The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ต้นแบบการผลิตตำราการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hathaichanok2nitikul, 2022-06-14 04:12:41

การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น Version 1

ต้นแบบการผลิตตำราการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

Keywords: การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

181

อาการและอาการแสดง
สําลักหรอไอ และเขียวขณะรบั นม ทารกมีภาวะสูดสําลักทําให้เสียงต่อการเกิด Aspirate
pneumonia มีนาลายมากเนืองจากหลอดอาหารอดุ ตัน ไม่สามารถใส่สายยางให้อาหาร (Orogastric tube :
OG tube) ลงกระเพาะอาหารได้
การวนิจฉัย
ในกรณีทีสงสัยว่าทารกมี TEF/EA พบว่าไม่สามารถใส่สาย OG-tube ได้ลึกเกิน 8-10 cm
แสดงวา่ น่าจะมีการอุดกันของหลอดอาหาร และเมือนําไป X-ray ดูตําแหน่งของ OG-tube จะพบสายยางให้
อาหารขดอยู่ระหว่างคอและทรวงอก และประเมิน bowel gas ถ้าพบลมในทางเดินอาหารตังแต่กระเพาะ
อาหารลงไปแสดงว่าเปนรปู แบบ C แต่ถา้ ไม่พบเงาของลมในทางเดินอาหารแสดงว่าเปนรูปแบบ A
การรกั ษา
เพือพจิ ารณาความพรอ้ มในการผา่ ตัด จึงแบง่ ทารกออกเปน 3 กลุ่ม ดังนี
กลุ่ม A ทารกทีมนี าหนักมากกวา่ 2,500 กรมั ไม่มปี อดบวมและความพิการรว่ มทีรุนแรง
กลุ่ม B ทารกทีมีนาหนักระหว่าง 2,000-2,500 กรมั ทีไม่มีปอดบวมและความพิการรว่ มที
รนุ แรง (B1) หรอนาหนักมกกว่า 2,500 กรมั และมีภาวะปอดบวมทีไม่รุนแรง (B2)
กลุ่ม C ทารกทีมนี าหนักตากว่า 2,000 กรมั ทีไม่มปี อดบวมและความพิการรว่ มทีรุนแรง หรอ
นาหนักมากกว่า 2,000 กรมั แต่มปี อดบวมและความพิการรว่ มทีรุนแรง
หลักการผ่าตัดรกั ษามี 3 แนวทาง ได้แก่
1) Immediate primary repair มกั ทําในกลุ่ม A หรอ B 1 ทําการผ่าตัดและเยบ็ ปด fistula
ก่อน แล้วจงึ นําปลายหลอดอาหารทีตันมาต่อกัน มกั ทําใน 24-48 ชวั โมง
2) Delayed primary repair มกั ทาํ ในกลมุ่ B2 และ C กลมุ่ นถี ้าผา่ ตัดหลอดอาหารเลยจะมี
อันตรายสูง จึงมักทํา gastrostomy เพือระบายของเหลวจากกระเพาะอาหารไม่ให้ไหลย้อนเข้าปอด ปลาย
หลอดอาหารส่วนบนจะได้รบั การดูดนาลายออกตลอดเวลา ให้ยาปฏิชวี นะ ให้อาหารทางหลดเลอื ด รอจนสภาพ
รา่ งกายพรอ้ ม ซงึ มกั ทาํ ใน 1-2 สัปดาห์
3) Staged repair มักใชก้ ับกลุ่ม C จะทําการผา่ ตัดเปนขนั ตอน เพือปองกันการไหลย้อนของ
ของเหลวจากกระเพาะอาหารเข้าปอด รกั ษาปญหาอืนๆให้เรยบรอ้ ยและรอสภาพทวั ไปให้ดีขึน จงึ ผ่าตัดหลอด
อาหารเขา้ ด้วยกนั
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
1) Gastroesophageal reflux อาหารหรอนมไหลย้อนลงจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร
2) Aspirated pneumonia จากการสําลกั เอาของเหลวหรอสิงคัดหลังในทางเดินอาหารเข้า
ทางเดินหายใจ
3) Esophageal stricture การตีบแคบบรเวณรอยต่อหลอดอาหาร เกิดจากการปองกัน
ไมใ่ ห้รอยต่อรวั หรอเลือดมาเลียงไม่ดี

การพยาบาลทารกภาวะหลอดอาหารตีบและหลอดอาหารเชื อมต่อหลอดลม
ระยะก่อนการผ่าตัด
1) ห้ามให้นมทางปาก ดูแลให้สารนาทางหลอดเลอื ดดําอยา่ งเพียงพอ
2) ใส่ OG-tube เหนือหลอดอาหารและต่อกับเครองดูดเสมหะให้มี pressure 30 cmH2O

ไว้ตลอดเพือดูด นาลายไม่ให้สําลักเข้าหลอดลม

182

3) จดั ทา่ นอนให้เหมาะสม
- type C จดั ท่านอนศีรษะสูง หรอนอนตะแคงในแนวราบเพือลดกรดไหลยอ้ นเข้าสู่หลอดลม
- type A จัดทา่ นอนศีรษะตา หรอตะแคงหนา้ เพือไมใ่ ห้สําลกั นาลายเข้าสู่หลอดลม
4) สังเกตอาการผิดปกติของการหายใจ อาการหายใจลาํ บาก เขยี ว หยดุ หายใจ
5) ดูแลให้ได้รบั ออกซเิ จนทีมีความชนื สูง
6) รกั ษาความอบอุ่นรา่ งกาย นาํ ทารกเขา้ ต้อู บ เพือชว่ ยลดภาวะหายใจลาํ บาก
7) ดูแลให้ได้รบั ยาปฏิชวี นะตามแผนการรกั ษา

ระยะหลังการผ่าตัด
1) สังเกตและบันทึกลักษณะการหายใจ สีผิว ถ้ามีอาการแสดงถึงภาวะหายใจลําบากให้
รายงานแพทย์
2) ดูดนาลายและเสมหะให้บอ่ ยๆอยา่ งนมุ่ นวลให้สายดูดเสมหะลกึ ไมเ่ กนิ กว่าทีแพทยก์ าํ หนด
3) ไมค่ วรเคาะปอดปอดหรอสันสะเทอื นบรเวณทรวงอกในระยะ 3 วนั แรกหลงั ผ่าตัด
4) จัดท่านอนตะแคงศีรษะเล็กน้อย และนอนยกศีรษะสูง 45-60 องศา ไม่ให้เงยหน้ามาก
เกินไป (hyperextension) โดยเปลยี นทา่ นอนทกุ 2 ชวั โมง
5) ดูแลไมใ่ ห้สาย OG tube ทีคาไว้หลุด ถ้าหลดุ ให้รบรายงานแพทยท์ ราบ
6) ดูแลให้สารนาและสารอาหารอยา่ งเพยี งพอ โดยให้ทางหลอดเลือดดําในระยะแรกๆ ต่อมา
จงึ ให้ทาง สายให้อาหาร เรมให้อาหารทางปากประมาณวันที 8-10 หลงั ผา่ ตัด ให้รว่ มกับการให้สายให้อาหารใน
ระยะแรก และพิจารณาให้ทางปากทังหมดประมาณปลายสัปดาห์ที 2-3 หลังการผา่ ตัด
7) ถ้าเรมให้นมทางสายให้อาหารต้องให้แบบชา้ ๆ ยกศีรษะสูง เมือเสรจ็ แล้วแขวนปลาย tube
อยู่ สูงกวา่ ลําตัวและเปดปลาย tube เอาไว้
8) ติดตามและประเมนิ อาการแทรกซอ้ นภายหลังผ่าตัด เชน่ เลือด สิงคัดหลงั จากแผลผ่าตัด
การติดเชอื อาเจยี น สัญญาณชพี เปลียนแปลง
9) ดูแลให้ได้รบั ออกซเิ จนทีมคี วามชนื สูง
10) รกั ษาความอบอ่นุ รา่ งกาย นาํ ทารกเข้าตู้อบ เพือชว่ ยลดภาวะหายใจลาํ บาก
11) ดูแลให้ได้รบั ยาปฏิชวี นะตามแผนการรกั ษา
ตัวอย่างขอ้ วนิจฉัยทางการพยาบาล
1) ภาวะโภชนาการไม่สมดลุ : น้อยกว่าความต้องการของรา่ งกายสําลักนมได้ง่าย เนืองจากการ
ดูดกลนื ไม่ดี
2) การกําจัดเสมหะในทางเดินหายใจไม่มีประสิทธิภาพเนืองจากสําลักนมได้ง่ายจากการ
ดูดกลนื ไมม่ ีประสิทธภิ าพ

6.2.1.3 การผิดรูปของทวารหนักและเรคตั ม (anorectal malformation)
เปนความพกิ ารแต่กาํ เนิดทีไม่มรี ทู วารหนกั เปดให้อจุ จาระขับออกจากรา่ งกาย (imperforate

anus) หรอมีรูทวารหนักแต่เปดผิดทีจากตําแหน่งปกติ หรอรูทวารหนักตีบแคบ บางรายมีเยือบางๆอย่เู หนือรู
ทวารหนัก

สาเหตุ
ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด บางรายมีสาเหตุจากปจจัยสิงแวดล้อมและยาทีมารดาได้รบั ใน
ระหวา่ งตังครรภ์

183

พยาธสิ รรภาพ
ในระยะระหว่างอายุครรภ์ 6 สัปดาห์ของตัวอ่อน ทางเดินอาหารส่วนปลาย ทางเดินปสสาวะ
และอวัยวะสืบพนั ธรุ์ วมกันเปนชอ่ งทางเดียวเรยกว่า cloaca ต่อมา urorectal septum เจรญและแบ่ง
cloaca ออกเปน 2 ส่วน คือ 1) ส่วนหน้าเปน urogenital sinus ซงึ จะเจรญต่อไปเปนทอ่ ปสสาวะ (urethra)
ในเพศชาย ดังนันเมอื มีความผิดปกติในขันตอนการสรา้ งเรคตัมและทวารหนักมีการพัฒนาไม่สมบรู ณ์ คือไม่
แยกกัน ก็มกั จะมีความผิดปกติของระบบทางเดินปสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ และฝเยบ็ ควบค่ไู ปด้วย
การจาํ แนกประเภทความผิดรูปของ anorectal malformation แบบ Wingspread
แบ่งความผิดรูปออกเปน 3 ระดับ โดยดูจากระดับเส้นขนานระหว่าง pc line เส้นสมมติทีลากผ่านกระดูก
coccyx และกระดูก pubis) และ I line (เส้นทีลากผ่านปลายกระดูกก้นกบ ischium)

ภาพที 6.4 ระดับเส้นขนานระหว่าง pc line เส้นสมมติทีลากผ่านกระดูก coccyx
และกระดูก pubis และ I line

(ทีมา https://lh3.googleusercontent.com/proxy/A0JL8KDv_9FClNaaagcr1JySqgF)

ตารางที 6.1 การจาํ แนกประเภทความผิดรปู ของ anorectal malformation

เพศหญิง เพศชาย

High type High type
1) Anorectal agenesis 1) Anorectal agenesis

- with rectal fistula - with rectoprostatic urethral fistula
- without fistula - without fistula
2. Rectal atresia 2. Rectal atresia
Intermediate type Intermediate type
1) Rectovestibular fistula 1) Rectobulbar urethal fistula
2) Rectovaginal fistula 2) Anal agenesis without fistula
3) Anal agenesis without fistula
Low type Low type
1) Anovestibula fistula 1) Anocutaneous fistula
2) Anocutaneous fistula 2) Anal stenosis
3) Anal stenosis
Cloacal Malformations Rare Malformation
Rare Malformation
ทีมา : พิสมยั อุบลศร, 2560 : 240

184

อาการและอาการแสดง
ความผดิ รูปของทวารหนักในเพศชายและเพศหญิงมีอาการและอาการแสดงแยกตามเพศ ดังนี

High type เปนความผิดรูปของทวารหนักโดยมีส่วนปลายสุดของลําไส้อยู่เหนือ pc line
(เสน้ สมมติทีลากผา่ นกระดูก coccyx และกระดูก pubis)

1) Anorectal agenesis
- without fistula คือ ส่วนของเรคตัมหายไปบางส่วน และทางเดินอาหารส่วนปลายไม่มีรู
เปดต่อกับอวยั วะใด อาการแสดงผปู้ วยถ่ายอุจจาระไมไ่ ด้
- with fistula คือ ส่วนของเรคตัมหายไปบางส่วน และส่วนทีเหลอื ต่อกับอวยั วะข้างเคียง
เพศชาย
rectoprostatic fistula คือ ส่วนของเรคตัมจะต่อกับท่อปสสาวะบรเวณ prostatic ผ้ปู วย
จะถา่ ยขีเทาและปสสาวะออกทางเดียวกัน
เพศหญงิ
มี rectovaginal fistula คือ ส่วนของเรคตัมจะต่อกับชอ่ งคลอด ผปู้ วยจะถ่ายขีเทาทางชอ่ ง
คลอด มีรูเปดทอ่ ปสสาวะและรูเปดชอ่ งคลอด แต่ไมม่ รี ทู วารหนัก
2) Rectal atresia ลักษณะรูทวารปกติ ส่วนของเรคตัมทีอยู่สูงขึนไปต่อกับทวารหนักทีตีบ
ตัน โดยส่วนทีตันอยเู่ หนอื เส้น P-C อาการแสดงผ้ปู วยจะไมถ่ ่ายขีเทา
Intermediate type ส่วนปลายสุดของลําไส้ ผ่านเข้ามาในแอ่งของ pelvic floor อยู่
ระหวา่ งเส้น pc (เส้นสมมติทีลากผา่ นกระดูก coccyx และกระดูก pubis) และ I (เส้นทีลากผ่านปลายกระดูก
ก้นกบ) แต่ยังไม่ถึงกลา้ มเนือหูรดู ชนั นอก
เพศชาย
1) Rectobulbar urethal fistula คือ ทวารหนักไม่มรี เู ปด ทวารหนักเปดออกทางทอ่
ปสสาวะตําแหนง่ bulbous ซงึ ตากวา่ ตําแหนง่ ทอ่ ปสสาวะ prostatic อันเปนรเู ปดของ rectoprostatic
fistula ผู้ปวยจะถ่ายขีเทาปนกับปสสาวะออกทางทอ่ ปสสาวะ
เพศหญงิ
1) rectovaginal fistula ความผดิ รูปจะเปดทชี อ่ งคลอดระดับตา โดยผปู้ วยถ่ายขีเทาทาง
ชอ่ งคลอด
2) Rectovestibular fistula รเู ปดทางเดินอาหารส่วนปลายทีตําแหนง่ เวสติบูล ผูป้ วยจะ
ถ่ายขีเทาใกลก้ ับชอ่ งคลอด
3) Anal agenesis without fistula รขู องทวารหนักปกติแต่ส่วนของเรคตัมหายไป ทางเดิน
อาหารส่วนปลายสุดไมต่ ่อกับอวยั วะใด และอยู่ตากว่า PC line ผปู้ วยจะถ่ายขีเทาไมไ่ ด้
Low type ส่วนปลายสุดของลําไส้ผา่ นเข้ามาตากว่าเส้น I จนถึงกล้ามเนือหูรูดชนั นอก
เพศชาย
1) anocutaneous fistula มีรูเปดของทวารหนักเปดออกทางฝเย็บ ผู้ปวยถ่ายขีเทาได้
ลาํ บาก
2) anal stenosis มรี ทู วารหนักขนาดเลก็ หรอตีบ ผปู้ วยอาจถ่ายขีเทาได้ลาํ บาก
เพศหญงิ
1) anocutaneous fistula รูทวารหนักจะเปดในตําแหนง่ บรเวณฝเย็บ
2) anal stenosis รูเปดของทวารหนักอยู่ตําแหน่งปกติ แต่รทู วารหนักตีบ

185

3) anovestibular fistula รูทวารหนักเปดบรเวณเวสติบูล ซึงเปนรูเปดภายนอกบรเวณ
vestibule เปนรเู ปดบรเวณเดียวกับรเู ปดของ rectovestibular fistula ซงึ เปนความผิดรูประดับกลางทารก
จะถ่ายขีเทาลําบาก

Cloacal malformation เปนความผิดรูปของทวารหนักทีมีทางเปดของท่อปสสาวะ ชอ่ ง
คลอดและทวารหนักเปนท่อเดียวกัน

Rare malformation เปนการตรวจพบทีไม่สามารถบอกได้ว่าเปนความผิดรูปของทวาร
หนักระดับใด

การวนิจฉัย
1) การตรวจรา่ งกาย พบว่าไม่มีรูทวารหนักหรอมีเพียงรอยบุ๋มหรอมีชอ่ งอุจจาระอยู่บรเวณ
perineum และมีขีเทาซมึ ออกมา หากเปนความผดิ รปู ทีมีทางติดต่อระหว่างเรคตัมและระบบทางเดินปสสาวะ
ทาํ ให้มีขีเทาปนออกมากับปสสาวะได้ มักมีอาการท้องอดื รว่ ม
2) การตรวจรงั สีวนิจฉัย (X-ray) ประเมินระดับของลําไส้ตรง โดยให้ทารกนอนควาและและ
หนนุ สะโพกงอเต็มทีและก้นโด่ง ทํามุม 30 องศา (prone-lateral cross table) แล้วถ่ายทา่ ด้านข้างลาํ ตัว
3) การตรวจด้วยคลืนความถีสูง (ultrasound) ตรวจดูการไหลเวยนเลอื ดและอวัยวะภายใน
4) การตรวจ CT scan ตรวจดกู ระดูก กลา้ มเนือและอวยั วะภายใน
5) การตรวจ MRI ตรวจหาความผิดปกติรว่ มของไขสันหลังและความผดิ ปกติของกลา้ มเนือใน
องุ้ เชงิ กราน
การรกั ษา
เปาหมายการรกั ษา คือ ผู้ปวยสามารถถ่ายอุจจาระ และกลันอุจจาระ ได้เปนปกติ หรอ
ใกลเ้ คยี งกบั ปกติใหม้ ากทีสุด วธกี ารรกั ษาแตกต่างกันตามชนดิ ของความผิดปกติ ดังนี
1) ความผดิ รูประดับตา มีวธกี ารรกั ษาได้ 3 วธี
- การถ่างขยายรูทวารหนัก (anal dilation) ใชโ้ ดยใชเ้ ครองมือ hegar-dilator เบอร์ 9-10
แนะนําให้บิดามารดาทําการถ่างขยายอย่างต่อเนือง โดยค่อยๆเพิมขนาดของเครองมือจนถึงเบอรท์ ีเหมาะสม
กับอายขุ องเด็ก ซงึ ใชร้ ะยะเวลา 6 เดือน- 1 ป
- การผา่ เอาเยือหุ้มบรเวณทวารหนักออก (anal membrane)
- การผ่าตัดตกแต่งรทู วารหนัก (anoplasty)
2) ความผิดรูประดับกลางและสูง เรมจากการทํา colostomy เพือระบายอุจจาระ (โดยเด็ก
จะต้องรอการผ่าตัดตกแต่งทวารหนักนานประมาณ 6-12 เดือน) จงึ ทําการตกแต่งทวารหนักแบบ posterior
sagittal anorectoplasty (PSARP) โดยยังคง colostomy ไว้ก่อนจนกว่าแผลจะดีขึน ภายหลังการผ่าตัด
PSARP 2 สัปดาห์แพทย์จะเรมทําการถ่างขยายรทู วารหนกั หลงั จากนีประมาณ 2-3 เดือน แพทยจ์ ะทําการปด
Colostomy ผู้ปวยจะสามารถถ่ายอุจจาระทางทวารหนักได้เปนปกติ แต่ต้องทําการถ่างขยายรูทวารหนัก
ต่อเนืองไปจนถึง 6 เดือน
3) ปจจุบันมีการผ่าตัดผ่านการส่องกลอ้ งเข้าทางทวารหนัก (Laparoscopically assisted
anorectal pull-through) สามารถรกั ษาความผิดรูปของทวารหนักระดับตา กลางและสูงเพยี งขันตอนเดียว
โดยไมผ่ า่ ตัดเปด colostomy

186

การพยาบาลทารกทีมีการผิดรปู ของทวารหนักและเรคตั ม
ระยะก่อนผา่ ตัด
1) สังเกตอาการท้องอดื แนน่ ท้อง อาเจยี น ปวดทอ้ ง
2) จดั ท่าศรี ษะสูง เพือให้สุขสบายลดอาการอึดอัดแนน่ ท้อง
3) ใส่สาย OG tube เพือชว่ ยบรรเทาอาการทอ้ งอืด
4) งดนมตามแผนการรกั ษา เพือปองกันการสําลักเข้าสู่ปอดขณะได้รบั ยาระงับความรสู้ ึก
5) ดูแลให้ได้รบั สารนาทางหลอดเลือดดําตามแผนการรกั ษา
6) บันทึกสัญญาณชพี หากมคี วามผิดปกติให้รบรายงานแพทย์
7) เตรยมผลการตรวจปฏิบัติการ CBC, ปสสาวะ เพือประเมินความพรอ้ มของรา่ งกายก่อน
ผ่าตัดว่าไม่มกี ารติดเชอื ในระบบใดของรา่ งกาย
8) เตรยมความสะอาดผิวหนังบรเวณทีจะผา่ ตัด
9) ตรวจความสมบรู ณ์ของใบอนญุ าตรบั การผา่ ตัดรกั ษา บดิ ามารดาเซน็ ใบอนญุ าตเรยบรอ้ ย
10) ให้ความรูค้ ําแนะนําบิดามารดา เรองการเตรยมความพรอ้ มรา่ งกายผู้ปวยเพือรบั การ
ผ่าตัด
ระยะหลังผ่าตัด
1) ดูแลทําความสะอาดแผลผา่ ตัดบรเวณทวารหนักด้วยนายาปฏิชวี นะแล้วทายา antibiotic
ointment ตามแผนการรกั ษา
2) สังเกตอาการติดเชือแผลผ่าตัดตกแต่งทวารหนัก เช่น อาการบวมแดง มีสิงคัดหลัง
ทอ้ งอืด ปวดท้อง อาเจยี น มีไข้
3) ดูแลให้ได้รบั ยาปฏิชวี นะทางหลอดเลือดดําตามแผนการรกั ษา
4) ดูแลทําความสะอาดผิวหนังรอบๆทวารหนักด้วยนาอุ่นและซับให้แห้ง ระวังมิให้เปยกชนื
เปนผืนหรอเปอยแดง
5) ดูแลทาครมทีมีส่วนผสมของ Vitamin A, D, Aloe, Neomycin ตามแผนการรกั ษา ใน
กรณีทผี ู้ปวยมรี ทู วารหนักเปอยแดง
6) ใช้สารหล่อลืนบรเวณปลาย hegar metal dilators ในการขยายรูทวารหนัก พรอ้ มทัง
สังเกตเลอื ดและการอักเสบของทวารหนัก
7) ใช้ผ้าก๊อซวางไว้ทีปลายองคชาติเพือตรวจว่าผู้ปวยถ่ายขีเทาออกทางท่อปสสาวะหรอไม่
ภายหลงั การผา่ ตัดตกแต่งทวารหนัก
8) ไม่กางขา หรอจัดท่านัง ในเด็กเล็กจะต้องผูกขาทังสองข้าง และคลายผ้าผูกยึดทุก 1-2
ชวั โมง ในระยะหลังผา่ ตัด 7-10 วัน เพือปองกันแผลผ่าตัดทวารหนักแยก
9) งดวดั ปรอททางทวารหนัก จนกระทังแผลทางทวารหนักหายดีอยา่ งนอ้ ย 7 วัน
10) เมืออายุ 18-24 เดือน ฝกให้ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2 ครงั สังเกตอาการ
ทอ้ งผูก และรบั ประทานอาหารทีมีกากใย
ให้คาํ แนะนําแก่บิดามารดาเมื อกลับบ้านดังนี
1) ทําการถ่างขยายทวารหนักอย่างสมาเสมอ ใชเ้ วลาในการถ่างขยาย 6 เดือน- 1 ป

187

2) แนะนําวธเี หลาแท่งเทียนไขทีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าเครองมือขยายรูทวารหนัก
และทําความสะอาดแทง่ เทียนด้วยนาสบู่ เพือขจดั คราบอุจจาระและผึงให้แห้ง

3) ทาํ ความสะอาดแผลบรเวณทวารหนักให้แห้ง พรอ้ มทังประเมินการอักเสบติดเชอื
4) แชท่ วารหนักด้วยนาอุ่น (Warm sitz bath) หลังการผ่าตัดวันที 3-4 ซงึ แพทยใ์ ห้เอาสาย
สวนปสสาวะออกแล้ว) เพือเพิมการไหลเวยนเลือดบรเวณแผลผ่าตัดและลดอาการอักเสบ บวมแดง
5) สงั เกตอาการตีบแคบของทวารหนัก เชน่ อจุ จาระก้อนเล็กลง ท้องอดื ถ่ายไมอ่ อก
6) การดูแล colostomy ดังนี
- ใช้ NSS เช็ดทําความสะอาดทวารเทียม (dry dressing) ด้วยเทคนิคปราศจากเชือ ในระยะ 7 วัน
แรกหลังการผ่าตัด เพือปองกันการติดเชือ หลังการผ่าตัด 7 วัน เมือแผลหายดี ให้ทําความสะอาดด้วยนา
สะอาดแทนการใช้ NSS และซบั ให้แห้ง
- สังเกตการติดเชอื ทวารเทียม เชน่ อกั เสบ บวมแดง หรอมีสิงคัดหลังทีมกี ลินเหมน็
- ตรวจสอบการรวั ซึมของถุงรองรับอุจจาระ (colostomy bag) หากมีให้เปลียนถุงใหม่ และเท
อจุ จาระออกเมือมอี ุจจาระ 1/4 - 1/3 ของถุง
7) ใหค้ ําแนะนําบดิ ามารดาในการดูแลทวารเทยี ม ดังนี
- ทาครมบนผิวหนังรอบๆทวารเทียม เชน่ stomahesive cream แล้วปดด้วยก๊อซหุ้มสําลี
ในกรณีทีเด็กไม่ได้ใส่ถุงรองรบั อจุ จาระเพือปกปองผิวหนังเนืองจากสัมผสั อจุ จาระ
- เลือกขนาดถุงรองรบั อจุ จาระทางทวารเทียม (colostomy bag) ให้ครอบปดกระชบั พอดีกับ
ทวารเทยี มไม่ให้แน่นเกินไป (ในกรณีทีใชถ้ งุ ) เพือให้การไหลเวยนเลือดสะดวก
- ตรวจสอบการรวั ซมึ ของอุจจาระทุก 2 ชวั โมง หากมีการรวั ซมึ ให้เปลียนใบใหม่
- เทอุจจาระออกเมือมอี ุจจาระ 1/4 - 1/3 ของถุง
8) การดูแลสายสวนปสสาวะ ดังนี
- สังเกตและบนั ทกึ ลักษณะสแี ละจาํ นวนของปสสาวะ
- ดูแลให้ปสสาวะไหลออกสะดวก ระวังมใิ ห้สายสวนหักพับงอ
- ทาํ ความสะอาดบรเวณรอบๆสายสวนปสสาวะอย่างน้อยวันละ 2 ครงั
- ระวังไม่ให้ถุงรองรบั ปสสาวะอยู่สูงกวา่ ระดับกระเพาะปสสาวะ ปองกันการไหลยอ้ นกลับของ
กระเพาะปสสาวะจากถุงเขา้ สู่รา่ งกาย
- บันทกึ สารนาทีเขา้ สู่รา่ งกาย และถูกขับออกจากรา่ งกาย

