ นในศาสนพิธหี รอื พิธกี รรมทางศาสนาต่าง ๆ ทีค่ นไทยนบั ถอื (K)
2. เสนอแนวทางการปฏิบัติตนในศาสนพิธหี รอื พธิ กี รรมทางศาสนาต่าง ๆ ที่คนไทยนบั ถือ (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคญั ในการปฏิบัติตนในการเขา้ ร่วมศาสนพิธีหรอื พิธกี รรมทางศาสนาตา่ ง ๆ
ทีค่ นไทยนับถือ (A)
สาระสาคัญ
ศาสนาทกุ ศาสนามพี ธิ กี รรมทีใ่ ห้ศาสนิกชนปฏบิ ัติ เพอ่ื ให้สอดคล้องกบั หลักคาสอน
สาระการเรียนรู้
1. พธิ กี รรมทางศาสนาอิสลาม
2. พิธกี รรมทางศาสนาครสิ ต์
3. พธิ กี รรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ใฝเ่ รียนรู้
คาถามสาคญั
นกั เรียนจะสบื ทอดศาสนาท่ีตนนับถอื ได้อย่างไร
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1.ขนั้ สังเกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นักเรียนสงั เกตภาพการประกอบพิธีกรรมของศาสนาตา่ ง ๆ ดังน้ี
ภาพที่ 1 ภาพท่ี 2
จากนน้ั นักเรยี นรว่ มกันสนทนา โดยใช้คาถาม ดังนี้
ภาพท่ี 1 เป็นภาพการประกอบพธิ ีกรรมใด เกี่ยวข้องกบั ศาสนาใด
(ภาพการประกอบพธิ ฮี ัจญ์ เกยี่ วข้องกับศาสนาอสิ ลาม)
ภาพที่ 2 เป็นภาพการประกอบพิธกี รรมใด เกย่ี วข้องกบั ศาสนาใด
(พธิ ีศลี สมรส เก่ียวข้องกบั ศาสนาครสิ ต์)
นกั เรียนเคยเขา้ รว่ มพธิ ีกรรมท่ีเหน็ ในภาพหรอื ไม่
(เคย/ไม่เคย)
2. นักเรียนทมี่ ปี ระสบการณก์ ารเขา้ รว่ มศาสนพธิ หี รือพธิ ีกรรมของศาสนาตา่ ง ๆ ออกมาเลา่
ใหเ้ พ่ือนฟังหนา้ ชน้ั เรียน
3. นักเรยี นร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับการปฏบิ ตั ิตนในศาสนพิธีหรือพิธีกรรม
ทางศาสนาตา่ ง ๆ ที่คนไทยนับถอื จากหนงั สือเรยี นและแหลง่ การเรียนรู้อ่นื ๆ เพม่ิ เติม
2.ขั้นคดิ วเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
4. นักเรียนร่วมกนั วเิ คราะหพ์ ิธกี รรมและความสาคัญของพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม
ศาสนาครสิ ต์ และศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู โดยใช้แผนภาพความคดิ
5. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั พธิ กี รรมของแตล่ ะศาสนา แล้วสรุปเปน็
ความคดิ รวบยอด โดยใชค้ าถาม ดังนี้
ถา้ นักเรียนต้องเข้ารว่ มในศาสนพิธหี รอื พิธกี รรมของศาสนาต่าง ๆ นักเรียนควรปฏบิ ัตติ น
อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ แสดงความเคารพต่อศาสนสถาน ศาสนวตั ถุ ไม่พูดคุยสง่ เสียงดัง ไมพ่ ูดคุย
เกยี่ วกับศาสนาในทางลบ)
6. นักเรียนคิดประเมินเพื่อเพิม่ คุณค่า แลว้ สรุปเป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
นักเรยี นจะสบื ทอดศาสนาทต่ี นนับถือได้อย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ ปฏบิ ัติตนให้ถูกต้องตามพิธีกรรมและปฏบิ ัตติ ามหลักธรรมคาสอนของศาสนา)
3.ขัน้ ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรู้หลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรียนแบง่ กลุม่ เลือกศกึ ษาศาสนพธิ ขี องศาสนาที่สนใจมา 1 ศาสนพธิ ี และตอบคาถาม
ลงในแบบบันทึก แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด ดังตวั อยา่ ง
แบบบันทึกการศึกษาศาสนพธิ ีของศาสนาต่าง ๆ
ศาสนพธิ ีที่ศึกษา (การจ่ายซะกาต)
เป็ นศาสนพธิ ีของศาสนาใด (ศาสนาอิสลาม)
ศาสนพธิ ีดงั กล่าวมีวธิ ีการปฏบิ ตั ิอยา่ งไร
(มุสลิมตอ้ งจ่ายใหผ้ มู้ ีสิทธิไดร้ บั เม่ือครบรอบปี แก่คนที่มีฐานะยากจน เพอื่ เป็ นการขดั เกลาจิตใจ
ผบู้ ริจาคใหร้ ู้จกั เสียสละ)
ถา้ นกั เรียนปฏิบตั ิตามศาสนพธิ ีดงั กล่าวจะเกิดผลอยา่ งไร
(ไม่เห็นแก่ตวั มีความสุข)
8. นกั เรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งเรยี บรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดใหป้ รบั ปรุงแกไ้ ข
ให้ดยี ง่ิ ขึ้น
9. นกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ ส่ิงทเี่ ขา้ ใจเปน็ ความรู้ร่วมกนั ดงั น้ี
ศาสนาทกุ ศาสนามีพธิ ีกรรมทใี่ ห้ศาสนกิ ชนปฏบิ ตั ิ เพ่อื ใหส้ อดคล้องกบั หลกั คาสอน
4.ข้นั สอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นักเรยี นออกมานาเสนอผลงานใหเ้ พ่อื นฟงั หนา้ ชั้นเรยี น
11. นักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เก่ียวกับวิธกี ารทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน
ทมี่ ีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมินเพอื่ เพิ่มคณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรียนรว่ มกนั จดั ปา้ ยนิเทศเกี่ยวกับศาสนพธิ หี รือพิธีกรรมของศาสนาตา่ ง ๆ
เพอ่ื เผยแพร่ความรแู้ ก่ผูพ้ บเห็น จะไดเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจและยอมรบั ในความแตกตา่ งทางศาสนา
13. นกั เรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความร้สู กึ หลังการเรียนและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• สงิ่ ที่นกั เรยี นไดเ้ รยี นรใู้ นวนั นค้ี ืออะไร
• นักเรยี นมีส่วนรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพยี งใด
• เพ่ือนนกั เรยี นในกลุม่ มีส่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพยี งใด
• นกั เรียนพอใจกบั การเรยี นในวนั น้หี รอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรียนจะนาความรูท้ ไ่ี ด้นไ้ี ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครวั และสังคมทัว่ ไป
ได้อยา่ งไร
จากนัน้ แลกเปลยี่ นตรวจสอบข้ันตอนการทางานทุกขน้ั ตอนวา่ จะเพม่ิ คณุ คา่ ไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชน์ตอ่ สังคมให้มากขน้ึ กว่าเดมิ ในข้ันตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครงั้ ต่อไป
สื่อการเรยี นรู้/แหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือเรยี น รายวิชาพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5
2. ภาพศาสนพิธีของศาสนาต่าง ๆ
3. แหลง่ การเรียนรูท้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เรอ่ื ง การปฏิบัตติ นในศาสนพิธี หรอื พธิ กี รรมทางศาสนาตา่ ง ๆ ทคี่ นไทยนับถอื (K)
ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ใฝเ่ รียนรู้ (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หน้า บทบาทสมาชกิ
และมกี ารชแี้ จง มกี ารชี้แจงเปา้ หมาย ไมม่ ีการช้แี จง และไม่มกี ารช้ีแจง
เปา้ หมาย อยา่ งชดั เจนและ เป้าหมาย เป้าหมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกัน อย่างชดั เจน ต่างคนต่างทางาน
มกี ารปฏิบัติงาน แต่ไม่มกี ารประเมนิ ปฏบิ ัตงิ านร่วมกัน
รว่ มกัน เป็นระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน
อยา่ งรว่ มมอื รว่ มใจ
พร้อมกบั การประเมนิ
เปน็ ระยะ ๆ
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 26
สาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เร่ืองท่ี 1 สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ทข่ี องพลเมือง
เวลาเรยี น 1 ช่ัวโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏบิ ัติตนตามหนา้ ท่ีของการเปน็ พลเมอื งดี มีค่านิยมท่ีดงี ามและธารงรกั ษา
ประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดารงชวี ิตอยู่รว่ มกันในสังคมไทยและสังคมโลก
อยา่ งสนั ตสิ ขุ
ตวั ชี้วัด
