เลขที่ ช่ือ - สกุล สามารถบอก ส
39 เดก็ หญิงศริ ิกานดา ขวาธจิ ักร ความหมายและ ก
40 เด็กหญงิ อมรรัตน์ ฝ่ายเทศ องคป์ ระกอบของ ค
41 เดก็ ชายชญตว์ นิตย์นรา การเขยี นแสดง 1
ความคดิ เห็นได้
12 3
3
3
3
สามารถอธบิ าย มคี วาม สง่ แบบฝกึ หดั คะแนน สรปุ ผล
การเขยี นแสดง กระตอื รือร้นใน ทา้ ยบทเรยี นตรง เต็ม ผา่ น ไม่ผา่ น
ความคิดเห็นได้ 12 ผา่ น
123 การทำ ตามเวลาที่ 12 ผ่าน
แบบฝึกหดั ทา้ ย กำหนด 12 ผา่ น
3 123 12
3 บทเรียน
3 123 3
3
3 3
3
3
ลงชื่อ บวรลักษณ์ ผู้ประเมิน
(นางสาวบวรลกั ษณ์ พนาพนม)
วนั ท่ี 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 7
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 5 ราชาธิราช ตอน สมงิ พระรามอาสา
เรือ่ ง หลักการและขนั้ ตอนการเขยี นแสดงความคดิ เห็น
รหสั ท21102 ชอ่ื รายวิชา ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ 2/2565 เวลา 1 ชว่ั โมง
ผสู้ อน นางสาวบวรลกั ษณ์ พนาพนม
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน
เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
ตวั ชี้วัด
ม ๑/๖ เขยี นแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั สาระจากสอ่ื ที่ไดร้ ับ
ม ๑/9 มมี ารยาทในการเขียน
สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด
การเขียนแสดงความคิดเห็น เปน็ การเขยี นที่ผ้เู ขยี นใช้เหตุผลและหลักฐานอ้างอิงมาประกอบ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นของตนน่าเชื่อถือ หากผู้เรียนศึกษาองคป์ ระกอบและหลักการเขียนแสดง
ความคิดเห็น จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในการเขียนแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และสามารถ
แสดงความคดิ เห็นไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและเหมาะสม ดังน้ันผูเ้ รยี นสามารถนำส่งิ ที่ไดเ้ รยี นไปประยกุ ต์ใชใ้ น
การแสดงความคิดเหน็ ในชวี ิตประจำวนั ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดประสงค์การเรยี นรู้
ความรู้ (K)
1. นกั เรยี นสามารถบอกหลักการและขนั้ ตอนการเขียนแสดงความคิดเหน็ ได้
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
1. นักเรียนสามารถเขียนแสดงความคดิ เหน็ ได้อย่างถกู ต้อง
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
1. มวี นิ ยั
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ม่งุ ม่ันในการทำงาน
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
การจัดการตนเองอยา่ งมีสุขภาวะ การจัดการและการทำงานเปน็ ทมี
การคิดข้นั สูงและการเรียนรู้ การเป็นพลเมอื งทเ่ี ข้มแข็ง
การสอ่ื สารด้วยภาษา การอยู่รว่ มกับธรรมชาติและวทิ ยาการอย่างยงั่ ยืน
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคข์ องผ้เู รียนรายปี ซอ่ื สัตย์สุจรติ
ใฝ่เรียนรู้
รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
มวี นิ ยั
อยู่อย่างพอเพียง มจี ติ สาธารณะ
รักความเป็นไทย
ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21
การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา
ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม
ทักษะดา้ นความรว่ มมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผู้นำ
ทักษะดา้ นการสือ่ สารสนเทศ และรู้เท่าทนั สอ่ื
คุณลกั ษณะสำหรับศตวรรษท่ี 21
คุณลกั ษณะดา้ นการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรบั ตัว ความเปน็ ผนู้ ำ
คณุ ลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ได้แก่ การชี้นำตนเอง การตรวจสอบการเรียนร้ขู องตนเอง
คณุ ลักษณะดา้ นศีลธรรม ได้แก่ เคารพผู้อน่ื ความซ่อื สัตย์ สำนึกพลเมือง
ทักษะดา้ นชีวิตและอาชีพ
ความยืดหยนุ่ และการปรบั ตัว
การริเริ่มสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเอง
ทกั ษะสังคม และสงั คมข้ามวัฒนธรรม
การเปน็ ผู้สร้างหรือผู้ผลิต และความรับผดิ ชอบเชือ่ ถือได้
ภาวะผู้นำและความรบั ผดิ ชอบ
การประเมินผลรวบยอด
ชน้ิ งานหรือภาระงาน
1. แบบฝึกหัด แผนภาพความคิด
กจิ กรรมการเรียนรู้
ข้นั นำ
๑. ครูทกั ทายเพอื่ เตรยี มความพร้อมให้นักเรยี น
๒. ครูทบทวนความรูเ้ ดมิ จากชัว่ โมงท่ผี า่ นมา
ขัน้ สอน
๑. นักเรียนศกึ ษาหลักการและข้ันตอนการเขียนแสดงความคิดเหน็ จากหนังสือเรียนหลัก
ภาษาและการใชภ้ าษาไทย หนา้ ๑๐๕ – ๑๐๖
2. ครูอธบิ ายเนื้อหาเพ่มิ เตมิ
3. ครถู ามนกั เรียนว่า “นกั เรยี นคดิ ว่าการเขียนแสดงความคดิ เห็นมีความสำคญั อยา่ งไร
และการเขียนแสดงความคิดเห็นควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง จงช่วยกันแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้องและ
เหมาะสม”
4. นักเรยี นสรุปองคค์ วามร้เู รอ่ื งการเขียนแสดงความคดิ เหน็ เปน็ แผนภาพความคดิ
5. นกั เรยี นทำแบบฝกึ หัด แผนภาพความคิด
ขั้นสรปุ
1. ครูและนกั เรียนช่วยกันสรปุ เน้ือหาที่เรยี นมา
2. ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรยี นซักถามข้อสงสัย
การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวัดประเมินผล
๑. แบบประเมินแบบฝึกหัด แผนภาพความคิด เป็นการวัดผลประเมินผลของนักเรียน
รายบุคคลเกี่ยวกับหลักการและขั้นตอนการเขียนแสดงความคิดเห็น โดยมีประเด็นในการวัดผล ดังน้ี
สามารถบอกหลักการและขั้นตอนการเขียนแสดงความคิดเห็นได้ สามารถเขียนแสดงความคิดเห็นได้
อย่างถูกต้อง มีความกระตือรือร้นในการทำแบบฝึกหัด และส่งแบบฝึกหัดตรงตามเวลาที่กำหนด
จากนั้นครูประเมินแบบฝกึ หดั แผนภาพความคิด เพื่อใช้ไปเปน็ แนวทางในการปรับปรุงพัฒนานักเรียน
และการจัดการเรียนการสอนของครูในคร้งั ตอ่ ๆ ไป
เคร่ืองมอื ในการวัดประเมนิ ผล
๑. แบบประเมินแบบฝึกหัด แผนภาพความคิด เป็นแบบฝึกหัดที่ให้นักเรียนสามารถบอก
หลักการและขั้นตอนการเขียนแสดงความคิดเห็นได้ (K) พร้อมทั้งสามารถเขียนแสดงความคิดเห็นได้
อย่างถูกต้อง ส่งผลทำให้นักเรียนเกิดองค์ความรู้ (P) และนักเรียนมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการ
ทำงาน (A)
เกณฑ์การวัดประเมนิ ผล
๑. แบบประเมินแบบฝึกหัด แผนภาพความคิด ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 คิดเป็นคะแนน 7
คะแนน จากคะแนนเตม็ ๑๒ คะแนน อยใู่ นระดบั ดี
สือ่ การเรยี นร/ู้ แหล่งเรียนรู้
1. ใบความรู้ เรอ่ื ง การเขียนแสดงความคิดเหน็
2. หนงั สือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐาน หลักภาษาและการใชภ้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑
3. Power Point เรอ่ื ง การเขียนแสดงความคดิ เห็น
ขอ้ เสนอแนะของหัวหน้าสถานศกึ ษาหรอื ผูท้ ีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (ตรวจสอบ, นเิ ทศ, เสนอแนะ, รับรอง)
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
ลงช่อื …………………………………………..…….
(…………………………………..…………..)
วันที่ ……./…………..……/………..
บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้
1. ผลการจดั การเรียนรู้
นกั เรยี นสามารถบอกหลักการและขนั้ ตอนการเขยี นแสดงความคิดเห็นได้ สามารถ
เขยี นแสดงความคดิ เหน็ ได้ถูกตอ้ ง นักเรียนใฝเ่ รียนรู้ มีวินยั และมงุ่ ม่ันในการทำงาน
2. ปญั หาและอปุ สรรค
ยังมนี ักเรยี นบางคนทเี่ ล่นโทรศพั ทม์ ือถอื และมบี างส่วนท่ีชอบเดนิ รอบ ๆ หอ้ ง
3. แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
เกบ็ โทรศพั ท์กอ่ นสอนทุกครัง้ กำชบั ใหน้ ่ังอยู่กับที่
4. ขอ้ เสนอแนะ
ควรหากจิ กรรมมาให้นกั เรยี นไดท้ ำเพ่มิ เติม
ลงช่อื บวรลักษณ์
(นางสาวบวรลักษณ์ พนาพนม)
วันที่ 18 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2565
ใบความรู้
เรอื่ ง การเขยี นแสดงความคดิ เหน็
ใบความรู้
การเขียนแสดงความคิดเห็น คือ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนใช้เหตุผลและหลักฐานอ้างอิงมา
ประกอบให้การแสดงความคิดเหน็ ของตนนา่ เชอื่ ถือ รูปแบบการเขยี นแสดงความคิดเห็นอาจะเป็นความ
เรียงความ หรอื การตอบข้อสอบอตั นัย นกั เรยี นจึงควรศกึ ษาองคป์ ระกอบและหลักการเขยี นในเรื่องนี้ให้
ชดั เจน
1. ประเดน็ สำคญั เรอ่ื งทจ่ี ะเขยี นแสดงความคิดเหน็ อาจมาจากการฟังหรือการอ่าน ซึ่งผู้เขียน
สรุปประเดน็ สำคัญให้ได้ว่า จะเขียนแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับเรื่องอะไร ตัวอย่างเชน่ เมื่อผู้เขียนอา่ น
บทความตอนหนึ่งซง่ึ มีข้อความวา่
"...วฒั นธรรมควรมีการปรบั ปรุงอย่เู สมอ หากวฒั นธรรมใดไมม่ ีการปรบั ปรุง วฒั นธรรมนนั้ ก็จะ
สูญสลายไปในท่สี ุด”
ประเด็นสำคญั ของขอ้ ความนี้ คือ วฒั นธรรมควรมกี ารปรับปรงุ ผูเ้ ขียนจะต้องพิจารณาว่า
ตนเหน็ ด้วยกบั ประเดน็ นหี้ รือไม่ แลว้ จึงเขยี นแสดงความคิดเห็น
2. ข้อมูลสนบั สนุน การเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเร่ืองใดก็ตาม ผู้เขียนจะต้องมีความรู้
เข้าใจเก่ยี วกบั เร่อื งน้ัน และนำข้อมูลมาประกอบการแสดงความคิดเหน็ ของตน เพอ่ื ให้ผู้อ่านเช่ือถือและ
คล้อยตาม ข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการเขียนแสดงความคิดเห็น อาจจะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการ
พิสูจน์แล้ว ความเชื่อหรือหลักการที่ยอมรับกันทั่วไป หรือสถิติจากองค์กรต่าง ๆ สิ่งสำคัญ คือ ผู้เขียน
ควรเลือกใชข้ อ้ มลู จากแหล่งความรู้ท่นี า่ เช่อื ถือ
๑. การแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ เป็นการแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับศาสตรต์ า่ ง ๆ เช่น
วชิ าการแพทยแ์ ละอนามยั วชิ าสงั คมศาสตร์ เปน็ ตน้
๒. การแสดงความคดิ เหน็ โดยท่วั ๆ ไป เชน่ การวจิ ารณ์เหตกุ ารณท์ างการเมอื ง การแสดงของ
วัยรุ่น การเล่นกีฬา รวมทง้ั การเขียนบทความวจิ ารณต์ า่ ง ๆ
๑. ควรเสนอความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนควรเสนอความคิดเห็นที่มีประโยชน์และมี
คุณค่าต่อผู้อ่าน อาจจะเสนอแนวทางเลือกใหผ้ ู้อ่านนำไปปฏบิ ัติ และเป็นทางเลือกทีป่ ฏิบัตไิ ด้จริง เช่น
เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโจรสะพานลอยว่าควรติดไฟฟ้าบนสะพานลอยให้สว่างกว่าน้ี
ผู้ใช้สะพานลอยไม่ควรใส่เครื่องประดับหรือของมีค่า แต่ไม่ควรเสนอความคิดเห็นให้ใช้การข้ามถนน
แทนการใชส้ ะพานลอย เพราะอาจเกิดอันตรายจากอุบัตเิ หตุบนท้องถนนได้
๒. ใช้ข้อมูลสนับสนุนอย่างถูกต้องเหมาะสม ข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาสนับสนุนความคิดเหน็
ผู้เขยี นควรตรวจสอบใหแ้ นใ่ จว่าถกู ตอ้ ง น่าเชอื่ ถอื และมปี รมิ าณเพยี งพอทีจ่ ะทำให้ผูอ้ า่ นคลอ้ ยตาม เช่น
เมื่อตอ้ งการเขียนแสดงความคิดเหน็ ว่ากระทรวงสาธารณสขุ ควรมีการตรวจสอบสารทป่ี นเปือ้ นในอาหาร
ที่จำหน่ายในโรงเรียน ควรหาสถิติการป่วยของนักเรียนมาเป็นข้อมูลสนับสนุน หรือใช้ผลจากการสุ่ม
ตวั อยา่ งอาหารแล้วนำมาตรวจ
๓. ไม่ชี้นำหรือครอบงำความคิดของผู้อ่าน ควรนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของตน
เพอื่ ให้ผู้อา่ นพจิ ารณาตดั สนิ ใจ ไมค่ วรใชอ้ ารมณส์ ว่ นตวั หรืออคติของผ้เู ขยี น หรอื ใชข้ ้อมูล
ท่เี กนิ ความเป็นจริง
1. สรปุ ประเด็นสำคญั หรอื ต้งั คำถามเกย่ี วกับเรอ่ื งท่ีตอ้ งการแสดงความคดิ เห็น
2. พจิ ารณาวา่ ตนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนน้ั อยา่ งไร ถ้าตอ้ งการแสดงความคิดเห็น
ในเชิงสนับสนนุ กต็ อ้ งเขียนให้นประโยชนห์ รือข้อดี แตถ่ ้าต้องการแสดงความคิดเห็นในเชิงโต้แยง้ ก็ต้อง
เขียนให้เห็นข้อบกพร่องหรือข้อเสีย ถ้าเรื่องที่ต้องการแสดงความคิดเห็นมีหลายประเด็น ผู้เขียนอาจ
สนับสนุนบางประเด็น หรือโต้แย้งบางประเด็นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนทุกประเด็นหรือโต้แย้งทุก
ประเดน็
3. ควรนำเสนอความคิดเห็นของตน โดยมีข้อสนับสนุนหรือเหตุผลอย่างเพียงพอ ไม่ควร
เสนอความคิดทซี่ ำ้ ซ้อนกับเรื่องที่ต้องการแสดงความคิดเห็น ควรใช้วจิ ารณญาณและแสดงความคิดเห็น
ที่แตกต่างไปจากเดมิ
"กวดวชิ า...พฒั นาเด็กไทยจรงิ หรอื ”
การกวดวิชาในปัจจุบันเป็นค่านิยมของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก
หากแต่มีกระแสต่อต้านเนื่องจากผู้ใหญ่บางคนมองว่าทำให้นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของ
การเรียนในชั้นเรียน นักเรียนไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียเงิน
จำนวนมากให้ลูก เป็นค่าเรียนกวดวิชา นอกจากนีเ้ ด็กบางคนทไ่ี ม่ได้เรียนกวดวชิ าอาจรู้สึกว่า
ตนแตกตา่ งจากเพ่อื น ๆ ทส่ี ่วนใหญ่ไปเรยี น
อย่างไรก็ตาม หากทบทวนสาเหตุของการกวดวิชาแต่เดิมจะพบว่า มีขึ้นเพื่อเติม
ความรใู้ หแ้ ก่นักเรียนที่เรียนไมท่ ันเพือ่ น หรือไม่เขา้ ใจเนื้อหาบทเรียนบางเรอ่ื งและอีกสาเหตุ
หน่ึง คือ การเรยี นเสรมิ ความรู้เพื่อสอบแข่งขนั เข้ามหาวิทยาลัย ดังน้นั ผเู้ ขียนจึงเห็นว่า การ
กวดวิซาไม่ใช่สิ่งเสียหาย แต่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งเด็กนักเรียนต้องหาคำตอบให้ได้
เสียก่อนว่าเรียนไปทำไม และจะได้รับประโยชน์มากเพียงใด หากเรียนเพราะคิดว่าช่วยเตมิ
ความรู้ที่พร่องหรือเสริมความรู้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็สามารถรับฟังได้ แต่หากเรียน
เพราะเห็นว่าเพื่อน ๆ เขาเรียน เราก็ต้องเรียน พ่อแม่บางคนกลัวว่าลูกของตนจะรู้น้อยกวา่
ลูกของครอบครัวอื่น หรือคิดว่าให้ลูกไปเรียนกวดวิชาดีกว่าอยู่บ้านเล่นแต่เกม ความคิด
เหล่านี้ขอให้ทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับเป็นการสูญเปล่ าทาง
การศึกษา เสียเวลา เสียเงิน เสียโอกาสที่เด็ก ๆ จะได้อยู่กับครอบครัว และสิ่งสำคัญไม่ได้
ช่วยพัฒนาเด็กไทยให้มคี วามรูแ้ ตอ่ ย่างใด
ประเดน็ สำคญั ท่ีผเู้ ขียนตอ้ งการแสดงความคิดเหน็ คือ ผูเ้ รียนหรอื พ่อแม่ผู้ปกครอง
ตอ้ งทราบวัตถุประสงค์ใหช้ ัดเจนเสียก่อนวา่ เรยี นกวดวิชาเพ่อื อะไร ไมเ่ ชน่ นนั้ จะเป็นการสูญ
เปลา่ ทางการศกึ ษาและไม่ได้ช่วยพฒั นาความรู้ของเดก็ ไทย
ประเดน็ การประเมิน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
สามารถบอกหลักการ แบบฝึกหัด แผนภาพความคิด
และขน้ั ตอนการเขียน
