The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by princessss963.kn, 2022-10-18 08:37:59

รวมแผนสังคมป5

รวมแผนสังคมป5

ได้อยา่ งไร
จากนน้ั แลกเปลี่ยนตรวจสอบขัน้ ตอนการทางานทกุ ข้ันตอนวา่ จะเพม่ิ คุณคา่ ไปส่สู ังคม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สังคมให้มากข้ึนกวา่ เดิมในข้ันตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในคร้งั ตอ่ ไป
สื่อการเรียนรู้/แหลง่ การเรียนรู้

1. หนงั สือเรียน รายวิชาพน้ื ฐาน สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. กจิ กรรมเสรมิ ทกั ษะความรู้ทา้ ยหนว่ ยการเรยี นรู้
3. บตั รคา
4. แหล่งการเรียนรทู้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้

1. ประเมนิ ความรู้ เรื่อง กจิ กรรมเสรมิ ทกั ษะความรู้ทา้ ยหน่วยการเรียนรู้ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ มุ่งมั่นในการทางาน (A) ดว้ ยแบบประเมนิ

แบบประเมินตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่

รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด

สมาชกิ ชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ

และมีการช้แี จง มีการชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มกี ารชแ้ี จง และไม่มีการชีแ้ จง

เป้าหมาย อย่างชัดเจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก

การทางาน ปฏิบัติงานรว่ มกัน อยา่ งชดั เจน ต่างคนต่างทางาน

มกี ารปฏิบตั งิ าน แตไ่ ม่มกี ารประเมิน ปฏบิ ัติงานร่วมกนั

ร่วมกนั เปน็ ระยะ ๆ ไมค่ รบทกุ คน

อยา่ งรว่ มมือร่วมใจ

พรอ้ มกบั การประเมิน

เปน็ ระยะ ๆ

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 44

สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสังคมศกึ ษา

ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 2 เรือ่ งที่ 1 หลักการของเศรษฐกิจพอเพยี ง เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชีว้ ัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลติ และการบรโิ ภค

การใชท้ รพั ยากรท่มี ีอยู่จากัดได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและค้มุ ค่า
รวมทง้ั เข้าใจหลกั การของเศรษฐกจิ พอเพียงเพ่ือการดารงชวี ิตอยา่ งมีดุลยภาพ

ตวั ชวี้ ัด
ส 3.1 ป.5/2 ประยุกต์ใชแ้ นวคิดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ

ในครอบครวั โรงเรียน และชมุ ชน

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายแนวคดิ และหลกั การปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (K)

2. เขยี นโครงสรา้ งหรอื เค้าโครงหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง (P)

3. เหน็ คณุ ค่า และความสาคญั ของการนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งไปใชด้ าเนินชีวิต (A)
สาระสาคัญ

เศรษฐกจิ พอเพียงเป็นปรชั ญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร

รัชกาลที่ 9 ท่ีทรงชแ้ี นะแนวทางการดาเนินชีวติ แกพ่ สกนิกรชาวไทย เพือ่ ใหส้ ามารถพึง่ พาตนเองได้
และอยรู่ ่วมกันในสงั คมอยา่ งมีความสขุ โดยไมเ่ บยี ดเบียนผู้อน่ื
สาระการเรียนรู้

หลกั การของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น

1. ความสามารถในการสอื่ สาร

2. ความสามารถในการคิด

3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์

1. ใฝ่เรยี นรู้
2. อยู่อย่างพอเพียง
คาถามสาคญั

นกั เรยี นจะนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปสร้างความเจรญิ ให้กับตนเองอยา่ งไร

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1.ขน้ั สังเกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)

1. นักเรยี นอา่ นพระราชดารัสเกย่ี วกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งของพระบาทสมเด็จ-

พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี 9 แลว้ รว่ มกันสนทนาโดยใชค้ าถาม ดังน้ี

พระราชดารัสปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

“ความพอเพียงนไ้ี ม่ได้หมายความวา่ ทุกครอบครัวจะต้องผลติ อาหารเอง จะตอ้ งทอผา้ ใสเ่ อง

อย่างนัน้ มันมากเกนิ ไป แต่วา่ ในหมูบ่ ้าน หรือในอาเภอจะตอ้ งมีความพอเพยี ง บางสง่ิ บางอยา่ งผลติ ไดม้ ากกว่า
ความตอ้ งการกข็ ายได้ แต่ในที่ไมห่ า่ งไกลเท่าไร ไมต่ อ้ งเสียคา่ ขนส่งมากขน้ึ

สมัยก่อนนพ้ี อมพี อกนิ สมยั นช้ี กั จะไมพ่ อมพี อกนิ จึงต้องมนี โยบายท่ีจะทาเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อที่จะทาให้ทุกคนมีความพอเพยี งได้ ใหพ้ อเพยี งนน้ั กห็ มายความวา่ มีกนิ มอี ยู่ ไมฟ่ ่มุ เฟอื ย ไมห่ รหู ราก็ได้ แต่
วา่ พอ”

• จากพระราชดารัสนกั เรียนเข้าใจความหมายของคาวา่ “พอเพยี ง” ว่าอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ มีอยู่ มกี ิน ไม่ฟ่มุ เฟอื ย ไมห่ รหู รา ไม่เบยี ดเบยี นผูอ้ ่ืน)

• นักเรียนคิดว่าจะนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปใช้กับตนเองอยา่ งไรบ้าง
(ตวั อย่างคาตอบ รจู้ ักความพอดี ใช้จ่ายอยา่ งประหยดั ระมัดระวังการใช้จ่าย ใช้ของทมี่ ีอยู่

ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุด)
2. นักเรยี นรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลเกยี่ วกับเร่ือง หลักการของเศรษฐกิจพอเพียง

จากหนังสอื เรียนและแหลง่ การเรยี นรู้อืน่ เพิม่ เติม

2.ข้ันคิดวเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนรว่ มกนั วิเคราะห์และสรปุ หลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

4. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั หลักการปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง แลว้ สรปุ เปน็
ความคดิ รวบยอด โดยใชค้ าถาม ดังนี้

• มคี วามพอประมาณหมายความว่าอยา่ งไร

(ความพอดีไมม่ ากหรอื น้อยเกินไป)
• มีเหตุผลหมายความวา่ อยา่ งไร

(จะทาสง่ิ ใดต้องตดั สินใจโดยใช้เหตุผล)
• มภี มู ิคุ้มกันในตวั ท่ีดีหมายความวา่ อยา่ งไร
(จะทาส่ิงใดต้องทาแบบมีหลักการ ทาตามขน้ั ตอนอยา่ งถูกต้อง ซง่ึ เป็นการเตรียมตวั ให้พร้อมเพอ่ื

จะไดไ้ ม่เกิดปัญหาเมอื่ เกิดการเปล่ียนแปลง)
5. นักเรยี นรว่ มกนั เสนอแนวทางการปฏิบัตติ นตามหลักการของปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

ลงในตาราง แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด ดังตวั อย่าง

หลกั การของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง แนวทางการปฏบิ ตั ิ
พอประมาณ พอใจในสง่ิ ทีต่ นเองมีอยู่
มีเหตผุ ล ใชเ้ หตุผลในการตดั สินใจในการทาสิ่งตา่ ง ๆ
มีภูมคิ ้มุ กันทดี่ ี รจู้ ักวางแผนในการดาเนินชีวิต

6. นักเรยี นร่วมกนั วเิ คราะห์ผลทเ่ี กิดขึ้นจากการปฏิบัติ และไม่ปฏบิ ัตติ ามหลกั ปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

7. นกั เรียนคดิ ประเมินเพือ่ เพมิ่ คณุ ค่า แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• นักเรียนจะนาหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปสรา้ งความเจริญให้กับตนเองอยา่ งไร

(ตัวอย่างคาตอบ วางแผนในการดาเนนิ ชวี ิต ไมฟ่ ุม่ เฟอื ย ไม่เบียดเบียนตนเองและผูอ้ ืน่ )
3.ข้นั ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรู้หลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)

8. นกั เรียนแบง่ กลมุ่ จัดทารายงานเกย่ี วกบั แนวคดิ และหลกั การปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
9. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรยี บรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รับปรงุ แกไ้ ข
ใหด้ ยี ่ิงข้ึน
10. นักเรียนรว่ มกนั สรุปสิง่ ทเ่ี ข้าใจเป็นความรู้รว่ มกนั ดงั น้ี

เศรษฐกิจพอเพยี งเปน็ ปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช-
บรมนาถบพิตร รชั กาลท่ี 9 ท่ีทรงช้ีแนะแนวทางการดาเนินชวี ติ แกพ่ สกนิกรชาวไทย เพ่อื ให้สามารถ
พ่งึ พาตนเองได้ และอยู่รว่ มกันในสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ โดยไมเ่ บียดเบียนผู้อนื่
4.ขั้นสือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

11. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ สง่ ตวั แทนออกมานาเสนอรายงานหน้าชั้นเรียน
12. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เก่ยี วกับวิธกี ารทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ทม่ี แี บบแผน
5.ขน้ั ประเมินเพอื่ เพมิ่ คุณค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)

13. นกั เรียนเผยแพร่ความรูเ้ ก่ยี วกับแนวคิดและหลกั การปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้ผู้ทสี่ นใจได้
ศึกษา โดยการบอกเลา่ การจดั ป้ายนเิ ทศ

14. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรูส้ กึ หลงั การเรียนและหลังการทากจิ กรรม
ในประเดน็ ต่อไปน้ี

• สงิ่ ท่ีนกั เรยี นได้เรียนรใู้ นวันนคี้ ืออะไร
• นักเรยี นมสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพียงใด
• เพื่อนนักเรยี นในกลุ่มมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรียนพอใจกบั การเรยี นในวันนีห้ รือไม่ เพยี งใด
• นักเรยี นจะนาความรู้ท่ไี ดน้ ้ีไปใช้ใหเ้ กิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมท่ัวไป

ไดอ้ ย่างไร
จากน้ันแลกเปลยี่ นตรวจสอบข้ันตอนการทางานทกุ ข้นั ตอนวา่ จะเพ่มิ คณุ คา่ ไปสู่สงั คม
เกิดประโยชน์ต่อสังคมใหม้ ากขึ้นกวา่ เดมิ ในขัน้ ตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในครง้ั ต่อไป
สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้

1. หนังสือเรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
2. พระราชดารัสเก่ยี วกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ล-

อดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9
3. แหลง่ การเรียนรูท้ งั้ ภายในและภายนอกโรงเรียน
กจิ กรรมเสนอแนะ

วาดภาพระบายสกี ารดาเนนิ ชีวติ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง แลว้ ออกมานาเสนอหน้าชั้นเรียน
จากนน้ั นกั เรยี นรว่ มกนั คดั เลอื กผลงานออกมานาเสนอหน้าชั้นเรียน

การประเมินการเรียนรู้

1. ประเมนิ ความรู้ เร่อื ง หลักการของเศรษฐกจิ พอเพียง (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อย่างพอเพียง (A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมินตามสภาพจรงิ (Rubrics)

แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม

รายการการ ระดับคุณภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด

สมาชกิ ชัดเจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ บทบาทสมาชกิ

และมกี ารชี้แจง มกี ารช้แี จงเปา้ หมาย ไม่มกี ารชแ้ี จง และไมม่ ีการช้แี จง

เปา้ หมาย อยา่ งชัดเจนและ เป้าหมาย เป้าหมาย สมาชิก

การทางาน ปฏบิ ัติงานรว่ มกัน อยา่ งชัดเจน ต่างคนต่างทางาน

มกี ารปฏิบตั ิงาน แตไ่ ม่มกี ารประเมนิ ปฏบิ ัตงิ านร่วมกัน

ร่วมกัน เปน็ ระยะ ๆ ไมค่ รบทกุ คน

อย่างรว่ มมือร่วมใจ

พรอ้ มกบั การประเมิน

เปน็ ระยะ ๆ

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 45

สาระการเรียนร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสงั คมศกึ ษา

ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2

หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 2 เรอ่ื งที่ 2 การประยกุ ตใ์ ช้แนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี งในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ

ในครอบครวั โรงเรียน และชมุ ชน เวลาเรยี น 1 ช่ัวโมง

*****************************************************************************

มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชีว้ ัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรพั ยากรในการผลติ และการบรโิ ภค
การใชท้ รัพยากรที่มอี ยู่จากัดได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพและคุ้มค่า

รวมท้งั เข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพยี งเพื่อการดารงชีวติ อย่างมดี ลุ ยภาพ

ตวั ชี้วัด

ส 3.1 ป.5/2 ประยกุ ตใ์ ชแ้ นวคิดของปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการทากจิ กรรมต่าง ๆ

ในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายการประยกุ ตใ์ ช้แนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพยี งในการทากจิ กรรมต่าง ๆ ในครอบครวั โรงเรียน

และชุมชน (K)
2. เสนอแนวทางการประยกุ ต์ใชแ้ นวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียงในการจดั ทากจิ กรรมต่าง ๆ ในครอบครัว

โรงเรยี น และชมุ ชน (P)

3. เห็นคุณค่า และความสาคญั ของการนาแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียงไปประยกุ ต์ใชใ้ นการดาเนินชวี ติ
ของตนเอง (A)

สาระสาคัญ

แนวคิดเศรษฐกิจพอเพยี ง สามารถนามาประยุกต์ใชใ้ ห้เกิดประโยชนใ์ นการดาเนินชวี ิตท้งั กบั ตนเอง

และบคุ คลอืน่ สร้างความสงบสุข ความสมดุล ความมัน่ คง และความย่งั ยืนใหเ้ กดิ แกส่ ังคม
สาระการเรียนรู้

การประยุกต์ใชแ้ นวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี งในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ ในครอบครัว โรงเรยี น และชมุ ชน
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน

1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์

1. ใฝ่เรยี นรู้

2. อยู่อย่างพอเพียง
คาถามสาคัญ

นักเรียนได้รบั ประโยชนจ์ ากการนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยกุ ต์ใช้
ในการดาเนนิ ชีวติ ประจาวันอย่างไร

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1.ขน้ั สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)

1. นกั เรียนสังเกตภาพเก่ยี วกบั การทาเกษตรแบบผสมผสาน เชน่ การเล้ียงไก่บนบอ่ ปลา
แลว้ รว่ มกนั สนทนาโดยใชค้ าถาม ดงั นี้

• การทาเกษตรในภาพมลี กั ษณะอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ เปน็ การทาเกษตรแบบผสมผสานระหว่างการเล้ยี งไก่ และการเลย้ี งปลา)
• นักเรยี นเคยเห็นการทาเกษตรเหมอื นในภาพทใี่ ด มลี กั ษณะอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เห็นในหมู่บ้าน มีลักษณะเปน็ การทาเกษตรในพ้นื ที่ขนาดเลก็ และใช้พนื้ ที่
อย่างคุ้มค่า)
• นกั เรยี นคิดว่าการทาเกษตรในลักษณะนีม้ ีประโยชน์อยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ เพ่มิ รายไดแ้ กก่ ารประกอบอาชพี ของเกษตรกร)
• การปฏบิ ตั ิดงั กล่าวสอดคล้องกบั เศรษฐกจิ พอเพยี งอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ การร้จู กั แนวทางการประยุกตใ์ ช้ทรัพยากรทมี่ ีใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สดุ )
2. นักเรยี นร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกบั เรื่อง การประยุกตใ์ ชแ้ นวคดิ เศรษฐกิจพอเพียง
ในการทากจิ กรรมต่าง ๆ ในครอบครวั โรงเรียน และชุมชน จากหนงั สือเรยี นและแหล่งการเรยี นรอู้ ื่นเพิม่ เติม
2.ขนั้ คิดวเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)

3. นักเรียนอ่านข่าวบคุ คลท่ีนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยกุ ตใ์ ช้ในการดาเนนิ ชีวิต
แลว้ รว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยใช้คาถาม ดังนี้

จ่าเอกเขยี น สรอ้ ยสม นาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาใชใ้ นการประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม โดยมคี วามมงุ่ มนั่ และมคี วามเพียรพยายามท่จี ะฟืน้ ฟดู ินทเี่ สอื่ มโทรมให้เปน็ ดนิ ที่อุดมสมบูรณ์
เหมาะแกก่ ารเพาะปลูกพืช ดว้ ยการปลกู พืชคลมุ ดิน และปลกู หญ้าแฝกร่วมกบั ไมผ้ ล พชื ผกั สวนครัว
ส่งผลให้สภาพดินดีข้นึ สามารถเพาะปลูกพชื ได้ผลดี ผลผลิตที่ไดก้ น็ ามาบริโภคในครัวเรอื น และถา้ มีมาก
ก็นาไปจาหน่ายเพอื่ สร้างรายได้