ตัวอยา่ งขอ้ ว นิจฉัยทางการพยาบาล
1) ความสมบูรณ์ของผิวหนังบกพร่องเนืองจากทวารหนั กเปอยแดง (Impaired Skin
integrity r/t pruritus)
2) บดิ ามารดาขาดความรคู้ วามเข้าใจในการดูแลทารกเมือกลับบา้ น (Deficient Knowledge
r/t home care for newborn)
3) บิดามารดามคี วามวตกกังวลในการดูแลทารก (Anxiety r/t ability to care for
newborn)

188

6.2.3 การพยาบาลทารกแรกเกิดที มีความผิดปกติของโครโมโซม
กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) เปนโรคทางพันธุกรรมทีทําให้เกิดภาวะผิดปกติ

ต่างๆ เชน่ สมองโตชา้ โรคหัวใจพกิ ารแต่กาํ เนิด การมองเห็นและการได้ยินผิดปกติ
สาเหตุ
เกิดจากความผดิ ปกติของโครโมโซมคู่ที 21 เกินมา 1 แทง่
อาการและอาการแสดง
เด็กกลมุ่ อาการดาวน์มลี ักษณะหน้าตาจาํ เพาะทีเรยกว่า Down facies คือ
1) ศีรษะแบน (brachycephaly) ท้ายทอยแบน (flat occiput) ใบหน้าแบน คอสันและมี

ไขมันสะสมทีหลงั ส่วนคอมากกว่าปกติ
2) ตาห่าง หางตาชขี ึน (oblique palpebral fissure; upward, outward slant) มีรอยพับ

ขอบหนังตาบนยืนมาปดทหี ัวตา (epicanthal fold) ใบหูเลก็ และผดิ ปกติ จมูกเลก็ และดังจมกู แบน ลินโตคับ
ปาก ฟนขนึ ชา้

3) นิวมอื และเท้าสัน มีเส้นลายมือขวางฝามอื เส้นเดียว (simail crease)
4) มีความตึงตัวกล้ามเนือน้อย (hypotonia) ทําให้มีผลต่อการดูดนม อาจมีลําตัวอ่อน และ
อาการอ่อนแรง รูปรา่ งเตีย
5) ระดับสติปญญาตา IQ เฉลีย 50-70
ความผิดปกติรว่ มทีพบบ่อย ได้แก่
1) โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด (congenital heart diseases) พบรอ้ ยละ 40-50 เช่น ASD,
TOF ควรได้รบั การตรวจจากแพทย์ผ้เู ชยี วชาญตังแต่ 1-2 เดือนแรกเกิด
2) โรคไทรอยด์ พบรอ้ ยละ 5-15 เชน่ hypothyroidism ซงึ พบจากการตรวจเลือดเมือทารก
อายุ 2-3 วัน หรอก่อนจาํ หน่ายออกจากโรงพยาบาล
3) ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ พบรอ้ ยละ 10-20 เช่น duodenal atresia, Hirsprung
disease, anorectal malformation
4) การมองเห็นผดิ ปกติ พบรอ้ ยละ 60 เชน่ nasolacrimal duct obstruction, cataract,
glaucoma ควรได้รบั การตรวจภายใน 1 ปแรกหลงั เกิด
5) การได้ยิน พบได้รอ้ ยละ 60-70 ควรได้รบั การตรวจภายใน 1 ปแรกหลงั เกิด
6) ความผิดปกติของเมด็ เลอื ดขาว มกั พบมะเรง็ เม็ดเลือดขาว (leukemia) มากกว่าเด็กทัวไป
10 เท่า
การเจร ญเติบโตของเด็กกลุ่มดาวน์
ช่วงแรกเกิด มักมีนาหนักตัวน้อยเมือเทียบกับอายุครรภ์ (small for gestational age:
SGA) การเจรญเติบโตล่าชา้ กว่าเกณฑ์ปกติ ทังด้านนาหนัก ส่วนสูงและเส้นรอบศีรษะ จากการดูดกลืนนมชา้
และไม่มปี ระสิทธภิ าพ
พัฒนาการของเด็กกลุ่มอาการดาวน์
ส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการลา่ ชา้ กว่าเด็กทีมสี ุขภาพปกติทุกด้าน โดยมสี าเหตุ ดังนี
1) พัฒนาการด้านการเคลือนไหวล่าชา้ ตังแต่แรกเกิด ส่งผลให้พัฒนาการด้านกล้ามเนือมัด
เล็กและมัดใหญ่ลา่ ชา้

189

2) พัฒนาการด้านภาษาล่าชา้ จากระดับสติปญญา รว่ มกับลนิ โตคับปาก เพดานปากแคบและ
สูงทําให้การเปล่งเสียงพดู ได้ชา้ หรอไมส่ ามารถพดู ได้ บางรายอาจมคี วามบกพรอ่ งทางการได้ยิน

3) พฒั นาการด้านสังคมและการชว่ ยเหลือตนเองลา่ ชา้
4) พฒั นาการด้านสติปญญาการเรยนรลู้ า่ ชา้ จากระดับสติปญญาออ่ นเล็กน้อยถึงปานกลาง
5) พัฒนาการทางเพศล่าชา้
การวนิจฉัย
1) การตรวจรา่ งกาย พบลักษณะสําคัญ เชน่ ลักษณะใบหนา้ การเจรญเติบโต พฒั นาการต้อง
มกี ารตรวจโครโมโซมจากเลอื ดเพือยืนยันผลการวนิจฉัยทุกราย
2) สามารถทําการตรวจวนิจฉัยตังแต่ทารกอยู่ในครรภ์ โดยการตรวจโครโมโซม Maternal
serum screening พบ alpha fetoprotein ตาแต่ estriol และ beta hCG สูง ซึงจะเจาะเลือดมารดาที
อายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ การตรวจ amniocentesis โดยเจาะนาคราทีอายุ 16-20 สัปดาห์ การตรวจ
chorionic villi sampling เมอื อายุครรภ์ 9-12 สัปดาห์
การรกั ษา
1) การกระตุ้นพัฒนาการทารกภายใน 1-2 เดือนหลังคลอด เพือให้เด็กชว่ ยเหลือตนเองให้ได้
มากทีสดุ เมือถึงวยั เรยนให้ได้รบั การศึกษาในโรงเรยนเฉพาะ
2) การรกั ษามุ่งแก้ไขความผิดปกติรว่ มทีอาจจะเกิดขึนและให้การรกั ษาอย่างต่ อเนือง
โดยเฉพาะโรคหัวใจ ระบบทางเดินอาหาร การทํางานของต่อมไทรอยด์
การพยาบาลทารกแรกเกิดกลุ่มอาการดาวนซ์ ินโดรม
1) นวดรอบปาก คอ และลินก่อนให้นมทุกมือ
2) เตรยมลกู ยางแดงเพือใชด้ ูดเสมหะและนมเมือเกิดการสําลักและอาเจยี น
3) อุ้มทารกให้นมทุกครงั และให้ทลี ะนอ้ ยเพือให้มเี วลาดูดกลืน และปองกันการอาเจยี น
4) ทารกทีดูดนมไม่หมด ควรให้นมทางสายให้อาหารให้ครบทกุ มือ
5) แนะนําบดิ ามารดากระตุ้นพัฒนาการเพือเตรยมความพรอ้ มก่อนเขา้ สู่วยั เรยน
ตัวอยา่ งข้อว นิจฉัยทางการพยาบาล
1) มโี อกาสได้รบั สารอาหารไม่เพียงพอเนืองจากมีปญหาดูดกลนื ชา้ และสําลกั อาเจยี นได้ง่าย
(Deficit feeding)
2) เสียงต่อพัฒนาการล่าชา้ เนืองจากมีความบกพรอ่ งทางสติปญญาและการรบั รู้ (Risk for
delayed development: Risk factor cognitive or perceptual impairment

………………………………………………………………………………………………………………………………

190

เอกสารอ้างอิง
1. พรทิพย์ ศิรบรู ณ์พิพัฒนา, บรรณาธกิ าร. การพยาบาลเด็กเลม่ 3. พิมพค์ รงั ที 3 ฉบับปรบั ปรงุ .นนทบรุ :

ธนาเพลส; 2560.
2. เนตรทอง นามพรม, ฐติ ิมา สขุ เลศิ ตระกลู , บรรณาธกิ าร. การพยาบาลทารกแรกเกิดและเด็กทีมปี ญหา

สุขภาพเฉพาะ. เชยี งใหม่: สมารท์ โคดดิง แอนด์เซอรว์ ส; 2563.
3. ศรสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ,์ ฟองคาํ ติลกสกลุ ชยั , วไล เลศิ ธรรมเทว, อจั ฉรา เปรองเวทย,์ พรรณรตั น์ แสง

เพมิ และสุดาภรณ์ พยัคฆเรอง, บรรณาธกิ าร. ตําราการพยาบาลเด็กเลม่ 2. พิมพ์ครงั ที 5
ฉบบั ปรบั ปรงุ ครงั ที 2. กรุงเทพฯ: พร-วนั ; 2555.
4. พิสมยั อบุ ลศร. การพยาบาลผปู้ วยเด็กโรคทางศัลยกรรม. ใน: พรทิพย์ ศิรบูรณ์พิพัฒนา, บรรณาธกิ าร.
การพยาบาลเด็กเล่ม 3. พมิ พ์ครงั ที 3 ฉบับปรบั ปรงุ .นนทบรุ : ธนาเพลส; 2560. 166-251.
5. สาวตร พรามนัส, นลิ ภา พฤกษานศุ ักดิ, บรรณาธกิ าร. การตรวจคัดกรองและการวนิจฉยั ก่อนคลอด
ทารกทีมีอาการดาวน์. พิมพค์ รงั ที 2. สงขลา: บยั ตุล; 2556.
6. อมรรชั ช์ งามสวย, วรรณิตา สอนกองแดง, บรรณาธกิ าร. การพยาบาลเด็กทีมปี ญหาสขุ ภาพ.
เชยี งใหม่: สมารท์ โคดดิงแอนด์เซอรว์ ส; 2563.
7. ผกาพรรณ เกียรติชสู กุล, กุณฑล วชาจารย.์ ความพกิ ารแต่กําเนดิ ทีพบบอ่ ย (Approach to common
congenital anomalies) [Internet] : ราชวทยาลัยกุมารแพทยแ์ ห่งประเทศไทย; 2561 [เข้าถึงเมือ
วนั ที 6 มิ.ย. 2564]. เข้าถึงได้จาก http://www.thaipediatrics.org/ Media/media-
20180418145630.pdf
8. Burns CE, Dunn AM, Brady MA, Barber Starr N, Blosser CG, Garzon DL. Pediatric primary
care. 6th ed. Saunders; 2016.
9. Lippincott Williams, Wilkins. Pediatric nursing made incredibly easy. 2nd ed. Wolters
Kluwer Health. nursing; 2015.
10. Ladwig GB, Ackley BJ, Makic MBF. Mosby's guide to nursing diagnosis. St. Louis, Missouri:
Elsevier; 2017.

191

บทที 7
การพยาบาลเด็กที มีปญหาการติดเชอื

อาจารย์ภัทรวลัย เมืองทอง

วัตถุประสงค์การเร ยนการสอน
เมือสินสุดการเรยนการสอนแลว้ นักศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายปญหาและสาเหตุของการติดเชอื ทีพบบอ่ ยในเด็กได้ถูกต้อง
2. วเคราะห์ ประเมินและวนจิ ฉยั ปญหาทางการพยาบาลได้ถกู ต้อง
3. วางแผนการพยาบาลหรอแนวทางในการแก้ไขปญหาผู้ปวยเด็กทีมีปญหาการติดเชอื ทีพบได้บอ่ ย
ในเด็กได้ถูกต้อง

ปญหาการติดเชอื ในเด็กเปนปญหาทางสุขภาพทีพบได้บ่อยเนืองจากวัยเด็กมกี ลไกการสรา้ งภูมิคุ้มกัน
โรคยังไมส่ มบูรณ์ จงึ ทําให้มโี อกาสติดเชอื ได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ ซงึ ในปจจุบนั จะเห็นได้วา่ โรคติดเชอื ต่าง ๆ ทําให้
เกิดอัตราการเสียชีวตลดลง เนืองจากมีการใชย้ าทีมีประสิทธภิ าพ และ การให้วัคซีน อย่างไรก็ตามบางโรคก็
เกิดการอุบัติใหม่และมีการระบาดเพิมมากขึน การพยบาลทีสําคัญจึงเน้นทีการปองกันโรค การปองกันการ
แพรก่ ระจายเชอื การปองกันภาวะแทรกซอ้ นทีอาจขึน

กลไกการแพรเ่ ชอื ในโรงพยาบาลเชอื โรคสามารถแพรก่ ระจายจากผู้ปวยทีเปนโรคหรอผู้ทีเปนพาหะ
ของโรคไปสู่ผ้อู ืนได้ด้วยวธกี ารต่าง ๆ ได้มี 3 วธี ดังนี

1. Contact transmission
- Direct contact คือการแพรข่ องโรคโดยการสัมผัสกับเชือของผู้ปวยโดยตรง เชน่ การสัมผัสรอย
โรคสุกใส
- Indirect contact การแพรข่ องโรคเกิดจากการสัมผัสทางอ้อม ผู้รบั เชอื ไม่ได้สัมผัสกับแหล่งโรค
โดยตรง เชน่ การถูกเขม็ เปอนเลอื ดตํา
2. Droplet transmission คือการทีโรคแพรก่ ระจายไปกับฝอยละอองขนาดใหญ่โดยจากการไอ
จามหรอพดู ในระยะไม่เกิน 3 ฟตุ โรคทีแพรก่ ระจายโดยวธนี ี ได้แก่ โรคติดเชอื ทางเดินหายใจส่วนบน
3. Airborne transmission คือการแพรก่ ระจายเชือโดยการสูดหายใจเอาเชือโรคทีลอยอยู่ใน
อากาศเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ เชอื โรคจะมีขนาดอนุภาคเลก็ ประมาณ 1-5 ไมครอน ซงึ เชอื โรคจะลอยอยใู่ น
อากาศได้นาน โรคทีแพรก่ ระจายโดยวธนี ี ได้แก่ วัณโรคของระบบทางเดินหายใจ โรคหัด เปนต้น
การแบง่ การปองกันออกเปน 2 ประเภท คือ
1. Standard precautions เปนวธปี องกันการแพรก่ ระจายเชือโรคในผู้ปวยทุกราย เปนมาตรฐาน
ปองกันการกระจายเชือทีจะต้องปฏิบัติ เพือปองกันการแพรก่ ระจายเชือทางเลือด สารนา สารคัดหลัง วธี
ปฏิบตั ิ มีดังนี การล้างมอื และการสวมถุงมอื (Handwashing and gloving) การสวมเครองมือปองกันรา่ งกาย
(Protective barriers) ควรสวมหรอใชเ้ มือคาดว่าจะสัมผัสเลือดหรอสารคัดเชน่ การสวมผ้าปดปาก ปดจมูก

192

(Mask) หน้ากาก (Face shield) แว่นตา (Goggle) เสือคลุม (Gown) และถุงมือ (Glove) รองเท้าบู๊ท
(Boots)

2.Transmission-based precautions เปนวธกี ารปองกันการแพรก่ ระจายของโรคตามกลไกการ
แพรเ่ ชอื เพิมเติมจากการดูแลผู้ปวยด้วย Standard precautions

ภาพที 7.1 แผนการปองกันการแพรก่ ระจายเชือ
สําหรบั การพยาบาลเด็กทีมีปญหาการติดเชอื จะแบ่งออกเปน 2 ส่วน คือ โรคติดเชือทีปองกันได้ด้วยวัคซนี
และ โรคติดเชอื อืน ๆ ทีพบบ่อยในเด็ก

7.1 โรคทีปองกันได้ด้วยวัคซนี
7.1.1 โรคคอตีบ (Diphtheria)
โรคคอตีบเปนโรคติดเชือเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ จัดเปนโรคติดเชือทีมีความ

รุนแรง ถึงแม้ในปจจุบันอุบัติการณ์ในปจจุบนั ลดลงมาก แต่ก็ยังมีเด็กปวยประปราย ส่วนใหญ่เนืองจากไม่ได้
รบั การฉีดวัคซนี ปองกัน

สาเหตุและการติดต่อของโรค
เกิดจากเชอื แบคทีเรย Corynebacterium diphtheriae (C. diphtheriae) การถ่ายทอด
โรค Direct transmission โดยการรับเชือทีอยู่ในละอองเสมหะ นามูก นาลายของเด็กปวยเข้ารา่ งกาย
ทางการหายใจ (airborne transmission) จากการไอ จามรดกัน หรอพูดคุยกันในระยะใกลช้ ดิ หรอ Indirect
transmission โดยการใชภ้ าชนะรว่ มกัน เชน่ แก้วนา ชอ้ น รว่ มกัน เชอื โรคคอตีบเมือเข้าไปแล้วจะทําให้เกิด
การอกั เสบของทางเดินหายใจทีคอและต่อมทอนซลิ ทาํ ให้เกิดเปนแผน่ เยือสีขาวปนเทาขึน ถ้าเปนมากจะทาํ ให้
ชอ่ งทางเดินหายใจตีบแคบลง ทําให้หายใจลาํ บากจงึ เรยกวา่ โรคคอตีบ

193

อาการและอาการแสดง
ระยะฟกตัวประมาณ 2-5 วัน อาการเรมต้นด้วยมีไข้ตา ๆ อาการคล้ายหวัดในระยะแรก เจบ็
คอ เบืออาหาร เด็กโตอาจจะบ่นเจบ็ คอคล้ายคออักเสบหรอต่อมทอนซลิ อักเสบ ในรายทีเปนมากจะพบ ต่อม
นาเหลืองทีคอโตด้วย ตรวจในคอจะพบแผ่นเยือสีขาวปนเทา (patch) ติดแน่นอยู่บรเวณทอนซลิ และลินไก่
เกิดจากพิษ (toxin) ทีออกมาทําลายเนือเยือ ทําให้เกิดการตายของเนือเยือทับซอ้ นกันเปนแผ่นติดแน่นกับ
เยือบุลําคอ ซงึ อาจทําให้ทางเดินหายใจตีบแคบ หายใจลําบากถึงเสียชวี ตได้ นอกจากนีพิษ (toxin) อาจทําให้
ปลายประสาทอักเสบ (Neuritis) และกล้ามเนือหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ซงึ เปนภาวะแทรกซอ้ นทีสําคัญ
ของการเสียชวี ตได้ อาการของโรคมคี วามแตกต่างกันไปตามตําแหน่งทีเปน
1. Nasal diphtheria เปนบรเวณจมูก อาจทําให้เกิดการอดุ ตันทางเดินหายใจได้เนืองจาก จะมีนามกู
คัดจมูก บางรายมีเลือดปน
2. Pharyngotonsillar diphtheria อาการจะรุนแรงกว่าชนิดแรก เนืองจากแผ่นเยือสีขาวปนเทา
(patch) ลกุ ลามได้รวดเรว็ ทาํ ให้มีอาการเจบ็ คอ ปวดศีรษะ เบืออาหาร บางรายอาจเกิดการบวมของ cervical
lymph node ในรายทีมีอาการรุนแรงจะเกิดการบวมทีคอ (Bullneck) มีการกดทับหลอดเลือด jugular ทํา
ให้ใบหน้ามีสําคลาได้

ภาพที 7.2 ลักษณะแผ่นเยือสีขาวปนเทาในชอ่ งคอจากโรคคอตีบ
(ทีมา: https://pentamedica.com/diphtheria)

3. Laryngotrachial diphtheria เปนบรเวณกล่องเสียงถึงหลอดลม ทําให้เกิดการอุดตันของ
ทางเดินหายใจ ไอเสียงก้อง เสียงแหบ รว่ มกับอาการของหายเดินหายใจส่วนบนอุดกัน ซงึ ทําให้เกิดการหายใจ
หอบ หายใจเข้าลาํ บาก

4. Cutaneous diphtheria เปนการติดเชือบรเวณผิวหนัง พบได้บรเวณมือและเท้า เกิดเปน
ลกั ษณะแผลทีมีขอบชดั เจนและมเี ยือสีเทาสกปรกคลมุ อยู่ มีสีม่วงคลา (punched ulcer)

การรกั ษา
1. การรกั ษาด้วยยาปฏิชวี นะ กลุ่ม Penicillin และ Macrolide ยาปฏิชีวนะกลุ่มนีสามารถหยุดการ
แพรเ่ ชอื ได้ภายใน 48 ชวั โมงหลงั เรมให้ยา
2. การรกั ษาด้วย Diphtheria antitoxin (DAT) ให้โดยวธหี ยดเขา้ หลอดเลอื ดดํา
เพยี งครงั เดียวหรอฉีดเขา้ กล้ามเนือ ขนาด 10,000-120,000 หนว่ ยตามความรุนแรงของโรค เพือไปทําลายท๊
อกซนิ ก่อนให้ DAT จาํ เปนต้องมีการทดสอบการแพ้ด้วย
การปองกัน
โรคคอตีบสามารถปองกันได้ด้วยการฉดี วัคซนี รวมปองกันโรคคอตีบ บาดทะยกั และไอกรน (DTP
vaccine) หรอฉีดวคั ซนี รวมปองกันโรคคอตีบและบาดทะยัก (dT vaccine)

194

การพยาบาล
1. ผู้ทีมีอาการของโรคจะมีเชอื อยู่ในจมูก ลําคอ เปนระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ดังนัน จงึ ต้องแยกผู้ปวย
จากผู้อืนอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หลังเรมมีอาการ หรอตรวจเพาะเชอื ไม่พบเชอื แล้ว 2 ครงั ผู้ปวยทีหายจากโรค
คอตีบแล้ว อาจไม่มีภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึนเต็มที จงึ อาจเปนโรคคอตีบซาอีกได้ ดังนัน จงึ ต้องให้วัคซนี ปองกัน
โรค (DTP/DT) แก่ผปู้ วยทีหายแลว้ ทกุ คน
2. เด็กทีมีภาวะแทรกซอ้ นจากการอุดกันทางเดินหายใจ จะต้องเขา้ รบั การรกั ษาตัวในโรงพยาบาล หาก
มอี าการหายใจลาํ บาก อาจจาํ เปนต้องเจาะคอเพือใส่เครองชว่ ยหายใจ
3. เด็กจะต้องพักเต็มที ประมาณ 2 อาทิตย์เปนอย่างน้อย เพือปองกันโรคแทรกซอ้ นทีเกิดกับหัวใจ
ซงึ มกั จะเกิดในปลายอาทติ ย์ที 2
4. เมือมีเด็กในบา้ นหรอข้างบ้านใกล้เคียงเปนโรคคอตีบ ให้รบพาเด็กอืน ๆ ไปรบั การฉีดวคั ซนี ปองกัน
หรอฉีดเบนแซนทีนเพนนิซลิ ิน (Benzatine Penicillin) โดยแพทย์จะพิจารณาตามประวัติการได้รบั วัคซีน
ปองกัน ในรายทีมีอัตราเสียงต่อโรคสูงอาจต้องให้แอนติทอ๊ กซนิ

7.1.2 โรคไอกรน (Pertussis)

โรคไอกรนยังเปนโรคทีพบได้ทัวไปในเด็ก เปนโรคติดเชอื ของหลอดคอและหลอดลม ถ้าเปนเด็กเลก็
จะมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะอยา่ งยิงทารกในระยะ 6 เดือนแรก ซงึ อาจจะทําให้ถึงตายได้ ในเด็กโตความ
รุนแรงน้อยลง แต่ก็ทําให้เด็กได้รบั ความทรมานมาก เพราะในบางรายการไอทีเรอรงั อาจจะนานเปนระยะ 1-2
เดือน การไอมีลักษณะเฉพาะ คือ เด็กจะไอซ้อนถี ๆติดกันประมาณ 5-10 ครงั หรออาจจะมากกว่าจนเด็ก
หายใจแทบไม่ทัน มีการกลันหายใจตามด้วยการหายใจเขา้ ลึก ทาํ ให้เกิดเสียงกรน จงึ มชี อื เรยกว่า ไอกรน

สาเหตุและการติดต่อ
เกิดจากเชอื แบคทีเรยบอรด์ดทลา เพอตัสซสี (Bordetella Pertussis) ซงึ จะมีอยู่ในปากและลําคอ
ของผู้ปวย เมือผู้ปวยไอหรอจาม เชอื โรคจะกระจายไปยังผู้ทีอยู่ใกลช้ ดิ ได้ง่ายมากหรออาจจะติดต่อกันโดยการ
ใชภ้ าชนะ เชน่ ถ้วยนา ช้อน ผ้าเชด็ หน้ารว่ มกับผู้ปวย เปนต้น ระยะทีติดต่อกันได้คือ ระยะ 3 สัปดาห์ทีเรมเปน
โรคนี
อาการและอาการแสดง
ระยะฟกตัวประมาณ 7-10 วัน ถ้าสัมผัสโรคมาเกิน 3 อาทิตย์แล้วไม่มีอาการแสดงว่าไม่ติดโรค ระยะ
เรมต้นในสัปดาหแ์ รก มอี าการเหมือนเปนหวดั มีนามูกและไอ ซงึ แยกได้ยากจาหวดั ธรรมดา แต่จะสังเกตได้วา่
อาการไปจะเรอรงั เปนแบบไอแห้ง ๆ ไมม่ ีเสมหะ และทวความรุนแรงมากขึน เมอื เขา้ สัปดาห์ที 2 พอถึงสัปดาห์
ที 3 อาการไอจะเปนแบบไอกรน คือ ไอซอ้ นถี ๆ ติด ๆ กันจนอาเจยี น เด็กจะหน้าแดง หรอในเด็กเล็กหน้าจะ
เขียว เพราะหายใจไม่ทันระยะทีไอกรน อาจจะเปนอยู่นาน 4-6 สัปดาห์ บางรายอาจจะนานถึง 10 สัปดาห์
หลังจากนันแล้วอาการไอซอ้ นถี ๆ ก็จะค่อย ๆ ลดลง แต่จะยงั ไอต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์จงึ จะหายสนิทโรคแทรก
ซอ้ นอาจจะเกิดปอดบวม ซงึ นับว่าเปนโรคแทรกซอ้ นทีมีอันตรายมากในเด็กเล็ก อาจจะมีอาการชกั ขณะทีไอ
มากจนหายใจไม่ทันหน้าเขยี ว เพราะสมองขาดเลอื ดไปเลียง อาจพบมีจุดเลือดออกทีหนังตาหรอในเยือตาก็ได้
เด็กอาจจะมนี าหนักตัวลดเพราะไอมากจนนอนไม่ได้เต็มที และได้อาหารไมเ่ ต็มที เนืองจากอาเจยี นหลังการไอ
การรกั ษา

1. ในเด็กเล็ก อาจมีอันตรายถึงชวี ตได้ ดังนันควรจะต้องรบนําไปพบแพทย์ ในเด็กโตส่วนใหญ่โรคไม่

รุนแรงมากนอกจากทรมาน แต่ก็ควรจะปรกษาแพทย์เชน่ เดียวกัน แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชวี นะ เพือลด
การติดเชอื และปองกันการแพรเ่ ชอื

195

2. ในเด็กโตทีไมม่ ีภาวะแทรก ไม่จาํ เปนต้องอยู่โรงพยาบาล เมืออยู่บ้านควรจะให้เด็กนอนพัก ในระยะ
ทียังมีไขอ้ ยู่ ห้องควรจะโปรง่ มีอากาศผ่านเข้าออกได้ดี และควรหลีกเลียงสาเหตุทีอาจทําให้เด็กไอมากขึน เชน่
การออกแรง ฝุนละออง ควนั ไฟ ควันบุหร อากาศทีรอ้ นหรอเย็นจดั จนเกินไป เปนต้น

3. การดูแลให้เด็กได้รบั อาหารเพียงพอ เปนสิงจาํ เปนอยา่ งยงิ ในเด็กทไี อมากจนอาเจยี นบ่อย อาหารที
ให้ควรจะเปนอาหารอ่อน แบ่งให้บ่อยครงั ครงั ละน้อย ๆ การให้ยาระงับไอต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์
เพราะมอี ันตรายได้

