i
การพยาบาลเด็กและวัยรุน่
โดย
คณาจารย์ภาควชาการพยาบาลเด็กและวยั รนุ่
คณะพยาบาลศาสตร์ วทยาลยั วทยาศาสตรก์ ารแพทยเ์ จา้ ฟาจุฬาภรณ์
ii
คํานํา
ตําราการพยาบาลเด็กและวยั รุน่ จดั ทาํ ขึนและเรยบเรยงโดยคณาจารย์ภาควชาการพยาบาลเด็กและ
วัยรุน่ คณะพยาบาลศาสตร์ วทยาลัยวทยาศาสตรก์ ารแพทย์เจ้าฟาจุฬาภรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพือให้
นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตใชเ้ ปนเอกสารประกอบการเรยนการสอนในรายวชา พยดว 353
การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น ซึงเนือหาสาระครอบคลุมเนือหาการจัดการเรยนการสอนของรายวชา
ประกอบด้วยเนือหาจาํ นวน 15 บทเรยน อันเปนประโยชน์สําหรบั การนักศึกษาและผู้สนใจศึกษาความรู้
เกียวกับการพยาบาลเด็กและวัยรนุ่
ตําราเล่มนีสําเรจ็ ลุล่วงด้วยดีโดยได้รับความอนุเคราะห์และความรว่ มมือจากคณาจารย์และ
เจา้ หน้าทีฝายสนับสนุนงานวชาการต่าง ๆ ทีเอืออํานวยความสะดวกและให้การชว่ ยเหลือต่าง ๆ ทําให้ตํารา
เล่มนีมีความสมบูรณ์มากขึน ขอขอบพระคุณเปนอย่างยงิ
คณาจารย์ภาควชาการพยาบาลเด็กและวัยรุน่ คณะพยาบาลศาสตร์ วทยาลยั วทยาศาสตรก์ ารแพทย์
เจ้าฟาจุฬาภรณ์ หวังเปนอย่างยิงว่าตําราการพยาบาลเด็กและวัยรุน่ เล่มนีจะอํานวยประโยชน์แก่นักศึกษา
พยาบาลและผู้สนใจทกุ ทา่ น
รองศาสตราจารยส์ มพร สุนทราภา
หัวหน้าภาควชาการพยาบาลเด็กและวัยรุน่
คณะพยาบาลศาสตร์ วทยาลยั วทยาศาสตรก์ ารแพทยเ์ จา้ ฟาจุฬาภรณ์
พฤษภาคม 2565
สารบัญ ii
คํานํา i
ii
สารบัญ iii
iv
สารบัญภาพ 1
24
สารบญั ตาราง 42
69
บทที 1 การส่งเสรมการเจรญเติบโตและพัฒนาการ
112
บทที 2 การส่งเสรมภาวะโภชนาการในเด็ก 171
191
บทที 3 การสรา้ งเสรมภมู ิคุ้มกันโรค 213
234
บทที 4 แนวคิดการดแู ลเด็กป วยและครอบครวั เมือเข้ารบั การรกั ษาใน 258
บทที 5 โรงพยาบาล 302
การพยาบาลทารกแรกเกิด 311
339
บทที 6 การพยาบาลทารกแรกเกิดพิการแต่กําเนิด 373
385
บทที 7 การพยาบาลเด็กทีมีปญหาการติดเชือ
บทที 8 การพยาบาลเด็กที มีปญหาระบบหัวใจ
บทที 9 การพยาบาลเด็กที มีปญหาในระบบทางเดินอาหาร
บทที 10 การพยาบาลเด็กที มีปญหาระบบทางเดินหายใจ
บทที 11 การพยาบาลเด็กที มีปญหาระบบต่อมไรท้ อ่
บทที 12 การพยาบาลเด็กที มีปญหาระบบทางเดินป สสาวะ
บทที 13 การพยาบาลเด็กที มีปญหาทางโลหิตว ทยาและนีโอพลาสซมึ
บทที 14 การพยาบาลเด็กที มีปญหาระบบประสาท กล้ามเนือและกระดูก
บทที 15 การปองกันและช่วยเหลือเด็กที ได้รบั อุบัติเหตุและสารพิษ
สารบญั ภาพ iii
ภาพที แสดง Antigen ซงึ ระบบภูมคิ ้มุ กันรา่ งกายกระตุ้นสรา้ ง Antibody หน้า
3.1 การฉีดวคั ซนี เข้าในผิวหนัง 42
3.2 การฉีดวัคซนี เขา้ ชนั ใต้ผวิ หนัง 44
3.3 การฉีดเข้ากล้ามเนือ 44
3.4 การพน่ ทางจมกู (Intranasal route) 45
3.5 วคั ซนี ปองกนั โรควัณโรค: bacillus Calmette-Guerin (BCG) 45
3.6 วัคซนี ปองกนั ไวรสั ตับอักเสบบีสําหรบั เด็ก 49
3.7 วคั ซนี ปองกันโรคคอตีบ บาดทะยกั ไอกรน (DTP) 50
3.8 วคั ซนี pentavalent (DTwP-HB-Hib) 52
3.9 วคั ซนี ปองกันโรคโปลโิ อให้วธหี ยอดทางปากและฉีดเขา้ กลา้ มเนือ 55
3.10 มาตรฐานการเจรญเติบโตของทารกในครรภ์ตามความสัมพันธข์ องอายคุ รรภ์ 57
5.1 และนาหนักแรกเกิด 114
Silverman-Anderson scoring
5.2 Downe’s scoring system 119
5.3 พยาธกิ าํ เนดิ ของ RDS จากการขาด Surfactant 119
5.4 พยาธสิ ภาพทีเกิดขึนเมือทารกมีการสูดสําลกั ขเี ทา (MAS) 121
5.5 ลักษณะของ Brown fat และตําแหนง่ ทีพบในทารกแรกเกิด 126
5.6 กระบวนการสรา้ งความรอ้ นในรา่ งกายของทารกวธี Non-Shivering 133
5.7 thermogenesis 134
การสูญเสียความรอ้ นในทารกแรกเกิด
5.8 ระดับความรนุ แรงของภาวะอณุ หภมู ิรา่ งกายตา 135
5.9 แนวปฏิบัติการคัดกรองกลูโคสและการดแู ลหลังคลอดสําหรบั ทารกเกิดก่อน 135
5.10 กําหนดระยะท้ายและ ทารกครบกําหนด 141
พยาธกิ ําเนิดของภาวะลําไสเ้ นา่ อกั เสบ
5.11 เกณฑก์ ารวนิจฉัยภาวะลําไสเ้ นา่ อกั เสบ 149
5.12 กลไกการเผาผลาญบลิ ริ บู ิน (Bilirubin metabolism) 151
5.13 การใชส้ ายตาประเมินระดับบิลิรบู นิ โดยใช้ Kramer’s Scale 154
5.14 กราฟแนวทางการรกั ษาโดยการส่องไฟในทารกทีอายุครรภ์ตังแต่ 35 สัปดาห์ 160
5.15 ขึนไป 163
ความรนุ แรงของโรค ROP
5.16 ชนดิ ของกระดกู สันหลงั โหว่ 167
6.1 174
ภาพที ลักษณะความผดิ ปกติภายนอกของใบหน้าและภายในชอ่ งปากของภาวะปาก iii
6.2 แหวง่ เพดานโหว่
ชนดิ ของ TEF/EA หน้า
6.3 ระดับเสน้ ขนานระหวา่ ง pc line เส้นสมมติทีลากผ่านกระดูก coccyx 177
6.4 และกระดูก pubis และ I line
แผนการปองกันการแพรก่ ระจายเชอื 180
7.1 ลักษณะแผ่นเยือสีขาวปนเทาในชอ่ งคอจากโรคคอตีบ 183
7.2 ระบบไหลเวยนโลหิตของทารกขณะอยใู่ นครรภ์
8.1 ความผิดปกติของผนังกันระหวา่ งเอเตรยม (Atrial Septal Defect) 193
8.2 ความผดิ ปกติของผนังกันระหวา่ งเวนตรเคิล (Ventricular Septal Defect) 194
8.3 หลอดเลอื ดหัวใจเกิน (Patent ductus arteriosus, PDA) 215
8.4 หลอดเลือดแดงเอออรต์ าตีบ (Coarctation of Aorta, CoA) 218
8.5 Tetralogy of Fallot (TOF) 219
8.6 หลอดเลือดใหญ่อยผู่ ิดตําแหนง่ (Transposition of Great Vessel, TGV) 221
8.7 แนวทางการให้สารนาในผ้ปู วยเด็กโรคอุจจาระรว่ ง 222
9.1 ตําแหน่งผนังเยอื บชุ นั ในสุด (mucosa) 223
9.2 พยาธสิ รรภาพทีบรเวณเยือบุลําไส้ 225
9.3 แสดงลาํ ไส้ปกติและลาํ ไส้ผู้ปวยโรคลาํ ไส้โปงพองแต่กําเนดิ 243
9.4 พยาธสิ ภาพของโรคลาํ ไส้กลนื กัน 246
9.5 อวยั วะในระบบทางเดินปสสาวะ 247
12.1 Glomerular basement membrane 252
12.2 ลักษณะไตอักเสบอยา่ งเฉียบพลัน (Acute glomerulonephritis: AGN) 256
12.3 ลักษณะของโรค Pyelonephritis 312
12.4 กายวภาคศาสตรข์ องระบบทางเดินปสสาวะ 317
12.5 การติดเชอื ทางเดินปสสาวะในเด็ก 323
12.6 ตัวอย่างปสสาวะ ส่งตรวจ (Urine examination) 328
12.7 การตรวจทางรงั สี 329
12.8 การใชก้ ๊อซชุบวาสลีนห้ามเลือดในโพรงจมกู ส่วนหนา้ 330
13.1 การใชบ้ อลลูนสายสวนปสสาวะห้ามเลือด 333
13.2 การใชก้ ๊อซชุบวาสลีนม้วนห้ามเลือดในโพรงหลงั จมูก 334
13.3 วธกี ารตบหลงั (back blow) ในทารก 356
15.1 วธกี ารกระแทกหน้าอก (chest thrust) ในทารก 357
15.2 วธกี ระแทกท้องใต้ลนิ ป (heimlich maneuver) ในเด็ก 357
15.3 396
397
397
v
สารบญั ตาราง
ตารางที สูตรคํานวณนาหนักเด็กจากอายุ หน้า
1.1 สูตรคํานวณส่วนสูงเด็กจากอายุและศักยภาพทางพนั ธกุ รรม 2
1.2 การคาดคะเนเส้นรอบศีรษะและอัตราการเพิมของเส้นรอบศีรษะในเด็กปกติ 2
1.3 ความหมายของการใชด้ ัชนีรว่ มกับการประเมนิ ภาวะโภชนาการ 3
1.4 พฒั นาการของเด็กและการส่งเสรมพฒั นาการเด็กวัยทารก 8
1.5 พัฒนาการของเด็กและการสง่ เสรมพฒั นาการเด็กวยั เตาะแตะ 10
1.6 พฒั นาการของเด็กและการสง่ เสรมพฒั นาการเด็กวัยก่อนเรยน 12
1.7 พฒั นาการของเด็กและการสง่ เสรมพฒั นาการเด็กวยั เรยน 15
1.8 พฒั นาการของเด็กและการส่งเสรมพฒั นาการเด็กวยั รุน่ 18
1.9 พลงั งานทีควรได้รบั จากอาหารทีบรโภคต่อวนั สําหรบั วัยทารก 19
2.1 ปรมาณโปรตีนทคี วรได้รบั จากรอาหารทีบรโภคต่อวันสําหรบั วยั ทารก 25
2.2 ปรมาณนมและจาํ นวนมือสําหรบั วัยทารก 25
2.3 การแบง่ ระยะความรนุ แรงของการขาดสารอาหารของโกเมซ 26
2.4 การแบง่ ระดับความรุนแรงของการขาดสารอาหารของวอเตอรโ์ ลว์ 28
2.5 แสดงลักษณะอาการของผ้ปู วย Kwashiorkor และ Marasmus 29
2.6 อาการทางคลนิ ิกของภาวะขาดสารอาหารทีพบบอ่ ย 30
2.7 อาหารสําหรบั ทารกอายุ 6-12 เดือน 32
2.8 ปรมาณสารอาหารทีเด็กควรได้รบั ใน 1 วันสําหรบั เด็กอายุ 6-18 ป 36
2.9 กาํ หนดการสรา้ งเสรมภมู คิ ุ้มกันโรค 37
3.1 กาํ หนดการให้วัคซนี แก่ผู้ทีได้รบั วคั ซนี ไมค่ รบถ้วนหรอลา่ ชา้ ตามแผนงานสรา้ ง 46
3.2 เสรมภูมคิ ุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ป 2564 47
(กรณีเรมให้เมืออายุ 1-6 ป)
3.3 กาํ หนดการให้วัคซนี แก่ผทู้ ีได้รบั วคั ซนี ไม่ครบถ้วนหรอลา่ ชา้ ตามแผนงานสรา้ ง 47
เสรมภมู ิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ป 2564 (กรณีเรมให้เมืออายุ 7 ป
3.4 ขึนไป) 48
3.5 การให้วัคซนี แก่หญงิ มคี รรภ์และหญิงวัยเจรญพันธุ์ 48
กําหนดการให้วคั ซนี ทีอยู่นอกแผนงานสรา้ งเสรมภมู คิ ้มุ กนั โรคของกระทรวง
3.6 สาธารณสขุ 49
3.7 ผลข้างเคียงและการดูแล (Adverse events and Nursing care) 50
3.8 การพจิ ารณาเพือให้วคั ซนี ปองกันโรควัณโรค 51
3.9 การพิจารณาให้วัคซนี ปองกันโรคตับอกั เสบบี 58
3.10 การเปรยบเทยี บข้อดีและข้อเสียของวัคซนี ปองกันโรคโปลโิ อแต่ละชนดิ 60
3.11 ประเด็นทีพบบ่อยและขอ้ บง่ ชใี นการให้วัคซนี สเตียรอยด์ 61
3.12 แสดงประเด็นทีพบบอ่ ยและข้อบง่ ชใี นการให้วคั ซนี บาดทะยกั กรณีมีบาดแผล 61
ประเด็นทีพบบอ่ ยการใหว้ คั ซนี ภายหลงั ได้รบั เลือด
v
ตารางที ประเด็นทีพบบอ่ ยและขอ้ บง่ ชใี นการให้วัคซนี พิษสุนัขบา้ หน้า
3.13 การให้วคั ซนี พิเศษ วคั ซนี เผือเลอื ก 62
3.14 การประเมนิ ระดับความปวดของเด็กก่อนวยั เรยนโดยใช้ TPPPS 63
4.1 การประเมินระดับความปวดของเด็กโดยใช้ CHEOPS 86
4.2 การประเมินระดับความปวดของเด็กโดยใช้ OPS 87
4.3 การประเมินระดับความปวดของเด็กโดยใช้ NCCPC 88
4.4 เด็กแต่ละวยั กับความเข้าใจและปฏกิ ิรยาทีมีต่อความตาย 89
4.5 กรณีตัวอยา่ งประเด็นจรยธรรมทีพบบอ่ ยในการดูแลผปู้ วยเด็ก 96
4.6 ความแตกต่างระหว่างทารกครบกําหนดและทารกเกิดกอ่ นกําหนด 103
5.1 ภาวะเจบ็ ปวยทีพบบอ่ ยในทารกเกิดก่อนกาํ หนดแบง่ ตามชว่ งอายุทีมีอาการ 115
5.2 การประเมนิ ระดับความรนุ แรงของ BPD 116
5.3 ตรวจเลอื ดเพือหาสาเหตุของตัวเหลืองในทารกแรกเกิด (Jaundice workup) 131
5.4 การจาํ แนกประเภทความผิดรปู ของ anorectal malformation 162
6.1 ชนิดของโรคหัวใจพกิ ารแต่กาํ เนิดทีพบบ่อย 183
8.1 การประเมนิ ภาวะขาดนาจากอาการและอาการแสดง 217
9.1 เกณฑข์ ององค์การอนามัยโลกทีถือว่าหายใจเรว็ ตามกลุม่ อายตุ ่าง ๆ 239
10.1 ความรนุ แรงสามารถให้คะแนนเปน Downes croup score 264
10.2 ลกั ษณะความแตกต่างของภาวะนาตาลในเลอื ดตาและนาตาลในเลอื ดสงู ใน 274
11.1 ผู้ปวยเบาหวาน 306
แสดงการเปรยบเทียบกล่มุ อาการโรคไต (Nephrotic syndrome) กับ ไต