• จ่าเอกเขียน ปฏิบตั ิตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งอยา่ งไร
(นาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชใ้ นการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีความมุ่งมนั่
และมคี วามเพยี รพยายามท่ีจะฟนื้ ฟูดนิ ทีเ่ สอื่ มโทรมใหเ้ ป็นดินทอี่ ดุ มสมบูรณ์ เหมาะแกก่ ารเพาะปลูกพืช
ดว้ ยการปลกู พืชคลุมดนิ และปลกู หญา้ แฝกร่วมกับไมผ้ ล พชื ผักสวนครวั สง่ ผลให้สภาพดินดีขนึ้
สามารถเพาะปลูกพืชไดผ้ ลดี ผลผลิตทีไ่ ด้กน็ ามาบริโภคในครวั เรอื น และถ้ามมี ากก็นาไปจาหนา่ ย
เพื่อสรา้ งรายได้)
• นักเรียนจะนาแบบอย่างที่ดมี าปฏบิ ัตใิ นชวี ติ ประจาวนั อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ปลูกพชื ผักสวนครวั ไวบ้ ริโภคภายในครอบครวั เพื่อลดคา่ ใช้จ่าย)
4. นักเรียนแบง่ กลมุ่ ออกเปน็ 3 กลุม่ เสนอแนวทางการประยุกต์ใชแ้ นวคิดเศรษฐกจิ พอเพียง ดงั น้ี
• กลมุ่ ท่ี 1 นาเสนอการประยกุ ตใ์ ชแ้ นวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี งในครอบครวั
• กลุ่มท่ี 2 นาเสนอการประยุกต์ใชแ้ นวคดิ เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรยี น
• กลุม่ ที่ 3 นาเสนอการประยกุ ต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพยี งในชุมชน

โดยนักเรยี นสรุปบันทึกนาเสนอแนวทางการประยุกตแ์ นวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียงใหเ้ พอ่ื นฟงั
หนา้ ชนั้ เรยี น

5. นักเรียนรว่ มกนั สรุปการนาหลักเศรษฐกิจพอเพยี งมาประยกุ ต์ใช้ในครอบครัว โรงเรียน
และชมุ ชน

• การนาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในครอบครัว
• การนาหลกั เศรษฐกิจพอเพียงมาประยกุ ต์ใช้ในโรงเรยี น
• การนาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยกุ ต์ใช้ในชมุ ชน
6. นกั เรียนร่วมกนั วิเคราะหผ์ ลของการนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปประยกุ ตใ์ ช้
7. นักเรียนคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ ค่า แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
• นกั เรยี นไดร้ ับประโยชน์จากการนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาประยุกต์ใช้ในการ
ดาเนนิ ชวี ิตอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ทาให้ชวี ติ มีความสุข พออยูพ่ อกิน สามารถพง่ึ พาตนเองได้ ไมเ่ ดอื ดร้อน)
3.ข้นั ปฏิบัตแิ ละสรุปความรูห้ ลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)

8. นักเรยี นเสนอแนวทางการปฏิบัติตนเพอื่ นาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปประยกุ ตใ์ ช้
ในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ ในครอบครัว โรงเรียน และชุมชนมา 1 แนวทาง บนั ทึกลงในชิ้นงานที่ 25
เร่ือง เศรษฐกิจพอเพียง

9. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรยี บรอ้ ยของช้ินงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรงุ แกไ้ ข
ใหด้ ียิ่งข้นึ

10. นักเรียนร่วมกนั สรปุ ส่งิ ทเี่ ขา้ ใจเป็นความร้รู ว่ มกัน ดงั น้ี
แนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี ง สามารถนามาประยุกต์ใช้ให้เกดิ ประโยชนใ์ นการดาเนินชีวติ

ทงั้ กับตนเองและบุคคลอนื่ สรา้ งความสงบสุข ความสมดุล ความม่ันคง และความยง่ั ยนื ใหเ้ กิดแกส่ ังคม
4.ขั้นสือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

11. นักเรียนออกมานาเสนอชน้ิ งานให้เพ่อื นฟงั หนา้ ช้นั เรยี น
12. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรุปเกย่ี วกับวธิ ีการทางานให้เหน็ การคดิ เชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน
ทมี่ ีแบบแผน
5.ข้นั ประเมนิ เพอื่ เพ่มิ คุณค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)

13. นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรสู้ ึกหลังการเรียนและหลงั การทากิจกรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้

• สงิ่ ท่นี กั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวันนค้ี ืออะไร
• นกั เรยี นมสี ่วนร่วมกิจกรรมในกล่มุ มากนอ้ ยเพียงใด
• เพอื่ นนกั เรยี นในกลุม่ มีส่วนรว่ มกจิ กรรมในกลุม่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรียนพอใจกบั การเรียนในวันนห้ี รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนาความรทู้ ไี่ ดน้ ไ้ี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทว่ั ไป

ได้อยา่ งไร
จากนั้นแลกเปลยี่ นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทกุ ข้ันตอนวา่ จะเพมิ่ คุณค่าไปสสู่ ังคม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมใหม้ ากขนึ้ กว่าเดมิ ในขัน้ ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครง้ั ตอ่ ไป
สอื่ การเรยี นรู้/แหล่งการเรียนรู้

1. หนังสอื เรยี น รายวชิ าพ้นื ฐาน สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5

2. ภาพเกี่ยวกบั การทาเกษตรแบบผสมผสาน
3. ตวั อย่างขา่ วเก่ยี วกบั บุคคลทนี่ าหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใช้
4. แหลง่ การเรียนรทู้ ัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรียนรู้

1. ประเมนิ ความรู้ เรื่อง การประยกุ ตใ์ ชแ้ นวคิด เศรษฐกิจพอเพียงในการทากจิ กรรมต่าง ๆ ในครอบครัว
โรงเรียน และชุมชน (K) ดว้ ยแบบทดสอบ

2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมินช้นิ งาน เรอื่ ง เศรษฐกิจพอเพียง (P) ดว้ ยแบบประเมิน
4. ประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ด้านใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง (A) ดว้ ยแบบประเมนิ

แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม

รายการการประเมิน ระดบั คณุ ภาพ

กระบวนการ 432 1
ทางานกลุม่
มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
บทบาทสมาชิก
สมาชิกชัดเจน สมาชกิ ชดั เจน เฉพาะหัวหน้า และไม่มีการชแี้ จง
เป้าหมาย สมาชิก
และมกี ารชี้แจงเป้าหมาย มกี ารช้ีแจงเปา้ หมาย ไมม่ กี ารชี้แจงเปา้ หมาย ตา่ งคนตา่ งทางาน

การทางาน อย่างชัดเจนและ อย่างชัดเจน

มีการปฏิบตั งิ านร่วมกนั ปฏิบตั งิ านรว่ มกัน ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกัน

อยา่ งร่วมมอื ร่วมใจ แต่ไมม่ ีการประเมิน ไม่ครบทุกคน

พรอ้ มกบั การประเมนิ เปน็ เป็นระยะ ๆ

ระยะ ๆ

แบบประเมนิ ชน้ิ งาน เรอื่ ง เศรษฐกิจพอเพยี ง

รายการการประเมนิ ระดบั คุณภาพ

การเขียนอธบิ าย 4 32 1
หรอื สรุปการนาหลัก
เศรษฐกจิ พอเพียง เขยี นอธบิ ายหรือสรปุ เขยี นอธบิ ายหรือสรุป เขยี นอธบิ ายหรอื สรปุ เขียนอธิบายหรอื สรุป
ไปประยกุ ต์ใช้ใน การนาหลกั การนาหลกั
ครอบครวั โรงเรยี น เศรษฐกิจพอเพยี ง การนาหลัก การนาหลัก เศรษฐกจิ พอเพียง
และชมุ ชน ไปประยุกต์ใชใ้ น ไปประยุกตใ์ ชใ้ น
ครอบครัว โรงเรยี น เศรษฐกิจพอเพยี ง เศรษฐกจิ พอเพียง ครอบครวั โรงเรยี น
และชุมชน และชมุ ชนได้
ไปประยกุ ต์ใช้ใน ไปประยุกตใ์ ชใ้ น
ไดส้ ัมพนั ธ์เช่ือมโยงกัน แต่ยังไม่สอดคลอ้ ง
อธิบายใหเ้ หน็ ภาพ ครอบครัว โรงเรยี น ครอบครัว โรงเรยี น กบั ข้อมลู
โดยรวม แสดงให้เห็นถงึ เขยี นตามขอ้ มลู ทอี่ ่าน
ความสมั พันธก์ ับตนเอง และชมุ ชน และชุมชน ไม่มีการอธิบายเพ่ิมเตมิ
และผูอ้ นื่
ได้มีการจาแนกขอ้ มูล ได้สอดคลอ้ งกบั ข้อมูล

อธิบายแสดงใหเ้ หน็ ถึง มกี ารเขียนขยายความ

ความสัมพันธก์ บั ตนเอง ยกตัวอย่างเพม่ิ เติม

อย่างเป็นเหตเุ ป็นผล ใหเ้ ข้าใจง่าย

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 46

สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศกึ ษา

ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรอ่ื งที่ 3 การผลติ สนิ คา้ และบริการในชมุ ชน เวลาเรียน 1 ช่วั โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวช้ีวัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลติ และการบริโภค

การใช้ทรัพยากรทีม่ อี ยจู่ ากัดไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพและคมุ้ คา่
รวมทั้งเข้าใจหลกั การของเศรษฐกิจพอเพยี งเพื่อการดารงชวี ิตอย่างมีดุลยภาพ

ตัวชวี้ ัด
ส 3.1 ป.5/2 ประยกุ ตใ์ ช้แนวคิดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการทากิจกรรมต่าง ๆ

ในครอบครวั โรงเรียน และชุมชน
จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายการผลิตสินค้าและบริการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่มี ีอยู่ในชุมชน (K)

2. ยกตัวอย่างการผลติ สนิ ค้าและบริการในชมุ ชนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง (P)

3. เห็นคณุ ค่าและความสาคัญของสินคา้ ท่เี ป็นผลติ ภัณฑท์ ม่ี ีอยู่ในชุมชนของตนเอง (A)
สาระสาคญั

การผลติ สนิ ค้าและบรกิ ารในชุมชน โดยการนาเอาทรัพยากรทม่ี ีอยใู่ นชมุ ชนมาเป็นผลิตภัณฑ์
ประจาชมุ ชน เพื่อเป็นสินค้าของชมุ ชน สรา้ งรายไดใ้ หแ้ กช่ มุ ชนตามแนวทางของหลกั ปรชั ญา

ของเศรษฐกจิ พอเพียง
สาระการเรยี นรู้

การผลิตสินคา้ และบรกิ ารในชมุ ชน
สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น

1. ความสามารถในการสอื่ สาร

2. ความสามารถในการคดิ

3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

1. ใฝเ่ รียนรู้

2. อยู่อย่างพอเพียง
คาถามสาคัญ

นักเรียนคดิ ว่าทรพั ยากรในชมุ ชนของนักเรยี นเหมาะกับการผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารอยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

1.ขัน้ สงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)

1. นักเรยี นรว่ มกนั สนทนาเก่ยี วกับสนิ คา้ และบริการท่ผี ลิตในชมุ ชน โดยใช้คาถาม ดังน้ี

• ในชมุ ชนของนักเรยี นมกี ารผลิตสนิ ค้าและบรกิ ารอะไรบา้ ง
(ตัวอยา่ งคาตอบ สนิ คา้ ที่ผลติ เชน่ เครื่องปน้ั ดินเผา และเคร่อื งแต่งกายที่ทาจากผา้ ไหม

บรกิ าร เชน่ รา้ นตดั เย็บเส้ือผ้า)
• สินคา้ และบรกิ ารที่ผลิตในชมุ ชนมีความสาคัญอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ เปน็ สินคา้ และบริการทเ่ี กดิ จากการนาเอาทรพั ยากรที่มอี ยู่ในชุมชน

และภมู ปิ ญั ญาของชมุ ชนมาผลิตเป็นสนิ คา้ เพอ่ื สร้างรายได้ให้เกิดแก่ประชาชนของตนเอง)
• นักเรยี นจะชว่ ยสนบั สนุนผลิตภัณฑท์ ี่ผลิตจากชุมชนของตนเองอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ใช้ผลิตภณั ฑท์ ี่สามารถผลิตในชมุ ชนของตนเอง)

2. นักเรียนรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เก่ียวกับเรอ่ื ง การผลิตสนิ ค้าและบรกิ าร
ในชุมชน จากหนงั สือเรียนและแหลง่ การเรียนรอู้ น่ื เพ่ิมเติม
2.ข้นั คิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)

3. นกั เรียนแบง่ กลุ่มออกเปน็ 2 กลุ่ม สารวจตามรายการ ดงั ตอ่ ไปนี้
กลมุ่ ท่ี 1 สารวจทรพั ยากรในชุมชนท่ีสามารถนามาผลิตเปน็ สนิ ค้าและบรกิ ารได้
กลุม่ ท่ี 2 สารวจผลติ ภัณฑท์ ีม่ อี ยู่ในชมุ ชนวา่ มอี ะไรบา้ ง มกี ารผลติ อยา่ งไร มคี วามสาคัญ

ต่อชมุ ชนอย่างไร
จากนั้นใหแ้ ตล่ ะกลุ่มออกมานาเสนอหน้าช้ันเรียน จบการนาเสนอนกั เรียนร่วมกนั

แสดงความคิดเหน็ โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
• การผลิตสนิ ค้าและบริการในชุมชน ควรคานึงถึงสิ่งใดบ้าง
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทรพั ยากรท่มี อี ยใู่ นชุมชน และนาภูมปิ ัญญาทมี่ อี ยูใ่ นชุมชนมาพัฒนา

เปน็ ผลติ ภัณฑ์)
• ปจั จุบันรัฐบาลมีการส่งเสรมิ การผลิตสินค้าและบริการในชุมชนอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ หน่ึงตาบลหนง่ึ ผลิตภัณฑ์ การทาสินคา้ OTOP)
• ทาอยา่ งไรจึงจะทาให้สินค้าและบริการในชุมชนเป็นสนิ ค้าหนึ่งตาบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ได้
(ตัวอยา่ งคาตอบ คนในชุมชนตอ้ งรวมกลมุ่ ผลิตสินคา้ และบรกิ ารออกมาเผยแพรใ่ ห้เปน็ ท่รี ู้จกั )

4. นกั เรียนร่วมกนั เสนอแนวทางการนาหลกั การของปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มาใชใ้ นการผลิตสนิ คา้ และบริการ

5. นักเรียนรว่ มกนั วิเคราะห์ผลของการนาหลักการของเศรษฐกิจพอเพยี งมาใช้ในการผลิตสนิ คา้ และ
บริการในชมุ ชน

6. นักเรียนคิดประเมินเพ่ือเพมิ่ คุณค่า แลว้ สรุปเป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• นักเรยี นคดิ วา่ ทรพั ยากรในชมุ ชนของนกั เรยี นเหมาะกับการผลติ สนิ ค้าและบรกิ ารอะไร
(ตวั อย่างคาตอบ เครื่องจักสาน เพราะในชมุ ชนมที รพั ยากรไม้ไผจ่ านวนมาก

จงึ เหมาะต่อการนามาทาเคร่อื งจักสาน เชน่ ตะกร้า กระตบิ ขา้ ว เพือ่ เอาไว้ใช้ในครัวเรือน และเอาไว้จาหน่าย
เพอื่ สรา้ งรายไดใ้ ห้กบั ตนเองและครอบครัว)
3.ขน้ั ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรหู้ ลังการปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)

7. นกั เรียนยกตวั อย่างโดยการวาดภาพสนิ คา้ และบรกิ ารทผ่ี ลิตในชุมชนมา 1 ตวั อย่าง
และตอบคาถามลงในแบบบันทึก ดงั ตวั อย่าง

แบบบันทึกการผลติ สินค้าและบริการ

(ภาพน้าํ ยาลา้ งจาน)

• ภาพทีว่ าดคอื
(ภาพน้าํ ยาลา้ งจาน)