7.1.3 โรคบาดทะยกั (Tetanus)
เปนโรคติดเชือของระบบประสาทและกล้ามเนือทีมีอัตราตายสูง มีอาการขากรรไกรแข็ง

(Lockjaw) และกล้ามเนือชกั กระตุกทัวรา่ งกาย โดยทีผู้ปวยรูส้ ึกตัวดี อาการของผู้ปวยเกิดจาก exotoxin ไป
จบั ทีปลายประสาท

สาเหตุและการติดต่อ
เกิดจากเชอื แบคทีเรยคลอสตรเดียม เตตานาย (Clostridium Tetani) ซงึ จะพบได้ทัวไปในดิน ฝุน
ละอองตามถนน เชือบาดทะยักจะพบได้ในลําไส้ของม้า แพะ แกะ วัว และสัตว์อืน ๆบางชนิดหรอในคนทีอยใู่ น
ชนบท ดังนันเมือคนหรอสัตว์ถ่ายอุจจาระก็จะปล่อยเชอื ออกมาทําให้เชือโรคกระจายอยู่ทัวไป เชือจะเข้าสู่
รา่ งกายทางผิวหนังทีถลอก ทางบาดแผลโดยเฉพาะแผลทีลกึ อากาศเขา้ ไม่ได้ดี เชน่ บาดแผลในปากหรอทาง
ฟนผุหรอเข้าทางหูอกั เสบ โดยการใชเ้ ศษไมห้ รอต้นหญา้ ทีมเี ชอื โรคนีติดอยเู่ พือแคะฟนหรอแยงหู การติดเชอื
สําคัญและเปนปญหาใหญ่ในทารกแรกเกิดคือเชือโรคเขา้ ทางสายสะดือของเด็กเกิดใหม่ โดยการใชก้ รรไกรที
ไม่สะอาดตัดสายสะดือ หรอทีพบบ่อยในชนบทคือ การใชไ้ ม้ไผ่ตัดสายสะดือหรอเชอื โรคอาจจะมากับยาทีใช้
พอกสะดือหรอแปงทีใชโ้ รยสะดือ
อาการและอาการแสดง
1. ในทารกแรกเกิด อาการมักจะเรมเมือทารกอายุประมาณ 4-10 วัน โดยจะสังเกตเห็นวา่ เด็กดูดนม
ลําบากและไม่ค่อยดูดนม เด็กจะรอ้ งกวนอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเด็กจะเรมมีขากรรไกรแข็ง จนดูดนมไม่ได้เลย
มือ แขน เกรง็ หลังแข็งและแอ่น ถ้าเปนมากเด็กจะมีอาการชกั กระตุกและหน้าเขียว มีข้อสังเกตเห็นว่าอาการ
เกรง็ หลังแข็ง และแอ่นนีจะเปนมากขึนถ้ามีเสียงดังหรอเมือถูกต้องตัวเด็ก อาการเกรง็ กระตุกถี ๆ จะทําให้
เด็กหน้าเขยี วมากขึน เพราะขาดออกซเิ จนและทําให้เปนอันตรายถึงตายได้
2. ในเด็กโต เมือเชอื โรคเข้าทางบาดแผลแลว้ ระยะทีเชอื บาดทะยักจะฟกตัว ก่อนทีจะมีอาการใช้เวลา
ประมาณ 4-15 วัน แต่บางรายก็อาจจะนานถึง 1 เดือน หรอนานกวา่ ก็ได้ จนบางครงั บาดแผลทีเปนทางเขา้ ของ
เชอื โรคหายไปแล้ว อาการเรมแรกทีจะสังเกตพบคือ ขากรรไกรและคอแขง็ หลังจากนี 1-2 วัน ก็จะเรมมีอาการ
เกรง็ ในส่วนอืน ๆ ของรา่ งกาย คือ หลัง แขน ขา เด็กจะยืนและเดินหลังแข็ง แขนเหยียดเกรง็ ใบหน้าจะมี
ลักษณะเฉพาะ กล้ามเนือส่วนคางและคอหดเกรง็ มองดูคล้ายยิมแสยะ (Risus Sardonicus) และอ้าปากไม่
ขึน (Lockjaw) และระยะต่อไปก็อาจจะมีอาการกระตุกเช่นเดียวกับในทารกแรกคลอด ถ้ามีเสียงดังหรอ
ถูกต้องตัวจะกระตุกมากขึน หลังแอ่นและหนา้ เขียว โดยมากผปู้ วยจะรสู้ ึกตัวดีตลอดเวลา
การรกั ษา
1. เปนโรคทีมีความรุนแรงและต้องการดูแลเฉพาะ ดังนันเมือสงสัยต้องรบนาํ ส่งโรงพยาบาลทนั ที

196

2. แพทย์จะทําการรักษาโดยให้แอนติท๊อกซิน (antitoxin) อาจใช้ เตตานัส อิมโมนกลอบูลิน
(Tetanus Immunoglobulin หรอ TIG) 3,000-6,000 หน่วย เข้ากลา้ มหรอ เตตานัส แอนตีทอกซนิ (TAT)
10,000-20,000 หนว่ ย เข้าเส้นเลือด

3. ยาปฏิชวี นะเพนนิซลิ ิน (penicillin) ความเข้มข้นสูงเข้าเส้นเลือด
4. ยาทีใชร้ กั ษาตามอาการ ให้ยาระงับประสาทเชน่ ไดอะซแี พม (Diazepam) เพือการลดอาการเกรง็
ของกล้ามเนอื และ ให้ยากนั ชกั กระตุก เชน่ คอรโ์ ปรมาซนี (Chlorpromazine)
การพยาบาลผู้ป วยเด็ กโรคบาดทะยัก
1. การปฏิบัติก่อนทีจะนําไปพบแพทย์ ถ้าสังเกตว่าเด็กดูดนมไม่ได้ ขากรรไกรแข็งก็อย่าพยายามฝน
เพราะอาจจะทาํ ให้สําลักนมเข้าทางเดินหายใจ ทําให้เปนปอดบวมได้ ควรหลีกเลียงการจบั ต้องตัวโดยไมจ่ าํ เปน
และอยา่ ให้มเี สียงดังรบกวนเพราะจะทําให้ชกั เกรง็ มากขึน
2. ควรให้ผู้ปวยนอนพักในห้องแยกทีไม่มีแสงสว่าง และไม่ให้มีการรบกวนทังแสงและเสียงเพือให้ได้
พักผ่อนเต็มที
3. ไม่ผกู รงั ผู้ปวยขณะทีมีอาการเกรง็ กลา้ มเนือ หาผ้าห่มทีมคี วามนุ่มและหนาพอสมควรวางกันระหว่าง
ผปู้ วยและขอบเตียงเพือปองกันการกระแทก
4. ในชว่ งทีมีอาการเกรง็ จดั ให้ผู้ปวยนอนราบ ตะแคงหนา้ ไปด้านใดด้านหนึงเพือปองกันการสําลกั นม/
อาหาร/นาลาย เมือต้องการให้อาหารจงึ จัดทา่ ให้นอนศีรษะสูง
5. ถ้ามีอาการเกรง็ มากจนเกิด cyanosis ควรพจิ ารณาให้ออกซเิ จน
6. ดูแลแผลของผปู้ วยให้สะอาดอยเู่ สมอและควรให้แผลเปดให้ได้รบั ออกซเิ จนมากทสี ุด
7. ดึงไม้กันเตียงขึนตลอดเวลาเพือปองกันอบุ ตั ิเหตุตกเตียง
8. ในรายทีอาการเกรง็ ไม่ถีมากจนเกินไปและระบบทางเดินอาหารทํางานได้ปกติ ดูแลให้อาหารทาง
สายยางให้อาหาร

7.1.4 โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)
โปลิโอเปนโรคทีนับว่ามีความสําคัญมากโรคหนึง ทังนีเพราะเชอื โปลิโอจะทําให้มีการอักเสบ

ของไขสันหลงั และประสาทหรอสมอง ทาํ ให้เสียชวี ต เปนอมั พาตหรอพิการตลอดชวี ต
สาเหตุและการติดต่อ
เกิดจากเชอื ไวรสั โปลิโอ ซงึ มี 3 ชนิด คือ type 1, 2, และ 3 เชือโรคจะมีอยู่ในคนทีเปนโรคนี

หรออาจจะพบในคนทีไม่มีอาการของโรคแต่เปนพาหะนําโรค เชือโรคจะอยู่ในลําไส้และออกมาพรอ้ มกับ
อุจจาระ ติดต่อกันโดยเชอื โรคเข้าทางปากหรอจากการสมั ผัสใกล้ชดิ กับผู้ปวย เชน่ การจบั ต้องสิงของเครองใช้
ทีมีเชอื นีติดอยหู่ รอเชอื ติดเข้าไปกับอาหาร อาจพบเชอื ในอุจจาระได้นาน 6-8 สัปดาห์ ในระยะสัปดาห์แรก อาจ
พบเชอื โปลโิ ออยู่ในลําคอของผู้ปวย ดังนันการไอหรอจามจงึ เปนทางติดต่อได้ทางหนึง เชอื เข้าสู่ระบบประสาท
โดยผ่านทางเดินนาเหลือง

อาการและอาการแสดง
1. Asymptomatic คือ ไม่มีอาการแสดงของโรค แต่ตรวจพบเชือได้ในลําคอและอุจจาระ
สามารถแพรก่ ระจายเชอื ได้

197

2. Abortive poliomyelitis มีไข้ในระยะเรมต้น อาจปวดเมือยตามตัว ปวดศีรษะ คลืนไส้
อาเจยี น เบอื อาหาร และบางรายอาจมีท้องผกู

3. Nonparalytic poliomyelitis จะมีอาการคล้ายกับ abortive แต่รุนแรงกว่า มีการปวด
และตึงกลา้ มเนือบรเวณคอ ลําตัว

4. Paralytic poliomyelitis มีอาการคล้าย Nonparalytic แต่รุนแรงกว่า มีการอ่อนแรง
ของแขนขา บางรายพบการทํางานของกระเพาะปสสาวะเสียไป พบว่ามีไข้ 3-5 วัน พบการอ่อนแรงของ
กลา้ มเนือตามส่วนต่างๆ เชน่ แขนขา ลาํ ตัว หน้าทอ้ ง เปนต้น

การรกั ษา
1. เช่นเดียวกับโรคทีเกิดจากเชือไวรัสอืน ๆ ซึงไม่มียาเฉพาะ ให้การดูแลรักษาแบบ
ประคับประคอง ในรายทีมอี มั พาตหลายส่วนของรา่ งกาย ระยะแรกอาจจะต้องรกั ษาตัวในโรงพยาบาล
2. ในระยะทีมีไข้ ควรจะให้นอนพักบนเตียง นอนในท่าสบายทีจะไม่ทําให้กล้ามเนือตึงจะชว่ ย
ลดความเจบ็ ปวดลง
3. ใชผ้ ้าชุมนาอุ่น ๆ ประคบตามแขนขาทีปวดหรออาจจะให้ยาระงับปวดได้ตามคําแนะนาํ ของ
แพทย์
4. ในรายทีมีอัมพาตของแขนขา การนวดทีถูกวธจี ะชว่ ยให้กล้ามเนือกลับทํางานได้มาก ถ้า
กลา้ มเนือจะกลับทาํ งานได้ตามปกติ ส่วนใหญ่มักจะดีขึนภายในระยะ 3-6 เดือนหลังจากระยะ 18 เดือนไปแล้ว
ความหวังวา่ จะหายเปนปกติได้เหลอื น้อยมาก การนวดควรจะเรมทาํ โดยเรว็ ทีสุดตามคาํ แนะนาํ ของแพทย์
การปองกัน
1. โดยการให้วคั ซนี วัคซนี ทีแนะนําและได้ผลดีเปนวัคซนี ทีใชร้ บั ประทาน 3 ครงั เมืออายุ 2, 4
และ 6 เดือน ให้พรอ้ มกับวัคซีนปองกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และเพิมอีก 2 ครงั เมืออายุ 18 เดือน
และ 4-6 ป และให้ชนิดฉีด (IPV) เมือตอนอายุ 4 เดือนให้ผลเกิดภูมคิ ุ้มกันได้นาน อาจจะต้องให้เพิมเติมเมอื มี
การระบาดของโรค
2. ระวงั เรองความสะอาดของอาหาร จะต้องล้างมอื ก่อนให้อาหารเด็กทกุ ครงั
3. หลีกเลียงการพาเด็กไปในชุมชนทีแออัด และเว้นการใชส้ ระวา่ ยนาสาธารณะและไม่ควรให้
เด็กออกกาํ ลังจนเกินควรในระยะทีมีการระบาดของโรคโปลิโอ
4. ไมค่ วรพาเด็กไปทาํ ฟนหรอถอนฟน ในระยะทมี โี รคระบาด
5. กําจดั อุจจาระของผู้ปวยให้ถกู หลกั เพือปองกันการแพรเ่ ชอื และให้ทกุ คนถ่ายลงส้วมใหถ้ กู
สุขลักษณะ
การพยาบาลผู้ป วยเด็ กโรคโปลิโอ
หลักการสําคัญของการพยาบาลผู้ปวยเด็กโรคโปลิโอได้แก่ การดูแลผู้ปวยทังรา่ งกายและ
จติ ใจ แทนทีจะมุ่งรกั ษาแต่แขนหรอขาทีเปนอัมพาต การปองกันการเกิดความพิการ การดําเนินชวี ตในและ
สภาพแวดลอ้ มทีอยอู่ าศยั ของผ้ปู วยได้ มีรายละเอยี ดดังนี
1. ระยะไข้สูง ผู้ปวยโรคโปลิโอจะมีช่วงทีมีไข้สูง ควรเช็ดตัวลดไข้ด้วยผ้าชุบนาธรรมดาตาม
กระบวนการ tepid sponge และดูแลให้ผูป้ วยรบั ประทานยาลดไขเ้ มอื ผู้ปวยมีไข้
2. บรรเทาอาการปวด ผู้ปวยโปลิโอมักมีอาการเจ็บปวดตามกล้ามเนือและข้อต่อ หายใจ
ลําบากปวดหัวและกระสับกระส่าย ควรจดั การบรรเทาความปวดด้วยการใชผ้ ้าชุบนาอุ่นประคบตามกล้ามเนือ
จะชว่ ยลดความเจบ็ ปวดได้ ไม่ควรทําการบบี นวด แต่อาจลบู เบาๆ ได้
3. กรณีผู้ปวยมีอาการหลังแข็ง กล้ามเนือเต้นและอ่อนปวกเปยก พยาบาลสามารถชว่ ยการ
เคลอื นไหวของข้อต่างๆ โดยผู้ปวยไม่ต้องออกแรงเอง เชน่ ข้อเท้า ขอ้ เขา้ และขอ้ สะโพก อาจให้ผปู้ วยนอนควา

198

เพอื ให้หลังแอน่ และตรง เพือปองกันกลา้ มเนือตึง ข้อติด และชว่ ยให้เลอื ดไหลเวยนดีขึน ไม่ควรใหผ้ ปู้ วยลุกขึน
ในระยะนี

4. การปองกันการเกิดความพิการ การปองกันย่อมมีความสําคัญสําหรบั ผู้ปวยทีเปนโรค
โปลิโอมากกว่าการพยายามหาวธแี ก้ไขเมือเกิดความพิการแล้ว การเรมจดั ท่าให้ถูกต้อง แนะนําวธนี ัง และทํา
การนวดหรอชว่ ยทาํ ให้ข้อต่อต่างๆ มกี ารเคลือนไหวตามปกติ ย่อมหลีกเลียงความพิการได้และทําให้การรกั ษา
สันลง ไม่ต้องเสียค่าใชจ้ า่ ยมาก

5. การจดั ท่า การจดั ท่านอนทีสบายนอกจากจะทําให้ผู้ปวยไม่ทรมานแลว้ ยังชว่ ยปองกันความ
พิการต่างๆ เชน่ การหงกงอของขอ้ ทําให้เดินไม่ได้ เปนต้น ท่านอนทีถูกต้องคือจดั ท่าให้ผปู้ วยนอนหงาย นอน
หมอนตา ๆ และนิม ถ้าไม่มีหมอนอาจใชผ้ ้าพับหลายๆ ชันใส่ใต้คอสูงไม่เกิน 2 นิว มีหมอนตา ๆ ใส่ใต้เข่า ใต้
หลังส่วนล่างและข้อมือ ทีสําคัญคือต้องเอาแผ่นกระดาษวางชดิ ฝาเท้าเพือให้เท้าตังฉากกับขาเพือปองกันเท้า
ตก (foot drop) ควรนอนบนทนี อนทีแนน่ และเรยบหรอบนพืนไม้ โดยมเี สือหรอผา้ ห่มปอู ยู่

6. การแยกผู้ปวย ผู้ปวยทีสงสัยว่าเปนโปลิโอจะขับถ่ายเชอื ไวรสั ออกมาทางอุจจาระได้เปน
ระยะเวลา1-2 เดือน จงึ ควรระวงั การแพรเ่ ชอื จากสิงขับถ่ายจากระบบทางเดินอาหาร (enteric precaution)
ในระหว่างทอี ยู่โรงพยาบาล

7. ประเมินการหายใจของผู้ปวย เมือพบว่าผู้ปวยมีอาการหายใจลาํ บากอาจต้องใชเ้ ครองชว่ ย
หายใจ พยาบาลต้องให้การดูแลตามหลกั การดูแลผู้ปวยทใี ส่เครองชว่ ยหายใจ

8. ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนือ เมอื พบวา่ ผู้ปวยมกี ล้ามเนือเปนอัมพาตไม่เพิมมากขึน
และหายปวด จงึ เรมให้การนวดเพือฟนฟูสมรรถภาพของกล้ามเนือ

7.1.5 วัณโรค (Tuberculosis)
วณั โรคเปนโรคติดต่อเรอรงั ในผู้ใหญ่จะเปนทีปอด ในเด็กอาจเปนทีอวัยวะอืนรว่ มด้วย เชน่
ต่อมนาเหลอื ง เยือหุ้มสมอง
สาเหตุและการติดต่อ
จากเชอื วัณโรคมัยโคแบคทเี รยม ทูเบอคโู ลซสิ (Mycobacterium Tuberculosis) สว่ นใหญ่
เด็กมักได้รบั เชอื จากผใู้ หญ่ทีเปนวัณโรคปอดระยะแพรเ่ ชอื โดยผู้ใหญ่ทีเปนจะไอ จาม ทําให้เชอื ฟุงกระจายไป
ในอากาศ ในห้องทีไม่ถูกแสงแดด เชอื วัณโรคอาจมีชีวตอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ ถ้าผู้ใหญ่บ้วนเสมหะลงสู่พืน เชอื
วัณโรคในเสมหะอาจอยู่ได้ถึง 6 เดือน ถ้าไม่ถูกแดดและเกาะอยู่ทีพืน เมือมีการกวาดพืนก็อาจทําให้เชอื ฟุง
กระจายในอากาศได้อกี ดังนัน เด็กทีอยใู่ นบรเวณใกล้เคียงหายใจเขา้ ไป จงึ ได้รบั เชอื เข้าไปด้วย และจะเกิดวัณ
โรคทีปอดก่อน
อาการและอาการแสดง
เด็กเกือบทังหมดทีเปนวัณโรคจะเรมต้นเปนจุดทีปอดก่อน เด็กจะมีไข้ตา ๆ เบืออาหาร
นาหนักตัวลดลง บางคนมีการไอเรอรงั เปนเดือน บางคนมีไอซอ้ น ๆ กันคล้ายไอกรน เด็กโตอาจมีเจบ็ หน้าอก
เหนือยหอบ วณั โรคเยือหุ้มสมอง ในเด็กโตจะเรมด้วยอาการเปนไข้ 1-2 สัปดาห์ ปวดศีรษะรนุ แรงแล้ว อาเจยี น
อาจมีตาเหล่ ต่อมาอาจชัก ถึงแก่กรรมได้ ในเด็กทารกมักเกิดอาการรวดเรว็ มาก อาจเปนไข้ 2-3 วัน แล้ว
อาเจยี น ชกั ไม่รูส้ ึกตัว วัณโรคของต่อมนาเหลือง จะมีต่อมนาเหลอื งบรเวณคอ ขมับ รกั แร้ โตจนคลําได้ ก้อน
จะโตขึนจนมีแผลแตกออกมา มหี นองไหลเรอรงั อาจลกุ ลามทาํ ให้เปนติดต่อกันหลาย ๆ
การรกั ษา
ปจจุบันมียารกั ษาวัณโรคทีได้ผลดีหลายชนิด แต่ต้องใชย้ า 3-4 ชนิดรว่ มกัน ได้แก่ สเตรพ็ โต
มั ย ซิน (Streptomycin) พัย รา ซินาไม ด์ ( Pyrazinamide) ไ รแ ฟม ปซิน (Rifampicin) ไ อโ สไ นอะซิด

199

(Isoniazid: INH) รวมกันจงึ จะได้ผลดี การรกั ษาจะได้ผลดีต่อเมือเด็กทีปวยมารกั ษาในระยะเรมแรกและต้อง
กินยาสมาเสมอเปนระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ควรปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย์อย่างเครง่ ครดั เพราะ
ปรากฏว่ามีบิดามารดาบางส่วนเมือเห็นว่าเด็กอาการดีขึนก็หยุดยาเสียเอง ทําให้โรคทีกําลังสงบเกิดลุกลาม
ขึนมาได้อกี ทําให้การรกั ษายากขึน

การพยาบาลผู้ป วยเด็ กโรควัณโรค
1. จดั ให้ผูป้ วยอย่ใู นห้องแยกแบบ airborne precaution
2. ถ้าผู้ปวยมอี าการหายใจเหนือยหอบพิจารณาให้ออกซเิ จนตามความเหมาะสม
3. กรณีมเี สมหะมากให้ใชก้ ารดูดเสมหะด้วย sterile technique
4. ในเด็กโตทีสามารถไอได้เอง ฝกให้ไออยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและบรหารกลา้ มเนือหายใจ
5. มีการเตรยมยาให้ผู้ปวยกินได้โดยง่าย และสะดวก เชน่ รวมยาหลายขนานไว้ในซองตาม
ขนาดกินครงั เดียวต่อวนั หรอการใชเ้ ม็ดยาทีรวม 2 หรอ 3 หรอ 4 ขนาน (Fixed-dose combination)
6. ให้สุขศึกษาแก่ผู้ปวยและครอบครวั ให้เข้าใจถึงความจาํ เปนในการรกั ษา โดยสมาเสมอ
และครบถ้วน

7.1.6 โรคหัด (Measles)
โรคหัดเปนโรคไข้ออกผืนทีพบบ่อยในเด็กช่วงอายุ 2-6 ป เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน มักไม่
เปนหัด เพราะได้รบั ถ่ายทอดภูมิคุ้มกันจากมารดา โรคหัดนับว่าเปนโรคติดต่อทีมีความสําคัญมากโรคหนึง
เพราะอาจมีโรคแทรกซอ้ นทีทําให้เสียชวี ตได้
สาเหตุและการติดต่อ เกิดจากเชอื ไวรสั หัด ซงึ จะพบได้ในจมูกและลาํ คอของผูป้ วย ติดต่อกัน
ได้ง่ายมากจากการไอจามรดโดยตรง เชอื ไวรสั จะกระจายอยใู่ นละอองเสมหะ นามูก นาลายของผ้ปู วย เชอื โรค
กระจายอยูใ่ นอากาศ เมือหายใจเอาละอองทีปนเปอนเชอื ไวรสั เข้าไป ทําให้เปนโรคได้ ระยะทีมเี ชอื อยู่ในลาํ คอ
และติดต่อได้มากคอื ชว่ งระยะ 3-5 วนั ก่อนผืนขนึ ไปจนถึง 4 วัน หลังผืนขึน
อาการและอาการแสดง แบง่ เปน 4 ระยะ ได้แก่
1. ระยะฟกตัว พบหลังติดเชือประมาณ 10-12 วัน ระยะนีไม่มีอาการแสดง แต่จะพบว่าใน
ผปู้ วยบางรายจะมีไขใ้ นวันที 10 หลงั สัมผัสโรค
2. ระยะไข้ มีอาการไข้ตา 3-5 วันก่อนผืนขึน อ่อนเพลีย ไอ นามูก เยือบุตาอักเสบ นาตาไหล
มาก ทอนซลิ โตและแดง จะพบจุดสีเทาอมขาวและรอบ ๆ จุดเปนสีแดงเปนเมด็ เลก็ ๆ พบในกระพุ้งแก้ม เรยก
Koplik’s spots ซงึ เปนลักษณะเฉพาะของโรค มักจะเกิดขึน 2-3 วนั ก่อนผืนขึน
3. ระยะออกผืน ในระยะนีจะมอี าการรนุ แรงทีสุด ผูป้ วยจะมีไข้สูง โดยผืนจะเรมขนึ ทีข้างคอ ไร
ผม และส่วนหลงั ของแก้ม ต่อมาผืนจะกลายเปน papule สีแดง และลามไปตามหน้าผาก ใบหน้า ลําตัว แขน
ขา ตามลําดับ ผืนจะคงอยู่ 4-6 วัน
4. ระยะฟน เปนระยะทีผืนยุบลง โดยหลังจากทีผืนยุบลงจะพบผิวหนังบรเวณนันเปนรอยดํา
(hyperpigmentation) แลว้ ค่อย ๆ ลอกออก ซงึ ระยะนีผู้ปวยจะรูส้ ึกคันบรเวณผวิ หนังมากขึน
การรกั ษา
ไม่มียารักษาเฉพาะ การรกั ษาส่วนใหญ่รกั ษาตามอาการ ส่วนใหญ่ไม่จําเปนต้องให้ยา
นอกจากรายทมี โี รคแทรกซอ้ น

200

การพยาบาลผู้ป วยเด็ กโรคหัด
1. แยกผู้ปวยเด็ก (Isolation) เมือมันใจหรอสงสัยว่าเด็กเปนโรคหัดต้องจดั ให้เด็กนอนแยก
ห้องจากเด็กคนอืนๆทันที จนถงึ ระยะ 4-5 วนั หลงั จากผืนขึน
2. เชด็ ตัวลดไข้ (tepid sponge) ระยะทีเด็กมีไข้สูงต้องให้การดูแลเพือปองกันอาการชกั จาก
ไข้สูงด้วยการเชด็ ตัวลดไข้ ให้ยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล
3. ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง (clear air way) เนืองจากเชอื ทีก่อให้เกิดโรคหัดเปนเชอื ไวรสั
ซงึ จะทําให้เด็กมอี าการเหมอื นเปนหวดั เชน่ ไอ มนี ามูก เปนต้น จงึ ต้องหมนั ทาํ ความสะอาดชอ่ งจมกู บอ่ ย ๆ ใน
ระยะแรก ในเด็กเล็กให้ทําความสะอาดด้วยไม้พันสําลีสะอาดเชด็ เบา ๆ ในเด็กโตอาจใชผ้ า้ สะอาดเชด็ ผู้ดูแล
อาจล้างจมูกให้เด็กด้วยนาเกลอื (normal saline) กรณีทีเด็กมีเสมหะควรสอนให้เด็กไออยา่ งมีประสิทธภิ าพ
เพอื ขบั เสมหะออก
4. ดูแลให้นอนหลับพักผ่อน (bed rest) จัดให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จัด
สภาพแวดล้อมให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่รอ้ นหรอเย็นจนเกินไป บรรยากาศเงยบสงบ มีแสงสว่างพอควร
เพอื ให้รา่ งกายลดการใชพ้ ลงั งานและซอ่ มแซมรา่ งกาย
5. ดูแลเรองอาหาร (Diet) ให้อาหารอ่อนทีมีคุณค่าของอาหาร เชน่ ให้นมและอาหารโปรตีน
อืนๆ ให้วตามนิ เพิมโดยเฉพาะวตามินเอ