12.1 อักเสบอย่างเฉียบพลัน (Acute glomerulonephritis: AGN) 327
ตัวอยา่ งสารพษิ อาการและอาการแสดง
15.1 ตัวอยา่ งสารพิษ และยาต้านสารพิษ 400
15.2 402
ผ้นู ิพนธ์
คณาจารย์ภาควชาการพยาบาลเดก็ และวยั รนุ่
คณะพยาบาลศาสตร์ วทยาลัยวทยาศาสตรก์ ารแพทยเ์ จา้ ฟาจุฬาภรณ์
รองศาสตราจารย์ สมพร สุนทราภา
อาจารย์ วรรณา จําปาทิพย์
อาจารย์ ขวญั ฤทัย เสมพนู
อาจารย์ หทัยชนก นิติกุล
อาจารย์ ธญั วรรณ คุตมาสูนย์
อาจารย์ นรศรา วสุงเร
อาจารย์ ศุภกัญญา ชูจันทร์
อาจารย์ ภัทรวลัย เมืองทอง
อาจารย์ เยาวเรศ บุญเล่อร์
อาจารย์ กัญญพัชร พงษ์ชา้ งอยู่
อาจารย์ จิราภรณ์ แสงพารา
1
บทที 1
การส่งเสร มการเจรญเติบโตและพัฒนาการ
อาจารย์จริ าภรณ์ แสงพารา
วัตถุประสงค์การเร ยนการสอน
เมือสินสดุ การเรยนการสอนแล้วนักศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายความหมายและปจจยั ทีมผี ลต่อการเจรญเติบโตและพฒั นาการเด็กได้
2. อธบิ ายวธกี ารประเมนิ การเจรญเติบโต การคัดกรองพฒั นาการและใชเ้ ครองมือประเมนิ
การเจรญเติบโตและพัฒนาการเด็กได้
3. อธบิ ายปญหาการเจรญเติบโตและพัฒนาการในเด็กแต่ละวยั ได้
4. อธบิ ายการส่งเสรมการเจรญเติบโตและพัฒนาการตามวยั ได้
การเจรญเติบโตและพัฒนาการของเด็กแต่ละคนมลี กั ษณะทีเฉพาะตัว เกิดควบค่กู ับเด็กตังแต่
แรกเกิด มีการเปลียนแปลงและพัฒนาตลอดชวี ต ขึนอยู่กับปจจยั ต่าง ๆ ทังภายในและภายนอก การ
เจรญเติบโตและพฒั นาการทีดีเปนตัวบง่ บอกถึงพืนฐานทางพนั ธุกรรม ภาวะโภชนาการและสุขภาพของ
เด็ก หากมีการเบียงเบนไปอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติและต้องเฝาระวงั ดังนันพยาบาลควรมีความรู้ มี
การบันทึก การประเมิน การแปลผลและส่งเสรมการเจรญเติบโตและพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวยั ได้
อย่างเหมาะสม
1.1 การเจรญเติบโตและพัฒนาการ เด็ก
1.1.1 การเจรญเติบโต (growth)
การเจรญเติบโต หมายถึง การเพิมขึนเชงิ ปรมาณทางด้านกายภาพทีส่งผลให้รา่ งกายมี
ขนาดเพิมขึนจากศีรษะไปสู่เทา้ แบบเฉพาะเจาะจงและไมเ่ ท่ากันในแต่ละวยั เชน่ การเพิมขึนของส่วนสงู
นาหนักและจํานวนเซลล์ ประเมินได้จากการวัด เช่น วัดส่วนสูง การชังนาหนัก วัดความหนา การ
เปรยบเทียบสัดส่วนความยาว เปนต้น
ปจจัยทีมีผลต่อการเจรญเติบโต แบ่งออกเปน 2 ด้าน คือ 1) ปจจัยภายใน ได้แก่
พันธุกรรม มีผลตังแต่อย่ใู นครรภ์จนถึงวัยรนุ่ และฮอรโ์ มน และ 2) ปจจยั ภายนอก ได้แก่ สภาพแวดลอ้ ม
ประกอบด้วย ภาวะโภชนาการ การเจ็บปวยด้วยโรคต่าง ๆ (โรคไต โรคเบาหวาน ส่งผลให้การ
เจรญเติบโตของเด็กลา่ ชา้ เนืองจากต้องนอนโรงพยาบาลนาน) และภาวะสุขภาพจติ ใจและอารมณ์
1.1.1.1 การประเมินการเจร ญเติบโต
1) การซักประวตั ิจากผู้เลี ยงดู เด็กมีการเจรญเติบโตสมาเสมอหรอไม่เปรยบเทียบกับ
พีหรอน้องหรอเด็กทีมีอายุใกล้เคียงกัน และการดูข้อมูลจากสมุดสุขภาพประจาํ ตัวเด็กตังแต่แรกเกิด
โรคประจาํ ตัว และการได้รบั สารอาหารของเด็ก เปนต้น
2) การวัดค่าพารามิเตอร์ (parameter ) พารามิเตอร์ หมายถึง ค่าทีวัด ประเมินได้
จากประชากร การประเมินการเจรญเติบโตของเด็ก มีดังนี
2
- นาหนัก (weight) การชังนาหนักในเด็กทีมีอายุน้อยกว่า 1 ป ไม่ควรสวมเสือผ้า
(กรณีทีเด็กงอแงไม่ยอมแยกจากมารดา ให้ชงั นาหนักมารดารวมกับเด็กหักลบกับนาหนักมารดา) และ
เด็กทีอายุมากกว่า 1 ป ควรใส่เสือผ้าบางเบา ให้ผู้ตรวจยืนอ่านด้านตรงขา้ มกับเด็กในลักษณะหันหน้า
เขา้ หากันและตรงกับเข็มในเครองชงั นาหนักทีผ่านการตรวจสอบความเทียงตรงอย่างสมาเสมอ
การคาดคะเนนาหนักของเด็กจะเพิมขึนเปน 2, 3, 4 และ 6 เทา่ ของนาหนักแรกเกิด
ในเด็กอายุ 4-5 เดือน, 1, 2 และ 5 ป ตามลาํ ดับ
ตารางที 1.1 สูตรคํานวณนาหนักเด็กจากอายุ นาหนัก (กิโลกรมั )
อายุ [อายุ (เดือน) + 9] / 2
3-12 เดือน [อายุ (ป) x 2] + 8
1-6 ป {[อายุ (ป) x 7] – 5} / 2
7-12 ป
เช่น เด็กแรกเกิดนาหนัก 3,000 กรมั เมืออายุ 5 เดือน จะมีนาหนัก 3,000 x 2 = 6,000
กรมั และเด็กอายุ 6 ป จะมีนาหนักประมาณ (6x2) + 8 = 20 กิโลกรมั
- ความยาวหร อส่วนสูง ( length or height) เปนผลจากการเจรญเติบโตของกระดกู
วธกี ารวัดเรยกว่า “การวัดความยาว” ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปให้วัดในท่านอนหงายบนโต๊ะ ศีรษะชดิ กับ
เครองวัดด้านศีรษะ และเลือนแกนวัดด้านเท้ามาแตะกับส้นเท้า ขณะวดั ให้อยู่ในท่า Frankfurt plane
(เส้นทีลากผ่านขอบล่างของกระบอกตาไปยังรูหูด้านนอก ต้องตังฉากกับลําตัว) และ “การวัดความสูง”
ในเด็กอายุมากกว่า 2 ป ให้วัดในท่ายืนตรง ถอดรองเท้า เท้าแนบพืน ส้นเท้า ก้น ด้านหลังของไหลแ่ ละ
ศีรษะส่วนท้ายทอยชิดฝา หน้าตรง คางขนานกับพืน ปล่อยแขนแนบลําตัว และให้อยู่ในท่า Frankfurt
plane ความสูงของเด็กแรกเกิดประมาณ 50 เซนติเมตร และเพิมขึนเปน 1.5, 1.75, 2 และ 3 เท่าของ
ความยาวแรกเกิดเมืออายุ 1, 2, 4, และ 13 ป ตามลําดับส่วนค่าทีได้จากศักยภาพทางพันธุกรรมจะเปน
ชว่ ง ± 2 SD (ค่า 2 SD ในเด็กชาย เท่ากับ 10 เซนติเมตร และเด็กหญงิ เทา่ กับ 9 เซนติเมตร)
ตารางที 1.2 สูตรคํานวณส่วนสูงเด็กจากอายุและศักยภาพทางพันธุกรรม (Midparental height)
Midparental height (MPH) ส่วนสูง (เซนติเมตร)
อายุ 2 -12 ป [อายุ (ป) x 6] + 77
เพศ ผชู้ าย [(ความสูงบิดา + ความสูงมารดา) + 13] /2
ผหู้ ญงิ [(ความสูงบดิ า + ความสงู มารดา) - 13] /2
เชน่ เด็กแรกเกิดความยาว 52 เซนติเมตร เมืออายุ 1 ป จะมสี ่วนสูง 52 x 1.5 = 78 เซนติเมตร
เด็กอายุ 10 ป จะมีส่วนสูงประมาณ (10 x 6) + 77 = 137 เซนติเมตร และบิดาสูง 175 เซนติเมตร
มารดาสู ง 160 เซนติ เมตร เด็ กผู้ หญิงจะมีความสูงประมาณ [(175 + 160) -13] / 2 = 161 ± 9
เซนติเมตร หรอ 152 – 170 เซนติเมตร
3
- เส้นรอบศีรษะ (head circumference) เปนการติดตามการเจรญเติบโตของสมองและ
การเพิมจาํ นวนเซลล์ของระบบประสาท
ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ป วัดจากส่วนทีกว้างทีสุดของศีรษะคือ ใช้สายวัดพาด external
occipital protuberance และหน้าผากส่วนทียืนมากทีสุด (frontal) หากหน้าผากไม่มีส่วนทียืนมาก
ทีสุด ให้ขอบล่างของสายวัดวางบนขอบบนขอบคิวพรอ้ มสังเกตลักษณะ รูปรา่ ง รอยต่อของกะโหลก
ศีรษะ โดยกระหม่อมหน้า (anterior fontanelle) ปดเมืออายุ 12-18 เดือน (เฉลียทีอายุ 14 เดือน)
และกระหมอ่ มหลัง (posterior fontanelle) ปดเมืออายุ 6-8 สัปดาห์
ตารางที 1.3 การคาดคะเนเส้นรอบศีรษะและอัตราการเพิ มของเส้นรอบศีรษะในเด็กปกติ
อายุ อัตราเพิม ความยาวเส้นรอบศีรษะ
(เซนติเมตร) (เซนติเมตร)
แรกเกิด – 3 เดือน 2 / เดือน 35 ± 2
4 – 6 เดือน 1 / เดือน 43 (6 เดือน)
6 เดือนหลงั 0.5 / เดือน 46
(1 ป เพิมขึนจากแรกเกิด 10 เซนติเมตร
หรอรอ้ ยละ 33)
2ป 2/ป 47
3–5ป 1/ป 50
- เส้นรอบอก (chest circumference) มีการเปลียนแปลงตามอายุและความหนาของไขมนั
ใต้ผิวหนัง เพือดูสัดส่วนการเจรญเติบโตของศีรษะกับลําตัวในทารกแรกเกิดเส้นรอบอกน้อยกว่าเส้น
รอบศีรษะประมาณ 2 เซนติเมตร เมืออายุ 1 ป จะมคี วามยาวใกลเ้ คียงกับเส้นรอบศีรษะ เมืออายมุ ากขึน
จะมีความยาวมากกว่าเส้นรอบศีรษะ เส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นรอบอกด้านข้าง (lateral diameter)
ยาวกว่า ด้านหน้าไปด้านหลงั (anteroposterior diameter) การวัดในทารกแรกเกิดให้วัดในท่านอน
เด็กโตวัดในท่ายืนตรงปล่อยแขนสองข้างลงข้างลําตัว ใช้สายวัด วัดผ่านราวนม (nipple line) และ
ด้านหลงั ตากว่ากระดูกสะบกั เลก็ น้อย ในชว่ งทีเด็กหายใจออก
- การเจรญเติบโตของฟน (dental growth) มี 2 ชุด คือ ฟนนานมและฟนแท้ โดยทีฟน
นานมมี 20 ซี เรมขึนเมืออายุประมาณ 6 เดือน ต่อมาขึนเฉลียเดือนละ 1 ซี ฟนหน้าและฟนฉีกขึนเมือ
อายุ 1 ป ฟนกรามขึนเมืออายุ 2 ป และขึนครบ 20 ซเี มืออายุ 2 ป 6 เดือน ถึง 3 ป และฟนแท้มี 32 ซี
เรมขึนเมืออายุ 6 ป ต่อมาขึนเฉลียปละ 4 ซี และขึนครบ 32 ซี เมือเข้าสู่วยั รุน่ ตอนปลาย
- การเปรยบเทียบความยาวรา่ งกายช่วงบนต่อช่วงล่าง (upper: lower ratio) และความ
ยาวช่วงแขน เปนการหาข้อมูลเพิมเติมในเด็กทีมีปญหาการเจรญเติบโตจะพบในเด็กทีมีความผิดปกติ
ได้แก่ Marfan syndrome และ Killnefelter syndrome เปนต้น วธกี ารวัด ค่าความยาวชว่ งลา่ งจาก
ขอบกระดูกหัวเหน่าถึงด้านในส้นเท้าแล้วนําไปลบออกจากค่าส่วนสูงจะได้ค่าความยาวชว่ งบนและวัด
ความยาวแขนจากระยะห่างระหว่างปลายนิวกลางของมือทังสองข้าง โดยให้เด็กยืนกางแขนออกจนสุด
ทํามมุ 90 องศากับลาํ ตัว หงายฝามือขึน
4
3) การคํานวณอายุเด็ก แบ่งเปน 2 แบบ คือ 1) เด็กคลอดครบกําหนด ประเมินจาก
อายจุ รงของเด็กตังแต่หลงั เกิด (chronological age) และ 2) เด็กคลอดก่อนกําหนด ประเมนิ จากอายุ
ทีเกิดก่อนกําหนด (corrected age) หรออายุทีปรบั แล้ว ได้จากสัปดาห์เกิดก่อนกําหนดลบออกจาก
อายุจรงหลังเกิด (อายุครรภ์ครบกําหนดเท่ากับ 40 สัปดาห์) เช่น ทารกเกิดก่อนกําหนด 35 สัปดาห์
(อายุเกิดก่อนกําหนด 40-35 = 5 สัปดาห์) มาตรวจครรภ์เมืออายุ 12 สัปดาห์ ดังนัน อายุจรงทีใชใ้ น
การประเมินการเจรญเติบโตเท่ากับ 12-5 = 7 สัปดาห์ โดยมีข้อกําหนดการปรบั อายุของทารกแรกเกิด
ก่อนกําหนด ได้แก่ 1) ประเมินเส้นรอบศีรษะ ใชอ้ ายุทีปรบั แลว้ ถึงอายุ 18 เดือน 2) ประเมินนาหนัก ใช้
อายทุ ีปรบั แล้วถึงอายุ 24 เดือน และ 3) ประเมินส่วนสูง ใชอ้ ายุทีปรบั แล้วถึงอายุ 40 เดือน จากนันนํา
ค่าพารามิเตอรท์ ีได้ไปเปรยบเทียบกับกราฟอ้างอิงการเจรญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานตามเพศและ
อายุของเด็ก
1.1.1.2 การใชก้ ราฟการเจร ญเติบโตมาตรฐาน (standard growth chart)
การติดตามดูการเปลียนแปลงการเจรญเติบโต นิยมใช้ใน 2 ลักษณะ คือ 1) กราฟมาตรฐาน
ประเมินการเจรญเติบโต (cross-sectional growth chart) จากการวัดการเจรญเติบโตของเด็ก
จาํ นวนมากทีอายุและเพศเดียวกัน ณ อายุนันๆ และ 2) กราฟติดตามเด็กในระยะยาวเพือดูอัตราการ
เจรญเติบโตในแต่ละป (velocity growth curve) ใชก้ ราฟมาตรฐานของคนท้องถินหรอเชือชาตินัน
เพราะแต่ละเชอื ชาติอาจมีการเจรญเติบโตทีแตกต่างกัน ปจจุบันประเทศไทยใชก้ ราฟเกณฑ์อา้ งอิงการ
เจรญเติบโตตามวัยของเด็กชายและเด็กหญิงของกรมอนามัย สํานักโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข
ตามชว่ งอายุ พ.ศ. 2558 เมือคํานวณอายุเด็กเพือประเมนิ การเจรญโตแลว้ หากเศษของวนั เกิน 15 วัน
ให้ปรบั เปน 1 เดือน และการบันทึกการเจรญเติบโตต้องบันทึกด้วยกัน 3 กราฟ ได้แก่ นาหนักตาม
เกณฑ์อายุ (weight for age: W/A) ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ (height for age: H/A) และนาหนักตาม
เกณฑ์ส่วนสูง (weight for height: W/H) และบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วน สําหรบั การแปลผลทีนิยมใช้
คือ
1) ค่าเบียงเบนมาตรฐาน ( standard deviation: SD) หากค่ามากกวา่ หรอน้อยกวา่
ค่าเบยี งเบนมาตรฐาน ±2 SD แสดงว่ามปี ญหาการเจรญเติบโต แต่ในชว่ ง 6 เดือนแรกทีเด็กกินนมแม่
อาจมีนาหนักตัวอยู่ในเกณฑส์ ูงก่อนจะปรบั ลดลงในชว่ ง 6 เดือนหลัง
2) การเทียบเปอรเ์ ซน็ ไทล์ (percentile) ค่าการเจรญเติบโตในแต่ละครงั ควรอยู่ใน
เปอรเ์ ซน็ ไทล์เดิม ตังแต่เปอรเ์ ซน็ ไทล์ที 3 ถึงเปอรเ์ ซน็ ไทล์ที 97 (เปอรเ์ ซน็ ไทล์หลัก 97, 90, 75, 50,
25, 10, 3) หากพบค่าเปอรเ์ ซ็นไทล์เกินหรอลดลง 2 เส้นเปอรเ์ ซ็นไทล์หลัก แสดงว่ามีปญหาการ
เจรญเติบโต สงสัยภาวะทุพโภชนาการหรอโรคทางกายอืนๆ
1.1.2 พฒั นาการเด็ก (child development)
พัฒนาการเด็ก หมายถึง กระบวนการของการเปลียนแปลงด้านการทําหนา้ ทีของระบบ
ต่างๆ วุฒิภาวะของอวัยวะ และตัวเด็ก มีแบบแผนทีแน่นอน ดําเนินไปตลอดเวลา ทําให้เด็กทําหน้าที
ต่าง ๆ ได้มีประสิทธภิ าพยิงขึนเกิดทักษะใหม่ๆ และการปรบั ตัวต่อสภาพแวดล้อม ครอบคลุมทังด้าน
รา่ งกาย อารมณ์ สังคมและสติปญญา แตกต่างกันตามวัยและมีความเปนปจเฉกบุคคล โดยทัวไป
ลักษณะของพัฒนาการจะเปนไปตามลําดับขันตอนอยา่ งต่อเนือง อัตราพัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่
เ ท่ ากั น มี ทิ ศ ทาง จาก ศี ร ษะ ไปสู่ ปลาย เท้ า แ ละกล า งลําตั ว ไปสู่ ปลาย มื อ (cephalocaudal-
proximodistal) การพัฒนาอวัยวะทีใหญ่จะเกิดขึนก่อนอวัยวะทีเล็ก และพัฒนาการมีชว่ งระยะเวลา
วกฤต (critical period) ปจจยั ทีมีผลต่อพฒั นาการเด็ก แบ่งออกเปน 2 ด้าน คือ
5
1) ปจจยั ภายใน ได้แก่ ยีนส์และพันธกุ รรม ความผดิ ปกติหรอความเจบ็ ปวย อายุ และ
เพศ เชน่ Down syndrome ส่งผลให้เด็กมีพฒั นาการทางสติปญญาล่าชา้ เปนต้น
2) ปจจยั ภายนอก ได้แก่ อาหาร สถานทีบ้าน โรงเรยน การเลียงดูของบดิ ามารดา การ
อบรมสังสอนของสถานศึกษา สภาพครอบครวั สภาพอากาศ มลภาวะรอบตัว การพัฒนาเศรษฐกิจของ
ประเทศ การใชเ้ ทคโนโลยตี ่างๆ อาหาร ยาหรอสารเคมี รงั สีทีเด็กได้รบั
1.1.2.1 การแบง่ อายุตามขั นและประเภทของพัฒนาการ
แบ่งอายุตามขันของพัฒนาการเปน 6 วัย ได้แก่ วัยทารกแรกเกิด (newborn) อายุ
ตังแต่แรกเกิด ถึง 1 เดือน วัยทารก (infant) ตังแต่แรกเกิดถึง 1 ป วัยหัดเดิน (toddler) อายุ 1-3 ป
วั ย ก่ อ นเรย น (preschool age) อา ยุ 3-6 ป วัย เรย น (school age) อา ยุ 6-12 ป แ ละวัยรุ่น
(adolescence) อายุ 12-18 ป ประเภทของพฒั นาการของเด็ก แบ่งออกเปน 4 ประเภท ได้แก่
1) พัฒนาการด้านการใชก้ ล้ามเนือมัดใหญ่ (gross motor development) เปนการ
ประเมินการทรงตัวและการเคลือนไหวรา่ งกาย เช่น การนัง การเดิน การกระโดด และการเคลือนไหว
กลา้ มมัดเนือใหญท่ ังหมด
2) พัฒนาการด้านภาษา (language development) เปนการประเมินการได้ยิน การ
ใช้ภาษา (expressive language) และความเข้าใจภาษา (receptive language) เด็กจะต้องเข้าใจ
ภาษาก่อนทีจะเกิดการใชภ้ าษา
3) พัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนือมัดเล็กและการปรบั ตัว (fine motor-adaptive
development) เปนการประเมินการมอง การใช้มือหยิบจับสิงของ การทํางานประสานกันระหว่าง
กล้ามเนือมอื และตา
4) พั ฒ น า ก า ร ด้ า น สั ง ค ม แ ล ะ ก า ร ช่ ว ย เ ห ลื อ ต น เ อ ง (personal-social
development) เปนการประเมินการปรับตัวของเด็กเมืออยู่ร่วมกับผู้อืนในสังคม และการดูแล
ชว่ ยเหลือตนเองในกิจวัตรประจาํ วนั
1.1.2.2 การคัดกรองและการใช้เคร องมือประเมินพัฒนาการ
การคัดกรองพัฒนาการ (development screening) เปนการใช้เครองมือหรอ
แบบทดสอบในการทดสอบพฒั นาการในแต่ละชว่ งอายุ เปรยบเทียบกับพฒั นาการปกติของชว่ งวัยนันๆ
ชว่ ยให้ทราบระดับความสามารถด้านต่างๆของเด็กแต่ละคนทีแตกต่างไปจากค่ามาตรฐาน26 หากพบว่า
เด็กมีพัฒนาการเบียงเบนหรอล่าชา้ ในชว่ งอายุใดอายุหนึงจะต้องส่งต่อเด็กเพือให้พบผู้เชยี วชาญทาง
พฒั นาการเด็กต่อไป
เครองมือประเมินพัฒนาการเด็ก มีหลายชนิด เน้นการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
(0-6 ป) ซงึ เปนระยะทีมีการเปลียนแปลงการเจรญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเรว็ ประเทศไทยได้มี
การพัฒนาเครองมอื ประเมินพัฒนาการเพือให้เหมาะสมกับบรบทของเด็กไทย มีหลายเครองมือ ในทีนี
จะกลา่ วเพยี ง 2 เครองมอื ทีเปนทีนิยมใชใ้ นประเทศไทย ได้แก่ ค่มู ือเฝาระวังและส่งเสรมพัฒนาการเด็ก
ปฐมวัย Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM) และ Denver
Development Screening Test (Denver II) ดังนี
1) Denver Development Screening Test (Denver II)
เปนแบบคัดกรองพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิดถึง 6 ปทีเปรยบเทียบกับความสามารถ
ทีเด็กช่วงวัยอายุเท่ากันควรจะทําได้ โดยจะแสดงอัตรารอ้ ยละ 25, 50, 75 และ 90 ของเด็กปกติที
สามารถทาํ แบบทดสอบได้ สามารถแยกเด็กทีมคี วามเสียงต่อพัฒนาการลา่ ชา้ เพือตรวจวนิจฉัยในลําดับ
6
ขันตอนต่อไปได้18 เปนเครองมือในการประเมินพัฒนาการทีเปนมาตรฐานทัวโลก (goal standard) มี
ค่าความเชือมันสูง สามารถประเมินพัฒนาการตามอายุจรงของเด็กได้ มีการประเมินหลายครงั เพือ
ยืนยันถึงปญหาพัฒนาการทีเกิดขึน มี 125 ข้อทดสอบ คัดกรองพฒั นาการได้ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้
กล้ามเนือมัดใหญ่ ด้านภาษา ด้านการใช้กล้ามเนือมัดเล็กและการปรบั ตัว และด้านสังคมและการ
ชว่ ยเหลอื ตนเอง
วธกี ารทดสอบ
1) อธบิ ายให้บิดามารดาทราบว่า แบบทดสอบนี ไม่ใช่การทดสอบทางสติปญญา แต่เปนการ
ประเมินพัฒนาการโดยรวมในปจจุบนั ของเด็ก และเด็กไม่จาํ เปนต้องทํากิจกรรมได้ครบทกุ อย่าง
2) ขณะทดสอบ เด็กต้องมีอารมณ์แจ่มใส ไม่ง่วงนอน หิว หรอปวย เปนต้น หากมีภาวะทีไม่
ปกติดังกลา่ ว ควรเลือนการทดสอบไปเวลาอืน และสถานทคี วรเงยบและเปนสัดส่วน
3) ลากเส้นตรงผา่ นเส้นอายุของเด็กมาตังฉากกับรายการทดสอบ ถ้าเด็กคลอดก่อนกาํ หนด ให้
หักจาํ นวนวันและเดือนทีเด็กเกิดก่อนกาํ หนดออกจากอายุของเด็ก และลากเส้นตามอายุใหม่ทีคํานวณ
ได้ การปรบั อายใุ นเด็กเกิดก่อนกาํ หนดทําในเด็กทีอายมุ ากกวา่ 2 สัปดาห์ และตากวา่ 2 ป
ตั วอย่าง เด็กเกิดวันที 20 ธันวาคม 2561 คลอดก่อนกําหนด 6 สัปดาห์ ทําการประเมิน
พัฒนาการวันที 8 มถิ ุนายน 2564 ควรทดสอบทีเสน้ แสดงอายุ 2 ป 4 เดือน 4 วัน
วธกี ารคํานวน
ป เดือน วัน
วนั ทีทดสอบ 2564 (2563) 6 (5 +12 = 17) 8 (8+30 = 38)
วนั ทีเกิด 2561 12 20
อายุเด็ก 25 18
คลอดก่อนกําหนด 6 สัปดาห์ 01 14
อายุเด็กทีปรบั แล้ว 24 4
4) ควรเรมทดสอบด้านทีเด็กมีส่วนรว่ มน้อยทีสุดหรอถามข้อมูลจากผู้เลียงดูก่อน เช่น ด้าน
สังคม และการช่วยเหลือตนเอง ตามด้วยด้านกล้ามเนือมัดเล็กซึงไม่ต้องใช้ภาษา และตามด้วยข้อ
ทดสอบทางภาษา และทดสอบกลา้ มเนือมัดใหญ่เปนลาํ ดับสุดทา้ ย และในการทดสอบ ควรหยบิ อุปกรณ์
เฉพาะทีจะใชท้ ดสอบครงั ละ 1 ชนิ เท่านัน
5) ทําการทดสอบข้อทดสอบทังหมดทีเส้นอายุลากผ่าน และข้อทดสอบทีอยู่ทางซา้ ยของเส้น
อายุหรอตากว่าอายุจรงของเด็กย้อนไปทางซ้ายจนเด็กสามารถทําข้อทดสอบนันผ่าน 3 ข้อทดสอบ
ติดกัน
การประเมิน ให้ ผ่าน “P” (pass) กับ ไม่ผ่าน “F” (fail) ถ้าพบว่าเด็กไม่ผ่านข้อทดสอบทีเส้น
อายุลากผ่านระหว่าง P75-P90 ให้ใส่เครองหมาย “C” (caution) ไว้ส่วนท้ายของรายการนัน ให้ “R”
(Refusal) เมือเด็กปฏิเสธ ไม่ยอมทําข้อทดสอบ และให้ “No” (No opportunity) เมือเด็กไม่เคยมี
โอกาสได้ทาํ เรองเกียวกับข้อทดสอบนัน เพราะขอ้ จาํ กัดจากการเลียงดู
การแปลผล
1) พัฒนาการปกติ (normal) หมายถึง เด็กมีความสามารถผ่านเกณฑ์ทุกขอ้ ในข้อทดสอบทีตา
กวา่ เส้นอายุ (basal abilities) และขอ้ ทดสอบทีเส้นอายุลากผา่ นระหว่าง P75-P90 มีข้อทดสอบ “ควร
ระวัง” เพียง 1 ขอ้ เท่านัน
7
2) พัฒนาการสงสัยล่าชา้ (suspect) หมายถึง เด็กมีความสามารถไม่ผ่านเกณฑ์ 1 ขอ้ (ลา่ ชา้ )
ขึนไปในข้อทดสอบทีตากว่าเส้นอายุ (basal abilities) และ/หรอ ขอ้ ทดสอบทีเส้นอายุลากผ่านระหว่าง
P75-P90 มขี ้อทดสอบ “ควรระวัง” 2 ข้อขึนไป
3) ไม่สามารถทดสอบพฒั นาการได้ (untestable) หมายถึง เด็กปฏิเสธตังแต่ 1 ขอ้ ขึนไปในขอ้
ทดสอบทีอยูท่ างด้านซา้ ยของเส้นอายุ และข้อทดสอบทีเส้นอายุตัดผ่านระหว่าง P75-P90
2) Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM)
เปนคู่มอื การเฝาระวังพัฒนาการและการคัดกรองพัฒนาการเด็ก โดยทีให้ผู้ปกครอง
เขา้ มามสี ่วนรว่ มในการเฝาระวังพัฒนาการในตลอดทุกชว่ งอายขุ องเด็ก ประเมินเด็กอายุ 0-5 ป และคัด
กรองพัฒนาการโดยเจ้าหน้าทีสาธารณสุขในอายุ 9, 18, 30 และ 42 เดื อน มี 116 ข้อทดสอบ1
ครอบคลุมการเฝาระวังและการคัดกรองพฒั นาการและมีวธกี ารฝกทักษะพัฒนาการชดั เจนในแต่ละข้อ
ทดสอบ เพือให้ผู้ปกครองได้ฝกเด็ก ถูกสรา้ งขึนในประเทศไทยทําให้มีความสอดคล้องด้านวัฒนธรรม
และบรบทของเด็กไทย สามารถคัดกรองพัฒนาการได้ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเคลือนไหว (gross
motor) ด้านการเข้าใจภาษา (receptive language) ด้านการใชภ้ าษา (expressive language) ด้าน
กล้ามเนือมัดเล็กและสติปญญา (fine motor) และด้านการชว่ ยเหลือตนเองและสังคม (personal
and social)
วธกี ารทดสอบ
1) เตรยมความพรอ้ มของผูป้ ระเมินและส่งเสรมพัฒนาการ เตรยมอปุ กรณ์ สถานที
ควรเปนห้องหรอมุมทีเปนสัดส่วน ไม่คับแคบเกินไป และเตรยมเด็กโดยเด็กต้องมคี วามพรอ้ มในการ
ประเมิน ไม่ปวย ไม่หิว ไม่ง่วงหรออิมเกินไป หงุดหงด หรองอแง เนืองจากจะทําให้เด็กไม่ให้ความ
รว่ มมอื ในการประเมิน
2) สรา้ งสัมพันธภาพและอธิบายให้บิดามารดาทราบว่า การประเมินนีเปนเพียงการ