• สินคา้ และบริการดงั กล่าวมีการนาํ หลกั การของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชใ้ นการผลิตอยา่ งไร
(ความพอประมาณ มกี ารนาํ ทรัพยากรท่ีมีในชุมชน เช่น มะกรูด มะนาวท่เี หลือจากการบริโภค
ในครัวเรือน และจาํ หน่ายมาแปรรูปเป็ นผลิตภณั ฑน์ ้าํ ยาลา้ งจาน เพอ่ื ใหใ้ ชป้ ระโยชนไ์ ด้
อยา่ งหลากหลาย มีเหตผุ ล เห็นวา่ ทรัพยากรมะกรูด มะนาวในชุมชนมีจาํ นวนมาก
และเหลือทิง้ จาํ นวนมาก จงึ มองเห็นความสาํ คญั และนาํ มาแปรรูปเพอื่ ใชป้ ระโยชน์ในครวั เรือน
และจาํ หน่ายใหส้ มาชิกในชุมชน มีภูมิคุม้ กนั ที่ดี มีการหาขอ้ มลู การทาํ น้าํ ยาลา้ งจาน
ทาํ ตามข้นั ตอนอยา่ งถูกตอ้ งจนไดน้ ้าํ ยาลา้ งจาน)

• การนาํ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการผลิตสินคา้ และบริการดงั กล่าว
ก่อใหเ้ กิดประโยชนอ์ ยา่ งไร
(ประหยดั ตน้ ทุนและทรพั ยากรในการผลิต)

8. นักเรียนตรวจสอบความถกู ต้องเรียบร้อยของผลงาน หากพบขอ้ ผิดพลาดให้ปรับปรงุ แก้ไข
ใหด้ ียงิ่ ขึน้

9. นักเรยี นรว่ มกนั สรปุ สิง่ ที่เขา้ ใจเป็นความรู้รว่ มกนั ดังนี้
การผลิตสินค้าและบริการในชุมชน โดยการนาเอาทรพั ยากรทมี่ ีอย่ใู นชมุ ชนมาเปน็ ผลติ ภัณฑ์

ประจาชมุ ชน เพื่อเปน็ สนิ ค้าของชุมชน สร้างรายได้ให้แก่ชมุ ชนตามแนวทางของหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง
4.ขั้นสื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

10. นกั เรยี นออกมานาเสนอผลงานให้เพ่ือนฟงั หน้าชั้นเรียน
11. นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายสรุปเกี่ยวกับวิธีการทางานให้เห็นการคดิ เชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน

ที่มีแบบแผน
5.ขัน้ ประเมินเพอื่ เพมิ่ คุณค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)

12. นักเรียนแนะนาให้สมาชิกในชุมชนนาหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยกุ ต์ใช้
ในการผลิตสินค้าและบรกิ าร เพือ่ จะไดล้ ดต้นทุนในการผลติ สินค้า

13. นักเรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรูส้ ึกหลงั การเรียนและหลังการทากจิ กรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้

• สิ่งท่นี ักเรยี นไดเ้ รียนร้ใู นวนั น้คี ืออะไร
• นักเรยี นมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุม่ มากน้อยเพียงใด
• เพือ่ นนกั เรียนในกล่มุ มีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรยี นในวันนห้ี รือไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรทู้ ่ไี ด้นไ้ี ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสงั คมทัว่ ไป

ไดอ้ ย่างไร
จากนน้ั แลกเปลย่ี นตรวจสอบขนั้ ตอนการทางานทกุ ขน้ั ตอนวา่ จะเพ่มิ คุณคา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชน์ต่อสังคมใหม้ ากข้ึนกวา่ เดิมในขนั้ ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครง้ั ตอ่ ไป
ส่อื การเรยี นรู้/แหล่งการเรยี นรู้

1. หนงั สอื เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5
2. แหลง่ การเรยี นรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรยี น
ความรเู้ พ่ิมเตมิ สาหรับครู

สนิ ค้าหนึง่ ตาบลหนึง่ ผลติ ภัณฑ์ หรอื OTOP ของไทย เป็นสินค้าท่ีผลติ จากภูมิปัญญาและทรพั ยากร
ทอ่ี ยูใ่ นชุมชน ซึง่ ผลิตภัณฑ์สว่ นใหญ่ของชุมชนจะสะท้อนถงึ วถิ ชี ีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี
ความเชอ่ื ของคนในชมุ ชน ยกตัวอยา่ ง เชน่ ขันลงหินบ้านบุ

ขันลงหนิ บ้านบุ
ประวัติความเป็นมา
แหล่งทาขนั ลงหินในประเทศไทย มีอยู่แหง่ เดยี ว
คอื ทตี่ าบลบ้านบุ อาเภอบางกอกนอ้ ย
บริเวณขา้ งวดั สวุ รรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย
ปจั จบุ ันนี้คอื ย่านหลงั ท่วี ่าการเขตบางกอกนอ้ ย การทาขนั ลงหนิ เปน็ อตุ สาหกรรมในครัวเรือนอยา่ งหน่งึ
บ้านท่ีทาขันลงหินซึ่งอยใู่ กล้กันในละแวกนน้ั มีกว่ารอ้ ยครอบครัว เล่ากนั วา่ ครอบครวั ทาขันลงหินนี้
เปน็ ต้นตระกลู สืบมาจากอยุธยา เมือ่ กรงุ แตกกอ็ พยพกันเปน็ หม่มู าอยู่ที่บางลาภูเป็นแห่งแรก
แลว้ ยา้ ยมายังบ้านบุจนปจั จุบนั พระพทุ ธเจา้ หลวงเคยเสด็จประพาสบ้านบตุ รัสว่า
“พวกน้ดี ี อย่กู ับไฟ แต่ไมเ่ คยมีไฟไหม้” การหลอมเน้อื ขันตอ้ งใช้ไฟจากเตาสูบ ซึ่งลกุ โพลงอยตู่ ลอดเวลา
โดยใชค้ นชกั สบู ให้ไฟแรงสม่าเสมอ ช่างหลอมและช่างตจี ะนง่ั ล้อมวงอยู่ข้างกองไฟตลอดเวลา
เพื่อให้สะดวกตอ่ การตขี นั

กระบวนการผลิต

ใชโ้ ลหะที่จะหลอมเป็นเน้อื ขนั ซ่ึงสมัยกอ่ นจะใช้ทองท่นี ามาจากเมอื งจนี เรยี กว่า ทองมา้ ลอ่
ตอ่ มาเราผสมไดเ้ องทีเ่ รียกวา่ เล่นแร่แปรธาตุ กเ็ ลยเรียกทองม้าลอ่ มาตลอด ปัจจุบนั ใชท้ องแดงผสมดีบุก

กับเศษทองท่ีเหลอื จากขัน เช่น เศษตะไบ และจากขันเกา่ เชื่อกันวา่ เนื้อทองม้าล่อแต่เดมิ ก็ยังอยู่
มาจนทกุ วนั น้ี เพราะเขารับซอ้ื เศษขันลงหนิ เก่า ๆ ซ่ึงมกี ลบั มายงั บา้ นบทุ ุกวัน เนือ้ เดิมหรอื
ธาตุขันลงหนิ เดิม จึงมผี สมอยใู่ นขันลงหินทุกใบ เขายงั เรียกเศษทองทใ่ี ชผ้ สมรวมกับดีบุก

และทองแดงน้วี า่ ทองม้าล่ออยู่ เน้อื ขนั ลงหนิ มโี ลหะสามอยา่ งผสมกัน คือ ทองแดง ดบี ุก
และทองมา้ ล่อเท่านน้ั จะมีอยา่ งอ่ืนปนด้วยไมไ่ ด้เด็ดขาด เช่น ถ้ามที องเหลอื งปนแม้แตน่ ิดเดียว

เนอ้ื ทองจะไมป่ ระสานกัน ตแี ลว้ แตกทนั ที
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ เป็นงานหัตถกรรมมือต้องใช้ความประณตี ความอดทน และระยะเวลา

ในการผลติ นาน ขันลงหินขนาด 10 นิว้ ใช้เวลาในการตีขัน 4 วัน ไมร่ วมการแกะสลักลาย

จะเหน็ ได้ว่าขันลงหินบา้ นบุ 1 ใบ แฝงดว้ ยเรอ่ื งราวทางประวัตศิ าสตร์และวถิ ีชีวติ ของคนในอดตี
จนถงึ ปัจจุบัน และงานศลิ ปะทีค่ วรแกก่ ารอนุรกั ษใ์ ห้อยูค่ ู่กับคนไทยและประเทศไทยต่อไป

การประเมินการเรียนรู้

1. ประเมนิ ความรู้ เรือ่ ง การผลิตสินค้าและบริการในชุมชน (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลมุ่ (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง (A) ด้วยแบบประเมิน

แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่

รายการการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ

กระบวนการ 432 1
ทางานกลุ่ม
มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
บทบาทสมาชกิ
สมาชิกชดั เจน สมาชกิ ชดั เจน เฉพาะหวั หนา้ และไมม่ กี ารชแ้ี จง
เปา้ หมาย สมาชิก
และมีการชี้แจงเปา้ หมาย มกี ารชีแ้ จงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชี้แจงเป้าหมาย ตา่ งคนตา่ งทางาน

การทางาน อยา่ งชดั เจนและ อย่างชดั เจน

มีการปฏิบัตงิ านร่วมกัน ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกนั ปฏิบัตงิ านร่วมกัน

อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ แต่ไมม่ ีการประเมนิ ไม่ครบทุกคน

พร้อมกบั การประเมินเปน็ เป็นระยะ ๆ

ระยะ ๆ

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 47

สาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศกึ ษา

ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เร่ืองท่ี 4 กจิ กรรมเสริมทกั ษะความรทู้ ้ายหนว่ ยการเรยี นรู้ เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวชี้วัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เขา้ ใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรพั ยากรในการผลติ และการบรโิ ภค

การใช้ทรพั ยากรท่ีมอี ยจู่ ากัดได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพและคมุ้ คา่
รวมทง้ั เข้าใจหลักการของเศรษฐกจิ พอเพียงเพือ่ การดารงชีวิตอย่างมดี ลุ ยภาพ

ตัวชี้วัด
ส 3.1 ป.5/2 ประยุกต์ใช้แนวคิดของปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการทากจิ กรรมต่าง ๆ

ในครอบครวั โรงเรียน และชุมชน
จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายและสรุปความร้เู รื่อง เศรษฐกจิ พอเพียง (K)

2. วิเคราะห์และสรุปความรู้เรอ่ื ง เศรษฐกิจพอเพยี งลงในแบบกิจกรรมการเรยี นรู้ (P)

3. เหน็ ความสาคญั ในการพฒั นาทักษะความรู้ในการทากจิ กรรมการเรยี นรู้ระหว่างเรียน (A)
สาระสาคัญ

หลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปน็ แนวพระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ล-
อดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลท่ี 9 ทรงชแี้ นะแนวทางในการดาเนินชวี ติ เพอื่ ใหค้ นไทยสามารถ

พงึ่ พาตนเองกับภาวะเศรษฐกิจท่ีมกี ารเปลย่ี นแปลงในโลกยุคปจั จบุ ันและอนาคต
สาระการเรียนรู้

กจิ กรรมเสริมทกั ษะความรูท้ ้ายหนว่ ยการเรยี นรู้
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน

1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด

3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

1. ใฝเ่ รยี นรู้

2. อยู่อย่างพอเพียง
คาถามสาคัญ

เศรษฐกิจพอเพยี งชว่ ยให้ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มมีความย่งั ยืนอยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

1.ขัน้ สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)

1. นกั เรยี นทบทวนความรู้เดมิ เกยี่ วกับเร่ือง เศรษฐกิจพอเพยี ง โดยใช้คาถาม ดังนี้

• เศรษฐกิจพอเพยี งมคี วามหมายวา่ อย่างไร
(เศรษฐกิจพอเพียงเปน็ ปรัชญาทีพ่ ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช-

บรมนาถบพติ ร รชั กาลที่ 9 ทรงชแ้ี นะแนวทางการดาเนินชวี ิตแก่พสกนิกร เพื่อใหส้ ามารถพึง่ ตนเองได)้

• เศรษฐกจิ พอเพยี งมหี ลักการที่สาคัญอย่างไร

(มคี วามพอประมาณ หมายถงึ ความพอดีไมม่ ากไปไม่นอ้ ยไป มเี หตุผล หมายถึง การจะทาส่ิงใด

ตอ้ งตดั สนิ ใจโดยใชเ้ หตผุ ล มภี ูมิคมุ้ กันที่ดี หมายถึง จะทาส่งิ ใดต้องทาแบบมหี ลักการ ทาตามข้ันตอน

อย่างถกู ต้อง เพ่อื เตรยี มตัวใหพ้ รอ้ มรับการเปล่ียนแปลง)

2.ข้ันคิดวเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)

2. นักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงใน หนา้ ข้อความทถี่ ูกตอ้ ง เขยี นเครอื่ งหมาย 
หนา้ ข้อความทีไ่ มถ่ ูกต้องเกี่ยวกับเศรษฐกจิ พอเพยี ง

 1. การใช้ทรัพยากรท่ีมอี ยใู่ หเ้ กดิ ประโยชนแ์ ละคมุ้ ค่ามากท่ีสดุ เปน็ ส่วนหนึ่งของปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง

 2. หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งตอ้ งการใหท้ ุกครอบครัวใช้เอง
 3. บคุ คลที่ปฏิบัติตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องมีฐานะยากจน
 4. ความพอประมาณ ซอื่ ตรง และไมเ่ บยี ดเบียนผู้อนื่ เปน็ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

 5. เศรษฐกิจพอเพยี งเปน็ แนวทางการดาเนินชวี ติ เพื่อใหส้ ามารถพง่ึ พาตนเองได้

3. นักเรียนร่วมกนั วิเคราะหส์ ถานการณ์ และเสนอแนวทางแกไ้ ขตามหลักปรชั ญาของ

เศรษฐกิจพอเพยี ง ดงั ตัวอย่าง

บา้ นของจิรประภามีมะขามหลายตน้ ในปี น้ี แนวทางแก้ไขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
มะขามดกมาก จนไม่สามารถบริโภคไดห้ มด
จิรประภาจึงปล่อยใหร้ ่วงไปตามธรรมชาติ นามะขามมาแปรรูปเป็พนอสเินพคยี า้งเพอ่ื จาหน่าย
เช่น มะขามดอง มะขามเปี ยก

สุภาพรซ้ือของทกุ อยา่ งท่เี ขาอยากซ้ือ แต่พอ แนวทางแก้ไขตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
ถึงส้ินเดือน เขากลบั ไม่มีเงินเหลือเพยี งพอ
สาหรับการใชจ้ ่าย ทาบญั ชีรายรบั -รายจ่ายพขออเงพตยี นงเอง ฝึกระเบียบ
การใชจ้ ่าย และใชจ้ ่ายอยา่ งประหยดั

4. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพอื่ เพ่ิมคณุ ค่า แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
• เศรษฐกิจพอเพยี งช่วยให้ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มมีความยงั่ ยนื อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทาใหม้ นษุ ยร์ ู้จกั พอประมาณในการใช้ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม

ไมใ่ ช้ฟุ่มเฟือย ใช้เท่าท่ีจาเป็น มีเหตุผลในการเลอื กใช้ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม เม่อื มนุษย์
ใช้ทรพั ยากรธรรมชาตอิ ย่างพอประมาณ และมีเหตผุ ลในการใช้ก็จะทาใหท้ รพั ยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอ้ มมใี ช้ยาวนานและยั่งยนื )
3.ข้นั ปฏบิ ตั ิและสรุปความรู้หลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)

5. นกั เรยี นทากจิ กรรมการเสริมทกั ษะความรทู้ ้ายหนว่ ยการเรียนรู้
• นักเรยี นวาดภาพที่สอดคลอ้ งกบั หลักการของเศรษฐกจิ พอเพยี งมา 1 ภาพ

แล้วออกมานาเสนอภาพหน้าช้นั เรยี น
6. นกั เรียนตรวจสอบความถูกต้องเรยี บร้อยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดใหป้ รบั ปรุงแก้ไข

ให้ดยี งิ่ ขึ้น
7. นกั เรยี นรว่ มกนั สรุปส่งิ ท่เี ข้าใจเป็นความรรู้ ว่ มกนั ดงั น้ี
หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปน็ แนวพระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร-

มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร รชั กาลที่ 9 ทรงชีแ้ นะแนวทางในการดาเนนิ ชีวติ เพื่อใหค้ นไทยสามารถ
พ่ึงพาตนเองกับภาวะเศรษฐกิจทมี่ กี ารเปลยี่ นแปลงในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต
4.ขัน้ สือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

8. นักเรยี นออกมานาเสนอผลงานให้เพอื่ นฟงั หน้าชัน้ เรียน
9. นกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เกย่ี วกับวธิ ีการทางานให้เหน็ การคิดเชงิ ระบบและวธิ ีการทางาน
ท่ีมแี บบแผน
5.ข้ันประเมินเพอ่ื เพมิ่ คุณคา่ บริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)

10. นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สกึ หลังการเรียนและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้

• ส่งิ ที่นักเรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นค้ี อื อะไร
• นักเรยี นมสี ่วนร่วมกิจกรรมในกล่มุ มากน้อยเพยี งใด
• เพอื่ นนักเรยี นในกลมุ่ มสี ว่ นร่วมกิจกรรมในกลุม่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• นกั เรยี นพอใจกบั การเรยี นในวันนห้ี รอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรียนจะนาความรทู้ ่ไี ดน้ ไี้ ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมทว่ั ไป

ไดอ้ ยา่ งไร
จากนั้นแลกเปล่ยี นตรวจสอบขัน้ ตอนการทางานทุกขัน้ ตอนวา่ จะเพ่ิมคณุ ค่าไปสูส่ งั คม
เกิดประโยชน์ตอ่ สังคมใหม้ ากข้นึ กวา่ เดมิ ในขนั้ ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครั้งตอ่ ไป
สื่อการเรียนร้/ู แหลง่ การเรยี นรู้

1. หนังสือเรียน รายวิชาพ้ืนฐาน สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5
2. ตัวอย่างสถานการณเ์ ก่ยี วกบั การปฏิบัตติ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
3. แหล่งการเรยี นรู้ทัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรียนรู้

1. ประเมนิ ความรู้ เร่ือง กจิ กรรมเสริมทักษะท้ายหน่วยการเรียนรู้ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุม่ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ด้านใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง (A) ดว้ ยแบบประเมิน

แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม

รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด

สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ บทบาทสมาชกิ

และมีการชี้แจง มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มีการชี้แจง และไมม่ กี ารช้ีแจง

เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เปา้ หมาย เปา้ หมาย สมาชิก

การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน

มกี ารปฏิบัติงาน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏิบัตงิ านร่วมกัน

รว่ มกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทุกคน

อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ

พร้อมกับการประเมิน

เปน็ ระยะ ๆ

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 48

สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสงั คมศึกษา

ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายและหลกั การของสหกรณ์ เวลาเรยี น 1 ช่ัวโมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวช้ีวัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรพั ยากรในการผลิตและการบริโภค

การใชท้ รพั ยากรท่ีมีอยูจ่ ากัดไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพและคุ้มค่า
รวมทง้ั เข้าใจหลกั การของเศรษฐกิจพอเพยี งเพอื่ การดารงชีวิตอย่างมีดลุ ยภาพ

ตัวชวี้ ัด อธบิ ายหลกั การสาคัญและประโยชนข์ องสหกรณ์
ส 3.1 ป.5/3

จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธิบายความหมาย หลักการ และประโยชนข์ องสหกรณ์ (K)
2. วเิ คราะห์หลกั การและประโยชนข์ องสหกรณ์ (P)

3. เห็นความสาคัญของการเรียนร้รู ะบบของสหกรณ์เพ่อื ประโยชนท์ างการศึกษา (A)
สาระสาคัญ

สหกรณ์ เปน็ การรวมกลมุ่ ของบุคคลหลายคน เพ่ือให้บรรลวุ ัตถุประสงคท์ ี่ตง้ั ไว้รว่ มกนั โดยคานงึ ถึง

ประโยชนข์ องสว่ นรวมเปน็ หลกั
สาระการเรยี นรู้

1. ความหมายของสหกรณ์
2. หลักการของสหกรณ์
3. ประโยชนข์ องสหกรณ์
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน

1. ความสามารถในการส่อื สาร

2. ความสามารถในการคดิ

3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ใฝ่เรยี นรู้
2. มุ่งมน่ั ในการทางาน
คาถามสาคญั

นกั เรยี นจะนาหลักการของสหกรณไ์ ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ ตนเองอยา่ งไร

การจดั กิจกรรมการเรียนรู้

1.ข้นั สงั เกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)

1. นกั เรียนรว่ มกนั อ่านสถานการณ์เก่ียวกบั สหกรณ์ แล้วร่วมกนั สนทนา โดยใช้คาถาม ดังน้ี

ชุมชนรว่ มใจ ได้จัดตง้ั สหกรณร์ า้ นคา้ ขึ้นในชุมชน โดยมีคณะกรรมการ ซึ่งมาจากสมาชกิ
ของสหกรณเ์ ปน็ ผูด้ าเนนิ งาน สหกรณร์ ว่ มใจจาหน่ายสินคา้ อุปโภคบริโภคตา่ ง ๆ ใหแ้ กส่ มาชิกและบคุ คลทว่ั ไป
ในราคาท่ถี ูกและเหมาะสม โดยไมห่ วังผลกาไร นอกจากนี้ทุก ๆ ส้นิ ปี สมาชิกสหกรณ์จะไดร้ บั
เงนิ ปนั ผล เป็นผลตอบแทนจากการเปน็ สมาชกิ

• รา้ นค้าในชุมชนร่วมใจมีลกั ษณะการดาเนนิ งานอยา่ งไร
(เปน็ การดาเนินงานโดยคนในชมุ ชนเป็นเจา้ ของรับผิดชอบรว่ มกัน เพือ่ ช่วยเหลือกัน
โดยไมห่ วงั ผลกาไร)
• นักเรยี นเขา้ ใจความหมายของสหกรณว์ ่าอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ การรวมกลุ่มเพ่ือดาเนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ และสงั คมร่วมกนั
เพื่อผลประโยชน์ของสมาชกิ โดยไม่มุ่งหวงั ผลกาไร)
• นกั เรยี นเคยใชบ้ ริการจากรา้ นสหกรณ์หรอื ไม่ อย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ เคย ใชบ้ รกิ ารสหกรณร์ ้านค้าของโรงเรียน)
2. นกั เรียนร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลเกย่ี วกบั เร่อื ง ความหมายของสหกรณ์
หลกั การของสหกรณ์ และประโยชน์ของสหกรณ์ จากหนังสอื เรียนและแหล่งการเรยี นรู้อ่ืนเพิ่มเติม
2.ขั้นคดิ วเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)

3. นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั สหกรณ์ แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด
โดยใช้คาถาม ดงั น้ี

• สหกรณม์ ีความหมายวา่ อยา่ งไร
(กลมุ่ บุคคลที่รวมกลุ่มกนั เพอื่ ดาเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ และสงั คมร่วมกัน เพื่อประโยชน์
ของสมาชิก)
• สหกรณ์มีลักษณะสาคัญอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ การดาเนนิ งานของสหกรณ์เกิดจากแรงจงู ใจที่จะใหบ้ ริการ มิใชม่ ุ่งหมาย
ในการแสวงหากาไร)
4. นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะห์หลักการของสหกรณ์ โดยใช้แผนภาพความคดิ
5. นกั เรียนรว่ มกนั วเิ คราะหป์ ระโยชน์ของสหกรณ์ โดยใช้แผนภาพความคิด
6. นักเรยี นคิดประเมนิ เพอ่ื เพิ่มคุณค่าแล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• นกั เรยี นจะนาหลักการของสหกรณ์ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ต่อตนเองอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ รจู้ ักชว่ ยเหลอื ซึง่ กันและกนั ยดึ หลกั ประชาธิปไตยในการอยูร่ ่วมกนั )
3.ขน้ั ปฏิบัติและสรุปความรหู้ ลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)

7. นกั เรยี นแบ่งกลุ่มสารวจสหกรณ์ทมี่ อี ยู่ในชมุ ชนของตนเอง พร้อมศกึ ษาหลักการดาเนินงาน
ของสหกรณด์ ังกล่าว จากนั้นจัดทาเปน็ รูปเล่มรายงาน เพ่ือเตรยี มออกมานาเสนอหนา้ ชั้นเรียน

8. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรยี บรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รับปรุงแก้ไข
ให้ดยี ิง่ ข้ึน

9. นักเรยี นร่วมกันสรุปส่งิ ท่เี ข้าใจเปน็ ความรู้รว่ มกนั ดังน้ี
สหกรณ์ เป็นการรวมกลุ่มของบคุ คลหลายคน เพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ัตถุประสงคท์ ่ีตัง้ ไว้ร่วมกัน

โดยคานงึ ถึงประโยชน์ของสว่ นรวมเปน็ หลัก
4.ข้นั สอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

10. นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ ออกมานาเสนอรายงานใหเ้ พ่ือนฟงั หน้าช้นั เรียน
11. นกั เรยี นร่วมกนั อภิปรายสรุปเกี่ยวกบั วิธีการทางานใหเ้ ห็นการคดิ เชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน
ท่ีมแี บบแผน
5.ข้นั ประเมนิ เพอ่ื เพ่มิ คุณค่าบรกิ ารสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)

12. นักเรียนนาความรู้เกยี่ วกับความหมายและหลกั การของสหกรณไ์ ปเผยแพร่ให้แกผ่ ู้ทส่ี นใจ
13. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรสู้ กึ หลงั การเรียนและหลงั การทากิจกรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้

• สิง่ ท่นี ักเรียนไดเ้ รียนรู้ในวันน้คี ืออะไร
• นักเรยี นมีส่วนรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพยี งใด
• เพือ่ นนกั เรยี นในกลุ่มมีส่วนร่วมกจิ กรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพอใจกบั การเรยี นในวันนห้ี รือไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรูท้ ไ่ี ด้นีไ้ ปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมท่วั ไป

ไดอ้ ย่างไร
จากนั้นแลกเปลี่ยนตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทกุ ขนั้ ตอนว่าจะเพมิ่ คุณค่าไปสสู่ งั คม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมให้มากขน้ึ กว่าเดมิ ในขัน้ ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในคร้งั ต่อไป
สือ่ การเรียนร้/ู แหลง่ การเรียนรู้

1. หนงั สือเรียน รายวชิ าพนื้ ฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5
2. สถานการณเ์ กยี่ วกับสหกรณ์
3. แหลง่ การเรยี นรทู้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมินการเรียนรู้

1. ประเมนิ ความรู้ เรอ่ื ง ความหมายของสหกรณ์ หลักการของสหกรณ์ และประโยชน์ของสหกรณ์ (K)
ดว้ ยแบบทดสอบ

2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ด้านใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มนั่ ในการทางาน (A) ด้วยแบบประเมนิ

แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม

รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด

สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ

และมีการชี้แจง มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มีการชีแ้ จง และไมม่ กี ารช้ีแจง

เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก

การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน

มกี ารปฏิบัติงาน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน

รว่ มกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน

อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ

พร้อมกับการประเมิน

เปน็ ระยะ ๆ

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 49

สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสังคมศึกษา

ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 เรื่องที่ 2 ประเภทของสหกรณ์ เวลาเรียน 1 ช่วั โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นร้แู ละตวั ช้ีวัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เขา้ ใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรพั ยากรในการผลติ และการบรโิ ภค

การใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่จากดั ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพและคมุ้ ค่า
รวมท้งั เขา้ ใจหลกั การของเศรษฐกจิ พอเพียงเพอื่ การดารงชวี ิตอย่างมีดุลยภาพ

ตัวช้ีวัด

ส 3.1 ป.5/3 อธบิ ายหลกั การสาคญั และประโยชน์ของสหกรณ์
จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธบิ ายประเภทของสหกรณ์ (K)

2. จาแนกประเภทของสหกรณ์ในประเทศไทย (P)
3. เหน็ ความสาคญั ของการศึกษาเรียนรู้ระบบของสหกรณต์ า่ ง ๆ ในประเทศไทย (A)
สาระสาคัญ

สหกรณใ์ นประเทศไทยแบ่งออกเป็น 7 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณป์ ระมง สหกรณ์นิคม

สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณบ์ ริการ และสหกรณ์เครดติ ยูเนยี น
สาระการเรียนรู้

ประเภทของสหกรณ์
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน

1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ใฝเ่ รียนรู้

2. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
คาถามสาคัญ

นกั เรยี นต้องการเปน็ สมาชิกของสหกรณ์ประเภทใด เพราะเหตุใด
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

1.ขั้นสงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)

1. นกั เรียนรว่ มกนั อ่านประวตั กิ ารจดั ตัง้ สหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย แลว้ รว่ มกันสนทนา
โดยใช้คาถาม ดงั นี้

ประวัตขิ องสหกรณ์ในประเทศไทย
สหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย ก่อตั้งข้ึนเมอ่ื พ.ศ. 2459 ท่ีจังหวัดพษิ ณุโลก มีชือ่ วา่ สหกรณ์
วดั จันทรไ์ มจ่ ากดั สินใช้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการเงินก้แู กส่ มาชิก โดยจดทะเบยี นตามพระราชบัญญตั ิ
เพิ่มเตมิ สมาคม เม่ือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 มีพระราชวรวงศ์เธอกรมหมน่ื พิทยาลงกรณ์
เป็นนายทะเบียนสหกรณ์ มีสมาชิกแรกตั้ง 16 คน ทนุ ดาเนนิ งาน 3,080 บาท มกี ระทรวงพระคลังมหาสมบตั ิ
เปน็ ผ้คู ้าประกนั

• สหกรณ์แหง่ แรกของประเทศไทยมีชอ่ื วา่ อะไร
(สหกรณว์ ดั จนั ทร์ไมจ่ ากดั สนิ ใช)้
• สหกรณแ์ หง่ แรกของประเทศไทยตัง้ ขนึ้ เพอ่ื วัตถุประสงค์ใด
(การบริการให้เงนิ กแู้ กส่ มาชิก)
• การจดั ตั้งสหกรณม์ ีความสาคัญอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ เปน็ การใหก้ ารช่วยเหลอื แก่สมาชิกในดา้ นเงนิ ทุนสาหรบั นาไปประกอบอาชพี )
2. นกั เรียนร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกบั เร่อื ง ประเภทของสหกรณ์ จากหนงั สอื เรยี นและ
แหลง่ การเรียนร้อู ื่นเพม่ิ เติม
2.ขน้ั คิดวเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)

3. นักเรยี นแบง่ กลุ่มออกเปน็ 6 กลมุ่ จับสลากเลอื กอภิปรายและนาเสนอสหกรณ์ประเภทตา่ ง ๆ ดังน้ี
กลมุ่ ท่ี 1 สหกรณก์ ารเกษตร
กลุ่มท่ี 2 สหกรณ์ประมง
กลุ่มท่ี 3 สหกรณ์นคิ ม
กลมุ่ ท่ี 4 สหกรณ์รา้ นค้า
กลุ่มที่ 5 สหกรณ์ออมทรัพย์
กลมุ่ ท่ี 6 สหกรณ์บรกิ าร
กลุ่มท่ี 7 สหกรณ์เครดติ ยูเนยี น
เมอ่ื จบการนาเสนอ นกั เรยี นร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยใช้คาถาม ดงั นี้
• หลักการทวั่ ไปของสหกรณ์โดยสว่ นใหญ่มีใจความสาคญั ว่าอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ จัดตัง้ ขนึ้ เพือ่ ให้การชว่ ยเหลือแก่สมาชกิ การร่วมมอื กันแกป้ ญั หา

ให้แกก่ ลุ่มสมาชิกของตนเอง)
• การเป็นสมาชิกของสหกรณม์ ีความสาคญั อยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ เปน็ การรวมกล่มุ ทางสังคม ทางานร่วมกนั และแกป้ ญั หาร่วมกนั

ทาให้เกิดความรักความสามคั ค)ี
4. นกั เรียนร่วมกนั สรุปเก่ียวกับสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ โดยใช้แผนภาพความคิด
5. นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะห์ผลของการมีสหกรณแ์ ละไมม่ ีสหกรณ์
6. นักเรยี นคดิ ประเมินเพือ่ เพม่ิ คณุ คา่ แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
• นกั เรียนต้องการเปน็ สมาชิกของสหกรณป์ ระเภทใด เพราะเหตใุ ด
(ตวั อย่างคาตอบ สหกรณร์ ้านค้า เพราะทาให้ได้ซื้อสนิ คา้ ราคาถูก ประหยดั ค่าใช้จา่ ย)