7.1.7 โรคคางทูม (Mump หรอ Epidemic parotitis)
โรคคางทูม เปนโรคติดต่อทีไม่รา้ ยแรงแต่สามารถระบาดได้อย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะในเด็ก
มักแพรร่ ะบาดในฤดูหนาว ถ้าเปนในผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรง โรคนีพบมากในกลุ่มเด็กอายุประมาณ 6-10 ป
พบได้น้อยในเด็กอายุตากวา่ 3 ปและ ผใู้ หญ่อายมุ ากกวา่ 40 ป หากมีอาการคางบวมเปนก้อนในเด็กเล็กหรอผู้
ทีอยใู่ นวัยกลางคน อาจมีสาเหตุจากโรคอืน
สาเหตุและการติดต่อ
เปนการอักเสบของต่อมนาลาย โดยเฉพาะต่อมพาโรติด (parotid gland) จากเชอื มัมพส์
ไวรสั (Mumps virus) เชือเข้าสู่รา่ งกายทางระบบหายใจ ไปสู่ต่อมนาลายและอวัยวะอืน ๆ อาจไม่ปรากฏ
อาการ หรอแสดงอาการของอวัยวะต่างๆ เชน่ อาการทางสมอง เยือหุ้มสมองอักเสบ อัณฑะอักเสบในเพศ
ชาย ในเด็กมักติดต่อกันในสถาบนั เชน่ โรงเรยนประจาํ โรงพยาบาล เปนต้น โรคคางทมู เปนโรคติดต่อชนิด
รวดเรว็ สามารถติดต่อได้ทังทางตรงและทางอ้อม โดยผู้ปวยเปนผูแ้ พรเ่ ชอื ; การติดต่อทางตรง โดยการสัมผัส
ใกล้ชดิ กับผู้ปวย โดยการไอ จาม หรอหายใจรดกัน เชอื โรคจะปนออกมาพรอ้ มนาลาย เสมหะของผู้ปวย การ
ติดต่อทางออ้ ม โดยการใชส้ ิงของรว่ มกับผูป้ วย

อาการและอาการแสดง
ระยะติดต่อทีสําคัญในช่วง 48 ชัวโมงก่อนทีผู้ปวยจะเรมมี ต่อมนาลายบวม และสามารถ
ติดต่อไปได้อีกประมาณ 9 วัน หลังจากทีต่อมนาลายเรมบวม เชอื โรคอาจถูกขับออกมากับปสสาวะหลังจากที
ผ้ปู วยหายจากโรคแลว้ ถึง 14 วนั รอ้ ยละ 30 ไม่มอี าการ หากมีอาการจะมตี ่อมนาลายหน้าหู (parotid gland)
ขา้ งเดียวหรอสองข้างโตและเจบ็ อาจมตี ่อมอืนอกั เสบด้วย อาการอาจเรมโดยอาการไมจ่ าํ เพาะ เชน่ ปวดเมือย
เบืออาหาร ไม่สบาย ไข้ตา ๆ ต่อมา 1-2 วัน จะปวดหู เจบ็ บรเวณขากรรไกร จากนันต่อมนาลายหน้าหูจะโตขึน
จนคลาํ ได้ โดยจะค่อย ๆ โตขึนเต็มบรเวณหนา้ หูและขากรรไกรบางรายโต

201

การพยาบาลผู้ป วยเด็ กโรคคางทมู
1. แนะนําให้ผู้ปวยปฏิบัติตนเหมือนผู้ปวยเปนไข้ทัวไป คือ พักผ่อนให้เพียงพอ ดืมนามากๆ
รบั ประทานอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของรา่ งกาย
2. ถ้ามีไขใ้ ห้เชด็ ตัวและให้ยาลดไข้
3. ควรรบั ประทานอาหารประเภทนา ๆ เช่น ก๋วยเตียว กวยจับ หรอถ้ารูส้ ึกเบืออาหารและ
เคียว ลําบากควรรบั ประทานอาหารทีออ่ นและย่อยง่าย เชน่ ข้าวต้ม โจก๊
4. ควรงดอาหารหรอผลไม้ทีมีรสเปรยว เพราะจะทาํ ให้ปวดทีต่อมนาลายมากขนึ
5. บรเวณทีเปนคางทมู ให้ใชน้ ารอ้ นประคบบรเวณทีปวด
6. ถ้าไม่หายภายใน 7-10 วัน มีอาการรุนแรง มีโรคแทรกซอ้ น ควรแนะนาํ ใหผ้ ดู้ ูแลรบพาเด็ก
ไปพบแพทย์
7. ทําลายเชอื โรคทีอาจติดมากับภาชนะทีใช้ เชน่ จาน ชาม ชอ้ น แก้วนา ด้วยการ ใชน้ ายาฆ่า
เชอื หรอต้มในนาเดือดเพือฆ่าเชอื แลว้ จงึ นําไปทําความสะอาด

7.1.8 โรคหัดเยอรมัน (German measles / Rubella)
เปนไข้ออกผืนทีอาการไม่รุนแรง มักพบในเด็กโต มีลักษณะเฉพาะคือ มีไข้รว่ มกับผืนแดงทัว
ตัว และต่อมนาเหลอื งทีหลังหู ทา้ ยทอยโต ถ้าผูห้ ญิงตังครรภ์ติดโรคหัดเยอรมันจะทาํ ให้ลูกในทอ้ งเปนโรคด้วย
ทําให้เด็กเกิดมามีความพิการหลายอย่างเชน่ หัวใจพิการ ต้อกระจก สติปญญาอ่อน หูหนวก เปนต้น ซึงรวม
เรยกว่า กล่มุ อาการหัดเยอรมันแต่กาํ เนิด
สาเหตุและการติดต่อ
เกิดจากการติดเชอื ไวรสั ชอื รูบิไวรสั (Rubivirus) หรอ รูเบลลาไวรสั (Rubella virus) ระยะ
ฟกตัว 14-21 วนั เฉลีย 16-18 วนั ติดต่อได้ทางการหายใจเพราะเชอื อยู่ในจมูกและลําคอของผูป้ วยผา่ นออกมา
ทางการไอ จาม เข้าสู่ทางระบบการหายใจ เชือบางส่วนอยู่ในเลือดและปสสาวะ ระยะติดต่อกันได้มากคือ2-3
วันก่อนมีผืนขึนไปจนถึง 7 วันหลังผืนขึน สําหรบั ทารกทีติดเชอื ตังแต่ในครรภ์และคลอดออกมามีความพิการ
แต่กําเนิด (Congenital rubella) เชอื ไวรสั จะอยู่ในลําคอและขับถ่ายออกมาทางปสสาวะได้นานถึง 1 ป จงึ
นับเปนแหล่งแพรโ่ รคทีสําคัญ
อาการและอาการแสดง
1. เด็กโต จะเรมด้วยต่อมนาเหลืองทีหลังหู ท้ายทอย และด้านหลังของลําคอโต และเจ็บ
เล็กน้อย เด็กโตจะรูส้ ึกไม่สบาย ปวดหัว ไข้ตา ๆ มีอาการคล้ายเปนหวัด มีเจบ็ คอรว่ มด้วย 1-5 วัน ประมาณ
วันที 3 ผืนจะขึนเปนสีชมพูจางๆ กระจายอยู่ห่างๆ เปนแบบ Macular rash เรมขึนทีหน้าแล้วลามไปทัว
ตัวอยา่ งรวดเรว็ ภายใน 24 ชวั โมง ผนื เห็นชดั เจนบรเวณแขนขา และจะหายไปในเวลา 1-2 วัน และสีผิวหนังจะ
กลบั เปนปกติ
2. เด็กเล็ก ในเด็กเล็กอาจมีผืนเลยโดยไม่มีอาการนํา ลักษณะผืนแดง เปนผืนนูน สีชมพู
กระจายอยู่ทัวไป เรมขึนทีหน้าแล้วลามไปทัวตัว และแขนขาใน 24 ชวั โมง ตรงทีผืนเรมขนึ ก่อนจะจางก่อน ผืน
หายหมดใน 1-2 วนั และสีผวิ หนังจะกลบั เปนปกติ
3. ทารก การติดเชือของทารกในครรภ์จากมารดาทีติดเชอื หัดเยอรมัน เมือเชอื เข้าสู่กระแส
เลือดแล้วเข้าสู่ทารกโดยผ่านทางรก ทําให้ทารกในครรภ์ติดเชอื และเกิดความพิการ ความพิการจะมีอาการ
แตกต่างกันแลว้ แต่ระยะทีมารดาติดเชอื ถ้ามารดาติดเชอื ระหว่างตังครรภ์สัปดาห์ที 1-4 ทารกจะมีความพกิ าร
รอ้ ยละ 30-50 ถ้าติดเชอื สัปดาห์ที 5-8 พบความพิการรอ้ ยละ 25 ถ้าติดเชอื สัปดาห์ที 9-12 พบพิการได้รอ้ ย
ละ 8 ส่วนใหญท่ ารกจะมลี ักษณะความพิการอย่างใดอยา่ งหนึงหรอทัง 3 อยา่ ง ดังนีคือ

202

1. หูหนวก พบประมาณ 58% อาจเกิดกับหูข้างเดียวหรอทังสองข้าง บางครงั อาการอาจ
ปรากฏชา้ โดยอาจเรมแสดงอาการตอนอายุ 2 ขวบ หรอนานกว่านีก็ได้

2. ต้อกระจก พบประมาณ 43% มักเปนทังสองตา (80%) หรออาจพบจอตามีเม็ดสีผิดปกติ
จงึ เกิดความผดิ ปกติในการเห็นภาพได้ อาจพบความผดิ ปกติรว่ มด้วย เชน่ ต้อหิน ตาเลก็

3. ความพิการของหัวใจ พบประมาณ 50% ความผิดปกติทีพบบ่อยของหัวใจ คือ มีการ
เชอื มต่อของเส้นเลือดแดงใหญ่ทีออกจากหัวใจกับเส้นเลือดแดงใหญ่ทีไปปอด (ปกติเส้นเลือดทังสองต้อง
แยกจากกัน)

การรกั ษา
รกั ษาตามอาการ ไม่จาํ เปนต้องใชย้ านอกจากรายทีปวดศีรษะมากหรอปวดข้อมากอาจให้ยา
แก้ปวดเปนครงั คราว การแยกเด็กทีเปนโรคทําได้ยาก เพราะโรคติดต่อได้ตังแต่ก่อนผืนขึน ในสตรมีครรภ์ต้อง
แยกจากผู้ปวยทันทีทีสงสัย แยกจนเลยระยะ 7 วันหลังผืนขึน ในหญิงตังครรภ์ทีสัมผัสโรคหัดเยอรมัน ควร
ได้รบั การตรวจเลือดทนั ทเี พือดูว่าเคยเปนและมภี มู ิค้มุ กันต่อหัดเยอรมันหรอไม่ ถ้าตรวจพบภมู ิค้มุ กันทีจาํ เพาะ
สําหรบั เชอื หัดเยอรมัน แสดงว่าน่าจะมีภูมิคุ้มกันแล้ว แต่กรณีตรวจไม่พบแนะนําให้ตรวจเลือดซาอีกครงั 2-3
สัปดาห์ต่อมา ถ้าผลตรวจเปนลบควรตรวจซาอีกครงั 6 สัปดาห์หลังสัมผัสโรค กรณีทีการตรวจเลือดทังสอง
ครงั ให้ผลลบ แสดงวา่ ผปู้ วยไมต่ ิดโรค แต่ถ้าเคยตรวจครงั แรกให้ผลลบและครงั ต่อไปให้ผลบวกแสดงว่าผปู้ วย
ติดโรค แนะนาํ ให้ปรกษาแพทยเ์ พือพิจารณาทาํ แท้งในกรณีทีเด็กอาจมีความพิการแต่กาํ เนิด
การแยกผปู้ วย แยกผู้ปวยจนครบ 7 วนั หลังผนื ขนึ

7.1.9 โรคสุกใส (chickenpox)
โรคสุกใสเปนโรคติดเชอื ทีไมร่ นุ แรงมีลกั ษณะเฉพาะคือ มผี ืนเปนตุ่มพองใสขึนทัวตัว มอี าการ
ทัวไปน้อย พบในเด็กอายุ 2-8 ป ได้บ่อย ในเด็กแรกเกิดทีมารดาเปนโรคสุกใส เด็กอาจมอี าการแสดงของโรค
รนุ แรง
สาเหตุและการติดต่อ
จากเชอื ไวรสั Varicella Zoster Virus การติดเชอื ครงั แรกจะเปนโรคสุกใส หลงั จากนันเชอื
จะหลบซอ่ นอยู่ที dorsal root ganglion และแสดงอาการออกมาเปนโรคงสู วดั ติดต่อกันง่ายจากการสัมผัส
เชือทีอยู่ในตุ่ มนาโดยตรง หรอสั มผัสถูกข องใช้ทีปนเปอนเชือ ติ ดต่ อทางระบบห ายใจ (Airborne
transmission) โดยสูดหายใจเอาละอองของตุ่มนาผ่านเขา้ ทางเยือบจุ มูก ระยะฟกตัว 10-21 วนั โดยสว่ นใหญ่
14-16 วัน ระยะติดต่อเรมตังแต่ 1-2 วันก่อนผืนขึนจนกระทังผืนแห้งตกสะเก็ดหมด ซึงใช้เวลาอย่างน้อย
ประมาณ 5 วัน เมือเปนครงั หนึงจะมีภมู ติ ้านทานตลอดชวี ต

อาการและอาการแสดง
มีไข้ตา ๆ อ่อนเพลีย เบืออาหารนํามาก่อน 1-2 วันก่อนมีผืนขึน ผืนจะขึนพรอ้ มๆกันกับวันทีมี
ไข้ หรอ 1 วันหลังมีไข้ โดยผืนจะเรมขึนจากลําตัวแล้วกระจายไปยังแขน ขา ใบหน้า โดยบรเวณลําตัวจะมีผืน
หนาแน่น พบอาการคันรว่ มด้วย ลกั ษณะสําคัญคือ ผืนเรมจากเปนจุดแดงราบ (macule) ต่อมานนู ขึนเปนตุ่ม
นูน (papule) และเปลียนเปนตุ่มนาใส (vesicle) ขนาด 2-3 มม. โดยผืนเปลียนจากจุดแดงราบเปนตุ่มนาใส
ในเวลา 6-8 ชวั โมง ต่อมาตุ่มนาใสจะขุ่นขึนจนเปนตุ่มหนอง (pustule) หลงั จากนันจะแห้งตกสะเก็ด โดยจะมี
ตุ่มใหม่เกิดขึนเรอย ๆ ทําให้พบผืนหลายระยะ ในขณะเดียวกันซึงเปนลักษณะเฉพาะของผืนโรคสุกใส
ระยะเวลาตังแต่ผืนขนึ จนผืนชุดสุดท้ายตกสะเก็ดนาน 1-2 สัปดาห์ ผืนทีตกสะเก็ดแล้วจะหลุดหายไปโดยไม่มี
แผลเปนนอกจากจะมีการติดเชอื แบคทเี รยซาซอ้ น อาจมีผืนในเยือบุชอ่ งปากได้ด้วย ซงึ มลี ักษณะเปนแผลตืนๆ

203

อาการไข้จะสูงในชว่ งทีมผี ืนขนึ มาก ในผู้ปวยทีมอี าการรนุ แรงอาจมไี ขน้ านถึง 7-10 วันภาวะแทรกซอ้ น อาจติด
เชือแบคทีเรยแทรกซ้อนทีผืน ซึงอาจลุกลามไปทีผิวหนัง ข้อ กระดูก กระแสเลือด เชือทีพบบ่อย คือ
Staphylococcus aureus แ ล ะ Streptococcus pyogenes ส ม อ ง อั ก เ ส บ ป อ ด อั ก เ ส บ แ ล ะ Reye’s
syndrome ซีงเปนกลุ่มอาการทีการทํางานของตับผิดปกติรว่ มกับอาการทางสมอง (encephalopathy)
พบวา่ สัมพันธก์ ับการกินยาแอสไพรน

การรกั ษา
รกั ษาตามอาการ เชน่ ยาลดไข้พาราเซตามอล (ห้ามใช้ aspirin) ในรายทีคันมากให้ยาแก้คัน
(antihistamine) ให้ยาปฏิชวี นะถา้ มกี ารติดเชอื แบคทีเรยซาเติม แนะนําให้รกั ษาความสะอาด อาบนา ในเด็ก
ควรตัดเล็บให้สัน ในรายทีเสียงกับอาการรุนแรง อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรสั โดยให้ Acyclovir และ
valacyclovir เปนยาต้านไวรสั ทีให้ผลดีถ้าใหใ้ นระยะแรกๆ ควรให้ภายใน 24 ชวั โมงหลังผืนขนึ
การพยาบาลผู้ป วยเด็ กโรคสุกใส
1. ดูแลให้ผู้ปวยควรได้รบั การพกั ผ่อนและดืมนามาก ๆ
2. ถ้ามีไข้ ดูแลให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาลดไข้แอสไพรนเพราะอาจเพิมความ
เสียงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye’s syndrome) ซึงเปนความผิดปกติของสมองและตับ ทําให้มีอาการ
ของสมองอกั เสบรว่ มกับตัวเหลอื งจนเกิดอันตรายรา้ ยแรงได้ นอกจากนี ควรใชผ้ า้ ชุบนาเชด็ ตัวบ่อยๆ
3. ถ้าปากหรอลนิ เปอย ให้ใชน้ าเกลอื กลัวปาก
4. ควรอาบนา ฟอกสบู่ให้สะอาด อาจใช้สบู่ทีมียาฆ่าเชือ เพือปองกันการติดเชือแบคทีเรย
แทรกซอ้ น
5. ควรตัดเล็บให้สัน พยายามไม่แกะหรอเกาตุ่มคันซงึ อาจทําให้เกิดการติดเชอื กลายเปนตุ่ม
หนองได้
6. ควรระมัดระวังไม่แพรเ่ ชือให้ผู้อืน ระยะแพรเ่ ชือคือตังแต่ระยะ 24 ชัวโมงก่อนมีผืนขึน
จนกระทังระยะ 6 วนั หลงั ผืนขนึ
7. โรคนีไม่มีอาหารแสลง ควรรบั ประทานอาหารจาํ พวกโปรตีน เช่น เนือ นม ไข่ ถัวต่างๆ
เพือให้มีภูมติ ้านทานโรค
8. แยกผู้ปวยเมืออยโู่ รงพยาบาล airborne precaution และ contact precaution
9. ผู้มีประวัติสัมผัสโรคควรอยู่ห้องแยก ตังแต่วันที 10-21 หลังสัมผัสโรค หรอวันที 10-28
หลังสัมผสั โรคในผทู้ ีได้รบั VZIG

7.2 โรคติดเชืออืน ๆ ทีพบบ่อยในเด็ก

7.2.1 โรคมือ เท้า ปาก (Hand-Foot-Mouth disease)
โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชอื ไวรสั หรอเอนเทอโรไวรสั หลายชนดิ พบได้บ่อยในกล่มุ ทารกและ
เด็กเล็กอายุตากว่า 5 ป โรคเกิดประปรายได้ตลอดป เปนมากในหน้าฝน เพราะอากาศเย็นและชนื โดยทัวไป
โรคนีอาการจะไม่รุนแรง แต่บางรายมีอาการรุนแรงมากแบบเฉียบพลันขึนอยู่กับชนิดของเชอื ไวรสั ทีมีการติด
เชอื
สาเหตุและการติดต่อ
ส่วนใหญ่เกิดจากเชอื ไวรสั Coxsackie virus A16 และเชอื Enterovirus71 เกิดจากได้รบั
เชอื ไวรสั เขา้ สู่ปากโดยตรง โรคติดต่อได้ง่ายในชว่ งสัปดาห์แรกของการปวย โดยเชอื ไวรสั อาจติดมากับมือหรอ
ของเล่นทีเปอนนาลาย นามูก นาจากตุ่มพองและแผล หรออุจจาระของผู้ปวย และอาจเกิดจากการไอจามรด

204

กัน ในระยะทีเด็กมีอาการทุเลาหรอหายปวยแล้วประมาณ 1 เดือน จะพบเชือในอุจจาระได้ แต่การติดต่อใน
ระยะนีจะเกิดขึนได้น้อยกว่า การระบาดจะแตกต่างกันในแต่ละพืนที ในเขตหนาวมักพบในฤดูรอ้ นและต้นฤดู
ใบไมร้ ว่ ง ในเขตรอ้ นชนื รวมทังประเทศไทยพบได้ตลอดป แต่จะชุกในชว่ งฤดูฝนและชว่ งทีมอี ากาศรอ้ นชนื

อาการและอาการแสดง
ระยะฟกตัวประมาณ 3-6 วัน อาการมักเรมจากไข้ตา ๆ ครนั เนือครนั ตัว ประมาณ 1-2 วัน
จากนันจะเรมมีอาการเจบ็ ปาก ตรวจรา่ งกายจะพบรอยโรคในปาก เพดานปาก ลิน และเยือบุกระพุ้งแก้ม เปน
ตุ่มนาใสขอบแดง มีอาการเจบ็ คอเจบ็ ในปาก กลนื นาลายไมไ่ ด้ ไม่ยอมรบั ประทานอาหาร อาจมกี ระจายไปทีก้น
แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ ในเด็กทารกอาจพบกระจายทัวตัวได้ ช่วงทีรอยโรคเปนตุ่มนาจะสัน 2-3 วัน
หลงั จากนัน จะค่อยๆเรมตกสะเก็ด และค่อยๆ หายไปภายใน 7-10 วัน
ผู้ปวยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชือ Coxsackie virus A16 ซึงมักจะหายเองภายใน 1
สัปดาห์ แต่หากเกิดจากเชอื Enterovirus 71 โรคจะรุนแรง และอาจพบภาวะแทรกซอ้ นทีรุนแรง ได้แก่ ปอด
อกั เสบ ปอดบวมนา (pulmonary edema) กล้ามเนือหรอเยือหุ้มหัวใจอักเสบ ก้านสมองอกั เสบ (brainstem
encephalitis) สมองและเยือหุ้มสมองอักเสบ (meningoencephalitis) เยือหุ้มสมองอักเสบทีไม่ใชก่ ารติด
เชอื แบคทีเรย (aseptic meningitis) และกล้ามเนืออ่อนแรงคล้ายโปลิโอ (poliomyelitis like paralysis)
เปนต้น
การรกั ษา
โรคมือ เท้า ปาก หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เปนโรคทีสามารถหายได้เอง โดยใชร้ ะยะเวลา
ประมาณ 7 วัน การรกั ษาจึงเปนเพียงการประคับประคองและบรรเทาอาการ โดยเฉพาะการลดไข้ และลด
อาการเจ็บปวด จากแผลในปาก โดยอาจใช้ยาชาปายบรเวณทีเปนแผลก่อนรบั ประทานอาหาร ในกรณีทีมี
ภาวะแทรกซอ้ นให้รกั ษาตามอาการเปนส่วนใหญ่ หลังจากการติดเชอื ผูป้ วยจะมภี ูมิคุ้มกันต่อเชอื ไวรสั ทีก่อโรค
แต่อาจเกิดโรคมือ เท้า ปาก ซาได้จาก enterovirus ตัวอืนๆ
การพยาบาล
1. แนะนําผู้ปกครองสังเกตอาการทีอาจมีภาวะแทรกซอ้ นรุนแรง เช่น ไข้สูง ซมึ ลง อาเจียน
บ่อย ไม่รบั ประทานอาหารและนา ควรพาเด็กไปพบแพทย์
2. ดูแลรกั ษาความสะอาด
3. ดูแลสุขอนามัยของเด็กให้สะอาด โดยเน้น contact isolation เปนหลกั
4. สถานรบั เลียงเด็กและโรงเรยนอนุบาล ต้องจดั ให้มอี ่างล้างมอื ทีถูกสุขลกั ษณะของสถานที
และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการกําจดั อุจจาระเด็กให้ถกู ต้อง
5. หากพบเด็กปวย ควรแนะนําผ้ปู กครองให้พาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดโรงเรยน 1 สัปดาห์
เพือปองกันการแพรก่ ระจายของเชือ หากมีเด็กปวยจาํ นวนมาก อาจจาํ เปนต้องปดโรงเรยนชวั คราว และทํา
ความสะอาดฆ่าเชอื โรค

7.2.2 โรคไข้เลือดออก
ไข้เด็งกี (Dengue fever ) หรอในประเทศไทยนิยมเรยกว่า ไข้เลือดออก เปนโรคติดเชอื ซึง
ระบาดในเขตรอ้ น เกิดจากการติดเชอื ไวรสั เด็งกี ผู้ปวยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนือ ปวดข้อและมี
ผืนลักษณะเฉพาะซงึ คลา้ ยกับผืนของโรคหัด ผู้ปวยส่วนหนึงจะมีอาการรนุ แรง จนกลายเปนไขเ้ ลือดออกเด็งกี
(Dengue hemorrhagic fever) ทีเปนอันตรายถึงชวี ต ซงึ ทําให้มีเกล็ดเลือดตา เลือดออกง่าย และมีการรวั
ของพลาสมา หรออาการรุนแรงมากขึนเปนกลุ่มอาการไข้เลือดออกชอ็ ก (Dengue shock syndrome) ซงึ มี
ความดันโลหิตตาเกิดเปนอนั ตรายได้

205

ไข้เลือดออกเดงกี (DHF) หมายถึง ผู้ปวยทีมีอาการตามเกณฑ์การวนิจฉัยทางคลินิกข้อ 1
และ ขอ้ 2 รว่ มกับมีการเปลียนแปลงทางห้องปฏิบตั ิการตามเกณฑก์ ารวนิจฉัยทางห้องปฏิบตั ิการทัง 2 ข้อ คือ

