The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ต้นแบบการผลิตตำราการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hathaichanok2nitikul, 2022-06-14 04:12:41

การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น Version 1

ต้นแบบการผลิตตำราการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

Keywords: การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

31

การรกั ษา ตามระยะอาการดังนี
ระยะแรก เปนการรกั ษาเพือชว่ ยชวี ต (resuscitation) ได้แก่ ภาวะชอ็ ค ภาวะขาดนา และความ

ไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์ เปนต้น เพือควบคุมอาการติดเชือและเมตาบอลิก จนมี
อาการคงทีและเรมอยากอาหาร ใชเ้ วลาประมาณ 1 สัปดาห์
ระยะทสี อง เปนการรกั ษาฟนฟูโภชนาการ (nutrition rehabilitation) เพือให้เด็กเติบโตเปน
ปกติ มีนาหนักแล ะส่วนสู งเท่ากับเด็ กวัยเดี ย วกัน โดยให้ พลังงาน 150-200
kcal/kg/day และโปรตีน 4 g/kg/day จะเพิมนาหนักได้รอ้ ยละ 20
ระยะทสี าม เปนการติดตามหลังจากออกโรงพยาบาล เพือให้แน่ใจว่าครอบครวั สามารถให้อาหาร
เด็กได้ถูกต้อง และเด็กมีการเจรญเติบโตตามวยั
การพยาบาล
1) ดูแลให้ได้รบั อาหาร วตามนิ และแรธ่ าตุอย่างเพียงพอกับความต้องการของรา่ งกาย
2) ดูแลและปองกันภาวะแทรกซอ้ น เชน่ ภาวะติดเชอื ความไม่สมดุลของนาและอิเล็กโทรไลต์ เฝา
ระวงั และสงั เกตอาการ เชน่ มไี ข้ เพลีย กระหายนามาก
3) ส่งเสรมพฒั นาการของเด็กให้เปนไปตามวัยและจดั กิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็ก
4) แนะนําผู้ปกครองเกียวกับการเลียงดูในเรองโภชนาการและการดูแลสุขภาพ ได้แก่ เลียงลูกด้วย
นมแม่ การให้อาหารเสรมกับทารกอย่างถูกต้องและเพียงพอ การให้วัคซนี ตามนัด การติดตามนาหนักหาก
ผิดปกติควรปรกษาแพทย์ เมือเจ็บปวยควรให้เด็กรบั ประทานอาหารประเภทโปรตีนและพลังงาน/แคลอร
เชน่ เนือสัตวต์ ิดมัน ใชน้ ามันในมันทอดหรอผดั อาหาร 1 ชอ้ นโต๊ะ เปนต้น

2.2.2.2 โรคอ้วนในเด็กและวยั รุน่
โรคอ้วน (obesity) คือภาวะทีมวลไขมันสะสมในรา่ งกายมากกว่าปกติจนเกิดปญหาสุขภาพ
อืนรว่ มด้วย (co-morbidities) และนาหนักเกิน (overweight) คือภาวะทีมีนาหนักมากว่าปกติ อาจเกิด
จากมมี วลไขมนั มากหรอจากมวลรา่ งกายส่วนทีไม่มีไขมัน เชน่ กล้ามเนือและกระดูก เปนต้น
สาเหตุ จากพฤติกรรมการบรโภค กิจกรรมทางกายของเด็กไม่เหมาะสม กรรมพันธุ์ ความผิดปกติ
ของต่อมไรท้ อ่ ความเครยดและปจจยั อืนๆ เชน่ การเลียงดูของผ้ปู กครอง สิงแวดลอ้ มทีบ้าน โรงเรยนหรอสอื
ต่างๆ
การวนิจฉัย จากการประเมินภาวะโภชนาการจากเปอรเ์ ซ็นต์นาหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง (%W/H)
มากกวา่ 120% หรอมากกวา่ P97 ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 25 (เรมอ้วน) มากกวา่ 30 (โรคอ้วน) และ
การวัดความหนาของชนั ไขมันใต้ผวิ หนัง (skinfold thickness) มากกวา่ P85
ผลกระทบ 1) ด้านรา่ งกาย ทําให้เกิดโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ข้ออักเสบ
เปนต้น 2) ด้านจติ ใจ เกิดปมด้อย ถกู เพือนลอ้ และ 3) ด้านสังคม การเขา้ สังคม บางคนแยกตัวออกจากกลมุ่
เพือน
การรกั ษาและการดูแล ปรบั เปลียนพฤติกรรมบรโภค การควบคุมอาหาร การออกกําลังกาย และ
การให้ความรูก้ ับผูป้ กครองและเด็กเรองโภชนาการและการควบคุมนาหนัก การรกั ษา แบ่งออกเปน 3 ชว่ ง
ตามระดับความรุนแรง คือ 1) นาหนักเกินหรอเรมอ้วน ให้คุมนาหนักให้ใกลเ้ คียงเดิม เพือให้เด็กสูงขึนไลท่ ัน
นาหนักกลายเปนเด็กทีมีนาหนักปกติ 2) อ้วนเลก็ น้อย ให้คุมนาหนักไม่ให้เพิมหรอลดนาหนัก และ 3) อ้วน
รนุ แรงหรอมโี รคแทรกซอ้ น ต้องลดนาหนักและรกั ษาโรคแทรกซอ้ น ควรส่งปรกษาแพทย์ผู้เชยี วชาญ
การปองกัน ไม่รบั ประทานอาหารจุบจิบ การรบั ประทานผักและผลไม้ รบั ประทานอาหารเปนเวลา
หลีกเลียงอาหารทอดและอาหารจานด่วน ไม่ปรุงรสด้วยนาตาล ดืมนมจดื ขนาดเหมาะสมตามความต้องการ

32

ลดกิจกรรมทีไม่เคลอื นไหวรา่ งกาย เชน่ การดูโทรทัศนต์ ิดต่อกันเกิน 1 ชวั โมง เปนต้น และเน้นการออกกาํ ลงั
กายอย่างน้อย 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครงั เชน่ วง วา่ ยนา กระโดดเชอื ก ปนจกั รยาน เปนต้น

2.2.2.3 การขาดวตามิน เปนสารอาหารทีรา่ งกาต้องการปรมาณนอ้ ยมาก แต่มคี วามจาํ เปน
ต้องได้รบั เพราะมบี ทบาทในการควบคุมปฏิกิรยาเคมีต่างๆในรา่ งกาย ชว่ ยให้เซลล์ต่าง ๆ ในรา่ งกายสามารถ
เจรญเติบโต และทําหนา้ ทีได้อยา่ งเปนปกติ

ตารางที 2.7 อาการทางคลินิกของภาวะขาดสารอาหารที พบบ่อย

อาการ สารอาหารที ขาด

ผมลว่ งหลุดง่าย ภาวะทพุ โภชนาการ ขาดสังกะสี ไบโอติน

ตาแห้ง มีเกล็ดกระดีทีหางตา (Bitot’s spots) ขาดวตามนิ A

ซดี ขาดธาตุเหล็ก โฟเลท วตามิน B2 ภาวะทุพโภชนาการ

แผลอักเสบทีมมุ ปากและรมฝปากอักเสบ ขาดกลมุ่ วตามนิ B (วตามิน B2 B6 B12)

(angular stomatitis, cheilitis)

ลนิ เลียน (glossitis) แดง เจบ็ ขาดธาตุเหล็ก กลุ่มวตามินB (วตามิน B2 B6 B12 โฟ

เลท)

เหงอกบวมและเลือดออกตามไรฟน ขาดวตามิน C

แกม้ และขมบั ตอบ ภาวะทพุ โภชนาการ

คอพอก ขาดไอโอดีน

ผวิ หนัง

- แห้งลอกเปนขยุ ขาดกรดไขมนั จาํ เปน

- แห้ง บาง เทียวย่น หรอบวม หลุดลอกเปน ภาวะทุพโภชนาการ

สะเก็ดเลก็ ๆ ขาดวตามนิ A

- ตุ่มตามรขู ุมขน (follicular hyperkeratosis) ขาดไนอาซนิ

- สีเขม้ ลอกแดงตามส่วนของรา่ งกายทีถูกแสง ขาดวตามิน C

- จุดเลอื ดออกรอบรขู ุมขน ขาดสังกะสี

- ผืนแดงแห้งเปนขุยรอบปาก รูทวาร ตา มอื เทา้

ข้อศอก ข้อเข่า และเปลียนเปนต่มุ นา

เลบ็

- บาง อ่อน เปนรอ่ ง (fissures or ridges) ขาดธาตุเหลก็ สังกะสี ไบโอติน

- เปนรูปชอ้ น (koilonychia) ขาดธาตุเหลก็

-เส้นขาวพาดตามขวางตลอดความกว้างของเลบ็ ภาวะทพุ โภชนาการ อัลบมู นิ ตากว่า 2 กรมั /ดล.

และจางหายเมือกดเล็บจนซดี

(Muehrcke's line)

หัวใจเต้นเรว็ หัวใจวาย ขาดวตามนิ B1

ท้องโตจากตับโต อาจมนี าในชอ่ งทอ้ ง ภาวะทุพโภชนาการชนดิ kwashiorkor

กลา้ มเนือ ภาวะทุพโภชนาการชนิด marasmus

- ลบี (muscle wasting) ขาดวตามิน B1

- ปวดน่อง

33

อาการ สารอาหารที ขาด
กระดูก
- ขาโก่ง (bow legs) ขากาง (knock knee) ขาดวตามิน D หรอเปนโรคอ้วน
- นอนท่ากบ (frog-leg position) ไม่ยอมขยับ ขาดวตามิน C
ขา
ระบบประสาท ภาวะทุพโภชนาการและการขาดสารอาหารอืนอย่าง
- ซมึ รนุ แรง เชน่ วตามนิ B1 บี12 เหล็ก โฟเลท
- Deep tendon reflexes ลดลง หรอหายไป ขาดวตามนิ บี1 วตามนิ E
- ชาปลายมอื ปลายเท้า ขาดวตามิน B1 B6 B12 โฟเลท
- เดินเซ ขาดวตามนิ B1 วตามิน E
- Romberg's test ได้ผลบวก ขาดวตามิน B12
- สับสน ขาดวตามนิ B1 B12 ไนอาซนิ
- หงุดหงดงอแง ภาวะทพุ โภชนาการ และการขาดสารอาหารอืน

2.3 การขาดว ตามินและแรธ่ าตุที พบบ่อยในเด็กไทย
2.3.1 การขาดวตามินเอ (vitamin A deficiency)
สาเหตุ เด็กมีภาวะขาดโปรตีนและพลงั งานหรอขาด retinol binding protein (RBP)
ขนส่งวตามนิ เอไปสู่อวยั วะต่างๆ มีปญหาในระบบทางเดินอาหารหรอเจบ็ ปวยจากโรคติดเชอื เฉียบพลนั และ
จากทารกไมไ่ ด้รบั อาหารเสรมตามวัย
อาการทางคลินิก
1) การเจรญเติบโตหยุดชะงัก ภูมิต้านทานตา ทาํ ให้เปนหวดั และมนี ามูกงา่ ย
2) อาการทางตา (xerophthalmia) มีอาการตามัวในทีมืด (night blindness) เยือบุตาแห้ง
(conjunctiva xerosis) เกลด็ กระดี (bilot’s spot) กระจกตาแห้ง (corneal xerosis) กระจกตาเปนแผล
(corneal ulceration) และกระจกตาขนุ่ เหลว (keratomalacia)
3) ผิวหนังแห้งเปนเกลด็ (dry scaly skin/ toad skin)
4) เยอื บตุ ่างๆของรา่ งกายแห้ง
การวนิจฉัย ตรวจระดับวตามินเอในเลือด (serum retinol) และการสะสมในตับ การตรวจความ
ผดิ ปกติของเยือบตุ าขาว
การรกั ษา ภาวะ xerophthalmia อาจทําให้เด็กตาบอดได้ ต้องได้รบั การรกั ษาอย่างเรง่ ด่วนด้วย
การให้วตามินเอทางปากหรอฉีดเข้าหลอดเลอื ดดําหรอกล้ามเนือ หากมีการอักเสบหรอมีแผลให้ยาปฏิชวี นะ
หยอดตา
การพยาบาล
1) ประเมินความผิดปกติ อาการแทรกซอ้ นกับตา เชน่ ตาแห้ง ตาพรา่ มองไมเ่ ห็นในทีมดื
2) ดูแลให้รบั ประทานอาหารทีเหมาะสม ได้แก่ เนือ ตับ ไข่ นม แครอท แคนตาลปู ฟกทอง มะเขือ
เทศ มะละกอสุก มะม่วงสุก ผักสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว ใบตําลึง ใบมัน
สําปะหลัง ยอดกระถิน ยอดชะอม บรอกโคลี แตงกวา และให้ความรูเ้ รองโภชนาการกับผู้ปกครอง โดยเน้น
การเลียงลูกด้วยนมแม่และให้อาหารเสรมตามวยั และแนะนําให้อาหารทีมีวตามนิ เอสูง

34

2.3.2 การขาดไอโอดีน (iron deficiency)
สาเหตุ จากรา่ งกายได้รบั สารไอโอดีนตาหรอไมไ่ ด้เกลอื เสรมสารไอโอดีน
อาการทางคลินิก 1) เด็กแรกเกิดมีการเจรญเติบโตของรา่ งกายและสมองหยุดชะงัก จากมารดาขาด
สารไอโอดีนอย่างรุนแรงขณะตังครรภ์ อาจทําให้เตียแคระ หูหนวก เปนใบ้ ตาเหล่ เดินกระตุกหรอมีปญญา
อ่อนแต่กําเนิดทีเรยกว่า โรคเอ๋อ (critinism) 2) เด็กและวัยรุน่ มีความเจรญทางสมอง สติปญญาและการ
เจรญเติบโตของรา่ งกายช้า 3) เกิดภาวะ hypothyroidismร ทําให้รา่ งกายแคระแกรน ผิวหนังแห้งและ
หยาบ การเคลือนไหวเชอื งชา้ มาก และ 4) โรคคอพอก
การวนิจฉัย