ส 2.1 ป.5/1 ยกตัวอย่างและปฏิบตั ติ นตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหน้าท่ี
ในฐานะพลเมืองดี
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบาย สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหน้าท่ีของพลเมอื ง (K)
2. ยกตัวอย่างการปฏิบตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพ และหน้าท่ีของพลเมือง (P)
3. เหน็ คุณค่าและความสาคญั ของการปฏิบัตติ นเปน็ พลเมืองทดี่ ี (A)
สาระสาคัญ
สมาชิกของพลเมืองจะต้องปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหน้าที่
เพือ่ ใหส้ ังคมสงบสุข
สาระการเรยี นรู้
สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหนา้ ทขี่ องพลเมอื ง
สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. มวี ินยั
คาถามสาคญั
นักเรยี นจะปฏบิ ตั ติ นเปน็ คนดีในฐานะสมาชิกของสังคมและพลเมอื งของชาติอย่างไร
การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นักเรยี นร่วมกนั สนทนาเกี่ยวกบั สถานภาพของตนเอง โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
• เมอ่ื อยู่ท่ีโรงเรยี นนักเรียนมีสถานภาพอยา่ งไรบา้ ง
(ตวั อยา่ งคาตอบ มีสถานภาพเปน็ นกั เรียน เป็นลกู ศิษย์ เป็นหวั หน้าห้องเรยี น)
• เมอ่ื อยูท่ ี่บ้านนักเรยี นมีสถานะเปน็ อยา่ งไรบ้าง
(ตัวอย่างคาตอบ มสี ถานภาพเป็นลกู เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นหลาน)
• นกั เรียนปฏิบตั ติ นตามสถานภาพของตนเองไดเ้ หมาะสมหรือไม่ อย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เหมาะสม เชน่ ตงั้ ใจเรียนหนงั สือ เชื่อฟงั คาสอนของครู)
2. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกบั เรอ่ื ง สถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรภี าพ
และหน้าทข่ี องพลเมอื ง จากหนังสือเรยี นและแหล่งการเรียนรู้อน่ื ๆ เพ่ิมเติม
2.ขนั้ คดิ วิเคราะหแ์ ละสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนร่วมกนั คดิ วิเคราะห์สถานการณ์เรอื่ ง วิมลคนดี แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด
โดยใชค้ าถาม ดังนี้
วิมลคนดี
วมิ ลเป็นเดก็ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ทุก ๆ เชา้ ก่อนไปโรงเรียนวิมลจะช่วยแม่ทาขนม
และนาขนมไปส่งตามรา้ นตา่ ง ๆ แลว้ จงึ จะอาบน้าไปโรงเรยี น หลงั จากเลิกเรียนวมิ ลกจ็ ะรีบกลบั บา้ น
มาชว่ ยงานบา้ นและเลีย้ งนอ้ งแทนแมท่ ี่ตอ้ งออกไปขายผกั แมม่ ักจะบอกวมิ ลเสมอว่าให้วิมลเปน็ เด็กดี
และตง้ั ใจเรยี นหนงั สือ ถึงแม้ว่าครอบครวั จะลาบากแต่เราตอ้ งอดทนเพ่อื อนาคตข้างหนา้ วมิ ลเชื่อฟัง
และปฏบิ ัตติ ามคาส่งั สอนของแมต่ ลอดมา
• จากสถานการณ์วมิ ลมีสถานภาพอย่างไรบา้ ง
(ตวั อย่างคาตอบ ที่บ้านวิมลมีสถานภาพเป็นลูก ท่ีโรงเรยี นวมิ ลมสี ถานภาพเปน็ นกั เรียน)
• วิมลแสดงบทบาทของตนเองอย่างไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทีบ่ า้ นวิมลจะช่วยแม่ทางาน เช่อื และปฏบิ ัตติ ามคาสอนของแม่
ทโ่ี รงเรียนวมิ ลแสดงบทบาทตนเองโดยการตั้งใจเรียน)
4. นักเรียนรว่ มกนั วิเคราะหค์ วามหมายและความสาคัญของสถานภาพ บทบาท สิทธิ และเสรภี าพ
โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด
5. นักเรยี นยกตวั อย่างการปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ และเสรีภาพของการเป็นพลเมอื งดี
มาอยา่ งละ 1 ตวั อยา่ ง พรอ้ มวิเคราะห์ผลท่เี กดิ ข้ึนจากการปฏบิ ัติ โดยใช้แผนภาพความคดิ แล้วสรุปเปน็
ความคิดรวบยอด
6. นกั เรียนคิดประเมนิ เพือ่ เพิม่ คณุ คา่ แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
• นักเรยี นจะปฏิบตั ิตนเปน็ คนดใี นฐานะสมาชิกของสงั คมและพลเมืองของชาติอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ เปน็ เดก็ ดี ตั้งใจเรียน ชว่ ยเหลือผู้อ่นื เมอื่ มโี อกาส)
3.ขั้นปฏบิ ัติและสรปุ ความรหู้ ลังการปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรียนสารวจสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพ และหนา้ ทขี่ องตนเองในฐานะนกั เรียน
ลงในแผนภาพความคดิ ในชน้ิ งานท่ี 17 เรื่อง สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ท่ขี องพลเมอื ง
8. นักเรยี นตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบร้อยของช้ินงาน หากพบข้อผดิ พลาดควรปรับปรุงแกไ้ ข
ให้ดีย่งิ ขนึ้
9. นักเรียนร่วมกนั สรปุ ส่ิงท่เี ขา้ ใจเปน็ ความรู้ร่วมกนั ดงั น้ี
สมาชกิ ของพลเมืองจะตอ้ งปฏิบตั ติ นตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ท่ี
เพ่ือใหส้ งั คมสงบสขุ
4.ขั้นสอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรียนออกมานาเสนอชน้ิ งานใหเ้ พื่อนฟงั หน้าชัน้ เรียน
11. นักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เกยี่ วกบั วธิ กี ารทางานใหเ้ หน็ การคิดเชงิ ระบบและวิธกี ารทางาน
ท่มี ีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมินเพอื่ เพมิ่ คุณคา่ บริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรียนรว่ มกนั เชญิ ชวนใหท้ กุ คนปฏิบัตติ นตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ และเสรีภาพ
ของพลเมอื ง เพือ่ ท่ีทุกคนจะไดอ้ ยรู่ ่วมกันอยา่ งมีความสขุ
13. นักเรียนประเมนิ ตนเองหลงั การเรียน ในประเด็นตอ่ ไปนี้
• สงิ่ ทนี่ กั เรียนได้เรยี นรใู้ นวันน้ีคอื อะไร
• นกั เรียนมสี ่วนร่วมในกิจกรรมการเรยี นรูม้ ากน้อยเพยี งใด
• นกั เรยี นพึงพอใจกบั การเรียนรู้ในวนั น้ีหรือไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนาความร้ทู ไี่ ด้นีไ้ ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมท่วั ไป
ไดอ้ ยา่ งไร
จากนน้ั แลกเปลี่ยนตรวจสอบขนั้ ตอนการทางานทกุ ขน้ั ตอนวา่ จะเพ่มิ คณุ ค่าไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชน์ต่อสังคมให้มากขึน้ กว่าเดิมในขั้นตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครั้งต่อไป
ส่อื การเรยี นร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5
2. ตวั อยา่ งสถานการณ์ วมิ ลคนดี
3. แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่อื ง สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหน้าทข่ี องพลเมอื ง (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินชน้ิ งาน เร่ือง สถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพ และหน้าทีข่ องพลเมือง (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มวี ินยั (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินช้ินงาน เรื่อง สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ท่ีของพลเมือง
รายการการ ระดับคณุ ภาพ
ประเมิน 4 3 2 1
เขียนอธบิ ายหรือ เขียนอธิบายหรือสรปุ เขยี นอธิบายหรอื สรุป เขียนอธิบายหรือสรุป เขยี นอธิบายหรือสรปุ
สรปุ สถานภาพ บทบาท สถานภาพ บทบาท สถานภาพ บทบาท สถานภาพ บทบาท
สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ สทิ ธิ เสรีภาพ สทิ ธิ เสรีภาพ สิทธิ เสรีภาพ
สทิ ธิ เสรภี าพ และหนา้ ท่ีของตนเอง และหน้าทขี่ องตนเอง และหน้าทข่ี องตนเอง และหน้าท่ีของตนเอง
และหน้าทีข่ อง ในฐานะนักเรียน ในฐานะนกั เรยี นได้ ในฐานะนกั เรยี น ในฐานะนกั เรียนได้
ตนเอง ไดส้ มั พันธ์กนั มีการจาแนกขอ้ มลู ไดส้ อดคล้องกับข้อมูล แต่ยงั ไม่สอดคล้อง