1. ไขเ้ กิดแบบเฉียบพลันและสูงลอย
2. อาการเลือดออกอย่างนอ้ ยมี positive tourniquet test รว่ มกับอาการเลอื ดออกอืนๆ
3. เกล็ดเลอื ด (≤ 100,000 เซลล/์ ลบ.มม.หรอ platelet smear < 3 /oil field)
4. เลือดข้นขึนดูจากการมีการเพิมขึนของ Hct เท่ากับหรอมากกว่า 20 % เมือเทียบกับ Hct
เดิม หรอมีหลักฐานการรวั ของพลาสมา เชน่ มี pleural effusion และ ascites หรอมีระดับโปรตีน/อัลบูมิน
ในเลือดตา ดังนัน จึงจําเปนต้องบันทึกผลการตรวจ tourniquet test และการตรวจรา่ งกายว่ามี pleural
effusion/ascites เพือการวนจิ ฉัยทีถูกต้อง
Dengue shock syndrome-DSS
ผู้ปวยไข้เลือดอกเดงกี (มีอาการทางคลินิกร่วมกับการเปลียนแปลงทางห้องปฏิบัติการ
ดังกล่าวข้างต้น) ทีมีอาการช็อกคือมีอาการอย่างน้อยหนึงอาการดังต่อไปนี - มีชีพจรเบาเร็ว - มีการ
เปลียนแปลงในระดับความดันโลหิต โดยการตรวจพบมี pulse pressure แคบ ≤ 20 มม.ปรอท (โดยไม่มี
hypotension) เช่น 90/120, 60/80 มม.ปรอท หรอมี hypotension (ตามเกณฑ์อายุ) - Poor capillary
refill > 2 วนาที - มือ/เทา้ เยน็ ชนื กระสับกระส่าย
สาเหตุและการติดต่อ
ไวรสั เดงกีเปนไวรสั ทีมียงุ เปนพาหะนําโรคทีพบการแพรร่ ะบาดได้มากทีสุดในโลก มผี ู้ติดเชอื
50-100 ลา้ นคนต่อป และมีผู้เสียชวี ตจากโรคไข้เลอื ดออกมากกว่า 10,000 รายต่อป ไวรสั เดงกีเปนไวรสั ชนดิ
RNA จดั อยู่ใน family Flaviviridae มี 4 serotype ได้แก่ DEN1 DEN2 DEN3 และ DEN4 การติดเชอื ไวรสั
เดงกี serotype หนึงจะทําให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อ serotype นันตลอดไป (homotypic immunity) แต่จะ
สามารถปองกันข้ามไปยังไวรสั เดงกี serotype อืนได้เพียงชัวคราว (heterotypic immunity) ผู้ปวยจึง
สามารถติดเชอื ไวรสั เดงกี serotype อืนๆทีแตกต่างจากการติดเชอื ครงั แรกได้
อาการและอาการแสดง
ผปู้ วยทีได้รบั การวนิจฉยั วา่ เปนไขเ้ ลือดออกมีการดําเนนิ โรค แบ่งเปน 3 ระยะ (stage) คือ
ระยะที 1 ระยะไข้ (acute febrile stage) ผู้ปวยทุกรายจะมีไข้สูงเฉียบพลนั ไขจ้ ะสูงถึง 39-
41 องศาเซลเซยี ส ส่วนใหญ่จะมีไข้สูงลอย 2-7 วัน มักมี อาการปวดกล้ามเนือ บางรายมีหนา้ แดง (flushed
face) อาจมีจุดเลือดออกหรอมีผืนแบบ erythema หรอ maculopapular บางรายมีอาการทางระบบ
ทางเดินอาหารเชน่ คลืนไส้ อาเจยี น ทอ้ งเสีย อาจมีอาการปวดท้องหรอมีตับ โตโดยเฉพาะในชว่ งท้ายของระยะ
ไข้
ระยะที 2 ระยะวกฤติ (critical stage) ซึงจะพบทุกรายในผู้ปวยไข้เลือดออกเดงกีโดยจะ
ประมาณ 24 - 48 ชวั โมง ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ปวยไขเ้ ลอื ดออกเดงกีจะมีอาการรนุ แรง มภี าวะการไหล เวยน
ล้มเหลวเกิดขึนเนืองจากมีการรวั ของพลาสมาออกไปยังชอ่ งปอด/ชอ่ งท้องมาก เกิด hypovolemic shock
ซงึ ส่วนใหญ่จะเกิดขึนพรอ้ มๆ กับทีมีไข้ลดลงอย่างรวดเรว็ เวลาทีเกิดชอ็ กจงึ ขึนอยู่กับระยะ เวลาทีมีไข้ อาจเกิด
ได้ตังแต่วันที 3-5 ของโรค ผู้ปวยจะมีอาการเลวลง มีกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ความดันโลหิตเปลียนแปลง
ตรวจพบ Pulse pressure แคบ ≤ 20 mmHg (ค่าปกติ 30-40 มม.ปรอท) โดยมี ความดัน diastolic
เพิมขึนเล็กน้อย (BP 110/90, 100/80 มม.ปรอท) ผู้ปวยไข้เลือดออกเดงกีทีอยู่ในภาวะช็อก ส่วนใหญ่จะมี
ภาวะรูส้ ติดี พดู รูเ้ รอง อาจบ่นกระหายนา บางรายอาจมีอาการปวดท้องเกิดขึนอย่างกะทันหันก่อนเข้าสู่ภาวะ
ชอ็ ก ภาวะรูส้ ติเปลียนไป และจะเสียชีวต ภายใน 12-24 ชวั โมง หลังเรมมีภาวะช็อกถ้าผู้ปวยได้รบั การรกั ษา
ชอ็ กอย่างทนั ท่วงทถี กู ต้องก่อนทีจะเขา้ สู่ระยะ profound shock ส่วนใหญ่ก็จะฟนตัวได้อยา่ งรวดเรว็ ในรายที

206

ไม่รุนแรง เมือไข้ลดลงผู้ปวยอาจจะมีมือเท้าเย็นเล็กน้อยรว่ มกับมีการเปลียนแปลงของชพี จรและความดัน
เลือด ซงึ เปนผลจากการเปลียนแปลงในระบบการไหลเวยนของเลือด เนืองจากมีการรวั ของพลาสมาออกไป
แต่รวั ไม่มาก จงึ ไม่ทําให้เกิดภาวะชอ็ ก ผู้ปวยเหลา่ นเี มือให้การรกั ษา ในชว่ งระยะสันๆ ก็จะดีขึน อยา่ งรวดเรว็

ระยะที 3 ระยะฟนตัว (convalescent stage) เมือเข้าสู่ระยะฟนตัวผู้ปวยส่วนใหญ่จะมี
อาการดีขึนอย่างรวดเรว็ ใน เวลาประมาณ 2 –3 วัน ผู้ปวยมีความอยากอาหารเพิมขนึ ตรวจพบความดันโลหิต
ปกติ ชพี จรเต้นชา้ ลงและแรงขึน ค่า Hct ลดลงมาคงที อาจตรวจพบ ผืน (convalescent rash) ทีมีลักษณะ
เปนวงกลมเลก็ ๆสีขาวของผวิ หนังปกติ ท่ามกลางผืนสแี ดง

การวนิจฉัยโรค
การวนิจฉัยในระยะแรก จะนึกถึงโรคไข้เลือดออก เสมอในผู้ปวยทุกรายทีมีไข้สูง และต้องทํา
Tourniquet test พรอ้ มส่งตรวจ Clinical blood count (CBC) ติดตามอาการ ทํา Tourniquet test ซา
ถ้ายงั ได้ผลลบ และส่งตรวจ CBC ซา เพอื ดู WBC, platelet count และ Hematocrit (Hct)
เกณฑก์ ารว นิจฉัยไข้เลือดออก
ผู้ปวยต้องมีเกณฑ์การวนิจฉัยทางคลินิก 2 ข้อแรกและเกณฑ์ทางห้องปฏิบัติการ 2 ข้อ
ดังต่อไปนี เกณฑ์นีมีความถกู ต้องมากกวา่ 90-96%
อาการทางคลินิก
1. ไขเ้ กิดแบบเฉียบพลันและสูงลอย 2 - 7 วนั
2. อาการเลือดออก positive tourniquet test รว่ มกับอาการเลอื ดออกอืนๆ
3. ตับโตมกั กดเจบ็
4. มกี ารเปลียนแปลงในระบบไหลเวยนโลหิต หรอมภี าวะชอ็ ก
การตรวจทางห้องปฏบิ ัติการ
1. เกล็ดเลอื ด ≤ 100,000 เซล/ ลบ.มม. เมือใกล้ระยะ หรอเข้าสู่ระยะวกฤตของโรค WBC ≤
5,000 เซล/ลบ.มม. รว่ มกับมี Lymphocyte และ atypical lymphocyte
2. Hct เพมิ ขึนจากเดิม 10-20%
การดูแลรกั ษาและการพยาบาล
ให้การรกั ษาแบบตามอาการและประคับประคอง โดยการแก้ไขชดเชยการรวั ของพลาสมา
และ/หรอ เลือดทีออก สามารถลดความรนุ แรงของโรคและปองกันการเสียชวี ตได้ หลกั การสําคัญ คือ
1. ให้การวนิจฉัยได้เรว็ ก่อนทีจะเขา้ สู่ระยะวกฤต ติดตามดูอาการและ การเปลียนแปลงอยา่ ง
ใกลช้ ดิ โดยดูระดับเกล็ดเลอื ดทีลดลงและระดับ Hct ทีเพิมขนึ ทีจะชว่ ยให้วนิจฉัยโรคได้ถกู ต้อง
2. ไม่ให้ IV fluid ตังแต่วันแรกๆ ของโรคกอ่ นมีการรวั ของพลาสมา จะให้สารนาชดเชยเมอื มี
การรวั ของพลาสมาด้วยความระมดั ระวงั ให้เพียงเท่าทีจาํ เปนในการรกั ษาระดับการไหลเวยนในชว่ ง ทีมีการรวั
เทา่ นัน
3. อาจจะมีเลือดออกภายใน โดยเฉพาะในกระเพาะอาหาร/ลําไส้ซึงจาํ เปนจะต้อง ให้เลือด
ชดเชย ส่วนมากจะพบในผูป้ วยทีมภี าวะชอ็ กนาน
4. หลกี เลียงการใชย้ าทีไมจ่ าํ เปนทกุ ชนิดรวมทัง antibiotics
5. หลีกเลยี ง invasive procedure ทีไม่จาํ เปน

การพยาบาลในแต่ระยะของโรค
ระยะที 1 ระยะไข้ (acute febrile stage, 2-7 วนั )

207

1. การลดไข้
- แนะนําให้ใชย้ าพาราเซตามอล
- เชด็ ตัวด้วยนาอุ่น หรอนาธรรมดาเพือลดไข้
- ห้ามใชย้ า ASA หรอ NSAIDs จะทําให้เกิดภาวะแทรกซอ้ นจากภาวะ
เลือดออกได้

2. อาหาร
- อาหารอ่อนย่อยงา่ ย งดอาหารทีมสี ีแดง สีนาตาล หรอสีดาํ เพราะแยก
จากเลอื ดได้ยาก
- แนะนําให้ดืมนาอย่างเพียงพอ หากกินอาหารไม่ได้แนะนํา นม นาผลไม้
หรอนา เกลือแรจ่ บิ บอ่ ย ๆ
- ผูป้ วยทีออ่ นเพลยี มากหรอดืมนาไม่เพียงพอต้องให้สารนาทางหลอด
เลือดดาํ หลอดเลอื ดอาจพจิ ารณา ให้ตาม Maintenance เพือแก้ไข
ภาวะขาดนาเทา่ นัน เพราะหากให้นามากเกินไปจะส่งผลให้เกิดภาวะนา
เกินได้เมือเขา้ สู่ระยะวกฤติ

3. การใชย้ าอืนๆ
- ควรหลกี เลยี งยาทไี ม่จาํ เปน เนืองจากอาจทําให้เลือดออกงา่ ย หรอเปน
พษิ ต่อตับ /ไต
- ถ้าผู้ปวยอาเจยี นมาก อาจให้ Domperidone 1 มก./กก./วนั แบง่ ให้วนั
ละ 3ครงั
- ไมค่ วรให้ยาปฏิชวี นะเพราะการให้ยาปฏิชวี นะโดยไมจ่ าํ เปนอาจทําให้เกิด
ภาวะแทรกซอ้ นเชน่ Hemolysis ในผู้ปวย G6PD

ระยะที 2 ระยะวกฤติ ( critical stage, 24-48 ชวั โมงหลังไขล้ ง)
1. ปองกันภาวการณ์รวั ซึมของพลาสมาออกนอกหลอดเหลือ (Plasma leakage)

และเฝาระวังภาวะชอ็ กเปนหลกั
2. ระยะนีต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะ vital signs ความถีตามความ

เหมาะสม หากพบ pulse pressure แคบ หรอน้อยกว่า 20 มิลลิเมตรปรอทหรอเบาฟงไม่ชัดเจนต้องรบ
รายงานแพทย์ เพือประเมินสภาพ ผู้ปวยและติดตามการดําเนินของโรคจะได้สามารถให้การช่วยเหลือได้
ทันทว่ งที

3. เฝาระวังผลการตรวจ CBC เพือประเมินการเปลียนแปลงของระดับ Hct, WBC ที
บ่งบอกถึงความรนุ แรงของภาวะชอ็ ก ในระยะนีจงึ ควรให้การพยาบาลอย่างน่มุ นวลตระหนกั ถึงความสําคัญของ
ภาวะเลอื ดออก

4. ผู้ปวยควรได้รบั สารนาชดเชยทีเพียงพอ การพยาบาลทีสําคัญคือ ดูแลให้สารนา
ทางหลอดเลือดดํา ด้วยเครองปรบั หยดอัตโนมัติ (infusion pump) อย่างถูกต้องตามแผนการรกั ษา เพือ
ปองกันการได้รบั สารนาเกินความต้องการและลดภาวะแทรกซอ้ นจากภาวะนาเกินและตรวจนับบันทึกสารนา
เข้า-ออก ทีรา่ งกายได้รบั และขับออกมาจากรา่ งกายทุก 8 ชวั โมง ถ้าปสสาวะออกน้อยกว่า 0.5 ml/kg/hr ให้
รายงานแพทย์

208

ระยะที 3 ระยะพักฟน (Convalescent stage)
เมือเข้าสู่ระยะฟนตัว ผู้ปวยจะมีอาการดีขึนอย่างรวดเรว็ ในระยะ 24-48 ชวั โมง หลัง

เข้าสู่ระยะวกฤติ พบผืน Confluent petechial rash / convalescent rash ซึงมีลักษณะปนแดงรว่ มกับมี
วงกลมขาวกระจายตามแขนขา มีอาการคัน (พบประมาณรอ้ ยละ 30 ของผู้ปวย DHF และ DF) ดูแลบรรเทา
อาการคัน ลดการระคายเคอื งทีผวิ หนัง ลดการเกา การใชค้ าลาไมโลชนั ทา เปนต้น

7.2.3 โรคเอดส์ (AIDS)

โรคเอดส์ (AIDS: Acquired immunodeficiency syndrome) หรอโรคภมู ิคุ้มกันบกพรอ่ ง

เปนโรคทีเกิดจากเชอื ไวรสั ไปทําลายระบบภมู ิค้มุ กันของรา่ งกายทําให้รา่ งกายเสียงต่อการติดเชอื ฉวยโอกาส

การติดต่อ

เชือไวรสั เอดส์ หรอ HIV (Human Immunodeficiency Virus) สามารถแบ่งตัวในเซลล์

ของคน เชน่ เม็ดเลือดขาว เซลล์สมอง เมือติดเชอื รา่ งกายจะสรา้ งภูมิต้านทาน (Antibody) ต่อต้านเชอื ไวรสั

แต่ไม่สามารถกําจดั ให้หมดไป เชือยังคงอยใู่ นเม็ดเลือด และแพรต่ ่อไปได้ และจะไปทําลายเมด็ เลือดขาว ซึงมี

ความสําคัญอย่างยิง ในการควบคุมการทํางานของระบบภูมิต้านทานของรา่ งกาย ทําให้ภูมิต้านทานลดลง เชือ

ไวรสั เอดส์สามารถอาศัยหรอทําให้เกิดโรคในคนเท่านัน ไม่สามารถทําให้เกิดโรคในสัตว์อืนได้ เมือออกมานอก

รา่ งกายคนแล้ว จะไม่สามารถทนสภาพแวดล้อมภายนอกได้ อาจมีชีวตได้นานเปนชวั โมง หรอเปนวันเท่านัน

ขึนอยู่กับอุณหภูมิ ความรอ้ น ความเย็น สภาวะกรด ด่าง ความแห้ง ความชืน เช่น ถูกความรอ้ น 56 องศา

เซลเซยี ส นาน 10-15 นาที เชอื ก็ตายหมด นอกจากนียังทําลายเชอื ได้ด้วยนายาฆ่าเชอื ต่างๆ เชน่ นายาซกั ผ้า

ขาว (โซเดียมไฮโปคลอไรท์ 5 %) เปนต้น

อาการและอาการแสดง

ผู้ทไี ด้รบั เชอื เอดส์ จะเกดิ อาการต่าง ๆ ของโรค ซงึ มี 2 ระยะ ดังนี

1. ระยะไม่ปรากฏอาการ (Asymptomatic stage) ผู้ติดเชืออาจจะไม่มีอาการผิดปกติแต่

อยา่ งใด ระหว่างนีสุขภาพจะแขง็ แรงเหมอื นคนปกติ เลือดจะให้ผลบวกหลังรบั เชอื ประมาณ 4 สัปดาห์

ขึนไป ผู้ติดเชอื จาํ นวนมากจะอยู่ในระยะนี และไม่ทราบว่าตนเองติดเชอื เมือมีเพศสัมพันธ์ ก็อาจถ่ายทอดเชอื

เอดส์ ไปสู่คู่สัมพนั ธไ์ ด้

2. ระยะทีมอี าการ (Symptomatic stage)

2.1 ระยะเรมปรากฏอาการ (Symptomatic HIV Infection) เดิมเรยกระยะมีอาการสัมพันธ์

กับเอดส์ หรอ ARC (AIDS Related Complex) ปจจุบันใชค้ ําใหม่เพือให้เขา้ ใจง่าย ในระยะนีนอกจากเลอื ดจะ

ให้ผลบวกแล้ว ยังอาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึง หรอหลายอย่าง เชน่ มีเชอื ราในปากบรเวณกระพุ้งแก้ม และ

เพดานปาก ต่อมนาเหลืองโต ทีบรเวณ คอ รกั แร้ ขาหนีบ มีอาการเรอรงั นานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ

เชน่ มไี ข้ ท้องเสยี ผวิ หนังอกั เสบ นาหนักลด

2.2 ระยะโรคเอดส์ (AIDS) ภูมิต้านทานของผู้ปวยถูกทําลายไปมาก ทําให้เกิดการติดเชอื โรค

ทีมักไม่เปนในคนปกติ ทีเรยกว่า "โรคติดเชอื ฉวยโอกาส" ซงึ มีหลายชนดิ แล้วแต่ว่าติดเชอื ชนิดใด และเกิดที

ส่วนใดของรา่ งกาย เชน่ ถ้าเปนปอดบวมจากเชอื Pneumocystis Carinii จะมไี ข้ ไอ หอบ

การรกั ษา

ยังไม่สามารถรกั ษาใหห้ ายได้ แต่สามารถควบคมุ โรคและทาํ ให้มีชวี ตอยไู่ ด้นานอยา่ งคนปกติ

โดยแนวทางการรกั ษาผูต้ ิดเชอื เอชไอวและผ้ปู วยเอดส์ ได้แก่

209

1. การใช้ยายับยังการเพิมจาํ นวนของเชือไวรสั หรอยาต้านเชือไวรสั ซึงต้องรบั ประทานไป
ตลอดชวี ต เรยกว่า Antiretroviral therapy สามารถติดตามผลการรกั ษาได้จากการเจาะเลือดดูปรมาณเม็ด
เลือดขาว CD 4 T cell ว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติหรอไม่ และนับปรมาณไวรสั ในเลือดได้โดยตรง (Viral load)
ปจจุบนั ยาต้านเชอื ไวรสั เอชไอวมหี ลายชนดิ ได้แก่

- ย า ที มี ฤ ท ธิยั บ ยั ง เอ น ไซม์ รเ ว ส ท รา น สค ร ป เ ต ส ( Nucleoside analogues
Reverse transcriptase inhibitors) เ ช่น ย าชือ Zidovudine (AZT), Didanosine (ddI), Zalcitabine
(ddC), Stavudine (d4T), Lamivudine (3TC)

- ยาทีมีฤทธิยับยังเอนไซม์รเวสทรานสครปเตสทีไม่ใช่นิวคลี โอไซด์ (Non-
nucleoside reverse transcriptase inhibitors) เชน่ ยาชอื Delavirdine, Loviride, Nevirapine

- ยาทีมฤี ทธยิ บั ยังเอนไซม์โปรตีเอส (Protease inhibitors) เชน่ ยาชอื Nelfinavir,
Indinavir, Ritonavir, Saquinavir

หลักการให้ยาต้านไวรสั ในปจจุบันคือ ต้องให้ยาอย่างน้อย 3 ชนิดโดยใชย้ าในกลุม่
Nucleoside analogue 2 ตัว รว่ มกับยาในกลุ่ม Non-nucleoside หรอ Protease inhibitor อีก 1 ตัวรวม
เปน 3 ตัว โดยต้องรบั ประทานยาทุกวันและตรงตามเวลาทีกําหนดโดยเครง่ ครดั เรยกว่า การให้ยาต้านไวรสั
ด้วยวธี highly active antiretroviral therapy หรอ HAART

2. การใชย้ ารกั ษาโรคติดเชอื ทีเกิดจากมีภมู ิค้มุ กันต้านทานโรคบกพรอ่ งหรอเชอื ฉวยโอกาส
ขึนอยูก่ ับวา่ ผปู้ วยติดเชอื ชนิดใด เชน่ ติดเชอื วัณโรคก็ให้ยารกั ษาวณั โรค ติดเชอื รากใ็ ห้ยารกั ษาเชอื รา หรอถ้า
เปนโรคมะเรง็ ก็รกั ษาโรคมะเรง็ เปนต้น

3. การให้ยาต้านเชือไวรสั อาจให้ได้ในผู้ติดเชือ ทีมี CD 4+ T cell ตามากๆ หรอมารดาที
กําลังตังครรภ์ หรอบตุ รทเี พิงคลอดจากมารดาทีมีเชอื ไวรสั ก็ควรได้ยาต้านเชือไวรสั ตังแต่แรกเกิด

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การเจาะเลือดเพือนับจํานวนเม็ดเลือดขาวชนิด ทีลิมโฟซัยท์ทีมีซีดี 4 เปนบวก (CD 4-
positive T cell) จะพบวา่ จาํ นวนลดลงมาก เพราะเชอื ไวรสั จะเขา้ ไปอย่ใู นเซลล์ชนดิ นี และจะทําลายเซลล์ชนิด
นีไปเรอย ๆ ถ้ามีปรมาณของทีลิมโฟซยั ท์ทีมีซีดี 4 เปนบวกลดลงตากว่า 350 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตรใน
ผู้ใหญ่ (ค่าปกติ 600 - 1,200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร) ระดับของ CD4 T cell ทีใช้ในการวนิจฉัย ถ้าเปน
เด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือนจะมี CD4 น้อยกว่า 30% ของเม็ดเลือดขาวทังหมด เด็กอายุ12 - 35 เดือนจะมี
CD4 น้อยกวา่ 25% และเด็กอายุ 36 - 59 เดือนจะมี CD4 น้อยกว่า 20% การนับจาํ นวนของเชอื ไวรสั ในเลอื ด
โดยมากเราไม่สามารถนับเชือไวรสั โดยตรงได้ แต่เราใช้วธีนับสารพันธุกรรมทีเรยกว่าอารเ์ อ็นเอของไวรสั
(Serum HIV RNA) หรอเรยกว่า การตรวจหา Viral load การตรวจหาสารพันธุกรรมนีจะทําให้วนิจฉัยโรคได้
เรว็ กว่าการตรวจหาสารภูมิต้านทานไวรสั เอชไอว เพราะสามารถพบสารพันธุกรรมของไวรสั นีได้ตังแต่ 3 - 5
สัปดาห์หลังติดเชอื การตรวจวธอี ืนๆ เชน่ เอ๊กซเรยป์ อด อาจพบว่ามีความผิดปกติ เชน่ วัณโรคปอด ปอดบวม
จากเชอื รา หรอจากเชอื ฉวยโอกาสชนิดอืนได้
การปองกันการติดเชื อเอชไอวในเด็ก ดังนี
1. การให้เพศศึกษาแก่เด็กวยั รุน่ เพือให้มพี ฤติกรรมทางเพศทีปลอดภัย
2. การให้การปรกษาแก่หญิงทีติดเชอื เอชไอว เพือให้เปลียนแผนการตังครรภ์ ซงึ จะเปนการ
ลดจาํ นวนเด็กทีเกิดจากหญงิ เหล่านี
3. การรณรงค์ปรบั เปลียนพฤติกรรมทางเพศของผู้ใหญ่ เพือลดการแพรเ่ ชอื สู่หญิงวัยเจรญ
พนั ธุ์ อนั จะนาํ ไปสู่การมีบุตรติดเชอื ได้
4. การตรวจเชอื เอชไอวในผลติ ภัณฑ์ของเลอื ดก่อนให้กับเด็ก

210

5. การงดให้ทารกกินนมแม่ทีติดเชอื เอชไอว

การพยาบาล
1. ให้ยาต้านเชอื ไวรสั คือ AZT เพือลดปรมาณเชอื เอชไอวจากมารดา โดยให้หญงิ ตังครรภ์ทีมี
เชือเอชไอวรบั ประทานทุก 12 ชม. เมือตังครรภ์ครบ 32-34 สัปดาห์ และเพิมเปนทุก 3 ชม. เมือเจ็บครรภ์
จนกระทังคลอด หลังคลอดไมต่ ้องรบั ประทานถ้าแมร่ บั ประทานยาไม่ถึง 1 เดือน ลูกต้องรบั ยาต่อเปนเวลา 6
สัปดาห์
2. งดให้เด็กกนิ นมแม่ และให้นมผสมแทน
3. การปองกันทีดีทสี ุด คือ การให้ความรูเ้ กียวกับโรคเอดส์ทีถูกต้องแก่ประชาชน เพือปองกัน
ไม่ให้ติดเชอื เอชไอว และแนะนําให้ผ้ทู ีติดเชอื คมุ กําเนดิ
4. การส่งเสรมโภชนาการ ภาวะทุพโภชนาการจะทาํ ใหเ้ ด็กมีภาวะภมู ิค้มุ กันเสือมลงไปอกี และ
อาจทําให้มีโรคติดเชอื ได้งา่ ยและรนุ แรง สาเหตุเนืองจากได้รบั อาหารไม่เพยี งเนืองจากเบอื อาหาร และจากการ
สูญเสียพลงั งานเนืองจากเจบ็ ปวย การจดั อาหารควรจดั ให้ครบทัง 5 หมู่และมพี ลงั งานสูง สําหรบั ทารกควรให้
นมผสมแทนนมมารดา เนืองจากเชอื เอชไอวจะผา่ นไปสู่บตุ รทางนมมารดาได้
5. การส่งเสรมพัฒนาการ เด็กทีติดเชอื เอชไอว จะมีพัฒนาการชา้ กว่าเด็กปกติ การประเมิน
พฒั นาการของเด็กในระยะแรก ๆ จะชว่ ยส่งเสรมพฒั นาการเด็กเปนไปได้เรว็ ยงิ ขึน พยาบาลควรแนะนําวธกี าร
ประเมินงา่ ย ๆ และสอนเทคนิคการส่งเสรมพฒั นาการเด็กเหลา่ นี
6. การสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกัน ควรได้รบั การสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกันโรคเชน่ เดียวกับเด็กปกติ แต่
ควรหลีก เลียงการฉีดวคั ซนี ปองกันโรคทีทาํ จากเชอื ทียังมชี วี ตอยู่ เพราะอาจเกิดปฏิกิรยารุนแรงได้

7.2.4 การติดเชือบรเวณผิวหนัง
7.2.4.1. โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)

ในเด็กพบได้บอ่ ยประมาณรอ้ ยละ 3-5 จะมีอาการคันทัวทังตัว และจากการซกั ประวตั ิ
จะพบว่ามีประวัติคนในครอบครวั เปนโรคภูมิแพ้ หอบหืด หรอลมพิษ ลักษณะของผืนคันจะพบบรเวณแก้ม
แขนขา และขอ้ พบั (ชว่ งวัยเด็ก)

การดูแล ควรหลีกเลียงการอาบนาทมี ีอุณหภมู สิ ูงมากเกินไปและเลอื กใชส้ บู่ทีมคี วาม
ออ่ นโยน และไม่ฟอกหรอถูสบู่แรงๆ จัดทีอย่/ู สภาพแวดลอ้ มให้โล่งโปรง่ สบาย ไม่รอ้ นเกินไป ขณะเดียวกันไม่
ควรใส่เสือผา้ หนาๆ หลกี เลียงขนสัตว์ นุ่น ฝุนละออง

7.2.4.2 ผืนแพ้ผ้าอ้อม (Diaper dermatitis)
เกิดจากการแพ้ระคายเคืองบรเวณทีสัมผัสผ้าอ้อมเปนเวลานาน ส่วนใหญ่จะเปน

บรเวณขาออ่ นด้านใน อวยั วะเพศ ก้น ทอ้ ง ท้องด้านล่าง ต้นขา
การดู แล คือ หมันเปลียนผ้าอ้อม รักษาความสะอาด ไม่ปล่อยให้เศษอุจจาระ

ปสสาวะหมักหมมคังค้าง ควรเลอื กใชผ้ า้ ออ้ มทีมเี นือนิม การดูแลรกั ษาบรเวณทีเปนผืนคือ ควรทาํ ความสะอาด
เปาลมให้แห้ง โดยปล่อยให้เด็กมผี ิวโล่ง

7.2.4.3 โรคหิด (Scabies)
เกิดจากการติดเชอื ไร ชอื Sarcoptes scabiei var hominis ติดต่อจากมนษุ ยไ์ ปสู่

มนุษย์ ตัวหิดสามารถมีชีวตอยู่ได้นานถึง 3 วันในสภาวะอุณหภูมิห้องปกติ ตัวหิดผสมพันธุก์ ันบนผิวหนังคน
แล้วเจาะอุโมงค์ในผิวหนังกําพรา้ เพือใชว้ างไข่ โดยออกไข่วันละ 2-30 ฟองแล้วก็จะตาย การติดเชือเกิดจาก

211

การสัมผัสใกล้ชิดกับคนทีเปนโรคหิด เช่น สัมผัสผิวหนังโดยตรง สัมผัสเสือผ้า ผ้าปู ผืนของหิดจะคันมาก
โดยเฉพาะเวลากลางคืน บรเวณทีพบผืนได้บ่อยคือ งา่ มมอื งา่ มเทา้ ขอ้ พับแขน รกั แร้ เต้านม อวยั วะเพศ รอบ
สะดือ และก้น ในเด็กอาจพบผืนบรเวณหน้าและศีรษะ

การดูแล ทําความสะอาดเครองใช้ เครองนุ่งห่ม, ทีนอน, ทีใชใ้ นหนึงอาทิตย์ทีผ่านมา
ด้วยการซกั นารอ้ นอย่างนอ้ ย 5 นาที หรอเก็บไว้ในถุงพลาสติกปดปากแนน่ อย่างน้อย 7 วัน แยกของใชส้ ่วนตัว
ตัดเล็บสันและตะไบเลบ็ ให้ไม่คม ไม่แคะแกะเกาผืนคัน

...................................................................................................................................................

