พระธรรม และพระสงฆ์ มคี วามสาคัญเพราะเปน็ สรณะท่พี ึง่ ที่เคารพบชู าสูงสดุ ของพุทธศาสนิกชน)
• พระพทุ ธ หมายถงึ อะไร มคี วามสาคญั อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ พระพุทธ คือ พระพุทธเจ้า ผตู้ รัสรธู้ รรมด้วยพระองคเ์ อง แลว้ ทรงสอนให้ผ้อู น่ื ปฏิบตั ิ
ตาม มีความสาคญั เพราะเปน็ พระศาสดาผใู้ ห้กาเนิดหลกั ธรรมคาสอน และพระพุทธศาสนา)
• พระธรรม หมายถึงอะไร มีความสาคญั อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ พระธรรม คอื หลักธรรมคาสอนของพระพทุ ธเจ้าท่ที รงตรสั รู้ มคี วามสาคญั เพราะเปน็
แก่นของพระพุทธศาสนาให้พทุ ธศาสนกิ ชนได้ปฏิบัติและเปน็ หลกั ปฏิบัตใิ หพ้ ระพทุ ธศาสนา
มคี วามมัน่ คง)
• พระสงฆ์ หมายถึงอะไร มีความสาคัญอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ พระสงฆ์ คือ ผู้ปฏบิ ัติตามคาสั่งสอนของพระพทุ ธเจ้า มคี วามสาคญั
เพราะเป็นผูส้ บื ทอดหลักธรรมคาสอนทางพระพทุ ธศาสนา)
2. นกั เรยี นรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เก่ียวกบั เรือ่ ง พระรตั นตรัย : การแสดงความเคารพบูชาพระ
รตั นตรัย จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรียนร้อู ่ืน ๆ เพิ่มเตมิ
2.ข้ันคิดวิเคราะหแ์ ละสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนแบ่งกลุม่ ออกเป็น 3 กล่มุ จบั สลากเลอื กอภิปรายข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพระรัตนตรัย
ให้เพ่อื นฟงั ตามหวั ข้อ ดงั นี้
กลุม่ ที่ 1 พระพุทธ/พุทธจรยิ า 3
กล่มุ ท่ี 2 พระธรรม/อรยิ สัจ 4 และหลักกรรม
กล่มุ ท่ี 3 พระสงฆ์/พทุ ธกิจของพระสงฆ์
4. นักเรยี นทุกกลมุ่ ร่วมกนั วิเคราะห์และสรปุ ความรเู้ กยี่ วกบั การบาเพ็ญพทุ ธจรยิ า 3
โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
5. นักเรยี นทุกกลุ่มรว่ มกนั ยกตัวอย่างสถานการณท์ สี่ อดคล้องกับหลกั ธรรมอริยสัจ 4
โดยใช้แผนภาพความคิด แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด
6. นักเรียนทกุ กลมุ่ ร่วมกันยกตัวอย่างผลท่ีเกิดขึน้ จากการปฏิบัตติ ามหลักกรรม
โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด
7. นักเรียนทกุ กล่มุ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกจิ ของพระสงฆ์ แล้วสรุปเปน็
ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
• พระสงฆ์ปฏบิ ตั ิกจิ ทีส่ าคญั อะไรบา้ ง
(ตัวอย่างคาตอบ สวดมนตท์ าวตั รเชา้ -เย็น เจรญิ สมาธภิ าวนา ออกบณิ ฑบาตโปรดพุทธศาสนิกชน เผย
แผ่คาสอนของพระพุทธเจา้ สืบทอดพระพุทธศาสนา)
• การปฏบิ ัตกิ จิ ของพระสงฆก์ ่อใหเ้ กดิ ผลดีตอ่ พุทธศาสนกิ ชน และพระพทุ ธศาสนาอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ต่อพุทธศาสนกิ ชน ทาใหไ้ ด้แบบอย่างท่ีดีของพระสงฆม์ าเป็นแบบอย่าง
ในการดาเนินชวี ติ ต่อพระพทุ ธศาสนา มีผู้ช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาให้พระพุทธศาสนามน่ั คงสืบตอ่ ไป)
• นกั เรยี นควรปฏบิ ัตติ นต่อพระสงฆ์อยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ แสดงความเคารพดว้ ยการกราบไหว้ ปฏิบตั ิตามแบบอย่างทดี่ ีของท่าน)
8. นกั เรยี นคดิ ประเมนิ เพื่อเพ่ิมคณุ ค่า แลว้ สรุปเป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
• ถ้าทกุ คนปฏบิ ัติตนอยา่ งถูกตอ้ งตอ่ พระรัตนตรัยจะเกดิ ผลดีอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ มีความสุข พระพทุ ธศาสนาม่นั คงสืบตอ่ ไป)
3.ขั้นปฏิบัตแิ ละสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
9.นักเรียนเสนอแนวทางในการแสดงความเคารพพระรตั นตรัย และบันทึกการปฏบิ ัติ
ลงในแบบบันทึกในชิน้ งานท่ี 7 เรอ่ื ง พระรัตนตรัย
10. นักเรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบรอ้ ยของชิน้ งาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไข
ให้ดยี ่งิ ข้นึ
11. นักเรยี นร่วมกนั สรุปสิ่งท่เี ขา้ ใจเป็นความรู้รว่ มกนั ดังนี้
พระรตั นตรยั คอื พระพทุ ธ ผ้ทู รงบาเพ็ญพทุ ธจริยา 3 เพอื่ ประโยชนแ์ ก่สรรพสัตว์
พระธรรม หลกั คาสอนทพ่ี ระพุทธเจ้าทรงตรสั รู้ คือ อรยิ สัจ 4 และหลักกรรม พระสงฆ์ คือ ผ้ปู ฏิบัติ
และสบื ทอดคาสั่งสอนของพระพทุ ธเจา้
4.ขัน้ สอ่ื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
12. นักเรียนออกมานาเสนอช้นิ งานให้เพอ่ื นฟงั หนา้ ชัน้ เรียน
13. นกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรุปเกีย่ วกบั วธิ กี ารทางานให้เห็นการคิดเชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ทม่ี ีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพิ่มคุณคา่ บริการสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
14. นักเรียนนาชน้ิ งานของตนเองไปจดั แสดงบนปา้ ยนิเทศ เพอื่ เผยแพร่ความรู้
15. นกั เรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สกึ หลังการเรียนและหลังการทากจิ กรรม
ในประเดน็ ต่อไปน้ี
• สิ่งทน่ี กั เรียนไดเ้ รยี นรใู้ นวันนค้ี อื อะไร
• นกั เรยี นมสี ่วนรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพียงใด
• เพื่อนนักเรียนในกลุ่มมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลุ่มมากน้อยเพยี งใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรียนในวันนี้หรอื ไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรทู้ ่ีไดน้ ไี้ ปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมท่ัวไป
ได้อย่างไร
จากนัน้ แลกเปลีย่ นตรวจสอบขนั้ ตอนการทางานทุกข้นั ตอนว่าจะเพมิ่ คุณคา่ ไปสู่สงั คม
เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมใหม้ ากขึ้นกวา่ เดมิ ในข้ันตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในคร้ังต่อไป
สอ่ื การเรียนร/ู้ แหลง่ การเรยี นรู้
1. หนงั สือเรียน รายวิชาพ้นื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
2. แหล่งการเรยี นรู้ท้งั ภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมินการเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรอ่ื ง พระรตั นตรยั : ศรัทธา (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ชน้ิ งาน เรื่อง พระรตั นตรยั (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ มุง่ มนั่ ในการทางาน
รักความเป็นไทย (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุม่
รายการการ ระดับคุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
สมาชกิ ชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหน้า บทบาทสมาชกิ
และมกี ารช้แี จง มกี ารชีแ้ จงเปา้ หมาย ไม่มกี ารชีแ้ จง และไม่มกี ารช้ีแจง
เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เป้าหมาย สมาชกิ
การทางาน ปฏบิ ตั ิงานร่วมกนั อยา่ งชัดเจน ต่างคนตา่ งทางาน
มีการปฏิบตั ิงาน แต่ไม่มกี ารประเมิน ปฏิบัติงานร่วมกัน
ร่วมกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน
อยา่ งรว่ มมอื ร่วมใจ
พรอ้ มกบั การประเมิน
เปน็ ระยะ ๆ
แบบประเมินชิน้ งาน เรือ่ ง พระรตั นตรยั
รายการการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
การเขยี นอธิบาย 4 32 1
หรือสรุปแนวทาง เขยี นอธิบาย เขยี นอธิบาย
การแสดงความเคารพ หรอื สรุปแนวทาง เขียนอธิบาย เขยี นอธิบาย หรอื สรุปแนวทาง
พระรัตนตรัย การแสดงความเคารพ การแสดงความเคารพ
พระรัตนตรัย หรอื สรุปแนวทาง หรอื สรปุ แนวทาง พระรตั นตรัยได้
ได้สัมพันธก์ ัน แตไ่ มส่ อดคลอ้ งกบั ข้อมูล
มกี ารเชื่อมโยง การแสดงความเคารพ การแสดงความเคารพ เขยี นตามขอ้ มลู ทอ่ี ่าน
ใหเ้ ห็นเปน็ ภาพรวม ไม่มีการอธิบายเพม่ิ เติม
แสดงให้เห็นถงึ พระรตั นตรยั ได้ พระรตั นตรยั
ความสมั พันธก์ บั ตนเอง
และผู้อ่ืน มกี ารจาแนกข้อมูล ไดส้ อดคลอ้ งกบั ข้อมูล
แสดงใหเ้ หน็ ถงึ มีการเขยี นขยายความ
ความสมั พันธก์ ับตนเอง ยกตวั อย่างเพมิ่ เตมิ
อยา่ งเปน็ เหตเุ ป็นผล ใหเ้ ขา้ ใจง่าย
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 10
สาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 เร่ืองท่ี 2 ไตรสกิ ขา เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รูแ้ ละเข้าใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ท่ตี นนับถอื และศาสนาอนื่ มศี รทั ธาทถ่ี กู ตอ้ ง ยึดมั่น และปฏบิ ัตติ ามหลักธรรม
เพ่อื อย่รู ว่ มกันอย่างสันติสุข
ตวั ชวี้ ัด แสดงความเคารพพระรตั นตรยั และปฏบิ ัตติ ามไตรสกิ ขาและหลักธรรมโอวาท 3
ส 1.1 ป.5/5
ในพระพุทธศาสนาหรอื หลักธรรมของศาสนาทีต่ นนับถือตามทกี่ าหนด
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความหมายของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา (K)
2. วเิ คราะหก์ ารปฏิบัติตามไตรสกิ ขา ศีล สมาธิ ปญั ญา (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคญั ของการปฏิบัติตนตามไตรสิกขา (A)
สาระสาคัญ
ไตรสกิ ขา เปน็ หลักของการพฒั นาตนให้สมบูรณ์พร้อมท้ังกาย วาจา ใจ และสตปิ ัญญา
สาระการเรียนรู้
ไตรสกิ ขา
สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ม่งุ มน่ั ในการทางาน
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
นกั เรียนมีหลกั ในการปฏบิ ัตติ นอย่างไร จงึ จะได้ชอื่ วา่ เป็นผสู้ มบูรณ์พรอ้ มด้วยศลี สมาธิ และปัญญา
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมขอ้ มูล (Gathering)
1. นกั เรียนร่วมกนั นงั่ สมาธิเปน็ เวลา 5 นาที แลว้ ร่วมกันบอกความรูส้ ึกหลังการปฏิบัติ
2. นกั เรยี นรว่ มกนั อ่านบัตรคา ไตรสิกขา แล้วร่วมกนั สนทนา โดยใช้คาถาม ดังน้ี
ไตรสกิ ขามคี วามหมายอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ไตร แปลวา่ สาม สิกขา คอื การศึกษาเรียนรูแ้ ละปฏบิ ัติ ไตรสิกขา จงึ หมายถงึ
การศึกษาเรยี นรแู้ ละปฏิบตั ิ 3 อย่าง คือ ศลี สมาธิ และปญั ญา)
นกั เรียนคดิ ว่าไตรสิกขามคี วามสาคัญอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ไตรสิกขาเป็นหลกั ในการพัฒนาตนใหเ้ ป็นมนุษย์ท่สี มบรู ณพ์ ร้อมทั้งกาย
วาจา ใจ และสติปญั ญา)
3. นกั เรยี นรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มลู เกย่ี วกับเรื่อง ไตรสิกขา จากหนังสือเรยี น
และแหลง่ การเรียนรอู้ ืน่ ๆ เพ่มิ เตมิ
2.ขนั้ คิดวิเคราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
4. นักเรียนร่วมกนั เลน่ เกมหนา้ ชัน้ เรียน โดยครูแบ่งกระดานออกเป็น 3 ชอ่ ง แล้วเขยี นคาว่า
ศลี สมาธิ ปญั ญา ของแต่ละช่อง โดยแบง่ นักเรียนออกเป็น 3 กลมุ่ กลมุ่ ละเทา่ ๆ กัน จากนัน้ ให้แต่ละกลุ่ม
ปฏบิ ัตติ ามกติกา ดังน้ี
1. แข่งเรียงบตั รคา โดยเลือกบัตรคาทมี่ คี วามหมายสอดคล้องกับหวั ขอ้ ท่กี ล่มุ ได้รบั มอบหมาย
2. จัดนกั เรยี นเปน็ แถวยาว ออกมาแข่งกลมุ่ ละ 1 คน จนกว่าจะหมดแถว
3. กลุ่มใดนาความหมายของกลมุ่ อื่นมาตดิ จะถกู หกั แตม้ บัตรคาละ 1 คะแนน
4. กล่มุ ใดเรยี งถกู มากที่สุดเป็นผู้ชนะ
5. ใหเ้ วลาแข่งขัน 5 นาที
ตวั อยา่ งบัตรคา
ศีล สมาธิ ปัญญา
การสารวมกาย ต้งั ใจเรียน รูแ้ ละเขา้ ใจวชิ าเรียน
ความมีระเบยี บ ใจจดจ่อกบั การฟัง รู้จกั การแกป้ ัญหา
มุ่งมนั่ ในการทางาน มีการวางแผนก่อนทางาน
มีวนิ ยั ในตนเอง มีสตขิ ณะเดินขา้ มถนน
ไม่รังแกผอู้ ื่น อ่านหนงั สืออยา่ งต้งั ใจ มีเหตเขผุ า้ ลใใจนคกรูอารธติบดั าสยินใจ
ไม่ยไงุ่มเ่พก่ียดู วจกาบหั สยาบรเคสาพยติด
เพง่ มองขณะครูสอน เขา้ ใจวธิ ีการหาทรพั ย์
เสรจ็ การแขง่ ขันนักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกตอ้ ง แล้วรว่ มกันสรุปประโยชน์
ที่ไดจ้ ากการทากิจกรรม
5. นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับความหมายและความสาคัญขององค์ประกอบไตรสกิ ขา
แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
ศลี หมายถึงอะไร มีความสาคญั อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ศลี หมายถงึ การสารวม งดเวน้ จากการทาบาปทางกาย วาจา และใจ
มีความสาคญั ทาให้เราเป็นผมู้ รี ะเบียบวินัย ทาให้สังคมสงบสุข)
สมาธิ หมายถงึ อะไร มคี วามสาคญั อย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ สมาธิ หมายถงึ การฝกึ ฝนพฒั นาจิตใจให้สงบแนว่ แน่ มน่ั คง มีความสาคัญ
ทาให้จติ ใจสงบ)
ปัญญา หมายถงึ อะไร มีความสาคัญอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ปัญญา หมายถึง ความรอบรอู้ ันเกิดจากการอบรมกาย วาจา และใจ
โดยมศี ลี และสมาธเิ ปน็ พ้ืนฐาน มคี วามสาคัญ เพราะปัญญาเปรยี บเชน่ แสงสวา่ งที่สามารถขจัดความมืดได้ ชว่ ย
ใหเ้ ราดาเนินชวี ิตอยา่ งมคี วามสขุ )
6. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความรูค้ วามเข้าใจเก่ยี วกับไตรสกิ ขา โดยใช้แผนภาพความคดิ บนกระดาน
แล้วสรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด ดังตวั อย่าง
7. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คา่ แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
นกั เรียนมีหลักในการปฏิบัตติ นอย่างไร จงึ จะไดช้ อื่ วา่ เป็นผสู้ มบรู ณพ์ ร้อมด้วยศีล สมาธิ
และปัญญา
(ตัวอยา่ งคาตอบ ประพฤติปฏิบตั ิตนเปน็ คนดีทางกาย วาจา ใจ มีสตแิ ละสมาธใิ นการทาสงิ่ ต่าง ๆ
อยา่ งรอบคอบ หมนั่ ศึกษาหาความรูอ้ ยู่ตลอดเวลา)
3.ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรู้หลังการปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
8. นักเรยี นเสนอแนวทางในการปฏบิ ตั ิตนตามหลักไตรสกิ ขาลงในแบบบนั ทึกในชิ้นงานท่ี 8
เรอ่ื ง ไตรสกิ ขา
9. นกั เรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบรอ้ ยของชิน้ งาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รับปรุงแก้ไข
ให้ดยี งิ่ ขนึ้
10. นักเรยี นร่วมกนั สรุปส่ิงทีเ่ ขา้ ใจเปน็ ความรรู้ ่วมกัน ดังน้ี