3.ขั้นปฏบิ ตั ิและสรปุ ความร้หู ลงั การปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)

7. นักเรียนเลอื กวิเคราะห์และเปรียบเทียบความเหมอื นและความแตกตา่ งของสหกรณป์ ระเภทต่าง ๆ
ทีส่ นใจ 2 สหกรณ์ โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด ดังตัวอย่าง

สหกรณ์ออมทรัพย์ ส่ิงที่ สหกรณ์เครดติ ยูเนียน

รบั ฝากเงิน ช่วยเหลือ เหมือนกัน
ส่งเสริมใหส้ มาชิก ช่วยเหลือกลุ่มชนท่ีอาศยั

สมาชิก รู้จกั การออมเงนิ อยใู่ นพ้นื ท่ีเดียวกนั

ในยามจาเป็ น ใหบ้ ริการกูย้ มื เงิน โดยมีการนาเงนิ มาสะสม

เป็นกองทนุ เพอื่ ใหส้ มาชิก

ไดก้ ูย้ มื เงนิ

8. นกั เรยี นตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบร้อยของผลงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รบั ปรงุ แก้ไข
ให้ดีย่ิงขึ้น

9. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ ส่ิงทีเ่ ข้าใจเป็นความรูร้ ว่ มกนั ดงั นี้
สหกรณใ์ นประเทศไทย แบ่งออกเปน็ 6 ประเภท คอื สหกรณ์การเกษตร สหกรณป์ ระมง สหกรณ์

นิคม สหกรณร์ ้านคา้ สหกรณ์ออมทรพั ย์ สหกรณ์บริการ และสหกรณ์เครดิตยเู นียน
4.ขน้ั สื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

10. นักเรียนออกมานาเสนอผลงานใหเ้ พือ่ นฟังหนา้ ชนั้ เรยี น
11. นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรุปเกีย่ วกบั วธิ กี ารทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ท่ีมแี บบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)

12. นักเรียนเผยแพร่ความรู้เกย่ี วกบั ประเภทของสหกรณใ์ หผ้ ู้ท่ีสนใจได้ศกึ ษา
13. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลังการเรียนและหลังการทากิจกรรม
ในประเด็นต่อไปนี้

• สิง่ ทน่ี กั เรียนได้เรยี นร้ใู นวนั นค้ี อื อะไร
• นกั เรียนมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพยี งใด
• เพือ่ นนกั เรยี นในกลุ่มมสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลุม่ มากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพอใจกับการเรยี นในวันนี้หรือไม่ เพยี งใด
• นกั เรียนจะนาความรูท้ ไ่ี ด้นีไ้ ปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสงั คมทว่ั ไป

ได้อยา่ งไร
จากนน้ั แลกเปลยี่ นตรวจสอบขั้นตอนการทางานทุกขน้ั ตอนว่าจะเพม่ิ คุณคา่ ไปสสู่ งั คม
เกดิ ประโยชนต์ ่อสังคมให้มากข้ึนกว่าเดิมในขัน้ ตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในคร้งั ต่อไป

สือ่ การเรียนรู้/แหลง่ การเรยี นรู้

1. หนังสอื เรียน รายวิชาพ้นื ฐาน สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. ประวัติของสหกรณ์ในประเทศไทย
3. แหลง่ การเรียนรทู้ ัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมินการเรียนรู้

1. ประเมนิ ความรู้ เรื่อง ประเภทของสหกรณ์ (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุม่ (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นใฝ่เรียนรู้ ม่งุ ม่นั ในการทางาน (A) ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่

รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกล่มุ มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด

สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชิก

และมีการช้แี จง มกี ารชแี้ จงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชแ้ี จง และไมม่ ีการชีแ้ จง

เปา้ หมาย อย่างชัดเจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก

การทางาน ปฏิบัติงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน

มกี ารปฏบิ ตั ิงาน แตไ่ มม่ ีการประเมนิ ปฏิบัติงานร่วมกนั

ร่วมกนั เปน็ ระยะ ๆ ไมค่ รบทุกคน

อยา่ งรว่ มมอื รว่ มใจ

พร้อมกบั การประเมิน

เป็นระยะ ๆ

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 50

สาระการเรยี นรูส้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสงั คมศึกษา

ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 เรอ่ื งท่ี 3 สหกรณ์ในโรงเรียน เวลาเรียน 1 ช่วั โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้ีวัด

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรพั ยากรในการผลติ และการบริโภค

การใชท้ รพั ยากรท่ีมอี ยู่จากดั ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพและคุ้มคา่
รวมทงั้ เขา้ ใจหลักการของเศรษฐกจิ พอเพยี งเพ่อื การดารงชวี ิตอย่างมีดุลยภาพ

ตัวชีว้ ัด

ส 3.1 ป.5/3 อธิบายหลักการสาคญั และประโยชนข์ องสหกรณ์
จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธบิ ายเกีย่ วกบั สหกรณใ์ นโรงเรียน (K)

2. เสนอแนวทางการนาหลกั การสหกรณไ์ ปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชวี ติ (P)

3. เหน็ ความสาคัญของการศกึ ษาเรยี นรูห้ ลักการของสหกรณ์ เพ่อื นาไปใชใ้ นการดาเนินชีวติ ประจาวนั (A)
สาระสาคัญ

สหกรณใ์ นโรงเรียน เปน็ หลักการท่ีสามารถนามาประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ เชน่ หลกั การใช้
ประชาธปิ ไตย การตดั สนิ ใจรว่ มกนั และหลักการใหค้ วามชว่ ยเหลือกัน
สาระการเรยี นรู้

สหกรณใ์ นโรงเรยี น
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น

1. ความสามารถในการสือ่ สาร

2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
คาถามสาคัญ

นักเรยี นจะนาความรเู้ รื่องสหกรณ์ไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชวี ิตอยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

1.ข้ันสงั เกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)

1. นักเรียนร่วมกนั สนทนาเกยี่ วกับรา้ นคา้ ท่มี ใี นโรงเรยี น โดยใช้คาถาม ดังน้ี

• ในโรงเรยี นมรี า้ นค้าใดบ้างที่จาหนา่ ยสินค้าให้แกน่ ักเรียน
(ตัวอยา่ งคาตอบ รา้ นค้าในโรงอาหาร ร้านคา้ สหกรณ์ในโรงเรียน)

• นกั เรียนเคยใช้บรกิ ารรา้ นค้าในโรงเรยี นรา้ นใดบ้าง
(ตวั อย่างคาตอบ รา้ นคา้ สหกรณข์ องโรงเรียน)

• ในโรงเรียนของนักเรยี นมีร้านสหกรณห์ รอื ไม่
(ตัวอย่างคาตอบ มี)
• นักเรยี นคิดว่าสหกรณใ์ นโรงเรียนมปี ระโยชนแ์ กน่ กั เรยี นอย่างไรบ้าง
(ตัวอย่างคาตอบ จาหน่ายสนิ คา้ ให้แก่นักเรยี น เช่น อปุ กรณก์ ารเรยี น ขนม)
2. นักเรยี นรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกย่ี วกบั เรอ่ื ง สหกรณ์ในโรงเรียน จากหนังสอื เรยี นและ
แหล่งการเรยี นรอู้ ่ืนเพมิ่ เตมิ
2.ขัน้ คดิ วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)

3. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั สหกรณ์ในโรงเรียน แล้วสรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด โดย
ใช้คาถาม ดงั น้ี

• สหกรณใ์ นโรงเรียนมกี ปี่ ระเภทอะไรบ้าง
(มี 2 ประเภท คือ สหกรณ์รา้ นค้า และสหกรณอ์ อมทรัพย์)
• สหกรณ์แต่ละประเภทมีความสาคญั อยา่ งไร
4. นกั เรยี นรว่ มกนั วเิ คราะหเ์ ก่ียวกบั ขนั้ ตอนการดาเนนิ งานของสหกรณ์ในโรงเรียน
โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด ดงั ตัวอยา่ ง

5. คดั เลือกคณะกรรมการ ผจู้ ดั การสหกรณ์ เจา้ หนา้ ท่ีดาเนินการ

4. รวบรวมหุน้ และทุนในการดาเนินการ โดยเปิ ดรับสมาชิกท่สี นใจ

3. แต่งต้งั คณะกรรมการและจดั ประชาสมั พนั ธใ์ หบ้ คุ คลในโรงเรียนไดท้ ราบ

2. ศกึ ษารูปแบบของสหกรณ์ท่ีจะดาเนินการจดั ต้งั ใหช้ ดั เจนเพอื่ วางแนวทางปฏิบตั ิ

1. จดั ประชุมทาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั หลกั การสหกรณ์ระหวา่ งครู นกั เรียน และบุคคลากรในโรงเรียน

การดาเนนิ งานตามขั้นตอนการจัดตัง้ สหกรณ์ในโรงเรียน
5. นักเรียนรว่ มกนั วเิ คราะหผ์ ลของการจดั ตั้งสหกรณ์ในโรงเรยี น
6. นักเรยี นคิดประเมินเพือ่ เพิม่ คณุ ค่า แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี

• นกั เรยี นจะนาความรเู้ รอ่ื งสหกรณไ์ ปประยกุ ต์ใช้ในการดาเนนิ ชวี ติ อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ การนาหลักประชาธิปไตย การร่วมกนั ตัดสินใจเก่ยี วกับเรอื่ งตา่ ง ๆ
ของสว่ นรวม และการใหก้ ารช่วยเหลือในกลุม่ สมาชกิ เพอื่ สร้างความสามคั คีและความสงบสุขในสงั คม)
3.ขั้นปฏบิ ตั แิ ละสรุปความรหู้ ลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)

7. นักเรยี นสารวจสหกรณ์ในโรงเรียนหรอื ในชุมชนมา 1 สหกรณ์ แลว้ บันทกึ ข้อมูล
ลงในแบบบนั ทกึ ชนิ้ งานที่ 26 เรอ่ื ง สหกรณ์

8. นักเรียนตรวจสอบความถกู ต้องเรียบร้อยของช้ินงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รับปรงุ แก้ไข
ให้ดยี ิง่ ข้นึ

9. นักเรียนร่วมกนั สรปุ สง่ิ ท่เี ข้าใจเป็นความรูร้ ่วมกนั ดังนี้
สหกรณ์ในโรงเรยี น เป็นหลกั การทส่ี ามารถนามาประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวันได้ เช่น หลักการใช้

ประชาธปิ ไตย การตดั สนิ ใจรว่ มกนั และหลักการใหค้ วามชว่ ยเหลือกนั
4.ขนั้ ส่อื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

10. นกั เรียนออกมานาเสนอช้ินงานใหเ้ พื่อนฟงั หนา้ ช้ันเรียน

11. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เก่ยี วกับวิธกี ารทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน
ทีม่ ีแบบแผน
5.ข้ันประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คา่ บรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)

12. นักเรียนรว่ มกนั เผยแพร่ข้อมูลความรู้เก่ยี วกับสหกรณ์ในโรงเรยี น เพื่อใหท้ ุกคนรจู้ ัก
และอยากเขา้ รว่ มเป็นสมาชิก และมาซอื้ สินคา้ ในสหกรณโ์ รงเรียน

13. นักเรยี นประเมนิ ตนเองหลังการเรียน ในประเด็นตอ่ ไปน้ี
• สง่ิ ท่นี ักเรยี นไดเ้ รียนร้ใู นวนั นคี้ ืออะไร
• นกั เรียนมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมการเรยี นร้มู ากนอ้ ยเพียงใด
• นกั เรยี นพึงพอใจกับการเรียนรู้ในวันนี้หรอื ไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนาความรทู้ ไ่ี ด้น้ีไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมทวั่ ไป
ได้อยา่ งไร
จากนัน้ แลกเปลย่ี นตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทุกขั้นตอนว่าจะเพมิ่ คุณค่าไปสสู่ งั คม

เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขึน้ กวา่ เดิมในข้ันตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครง้ั ต่อไป
สอ่ื การเรียนรู/้ แหลง่ การเรียนรู้

1. หนังสือเรียน รายวิชาพน้ื ฐาน สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. แหลง่ การเรียนรู้ทงั้ ภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้

1. ประเมินความรู้ เรอื่ ง สหกรณใ์ นโรงเรียน (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ ชิ้นงาน เรือ่ ง สหกรณ์ (P) ด้วยแบบประเมนิ
4. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ มุ่งม่นั ในการทางาน (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุม่

รายการการประเมิน ระดบั คุณภาพ

กระบวนการ 432 1
ทางานกลุม่
มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ กี ารกาหนด
บทบาทสมาชิก
สมาชกิ ชดั เจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหัวหน้า และไมม่ ีการชี้แจง
เป้าหมาย สมาชิก
และมีการช้แี จงเปา้ หมาย มกี ารชแี้ จงเปา้ หมาย ไมม่ กี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ต่างคนตา่ งทางาน

การทางาน อย่างชัดเจนและ อยา่ งชดั เจน

มีการปฏบิ ัติงานรว่ มกนั ปฏิบัติงานร่วมกัน ปฏบิ ัติงานร่วมกนั

อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ แต่ไมม่ กี ารประเมิน ไม่ครบทกุ คน

พร้อมกบั การประเมนิ เปน็ เป็นระยะ ๆ

ระยะ ๆ

แบบประเมนิ ชน้ิ งาน เรือ่ ง สหกรณ์

รายการการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ

4 321

การสารวจสหกรณ์ สารวจสหกรณ์ สารวจสหกรณ์ สารวจสหกรณ์ สารวจสหกรณ์

ในโรงเรียนและชมุ ชน ในโรงเรียนและชมุ ชน ในโรงเรยี นและชมุ ชน ในโรงเรยี นและชุมชน ในโรงเรยี นและชมุ ชน

แลว้ เขยี นอธบิ าย แลว้ เขยี นอธบิ าย แล้วเขียนอธบิ าย แลว้ เขียนอธิบาย แลว้ เขียนอธบิ าย

จุดประสงค์การจัดตั้ง จุดประสงค์การจดั ตั้ง จดุ ประสงค์การจดั ตั้ง จุดประสงค์การจดั ต้ัง จดุ ประสงคก์ ารจดั ตง้ั

หลักการและประโยชน์ หลกั การและประโยชน์ หลักการและประโยชน์ หลกั การและประโยชน์ หลกั การและประโยชน์

ของสหกรณ์ ของสหกรณ์ ของสหกรณ์ได้ ของสหกรณ์ ของสหกรณ์ได้

ได้สัมพันธ์เชือ่ มโยงกนั มกี ารจาแนกขอ้ มูล ไดส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ มูล แต่ยงั ไม่สอดคลอ้ ง

อธิบายใหเ้ หน็ ถึง อธบิ ายใหเ้ ห็นถึง มีการเขยี นขยายความ กบั ข้อมูล

ความสัมพนั ธก์ ับตนเอง ความสมั พันธ์กับตนเอง ยกตัวอย่าง อธบิ ายเพิ่มเติม เขียนตามข้อมลู ทอ่ี ่าน ไม่

และผู้อน่ื อยา่ งเป็นเหตุเป็นผล ใหเ้ ขา้ ใจง่าย มีการอธบิ ายเพิม่ เตมิ

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 51

สาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา

ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2

หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 3 เร่อื งที่ 4 การประยกุ ตห์ ลักการของสหกรณ์มาใชใ้ นชีวติ ประจาวัน

เวลาเรียน 1 ช่วั โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีว้ ัด

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เขา้ ใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรพั ยากรในการผลิตและการบรโิ ภค
การใช้ทรพั ยากรท่ีมีอยู่จากดั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและค้มุ ค่า

รวมทง้ั เขา้ ใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเพ่อื การดารงชวี ิตอย่างมดี ุลยภาพ

ตัวชว้ี ัด

ส 3.1 ป.5/3 อธิบายหลักการสาคัญและประโยชนข์ องสหกรณ์
จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายการประยุกตห์ ลกั การของสหกรณ์มาใช้ในชวี ติ ประจาวนั (K)
2. เสนอแนวทางการปฏิบตั ใิ นการประยุกตห์ ลกั การของสหกรณ์มาใช้ในชวี ิตประจาวนั (P)