ประเมนิ พัฒนาการตามชว่ งวยั ของเด็กโดยรวม หากเด็กทําไม่ผา่ นบดิ ามารดาสามารถส่งเสรมพฒั นาการ
ได้ด้วยตนเองตามเลม่ ค่มู ือ และการคํานวณอายุทําเชน่ เดียวกันกับ Denver II
การประเมิน ให้ใส่เครองหมาย √ ในช่อง “ผ่าน” เมือเด็กประเมินผ่าน และ ในชอ่ ง “ไม่ผ่าน”
เมือเด็กประเมนิ ไม่ผ่าน ในชว่ งอายุใดทีมีขอ้ ประเมิน 2 หรอ 3 ข้อ หากเด็กไม่ผ่านขอ้ ใดข้อหนึงให้ถือว่า
ไม่ผ่านในชว่ งอายุนัน และในกรณีทีมีการประเมนิ เพือติดตามพัฒนาการในครงั ต่อไป ให้เรมต้นประเมิน
ขอ้ ทีเด็กประเมินไม่ผา่ น ในครงั ทผี ่านมา
การแปลผล
1) พัฒนาการสมวัย หมายถึง ประเมินผ่านทุกข้อในชว่ งอายุของเด็ก ให้คาํ แนะนําบิดามารดา
ส่งเสรมพัฒนาการเด็กในชว่ งอายตุ ่อไปตามคู่มอื
2) พัฒนาการไม่สมวยั หมายถึง ประเมินไม่ผา่ นข้อใดข้อหนึงในชว่ งอายขุ องเด็ก
1.2 ปญหาการเจร ญเติบโตและพฒั นาการในเด็กแต่ละวัย
1.2.1 ปญหาการเจรญเติบโต ได้จากการประเมินการเจรญเติบโต เชน่ นาหนัก ส่วนสูง เปนต้น
รว่ มกับการประเมินภาวะสุขภาพในระบบต่างๆรว่ มด้วย เชน่ ภาวะโลหิตจาง พฤติกรรมการรบั ประทาน
อาหาร การติดเชอื การเจบ็ ปวยด้วยโรคเรอรงั การเกิดอุบัติเหตุ สุขภาพของฟน เปนต้น และการแปล
8
ผลจากกราฟการเจรญเติบโตมาตรฐานรว่ มกับการประเมินภาวะโภชนาการ ได้แก่ ค่าดัชนีนาหนักตาม
เกณฑอ์ ายุ ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ และนาหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง ดังนี
ตารางที 1.4 ความหมายของการใช้ดัชนรี ว่ มกับการประเมินภาวะโภชนาการ
กรณี ดัชนี ความหมาย
W/A H/A W/H
1 นาหนัก เตีย ผอม เด็ กมีภาวะขาดสารอาหารเปนเวลานาน ทําให้เตีย
นอ้ ย ปจจุบันได้รบั สารอาหารไม่เพียงพอ ทําให้นาหนักน้อย
และเมือเปรยบเทียบสัดส่วนของนาหนัก/ส่วนสูง พบว่า
มนี าหนักน้อย จงึ มีรูปรา่ งผอม
2 นาหนัก เตีย สมส่วน คล้ายกับกรณี ที 1 แต่ เมือเปรยบเทียบสัดส่วนของ
นอ้ ย นาหนัก/ส่วนสูง พบว่า สมสว่ น
3 นาหนัก เตีย เรมอว้ น เด็กมีภาวะขาดสารอาหารเปนเวลานาน ทําให้เตีย
มาก ปจจุบันได้รบั สารอาหารมากเกินความต้องการ และอาจ
มีพฤติกรรมไม่ออกกําลังกาย ทําให้มีนาหนักมาก เมือ
เปรยบเทียบสัดส่วนนาหนัก/ส่วนสูง พบว่า นาหนัก
มากกวา่ เล็กนอ้ ย จงึ มีรปู รา่ งเรมอว้ น
4 นาหนัก เตีย อ้วน คล้ายกับกรณีที 3 แต่เมือเปรยบเทียบสัดส่วนนาหนัก/
มาก ส่วนสูง พบว่ามนี าหนักมากเกิน จงึ มีรูปรา่ งอว้ น
5 นาหนัก สูง ผอม เด็กเคยได้รับสารอาหารเพียงพอ ทําให้มีส่วนสูงตาม
นอ้ ย ตาม เกณฑ์ ปจจุบันได้รบั สารอาหารไม่เพียงพอหรออาจมี
เกณฑ์ ภาวะเจ็บปวย ทําให้มีนาหนักน้อย เมือเปรยบเทียบ
สัดส่วนนาหนัก/ส่วนสูง พบว่ามีนาหนักน้อยมาก จึงมี
รูปรา่ งผอม
6 นาหนัก สูง สมส่วน ภาวะโภชนาการมคี วามสมดุลอยา่ งสมาเสมอ
ตามเกณฑ์ ตาม
เกณฑ์
7 นาหนัก สูง เรมอ้วน เด็กเคยได้รบั สารอาหารเพียงพอ ทําให้ส่วนสูงอยู่ใน
มาก ตาม เกณฑ์ปกติ ปจจุบันได้รบั สารอาหารมากเกินหรออาจมี
เกณฑ์ พฤติ กรรมไม่ออกกําลังกาย ทําให้นาหนั กมาก เมือ
เปรยบเทยี บสัดส่วนนาหนัก/ส่วนสงู พบว่า เรมอ้วน
8 นาหนัก สูง ผอม เด็กมีการเจรญเติบโตทางโครงสร้างดี ปจจุบันได้รบั
น้อย มาก ส า ร อ า ห า ร น้ อ ย ห ร อ ไ ม่ ม า ก พ อ กั บ ส่ ว น สู ง เ มื อ
เปรยบเทียบสัดส่วนนาหนัก/ส่วนสูง พบว่า ผอมมาก
มกั จะพบในวยั รุน่ ทีมกี ารเพิมส่วนสูงอย่างรวดเรว็
9 นาหนัก สูง ผอมสูง เด็กมีนาหนักและส่วนสูงมากกว่าเด็กในกลุ่มเดียวกัน
ตามเกณฑ์ เมือเทียบสัดส่วนนาหนัก/ส่วนสูง พบว่า สูงมาก จึงมี
รูปรา่ งผอมสูง
9
กรณี ดัชนี W/H ความหมาย
W/A H/A สมส่วน
สูง เด็กมีรูปรา่ งโครงสรา้ งใหญ่ แม้จะมีนาหนักมากแต่สมดุล
10 นาหนัก เรมอ้วน กับส่วนสูงเมือเทียบสัดส่วนนาหนัก/ส่วนสูง พบว่า มี
มาก สูง นาหนักมากเล็กน้อย จงึ มีรปู รา่ งสมส่วน
เด็กมีรูปรา่ งโครงสรา้ งใหญ่ ปจจุบันได้รบั สารอาหารมาก
11 นาหนัก อาจมีการออกกําลังกายน้อย ทําให้นาหนักมาก เมือ
มาก เทียบสัดส่วนนาหนัก/ส่วนสูง พบว่า นาหนักมาก จึงมี
รูปรา่ งเรมอว้ น
1.2.2 ปญหาพัฒนาการในเด็ก ได้จากการประเมินพัฒนาการด้วยการใช้เครองมือหรอ
แบบทดสอบทีมคี วามเหมาะสมตามบรบทของเด็ก ในประเทศไทย ได้แก่
1) Denver Development Screening Test (Denver II) พบว่า หากเด็กพฒั นาการ
สงสัยล่าชา้ (suspect) เด็กต้องได้รบั การประเมินซาใน 1-2 สัปดาห์ต่อมา และหากผลการทดสอบยัง
เปนเช่นเดิม ควรพิจารณาส่งต่อเด็กให้ได้รบั การประเมินพัฒนาการด้วยเครองมือสําหรบั การตรวจ
วนจิ ฉัยอยา่ งละเอยี ดต่อไป
2) Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM) พบว่า หาก
เด็กมีพัฒนาการไม่สมวยั ผู้ประเมินต้องให้คําแนะนําบิดามารดาส่งเสรมพัฒนาการเด็กในข้อทักษะที
เด็กไม่ผ่านการประเมินบ่อยๆ ตามคู่มอื และหลังจากนัน 1 เดือนกลบั มาประเมนิ ซา หากประเมินซาแล้ว
พบว่า ยังมพี ัฒนาการไมส่ มวยั ต้องให้ขอ้ มูลกับบิดามารดาในการส่งต่อ เพือตรวจและวนิจฉัยเพมิ เติมที
โรงพยาบาล (รพช. /รพท. /รพศ. /รพ.จติ เวช) พรอ้ มใบส่งตัวต่อไป
1.3 การส่งเสร มการเจรญเติบโตและพัฒนาการตามวยั
1.3.1 พัฒนาการเด็กและการส่งเสร มพัฒนาการตามวัย
การส่งเสรมพัฒนาการ หมายถึง การกระทําใดๆให้กับเด็กเพือการพัฒนาหรอส่งเสรม
ให้พัฒนาการของเด็กมีความก้าวหน้ามากทีสุดเท่าทีจะเปนไปได้ตามชว่ งวัย ครอบคลุมพัฒนาการด้าน
กล้ามเนือมัดใหญ่ ด้านภาษา ด้านกล้ามเนือมัดเล็กและสติปญญา และด้านการชว่ ยเหลือตนเองและ
สังคม10,26 จากการประเมินพัฒนาการด้วยแบบประเมินพัฒนาการ เพือทราบระดับพัฒนาการของเด็ก
ในปจจุบนั และส่งเสรมพัฒนาการ โดยต่อยอดความสามารถของเด็กในขณะทีประเมิน หากเด็กมีความ
พรอ้ มให้ส่งเสรมพัฒนาการอย่างสมาเสมอ ทุกๆด้านไปพรอ้ มกัน ต้องจดั สิงแวดล้อม ชนื ชม โอบกอด
ปรบมือ โดยพัฒนาการเด็กและการส่งเสรมพัฒนาการเด็กตามวยั มดี ังนี
ตารางที 1.5 พัฒนาการของเด็กและการส่งเสรมพัฒนาการเด็กวัยทารก (อายุแรก
อายุ ด้านกล้ามเนือมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
0-1 - ยกศีรษะได้ในท่านอนควาและหัน - สะดุ้งหรอเคลือนไหวรา่ งกายเมือ - มอ
ไปข้างใดขา้ งหนึงได้ ได้ยินเสียงเรยก (นาเสียงปกติ) (ถงึ ก
- หันหาเสียงกระดิง
- ส่งเสียงออ้ แอไ้ ด้
1-2 - ยกศีรษะได้ 45o ในท่านอนควา - มองหน้าผู้พูดไดน้ าน 5 วนาที - มอ
- ทําเสียงในลําคอ “อู” “อา” “อือ”
ได้ชดั เจน
3-4 - ยกศีรษะได้ 90 o และยกอกได้ใน - หันหาเสียงพดู ได้ - มอ
ท่านอนควา - ทํ า เ สี ย ง สู ง - ต า เ พื อ แ ส ด ง - กาํ ก
- จบั นังได้ศรี ษะมนั คง ความรสู้ ึกได้ - จบั
- ลงนาหนักทีเท้าได้เมอื จบั ยืน
5-6 - ยนั ตัวจากท่านอนควา แขนตรงได้ - หันเมือเรยกหรอเสียงเขย่าวัตถุ - นอ
- พลิกควาหงายได้ - เลียนแบบการเล่นและทําเสียง - จอ้
- จบั นังศีรษะตรงได้ ได้ - คว
10
กเกิดถึง 1 ป) ด้านการช่วยเหลือตนเอง การส่งเสรม
ด้านกล้ามเนือมัดเล็ก และสังคม พัฒนาการ
และการปรบั ตัว
- จอ้ งหนา้ ผ้อู มุ้ ได้ 1-2 วนาที - เปลยี นทา่ นอนให้เด็ก
องตามวตั ถไุ ด้ไมเ่ กนิ 90o - พงึ พาทุกอยา่ ง บอ่ ยๆ
กึงกลางลาํ ตัว) - ให้มองหน้าผู้อุ้มและ
- จ้องตา ยิม และส่ งเสียง พูดคุยกับเด็กหรอรอ้ ง
องตามวัตถุได้มากกวา่ 90 o โต้ตอบกับผู้อุ้มได้ เมือเรายมิ เ พ ล ง เ บ า ๆ ใ ห้ ฟ ง
หรอพดู คุยด้วย (นาเสียงปกติ)
องตามวตั ถไุ ด้ 180 o - เอียงศีรษะซ้ายขวา
กา้ นกระดงิ ได้ - มองมอื ตนเองได้ ให้เด็กมองตาม
บมอื กันได้ - ยิมหรอส่งเสียงหาบุคคลที - เ ป ลีย น ท่ าน อ น ใ ห้
คุน้ เคย หลายท่า เช่น ตะแคง
อนหงายหยบิ หรอถอื วตั ถไุ ด้ ควา
องมองวัตถุได้ - สนใจฟงคนพูดและมองไป - พดู คยุ โต้ตอบกับเด็ก
วา้ ของใกล้ตัวได้ ทขี องเล่นได้ - ให้เล่นของเล่นทีกํา
- เอือมมือหยิบของทีอยู่ไกล และเขยา่ มเี สียงได้
ได้ - ให้เด็กหัดกําและควา้
วตั ถุ
- พูดคยุ กับเด็ก
- จับเด็กนัง ยืน ด้วย
ความมันคง
- ใ ห้ เ ด็ ก ดั น ตั ว ห ร อ
พ ลิ ก ตั ว ไ ป ห ยิ บ ข อง
เลน่
- ฝกให้เด็กนัง
อายุ ด้านกลา้ มเนือมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
7-8 - นังได้เองมันคงและเอียวตัวเล่น - หันตามเสียงเรยกชอื ได้ - มอ
- ใชม้
ของเลน่ ได้ (sit stable) - เรมเลียนแบบเสียงพูด - ถอื
- เปล
- ยืนเกาะราวระดับอกได้ - ทําเสียงพยางค์เดียวได้
9 - ลกุ นงั ได้เองจากทา่ นอน - ทําตามคําสังง่ายๆ เมือใชท้ ่าทาง - หย
- เกาะยืนได้ ประกอบ นิวชแี
- รจู้ กั ปฏิเสธด้วยทา่ ทาง ในมอื
10-12 - ลุกขนึ นงั ได้เอง - เลยี นแบบเสียงพูดทีคุ้นเคยได้
- ยืนเองได้นาน 2 วนาที - พูด ปาปา มามา ได้ไม่มี - จบี
ความหมาย - ถอื
- ทําเสียงได้หลายพยางค์
- ปรบมือหรอโบกมอื ตามคาํ สงั
- ใช้ท่าทางและเปล่งเสี ยงเพือ
แสดงความต้องการ
11
ด้านกล้ามเนื อมัดเล็ก ด้านการชว่ ยเหลือตนเอง การส่งเสรม
และการปรบั ตัว และสังคม พัฒนาการ
องตามวตั ถทุ ตี กพนื ได้ - จ้ อ ง ม อ ง ห นั ง สื อ พ ร้อ ม - พูดคุยด้วยคําง่ายๆ
มอื เขียวัตถุขนาดเลก็ ได้ ผูใ้ หญไ่ ด้ 2-3 วนาที และให้เลียนเสียงตาม
อวตั ถุขนาดเลก็ ด้วยมือเดียวได้ - เลน่ จะ๊ เอ๋ได้ เชน่ หมา-หมา จา๋ -จา๋
ลยี นมอื ถอื วัตถุกอ้ นเลก็ ได้ - หยบิ ของปอนเองได้ - ฝกให้ เด็กคลานไป
หยิบของเล่น
ยิบวัตถุขนาดเล็กจากพืนด้วย - ใชน้ วิ หยิบอาหารกนิ เองได้ - เล่นหยิบของใ ส่ ใน
และนิวหัวแม่มือได้ และถือไว้ ต ะ ก ร ้าแ ล ะ ใ ห้ ถื อ ข ว ด
อแต่ละชนิ ได้ นมหรอขนมปงกนิ เอง
- เล่น บาย-บาย, จะ๊ -เอ๋
- ฝกให้เด็กเกาะยนื
- พดู คุยโต้ตอบกับเด็ก
เปนประจาํ
- ให้เด็กหยิบของขนาด
เล็กหรอขนมกนิ เอง
บนวิ มอื เพอื หยิบของชนิ เล็ก - เล่นของเล่นตามหน้าทีของ - จู ง เ ด็ ก เ ดิ น บ่ อ ย ๆ
อวัตถุ 2 ชนิ เคาะกนั ได้ สิงของนนั ได้ โดยใชข้ องเล่นล่อ
- ปรบมอื โบกมือลา - พู ด ชื อ ค น สั ต ว์
- แสดงความต้องการได้ สิงของให้เด็กชี
- ให้ดูรูปภาพ เรยกชอื
ให้ฟง
ตารางที 1.6 พัฒนาการของเด็กและการส่งเสร มพัฒนาการเด็กวยั เตาะแตะ (อายุ
อายุ ด้านกล้ามเนือมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
13-15 - ยืนเองตามลําพงั ได้นาน 10 - ส่งวัตถุให้ตามคําบอกหรอคาํ สัง
วนาที ง่ายๆ
- นงั ยองแลว้ ลกุ ขึนยนื ได้ - พูดคาํ ทมี คี วามหมาย (1 พยางค)์ ได้
- เดินได้ (เดินจูงของเลน่ ) 2 คําขึนไป
- คลานขนึ บันได