1) ระดับไอโอดีนในปสสาวะ ตากว่า 20 mcg/dl
2) ค่า T3:T4 เทา่ กับ 5:5 หรอ 6:4
3) การตรวจขนาดของต่อมไทรอยด์
การปองกัน มารดาทีตังครรภ์และให้นมบุตรควรได้รบั ไอโอดีน 170-200 mcg จากการกินเกลือ
เสรมไอโอดีนวันละ 1 ชอ้ นชาพนู ๆ และให้เด็กทีอยูใ่ นถินทรุ กันดาร ดืมนาเสรมไอโอดีน
การรกั ษา ให้รบั ประทานอาหารทีมีไอโอดีนสูง ให้ไอโอดีนผสมในนาดืมหรอชนดิ เม็ด หรอฉีด
การพยาบาล
1) ดูแลให้ได้รบั อาหารทีมไี อโอดีนสูงหรอเสรมเกลือไอโอดีน และดูแลให้ได้รบั อาหารทีมี
โปรตีนสูง เนืองจาก T3 และ T4 จะทํางานได้ดีเมือจบั กับโปรตีน
2) แนะนําให้บรโภคอาหารทะเลควบค่กู ับการให้เกลือเสรมไอโอดีน เชน่ ปลาทะเล

2.3.3 โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (iron deficiency anemia)
สาเหตุ เกิดจากรา่ งกายมีจาํ นวนเม็ดเลือดแดงน้อยหรอมคี วามเข้มข้นของเลอื ดตากวา่ ปกติ จาก
1) การรบั ประทานอาหารทีมีธาตุเหล็กน้อยหรอเหล็กถูกดูดซมึ ไปใชไ้ ด้น้อย เชน่ ผักขม ชอ็ คโกแลต
ชา กาแฟ
2) มพี ยาธสิ ภาพทีลําไส้ทําให้การดูดซมึ ธาตุเหลก็ ลดลง
3) การเสยี เลือดเรอรงั
อาการทางคลินิก ซดี มุมปากเปนแผล หงุดหงด เซอื งซมึ อ่อนล้าง่าย ภูมิต้านทานโรคลดลงทําให้
เจบ็ ปวยง่าย ระบบประสาททําหน้าทีไมด่ ี เล็บออ่ นแอหรอชอ้ นขนึ และลนิ เลียนแดง
การวนิจฉัย
1) Hb และ Hct. ตา
2) เม็ดเลอื ดแดงขนาดเลก็ ติดสีจาง
3) serum transferrin ตา
การรกั ษา การรกั ษาทีสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก และให้ ferrous sulfate 6 mg/kg/day ทาง
ปากเปนเวลา 1-2 เดือน
การพยาบาล
1) ดูแลให้ยา ferrous sulfate อาจทําให้เกิดการระคายเคืองเยือบุทางเดินอาหาร คลืนไส้ อาเจยี น
แก้ไขโดยให้หลังอาหาร และสังเกตการขับถา่ ยจะทาํ ให้อจุ จาระเปนสีดํา (สีของเหลก็ )
2) ดูแลให้ได้รบั อาหารทีมีธาตุเหล็กมาก เชน่ เนือสัตว์ ตับ เลือดหมู นม ไข่ ผักใบเขียว อาหารทะเล
และถัวเมลด็ แห้ง เปนต้น

35

3) แนะนาํ การเลียงลกู ด้วยนมแม่ เพราะทาํ ให้การดูดซมึ เหล็กดีกวา่ นมววั แนะนําให้ได้รบั สารอาหาร
ตามวัย และชว่ ยเหลือดูแลในการทํางานกิจวัตรประจาํ วันต่างๆเนืองจากความทนต่อกิจกรรมลดลง และจดั
กิจกรรมให้เด็กอย่างเหมาะสม

2.4 ปญหาการให้อาหารในเด็กแต่วัยและการพยาบาล
2.4.1 วยั ทารก (แรกเกิด ถึง 1 ป)
- ทารกไม่ยอมกินอาหาร 1) ใชล้ ินในการกินอาหารไม่เปน ทารกเอาลินดันอาหารออกมาทุก

ครงั และหันหน้าหนี เนืองจากทารกใชล้ ินในการกินอาหารไมเ่ ปน แนะนําให้มารดาหรอผูด้ ูแลตักอาหารเพยี ง
ครงั ละ 1 ใน 4 ช้อนชาใส่เขา้ ไปในกระพุง้ แก้มหรอใส่อาหารลงไปถึงโคนลิน จนเมือทารกยอมกลืนเข้าไปจงึ
ค่อยๆ เพิมอาหารในแต่ละซอ้ น และ 2) ทารกยังไม่พรอ้ ม เนืองจากพัฒนาการการกินอาหารไม่ดีหรอยังอิม
จากนมมือก่อนหน้านี หรอบรรยากาศการกินมีความเครง่ เครยด หรอไม่สบาย มีไข้ เปนหวัด พักผ่อนน้อย
แนะนาํ ให้มารดาหรอผดู้ ูแลรอเวลาปอนอาหารหลงั ให้นมนาน 3 ชวั โมงรอให้ทารกพรอ้ ม ใชเ้ วลา 2-3 วันหรอ
สัปดาห์ จงึ เรมให้ใหม่ ให้ทาํ อย่างสมาเสมอ

- ทารกเบืออาหาร จากความเคยชนิ กับส่วนผสมในอาหาร แนะนําให้ปรบั เปลียนอาหารให้มี
หลากหลายรสชาติ หลากสีสัน

- กินแล้วอาเจยี น จากทารกมีพัฒนาการการกลืนอาหารยังไม่ดีหรอกินอาหารมากเกินไป
หรอได้อาหารใกล้มือนมทีผ่านมา หรอแพ้อาหาร แนะนําให้สังเกตการกลืนอาหารของทารก และต้องปรบั
ขนาดอาหารให้เหมาะสม เชน่ ทารกบางคนจะไมม่ ีจุดหยดุ ในการกินอาหารจงึ อ้าปากกินไปเรอยๆ ทําให้ทารก
ได้อาหารมากเกินไป ต้องจาํ กัดปรมาณให้เหมาะสม ให้กินแต่พอดี เปนต้น

- การเจรญเติบโตชา้ ไมเ่ หมาะสมตามวยั (failure to thrive) จากได้รบั อาหารนอ้ ย
คุณภาพปรมาณไม่ถูกต้อง ควรให้ความรูม้ ารดาและผู้ดูแลเรองการให้อาหารทารก จดบันทึกอาหารทีทารก
ได้รบั เพือประเมินปรมาณอาหารและคณุ ภาพ และชงั นาหนักทกุ สัปดาห์

2.4.2 วัยก่อนเรยน (อายุ 2-5 ป)
- เด็กไม่ยอมกินอาหารหรอกินยาก จากไม่ชอบอาหาร ไม่หิว บรรยากาศเครง่ เครยด ถูก
บังคับ มี แนะนําให้จดั อาหารให้มีสีสันสดใส น่าลอง น่ากิน ไม่ให้อาหารว่างก่อนมืออาหารหลักหรอให้อาหาร
บอ่ ยจนเด็กไมเ่ กิดความหิว จดั อาหารวา่ งทีมีคณุ ภาพ เชน่ ผลไม้ แทนนาหวาน เบเกอร ขนมกรบุ กรอบ
- ท้องผูก จากกินอาหารกากใยน้อย ไมก่ ินผักหรอผลไม้ ควรให้เด็กกินข้าวทีขดั สีนอ้ ย ให้ผัก
และผลไม้ 2-3 ส่วน/วนั ผลไมห้ ันเปนชนิ ให้เด็กหยิบกินเอง ใชผ้ กั ทีมีกลินน้อย ไม่ขม เชน่ ผกั กาด ตําลงึ และ
ให้นาอย่างเพียงพอ
- ฟนผุ เนืองจากชอบกินขนมหวาน นาหวาน ลูกอม นาอดั ลม นมหวาน นมเปรยว และไม่ได้
รบั การดูแลสุขภาพฟนทีถูกต้อง แนะนําให้มารดาหรอผู้ดูแลไม่ซอื ลูกอม ขนมหวาน นมหวาน นาอัดลม นม
เปรยว ให้กับเด็ก ให้ทดแทนด้วยผลไม้ ดืมนมจดื และนาเปลา่ และดูแลฟน
- นาหนักเกินและอ้วน จากกินอาหารว่างมากกวา่ อาหารหลกั แนะนําไม่ให้เด็กกินจุบจิบ ไม่
ซอื ขนม นมปรุงรส และอาหารไขมนั สูงสะสมไวใ้ นบ้าน สอนให้เด็กกินผกั และผลไม้ให้เปนนสิ ัย สอนให้เด็กมี
วนัยในการกิน กินให้เปนเวลา ลดกิจกรรมทีเด็กไมเ่ คลือนไหวรา่ งกาย โดยให้ดูโทรทศั นไ์ ม่เกินวนั ละ 2 ชวั โมง
และส่งเสรมหรอกระตุ้นให้เด็กมีการออกกําลังกายกันทังครอบครวั

36

2.4.3 วยั เรยนและวัยรุน่ (อายุ 6-18 ป)
- มีภาวะนาหนักนอ้ ย (under nutrition) จากกินอาหารไม่เปนเวลาในอาหารมือหลกั เชน่
ในชว่ งเชา้ และกลางวันทีโรงเรยน รบทาํ การบ้าน หรอเลน่ กับเพือน ทําให้หมดเวลากิน
- นาหนักเกินและอว้ น (over nutrition) มีความสัมพนั ธก์ ับความดันโลหิตสูง ภาวะดือต่อ
อินซูลิน ไขมันในเลือดสูง เสียงต่อการเกิดโรคหัวใจและเบาหวาน เปนผู้ใหญ่ทีอ้วนในอนาคต สาจาก
พฤติกรรมการกิน ไม่ออกกาํ ลงั กาย
- ซดี จากการขาดเหล็ก (anemia) ในเด็กหญิงต้องเเสียเลอื ดไปกับประจาํ เดือนและกิน
อาหารทีมีพลังงานน้อย เนือสัตว์ ผักน้อย จงึ ต้องการเหล็กเพิมสงู ขึน และเด็กชายก็ต้องการเหล็กสูงเชน่ กัน
จากการสรา้ งเลอื ดเพิมขนึ มีกล้ามเนือมากขึน
- มพี ฤติกรรมการกินผิดปกติ (eating disorder) จากเด็กมปี ญหาด้านจติ ใจต้องได้รบั การ
รกั ษาจากแพทย์ ได้แก่ anorexia nervosa ไม่ยอมกินอาหารคดิ ว่าตัวเองอ้วน และ bulimia nervosa กิน
อาหารแล้วลว้ งคออาเจยี น
- ฟนผุ เนอื งจากการรกั ษาสุขภาพปากฟนไมด่ ี ดูแลสุขภาพฟนตามหลัก 2-2-2 คอื 1) แปรง
ฟนวันละ 2 ครงั 2) วันละ 2 เวลา ได้แก่ หลงั อาหารเชา้ และก่อนนอน และ 3) แปรงฟนนาน 2 นาทีขึนไป และ
พบทนั ตแพทยเ์ ปนประจาํ ทุก 6 เดือน
พยาบาลในชุมชนหรอโรงเรยนมีบทบาทในการให้ความรู้ โภชนาการศึกษาแก่เด็กรว่ มกับครู
เพือให้มีกิจกรรมเกิดขึน รวมทังกระตุ้นผู้ปกครองให้สนใจเด็ก ในเรองการกินอาหารอยา่ งถูกต้อง เชน่ จดั ให้
มีโปรแกรมอาหารเช้า และอาหารกลางวันทีโรงเรยน เพือให้เด็กได้รบั อาหารถูกต้องครบถ้วน โดยใช้
ส่วนประกอบอาหารทีมีคณุ ภาพ ไขมนั ตา ไม่หวาน ไม่เค็ม ให้ความรเู้ รองโภชนาการทุกชนั เรยน เปนต้น

2.5 การส่งเสรมภาวะโภชนาการในเด็ก/อาหารเสร มในเด็กแต่ละวัย
2.5.1 วยั ทารก (แรกเกิด ถึง 1 ป)

ทารกอายุแรกเกิดถึง 6 เดือน ได้รบั นานมมารดาหรอนมผสมเปนอาหารหลัก ต้องการ
สารอาหารเพิมขนึ โดยเฉพาะเหลก็ เพราะในนานมมารดามีนอ้ ย เรมให้อาหารเสรมเมอื เด็กอายุ 6 เดือนขึนไป
และทารกอายุ 6 เดือน ถึง 1 ป ให้อาหารเสรมเด็ก ดังนี

ตารางที 2.8 อาหารสําหรบั ทารกอายุ 6-12 เดือน

อายุ มือ/วัน นมมารดา/ ขา้ วแปง ผัก ผลไม้ โปรตีน

(เดือน) นมผสม ผักบด
1
6-7 1 3-4 มือ/วนั ข้าวบด กล้วย แอปเปล ไขแ่ ดง/ตับ
ชอ้ นกินข้าว มะละกอ ส้ม ปลา
24-32 4 ชอ้ นกินขา้ ว 1 ครงั /วัน 1
ผกั บด
ออนซ์ 1-2 2-3 ชอ้ นกินขา้ ว ชอ้ นกินขา้ ว

(เรมให้จาก ชอ้ นกินขา้ ว

ถ้วย)

8-9 2 3-4 มือ/วนั ข้าวบดหยาบ 2 ครงั /วนั ไข่แดง/หมู
ไก่,ปลา 1-2
16-32 5-6 ชอ้ นกิน ชอ้ นกินข้าว

ออนซ์ ข้าว

37

อายุ มือ/วัน นมมารดา/ ข้าวแปง ผัก ผลไม้ โปรตีน
(เดือน) 3 นมผสม 2-3 ครงั /วัน
(ดืมจาก ขา้ วต้มหรอขา้ ว ผกั นุ่มหันชนิ เนือสตั วท์ กุ
10-12 ถ้วย) สวยนมุ่ เลก็ ๆ ชนดิ นุม่ ๆ
1-2 2 ชอ้ นกิน
3-4 มอื /วนั 6-8 ชอ้ นกิน
16-32 ข้าว ชอ้ นกินขา้ ว ข้าว
ออนซ์
(ดืมจาก
ถ้วย)