แสดงความคิดเห็นได้ รายละเอียดการใหค้ ะแนน
๑ คะแนน คอื สามารถบอกหลักการและขั้นตอนการเขียนแสดงความคิดเหน็
(๓ คะแนน)
ได้ไมช่ ดั เจน
สามารถเขียน ๒ คะแนน คือ สามารถบอกหลกั การและขั้นตอนการเขยี นแสดงความคิดเหน็
แสดงความคิดเหน็ ได้
ไดบ้ างประเด็น
อย่างถูกต้อง ๓ คะแนน คอื สามารถบอกหลักการและขั้นตอนการเขียนแสดงความคิดเห็นได้
(๓ คะแนน) ๑ คะแนน คอื สามารถเขยี นแสดงความคิดเห็นไดไ้ ม่ชัดเจน
มีความกระตอื รือรน้ ใน ๒ คะแนน คอื สามารถเขียนแสดงความคดิ เหน็ ได้ตรงบางประเด็น
การทำแบบฝกึ หัด ๓ คะแนน คอื สามารถเขยี นแสดงความคิดเหน็ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
(๓ คะแนน)
ส่งแบบฝกึ หัดตรงตาม ๑ คะแนน คือ มคี วามกระตอื รอื รน้ ในการทำแบบฝึกหัด ๑ คน
เวลาทกี่ ำหนด ๒ คะแนน คอื มีความกระตอื รอื ร้นในการทำแบบฝึกหัด ๒ คน
(๓ คะแนน) ๓ คะแนน คอื มคี วามกระตือรือร้นในการทำแบบฝึกหดั
๑ คะแนน คอื สง่ แบบฝกึ หัดช้ากวา่ ทีเ่ วลากำหนดมากกวา่ ๑๐ นาที
๒ คะแนน คอื ส่งแบบฝึกหดั ช้ากว่าที่เวลากำหนดมากกว่า ๕ นาที
๓ คะแนน คอื สง่ แบบฝึกหดั ตรงตามเวลาท่กี ำหนด
เกณฑก์ ารประเมิน
แบบฝกึ หดั แผนภาพความคดิ
เกณฑร์ ะดับคะแนน เกณฑ์ระดับคณุ ภาพ
๑-3 พอใช้
4-6 ปานกลาง
7-9
10-12 ดี
ดมี าก
หมายเหตุ แบบประเมินแบบฝึกหดั แผนภาพความคิด ร้อยละ 60 คิดเปน็ 7 คะแนน จากคะแนนเต็ม
12 คะแนน อยใู่ นระดับดี
แบบประเมินแบบฝ
เรื่อง หลกั การและขั้นตอนการเขยี น
เลขท่ี ชอื่ - สกุล สามารถบอก
1 เดก็ ชายกรวชิ ญ์ ศรีระวงศ์ หลักการและ แส
2 เด็กชายณภทั ร มะโนรักษ์ ขน้ั ตอนการเขยี น ไ
3 เดก็ ชายทิวานนท์ สมพร แสดงความคิดเหน็
4 เดก็ ชายธนากร สอนสมนกึ
5 เดก็ ชายธนั วา พานเชยี งสี ได้
6 เดก็ ชายนราวิชญ์ บพุ ศิริ 12 3 1
7 เด็กชายนิภทั สกุล ชุมปญั ญา
8 เด็กชายปณวฒั น์ กระจงั ทอง 2
9 เดก็ ชายปรญิ ญา โคตรวงค์ 2
10 เดก็ ชายปิยะนนั ท์ นนั ติ 2
11 เด็กชายพงษ์พพิ ัฒน์ หารบัวคำ 2
12 เด็กชายรชั ชานนท์ รอดอตุ ร 2
13 เดก็ ชายรชั ชานนท์ ปลีทอง 2
14 เดก็ ชายวงศกร สุราราช 2
15 เด็กชายวรเทพ เทพคนดี 2
16 เดก็ ชายอธิภทั ร สอนวงษา 2
17 เด็กชายอาคม ดวงกลุ สา 2
2
2
2
2
2
2
2
ฝกึ หัด แผนภาพความคิด
นแสดงความคิดเหน็ ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1
สามารถเขียน มีความ สง่ แบบฝึกหดั
สดงความคิดเห็น กระตอื รอื รน้ ใน ตรงตามเวลาท่ี คะแนน
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง การทำ เตม็ สรปุ ผล
แบบฝกึ หดั กำหนด 12 ผา่ น ไม่ผ่าน
123 11 ผ่าน
1 2 3123 11 ผ่าน
33 3 11 ผา่ น
33 3 11 ผ่าน
33 3 11 ผ่าน
33 3 10 ผา่ น
33 3 10 ผา่ น
3 10 ผ่าน
23 3 11 ผา่ น
23 3 11 ผ่าน
23 3 11 ผ่าน
3 10 ผ่าน
33 3 10 ผ่าน
33 3 10 ผ่าน
33 3 11 ผ่าน
23 3 11 ผา่ น
23 3 11 ผา่ น
23 3
33 3
33
33
เลขที่ ช่อื - สกลุ สามารถบอก
18 เดก็ ชายอทิ ธิกร ศุกรนนั ทน์ หลักการและ แส
19 เด็กหญงิ กวินธิดา สทุ ธพิ ันธ์ ขัน้ ตอนการเขยี น ไ
20 เดก็ หญงิ กนั ติชา โทนกกุล แสดงความคิดเหน็
21 เดก็ หญงิ กาญจนา ลีลาชยั
22 เดก็ หญิงจิรฐั ติกาล ธนะโคตร ได้
23 เดก็ หญงิ ชญาภา บญุ เลศิ สทิ ธิเดช 12 3 1
24 เดก็ หญงิ ช่อลดา พิศสุวรรณ์
25 เดก็ หญงิ ณหทัย ทิลารกั ษ์ 2
26 เด็กหญิงณิชานนั ท์ รกั มะณี 2
27 เด็กหญงิ ธติ ิกานต์ ไชยอรรจนาภรณ์ 2
28 เด็กหญงิ เนตรนภา อุปพงษ์ 2
29 เด็กหญงิ ปภาวรินท์ องิ ไธสง 2
30 เด็กหญิงปวริศา เกตวงษา 2
31 เด็กหญงิ ปานชีวา นามมุงคณุ
32 เดก็ หญงิ ปณุ ยาพร ทรงหาคำ 3
33 เด็กหญงิ พลอยพรรณ ไชยวฒุ ิ 3
34 เดก็ หญงิ พณั ณิตา จันทร์มาลา 3
35 เดก็ หญิงภาวิตา เเสนปัดสี 3
36 เด็กหญิงมุกอนั ดา เขียดนิน 2
37 เด็กหญิงวรารตั น์ สายหอมจันทร์ 2
38 เด็กหญิงวริ ะดา แก้วเลยี ง 2
2
3
3
3
3
2
2
2
สามารถเขยี น มคี วาม สง่ แบบฝึกหดั คะแนน
สดงความคิดเห็น กระตือรอื รน้ ใน ตรงตามเวลาที่ เต็ม
ได้อยา่ งถกู ต้อง การทำ 12 สรุปผล
แบบฝกึ หัด กำหนด 10 ผา่ น ไมผ่ ่าน
123 10 ผา่ น
1 2 3123 11 ผา่ น
23 3 11 ผา่ น
23 3 11 ผา่ น
33 3 11 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 11 ผา่ น
33 3 11 ผา่ น
33 3 11 ผา่ น
33 3 11 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 12 ผ่าน
33 3 11 ผ่าน
33 3 11 ผ่าน
33 3 11 ผ่าน
33 3 ผ่าน
33 3
33 3
เลขที่ ชือ่ - สกลุ สามารถบอก
39 เด็กหญงิ ศริ กิ านดา ขวาธจิ กั ร หลกั การและ แส
40 เด็กหญิงอมรรัตน์ ฝ่ายเทศ ขนั้ ตอนการเขียน ไ
41 เดก็ ชายชญตว์ นิตยน์ รา แสดงความคิดเหน็
ได้
12 3 1
2
2
2
สามารถเขยี น มคี วาม ส่งแบบฝกึ หัด คะแนน
สดงความคิดเห็น กระตอื รอื ร้นใน ตรงตามเวลาที่ เต็ม
ได้อยา่ งถูกตอ้ ง การทำ 12 สรุปผล
แบบฝกึ หัด กำหนด 11 ผา่ น ไม่ผา่ น
123 11 ผ่าน
1 2 3123 11 ผา่ น
33 3 ผ่าน
33 3
33 3
ลงช่ือ บวรลกั ษณ์ ผู้ประเมนิ
(นางสาวบวรลักษณ์ พนาพนม)
วันท่ี 18 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2565
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 8
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 5 ราชาธิราช ตอน สมงิ พระรามอาสา
เรอ่ื ง การเขยี นแสดงความคิดเหน็ จากบทความ
รหัส ท21102 ช่อื รายวชิ า ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑ ภาคเรียนท่ี 2/2565 เวลา 1 ช่ัวโมง
ผูส้ อน นางสาวบวรลักษณ์ พนาพนม
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน
เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
ตวั ชวี้ ัด
ม ๑/๖ เขยี นแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับสาระจากสื่อทีไ่ ด้รบั
ม ๑/9 มีมารยาทในการเขยี น
สาระสำคญั / ความคิดรวบยอด
การเขยี นแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนท่ีผเู้ ขยี นใช้เหตุผลและหลักฐานอ้างอิงมาประกอบ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นของตนน่าเชื่อถือ หากผู้เรียนศึกษาองคป์ ระกอบและหลักการเขียนแสดง
ความคิดเห็น จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในการเขียนแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และสามารถ
แสดงความคดิ เห็นได้อยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม ดังนัน้ ผู้เรยี นสามารถนำส่งิ ทีไ่ ด้เรยี นไปประยกุ ต์ใชใ้ น
การแสดงความคิดเหน็ ในชีวติ ประจำวันไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ความรู้ (K)
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายการเขียนแสดงความคิดเห็นได้
ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
1. นักเรียนสามารถเขียนแสดงความคิดเห็นจากบทความได้
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1. มวี นิ ัย
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มงุ่ มั่นในการทำงาน
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
การจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ การจัดการและการทำงานเป็นทีม
การคดิ ขน้ั สูงและการเรยี นรู้ การเป็นพลเมืองทเี่ ขม้ แข็ง
การสอื่ สารดว้ ยภาษา การอยูร่ ่วมกับธรรมชาติและวทิ ยาการอยา่ งยง่ั ยนื
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผเู้ รยี นรายปี ซอ่ื สัตย์สุจรติ
ใฝ่เรียนรู้
รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มุ่งมน่ั ในการทำงาน
มวี นิ ัย
อยู่อย่างพอเพียง มีจิตสาธารณะ
รักความเป็นไทย
ทกั ษะในศตวรรษที่ 21
การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา
ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม
ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ
ทักษะด้านการสื่อสารสนเทศ และรู้เทา่ ทนั สื่อ
คณุ ลกั ษณะสำหรับศตวรรษท่ี 21
คุณลกั ษณะดา้ นการทำงาน ได้แก่ การปรบั ตัว ความเป็นผู้นำ
คุณลักษณะด้านการเรียนรู้ ได้แก่ การชน้ี ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง
คณุ ลักษณะด้านศีลธรรม ไดแ้ ก่ เคารพผ้อู ่ืน ความซ่อื สตั ย์ สำนกึ พลเมือง
ทกั ษะด้านชีวิตและอาชพี
ความยืดหยุน่ และการปรับตวั
การรเิ รมิ่ สร้างสรรค์และการเปน็ ตวั ของตวั เอง
ทกั ษะสังคม และสังคมขา้ มวัฒนธรรม
การเป็นผู้สร้างหรอื ผู้ผลิต และความรับผิดชอบเชอ่ื ถือได้
ภาวะผู้นำและความรบั ผดิ ชอบ
การประเมนิ ผลรวบยอด
ชน้ิ งานหรือภาระงาน
1. แบบฝึกหัดบทความ เรอื่ ง การเขยี นแสดงความคดิ เหน็
กจิ กรรมการเรียนรู้
ข้ันนำ
๑. ครูทกั ทายเพ่อื เตรียมความพร้อมใหน้ ักเรยี น
๒. ครทู บทวนความรู้เรอ่ื งการเขียนแสดงความคดิ เหน็ จากช่ัวโมงท่ีผ่านมา
ขัน้ สอน
๑. ครูเปดิ เพลง “รางวลั ของคร”ู หลังจากนน้ั ครูและนกั เรียนแสดงความคดิ เห็นร่วมกัน
2. นักเรียนดูตัวอย่างการเขียนแสดงความคิดเห็นในหนังสือเรียนหลักภาษาและการใช้
ภาษาไทย หน้า ๑๐๖
3. ครอู ธบิ ายเนื้อหาเพิ่มเติม
4. ครแู จกบทความ เรอ่ื ง การเขยี นแสดงความคดิ เห็น ให้นักเรียนอา่ นและเขยี นแสดง
ความคดิ เหน็
ขนั้ สรุป
1. ครูและนักเรยี นชว่ ยกันสรุปเน้อื หาทเ่ี รียนมา
2. ครูเปิดโอกาสให้นกั เรยี นซกั ถามขอ้ สงสยั
การวัดผลประเมนิ ผล
วิธกี ารวดั ประเมินผล
๑. แบบประเมนิ แบบฝกึ หดั บทความ เรือ่ ง การเขยี นแสดงความคิดเหน็ เปน็ การวัดผล
ประเมินผลของนักเรียนรายบุคคลเกี่ยวกับการเขียนแสดงความคิดเห็นจากบทความ โดยมีประเด็นใน
การวัดผล ดังนี้ สามารถบอกหลักการและขั้นตอนการเขียนแสดงความคิดเห็นได้ สามารถเขียนแสดง
ความคดิ เหน็ จากบทความได้ มีความกระตือรือรน้ ในการทำแบบฝึกหัด และสง่ แบบฝกึ หัดตรงตามเวลาที่
กำหนด จากนั้นครปู ระเมินแบบฝกึ หัดบทความ เร่อื ง การเขยี นแสดงความคิดเห็น เพอ่ื ใช้ไปเปน็ แนวทาง
ในการปรับปรงุ พฒั นานกั เรยี นและการจัดการเรียนการสอนของครใู นครงั้ ตอ่ ๆ ไป
เครอ่ื งมือในการวดั ประเมินผล
๑. แบบประเมินแบบฝึกหัดบทความ เรอื่ ง การเขยี นแสดงความคิดเห็น เป็นแบบฝึกหัดท่ี
นักเรยี นสามารถอธบิ ายการเขยี นแสดงความคิดเหน็ ได้(K) พร้อมท้งั สามารถเขยี นแสดงความคิดเห็นจาก
บทความได้ ส่งผลทำให้นักเรียนเกิดองค์ความรู้ (P) และนักเรียนมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการ
ทำงาน (A)
เกณฑ์การวัดประเมนิ ผล
๑. แบบประเมินแบบฝกึ หดั บทความ เรือ่ ง การเขียนแสดงความคดิ เหน็ ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ
60 คดิ เปน็ คะแนน 7 คะแนน จากคะแนนเตม็ ๑๒ คะแนน อยู่ในระดับดี
สือ่ การเรยี นร/ู้ แหลง่ เรยี นรู้
1. ใบความรู้ เรือ่ ง การเขียนแสดงความคิดเห็น
2. หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐาน หลกั ภาษาและการใชภ้ าษาไทย ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๑
3. Power Point เรอ่ื ง การเขียนแสดงความคดิ เห็น
ข้อเสนอแนะของหัวหนา้ สถานศึกษาหรอื ผู้ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย (ตรวจสอบ, นเิ ทศ, เสนอแนะ, รบั รอง)
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
ลงชือ่ …………………………………………..…….
(…………………………………..…………..)
วันท่ี ……./…………..……/………..
บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
1. ผลการจดั การเรยี นรู้
นักเรียนสามารถอธิบายการเขียนแสดงความคิดเห็นได้ สามารถเขียนแสดงความ
คิดเหน็ จากบทความได้ นักเรียนมวี ินยั ใฝเ่ รยี นรู้และมงุ่ ม่นั ในการทำงาน
2. ปัญหาและอุปสรรค
มีนกั เรยี นบางส่วนไม่เข้าใจในการเขยี นแสดงความคิดเหน็ จากบทความ ทำให้นักเรียน
ทำงานสง่ ชา้
3. แนวทางการแกไ้ ขปัญหา
อธิบายให้นกั เรียนในสว่ นที่ยงั ไม่เขา้ ใจในการเขียนแสดงความคดิ เหน็ จากบทความ
4. ขอ้ เสนอแนะ
อธบิ ายใหน้ ักเรียนเข้าใจใหน้ กั เรยี นไดเ้ ขียนสรปุ หวั ขอ้ เพือ่ เปน็ การทบทวน
ลงชอื่ บวรลักษณ์
(นางสาวบวรลกั ษณ์ พนาพนม)
วนั ท่ี 23 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2565
ใบความรู้
เรื่อง การเขียนแสดงความคดิ เหน็
การเขียนแสดงความคิดเห็น คือ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนใช้เหตุผลและหลักฐานอ้างอิงมา
ประกอบใหก้ ารแสดงความคิดเหน็ ของตนนา่ เชื่อถอื รปู แบบการเขยี นแสดงความคิดเห็นอาจะเป็นความ
เรยี งความ หรอื การตอบข้อสอบอตั นัย นกั เรียนจึงควรศกึ ษาองค์ประกอบและหลกั การเขียนในเรื่องนี้ให้
ชดั เจน
1. ประเด็นสำคญั เร่ืองท่จี ะเขียนแสดงความคิดเห็นอาจมาจากการฟังหรือการอ่าน ซึ่งผู้เขียน
สรุปประเดน็ สำคัญให้ได้ว่า จะเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเร่ืองอะไร ตัวอย่างเชน่ เมื่อผู้เขียนอา่ น
บทความตอนหนึง่ ซึง่ มขี อ้ ความว่า
"...วัฒนธรรมควรมกี ารปรับปรงุ อยเู่ สมอ หากวัฒนธรรมใดไม่มกี ารปรบั ปรงุ วฒั นธรรมน้นั ก็จะ
สญู สลายไปในทส่ี ดุ ”
ประเดน็ สำคญั ของขอ้ ความน้ี คือ วัฒนธรรมควรมีการปรบั ปรงุ ผูเ้ ขียนจะตอ้ งพจิ ารณาวา่
ตนเห็นดว้ ยกับประเด็นนี้หรอื ไม่ แล้วจงึ เขยี นแสดงความคดิ เหน็
2. ข้อมูลสนับสนุน การเขียนแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับเร่ืองใดกต็ าม ผู้เขียนจะต้องมีความรู้
เข้าใจเกีย่ วกับเรือ่ งนนั้ และนำขอ้ มูลมาประกอบการแสดงความคดิ เห็นของตน เพอื่ ใหผ้ ู้อ่านเช่ือถือและ
คล้อยตาม ข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการเขียนแสดงความคิดเห็น อาจจะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการ
พิสูจน์แล้ว ความเชื่อหรือหลักการที่ยอมรับกันทั่วไป หรือสถิติจากองค์กรต่าง ๆ สิ่งสำคัญ คือ ผู้เขียน
ควรเลือกใชข้ ้อมลู จากแหล่งความรูท้ ่ีนา่ เช่อื ถือ
๑. การแสดงความคดิ เหน็ เชงิ วชิ าการ เป็นการแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกบั ศาสตรต์ า่ ง ๆ เชน่
วชิ าการแพทยแ์ ละอนามยั วิชาสงั คมศาสตร์ เปน็ ตน้
๒. การแสดงความคดิ เห็นโดยทว่ั ๆ ไป เชน่ การวิจารณเ์ หตกุ ารณท์ างการเมือง การแสดงของ
วยั รนุ่ การเลน่ กฬี า รวมทัง้ การเขียนบทความวจิ ารณต์ ่าง ๆ
๑. ควรเสนอความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนควรเสนอความคิดเห็นที่มีประโยชน์และมี
คุณค่าต่อผู้อ่าน อาจจะเสนอแนวทางเลือกใหผ้ ู้อ่านนำไปปฏบิ ัติ และเป็นทางเลือกทีป่ ฏิบัติได้จริง เช่น
เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโจรสะพานลอยว่าควรติดไฟฟ้าบนสะพานลอยให้สว่างกว่านี้
ผู้ใช้สะพานลอยไม่ควรใส่เครื่องประดับหรือของมีค่า แต่ไม่ควรเสนอความคิดเห็นให้ใช้การข้ามถนน
แทนการใชส้ ะพานลอย เพราะอาจเกิดอันตรายจากอุบตั ิเหตุบนทอ้ งถนนได้
๒. ใช้ข้อมูลสนับสนุนอย่างถูกต้องเหมาะสม ข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาสนับสนุนความคิดเห็น
ผู้เขยี นควรตรวจสอบใหแ้ นใ่ จว่าถกู ตอ้ ง น่าเชอื่ ถอื และมีปริมาณเพียงพอทจ่ี ะทำให้ผูอ้ ่านคล้อยตาม เช่น
เมื่อตอ้ งการเขียนแสดงความคิดเหน็ ว่ากระทรวงสาธารณสุขควรมกี ารตรวจสอบสารทีป่ นเป้อื นในอาหาร
ที่จำหน่ายในโรงเรียน ควรหาสถิติการป่วยของนักเรียนมาเป็นข้อมูลสนับสนุน หรือใช้ผลจากการสุ่ม
ตวั อยา่ งอาหารแล้วนำมาตรวจ
๓. ไม่ชี้นำหรือครอบงำความคิดของผู้อ่าน ควรนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของตน
เพอื่ ให้ผู้อา่ นพิจารณาตัดสินใจ ไมค่ วรใชอ้ ารมณส์ ่วนตวั หรอื อคตขิ องผู้เขียน หรอื ใช้ขอ้ มลู
ท่เี กนิ ความเป็นจริง
1. สรปุ ประเด็นสำคญั หรอื ต้งั คำถามเกี่ยวกับเรอื่ งทีต่ ้องการแสดงความคดิ เหน็
2. พจิ ารณาวา่ ตนมคี วามคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนนั้ อย่างไร ถา้ ต้องการแสดงความคดิ เห็น
ในเชิงสนับสนนุ กต็ อ้ งเขยี นให้นประโยชนห์ รือขอ้ ดี แต่ถา้ ต้องการแสดงความคิดเห็นในเชงิ โต้แย้ง ก็ต้อง
เขียนให้เห็นข้อบกพร่องหรือข้อเสีย ถ้าเรื่องที่ต้องการแสดงความคิดเห็นมีหลายประเด็น ผู้เขียนอาจ
สนับสนุนบางประเด็น หรือโต้แย้งบางประเด็นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนทุกประเด็นหรือโต้แย้งทุก
ประเดน็
3. ควรนำเสนอความคิดเห็นของตน โดยมีข้อสนับสนุนหรือเหตุผลอย่างเพียงพอ ไม่ควร
เสนอความคิดทซี่ ำ้ ซ้อนกับเรื่องที่ต้องการแสดงความคิดเห็น ควรใชว้ ิจารณญาณและแสดงความคิดเห็น
ที่แตกต่างไปจากเดมิ
"กวดวชิ า...พฒั นาเด็กไทยจรงิ หรือ”
การกวดวิชาในปัจจุบันเป็นค่านิยมของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก
หากแต่มีกระแสต่อต้านเนื่องจากผู้ใหญ่บางคนมองว่าทำให้นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของ
การเรียนในชั้นเรียน นักเรียนไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียเงิน
จำนวนมากให้ลูก เปน็ ค่าเรียนกวดวิชา นอกจากน้ีเด็กบางคนท่ีไม่ไดเ้ รยี นกวดวิชาอาจรู้สึกว่า
ตนแตกต่างจากเพ่ือน ๆ ท่ีส่วนใหญ่ไปเรยี น
อย่างไรก็ตาม หากทบทวนสาเหตุของการกวดวิชาแต่เดิมจะพบว่า มีขึ้นเพื่อเติม
ความรใู้ ห้แกน่ ักเรียนท่เี รยี นไมท่ ันเพ่ือน หรอื ไมเ่ ขา้ ใจเนื้อหาบทเรยี นบางเรอ่ื งและอีกสาเหตุ
หนงึ่ คือ การเรยี นเสรมิ ความรู้เพื่อสอบแข่งขนั เข้ามหาวทิ ยาลัย ดงั นนั้ ผู้เขยี นจึงเห็นว่า การ
กวดวิซาไม่ใช่สิ่งเสียหาย แต่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งเด็กนักเรียนต้องหาคำตอบให้ได้
เสียก่อนว่าเรียนไปทำไม และจะได้รับประโยชน์มากเพยี งใด หากเรียนเพราะคิดว่าช่วยเตมิ
ความรู้ที่พร่องหรือเสริมความรู้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็สามารถรับฟังได้ แต่หากเรียน
เพราะเห็นว่าเพื่อน ๆ เขาเรียน เราก็ต้องเรียน พ่อแม่บางคนกลัวว่าลูกของตนจะรู้น้อยกว่า
ลูกของครอบครัวอื่น หรือคิดว่าให้ลูกไปเรียนกวดวิชาดีกว่าอยู่บ้านเล่นแต่เกม ความคิด
เหล่าน้ีขอให้ทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับเป็นการสูญเปล่าทาง
การศึกษา เสียเวลา เสียเงิน เสียโอกาสที่เด็ก ๆ จะได้อยู่กับครอบครัว และสิ่งสำคัญไม่ได้
ช่วยพฒั นาเด็กไทยให้มคี วามรูแ้ ตอ่ ย่างใด
ประเดน็ สำคญั ท่ีผเู้ ขียนตอ้ งการแสดงความคิดเหน็ คือ ผ้เู รยี นหรือพ่อแม่ผู้ปกครอง
ตอ้ งทราบวัตถุประสงคใ์ หช้ ัดเจนเสยี ก่อนว่าเรยี นกวดวิชาเพ่ืออะไร ไม่เชน่ นน้ั จะเป็นการสูญ
เปล่าทางการศึกษาและไม่ได้ช่วยพฒั นาความรูข้ องเด็กไทย
แบบฝึกหัดบทความ
เรอ่ื ง การเขยี นแสดงความคดิ เห็น
คำชีแ้ จง จากบทความท่ีกำหนดให้ ให้นกั เรยี นอ่านและเขยี นแสดงความคิดเหน็
เร่ือง การรู้จกั ระงับอารมณ์
ทุกคนต่างตระหนักและรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ เป็นยุคของเทคโนโลยีล้ำสมัย จนลืมคิดไปว่าความ
ตอ้ งการทางด้านความรู้สกึ ของคนก็ยงั คงมีอยู่ ตลอดเวลาน้ีจะสังเกตได้ว่าในยุคสมยั น้ี คนเราตา่ งเห็นแก่
ได้และเห็นแก่ตัว โดยไม่คำนงึ ถึงคนรอบข้าง อะไรทที่ ำแลว้ ตวั เองมีความสุข แม้จะต้องอยู่บนความทุกข์
ร้อนของคนอื่นก็ทำได้ ซึ่งต่างกับยุคสมัยก่อน ที่มีแต่ความเกรงใจ เห็นใจ เอื้อเฟือเผื่อแผ่ มีน้ำใจ
ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แล้วนี้ก็เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องปล่อยวางและเข้าใจกับสถานการณ์ที่
เกิดขน้ึ ในโลกปจั จุบัน คนทกุ คนยอ่ มมคี วามต้องการอยากไดด้ ี อยากเป็นในสิ่งทีต่ อ้ งการจะเปน็ แตกต่าง
กนั ไป บางคนตอ้ งการให้คนนับหน้าถือตา บางคนตอ้ งการการยอมรับจากคนท่ีต้อยตำ่ กว่า และบางคน
อาจตอ้ งการอำนาจและบารมีท่ีสูงกว่าคนอนื่ และนก่ี เ็ ปน็ สาเหตุของการที่ไมร่ จู้ กั ปลอ่ ยวางของคน
ดังน้นั การท่ีเราจะหลุดพน้ สง่ิ ท่ีไม่ดเี หล่าน้ี เราควรทจ่ี ะเข้าใจและมองโลกแง่บวก และไม่ทำตัว
ตามกระแสที่ไม่ดี และควรมีสติและใชเ้ หตุผลในการดำเนินชีวติ ถ้าทำและคิดได้แบบนี้ก็จะทำให้ชวี ติ มี
ความสขุ ได้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ช่อื -นามสกุล.................................................................................................................เลขท่ี ...................
เฉลย แบบฝกึ หดั บทความ
เร่ือง การเขยี นแสดงความคดิ เหน็
คำช้ีแจง จากบทความท่ีกำหนดให้ ให้นกั เรยี นอา่ นและเขียนแสดงความคิดเห็น
เร่อื ง การรูจ้ ักระงบั อารมณ์
ทุกคนต่างตระหนักและรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ เป็นยุคของเทคโนโลยีล้ำสมัย จนลืมคิดไปว่าความ
ตอ้ งการทางดา้ นความรู้สึกของคนก็ยงั คงมีอยู่ ตลอดเวลานจี้ ะสงั เกตไดว้ ่าในยุคสมยั น้ี คนเราตา่ งเห็นแก่
ไดแ้ ละเห็นแกต่ วั โดยไมค่ ำนึงถงึ คนรอบขา้ ง อะไรทที่ ำแล้วตัวเองมคี วามสุข แม้จะต้องอยู่บนความทุกข์
ร้อนของคนอื่นก็ทำได้ ซึ่งต่างกับยุคสมัยก่อน ที่มีแต่ความเกรงใจ เห็นใจ เอื้อเฟือเผื่อแผ่ มีน้ำใจ
ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แล้วนี้ก็เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องปล่อยวางและเข้าใจกับสถานการณ์ที่
เกิดขึ้นในโลกปจั จบุ นั คนทุกคนยอ่ มมคี วามตอ้ งการอยากไดด้ ี อยากเป็นในส่ิงทีต่ อ้ งการจะเป็น แตกต่าง
กันไป บางคนต้องการให้คนนับหน้าถือตา บางคนต้องการการยอมรับจากคนท่ีตอ้ ยตำ่ กว่า และบางคน
อาจต้องการอำนาจและบารมีท่สี งู กวา่ คนอนื่ และนก่ี ็เปน็ สาเหตุของการท่ไี มร่ จู้ ักปลอ่ ยวางของคน
ดังนั้น การทเ่ี ราจะหลุดพน้ สงิ่ ที่ไม่ดีเหล่านี้ เราควรท่จี ะเข้าใจและมองโลกแง่บวก และไม่ทำตัว
ตามกระแสทีไ่ ม่ดี และควรมีสติและใชเ้ หตุผลในการดำเนินชวี ิต ถ้าทำและคิดไดแ้ บบนี้กจ็ ะทำให้ชวี ติ มี
ความสขุ ได้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………(……พ……จิ า……ร……ณ……าต……า……ม……ค……ำต……อ……บ……ข……อง……น……ัก……เร……ยี ……น……โด……ย……ให……้อ……ย……ใู่ น……ด……ลุ ……ย……พ……ิน……ิจข……อ……ง……คร……ูผ……สู้ ……อน……)…………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ชอื่ -นามสกุล.................................................................................................................เลขท่ี ...................