3. เห็นความสาคัญของการประยกุ ต์หลักการของสหกรณ์มาใชใ้ นชวี ิตประจาวนั

เพอ่ื ใหอ้ ยู่ร่วมกนั ได้อยา่ งมีความสุข (A)
สาระสาคัญ

ความเสมอภาคกันทางสงั คม การใช้หลักประชาธิปไตย การมีสว่ นรว่ มทางเศรษฐกจิ การปกครอง

และพ่งึ พากันเอง การให้การศึกษา การร่วมมอื และชว่ ยเหลอื กนั เป็นหลักการของสหกรณ์
สาระการเรียนรู้

การประยกุ ต์หลักการของสหกรณม์ าใชใ้ นชวี ิตประจาวัน
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน

1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด

3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มงุ่ มนั่ ในการทางาน
คาถามสาคญั

หลักการของสหกรณ์สามารถนาไปใช้ในสถานที่หรอื โอกาสใดได้บา้ ง
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

1.ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)

1. นักเรยี นรว่ มกนั ทบทวนความรเู้ รื่องหลกั การของสหกรณ์วา่ มีอะไรบา้ ง โดยนักเรยี น

บอกหลักการของสหกรณ์มาคนละ 1 ข้อ
2. นกั เรียนรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกย่ี วกับเรื่อง การประยุกต์หลกั การของสหกรณม์ าใชใ้ น

ชวี ิตประจาวนั จากหนังสือเรยี นและแหล่งการเรียนรูอ้ น่ื เพม่ิ เติม
2.ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing)

3. นกั เรียนแบง่ กลุม่ ออกเปน็ 4 กลมุ่ ร่วมกนั เสนอแนวทางการประยกุ ตห์ ลกั การของสหกรณ์มาใช้
ตามสถานการณใ์ ห้เพือ่ นฟัง ดงั นี้

กลุ่มที่ 1 การประยุกตห์ ลักการของสหกรณม์ าใช้ในห้องเรยี น
กลมุ่ ท่ี 2 การประยกุ ตห์ ลกั การของสหกรณม์ าใช้ในโรงเรียน
กลมุ่ ท่ี 3 การประยกุ ต์หลกั การของสหกรณม์ าใช้ในครอบครัว
กลมุ่ ท่ี 4 การประยุกต์หลกั การของสหกรณม์ าใช้ในชุมชน
4. นักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกันวิเคราะห์ผลของการนาหลักการของสหกรณ์มาประยกุ ต์ใช้
ในชวี ิตประจาวัน
5. นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะหป์ ระโยชนข์ องการประยกุ ตห์ ลกั การของสหกรณ์มาใช้
ในชีวติ ประจาวนั
6. นักเรยี นคดิ ประเมนิ เพ่อื เพิ่มคณุ คา่ แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
• หลักการของสหกรณส์ ามารถนามาใช้ในสถานท่หี รือโอกาสใดไดบ้ า้ ง
(ตวั อยา่ งคาตอบ การทางานกลมุ่ เพราะจะทาให้ทกุ คนทางานกลุม่ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
เกดิ ความรักและสามคั คีกัน)
3.ขัน้ ปฏบิ ัติและสรุปความรูห้ ลังการปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นักเรียนยกตวั อยา่ งบคุ คลท่ีมีการประยุกต์หลกั การของสหกรณม์ าใช้ในชีวิตประจาวนั มา
1 บุคคล โดยตอบคาถามลงในแบบบนั ทกึ แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด ดังตวั อย่าง

แบบบนั ทกึ เกยี่ วกับบุคคลท่ีมกี ารประยกุ ต์หลักการของสหกรณ์มาใช้ในชีวติ ประจาวนั

• บุคคลที่มีการประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั การของสหกรณ์
(นายสมบรู ณ์ ผใู้ หญ่บา้ นบา้ นศรีคุณ)

• แนวทางการประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั การของสหกรณ์
(ใชห้ ลกั ประชาธิปไตยในการปกครองดูแลลูกบา้ น ใหล้ ูกบา้ นทกุ คนมีส่วนร่วม
ในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ ของหมู่บา้ น)

• การปฏบิ ตั ิดงั กล่าวก่อใหเ้ กิดผลอยา่ งไร
(หมู่บา้ นเกิดการพฒั นา สมาชิกในหมู่บา้ นเกิดความเขม้ แขง็ ช่วยพฒั นาหมู่บา้ น
ใหเ้ จริญรุ่งเรือง)

• นกั เรียนจะนาแบบอยา่ งของบุคคลดงั กล่าวมาเป็นแบบอยา่ งในการดาเนินชีวติ ประจาวนั
อยา่ งไร
(ใชห้ ลกั ประชาธิปไตยในการทางานกลุ่มร่วมกบั เพอ่ื น ไม่ใชค้ วามคิดเห็นของตนเอง
เป็นหลกั )

8. นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รับปรงุ แกไ้ ข
ให้ดยี งิ่ ขึ้น

9. นกั เรียนร่วมกนั สรุปสง่ิ ทเ่ี ขา้ ใจเป็นความรู้รว่ มกนั ดังนี้
ความเสมอภาคกนั ทางสังคม การใชห้ ลักประชาธิปไตย การมีสว่ นร่วมทางเศรษฐกจิ

การปกครองและพ่งึ พากนั เอง การให้การศกึ ษา การรว่ มมือและชว่ ยเหลือกัน เป็นหลกั การของสหกรณ์
4.ข้นั ส่อื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

10. นักเรยี นออกมานาเสนอผลงานให้เพอื่ นฟงั หน้าชนั้ เรยี น
11. นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรุปเกย่ี วกบั วิธกี ารทางานใหเ้ หน็ การคิดเชิงระบบและวิธีการทางาน
ท่มี แี บบแผน
5.ขนั้ ประเมินเพอื่ เพ่ิมคุณคา่ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)

12. นกั เรยี นแนะนาให้สมาชกิ ในครอบครวั และคนในชุมชนนาหลกั การของสหกรณ์มาประยุกต์ใช้
ในการดาเนนิ ชีวติ ประจาวัน

13. นักเรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความร้สู กึ หลงั การเรยี นและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเด็นต่อไปน้ี

• สิ่งทนี่ ักเรียนไดเ้ รียนร้ใู นวนั นคี้ อื อะไร
• นกั เรยี นมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพยี งใด
• เพอื่ นนกั เรียนในกลมุ่ มีส่วนรว่ มกจิ กรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพอใจกบั การเรียนในวนั นีห้ รอื ไม่ เพยี งใด
• นกั เรียนจะนาความรูท้ ไ่ี ด้น้ีไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครัว และสังคมท่วั ไป

ไดอ้ ยา่ งไร
จากนัน้ แลกเปลยี่ นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกขน้ั ตอนว่าจะเพ่มิ คณุ ค่าไปส่สู งั คม
เกดิ ประโยชนต์ ่อสงั คมให้มากขนึ้ กว่าเดิมในขนั้ ตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในครัง้ ต่อไป
สอื่ การเรยี นรู้/แหล่งการเรยี นรู้

1. หนังสอื เรียน รายวชิ าพื้นฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. แหลง่ การเรียนรูท้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้

1. ประเมินความรู้ เรื่อง การประยุกต์หลักการของสหกรณ์มาใช้ในชวี ติ ประจาวนั (K)
ด้วยแบบทดสอบ

2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่ (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ ม่นั ในการทางาน (A) ด้วยแบบประเมนิ

แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

รายการการประเมิน ระดับคุณภาพ

กระบวนการ 432 1
ทางานกลุ่ม
มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มีการกาหนด
บทบาทสมาชิก
สมาชิกชดั เจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ และไม่มีการช้แี จง
เป้าหมาย สมาชกิ
และมีการชี้แจงเป้าหมาย มีการช้แี จงเป้าหมาย ไม่มีการชี้แจงเปา้ หมาย ต่างคนตา่ งทางาน

การทางาน อยา่ งชดั เจนและ อย่างชดั เจน

มีการปฏิบตั งิ านร่วมกัน ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน

อยา่ งร่วมมอื ร่วมใจ แต่ไมม่ ีการประเมิน ไม่ครบทกุ คน

พร้อมกบั การประเมินเปน็ เปน็ ระยะ ๆ

ระยะ ๆ

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 52

สาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสงั คมศกึ ษา

ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 เร่ืองที่ 5 การประยกุ ตห์ ลกั การของสหกรณ์มาใช้ในชีวิตประจาวัน

เวลาเรียน 1 ชัว่ โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวช้ีวัด

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลติ และการบริโภค
การใชท้ รัพยากรที่มอี ยจู่ ากดั ได้อย่างมีประสิทธภิ าพและคุ้มคา่

รวมทง้ั เขา้ ใจหลักการของเศรษฐกจิ พอเพยี งเพอ่ื การดารงชีวติ อยา่ งมีดลุ ยภาพ

ตัวชี้วัด

ส 3.1 ป.5/3 อธบิ ายหลักการสาคัญและประโยชนข์ องสหกรณ์
จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายสรุปความรเู้ รอ่ื งสหกรณ์ลงในแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้ (K)
2. จาแนกและสรปุ ความรเู้ ร่ืองสหกรณ์ลงในแบบกิจกรรมการเรียนรู้ (P)

3. เหน็ ความสาคญั ของการพัฒนาทักษะความรใู้ นระหว่างเรยี น (A)
สาระสาคญั

สหกรณเ์ ป็นการรวมกล่มุ ของสมาชิก เพือ่ ดาเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ และสังคมตามวัตถุประสงค์

ทีว่ างไว้ เพื่อชว่ ยเหลือสมาชิกในกลมุ่ โดยมไิ ด้แสวงหาผลกาไร เพ่อื ลดปญั หาการเอารดั เอาเปรยี บ

จากพ่อค้าคนกลาง การดาเนนิ การของสหกรณจ์ ะยึดหลกั ประชาธปิ ไตย
สาระการเรียนรู้

กิจกรรมเสรมิ ทักษะความรู้ทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน

1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ

3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ใฝเ่ รยี นรู้

2. ม่งุ มั่นในการทางาน
คาถามสาคัญ

นักเรียนคดิ วา่ สหกรณช์ ่วยในการพฒั นาเศรษฐกจิ ของท้องถิ่นอย่างไรบ้าง

การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

1.ข้นั สงั เกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)

1. นักเรยี นทบทวนความร้เู ดมิ เก่ียวกับเร่อื งสหกรณ์ โดยใช้คาถาม ดังน้ี

• สหกรณ์ มีความหมายวา่ อย่างไร
(หมายถึง กลมุ่ บุคคลทร่ี วมกล่มุ กัน เพอื่ ดาเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ และสงั คมรว่ มกนั
เพอื่ ประโยชนข์ องสมาชิก)

• สหกรณด์ าเนินงานโดยยดึ หลักการใด
(ตัวอยา่ งคาตอบ ดาเนนิ งานโดยยดึ หลักประชาธิปไตย)

• สมาชิกสหกรณ์จะไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการเป็นสมาชิกอย่างไร

(ตัวอยา่ งคาตอบ ไดร้ ับเงินปันผล ไดซ้ ือ้ สนิ ค้าในราคาสมาชกิ สนิ คา้ เกษตรไมต่ ้องผ่าน
พ่อคา้ คนกลาง)

2.ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing) หน้าข้อความ
2. นกั เรียนรว่ มกนั วเิ คราะหเ์ กี่ยวกบั สหกรณ์ โดยเขียนเครอ่ื งหมาย ลงใน

ที่ถกู ตอ้ ง และเขยี น1เค. รสเื่อพหง่อื กหนรมาณามย์อาอจมาหทนลรัพงา่ ใยยนใเ์ หปแ้น็ กส่สหมกหารชนณิกา้ ์ทใขน่นีอ้ ราคาเวงคานิ ามถขทกูอ่ไีงมสถ่ มูกาตช้อิกงไปซื้อสนิ ค้า

 2. สหกรณร์ ้านค้าในโรงเรยี นจะขายสินคา้ ราคาถูกกวา่ ร้านค้านอกโรงเรยี น
 3. หลักการของสหกรณไ์ ม่สามารถนามาประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
 4. สมาชกิ ในสหกรณ์ไมจ่ าเป็นตอ้ งมเี ชอื้ ชาติ และศาสนาเดียวกัน
 5. สหกรณช์ ่วยให้สมาชกิ สามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ โดยไมถ่ ูกเอารดั เอาเปรียบ
 6. สหกรณ์จาหน่ายสินคา้ ใหแ้ ก่บคุ คลทีเ่ ปน็ สมาชกิ ของสหกรณเ์ ทา่ น้ัน
 7. สหกรณ์ช่วยในการพัฒนาดา้ นการศึกษา ฝึกอบรม และใหข้ ่าวสารแก่สมาชิก
8. สหกรณด์ าเนนิ งานโดยผ่านทางพ่อคา้ คนกลางเพื่อลดความยุ่งยาก
 9. สมาชกิ มีส่วนร่วมทางเศรษฐกจิ โดยการซื้อหุ้นของสหกรณ์

3. นักเรียน10ค.ิดกปารระดเามเนินินเพง่ือานเพขม่ิ อคงณุสหคกา่ รแณลม์ ้วีจสดุ รมุปุง่เปห็นมคายวหามลคกั ดิในรกวบารยแอสดวงโดหยาใผชล้คกาาถไารม ดงั นี้

• นกั เรียนคิดว่าสหกรณ์ชว่ ยในการพฒั นาเศรษฐกิจของท้องถน่ิ อยา่ งไรบ้าง
(ตวั อยา่ งคาตอบ ทาให้เศรษฐกิจในท้องถ่ินขับเคลื่อนได้ดี เนื่องจากสหกรณ์มหี ลกั การ

ทช่ี ่วยให้สมาชิกมกี ารร่วมมือรว่ มใจกัน เพ่อื สรา้ งความเขม้ แขง็ ให้กบั ตนเองและกลุ่ม เมอ่ื สหกรณ์

มีเงินมาหมนุ เวียนกจ็ ะชว่ ยใหเ้ ศรษฐกิจในชมุ ชนดีขนึ้ )
3.ข้ันปฏบิ ัติและสรปุ ความรหู้ ลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)

4. นักเรียนทากจิ กรรมเสริมทักษะความรทู้ ้ายหน่วยการเรยี นรู้ ดงั นี้
• นักเรียนแบ่งกลุ่ม เปรยี บเทียบความเหมือนและความแตกตา่ งระหว่างรา้ นคา้ ในชุมชน

กบั ร้านคา้ ท่ีเปน็ สหกรณร์ า้ นค้า โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด ดังตัวอยา่ ง

สหกรณ์ร้านค้า ส่ิงที่ ร้านค้าในชุมชน

(เป็ นสหกรณ์ที่สมาชิกทุกคน (ขเหามยสือินนคกันา้ (เป็นร้านคา้ ของ
เป็นเจา้ ของ ดูแลและ อุปโภคบริโภค) ผปู้ ระกอบการที่หวงั
รับผดิ ชอบร่วมกนั
ผลประโยชน์เป็ นของ ผลกาไรจากการจาหน่าย
สินคา้ ผลประโยชนเ์ ป็น
สมาชิก) ของผปู้ ระกอบการ)

5. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดใหป้ รบั ปรุงแกไ้ ข
ให้ดีย่งิ ขนึ้

6. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ สิ่งท่ีเข้าใจเป็นความรูร้ ่วมกัน ดงั นี้
สหกรณ์เป็นการรวมกล่มุ ของสมาชกิ เพ่ือดาเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ และสังคม

ตามวัตถปุ ระสงค์ทว่ี างไว้ เพื่อชว่ ยเหลือสมาชกิ ในกลุ่ม โดยมไิ ดแ้ สวงหาผลกาไร เพื่อลดปัญหา
การเอารัดเอาเปรยี บจากพ่อค้าคนกลาง การดาเนินการของสหกรณจ์ ะยดึ หลักประชาธปิ ไตย
4.ขั้นสอ่ื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

7. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลงานใหเ้ พอ่ื นฟงั หนา้ ชนั้ เรียน
8. นักเรียนร่วมกนั อภิปรายสรปุ เก่ียวกับวธิ กี ารทางานให้เห็นการคดิ เชิงระบบและวิธีการทางาน
ทม่ี แี บบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ คา่ บริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)

9. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรสู้ กึ หลงั การเรยี นและหลังการทากิจกรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้