16-17 - เดนิ ลากของเล่นหรอสงิ ของได้ - ทําตามคําสังง่ายๆได้ โดยไมม่ ีท่าทาง -
- เดินถอยหลังได้ ประกอบ -
- ตอบชอื สิงของได้
- พดู ได้ 3 คาํ (1 พยางค)์
18 - วงได้ - หยิบวัตถุได้ตามคาํ สัง -
- เดินถือของได้ไกล 3 เมตร - ชอี วัยวะได้ 1 ส่วน แ
- เกาะราวขนึ บันไดได้เอง - พูดเลียนคําทีเด่นหรอคําสุดท้ายของ -
การพูดได้
- พูดได้ 4 คํา (1 พยางค)์
- เรยกชอื สิงของหรอทักทายได้
12
1 ถึง 3 ป) ด้านการช่วยเหลือตนเอง การส่งเสรม
ด้านกล้ามเนื อมัดเล็ก และสังคม พัฒนาการ
และการปรบั ตัว
- เลยี นแบบทา่ ทางการ - เลน่ ของเลน่ ทมี ลี ้อ
-ขีดเขยี นเส้นบนกระดาษได้ ทาํ งานบา้ น เชน่ กวาดบ้าน ลากจูงได้
- ต่อกอ้ นไม้ได้ 2 ก้อน - เลน่ ของเลน่ กับผู้เลยี งได้
- ถอดรองเทา้ เองไม่ผูกเชอื ก - โยนบอลหรอเลน่ กับ
- ขีดเขยี นได้เอง เด็ก
- เทวัตถขุ นาดเลก็ ออกจากขวดได้ - ถือถว้ ยดืมนาได้เอง
- ฝกให้เด็กขดี เขยี น
- เปดหนังสือทีทําด้วยกระดาษ - เล่นของเลน่ ตามหนา้ ทไี ด้ 2 - ให้เด็กได้เดินสํารวจ
แขง็ ได้เองทีละแผน่ สิงขึนไป
- ต่อกอ้ นไม้ได้ 3-4 กอ้ น - ชว่ ยทํางานบ้าน รอคน้ สิงของ
- เล่นบทบาทสมมุติกับ
- มองตามสงิ ของทผี ู้ใหญช่ ี เด็กและกระตุ้นให้รูจ้ ัก
- ดืมนาจากแก้วได้โดยไมห่ ก การแบ่งปน
- ใชช้ อ้ นส้อมกนิ อาหารได้ - ฝกต่อก้อนไม้ ถ้าเด็ก
ทํ า ไ ม่ ไ ด้ ใ ห้ จั บ มื อ เ ด็ ก
ทํา
- ให้เด็กดืมนาจากแก้ว
เอง
- ให้เด็กดืมนา และใช้
ชอ้ นส้อมกนิ อาหารเอง
- ฝกให้เด็กเดินถือของ
มือเดียว
- ฝกเปดหนังสื อด้ว ย
ตน เอ งแ ละเ รยกชือ
วตั ถุในบ้านหรอใกล้ตัว
- ฝกให้เด็กรูจ้ ักและชี
อ วั ย ว ะ แ ล ะ ฝ ก ใ ช้
ชอ้ นส้อม
อายุ ด้านกล้ามเนื อมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
- เดินลงบันไดแบบไม่สลบั ขา - หยบิ วัตถตุ ามคาํ สังได้
19-24 - เรมเตะบอลได้ - พดู ได้ 6 คาํ (1 พยางค)์
- เลยี นแบบคําพูดทีเปนวลี (2 พยางค์
ขึนไป)
- ชอี วยั วะได้ 6 ส่วน
25-29 - กระโดดพน้ พนื ทงั 2 ขา - ชอี วัยวะได้ 7 สว่ น -
อยกู่ ับที - พูดตอบรบั หรอปฏิเสธได้ -
- โยนบอลได้ - บอกชอื สตั ว์ทคี ุ้นเคยได้ 1 ชอื ขนึ ไป
- ชรี ปู ตามคาํ บอกได้
- พูดให้ผูอ้ นื เข้าใจได้ครงหนงึ
30 - กระโดดข้ามเชอื กบนพนื ได้ - สนใจฟงนทิ านได้นาน 5 นาที -
- ขว้างบอลขนาดเล็กโดยยกมือ - รูจ้ กั บุพบท ขา้ งบน-ข้างลา่ ง -
ขึนเหนอื ศีรษะ - พดู ติดต่อกัน 2 คาํ อยา่ งมีความ
13
ด้านกล้ามเนื อมัดเล็ก ด้านการช่วยเหลือตนเอง การส่งเสรม
และการปรบั ตัว และสังคม พัฒนาการ
- แกป้ ญหาง่าย ๆ ด้วยตนเอง - ถอดเสือผ้าได้เอง - เล่นเตะบอล ปา ลูก
- ต่อกอ้ นไม้ได้ 6-7 กอ้ น - ใชช้ อ้ นส้อมได้คล่อง บอล วงเล่น ปนปาย
กระโดด
- ต่อกอ้ นไม้ได้ 8 ก้อน - ล้างหรอเชด็ มอื ได้เอง - ฝ ก ต่ อ ก้ อน ไ ม้ แ ล ะ
- รูจ้ กั จาํ นวนนับเทา่ กับ 1 - ใส่เสือผา้ ได้ เ รย ก ชือ วั ตถุ ใ น บ้ า น
- แปรงฟนได้ด้วยแต่ ต้ อง หรอใกลต้ ัว
ชว่ ยเหลอื - ฝกให้เด็กรูจ้ ักและชี
อวยั วะ
- ร้องเพลงได้ บา งคํ าห รอ - พูดคําหรอวลีทตี ่อกัน
คลอตามทํานอง 2 คาํ ให้เด็กฟงบ่อยๆ
- ฝกใช้ช้อนส้อมและ
ถอดเสือผ้าด้วยตนเอง
- เล่นโยนบอลกับเด็ก
และฝกกระโดดอยู่กับ
ที
- ใ ห้ เ ด็ ก ฝ ก ก า ร
แ ก้ ป ญ หา ด้ ว ย ต น เ อ ง
เชน่ เมือกินขนมให้ตัด
ถงุ ขนมเอง
- ฝกให้เด็กรูจ้ ักและชี
อวยั วะ และต่อกอ้ นไม้
- ฝกล้างมือเช็ดมือ ใส่
เสือผ้าและแปรงฟน
- ฝกกระโดดข้ามเชือก
และเลน่ โยนบอล
อายุ ด้านกล้ามเนื อมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
หมาย
31- 36 - ยืนขาเดียวได้ 1 วนาที - หยบิ วัตถุตามคําสังได้ 2 ชนิด -
- ปนจกั รยาน 3 ลอ้ (3 ป) รูก้ ริ ยา 2 อยา่ ง เ
- พดู ติดต่อกัน 3-4 คาํ -
-
ได้ 4 ความหมายขนึ ไป
- เรยกชอื สัตว์ได้ 4 ชนิดขึนไป
14
ด้านกล้ามเนื อมัดเล็ก ด้านการชว่ ยเหลือตนเอง การส่งเสรม
และการปรบั ตัว และสังคม พัฒนาการ
- เลียนแบบวาดเส้นเปนวงต่อ - รูจ้ กั การรอคอยในการเล่น - ฝกให้เด็กรูจ้ กั จํานวน
เนอื ง โดยมีผูใ้ หญ่คอยบอก และต่อกอ้ นไม้
- วาดเส้นตรงตามแบบได้ - ฝกให้เด็กรูจ้ กั การรอ
- ต่อกอ้ นไม้ได้ 9-10 กอ้ น - บอกชอื เพอื นได้ คอย
- ใส่กางเกงได้เอง - ฝกให้เด็กยืนขาเดียว
- กนิ ได้เอง (3 ป) แ ล ะ รู ้จัก กิ ร ย า แ ล ะ ทํ า
ตามสัง
- ฝ ก ก า รพู ด โต้ ต อ บ
ก า ร เ ร ย ก ชื อ แ ล ะ เ ล่ น
เปนกลุ่ม
- ฝกวาดรูปและการจบั
ดิ น ส อ แ ล ะ ฝ ก ใ ส่
กางเกง
ตารางที 1.7 พัฒนาการของเด็กและการส่งเสรมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรยน (อาย
อายุ ด้านกล้ามเนือมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
37-41 - ยืนขาเดียวได้นาน 3 วนาที - ทําตามคําสังต่อเนืองได้ 2 กิรยากับ
วตั ถุ 2 ชนิด
- เข้าใจและตอบได้ว่า ใคร อะไร ทีไหน
ทาํ ไม
- บอกได้ 1 สี
42 - ยืนขาเดียวได้นาน 5 วนาที - รจู้ กั บพุ บท ข้างหน้า-ขา้ งหลัง
- ใชแ้ ขนรบั ลกู บอลได้ - รจู้ กั เสือผา้ กระโปรง-เสือ-กางเกง
- เล่าเหตุการณท์ เี พิงผา่ นมาใหมๆ่ ได้
- รจู้ กั ขอ-ขอบคณุ -ให้ ได้เอง
- พูดให้คนอืนเข้าใจทังหมด
- บอกประโยชนว์ ตั ถไุ ด้ 2 อยา่ ง
43-48 - กระโดดขาเดียวได้ 2 ครงั - รจู้ กั วัตถขุ นาดใหญ่และขนาดเล็ก
- รจู้ กั กริ ยา 4 อยา่ งขนึ ไป
- เข้าใจบุพบท ข้างบน-ข้างใต้-ข้างหน้า-
ข้างหลัง
15
ยุ 3 ถึง 6 ป) ด้านการช่วยเหลือตนเอง การส่งเสรม
ด้านกล้ามเนือมัดเล็ก และสังคม พัฒนาการ
และการปรบั ตัว
- ทําตามกฎในการเล่นโดยมี - ฝกยนื ขาเดียว
- เลยี นแบบวาดรปู วงกลมได้ ผ้ใู หญค่ อยให้คาํ แนะนํา - สอนคาํ กิรยาและ
- เ ลี ย น แ บ บ ก า ร กํ า มื อ แ ล ะ ชู - ช่ว ย ทํ า งาน บ้ า นขึ น ต อน โต้ตอบกับเด็ก
นิวหัวแมม่ ือได้ เดียวได้เอง - สอนให้เด็กรูจ้ กั สี
- ใส่เสือสวมศีรษะได้ วาดรปู วงกลม
- แยกรูปทรงเลขาคณิตได้ ทรง - ให้ฝกให้เสือสวม
กลม-สามเหลยี ม-สีเหลยี ม - บอกเพศของตนเองได้ ศรี ษะ
- ต่อภาพ 3 ชนิ ได้ - ใส่ เ สื อ ผ่ าห น้า โด ยไม่ติ ด - ฝกใชแ้ ขนรบั วัตถุ
- วาดรปู วงกลมตามแบบได้ กระดุมได้ - สอนให้เด็กรูจ้ ัก
ข้ า ง ห น้ า - ข้ า ง ห ลั ง
- ตัดกระดาษออกเปน 2 ชินด้วย - ใส่กระดุมขนาดใหญ่ได้เอง สิ ง ข อ ง ที จํ า เ ป น
กรรไกร 3 เมด็ ขนึ ไป เช่น เสือผ้า และ
- เลียนแบบวาดรูปวงกลมและ - แต่งตัวเองได้ พดู ขอรอ้ ง
กากบาทได้ - ฝกการต่อ ภา พ
และวาดรูปวงกลม
ตามแบบ
- สอนให้เด็กรูจ้ ัก
เพศตนเองและใส่
เสือผ้าผ่าหน้า ได้
เอง
- ฝกให้กระโดดขา
เดียว
- ส อ น ใ ห้ รู้ จั ก
ค ว า ม ใ ห ญ่ - ค ว า ม
เล็ก จํานวน และ
อายุ ด้านกล้ามเนื อมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
- พูดเปนประโยค 3 คํา ติดต่อกันได้มี
ความหมายและเหมาะสมกบั โอกาส
- บอกประโยชน์วตั ถไุ ด้ 3 อย่าง
- นบั ก้อนไมห้ รอสิงของได้ 1 ชนิ
49-54 - กระโดดสองเท้าไปข้างหน้า - รจู้ กั กลางวัน-กลางคนื
ขา้ งหลังได้ - ตอบคําถามได้ถูกต้อง เชน่ ถ้ารอ้ น-หิว
จะทาํ อยา่ งไร (รูค้ ณุ ศัพท์ 2 คํา)
- บอกได้ 4 สี
55-60 - เดินต่อส้นเทา้ ได้ - บอกได้ 8 สี
- พูดคุยกับเพอื นในกล่มุ ได้
- บอกความหมายและลักษณะของวัตถุ
ได้ 5 คาํ ขึนไป และรูค้ ุณศัพท์ 3 คํา
16
ด้านกลา้ มเนือมัดเล็ก ด้านการชว่ ยเหลือตนเอง การส่งเสรม
และการปรบั ตัว และสังคม พัฒนาการ
- ต่อภาพ 8 ชนิ ได้ - ทําความสะอาดตนเองหลัง เข้าใจ ข้างบน-ข้าง
- วาดรปู คนได้ 3 สว่ น อจุ จาระไดเ้ อง ใ ต้ - ข้ า ง ห น้ า - ข้ า ง
- รูจ้ กั และชเี สน้ ยาว-สัน ได้ - เลน่ เกมกระดาน หลงั
- เรมแปรงฟนได้เอง - ฝกการใชก้ รรไกร
- จบั ดินสอได้ถกู ต้อง - เรมจดั อาหารและรนนาได้ - ฝกวาดรูปวงกลม
และกากบาท
- เลยี นแบบบทบาทของ - ฝกให้เด็กแต่งตัว
ผู้ใหญ่ได้ เองและใส่กระดุม
- ฝ ก ใ ห้ เ ด็ ก
กระโดดไป
ข้างหนา้ -ขา้ งหลงั
- สอนให้เด็กรูจ้ ัก
กลางวัน-กลางคืน
การรูจ้ กั สี
- เล่นต่อภาพ วาด
รูปคน สอนความ
ยาว-ความสัน
- สอ น ให้ เ ด็ ก ทํ า
ค ว า ม ส ะ อ า ด ห ลั ง
เข้าห้องนา แปรง
ฟ น แ ล ะ ก าร จัด
อาหาร รนนา
- ฝกเดินต่อส้นเท้า
- กระตุ้นการเล่น
เ ป น ก ลุ่ ม แ ล ะ
พดู คุย
อายุ ด้านกล้ามเนื อมัดใหญ่ ด้านภาษา
(เดือน)
61-72 - เดินต่อส้นเทา้ เปนเส้นตรงได้ - นับกอ้ นไม้หรอวตั ถไุ ด้ 5 ชนิ ขึนไป
- ยนื ขาเดียวได้นาน 6 วนาที - บอกคําตรงข้ามได้
- บอกความหมายและลักษณะของวัตถุ
ได้ 7 คํา
17
ด้านกลา้ มเนือมัดเล็ก ด้านการชว่ ยเหลือตนเอง การส่งเสรม
และการปรบั ตัว และสังคม พัฒนาการ
- วาดรปู คนได้ 6 ส่วน - แปรงฟนได้เอง - ฝกจับดินสอให้
- เลยี นแบบวาดรูปสีเหลยี มได้ - จดั อาหารและรนนาได้เอง ถกู ต้อง
- เ ล่ น บ ท บ า ท
สมมุติกับเด็ก
- ส อ น ก า ร นั บ
จํ า น ว น / นั บ เ ล ข
แ ล ะ รู้จั ก คํ า ต ร ง
ขา้ ม
- ส อ น ว า ด รู ป
สีเหลยี ม
- ส อ น แ ป ร ง กั น
และการจัดอาหาร
รนนา
ตารางที 1.8 พัฒนาการของเด็กและการส่งเสรมพัฒนาการเด็กวัยเรยน (อายุ 7 ถ
หัวข้อ ด้านกล้ามเนือมัดใหญ่ ด้านภาษา
- ทรงตัว วง กระโดด ปนปาย ขีจักรยาน - รู้จั ก แ ล ะ นั บ ตั ว เ ล ข ไ ด้
สองล้อได้ มากกว่า 10
- เลน่ กลางแจง้ ทีต้องใชพ้ ลงั หรอปนปาย - รจู้ กั คําประมาณ 2,500 คาํ
- ให้เด็กได้เคลอื นไหวออกกาํ ลังกาย - ใ ช้ ภ า ษ า ใ น ก า ร สื อ
- เลน่ กฬี าประเภทต่างๆ ความหมายได้ดีใกล้เคียงกับ
ผ้ใู หญ่
ัพฒนาการเ ็ดก - ให้เล่นเกมกติกาทีซับซ้อน
และต้องใชค้ วามสามารถทาง
สติปญญามากขนึ
- ส่งเสรมการอา่ นหนงั สือ
- ให้เด็กได้คิดและแก้ปญหา
ด้วยตนเอง
- ปลูกฝงระเบียบวนัย และ
ความรบั ผิดชอบทังทางด้าน
การเรยน และเรองส่วนตัว
- ฝกการใช้เหตุผลและการ
ตังกติการว่ มกันมากกว่าการ
ลงโทษ
- ควรชืนชม เพือให้เด็กคง
พฤติกรรมทีดตี ่อไป
18
ถึง 12 ป) ด้านการชว่ ยเหลือตนเองและสังคม
ด้านกล้ามเนือมัดเล็ก
และการปรบั ตัว - พยายามทําตัวให้เปนทียอมรบั เพราะอยากมีเพือน
และต้องการเปนส่วนหนึงของกลุ่ม โดยยึดกลุ่มเปน
- มอื และตาทาํ งานประสานกันได้ดี ศูนยก์ ลาง
- ทํางานศิลปะทีใช้ความละเอียด - ติดเพอื น อยรู่ วมกับกลมุ่ เพอื นเพศเดยี วกัน
และประณตี ได้ - เรมพัฒนาความสนใจเพศตรงข้ามในช่วงท้ายวัย
- วาดรูป 3 มิติได้ อาจมเี พอื นสนทิ
- ทํากิจกรรมทีต้องใช้มือและตา - เรยนรูบ้ ทบาททางเพศจากเพือนและสังคม