212

เอกสารอ้างอิง

1. กมลวช เลาประสพวฒั นา. โรคเอดส์.ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสร, บรรณาธกิ าร. กุมาร
เวชศาสตร์ เลม่ 1. พิมพค์ รงั ที 3. กรุงเทพฯ: สหมิตรพฒั นาการพิมพ์; 2559. 447-56.

2. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ตารางการสร้างเสรมสุขภาพภูมิคุ้มกันโรค. นนทบุร: 2562,
นนทบุร : กระทรวงสาธารณสุข.

3. พรพิมล พฤกษ์ประเสรฐ.ไข้ออกผืน: ในประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสร, บรรณาธกิ าร. กุมาร
เวชศาสตร์ เลม่ 1. พมิ พ์ครงั ที 3. กรงุ เทพฯ: สหมิตรพฒั นาการพิมพ์; 2559. 387-404.

4. พรพิมล พฤกษ์ประเสรฐ.ไข้เลอื ดออกเดงกี: ในประยงค์ เวชวนชิ สนอง และวนพร อนันตเสร , บรรณาธกิ าร.
กุมารเวชศาสตร์ เล่ม1. พิมพ์ครงั ที 3. กรงุ เทพฯ: สหมิตรพัฒนาการพมิ พ์; 2559. 405-18.

5. พรพิมล พฤกษ์ประเสรฐ. คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน: ในประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสร,
บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พมิ พ์ครงั ที 3. กรงุ เทพฯ: สหมติ รพัฒนาการพิมพ์; 2559. 435-
46.

6. สมาคมโรคติดเชอื แห่งประเทศไทย. ไขเ้ ลอื ดออก. กรงุ เทพฯ: เพนตากอน แอด็ เวอรไ์ ทซงิ . 2546.
7. สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศ. โรคติดเชือทีปองกันได้ด้วยวคั ซนี . พิมพ์ครงั ที 1. กรุงเทพฯ: ธนา

เพลสไทย: 2550.
8. โอฬาร พรหมาลิขิต.ปญหาโรคติดเชอื ในเด็ก: ในสมบรู ณ์ จนั ทรส์ กุลพร และคณะ, บรรณาธกิ าร.

กุมารเวชศาสตร์ 2. พิมพ์ครงั ที 2. กรงุ เทพฯ: นพชยั การพมิ พ์, 2557. 581-642.
9. Centers of Disease Control. Prevention: Recommended childhood and adolescent

immunization schedule: United States, 2005, Morb Mortal Wkly Rep 53 (51-52): Q1-
Q3, 2005.

213

บทที 8
การพยาบาลเด็กที มีปญหาระบบหัวใจ

อาจารย์วรรณา จาํ ปาทพิ ย์

วัตถุประสงค์การเร ยนการสอน
เมือสินสุดการเรยนการสอนแล้วนักศึกษาสามารถ

1. อธบิ ายความหมาย พยาธสิ รรวทยา อาการและอาการแสดง การวนิจฉัย การรกั ษา ปญหาของโรคหัวใจ
แต่กําเนดิ (ASD, VSD, PDA, CoA , TOF, TGV )

2. อธบิ ายความหมาย พยาธสิ รรวทยา อาการและอาการแสดง การวนจิ ฉัย การรกั ษา ปญหาของโรคหัวใจที
เกิดขนึ ภายหลัง (Rheumatic heart disease, Infective endocarditis) และโรคอักเสบทางหลอด
เลือด (Kawasaki disease)

3. อธบิ ายและให้การพยาบาลผู้ปวยเด็กทีมีภาวะหัวใจวายได้ (Heart failure)
4. วเคราะห์ปญหาและให้คําแนะนําในการดูแลผปู้ วยเด็กโรคหัวใจได้

การทํางานของหัวใจเปนการสูบฉีดเลือดออกไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายโดยการไหลเวยนของเลือด
ผ่านทางหลอดเลือดใหญ่และผ่านหลอดเลือดทีมีขนาดเล็กลงจนถึงหลอดเลือดฝอย เพือการแลกเปลียน
ออกซเิ จนและสารอาหารรวมทังรบั เอาของเสียต่าง ๆ โดยผ่านทางหลอดเลือดดําขนาดโตขึนเรอย ๆ จนเข้าสู่
หลอดเลือดดําใหญ่กลับเข้าสู่หัวใจ เมือเกิดความผิดปกติของโครงสรา้ ง ย่อมส่งผลให้เกิดการทําหน้าทีเสียไป
ด้วย ซึงอาจจะเกิดตังแต่อยู่ในครรภ์มารดาหรอเกิดขึนภายหลังหรอเกิดจากการติดเชือทีทําให้หัวใจทํางาน
ผดิ ปกติทีส่งผลกระทบต่อการเจรญเติบโตและพัฒนาการของเด็กได้

8.1 ขอบเขตโครงสรา้ งและหน้าที การทาํ งานของหัวใจและหลอดเลือด
8.1.1 โครงสรา้ งและหน้า ทีการทํางานของหัวใจ
หัวใจประกอบด้วยเยือหุ้มหัวใจทีมีเนอื เยือ 3 ชนั คือชนั เยือหุ้มหัวใจ ชนั กล้ามเนือหัวใจและ

ชนั เยือบุภายในหัวใจ ประกอบด้วยห้องหัวใจ จาํ นวน 4 ห้อง
ระบบไหลเวยนจะประกอบด้วยการทํางานของหัวใจหลอดเลือดและเลอื ดโดยอาศัยการบีบตัวของหัวใจ

ในการส่งเลือดแดงออกไปเลียงรา่ งกายผ่านทางหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดําจะทําหน้าทีในการนําเลือด
กลับสู่หัวใจการไหลเวยนเลือดจะเปนระบบปด

8.1.2 การทํางานของหัวใจ เปนการทํางานของ 2 ระบบควบค่กู ันตลอดเวลา คือ
1) Pulmonary circulation เปนการทาํ งานของหัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) ในการบีบ
ตัวเพือสง่ เลอื ดเข้าสู่หลอดเลอื ด pulmonary artery ซงึ จะแยกออก 2 ข้างเข้าสู่เส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลม
ปอดซกี ซา้ ยและซกี ขวาเพือแลกเปลยี นออกซเิ จนกับคารบ์ อนไดออกไซด์เมือเลือดเปลยี นเปน oxygenated
blood ก็จะไหลกลบั เขา้ สู่หัวใจห้องบนซา้ ย (Left atrium) ผ่านทางหลอดเลือด pulmonary vein

2) Systemic circulation เปนการทํางานของหัวใจห้องลา่ งซา้ ย (Left ventricle) บีบตัวส่ง

214

เลอื ดเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่เพือไปเลียงส่วนต่างๆ ของรา่ งกายผา่ นทางหลอดเลอื ดแดงแขนงต่างๆ จนถึง
หลอดเลือดฝอย และจะรบั เอาของเสียและเลอื ดทีมคี ารบ์ อนไดออกไซด์กลับเข้าส่หู ัวใจห้องบนขวาผ่านมาทาง
หลอดเลือดดํา SVC และ IVC

ภาพที 8.1 ระบบไหลเว ยนโลหิตของทารกขณะอยู่ในครรภ์ ( Fetal Circulation Structure)
(ทีมา: https://babyexcel.com/fetal-circulation/)

8.2 การวนิจฉัย
7.2.1 การซักประวัติ
ประวัติการเจบ็ ปวยเปนข้อมลู ทีสําคัญมากในการประเมินสภาพของผู้ปวยเด็กทีเปนโรคหัวใจ จะต้อง

เอาใจใส่และสังเกต เชน่ เด็กดูดนมได้น้อยลง หายใจเรว็ หรอเด็กอายุ 7 ขวบไม่สามารถเล่นกีฬากับเพือน มี
อาการซดี และอ่อนเพลีย

1) ประวตั ิเกียวกับการเจรญเติบโตและพัฒนาการ การดูดนม อาการผดิ ปกติขณะดูดนม เชน่ หายใจ
หอบ ผิวเขียวคลา เหงอออก ปรมาณนมทีดูดได้ในแต่ละครงั การรบั ประทานอาหาร ความทนต่อการทํากิจกรรม
หรอการปฏิบตั ิกิจวตั รประจาํ วนั

2) อาการและอาการแสดงขณะทาํ กิจกรรมหรอขณะดูดนม เชน่ อาการซดี ผิวหนังชนื นิวปุม เขียว
เปนลม เหงอออกง่ายโดยเฉพาะเวลาดูดนม ชอบนังยอง ๆ หายใจเรว็ หอบขณะออกกําลังกายหรอติดเชือ
ทางเดินหายใจ เปนหวัด เจบ็ คอบ่อย ๆ

3) ประวัติการตังครรภ์และการคลอด มารดามโี รคประจาํ ตัว เชน่ เบาหวาน และประวตั ิการตัง
ครรภ์และการคลอดมีความสําคัญทีทําให้คิดถึงโรค PDA มากกว่าโรคอืน เชน่ ทารกทีเปน congenital rubella
และทารกทีคลอดก่อนกาํ หนด เปนต้น

4) ประวตั ิครอบครวั เชน่ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มีประวตั ิพีน้องเปนโรคหัวใจพกิ ารแต่กําเนิด
การตายของทารกหลังคลอด หรอการตายของคนในครอบครวั ในวัยผู้ใหญ่ หรอสมาชกิ ในครอบครวั เปน Down
syndrome เปนต้น

8.2.2 การตรวจรา่ งกาย ในผปู้ วยเด็กมี 4 ขันตอนดังนี
1) การดู เปนการดูลกั ษณะภายนอกทัวไป เกียวกบั การเจรญเติบโต ได้แก่ นาหนัก ส่วนสูง และ
พัฒนาการดูว่ามีอาการบวม เขยี ว มีการโปงพองของหลอดเลือดดําทีคอ หรอมีนิวปุม ดูรูปรา่ งลักษณะของทรวง
อกวา่ มกี ารโปงนนู เชน่ อกไก่ รวมทังลกั ษณะของการหายใจ มีการหายใจเรว็ หรอหายใจลําบากหรอไม่
2) การคลํา (palpation) โดยการคลําหาชพี จรตําแหนง่ ต่างๆ เพือเปรยบเทยี บความแรงและอตั รา
การเต้นของชพี จร เชน่ ถ้าชพี จรทีขาเบากวา่ ทีแขน ให้คิดถึงโรค CoA และคลําหาขนาดของตับ

215

3) การเคาะ (percussion) เพือหาขอบเขตของหัวใจ ปจจุบันจะใช้ X-ray แทน
4) การฟง (auscultation) โดยการฟงอัตรา และการเต้นของหัวใจ เพือจะได้ทราบว่าหัวใจเต้นเรว็
ชา้ หรอเต้นผดิ จงั หวะ และฟงลกั ษณะของเสียงหัวใจ ปกติและ murmur

8.2.3 การประเมินสัญญาณชพี
ดูลกั ษณะการหายใจอตั ราการหายใจ ชพี จรและอตั ราการเต้นของหัวใจ เสียงหัวใจผดิ ปกติ

ความดันโลหิตทีแขนและขา ความแตกต่างระหวา่ งค่า pulse pressure
8.2.4 อาการและอาการแสดง
เชน่ อาการเขียว ซดี บรเวณเล็บมือและเล็บเท้า และเยือบุต่างๆ หรอมี clubbing ของนิวใน

ผู้ปวยทีมีภาวะหัวใจวายจะต้องสังเกตอาการ เชน่ บวมบรเวณใบหนา้ เปลอื กตา หายใจเรว็ หอบ หัวใจเต้นเรว็

8.2.5 การตรวจทางห้องปฏบิ ัติการและการตรวจพิเศษต่างๆ
1) การตรวจเลอื ดหาค่า Hemoglobin, Hematocrit, Electrolyte
2) การตรวจคลืนไฟฟาหัวใจ (Electrocardiogram) เปนการตรวจคลืนไฟฟาจากเซลล์ของหัวใจ

และบนั ทึกออกมาเปนภาพจากการทาํ งานของกล้ามเนือหัวใจ และภาวการณ์เต้นของหัวใจทีผดิ ปกติ
3) การตรวจด้วยคลืนเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) เปนการตรวจโดยใช้คลืนเสียง

ความถีสูง เปนการตรวจโครงสรา้ งและการทาํ หน้าทีของหัวใจ บนั ทึกออกมาเปนภาพวดิทศั น์
4) ก า ร ส ว น หั ว ใ จ (Cardiac Catheterization ก า ร ส ว น หั ว ใ จ เ ป น ก า ร ส อ ด ส า ย ส ว น (

radiopaque catheter) ทีติดกล้อง fluoroscope ซึงทําหน้าทีเหมือนเปนเครองถ่าย X-ray ใช้นําทางสาย
สวนไปยังบรเวณต่างๆ ของหัวใจ โดยการสอดเข้าทางหลอดเลือด โดยทัวไปนิยมใชห้ ลอดเลือดบรเวณขาหนีบ
ไปถึงหัวใจ โดยการสอดเข้าทางหลอดเลือด

5) การตรวจหัวใจด้วยพลังแม่เหล็ก เอ็มอารโ์ อ (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เปน
การตรวจโดยใช้สนามแม่เหล็กกําลังสูงให้อยู่รอบๆ ตัวผู้ปวย และใช้เครองคอมพิวเตอรแ์ สดงภาพเพือดู
โครงสรา้ งของหัวใจและหลอดเลอื ด ความผิดปกติของหัวใจแต่กําเนดิ การแขง็ ตัวของเลือด การทําหนา้ ทีของลิน
หัวใจ และการติดเชอื

8.3 ความผิดปกติของหัวใจแต่กาํ เนิดหร อโรคหัวใจพิการแต่กําเนิด
โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด เปนความผิดปกติทีพบได้ประมาณ 8 คนต่อการเกิดมีชพี 1,000 คน โรคทีพบ

บ่อย ได้แก่ VSD, ASD, PDA, TOF, PS, AS และ CoA เปนต้น ความก้าวหน้าในการตรวจวนิจฉัยมีการพฒั นาไป
มาก ได้แก่ echocardiography, cardiac MRI, cardiac CT, และ cardiac catheterization ทีสามารถทํา
ให้การตรวจวนิจฉัยได้แม่นยํามากขึน ในปจจุบันการสวนหัวใจเพือการรกั ษาโรคหัวใจพิการแต่กําเนิดมีการ
พฒั นามากขึน ซงึ แต่เดิมต้องรกั ษาด้วยการผา่ ตัดแก้ไขเท่านัน

216

ตารางที 8.1 ชนดิ ของโรคหัวใจพิการแต่กาํ เนิดที พบบ่อย
โรคหัวใจพกิ ารแต่กาํ เนดิ สามารถแบง่ ออกได้เปน 2 กลุม่ ใหญ่ ดังนี

Congenital Heart Disease

Acyanotic Cyanotic
Decreased
Left to Right Obstructive Pulmonary Increased
Blood Flow Pulmonary
Shunt lesions Blood Flow

ASD PS TOF TGA
VSD AS PS Truncus arteriosus
PDA CoA TA TAPVR
PA

โรคหัวใจพิการแต่กําเนิดชนิดไมเ่ ขียว (acyanotic congenital heart disease ) แบง่ ได้ 2 กลมุ่ คือ
1) กลมุ่ ทีมีเลอื ดไปปอดมากขึน จากการมีเลอื ดไหลลดั วงจรจากซา้ ยไปขวา ทาํ ให้มีภาวะหัวใจวายได้

ถ้าขนาดหรอปรมาณของเลือดทีไปปอดมีมากโรคทีพบบอ่ ยคือ ASD, VSD, และ PDA
2) กล่มุ ทีมกี ารตีบ หรออุดตันทางเดินเลอื ด ซงึ ส่วนใหญ่พบทลี นิ หัวใจ Pulmonary และ Aortic

โรคทีพบบ่อยในกลมุ่ นีคือ PS, AS , และ CoA
โรคหัวใจพิการแต่กาํ เนิดชนิดเขยี ว (cyanotic congenital heart disease) แบง่ ได้ 3 กลุม่ คอื

1) กลุ่มทีมีเลือดไปปอดนอ้ ยลง โดยผปู้ วยจะมอี าการเขียวเปนอาการนาํ แต่ไมม่ ีภาวะหัวใจวายรว่ ม
ด้วย โรคทีพบบอ่ ย คือ TOF

2) กลมุ่ ทีมเี ลือดไปปอดมากขึน โดยผู้ปวยจะมีอาการเขียวไม่มาก แต่จะมภี าวะหัวใจวายรว่ มด้วยโรค
ทีพบบอ่ ยในกลุ่มนีคือ TGA

3) กลุ่มทีมคี วามผิดปกติอืนๆ
- Transposition of the great vessels (TGV) คือ Aorta และ Pulmonary artery เปดสลบั กัน
- Double outlet of right Ventricle (DORV) คือ Aorta และ Pulmonary เปดรบั เลือดทีออก

จาก Right Ventricle

8.3.1 โรคหัวใจพิการแต่กําเนิดชนิดไม่เขียว (Acyanotic congenital heart disease)
8.3.1.1 ความผิดปกติของผนังกั นระหวา่ งเอเตร ยม (Atrial Septal Defect, ASD)
เปนความผิดปกติทีทําให้มีรูรวั ทีผนังกันระหว่างเอเตรยมทําให้เลือดจากหัวใจห้องบนซ้ายทีมีความดัน

สูงกว่าไหลไปสู่หัวใจห้องบนขวา
พยาธสิ รรภาพ
เลือดแดงจะไหลจากเอเตรยมซ้ายไปเอเตรยมขวา ทําให้มีการเพิมปรมาณเลือดและการทํางานของ

หัวใจด้านขวา ทําให้หัวใจด้านขวาโตและเกิดปอดบวมนา (Pulmonary edema) จากการเพิมประมาณเลือดใน
ระบบไหลเวยน

217

ภาพที 8.2 ความผิดปกติของผนังกันระหว่างเอเตร ยม (Atrial Septal Defect, ASD)
(ทีมา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Atrial_septal_defect-az.png)

อาการและอาการแสดง
ASD ขนาดเลก็ มกั มีขนาดเลก็ กว่า 8 mm. จะทาํ ให้มกี ารไหลลดั ของเลอื ดและมเี ลือดไปปอดมากขึน
โดยมีปรมาณการไหลของเลอื ดผ่านปอดไม่ถึง 2 เทา่ ของปรมาณการไหลของเลือดผ่านรา่ งกาย
ASD ขนาดปานกลาง มเี ลอื ดไหลไปปอดมากขึน มีปรมาณการไหลของเลือดผ่านปอดเปน 2 เท่า ของ
ปรมาณการไหลของเลือดผา่ นรา่ งกาย
ASD ขนาดใหญ่ มเี ลือดไหลไปปอดมากยิงขึน มีปรมาณการไหลของเลือดผ่านปอดมากกวา่ 2 เท่า
ของปรมาณการไหลของเลือดผ่านรา่ งกาย
ถ้าเปน ASD ขนาดเลก็ จะไมก่ ่อให้เกิดอาการและเด็กจะเจรญเติบโตได้ปกติ แต่ถ้าเปนขนาดใหญ่ จะ
ทาํ ให้เหนือยงา่ ย เหงอออกมาก หายใจลําบากเวลาออกกําลงั ไม่สบายบ่อย ๆ จากการติดเชอื ระบบทาง
เดินหายใจ อาจทาํ ให้หัวใจวายได้

การวนิจฉัย
1) การตรวจรา่ งกาย มักพบการเจรญเติบโตปกติ หรออาจได้ยนิ เสียงหัวใจผิดปกติได้ยินเสียง

Murmur
2) การถ่ายภาพรงั สีทรวงอกจะพบหัวใจโตเล็กน้อย เวนตรเคิลขวาและเอเตรยมขวาโต หลอดเลอื ด

แดงพลั โมนารยโ์ ตและมหี ลอดเลอื ดทีปอดเพิมขนึ
3) การตรวจคลืนไฟฟาหัวใจ พบเอเตรยมขวาโต
4) การตรวจคลืนเสียงสะท้อนหัวใจ สามารถวนิจฉัยได้แม่นยาํ โดยทัวไปจะพบเอเตรยมขวาและเวน

ตรเคิลขวาโต หลอดเลือดแดงพัลโมนารยม์ ขี นาดใหญข่ ึนและเห็นรูรวั ชดั เจน
5) การสวนหัวใจและการฉีดสารทึบรงั สี มกั ทําในรายทีมคี วามดันในหลอดเลอื ดพัลโมนารย์สูงมากๆ

จะพบวา่ มีเลือดแดงปนมาเลอื ดดําในเอเตรยมขวาหรอบางครงั อาจพบในเวนตรเคิลขวา

การรกั ษา
ASD ขนาดเล็กอาจปดได้เองในชว่ งอายุ 3 ป ส่วน ASD ทีมีขนาดใหญไ่ ม่ปดเองต้องผา่ ตัดปดเมืออายุ 5

ป โดยการผา่ ตัดเย็บปดรรู วั (surgical closure) หรอบางสถาบันไมใ่ ชก้ ารผ่าตัดแต่ใชว้ ธปี ดด้วยอุปกรณ์
(device closure )

218

8.3.1.2 ความผิดปกติของผนังกันระหว่างเวนตรเคิล (Ventricular Septal Defect, VSD)
เปนความผดิ ปกติทีทาํ ให้มรี ูรวั ของผนังกันระหว่างเวนตรเคิล เปนโรคหัวใจพกิ ารทพี บได้บอ่ ยทสี ดุ ในเด็ก
ขนาดของรูรวั จะมที งั ขนาดเลก็ ขนาดกลางและขนาดใหญ่

VSD ขนาดเลก็ (Small VSD) รรู วั มขี นาด < 5 มลิ ลเิ มตร
VSD ขนาดปานกลาง (moderate VSD) รูรวั มขี นาด 5-10 มิลลเิ มตร
VSD ขนาดใหญ่ (large VSD) รูรวั ขนาด > 10 มลิ ลิเมตร
พยาธสิ รรภาพ
การมีรูรวั ระหว่างเวนตรเคิลทําให้เลือดไหลลัดจากเวนตรเคิลซา้ ยไปเวนตรเคิลขวาเนืองจากมีความดัน
สูงกว่า (left to right shunt) การเปลียนแปลงการไหลเวยนของเลือดจะขนึ อยูก่ ับขนาดของรรู วั และแรงต้านใน
หลอดเลอื ดแดงของปอด ถ้ารูรวั ขนาดใหญแ่ ละแรงต้านในหลอดเลอื ดแดงของปอดตาประมาณเลือดทีไหลจาก
ซา้ ยไปขวาจะมากส่งผลให้มีเลอื ดผา่ นปอดและไหลกลับเอเตรยมซา้ ยและเวนตรเคิลซา้ ยมาก ทําให้เกิดปรมาตร
เลือดเกิน (volume overload) และเอเตรยมซา้ ยและเวนตรเคิลซา้ ยโต เมือแรงต้านในหลอดเลือดปอดสูงขนึ
ปรมาณเลือดทีไหลจากซา้ ยไปขวาจะลดลง และถ้าแรงต้านในหลอดเลือดแดงของปอดสูงมากๆ จะทําให้มีการ
ไหลลัดของเลือดทังสองทางเรยกว่า ภาวะ Eisenmenger’s syndrome (reverse shunt) ซงึ จะพบว่าเวนตร
เคิลขวาโต

ภาพที 8.3 ความผิดปกติของผนังกันระหว่างเวนตรเคิล (Ventricular Septal Defect, VSD)
(ทีมา: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/e1/Ventricular_septal_defect-

en.png)

อาการและอาการแสดง
ในเด็กทมี รี รู วั ขนาดเลก็ มกั ไมป่ รากฏอาการไปตลอดชวี ตแต่อาจมกี ารติดเชอื ทีเยอื บุหัวใจได้งา่ ยกว่า
คนอนื เด็กทีมรี ูรวั ขนาดกลางจะมอี าการเหนอื ยง่าย ตัวเล็ก มกี ารติดเชอื ของระบบทางเดินหายใจบ่อยๆ ส่วนเด็ก
ทีมีรูรวั ขนาดใหญม่ กั ปรากฏอาการเมืออายุ 1-2 เดือน โดยจะมีอาการติดเชอื ทางเดินหายใจบ่อย เจรญเติบโตชา้
หอบ และมีเหงอออกมาก เขียวขณะรอ้ งหรอดูดนม และมีอาการของภาวะหัวใจวาย เช่น ตับโต หัวใจเต้นแรง
และเรว็
การวนิจฉัย
1) การตรวจรา่ งการยจะพบเสียงหวั ใจผิดปกติทีบรเวณตําแหนง่ รูรวั และอาจพบ systolic thrill ตาม
ขอบซา้ ยของกระดูกอกบรเวณชอ่ งซโี ครงที 3-4

219

2) การถ่ายภาพรงั สีทรวงอก ในเด็กทีมีรูรวั ขนาดเลก็ อาจพบหัวใจมีขนาดปกติหรอโตเล็กน้อย เด็กทีมีรู
รวั ขนาดกลาง มกั พบหัวใจโตและเวนตรเคิลซา้ ยโตและหลอดเลอื ดทีปอดเพมิ ขึนและเด็กทมี รี รู วั ขนาดใหญจ่ ะพบ
หัวใจโต หลอดเลือดทีปอดเพิมขนึ และหลอดเลอื ดแดงพลโมนารย์โตมาก ในเด็กทีมีการไหลลดั ของเลอื ดทังสอง
ทาง หรอเรยกวา่ ภาวะ Eisenmenger’s syndrome (reverse shunt) มักพบเวนตรเคิลขวาโตรว่ มด้วย