ในฐานะนักเรยี น มีการเชอ่ื มโยง หรืออธบิ ายให้เหน็ ถงึ มกี ารเขียนขยาย กบั ข้อมูล
ให้เหน็ ภาพโดยรวม ความสมั พนั ธ์กับ ความ เขียนตามข้อมลู ที่อา่ น
แสดงใหเ้ ห็นถึง ตนเอง ยกตวั อยา่ งเพิม่ เตมิ ไมม่ กี ารอธิบาย
ความสัมพนั ธ์ อยา่ งเป็นเหตเุ ปน็ ผล ให้เข้าใจงา่ ย เพมิ่ เติม
กบั ตนเองและผ้อู ืน่
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 27
สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสงั คมศกึ ษา
ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เร่อื งท่ี 2 หนา้ ทขี่ องพลเมอื งดี เวลาเรียน 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหนา้ ท่ีของการเป็นพลเมอื งดี มคี ่านิยมที่ดงี ามและธารงรกั ษา
ประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดารงชีวติ อยรู่ ว่ มกันในสังคมไทยและสงั คมโลก
อย่างสันติสขุ
ตัวช้วี ัด ยกตัวอยา่ งและปฏิบตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรภี าพ และหนา้ ที่
ส 2.1 ป.5/1
ในฐานะพลเมืองดี
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายหนา้ ที่ของพลเมอื งดี (K)
2. ปฏบิ ตั ิตนเปน็ พลเมืองดี (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคัญของการปฏิบตั ติ นเป็นพลเมอื งดีของสงั คม (A)
สาระสาคญั
การอยรู่ ่วมกันในสังคม สมาชกิ ทกุ คนควรปฏิบัตติ ามกฎระเบียบของสังคม โดยยดึ หลักคุณธรรม
เพ่อื ให้เกิดความสงบสขุ ขึ้นในสังคม
สาระการเรียนรู้
หน้าทขี่ องพลเมอื งดี
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. มวี ินัย
คาถามสาคัญ
พลเมอื งทด่ี คี วรมหี นา้ ท่ีสาคญั อยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.ข้ันสงั เกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นักเรยี นร่วมกนั ร้องเพลงหนา้ ที่เด็ก ดงั น้ี
เด็กเอย๋ เด็กดี ต้องมีหน้าที่สบิ อย่างด้วยกัน (ซา้ )
หนง่ึ นบั ถอื ศาสนา
สอง รักษาธรรมเนยี มม่นั
สาม เชือ่ พอ่ แม่ครูอาจารย์
ส่ี วาจานนั้ ตอ้ งสภุ าพอ่อนหวาน
หา้ ยึดมนั่ กตญั ญู
หก เป็นผู้รูร้ ักการงาน
เจด็ ต้องศึกษาใหเ้ ช่ียวชาญ ต้องมานะบากบัน่ ไมเ่ กียจไมค่ ร้าน
แปด รจู้ ักออมประหยดั
เก้า ตอ้ งซอ่ื สัตย์ตลอดกาล น้าใจนกั กีฬากล้าหาญ ให้เหมาะกับกาลสมัยชาตพิ ัฒนา
สบิ ทาตนให้เปน็ ประโยชน์ รบู้ าปบญุ คณุ โทษ สมบตั ิชาติต้องรกั ษา
เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเปน็ เดก็ ที่พาชาติไทยเจริญ
เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมหี นา้ ทีส่ บิ อย่างด้วยกัน (ซา้ )
จากน้นั รว่ มกันสนทนา โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• นักเรียนปฏิบัติตามเพลงหนา้ ที่ของเดก็ ข้อใดไดบ้ ้าง
(ตวั อย่างคาตอบ ขอ้ 1- ขอ้ 10)
• ถ้านกั เรยี นปฏิบตั ติ ามเพลงหนา้ ที่เดก็ ไดท้ กุ ข้อจะเกิดผลดีอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ สังคมเกิดความสงบสขุ เกิดความเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย)
2. นกั เรียนรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมลู เกย่ี วกบั เรอ่ื ง หนา้ ท่ีของพลเมอื งดี จากหนงั สือเรียน
และแหล่งการเรยี นรู้อ่นื ๆ เพม่ิ เตมิ
2.ข้ันคิดวิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ียวกบั หน้าท่ขี องพลเมอื งดี แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด
โดยใชค้ าถาม ดังนี้
• พลเมืองท่ีดคี วรปฏบิ ัติตนอยา่ งไร
4. นักเรียนสารวจตนเองเก่ยี วกบั การปฏบิ ตั ิตนตามหน้าที่ของพลเมืองดี แล้วบันทกึ ผลการสารวจ
โดยเขียนเครื่องหมาย ลงในตารางทตี่ รงตามความเปน็ จรงิ ดงั ตัวอยา่ ง
การปฏิบตั ิตนตามหน้าท่ขี องพลเมอื งดี ผลการปฏบิ ตั ิ
เปน็ ประจา บางครั้ง ไมเ่ คย
1. แสดงความจงรกั ภกั ดตี ่อสถาบันพระมหากษัตรยิ ์
2. เคารพเชอื่ ฟังพอ่ แม่ ครูอาจารย์
3. ปฏิบตั ิตามกฎจราจร
4. รว่ มปลกู ตน้ ไม้ในชุมชน
5. สนับสนุนสินคา้ จากภมู ิปญั ญาท้องถนิ่
5. นักเรยี นร่วมกนั วเิ คราะหผ์ ลทเ่ี กดิ ข้นึ จากการปฏบิ ัติและไมป่ ฏิบตั ติ นเปน็ พลเมอื งดี
6. นักเรียนคิดประเมินเพ่ือเพิ่มคุณค่า แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• นักเรยี นจะปฏบิ ัติตนเป็นพลเมอื งดีของสงั คมไดอ้ ย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เคารพกฎหมายปฏิบัตติ นตามบทบาทหนา้ ที่ของตนเอง)
3.ข้ันปฏบิ ัติและสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นักเรยี นยกตัวอยา่ งการทาหน้าท่ีของพลเมืองดี และบันทึกข้อมลู ลงในแบบบันทกึ
ในช้นิ งานท่ี 18 เรอื่ ง หนา้ ท่ีของพลเมอื งดี
8. นกั เรียนตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยของชน้ิ งาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรับปรงุ แกไ้ ข
ให้ดยี ิ่งขนึ้
9. นกั เรียนรว่ มกนั สรุปสง่ิ ที่เข้าใจเป็นความรู้ร่วมกัน ดงั นี้
การอยู่รว่ มกนั ในสังคม สมาชกิ ทุกคนควรปฏิบัตติ ามกฎระเบยี บของสงั คม โดยยดึ หลกั คุณธรรม
เพือ่ ใหเ้ กิดความสขุ ขึ้นในสังคม
4.ขน้ั สื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นักเรยี นออกมานาเสนอชิ้นงานให้เพื่อนฟงั หน้าชัน้ เรียน
5.ขั้นประเมินเพอ่ื เพ่มิ คุณคา่ บริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
11. นกั เรยี นเชญิ ชวนสมาชิกในครอบครัวรว่ มกนั ทากจิ กรรมทีก่ ่อให้เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คม
12. นกั เรยี นประเมนิ ตนเองหลังการเรยี น ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
• ส่ิงทีน่ ักเรยี นไดเ้ รียนรูใ้ นวันนค้ี ืออะไร
• นักเรยี นมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนรมู้ ากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรยี นพงึ พอใจกับการเรียนร้ใู นวนั นห้ี รือไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนาความรทู้ ่ีไดน้ ้ไี ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสงั คมท่ัวไป
ได้อย่างไร
จากน้ันแลกเปลย่ี นตรวจสอบข้ันตอนการทางานทกุ ขัน้ ตอนวา่ จะเพิม่ คุณค่าไปสูส่ งั คม
เกิดประโยชน์ตอ่ สังคมให้มากขน้ึ กว่าเดิมในข้ันตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครง้ั ต่อไป
สอื่ การเรยี นร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. เน้ือเพลงหน้าที่เดก็
3. แหลง่ การเรียนรู้ทงั้ ภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมินการเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรือ่ ง หน้าท่ขี องพลเมอื งดี (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินช้นิ งาน เรือ่ ง หนา้ ที่ของพลเมอื งดี (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นรักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มีวนิ ัย (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินช้นิ งาน เรื่อง หน้าท่ีของพลเมืองดี
รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมนิ
4321
เขียนอธิบายหรอื
สรปุ เขยี นอธิบายหรอื สรุป เขียนอธิบายหรอื สรปุ เขียนอธิบายหรือสรปุ เขยี นอธิบายหรือสรุป
การทาหนา้ ที่
ของพลเมืองดี การทาหนา้ ที่ การทาหนา้ ท่ี การทาหน้าที่ การทาหนา้ ที่
ของพลเมืองดี ของพลเมอื งดีได้ ของพลเมอื งดี ของพลเมอื งดีได้