2.5.2 วัยก่อนเรยน (อายุ 2-5 ป)
มีอตั ราการเติบโตลดลง จงึ กินอาหารน้อยลงเนืองจากต้องการน้อยลงตามวัย ประมาณ 1 ใน

4 หากพยายามบังคบั ให้กิน เด็กก็จะปฏิเสธและทําให้เกิดปญหาตามมาได้ เด็กจะกินอาหารได้เอง ผู้ปกครอง
ควรจัดให้เด็กกินอาหารรว่ มโต๊ะกับผู้ใหญ่ เพือเกิดการเรยนรูแ้ บบอย่าง ควรจัดให้มีครบ 5 หมู่ และ
หลากหลาย ปรุงอาหารด้วยเครองปรุงซอส เกลือ นาปลา นาตาลเท่าทีจาํ เปน ใชน้ ามันในการปรุงอาหาร ให้
น้อยลง ในเด็กทีมีนาหนักเกินให้หลีกเลียงอาหารใชน้ ามันหรออาหารทอดจนกรอบ อาหารทีเด็กควรได้รบั ใน
แต่ละวัน มดี ังนี

อาหารกลมุ่ ขา้ วธญั พืช วนั ละ 4-6 ทพั พี ควรได้รบั ขา้ วขดั สีน้อย เชน่ ขา้ วกล้อง ก๋วยเตียว
ผักสุก วนั ละ 2-3 ทพั พี หลากหลายชนิด
ผลไม้ 2 ส่วนต่อวัน ตัวอยา่ งผลไม้ 1 ส่วนคือ ผลไม้ 1 ส่วนคือ กล้วย 1 ผล ส้ม
1 ผล ฝรงั ครงผล มะละกอหันชนิ พอคํา 6 ชนิ
นม วนั ละ 3 แก้ว/กล่อง หรอผลติ ภัณฑ์จากนม
เนือสัตว์ ปลา ไก่ 2-3 ส่วนต่อวัน ตัวอย่างเนือสัตว์ 1 ส่วนคือ เนือสัตว์/ปลา/ไก่ 2 ช้อน
ถัวเมล็ดแห้ง กินขา้ ว ไข่ 1 ฟอง เพือไม่ให้เด็กได้ไขมันมากเกินไป ควรลอกหนัง และ
เอาส่วนทเี ปนไขมนั ทีเห็นชดั เจนออก

2.5.3 วัยเรยนและวยั รุน่ (อายุ 6-18 ป)
มีการเจรญเติบโตมาก ควรได้รบั สารอาหารในปรมาณทีเหมาะสมกับความต้องการของ

รา่ งกายเพือการเจรญเติบโตและสุขภาพทีดี และให้ได้รบั พลังงานและสารอาหารเพียงพอต่อความต้องการ
ของรา่ งกาย ดังนี

38

ตารางที 2.9 ปรมาณสารอาหารที เด็กควรได้รบั ใน 1 วันสาํ หรบั เด็กอายุ 6-18 ป

อาหาร (ปรมาณ) วัยเรยน (6-12 ป) วัยรุน่ (12-18 ป)

พลังงาน (กิโลแคลลอร) 1,600-1,700 1,800-2,300

ขา้ ว-แปง (ทพั พี) 6-7 8-10

เนือสัตว์ (ชอ้ นกินข้าว) 6 6-8

ผัก (ทพั พี) 3 4-5

ผลไม้ (ส่วน) 3 3-4

นม (แก้ว/กลอ่ ง) 22

นามนั (ชอ้ นชา) 3 3-5

ผลไม้ 1 ส่วน ปรมาณสารอาหารจากหน่วยตวงวัด มดี ังนี
ผลไม้ขนาดผลเลก็ 1 ส่วน = 6-8 ผล เชน่ ลาํ ไย ลองกอง มะไฟ
ข้าวแปง ผลไม้ขนาดผลกลาง 1 ส่วน = 1-2 ผล เชน่ ส้ม ชมพู่ กล้วย
ผกั ผลไม้ขนาดผลใหญ่ 1 ส่วน = 6-8 ชนิ พอคาํ เชน่ มะละกอ สับปะรด แตงโม
ผลไม้ ขา้ วสุก1 ทพั พี เท่ากับ ก๋วยเตียวเส้นเล็ก 1 ทพั พี ขา้ วเหนียว 1/2 ทัพพี หรอขนมปง
เนือสัตว์ 1 แผ่น
นม ฟกทองสุก 1 ทัพพี เท่ากับ ผักคะน้าสุก 1 ทัพพี ผักบุ้งจนี สุก 1 ทัพพี หรอแตงกวาดิบ
2 ทัพพี
เงาะ 4 ผล เท่ากับ ฝรงั 1/2 ผล มะม่วงดิบ 1/2 ผล ส้ม 1 ผล หรอมะละกอสุก 6 ชนิ
ปลาทู 1 ชอ้ นกินข้าว (1/2 ตัวขนาดกลาง) เท่ากับ เนือหมู 1 ชอ้ นกินข้าว ไขไ่ ก่ 1/2 ฟอง
เต้าหูขาวแขง็ 1/4 ชนิ หรอเต้าหูหลอด 1/2 หลอด
นมสด 1 แกว้ เท่ากับ โยเกิรต์ 1 ถ้วย หรอนมพรอ่ งมันเนย 1 แก้ว ถ้าไม่ดืมนม 1 แก้ว
ให้เพมิ ข้าว 1/2 ทัพพี และเนือสัตว์ 2 ชอ้ นกินข้าว

การเจรญเติบโต พัฒนาการ และภาวะโภชนาการของเด็กแต่ละวยั มคี วามแตกต่างกัน เปลียนแปลง
และพัฒนาตามปจจัยทังภายในและภายนอก การทีเด็กมีเจรญเติบโตและพัฒนาการทีดีบ่งบอกถึงพืนฐาน
ทางพันธุกรรม ภาวะโภชนาการ และสุขภาพของเด็ก ดังนัน พยาบาลควรมีบทบาทในการประเมิน การใช้
เครองมือ การเฝาระวัง การติดตาม การส่งเสรม และการประสานงานส่งต่อข้อมูลเด็กดีและเด็กกลุ่มเสียง
เพือชว่ ยเหลอื เด็กและให้เด็กมกี ารเจรญเติบโต พฒั นาการ และโภชนาการเหมาะสมแต่ละชว่ งวยั เติบโตเปน
ผู้ใหญ่ทีมคี ณุ ภาพต่อไป

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

39

เอกสารอ้างอิง
1. กรมอนามยั สําหนักโภชนาการ [อินเตอรเ์ นต็ ]. กราฟแสดงเกณฑอ์ า้ งอิงการเจรญเติบโตเด็ก [เขา้ ถึง

เมือ 24 พ.ค 2563]. เข้าถึงได้จาก http://nutrition.anamai.moph.go.th
2. กรรณิการ์ วจติ รสุคนธ.์ การเลียงลกู ด้วยนมแม่. ใน: ศรสมบูรณ์ มสุ ิกสุคนธ,์ ฟองคํา ติลกสกุลชยั ,

วไล เลิศธรรมเทว, อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรัตน์ แสงเพิม, สุดารตั น์ พยัคฆเรอง,
บรรณาธกิ าร. ตําราการพยาบาลเด็ก เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 5. นนทบุร: สหมิตรพรนติงแอนด์
พับลิชชงิ ; 2561. 72-107.
3. คณะกรรมการจัดทําข้อกําหนดสารอาหารทีควรได้รบั ประจาํ วันสําหรบั คนไทย. ปรมาสารอาหาร
อา้ งอิงทีควรได้รบั ประจาํ วนั สําหรบั คนไทย พ.ศ. 2563. กรุงเทพฯ: เอวโปรเกรสซฟี ; 2563.
4. จนั ทฑ์ ิตา พฤกษานานนท์. การประเมินการเจรญเติบโต. ใน: ทพิ วรรณ หรรษคณุ าชยั , รววรรณ
รุง่ ไพรวัลย์, สุรย์ลักษณ์ สุจรตพงศ์, วระศักดิ ชลไชยะ, บรรณาธกิ าร. ตําราพัฒนาการและ
พฤติกรรมเด็กเล่ม 3 การดูแลเด็กสุขภาพดี. กรุงเทพฯ: บยี อนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ์; 2556.
5. จริ าวรรณ แทน่ วัฒนกุล. การซกั ประวตั ิและการตรวจรา่ งกายเด็ก. พิมพค์ รงั ที 3. ขอนแก่น:
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทยาลยั ขอนแก่น; 2554.
6. จุฑามาส วรโชติกําจร. การส่งเสรมพัฒนาการในเด็ก 0-6 ป. ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร
อนันตเสร, บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวช
ศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 185-89.
7. ชาครยา ธรี เนตร. ปญหาพฤติกรรมทีพบบ่อยในเด็กก่อนวัยเรยน. ใน: ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย,
รววรรณ รุง่ ไพรวัลย์, ชาครยา ธรี เนตร, อดิศรส์ ุดา เฟองฟู, สุรย์ลักษณ์ สุจรตพงศ์, พงษ์
ศักดิ น้อยพยคั ฆ์, บรรณาธกิ าร. ตําราพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กสําหรบั เวชปฎิบตั ิทัวไป.
กรุงเทพฯ: บียอนด์ เอ็นเทอรไ์ พรซ;์ 2556. 227-32.
8. ทิพวรรณ หรรษคุณาชยั . การประเมินการเจรญเติบโตและพัฒนาการ. ใน: อัจฉรา ตังถาพรพงษ์,
พรรณพัชร พิรยะนนท์, ศรยา ประจักษ์ธรรม, ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย, บรรณาธิการ.
พืนฐานกมุ ารเวชศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: ไอกรุป๊ เพรส; 2555.
9. พงษ์ศักดิ นอ้ ยพยัคฆ์. แนวทางการส่งเสรมการเจรญเติบโต. ใน: พงษ์ศักดิ นอ้ ยพยัคฆ์, วนัดดา
ปยะศิลป, วันดี นิงสานนท์, ประสบศร อิงถาวร, บรรณาธกิ าร. การพยาบาลเด็ก เพือการ
สรา้ งเสรมสุขภาพ. พิมพ์ครงั ที 2. กรุงเทพฯ: สรรสาร; 2557.
10. พิมพาภรณ์ กลันกลิน. การพยาบาลเด็กเพือการสรา้ งเสรมสุขภาพ. พิมพ์ครงั ที 2. เชียงใหม่: คณะ
พยาบาลศาสตร์ มหาวทยาลัยเชยี งใหม่; 2561.
11. ม ณี รัตน์ ภู ว นั นท์. กา รเ ลีย งลู ก ด้ ว ยนมแ ม่. ใน: ป ระย งค์ เ ว ช ว นิช สนอ ง, วน พร อนั น ต์
เสร,บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 223-37.
12. มณีรตั น์ ภวู นันท.์ การให้อาหารตามวยั สําหรบั ทารกและเด็กเล็ก. ใน: ประยงค์ เวชวนชิ สนอง, วนพร
อนันตเสร, บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พมิ พ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากมุ ารเวช
ศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลัยสงขลานครนทร;์ 2559. 239-46.
13. มณีรตั น์ ภูวนันท.์ โรคขาดวตามนิ เอและภาวะวตามนิ เอสงู . ใน: ประยงค์ เวชวนชิ สนอง, วนพร อนันต
เสร, บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 331-24.

40

14. มณีรตั น์ ภูวนันท์. โรคขาดวตามินซ.ี ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร อนันตเสร, บรรณาธกิ าร.
กมุ ารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากมุ ารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์
มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 325-28.

15. มณีรตั น์ ภูวนันท์. โรคขาดวตามินอี. ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร อนันตเสร, บรรณาธกิ าร.
กมุ ารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์
มหาวทยาลัยสงขลานครนทร;์ 2559. 329-32.

16. ยุวดี พงษ์สาระนันทกุล. การเจรญเติบโตและพัฒนาการ. ใน: ศรสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์, ฟองคํา
ติลกสกุลชัย, วไล เลิศธรรมเทว, อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรตั น์ แสงเพิม, สุดารัตน์
พยัคฆเรอง, บรรณาธกิ าร. ตําราการพยาบาลเด็ก เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 5. นนทบุร: สหมิตร
พรนติงแอนด์พบั ลชิ ชงิ ; 2561. 1-8.

17. ลัดดา เหมาะสุวรรณ. ภาวะขาดพลังงานและโปรตีน. ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร อนันตเสร,
บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลัยสงขลานครนทร;์ 2559. 275-88.

18. ลัดดา เหมาะสุวรรณ. โรคอ้วนในเด็กและวัยรุน่ . ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร อนันตเสร,
บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลยั สงขลานครนทร;์ 2559. 289-310.

19. ลํายอง รัศมีดารา, รุจา ภู่ไพบูลย์. การกระตุ้นพัฒนาการเด็กวัยต่ าง ๆ. ใน: รุจา ภู่ไพบูลย์,
บรรณาธกิ าร. การวางแผนการพยาบาลเด็กสุขภาพดีและเด็กปวย. พมิ พ์ครงั ที 2. กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พพ์ ระพุทธศาสนาของธรรมสภา. 2558; 13-6.

20. วรงรอง อรญั นารถ. ปญหาพฤติกรรมทีพบบอ่ ยเด็กวยั แรกเกิดถึง 3 ป. ใน: ทิพวรรณ หรรษคุณาชยั ,
รววรรณ รุง่ ไพรวัลย์, ชาครยา ธรี เนตร, อดิศรส์ ุดา เฟองฟู, สุรย์ลักษณ์ สุจรตพงศ์, พงษ์
ศักดิ น้อยพยคั ฆ์, บรรณาธกิ าร. ตําราพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กสําหรบั เวชปฎิบตั ิทัวไป.
กรงุ เทพฯ: บียอนด์ เอน็ เทอรไ์ พรซ;์ 2556. 215-26.