• ส่ิงท่ีนกั เรยี นได้เรยี นรู้ในวันนี้คืออะไร
• นักเรยี นมีส่วนร่วมกจิ กรรมในกล่มุ มากน้อยเพยี งใด
• เพ่อื นนกั เรียนในกลมุ่ มีสว่ นร่วมกจิ กรรมในกลุม่ มากน้อยเพียงใด
• นกั เรียนพอใจกบั การเรยี นในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนาความรทู้ ่ีไดน้ ไี้ ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทว่ั ไป

ไดอ้ ย่างไร
จากนน้ั แลกเปลยี่ นตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทกุ ขนั้ ตอนวา่ จะเพิ่มคุณค่าไปสสู่ งั คม
เกดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขึ้นกว่าเดมิ ในขัน้ ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในคร้งั ต่อไป
ส่ือการเรยี นร้/ู แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
2. แหล่งการเรียนรทู้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียน

การประเมนิ การเรยี นรู้

1. ประเมินความรู้ เรื่อง กจิ กรรมเสริมทกั ษะความรู้ท้ายหนว่ ยการเรียนรู้ (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่ (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นใฝเ่ รียนรู้ มุ่งมั่นในการทางาน (A) ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)

แบบประเมินกระบวนการทางานกล่มุ

รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด

สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ บทบาทสมาชกิ

และมกี ารชี้แจง มกี ารชีแ้ จงเปา้ หมาย ไม่มีการชี้แจง และไมม่ ีการช้ีแจง

เป้าหมาย อยา่ งชดั เจนและ เปา้ หมาย เป้าหมาย สมาชิก

การทางาน ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกัน อยา่ งชัดเจน ตา่ งคนตา่ งทางาน

มกี ารปฏิบตั ิงาน แตไ่ ม่มีการประเมิน ปฏิบตั งิ านรว่ มกนั

ร่วมกนั เป็นระยะ ๆ ไมค่ รบทุกคน

อยา่ งร่วมมอื รว่ มใจ

พรอ้ มกบั การประเมิน

เปน็ ระยะ ๆ

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 53

สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสงั คมศกึ ษา

ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรยี นที่ 2
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4 เรอื่ งที่ 1 บทบาทหน้าทเ่ี บอ้ื งตน้ ของธนาคาร (1) เวลาเรยี น 1 ชั่วโมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชว้ี ัด

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบนั ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธท์ างเศรษฐกจิ

และความจาเปน็ ของการร่วมมอื กนั ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
ตัวชี้วัด

ส 3.2 ป.5/1 อธบิ ายบทบาทหน้าท่ีเบื้องต้นของธนาคาร
จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธบิ ายความหมายและบทบาทหน้าท่ีเบือ้ งตน้ ของธนาคาร (K)

2. วเิ คราะห์บทบาทหนา้ ทีข่ องธนาคารทมี่ ีอยู่ในประเทศไทย (P)
3. เหน็ ความสาคญั ของการศกึ ษาเรียนรู้ระบบของสถาบนั การเงินที่มีความสาคญั

ในการดาเนนิ ชีวติ ประจาวนั (A)
สาระสาคัญ

ธนาคารเปน็ สถาบนั ทางการเงินในระบบเศรษฐกจิ ช่วยอานวยความสะดวกในการทาธุรกรรม

ด้านการเงิน ทาใหร้ ะบบเศรษฐกิจดาเนนิ ไปอย่างเป็นระบบ
สาระการเรียนรู้

ความหมายของธนาคาร
สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน

1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ

3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ใฝ่เรยี นรู้

2. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
คาถามสาคัญ

นกั เรยี นจะนาความรู้ เรือ่ ง ธนาคาร ไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ ตนเองอย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

1.ขน้ั สังเกต รวบรวมขอ้ มูล (Gathering)

1. นกั เรยี นสงั เกตภาพธนาคารต่าง ๆ ที่มอี ยู่ในทอ้ งถ่ิน เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารกสกิ รไทย ธนาคารเพือ่ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แล้วรว่ มกนั สนทนา โดยใชค้ าถาม ดังนี้

• ภาพที่เห็นเปน็ ภาพธนาคารอะไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคาตอบ ภาพธนาคารออมสนิ ภาพธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร)
• นกั เรียนหรอื ผูป้ กครองเคยใชบ้ ริการของธนาคารใดบ้าง

(ตวั อย่างคาตอบ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร)
• นกั เรยี นหรอื ผปู้ กครองใชบ้ ริการอะไรบา้ งจากธนาคารดงั กล่าว
(ตัวอยา่ งคาตอบ ฝากเงนิ และถอนเงิน)
2. ตวั แทนนกั เรยี น 1-2 คน ที่เคยใช้บรกิ ารของธนาคารออกมาเล่าประสบการณ์เกีย่ วกับ
การไปธนาคารใหเ้ พ่ือนฟงั หนา้ ชัน้ เรียน
3. นักเรยี นรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมลู เกยี่ วกบั เรื่อง ความหมายของธนาคาร จากหนงั สอื เรียน
และแหลง่ การเรียนรู้อ่นื เพิ่มเติม
2.ขัน้ คิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
4. นกั เรยี นร่วมกนั ยกตวั อยา่ งช่ือธนาคารท่ตี นเองรจู้ กั หรอื ทม่ี ีในท้องถน่ิ แล้วสรุปช่ือธนาคารท้งั หมด
เป็นแผนภาพความคิด
5. นักเรียนร่วมกนั อธบิ ายความหมายของธนาคารตามที่ตนเองเข้าใจ โดยลกุ ข้ึนบอกความหมาย
ทลี ะคน จนครบทกุ คน
6. นกั เรยี นคิดประเมินเพอ่ื เพมิ่ คณุ ค่า แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
• นักเรียนจะนาความรู้ เร่ือง ธนาคาร ไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ต่อตนเองอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ใช้ในการวางแผนในการออมเงนิ การฝากเงินเพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง
ในอนาคต)
3.ข้นั ปฏิบัติและสรุปความรูห้ ลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)

7. นกั เรียนแบง่ กลุ่มร่วมกนั สรุปความหมายของธนาคารลงในสมุดบนั ทึกของตนเอง
8. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผิดพลาดให้ปรับปรงุ แก้ไข
ให้ดยี ง่ิ ข้ึน
9. นกั เรียนร่วมกนั สรุปสง่ิ ทเี่ ข้าใจเป็นความรรู้ ่วมกัน ดังน้ี

ธนาคารเป็นสถาบนั ทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ ช่วยอานวยความสะดวก
ในการทาธุรกรรมด้านการเงนิ ทาใหร้ ะบบเศรษฐกิจดาเนินไปอย่างเปน็ ระบบ
4.ขั้นสอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

10. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานหนา้ ช้นั เรียน
11. นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายสรปุ เก่ียวกบั วธิ ีการทางานใหเ้ ห็นการคิดเชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน
ท่ีมแี บบแผน
5.ขนั้ ประเมินเพอื่ เพม่ิ คณุ ค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)

12. นกั เรียนนาความร้เู กยี่ วกับความหมายของธนาคารไปเผยแพรใ่ หก้ ับสมาชิกในครอบครวั
13. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรูส้ ึกหลังการเรียนและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเด็นต่อไปน้ี

• ส่ิงท่นี กั เรยี นไดเ้ รียนรใู้ นวนั นค้ี ืออะไร
• นกั เรยี นมสี ่วนรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพยี งใด
• เพ่อื นนกั เรยี นในกลุม่ มสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรียนในวันนี้หรอื ไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรทู้ ี่ได้นี้ไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมทว่ั ไป

ไดอ้ ย่างไร
จากนั้นแลกเปลีย่ นตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทุกข้นั ตอนว่าจะเพ่มิ คณุ ค่าไปสสู่ งั คม

เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขึ้นกว่าเดมิ ในขนั้ ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครง้ั ต่อไป
สื่อการเรียนรู้/แหลง่ การเรียนรู้

1. หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5
2. ภาพธนาคารตา่ ง ๆ ทีม่ อี ยใู่ นท้องถิ่น
3. แหล่งการเรียนรทู้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมินการเรยี นรู้

1. ประเมินความรู้ เรือ่ ง ความหมายของธนาคาร (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มั่นในการทางาน (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม

รายการการ ระดับคณุ ภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ กี ารกาหนด

สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหน้า บทบาทสมาชกิ

และมีการชแ้ี จง มีการช้ีแจงเป้าหมาย ไม่มีการชแี้ จง และไมม่ ีการช้ีแจง

เปา้ หมาย อยา่ งชัดเจนและ เปา้ หมาย เป้าหมาย สมาชิก

การทางาน ปฏิบัตงิ านรว่ มกัน อย่างชัดเจน ต่างคนต่างทางาน

มีการปฏิบตั ิงาน แตไ่ ม่มีการประเมิน ปฏิบตั งิ านร่วมกนั

ร่วมกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน

อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ

พรอ้ มกบั การประเมิน

เปน็ ระยะ ๆ

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 54

สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสงั คมศึกษา

ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 2
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 4 เรือ่ งที่ 2 บทบาทหนา้ ท่เี บอ้ื งตน้ ของธนาคาร (2) เวลาเรยี น 1 ชัว่ โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชีว้ ัด

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพนั ธ์ทางเศรษฐกิจ

และความจาเป็นของการร่วมมือกนั ทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก
ตวั ชวี้ ัด

ส 3.2 ป.5/1 อธิบายบทบาทหนา้ ท่ีเบ้ืองต้นของธนาคาร
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. อธิบายบทบาทหน้าท่ีเบื้องตน้ ของธนาคาร (K)

2. จาแนกบทบาทหน้าที่ของธนาคาร (P)

3. เห็นความสาคญั ของการศกึ ษาเรียนรู้ระบบของสถาบันการเงนิ ท่ีมคี วามสาคัญ

ในการดาเนนิ ชวี ติ ประจาวัน (A)
สาระสาคญั

ธนาคารเปน็ สถาบันทางการเงินในระบบเศรษฐกจิ ช่วยอานวยความสะดวกในการทาธรุ กรรม
ด้านการเงิน ทาใหร้ ะบบเศรษฐกจิ ดาเนนิ ไปอย่างเปน็ ระบบ
สาระการเรียนรู้

ประเภทและบทบาทหนา้ ที่ของธนาคาร
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น

1. ความสามารถในการสื่อสาร

2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์

1. ใฝ่เรยี นรู้

2. มงุ่ ม่ันในการทางาน
คาถามสาคัญ

การศึกษาขอ้ มูลเก่ยี วกับธนาคารมปี ระโยชนต์ ่อนกั เรยี นอย่างไร
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1.ข้นั สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)

1. นักเรยี นศึกษาบทบาทหนา้ ทีข่ องธนาคาร โดยแบง่ กลุ่มออกเป็น 3 กล่มุ ดงั นี้

กลมุ่ ที่ 1 ศึกษาบทบาทหนา้ ทีข่ องธนาคารกลางหรอื ธนาคารแห่งประเทศไทย
กลมุ่ ท่ี 2 ศึกษาบทบาทหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์

กลุ่มท่ี 3 ศึกษาบทบาทหน้าที่ของธนาคารออมสิน ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร
และธนาคารอาคารสงเคราะห์

จากน้นั นกั เรียนออกมานาเสนอผลงานให้เพือ่ นฟังหน้าช้ันเรยี น
2.ขัน้ คดิ วเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)

2. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกบั บทบาทหน้าท่ีของธนาคาร แล้วสรุปเปน็
ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้

• ธนาคารแห่งประเทศไทยมบี ทบาทหนา้ ที่อยา่ งไร
• ธนาคารพาณิชยม์ ีบทบาทหนา้ ทอ่ี ย่างไร
• ธนาคารท่มี ีวตั ถุประสงคพ์ เิ ศษ มธี นาคารอะไรบ้าง และมีบทบาทหน้าทอ่ี ย่างไร
• ธนาคารอาคารสงเคราะหม์ ีบทบาทหน้าทอี่ ย่างไร
3. นกั เรียนร่วมกนั สรุปบทบาทหนา้ ทขี่ องธนาคาร
4. นักเรยี นคิดประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ คา่ แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
• การศึกษาข้อมลู เกีย่ วกับธนาคารมีประโยชนต์ อ่ นกั เรยี นอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ทาใหเ้ ขา้ ใจเกี่ยวกับบทบาทหนา้ ที่ของธนาคาร ทาใหส้ ามารถวางแผน
การออมเงินได้อย่างถูกต้องเหมาะสม)
3.ขน้ั ปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)

5. นกั เรยี นยกตวั อยา่ งธนาคารทน่ี ักเรียนรจู้ ักมา 1 แหง่ และบันทกึ ข้อมลู ลงในแบบบนั ทึก
ชิน้ งานที่ 27 เร่ือง บทบาทหน้าท่เี บือ้ งต้นของธนาคาร

6. นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรยี บร้อยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรบั ปรงุ แกไ้ ข
ใหด้ ยี ิ่งขึน้

7. นักเรยี นรว่ มกนั สรปุ สิง่ ที่เขา้ ใจเป็นความรู้รว่ มกนั ดงั น้ี
ธนาคารเปน็ สถาบนั ทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ ชว่ ยอานวยความสะดวก

ในการทาธุรกรรมด้านการเงนิ ทาให้ระบบเศรษฐกิจดาเนินไปอย่างเปน็ ระบบ
4.ขนั้ ส่ือสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

8. นกั เรยี นออกมานาเสนอช้ินงานให้เพอื่ นฟงั หน้าช้ันเรียน
9. นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายสรปุ เกยี่ วกับวิธีการทางานใหเ้ ห็นการคิดเชิงระบบและวธิ ีการทางาน
ท่มี แี บบแผน
5.ขั้นประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)

10. นกั เรยี นนาความรเู้ กย่ี วกับบทบาทหนา้ ที่ของธนาคารไปเผยแพรใ่ หก้ บั สมาชิกในครอบครวั
11. นักเรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความร้สู กึ หลังการเรียนและหลังการทากิจกรรม
ในประเด็นตอ่ ไปน้ี

• ส่ิงที่นักเรยี นได้เรียนรใู้ นวันนี้คืออะไร
• นกั เรียนมสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพยี งใด
• เพื่อนนักเรียนในกลุม่ มสี ว่ นร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นักเรียนพอใจกบั การเรยี นในวนั นีห้ รอื ไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนาความร้ทู ไ่ี ดน้ ีไ้ ปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครัว และสงั คมทั่วไป

ไดอ้ ยา่ งไร
จากนน้ั แลกเปล่ยี นตรวจสอบขัน้ ตอนการทางานทุกข้นั ตอนวา่ จะเพมิ่ คุณคา่ ไปสสู่ งั คม
เกิดประโยชนต์ อ่ สังคมใหม้ ากขึน้ กว่าเดิมในขน้ั ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครงั้ ต่อไป
ส่อื การเรียนร/ู้ แหลง่ การเรยี นรู้

1. หนังสือเรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
2. แหลง่ การเรยี นรทู้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้

1. ประเมินความรู้ เร่ือง ประเภทและบทบาทหน้าที่ของธนาคาร (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมนิ ชนิ้ งาน เรือ่ ง บทบาทหนา้ ทีเ่ บื้องต้นของธนาคาร (P) ด้วยแบบประเมิน
4. ประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ด้านใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งม่นั ในการทางาน (A) ด้วยแบบประเมนิ

แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม

รายการการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ

กระบวนการ 432 1
ทางานกลุม่
มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ กี ารกาหนด
บทบาทสมาชกิ
สมาชกิ ชดั เจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหัวหน้า และไมม่ ีการชแี้ จง
เปา้ หมาย สมาชิก
และมกี ารชแี้ จงเป้าหมาย มกี ารช้แี จงเป้าหมาย ไม่มกี ารชแี้ จงเปา้ หมาย ตา่ งคนต่างทางาน