ได้สัมพันธก์ ัน มกี ารจาแนกตาม ได้สอดคล้องกับข้อมูล แตย่ ังไม่สอดคล้อง
มกี ารเชอ่ื มโยง ขอ้ มูล มีการเขยี นขยาย กบั ขอ้ มลู
ใหเ้ หน็ ภาพโดยรวม อธิบายแสดงให้เหน็ ถึง ความ เขียนตามข้อมลู ทอ่ี า่ น
แสดงใหเ้ ห็นถึง ความสัมพันธ์กับ และยกตวั อย่าง ไมม่ กี ารอธิบาย
ความสมั พันธ์ ตนเอง เพม่ิ เตมิ เพมิ่ เติม
กบั ตนเองและผู้อ่นื อยา่ งเป็นเหตุเป็นผล ใหเ้ ขา้ ใจง่าย
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 28
สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศกึ ษา
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรอื่ งท่ี 3 คณุ ลกั ษณะของพลเมอื งดี เวลาเรียน 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ช้ีวัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบตั ิตนตามหนา้ ท่ีของการเปน็ พลเมอื งดี มีคา่ นิยมท่ีดีงามและธารงรักษา
ประเพณีและวฒั นธรรมไทย ดารงชีวิตอยรู่ ่วมกันในสงั คมไทยและสังคมโลก
อยา่ งสนั ติสุข
ตัวชว้ี ัด ยกตวั อย่างและปฏบิ ัตติ นตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรภี าพ และหน้าที่
ส 2.1 ป.5/1
ในฐานะพลเมอื งดี
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายหนา้ ทข่ี องพลเมืองดี (K)
2. ยกตัวอย่างการปฏิบตั ิตนเป็นพลเมอื งดี (P)
3. ชน่ื ชมการปฏบิ ัติตนเปน็ พลเมอื งดขี องตนเองและบคุ คลอื่น (A)
สาระสาคัญ
คุณลกั ษณะของพลเมืองดี สมาชกิ ทกุ คนควรปฏบิ ัตติ ามกฎระเบยี บของสังคม โดยยึดหลกั คุณธรรม
เพอื่ ใหเ้ กดิ ความสงบสุขขึ้นในสงั คม
สาระการเรยี นรู้
คณุ ลักษณะของพลเมอื งดี
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. มวี ินัย
คาถามสาคัญ
นักเรยี นมคี ุณลกั ษณะของความเปน็ พลเมืองดีอยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นกั เรยี นร่วมกนั สนทนาเกย่ี วกับการปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองดี โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• นักเรียนเคยปฏบิ ตั ติ นเปน็ พลเมอื งดีหรือไม่ อยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ เคย ชว่ ยพาคนแก่เดินขา้ มถนน)
• การปฏิบัตดิ งั กลา่ วก่อให้เกดิ ประโยชนอ์ ย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ปอ้ งกนั การเกดิ อบุ ัตเิ หตุ)
2. นกั เรียนร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกบั เร่ือง คุณลักษณะของพลเมอื งดี
จากหนงั สือเรียนและแหลง่ การเรียนรอู้ น่ื ๆ เพมิ่ เติม
2.ข้ันคดิ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นร่วมกนั วิเคราะห์ข้อความเกี่ยวกับคุณลกั ษณะของพลเมืองดี
แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
3.1 ภทั รซ้ืออาหารและผลไมม้ าใหพ้ อ่ แม่รบั ประทานอยเู่ สมอ
• การกระทาของภทั รเปน็ คณุ ลักษณะของพลเมืองดีหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(ตวั อยา่ งคาตอบ เป็น เพราะมีความกตัญญกู ตเวทีตอ่ พอ่ แม่)
3.2 เนริสามาทางานแตเ่ ชา้ ดว้ ยความขยนั หมนั่ เพยี รและอดทนจึงไดร้ บั คาชมจากผจู้ ดั การ
• การกระทาของเนริสาเป็นคณุ ลักษณะของพลเมอื งดีหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
(ตวั อย่างคาตอบ เปน็ เพราะมีความขยนั หม่ันเพียร และมีความอดทนในการทางาน)
3.3 ทอฝันมาโรงเรียนสายทกุ วนั เพราะไม่อยากเขา้ แถวเคารพธงชาติ
• การกระทาของทอฝนั เปน็ คุณลักษณะของพลเมืองดีหรือไม่ เพราะเหตุใด
(ตวั อย่างคาตอบ ไม่เป็น เพราะไมป่ ฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน)
4. นักเรียนร่วมกนั วิเคราะห์และสรุปความรู้เก่ียวกบั คณุ ลกั ษณะของพลเมอื งดี
5. นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์เกี่ยวกับการปฏบิ ัตติ นเป็นพลเมืองดีวา่ สง่ ผลต่อตนเองและสังคมสว่ นรวม
อยา่ งไร
6. นักเรยี นคิดประเมินเพอ่ื เพ่มิ คุณคา่ แลว้ สรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
• นักเรียนมคี ณุ ลักษณะของความเปน็ พลเมืองดอี ยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ มีความซ่ือสัตย์สุจรติ ขยนั หมัน่ เพียร ชอบช่วยเหลอื ผอู้ นื่ )
3.ขน้ั ปฏบิ ัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นักเรียนแบง่ กล่มุ รว่ มกนั สบื คน้ หาประวตั ิของบคุ คลท่ปี ฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของชุมชน
หรอื สงั คมมา 1 บุคคล จากนน้ั บันทกึ ลงในแบบบันทกึ แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด ดังตวั อย่าง
แบบบันทกึ คนดีของชุมชนหรือสังคม
• คนดีของชุมชนหรือสงั คม คอื
(นางสาวดารุณี)
• ปฏบิ ตั ิตนเป็ นพลเมืองท่ดี ีอยา่ งไร
(เกบ็ เงนิ สกลุ ยโู ร มูลคา่ กวา่ 1 ลา้ นบาทได้ จึงมอบใหก้ บั เจา้ หนา้ ทต่ี ารวจ
เพอื่ ช่วยตดิ ตามหาเจา้ ของ)
• การปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองทดี่ ีของบุคคลดงั กล่าวก่อใหเ้ กิดผลอยา่ งไร
(เจา้ ของไดร้ บั เงินคืน ไดร้ บั การยกยอ่ งชื่นชม)
• ถา้ ทกุ คนปฏิบตั ติ นเป็นพลเมอื งดีเหมือนบุคคลดงั กล่าว สงั คมจะเป็ นอยา่ งไร
(สงั คมสงบสุข)
• นกั เรียนไดข้ อ้ คิดแบบอยา่ งทด่ี ีมาเป็นแนวทางในการดาเนินชีวติ ประจาวนั อยา่ งไร
(ความซื่อสตั ยส์ ุจริต จะทาใหป้ ระสบความสาเร็จในชีวติ )
8. นักเรียนตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไข
ใหด้ ียง่ิ ขนึ้
9. นักเรียนร่วมกนั สรุปสิง่ ท่ีเข้าใจเปน็ ความรรู้ ่วมกนั ดังนี้
คุณลักษณะของพลเมอื งดี สมาชิกทกุ คนควรปฏบิ ัติตามกฎระเบียบของสงั คม
โดยยดึ หลักคุณธรรม เพ่อื ให้เกดิ ความสงบสุขขน้ึ ในสงั คม
4.ขนั้ สื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นักเรยี นออกมานาเสนอผลงานให้เพ่ือนฟงั หนา้ ชนั้ เรยี น
11. นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายสรุปเกยี่ วกับวธิ กี ารทางานให้เหน็ การคดิ เชิงระบบและวธิ กี ารทางาน
ท่ีมีแบบแผน
5.ขั้นประเมนิ เพอื่ เพิม่ คณุ ค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรยี นจัดแสดงผลงานบนป้ายนเิ ทศเพอ่ื เผยแพร่ความรเู้ ก่ยี วกบั คุณลกั ษณะของพลเมอื งดี
แก่ผทู้ ส่ี นใจ
13. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สกึ หลังการเรียนและหลังการทากจิ กรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้
• สง่ิ ทน่ี กั เรียนได้เรยี นรูใ้ นวันนคี้ ืออะไร
• นกั เรียนมีสว่ นร่วมกจิ กรรมในกล่มุ มากน้อยเพยี งใด
• เพ่อื นนักเรยี นในกลมุ่ มีสว่ นร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพยี งใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรียนในวนั นห้ี รือไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนาความรู้ทีไ่ ด้นไี้ ปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมท่ัวไป
ไดอ้ ย่างไร
จากน้นั แลกเปลีย่ นตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทกุ ข้ันตอนวา่ จะเพม่ิ คุณค่าไปสสู่ ังคม
เกิดประโยชน์ตอ่ สังคมใหม้ ากข้ึนกวา่ เดมิ ในขน้ั ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครั้งตอ่ ไป
ส่ือการเรยี นร้/ู แหล่งการเรียนรู้
1. หนังสือเรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
2. ตวั อย่างขอ้ ความเกย่ี วกับคุณลักษณะของพลเมอื งดี