21. ศศิวรา บณุ รศั มี. การส่งเสรมพฒั นาการในเด็กวยั เรยนและวัยรนุ่ . ใน: ประยงค์ เวชวนิชสนอง, วนพร
อนันตเสร, บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 3. สงขลา: ภาควชากุมารเวช
ศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวทยาลัยสงขลานครนทร;์ 2559. 191-97.

22. อรุณรศั มี บุนนาค. การสรา้ งเสรมภาวะโภชนาการในเด็ก. ใน: ศรสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ,์ ฟองคํา ติลก
สกลุ ชยั , วไล เลศิ ธรรมเทว, อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรตั น์ แสงเพิม, สุดารตั น์ พยัคฆเรอง
,บรรณาธกิ าร. ตําราการพยาบาลเด็ก เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 5. นนทบุร: สหมิตรพรนติงแอนด์
พับลชิ ชงิ ; 2561. 61-71.

23. อรุณรศั มี บุนนาค. อาหารตามวัย. ใน: ศรสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ,์ ฟองคํา ติลกสกุลชยั , วไล เลิศธรรม
เทว, อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรตั น์ แสงเพิม, สุดารตั น์ พยัคฆเรอง, บรรณาธกิ าร. ตํารา
การพยาบาลเด็ก เล่ม 1. พิมพ์ครงั ที 5. นนทบุร: สหมิตรพรนติงแอนด์พับลิชชิง; 2561.
109-21.

24. American academy of pediatrics. Identifying infants and young children with
developmental disorders in the medical home: An algorithm for
Developmental Surveillance and Screening. PEDIATRICS 2006; 118, 405-420.

25. Ball WJ, Bindler CR. Pediatric nursing: caring for children. New Jersey: Pearson
Prentice Hall; 2008.

41

26. Baty [Internet]. Harpenden skinfold calipers [updated 2019; cited 2020 May 24].
Available from: http://www.harpenden-skinfold.com/

27. Centers for Disease Control and Prevention [Internet]. Developmental monitoring
and screening [updated 30 April 2020; cited 2020 May 24]. Available from:
https://www.cdc.gov/ncbddd/childdevelopment/screening.html

42

บทที 3
การสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกันโรค

อาจารย์กัญญพัชร พงษ์ช้างอยู่

วัตถุประสงค์การเรยนการสอน
เมอื สินสุดการเรยนการสอนนักศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายหลักทัวไปในการให้วคั ซนี ได้
2. บอกกาํ หนดการให้วคั ซนี แก่เด็กตามแผนการสรา้ งเสรมภมู คิ ้มุ กันโรคได้
3. อธบิ ายแนวทางการสรา้ งเสรมภมู ิคุ้มกันโรคตามวยั วัคซนี พนื ฐานและวคั ซนี ทางเลือกแต่ละชนดิ ได้

การสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกันโรคเปนพืนฐานสําคัญประการหนึงในการดูแลเด็กให้มีสุขภาพดี เนอื งจาก
ชว่ ยลดอัตราการปวยและตายในเด็กให้น้อยลง โดยเฉพาะโรคทีสามารถปองกันได้ด้วยวัคซีน การทีเด็กเกิด
การเจบ็ ปวยไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวเด็กและครอบครวั เท่านัน ยังกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ
เนืองจากการเจ็บปวยทําให้เกิดความสินเปลืองมากกว่าการให้วัคซีนเพือสรา้ งภูมิคุ้มกัน นอกจากนีโรค
บางอย่างยังส่งผลกระทบให้เกิดความพิการและเสียชวี ตตามมาได้ ดังนันการสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกันในเด็กจงึ
เปนสิงจาํ เปนและ มคี วามสําคัญอย่างยงิ

คําจาํ กัดความ
การสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกันโรค คือ การทําให้รา่ งกายมีภูมคิ ุ้มกัน หรอความต้านทาน เพอื ปองกันไม่ให้
เกิดโรค หรอทาํ ให้โรคมีความรุนแรงลดลง 1, 17

ภาพที 3.1 แสดง Antigen ซึงระบบภูมิคุ้มกันรา่ งกายกระตุ้นสรา้ ง Antibody
(ทมี า https://www.mdpi.com)

43

3.1 วัคซีน (Vaccine) คือ ชวี วัตถุซึงถูกเตรยมขึนจากเชอื โรค หรอ พิษของเชือโรค ทีถูกทําให้ไม่
สามารถก่อโรคได้เพือให้เขา้ สู่รา่ งกายในรปู แบบแอนติเจน 1,2

เมือมสี ิงแปลกปลอม คือ วัคซนี หรอ Antigen เข้าไปในรา่ งกาย ระบบภูมคิ ้มุ กันรา่ งกายจะถกู กระตุ้น
โดยสรา้ ง Antibody หรอ Immunoglobulin เพือทําลายสิงแปลกปลอมนันโดยตรง ซึงเกิดจากระบบ
ภูมิคุ้มกันจาํ สิงแปลกปลอมนันได้ ถ้ารา่ งกายได้รบั สิงแปลกปลอมนันอีก รา่ งกายจะสรา้ งภูมิคุ้มกันทันทีและ
ปองกันการติดเชอื ได้

3.2 ประเภทของการให้วัคซีน 2,3
การสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกันโรค มี 2 แบบ คือ
3.2.1 Passive Immunization หรอ Immunoglobulin
คือการให้ภูมคิ ้มุ กันของคนหรอสัตว์ทีเกิดขึนแลว้ เข้าไปในรา่ งกาย โดยเมือเข้าสู่รา่ งกายแลว้

จะออกฤทธติ ่อต้านเชอื โรคได้ทันที แต่ภมู คิ ุ้มกันประเภทนีมีผลปองกันโรคได้เพยี งระยะสัน หรอ ชวั คราว
เชน่ Tetanus antitoxin

3.2.2 Active Immunization
คือการกระตุ้นให้รา่ งกายสรา้ งภมู ิคุ้มกันขึนเอง โดยการให้ Antigen เพือกระตุ้นให้รา่ งกาย

สรา้ ง Antibody ใชเ้ วลาประมาณ 14 วัน ภูมิคุ้มกันชนิดนีอยู่ได้นาน แต่ต้องรอระยะเวลาออกฤทธติ ่อต้าน
เชอื โรค

แบ่งเปน 3 กลุ่ม
1) Toxoid ผลิตขึนโดยการนําพิษของเชอื โรค (แบคทเี รย) มาทาํ ให้หมดฤทธแิ ต่ยงั สามารถกระตุ้น
ภูมคิ ้มุ กันได้ ใชป้ องกันโรคทีเกิดจากพษิ หรอทอ็ กซนิ ของแบคทเี รย อาทิ คอตีบ (Diphtheria toxoid)
บาดทะยัก (Tetanus toxoid) ซงึ ปฏิกิรยาอิมมูนบรเวณทีฉีด ทาํ ให้บวมแดง เจบ็ บรเวณทีฉีดหรออาจมีไข้
ได้
2) Inactivated or Killed Vaccine วัคซนี ชนิดเชอื ไม่มีชวี ตทาํ จากแบคทีเรยหรอไวรสั ทีตาย
แลว้ ทาํ ให้เกิดปฏิกิรยาบรเวณทฉี ีดหรออาจมไี ข้ด้วย อาการมักจะเกิดหลงั ฉีด 3 - 4 ชวั โมง จะอยูป่ ระมาณ 1
วนั บางรายอาจอยนู่ านถึง 3 วนั แบง่ ยอ่ ยได้เปน 2 กลมุ่ คือ
Whole cell vaccine เปนวัคซนี ทที ํามาจากเชอื แบคทีเรยหรอไวรสั ทงั ตัวทถี ูกทําให้ตาย
ตัวอย่างเชน่ ไอกรน (Pertussis) ชนิด whole cell โปลโิ อชนดิ ฉีด (Inactivated polio vaccine) อหิวา
ชนิดฉีด (Cholera vaccine) ตับอกั เสบ เอ (Hepatitis A) ไขส้ มองอกั เสบเจอี (Japanese
encephalitis) พษิ สุนัขบา้ (Rabies vaccine) วัคซนี กลมุ่ นมี กั ต้องเก็บในตู้เย็นแต่ห้ามแชแ่ ข็งเพือรกั ษา
คุณภาพของแอนติเจนปองกันวคั ซนี เสือมคณุ ภาพ
Subunit vaccine เปนวคั ซนี ทสี ังเคราะห์หรอสกัดเอาเฉพาะส่วนทีเกียวข้องกับการสรา้ งภมู คิ ุ้มกัน
โรคมาใช้ ส่วนประกอบทีทาํ ให้เกิดอาการขา้ งเคียงรณุ แรงจงึ ไม่รวมอยูใ่ นวคั ซนี ตัวอยา่ ง เชน่ ไอกรนชนิด
ไรเ้ ซลล์ทยั ฟอยด์ ชนดิ ฉีด ตับอกั เสบบี เยือหุ้มสมองอักเสบ (Hemophilus influenzae: Hib)
3) Live Attenuated Vaccine (วัคซนี ทีทําจากเชอื ทีมีชวี ต) แต่ฤทธอิ ่อนลง เชน่ บีซจี ี (bacillus
Calmette-Guerin) โปลิโอชนิดกิน (Oral polio vaccine) หัด คางทู มและหัดเยอ รมัน (measles,
mumps, and rubella) วัคซนี กลุ่มนีเมือเขา้ ในรา่ งกายแลว้ จะยังไม่มีปฏิกิรยาทันที จะใชเ้ วลาหลายวัน เชน่
หัด อาจมีไข้ประมาณ วันที 5-12 หลังฉีดวัคซีนกลุ่มนีจะไม่ให้ในผู้ทีมีภูมิคุ้มกันโรคตาว่าปกติ หรอผู้ทีได้รบั
ยากดภูมิคุ้มกัน

44

3.3 วธกี ารให้วัคซีน ประกอบด้วย 5 วธี
1) การรบั ประทาน (Oral route) 1,4,15
ใชใ้ นกรณีทีต้องการกระตุ้นภูมคิ ้มุ กันเฉพาะที เชน่ ในลําไส้ มักเปนวัคซนี ชนิดเชอื มชี วี ต เชน่ วัคซนี
โปลโิ อชนดิ รบั ประทาน (OPV) วัคซนี ไขท้ ยั ฟอยด (Typhoid) วัคซนี โรต้า (Rota) ชนดิ รบั ประทาน
2) การฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal route หรอ intracutaneous route)
การฉีดวธนี ีทําให้แอนติเจนเขา้ ไปทางระบบนาเหลอื งได้ดี สามารถกระตุ้นภูมคิ ้มุ กันชนิดเซลล์เปนสือ
(cell-mediated immune response) ได้ดีและใช้ปรมาณวัคซนี น้อย ซึงจะฉีดให้เปนตุ่มนูนขึนโดยแทง
เข็มให้ปลายเข็มหงายขึนเกือบขนานกับผวิ หนัง แล้วค่อยๆ ฉีดวัคซนี เขา้ ในชันตืนสุดของชนั ผวิ หนัง จะรูส้ ึกมี
แรงต้านและมีตุ่มนูนปรากฏขึนทันที ควรใช้เข็มขนาด No. 25-27G ยาว 3/8-5/8 นิว ตัวอย่างของวัคซนี ที
ฉีดในชนั ในผวิ หนัง (Intradermal route หรอ intracutaneous route) เชน่ วัคซนี บีซจี ี (BCG) 4, 5


ภาพที 3.2 การฉีดวัคซนี เข้าในผิวหนัง
(Intradermal route หรอ intracutaneous route)

3) การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous route) ใชก้ ับวัคซนี ทีไม่ต้องการให้ดูดซมึ เรว็ เกิน
ไปเนอื งจาก อาจเกิดปฏิกิรยารุนแรง ควรใชเ้ ข็ม ขนาด 25 - 27G ยาว 3/8-5/8 นิว การฉีดให้ตังเขม็ ทํามมุ
45 องศากับผวิ หนัง ตัวอย่างของวัคซนี ทฉี ีดในใต้ผวิ หนัง (Subcutaneous route) เชน่ วคั ซนี รวมหัด-คาง
ทมู - หัดเยอรมนั (MMR), วคั ซนี ไขส้ มองอกั เสบเจอี (JE), วคั ซนี ทัยฟอยด (Typhoid) 1,4

ภาพที 3.3 การฉีดวัคซนี เข้าชันใต้ผิวหนัง
(Subcutaneous route)

4) การฉีดเข้ากล้ามเนือ (Intra muscular route) ใชเ้ มือต้องการให้ดูดซมึ ดี การฉีดเข้า
กล้ามเนือให้ได้ผลดีมักฉีดบรเวณต้นแขน (Deltoid) เนืองจากการดูดซมึ ดีทีสุดไขมันไม่มากเลือดมาเลยี งดี
และการเคลือนไหวจะทําให้ดูดซมึ ดีขึน ฉีดโดยตังเข็มทํามุมฉากกับผิวหนัง ทารกแรกเกิด ใชเ้ ข็มเบอร์ 26 -
27G ยาว 5/8 - 1 นิว เด็กอายุ 2 -12 เดือน ใชเ้ ขม็ เบอร์ 25 - 27G ยาว 5/8 - 1 นิว เด็กอายุ 1 ปขึนไป ใชเ้ ข็ม

45

เบอร์ 24 -27G ยาว 1-1¼ นิว ขึนอยู่กับขนาดตัว ผใู้ หญ่ ใชเ้ ข็มเบอร์ 23-25G ยาว 1 - 2 นิว ขึนอยู่กับขนาด
ตัวอย่างของวัคซนี ทีฉีดกล้ามเนือ (Intramuscular route) เชน่ วัคซนี รวม คอตีบ - บาดทะยัก - ไอกรน-
Hib (Diphtheria, Tetanus, Pertussis), วัคซนี ตับอกั เสบบี (Hepatitis B vaccines) 1,4