เชน่ วาดรูป งานศิลปะต่างๆ หรอ - รับผิดชอบดูแลตนเองในกิจวัตรประจําวัน และ
การเย็บปกถักรอ้ ย ชว่ ยงานบา้ นได้
- ฝกวาดรปู ทรง 3 มิติ - จดั ระเบยี บให้กับตนเองในการกระทาํ สิงต่าง ๆ ได้ดี
ให้เด็กได้เขา้ กลุ่ม และอย่รู ว่ มกับเพอื นวยั เดียวกัน
- สร้างสัมพันธภ าพทีดีกับเด็กเพือให้ เกิดคว าม
ไวว้ างใจ
- เปนแบบอย่างที ดี ใน การประพฤติปฏิบั ติ ต นที
เหมาะสม
- มอบหมายให้เด็กได้รบั ผิดชอบกิจกรรมภายในบ้าน
ตามสมควร เช่น ดูแลห้องส่วนตัวให้สะอาด ซักรด
เสือผา้ ของตนเอง เปนต้น
ตารางที 1.9 พัฒนาการของเด็กและการส่งเสรมพัฒนาการเด็กวัยรุน่ (อายุ 12 ถึง
หัวข้อ ด้านรา่ งกาย ด้านการช
- เปลียนแปลงอย่างรวดเร็วทังความสูง นาหนัก - ติดเพอื นทังเพศเด
สัดส่วนของรา่ งกาย และอวัยวะเพศ - กลุ่มเพือนมีอิทธ
- ฮอรโ์ มนทาํ ให้มสี ิว กลนิ ตัว เกดิ ความวตกกังวล แสดงออกของเด็ก
ัพฒนาการเ ็ดก - เพศหญิง มีเต้านมขยาย เอวคอด สะโพกผาย มีขน - เปนตัวของตัวเอ
ทอี วยั วะเพศ เรมมปี ระจาํ เดือน ความขดั แย้งกับผูใ้ ห
- เพศชาย มีความสูงและนาหนักเพิมรวดเรว็ เสียง - เลียนแบบบุคคลช
แตก มีขนขึนตามส่วนต่างๆของรา่ งกาย อวัยวะเพศ - ต้องการความแปล
ขยายตัว และมีการสรา้ งและหลงั อสุจิ
การ ่สงเสรม ัพฒนาการ - สอนให้เข้าใจการเปลยี นแปลงทางด้านรา่ งกาย - ยอมรบั พฒั นาการ
- ให้คําแนะนําเรองการดูแลตนเองเมือเกิดการ ด้อย ความเด่นของเ
เปลยี นแปลง เพอื ลดความวตกกังวล - ให้เด็กได้ระบายค
- ให้ความรูเ้ กียวกับเพศศึกษา สอนให้เข้าใจ เพือลดความเครย
ความรูส้ ึกและความต้องการทางเพศหญิงและ อบอุ่นเสมอ แต่ต้อ
ชาย การวางตัวกับเพศตรงข้าม การจัดการกับ ชว่ ยเหลอื เมอื เกดิ ปญ
ความรูส้ ึกและความต้องการทางเพศทเี หมาะสม - เปดโอกาสให้เด็กไ
มุมอิสระหรอห้องส
เพศ
- เอาใจใส่ดูแลพฤต
จนเกินไป
- ยอมรบั ความคดิ เห
- ให้เด็กได้มีโอกา
จัดสรรความรบั ผิดช
แต่ไมบ่ งั คับหรอเข้ม
19
ง 18 ป) ด้านสติปญญาและจรยธรรม
ชว่ ยเหลือตนเองและสังคม
- ด้ า นส ติ ปญญ า มี ความ คิดแบ บน าม ธ รรม
ดยี วกัน และสนใจเพศตรงข้าม (formal operation) มีระเบียบแบบแผนและมี
พิ ลต่อความนึกคิด ค่านิยมและการ เหตุผล สรา้ งภาพความคิดในใจได้อย่างซับซ้อน
และอาจพัฒนาไปสู่การมีคคู่ รอง และเชอื มโยงประสบการณ์ในอดีตเข้ากับปจจุบัน/
อง แยกจากพ่อแม่และครอบครวั มี วางแผนในอนาคตได้ และมีความคิดรวบยอดใน
หญบ่ ่อยครงั เรองทฤษฎี กฎ ระเบียบ วนัย และชอบการเล่นที
ชนื ชอบหรอทําตามแฟชนั ทเี ห็น มกี ฎเกณฑ์ซบั ซอ้ น
ลกใหม่ ทา้ ทายและตืนเต้น - ด้านจรยธรรม ทําความดีเพือตอบสนองความ
คาดหวังของครอบครัว กลุ่มเพือน และสังคม
รตามวัยของเด็ก ไม่เปรยบเทยี บความ เพราะต้องการเปนทียกย่อง และกลัวถูกตําหนิ
เด็กกับคนอืน จากผอู้ ืน
ความต้องการหรอความรูส้ ึกนึกคิด - เปดโอกาสให้เด็กคิดแก้ปญหาด้วยต นเอ ง
ยดของเด็ก ให้เวลา ความรัก ความ พรอ้ มชว่ ยเหลอื เมอื เด็กต้องการ
องให้อิสระตามสมควรและพรอ้ มทีจะ - ส่งเสรมความสามารถของเด็ก ไม่บังคับให้เรยน
ญหา ในสิ งทีไม่ชอบ เพือให้ เด็กเรยนรู้และค้นพบ
ได้เปนตัวของตัวเอง ถา้ ทาํ ได้ควรให้มี ตนเอง อาจนําไปสู่การงานอาชพี ในอนาคต
ส่วนตัว และสามารถคบเพือนได้ทัง 2 - พูดคุยแลกเปลียนความคิดเห็นกับเด็กในเรอง
ต่างๆ ให้ เด็กได้ คิดวเคราะห์ วพากษ์วจารณ์
ติกรรมอยู่ห่างๆ ไม่บังคับ หรอเข้มงวด รว่ มกับผูใ้ หญ่
- ส่งเสรมให้มีการปรบั ตัวทีเหมาะสม โดยชใี ห้เห็น
ห็นและเปนทปี รกษาทีดี ถึงผลดีผลเสียของการกระทําสิงต่างๆเพือให้เด็ก
สรับผิดชอบต่อครอบครัว โดยการ ทราบ และตัดสินได้ว่าสิงใดควรหรอไม่ควรทํา
ชอบงานภายในครอบครวั ให้บางส่วน โดยใชเ้ หตุผลมากกว่าอารมณ์
มงวดจนเกนิ ไป - เปนตัวอย่างทีดีแก่เด็กในการประพฤติปฏิบัติ
ตน
20
1.3.2 บทบาทพยาบาลกับการส่งเสร มการเจรญเติบโตและพัฒนาการ
1.3.2.1 การประเมินการเจรญเติบโตและพฒั นาการ
1) ติดตามประเมินการเจรญเติบโตอย่างถกู ต้องเปนระยะสมาเสมอ และนําไปแปล
ผลเปรยบเทียบกับกราฟมาตรฐานทีเหมาะสมกับอายุ เพศ และเชอื ชาติของเด็ก จะชว่ ยให้เห็นรูปแบบของ
การเจรญเติบโตได้ชดั เจน เพอื จะได้ทราบว่าการเจรญเติบโตดังกล่าวเปนปกติ หรอเบียงเบนไปจากปกติ
2) เรยนรูแ้ ละศึกษาวธกี ารคัดกรองพัฒนาการเด็ก เพือเปนการค้นหาเด็กทีอาจมี
ภาวะเสียงต่อการมพี ฒั นาการไมส่ มวัย จะได้ชว่ ยเหลือให้มีพัฒนาการสมวยั ต่อไป
1.3.2.2 การให้ความรู้
1) มีความรูค้ วามเข้าใจในเรองการส่งเสรมการเจรญเติบโตและพัฒนาการตามวัย
เพือเปนขอ้ มลู ในการสังเกต และเฝาระวงั
2) เด็กทุกเพศทุกวัยต้องการการส่งเสรมการเจรญเติบโตและพฒั นาการ ทังภาวะ
ปกติหรอเจ็บปวย ดังนัน การดูแลเด็กปวยในโรงพยาบาลควรคํานึงถึงเรองการส่งเสรมให้เด็กมีการ
เจรญเติบโตและพฒั นาการทีเหมาะสมด้วย
1.3.2.3 การให้คําแนะนําผู้ปกครองในการปองกันและส่งเสรม พยาบาลต้องมี
ความรูพ้ ืนฐานของเด็กปกติและเบียงเบนในช่วงอายุต่างๆ มีเทคนิคการสือสารทีดี เพือสือสารให้ความรูท้ ี
ถกู ต้องเพือนําไปปฏิบตั ิต่อเด็กได้ควรแนะนําผู้เลียงดู ดังนี
1) ให้เวลาดูแล เอาใจใส่ ด้วยความรกั ความเข้าใจ สัมผัสเด็กอย่างอ่อนโยน พดู คุย
โต้ตอบ เลน่ กับเด็ก สังเกตทา่ ที การตอบสนองอย่างสมาเสมอ
2) จดั สิงแวดล้อม ของเลน่ กิจกรรมทีน่าสนใจให้เด็กได้มองเห็นสัมผัส สํารวจหรอ
รว่ มกิจกรรมเพือให้เด็กเกิดการเรยนรู้ ปรบั ตัวและมีพัฒนาการสมวยั ทุกด้าน
3) ให้เด็กทาํ ในสิงทที าํ ได้เรมจากงา่ ยไปหายากตามความสามารถของเด็ก โดยไม่
ต้องให้การชว่ ยเหลอื เพราะเด็กจะเรยนรูไ้ ด้ดีจากการกระทาํ ด้วยตนเองจนประสบความสําเรจ็
4) ผูป้ กครองควรเปนแบบอยา่ งในการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ เชน่ ระเบยี บวนัย
ความเอือเฟอเผอื แผ่ ความมีนาใจ เปนต้น เพราะเด็กจะเลยี นแบบบุคคลรอบขา้ ง
5) ศึกษาพฤติกรรมและพัฒนาการตามวยั ตลอดจนเฝาระวงั และติดตามว่าเปนไป
ตามเกณฑ์หรอไม่ หากสงสัยว่าเด็กมีพฒั นาการไม่สมวยั ให้รบปรกษาแพทย์ เพือให้การชว่ ยเหลอื ต่อไป
1.3.2.4 การเปนผ้ปู ระสานงาน ทํางานเปนทมี รว่ มกับครอบครวั แพทย์ โภชนากร
และผู้ทีเกียวข้อง หากพบเด็กมีปญหาการเจรญเติบโตและพัฒนาการไม่สมวัย ควรให้คําแนะนําในการ
ส่งเสรมหรอรายงานเพือจะได้ส่งต่อไปยงั ผูเ้ ชยี วชาญทสี ามารถให้การดูแลเด็กทีเหมาะสมต่อไป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
21
เอกสารอ้างอิง
1. กระทรวงสาธารณสขุ . ค่มู ือเฝาระวังและส่งเสรมพฒั นาการเด็กปฐมวัย Developmental
Surveillance and Promotion Manual (DSPM). พิมพ์ครงั ที 3. กรุงเทพฯ: ทีเอสอินเตอร์
พรนท์; 2558.
2. กรมอนามัย สําหนักโภชนาการ [อินเตอรเ์ น็ต]. กราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการเจรญเติบโตเด็ก
[เข้าถึงเมือ 24 พ.ค 2563]. เข้าถึงได้จาก http://nutrition.anamai.moph.go.th
3. จนั ทฑ์ ิตา พฤกษานานนท์. การประเมนิ การเจรญเติบโต. ใน: ทพิ วรรณ หรรษคณุ าชยั , รววรรณ
รุง่ ไพรวัลย์, สุรย์ลักษณ์ สุจรตพงศ์, วระศักดิ ชลไชยะ, บรรณาธิการ. ตําราพัฒนาการและ
พฤติกรรมเด็ก เลม่ 3 การดูแลเด็กสุขภาพดี. กรงุ เทพฯ: บียอนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ์; 2556.
4. จริ าภรณ์ ตังกิตติภาภรณ์. จติ วทยาทัวไป. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทยาลัย; 2556.
5. จริ าวรรณ แทน่ วัฒนกุล. การซกั ประวตั ิและการตรวจรา่ งกายเด็ก. พิมพค์ รงั ที 3. ขอนแก่น:
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทยาลัยขอนแก่น; 2554.
6. จุฑามาส วรโชติกําจร. การส่งเสรมพัฒนาการในเด็ก 0-6 ป. ใน: ประยงค์ เวชวนชิ สนอง, วนพร
อนันตเสร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวช
ศาสตร์ คณะแพทยศ์ าสตร์ มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 185-89.
7. จุฑามาส วรโชติกําจร. การติดตามเฝาระวังและการตรวจคัดกรองพัฒนาการ. ใน: ประยงค์
เวชวนิชสนอง, วนพร อนันตเสร, บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา:
ภาควชากมุ ารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 199-203.
8. ฉันทิกา จนั ทรเ์ ปย. พัฒนาการ (Development). ใน: ศรสมบูรณ์ มสุ ิกสุคนธ,์ ฟองคาํ
ติลกสกุลชัย, วไล เลิศธรรมเทว, อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรตั น์ แสงเพิม, สุดารตั น์ พยัคฆ
เรอง, บรรณาธกิ าร. ตําราการพยาบาลเด็ก เลม่ 1. พิมพค์ รงั ที 5. นนทบรุ : สหมติ รพรนติงแอนด์
พับลิชชงิ ; 2561. 9-35.
9. ชาครยา ธรี เนตร. ปญหาพฤติกรรมทีพบบ่อยในเด็กก่อนวัยเรยน. ใน: ทิพวรรณ หรรษคุณาชยั ,
รววรรณ รุง่ ไพรวัลย์, ชาครยา ธรี เนตร, อดิศรส์ ุดา เฟองฟู, สุรย์ลักษณ์ สุจรตพงศ์, พงษ์ศักดิ
น้อยพยัคฆ์, บรรณาธิการ. ตําราพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กสําหรับเวชปฎิบัติทัวไป.
กรุงเทพฯ: บยี อนด์ เอ็นเทอรไ์ พรซ;์ 2556. 227-32.
10. ชาญยทุ ธ์ ศุภคณุ ภิญโญ. ประเมนิ พัฒนาการและแนวทางในการชว่ ยเหลอื บคุ คลออทิสติกโดย
สหสาขาวชาชีพ. ใน: เบญจมาศ พระธานี, บรรณาธกิ าร. พัฒนาการปกติ. ขอนแก่น: โรงพิมพ์
คลังนานาวทยา; 2554. หน้า 2-6.
11. ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย. การประเมินการเจรญเติบโตและพัฒนาการ. ใน: อัจฉรา ตังถาพร
พงษ์, พรรณพัชร พิรยะนนท์, ศรยา ประจักษ์ธรรม, ทิพวรรณ หรรษคุณาชยั , บรรณาธกิ าร.
พืนฐานกมุ ารเวชศาสตร.์ กรุงเทพฯ: ไอกรุป๊ เพรส; 2555.
12. นัยนันต์ จติ ประพันธ.์ การปองกันและการดูแลเด็กกล่มุ อาการดาวน์. วารสารเครอขา่ ยวทยาลัย
พยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2557;3:73-87.
13. นิตยา คชภักดี. พัฒนาการเด็กปฐมวัยและการประเมิน. เอกสารประกอบโครงการอบรมการ
ทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัย รุน่ ที 35, กรุงเทพฯ: สถาบันแห่งชาติเพือการพัฒนาเด็กและ
ครอบครวั ; 2560.
22
14. นิตยา คชภักดี. พัฒนาการเด็ก. ใน: ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย, รววรรณ รุง่ ไพรวัลย์, ชาครยา
ธรี เนตร, อดิศรส์ ุดา เฟองฟ,ู สุรยล์ ักษณ์ สุจรตพงศ์, พงษ์ศักดิ นอ้ ยพยคั ฆ,์ บรรณาธกิ าร. ตาํ รา
พัฒนาการและพฤติกรรมเด็กสําหรบั เวชปฏิบัติทัวไป. กรุงเทพฯ: บียอนด์ เอ็นเทอรไ์ พรซ์;
2556.