ไตรสิกขา เปน็ หลักของการพฒั นาตนใหส้ มบรู ณพ์ รอ้ มทง้ั กาย วาจา ใจ และสติปัญญา
4.ข้ันสอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
11. นกั เรยี นออกมานาเสนอแนวทางในการปฏิบตั ิตนตามหลักไตรสกิ ขาให้เพ่อื นฟงั หน้าช้นั เรยี น
12. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรปุ เกี่ยวกับวธิ กี ารทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชิงระบบและวธิ กี ารทางาน
ทมี่ ีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพิ่มคุณคา่ บรกิ ารสังคมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
13. นักเรียนนาแนวทางการฝึกฝนพฒั นาตนเองตามหลกั ไตรสิกขาไปเผยแพร่ด้วยการเลา่ ให้สมาชิกใน
ครอบครัวหรอื เพอื่ นฟงั เพือ่ จะได้ปฏบิ ตั ติ นอย่างถกู ตอ้ งตามหลักไตรสกิ ขา
14. นกั เรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สึกหลังการเรยี นและหลงั การทากิจกรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
• สงิ่ ท่ีนักเรียนได้เรียนร้ใู นวันนีค้ ืออะไร
• นกั เรียนมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมในกลุม่ มากน้อยเพยี งใด
• เพือ่ นนกั เรียนในกลุ่มมสี ว่ นร่วมกิจกรรมในกล่มุ มากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรยี นในวันน้หี รอื ไม่ เพยี งใด
• นกั เรียนจะนาความร้ทู ่ไี ด้นไี้ ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมท่ัวไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนน้ั แลกเปลย่ี นตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทุกขน้ั ตอนวา่ จะเพ่มิ คุณค่าไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมใหม้ ากขึ้นกว่าเดิมในขั้นตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในคร้งั ต่อไป
สื่อการเรยี นรู้/แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรียน รายวิชาพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
2. บตั รคา ไตรสิกขา
3. แหลง่ การเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
กิจกรรมเสนอแนะ
วาดภาพการปฏิบัติตนตามหลกั ไตรสิกขาและระบายสีให้สวยงาม แล้วเขียนบรรยายใตภ้ าพ
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เรอ่ื ง ไตรสกิ ขา (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ชนิ้ งาน เร่ือง ไตรสิกขา (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ดา้ นรักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ มงุ่ มน่ั ในการทางาน
รักความเป็นไทย (A) ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการ ระดับคุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหวั หน้า บทบาทสมาชกิ
และมีการชแี้ จง มกี ารชแ้ี จงเปา้ หมาย ไมม่ กี ารชี้แจง และไม่มีการช้ีแจง
เป้าหมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เป้าหมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน อยา่ งชัดเจน ตา่ งคนตา่ งทางาน
มกี ารปฏบิ ตั งิ าน แตไ่ ม่มกี ารประเมนิ ปฏิบตั ิงานรว่ มกนั
ร่วมกัน เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทุกคน
อยา่ งร่วมมอื รว่ มใจ
พร้อมกับการประเมิน
เปน็ ระยะ ๆ
แบบประเมนิ ชิ้นงาน เรื่อง ไตรสกิ ขา
รายการการประเมนิ ระดบั คุณภาพ
การเขยี นอธบิ าย 4 32 1
หรอื สรปุ ไตรสกิ ขา เขยี นอธิบาย เขียนอธิบาย
หรือสรุปไตรสกิ ขา เขียนอธบิ าย เขยี นอธบิ าย หรือสรปุ ไตรสกิ ขาได้
ไดส้ มั พนั ธก์ ัน แตย่ ังไม่สอดคล้อง
มกี ารเชอื่ มโยง หรือสรุปไตรสิกขาได้ หรอื สรุปไตรสกิ ขา กับข้อมลู เขยี นตามขอ้ มูล
ให้เห็นเปน็ ภาพรวม ทอี่ า่ น ไมม่ กี ารอธบิ าย
แสดงให้เห็นถงึ มีการจาแนกข้อมลู ได้สอดคล้องกับขอ้ มลู เพมิ่ เติม
ความสมั พันธ์กับตนเอง
และผ้อู ื่น แสดงใหเ้ ห็นถึง มีการเขยี นขยายความ
ความสมั พนั ธ์ ยกตัวอย่างให้เขา้ ใจงา่ ย
กบั ตนเองและผอู้ ื่น
อย่างเป็นเหตเุ ป็นผล
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 11
สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 4 เรื่องที่ 3 โอวาท 3 : การไมท่ าความชั่ว เวลาเรยี น 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 ร้แู ละเข้าใจประวตั ิ ความสาคญั ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนา
ทตี่ นนับถอื และศาสนาอืน่ มีศรทั ธาที่ถกู ต้อง ยึดมั่น และปฏบิ ัตติ ามหลักธรรม
เพอื่ อย่รู ว่ มกนั อย่างสนั ติสุข
ตัวชี้วัด แสดงความเคารพพระรตั นตรัย และปฏบิ ัติตามไตรสิกขาและหลักธรรมโอวาท 3
ส 1.1 ป.5/5
ในพระพุทธศาสนาหรือหลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนับถอื ตามที่กาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายหลักธรรมโอวาท 3 การไมท่ าความชั่ว (K)
2. วิเคราะหแ์ ละเสนอแนวทางการนาหลกั ธรรมโอวาท 3 การไม่ทาความช่ัวไปปฏิบัติ
ในชวี ิตประจาวัน (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคัญของการปฏบิ ัตติ ามหลักธรรมโอวาท 3 (A)
สาระสาคญั
หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา โอวาท 3 การไม่ทาความชัว่ เป็นหลกั คาสอนทีใ่ หป้ ฏบิ ตั ิตน
งดเวน้ หรอื ห่างไกลจากการทาความชัว่ ท้ังปวง
สาระการเรยี นรู้
โอวาท 3
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. มุง่ ม่ันในการทางาน
3. รักความเป็นไทย
คาถามสาคัญ
นกั เรยี นมีแนวทางในการปฏิบตั ติ นให้ห่างไกลจากความช่ัวไดอ้ ย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นกั เรยี นรว่ มกนั อ่านสถานการณเ์ รื่อง คนดีของสงั คม แล้วร่วมกันสนทนา โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
คนดีของสังคม
ครอบครัวของธงชยั มฐี านะยากจน หลังเลิกเรยี นในตอนเยน็ ธงชัยมักไปชว่ ยแม่ขายผกั ที่ตลาดสด
ในขณะท่ีเดนิ เขา้ ไปตลาด ธงชัยเห็นกระเป๋าเงนิ ตกอยรู่ ิมทางเดิน เมื่อมองเห็นวา่ ไม่มใี ครอยบู่ ริเวณนั้น
ธงชัยจงึ เดนิ เข้าไปเกบ็ กระเปา๋ เงนิ และเปิดดูจงึ พบวา่ ภายในกระเป๋ามีเงินอยู่จานวนมาก ธงชัยจึงคิดวา่
เจา้ ของกระเป๋าเงนิ คงกาลังเดือดรอ้ นท่ที ากระเป๋าเงนิ หล่นหาย ดังนน้ั ธงชัยจงึ ไปขอความช่วยเหลอื
จากเจ้าหน้าท่ีตารวจเพ่ือตามหาเจ้าของกระเปา๋ เงิน เม่ือเจา้ ของกระเป๋าเงินได้รบั กระเปา๋ พรอ้ มกบั เงนิ คนื แลว้
ไดข้ อบคุณธงชยั ทุกคนที่ทราบเร่ืองราวตา่ งกช็ ่นื ชมธงชัยทป่ี ฏิบัติตนเปน็ คนดี ทางชมุ ชนจงึ มอบรางวัล
ซึง่ เปน็ ทนุ การศึกษาใหแ้ ก่ธงชัยในฐานะทีป่ ฏบิ ตั ิตนเปน็ คนดขี องสังคม
สถานการณด์ ังกลา่ วเป็นเร่อื งราวเกย่ี วกับอะไร
(การปฏิบตั ิตนเปน็ คนดีของธงชัย)
ถ้านักเรียนเป็นเจ้าของกระเปา๋ เงนิ จะรู้สึกอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ดีใจทไ่ี ดร้ ับกระเป๋าเงนิ คืน)
นักเรยี นคดิ วา่ ถา้ เจ้าของกระเปา๋ เงินไมไ่ ดร้ บั กระเป๋าเงนิ คนื จะเปน็ อย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ เจา้ ของกระเป๋าเงนิ ไดร้ ับความเดือดร้อน)
ถา้ นักเรียนเก็บกระเปา๋ เงินได้จะปฏิบตั อิ ยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ คืนกระเป๋าเงนิ แก่เจ้าของ)
ถ้าทุกคนปฏบิ ัติตนเหมอื นธงชัย จะเกิดผลอย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ ทุกคนจะอยรู่ ว่ มกันในสังคมอย่างสงบสุข)
ครูอธิบายให้นกั เรยี นฟังวา่ การปฏิบัตขิ องธงชยั เป็นการปฏบิ ัตติ ามหลักธรรมคาสอนของศาสนา
ดงั นนั้ นักเรยี นควรปฏิบัตติ ามหลักธรรมคาสอน เพื่อนาไปเป็นแนวทางในการดาเนนิ ชวี ิต
2. นกั เรยี นร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกบั เรื่อง โอวาท 3 : การไมท่ าความชั่ว
จากหนงั สือเรยี นและแหล่งการเรยี นรอู้ น่ื ๆ เพิม่ เตมิ
2.ขนั้ คิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกบั หลกั ธรรมโอวาท 3 : การไม่ทาความช่ัว แล้วสรปุ เปน็
ความคดิ รวบยอด ดังตวั อยา่ ง
หลกั ธรรมโอวาท 3 มีความเปน็ มาอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ โอวาท 3 มาจากคาว่า โอวาทปาตโิ มกขท์ ่พี ระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม-
เทศนาประทานแกพ่ ทุ ธสาวกพระอรหันต์ 1,250 องค์ เพ่อื เป็นหลักคาสอนในการใชป้ ระกาศพระพทุ ธศาสนา
ทรงแสดง ณ สวนเวฬุวันของพระเจ้าพมิ พสิ าร ในวนั เพ็ญเดอื น 3 มาฆบูชา)
โอวาท 3 ข้อที่ 1 ทรงสอนว่าอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ สอนให้งดเว้นจากการทาความชั่ว)
โอวาท 3 ข้อท่ี 1 การไมท่ าความชัว่ มหี ลกั ธรรมใดบา้ งทค่ี วรนามาปฏิบัติ
(เบญจศีล และอบายมุข 4)
เบญจศีล หมายถงึ อะไร และปฏิบัตอิ ย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ เบญจศลี คอื ศีล 5 ขอ้ คุณธรรมเบ้อื งต้นสาหรบั มนุษย์ โดยการปฏิบตั ิ ดงั นี้
1. เวน้ จากการฆ่าหรอื เบียดเบียนสัตว์
2. เว้นจากการเอาส่งิ ของทีเ่ ป็นของผู้อืน่
3. เวน้ จากการประพฤติผิดในสามภี รรยาหรอื บุตรของผูอ้ น่ื
4. เว้นจากการพดู เท็จ
5. เวน้ จากการดมื่ สุราหรอื เสพของมนึ เมา)
การปฏิบตั ิตนตามหลกั เบญจศีลมผี ลดีอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทาให้การดาเนินชวี ติ ของคนมคี วามสุข สงั คมเกดิ ความสงบสุขไม่เบียดเบียนกนั )
อบายมขุ 4 หมายถึงอะไร และควรปฏบิ ัตติ นอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ อบายมุข หมายถงึ หนทางแหง่ ความเสื่อม 4 ประการ เป็นสิ่งทคี่ วรงดเวน้
ได้แก่ การเปน็ นกั เลงหญิง นักเลงสรุ า นักเลงการพนัน และคบคนชัว่ เป็นมิตร ส่ิงเหล่านคี้ วรหลีกเลี่ยง
ไมไ่ ปยุ่งเกี่ยว เพราะเป็นเหตุแห่งการเสยี ทรพั ย์ โรคติดตอ่ เสียอนาคต)
4. นกั เรยี นรว่ มกนั วเิ คราะหเ์ กย่ี วกบั ประโยชน์ของการปฏิบัตติ นตามหลกั ธรรมโอวาท 3 :
การไมท่ าความช่วั โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
5. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพ่มิ คุณค่า แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
นักเรียนมีแนวทางในการปฏิบตั ิตนใหห้ ่างไกลจากความชัว่ ไดอ้ ยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ปฏบิ ตั ิตนเปน็ คนดี รกั ษาศีล ปฏิบตั ธิ รรม งดเว้นหรอื แนะนาให้ผูอ้ นื่
ไม่ยงุ่ เก่ยี วกับอบายมุขตา่ ง ๆ)
3.ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู้ ลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
6. นกั เรยี นแบง่ กลุ่มร่วมกนั ยกตัวอย่างหลักธรรมทสี่ อดคลอ้ งกบั การไมท่ าความชวั่ ในโอวาท 3
มา 1 หลกั ธรรม เสนอแนวทางการปฏิบัตติ ามหลักธรรม พร้อมวเิ คราะห์ผลทเี่ กดิ ข้ึนจากการปฏิบตั ิ
และไม่ปฏิบัติ โดยใช้แผนภาพความคดิ แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด
7. นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบร้อยของผลงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรงุ แกไ้ ข
ให้ดีย่งิ ขึน้
8. นักเรยี นร่วมกนั สรุปสิง่ ที่เขา้ ใจเป็นความรู้รว่ มกนั ดงั นี้
หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา โอวาท 3 การไมท่ าความชว่ั เป็นหลกั คาสอนท่ีใหป้ ฏบิ ตั ิตน
งดเวน้ หรอื ห่างไกลจากการทาความช่ัวทง้ั ปวง
4.ข้ันสอื่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
9. นกั เรยี นออกมานาเสนอแนวทางในการปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมทีส่ อดคล้องกบั การไม่ทา
ความช่ัวในโอวาท 3 ให้เพอ่ื นฟังหนา้ ช้ันเรียน
10. นักเรียนร่วมกนั อภิปรายสรุปเกย่ี วกับวิธีการทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชิงระบบและวิธกี ารทางาน
ท่ีมีแบบแผน
5.ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพ่ิมคณุ คา่ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
11. นักเรียนนาความร้จู ากการศึกษาและปฏบิ ตั ิตามหลักธรรมทีส่ อดคลอ้ งกบั การไมท่ าความชว่ั
ในโอวาท 3 ไปเผยแพร่ใหผ้ อู้ ื่นฟงั เพื่อใหท้ ุกคนหลกี เล่ียงจากการทาความช่ัว
12. นักเรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สึกหลังการเรยี นและหลงั การทากิจกรรม
ในประเด็นต่อไปน้ี
• สิ่งทน่ี ักเรยี นไดเ้ รยี นรใู้ นวนั นคี้ อื อะไร
• นกั เรียนมีสว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพียงใด
• เพื่อนนกั เรยี นในกลุ่มมีสว่ นร่วมกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพยี งใด
• นักเรียนพอใจกบั การเรียนในวันนหี้ รอื ไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรู้ที่ไดน้ ไี้ ปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสงั คมทว่ั ไป
ได้อย่างไร
จากนัน้ แลกเปล่ียนตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทุกขั้นตอนวา่ จะเพ่ิมคณุ คา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ อ่ สังคมใหม้ ากขึน้ กว่าเดิมในขน้ั ตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในครงั้ ต่อไป
สอื่ การเรยี นร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
1. หนังสือเรยี น รายวชิ าพื้นฐาน พระพทุ ธศาสนา ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. สถานการณ์เรอื่ ง คนดีของสงั คม
3. แหลง่ การเรยี นร้ทู ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เร่ือง โอวาท 3 (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุม่ (P) ด้วยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มุ่งมัน่ ในการทางาน
รักความเปน็ ไทย (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกล่มุ
รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ กี ารกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหวั หน้า บทบาทสมาชกิ
และมีการชแี้ จง มีการชีแ้ จงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชี้แจง และไม่มกี ารชีแ้ จง
เป้าหมาย อยา่ งชัดเจนและ เปา้ หมาย เป้าหมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกนั อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน
มีการปฏบิ ตั งิ าน แต่ไมม่ ีการประเมิน ปฏบิ ัติงานร่วมกัน
รว่ มกัน เป็นระยะ ๆ ไมค่ รบทุกคน
อยา่ งร่วมมือร่วมใจ
พร้อมกบั การประเมิน
เป็นระยะ ๆ
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 12
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 เรอื่ งที่ 4 โอวาท 3 : การทาความดี เวลาเรียน 1 ชวั่ โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวชวี้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 ร้แู ละเข้าใจประวัติ ความสาคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนา
ทีต่ นนับถอื และศาสนาอ่นื มีศรทั ธาทถ่ี กู ต้อง ยดึ ม่ัน และปฏิบัตติ ามหลกั ธรรม
เพอื่ อยู่ร่วมกนั อยา่ งสนั ติสุข
ตัวชี้วัด แสดงความเคารพพระรตั นตรยั และปฏิบัตติ ามไตรสกิ ขาและหลกั ธรรมโอวาท 3
ส 1.1 ป.5/5
ในพระพุทธศาสนาหรือหลกั ธรรมของศาสนาทีต่ นนับถือตามที่กาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายหลักธรรมโอวาท 3 การทาความดี (K)
2. วิเคราะหแ์ ละเสนอแนวทางการนาหลักธรรมโอวาท 3 การทาความดีไปปฏิบัติในชีวิตประจาวนั (P)
3. เหน็ คุณค่าและความสาคัญของการปฏบิ ตั ติ ามหลักธรรมโอวาท 3 (A)
สาระสาคญั ให้
หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา โอวาท 3 การทาความดี เปน็ หลกั ธรรมทส่ี อนให้บคุ คลทาความดี
สมบรู ณพ์ ร้อมทั้งกาย วาจา ใจ
สาระการเรยี นรู้
โอวาท 3
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. มุ่งม่นั ในการทางาน
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
นักเรยี นมีแนวทางการทาความดเี พื่อตนเองและบคุ คลอน่ื อย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1.ข้นั สังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นกั เรียนร่วมกนั สนทนาเกย่ี วกับการทาความดีของตนเอง โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
วนั น้นี กั เรยี นทาความดีอะไรบ้าง
(ตวั อย่างคาตอบ ช่วยพอ่ แม่ทางานบา้ น ช่วยคุณครถู อื ของ ช่วยสอนการบ้านเพือ่ น)
เม่ือทาความดแี ล้วนกั เรยี นมีความรูส้ ึกอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ มคี วามสุข)
2. นกั เรยี นร่วมกนั อ่านข่าวเรือ่ งราวการทาความดขี องบุคคล แลว้ ร่วมกนั สนทนา โดยใชค้ าถาม ดังนี้
หนูนอ้ ยอเมลา เมเยอร์ วยั 8 ขวบ ไดร้ บั การวินจิ ฉัยวา่ เป็นโรคมะเร็งในสมอง เธอจึงเปดิ เผย
ความใฝ่ฝันว่า อยากเก็บขยะในเมอื งทีอ่ าศยั อยใู่ ห้มากที่สดุ เพือ่ ใหเ้ มืองสะอาด สวยงาม อเมลา เมเยอร์ปฏเิ สธ
ทจ่ี ะไปเทยี่ วสวนสนกุ แตใ่ ชเ้ วลามาบาเพญ็ ประโยชน์ต่อส่ิงแวดลอ้ มของเมอื ง จงึ มผี ู้คนมากมายเดินทางมา
รว่ มกันเกบ็ ขยะในครัง้ นี้ ทงั้ ตารวจ อาสาสมคั รกูภ้ ัย ประชาชนในเมอื ง และเพือ่ น ๆ ของเธอ
เพอื่ ทาให้ความฝันของเธอเป็นจริง การปฏิบตั ิของอเมลา เมเยอรจ์ ึงกลายเปน็ แรงบนั ดาลใจใหก้ บั ผู้คนมากมาย
ในโลกโซเชียล
นักเรียนรสู้ กึ อยา่ งไรตอ่ การกระทาของหนนู ้อยอเมลา เมเยอร์
(ตวั อย่างคาตอบ รู้สกึ ชน่ื ชม และอยากให้หายป่วยในเร็ววนั )
การกระทาของหนูน้อยอเมลา เมเยอร์ ก่อใหเ้ กดิ ผลดอี ย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ ทาใหเ้ มอื งที่อาศยั อยสู่ ะอาด และสร้างแรงบนั ดาลใจให้กบั ผ้ทู ีป่ ว่ ยและไม่ป่วยใน
การทาความดีเพ่ือประโยชนข์ องสว่ นรวม)
ถา้ นักเรียนตอ้ งทาความดเี พื่อผูอ้ นื่ 1 อย่าง จะทาความดีอะไร เพราะเหตุใด
(ตวั อยา่ งคาตอบ ช่วยบรจิ าคส่งิ ของใหแ้ ก่ผู้ยากไรห้ รอื ผ้ดู ้อยโอกาส เพราะต้องการให้มีความสขุ ได้
กิน ได้ใช้ของท่ีดี ๆ ตามท่ีเราจะชว่ ยเหลอื ได้)
นกั เรียนคดิ วา่ การทาความดีสอดคล้องกับหลกั ธรรมใดบา้ งในพระพุทธศาสนา
(ตัวอย่างคาตอบ เบญจธรรม บุญกิรยิ าวัตถุ 3)
3. นักเรียนรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มลู เกีย่ วกับเรอื่ ง หลักธรรมโอวาท 3 : การทาความดี
จากหนังสอื เรียนและแหลง่ การเรียนร้อู นื่ ๆ เพ่มิ เตมิ
2.ขน้ั คดิ วิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
4. นกั เรยี นแบ่งกล่มุ ออกเปน็ 5 กลุ่ม กลมุ่ ละเท่า ๆ กนั รว่ มกนั จบั สลากเลือกอภปิ รายข้อมูลความรู้
เกย่ี วกบั หลักธรรมทสี่ อดคล้องกบั การทาความดีในโอวาท 3 ให้เพ่ือนฟังตามหวั ขอ้ ดงั นี้
กล่มุ ท่ี 1 เบญจธรรม
กล่มุ ที่ 2 บญุ กิรยิ าวัตถุ 3
กลุ่มท่ี 3 อทิ ธบิ าท 4
กลุม่ ที่ 4 กตัญญูกตเวทตี อ่ พระพุทธศาสนา
กลมุ่ ท่ี 5 มงคลชีวิต
เม่อื จบการอภิปรายของทกุ กลุม่ ใหน้ กั เรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ แลว้ สรุปเป็น
ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
หลกั ธรรมเบญจธรรมมคี วามสาคญั ต่อผู้ปฏิบัตอิ ย่างไร
(ตวั อย่างคาตอบ เปน็ ผูม้ ีความเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อ่นื เป็นผู้ทีม่ ีความซื่อสตั ย์สุจรติ
เปน็ ผทู้ ร่ี ู้จกั การยับยั้งควบคมุ กาย วาจา และใจ)
หลักธรรมบญุ กิริยาวตั ถุ 3 สง่ เสริมให้ผ้ปู ฏบิ ัติทาความดีอยา่ งไรบา้ ง
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทาให้เปน็ บคุ คลผู้รู้จกั เสียสละ ทาประโยชนเ์ พือ่ ส่วนรวม เป็นผ้มู ีระเบยี บวนิ ยั
ทางกาย วาจา และใจ เปน็ ผมู้ ีจติ ใจท่ีสขุ ุมและมีปัญญา)
การปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมอทิ ธบิ าท 4 สง่ ผลตอ่ ผู้ปฏบิ ัติอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ประสบความสาเรจ็ ในด้านการเรยี น การทางาน)
นักเรียนจะปฏิบัตติ นแสดงความกตญั ญกู ตเวทีต่อพระพุทธศาสนาอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ ปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนกิ ชนท่ีดีตามหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
ช่วยกันบารงุ รกั ษาศาสนวตั ถแุ ละศาสนสถาน เข้ารว่ มกจิ กรรมวนั สาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา)
การนาหลักธรรมมงคล 38 มาปฏิบัติ จะก่อใหเ้ กิดผลดีต่อนักเรียนอย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ เปน็ คนมีความรับผดิ ชอบ ประสบความสาเร็จในชีวิต)
5. นกั เรยี นคดิ ประเมินเพอื่ เพิม่ คุณค่า แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
นักเรียนมแี นวทางการทาความดีเพอื่ ตนเองและบุคคลอ่ืนอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ การทาความดเี พ่ือตนเอง เช่น การตั้งใจศึกษาเลา่ เรียน หม่นั ศกึ ษาหาความรู้
มีวินยั ในตนเอง การทาความดเี พอ่ื บุคคลอืน่ เชน่ ช่วยเหลือผูอ้ ื่นเมอ่ื มีโอกาส)
3.ข้นั ปฏบิ ัติและสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
6. นักเรยี นยกตวั อย่างการปฏิบัติตนตามหลกั ธรรมโอวาท 3 : การทาความดี มา 1 หลักธรรม
พร้อมวเิ คราะห์ผลที่เกิดขนึ้ จากการปฏิบัติ โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด
7. นกั เรยี นตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผิดพลาดให้ปรับปรุงแกไ้ ข
ใหด้ ยี ิง่ ขึ้น
8. นักเรียนร่วมกนั สรปุ สิ่งทเ่ี ขา้ ใจเป็นความรู้ร่วมกัน ดังน้ี
หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา โอวาท 3 การทาความดี เป็นหลกั ธรรมท่ีสอนใหบ้ ุคคล
ทาความดีใหส้ มบรู ณพ์ รอ้ มทั้งกาย วาจา ใจ
4.ข้ันสื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
9. นักเรียนออกมานาเสนอผลงานใหเ้ พอื่ นฟงั หน้าชัน้ เรียน
10. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรุปเก่ยี วกับวิธีการทางานให้เห็นการคดิ เชงิ ระบบและวธิ ีการทางาน
ทีม่ ีแบบแผน
5.ขั้นประเมินเพอ่ื เพิ่มคุณคา่ บริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
11. นักเรยี นรว่ มกนั แนะนาใหส้ มาชิกในครอบครัวทาความดีตามหลักธรรมในโอวาท 3
12. นักเรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรูส้ ึกหลงั การเรยี นและหลงั การทากิจกรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้
• สิง่ ที่นกั เรียนได้เรียนรใู้ นวนั น้คี ืออะไร
• นกั เรียนมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกล่มุ มากนอ้ ยเพยี งใด
• เพือ่ นนักเรียนในกลุ่มมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• นกั เรียนพอใจกับการเรยี นในวันนหี้ รอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนาความรูท้ ่ีไดน้ ไ้ี ปใช้ให้เกิดประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครวั และสังคมทว่ั ไป
ได้อย่างไร
จากนน้ั แลกเปล่ยี นตรวจสอบขน้ั ตอนการทางานทุกข้ันตอนวา่ จะเพ่มิ คณุ คา่ ไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขึ้นกว่าเดมิ ในขน้ั ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในคร้งั ตอ่ ไป
สอ่ื การเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพ้นื ฐาน พระพุทธศาสนา ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5
2. ขา่ วเรอ่ื งราวการทาความดขี องบคุ คล
3. แหลง่ การเรยี นรทู้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เร่อื ง โอวาท 3 (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มงุ่ มนั่ ในการทางาน
รกั ความเปน็ ไทย (A) ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการ ระดบั คณุ ภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ
และมกี ารชี้แจง มีการชี้แจงเป้าหมาย ไมม่ กี ารชีแ้ จง และไมม่ กี ารช้ีแจง
เป้าหมาย อยา่ งชดั เจนและ เป้าหมาย เป้าหมาย สมาชิก
การทางาน ปฏิบัตงิ านรว่ มกัน อยา่ งชัดเจน ตา่ งคนตา่ งทางาน
มีการปฏบิ ัตงิ าน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏบิ ตั งิ านร่วมกนั
ร่วมกัน เป็นระยะ ๆ ไมค่ รบทุกคน
อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ
พร้อมกบั การประเมิน
เป็นระยะ ๆ
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 13
สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 เรือ่ งท่ี 5 โอวาท 3 : การทาจิตใจใหบ้ ริสุทธิ์ เวลาเรยี น 1 ช่ัวโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชวี้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวตั ิ ความสาคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนา
ท่ีตนนับถอื และศาสนาอ่ืน มศี รัทธาท่ถี กู ตอ้ ง ยดึ ม่ัน และปฏิบตั ิตามหลักธรรม
เพื่ออยูร่ ่วมกนั อยา่ งสันติสุข
ตวั ช้ีวัด แสดงความเคารพพระรตั นตรัย และปฏบิ ัติตามไตรสิกขาและหลกั ธรรมโอวาท 3
ส 1.1 ป.5/5
ในพระพทุ ธศาสนาหรือหลักธรรมของศาสนาที่ตนนบั ถอื ตามที่กาหนด
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายหลักธรรมโอวาท 3 การทาจติ ใจใหบ้ ริสุทธิ์ (K)
2. แสดงวิธีการปฏิบัติการทาจติ ใจให้บริสทุ ธ์ิ (P)
3. เหน็ คุณค่าและความสาคัญของการปฏิบตั ติ ามหลักธรรมโอวาท 3 (A)
สาระสาคญั
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โอวาท 3 การทาจิตใจใหบ้ ริสุทธิ์ เป็นหลกั ธรรมท่ีสอนใหพ้ ัฒนาจติ ใจ
เพ่ือใหเ้ กดิ สมาธแิ ละปญั ญา ซง่ึ เปน็ หลักปฏบิ ัติสงู สุดในทางพระพทุ ธศาสนา
สาระการเรียนรู้
โอวาท 3
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ม่งุ มน่ั ในการทางาน
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
นักเรียนมหี ลกั ปฏิบตั ใิ นการชาระจติ ใจของตนเองให้บรสิ ุทธิไ์ ด้อยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นักเรียนอา่ นข้อความเก่ยี วกบั สาเหตุท่ีทาให้จติ ใจเศร้าหมอง แล้วร่วมกนั สนทนา โดยใช้คาถาม ดังน้ี
ความโลภ ความโกรธ ความหลง เศร้าเสียใจ ความหงุดหงดิ ความใฝ่รู้
จิตใจทีเ่ ศรา้ หมองมลี กั ษณะอย่างไร มาจากสาเหตอุ ะไร
(ตวั อย่างคาตอบ มลี ักษณะขุ่นมวั ไมส่ บายทัง้ กายและจิตใจ มาจากการถูกกเิ ลส เช่น ความโลภ
โกรธ หลง ครอบงา)
นกั เรียนมีวิธีแก้ความเศร้าหมองทางดา้ นจิตใจหรือไม่ อยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ มี คือ ทาจิตใจใหโ้ ลง่ ไมย่ ึดติดกบั อารมณ์ต่าง ๆ)
2. นักเรียนรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับเร่ือง หลกั ธรรมโอวาท 3 : การทาจิตใจ
ให้บริสทุ ธ์ิ โดยครแู บง่ นักเรียนออกเปน็ 3 กลุม่ เพื่อแสดงวธิ ีการทาจติ ใจให้บริสทุ ธ์ิตามหลกั ธรรม
ทางพระพทุ ธศาสนา ดงั นี้
กลมุ่ ที่ 1 ปฏบิ ัตโิ ดยการสวดมนต์ไหวพ้ ระและแผเ่ มตตา
กลมุ่ ท่ี 2 ปฏิบตั ิโดยการน่งั กาหนดลมหายใจเข้า-ออก
กลุ่มที่ 3 ปฏบิ ตั โิ ดยการกาหนดสติอยกู่ ับการยนื และเดนิ
เมื่อแบง่ กลุม่ เสร็จ นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ออกมาแสดงวิธปี ฏิบัตติ นจนกวา่ จะเสรจ็ ทง้ั 3 กลมุ่
จากนนั้ ให้ผ้แู ทนนักเรยี นของแตล่ ะกลมุ่ ออกมาเล่าประสบการณ์ความรู้สกึ ให้เพ่อื นฟังหน้าช้ันเรียน
2.ขน้ั คดิ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นรว่ มกนั วเิ คราะหเ์ ก่ียวกับการปฏบิ ัติเพือ่ ทาใหจ้ ิตใจบริสทุ ธ์ิ โดยใชแ้ ผนภาพความคิด
แล้วสรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด
4. นักเรียนร่วมกนั วเิ คราะหป์ ระโยชน์ของการทาจิตใจใหบ้ ริสุทธิ์ โดยใช้แผนภาพความคดิ
แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
5. นกั เรียนคิดประเมินเพอ่ื เพม่ิ คุณคา่ แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
นกั เรียนมีหลักปฏบิ ัติในการชาระจิตใจของตนเองใหบ้ ริสทุ ธ์ิไดอ้ ยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ ปล่อยวาง ทาจติ ใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิ คิดและทาแตส่ ่งิ ทีด่ ี)
3.ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรุปความรหู้ ลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
6. นกั เรยี นทาชน้ิ งานท่ี 9 เรือ่ ง หลักธรรมโอวาท 3
7. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบร้อยของชนิ้ งาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรับปรุงแก้ไข
ให้ดีย่ิงขนึ้
8. นกั เรยี นร่วมกนั สรุปสิ่งท่ีเขา้ ใจเป็นความร้รู ว่ มกนั ดงั น้ี
หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา โอวาท 3 การทาจิตใจให้บริสทุ ธิ์ เปน็ หลกั ธรรมทส่ี อนให้
พฒั นาจติ ใจ เพอ่ื ให้เกิดสมาธแิ ละปญั ญา ซ่ึงเปน็ หลกั ปฏิบัติสูงสดุ ในทางพระพทุ ธศาสนา
4.ขนั้ ส่อื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
9. นักเรียนออกมานาเสนอชน้ิ งานให้เพ่ือนฟงั หน้าชน้ั เรียน
10. นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายสรปุ เกย่ี วกับวธิ ีการทางานใหเ้ ห็นการคดิ เชิงระบบและวธิ ีการทางาน
ที่มแี บบแผน
5.ขั้นประเมินเพอ่ื เพิม่ คณุ ค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
11. นกั เรียนรว่ มกนั จัดป้ายนิเทศเพอ่ื เผยแพรช่ นิ้ งานตอ่ ไป
12. นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สกึ หลังการเรียนและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเด็นต่อไปนี้
• สง่ิ ทนี่ ักเรียนได้เรยี นรใู้ นวนั น้ีคืออะไร
• นกั เรียนมีส่วนรว่ มกจิ กรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• เพ่ือนนกั เรยี นในกล่มุ มีสว่ นรว่ มกจิ กรรมในกล่มุ มากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกับการเรียนในวนั น้หี รือไม่ เพยี งใด
• นกั เรียนจะนาความรทู้ ี่ไดน้ ไี้ ปใช้ให้เกดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมทวั่ ไป
ไดอ้ ยา่ งไร
จากนั้นแลกเปล่ียนตรวจสอบข้ันตอนการทางานทุกข้นั ตอนวา่ จะเพม่ิ คณุ ค่าไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชน์ต่อสังคมใหม้ ากขนึ้ กวา่ เดิมในข้นั ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครงั้ ตอ่ ไป
สือ่ การเรยี นรู้/แหลง่ การเรียนรู้
1. หนงั สอื เรียน รายวิชาพื้นฐาน พระพทุ ธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2. ขอ้ ความเกีย่ วกับสาเหตุที่ทาใหจ้ ติ ใจเศร้าหมอง
3. แหลง่ การเรียนรู้ทงั้ ภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เรื่อง โอวาท 3 (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ชิน้ งาน เรือ่ ง หลักธรรมโอวาท 3 (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมินคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ด้านรกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มงุ่ มนั่ ในการทางาน
รกั ความเป็นไทย (A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุม่
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มีการกาหนด
สมาชกิ ชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หน้า บทบาทสมาชกิ
และมกี ารช้แี จง มกี ารชแี้ จงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชแี้ จง และไมม่ ีการช้ีแจง
เป้าหมาย อย่างชัดเจนและ เปา้ หมาย เปา้ หมาย สมาชกิ
การทางาน ปฏิบัติงานรว่ มกัน อยา่ งชดั เจน ต่างคนต่างทางาน
มีการปฏิบตั งิ าน แตไ่ มม่ ีการประเมนิ ปฏิบตั ิงานร่วมกัน
ร่วมกนั เปน็ ระยะ ๆ ไมค่ รบทุกคน
อย่างร่วมมือร่วมใจ
พรอ้ มกับการประเมิน
เป็นระยะ ๆ
แบบประเมินชนิ้ งาน เร่ือง หลกั ธรรมโอวาท 3
รายการการประเมนิ ระดบั คุณภาพ
การเขียนอธิบาย 4 32 1
หรอื สรุปแนวทาง เขยี นอธิบาย เขยี นอธิบาย
การปฏิบตั ติ นตาม หรือสรุปแนวทาง เขยี นอธิบาย เขียนอธิบาย หรอื สรปุ แนวทาง
หลักธรรมและ การปฏิบัติตนตาม การปฏบิ ตั ติ นตาม
ผลของการปฏบิ ตั ิ หลกั ธรรมและ หรอื สรุปแนวทาง หรอื สรุปแนวทาง หลักธรรมและ
ผลของการปฏบิ ัติ ผลของการปฏบิ ตั ิได้
ไดส้ มั พันธก์ ัน การปฏิบตั ิตนตาม การปฏิบตั ิตนตาม แตไ่ มส่ อดคลอ้ งกับข้อมลู
มีการเชอื่ มโยง เขยี นตามขอ้ มลู ท่อี า่ น
ใหเ้ หน็ เปน็ ภาพรวม หลักธรรมและ หลักธรรมและ ไมม่ กี ารอธิบายเพมิ่ เติม
แสดงให้เห็นถึง
ความสัมพนั ธก์ ับตนเอง ผลของการปฏบิ ัตไิ ด้ ผลของการปฏบิ ตั ิ
และผู้อื่น
มีการจาแนกขอ้ มูล ได้สอดคล้องกบั ข้อมูล
หรอื อธบิ ายให้เหน็ ถงึ มกี ารเขียนยกตวั อย่าง
ความสมั พนั ธ์กับตนเอง เพ่มิ เตมิ ใหเ้ ขา้ ใจง่าย
อย่างเปน็ เหตุเป็นผล
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 14
สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 เร่ืองที่ 6 พทุ ธศาสนสภุ าษิต เวลาเรยี น 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชีว้ ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเขา้ ใจประวัติ ความสาคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ทต่ี นนบั ถือและศาสนาอืน่ มีศรทั ธาท่ถี ูกตอ้ ง ยึดมั่น และปฏิบัตติ ามหลกั ธรรม
เพือ่ อยรู่ ว่ มกนั อย่างสันติสุข
ตวั ชว้ี ัด
ส 1.1 ป.5/5 แสดงความเคารพพระรตั นตรยั และปฏบิ ัติตามไตรสกิ ขาและหลกั ธรรมโอวาท 3
ในพระพุทธศาสนาหรอื หลกั ธรรมของศาสนาทต่ี นนบั ถอื ตามทีก่ าหนด
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความหมายของพทุ ธศาสนสุภาษติ (K)
2. นาเสนอแนวทางการปฏบิ ัตติ นตามพุทธศาสนสภุ าษติ (P)
3. เห็นคุณค่าและความสาคญั ของการปฏบิ ัตติ นตามพทุ ธศาสนสุภาษิต (A)
สาระสาคญั
พทุ ธศาสนสุภาษติ เป็นคาสอนของพระพทุ ธเจ้าท่ีให้ข้อคิด สามารถนาไปปฏิบัตใิ นชวี ติ ประจาวนั ได้
สาระการเรยี นรู้
พุทธศาสนสภุ าษติ
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. มุ่งม่ันในการทางาน
3. รักความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
การศึกษาพุทธศาสนสุภาษิตกอ่ ใหเ้ กิดคณุ ค่าและประโยชน์อย่างไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขนั้ สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นกั เรยี นร่วมกนั อา่ นคาสภุ าษติ แลว้ รว่ มกันสนทนา โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
ฝนทงั่ ใหเ้ ป็นเขม็ งมเขม็ ในมหาสมุทร รกั ดีหามจว่ั รักชว่ั หามเสา
ขช่ี า้ งจบั ตกั๊ แตน ตาน้าพริกละลายแม่น้า ตกั น้าใส่กะโหลก ชะโงกดู
เงา
คาสภุ าษิตทีน่ ักเรียนอา่ นมีความหมายว่าอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ฝนทั่งใหเ้ ป็นเข็ม หมายถงึ การใช้ความพยายามในการทาสิ่งใดสงิ่ หนง่ึ
ให้สาเรจ็ )
คาสภุ าษติ มีจุดมุง่ หมายอย่างไร สือ่ ให้เห็นอะไรบา้ ง
(ตัวอย่างคาตอบ เพ่ือสอนและเตือนสตใิ นการดาเนนิ ชีวติ สือ่ ใหเ้ ห็นถงึ วถิ ชี ีวิตของสังคมไทย
บ่งบอกให้รวู้ ่าคาสภุ าษิต มีความเป็นมาจากการนาเอาหลกั คาสอนทางพระพทุ ธศาสนามาใช้เพื่อเตือนสตขิ อง
คนในสังคม)
นักเรยี นคิดว่าในพระพุทธศาสนามีคาสภุ าษิตหรือไม่ อย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ มี คือ พุทธศาสนสภุ าษติ )
นกั เรียนคดิ ว่าคาสุภาษิตและพุทธศาสนสภุ าษิตแตกต่างกันอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ สภุ าษิต หมายถงึ ถอ้ ยคาท่กี ลา่ วดแี ลว้ สว่ นพทุ ธศาสนสุภาษิต หมายถงึ
พุทธวจนะ (คากลา่ วของพระพุทธเจ้า) หรอื สภุ าษิตท่เี กิดจากหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา เปน็ คาสอน
ท่คี วรปฏิบัติตาม)
2. นกั เรียนร่วมกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มลู เกีย่ วกบั พทุ ธศาสนสภุ าษิต วริ เิ ยน ทุกขฺ มจฺเจติ
และ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต จากหนังสือเรยี นและแหลง่ การเรยี นร้อู นื่ ๆ เพมิ่ เติม
2.ขั้นคิดวิเคราะหแ์ ละสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นกั เรียนร่วมกนั วเิ คราะห์สถานการณท์ ีก่ าหนดให้ แลว้ ตอบคาถามว่า สอดคลอ้ งกบั พทุ ธศาสน-
สุภาษิตบทใด แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใชค้ าถาม ดงั นี้
3.1 ปิ ติตอ้ งการเล้ียงปลานิลขาย จงึ ไปขอหนงั สือจากเกษตรอาเภอมาอา่ น
และหาขอ้ มลู เพม่ิ เติมในอินเทอร์เน็ตก่อนจะเล้ียงจริง ทาใหป้ ลานิลของปิ ติ
มีขนาดใหญ่กวา่ ของผเู้ ล้ียงรายอื่น จึงขายไดร้ าคาดี
การปฏิบัตขิ องปิตติ รงตามพทุ ธศาสนสภุ าษิตใด
(ปญญฺ า โลกสมฺ ิ ปชโฺ ชโต)
3.2 เพชรรู้ตวั วา่ เรียนหนงั สือไม่เก่งจึงขยนั อ่านหนงั สือทุกวนั และใหว้ รี ะคอย
ช่วยสอนบทเรียนที่ยาก และหมน่ั ทาแบบฝึกหดั อยเู่ สมอ ทาใหเ้ พชรเรียนหนงั สือ
ไดด้ ีข้นึ เร่ือย ๆ จนสามารถสอบเลื่อนช้นั ได้
การปฏบิ ัตขิ องเพชรตรงตามพุทธศาสนสภุ าษติ บทใด
(วิริเยน ทุกขฺ มจฺเจติ)
4. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพุทธศาสนสุภาษิต วริ ิเยน ทุกฺขมจฺเจติ
แลว้ สรุปเป็นความคดิ รวบยอด โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี
พุทธศาสนสุภาษติ วริ เิ ยน ทกุ ขฺ มจฺเจติ ให้ขอ้ คิดหรือหลักปฏบิ ัติอย่างไร
(คนจะผา่ นพ้นความยากลาบากได้เพราะความเพียร)
นักเรยี นจะนาข้อคดิ จากพุทธศาสนสภุ าษติ วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ มาใช้ในการดาเนนิ ชวี ิตอยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ใชก้ ับการศึกษาเล่าเรยี น การทางาน เพราะความเพยี รพยายามเท่าน้ันที่จะทาให้
เราฟนั ฝา่ ปญั หาอปุ สรรคต่าง ๆ ไปได)้
5. นกั เรยี นร่วมกนั วเิ คราะห์ผลทีเ่ กดิ ขึน้ จากการปฏิบัติและไม่ปฏบิ ัติตามพทุ ธศาสนสุภาษิต
วิรเิ ยน ทกุ ขฺ มจเฺ จติ โดยใชแ้ ผนภาพความคดิ แล้วสรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด
วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ
6. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกบั พทุ ธศาสนสุภาษติ ปญญฺ า โลกสมฺ ิ ปชฺโชโต
แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี
พุทธศาสนสภุ าษิต ปญญฺ า โลกสมฺ ิ ปชโฺ ชโต ให้ขอ้ คดิ หรอื หลักปฏิบัติอยา่ งไร
(ปัญญา คอื แสงสว่างในโลก)
นักเรียนจะนาข้อคิดจากพุทธศาสนสุภาษติ ปญญฺ า โลกสมฺ ิ ปชฺโชโต มาใช้ในการดาเนนิ ชวี ิต
อยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ปญั ญา เปรยี บดงั แสงสวา่ งหรอื เป็นทรพั ย์ท่ตี ดิ ตัวของแต่ละคน
สามารถใช้ในการกาหนดการดาเนินชวี ติ แก้ไขปญั หาต่าง ๆ ใหส้ าเรจ็ ลุลว่ งไปได)้
7. นกั เรียนรว่ มกนั วิเคราะห์ผลท่ีเกิดข้นึ จากการปฏบิ ัติและไมป่ ฏิบตั ิตามพทุ ธศาสนสุภาษิต
ปญญฺ า โลกสฺมิ ปชฺโชโต โดยใช้แผนภาพความคดิ แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด ดังตวั อย่าง
ปญญฺ า โลกสฺมิ ปชฺโชโต
8. นกั เรียนรว่ มกนั สรุปความรคู้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกบั พุทธศาสนสภุ าษติ โดยใช้แผนภาพความคดิ
แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด
9. นักเรยี นคิดประเมินเพือ่ เพ่มิ คณุ คา่ แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด โดยใชค้ าถาม ดังน้ี
การศึกษาพทุ ธศาสนสภุ าษติ ก่อใหเ้ กิดคุณค่าและประโยชน์อยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ ทาให้เขา้ ใจพระพทุ ธศาสนาไดอ้ ย่างถูกต้อง ลึกซง้ึ ทาให้สามารถนา
พทุ ธศาสนสภุ าษติ มาใช้เปน็ ขอ้ คิดในการดาเนินชวี ิต)
3.ขนั้ ปฏิบตั ิและสรุปความรู้หลังการปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
10. นักเรียนแบ่งกลมุ่ เลือกพุทธศาสนสภุ าษิตท่ีศกึ ษามา 1 บท แลว้ อธบิ ายความหมาย
และการนาไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ต่อนักเรียนลงในแบบบนั ทกึ แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด ดงั ตัวอย่าง
แบบบนั ทกึ พทุ ธศาสนสุภาษติ
พทุ ธศาสนสุภาษติ (วริ ิเยน ทกุ ฺขมจฺเจต)ิ
ความหมาย (คนจะผา่ นพน้ ความยากลาบากได้ เพราะความเพยี ร)
แนวทางการนาไปปฏบิ ตั ิ (ต้งั ใจเรียนหนงั สือโดยใชค้ วามเพยี รพยายาม)
ผลทเี่ กิดข้ึน (เพยี รพยายามจนประสบผลสาเร็จ มีผลการเรียนท่ดี ีข้ึน)
การปฏิบตั ิตนตามแนวทางของพทุ ธศาสนิกชนดงั กล่าวสอดคลอ้ งกบั คุณธรรม จริยธรรม และ
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคใ์ นขอ้ ใด
ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมน่ั ในการทางาน รกั ความเป็นไทย
11. นกั เรยี นตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไข
ให้ดียง่ิ ขึ้น
12. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ สงิ่ ที่เข้าใจเปน็ ความรรู้ ว่ มกัน ดงั นี้
พทุ ธศาสนสุภาษติ เป็นคาสอนของพระพุทธเจ้าท่ีใหข้ อ้ คดิ สามารถนาไปปฏิบัติ
ในชีวิตประจาวนั ได้
4.ขน้ั ส่ือสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
13. นกั เรยี นออกมานาเสนอผลงานใหเ้ พ่อื นฟังหน้าช้ันเรยี น
14. นกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายสรุปเกี่ยวกบั วธิ ีการทางานใหเ้ ห็นการคิดเชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ท่มี แี บบแผน
5.ข้ันประเมนิ เพื่อเพิ่มคณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
15. นักเรยี นร่วมกนั จัดทาแผ่นป้ายข้อความพุทธศาสนสภุ าษิต จากน้ันนาไปติดตามต้นไม้
หรอื สถานทีท่ ี่คนสามารถเห็นได้ เพอื่ เผยแพร่ความร้แู ละใหผ้ ู้อ่านไดข้ ้อคิดทดี่ ีจากพุทธศาสนสุภาษิต
เพ่ือนาไปปรับใชใ้ นการดาเนินชวี ิตประจาวนั
16. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สึกหลังการเรยี นและหลังการทากจิ กรรม
ในประเด็นตอ่ ไปน้ี
• ส่งิ ท่นี กั เรียนไดเ้ รียนรใู้ นวันน้ีคืออะไร
• นักเรยี นมีส่วนรว่ มกจิ กรรมในกลุ่มมากนอ้ ยเพียงใด
• เพือ่ นนักเรยี นในกล่มุ มสี ่วนรว่ มกจิ กรรมในกลมุ่ มากน้อยเพยี งใด
• นกั เรียนพอใจกบั การเรยี นในวนั นห้ี รือไม่ เพียงใด
• นกั เรียนจะนาความร้ทู ไี่ ดน้ ไ้ี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสังคมทว่ั ไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนน้ั แลกเปลยี่ นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกข้ันตอนวา่ จะเพิม่ คณุ คา่ ไปสู่สงั คม
เกิดประโยชนต์ อ่ สังคมใหม้ ากขึ้นกวา่ เดิมในขนั้ ตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในคร้ังตอ่ ไป