ภาพที 3.4 การฉีดเข้ากล้ามเนือ
(Intra muscular route)

5. การพ่นทางจมูก (Intranasal route) ทําให้มภี มู ิค้มุ กันในกระแสเลือดและทางเดินหายใจ
เชน่ วคั ซนี ไขห้ วดั ใหญ่ชนิดพน่ จมูก5,6,7

ภาพที 3.5 การพ่นทางจมูก (Intranasal route)
(ทมี า https://www.thairath.co.th/content/34022)

การจาํ แนกวัคซนี จาํ แนกเปน 4 แบบ คือ
1) วัคซีนพืนฐาน (compulsory vaccines)

หมายถึง วัคซนี ทไี ด้รบั การบรรจุในแผนสรา้ งเสรมภมู คิ ้มุ กนั โรคของประเทศ แนะนาํ ใหใ้ ชใ้ น
เด็กไทยทุกคน เชน่ วัคซนี บซี จี ี (bacillus Calmette - Guerin) วัคซนี ตับอกั เสบบี (Hepatitis B
vaccines) วัคซนี คอตีบ บาดทะยกั ไอกรน (Diphtheria, Tetanus, วคั ซนี หัด หัดเยอรมัน คางทูม
(Measles, Mumps, and Rubella) วคั ซนี ไข สมองอกั เสบเจอี (Japanese encephalitis)

2) วัคซีนเสรมหรอวัคซีนเผือเลือก (optional vaccines)
หมายถึง วคั ซนี ทมี ปี ระโยชนแ์ ต่โรคทีปองกันได้ด้วยวัคซนี เหลา่ นันยังไมม่ คี วามสําคัญด้าน

สาธารณสุขในลําดับต้น ๆ รวมทงั วัคซนี เหล่านันมรี าคาสูง ยงั ไม่สามารถจดั หามาใชก้ ับเด็กทงั ประเทศได้ ผู้ที
ต้องการฉีดต้องเสียค่าใชจ้ า่ ยเอง ได้แก่วคั ซนี ตับอักเสบเอ (Hepatitis A) วัคซนี สกุ ใส (Varicella
Vaccine/Chickenpox Vaccine) วคั ซนี นวิ โมคอคคัสชนดิ คอนจูเกต (Pneumococcal Vaccine)
นอกจากนันวคั ซนี เสรมยังหมายรวมถึง วคั ซนี พืนฐานทไี ด้รบั การพฒั นาเพอื ให้มีผลขา้ งเคียงลดลง ซงึ นยิ มใช
 ในประเทศพฒั นาแลว้ เชน่ วัคซนี โปลโิ อชนิดฉีด (Inactivated polio vaccine)

46

3) วัคซีนใช้กรณีพิเศษ (vaccines in special circumstances) หมายถึง วัคซนี ทีมีขอ้
บ่งชีชัดเจนเพือ ใช้ในกลุ่มคนทีมีความเสียงสูงต่ อการเกิดโรค หรอหากเกิด โรคอาจมีอาการและ
ภาวะแทรกซอ้ นทีรุนแรง เช่น วัคซนี ไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) สําหรบั ผู้ปวยโรคหัวใจ โรคปอด
เรอรงั และคนสูงอายุ วัคซีน พิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine ) สําหรบั คนทีถูกสัตวกัด วัคซีนทัยฟอยด์
(Typhoid vaccine) สําหรบั คนทีจะเดินทางไปยังพืนทีทีมีการระบาดของโรค ทัยฟอยด์ วัคซีนไข้กาฬหลัง
แอ่น (Meningococcal vaccine) สําหรบั คนทีจะเดินทางไปยงั ประเทศแถบตะวนั ออกกลาง

4) วัคซนี ทีอยู่ระหวา่ งการว จยั และพัฒนา (investigational vaccines) หมายถึง วัคซนี ทีมี
ความสําคัญในการปองกันโรคทกี ําลังเปนปญหาในหลายประเทศ และยงั อยใู นขันตอนของการวจยั การผลติ
หรออยู่ระหว่างการทดลองในอาสาสมัคร เชน่ วคั ซนี ปองกันโรคเอดส์

แบบแผนการให้ภมู ิคุ้มกันโรคตามแผนพฒั นาสาธารณสุข พ.ศ.2564

ตารางที 3.1 กําหนดการสรา้ งเสร มภูมคิ ุ้มกันโรค (กรณีเร มให้ตังแต่แรกเกิด) 7,8, 12, 13

อายุ วัคซนี พืนฐาน วัคซนี เสรมทีแนะนําให้ควบคู่ในชว่ งอายุนั น ๆ

แรกเกดิ BCG HBV1 -

1 เดือน HBV2 เฉพาะมารดาเปนพาหะไวรสั ตับอักเสบบี -

2 เดอื น DTw P- HB- Hib1 OPV1 Rota1 DTaP- HB- Hib+ IPV1 เชน่ วคั ซนี Hexaxim
4 เดือน * ห้ามให้วัคซนี โรตา้ ครงั ที 1 ในเด็กอายุ
มากกวา่ 15 สัปดาห์ Pneumococcus IPD1 เชน่ วัคซนี Synflorix
Prevnar
DTw P- HB- Hib2 OPV2 IPV Rota2 DTaP- HB- Hib+ IPV2 เชน่ วัคซนี Hexaxim
* ห้ามให้วัคซนี โรต้า ครงั สุดท้าย ในเด็กอายุ
มากกวา่ 32 สัปดาห์ Pneumococcus IPD2 เชน่ วัคซนี Synflorix
Prevnar

6 เดือน DTw P- HB- Hib3 OPV3 Rota3 (DTaP- HB- Hib+ IPV)3
* ให้ยกเว้นการได้รบั วัคซนี โรต้า ครงั ที 3 ในเด็ก เชน่ วคั ซนี Hexaxim Pneumococcus IPD
ตังแต่ ทีได้รบั วัคซนี Rotarix มาแล้ว 2 ครงั Synflorix Prevnar
6 เดือน Influenza vac. 2 ครงั ห่างกัน 1 เดือน
9 เดือน MMR1 ต่อไปทกุ ๆ ป

1ป LA JE1 Varilrix
ตังแต่ 1 ป Avaxim Pneumococcus IPD
1 ป 6 เดือน DTwP – OPV กระตุ้น 1 Avaxim
MMR2
2 ป 6 เดือน LA JE2 Varilrix2
4ป DTwP OPV กระตุ้น 2
ประถมศึกษา MMR, HB, LAJE, IPV, dT, OPV เฉพาะรายที
ปที 1 ได้รบั ไมค่ รบกาํ หนด *BCG ให้ในกรณีทีไมม่ ี
ตรวจสอบ หลกั ฐานว่าเคยได้รบั เมือแรกเกิด และไมม่ ี
ประวตั ิ และ แผลเปน ไม่ให้ในเด็กทีติดเชอื HIV ทีมีอาการ
เก็บตกวคั ซนี ของโรค

47

อายุ วัคซนี พืนฐาน วัคซนี เสรมทีแนะนําให้ควบคูใ่ นชว่ งอายุนั น ๆ

ประถมศึกษา HPV1 และ HPV2 ระยะห่างระหว่างเข็มห่างกัน มะเรง็ ปากมดลูก cervarix 3 ครงั (0, 2, 6 M)

ปที 5 อยา่ งน้อย 6 เดือน

* ระยะห่างระหวา่ งเข็ม ห่างกันอย่างน้อย 6

เดือน

กรณเี ด็กไทยทีไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาให้ฉีด

ทีอายุ 11-12 ป

12 ป dT (dT dap or Tdap)

* ปรบั อายกุ ารได้รบั วัคซนี MMR2 จาก 2 ป 6 เดือนเปน 1 ป 6 เดือน โดยเรมใชต้ ังแต่วนั ที 1 มกราคม 2564

ตารางที 3.2 กําหนดการให้วัคซนี แก่ผู้ที ได้รบั วคั ซีนไมค่ รบถว้ นหร อล่าชา้ ตามแผนงานสรา้ งเสร มภูมิคุ้ม
กันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ป 2564 (กรณีเรมให้เมืออายุ 1-6 ป) 14,15

ครงั ที เดือนที วัคซีน ขอ้ แนะนาํ

1 0 (เมือพบ DTP-HB-Hib1 OPV1 IPV1 1. ให้ในกรณที ีไม่มหี ลกั ฐานว่าเคยได้รบั เมือแรกเกิด
เด็กครงั แรก) MMR1 * BCG * และไมม่ แี ผลเปน
2. ไมใ่ ห้ในเด็กตดิ เชอื HIV ทีมีอาการของโรคเอดส์

2 1 DTP-HB-Hib2 OPV2 LAJE1

3 2 MMR2
4 4 DTP-HB-Hib3 OPV3
5 8 DTP4 OPV4 LAJE2

หากมีการบนั ทึกหลักฐานวา่ เคยได้รบั BCG ไมจ่ าํ เปนต้องให้ซา แม้จะไม่มแี ผลบรเวณทีได้รบั วคั ซนี

ตารางที 3.3 กําหนดการให้วัคซนี แก่ผู้ที ได้รบั วัคซนี ไม่ครบถ้วนหร อลา่ ชา้ ตามแผนงานสรา้ งเสร ม
ภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ป 2564 (กรณีเร มให้เมืออายุ 7 ปขึนไป) 16, 17, 18

ครงั ที เดือนที วัคซนี ทีให้ หมายเหตุ

1 (เมือพบเด็ก * BCG* dT OPV1 IPV1 - BCG ไม่ให้ในเด็กติดเชอื เอชไอวทีมีอาการของโรค

ครงั แรก) MMR1 เอดส์

- ให้วัคซนี ปองกันโรคโปลิโอชนิดฉีด (IPV) เกบ็ ตก

เฉพาะเด็กอายุตากว่า 7 ป และเด็กนักเรยนชนั ป.1

2 1 HB1 LAJE1

3 2 dT2, OPV2 HB2

4 7 HB3

5 12 dT3 OPV3 LAJE2

หมายเหตุ

1. กําหนดการให้วคั ซนี ตามแผนงานสรา้ งเสรมภมู ิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ป 2564

2. วคั ซนี ทกุ ชนดิ ถ้าไม่สามารถเรมให้ตามกาํ หนดได้ ก็เรมให้ทนั ทีทีพบครงั แรก

48

3. วคั ซนี ทีต้องให้มากกว่า 1 ครงั หากเด็กมารบั วคั ซนี ครงั ต่อไปลา่ ชา้ สามารถให้วคั ซนี ครงั ต่อได้โดย
ไม่ต้องเรมต้นครงั ที 1 ใหม่

4. ในการให้วคั ซนี แก่ผู้ทีได้รบั วคั ซนี ไม่ครบถ้วนหรอล่าชา้ เด็กจะได้รบั วัคซนี ตามกําหนดการในข้อ 2
ครบภายในระยะเวลา 1 ป จากนันให้วัคซนี ต่อเนืองตามทีกาํ หนดในการให้วคั ซนี ปกติ

ตารางที 3.4 การให้วัคซีนแก่หญิงมีครรภ์และหญิงวัยเจร ญพันธุ์13,18

กลุม่ เป าหมาย วัคซนี เดือนที ข้อแนะนาํ

หญิงมคี รรภ์ Tetanus 0, 1, 6 * ตรวจสอบประวัติการรบั วคั ซนี ในอดีต
Toxiod - กรณีไม่เคยได้รบั วคั ซนี มาก่อนหลงั ฉีดครบให้กระตุ้นทุก 10 ป
หญิงวยั เจรญ 0 - กรณเี คยได้รบั วัคซนี มา 3 เขม็ สุดทา้ ยนานกว่า 10 ป ฉีดซาอีก 1 เข็ม
พันธุ์ MMR และฉีดกระตุ้นทุก 10 ป
- หญิงวัยเจรญพนั ธุท์ ุกคนทีไม่เคยเปนหรอไมแ่ น่ใจว่าเปนหัดเยอรมัน
(15-45 ป) โดยไมต่ ้องเจาะเลือดตรวจกอ่ นฉีด

ตารางที 3.5 กําหนดการให้วัคซีนที อยูน่ อกแผนงานสรา้ งเสร มภูมิค้มุ กันโรคของกระทรวงสาธารณสุข
(ควรให้ตามคําแนะนาํ ของแพทย์) 7, 12

วัคซนี เดือนที ข้อแนะนาํ

dT 0, 1, 6 เมอื มีโอกาสกระตุ้นทกุ 10 ป
HB 0, 1-2, 6-7 ฉีดครงั ละ 1 มล. เขา้ กล้ามเนือบรเวณต้นแขน (ไมค่ วรฉีด
ทสี ะโพก เนืองจากอาจฉีดเข้าในชนั ไขมันใต้ผิวหนัง
JE วนั ที 0, 7, 21 ซงึ ทาํ ให้การสรา้ งภูมติ ้านทานตากว่าทีฉีดเข้าชนั กล้ามเนือ
หรอวนั ที 0, 7, 14 เฉพาะผูท้ ีจะเขา้ ไปอย่อู าศัยในพืนทีทีมีโรคนีชุกชุม และควรได้รบั
พิษสุนขั บ้า วคั ซนี ครบ 2 ครงั เปนเวลาอยา่ งน้อย 1 เดือนกอ่ นเขา้ พืนทีดังกล่าว
(Rabies) วนั ที 0, 7, 21 ผูท้ ีเสียงต่อการถูกสัตว์กัดโดยฉีดกอ่ นสัมผัส
(หรอวันที 28) ทุกคนทีถูกสัตว์กัด-ฉีดหลงั สัมผัส โดยฉีดเข้าชนั กล้ามเนือ
สุกใส วนั ที 0,3,7,14,30
(Varicella บคุ คลทวั ไปทีมีอายุมากกวา่ 1 ป และยังไมเ่ คยเปนโรคอสี ุกอีใสหรอ
0 ผูท้ ีอย่ใู กลช้ ดิ / อยู่บ้านเดียวกับผทู้ ีมีภูมิคมุ้ กันบกพรอ่ งและยงั ไม่
zoster) เคยเปนโรคอสี ุกอีใส
0,1-2 ในเด็กอายุ 1-13 ป
0,3 - เด็กอายมุ ากกว่า 13 ป และผใู้ หญ่
- ผู้ทีติดเชอื HIV ทีไมม่ ีอาการของโรคเอดสแ์ ละมี CD4 มากกวา่
รอ้ ยละ 25

49

1) วัคซีนปองกันโรควัณโรค: Bacillus Calmette-Guerin (BCG) 6, 7, 9

ภาพที 3.6 วัคซีนปองกันโรควัณโรค

(ทีมา https://www.indiamart.com/proddetail/bacillus-calmette-guerin-vaccine-ip-
21950466273.html)

ชนิดของวคั ซนี (Type of vaccine): Live Attenuated Vaccine (วัคซนี ทีทําจากเชอื ทีมีชวี ต)
ขนาดและวธใี ช้ (Dose/Injection type): กรณีวัคซนี ของสถานเสาวภา ฉีดเข้าชนั ผิวหนัง 0.1 ml
(Intradermal) กรณีวคั ซนี ของ สภากาชาดไทย ฉีดเขา้ ชนั ผิวหนัง (Intradermal) 0.5 ml.