15. นิตยา คชภักดี, ธววรรณ รุง่ ไพรวัลย์. การประเมินการเจรญเติบโตและพัฒนาการเด็ก. ใน:
เปรมฤดี ภูมิถาวร, สุวฒั น์ เบญจพลพิทักษ์, กาญจนา ตังนรารชั ชกิจ, สุเทพ วาณิชย์กุล, สุรางค์
เจียมจรรยา, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์ สําหรบั นักศึกษาแพทย์ เล่มที 1. กรุงเทพฯ:
ธนาเพลส; 2552.
16. นิตยา คชภักดี, อรพนิ ท์ เลศิ อวสั ดาตระกูล. แบบทดสอบพัฒนาการ Denver II ฉบับภาษาไทย.
นครปฐม: สถาบันแห่งชาติเพือการพัฒนาเด็กและครอบครวั มหาวทยาลัยมหิดล; 2553.
17. พงษ์ศักดิ น้อยพยคั ฆ์. แนวทางการส่งเสรมการเจรญเติบโต. ใน: พงษ์ศักดิ นอ้ ยพยคั ฆ,์
วนัดดา ปยะศิลป, วันดี นิงสานนท์, ประสบศร อิงถาวร, บรรณาธกิ าร. การพยาบาลเด็ก เพือ
การสรา้ งเสรมสุขภาพ. พมิ พ์ครงั ที 2. กรงุ เทพฯ: สรรสาร; 2557.
18. 1. พิมพาภรณ์ กลันกลิน. การพยาบาลเด็กเพือการสรา้ งเสรมสุขภาพ. พิมพ์ครงั ที 2. เชยี งใหม่:
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทยาลัยเชยี งใหม่; 2561.
19. มณีรตั น์ ภูวนันท์. โรคขาดวตามนิ อี. ใน: ประยงค์ เวชวนชิ สนอง, วนพร อนันตเสร, บรรณาธกิ าร.
กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์
มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 329-32.
20. ยุวดี พงษ์สาระนันทกุล. การเจรญเติบโตและพัฒนาการ. ใน: ศรสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ,์ ฟองคํา
ติลกสกุลชัย, วไล เลิศธรรมเทว, อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรตั น์ แสงเพิม, สุดารตั น์ พยัคฆ
เรอง, บรรณาธกิ าร. ตําราการพยาบาลเด็ก เล่ม 1. พิมพค์ รงั ที 5. นนทบรุ : สหมิตรพรนติงแอนด์
พบั ลชิ ชงิ ; 2561. 1-8.
21. ลดั ดา เหมาะสุวรรณ. ภาวะขาดพลังงานและโปรตีน. ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร อนันต
เสร, บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลัยสงขลานครนทร;์ 2559. 275-88.
22. ลัดดา เหมาะสุวรรณ. โรคอ้วนในเด็กและวัยรุน่ . ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร อนันตเสร,
บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศ์ าสตร์ มหาวทยาลัยสงขลานครนทร;์ 2559. 289-310.
23. ลํายอง รศั มีดารา, รุจา ภู่ไพบูลย์. การกระตุ้นพัฒนาการเด็กวัยต่างๆ. ใน: รุจา ภู่ไพบูลย์,
บรรณาธกิ าร. การวางแผนการพยาบาลเด็กสุขภาพดีและเด็กปวย. พิมพ์ครงั ที 2. กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พพ์ ระพทุ ธศาสนาของธรรมสภา; 2558. 13-6.
24 ศศิวรา บุณรศั มี. การส่งเสรมพัฒนาการในเด็กวัยเรยนและวัยรุน่ . ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง,
วนพร อนันตเสร, บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมาร
เวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 191-97.
25. American academy of pediatrics. Identifying infants and young children with
developmental disorders in the medical home: An algorithm for
Developmental Surveillance and Screening. PEDIATRICS 2006; 118, 405-420.
26. Ball WJ, Bindler CR. Pediatric nursing: caring for children. New Jersey: Pearson
Prentice Hall; 2008.
23
27. Baty [Internet]. Harpenden skinfold calipers [updated 2019; cited 2020 May
24]. Available from: http://www.harpenden-skinfold.com/
28. Centers for Disease Control and Prevention [Internet]. Developmental
monitoring and screening [updated 30 April 2020; cited 2020 May 24].
Available from: https://www.cdc.gov/ncbddd/childdevelopment
/screening.html
29. Healthjade.net [Internet]. Tanner scale [updated 2019; cited 2020 May 24].
Available from: https://healthjade.net/tanner-scale/
30. Hockenberry JM, Wilson D, Rodgers CC. Wong’s nursing care of infants and
children. 11th ed. New Jersey: Pearson Education; 2019.
31. Hockenberry JM, Wilson D, Rodgers CC. Wong’s Essentials of pediatric nursing.
10th ed. Canada: Elsevier; 2017.
24
บทที 2
การส่งเสร มภาวะโภชนาการในเด็ก
อาจารย์จริ าภรณ์ แสงพารา
วัตถปุ ระสงค์การเร ยนการสอน
เมือสินสุดการเรยนการสอนแล้วนักศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายความหมาย ปจจัยทีมีผลต่อภาวะโภชนาการ ความต้องการสารอาหารในเด็กและการ
แปลผลการประเมินภาวะโภชนาการได้
2. อธบิ ายการดูแลเด็กแต่ละวยั ทีมปี ญหาโภชนาการได้
3. อธบิ ายการส่งเสรมภาวะโภชนาการในเด็ก/อาหารเสรมในเด็กแต่ละวยั ได้
สารอาหารเปนพนื ฐานสําคัญทีทําให้รา่ งกายเจรญเติบโตและมพี ัฒนาการทีดี ทําให้เกิดการเปลียน
แปลงของอวัยวะต่างๆ ทังด้านหน้าทีและส่วนประกอบเพือให้ทํางานได้ตามปกติ เด็กเปนวัยทีมีอัตราการ
สรา้ งเมตาบอลิซมึ (metabolic rate) การหมุนเวยนของสารอาหารในเซลล์ (turnover) สูงกว่าในผู้ใหญ่
การรกั ษาระดับสารอาหารให้คงทีในรา่ งกาย จงึ มีความจาํ เปนเพือให้มีการเจรญเติบโตและพัฒนาการทีดี
และความต้องการสารอาหารในเด็ก มคี วามเฉพาะเจาะจงและมผี ลกระทบต่อเด็กแต่ละคน
2.1 ความต้องการสารอาหารในเด็กแต่ละวยั
ภาวะโภชนาการ (nutrition) หมายถึง สภาวะทางสุขภาพของบุคคลจากการรบั อาหาร การย่อย
อาหาร การดูดซมึ การขนส่ง การสะสม และผลของการเผาผลาญอาหารในระดับเซลล์
ปจจยั ทมี ผี ลต่อภาวะโภชนาการแบ่งออกเปน 3 ด้าน คือ
1) ปจจยั ด้านมารดา ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา การทํางาน และการได้รบั การดูแลขณะตังครรภ์และ
หลงั คลอด
2) ปจจยั ด้านตัวเด็ก ได้แก่ นาหนักแรกคลอด ลาํ ดับของบุตร ภมู ิต้านของเด็กและพฤติกรรมการกิน
3) ปจจยั ด้านเศรษฐกิจและครอบครวั ได้แก่ รายได้ สถานะความมันคงและสุขลกั ษะภายในบา้ น
2.1.1 วยั ทารก (แรกเกิด ถึง 1 ป) มคี วามต้องการอาหารตามวัย ดังนี
1) พลังงาน ต้องการพลังงานมากกว่าผู้ใหญ่ 2-3 เท่าเนืองจากมีพืนทีผิวมากกว่าเมือเทยี บ
กับนาหนัก อายุ 0-5 เดือน พลังงานขึนกับปรมาณนานมแม่และอายุ 6-11 เดือนจะต้องการพลังงานเพิม
200-300 กิโลแคลอรจากอาหารเสรม ปกติทารกจะต้องการพลงั งานประมาณ 100 กิโลแคลอร/วนั อาหาร
ทีสําคัญทีสดุ คือ นานมแม่
25
ตารางที 2.1 พลังงานทีควรได้รบั จากอาหารทีบรโภคต่อวันสําหรบั วัยทารก
อายุ นาหนัก ความต้องการ พลังงาน ปรมาณ
นานมแม่
(เดือน) (kg) พลังงาน (kcal/day) (ml/day)
(kcal/day) จากนานม จากอาหาร 670
580
ชาย หญิง ชาย หญงิ แม่
ชาย หญิง
0-5 5.7 5.3 490 460 ขึนกับปรมาณนานมแม่
6-11 8.7 8.0 680 610 400 280 210
2) โปรตีน ต้องการโปรตีนคิดต่อนาหนักตัวสูงกว่าผู้ใหญ่ เนืองจากต้องใชใ้ นการเจรญเติบโต และ
ซอ่ มแซมส่วนทีสึกหรอ การขาดโปรตีนทําให้เติบโตชา้ โปรตีนในนานมแม่มีคุณภาพดี ย่อยดูดซมึ ได้ง่าย มี
ภูมิคุ้มกันชนิด alpha-lactalbumin ไม่มี betalactoglobuline ทําให้ทารกไม่เกิดโรคภูมิแพ้ แม้จะมีน้อย
กวา่ ในนมวัวทียังไมไ่ ด้ดัดแปลงสําหรบั ทารก
ตารางที 2.2 ปรมาณโปรตีนทีควรได้รบั จากรอาหารทีบรโภคต่อวันสําหรบั วัยทารก
อายุ (เดือน) นาหนัก (kg) ความต้องการโปรตีน (g/kg/day) โปรตีนทีควรได้รบั (g/day)
ชาย หญิง ชาย หญงิ ชาย หญงิ
0-5 5.7 5.3 ปรมาณโปรตีนในนานมแม่ ปรมาณโปรตีนในนานมแม่
6-11 8.7 8.0 1.5 1.5 13.1 12.0
3) คารโ์ บไฮเดรตและไขมัน คารโ์ บไฮเดรตเปนแหล่งให้พลงั งานทารกอายุ 0-5 เดือน ต้องการ
วันละประมาณรอ้ ยละ 40 ของพลงั งานทีได้รบั ทงั หมดจากแลก็ โทสในนานม และอายุ 6-11 เดือนต้องการวัน
ละประมาณรอ้ ยละ 45-65 ของพลงั งานทีได้รบั ทังหมดจากนานมและอาหารจาํ พวก ขา้ ว แปง และผลไม้ ส่วน
ไขมันนันสําคัญสําหรบั การพัฒนาระบบประสาทส่วนกลาง ในนานมแม่มีปรมาณไขมันเท่ากับสัดส่วนของ
ไขมนั ทที ารกต้องการ ทารกอายุ 0-5 เดือน ต้องการไขมันรอ้ ยละ 50 ของพลงั งานทังวนั และทารกอายุ 6-11
เดือนต้องการไขมันรอ้ ยละ 40 ของพลงั งานทังวนั
4) นา ปรมาณนาในรา่ งกายของทารกมีประมาณรอ้ ยละ 75-80 ของนาหนักตัว ทารกต้องการนา
1.5 มิลลิลิตร/กิโลแคลอรหรอ 150 มิลลิลติ ร/กิโลกรมั /วัน ทารกอายุ 0-6 เดือน ไม่จาํ เปนต้องได้รบั นาเสรม
เนืองจากนานมแม่ให้ปรมาณนาเพียงพอกับความต้องการ และทารกอายุ 6-11 เดือน ต้องการนา 800
มิลลิลิตร/วนั
5) วตามินและเกลือแร่ ทารกทีได้รบั นานมแม่และนมผสมอย่างถกู สัดส่วนจะได้วตามินและเกลอื แร่
เพียงพอ เกลือแรจ่ าํ เปนสําหรบั การเจรญเติบโตและพัฒนาการจึงมีความจําเปนทีต้องได้รบั เสรม เช่น
วตามิน D ชว่ ยดูดซมึ แคลเซยี ม สรา้ งกระดูก วตามิน K ชว่ ยในการสรา้ ง prothrombin ทําให้เลือดแข็งตัว
วตามิน B12 ช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์และการทํางานของโฟเลทเหล็ก จาํ เปนในการเจรญเติบโตและ
พฒั นาการของทารก ถ้าขาดธาตุเหลก็ ทารกจะเกิดภาวะซดี ได้ และฟลูออไรด์ สําหรบั การสรา้ งฟน
6) นม เปนอาหารทีดีทีสุดสําหรบั ทารก แบง่ ออกเปนนมแมแ่ ละนมผสม
- นมแม่ (การเลียงลกู ด้วยนมแม่) ให้พลังงาน 20 กิโลแคลอรต่อออนซ์ ประกอบด้วยนา
26
รอ้ ยละ 87 ทีเหลอื เปนส่วนทีให้พลงั งาน วตามิน เกลือแร่ และส่วนของสารทีเกียวข้องกับการปกปองรา่ งกาย
21-22 มีลักษณะ 1) หัวนานม (colostrum) เปนนานมเหลือง มีโปรตีนสูง ไขมันตา มีภูมิต้านทานสูงและมี
growth factor พบ 1-5 วันหลังคลอด 2) นานมใส (transitional milk) 5-14 วันหลังคลอด ใสขึน 3)
นานมขาว (mature milk) มากกว่า 14 วันหลังคลอด สีขาว 4) นานมส่วนหน้า (fore milk) ใส มีไขมันตา
และ 5) นานมส่วนหลัง (hind milk) ข้น มีไขมนั มากสุด
การเก็บรกั ษานมแม่ ให้เก็บในภาชนะปด อยู่ในตู้เย็น < 4 องศา ในชอ่ งธรรมดาได้ 3-5 วัน
และชอ่ งแชแ่ ข็ง 2 สัปดาห์ (ตู้เย็นประตูเดียว) 3 เดือน (ตู้เย็นสองประตู) และ 6-12 เดือนทีอุณหภูมิ ≤ -19
องศา ละลายนอกตู้เย็นในนาอุ่น แชใ่ นตู้เยน็ ได้นาน 4 ชวั โมง ไม่ควรแชแ่ ข็งอีก ควรปอนนมด้วยถ้วยแก้วที
ต้มในนาเดือด 10 นาที
ประโยชน์ของการเลียงลกู ด้วยนมมารดา แบ่งออกเปน 2 ด้าน 1) ด้านลูก คือ ได้สารอาหาร
ทีมีคุณค่าครบถ้วน ลดโอกาสการเจบ็ ปวย ลดความเสียงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ส่งเสรมพฒั นาการทางสมอง
และสติปญญา 2) ด้านมารดา ลดอัตราเสียงต่อการตกเลอื ดหลังคลอด ชว่ ยให้มดลกู เขา้ อู่เรว็ รูปรา่ งของแม่
จะกลบั เข้าสสู่ ภาพเดิมได้เรว็ ชว่ ยคุมกาํ เนดิ ทางอ้อม ชว่ ยให้แมเ่ กิดความรสู้ ึกว่าได้ทําหน้าทแี ม่อย่างสมบูรณ์
มีความสะดวกในการให้ลูกได้ดูดนมตามความต้องการ มีโอกาสพักขณะให้นมลูก ชว่ ยประหยัดค่าใชจ้ า่ ยใน
การให้นมผสม และค่าใชจ้ า่ ยในการดูแลลกู ทีเจบ็ ปวย
- นมผสม มีหลายสูตร ได้แก่ 1) สูตรมาตรฐาน มีการควบคมุ ปรมาณสารอาหารให้ใกลเ้ คยี ง
นานมแม่ นมวัวเปนหลัก ให้พลังงานเทา่ นานมแม่ เชน่ สูตรถัวเหลือง ในทารกแพโ้ ปรตีน และสูตรโปรตีนถูก
ย่อย สําหรบั ทารกทีแพ้โปรตีน 2) สูตรสําหรบั ทารกคลอดก่อนกําหนด เหมาะกับทารกทีคลอดก่อน 37
สัปดาห์ ให้พลังงาน 22-24 กิโลแคลอร/ออนซ์ และ 3) สูตรต่อเนือง เหมาะกับทารกอายุ 6 เดือนถึง 3 ป