3. แหล่งการเรียนร้ทู ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียน
กิจกรรมเสนอแนะ
1. วาดภาพระบายสกี ารปฏิบัติตนที่แสดงถงึ การเปน็ พลเมืองดี พรอ้ มท้งั เขยี นบรรยายใตภ้ าพ
2. แบง่ กลมุ่ กล่มุ ละ 4-6 คน ให้แตล่ ะกลุม่ หาข่าวบุคคลที่ปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองดี
จากนนั้ ออกมานาเสนอหนา้ ช้ันเรยี น
การประเมินการเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรอ่ื ง คณุ ลักษณะของพลเมืองดี (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มวี นิ ยั (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกล่มุ
รายการการ ระดับคุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกล่มุ มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ บทบาทสมาชกิ
และมีการช้ีแจง มีการช้ีแจงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชแ้ี จง และไม่มกี ารช้ีแจง
เป้าหมาย อยา่ งชดั เจนและ เปา้ หมาย เป้าหมาย สมาชิก
การทางาน ปฏิบัตงิ านร่วมกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนตา่ งทางาน
มกี ารปฏบิ ตั ิงาน แตไ่ มม่ ีการประเมนิ ปฏิบตั งิ านรว่ มกนั
รว่ มกนั เป็นระยะ ๆ ไมค่ รบทกุ คน
อย่างร่วมมอื รว่ มใจ
พร้อมกับการประเมนิ
เป็นระยะ ๆ
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 29
สาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสงั คมศึกษา
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 เรอื่ งท่ี 4 กิจกรรมเสริมทักษะความรทู้ า้ ยหน่วยการเรียนรู้ เวลาเรยี น 1 ชวั่ โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวช้วี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏบิ ตั ิตนตามหน้าท่ีของการเปน็ พลเมอื งดี มีค่านิยมที่ดีงามและธารงรักษา
ประเพณแี ละวัฒนธรรมไทย ดารงชวี ติ อยูร่ ว่ มกนั ในสังคมไทยและสงั คมโลก
อยา่ งสันติสขุ
ตวั ชว้ี ัด ยกตวั อยา่ งและปฏบิ ัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่
ส 2.1 ป.5/1
ในฐานะพลเมืองดี
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความรเู้ ร่ือง พลเมืองดี ลงในแบบกิจกรรม (K)
2. วิเคราะหแ์ ละสรปุ ความรู้เรอื่ ง พลเมืองดี ลงในแบบกจิ กรรม (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสาคัญในการพฒั นาทกั ษะการเรยี นรแู้ ละการทากจิ กรรมระหว่างเรยี น (A)
สาระสาคญั
การเข้าใจและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหนา้ ทใี่ นฐานะพลเมอื งดี
เปน็ หน้าทขี่ องพลเมืองทกุ คน
สาระการเรยี นรู้
กิจกรรมเสริมทักษะความรูท้ า้ ยหนว่ ยการเรียนรู้
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. มวี ินยั
คาถามสาคญั
นกั เรียนมสี ิทธติ ามกฎหมายอย่างไรบ้าง และนกั เรียนจะใช้สิทธินัน้ อยา่ งไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ข้นั สังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นกั เรยี นร่วมกนั ทบทวนความรู้เรื่อง สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหน้าที่
ของพลเมือง โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
• สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ทขี่ องพลเมอื งมีความหมายและความสาคัญอยา่ งไร
โดยสุม่ ตัวแทนนักเรยี นใหล้ ุกข้ึนตอบคนละ 1 หัวข้อ
2. นกั เรยี นรว่ มกนั ทบทวนความร้เู ร่ือง หนา้ ที่ของพลเมอื งดี และคณุ ลกั ษณะของพลเมอื งดี
โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• พลเมืองทดี่ คี วรมีหน้าท่ีอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ มคี วามกตัญญกู ตเวที เชื่อฟงั คาส่ังสอนของพอ่ แม่ ครูอาจารย์
ชว่ ยรกั ษาวัฒนธรรมประเพณี)
• พลเมืองที่ดมี ีคุณลักษณะที่สาคัญอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ขยันหมน่ั เพยี ร มีความรบั ผดิ ชอบในหน้าท่กี ารงาน)
2.ขน้ั คิดวเิ คราะหแ์ ละสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นแบง่ กลุม่ เลม่ เกมแขง่ ขนั จาแนกบตั รคา สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหนา้ ท่ี
ให้สอดคลอ้ งกบั ความหมาย กลมุ่ ไหนจาแนกเสร็จกอ่ นเป็นฝา่ ยชนะ ดงั ตวั อยา่ ง
สถานภาพ บทบาท สิทธิ หนา้ ท่ี
1. ฐานะตาํ แหน่งหรือสิทธิหนา้ ที่ตามบทบาทของบคุ คลทไ่ี ดร้ บั การยอมรบั จากสมาชิก
ของสงั คม
(สถานภาพ)
2. ความเป็นอิสระของบคุ คลที่จะกระทาํ สิ่งใดสิ่งหน่ึงได้ ภายใตข้ อบเขตของกฎหมาย
(เสรีภาพ)
3. อาํ นาจอนั ชอบธรรม และอาํ นาจทจี่ ะกระทาํ การใด ๆ ไดอ้ ยา่ งอิสระ โดยไดร้ ับการรับรอง
จากกฎหมาย
(สิทธิ)
4. การปฏิบตั กิ ิจกรรมตา่ ง ๆ ตามสถานภาพของบคุ คล
(บทบาท)
5. สิ่งท่ีบคุ คลตอ้ งปฏิบตั หิ รืองดเวน้ การปฏิบตั ิ
(หนา้ ที่)
4. นกั เรียนอ่านสถานการณ์เก่ียวกบั บทบาทหนา้ ที่ แลว้ ตอบคาถาม ดังนี้
สถานการณ์ที่ 1 สถานการณ์ที่ 2
เดก็ ชายวรี ภาพอยใู่ นครอบครัวทอ่ี บอุ่น พอ่ แม่ดูแล เด็กชายเจษฎาอยใู่ นครอบครวทมี่ ีปัญหา พอ่ แม่
เอาใจใส่เป็ นอยา่ งดี ส่งเสริมการศึกษา ทะเลาะกนั เสมอ และไม่คอ่ ยมีเวลาดูแลครอบครวั
ทาํ ใหว้ รี ภาพเป็นเดก็ เรียบรอ้ ย เคารพเช่ือฟังพอ่ แม่ ทาํ ใหเ้ จษฎาไม่ชอบอยบู่ า้ นออกไปเกเร นอกบา้ น
และต้งั ใจเรียนเสมอ และหนีเรียนเป็ นประจาํ จึงถูกพอ่ แม่ทาํ โทษ
โดยการเฆ่ียนตีเสมอ
4.1 การปฏบิ ตั ิตามบทบาทของพอ่ แม่ในสถานการณ์ท่ี 1 และสถานการณ์ที่ 2 ส่งผลต่อลูกอย่างไร
• สถานการณ์ที่ 1
(ลกู ไดร้ ับการศกึ ษาที่เหมาะสม เปน็ เดก็ เรียบรอ้ ย เคารพเช่ือฟงั พ่อแม่ และตง้ั ใจเรียนหนังสอื )
• สถานการณท์ ่ี 2
(ลูกเปน็ เด็กเกเร และสรา้ งความเดือดร้อนให้ผอู้ ื่น)
4.2 บุคคลในสถานการณใ์ ดปฏิบตั ิตนตามบทบาทได้เหมาะสม
(สถานการณ์ท่ี 1)
4.3 การปฏิบตั ติ ามสถานการณ์ที่ 1 และสถานการณ์ท่ี 2 สง่ ผลต่อสงั คมอย่างไร
• สถานการณท์ ี่ 1
(สงั คมได้รบั การพัฒนา เพราะมผี มู้ วี นิ ยั และมคี วามร้อู ยู่ในสงั คม)
• สถานการณ์ท่ี 2
(เกดิ ปญั หาสงั คม เพราะเยาวชนขาดการอบรมส่ังสอนดแู ล)
5. นักเรียนคดิ ประเมินเพือ่ เพิ่มคุณค่า แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
• นักเรียนมีสิทธติ ามกฎหมายอย่างไรบ้าง และนักเรยี นจะใชส้ ิทธิน้นั อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ สิทธิทจี่ ะได้รบั การพฒั นา จะใช้สิทธโิ ดยต้งั ใจศึกษาเล่าเรยี น เพ่อื ให้ตนเอง
มคี วามรคู้ วามสามารถ)
3.ขั้นปฏิบัติและสรปุ ความรู้หลงั การปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
6. นกั เรยี นทากจิ กรรมเสรมิ ทกั ษะความรู้ท้ายหน่วยการเรียนรู้ ดงั ตวั อย่างกิจกรรม
• นกั เรยี นแบง่ กลุม่ แสดงบทบาทสมมตุ กิ ารปฏิบตั ิตนเปน็ พลเมืองดขี องสังคม แลว้ ร่วมกันสรปุ
ขอ้ คดิ ทไี่ ด้จากเร่อื งทแี่ สดง
7. นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรบั ปรุงแกไ้ ข
ให้ดีย่ิงข้ึน
8. นกั เรียนรว่ มกนั สรปุ สงิ่ ทเี่ ขา้ ใจเปน็ ความรูร้ ว่ มกัน ดังนี้
การเข้าใจและปฏิบตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ทใี่ นฐานะพลเมอื งดี
เปน็ หนา้ ที่ของพลเมอื งทกุ คน
4.ขนั้ สอ่ื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
9. นกั เรียนแต่ละกลุ่มออกมาแสดงบทบาทสมมุติให้เพื่อนดหู นา้ ช้ันเรยี น
10. นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายสรุปเกย่ี วกบั วิธกี ารทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชงิ ระบบและวธิ ีการทางาน
ทม่ี แี บบแผน
5.ขน้ั ประเมินเพอ่ื เพิ่มคณุ ค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
11. นกั เรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรียนและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
• สงิ่ ทน่ี ักเรยี นไดเ้ รียนร้ใู นวันนคี้ อื อะไร
• นกั เรยี นมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลุม่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• เพอื่ นนักเรียนในกลุ่มมีส่วนร่วมกจิ กรรมในกลุ่มมากน้อยเพยี งใด
• นกั เรียนพอใจกบั การเรียนในวันน้ีหรอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรียนจะนาความรทู้ ่ไี ด้นไ้ี ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมท่ัวไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนัน้ แลกเปลยี่ นตรวจสอบข้ันตอนการทางานทุกขน้ั ตอนว่าจะเพิม่ คุณค่าไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชนต์ ่อสังคมใหม้ ากข้นึ กวา่ เดิมในข้ันตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครัง้ ต่อไป
ส่ือการเรยี นร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพ้นื ฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. กจิ กรรมเสรมิ ทักษะความรทู้ า้ ยหนว่ ยการเรยี นรู้
3. แหลง่ การเรียนรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เรอ่ื ง กจิ กรรมเสรมิ ทกั ษะความรทู้ า้ ยหน่วยการเรยี นรู้ (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านรกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มวี ินัย (A) ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ
และมีการชี้แจง มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มีการชีแ้ จง และไมม่ กี ารช้ีแจง
เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน
มกี ารปฏิบัติงาน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน
รว่ มกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน
อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ
พร้อมกับการประเมิน
เปน็ ระยะ ๆ
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 30
สาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสงั คมศกึ ษา
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เรื่องท่ี 1 สทิ ธเิ ด็ก เวลาเรยี น 1 ชวั่ โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้ีวัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏบิ ัติตนตามหนา้ ท่ีของการเปน็ พลเมืองดี มีค่านิยมท่ีดงี ามและธารงรกั ษา
ประเพณแี ละวัฒนธรรมไทย ดารงชวี ิตอย่รู ว่ มกนั ในสงั คมไทยและสงั คมโลก
อยา่ งสันตสิ ขุ
ตัวชว้ี ัด เสนอวธิ กี ารปกป้องคมุ้ ครองตนเองหรือผู้อน่ื จากการละเมดิ สิทธิเดก็
ส 2.1 ป.5/2
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายถงึ สิทธิเดก็ (K)
2. วิเคราะห์ จาแนกสิทธเิ ด็กทไี่ ด้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคัญของการศกึ ษาเร่อื งสทิ ธิเดก็ เพอ่ื ปอ้ งกันตนเองและผู้อ่ืน (A)
สาระสาคญั
สทิ ธิเดก็ เป็นสทิ ธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของเดก็ ที่ได้รับการค้มุ ครองตามกฎหมาย
ซึ่งบัญญตั ใิ นรัฐธรรมนญู เพ่อื เป็นการคุม้ ครอง ป้องกนั และเสริมสทิ ธเิ ดก็
สาระการเรยี นรู้
สิทธเิ ดก็
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. มีวนิ ยั
2. ใฝ่เรียนรู้
คาถามสาคญั
นักเรียนจะใช้สิทธเิ ดก็ ตามกฎหมายใหเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ ตนเองอย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขนั้ สงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นกั เรียนร่วมกนั สนทนาเกย่ี วกับการได้รบั สิทธิในด้านต่าง ๆ จากครอบครัว โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
• ในครอบครวั นกั เรยี นได้รบั สิทธอิ ะไรบ้าง
(ตวั อย่างคาตอบ ได้รบั การอบรมส่ังสอนจากครอบครัว ไดร้ บั การเลย้ี งดใู หม้ ีชีวติ รอด
ไดร้ บั การสนับสนุนด้านการศกึ ษา)
• นกั เรยี นคิดวา่ สทิ ธิมีความหมายว่าอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ อานาจอนั ชอบธรรม อานาจทจี่ ะสามารถกระทาการใด ๆ ไดต้ ามกฎหมาย)
• สิทธิทนี่ ักเรยี นพงึ ได้รบั ตามกฎหมายมีอะไรบา้ ง
(สิทธทิ ี่จะมีชวี ติ สิทธิที่จะไดร้ ับการปกปอ้ ง สิทธท่ีจะได้รับการพัฒนา และสิทธทิ จี่ ะมีสว่ นร่วม)
2. นักเรยี นรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มลู เกย่ี วกบั เรอ่ื ง สิทธิเดก็ จากหนังสือเรยี น
และแหล่งการเรยี นรูอ้ ืน่ ๆ เพ่มิ เติม
2.ขั้นคิดวิเคราะหแ์ ละสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั สิทธิเด็ก แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด
โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
• นกั เรียนไดร้ บั สทิ ธทิ จ่ี ะมชี วี ิตอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ไดร้ ับการรักษาพยาบาลเม่อื เจบ็ ปว่ ย)
• นักเรียนไดร้ ับสทิ ธิที่จะได้รับการปกป้องอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ได้รับการดูแลปกปอ้ งไมใ่ ห้ไดร้ ับอันตราย)
• นกั เรียนได้รบั สทิ ธิทจ่ี ะไดร้ บั การพฒั นาอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ไดร้ บั การศึกษาขั้นพนื้ ฐาน 12 ปี)
• นักเรยี นไดร้ บั สทิ ธทิ ่ีจะมีสว่ นร่วมอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ได้แลกเปล่ยี นความคิดเหน็ กับผู้อ่นื )
4. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ เกย่ี วกับสทิ ธเิ ดก็ ท่ีไดร้ บั การคุ้มครองตามกฎหมาย
5. นกั เรยี นร่วมกนั วิเคราะหส์ ถานการณ์เก่ียวกบั การละเมิดสทิ ธเิ ด็ก แลว้ สรุปเป็นความคดิ รวบยอด
โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ทิฆัมพรอายุ 8 ปี เป็นเดก็ กาพร้าเนือ่ งจากพอ่ แมเ่ สยี ชีวติ จากอบุ ัตเิ หตุ จึงตอ้ งย้ายมาอยกู่ ับป้า
ปา้ ใหท้ ฆิ ัมพรชว่ ยทางานในรา้ นอาหาร ซึง่ เปดิ ขายในเวลากลางคนื และให้ทางานบ้านในเวลากลางวัน
ทิฆัมพรไมไ่ ด้เรยี นหนงั สอื และต้องทางานหนกั ทุกวนั วันใดท่ีไมส่ บายและไม่สามารถช่วยงานในร้านได้ ป้ากจ็ ะ
ทบุ ตีและไม่ให้รับประทานอาหาร
• ทฆิ ัมพรถูกละเมิดสิทธิเด็กในดา้ นใดบ้าง
(สิทธทิ ่ีจะมชี วี ติ สิทธทิ จี่ ะไดร้ บั การปกปอ้ ง สิทธิท่ีจะไดร้ ับการพัฒนา)
• เพราะสาเหตุใด
(ไมไ่ ดร้ บั ประทานอาหารครบทุกมื้อ ถูกทารา้ ยร่างกาย และไมไ่ ดเ้ รียนหนังสือ)
6. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพื่อเพ่มิ คุณค่า แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
• นักเรียนจะใชส้ ิทธิเดก็ ตามกฎหมายใหเ้ กิดประโยชนต์ ่อตนเองอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ ตัง้ ใจศึกษาเล่าเรยี น เพ่ือพฒั นาตนเองให้มคี วามรูค้ วามสามารถ)
3.ข้ันปฏิบัตแิ ละสรปุ ความรหู้ ลังการปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม ยกตวั อย่างสถานการณก์ ารละเมิดสทิ ธเิ ด็ก พร้อมเสนอแนวทางการปกปอ้ ง
ค้มุ ครองตนเองหรือผ้อู น่ื ถ้าตกอยู่ในสถานการณด์ ังกลา่ ว