การเก็บรกั ษา (Storage): Between +2 °C and +8 °C Do not freeze

ตารางที 3.6 ผลข้างเคียงและการดูแล (Adverse events and Nursing care)

ผลข้างเคียง (Adverse events) การพยาบาล ( Nursing care )
ฝหนอง (Local abscess) ดูแลรกั ษาความสะอาดของผวิ หนงั บรเวณทีฉีดวัคซนี
ตุ่มแดงขึน กลายเปนฝเมด็ เลก็ ๆ และมีหัว ให้สะอาด โดยใชส้ ําลชี ุบนาต้มสุกทีเย็นแล้วเชด็ รอยแผล
หนองขนาดเลก็ ไม่ต้องปดแผลจะแห้งหายไปใน 4 สัปดาห์
ฝหนอง (Local abscess) ให้การรกั ษาแบบประคับประคอง ไปพบแพทย์ ซงึ อาจ
มีหัวหนองขนาดใหญ่ พิจารณาดูดเอาหนองออก(ขนึ กับดุลพินิจของแพทย์)
ต่อมนาเหลอื งอกั เสบ (Lymphadenitis) หากไมพ่ บลกั ษณะฝหนอง ให้การรกั ษาแบบประคับ
ประคอง หากโตน้อยกวา่ 1 เซนติเมตรจะหายไปเอง หาก
กระดูกอกั เสบ (Osteitis) พบการอับเสบฝหนอง การรกั ษายงั ไม่มแี นวทางชดั เจน
อาจพจิ ารณาให้ยา Isoniazid (IHN) หรอให้ยา
Isoniazid (IHN) รว่ มกับยา Rifampicin (แต่มงี านวจยั
Metanalysis บางงานให้ข้อสรุปวา่ การใชย้ าไมช่ ว่ ยให้ให้
แผลหายเรว็ ขึน) กรณีมีก้อนโตมากกวา่ 3 เซนติเมตร อาจ
พจิ ารณาผา่ ตัดก้อนออก
ให้การรกั ษาด้วยยา หากมหี นองให้ผ่าตัดระบายหนอง

ขอ้ ห้ามในการให้วัคซีน ปองกันโรควณั โรค
1. กรณีตังครรภ์
2. ผู้ทีมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพรอ่ ง
3. ผปู้ วยติดเชอื เอชไอวทมี ีอาการ
หมายเหตุ: สามารถให้วคั ซนี ได้ ผูป้ วยติดเชอื เอชไอว ทียงั ไม่มอี าการ และสามารถใหใ้ นทารกแรก

เกิดทีเกิดจากมารดาทีติดเชอื เอชไอว เนืองจากทารกเหลา่ นีแม้จะมาพบว่าติดเชอื เอชไอวภายหลงั ก็ไม่พบมี

50

ผลขา้ งเคียง จากวคั ซนี ถ้าสามารถให้ยาต้านไวรสั ได้ตามมาตรฐานตังแต่วัยทารก และประโยชน์ทไี ด้จาก
วัคซนี จะมีมากกวา่ เนืองจากเด็กเหล่านมี โี อกาสสัมผสั ผเู้ ปนวณั โรคได้บ่อย

ตารางที 3.7 การพิจารณาเพือให้วัคซีนปองกันโรควัณโรค (Bacillus Calmette-Guerin)

การได้รบั วัคซีน อายุ < 1 ป การได้รบั วัคซนี อายุ > 1 ป

หากมหี ลกั ฐานบอกวา่ เคยได้วคั ซนี แลว้ ไม่ ทาํ การ ตรวจ tuberculin มรี อยนูน > 10
ต้องฉีด แต่หากไม่มขี อ้ มลู ไมม่ แี ผลแนน่ อนให้ทาํ มิลลเิ มตร ไม่ต้องฉีดวัคซนี
การฉีดวัคซนี

ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน
ความต้านทานต่อเชอื วณั โรคจะเกิดเต็มทีประมาณ 2 เดือน หลงั จากได้รบั วัคซนี โดยวัคซนี บซี จี ี
มีประสิทธภิ าพดีต่อการปองกันวัณโรคระยะแรกในเด็ก โดยเฉพาะวณั โรคเยือหุ้มสมอง (TB meningitis)
และ วัณโรคชนิดแพรก่ ระจาย (Miliary TB) สามารถปองกันได้สูงถึงรอ้ ยละ 52 - 100 สําหรบั หรบั วัณโรค
ปอด ในประเทศไทย จากรายงานการศึกษาของกองวณั โรคในเด็ก ผู้สัมผสั โรคอายตุ ากว่า 5 ป พบวา่ วคั ซนี บี
ซจี ี ปองกันโรคได้ ในอัตรารอ้ ยละ 53

2) วัคซนี ปองกันโรคตับอักเสบบี: Hepatitis B vaccines (HBV) 7, 12, 13,18

ภาพที 3.7 วัคซีนปองกันไวรสั ตับอักเสบบีสําหรบั เด็ก
(ทมี า https://www. guruvaccine.com/วคั ซนี พนื ฐาน -epi/)

ชนิดของวัคซนี (Type of vaccine): วคั ซนี ชนิดเชอื ไม่มชี วี ต (Inactivated/Killed) เตรยมจาก
โปรตีนผวิ นอกของเชอื ไวรสั ตับอักเสบบี (HBsAg) ทขี ึนทะเบยี นในประเทศไทยปจจุบันเปนวคั ซนี ทผี ลติ ด้วย
วธที างพนั ธวุ ศวกรรม (recombinant DNA vaccine) โดยสอดสารพันธุกรรมทกี าํ หนดการสรา้ ง HBsA เข้า
ในเซลลบ์ างชนิด เชน่ เซลล์ยสี ต์ หรอเซลล์สัตว์เลยี งลูกด้วยนม แลว้ ให้เซลล์เหล่านีสรา้ ง HBsAg ออกมา
แยกเอาเฉพาะส่วน HBsAg มาทาํ ให้บรสุทธิ แล้วมาประกอบทาํ เปนวคั ซนี ผผู้ ลติ วัคซนี ในประเทศไทยหลาย

51

บรษัท ได้แก่ GSK (Engerix BTM), MSD (H-B Vax IITM), sanofi pasteur (Euvax BTM),
Kaketsuken (BimmugenTM) และ Heber Biotec S.A. (HeberbiovacTM)

วธฉี ีดและขนาด (Dose/Injection type) : 0.5 ml ฉีดเข้ากล้ามเนือ (Intramuscular)
การเก็บรกั ษา (Storage) : เก็บที 2-8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ นนาแข็ง (Between +2 °C
and +8 °C Do not freeze)
ผลข้างเคียง (Adverse events) : มีไขต้ า ๆ หรอปวดบวมบรเวณทีฉีด พบได้รอ้ ยละ 1- 6 %
ส่วนปฏิกิรยาแพ้รณุ แรง (Anaphylaxis) พบนอ้ ยมาก
การพยาบาล (Nursing care): หากมไี ข้ดูแลเชด็ ตัวลดไข้ (Tepid sponge) พิจารณาให้ยาลดไข้
กรณีเด็กมไี ข้สูง รอ้ งกวนมาก สังเกตอาการบวมแดงรอ้ น ภมู คิ ุ้มกันโรคจะเกิดขึนถึงระดับทีปองกันโรคได้
หลังการฉีดวัคซีนเข็มทีสอง วัคซีนเข็มทีสาม ถือเปนการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันโรคสูงขึน และมีภูมิคุ้มกันที
ปองกันโรคได้รอ้ ยละ 90

ตารางที 3.8 การพิจารณาให้วัคซีนป องกันโรคตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccines) 9, 11, 19

ลักษณะ ข้อปฏิบัติ
ทารกคลอดปกติ ต้องได้รบั อยา่ งน้อย 3 ครงั ถ้าไมม่ ขี ้อห้าม และเขม็ สุดทา้ ยต้องอายุ
ทารกทีคลอดจากมารดาทีมี มากกว่าหรอเท่ากับ 6 เดือน (แรกคลอด 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน)
ให้ฉีดวัคชนี จาํ นวน 3 ครงั ครงั ที 1 ภายใน 24 ชม.หลงั คลอด ต่อมา
HBsAg - อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือนตามลําดับ
ไมท่ ราบผลเลอื ดมารดา ให้วัคซนี 3 ครงั คือ แรกเกิด(ภายใน 12 ชวั โมงหลงั คลอด) ครงั 2
เมอื อายุ 1 เดือน และครงั 3 เมืออายุ 6 เดือนโดยให้เขม็ สดุ ทา้ ยไมเ่ กิน
ทารกทีคลอดจากมารดาทีมี 6 เดือน
HBsAg + ให้วัคซนี ครงั ที 1 และ HBIG 0.5 ml ไปพรอ้ มกนั คนละข้างกับ HBV
ภายใน 12 ชวั โมง หลงั คลอด
(โดยเฉพาะถ้า HBeAg +) กรณีทารกได้รบั HBIG ให้ฉีดวคั ซนี ครงั 2 เมืออายุ 1-2 เดือน และ
ครงั 3 เมอื อายุ 6 เดือน
ทราบภายหลังว่ามารดาHBsAg+
กรณีทารกไมไ่ ด้รบั HBIG ให้ฉีดวัคซนี ครงั 2 เมืออายุ
1เดือน และ ครงั 3 เมืออายุ 6 เดือน

ทารกทีคลอดจากมารดาทีมี HBsAg + ควรตรวจหา HBsAg และ
Anti-HBs เมืออายุ 9-18 เดือน
ให้ HBIG เมือได้ HBV มาไมเ่ กิน 7 วนั

ตามแผนการสรา้ งเสรมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ใชว้ คั ซนี รวมทีมี คอตีบ-บาดทะยัก-
ไอกรน ตับอกั เสบบี-ฮิบ (DTP-HB-Hib) ทีอายุ 2, 4, และ 6 เดือน ถ้ามารดามี HBsAg เปนบวก และทารก
ไมใ่ ด้ HBIG ควรให้วัคนตับอักเสบบีแบบเดียวเพิม

ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน1, 10, 15 เนืองจากเด็กแรกเกิดสามารถติดเชอื จากมารดาทีเปนพาหะได้ง่าย และ
มารดาอาจไมไ่ ด้รบั การตรวจเลอื ดมารดาก่อนคลอดวา่ เปนพาหะหรอไม่ จงึ ควรให้วคั ซนี ครงั แรกแก่ทารกแรก
เกิดทุกคนอย่างชา้ ภายใน 24 ชวั โมงหลังคลอด และถ้าได้ภายใน 12 ชวั โมงจะยิงดี หากให้วัคซนี เขม็ แรกชา้
ประสิทธภิ าพในการปองกัน การติดเชอื จากมารดาทีเปนพาหะจะนอ้ ยลง การให้วัคซนี ปองกันไวรสั ตับอักเสบ

52

บีพรอ้ มวัคซนี ชนิดอืนจะไมม่ ีผลเสียต่อการสรา้ งภมู ิคุ้มกันโรค ของวคั ซนี ปองกันไวรสั ตับอกั เสบบี หรอวัคซนี
อืนทีให้พรอ้ มกัน

วคั ซนี ปองกันไวรสั ตับอกั เสบบีในปจจุบันผลติ ด้วยวธกี ารทางพนั ธุวศวกรรมสามารถใชท้ ดแทนกันได้
ทุกยีห้อ ดังนันเด็กทีได้รบั วัคซนี ครงั ก่อนเปนวัคซนี ปองกันไวรสั ตับอักเสบบชี นิดหนึง ในครงั ต่อไป อาจรบั
วัคซนี ปองกันไวรสั ตับอักเสบบีทีผลิตโดยกรรมวธตี ่างกันได้หรอต่างบรษัทผู้ผลิตได้ โดยไม่มีผลเสีย ต่อการ
สรา้ งภูมิคุ้มกัน ในปจจุบันไม่แนะนําให้ฉีดวัคซนี กระตุ้นอีกหลังจากฉีดครบ 3 เขม็ เนืองจากการศึกษาระยะ
ยาว พบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานมากกว่า 20 ป ถึงแม้ว่าในบางรายจะตรวจไมพ่ บระดับแอนติบอดี หรอพบใน
ระดับตาแต่ยังมีระบบภูมิคุ้มกันความจาํ เหลอื อยู่ ซงึ สามารถปองกันการเกิดโรคได้ ในการฉีดกระตุ้นอาจจะ
พิจารณาให้เฉพาะผู้ทีมีสภาพภูมิคุ้มกันบกพรอ่ ง เช่น ผู้ปวยไตวายทีต้องฟอกไต (hemodialysis) เปน
ประจาํ 15

3) วัคซีนปองกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน: Diphtheria, Tetanus, Pertussis (DTP) 10, 11,16

ภาพที 3.8 วัคซนี ปองกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (DTP)
(ทีมา https://www.immunizationinfo.com/dtap-vaccine)