3) การตรวจคลนื ไฟฟาหัวใจ ในเด็กทีมรี รู วั ขนาดเลก็ มักพบคลืนไฟฟาหัวใจปกติ หรอมีเวนตรเคิลซา้ ยโต
เล็กน้อย ส่วนเด็กทีมีรูรวั ขนาดกลางจะพบเวนตรเคิลซา้ ยโต และในเด็กทีมรี ูรวั ขนาดใหญจ่ ะพบเวนตรเคิลโตทัง
สองด้าน แต่ถ้ามีการไหลยอ้ นกลบั ของเลือดจะพบมเี วนตรเคิลขวาโตด้านเดียว

4) การตรวจคลืนเสียงสะท้อนหัวใจ สามารถบอกขนาดและตําแหน่งของรูรวั รวมทังบอกความแตกต่าง
ของความดันเลอื ดระหวา่ งเวนตรเคิลซา้ ยและเวนตรเคิลขวาได้ ทําให้สามารถประเมินความดันเลือดในปอดและ
สามารถดูภาวะแทรกซอ้ นได้ เชน่ ลินหัวใจเอออรต์ ิครวั (aortic regurgitation)

5) การสวนหัวใจ ไม่จาํ เปนต้องทําเพือชว่ ยวนิจฉัยโรคนี แต่การสวนหัวใจจะกระทําเพือประเมินความ
ต้านทานในหลอดเลือดของปอดละหาความผดิ ปกติรว่ มอย่างอืน

การรกั ษา
ในเด็กทีมรี ูรวั ขนาดเล็กให้ดูแลสุขภาพปากและฟนและให้ภมู คิ ุ้มกันเด็กตามปกติแต่จะต้องระวังเกียวกับ
การติดเชือของเยือบุหัวใจ (infective endocarditis) ในเด็กทีมีรูรวั ขนาดใหญ่และมีภาวะหัวใจวายจะรกั ษา
ด้วยยาดิจิตาลิส (digitalis) ทีใชใ้ นเด็กคือ digoxin และยาขับปสสาวะทีใช้บ่อยคือ furosemide ถ้าไม่ดีขึน
อาจให้ยาขยายหลอดเลือดรว่ มด้วยในกรณีทีรกั ษาทางยาไมไ่ ด้ผลหรอมภี าวะหัวใจวายมากขนึ แพทย์มักทําผ่าตัด
1) เพือบรรเทาอาการ (Palliative) โดยการผ่าตัดรดั หลอดเลือดแดงปอด เพือลดความดันเลือดทีปอด
ส่วนใหญท่ ําในผูป้ วยเด็กทีมอี าการหัวใจวายรุนแรง และเมือเด็กโตขึนจงึ ผ่าตัดซอ่ มแซมอย่างถาวร
2) การผ่าตัดเพือซอ่ มแซมอย่างถาวร (Complete Repair) ถ้า VSD ขนาดเล็ก ทําผ่าตัดโดยใช้วธที ํา
เปนถงุ หูรดู (Purse-string) แต่ถ้า VSD ขนาดใหญจ่ ะปดด้วย Dacron patch

7.3.1.3 หลอดเลือดหัวใจเกิน (Patent ductus arteriosus, PDA)
โรคหัวใจทีเกิดจากหลอดเลอื ดแดงชอื ดักตัส อารเ์ ทอรโอซสั (Ductus Arteriosus) ปดไมส่ นหิ ลังจาก
เด็กคลอด ในขณะทีเด็กยงั อยใู่ นครรภ์มารดา หลอดเลอื ดดังกลา่ วจะคอยทาํ หน้าทีปองกันไม่ให้เลือดของทารกใน
ครรภ์ไหลเวยนไปยังปอดได้ เนืองจากเลอื ดของทารกยงั ไม่จาํ เปนต้องเข้าไปในปอดเพือรบั ออกซเิ จน

พยาธสิ รรภาพ
การเปลียนแปลงการไหลเวยนเลือดจะขึนอยู่กบั ขนาดของรูรวั และแรงต้านทานการไหลของหลอดเลือด
แดงพัลโมนารย์ ในทารกแรกเกิดความดันเลือดในระบบซสิ เตมคิ และพัลโมนารย์จะใกล้เคียงกันประมาณเลอื ด
ลัดวงจรจะน้อย ผู้ปวยมักไม่มีอาการ และเมือความดันในระบบซสิ เตมิคมากกว่าความดันเลือดในระบบพัลโม
นารย์จะทําให้เกิดการไหลเวยนเลือดจากหลอดเลือดแดงเอออรต์ าไปยังหลอดเลือดแดงพลโมนารย์กลับเข้าสู่
ปอดอีกครงั หนึง ทําให้หัวใจด้านซ้ายต้องทํางานหนักมากขึน นอกจากนีการมีเลือดไหลกลับเข้าหลอดเลือด
แดงพัลโมนารยจ์ ะทําให้หัวใจด้านขวาทํางานหนักเพิมขนึ จากการคังของเลือดในหลอดเลือดพัลโมนารย์ และทาํ
ให้หัวใจด้านขวาโต มีการไหลเวยนกลบั ของเลือดจากขวาไปซา้ ย

220

ภาพที 8.4 หลอดเลือดหัวใจเกิน (Patent ductus arteriosus, PDA)
(ทีมา: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/46/Patent_ductus_arteriosus.svg)

อาการและอาการแสดง
เด็กทีมี PDA ขนาดเล็กมกั จะไม่พบอาการผิดปกติ แต่อาจพบมีหัวใจโตเล็กน้อย จากการตรวจ

รา่ งกาย ในเด็กทีมี PDA ขนาดปานกลางจะพบอาการเหนือยง่าย มีการติดเชือของระบบทางเดินหายใจบ่อยๆ
หัวใจด้านซา้ ยโต ชพี จรแรง (bounding pulse) ในเด็กทีมี PDA ขนาดใหญ่รว่ มกับมีความต้านทานในหลอด
เลอื ดของปอดสงู และมเี ลอื ดไหลผา่ นปอดมากขึน จะมีอาการแสดงตังแต่วัยทารก โดยเฉพาะในทารกคลอดก่อน
กําหนดจะมีอาการหัวใจวายหลังคลอด 2-6 สัปดาห์ หอบเหนือยขณะดูดนม หายใจเรว็ ติดเชอื ระบบทางเดิน
หายใจบอ่ ย ในเด็กทีมี PDA ขนาดใหญร่ ว่ มกบั มีการไหลลัดของเลอื ดทังสองทาง Eisenmenger’s syndrome
(reverse shunt) ผู้ปวยจะมอี าการหัวใจวาย อาจพบอาการเขียวบรเวณปลายนิวเท้า เวนตรเคิลขวาโต ฟงเสียง
หัวใจอาจได้ยินเสียง diastolic murmur บรเวณลนิ หัวใจพลโมนารย์ ผลต่างระหวา่ งความดันซสิ โตลิคและ
ไดแอสโตลิคกว้าง

การวนิจฉัย
1) จากประวัติและการตรวจรา่ งกายจะพบเสียงหวั ใจผิดปกติ ชพี จรแรง เมืออายุ 2-6 สัปดาห์
2) การถ่ายภาพรงั สีทรวงอก ในเด็กทีมี PDA ขนาดเล็กจะพบหัวใจปกติหรอเวนตรเคิลซา้ ยโตเล็กน้อย
ถา้ PDA ขนาดกลางจะพบหัวใจโตปานกลาง ในเด็กทีมี PDA ขนาดใหญร่ ว่ มกับมีเลือดไหลผ่านปอดมาก จะพบ
หัวใจโต เอออรต์ าและหลอดเลือดแดงพัลโมนารย์มขี นาดใหญ่ หลอดเลอื ดทีปอดเพมิ มาก ถ้ามี PDA ขนาดใหญ่
รว่ มกับความต้านทานของหลอดเลือดพลั โมนารย์สูง ขนาดหัวใจมกั จะไม่โต หลอดเลือดแดงพัลโมนารย์ส่วนต้น
และส่วนกลางจะมีขนาดใหญ่ แต่บรเวณส่วนปลายจะมขี นาดเล็กลง
3) การตรวจคลือนไฟฟาหัวใจ ในความผิดปกติขนาดเลก็ จะพบคลืนไฟฟาหัวใจปกติ หรอเวนตรเคิลซา้ ย
โตเลก็ น้อย ความผดิ ปกติปขนาดปานกลางจะพบเวนตรเคิลซา้ ยโตหรอเวนตรเคิลโตทังสองขา้ ง ในความผดิ ปกติ
ขนาดใหญ่จะพบเวนตรเคิลโตทังสองข้างและมีเอเตรยมซา้ ยโดยรว่ มด้วย แต่ถ้ามีการไหลยอ้ นกลบั ของเลือดจะ
พบเวนตรเคิลขวาโตเพยี งข้างเดียว
4) การตรวจคลืนเสียงสะท้อนหัวใจจะพบหัวใจด้านซา้ ยโตและสามารถวัดขนาดของความผดิ ปกติได้

การรกั ษา
1) ให้ยาอินโดเมธาซิน (indomethacin) ซึงเปน prostaglandin inhibitor ขนาด 0.1-3 มิลลิกรมั /
นาหนักตัว 1 กิโลกรมั ทางปากในทารกคลอดก่อนกําหนดหรอทารกแรกเกิด สามารถทําให้ขนาดของ PDA เล็ก

221

ลงและทารกมอี าการดีขึนใน 24-48 ชวั โมง ปจจุบนั มกี ารใช้ ibuprofen สามารถปด PDA ได้ผลดี
2) ทาํ ผ่าตัดผูกหลอดเลือด (PDA ligation) หรอตัดหลอดเลือด (PDA division) ในเด็กทีมีภาวะหัวใจ

วายบ่อยทันทีทีวนิจฉัยได้ ส่วนเด็กทีไม่มีภาวะหัวใจวายควรทําผ่าตัดเมืออายเุ กิน 1 ป เนืองจากภายในขวบแรก
คัดตัส อาทรี โอซสั มีโอกาสปดได้เอง

3) เด็กรายที PDA มีขนาดเลก็ กวา่ 3 มิลลเิ มตร อาจใชก้ ารปดโดยวธี coil embolization โดยผ่านการ
สวนหัวใจ

8.3.1.4 หลอดเลือดแดงเอออรต์ าตีบ (Coarctation of Aorta, CoA)

พยาธสิ รรภาพ
การตีบแคบของหลอดเลอื ดเอออรต์ าจะทําให้มกี ารอดุ กันการไหลเวยนของเลือด ซงึ มีผลทําให้ความดัน
ของหลอดเลือดบรเวณทีอยหู่ นา้ ส่วนตีบแคบเพิมขนึ และความดันเลือดบรเวณส่วนทีอยู่หลัง ส่วนตีบแคบลดลง
ทําให้หัวใจด้านซา้ ยต้องทาํ งานเพิมมากขึน หัวใจโต และมีเลอื ดไปเลียงส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายลดลง

ภาพที 8.5 หลอดเลือดแดงเอออรต์ าตีบ (Coarctation of Aorta, CoA)
(ทีมา: https://quizlet.com/512806240/coarctation-of-the-aorta-flash-cards/)

อาการและอาการแสดง
ในเด็กโตจะพบความดันโลหิตสูง และความดันโลหิตทีแขนสูงกวา่ ทีขา (ในคนปกติความดันโลหิตทีขาจะ
สูงกว่าทีแขนประมาณ 10-20 มิลลิเมตรปรอท ยกเว้นในทารกทียังเดินไม่ได้ ความดันโลหิตทีขาและทีแขนจะ
เท่ากัน) ชพี จรทีแขนแรง และชพี จรทีขาหนีบเบา แขนขาเย็น มกั เปนตะครวขณะออกกําลังกาย บางรายอาจพบ
อาการมึนงง ปวดศีรษะ เปนลม เลือดกําเดาไหล ซงึ เปนผลจากความดันโลหิตสูง ในทารกทีมีความผิดปกติมาก
จะพบภาวะหัวใจวาย มีอาการหอบเหนือย หายใจเรว็ เลียงไม่โต
การวนิจฉัย
1) จากประวตั ิและการตรวจรา่ งกายจะพบความแตกต่างระหว่างความดันโลหติ และชพี จรของแขนและขา
2) การถ่ายภาพรงั สีทรวงอกในทารกจะพบหวั ใจโต ส่วนในเด็กโตจะพบหัวใจด้านล่างซา้ ยโต หลอดเลอื ด
เอออรต์ าส่วนทีอยหู่ น้าบรเวณทีตีบแคบมขี นาดใหญ่ขึน
3) การตรวจคลืนไฟฟาหัวใจ จะพบเวนตรเคิลขวาโตในทารกและเวนตรเคิลซา้ ยโตในเด็กโต
4) การตรวจคลืนเสียงสะท้อนหัวใจ จะเห็นความผิดปกติของหลอดเลือดเอออรต์ าชดั เจนและอาจพบ
ความผิดปกติอืนรว่ มด้วย เชน่ ดัคตัสอาทรี โอซสิ ความผิดปกติของผนังกันระหว่างเวนตรเคิล เปนต้น

222

การรกั ษา
ทารกแรกเกิดทีมีการตีบแคบของหลอดเลือดเอออรต์ ามากต้องให้ prostaglandin E1 ก่อนทีจะได้รบั
การผ่าตัดเพือไม่ให้มีการปดของดัคตัสอาทรี โอซสั และส่งผลให้เลือดไปเลียงบรเวณขาได้ ในเด็กทีมีภาวะหัวใจ
วายให้ดิจติ าลิสและยาขับปสสาวะจนอาการดีขึนและทําการผ่าตัดแก้ไขโดยการผ่าตัดหลอดเลอื ดทีตีบออกแลว้
ต่อใหม่ (end to end anastomosis of aorta) หลังการผ่าตัดอาจมีการตีบแคบของหลอดเลือดได้ประมาณ
รอ้ ยละ 5-10 การผ่าตัดควรทําตังแต่ระยะแรกทีวนิจฉัยได้และสภาพผู้ปวยมีความพรอ้ ม ในปจจุบันการใช้
บอลลูนชว่ ยขยายหลอดเลือดทีตีบแคบขณะทําการสวนหัวใจ (balloon angioplasty) จะสามารถช่วยขยาย
หลอดเลือดได้เล็กนอ้ ย

8.3.2 โรคหัวใจพิการแต่กําเนิดชนิดเขียว (cyanotic congenital heart disease)

8.3.2.1 Tetralogy of Fallot (TOF)
พยาธสิ รรภาพ
การเปลียนแปลงการไหลเวยนของเลือดจะขนึ อยู่กับการตีบของลินหัวใจพัลโมนารย์และขนาดรูรวั ของ
ผนังกันระหว่างเวนตรเคิล ตลอดจนแรงต้านทานการไหลของเลือดในระบบไหลเวยนซิสเตมิคและระบบ
ไหลเวยนพลั โมนารย์ ถ้าขนาดรรู วั ของผนังกันระหวา่ งเวนตรเคิลมีขนาดใหญ่ ความดันในเวนตรเคิลซา้ ยและขวา
จะใกล้เคียงกัน ถ้าแรงต้านทานการไหลเวยนของระบบพัลโมนารย์สูงกว่าระบบซสิ เตมิค เลือดจะไหลจากหัวใจ
ด้านขวาไปด้านซา้ ย แต่ถ้าแรงต้านทานการไหลเวยนของเลือดในระบบซสิ เตมิคมากกว่าระบบไหลเวยนพัลโม
นารย์ เลอื ดจะไหลจากหัวใจด้านซา้ ยไปขวา การตีบของลินหัวใจพลั โมนารย์จะทําให้เลอื ดไหลผ่านปอดลดลง เวน
ตรเคิลขวาต้องทาํ งานหนักขึน ทาํ ให้เวนตรเคิลขวาโต

ภาพที 8.6 Tetralogy of Fallot (TOF)
(ทีมา: http://www.heartpoint.com/congtetralogy.html)

อาการและอาการแสดง
อาการและอาการแสดงจะขึนอยู่กับการตีบของหัวใจพัลโมนารย์ ทารกทีมีการตีบของลินหัวใจพัลโม
นารย์รุนแรงจะพบอาการเขยี วตังแต่แรกคลอด ทารกทีมีการตีบของลินหัวใจเพียงเลก็ น้อย และมีการไหลเวยน
ของเลือดออกจากเวนตรเคิลซา้ ยไปเวนตรเคิลขวา มักจะไมป่ รากฏอาการเขยี วในระยะแรกคลอด ส่วนใหญจ่ ะมี
อาการในระยะปลายขวบแรกคือขณะเรมเดินเนืองจากมีการตีบของลินหัวใจพัลโมนารย์เพิมมากขึนและการ
ไหลเวยนเลอื ดเปลียนแปลงไปผปู้ วยมักมีอาการเขียว เหนือยงา่ ยโดยเฉพาะเวลาออกกําลงั กาย ในเด็กเลก็ จะนัง
พกั หรอนอน ในเด็กทีเดินได้จะนังยอง ๆ (Squatting) เมือรสู้ ึกเหนือยเพือเพิมปรมาณเลือดไปปอดมากขึนและ

223

ลดภาวะขาดออกซเิ จน เด็กบางรายจะมีอาการเขียวมากขึน หายใจแรง กระสับกระส่ายและอาจเปนลมหมดสติ
หรอชกั ได้จากการขาดออกซิเจน เรยกภาวะนีว่า hypoxic spells หรอ anoxic spells มักจะพบภาวะนีในชว่ ง
เชา้ หลังจากตืนนอนในขณะทีเด็กรอ้ ง ดูดนม หรอเบ่งถ่าย และจะพบได้บ่อยในชว่ งอายุ 2 ปแรก เด็กส่วนใหญ่
จะเสียงต่อการเกิดอันตรายจากสมองขาดเลือดไปเลียง เกิด emboli ชกั หรอเสียชวี ตได้จากการขาดออกซเิ จน

การวนิจฉัย
1) จากประวตั ิและการตรวจรา่ งกาย จะพบเสียงหัวใจผิดปกติ เขียวบรเวณเล็บมอื เล็บเท้าและรมฝปาก
นิวมือนิวเท้าปุม (clubbing of fingers) และตัวเลก็ กว่าปกติ
2) การถ่ายภาพรงั สีทรวงอก พบเวนตรเคิลขวาโต ขนาดของหัวใจมักปกติ รูปรา่ งของหัวใจจะคล้าย
รองเท้าหุ้มข้อ (boot) ขนาดของหลอดเลือดแดงพัลโมนารย์จะเล็กลง ส่วนโค้งของหลอดเลือดเอออรต์ า
(aortic arch) อย่ทู างด้านขวา ในกรณีทีมีความผดิ ปกติรุนแรงอาจพบหัวใจโตและเอเตรยมขวาโตเล็กน้อย
3) การตรวจคลนื ไฟฟาหัวใจ จะพบเวนตรเคิลขวาโตหรออาจพบเอเตรยมขวาโตรว่ มด้วย
4) การตรวจคลืนเสียงสะท้อนหัวใจพบเอเตรยมขวาโต ผนังเวนตรเคิลขวาหนา หลอดเลือดเอออรต์ ามี
ขนาดใหญ่กว่าปกติ และอยู่ค่อนไปทางด้านขวา ลินหัวใจพัลโมนารย์ตีบเล็กและพบรูรวั ของผนังกันระหว่างเวน
ตรเคิล
5) การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพบจาํ นวนเม็ดเลือดแดงเพิมขึน ฮีโมโกลบนิ และฮีมาโตรครตสูงกว่า
ปกติ

การรกั ษา
1) การรกั ษาทัวไป ได้แก่ การดูแลสุขภาพอนามัยทัวไป เชน่ อาหาร การรกั ษาสุขภาพฟนการสรา้ งเสรม
ภมู ิค้มุ กันโรคและการให้ยาปฏิชวี นะเพือปองกันการอกั เสบของหัวใจในกรณีทีทําผ่าตัดหรอทําฟน
2) ในเด็กทีมีอาการไม่มากควรให้ค่าฮีมาโตครตอยู่ระหว่างรอ้ ยละ 50-60 โดยให้ธาตุเหล็กวันละ 2-6
มิลลกิ รมั /กิโลกรมั /วัน
3) ในรายทีมีประวัติ hypoxic spells หรอ anoxic spells ควรให้ propranolol ขนาด 1 มก/กก/วัน
แบ่งให้รบั ประทานทกุ 6 ชวั โมง เพือลด infundibular spasm
4) การรกั ษาขณะมภี าวะ hypoxic spells หรอ anoxic spells ดังต่อไปนี

4.1) ปลอบให้เด็กหยดุ รอ้ ง
4.2) จดั ให้นอนท่าเข่าชดิ อก (knee-chest position) เปนการเพิมความต้านทานในระบบเลอื ดซสิ
เตมิคให้เลอื ดไหลเวยนไปปอดเพิมขึนและลดปรมาณเลือดทีไหลกลบั จากปลายขาซงึ เปนเลือดทีมี
ปรมาณออกซเิ จนตาเข้าสู่หัวใจ
4.3) ให้ออกซเิ จน
4.4) ให้มอรฟ์ นซลั เฟต (morphine sulfate) ขนาด 0.1-0.2 มลิ ลิกรมั /กิโลกรมั ฉีดเขา้ ชนั ใต้
ผิวหนัง เพอื ให้เด็กสงบ
4.5) ให้โซเดียมไบคารบ์ อเนต ขนาด 1-2 มลิ ลิอคิ ววาเลนท์/กิโลกรมั ฉีดเข้าทางหลอดเลอื ดดําชา้ ๆ
เพือแก้ไขภาวะกรดในเลอื ด (acidosis) ในเด็กทีมีภาวะขาดออกซเิ จนอย่างรนุ แรงเปนเวลานาน
4.6) ถ้ายงั ไม่ดีขึนให้ยา β-adrenergic blocker หรอ propranolol ขนาด 0.1-0.15 มก/กก/วัน
ทางหลอดเลอื ดดําชา้ ๆ จนหมดใน 3-5 นาที
4.7) ให้ยาเพิมแรงต้านทานของหลอดเลือดในระบบไหลเวยนซสิ เตมิค เชน่ methoxamine,
phenylephrine เปนต้น
4.8) ห้ามให้ยาทีทําให้กลา้ มเนือหัวใจบบี ตัวแรงขึนขณะทีผู้ปวยมีภาวะหมดสติจากการขาดออกซเิ จน

224

เชน่ ยาในกลุ่ม cardiac glycoside, isoproterenol และ epinephrine
5) การทําผ่าตัดเพือเพิมปรมาณเลือดทีไหลเวยนไปปอด โดยการต่อระบบไหลเวยนซสิ เตมิคและระบบ
ไหลเวยนพัลโมนารย์เขา้ ด้วยกันดังต่อไปนี

5.1) การผา่ ตัดต่อหลอดเลือดแดงซบั เคลเวยน (subclavian atery) กับหลอดเลือดแดงพลั โมนารย์
เขา้ ด้วยกัน ทีเรยกวา่ Blalock-Taussing Shunt วธนี ีเปนการผ่าตัดชวั คราว ทําในรายทีมีเลอื ดไป
ปอดไมเ่ พยี งพอ เชน่ เขยี วมาก ฮีมาโตครตมากกวา่ รอ้ ยละ 65 หรอมี hypoxic spells บ่อยและ
สภาพรา่ งกายตลอดจนหลอดเลือดแดงพัลโมนารยเ์ ล็กเกินไป ยังไม่สามารถทําผ่าตัดเพือแก้ไข
ความผิดปกติของหัวใจได้

5.2) การทาํ ผ่าตัดเพือแก้ไขความผดิ ปกติของหัวใจ (total correction) เปนการผา่ ตัดปดรรู วั ระหว่าง
เวนตรเคิล (VSD closure) และผ่าตัดแก้ไขลินหัวใจพัลโมนารย์ (infundibulectomy) ซงึ มกั กระทาํ
ในเด็กอายุมากกว่า 4 ป หรอนาหนักตัวมากกว่า 10 กิโลกรมั

8.3.2.2 หลอดเลือดใหญ่อยูผ่ ิดตําแหน่ง (Transposition of Great Vessel, TGV)
ความผิดปกติทีพบหลอดเลือดแดงพัลโมนารย์ออกจากเวนตรเคิลซา้ ย ส่วนหลอดเลือดเอออรต์ าออ

จากเวนตรเคิลขวา โดยหลอดเลอื ดเอออรต์ าจะอยู่ทางด้านหน้าและค่อนไปทางด้านขวาของหลอดเลอื ดแดงพลั
โมนารย์

พยาธสิ รรภาพ
ความผิดปกตินีจะทําให้ระบบไหลเวยนซิสเตมิคและระบบไหลเวยนพัลโมนารย์แยกจากกันโดย

เด็ดขาด โดยเลือดดําจะไหลออกจากเอเตรยมขวาไปยงั เวนตรเคิลขวาและหลอดเลือดเอออรต์ าส่งไปยังอวยั วะ
ต่างๆ ของรา่ งกาย ส่วนเลือดแดงจะไหลจากเอเตรยมซ้ายไปเวนตรเคิลซ้ายและส่งไปปอดทางหลอดเลือด
แดงพัลโมนารย์ ผู้ปวยจะมชี วี ตอยไู่ ด้เมือมชี อ่ งทางติดต่อระหวา่ งระบบไหลเวยนซสิ เตมิคและระบบไหลเวยนพัล
โมนารย์ เชน่ ASD, VSD,หรอ PDA เพือให้มีการผสมกันระหวา่ งเลอื ดดําและเลอื ดแดง ถ้าชอ่ งทางติดต่อระหวา่ ง
ระบบไหลเวยนซสิ เตมิคและระบบไหลเวยนพัลโมนารย์ตีบแคบ จะทําให้การผสมกันของเลือดดําและเลือดแดง
ไม่เพยี งพอ เด็กอาจเสียชวี ตจากภาวะขาดออกซเิ จนได้

ภาพที 8.7 หลอดเลือดใหญ่อยู่ผิดตําแหน่ง (Transposition of Great Vessel, TGV)
(ทีมา: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/66/D-tga-575px.jpg)

225

อาการและอาการแสดง
อาการแสดงจะขึนอยู่กับชนิดและขนาดของความผิดปกติของชอ่ งทางติดต่อระหว่างระบบไหลเวยนซสิ
เตมิคและระบบไหลเวยนพัลโมนารย์ ทารกทีมีการผสมของเลือดดําและเลือดแดงน้อยจะมีอาการเขียวใน
ระยะแรกคลอด ฟงได้ยนิ เสียงหัวใจผิดปกติและมอี าการแสดงของภาวะหัวใจวาย การเจรญเติบโตชา้ และพบนิว
ปุมในเด็กอายุมากกว่า 1 ป ในเด็กทีมีการผสมระหว่างเลือดดําและเลือดแดงมาก หรอมีความผดิ ปกติของผนัง
กันระหว่างหัวใจขนาดใหญจ่ ะมอี าการเขียวน้อย แต่มีภาวะหัวใจวายเด่นชดั
การวนิจฉัย
1) การประวตั ิและการตรวจรา่ งกาย จะพบอาการแสดงของภาวะหัวใจวายและเสียงหัวใจผิดปกติ
2) การถ่ายภาพรงั สีทรวงอกจะพบเวนตรเคิลโต
3) การตรวจคลนื ไฟฟาหัวใจจะพบเอเตรยมขวาและเวนตรเคิลขวาโตในเด็กทีมคี วามผดิ ปกติของผนงั กัน
ระหวา่ งเวนตรเคลิ จะพบหัวใจด้านซา้ ยโตด้วย
4) การตรวจคลืนเสียงสะท้อนหัวใจ จะพบหลอดเลือดพัลโมนารย์ออกจากเวนตรเคิลซ้ายและอยู่
ด้านหลงั ของหลอดเลอื ดแดงเอออรต์ าซงึ อยู่ทางด้านขวา และพบความผิดปกติอืนๆ รว่ มด้วย
5) การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพบจาํ นวนเม็ดเลอื ดแดงเพิมขนึ ค่าฮโี มโกลบนิ และฮมี าโตรครตสูง