8. นกั เรียนตรวจสอบความถูกต้องเรยี บร้อยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรงุ แกไ้ ข
ใหด้ ยี ิง่ ขนึ้
9. นักเรยี นร่วมกนั สรปุ สิง่ ท่ีเข้าใจเป็นความรรู้ ว่ มกนั ดงั น้ี
สิทธเิ ด็ก เป็นสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของเดก็ ทไ่ี ดร้ บั การคุม้ ครองตามกฎหมาย
ซ่ึงบัญญตั ใิ นรัฐธรรมนญู เพ่ือเปน็ การคมุ้ ครอง ปอ้ งกัน และเสรมิ สทิ ธิเดก็
4.ขั้นสือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นักเรียนออกมานาเสนอผลงานให้เพือ่ นฟงั หน้าช้นั เรียน
11. นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายสรปุ เก่ยี วกับวธิ ีการทางานให้เห็นการคิดเชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ท่ีมแี บบแผน
5.ขั้นประเมนิ เพอื่ เพ่ิมคุณค่าบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นักเรยี นร่วมกนั เผยแพรข่ ้อมูลเก่ียวกับสทิ ธเิ ด็กให้ผู้ปกครองและสมาชกิ ในครอบครัวทราบเพ่ือให้
ทกุ คนตระหนกั ถึงความสาคญั ของการมสี ิทธเิ ด็ก
13. นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรสู้ กึ หลงั การเรยี นและหลังการทากิจกรรม
ในประเด็นต่อไปนี้
• ส่ิงที่นักเรียนได้เรียนรู้ในวนั น้ีคอื อะไร
• นกั เรียนมีสว่ นรว่ มกจิ กรรมในกล่มุ มากนอ้ ยเพยี งใด
• เพอ่ื นนักเรียนในกลุ่มมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลุม่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรยี นในวนั นี้หรอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรียนจะนาความรทู้ ่ไี ดน้ ไ้ี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสังคมท่วั ไป
ไดอ้ ยา่ งไร
จากนั้นแลกเปลีย่ นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกข้นั ตอนว่าจะเพิม่ คุณคา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากข้ึนกวา่ เดิมในขนั้ ตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในคร้งั ต่อไป
สื่อการเรยี นร้/ู แหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสอื เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
2. สถานการณเ์ ก่ียวกบั การละเมดิ สทิ ธเิ ด็ก
3. แหล่งการเรียนรู้ท้งั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เร่อื ง สทิ ธเิ ด็ก (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นมวี นิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ
และมีการชี้แจง มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มีการชีแ้ จง และไมม่ กี ารช้ีแจง
เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน
มกี ารปฏิบัติงาน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน
รว่ มกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน
อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ
พร้อมกับการประเมิน
เปน็ ระยะ ๆ
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 31
สาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศกึ ษา
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เร่อื งท่ี 2 การปกปอ้ งคมุ้ ครองสทิ ธิเด็กในสังคมไทย เวลาเรยี น 1 ชวั่ โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเปน็ พลเมืองดี มีค่านยิ มท่ีดงี ามและธารงรกั ษา
ประเพณีและวฒั นธรรมไทย ดารงชีวิตอยรู่ ว่ มกนั ในสังคมไทยและสงั คมโลก
อยา่ งสนั ตสิ ุข
ตัวช้ีวัด เสนอวิธีการปกป้องคุ้มครองตนเองหรือผูอ้ นื่ จากการละเมิดสทิ ธิเด็ก
ส 2.1 ป.5/2
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายการปกปอ้ งคุม้ ครองสทิ ธิเดก็ ในสงั คมไทย (K)
2. เสนอแนวทางการปกป้องคุม้ ครองสทิ ธิเด็กในสงั คมไทย (P)
3. เห็นความสาคญั ของการศึกษาแนวทางการปกป้องคมุ้ ครองเด็กที่ถกู ละเมดิ สทิ ธิ (A)
สาระสาคัญ
การละเมดิ สิทธิเดก็ เป็นการทาผดิ กฎหมาย เดก็ ที่ถูกละเมิดสิทธติ อ้ งไดร้ ับความคุม้ ครองตามกฎหมาย
สาระการเรียนรู้
การปกป้องคุม้ ครองสิทธเิ ด็กในสังคมไทย
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มวี ินัย
2. ใฝเ่ รียนรู้
คาถามสาคัญ
นักเรยี นมีแนวทางป้องกันตนเองไม่ให้ถูกละเมดิ สิทธิเด็กไดอ้ ย่างไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขัน้ สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นกั เรียนทบทวนความรูเ้ ดิมเก่ยี วกับสทิ ธเิ ดก็ โดยใชค้ าถาม ดังนี้
• สทิ ธขิ ั้นพื้นฐานท่เี ด็กทุกคนพึงได้รับตามกฎหมายมอี ะไรบ้าง
(สทิ ธทิ ี่จะมชี ีวิต สิทธทิ จ่ี ะไดร้ ับการปกปอ้ ง สิทธิที่จะได้รับการพฒั นา สิทธิท่จี ะมสี ว่ นรว่ ม)
• ถา้ นกั เรยี นถกู ละเมดิ สิทธิเด็ก นกั เรยี นจะปฏิบตั ติ นอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ แจ้งผู้ปกครอง ครู หรือเจ้าหนา้ ท่ีทเ่ี กีย่ วขอ้ งเม่ือถูกละเมิดสิทธิเด็ก)
2. นักเรยี นร่วมกันศกึ ษาและรวบรวมข้อมลู เกย่ี วกับ เร่ือง การปกปอ้ งคมุ้ ครองสิทธเิ ด็กในสงั คมไทย
จากหนงั สอื เรยี นหรือแหล่งการเรยี นรอู้ ่นื ๆ เพ่มิ เตมิ
2.ข้ันคิดวเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นักเรียนรว่ มกนั วเิ คราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับการละเมิดสทิ ธิเด็ก แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบ
ยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ตารวจไดน้ ากาลงั เข้าตรวจคน้ บา้ นหลังหน่งึ ซ่ึงไดร้ ับแจง้ วา่ มกี ารนาเด็กมาเป็นแรงงาน
เพือ่ ผลิตต๊กุ ตา โดยบังคบั ให้เด็กผลิตตุ๊กตาใหไ้ ดอ้ ย่างนอ้ ยคนละ 20 ตวั ตอ่ วัน เดก็ ท่ไี มส่ ามารถผลิตตุ๊กตา
ได้ตามเป้าจะถูกทาร้ายรา่ งกายด้วยการทุบตแี ละไม่ใหร้ ับประทานอาหาร หลังจากตรวจคน้ บ้าน
ตารวจได้พบเดก็ จานวน 5 คน ซงึ่ มรี ่างกายซบู ผอม และมรี อ่ งรอยของการถกู ทาร้ายรา่ งกาย ตารวจไดจ้ ับกุม
ตัวเจา้ ของบา้ น ซึ่งใหก้ ารว่าได้ชกั ชวนเด็กเร่รอ่ นใหม้ าทางาน ซงึ่ บอกเดก็ ว่าเปน็ งานท่ีมีรายไดด้ ี
หลงั จากน้ันจึงกักขังเดก็ ทมี่ าทางานไว้ และคิดว่าคงจะไมม่ ใี ครสนใจจะตามหาเด็กเร่ร่อนทห่ี ายตัวไป หลังจาก
นัน้ ตารวจได้นาตวั เดก็ สง่ มูลนิธคิ ุม้ ครองเด็ก เพอ่ื ดาเนนิ การช่วยเหลอื ขัน้ ต่อไป
• เด็กในสถานการณ์ถกู ละเมดิ สิทธิในดา้ นใดบ้าง อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ สิทธิทีจ่ ะมชี ีวติ เพราะถูกทาร้ายรา่ งกาย)
• เดก็ ทถี่ ูกละเมดิ สิทธิไดร้ ับการชว่ ยเหลืออยา่ งไร
(ได้รบั การดแู ลจากมูลนิธิคุม้ ครองเด็ก)
• นกั เรียนจะมแี นวทางในการชว่ ยเหลอื เดก็ ท่ีถูกละเมิดในสถานการณ์ดังกล่าวอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ แจง้ หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วข้องให้เขา้ มาช่วยเหลอื เด็กท่ถี กู ละเมิดสิทธิ)
• นักเรียนจะมแี นวทางปอ้ งกนั ตนเองไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิเหมอื นในสถานการณด์ ังกลา่ วอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ไม่พดู คุยกบั คนแปลกหนา้ และแจง้ ใหผ้ ู้ใหญ่ให้ทราบเร่อื ง เมื่อเหน็ เหตกุ ารณ์
ผดิ ปกต)ิ
4. นกั เรยี นร่วมกนั เสนอแนวทางการปกปอ้ งคมุ้ ครองเด็กสทิ ธเิ ดก็ ในสงั คมไทย
5. นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะห์ผลทเี่ กดิ จากการปฏิบตั ิและไมป่ ฏบิ ัติการปกปอ้ งคุ้มครองสิทธิเด็ก