สอ่ื การเรยี นร/ู้ แหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. คาสุภาษติ
3. แหลง่ การเรยี นรู้ท้งั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรือ่ ง พุทธศาสนสภุ าษิต (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านรกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มงุ่ มั่นในการทางาน
รักความเป็นไทย (A) ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ
กระบวนการ 4321
ทางานกลุ่ม
มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ
และมีการชี้แจง มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มีการชีแ้ จง และไมม่ กี ารช้ีแจง
เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน
มกี ารปฏิบัติงาน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน
รว่ มกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน
อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ
พร้อมกับการประเมิน
เปน็ ระยะ ๆ
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 15
สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 4 เรอื่ งท่ี 7 หลกั ธรรมเพอ่ื พฒั นาตนเองและสิง่ แวดล้อม เวลาเรยี น 1 ช่ัวโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รแู้ ละเข้าใจประวตั ิ ความสาคญั ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนา
ที่ตนนบั ถือและศาสนาอื่น มศี รทั ธาทีถ่ ูกต้อง ยึดมั่น และปฏบิ ัติตามหลกั ธรรม
เพื่ออยรู่ ่วมกันอย่างสันตสิ ขุ
ตัวชวี้ ัด แสดงความเคารพพระรตั นตรยั และปฏิบตั ติ ามไตรสิกขาและหลักธรรมโอวาท 3
ส 1.1 ป.5/5
ส 1.1 ป.5/7 ในพระพุทธศาสนาหรอื หลักธรรมของศาสนาทตี่ นนบั ถือตามท่ีกาหนด
ปฏบิ ตั ิตนตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนบั ถือ เพือ่ การพฒั นาตนเอง
และสิ่งแวดล้อม
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายหลักธรรมเพือ่ พฒั นาตนเองและสง่ิ แวดลอ้ ม (K)
2. วิเคราะหแ์ ละปฏิบัตติ ามหลักธรรมเพอ่ื พัฒนาตนเองและสิ่งแวดลอ้ ม (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคญั ของการปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมเพ่อื พฒั นาตนเองและสิ่งแวดล้อม (A)
สาระสาคญั เพอื่
หลกั ธรรมเพอื่ พฒั นาตนเองและส่งิ แวดลอ้ ม เปน็ การนาหลกั ธรรมโอวาท 3 มาเปน็ หลักปฏิบัติ
พฒั นาตนใหม้ ีความสมบูรณ์พร้อมทง้ั กาย วาจา และใจ และนาหลกั ธรรมมาพัฒนาสภาพแวดลอ้ ม
ใหน้ า่ อยู่อาศยั
สาระการเรียนรู้
หลกั ธรรมเพอ่ื พัฒนาตนเองและสงิ่ แวดลอ้ ม
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. มุ่งม่ันในการทางาน
3. รกั ความเป็นไทย
คาถามสาคญั
หลกั ธรรมเพอื่ พฒั นาตนเองและส่ิงแวดลอ้ ม
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
1.ขั้นสังเกต รวบรวมขอ้ มูล (Gathering)
1. นกั เรียนสงั เกตภาพบุคคล 5 วัย คือ
จากน้นั ร่วมกนั สนทนา โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ในวยั เด็กนกั เรียนมใี ครดูแล
(พ่อแม่)
ตอนนี้นกั เรยี นอยูใ่ นวัยใด
(วัยนักเรยี น)
วัยนกั เรียนมหี น้าทอ่ี ย่างไรบ้าง
(ตวั อยา่ งคาตอบ ศึกษาเลา่ เรยี น ปฏิบัติตามคาสง่ั สอนของพ่อแม่ ครอู าจารย)์
ถา้ นักเรียนต้องเตบิ โตเปน็ ผใู้ หญท่ ่ีดีสาเรจ็ การศกึ ษา และมีหน้าท่ีการงานทด่ี ี
นกั เรยี นจะมแี นวทางในการพัฒนาตนเองอย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ พัฒนาตนเองตามหลกั ธรรมโอวาท 3 ดว้ ยการทาความดี ละเว้นความชว่ั
ทาจิตใจให้บริสุทธ์ิ ตง้ั ใจศกึ ษาเล่าเรียน)
2. นักเรยี นร่วมกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเก่ียวกบั เรอ่ื ง หลกั ธรรมเพือ่ พฒั นาตนเอง
และส่งิ แวดล้อม จากหนงั สอื เรยี นและแหล่งการเรยี นรูอ้ ื่น ๆ เพิ่มเติม
2.ขนั้ คดิ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกบั หลักธรรมเพือ่ พัฒนาตนเอง แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบ
ยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
หลักธรรมใดบ้างทีส่ ามารถนามาใช้พัฒนาตนเองได้
(ตวั อย่างคาตอบ โอวาท 3)
นกั เรียนจะนาหลักธรรมโอวาท 3 มาพัฒนาตนเองไดอ้ ย่างไร
นกั เรยี นรว่ มกนั บนั ทกึ คาตอบโดยใช้แผนภาพความคดิ บนกระดาน
4. นักเรียนร่วมกนั วิเคราะหผ์ ลทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการปฏบิ ัตแิ ละไมป่ ฏิบัติการพฒั นาตนเอง
ตามหลกั ธรรมโอวาท 3 โดยใช้แผนภาพความคิด แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด
5. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั หลักธรรมเพ่ือการพัฒนาส่งิ แวดล้อม แล้วสรปุ เปน็
ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
ส่ิงแวดล้อม หมายถงึ อะไร ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
(ตวั อย่างคาตอบ หมายถงึ สภาพแวดล้อมท่อี ยูร่ อบ ๆ ตวั เรา เชน่ ทอี่ ยู่อาศยั ผคู้ นรอบขา้ ง
โรงเรยี น วัด ชุมชน แม่นา้ ภเู ขา ป่าไม)้
มีความสาคญั อย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ เป็นสถานที่พกั อาศยั ทาการงาน ใช้สาหรบั เป็นประโยชน์ใช้สอยตา่ ง ๆ
ทาให้เราสามารถดารงชีวติ ต่อไปได้)
เมื่อสง่ิ แวดล้อมมีความสาคญั และมีคณุ ประโยชน์มากมาย นักเรียนจะนาหลกั ธรรมโอวาท 3 มา
พัฒนาสิ่งแวดลอ้ มได้อยา่ งไร นักเรยี นร่วมกนั บนั ทึกคาตอบโดยใช้แผนภาพความคดิ
6. นกั เรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตแิ ละไม่ปฏบิ ตั ิการพฒั นาสิง่ แวดลอ้ ม
ตามหลักธรรมโอวาท 3 โดยใชแ้ ผนภาพความคดิ แลว้ สรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
7. นักเรยี นคดิ ประเมนิ เพ่ือเพิม่ คุณค่า แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
นกั เรยี นสามารถนาหลักธรรมโอวาท 3 มาใช้ปฏบิ ัตเิ พือ่ ลดภาวะโลกรอ้ นไดอ้ ยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทาความดดี ว้ ยการชว่ ยปลูกตน้ ไม้บริเวณโดยรอบโรงเรยี นและชมุ ชน
ไม่ทาความชั่วดว้ ยการไม่ทิ้งขยะลงในแหลง่ นา้ และไมต่ ัดไมท้ าลายปา่ การทาจิตใจให้บริสุทธิ์ เหน็ คุณคา่ และ
ความสาคัญของสง่ิ แวดลอ้ มและมใี จอนุรกั ษส์ งิ่ แวดล้อม)
3.ขน้ั ปฏิบตั ิและสรุปความรู้หลังการปฏบิ ตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
8. นักเรยี นเสนอแนวทางการปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมโอวาท 3 เพอ่ื พฒั นาตนเองและส่ิงแวดลอ้ ม พรอ้ ม
วเิ คราะหผ์ ลทีเ่ กิดขึน้ ลงในช้ินงานที่ 10 เร่ือง หลกั ธรรมเพ่ือพฒั นาตนเองและสง่ิ แวดล้อม
9. นักเรยี นตรวจสอบความถกู ตอ้ งเรียบรอ้ ยของช้นิ งาน หากพบขอ้ ผิดพลาดใหป้ รบั ปรุงแกไ้ ขใหด้ ี
ยิ่งข้นึ
10. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ สง่ิ ทเ่ี ขา้ ใจเปน็ ความรรู้ ่วมกนั ดงั น้ี
หลักธรรมเพือ่ พัฒนาตนเองและสิง่ แวดลอ้ ม เป็นการนาหลกั ธรรมโอวาท 3 มาเปน็ หลักปฏบิ ตั ิเพื่อ
พัฒนาตนให้มคี วามสมบรู ณพ์ รอ้ มทัง้ กาย วาจา และใจ และนาหลักธรรมมาพฒั นาสภาพแวดล้อม
ใหน้ ่าอยอู่ าศยั
4.ขน้ั สือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
11. นักเรียนออกมานาเสนอแนวทางการปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมโอวาท 3 เพ่อื พัฒนาตนเอง
และสิง่ แวดลอ้ มให้เพ่ือนฟังหนา้ ชั้นเรียน
12. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรปุ เก่ียวกบั วธิ ีการทางานให้เหน็ การคดิ เชงิ ระบบและวธิ กี ารทางาน
ที่มีแบบแผน
5.ขั้นประเมินเพอ่ื เพิ่มคณุ ค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
13. นักเรียนนาหลักธรรมโอวาท 3 ไปใชใ้ นการพัฒนาตนเองและสงิ่ แวดลอ้ ม แล้วเชิญชวน
ให้สมาชกิ ในครอบครัวมาปฏิบตั ริ ว่ มกัน
14. นักเรยี นประเมนิ ตนเองหลงั การเรยี น ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
• สิ่งท่นี กั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวันนี้คืออะไร
• นักเรียนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรยี นร้มู ากนอ้ ยเพยี งใด
• นกั เรยี นพึงพอใจกบั การเรียนร้ใู นวนั นห้ี รอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรยี นจะนาความรู้ที่ไดน้ ไ้ี ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครวั และสงั คมท่วั ไป
ไดอ้ ยา่ งไร
จากนน้ั แลกเปลี่ยนตรวจสอบขั้นตอนการทางานทุกข้นั ตอนว่าจะเพ่มิ คุณคา่ ไปสู่สงั คม
เกดิ ประโยชน์ต่อสังคมให้มากขนึ้ กวา่ เดมิ ในขั้นตอนใดบา้ ง สาหรบั การทางานในครั้งตอ่ ไป
สื่อการเรียนร/ู้ แหลง่ การเรยี นรู
1. หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5
2. ภาพบคุ คล 5 วัย
3. แหลง่ การเรยี นรทู้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
กิจกรรมเสนอแนะ
นักเรยี นสารวจการทาความดเี กีย่ วกับการพฒั นาสิ่งแวดล้อมในโรงเรยี นและชมุ ชน โดยยกตวั อย่างบุคคล
ท่ีทาความดีมา 1 คน จากนั้นออกมานาเสนอผลการสารวจให้เพ่อื นฟังหนา้ ช้นั เรยี น
การประเมินการเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรอื่ ง หลกั ธรรมเพื่อพฒั นาตนเองและสิ่งแวดล้อม(K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ช้นิ งาน เรอื่ ง หลักธรรมเพ่อื พฒั นาตนเองและส่ิงแวดล้อม (P) ดว้ ยแบบประเมิน 3.
ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มุง่ ม่นั ในการทางาน
รกั ความเปน็ ไทย (A) ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ
กระบวนการ 432 1
ทางานกลมุ่
มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท ไม่มีการกาหนด
บทบาทสมาชิก
สมาชิกชดั เจน สมาชิกชดั เจน เฉพาะหัวหนา้ และไม่มีการช้ีแจง
เปา้ หมาย สมาชิก
และมกี ารชีแ้ จงเปา้ หมาย มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไมม่ กี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ต่างคนต่างทางาน
การทางาน อย่างชัดเจนและ อยา่ งชดั เจน
มีการปฏิบัตงิ านร่วมกนั ปฏิบตั ิงานรว่ มกัน ปฏิบตั งิ านร่วมกัน
อย่างรว่ มมือรว่ มใจ แต่ไมม่ ีการประเมิน ไมค่ รบทกุ คน
พรอ้ มกบั การประเมนิ เป็น เปน็ ระยะ ๆ
ระยะ ๆ
แบบประเมนิ ชิ้นงาน เรอื่ ง หลักธรรมเพอ่ื พฒั นาตนเองและส่ิงแวดลอ้ ม
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ 4 321
การอธบิ ายหรอื สรุป อธิบายหรอื สรุป อธบิ ายหรอื สรปุ อธิบายหรอื สรุป อธบิ ายหรือสรปุ
การปฏบิ ัติตนตาม การปฏบิ ัติตนตาม การปฏบิ ัตติ นตาม การปฏิบตั ิตนตาม การปฏบิ ตั ติ นตาม
หลักธรรมโอวาท 3 หลักธรรมโอวาท 3 หลกั ธรรมโอวาท 3 หลกั ธรรมโอวาท 3 หลกั ธรรมโอวาท 3
เพื่อพัฒนาตนเอง เพ่ือพัฒนาตนเอง เพื่อพฒั นาตนเอง เพื่อพฒั นาตนเอง เพื่อพัฒนาตนเอง
และส่ิงแวดลอ้ ม และสง่ิ แวดลอ้ ม และสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดลอ้ ม และสง่ิ แวดลอ้ ม
และผลทเ่ี กิดขน้ึ และผลทเี่ กิดข้ึน และผลทีเ่ กดิ ขนึ้ และผลที่เกิดขนึ้ และผลทีเ่ กดิ ข้นึ
ต่อตนเอง ตอ่ ตนเอง ต่อตนเอง ตอ่ ตนเอง ตอ่ ตนเอง
และสิ่งแวดล้อม และส่งิ แวดล้อม และสง่ิ แวดล้อมได้ และสิ่งแวดลอ้ ม และสง่ิ แวดลอ้ มได้
ไดส้ ัมพันธก์ ัน มกี ารจาแนกข้อมูล ไดส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ มูล แต่ไม่สอดคลอ้ ง
มีการเชอ่ื มโยง หรืออธิบายให้เหน็ ถึง มกี ารเขียนยกตัวอย่าง กับขอ้ มูลท่ีอา่ น
ให้เห็นเป็นภาพรวม ความสมั พนั ธก์ บั เพม่ิ เติมให้เขา้ ใจงา่ ย ไมม่ กี ารอธิบาย
แสดงให้เห็นถงึ ตนเอง เพ่มิ เตมิ
ความสัมพนั ธ์กบั อย่างเป็นเหตุเป็นผล
ตนเอง
และผูอ้ ืน่
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 16
สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 เร่ืองท่ี 8 หลักธรรมคาสอนของศาสนาตา่ ง ๆ เวลาเรียน 1 ช่ัวโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รแู้ ละเข้าใจประวัติ ความสาคญั ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนา
ตวั ชี้วัด
ที่ตนนบั ถอื และศาสนาอื่น มีศรทั ธาทีถ่ กู ต้อง ยึดมั่น และปฏิบตั ิตามหลกั ธรรม
เพือ่ อยรู่ ว่ มกันอยา่ งสันตสิ ขุ
ส 1.1 ป.5/7 ปฏบิ ัตติ นตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถอื เพ่ือการพัฒนาตนเอง
และสิ่งแวดลอ้ ม
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายหลักคาสอนของศาสนาต่าง ๆ (K)
2. วิเคราะห์การปฏบิ ตั ิตามหลกั คาสอนของศาสนาต่าง ๆ (P)
3. เหน็ คุณค่าและความสาคญั ของการปฏบิ ัตติ ามหลักคาสอนของศาสนาตา่ ง ๆ (A)
สาระสาคญั
ศาสนาทุกศาสนามีหลักคาสอนและหลักปฏบิ ตั ิที่สอนใหศ้ าสนกิ ชนเป็นคนดี
สาระการเรียนรู้
หลักคาสอนของศาสนาต่าง ๆ
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. มงุ่ ม่ันในการทางาน
3. รกั ความเปน็ ไทย
คาถามสาคญั
ถ้าทกุ คน ทกุ ศาสนาปฏบิ ตั ิตามหลักคาสอนของศาสนาจะเกิดผลดีอยา่ งไร
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขนั้ สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
1. นกั เรยี นรว่ มกนั สนทนาเกีย่ วกับศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยใช้คาถาม ดงั นี้
ประชาชนสว่ นใหญข่ องประเทศไทยนบั ถือศาสนาใด
(พระพทุ ธศาสนา)
นอกจากพระพุทธศาสนาแล้วประชาชนชาวไทยมีการนบั ถอื ศาสนาใดอีกบา้ ง
(ตัวอย่างคาตอบ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู)
นักเรยี นคดิ ว่าเพราะเหตใุ ดคนไทยจงึ มกี ารนับถือศาสนาทีแ่ ตกตา่ งกนั
(ตวั อย่างคาตอบ เพราะคนไทยมีสทิ ธิและเสรภี าพทเี่ ท่าเทยี มกนั สามารถเลือกนับถอื
ศาสนาต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ)
นักเรยี นคดิ วา่ การนบั ถือศาสนาท่ีแตกต่างกันมีผลกระทบต่อคนไทยและประเทศไทยหรือไม่
อยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ ไม่มี เพราะศาสนาทุกศาสนามีหลกั ธรรมคาสอนท่ีสอนให้ทุกคนเป็นคนดี