ประเดน็ การประเมิน เกณฑ์การใหค้ ะแนน
แบบฝกึ หัดบทความ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเหน็
สามารถอธิบาย
การเขียนแสดงความ รายละเอียดการให้คะแนน
๑ คะแนน คือ สามารถอธิบายการเขียนแสดงความคดิ เหน็ ได้ไมช่ ัดเจน
คดิ เหน็ ได้ ๒ คะแนน คอื สามารถอธิบายการเขียนแสดงความคดิ เห็นไดบ้ างประเด็น
(๓ คะแนน) ๓ คะแนน คอื สามารถอธบิ ายการเขยี นแสดงความคิดเหน็ ได้
สามารถเขยี น ๑ คะแนน คอื สามารถเขยี นแสดงความคิดเหน็ จากบทความไดไ้ มช่ ัดเจน
แสดงความคิดเห็นจาก ๒ คะแนน คือ สามารถเขยี นแสดงความคิดเหน็ จากบทความได้ตรงบางประเด็น
๓ คะแนน คอื สามารถเขยี นแสดงความคิดเห็นจากบทความได้
บทความได้
(๓ คะแนน) ๑ คะแนน คือ มีความกระตอื รือรน้ ในการทำแบบฝึกหัด ๑ คน
๒ คะแนน คอื มคี วามกระตอื รือร้นในการทำแบบฝกึ หดั ๒ คน
มีความกระตอื รือรน้ ใน ๓ คะแนน คอื มีความกระตือรอื ร้นในการทำแบบฝึกหัด
การทำแบบฝกึ หัด ๑ คะแนน คือ ส่งแบบฝกึ หัดช้ากว่าท่ีเวลากำหนดมากกวา่ ๑๐ นาที
(๓ คะแนน) ๒ คะแนน คือ ส่งแบบฝกึ หัดช้ากว่าท่เี วลากำหนดมากกว่า ๕ นาที
๓ คะแนน คือ สง่ แบบฝกึ หัดตรงตามเวลาท่ีกำหนด
สง่ แบบฝึกหัดตรงตาม
เวลาท่กี ำหนด
(๓ คะแนน)
เกณฑก์ ารประเมิน
แบบฝึกหัดบทความ เร่อื ง การเขยี นแสดงความคิดเหน็
เกณฑ์ระดบั คะแนน เกณฑ์ระดับคณุ ภาพ
๑-3 พอใช้
4-6 ปานกลาง
7-9
10-12 ดี
ดมี าก
หมายเหตุ แบบประเมนิ แบบฝกึ หดั บทความ เรือ่ ง การเขยี นแสดงความคิดเหน็ รอ้ ยละ 60 คิดเป็น 7
คะแนน จากคะแนนเต็ม 12 คะแนน อยใู่ นระดบั ดี
แบบประเมนิ แบบฝกึ หัดบทควา
เรื่อง การเขยี นแสดงความคิดเห
เลขที่ ชอ่ื - สกุล สามารถอธิบาย แส
1 เดก็ ชายกรวิชญ์ ศรรี ะวงศ์ การเขยี นแสดง จ
2 เด็กชายณภัทร มะโนรักษ์ ความคดิ เห็นได้ 1
3 เดก็ ชายทวิ านนท์ สมพร
4 เดก็ ชายธนากร สอนสมนกึ 12 3
5 เดก็ ชายธันวา พานเชยี งสี 2
6 เด็กชายนราวิชญ์ บพุ ศริ ิ 2 3
7 เด็กชายนภิ ัทสกุล ชมุ ปญั ญา 2 3
8 เด็กชายปณวฒั น์ กระจังทอง 2 3
9 เดก็ ชายปรญิ ญา โคตรวงค์ 3
10 เด็กชายปิยะนันท์ นันติ 2 3
11 เด็กชายพงษ์พิพฒั น์ หารบวั คำ 3
12 เดก็ ชายรัชชานนท์ รอดอุตร 2 3
13 เด็กชายรัชชานนท์ ปลที อง 2 3
14 เดก็ ชายวงศกร สุราราช 2
15 เดก็ ชายวรเทพ เทพคนดี
16 เดก็ ชายอธิภัทร สอนวงษา 2
17 เด็กชายอาคม ดวงกลุ สา 2
18 เด็กชายอิทธิกร ศกุ รนันทน์
าม เร่ือง การเขยี นแสดงความคิดเห็น
ห็นจากบทความ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1
สามารถเขยี น มีความ ส่งแบบฝกึ หดั คะแนน สรุปผล
สดงความคิดเหน็ กระตอื รือร้นใน ตรงตามเวลาท่ี เต็ม ผ่าน ไมผ่ า่ น
จากบทความได้ 12 ผ่าน
123 การทำ กำหนด 10 ผ่าน
แบบฝึกหดั 123 10 ผา่ น
2 123 10 ผา่ น
2 3 10 ผา่ น
2 3 3 11 ผา่ น
2 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 10 ผา่ น
2 3 3 12 ผา่ น
2 3 3 11 ผา่ น
3 3 10 ผ่าน
3 3 3 10 ผ่าน
2 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 10 ผ่าน
2 3 3 11 ผา่ น
2 3 3 11 ผา่ น
2 3 3 10 ผา่ น
2 3 3 12 ผา่ น
2 3 3 10
2 3 3
3 3
3 3 3
2 3
เลขที่ ช่อื - สกุล สามารถอธบิ าย แส
19 เด็กหญงิ กวินธิดา สุทธิพันธ์ การเขียนแสดง จ
20 เดก็ หญิงกนั ตชิ า โทนกกุล ความคดิ เห็นได้ 1
21 เด็กหญงิ กาญจนา ลีลาชยั
22 เดก็ หญงิ จริ ฐั ติกาล ธนะโคตร 12 3
23 เดก็ หญงิ ชญาภา บุญเลศิ สิทธิเดช 2 3
24 เดก็ หญิงช่อลดา พิศสุวรรณ์ 2 3
25 เดก็ หญงิ ณหทยั ทิลารกั ษ์ 3
26 เดก็ หญงิ ณชิ านนั ท์ รักมะณี 2 3
27 เดก็ หญิงธิตกิ านต์ ไชยอรรจนาภรณ์ 3
28 เด็กหญงิ เนตรนภา อปุ พงษ์ 2 3
29 เด็กหญงิ ปภาวรนิ ท์ อิงไธสง 2 3
30 เดก็ หญงิ ปวรศิ า เกตวงษา 3
31 เด็กหญิงปานชีวา นามมุงคณุ 3
32 เด็กหญิงปุณยาพร ทรงหาคำ 3
33 เด็กหญิงพลอยพรรณ ไชยวฒุ ิ 3
34 เดก็ หญงิ พณั ณติ า จนั ทร์มาลา 3
35 เด็กหญิงภาวิตา เเสนปัดสี 3
36 เด็กหญิงมกุ อันดา เขียดนนิ 3
37 เดก็ หญงิ วรารัตน์ สายหอมจนั ทร์ 3
38 เดก็ หญงิ วริ ะดา แก้วเลียง 3
39 เด็กหญงิ ศริ ิกานดา ขวาธจิ กั ร 3
40 เด็กหญิงอมรรตั น์ ฝา่ ยเทศ
สามารถเขียน มคี วาม ส่งแบบฝึกหดั คะแนน สรุปผล
สดงความคิดเห็น กระตือรอื ร้นใน ตรงตามเวลาท่ี เต็ม ผา่ น ไม่ผา่ น
จากบทความได้ 12 ผา่ น
123 การทำ กำหนด 10 ผา่ น
แบบฝกึ หดั 123 11 ผ่าน
2 123 10 ผ่าน
2 3 11 ผา่ น
2 3 3 12 ผา่ น
2 3 3 12 ผา่ น
3 3 12 ผ่าน
3 3 3 10 ผ่าน
3 3 3 12 ผา่ น
3 3 3 12 ผา่ น
2 3 3 12 ผา่ น
3 3 3 12 ผา่ น
3 3 3 11 ผา่ น
3 3 3 10 ผ่าน
3 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 10 ผ่าน
2 3 3 11 ผา่ น
2 3 3 12 ผา่ น
2 3 3 12 ผา่ น
2 3 3 11 ผ่าน
3 3 3 11 ผา่ น
3 3 3 12
2 3 3
2 3 3
3 3 3
3
เลขท่ี ชอ่ื - สกลุ สามารถอธบิ าย แส
41 เด็กชายชญตว์ นิตยน์ รา การเขียนแสดง จ
ความคิดเห็นได้ 1
12 3
3
สามารถเขยี น มคี วาม ส่งแบบฝึกหัด คะแนน สรุปผล
สดงความคิดเห็น กระตอื รือรน้ ใน ตรงตามเวลาท่ี เต็ม ผ่าน ไมผ่ ่าน
จากบทความได้ 12 ผา่ น
123 การทำ กำหนด 11
แบบฝึกหัด 123
2 123
3
3
ลงชือ่ บวรลักษณ์ ผู้ประเมนิ
(นางสาวบวรลักษณ์ พนาพนม)
วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา
เร่อื ง การเขยี นแสดงความคิดเห็นจากขา่ ว
รหัส ท21102 ช่ือรายวชิ า ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑ ภาคเรยี นที่ 2/2565 เวลา 1 ชวั่ โมง
ผูส้ อน นางสาวบวรลกั ษณ์ พนาพนม
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน
เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
ตวั ช้ีวัด
ม ๑/๖ เขยี นแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกบั สาระจากส่อื ท่ไี ด้รับ
ม ๑/9 มีมารยาทในการเขยี น
สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด
การเขยี นแสดงความคิดเห็น เป็นการเขยี นที่ผู้เขียนใช้เหตุผลและหลักฐานอ้างอิงมาประกอบ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นของตนน่าเชื่อถือ หากผู้เรียนศึกษาองคป์ ระกอบและหลักการเขียนแสดง
ความคิดเห็น จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในการเขียนแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และสามารถ
แสดงความคิดเห็นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม ดงั นน้ั ผูเ้ รียนสามารถนำสิ่งท่ไี ด้เรียนไปประยกุ ต์ใช้ใน
การแสดงความคิดเหน็ ในชวี ติ ประจำวันได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ความรู้ (K)
1. นักเรียนสามารถอธบิ ายการเขียนแสดงความคิดเหน็ ได้
ทักษะ/กระบวนการ (P)
1. นักเรียนสามารถเขยี นแสดงความคดิ เห็นจากข่าวได้
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1. มีวนิ ัย
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
การจดั การตนเองอย่างมีสขุ ภาวะ การจัดการและการทำงานเปน็ ทมี
การคิดขนั้ สงู และการเรยี นรู้ การเปน็ พลเมอื งที่เขม้ แข็ง
การส่ือสารดว้ ยภาษา การอยรู่ ว่ มกับธรรมชาตแิ ละวทิ ยาการอย่างย่ังยนื
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ของผ้เู รียนรายปี ซ่อื สัตยส์ ุจรติ
ใฝ่เรยี นรู้
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มงุ่ มั่นในการทำงาน
มีวินัย
อยู่อย่างพอเพียง มจี ติ สาธารณะ
รกั ความเป็นไทย
ทกั ษะในศตวรรษที่ 21
การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ัญหา
ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
ทกั ษะดา้ นความรว่ มมือ การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ ำ
ทักษะดา้ นการสอื่ สารสนเทศ และรเู้ ท่าทนั ส่อื
คณุ ลกั ษณะสำหรบั ศตวรรษที่ 21