การรกั ษา
1) ใหอ้ อกซเิ จนและรกั ษาภาวะหัวใจภายด้วยยาดิจติ าลิสและยาขับปสสาวะ ในทารกทีมอี าการเขียวมาก
อาจให้ยาในกลุม่ โพรสตาแกลนดิน (prostaglandin E1) เพือไมใ่ ห้ดัคตัส อาทีรโอซสิ ปด
2) การทาํ ผ่าตัดเพือบรรเทาอาการผดิ ปกติ ได้แก่

2.1) การทาํ ชอ่ งทางติดต่อระหวา่ งผนงั กันระหว่างเอเตรยม โดยการใชบ้ อลลูนระหวา่ งทําการ
สวนหัวใจ

2.2) การทาํ ผา่ ตัดเอาผนังกันระหว่างเอเตรยมออก (Blalock Hanlon’s procedure)

2.3) การผกู หลอดเลือดแดงพัลโมนารย์ (pulmonary atery banding) ในทารกทีมคี วาม
ผดิ ปกติของผนังกันระหว่างเวนตรเคิลและมปี รมาณเลอื ดไปปอดมาก หรอมีภาวะหัวใจวายรุนแรง

3) การทําผ่าตัดถาวรเพือแก้ไขความผิดปกติทังหมด
3.1) การทําผ่าตัดสลับหลอดเลือดเอออรต์ าและหลอดเลือดแดงพัลโมนารย์ (arterial switch

operation) เพือให้หลอดเลอื ดเอออรต์ าออกจากเวนตรเคิลซา้ ยและหลอดเลอื ดแดงพลั โมนารย์ออกจากเวนตร
เคิลขวาเหมือนเด็กปกติ ซึงมักทําผ่าตัดในทารกอายุ 2-3 สัปดาห์ทีเวนตรเคิลขวายังสามารถต้านต่อแรงดันใน
ระบบซสิ เตมิคได้

3.2) การทําผ่าตัดเปลียนทางเดินเลือดจากเอเตรยมซา้ ยไปยังเวนตรเคิลขวาและจากเอเตรยม
ขวาไปยังเวนตรเคิลซา้ ย (atrial swith operation) มักทาํ ให้เด็กอายุ 2 ปขึนไป โดยทําการตัดผนังกันระหวา่ งเอ
เตรยมออก แล้วเย็บแผ่นเยือหุ้มหัวใจลงในเอเตรยม โดยให้แผ่นเยือหุ้มหัวใจนันสามารถทําให้เลือดแดงจาก
ปอดไหลผา่ นลินหวั ใจไตรคัสปดเข้าสู่เวนตรเคิลขวาออกสู่หลอดเลือดเอออรต์ า และเลือดดําออกจากรา่ งกายไหล
ผ่านลินไมตรสั ลงสู่เวนตรเคิลซา้ ยออกสู่หลอดเลอื ดแดงพลั โมนารย์ เรยกวธนี ีวา่ Mustard procedure

3.3) การเย็บปดรูรวั ของเวนตรเคิลและทําท่อจากเวนตรเคิลซา้ ยไปเปดทีหลอดเลอื ดเอออรต์ า
พรอ้ มทังทาํ ทอ่ จากเวนตรเคิลขวาไปต่อกับหลอดเลอื ดแดงพลั โมนารย์ (Rastelli procedure)

226

8.4 การพยาบาลเด็กโรคหัวใจที เกิดขึนภายหลัง (acquire heart disease)
8.4.1 โรคหัวใจรูมาติค (Rheumatic heart disease, RHD)
เกิดจากการปวยเปนไข้รมู าติคซาหลายๆ ครงั หรอมกี ารอกั เสบของหัวใจอยา่ งรนุ แรง ทาํ ให้เกิด

การทาํ ลายลินหัวใจอย่างถาวร
พยาธสิ รรภาพ
เมือเกิดมกี ารติดเชอื หรอเปนไข้รมู าติคขึน ทําให้เกิดการทําลายลินหัวใจเกิดแผลเปนถาวรมีผลทาํ ให้การ

ไหลเวยนเลือดและการทํางานของหัวใจผิดปกติ เกิดอาการตังแต่เลก็ น้อยจนถึงมหี ัวใจล้มเหลวได้ ความพกิ าร
ของลินหัวใจทพี บบอ่ ยทีสุดคอื mitral regurgitation (MR), mitral stenosis (MS)รองลงมาคือ aortic
regurgitation (AR), aortic stenosis(AS)

ถ้ามกี ารปดไมส่ นทิ ของลนิ หวั ใจ (regurgitation) เกิดขึน ก็จะมผี ลทาํ ใหม้ ีการไหลย้อนกลับของเลือด
บางส่วนหลงั จากทีหวั ใจบบี ตัวแต่ละครงั ทําให้เลือดไปเลียงส่วนต่างๆ ของรา่ งกายลดลง แต่ถ้ามกี ารตีบของ
หัวใจเกิดขึนก็จะทําให้การไหลเวยนของเลือดผ่านไปไมส่ ะดวก ทําใหก้ ล้ามเนือหัวใจส่วนทีต้องบบี ตัวให้เลือดผา่ น
ไปทาํ งานหนักจนกระทงั มีหัวใจห้องนันๆ โตได้ เชน่ ถ้ามีลนั ไมตรลั ตีบจะทําให้เอเตรยมซา้ ยต้องทํางานหนักเพือ
บีบเลอื ดลงสู่เวนตรเคิลซา้ ย ทาํ ให้เอเตรยมซา้ ยโต ถา้ เอเตรยมซา้ ยบีบเลอื ดได้ไม่เพยี งพอ ก็จะมีผลทาํ ให้เลือด
แดงไปเลียงส่วนต่างๆ ของรา่ งกายลดลงได้ ถ้ามีการตีบของลินเอออรต์ ิค ก็จะมพี ยาธสิ รรภาพเหมอื นลินหัวใจเอ
ออรต์ ิคตีบ

อาการและอาการแสดง
ผปู้ วยจะมีอาการหอบเหนือย ไม่มแี รง บวม นาหนกั ลด ผอมลง เบืออาหาร ซดี ออ่ นเพลยี หายใจเรว็
กระสับกระส่าย เขียว ชพี จรเรว็ หัวใจเต้นเรว็ เจบ็ บรเวณหัวใจ ได้ยนิ เสียงหัวใจผิดปกติตรงตําแหน่งทีมีความ
ผดิ ปกติ มหี ัวใจโต และอาจมอี าการของหัวใจวาย ได้แก่ หายใจเรว็ หวั ใจเต้นเรว็ ไมส่ มาเสมอ ตับโต หัวใจโต
เปนต้น
การวนิจฉัย
1) จากอาการและอาการแสดง และประวตั ิเคยเปนหรอเปนโรคไข้รูมาติค
2) จากการตรวจรา่ งกาย ถ้าในรายทีเปนไม่รุนแรง มักพบขนาดหัวใจปกติและได้ยินเสียง murmur แต่
ถ้าในรายทีเปนรุนแรง มักพบขนาดหัวใจโต ได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติ และมี thrill บรเวณทีมีความผิดปกติของ
หัวใจ
3) จากถ่ายภาพรงั สีทรวงอก และผลการตรวจคลืนไฟฟาหัวใจ

การรกั ษา
1) ให้ยาปฏิชวี นะเพือปองกันการเกิดไขร้ มู าติคซา
2) ให้ยาดิจติ าลิสและยาขบั ปสสาวะในรายทีมีภาวะหัวใจวาย
3) แนะนาํ การปองกันการติดเชอื แบคทีเรยของเยือหุ้มหัวใจ (bacterial endocarditis)
ในรายทีมคี วามพกิ ารของลินหัวใจ รกั ษาโดยการทําศัลยกรรม ได้แก่

3.1) valvuloplasty ทาํ ผา่ ตัดตบแต่งเพือลด insufficiency ในรายทีมลี ินหัวใจรวั
3.2) valvulotomy แก้ไขโดยให้ valve กว้างขึน ในรายทีมลี ินหัวใจตีบ
3.3) valve replacement โดยเปลียนลินหัวใจในกรณีทีลินหัวใจเสียหายมาก ซงึ อาจใชล้ ินหัวใจ
เทยี ม (prosthetic valve) ทีทาํ จากโลหะและสารสังเคราะห์หรอเปน homograft จากคนก็ได้

227

8.4.2 โรคติดเชือทีเยือบุหัวใจ (Infective endocarditis)
โรคทีเกิดจากการอกั เสบจาการติดเชอื ทีเยือบภุ ายในหัวใจหรอลนิ หัวใจ

สาเหตุ
ส่วนใหญเ่ กิดจากการติดเชอื แบคทีเรย ได้แก่ ∝-hemolytic streptococi ซงึ เกิดจากการทําฟน เชน่
การขดู หินปนู หรอถอนฟน หรอ staphylococcus aureus และ coagulase-negative staphylococci
พยาธสิ ภาพ
ปจจยั ทสี ําคัญ คือการทีระบบไหลเวยนเลอื ดผ่านบรเวณลนิ หัวใจทีตีบหรอรวั ทําให้มเี ลอื ดพุง่ ชนเยือบุ
ผนังหัวใจ ทําใหเ้ กิดการทาํ ลายของเยือบผุ นังหัวใจ ส่งผลให้เกลด็ เลอื ดและไฟบรนรวมตัวกันจนกลายเปน
vegetation แต่เปนชนดิ nonbacterial thrombotic endocarditis
อาการและอาการแสดง
โดยทัวไประยะเวลาตังแต่เรมมีการติดเชอื ในกระแสเลอื ดจนถึงเรมแสดงอาการของโรค ใชร้ ะยะเวลา 2
สัปดาห์ อาการทีพบบ่อย ๆ ได้แก่
1) มไี ข้ ออ่ นเพลยี เบืออาหาร นาหนักลด อาจมอี าการปวดข้อ บรเวณข้อใหญ่ๆ ปวดกลา้ มเนือ คลนื ไส้
และอาเจยี น
2) เหนือยง่าย ฟงได้ยิน murmur ทเี กิดขึนจากการรวั ของลนิ หัวใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายและมี
อาการหายใจลําบาก
3) อาการทีบง่ บอกการตายของสมองอยา่ งเฉียบพลนั ผูป้ วยจะมแี ขนขาอ่อนแรง ชกั เดินเซ พูดไมไ่ ด้
หรอมกี ารเปลียนแปลงของความรสู้ ึกตัว เนืองจากการอุดตันของหลอดเลอื ด มา้ มโต กดไม่เจบ็
4) มีความผดิ ปกติทางผิวหนัง ได้แก่ Petechiae ในปาก แขน ขา และตาขาว, splinter hemorrhage
เปนเส้นสีแดงคลา บรเวณใต้เลบ็ นิวมอื นิวเทา้ , Janeway lesion และ Roth spots
การวนิจฉัย
สามารถทําได้อย่างแม่นยํา ถ้าตรวจพบ vegetation ทีเกิดขึนใหม่ภายในหัวใจและหลอดเลือดรว่ มกับ
การตรวจพบเชอื ในกระแสเลือดได้ สิงทตี ้องตรวจ ได้แก่
1) การตรวจทางห้องปฏิบตั ิการ ได้แก่ การเพาะเชอื จากเลอื ด อย่างนอ้ ย 3 ครงั , CBC, การตรวจปสสาวะ
อาจพบเม็ดเลือดแดงในปสสาวะ ร่วมกับพบโปรตีนในปสสาวะ และพบแบคทีเรยในปสสาวะ, ESR และ
C-reactive protein มักพบค่าสงู ขึน
2) คลืนเสียงสะท้อนความถีสูง จะช่วยบอกรอยโรค ลักษณะ ขนาด จํานวนและตําแหน่งของ
vegetation ทีลนิ หัวใจและประเมินความรนุ แรงของการทํางานหัวใจ จาํ เปนต้องตรวจทุกครงั
การรกั ษา
1) ให้ยาปฏิชวี นะขนาดสูงอยา่ งนอ้ ย 4 สัปดาห์ แล้วอาการจะดีขึนหลังให้ยา 2-3 วนั ส่วนในรายทีมอี าการ
เฉียบพลนั หรอหลังการผา่ ตัดหัวใจ ควรให้ยาปฏิชวี นะอยา่ งเรง่ ด่วนและครอบคลุม
2) การรกั ษาภาวะหัวใจวาย โดยการจาํ กัดนาและเกลือ ให้ยาขับปสสาวะและยาขยายหลอดเลือด ดูแล
พักผ่อนบนเตียง
3) การผ่าตัดโดย การทาํ surgical excision และ debridement ของ vegetation หรอการซอ่ มแซม/
เปลียนลนิ หัวใจทผี ดิ ปกติ
4) แนะนําปองกันการเกิดซา ได้แก่ การดูแลสุขภาพชอ่ งปากหรอการให้ยาปฏิชวี นะกอ่ นและหลงั การทาํ
หัตถการทีมีโอกาสเสียงต่อการติดเชอื ในกระแสเลือด เชน่ การทําฟน เปนต้น

228

7.5 การพยาบาลผู้ปวยเด็กทีมีปญหาการอักเสบของหลอดเลือด (Kawasaki disease)
กลุ่มอาการของโรคทีเกิดการอักเสบของหลอดเลือดและ/ต่อมนาเหลือง พบบ่อยในเด็กอายตุ ากว่า 5 ป
ค้นพบโดยนายแพทย์ Tomisaku Kawasaki
สาเหตุ
ปจจุบันยงั ไม่ทราบสาเหตุ แต่จากลกั ษณะของโรคทีเปนเฉียบพลนั มไี ข้ ผืน ต่อมนาเหลืองโตและตาแดง
มักเปนชว่ งฤดูหนาวและฤดูใบไมผ้ ลิ น่าจะเกิดจากการติดเชอื ไวรสั มากทีสุด เชอื ว่าโรคนีเกียวข้องกับสามปจจยั
คือ genetics, environment และ infectious organism
ลักษณะอาการทางคลินิก
ยงั ไมท่ ราบสาเหตแุ ละยังไมม่ กี ารตรวจทีเปนเครองชเี ฉพาะของโรคนีได้ จงึ ต้องอาศัยกลุ่มอาการของโรค
ใชเ้ กณฑใ์ นการวนิจฉัยแยกโรคดังนี
1) ไข้สูงเฉียบพลนั อยา่ งน้อย 5 วนั อาจเปนเวลา 1-2 สัปดาห์ ถึง 3-4 สัปดาห์
2) มอี าการ 4 ข้อจาก 5 ขอ้ ดังต่อไปนี

2.1) ตาแดง: ตาแดงโดยไม่มีขีตา เกิดหลังจากมไี ขป้ ระมาณ 1-2 วันและเปนอยูน่ านประมาณ
1-2 สัปดาห์

2.2) รมฝปาก: รมฝปากแดง แห้ง และแตกลอก ต่อมาลินแดงคลา้ ยลกู สตรอเบอรร์
(strawberry tongue)

2.3) ฝามือและฝาเทา้ : จะบวมแดง ไม่เจบ็ ต่อมาจะมีการลอกของผิวหนังบรเวณปลายเล็บมือ
และเทา้ และลามไปทีฝามือ ฝาเท้า บางรายอาจมีเล็บหลุด อีก 1-2 เดือนต่อมาจะมีรอยขวางทีเลบ็ (transverse
groove; beau’s line) ซงึ จะชว่ ยในการวเคราะห์โรคได้มาก

2.4) ผืนตามตัวและแขนขา: มักเกิดหลงั จากมไี ข้ 2-3 วนั โดยผืนมีได้หลายแบบ ไม่คัน
2.5) ต่อมนาเหลืองทีบรเวณคอโต: พบประมาณครงหนึงของผูป้ วย ไมเ่ จบ็ อาจพบขา้ งเดียวหรอ
สองข้างของลาํ คอ โดยมขี นาดเกินกว่า 1.5 เซนติเมตร
3) หาสาเหตุอืนไม่ได้

การตรวจทางห้องปฏบิ ตั ิการ
1) คลนื ไฟฟาหัวใจ: ในรายทีเปนมาก คลืนไฟฟาหัวใจอาจผดิ ปกติ
2) ถ่ายภาพรงั สีทรวงอก: บางรายเงาหัวใจโตเนืองจากมีนาในชอ่ งเยือหมุ้ หัวใจหรอกลา้ มเนือหัวใจอกั เสบ
3) Echocardiogram: ถ้าลุกลามไปทีหลอดเลือดแดงของหัวใจ จะพบการโปงพองของหลอดเลือด
(aneurysm) และอาจมีการรวั ของลินหัวใจ
4) ผลเลือดพบมีการอักเสบ หรอการดําเนินของโรค เช่น เกล็ดเลือดสูง ESR หรอ CRP สูงกว่าปกติ
ระดับ albumin ตาผดิ ปกติ เปนต้น

การดําเนินโรค : แบง่ ออกเปน 3 ระยะ ดังนี
1) Acute febrile phase: ระยะไข้สูง ประมาณ 7-14 วัน เปนระยะทีผู้ปวยมีไข้ ตาแดง ผืนตามตัว รม
ฝปากแดงแห้ง และภายในชอ่ งปาก แดง ลินแดง ฝามอื และฝาเทา้ บวมแดงรว่ มกับต่อมนาเหลอื งทีคอโต
2) Sub-acute phase ระยะไข้ลดลง ผืนหาย ต่อมนาเหลืองทีคอยุบ เบืออาหาร ตายังแดงแต่น้อยลง
ระยะท้ายๆ ของช่วงนีจะมีการลอกของผิวหนังทีปลายนิวมือและนิวเท้า บางรายมีอาการปวดข้อ และเกล็ดเลือด
สูง ระยะนีประมาณ 10-25 วัน
3) Convalesvent phase: อาการจะดีขนึ จนกระทัง ESR กลับสู่ปกติ ระยะนีประมาณ 6-8 สัปดาห์

229

ภาวะแทรกซอ้ น ทีสําคัญเกิดกับระบบหัวใจและหลอดเลือดได้แก่
1) perivasculitis และ vasculitis ของ coronary artery ทําให้เกิด coronary arteritis และเกิด
coronary aneurysm ตามมา
2) carditis โดยพบ myocarditis และ endocarditis อาจทําให้เกิดการรวั ของลินหัวใจและอาจเกิด
pericarditis ทาํ ให้เกิด pericardial effusion
3) หัวใจเต้นผิดปกติ เนืองจากมีการอกั เสบของ conduction system
4) coronary thrombosis, congestive heart failure, myocardial infarction

การรกั ษา
โรคนียังไม่ทราบสาเหตุจึงยังไม่มียาเฉพาะรักษาโรค แต่การรักษาด้ วยอิมมูโนโกลบุลินชนิดฉีด
(Intravenous immunoglobulin, IVIG) สามารถลดความรุนแรงและอุบัติการณ์โรคแทรกซ้อนทีหัวใจและ
หลอดเลือดลงได้ การรกั ษาแบ่งออกเปน 2 ระยะได้แก่
1) การรกั ษาในระยะเฉียบพลัน: ให้ IVIG ขนาด 2 กรมั /นาหนักตัว 1 กิโลกรมั รว่ มกับรบั ประทานยา
แอสไพรน (aspirin) ขนาด 80-120 มิลลิกรมั /กิโลกรมั /วนั
2) การรักษาในระยะไม่เฉี ยบพลันและต่ อเนือง: ให้ aspirin ขนาด 3-5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
รบั ประทานหลังไข้ลดลงนานประมาณ 2 เดือน ถ้าผู้ปวยมีเส้นเลือดโปงพอง จะต้องให้นานติดต่อไปนานจนกว่า
เส้นเลือดโปงพองจะกลับไปเปนปกติ บางรายต้องได้รบั ยานานหลายป

7.6 การพยาบาลผู้ปวยเด็กทีมีภาวะหัวใจวาย (Congestive Heart Failure, CHF)
โรคหัวใจพิการเปนสาเหตุทีสําคัญของภาวะหัวใจวายซงึ ภาวะหัวใจวายเปนสาเหตุการตายที

สําคัญในเด็กโรคหัวใจ ภาวะนีเกิดจากหัวใจไมส่ ามารถสูบฉีดโลหิตไปเลียงส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายได้เพียงพอกบ
ความต้องการ ในเด็กเล็กมักเกิดหัวใจวายจากความผิดปกติในโครงสรา้ งของหัวใจแต่กาํ เนิด ส่วนในเด็กโตอาจ
พบได้ทังชนิดทีเปนแต่กําเนิดหรอกล้ามเนือหัวใจหรอลินหัวใจทํางานผิดปกติในภายหลัง ภาวะหัวใจวายสามารถ
แบ่งออกได้เปน 2 ประเภท ได้แก่

1) Right-side failure
เปนภาวะหัวใจวายทีอาจเกิดจากความผิดปกติของ right ventricle หรอ เปนผลจาก

pulmonary ทําให้หัวใจห้องล่างขวาไม่สามารถบีบตัวได้เต็มที เกิดการคังของเลือดในหัวใจห้องล่างขวา ส่งผล
ให้มีความดันสูงขึน ทําให้เลือดจากหัวใจห้องบนขวาไหลลงมาห้องล่างขวาไมไ่ ด้เต็มที จงึ เกิดการคังของเลอื ดใน
หัวใจห้องบนขวาและส่งผลให้ความดันในห้องบนขวาสูงขึนด้วย ทําให้เลือดดําจากส่วนต่างๆ ของรา่ งกายไหล
กลับเขา้ หัวใจได้ไม่เต็มที จงึ เกิดการคังในระบบ systemic circulation จะตรวจพบ ผปู้ วยมีหลอดเลือดดําทีคอ
โปงพอง ตับโต มนี าในชอ่ งท้อง และเกิดอาการบวมทีขา บวมทังตัวได้

2) Left-side failure
เปนภาวะหัวใจวายทีหัวใจห้องล่างซา้ ยไม่สามารถบบี ตัวส่งเลือดออกไปสู่ส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย

ได้เต็มที ทําให้มกี ารคังของเลอื ดในหัวใจห้องล่างซา้ ย ส่งผลให้เกิดความดันในหัวใจห้องลา่ งซา้ ยสูงขึน และหัวใจ
ห้องบนซา้ ยจะมคี วามดันสูงขึนตามมาด้วย ทาํ ให้เลอื ดแดงในปอดไหลผา่ น pulmonary vein ได้ ส่งผลให้ความ
ดันของหลอดเลือดในปอดสูงขึนด้วยทําให้เกิดการคังของนาในปอด เนือทีในการแลกเปลียนแก๊สลดลง ทําให้
ผู้ปวยเกิดภาวะ hypoxia จะพบอาการ หายใจเรว็ หายใจลําบาก เหนือยหอบ orthopnea paroxysmal
nocturnal dyspnea และมีอาการไอ มเี สมหะเปนฟองหรอเลอื ดปนได้ จะพบในผ้ปู วยทมี ลี ินหัวใจตีบ

230

อาการและอาการแสดง
1) อาการของหัวใจซกี ขวาวาย จะพบอาการของ หลอดเลอื ดดําทีคอโปงพอง ตับโต แนน่ อึดอัดท้อง
คลนื ไส้ อาเจยี น แขนขาเยน็ บวม มีนาในชอ่ งทอ้ ง
2) อาการของหัวใจซีกซา้ ยวาย จะมีอาการ หายใจเรว็ หายใจลําบาก นอนราบไม่ได้ (orthopnea) ต้อง
นอนหนุนหมอนหลายใบ ไอมีเสมหะเปนฟองหรอมีเลือดปน ฟงปอดได้ยนิ เสียง wheezing
3) ผู้ปวยทีตรวจพบอาการสําคัญทีเรยกว่า Cardinal signs ของ Heart failure 3 อาการ คือ หายใจ
เรว็ (Tachypnea) หัวใจโต (Cardiomegaly) และตับโต (Hepatomegaly) ถือว่ามีภาวะของหัวใจวาย

การรกั ษา การรกั ษามเี ปาหมายดังนี
1) Improve cardiac function โดยการให้ยากลุ่มดิจิตาลิส เช่น Digoxin หรอ Lanoxin เพือเพิม
ประสิทธภิ าพในการทาํ งานของหวั ใจ คือกล้ามเนือมกี ารบบี ตัวแรงขึน และอตั ราการเต้นของหัวใจจะลดลง ส่งผล
ให้มปี รมาณเลอื ดไปเลียงรา่ งกายมากขึน
2) Remove accumulated fluid and sodium โดยการให้ยาขับปสสาวะ เช่น Lasix, Dichlotide
และ spironolactone เพือให้ไตขับนาและเกลือออกจากรา่ งกายมากขึน ทําให้ปรมาณเลือดในหลอดเลือด
ลดลง ส่งผลให้หัวใจสามารถบีบตัวส่งเลือดไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายได้ง่ายขึน หัวใจทํางานน้อยลง จงึ ควรมี
การจาํ กัดนาดืม และเกลือในอาหารผู้ปวยรว่ มด้วย
3) Decrease Cardiac demand เปนการลดความต้องการใชอ้ อกซเิ จนของหัวใจลง โดยการควบคุม
กิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ปวยดูแลให้พักผ่อนบนเตียง ในผู้ปวยทีมีอาการกระสับกระส่าย อาจจาํ เปนต้องให้ยา เชน่
Morphine sulfate (ขนาด 0.01 มิลลกิ รมั /กิโลกรมั ) แต่ถ้าอาการไม่รุนแรงให้ผปู้ วยมีกิจวัตรได้ตามปกติได้แต่
ต้องแนะนําให้งดการออกกาํ ลงั กาย
4) Improve tissue oxygenation โดยเฉพาะการให้ออกซิเจน เพือเพิมประสิทธภิ าพการทํางานของ
กลา้ มเนอื หัวใจและลดความต้องการใชอ้ อกซเิ จนของเนือเยือในรา่ งกาย

7.7 การพยาบาลผู้ป วยทีได้รบั ยาดิจติ าลิส
1) ก่อนให้ยาทุกครงั นับอัตราการเต้นของหัวใจครบ 1 นาที โดยใชห้ ูฟง งดให้ยาและรายงานแพทย์ทันที
เมือพบว่า

- อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 90-110 ครงั /นาที ในเด็กอายุตากวา่ 1 ป
- อัตราการเต้นของหัวใจนอ้ ยกว่า 80 ครงั /นาที ในเด็กอายเุ กิน 1 ป
- อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกวา่ 70 ครงั /นาที ในวยั รนุ่
2) ถ้าผู้ปวยอาเจยี นภายใน 5-10 นาทีหลังรบั ประทานยา สามารถให้ยาซาได้ แต่ถ้าอาเจยี นหลังจากนี
ห้ามให้ยาซาต้องรอให้ถึงเวลายาของมือถัดไปเนืองจากยาจะเรมออกฤทธหิ ลงั รบั ประทานประมาณ 15 นาที
3) ประเมินภาวะเปนพิษจากดิจิตาลิส ได้แก่ จงั หวะหัวใจเต้นชา้ กว่าปกติ เบืออาหาร คลืนไส้ อาเจียน
อจุ จาระรว่ ง ปวดศีรษะ ตามวั อ่อนเพลยี ถ้าพบอาการเหลา่ นีให้หยุดยาและรายงานแพทยท์ ันที
4) ให้คําแนะนําผู้ปกครองและเด็กเกียวกับวธีรบั ประทานยา การตวงยาหรอดูขนาดยารวมทังอาการ
ภาวะเปนพิษจากดิจติ าลสิ จนแน่ใจวา่ ผปู้ กครองสามารถดูแลให้เด็กได้รบั ยาอยา่ งถกู ต้องและปลอดภัย


Click to View FlipBook Version