ถ้าทุกคนปฏบิ ัติตามหลกั ธรรมคาสอนของแตล่ ะศาสนา ให้เกยี รตผิ ทู้ ่ีนบั ถอื ศาสนาท่แี ตกตา่ งกนั
ทุกคนก็สามารถอยูร่ ว่ มกันได้อยา่ งมคี วามสุข โดยไม่เกิดปัญหาความขัดแย้ง)
2. นักเรียนรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมขอ้ มูลเกย่ี วกบั เรื่อง หลักธรรมคาสอนของศาสนาต่าง ๆ
จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรียนรอู้ ่ืน ๆ เพ่ิมเติม
2.ขั้นคดิ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลกั คาสอนของศาสนาอสิ ลาม แลว้ สรุปเป็นความคิด
รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังน้ี
ศาสนาอิสลามมหี ลักคาสอนอะไรบ้าง และมีความสาคญั อยา่ งไร นกั เรยี นบนั ทึกคาตอบ
ลงในแผนภาพความคดิ
4. นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์เกีย่ วกับการนาหลักคาสอนของศาสนาอิสลามไปปฏบิ ตั ิ พรอ้ มวเิ คราะห์
ผลที่เกดิ ขนึ้ จากการปฏิบัติ โดยใช้แผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด
5. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับหลักคาสอนของศาสนาคริสต์ แลว้ สรุปเปน็
ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
ศาสนาครสิ ต์มีหลกั คาสอนอะไรบา้ ง และมคี วามสาคัญอย่างไร นกั เรียนบันทกึ คาตอบ
ลงในแผนภาพความคดิ
6. นักเรยี นรว่ มกนั วิเคราะห์เกี่ยวกับการนาหลกั คาสอนของศาสนาคริสต์ไปปฏิบตั ิ พร้อมวเิ คราะห์ผล
ทเี่ กิดข้นึ จากการปฏิบัติ โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แลว้ สรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด
7. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกบั หลกั คาสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู แลว้ สรปุ เป็น
ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู มหี ลักคาสอนอะไรบ้าง และมีความสาคัญอยา่ งไร นกั เรยี นบันทึก
คาตอบลงในแผนภาพความคิด
8. นกั เรยี นร่วมกนั วเิ คราะห์เกย่ี วกับการนาหลักคาสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดูไปปฏบิ ัติ
พรอ้ มวเิ คราะหผ์ ลท่ีเกดิ ข้นึ จากการปฏิบัติ โดยใช้แผนภาพความคิด แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
9. นักเรียนยกตัวอยา่ งหลกั คาสอนของศาสนาท่ีสนใจมา 2 ศาสนา วิเคราะห์ความเหมอื น
และความแตกต่าง โดยใช้แผนภาพความคดิ แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด ดงั ตวั อยา่ ง
หลักคำสอนของ ส่ิงที่เหมือนกัน หลกั คำสอนของ
ศำสนำอสิ ลำม ศำสนำคริสต์
สอนใหท้ กุ คน
หลกั ศรทั ธา 6 ประการ เป็ นคนดี บญั ญตั ิ 10 ประการ
หลกั ปฏบิ ตั ิ 5 ประการ หลกั ตรีเอกานุภาพ
หลกั ความรัก
10. นกั เรยี นคิดประเมินเพอ่ื เพม่ิ คุณคา่ แล้วสรุปเป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
ถา้ ทกุ คน ทกุ ศาสนาปฏิบัติตามหลักคาสอนของศาสนาจะเกดิ ผลดอี ยา่ งไร
(ตวั อย่างคาตอบ มคี วามสขุ ในการดารงชวี ติ สังคมสงบสขุ ปราศจากความขัดแย้ง)
3.ข้ันปฏบิ ัตแิ ละสรปุ ความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
11. นักเรยี นแบง่ กลุม่ ยกตัวอยา่ งหลกั คาสอนของศาสนาต่าง ๆ ทีส่ นใจมา 1 หลักคาสอน
แลว้ วเิ คราะหถ์ งึ ผลที่เกดิ จากการปฏบิ ตั ิตามและไม่ปฏิบตั ติ ามลงในแผนภาพความคิด แลว้ สรุปเป็น
ความคดิ รวบยอด
12. นกั เรียนตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รบั ปรุงแก้ไข
ใหด้ ีย่งิ ขน้ึ
13. นกั เรียนร่วมกนั สรุปสิง่ ทเี่ ขา้ ใจเปน็ ความรู้ร่วมกัน ดงั นี้
ศาสนาทกุ ศาสนามหี ลกั คาสอนและหลกั ปฏบิ ัติท่สี อนให้ศาสนกิ ชนเป็นคนดี
4.ขน้ั สอ่ื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
14. นกั เรียนออกมานาเสนอหลกั คาสอนของศาสนาต่าง ๆ ที่สนใจให้เพือ่ นฟังหน้าช้ันเรยี น
15. นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายสรปุ เกยี่ วกับวิธีการทางานให้เห็นการคดิ เชิงระบบและวธิ ีการทางาน
ที่มีแบบแผน
5.ขั้นประเมนิ เพอ่ื เพ่ิมคณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
16. นกั เรียนนาความร้จู ากการศกึ ษาหลักคาสอนของศาสนาต่าง ๆ ไปเล่าใหส้ มาชกิ ในครอบครัวฟงั
เพื่อจะไดม้ คี วามรู้ความเขา้ ใจท่ีดตี ่อกัน และสามารถอยูร่ ว่ มกบั เพื่อนทน่ี บั ถอื ศาสนาอน่ื ได้อยา่ งมีความสขุ
17. นกั เรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรสู้ กึ หลงั การเรียนและหลังการทากจิ กรรม
ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
• ส่งิ ทนี่ กั เรียนไดเ้ รียนร้ใู นวนั นค้ี ืออะไร
• นกั เรียนมีส่วนรว่ มกจิ กรรมในกลุ่มมากน้อยเพยี งใด
• เพอ่ื นนกั เรียนในกลมุ่ มีส่วนรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกับการเรียนในวันนห้ี รือไม่ เพยี งใด
• นกั เรยี นจะนาความรทู้ ่ไี ด้นไ้ี ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมทวั่ ไป
ได้อยา่ งไร
จากนั้นแลกเปล่ยี นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกข้นั ตอนว่าจะเพม่ิ คุณคา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชนต์ อ่ สังคมให้มากข้นึ กวา่ เดิมในขั้นตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในคร้งั ตอ่ ไป
ส่ือการเรยี นร้/ู แหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสือเรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
2. แหล่งการเรยี นรู้ท้งั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรอื่ ง หลักคาสอนของศาสนาต่าง ๆ(K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นรักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ม่งุ ม่นั ในการทางาน
รักความเปน็ ไทย (A) ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมนิ
4321
กระบวนการ
ทางานกลุ่ม มกี ารกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไมม่ ีการกาหนด
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ บทบาทสมาชกิ
และมีการชี้แจง มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ไม่มีการชีแ้ จง และไมม่ กี ารช้ีแจง
เปา้ หมาย อย่างชดั เจนและ เป้าหมาย เปา้ หมาย สมาชิก
การทางาน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน
มกี ารปฏิบัติงาน แตไ่ ม่มีการประเมนิ ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน
รว่ มกนั เปน็ ระยะ ๆ ไม่ครบทกุ คน
อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ
พร้อมกับการประเมิน
เปน็ ระยะ ๆ
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 17
สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 5 เรอื่ งท่ี 1 หนา้ ทช่ี าวพุทธ เวลาเรยี น 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นร้แู ละตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนกั และปฏิบัตติ นเป็นศาสนกิ ชนทด่ี ี และธารงรักษาพระพทุ ธศาสนา
หรือศาสนาที่ตนนบั ถือ
ตวั ชีว้ ัด
ส 1.2 ป.5/1 จัดพธิ กี รรมตามศาสนาทต่ี นนบั ถืออย่างเรียบงา่ ย มีประโยชน์ และปฏิบัติตนถกู ต้อง
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายหนา้ ทช่ี าวพุทธ การจดั พธิ กี รรมทเี่ รียบง่าย ประหยดั มีประโยชนแ์ ละถูกต้องตามหลกั ศาสนา
(K)
2. จดั พธิ กี รรมทเ่ี รยี บงา่ ย ประหยัด มีประโยชนแ์ ละถกู ตอ้ งตามหลักศาสนา (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสาคัญของการจัดพธิ กี รรมและรักษาธรรมเนยี มปฏิบตั ิของพระพุทธศาสนา
ใหค้ งอยู่สืบต่อไป (A)
สาระสาคัญ
การจดั พิธีกรรมทางศาสนาควรคานึงถงึ ความประหยดั เรียบงา่ ย มีประโยชน์และถูกต้องตาม
หลกั ศาสนาจึงจะถอื ว่าเป็นชาวพุทธท่ดี ี
สาระการเรยี นรู้
การจัดพธิ กี รรมทเ่ี รียบง่าย ประหยดั มีประโยชนแ์ ละถกู ต้องตามหลักศาสนา
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. รักความเป็นไทย
คาถามสาคญั
การเขา้ ร่วมพิธกี รรมทางพระพุทธศาสนาสง่ เสรมิ ใหน้ กั เรียนไดม้ ีโอกาสทาความดอี ยา่ งไรบา้ ง
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
1.ขั้นสงั เกต รวบรวมขอ้ มูล (Gathering)
1. นักเรยี นร่วมกนั สนทนาเก่ยี วกบั การเขา้ ร่วมพิธีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา โดยใช้คาถาม ดงั นี้
นกั เรยี นเคยเขา้ รว่ มพธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนาหรอื ไม่
(ตัวอย่างคาตอบ เคย)
นักเรียนปฏบิ ตั ติ นอยา่ งไรในการเข้าร่วมพธิ ีกรรมดังกล่าว
(ตัวอย่างคาตอบ ไม่พดู คุยเสยี งดัง สารวมกาย วาจา)
2. นักเรยี นรว่ มกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เก่ียวกบั เร่ือง หน้าท่ีชาวพทุ ธ จากหนังสือเรยี น
และแหล่งการเรยี นรูอ้ ่ืน ๆ เพ่ิมเติม
2.ขนั้ คิดวเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับการจัดพธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนา แล้วสรุปเป็น
ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
พธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนาหมายถงึ อะไร มคี วามสาคญั อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ระเบยี บแบบแผนทีช่ าวพุทธไดป้ ฏิบัติสืบทอดกันมา มีความสาคัญ
เพื่อเป็นการสง่ เสริมความเลอื่ มใสศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนา)
พธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนามกี ี่ประเภทอะไรบา้ ง
(3 ประเภท ได้แก่ บญุ พิธี ทานพธิ ี กุศลพธิ )ี
4. นกั เรียนรว่ มกนั ยกตวั อย่างพธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนาท่นี ักเรียนรู้จัก แลว้ จาแนกว่า
เปน็ ศาสนพิธปี ระเภทใดโดยใช้ตาราง แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด ดงั ตัวอยา่ ง
บุญพธิ ี ทานพิธี กุศลพธิ ี
งานแตง่ งาน การถวายสงั ฆทาน พิธปี ระกาศตน
งานขึ้นบา้ นใหม่ การถวายอาหาร เปน็ พุทธมามกะ
พธิ รี กั ษาศลี อโุ บสถ
งานบวช ทอดกฐิน
งานศพ การถวายผ้าอาบนา้ ฝน
5. นกั เรียนร่วมกนั วเิ คราะหเ์ ก่ียวกับ การจดั พิธีกรรมที่ถูกตอ้ งตามหลักพระพทุ ธศาสนา
แลว้ สรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
6. นักเรยี นคดิ ประเมินเพอื่ เพ่ิมคณุ คา่ แลว้ สรปุ เป็นความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั นี้
การเขา้ ร่วมพธิ กี รรมทางพระพุทธศาสนาส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นไดม้ ีโอกาสทาความดี
อยา่ งไรบา้ ง
(ตวั อย่างคาตอบ ได้ช่วยสบื ทอดพธิ กี รรมทางพระพุทธศาสนาให้คงอยูค่ ู่กบั พุทธศาสนิกชน
ตลอดไป)
3.ข้นั ปฏบิ ัตแิ ละสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏิบตั ิ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรียนอา่ นสถานการณท์ กี่ าหนดให้ แลว้ ตอบคาถามลงในช้นิ งานท่ี 11 เรอื่ ง หน้าท่ีชาวพทุ ธ
8. นกั เรียนตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของชนิ้ งาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรับปรุงแก้ไข
ให้ดีย่งิ ขน้ึ
9. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ ส่งิ ที่เขา้ ใจเปน็ ความรู้รว่ มกัน ดังนี้
การจดั พธิ กี รรมทางศาสนาควรคานึงถงึ ความประหยัด เรยี บงา่ ย มีประโยชนแ์ ละถกู ตอ้ ง
ตามหลักศาสนาจงึ จะถือว่าเป็นชาวพทุ ธทดี่ ี
4.ขน้ั สื่อสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นักเรยี นออกมานาเสนอช้ินงานให้เพ่ือนฟงั หน้าชน้ั เรียน
11. นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุปเกยี่ วกบั วธิ กี ารทางานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวธิ กี ารทางาน
ที่มแี บบแผน
5.ขั้นประเมินเพอื่ เพ่มิ คุณค่าบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นักเรยี นรว่ มกนั เผยแพรข่ ้อมลู เกี่ยวกับการจัดพิธกี รรมทางศาสนาตามหน้าทีช่ าวพทุ ธ
แก่สมาชกิ ในครอบครวั และชมุ ชน เพือ่ ท่ีเวลามีกิจกรรม หรือจดั พธิ กี รรมทางศาสนาจะได้จัดให้ถูกต้องประหยัด
และเกิดประโยชนม์ ากทส่ี ุด
13. นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรู้สกึ หลังการเรยี น ในประเดน็ ต่อไปน้ี
• สิ่งที่นักเรยี นไดเ้ รยี นรใู้ นวันนี้คอื อะไร
• นกั เรียนมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรมู้ ากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพงึ พอใจกบั การเรียนรู้ในวนั นี้หรอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรยี นจะนาความรู้ท่ีไดน้ ไี้ ปใช้ให้เกดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสงั คมทว่ั ไป
ได้อยา่ งไร
จากนั้นแลกเปล่ยี นตรวจสอบข้นั ตอนการทางานทุกขน้ั ตอนวา่ จะเพมิ่ คณุ ค่าไปสู่สงั คม
เกิดประโยชนต์ อ่ สังคมใหม้ ากข้ึนกวา่ เดิมในข้ันตอนใดบา้ ง สาหรับการทางานในครัง้ ตอ่ ไป
สือ่ การเรียนรู้/แหลง่ การเรยี นรู้
1. หนังสือเรยี น รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
2. แหล่งการเรียนรู้ทัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เรอ่ื ง หน้าท่ชี าวพทุ ธ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินช้นิ งาน เรอ่ื ง หนา้ ทช่ี าวพุทธ (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ใฝเ่ รยี นรู้ รักความเปน็ ไทย (A)
ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ ชน้ิ งาน เรอ่ื ง หนา้ ที่ชาวพุทธ
รายการการ ระดับคณุ ภาพ
ประเมิน 4 3 2 1
ยกตัวอยา่ ง ยกตวั อย่าง ยกตวั อยา่ ง ยกตวั อยา่ ง ยกตวั อยา่ ง
การจดั พิธกี รรม การจัดพธิ ีกรรม การจัดพธิ กี รรม การจดั พธิ ีกรรม การจดั พิธกี รรม
ตามศาสนาท่ีตนนับ ตามศาสนาที่ตนนับถอื ตามศาสนาท่ตี นนับถือ ตามศาสนาท่ีตนนับถอื ตามศาสนาท่ตี นนบั ถอื
ถือ ได้สัมพันธก์ ัน ได้ มีการจาแนกขอ้ มลู ได้สอดคล้องกบั ข้อมูล ได้ แต่ยังไม่สอดคล้อง