ในสงั คมไทย
6. นกั เรียนคิดประเมินเพื่อเพมิ่ คณุ ค่า แลว้ สรุปเป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• นกั เรยี นมีแนวทางปอ้ งกนั ตนเองไม่ให้ถกู ละเมดิ สิทธเิ ด็กได้อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ไม่พูดคุยกบั คนแปลกหน้า แต่งกายมิดชดิ ไม่ออกนอกสถานที่ในเวลากลางคนื )
3.ข้นั ปฏิบัติและสรปุ ความรู้หลังการปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรียนแบ่งกลมุ่ กลมุ่ ละ 3 คน หาข่าวเกีย่ วกับการละเมดิ สิทธิเด็กมา 1 ข่าว จากนนั้ สรุปปัญหา
สาเหตุและแนวทางการแก้ปญั หา โดยบันทกึ ลงในชิ้นงานที่ 19 เร่ือง สิทธิเดก็ และการปกปอ้ งคมุ้ ครองสิทธิเดก็
ในสงั คมไทย
8. นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องเรยี บร้อยของช้ินงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแกไ้ ข
ใหด้ ยี ิ่งขึน้
9. นักเรยี นร่วมกันสรปุ สิ่งท่เี ข้าใจเป็นความร้รู ่วมกนั ดงั น้ี
การละเมดิ สทิ ธิเดก็ เปน็ การทาผิดกฎหมาย เดก็ ท่ีถูกละเมดิ สิทธิตอ้ งได้รบั ความคมุ้ ครอง
ตามกฎหมาย
4.ข้นั ส่ือสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นักเรยี นออกมานาเสนอชิน้ งานให้เพือ่ นฟงั หน้าชัน้ เรยี น
11. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เกยี่ วกบั วธิ กี ารทางานใหเ้ หน็ การคิดเชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ทม่ี ีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณค่าบริการสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นักเรยี นร่วมกนั เผยแพรแ่ นวทางการปกปอ้ งค้มุ ครองสิทธเิ ดก็ ในสงั คมไทย เพ่อื จะได้ปอ้ งกันตนเอง
ไมใ่ หถ้ กู ละเมิดสิทธิ
13. นกั เรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สกึ หลงั การเรยี นและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
• สงิ่ ทน่ี กั เรียนไดเ้ รียนรใู้ นวนั นคี้ อื อะไร
• นกั เรียนมีส่วนรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• เพอ่ื นนักเรยี นในกล่มุ มสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพยี งใด
• นกั เรยี นพอใจกบั การเรียนในวันน้หี รอื ไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนาความรู้ที่ไดน้ ไี้ ปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมทัว่ ไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนน้ั แลกเปลีย่ นตรวจสอบขั้นตอนการทางานทุกขั้นตอนวา่ จะเพิ่มคุณคา่ ไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมให้มากข้นึ กว่าเดมิ ในข้ันตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครง้ั ตอ่ ไป
สือ่ การเรยี นรู้/แหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือเรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. สถานการณเ์ กีย่ วกบั การละเมิดสทิ ธเิ ด็ก
3. แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เรือ่ ง การปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กในสงั คมไทย (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมินชิ้นงาน เรื่อง สิทธิเดก็ และการปกป้องคมุ้ ครองสิทธเิ ด็กในสงั คมไทย (P) ด้วยแบบประเมิน
4. ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ดา้ นมวี ินัย ใฝเ่ รียนรู้ (A) ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลมุ่
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หน้า บทบาทสมาชกิ
และมีการชแี้ จง มกี ารชแี้ จงเป้าหมาย ไม่มีการชี้แจง และไม่มีการช้แี จง
เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เปา้ หมาย เป้าหมาย สมาชิก
การทางาน ปฏิบัตงิ านร่วมกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนตา่ งทางาน
มีการปฏบิ ัตงิ าน แต่ไม่มกี ารประเมิน ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน
รว่ มกัน เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน
อยา่ งรว่ มมือรว่ มใจ
พรอ้ มกบั การประเมนิ
เปน็ ระยะ ๆ
แบบประเมินชิ้นงาน เร่ือง สทิ ธเิ ด็กและการปกปอ้ งคมุ้ ครองสทิ ธิเด็กในสงั คมไทย
รายการการ ระดับคณุ ภาพ
ประเมิน 4 321
อธบิ ายหรือนาเสนอ อธิบายหรอื นาเสนอ อธิบายหรือนาเสนอ อธิบายหรือนาเสนอ อธบิ ายหรอื นาเสนอ
ข่าวเกีย่ วกับการ ข่าวเก่ียวกับการ ข่าวเกี่ยวกบั การ ข่าวเกย่ี วกับการ ข่าวเกยี่ วกบั การ
ละเมิดสิทธิเด็ก ละเมิดสิทธิเดก็ ละเมิดสิทธเิ ดก็ ได้ ละเมดิ สทิ ธิเด็ก ละเมดิ สทิ ธเิ ด็กได้
ได้สมั พนั ธก์ นั มกี ารจาแนกข้อมูล ไดส้ อดคล้องกับขอ้ มูล แต่ยงั ไมส่ อดคลอ้ ง
มกี ารเชื่อมโยง นาเสนอให้เหน็ ถึง มีการนาเสนอ กบั ขอ้ มลู นาเสนอ
ใหเ้ ห็นเปน็ ภาพ ความสัมพนั ธ์กบั ใหเ้ ขา้ ใจง่าย ตามขอ้ มลู ที่อา่ น
โดยรวม ตนเอง ไม่มีการอธิบาย
แสดงให้เห็นถงึ อยา่ งเปน็ เหตเุ ปน็ ผล เพ่ิมเติม
ความสมั พนั ธก์ บั
ตนเอง
และผู้อ่ืน
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 32
สาระการเรยี นร้สู ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสงั คมศึกษา
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 เร่ืองที่ 3 กจิ กรรมเสริมทกั ษะความรูท้ ้ายหน่วยการเรียนรู้ เวลาเรยี น 1 ช่ัวโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวชวี้ ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏิบตั ิตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมอื งดี มีค่านยิ มท่ีดีงามและธารงรกั ษา
ประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย ดารงชีวิตอยูร่ ว่ มกันในสังคมไทยและสงั คมโลก
อย่างสันตสิ ุข
ตวั ช้ีวัด
ส 2.1 ป.5/2 เสนอวธิ กี ารปกปอ้ งคมุ้ ครองตนเองหรือผ้อู ื่นจากการละเมิดสทิ ธิเด็ก
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความรู้ เรอื่ ง สิทธิเดก็ ลงในแบบกจิ กรรม (K)
2. วเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ เรื่อง สทิ ธเิ ดก็ ลงในแบบกจิ กรรม (P)
3. เห็นความสาคัญในการพฒั นาทักษะความรูใ้ นการทากจิ กรรมระหว่างเรียน (A)
สาระสาคญั
สิทธิเดก็ เป็นสิทธขิ ัน้ พ้ืนฐานที่เดก็ พึงได้รบั เพ่ือใหเ้ ด็กสามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสุข
โดยมีสุขภาพร่างกายและจิตใจทแี่ ขง็ แรง เพื่อให้เจรญิ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต หน่วยงานต่าง ๆ
จงึ ควรชว่ ยกันดแู ลเพื่อป้องกนั การละเมดิ สทิ ธเิ ดก็
สาระการเรยี นรู้
กจิ กรรมเสรมิ ทักษะความร้ทู ้ายหน่วยการเรยี นรู้
สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. มวี นิ ยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
คาถามสาคญั
นักเรียนคิดวา่ ถ้าเดก็ ทกุ คนได้รับสิทธิในดา้ นตา่ ง ๆ แลว้ จะส่งผลต่อตนเอง ครอบครัว และชมุ ชนอยา่ งไร
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1.ขนั้ สงั เกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นกั เรยี นทบทวนความรูเ้ ดิม เรือ่ ง สทิ ธเิ ด็กและการปกปอ้ งคมุ้ ครองสทิ ธิเด็กในสังคมไทย
โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
• สิทธเิ ดก็ หมายถงึ อะไร
(สิทธิ เสรภี าพและความเสมอภาคของเด็กที่ได้รับการคมุ้ ครองตามกฎหมาย)