การทางาน อยา่ งชดั เจนและ อยา่ งชัดเจน

มกี ารปฏบิ ตั ิงานรว่ มกนั ปฏบิ ัติงานร่วมกัน ปฏิบัติงานร่วมกัน

อยา่ งรว่ มมือรว่ มใจ แตไ่ มม่ กี ารประเมนิ ไมค่ รบทุกคน

พรอ้ มกบั การประเมินเป็น เป็นระยะ ๆ

ระยะ ๆ

แบบประเมินช้ินงาน เร่ือง บทบาทหน้าท่เี บือ้ งตน้ ของธนาคาร

รายการการประเมิน ระดับคณุ ภาพ

4 32 1

การเขียนอธบิ าย เขียนอธบิ ายหรือสรปุ เขียนอธบิ ายหรือสรุป เขยี นอธิบายหรอื สรปุ เขียนอธบิ ายหรอื สรปุ
บทบาทหน้าทีท่ ี่สาคญั
หรือสรปุ บทบาทหน้าท่ี บทบาทหนา้ ท่ีท่ีสาคัญ บทบาทหน้าทีท่ ่ีสาคัญ บทบาทหน้าท่ีท่ีสาคญั ของธนาคารได้
แต่ยงั ไม่สอดคลอ้ ง
ท่สี าคญั ของธนาคาร ของธนาคารได้ ของธนาคาร กับขอ้ มลู
เขยี นตามขอ้ มูลท่อี า่ น
ของธนาคาร ได้สัมพนั ธก์ ัน มกี ารจาแนกขอ้ มูล ได้สอดคล้องกับขอ้ มลู ไมม่ ีการอธิบายเพมิ่ เตมิ

เช่ือมโยงให้เห็นเปน็ อธบิ ายแสดงใหเ้ ห็นถงึ มีการเขยี นขยายความ

ภาพโดยรวม ความสัมพนั ธก์ บั ตนเอง ยกตวั อย่างเพม่ิ เติม

อธบิ ายแสดงใหเ้ ห็นถงึ อย่างเปน็ เหตเุ ป็นผล ให้เข้าใจงา่ ย

ความสัมพนั ธ์กบั ตนเอง

และผอู้ ่นื

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 55

สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสงั คมศึกษา

ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 เรอื่ งท่ี 3 การฝากเงินและการถอนเงนิ เวลาเรยี น 1 ช่วั โมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ชีว้ ัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจตา่ ง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

และความจาเป็นของการรว่ มมือกนั ทางเศรษฐกิจในสงั คมโลก
ตวั ชี้วัด

ส 3.2 ป.5/1 อธิบายบทบาทหน้าท่ีเบื้องตน้ ของธนาคาร
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. อธิบายความแตกต่างของการฝากเงินและการถอนเงนิ (K)

2. จาแนกธรุ กรรมของธนาคารการฝากเงินและการถอนเงิน (P)

3. เหน็ ความสาคญั ของการศึกษาเรียนรกู้ ารทาธุรกรรมของธนาคาร (A)
สาระสาคัญ

การฝากเงินและถอนเงนิ เปน็ บทบาทหนา้ ท่ขี องธนาคารทใี่ ห้บริการแกป่ ระชาชน
สาระการเรียนรู้

การฝากเงินและการถอนเงนิ
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด

3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ใฝ่เรียนรู้

2. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
คาถามสาคญั

นักเรียนต้องการเปน็ พนักงานธนาคารหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

1.ขน้ั สังเกต รวบรวมขอ้ มูล (Gathering)

1. นกั เรยี นสงั เกตภาพตัวอยา่ งใบฝากเงนิ และใบถอนเงนิ แล้วรว่ มกนั สนทนา โดยใช้คาถาม ดังน้ี

• สง่ิ ทเี่ ห็นคืออะไร
(ใบฝากเงนิ ใบถอนเงนิ )

• นักเรียนหรือผูป้ กครองเคยเขา้ ไปฝากเงินและถอนเงนิ หรือไม่
(ตวั อยา่ งคาตอบ เคย/ไมเ่ คย)

2. ตวั แทนนักเรียนออกมาเล่าเก่ยี วกบั วธิ กี ารฝากเงนิ การถอนเงินให้เพ่อื นฟังหนา้ ชน้ั เรยี น
3. นักเรียนรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เกยี่ วกบั เรื่อง การฝากเงนิ การถอนเงนิ

ดอกเบีย้ เงินฝาก และดอกเบี้ยเงินกู้ จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรยี นรู้อื่นเพิ่มเตมิ
2.ขน้ั คดิ วเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)

4. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั การฝากเงิน แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด
โดยใช้คาถาม ดังนี้

• การฝากเงนิ กบั ธนาคารมกี ปี่ ระเภท อะไรบ้าง
(มี 2 ประเภท คอื เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากประจา)
• เงินฝากออมทรพั ยแ์ ละเงินฝากประจามีลักษณะสาคญั อย่างไร
5. นกั เรียนร่วมกนั วเิ คราะห์เปรียบเทยี บความเหมือนและความแตกตา่ งระหว่างการฝากเงินประเภท
ออมทรัพย์และฝากประจา โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด ดงั ตวั อย่าง

ฝากออมทรัพย์ ความเหมือน ฝากประจา

สามารถถอนไดท้ กุ วนั ไดด้ อกเบ้ีย ไม่สามารถถอนเงนิ ได้
ตามความตอ้ งการ เงนิ ฝาก จนกวา่ จะครบกาหนด
เวลา

6. นกั เรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์ประโยชน์ของการฝากเงนิ ไว้กบั ธนาคาร
7. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั การถอนเงนิ แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด
โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี

• การถอนเงินมีลกั ษณะสาคัญอย่างไร
(เปน็ การนาเงินทีไ่ ดฝ้ ากไวก้ ับธนาคารออกมาใชจ้ า่ ยตามความจาเปน็ ของตนเอง)
• ถ้านักเรียนหรอื ผู้ปกครองจาเปน็ ต้องถอนเงินจากธนาคาร จะนามาใช้ประโยชนอ์ ยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ นามาใช้จ่าย ซ้อื ของท่ีจาเปน็ ต่อการดาเนินชีวิตและใช้จ่ายเป็นทุนการศึกษา)
8. นักเรยี นคดิ ประเมนิ เพื่อเพ่ิมคุณคา่ แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
• นกั เรียนต้องการเปน็ พนกั งานธนาคารหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
(ตัวอย่างคาตอบ ต้องการ เพราะว่าจะไดท้ าหนา้ ที่อานวยความสะดวกในการฝากเงิน ถอนเงนิ
และให้คาปรกึ ษาด้านการเงินและการลงทุนแก่ประชาชน)
3.ขั้นปฏบิ ัติและสรปุ ความร้หู ลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)

9. นักเรียนแบง่ กลมุ่ 2 กลมุ่ แสดงบทบาทสมมตุ กิ ารฝากเงนิ และถอนเงินจากธนาคาร
โดยนกั เรยี นทมี่ ีประสบการณใ์ นการฝากเงนิ และถอนเงนิ ใหแ้ สดงบทบาทสมมตุ เิ ปน็ พนักงานธนาคาร นกั เรยี น
ทีเ่ หลือเป็นลกู ค้าของธนาคาร โดยครจู ัดเตรยี มแบบฟอรม์ การฝากเงิน และถอนเงินให้นักเรียน
ไดเ้ ขยี น และนาไปฝากและถอน

10. นักเรยี นตรวจสอบความถูกตอ้ งเรยี บรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรับปรุงแก้ไข

ให้ดียิง่ ขนึ้
11. นักเรยี นสรุปส่ิงทเ่ี ขา้ ใจเปน็ ความรรู้ ่วมกนั ดังน้ี
การฝากเงนิ และถอนเงิน เปน็ บทบาทหน้าทขี่ องธนาคารท่ใี ห้บรกิ ารแกป่ ระชาชน

4.ขนั้ ส่อื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)

11. นักเรียนแต่ละกลมุ่ ออกมาแสดงบทบาทสมมุติการฝากเงนิ และถอนเงินหนา้ ช้นั เรยี น
12. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรปุ เกย่ี วกบั วิธกี ารทางานให้เห็นการคดิ เชิงระบบและวธิ กี ารทางาน
ที่มีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมินเพอื่ เพิ่มคณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)

13. นกั เรียนนาความรูเ้ กย่ี วกบั การฝากเงนิ การถอนเงนิ ไปเลา่ ใหส้ มาชิกในครอบครวั ฟัง
เพื่อให้ทกุ คนปฏบิ ัตติ นได้อยา่ งถกู ตอ้ ง เมื่อตอ้ งฝากเงนิ และถอนเงนิ

14. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรสู้ ึกหลงั การเรียนและหลังการทากจิ กรรม
ในประเด็นต่อไปนี้

• ส่งิ ท่ีนกั เรยี นไดเ้ รยี นรใู้ นวนั น้คี ืออะไร
• นักเรยี นมีส่วนร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพียงใด
• เพ่ือนนกั เรียนในกลุ่มมีสว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลมุ่ มากน้อยเพยี งใด
• นกั เรียนพอใจกับการเรียนในวนั นี้หรือไม่ เพยี งใด
• นักเรียนจะนาความรู้ทีไ่ ด้น้ีไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครัว และสังคมท่ัวไป

ได้อย่างไร
จากนน้ั แลกเปลย่ี นตรวจสอบขั้นตอนการทางานทุกข้นั ตอนวา่ จะเพิ่มคณุ ค่าไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชนต์ ่อสังคมให้มากข้ึนกวา่ เดมิ ในขน้ั ตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครั้งต่อไป
สอ่ื การเรยี นร/ู้ แหลง่ การเรยี นรู้

1. หนังสือเรียน รายวิชาพ้ืนฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5
2. ตัวอยา่ งใบฝากเงินและใบถอนเงนิ
3. แบบฟอรม์ การฝากเงนิ และการถอนเงิน
4. แหลง่ การเรยี นรู้ทัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้

1. ประเมินความรู้ เร่ือง การฝากเงินและการถอนเงนิ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มัน่ ในการทางาน (A) ด้วยแบบประเมิน

แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม

รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด

สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ

และมีการชี้แจง มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มีการชีแ้ จง และไมม่ กี ารช้ีแจง

เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก

การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน

มกี ารปฏิบัติงาน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน

รว่ มกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน

อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ

พร้อมกับการประเมิน

เปน็ ระยะ ๆ

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 56

สาระการเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสงั คมศึกษา

ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 4 เร่ืองท่ี 4 ดอกเบี้ยเงนิ ฝาก และดอกเบ้ียก้ยู ืม เวลาเรียน 1 ช่ัวโมง

*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชีว้ ัด

มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐาน ส 3.2 เขา้ ใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสมั พนั ธท์ างเศรษฐกิจ

และความจาเป็นของการรว่ มมือกนั ทางเศรษฐกจิ ในสังคมโลก
ตัวช้ีวัด

ส 3.2 ป.5/1 อธิบายบทบาทหนา้ ท่ีเบื้องตน้ ของธนาคาร
จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายลักษณะสาคัญของดอกเบย้ี เงนิ ฝาก และดอกเบ้ยี กยู้ มื (K)

2. วิเคราะห์ลักษณะสาคัญของดอกเบ้ียเงนิ ฝาก และดอกเบีย้ กยู้ ืม (P)

3. เห็นความสาคัญของการศึกษาเรยี นรกู้ ารทาธรุ กรรมของธนาคาร (A)
สาระสาคญั

ดอกเบ้ียเงินฝาก เป็นผลตอบแทนของธนาคารท่ีให้แก่ผู้ฝากเงนิ และดอกเบีย้ ก้ยู มื เป็นผลตอบแทน

ทธ่ี นาคารไดร้ บั จากผกู้ เู้ งนิ
สาระการเรียนรู้

ดอกเบ้ียเงนิ ฝาก และดอกเบ้ียกู้ยมื
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น

1. ความสามารถในการสื่อสาร

2. ความสามารถในการคดิ

3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์

1. ใฝเ่ รียนรู้
2. มงุ่ มั่นในการทางาน
คาถามสาคัญ

นักเรียนจะนาความรู้เกยี่ วกับการหาอัตราดอกเบย้ี เงนิ ฝาก และดอกเบี้ยกยู้ มื ไปใช้ประโยชน์

ในชวี ติ ประจาวนั อย่างไร
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1.ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)

1. นกั เรยี นรว่ มกนั ทบทวนความรเู้ ดมิ เกี่ยวกับการฝากเงิน โดยใช้คาถาม ดังน้ี

• การฝากเงนิ คอื อะไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ คอื การนาเงินไปฝากไวก้ ับธนาคาร)

• การฝากเงนิ มปี ระโยชนต์ อ่ ผู้ฝากอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ทาให้ไดร้ บั ดอกเบยี้ เงินฝาก)

2. นกั เรียนรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมลู เกยี่ วกบั เรอ่ื ง ดอกเบยี้ เงนิ ฝากและดอกเบีย้ กยู้ ืม
จากหนงั สือเรยี นและแหลง่ การเรยี นรอู้ ่ืนเพ่มิ เตมิ
2.ขน้ั คดิ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)

3. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั ดอกเบ้ียเงินฝาก และดอกเบ้ียเงินกู้ แล้วสรปุ เป็น
ความคดิ รวบยอด โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี

• ดอกเบีย้ เงินฝากมีลักษณะอย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ดอกเบย้ี เงินฝากเปน็ เงินที่ธนาคารจ่ายเปน็ ผลตอบแทนแก่ผู้ฝากเงินกบั ธนาคาร มี
2 บัญชี คอื ดอกเบีย้ เงนิ ฝากออมทรพั ย์ และดอกเบ้ียเงินฝากประจา)
• ดอกเบีย้ กยู้ ืมมลี ักษณะอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ เป็นเงนิ ทีธ่ นาคารให้บุคคล ธรุ กจิ หรือองค์กรต่าง ๆ ก้ยู มื โดยธนาคารจะได้รบั
ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบ้ยี กยู้ ืมเป็นผลกาไรของธนาคาร)
4. นักเรียนร่วมกนั วเิ คราะหข์ อ้ ความทีก่ าหนดให้ แล้วตอบคาถามเกีย่ วกบั อตั ราดอกเบี้ยเงินฝาก
และอตั ราดอกเบี้ยเงนิ กู้ แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี

4.1 อตั ราดอกเบ้ยี เงนิ ฝาก 1.25% ตอ่ ปี มีความหมายวา่ อยา่ งไร

(ตัวอย่างคาตอบ ฝากเงิน 100 บาท ในเวลา 1 ปี ได้ดอกเบี้ย 1.25 บาท)

4.2 อตั ราดอกเบ้ยี เงนิ กู้ 3% ตอ่ ปี มีความหมายวา่ อยา่ งไร

(ตวั อยา่ งคาตอบ กู้ยืมเงิน 100 บาท ในเวลา 1 ปี เสยี ดอกเบีย้ 3 บาท)
5. ตัวแทนนกั เรยี นอธบิ ายความรเู้ พิม่ เติมเกี่ยวกับการคดิ ดอกเบ้ยี ให้เพ่อื นฟงั ดังนี้

อตั ราดอกเบีย้ หมายถงึ ดอกเบ้ยี ท่ีเกดิ จากเงินตน้ หน่งึ หน่วยต่อหน่วยเวลาของการกู้ยมื เงนิ
โดยทว่ั ไปนยิ มใชห้ น่วยเงินเปน็ บาท และเวลาเป็นปี เช่น อตั ราดอกเบีย้ เงินกู้ 8% ตอ่ ปี หมายถงึ ในการกู้ยมื เงนิ
ต้น 100 บาท ในเวลา 1 ปี ต้องชาระดอกเบี้ย 8 บาท

การคดิ อัตราดอกเบ้ยี มีวิธีการคิด ดงั นี้

ดอกเบ้ยี  เงนิ ต้น = ดอกเบี้ยรายปี
100

6. นักเรียนร่วมกนั วิเคราะห์สถานการณ์ท่ีกาหนดให้ แลว้ ช่วยกนั แก้โจทยป์ ัญหาเรือ่ ง
การหาดอกเบี้ยเงนิ ฝากในเวลา 1 ปี พรอ้ มช่วยกันแสดงวิธที าบนกระดาน แลว้ สรุปเป็นความคดิ รวบยอด
ดงั ตัวอย่าง

สสิมา ฝากเงนิ 10,000 บาท กบั ธนาคารแห่งหน่ึง ธนาคารใหอ้ ตั ราดอกเบ้ยี
1.75% ต่อปี เมื่อฝากครบ 1 ปี ถอนเงนิ ท้งั หมด จะไดเ้ งนิ รวมเท่าไร

วธิ ีทา อัตราดอกเบ้ยี 1.75% ตอ่ ปี หมายความว่า
ฝากเงนิ 100 บาท เวลา 1 ปี ได้ดอกเบี้ย 1.75 บาท
11.0705


Click to View FlipBook Version