มกี ารเชอื่ มโยง แสดงใหเ้ หน็ ถงึ มีการอธิบายเพ่มิ เตมิ กับขอ้ มูล และไม่มกี าร
ให้เห็นเป็นภาพรวม ความสัมพันธ์กับ ให้เข้าใจงา่ ย อธบิ ายเพิ่มเติม
แสดงให้เห็นถงึ ตนเอง
ความสมั พนั ธ์กบั อย่างเปน็ เหตุเปน็ ผล
ตนเอง
และผูอ้ ื่น
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 18
สาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5 เรอื่ งท่ี 2 มรรยาทชาวพุทธ เวลาเรียน 1 ชั่วโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชว้ี ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบตั ติ นเปน็ ศาสนกิ ชนทด่ี ี และธารงรกั ษาพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาท่ีตนนบั ถอื
ตัวชีว้ ัด
ส 1.2 ป.5/3 มมี รรยาทของความเป็นศาสนิกชนท่ดี ตี ามทกี่ าหนด
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายการปฏบิ ัติตนตามมรรยาทชาวพุทธ (K)
2. นามรรยาทชาวพทุ ธมาปฏบิ ัตไิ ดถ้ กู ต้องเหมาะสม (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสาคัญของการปฏบิ ตั ิตนตามมรรยาทชาวพุทธ (A)
สาระสาคัญ
มรรยาทชาวพุทธ เป็นส่ิงทพ่ี ุทธศาสนกิ ชนควรปฏิบตั ใิ ห้ถกู ต้อง เพอื่ แสดงถึงความมมี รรยาทที่ดี
และเกิดความเป็นมงคลแก่ผู้ทปี่ ฏบิ ตั ิ
สาระการเรยี นรู้
มรรยาทชาวพุทธ
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. รกั ความเป็นไทย
คาถามสาคญั
การปฏิบัตติ นตามหลักมรรยาทชาวพทุ ธสง่ เสริมความดีใหเ้ กิดแก่นกั เรยี นอยา่ งไร
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
1.ขนั้ สงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นกั เรยี นจบั ค่รู ว่ มกนั แลว้ รอ้ งเพลงสวัสดี พรอ้ มทาท่าทางประกอบเพลง ดังนี้
เพลงสวสั ดี
สวัสดี สวัสดี วันนเ้ี รามาพบกัน เธอและฉนั
พบกนั สวสั ดี
จากน้ันร่วมกันสนทนา โดยใชค้ าถาม ดังนี้
การไหวก้ นั พร้อมกบั กล่าวคาวา่ สวัสดี ถอื เป็นมารยาทไทย และมรรยาทชาวพทุ ธหรือไม่
อย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เปน็ มารยาทไทย และมรรยาทชาวพทุ ธ เพราะการไหวเ้ ป็นวัฒนธรรมไทย
ที่สบื ทอดมาจากพระพทุ ธศาสนา)
นอกจากการไหว้แลว้ ยังมกี ารปฏิบตั ิอะไรอีกบ้างทเ่ี ป็นมารยาทไทย และมรรยาทชาวพทุ ธ
(ตัวอยา่ งคาตอบ การกราบ)
2. นกั เรยี นดวู ิดีโอเกี่ยวกับการกราบ การไหวบ้ ุคคลต่าง ๆ แล้วฝึกปฏิบตั ิตาม 1 รอบ
3. นกั เรียนร่วมกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลเก่ยี วกบั เรื่อง มรรยาทชาวพทุ ธ จากหนังสอื เรยี น
และแหล่งการเรียนรู้อ่ืน ๆ เพ่มิ เติม
2.ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
4. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับการกราบพระรตั นตรยั แลว้ สรุปเป็น
ความคิดรวบยอด โดยใชค้ าถาม ดังนี้
การกราบพระรัตนตรัยกราบอยา่ งไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ กราบแบบเบญจางคประดษิ ฐ์ โดยใหอ้ วัยวะทงั้ 5 ส่วน ไดแ้ ก่ เข่าทัง้ สอง
มอื และข้อศอกทัง้ สอง และหน้าผากสมั ผัสพนื้ กราบ 3 ครัง้ แบบแบมือ)
การกราบบคุ คลท่ัวไปแตกต่างจากการกราบพระรตั นตรยั อย่างไร
(กราบบุคคลทวั่ ไปกราบ 1 ครงั้ ไมแ่ บมือ)
5. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกับการไหว้บุคคลต่าง ๆ แลว้ สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด
โดยใชค้ าถาม ดังนี้
การไหวพ้ ระสงฆค์ วรไหว้อย่างไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ การไหวพ้ ระสงฆน์ ิ้วหัวแม่มอื จรดระหว่างค้ิว ปลายนว้ิ ช้จี รดหนา้ ผาก)
การไหวบ้ ิดามารดา ครูอาจารย์ควรไหวอ้ ย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ไหว้โดยใหป้ ลายนิ้วช้ีแนบอย่รู ะหวา่ งคว้ิ นิว้ หวั แมม่ ือจรดปลายจมูก)
การไหวผ้ เู้ สมอกนั ควรไหว้อย่างไร
(ตัวอย่างคาตอบ ไหว้โดยใหน้ ้วิ หัวแม่มอื จรดปลายคาง ปลายนวิ้ ชีแ้ นบปลายจมูก)
6. นักเรียนร่วมกนั วเิ คราะห์คณุ ค่าและความสาคัญของการปฏบิ ตั ิตนตามมรรยาทชาวพทุ ธ
โดยใชแ้ ผนภาพความคิด แล้วสรุปเปน็ ความคิดรวบยอด
7. นกั เรียนคิดประเมินเพือ่ เพิ่มคณุ คา่ แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
การปฏบิ ตั ติ นตามหลักมรรยาทชาวพุทธส่งเสรมิ ความดใี ห้เกิดแก่นกั เรียนอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ทาให้แสดงความเคารพพอ่ แมแ่ ละญาติผใู้ หญ่ด้วยการไหวท้ ุกครง้ั ก่อนมาโรงเรยี น
และเลกิ เรียน ทาใหแ้ สดงการขอบคุณเมอื่ ผู้ใหญใ่ หข้ องด้วยการไหว้)
3.ขัน้ ปฏิบตั ิและสรุปความรู้หลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
8. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุม่ ละ 3-4 คน รว่ มกนั ฝึกปฏิบตั กิ ารไหว้และการกราบทีถ่ กู ตอ้ งตามหัวข้อ
ที่กาหนดให้ แลว้ ออกมาฝึกปฏบิ ัติใหเ้ พอื่ นกลมุ่ อน่ื ดูหนา้ ช้นั เรยี น
9. นกั เรยี นบนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั กิ ารไหวแ้ ละการกราบลงในตาราง ช้ินงานท่ี 12
เร่อื ง มรรยาทชาวพทุ ธ
10. นกั เรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบร้อยของช้นิ งาน หากพบขอ้ ผดิ พลาดใหป้ รบั ปรงุ แก้ไข
ใหด้ ียิ่งขนึ้
11. นักเรียนร่วมกนั สรปุ ส่งิ ทเ่ี ขา้ ใจเป็นความรูร้ ว่ มกัน ดงั นี้
มรรยาทชาวพทุ ธ เปน็ สง่ิ ท่ีพุทธศาสนิกชนควรปฏิบตั ใิ ห้ถูกต้อง เพ่อื แสดงถงึ ความมีมรรยาทท่ีดี
และเกดิ ความเป็นมงคลแก่ผู้ท่ีปฏบิ ัติ
4.ขน้ั สือ่ สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
12. นกั เรยี นออกมานาเสนอชนิ้ งานให้เพ่อื นฟงั หน้าชนั้ เรียน
13. นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายสรุปเกยี่ วกบั วธิ ีการทางานให้เหน็ การคดิ เชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ที่มแี บบแผน
5.ขัน้ ประเมินเพอื่ เพม่ิ คุณค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
14. นักเรียนร่วมกนั จัดป้ายนิเทศเก่ยี วกบั การปฏิบัตติ นตามมรรยาทชาวพุทธ เพื่อใหท้ ุกคนเหน็
ความสาคัญและปฏิบัตติ าม เพ่ือเป็นการอนุรกั ษแ์ ละสืบสานวฒั นธรรมทด่ี ีงามของไทยใหค้ งอยู่ตอ่ ไป
15. นกั เรียนประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความรสู้ กึ หลังการเรยี นและหลงั การทากิจกรรม
ในประเดน็ ต่อไปนี้
• สงิ่ ท่ีนกั เรยี นไดเ้ รียนรู้ในวนั นีค้ ืออะไร
• นักเรยี นมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมในกล่มุ มากน้อยเพียงใด
• เพ่อื นนกั เรียนในกลุ่มมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพยี งใด
• นกั เรียนพอใจกับการเรียนในวนั น้ีหรือไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนาความรู้ทีไ่ ด้นไ้ี ปใช้ให้เกิดประโยชน์แกต่ นเอง ครอบครวั และสังคมท่วั ไป
ได้อย่างไร
จากน้นั แลกเปลยี่ นตรวจสอบขัน้ ตอนการทางานทุกขั้นตอนวา่ จะเพ่ิมคุณค่าไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชนต์ ่อสังคมให้มากขึ้นกว่าเดิมในขนั้ ตอนใดบ้าง สาหรบั การทางานในครัง้ ตอ่ ไป
สื่อการเรยี นรู/้ แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี น รายวิชาพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5
2. เนื้อเพลง สวัสดี
3. วดิ โี อการกราบ การไหวบ้ ุคคลตา่ ง ๆ
4. แหลง่ การเรยี นรูท้ ัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
ความรเู้ พ่ิมเตมิ สาหรับครู
มรรยาท คอื สงิ่ ดีงาม แสดงถงึ ความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อยของชุมชนหรือเป็น
เอกลักษณ์
ประจาชาติน้นั ๆ ยกตัวอยา่ ง มรรยาทท่ีควรและไมค่ วรปฏิบตั ิ เมื่อไปเทีย่ วทป่ี ระเทศลาว ดังน้ี
1. ลาวทกั ทายกันดว้ ยคาว่า “สบายดี” พรอ้ มกบั ย้มิ แต่ไมน่ ิยมแตะเน้ือตอ้ งตวั กนั
2. การพนมมอื เปน็ ประเพณีการทกั ทายของชาวลาวคลา้ ยกับไทย
4. การใชม้ ือจบั ศรี ษะของผู้อื่น หรือตะโกนเสียงดัง ถือวา่ ไม่สภุ าพ
5. การเปลือยกายหรอื กอดจูบกันในท่สี าธารณะน้นั ไม่ควรปฏิบตั ิ
6. การถา่ ยรปู ชาวลาวต้องขออนญุ าตจากบคุ คลนั้นกอ่ นวา่ ยนิ ยอมใหถ้ า่ ยรปู หรอื ไม่
7. วดั หรือสถานที่ศักด์ิสิทธิ์ เปน็ ส่งิ ที่ยดึ เหน่ียวจิตใจของชาวลาว จึงจาเป็นต้องแตง่ กาย
ให้สภุ าพเรียบรอ้ ยกอ่ นเข้าวัดหรอื สถานที่ศักดิ์สิทธ์ทิ ุกคร้ัง
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่ือง มรรยาทชาวพทุ ธ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมนิ ช้ินงาน เร่อื ง มรรยาทชาวพุทธ (P) ด้วยแบบประเมนิ
4. ประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ด้านรกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ใฝ่เรียนรู้ รกั ความเปน็ ไทย (A)
ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุม่
รายการการ ระดบั คุณภาพ
ประเมิน
4321
กระบวนการ
ทางานกลมุ่ มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มกี ารกาหนด
สมาชกิ ชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ บทบาทสมาชิก
และมกี ารช้แี จง มีการชีแ้ จงเป้าหมาย ไม่มกี ารช้แี จง และไม่มีการชี้แจง
เปา้ หมาย อยา่ งชดั เจนและ เป้าหมาย เป้าหมาย สมาชกิ
การทางาน ปฏิบัตงิ านร่วมกนั อย่างชัดเจน ตา่ งคนต่างทางาน
มกี ารปฏบิ ัตงิ าน แตไ่ มม่ ีการประเมิน ปฏิบัติงานร่วมกัน
รว่ มกัน เป็นระยะ ๆ ไมค่ รบทุกคน
อย่างร่วมมือรว่ มใจ
พร้อมกบั การประเมนิ
เปน็ ระยะ ๆ
แบบประเมนิ ชนิ้ งาน เรือ่ ง มรรยาทชาวพุทธ
รายการการประเมิน 4 ระดบั คณุ ภาพ 1
32
ปฏิบตั มิ รรยาท
ปฏบิ ัตมิ รรยาท ปฏิบตั มิ รรยาท ปฏิบตั มิ รรยาท ปฏิบัติมรรยาท ชาวพุทธตามท่ีกาหนด
ให้ปฏิบตั ิ
ชาวพทุ ธตามทก่ี าหนด ชาวพุทธตามที่กาหนด ชาวพุทธตามทกี่ าหนด ชาวพทุ ธตามทีก่ าหนด ไดต้ ามแบบอย่าง
หรือทาตามทค่ี รแู นะนา
ใหป้ ฏบิ ัติ ใหป้ ฏบิ ัตริ ่วมกบั ผู้อ่ืน ให้ปฏิบตั ิตามที่ตนเอง ให้ปฏิบตั ิตามแบบ เท่าน้นั
ในการพฒั นาให้เกดิ ได้รับการแนะนา ได้ถูกต้อง มคี วามตั้งใจ
ประโยชนต์ ่อสว่ นรวม ได้เป็นอย่างดี ในการปฏบิ ตั ิ โดยมคี รู
และสามารถแก้ไขปัญหา โดยมคี รูและผอู้ ่ืน และผู้อื่นคอยให้การ
ในระหวา่ งปฏบิ ัติได้ ใหก้ ารแนะนาบ้าง แนะนาบา้ ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 19
สาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวชิ าสังคมศึกษา
ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 6 เรือ่ งที่ 1 การสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสริญคณุ พระรัตนตรยั และแผ่เมตตา เวลาเรยี น 1 ช่ัวโมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชวี้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ที่ตนนับถอื และศาสนาอืน่ มีศรทั ธาทถ่ี ูกตอ้ ง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลกั ธรรม
เพื่ออยรู่ ว่ มกันอย่างสนั ตสิ ขุ
ตัวชี้วัด เหน็ คุณค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มีสติทีเ่ ป็นพน้ื ฐานของสมาธิในพระพุทธศาสนา
ส 1.1 ป.5/6
หรอื การพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนับถือตามท่ีกาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายวิธีการสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสรญิ คุณพระรัตนตรยั และแผ่เมตตา (K)
2. ปฏบิ ัติตนโดยการสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสรญิ คุณพระรัตนตรัยและแผเ่ มตตา (P)
3. เห็นคณุ ค่าและความสาคัญของการสวดมนตไ์ หว้พระ สรรเสรญิ คณุ พระรัตนตรยั
และแผ่เมตตา (A)
สาระสาคญั
การสวดมนตไ์ หว้พระ สรรเสริญคุณพระรตั นตรัยและแผ่เมตตา เป็นการบริหารจิตและเจรญิ ปัญญา
ตามหลักพระพุทธศาสนาทพ่ี ทุ ธศาสนิกชนควรปฏิบัติเป็นประจา เพอ่ื ให้ดาเนนิ ชีวติ อยา่ งมคี วามสุข
ท้ังกายและใจ
สาระการเรียนรู้
การสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสรญิ คณุ พระรัตนตรัยและแผ่เมตตา
สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
คาถามสาคญั
การสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย สามารถพฒั นาตนให้เป็นผมู้ ีความสมบูรณ์พรอ้ ม
ทางด้านใดบ้าง
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1.ขน้ั สงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering)
1. นกั เรยี นรว่ มกนั สนทนาเกย่ี วกับประสบการณ์ในการสวดมนต์ไหว้พระ โดยใช้คาถาม ดังน้ี
นักเรียนเคยสวดมนตไ์ หว้พระในเวลาใดบา้ ง
(ตัวอยา่ งคาตอบ เวลาเช้าหลังเข้าแถวหน้าเสาธงเสรจ็ และกอ่ นเขา้ นอน)
นักเรียนคิดว่า เพราะเหตใุ ดจึงตอ้ งมกี ารสวดมนต์ไหว้พระ
(ตวั อยา่ งคาตอบ เพือ่ ระลกึ ถึงคุณพระรัตนตรัย และเพ่ือใหเ้ กิดสิริมงคลแก่ตนเอง)
2. ตัวแทนนกั เรยี นท่สี ามารถสวดมนตไ์ หวพ้ ระไดค้ ล่องและถูกตอ้ งสวดใหเ้ พื่อนฟังหน้าชั้นเรยี น
3. นกั เรยี นรว่ มกนั ศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลเกยี่ วกบั เร่อื ง การสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสริญคณุ
พระรัตนตรยั และแผเ่ มตตา จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรียนรอู้ ่ืน ๆ เพิม่ เติม
2.ขน้ั คิดวิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
4. นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั การสวดมนตไ์ หวพ้ ระ สรรเสริญคุณพระรตั นตรยั
และแผเ่ มตตา แล้วสรปุ เปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
การสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสริญคณุ พระรตั นตรยั และแผเ่ มตตามีจุดประสงคเ์ พือ่ อะไร
(ตวั อย่างคาตอบ เพอื่ เป็นการฝึกสตใิ หเ้ ป็นพื้นฐานให้เกดิ สมาธิในการดาเนินชีวติ ประจาวนั )
การสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสรญิ คุณพระรตั นตรยั และแผ่เมตตามคี ุณค่าและประโยชน์
ตอ่ ผู้ปฏบิ ัตอิ ย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ เป็นการฝกึ จิตของตนใหม้ สี ติสมั ปชัญญะ เป็นการปฏิบตั ติ นเปน็ พทุ ธศาสนิกชนท่ี