ปรมาณสารอาหารต่างๆ อยูร่ ะหว่างนมวัวทียงั ไม่ดัดแปลงมโี ปรตีน คารโ์ บไฮเดรตสูง ไขมนั ตา
การคํานวณจํานวนนมและนา ใช้ช้อนในกระปองตวงนม 1 ช้อน (4-5 กรมั ) ต่อนาสุก 1
ออนซ์ โดยทีนมผสมชนิดธรรมดา (infant formula: IF) จะให้พลังงาน 20 กิโลแคลอร/ออนซแ์ ละนมผสม
สําหรับทารกแรกเกิดคลอดก่อนกําหนด (preterm infant formula: PF) จะให้พลังงาน 22-24 กิโล
แคลอร/ออนซ์ เชน่ ทารกอายุ 1 เดือน คลอดครบกําหนด นาหนัก 3600 กรมั ต้องการพลังงาน 360 กิโล
แคลอร (100 กิโลแคลอร/กิโลกรมั /วัน) แบ่งให้วันละ 6 มือ แต่ละมือทารกจะได้พลังงาน 60 กิโลแคลอร
หรอ 3 ออนซ์ (นม IF 1 ออนซ์ = 20 กิโลแคลอร) ดังนัน การเตรยมนม คือ เตรยมนมผสม 3 ชอ้ น เติมนาให้
ครบ 3 ออนซ์ (นมผสม 1 ชอ้ นต่อนา 1 ออนซ,์ 1 ออนซ์ = 30 มิลลิลิตร) ทารกจะได้นา 18 ออนซ/์ วัน (540
มลิ ลลิ ติ ร/วนั หรอ 150 มลิ ลิลติ ร/กิโลกรมั )
ความต้องการสารอาหารของทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนคาํ นวณจากปรมาณนานมแม่ทีทารก
ได้รบั ในแมป่ กติจะมีนานมประมาณ 850 มิลลลิ ิตร/วัน
ตารางที 2.3 ปรมาณนมและจาํ นวนมือสําหรบั วยั ทารก
อายุ จาํ นวนมือนม (มือ) ปรมาณนม (ออนซ์)
แรกเกิด – 1 สัปดาห์ 6-10 1-3
1 สัปดาห์ – 1 เดือน 7-8 2-4
1 เดือน – 3 เดือน 5-7 4-6
3 เดือน – 6 เดือน 4-5 6-7
6 เดือน – 9 เดือน 3-4 7-8
10 เดือน – 12 เดือน 3 7-8
27
2.1.2 วัยเด็กและวัยรุน่ (อายุ 1 -18 ป)
1) พลังงานและโปรตีน เด็กแต่ละคนมคี วามต้องการพลงั งานต่างกันขึนกับพลังงานพืนฐาน (basal
metabolism) กิจกรรมการใชแ้ รง (physical activity) ในเด็กอายุ 1-3 ป ต้องการพลังงาน 1000 กิโล
แคลอรวัน เมือเข้าสู่วัยรุน่ ความต้องการพลังงานสูงขึนเท่าตัว ควรได้รบั โปรตีนในปรมาณรอ้ ยละ 10-15 ของ
พลังงานทังหมดทีได้รบั ต่อวัน สามารถคํานวณพลงั งานไม่ขึนกับเพศสามารถใชส้ ูตร Holiday and Segar
(1957) ได้ดังนี
0 -10 kg = 100 kcal/kg
10-20 kg = 1000 kcal + 50 kcal/kg for each kg over 10 kg
20 kg and up = 1500 kcal + 20 kcal/kg for each kg over 20 kcal
หรอ 10 กิโลกรมั แรก = 100 kcal/kg
10 กิโลกรมั ต่อมา = 50 kcal/kg
นาหนักทีเหลอื = 20 kcal/kg
ตัวอยา่ ง เด็กหญงิ นาหนกั 9 กิโลกรมั ควรได้รบั พลงั งาน = 9 x 100 = 900 kcal/day
เด็กชายนาหนัก 25 กิโลกรมั ควรได้รบั พลงั งาน = [1500 + (20 x 5)]
หรอ = (10 x 100) + (10 X 50) + (5 x 20)
= 1600 kcal/day
2) คารโ์ บไฮเดรต ควรจะได้รบั รอ้ ยละ 55-65 ของพลังงานทังหมดทีได้รบั ต่อวัน และคารโ์ บไฮเดรต
ทีมาจากนาตาลและอาหารทีมีนาตาลตามธรรมชาติไมค่ วรเกินรอ้ ยละ 25 ของพลงั งานทังหมดทีได้รบั ต่อวัน
3) ไขมัน เด็กอายุ 1-3 ป ควรได้รบั ปรมาณไขมนั รอ้ ยละ 30-40 และอายุ 4-8 ปควรได้รบั ปรมาณ
ไขมันรอ้ ยละ 25-35 ของพลังงานทังหมดทไี ด้รบั ต่อวนั
4) นา ประเมินจากความต้องการพลังงานของเด็ก โดยกําหนดให้นาทีควรได้รบั คือ 100-150
มิลลิลิตรต่อ 100 กิโลแคลอรของพลังงานทีได้รบั ต่อวัน เช่น เด็กอายุ 1-3 ป ควรได้รบั นา 1,000-1,500
มิลลิลติ รต่อวนั อายุ 4-5 ป ควรได้รบั นา 1,300-1,950 มลิ ลลิ ติ รต่อวัน และอายุ 6-8 ป ควรได้รบั นา 1,400-
2,100 มลิ ลิลติ รต่อวนั เปนต้น
5) วตามินและเกลือแร่ วตามนิ และเกลอื แรท่ ีสําคัญในเด็ก เหล็ก เด็กอายุ 1-3 ป ต้องการ 7
มิลลกิ รมั /วัน อายุ 4-8 ปต้องการ 10 มลิ ลกิ รมั /วนั อายุ 9-12 ปต้องการ 24 มลิ ลิกรมั /วนั ในเพศหญิงและ 15
มิลลิกรมั /วันในเพศชาย ควรจาํ กัดนมวันละ 3-4 แก้วในเด็กอายุ 1-3 ป วันละ 2-3 แก้ว ในเด็กอายุ 4-12 ป
ให้เพิมเหล็กจากอาหาร เช่น เนือสัตว์ ถัว ปลา ขนมปง หรอธญั พืชทีเสรมเหล็ก เนืองจากการขาดเหล็กจะ
ส่งผลต่อการเจรญเติบโต และการได้รบั สังกะสี วตามนิ ดี และวตามินอนี ้อย ส่วนเด็กอายุ 1-3 ป ควรได้รบั นม
ไขมันตา (low fat) และอาหารมีไขมันน้อย จดั อาหารให้มีไขมันรอ้ ยละ 30 ของพลังงาน และในเด็กอายุไม่
เกิน 6 ป ควรให้นมไขมันเต็มและวตามนิ จากไข่ ปลา เนือสัตว์ ถัวเมลด็ แห้ง ผกั ใบเขยี ว
28
2.2 การดูแลเด็กแต่ละวยั ที มีปญหาโภชนาการ
2.2.1 การประเมินภาวะโภชนาการ
จากการประเมินการเจรญเติบโตด้วยการวัดค่าพารามเิ ตอรต์ ่างๆนัน ได้แก่ นาหนัก ส่วนสูง
เปนต้น รว่ มกับการใชก้ ราฟเกณฑ์อา้ งองิ การเจรญเติบโตตามวัยของเด็กชายและเด็กหญิง ดังนี
2.2.1.1 นาหนักตามเกณฑอ์ ายุ (weight for age: W/A)
บ่งบอกภาวะโภชนาการและการเจรญเติบโตตังแต่อดีตจนถึงปจจุบนั นาหนักจะ
เปลียนแปลงได้ง่ายจากการขาดสารอาหารหรอการเจบ็ ปวยระยะสัน
คํานวณจาก
เปอรเ์ ซน็ ต์นาหนักตามเกณฑ์อายุ (%W/A) = นาหนกั จรง (กโิ ลกรมั ) ทีอายุเท่ากนั x 100
คา่ นาหนกั อ้างองิ ทเี ปอรเ์ ซนไทลท์ ี
แบง่ ระยะความรนุ แรงของการขาดสารอาหารของโกเมซ จากเปอรเ์ ซน็ ต์นาหนักตามเกณฑ์อายุ ดัง
แสดงในตารางที 2.4
ตารางที 2.4 การแบ่งระยะความรุนแรงของการขาดสารอาหารของโกเมซ (Gomez’s classification
of nutrition status)
เปอรเ์ ซน็ ต์นาหนักตามเกณฑ์อายุ ระดับภาวะโภชนาการ
(%W/A) (nutrition status )
91-100 ปกติ (normal)
76-90 ขาดสารอาหารระดับ 1 (first degree)
61-75 ขาดสารอาหารระดับ 2 (second degree)
น้อยกว่า 60 ขาดสารอาหารระดับ 3 (third degree)
2.2.1.2 ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ (height for age: H/A) ส่วนสูงจะไม่เปลียนแปลงหาก
ขาดสารอาหารระยะสัน หากขาดสารอาหารหรอเจบ็ ปวยเรอรงั เปนระยะเวลานาน ส่วนสูงจะไม่เพิมขนึ (แต่จะ
ไมล่ ดลง) คาํ นวณจาก
เปอรเ์ ซน็ ต์ส่วนสูงตามเกณฑอ์ ายุ (% H/A) = ส่วนสูงจรง (เซนติเมตร) x 100
ค่าส่วนสูงอา้ งอิงทเี ปอรเ์ ซนไทลท์ ี ทอี ายุเทา่ กัน
2.2.1.3 นาหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง (weight for height: W/H) ถ้าน้อยแสดงว่ากําลงั
ขาดสารอาหารในขณะนีหรอเปนมาไม่นาน ในเด็กอายุมากกว่า 1 ป นิยมใชป้ ระเมินภาวะโภชนาการมากกว่า
นาหนักตามเกณฑ์อายุ คาํ นวณจาก
เปอรเ์ ซน็ ต์นาหนักตามเกณฑส์ ่วนสูง (% W/H) = นาหนักจรง (กโิ ลกรมั ) x 100
คา่ นาหนักอ้างอิงทีเปอรเ์ ซนไทล์ที ทคี วามสูงเทา่ กัน
แบ่งระยะความรุนแรงของการขาดสารอาหารของวอเตอรโ์ ลว์จากเปอรเ์ ซน็ ต์ของส่วนสูงตามเกณฑ์
อายุและนาหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง ดังนี
29
ตารางที 2.5 การแบง่ ระดับความรุนแรงของการขาดสารอาหารของวอเตอรโ์ ลว์ (Waterlow’s
classification)
ดัชนี ระดับการขาดสารอาหาร
ปกติ ระยะแรก ปานกลาง รุนแรง
(normal) (mild) (moderate) (severe)
% Height for age 95-100 90-94 85-89 น้อยกว่า 85
(Stunting: chronic)
% Weight for height 90-100 80-89 70-79 น้อยกว่า 70
(Wasting: acute)
2.2.1.4 ค่าดัชนีมวลกาย (body mass index: BMI) เปนความสัมพันธก์ ับปรมาณ
ไขมันในรา่ งกาย สามารถบ่งบอกภาวะโภชนาการ ในเด็กอายุมากกว่าหรอเท่ากับ 2 ป และเด็กวัยรุน่ ทีมีการ
เปลียนแปลงทางเพศและมกี ารเจรญเติบโตผ่านพ้นชว่ งทีมีความสูงเพิมขึนอย่างรวดเรว็ ไปแล้ว สามารถใช้
ดัชนมี วลกายสากลมาประเมนิ รว่ มกับการประเมนิ จากกราฟมาตรฐานการเจรญเติบโตได้ จาก
ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) = นาหนัก (กิโลกรมั )
ส่วนสูง (เมตร)
ใชเ้ กณฑอ์ า้ งอิงของ WHO หรอ CDC (เอกสารประกอบเพิมเติม) และเปรยบเทยี บค่าดัชนีมวลกายทีคาํ นวณ
ได้เปรยบเทยี บกับกราฟดัชนีมลลกายตามอายุ (BMI for age) ได้แก่ BMI น้อยกว่า 16 (นาหนักน้อยรุนแรง)
น้อยกว่า 18.5 (นาหนักน้อย) ระหว่าง 18.5-24.9 (นาหนักปกติ) ระหว่าง 25-29.9 (เรมอ้วน) และมากกว่า
30 (อ้วน)
2.2.1.5 การวัดความหนาของชันใต้ผิวหนัง (skinfold thickness: SFT) เปนการวัด
ปรมาณไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ประมาณรอ้ ยละ 50 ของไขมนั ทังหมดของรา่ งกาย สามารถ
ใช้บ่งบอกภาวะโภชนาการได้ วธีการวัดคือ วัดบรเวณ triceps, biceps. Lilac crest, subscapular,
suprailiac, หน้าท้อง และบรเวณมุมล่างของกระดูกสะบัก การวัดบรเวณกล้ามเนือ triceps จุดทีวัดคือ
กึงกลางของต้นแขนซา้ ยด้านหลังทีห้อยตามสบาย โดยใช้เครองมือ Harpenden calipers โดยวัดอย่าง
น้อย 2 ครงั ต่อ 1 ด้าน (ซา้ ย-ขวา) แล้วนาํ ค่าทีได้มาเปรยบเทยี บกับค่าอ้างอิงตามเกณฑ์อายุ การแปลผล หาก
ค่า SFT มากกว่าเปอรเ์ ซนไทล์ที 97 บ่งบอกภวะอ้วนได้ดีกว่า % weight for age และ % weight for
height
2.2.2 ปญหาภาวะโภชนาการและการดูแล
ภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition)27 เปนภาวะโภชนาการทีผิดปกติ รวมทังภาวะขาด
สารอาหาร (undernutrition) และภาวะโภชนาการเกิน (overnutrition) สําหรบั ภาวะขาดสารอาหาร
ครอบคลุมภาวะนาหนักน้อย (underweight) เตีย (stunting) ผอม (wasting) และการขาดจุลโภชนะ
(micronutrient deficiencies) ในทางคลินิกภาวะทุพโภชนาการ หมายถึง ภาวะขาดพลังงานและโปรตีน
(protein-energy malnutrition: PEM) อย่างเดียว ประเมินภาวะโภชนาการจากการชงั นาหนักและส่วนสูง
แลว้ นาํ มาเปรยบเทยี บกับกราฟอ้างองิ การเจรญเติบโตของเด็ก ปญหาโภชนาการทีพบบอ่ ยในเด็ก มีดังนี
30
2.2.2.1 ภาวะขาดพลังงานและโปรตีน (protein-energy malnutrition: PEM)
สาเหตุ จากการทีทารกได้รบั สารอาหารไม่เพียงพอ ขาดความรูใ้ นการให้อาหารทารกและเด็ก
สภาพแวดล้อมไม่ถูกสุขลักษณะ และปจจัยอืนๆ เชน่ การเลียงดู ความเชอื ของบิดามารดา ความเจบ็ ปวย
เปนต้น
อาการทางคลินิก ได้แก่ ภาวะขาดสารอาหารโปรตีน (kwashiorkor) ภาวะขาดสารอาหารโปรตีน
และพลังงาน (marasmus) และภาวะขาดสารอาหารโปรตีนและพลังงานเปนระยะเวลานาน(marasmus-
kwashiorkor) ซึง 1) การขาดสารอาหารระดับ 1 ไม่พบความผิดปกติใดนอกจากนาหนักน้อยกว่าเกณฑ์
เท่านัน 2) การขาดสารอาหารระดับ 2 พบว่าเด็กโตชา้ ติดเชอื ซดี พฒั นาการชา้ และ 3) การขาดอาหารระดับ
3 พบภาวะ marasmus-kwashiorkor ส่วนภาวะแทรกซ้อนทีสําคัญคือ เด็กจะมีภูมิคุ้มกันตา ติดเชือง่าย
หรอมีอาการติดเชอื รุนแรง
ตารางที 2.6 แสดงลักษณะอาการของผู้ป วย Kwashiorkor และ Marasmus
ลกั ษณะ Kwashiorkor Marasmus
อายุ มากกวา่ 1 ป น้อยกว่า 1 ป
บวม ปลายเทา้ บางครงั บวมทีหน้าและทังตัว ไมบ่ วม
ผอมแห้ง ไม่ชดั เจน อาจสญู เสียไขมันไปบ้าง หนังหุ้มกระดูก แก้มและขมบั ตอบ
(loss of fat pads)
กลา้ มเนือลบี บางครงั รนุ แรง
นาหนัก นาหนักน้อยแต่ไมเ่ ตีย นาหนักนอ้ ยกวา่ ปกติ
อารมณ์ ซมึ เศรา้ หงุดหงด ชดั เจน ไมม่ ี
ความอยากอาหาร เบืออาหารชดั เจน ปกติ
ผวิ หนัง บางและแตกเปนแผลสีกะดํากะด่าง เหียวยน่
เส้นผม บาง สีซดี เปราะ และรว่ ง มสี ่วนสีอ่อน อาจเปลียนแปลงได้
สลับกับสีเข้ม (flag sign)
หนา้ กลมเปนพระจนั ทร์ พบได้บอ่ ย ไม่มี
ตับ ตับโต ไขมนั สะสมมาก ปกติหรอลีบ
Albumin ตา ปกติหรอตาเล็กนอ้ ย
Amino acid สูง ปกติ
Urea ตา ปกติหรอตาเล็กน้อย
Hydroxyproline ตา ตา
ซดี พบบ่อย ขาดเหล็กและโฟเลท อาจพบได้
การวนิจฉัย จากการประเมินภาวะโภชนาการจากเปอรเ์ ซน็ ต์นาหนักตามเกณฑอ์ ายุ (%W/A) สําหรบั
ในประเทศไทย ใชเ้ กณฑข์ องโกเมซ