คุณลกั ษณะด้านการทำงาน ได้แก่ การปรบั ตัว ความเปน็ ผนู้ ำ
คุณลกั ษณะดา้ นการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คณุ ลักษณะด้านศีลธรรม ได้แก่ เคารพผ้อู ่นื ความซื่อสตั ย์ สำนกึ พลเมือง
ทกั ษะด้านชีวติ และอาชพี
ความยดื หยนุ่ และการปรับตัว
การรเิ รมิ่ สร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเอง
ทกั ษะสังคม และสังคมขา้ มวัฒนธรรม
การเป็นผู้สรา้ งหรอื ผผู้ ลิต และความรบั ผิดชอบเช่อื ถอื ได้
ภาวะผูน้ ำและความรับผดิ ชอบ
การประเมินผลรวบยอด
ช้นิ งานหรอื ภาระงาน
1. แบบฝึกหัด เรอื่ ง การเขียนแสดงความคิดเหน็ จากขา่ ว
กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นนำ
๑. ครูทกั ทายเพอ่ื เตรียมความพร้อมใหน้ ักเรยี น
๒. ครูทบทวนความรเู้ ร่อื งการเขียนแสดงความคดิ เห็นจากชั่วโมงทผี่ ่านมา
ขน้ั สอน
๑. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาและแสดงความคิดเห็นจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมือง
สกลนครเมอื่ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
2. ครูตง้ั คำถามให้นักเรียนช่วยกันตอบ ในประเดน็ ต่อไปนี้
- นกั เรียนคิดว่าขา่ วทกุ วันนี้มคี วามเปน็ จริงมากนอ้ ยเพยี งใด
- ขา่ วไดผ้ ้อู ่านหรอื ผ้ฟู งั ไดร้ ับสารนั้น เราเชื่อไดห้ รอื ไหม
- นกั เรียนมวี ธิ ีในการรบั สารจากการอ่านข่าวหรือฟงั ขา่ วอย่างไร
3. นกั เรยี นดูตวั อยา่ งเหตุการณ์ข่าวสาร ในหนังสอื พมิ พท์ คี่ รนู ำมายกตัวอยา่ ง
4. ครอู ธิบายเนือ้ หาเพ่ิมเตมิ
5. ครูให้นักเรียนหาข่าว คนละ ๑ เรื่อง แล้วนำมาติดลงในแบบฝึกหัด และเขียนแสดง
ความคิดเหน็ ให้ถูกตอ้ งตามหลักการเขยี นที่ครไู ด้สอนไปแล้วข้างตน้
ขั้นสรปุ
1. ครูและนักเรียนช่วยกนั สรปุ เนอื้ หาที่เรียนมา
2. ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรียนซกั ถามขอ้ สงสัย
การวัดผลประเมินผล
วิธีการวดั ประเมินผล
๑. แบบประเมนิ แบบฝกึ หัด เรอื่ ง การเขยี นแสดงความคดิ เหน็ จากข่าว เป็นการวัดผล
ประเมินผลของนักเรียนรายบุคคลเกี่ยวกับการเขียนแสดงความคิดเห็นจากข่าว โดยมีประเด็นในการ
วัดผล ดังนี้ สามารถอธบิ ายการเขียนแสดงความคดิ เห็นได้ สามารถเขียนแสดงความคิดเห็นจากข่าวได้ มี
ความกระตือรือร้นในการทำแบบฝึกหัด และส่งแบบฝึกหัดตรงตามเวลาที่กำหนด จากนั้นครูประเมิน
แบบฝึกหัด เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นจากข่าว เพื่อใช้ไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนา
นักเรยี นและการจัดการเรยี นการสอนของครูในครั้งต่อ ๆ ไป
เครือ่ งมือในการวดั ประเมินผล
๑. แบบประเมินแบบฝึกหัด เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นจากข่าว เป็นแบบฝึกหัดท่ี
นกั เรียนสามารถอธิบายการเขียนแสดงความคิดเหน็ ได(้ K) พรอ้ มทั้งสามารถเขียนแสดงความคิดเห็นจาก
ขา่ วได้ สง่ ผลทำให้นักเรยี นเกิดองค์ความรู้ (P) และนกั เรยี นมวี นิ ยั ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ ม่นั ในการทำงาน (A)
เกณฑ์การวัดประเมนิ ผล
๑. แบบประเมินแบบฝึกหัด เรอื่ ง การเขียนแสดงความคิดเหน็ จากข่าว ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ
60 คิดเป็นคะแนน 7 คะแนน จากคะแนนเตม็ ๑๒ คะแนน อยู่ในระดบั ดี
ส่ือการเรียนร้/ู แหลง่ เรียนรู้
1. ใบความรู้ เรือ่ ง การเขยี นแสดงความคิดเหน็
2. หนังสือเรยี นรายวิชาพื้นฐาน หลกั ภาษาและการใชภ้ าษาไทย ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ ๑
3. Power Point เร่อื ง การเขียนแสดงความคดิ เห็น
ขอ้ เสนอแนะของหวั หนา้ สถานศกึ ษาหรือผทู้ ไี่ ดร้ ับมอบหมาย (ตรวจสอบ, นเิ ทศ, เสนอแนะ, รับรอง)
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
………………….…………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….………………
…………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………
…………………………………………………………..………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………..………………………………………
ลงชือ่ …………………………………………..…….
(…………………………………..…………..)
วันที่ ……./…………..……/………..
บันทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้
1. ผลการจดั การเรยี นรู้
นักเรียนสามารถอธิบายการเขียนแสดงความคิดเห็นได้ สามารถเขียนแสดงความคิดเห็น
จากข่าวได้ นกั เรยี นมีวินัย ใฝ่เรยี นรู้และม่งุ ม่นั ในการทำงาน
2. ปญั หาและอุปสรรค
ยงั มนี ักเรยี นบางส่วนทีย่ ังไมเ่ ขา้ ใจเนอ้ื หาเรอื่ งการเขยี นแสดงความคิดเหน็ จากขา่ ว
3. แนวทางการแกไ้ ขปัญหา
อธิบายเนื้อหาใหม่อีกครั้งให้กับนกั เรยี นท่ียังไม่เข้าใจ โดยอธิบายช้า ๆ อย่างละเอียดและ
ชัดเจน
4. ข้อเสนอแนะ
ครูผู้สอนอาจจะให้นักเรียนจดสรุปลงในสมุด หรืออาจจะจดสรุปในรูปแบบของแผนภาพ
ความคิดกไ็ ด้เช่นกัน
ลงชอื่ บวรลักษณ์
(นางสาวบวรลักษณ์ พนาพนม)
วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
ใบความรู้
เรอ่ื ง การเขียนแสดงความคดิ เหน็
การเขียนแสดงความคิดเห็น คือ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนใช้เหตุผลและหลักฐานอ้างอิงมา
ประกอบใหก้ ารแสดงความคดิ เห็นของตนน่าเชือ่ ถอื รปู แบบการเขียนแสดงความคิดเห็นอาจะเป็นความ
เรยี งความ หรอื การตอบข้อสอบอัตนยั นักเรียนจงึ ควรศกึ ษาองคป์ ระกอบและหลกั การเขียนในเร่ืองน้ีให้
ชดั เจน
1. ประเดน็ สำคัญ เรอ่ื งทจี่ ะเขียนแสดงความคิดเห็นอาจมาจากการฟงั หรือการอ่าน ซ่ึงผู้เขียน
สรุปประเด็นสำคัญให้ได้ว่า จะเขียนแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกับเรื่องอะไร ตัวอย่างเชน่ เมื่อผู้เขียนอา่ น
บทความตอนหน่งึ ซง่ึ มขี อ้ ความว่า
"...วฒั นธรรมควรมกี ารปรับปรงุ อยูเ่ สมอ หากวฒั นธรรมใดไม่มีการปรบั ปรุง วฒั นธรรมนนั้ ก็จะ
สญู สลายไปในทสี่ ุด”
ประเด็นสำคญั ของข้อความน้ี คอื วัฒนธรรมควรมกี ารปรบั ปรงุ ผ้เู ขยี นจะต้องพจิ ารณาว่า
ตนเห็นดว้ ยกับประเดน็ นี้หรอื ไม่ แลว้ จึงเขยี นแสดงความคดิ เห็น
2. ข้อมูลสนบั สนุน การเขียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเรื่องใดกต็ าม ผู้เขียนจะต้องมีความรู้
เข้าใจเกีย่ วกบั เรือ่ งนั้น และนำข้อมลู มาประกอบการแสดงความคดิ เหน็ ของตน เพอื่ ใหผ้ ู้อ่านเช่ือถือและ
คล้อยตาม ข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการเขียนแสดงความคิดเห็น อาจจะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการ
พิสูจน์แล้ว ความเชื่อหรือหลักการทีย่ อมรับกันทั่วไป หรือสถิติจากองค์กรต่าง ๆ สิ่งสำคัญ คือ ผู้เขียน
ควรเลือกใชข้ อ้ มลู จากแหลง่ ความรู้ทนี่ า่ เชอ่ื ถอื
๑. การแสดงความคดิ เห็นเชงิ วชิ าการ เปน็ การแสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกับศาสตรต์ า่ ง ๆ เชน่
วชิ าการแพทยแ์ ละอนามัย วชิ าสงั คมศาสตร์ เปน็ ต้น
๒. การแสดงความคิดเห็นโดยทัว่ ๆ ไป เชน่ การวจิ ารณเ์ หตกุ ารณท์ างการเมอื ง การแสดงของ
วยั รนุ่ การเลน่ กฬี า รวมทงั้ การเขียนบทความวจิ ารณ์ต่าง ๆ
๑. ควรเสนอความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนควรเสนอความคิดเห็นที่มีประโยชน์และมี
คุณค่าต่อผู้อ่าน อาจจะเสนอแนวทางเลือกใหผ้ ู้อ่านนำไปปฏิบัติ และเป็นทางเลือกทีป่ ฏบิ ัตไิ ด้จริง เช่น
เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโจรสะพานลอยว่าควรติดไฟฟ้าบนสะพานลอยให้สว่างกว่าน้ี
ผู้ใช้สะพานลอยไม่ควรใส่เครื่องประดับหรือของมีค่า แต่ไม่ควรเสนอความคิดเห็นให้ใช้การข้ามถนน
แทนการใชส้ ะพานลอย เพราะอาจเกิดอันตรายจากอุบตั ิเหตุบนท้องถนนได้
๒. ใช้ข้อมูลสนับสนุนอย่างถูกต้องเหมาะสม ข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาสนับสนุนความคิดเหน็
ผู้เขยี นควรตรวจสอบใหแ้ น่ใจว่าถูกต้อง น่าเชอ่ื ถือ และมีปริมาณเพียงพอทจ่ี ะทำใหผ้ ู้อ่านคลอ้ ยตาม เช่น
เมื่อตอ้ งการเขียนแสดงความคิดเหน็ วา่ กระทรวงสาธารณสขุ ควรมกี ารตรวจสอบสารที่ปนเป้อื นในอาหาร
ที่จำหน่ายในโรงเรียน ควรหาสถิติการป่วยของนักเรียนมาเป็นข้อมูลสนับสนุน หรือใช้ผลจากการสุ่ม
ตวั อยา่ งอาหารแล้วนำมาตรวจ
๓. ไม่ชี้นำหรือครอบงำความคิดของผู้อ่าน ควรนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของตน
เพอื่ ให้ผู้อา่ นพิจารณาตัดสินใจ ไมค่ วรใช้อารมณส์ ่วนตวั หรอื อคติของผูเ้ ขยี น หรอื ใช้ข้อมลู
ท่เี กนิ ความเป็นจริง
1. สรปุ ประเด็นสำคญั หรือตั้งคำถามเกย่ี วกับเร่ืองท่ตี ้องการแสดงความคิดเห็น
2. พจิ ารณาว่าตนมีความคดิ เห็นเก่ียวกับประเด็นนั้นอย่างไร ถ้าต้องการแสดงความคดิ เห็น
ในเชิงสนับสนนุ กต็ อ้ งเขียนให้นประโยชน์หรอื ขอ้ ดี แต่ถ้าต้องการแสดงความคิดเห็นในเชิงโต้แยง้ ก็ต้อง
เขียนให้เห็นข้อบกพร่องหรือข้อเสีย ถ้าเรื่องที่ต้องการแสดงความคิดเห็นมีหลายประเด็น ผู้เขียนอาจ
สนับสนุนบางประเด็น หรือโต้แย้งบางประเด็นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนทุกประเด็นหรือโต้แย้งทุก
ประเดน็
3. ควรนำเสนอความคิดเห็นของตน โดยมีข้อสนับสนุนหรือเหตุผลอย่างเพยี งพอ ไม่ควร
เสนอความคิดทซี่ ำ้ ซ้อนกับเร่ืองท่ีต้องการแสดงความคิดเหน็ ควรใชว้ ิจารณญาณและแสดงความคิดเห็น
ที่แตกต่างไปจากเดมิ
"กวดวชิ า...พฒั นาเด็กไทยจรงิ หรอื ”
การกวดวิชาในปัจจุบันเป็นค่านิยมของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก
หากแต่มีกระแสต่อต้านเนื่องจากผู้ใหญ่บางคนมองว่าทำให้นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของ
การเรียนในชั้นเรียน นักเรียนไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียเงิน
จำนวนมากให้ลูก เป็นค่าเรียนกวดวิชา นอกจากน้ีเด็กบางคนทไี่ มไ่ ด้เรยี นกวดวิชาอาจรู้สึกว่า
ตนแตกตา่ งจากเพ่อื น ๆ ทส่ี ่วนใหญ่ไปเรยี น
อย่างไรก็ตาม หากทบทวนสาเหตุของการกวดวิชาแต่เดิมจะพบว่า มีขึ้นเพื่อเติม
ความรใู้ หแ้ ก่นักเรียนที่เรียนไมท่ ันเพือ่ น หรอื ไมเ่ ขา้ ใจเนื้อหาบทเรยี นบางเรอื่ งและอีกสาเหตุ
หน่ึง คือ การเรยี นเสรมิ ความรู้เพื่อสอบแข่งขนั เข้ามหาวิทยาลัย ดังนนั้ ผู้เขียนจึงเห็นว่า การ
กวดวิซาไม่ใช่สิ่งเสียหาย แต่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งเด็กนักเรียนต้องหาคำตอบให้ได้
เสียก่อนว่าเรียนไปทำไม และจะได้รับประโยชน์มากเพียงใด หากเรียนเพราะคิดว่าช่วยเติม
ความรู้ที่พร่องหรือเสริมความรู้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็สามารถรับฟังได้ แต่หากเรียน
เพราะเห็นว่าเพื่อน ๆ เขาเรียน เราก็ต้องเรียน พ่อแม่บางคนกลัวว่าลูกของตนจะรู้นอ้ ยกว่า
ลูกของครอบครัวอื่น หรือคิดว่าให้ลูกไปเรียนกวดวิชาดีกว่าอยู่บ้านเล่นแต่เกม ความคิด
เหล่านี้ขอให้ทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับเป็นการสูญเปล่าทาง
การศึกษา เสียเวลา เสียเงิน เสียโอกาสที่เด็ก ๆ จะได้อยู่กับครอบครัว และสิ่งสำคัญไม่ไ ด้
ช่วยพัฒนาเด็กไทยให้มคี วามรูแ้ ตอ่ ย่างใด
ประเดน็ สำคญั ท่ีผเู้ ขียนตอ้ งการแสดงความคิดเหน็ คือ ผูเ้ รยี นหรือพ่อแม่ผู้ปกครอง
ตอ้ งทราบวัตถุประสงค์ใหช้ ัดเจนเสียก่อนว่าเรยี นกวดวิชาเพื่ออะไร ไม่เชน่ นั้นจะเป็นการสูญ
เปลา่ ทางการศกึ ษาและไม่ได้ช่วยพฒั นาความรขู้ องเด็กไทย
แบบฝึกหัด
เรอื่ ง การเขียนแสดงความคิดเห็นจากขา่ ว
คำชี้แจง ให้นักเรยี นหาข่าว คนละ ๑ เร่อื ง แล้วนำมาติดลงในแบบฝกึ หัด และเขียนแสดงความคิดเห็น
ให้ถกู ต้องตามหลกั การเขยี น
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ชอื่ -นามสกุล.................................................................................................................เลขที่ ...................
เฉลย แบบฝึกหัด
เร่ือง การเขยี นแสดงความคิดเห็นจากขา่ ว
คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนหาข่าว คนละ ๑ เรอื่ ง แลว้ นำมาติดลงในแบบฝึกหัด และเขยี นแสดงความคิดเห็น
ใหถ้ ูกตอ้ งตามหลกั การเขียน
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยูใ่ นดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ชอ่ื -นามสกุล.................................................................................................................เลขท่ี ...................
ประเด็นการประเมิน เกณฑก์ ารให้คะแนน
แบบฝึกหัด เรื่อง การเขียนแสดงความคดิ เห็นจากข่าว
สามารถอธิบาย
การเขยี นแสดงความ รายละเอยี ดการให้คะแนน
๑ คะแนน คือ สามารถอธิบายการเขยี นแสดงความคดิ เหน็ ไดไ้ มช่ ดั เจน
คิดเห็นได้ ๒ คะแนน คอื สามารถอธิบายการเขียนแสดงความคดิ เห็นไดบ้ างประเดน็
(๓ คะแนน) ๓ คะแนน คือ สามารถอธิบายการเขียนแสดงความคิดเหน็ ได้
สามารถเขียน ๑ คะแนน คอื สามารถเขียนแสดงความคดิ เห็นจากขา่ วไดไ้ ม่ชัดเจน
แสดงความคิดเห็นจาก ๒ คะแนน คอื สามารถเขียนแสดงความคดิ เหน็ จากข่าวได้ตรงบางประเดน็
๓ คะแนน คอื สามารถเขยี นแสดงความคดิ เห็นจากขา่ วได้
ข่าวได้
(๓ คะแนน) ๑ คะแนน คอื มคี วามกระตอื รือรน้ ในการทำแบบฝึกหดั ๑ คน
๒ คะแนน คอื มีความกระตอื รือรน้ ในการทำแบบฝึกหดั ๒ คน
มีความกระตือรือรน้ ใน ๓ คะแนน คอื มคี วามกระตอื รอื รน้ ในการทำแบบฝึกหดั
การทำแบบฝกึ หดั ๑ คะแนน คอื สง่ แบบฝกึ หดั ช้ากว่าทเ่ี วลากำหนดมากกวา่ ๑๐ นาที
(๓ คะแนน) ๒ คะแนน คอื ส่งแบบฝึกหดั ช้ากว่าทีเ่ วลากำหนดมากกว่า ๕ นาที
๓ คะแนน คอื ส่งแบบฝึกหดั ตรงตามเวลาที่กำหนด
ส่งแบบฝกึ หดั ตรงตาม
เวลาทีก่ ำหนด
(๓ คะแนน)
เกณฑ์การประเมนิ
แบบฝึกหัด เรอ่ื ง การเขยี นแสดงความคดิ เหน็ จากข่าว
เกณฑร์ ะดับคะแนน เกณฑร์ ะดบั คุณภาพ
๑-3 พอใช้
4-6 ปานกลาง
7-9
10-12 ดี
ดมี าก
หมายเหตุ แบบประเมนิ แบบฝึกหัด เรื่อง การเขียนแสดงความคดิ เห็นจากขา่ ว รอ้ ยละ 60 คดิ เป็น 7
คะแนน จากคะแนนเต็ม 12 คะแนน อยใู่ นระดบั ดี
แบบประเมนิ แบบฝกึ หัด เรือ่ ง
เรื่อง การเขียนแสดงความคิด
เลขท่ี ช่อื - สกุล สามารถอธิบาย แส
1 เดก็ ชายกรวิชญ์ ศรีระวงศ์ การเขยี นแสดง 1
2 เดก็ ชายณภทั ร มะโนรักษ์ ความคดิ เหน็ ได้
3 เดก็ ชายทิวานนท์ สมพร
4 เด็กชายธนากร สอนสมนกึ 12 3
5 เด็กชายธันวา พานเชียงสี 2
6 เด็กชายนราวิชญ์ บพุ ศริ ิ 2 3
7 เด็กชายนิภทั สกุล ชุมปญั ญา 2 3
8 เดก็ ชายปณวัฒน์ กระจงั ทอง 2 3
9 เด็กชายปรญิ ญา โคตรวงค์ 3
10 เดก็ ชายปิยะนันท์ นันติ 2 3
11 เดก็ ชายพงษ์พพิ ัฒน์ หารบวั คำ 3
12 เด็กชายรัชชานนท์ รอดอตุ ร 2 3
13 เดก็ ชายรชั ชานนท์ ปลที อง 2 3
14 เดก็ ชายวงศกร สุราราช 2
15 เดก็ ชายวรเทพ เทพคนดี
16 เดก็ ชายอธภิ ัทร สอนวงษา 2
17 เด็กชายอาคม ดวงกุลสา 2
18 เดก็ ชายอทิ ธกิ ร ศุกรนันทน์
การเขยี นแสดงความคิดเห็นจากขา่ ว
ดเหน็ จากขา่ ว ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1
สามารถเขยี น มีความ สง่ แบบฝกึ หัด คะแนน สรปุ ผล
สดงความคิดเห็น กระตอื รือร้นใน ตรงตามเวลาที่ เตม็ ผา่ น ไม่ผ่าน
12 ผา่ น
จากข่าวได้ การทำ กำหนด 10 ผา่ น
123 แบบฝึกหดั 123 10 ผ่าน
123 10 ผ่าน
2 3 10 ผ่าน
2 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 10 ผ่าน
2 3 3 12 ผา่ น
2 3 3 11 ผา่ น
2 3 3 10 ผา่ น
3 3 10 ผ่าน
3 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 10 ผ่าน
2 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 11 ผ่าน
2 3 3 10 ผ่าน
2 3 3 12 ผ่าน
2 3 3 10
2 3 3
2 3 3
3 3
3 3
2