ดี ไดบ้ าเพญ็ บุญโดยการสรรเสริญคณุ พระรตั นตรยั ทาให้จติ มีความเมตตาปรารถนาดี
ตอ่ ผอู้ น่ื )
5. ครอู ธิบายอานสิ งสก์ ารแผ่เมตตาใหน้ กั เรยี นฟัง ดงั นี้
อานิสงสก์ ารแผ่เมตตา
ในสมยั พทุ ธกาล พระพุทธเจา้ ประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ทรงปรารภถึง
“เมตตาสตู ร” แกภ่ กิ ษทุ ง้ั หลายว่า ภิกษุทั้งหลายอานิสงสก์ ารแผเ่ มตตามี 11 ประการ ดังน้ี
1. หลับเป็นสุข 2. ตน่ื เปน็ สขุ
3. ไม่ฝนั ร้าย 4. เปน็ ที่รกั ของมนุษย์ท้ังหลาย
5. เปน็ ทร่ี ักของอมนษุ ยท์ ัง้ หลาย 6. เทวดายอ่ มรักษา
7. ไฟ ยาพษิ ศสั ตราไมล่ ่วงเกิน 8. จติ เกิดสมาธเิ รว็
9. สหี นา้ ผ่องใส 10. เวลาตายไม่หลงสติ
11. เม่ือยงั ไม่บรรลุธรรมย่อมเข้าถงึ พรหมโลกช้ันสูง
จากนั้นนักเรยี นรว่ มกันแสดงความคดิ เห็น โดยใช้คาถาม ดังนี้
เมื่อนกั เรียนรคู้ ุณคา่ และประโยชน์ของการสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสรญิ คณุ พระรัตนตรัยและแผ่
เมตตาแล้ว นักเรยี นจะปฏบิ ตั ิตนอยา่ งไร
(ตัวอย่างคาตอบ จะปฏบิ ตั ิเปน็ กิจวัตรประจาวัน)
6. นกั เรียนคิดประเมนิ เพ่ือเพมิ่ คุณค่า แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดังนี้
การสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสริญคุณพระรัตนตรยั สามารถพฒั นาตนให้เป็นผมู้ ีความสมบรู ณ์
พรอ้ มทางด้านใดบา้ ง
(ด้านกาย วาจา และใจ)
3.ขัน้ ปฏิบตั ิและสรปุ ความรูห้ ลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม กล่มุ ละ 3-4 คน ฝกึ กล่าวบทสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตาโดยพร้อมเพรียงกนั
แล้วให้ครูเป็นผู้ประเมินผลลงในแบบบนั ทึก ช้ินงานท่ี 13 เรือ่ ง การสวดมนตไ์ หวพ้ ระ สรรเสรญิ
คุณพระรัตนตรยั และแผเ่ มตตา
8. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของชิ้นงาน หากพบข้อผดิ พลาดใหป้ รบั ปรุงแก้ไข
ให้ดียิง่ ข้ึน
9. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ สง่ิ ทเ่ี ข้าใจเป็นความรู้ร่วมกนั ดังนี้
การสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสริญคุณพระรตั นตรยั และแผเ่ มตตา เป็นการบรหิ ารจติ
และเจริญปัญญาตามหลักพระพทุ ธศาสนาท่พี ุทธศาสนิกชนควรปฏบิ ัติเปน็ ประจา เพอื่ ให้ดาเนนิ ชีวิต
อยา่ งมคี วามสุขทง้ั กายและใจ
4.ข้ันส่อื สารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นกั เรยี นออกมานาเสนอชนิ้ งานหนา้ ชั้นเรยี น
11. นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายสรปุ เกี่ยวกับวธิ ีการทางานใหเ้ หน็ การคดิ เชงิ ระบบและวิธีการทางาน
ท่มี แี บบแผน
5.ขั้นประเมินเพอ่ื เพมิ่ คณุ ค่าบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรียนเชิญชวนใหส้ มาชกิ ในครอบครวั และเพ่ือน ๆ สวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตาเปน็ ประจาทกุ วัน
เพื่อให้เกดิ ความสุขท้งั กายและใจ
13. นักเรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความร้สู ึกหลังการเรียนและหลงั การทากจิ กรรม
ในประเด็นต่อไปนี้
• ส่ิงทน่ี กั เรยี นได้เรยี นร้ใู นวนั น้คี ืออะไร
• นกั เรยี นมสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• เพ่อื นนักเรยี นในกลมุ่ มสี ่วนรว่ มกจิ กรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกับการเรยี นในวนั นห้ี รอื ไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนาความรทู้ ไ่ี ดน้ ไี้ ปใช้ให้เกดิ ประโยชนแ์ กต่ นเอง ครอบครวั และสังคมทั่วไป
ได้อยา่ งไร
จากนนั้ แลกเปลี่ยนตรวจสอบข้ันตอนการทางานทุกขน้ั ตอนวา่ จะเพมิ่ คณุ ค่าไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คมใหม้ ากข้ึนกวา่ เดมิ ในขั้นตอนใดบ้าง สาหรับการทางานในครงั้ ตอ่ ไป
ส่ือการเรยี นร้/ู แหล่งการเรียนรู้
1. หนงั สอื เรียน รายวชิ าพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5
2. แหลง่ การเรยี นรทู้ ้งั ภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เรื่อง การสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสริญคณุ พระรัตนตรัยและแผ่เมตตา (K)
ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทางานกลุม่ (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมินชิน้ งาน เร่ือง การสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสรญิ คุณพระรตั นตรยั และแผเ่ มตตา (P)
ด้วยแบบประเมนิ
4. ประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ด้านรกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งมั่นในการทางาน (A)
ด้วยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่ม
รายการการประเมนิ ระดบั คุณภาพ
กระบวนการ 432 1
ทางานกลมุ่
มีการกาหนดบทบาท มกี ารกาหนดบทบาท มีการกาหนดบทบาท ไม่มีการกาหนด
บทบาทสมาชกิ
สมาชิกชัดเจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ และไมม่ ีการชีแ้ จง
เป้าหมาย สมาชิก
และมกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย มีการชี้แจงเปา้ หมาย ไมม่ กี ารชแ้ี จงเป้าหมาย ตา่ งคนตา่ งทางาน
การทางาน อย่างชัดเจนและ อย่างชัดเจน
มกี ารปฏบิ ัตงิ านร่วมกนั ปฏิบตั งิ านร่วมกนั ปฏบิ ตั งิ านรว่ มกนั
อยา่ งร่วมมอื ร่วมใจ แตไ่ ม่มีการประเมนิ ไม่ครบทกุ คน
พรอ้ มกบั การประเมนิ เปน็ เป็นระยะ ๆ
ระยะ ๆ
แบบประเมนิ ชนิ้ งาน เรอ่ื ง การสวดมนตไ์ หวพ้ ระสรรเสริญคณุ พระรัตนตรัยและแผ่เมตตา
รายการการประเมนิ 4 ระดับคณุ ภาพ 1
32
ฝกึ ปฏิบตั ิการสวดมนต์
ฝึกปฏิบตั กิ ารสวดมนต์ ฝกึ ปฏบิ ตั กิ ารสวดมนต์ ฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารสวดมนต์ ฝึกปฏบิ ตั กิ ารสวดมนต์
และแผเ่ มตตา
และแผ่เมตตา และแผเ่ มตตา และแผ่เมตตา และแผเ่ มตตา พรอ้ มเขยี นอธบิ าย
หรอื สรปุ การปฏบิ ตั ิ
พร้อมเขยี นอธิบาย พร้อมเขียนอธิบาย พร้อมเขียนอธิบาย พรอ้ มเขียนอธบิ าย ไดต้ ามแบบอย่างทค่ี รู
แนะนาเท่าน้ัน
หรือสรุปการปฏิบตั ิ หรือสรปุ การปฏบิ ัติ หรือสรปุ การปฏิบตั ิ หรอื สรุปการปฏบิ ัติ เขียนสรปุ ขอ้ มูล
ไม่สอดคล้องกบั
ไดถ้ กู ตอ้ ง ไดถ้ กู ต้อง ไดส้ อดคลอ้ ง การปฏบิ ัตขิ องตนเอง
ตามหลักของการปฏิบัติ ตามหลักของการปฏิบัติ กบั หลกั ปฏบิ ตั ิ
และเปน็ แบบอย่าง โดยมีครูหรือผอู้ ่ืน โดยมีครูหรอื ผู้อนื่
ใหผ้ ูอ้ นื่ ปฏบิ ัติตามได้ คอยใหก้ ารแนะนาบ้าง คอยใหก้ ารแนะนาบ้าง
และมีการเขียนสรปุ และมกี ารเขียนสรปุ ผล และมกี ารเขยี นสรปุ
ตรงกบั การปฏบิ ตั ิของตน ของการปฏิบตั ิตนเอง การปฏิบัติของตนเอง
อยา่ งเป็นเหตุเป็นผล ให้อ่านเข้าใจงา่ ย
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 20
สาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 6 เรือ่ งท่ี 2 การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา (1) เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง
*****************************************************************************
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชีว้ ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รแู้ ละเขา้ ใจประวตั ิ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ทต่ี นนบั ถือและศาสนาอ่ืน มศี รทั ธาทถี่ กู ต้อง ยดึ มั่น และปฏิบตั ิตามหลกั ธรรม
เพื่ออยู่รว่ มกันอยา่ งสนั ติสุข
ตวั ชว้ี ัด เห็นคุณค่าและสวดมนต์ แผเ่ มตตา มสี ติทีเ่ ปน็ พื้นฐานของสมาธใิ นพระพทุ ธศาสนา
ส 1.1 ป.5/6
หรือการพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนับถือตามทีก่ าหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1.อธิบายความหมายของสติสมั ปชญั ญะ สมาธิ และปญั ญา (K)
2. เสนอแนวทางการนาวิธกี ารปฏิบตั ิการพฒั นาจติ ตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา
ไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั (P)
3. เห็นคุณค่าและประโยชนข์ องการพฒั นาจิตตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา (A)
สาระสาคญั
การพัฒนาจติ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เป็นการฝึกจติ ใจให้มีสตสิ ัมปชญั ญะ เกิดสมาธิและปัญญา
สาระการเรยี นรู้
1. ความหมายของสติสัมปชญั ญะ สมาธิ และปัญญา
2. วิธีปฏิบัตติ นในการบริหารจิตและเจริญปัญญา
3. ประโยชน์ของการบรหิ ารจิตและเจรญิ ปญั ญา
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุ่งมัน่ ในการทางาน
คาถามสาคัญ
มคี ากลา่ ววา่ “ถา้ จติ นง่ิ สงบจะพบปัญญา” นกั เรียนมแี นวทางการปฏบิ ัตติ นเพ่อื สรา้ งปัญญาใหเ้ กดิ
ได้อย่างไร
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
1.ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)
1. นักเรยี นอา่ นนทิ านอีสปเก่ยี วกบั การมีสติปัญญา เรือ่ ง หมากบั ไก่ ดงั ตวั อยา่ ง
หมากบั ไก่
หมากับไก่เปน็ เพอ่ื นรกั กนั มานาน วันหนงึ่ สัตวท์ ั้งสองเดินทางไปดว้ ยกนั เมอ่ื ค่าลงจึงแวะพกั แรม
ทต่ี น้ ไมใ้ หญ่ตน้ หนึง่ ไก่บนิ ขนึ้ ไปนอนบนต้นไม้ สว่ นหมานอนทโ่ี คนตน้ ไม้ คร้นั ฟ้าสางไก่กโ็ กง่ คอขัน
รับอรุณ “เอ้ก อ้ี เอ้ก เอ้ก” หมาจง้ิ จอกได้ยินเสยี งกน็ กึ อยากกินไก่ จงึ คิดอบุ ายเดนิ ไปที่ต้นไม้ใหญ่
แล้วพูดกับไกว่ า่ “เสยี งของเจ้าไพเราะเหลอื เกิน ได้โปรดลงมาร่วมรอ้ งเพลงกบั ขา้ หน่อยไดไ้ หม”
ไก่ร้ทู ันเลห่ ์กลหมาจงิ้ จอกจงึ ตอบวา่ “ได้สิ แต่ทใ่ี ต้ตน้ ไม้มตี ัวอะไรไม่รนู้ อนขวางทางอยู่
เจ้าชว่ ยไลไ่ ปใหพ้ น้ กอ่ นสิ” หมาจ้งิ จอกคิดว่าไกห่ ลงกลจึงตรงไปทโี่ คนตน้ ไม้ ทาให้เจา้ หมาตกใจตน่ื
และกระโจนเข้ากัดหมาจ้ิงจอกจนตาย
จากน้นั ร่วมกันสนทนา โดยใชค้ าถาม ดงั น้ี
จากนทิ านอสี ป เรือ่ ง หมากับไก่ นักเรียนชอบตวั ละครตัวใด เพราะสาเหตุใด
(ตัวอยา่ งคาตอบ ชอบไก่ เพราะไกฉ่ ลาด มีสติและไหวพรบิ ดี)
นิทานอีสป เรอ่ื ง หมากับไกใ่ หข้ อ้ คิดอะไรแก่นกั เรยี นบา้ ง
(ตัวอยา่ งคาตอบ เม่ือเผชิญอนั ตราย การมสี ตแิ ละไหวพริบจะชว่ ยให้สามารถพ้นภัยอนั ตรายได้)
นกั เรยี นคิดว่าถ้าไกห่ ลงกลหมาจ้งิ จอกจะเกดิ ผลอยา่ งไร
(ตัวอยา่ งคาตอบ ถูกหมาจ้งิ จอกกนิ เปน็ อาหาร)
2. นักเรียนร่วมกนั ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเก่ยี วกบั เร่ือง การพัฒนาจติ ตามแนวทาง
ของพระพทุ ธศาสนา จากหนังสอื เรียนและแหลง่ การเรียนรู้อื่น ๆ เพม่ิ เติม
2.ขนั้ คิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing)
3. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั ความหมายของสตสิ มั ปชัญญะ สมาธิ และปญั ญา แลว้
สรุปเปน็ ความคดิ รวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
สติมีความหมายว่าอยา่ งไร
(ความระลึกได้ นกึ ได้)
สมั ปชัญญะมีความหมายว่าอย่างไร
(ความรู้ตวั อยู่เสมอ ไมป่ ระมาท)
สมาธมิ ีความหมายว่าอย่างไร
(การมจี ติ ใจมุ่งมน่ั แน่วแน่ ไม่ว่อกแวก่ )
ปญั ญามคี วามหมายวา่ อยา่ งไร
(มคี วามรู้เกยี่ วกับเรือ่ งราวต่าง ๆ)
การมสี ตสิ ัมปชัญญะ สมาธิ และปัญญามปี ระโยชนต์ อ่ ผูฝ้ กึ ปฏิบัตอิ ย่างไร
(ทาให้ผ้ฝู ึกปฏิบตั ิมีความจาดี และมีสติรู้ตัวอยตู่ ลอดเวลา การมีสติดี สมั ปชัญญะมน่ั คง
จะทาให้เกิดสมาธิและเกดิ ปญั ญาตามมา)
4. นกั เรียนยกตวั อยา่ งวิธีปฏบิ ัตติ นในการบริหารจิตและเจริญปญั ญาทเ่ี คยปฏบิ ัติมา 1 ตัวอยา่ ง
พร้อมวเิ คราะห์ผลทเี่ กิดขึ้นจากการปฏิบัติ โดยใช้แผนภาพความคิด
5. นกั เรียนรว่ มกนั วเิ คราะห์ประโยชนข์ องการบรหิ ารจิตและเจริญปญั ญา โดยใช้แผนภาพความคดิ
แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด
6. นกั เรยี นคดิ ประเมินเพือ่ เพ่ิมคณุ คา่ แลว้ สรุปเปน็ ความคิดรวบยอด โดยใช้คาถาม ดงั น้ี
มคี ากลา่ ววา่ “ถา้ จิตนิง่ สงบจะพบปญั ญา” นักเรียนมีแนวทางการปฏบิ ัตติ นเพอ่ื สร้างปัญญาให้
เกดิ ไดอ้ ย่างไร
(ตวั อยา่ งคาตอบ การนัง่ สมาธิให้จิตใจสงบ เมือ่ จิตใจสงบแลว้ ก็จะทาให้เกิดปัญญา)
3.ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรุปความรู้หลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
7. นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลุม่ ละเทา่ ๆ กนั ฝกึ สมาธิ โดยการกาหนดลมหายใจเข้า-ออก
จากนัน้ สรปุ ขัน้ ตอนการปฏบิ ัติโดยใชแ้ ผนภาพความคิด และตอบคาถาม แล้วสรปุ เป็นความคดิ รวบยอด
ดังตัวอยา่ ง
3. (กำหนดลมหำยใจเขำ้ -ออก หำยใจเขำ้ ภำวนำวำ่ พุท หำยใจออก ภำวนำวำ่ โธ)
2. (นงั่ ในท่ำขดั สมำธิ เทำ้ ขวำทบั เทำ้ ซำ้ ย มือขวำทบั มือซำ้ ย ลำตวั ต้งั ตรง)
1. (เลือกสถำนทีท่ เ่ี งยี บสงบ ไม่มีเสียงรบกวน)
การฝึกสมาธิโดยการกาหนดลมหายใจเข้า-ออก ก่อใหเ้ กิดผลดีตอ่ นักเรียนอยา่ งไร
(ทาให้จิตใจสงบ)
8. นักเรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งเรยี บรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดให้ปรบั ปรุงแกไ้ ข
ให้ดยี ิ่งขน้ึ
9. นักเรียนร่วมกนั สรุปสิ่งท่ีเขา้ ใจเป็นความรู้รว่ มกัน ดงั นี้
การพัฒนาจติ ตามแนวทางพระพุทธศาสนา เป็นการฝกึ จิตให้มสี ติสมั ปชญั ญะ เกิดสมาธิ
และปญั ญา
4.ข้ันส่ือสารและนาเสนอ (Applying the Communication Skill)
10. นักเรียนออกมานาเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน
11. นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายสรุปเกย่ี วกบั วิธีการทางานให้เหน็ การคดิ เชิงระบบและวิธกี ารทางาน
ทมี่ ีแบบแผน
5.ข้ันประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคา่ บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ (Self-Regulating)
12. นกั เรยี นฝกึ พฒั นาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนาเปน็ ประจา และเชิญชวนให้ผอู้ นื่
มาปฏิบตั ิตาม
13. นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง โดยเขยี นแสดงความร้สู กึ หลังการเรยี นและหลงั การทากจิ กรรม