ชนิดของวัคซีน (Type of vaccine) วัคซีนปองกันโรคคอตีบ บาดทะยักเปนวัคซีนทีผลิตมาจาก
Toxoid ส่วนวัคซีนไอกรน เปนวัคซีนชนิดเชือไม่มีชีวต Toxoid & Killed whole cell or acellular ซึง
วัคซนี รวมปองกันโรค คอตีบ – บาดทะยัก – ไอกรน แบ่งออกเปนวัคซนี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนชนิดทัง
เซลล์ (DTwP) มีทังทีเปนวัคซนี เดียว และวัคซนี รวมทีมีส่วนประกอบของคอตีบ บาดทะยัก และไอกรนชนดิ
ทังเซลล์รวมกับวัคซนี ปองกันโรคตับอักเสบบี (DTwP-HB) หรอรว่ มกับวัคซนี ปองกันตับอักเสบบี และฮิบ
(DTwP-HB-Hib) ได้แก่ วคั ซนี pentavalent ทีจดั สรรใหโ้ ดยกระทรวงสาธารณสุข

วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนชนิดไรเ้ ซลล์ (DTaP) สําหรบั ในเด็กเล็ก นาํ เฉพาะบางส่วนของเชอื ไอ
กรนทีสามารถกระตุ้นให้รา่ งกายสรา้ งภูมิคุ้มกันโรคได้มาผสมกันในปรมาณต่าง ๆ กัน โดย DTaP นีมักนําไป
รวมกับวัคซนี ปองกันโรคอืน ๆ เชน่ ไวรสั ตับอักเสบบี ฮบิ และ โปลโิ อชนิดฉีด (inactivated polio vaccine)

วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอ กรนสูตรเด็กโตหรอผู้ใหญ่ Tdap (BoostrixTM หรอ AdacelTM)และ
TdaP (BoostagenTM) โดยลดปรมาณแอนติเจนของคอตีบเพือลดผลข้างเคยี ง เพือใช้ ในเด็กอายุ 4 ป และ
ผู้ใหญ่ วธีฉีด และ ขนาด 0.5 ml การฉีดเข้ากล้ามเนือ (Intramuscular)วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (DT) ใช้
สําหรบั เด็กอายุน้อยกว่า 7 ป เนืองจากไม่สามารรบั วัคซนี ไอกรนได้ เชน่ เด็กทีมโี รคทางสมองซงึ ยังควบคุมโรค
ได้ไม่ดี ประกอบด้วย Purified diphtheria ในปรมาณ ≥ 30 IU และ Purified tetanus ในปรมาณ ≥ 40

53

IU วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (dT) ใช้สําหรบั เด็กอายุ 7 ปขึนไป และผู้ใหญ่ เนืองจากเด็กโตและผู้ใหญ่ไม่ควร
ได้รบั วัคซนี ไอกรนและ ไม่ควรได้รบั Toxoid ของเชอื คอตีบในปรมานมาก เพราะจะส่งผลให้เกิดอาการขา้ ง
เคียงทีรนุ แรงในผใู้ หญ่ วัคซนี คอตีบ-บาดทะยกั (dT) จงึ ประกอบด้วย Purified diphtheria ในปรมาณ
≥ 2 IU และ Purified tetanus ในปรมาณ ≥ 40 IU

การเก็บรกั ษา (Storage) เก็บที 2-8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ นนาแขง็ (Between +2 °C and
+ 8 °C Do not freeze)

ผลข้างเคียง (Adverse events) วัคซนี ทัง 3 ชนดิ จะรวมอยูใ่ นเข็มเดียวฉดี เข้ากล้ามเนือ หลงั ฉีด
จะมีอาการปวด บวม แดง ในตาํ แหนง่ ทีฉีด บางรายอาจมีไข้ รอ้ งกวน ซมึ เบืออาหาร อาเจยี น อาการมกั
เปนอยู่นานไม่เกิน 2 วนั

การพยาบาล (Nursing care) 14
1) เชด็ ตัวลดไขใ้ ห้เด็กและให้ยาลดไข้บรรเทาปวด
2) ถ้ามีอาการบวมแดงบรเวณทีฉีดวัคซนี ใน 24 ชวั โมงแรกให้ประคบด้วยนาเยน็ หลงั จากนันให้

ประคบด้วยนาอนุ่
3) กรณีมไี ขส้ ูง ชกั รอ้ งไมห่ ยดุ ตัวออ่ นปวกเปยก เกิดผืนลมพิษทนั ทีหลงั ฉีด ต้องพาเด็กไปพบ

แพทยท์ นั ที และแจง้ ใหแ้ พทยท์ ราบว่าเด็กเคยมอี าการดังกล่าวเมือจะฉีดวคั ซนี ครงั ต่อไป
การพิจารณาเพื อให้วัคซนี และขอ้ ห้ามการให้วัคซีน
1) เจบ็ ปวยเลก็ นอ้ ย เชน่ เปนหวดั ไขต้ า ๆ ไอ สามารถใหว้ ัคซนี ได้ตามปกติแต่หากมไี ข้สูง (เกิน

40.5 °C) อาจพิจารณาให้เลอื นการให้วัคซนี
2) เด็กทเี คยมปี ญหาชกั จากไขส้ ูง สามารถให้วัคซนี ได้ตามปกติแต่พิจารณาให้ยาลดไข้หลงั ให้

วัคซนี และเฝาระวงั สังเกตอาการ
3) กรณีดังต่อไปนี ใหง้ ดวัคซนี ไอกรน ให้ฉีด DT หรอ dT แทน
- progressive or unstable neurologic disorder เชน่ infantile spasm หรอลม

ชกั ควบคุมไมไ่ ด้
- Encephalopathy ภายใน 7 วัน หลงั จากฉีดวัคซนี ครงั ก่อน

4) กรณีดังต่อไปนีอาจพจิ ารณาให้วคั ซนี ไอกรน DTaP, Tdap แทน ชนิด whole cell
(DTwP) และเฝาระวงั สังเกตอาการ

- ไข้ > 40.5 องศา ภายในเวลา 48 ชม. หลังจากการฉีดวคั ซนี โด๊สก่อน
- หมดสติ (collapse) หรอภาวะตัวออ่ นปวกเปยก ไมต่ อบสนอง (shock-like) เชน่
Hypotonic hyporesponsive episode ภายในเวลา 48 ชม. หลงั ฉีดวัคซนี ครงั ก่อน
- ชกั ภายในเวลา 3 วันหลงั ฉดี วคั ซนี ครงั ก่อน - รอ้ งกวนมาก > 3 ชม. ภายใน 48 ชม.
หลงั ฉีดวคั ซนี ครงั ก่อน
- ผูป้ วยทีเคยเปน Guillain-Barre syndrome ซงึ เกิดขนึ ภายใน 6 สัปดาห์ หลงั จากฉีด
วคั ซนี โด๊สก่อน
5) สําหรบั เข็มกระตุ้นที 18 เดือน อาจใช้ DTwP หรอ DTaP หรอ pentavalent (DTwP-HB-
Hib) ชนิดใดก็ได้
6) เมืออายุ 4-6 ป อาจใช้ DTwP, DTaP หรอ Tdap ก็ได้
7) เด็กอายุ 11-12 ป ควรได้รบั การฉีด Td หรอ Tdap ไมว่ ่าจะเคยได้รบั Tdapเมืออายุ 4-6 ป
มาก่อนหรอไม่ หลงั จากนันควรฉีดกระตุ้นด้วย Td/Tdap ทุก 10 ป

54

8) ผใู้ หญ่ควรได้รบั Tdap หรอ Tdap 1 เขม็ ไมว่ ่าจะเคยได้ TT หรอ Td มานานเทา่ ใดกต็ าม
จากนันให้ฉีดกระตุ้นด้วย Td/Tdap ทกุ 10 ป

9) หญิงตังครรภ์ควรได้รบั Tdap/Tdap 1 เขม็ ทีอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ทุกการตังครรภ์
10) ปจจุบนั มีวคั ชนี aP (PertagenTM) สําหรบั ผูท้ ีมอี ายุ 11 ปขึนไป ทีต้องการภมู คิ ้มุ กันต่อโรค
ไอกรนเพียงอยา่ งเดียว โดยมภี ูมิค้มุ กันต่อคอตีบและบาดทะยกั เพยี งพอแลว้

ภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ เด็กทีได้รบั วัคซนี DTP ทุกชนิด ภูมิคุ้มกันจะเรมเกิดประมาณ 2 สัปดาห์
หลงั ได้รบั วคั ซนี และ เมือได้รบั วัคซนี ครบตามกาํ หนดแลว้ โอกาสเปนโรคจะนอ้ ยกว่าผทู้ ีไมไ่ ด้ฉีดวัคซนี
ถึง 30 เทา่

ภูมิคุ้มกันต่อโรคบาดทะยัก ภูมิคุ้มกันจะเรมเกิดประมาณ 2 สัปดาห์หลังได้รบั วคั ซนี เข็มแรก
ถ้าได้วัคซนี 3 เขม็ ภมู ิคุ้มกัน จะสูงประมาณ 16 เทา่ ถ้าได้รบั 4 เข็ม จะให้ภมู ิค้มุ กันสูงประมาณ 150 เท่า
ของทีต้องการในการปองกันโรค เด็กทีได้รบั วัคซนี ครบ 4 เข็ม จะมภี มู คิ ้มุ กันโรคเกิน 10 ป

ภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรน วัคซีนปองกันโรคไอกรน ถึงแม้ว่าจะปองกันโรคไม่ได้ทังหมด แต่ทําให้
อัตราการเกิดโรค และความรุนแรงของโรคลดลง ความสามารถในการปองกันโรคขึนอยู่กับเชอื ทีนํามาใชท้ าํ
วัคซนี ด้วย ประสิทธภิ าพ ในการปองกันโรคของวัคซนี DTwP และ DTaP มีประมาณรอ้ ยละ 75-90 โดยใน
ภาพรวมแลว้ DTwP และ DTaP ในการศึกษาต่าง ๆ มปี ระสิทธภิ าพไม่แตกต่างกัน

4) วคั ซีนปองกันโรคฮโี มฟลัสอินฟลูเอ็นเซ่ ชนิดบี (Haemophilus influenzae Type B, Hib) 7, 12, 16,18
Haemophilus influenzae มหี ลายสายพันธุ์ แต่สายพันธทุ์ ีก่อโรครุนแรงเปนประจาํ มสี ายพันธุ์

เดียว คือ ชนดิ บี (type b) เชอื H. influenzae type b หรอฮบิ (Hib) ก่อโรคในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทีอายุ
ตากว่า 2 ป โดยเปนสาเหตุหลักของโรคเยือหุ้มสมองอกั เสบในเด็กเลก็ ซงึ ก่อให้เกิดความพกิ ารได้ และยงั
ก่อโรคปอดบวม โรคข้ออกั เสบ โรคติดเชอื ในกระแสเลอื ดและโรคอืน ๆ

ชนิดของวัคซนี (Type of vaccine): Conjugate (capsular polysaccharide bound to a
carrier protein) วัคซนี ฮบิ เปนวคั ซนี ชนดิ คอนจูเกต โพลแี ซคคาไรด์ (conjugated polysaccharide
vaccine) โดยนาํ โพลแี ซคคาไรด์ทีเปลือกของเชอื ฮิบมาเชอื มกับโปรตีนพาหะ เพือทําให้กระตุ้นการสรา้ ง
ภมู คิ ้มุ กันโรคได้ดีขึนโดยเฉพาะในเด็กเลก็ ทีมใี ชใ้ นประเทศไทย มีทังในรปู วัคซนี แยกเดียวและวคั ซนี รวม
โดยรวมกับวัคซนี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ตับอกั เสบบี และโปลโิ อชนดิ ฉีด สามารถแบง่ วคั ซนี ตามชนิด
ของโปรตีนพาหะได้ดังนี

1. PRP-OMP (polyribosylribotol phosphate conjugated to an outer- membrane
protein complex of N. meningitides) ได้แก่ Pedvax HIBTM ของบรษัท MSD

2. PRP-T (polyribosylribotol phosphate conjugated to tetanus toxoid) วคั ซนี แยก
เดียว ได้แก่ Act-HIBTM ผลติ โดยบรษัท Sanofi Pasteur หรอ HiberixTM

3. CRM-197 (Nontoxic mutant of diphtheria toxin) ชนิดทมี ีจาํ หน่ายในประเทศไทยมี
เฉพาะ วัคซนี รวม ได้แก่ QuinvaxemTM (รวมกับวัคซนี DTwP และ HBV) ผลติ โดยบรษัท Novartis
/Biogenetech

55

วธฉี ีดและ ขนาด (Dose/Injection type): 0.5 มลิ ลลิ ติ ร การฉีดเขา้ กลา้ มเนือ (Intramuscular)
การเก็บรกั ษา (Storage): เก็บที 2-8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ นนาแขง็ (Between +2 °C and
+8 °C Do not freeze) ส่วนใหญว่ ัคซนี จะมีอายปุ ระมาณ 2 - 3 ป
ผลข้างเคียง (Adverse events)
พบปฏิกิรยาจากการฉีดวคั ซนี ได้เล็กน้อย อาการทพี บได้แก่ ปวดบวม แดง รอ้ นบรเวณทีฉีด ซงึ เกิด
น้อยกว่ารอ้ ยละ 69 แต่อาการเหล่านจี ะไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 24 ชวั โมง นอกจากนีอาจพบ ไขส้ ูง
มผี นื และ อาการกระสับกระส่ายบา้ ง แต่พบไม่บอ่ ย วัคซนี รวมทมี ีฮิบรว่ มกับ คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยกั (DTP)
ตับอักเสบบี (HB) และ โปลโิ อ (IPV) (DTP-HB-Hib-IPV หรอ DTP-HB-Hib)

ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน วัคซนี ฮิบทุกชนดิ เกิดภูมคิ ้มุ กันได้สูงมาก โดยชนิดทมี ใี ชค้ ือ PRP-T จะทําให้มีภมู ิ
หลังฉีด 3 เข็มได้สูงกว่าชนดิ PRP-OMP หลังฉีด 2 เข็ม 12-14 วัคซนี นีมีประสิทธภิ าพปองกันโรคได้สูงมาก
โดยเฉพาะ โรครุนแรง และเยือหุ้มสมองอักเสบจากเชือฮิบ พบว่าในประเทศทีให้วัคซีนนีแก่เด็กทุกคน
สามารถ ลดอุบัติการณ์ของโรคได้รอ้ ยละ 95 และยังลดการเปนพาหะของเชอื ฮิบในลําคอลงกว่ารอ้ ยละ 64
ซึงทําให้ลดการแพรเ่ ชือในชุมชน และลดการเกิดโรคในผู้ทีไม่ได้ฉีดวัคซีนนีด้วย สําหรบั ประเทศไทยพบว่า
ร้อยละ 90 ของโรคเยือหุ้มสมองอักเสบจากเชือฮิบ พบในเด็กอายุตากว่า 2 ป และเด็กไทยปกติทีอายุ
มากกว่า 2 ป มภี มู คิ ุ้มกันต่อเชอื ฮิบแลว้ ทงั สิน

วัคซีนรวม (Combination vaccines) หรอ Pentavalent (DTwP-HB-Hib) 1, 2,9,15

ภาพที 3.9 วัคซนี pentavalent (DTwP-HB-Hib)
(ทมี า https://scm.gpo.or.th/vmi_next/nhso/epi1)

คอตีบ - บาดทะยกั - ไอกรน ชนิดทังเซลล์ - ตับอักเสบบี และฮบิ (Diphtheria, Tetanus

toxoids, Pertussis, Hepatitis B and Haemophilus influenza type b vaccine combined:

DTwP - HBV-Hib) วคั ซนี รวมในกลุ่มนีใชใ้ นเด็กอายุ 2, 4 และ 6 เดือน เพอื ลดจาํ นวนเข็มจากการแยกฉีด

ภมู ิคุ้มกันทเี กิดขึนวคั ซนี รวมทมี ีส่วนประกอบของคอตีบ บาดทะยกั และไอกรนชนดิ ทังเซลล์มใี ชใ้ นปจจุบนั ที

รวมกับวัคซนี ตับ อกั เสบบี และฮิบ พบวา่ สามารถกระตุ้น การสรา้ งภูมิค้มุ กัน ของแต่ละโรคทอี ยูใ่ นวคั ซนี ได้

ดีเหมือนกับวัคซนี ชนิดเดียว

บุคคลทีควรได้รบั วัคซีนและอายุทีควรรบั วัคซนี

- วคั ซนี รวม DTaP-IPV-Hib-HB เด็กอายุ 2, 4, 6 เดือน

- วัคซนี รวม DTaP-IPV-Hib เด็กอายุ 2, 4, 6, 18 เดือน

- วคั ซนี รวม DTaP-IPV เด็กอายุ 18 เดือน และ 4-6 ป

- วคั ซนี รวม Tdap-IPV เด็กอายมุ ากกว่า 4-6 ป

56

ชนิดของวัคซีน (Type of vaccine)
ผลติ ด้วยวธที างพันธวุ ศวกรรม (recombinant DNA vaccine) โดยสอดสารพนั ธุกรรมที คอตีบ-
บาดทะยกั -ไอกรน ชนดิ ทังเซลล-์ ตับอักเสบบี และฮบิ (Diphtheria, Tetanus toxoids, Pertussis,
Hepatitis B and Haemophilus influenza type b vaccine combined: DTwP-HBV-Hib)
วธฉี ีด และ ขนาด (Dose/Injection type) : 0.5 มิลลิลติ ร ฉีดเข้ากลา้ มเนือ (Intramuscular)

การเก็บรกั ษา (Storage): เก็บที 2-8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ นนาแขง็ (Between +2 °C and

+ 8 °C Do not freeze)

ผลข้างเคียง (Adverse events) และ การพยาบาล (Nursing care): ผลขา้ งเคียงทีเกิดมกั เกิด
จากวคั ซนี คอตีบ - บาดทะยัก – ไอกรน การพยาบาลจงึ ควรให้การดูแลตามอาการ

ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน
วัคซนี รวมทมี สี ่วนประกอบของคอตีบ บาดทะยกั ไอกรนชนดิ ทังเซลล์ และตับอักเสบบใี นรูปแบบ รวม
กับวัคซนี ฮบิ พบวา่ สามารถกระตุ้นการสรา้ งภมู คิ ้มุ กันต่อโรคคอตีบ ไอกรน และตับอกั เสบบไี ด้ดีเหมอื นกับ
วัคซนี ชนดิ เดียว แต่ภูมคิ ุ้มกนั ต่อบาดทะยกั และฮิบในบางการศึกษาอาจตากวา่ การใหแ้ บบแยก

5) วคั ซนี ปองกันโรต้า (Rota) 12,13,18
ชนิดของวคั ซีน (Type of vaccine): วคั ซนี มชี วี ตทที ําให้เชอื อ่อนฤทธิ (Live Attenuate

vaccine)

ขนาดและวธใี ช้: ขนาดทใี ชข้ นึ อยู่กับชนดิ ของวัคซนี ซงึ ปจจุบนั มี 3 ชนดิ โดยให้รบั ประทานเท่านันซงึ

มขี นาดรบั ประทานดังนี

RotaTeqTM ชนดิ นา 2 มิลลลิ ิตร ให้ 3 ครงั

RotarixTM ชนดิ นา 1.5 มิลลลิ ติ ร ให้ 2 ครงั

RotavacTM ชนดิ นา 0.5 มิลลลิ ติ ร ให้ 3 ครงั

การเก็บรกั ษา (Storage): Rota TeqTM RotarixTM

เก็บที 2 - 8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ นนาแขง็ (Between +2 °C and + 8 °C Do not freeze)

ส่วน RotavacTM ให้แชแ่ ขง็ แต่สามารถขนสง่ ทีอณุ หภูมิ 2 - 8 องศาเซลเซยี สได้

ผลข้างเคียง (Adverse events) และ การพยาบาล (Nursing care) วคั ซนี Rota TeqTM
RotarixTM และ วัคซนี RotavacTM พบอาการไข้ตา ๆ เบอื อาหารอจุ จาระรว่ ง อาเจยี น งอแง ได้บ้างให้การ
ดูแลตามอาการ

ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน
จากการศึกษาในกลุ่มประเทศลาตินอเมรกา และ ประเทศไต้หวนั พบว่าหลังได้รบั วัคซนี ครบ 3 โดส
สามารถปองกันโรคอุจจาระรว่ งรุนแรงได้รอ้ ยละ 98 และการศึกษาประสิทธผิ ลของวัคซนี Rota TeqTM
และ RotarixTM โดยการศึกษา systematic review พบว่าวัคซีนทัง 2 ชนิดมีประสิทธิผลทีดีในการ
ปองกันโรคอจุ จาระรว่ งจากไวรสั โรต้า และมีอาการข้างเคียงไมต่ ่างกัน

57

6) วัคซีนปองกันโรคโปลิโอ Oral polio vaccine (OPV) or Inactivated polio vaccine (IPV)

ภาพที 3.10 วคั ซีนปองกันโรคโปลิโอให้ว ธหี ยอดทางปากและฉีดเขา้ กล้ามเนื อ
(ทีมา https://www.immunizationinfo.com/dtap-vaccine)

ชนิดของวคั ซีน: (Type of vaccine) 1, 10, 15
OPV – วคั ซนี ทีทําจากเชอื มีชวี ต Live attenuated (weakened) viral

เปนวคั ซนี ทีเตรยมจากเชอื ไวรสั โปลิโอทียงั มีชวี ตทีถูกทําให้ออ่ นฤทธลิ ง ไมก่ ่อให้เกิดโรคในผู้ที
มภี ูมิค้มุ กันปกติ เปนวัคซนี รวมเชอื ทงั 3 ซโี รทัยป (ซโี รทยั ป 1, 2 และ 3) ให้โดยการรบั ประทานซงึ เปนการ
เลียนแบบของการติดเชอื โรคนีตามธรรมชาติ ทาํ ให้รา่ งกายเกิดภมู ิค้มุ กันได้เรว็ และอยไู่ ด้นาน รวมทังทาํ ให้
เกิดภูมิค้มุ กันเฉพาะทีต่อเชอื ไวรสั โปลโิ อทีเยอื บุในลาํ คอและลาํ ไส้ด้วย ซงึ จะชว่ ยยับยังการแพรเ่ ชอื และการ
ระบาดของโรคได้รวดเรว็ จงึ เปนวคั ซนี ทใี ชใ้ นการรณรงค์เพือกวาดลา้ งโปลิโอให้หมดไปจากโลก อย่างไรก็
ตามข้อเสียของวัคซนี คือผลขา้ งเคยี งจากการทีเปนเชอื ไวรสั ทีมีชวี ต ถงึ แมจ้ ะทาํ ให้ออ่ นฤทธลิ ง แต่อาจทาํ เกิด
vaccine associated paralytic poliomyelitis (VAPP) หรอเกิดการกลายพนั ธุแ์ ละ ก่อให้เกิดโรคได้

IPV – วคั ซนี ชนิดเชอื ไม่มีชวี ต Inactivated viral
เปนวคั ซนี ทีทาํ จากเชอื ไวรสั โปลโิ อทีตายแลว้ สามารถให้ในคนทีมีภมู คิ ุ้มกนั บกพรอ่ งได้ แต่มี

ราคาสูงกวา่ ชนดิ รบั ประทาน วัคซนี ทีขายในประเทศไทยในปจจุบันเปนวัคซนี โปลโิ อทไี ด้จากการเพาะเชอื ใน
Vero cell line (ต้นตอมาจากเซลลจ์ ากไตของ African green monkey)

วธฉี ีด และ ขนาด (Dose/Injection type): OPV หยอดทางปาก 2-3 หยด 2 drops into the
mouth IPV – 0.5 ml injection

การเก็บรกั ษา (Storage) : OPV – Keep frozen, IPV - เกบ็ ที 2-8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ น
นาแขง็ (Between +2 °C and +8 °C Do not freeze)

ผลข้างเคียง (Adverse events): วัคซนี ปองกันโรคโปลิโอมี 2 ชนิดคือ ชนิดหยอดเขา้ ปาก และ
ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนือ วัคซนี ทงั สองชนดิ นีไมค่ ่อยมผี ลขา้ งเคียงแต่อาจมีอัมพาตชวั คราวโดยมีโอกาสเกิดขึน
น้อยมาก

การพยาบาล (Nursing care): OPV เปนเชอื มชี วี ตควรระวงั การแพรเ่ ชอื สู่ผทู้ มี ีภมู ติ ้านทานตา
IPV หากมไี ขด้ ูแลเชด็ ตัวลดไข้ (Tepid sponge) พิจารณาให้ยาลดไข้กรณีเด็กมีไขส้ ูง รอ้ งกวนมาก

ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน
วัคซนี OPV มีประสิทธภิ าพสูงในการสรา้ งภูมิค้มุ กันโรค ทังในเยือบุลําไส้ และในกระแสเลอื ด

เชน่ เดียวกับภมู คิ ุ้มกันทีเกิดขนึ ภายหลงั การติดเชอื ตามธรรมชาติ ทีสําคัญคือจะสรา้ งภมู คิ ้มุ กันเฉพาะที
เยือบลุ ําคอและลาํ ไส้ (secretory IgA) ทําให้ปองกันไมใ่ ห้เชอื โปลโิ อในธรรมชาติลกุ ลามเข้าสู่รา่ งกายได้

วัคซนี IPV หลังได้รบั วัคซนี 2 โด๊ส มากกว่ารอ้ ยละ 90 ของผู้ทีได้รบั วัคซนี จะมภี มู ิคุ้มกันในเลอื ด

58

ต่อเชอื โปลโิ อทงั 3 ซโี รทัยปและจะเพิมขึนเปนรอ้ ยละ 99 หลงั ได้รบั วคั ซนี 3 โด๊ส ภมู ิค้มุ กนั ในเลือดทีเกิดขึน
ภายหลังได้รบั วัคซนี 4 โด๊ส จะอย่ไู ด้นานหลายป วัคซนี IPV มีประสิทธภิ าพสงู ในการสรา้ งภมู คิ ุ้มกัน ในเลอื ด
ซงึ ทาํ ให้สามารถปองกันการเกิดอมั พาตได้ดี

ตารางที 3.9 การเปรยบเทียบข้อดี และข้อเสียของวคั ซีนป องกันโรคโปลิโอแต่ละชนิด

วัคซีน ข้อดี ขอ้ เสีย
Oral polio
1. ราคาไม่แพง 1. เปนไวรัสทีมีชีวต ถ้าให้แก่ผู้ทีมีภูมิคุ้ม กัน
vaccine 2. ให้วคั ซนี ได้สะดวก โดยการรบั ประทานไม่ ผิดปกติหรอมีคนใกล้ชิด ส่งผลให้ เกิดอาการ
(OPV) ต้องฉีด ซงึ ให้โดยบคุ ลากรทางการแพทย์ อัมพาตเหมือนโปลโิ อได้
หรอไม่ ก็ได้ 2. ไวรสั ในวัคซีนอาจถ่ายทอดไปยังผู้ที ยังไม่มี
3. เกิดภมู คิ ุ้มกันเฉพาะทีในลําไส้ด้วย ภูมิคุ้มกันโรคคนต่อ ๆ ไป การหมุนเวยนของ
4. ใชค้ วบคุมการระบาดของเชอื ไวรสั ไวรัสวัคซีนในหมู่ประชากรทีไม่มีภูมิคุ้มกันต่อ
โปลโิ อได้ โดยเชอื ในวัคซนี ทีเขา้ ไปก่อนจะ โรคนี เปนเวลานานมีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์
เจรญเพิมจาํ นวน ในลําไส้ซงึ จะกีดกันหรอ ได้
ขัดขวางเชอื ไวรสั ทีอาจจะเข้าไปภายหลงั 3. อาจกลายพนั ธเุ์ ปน immunodeficient
ไม่ให้เข้าไปเจรญในเซลล์ของผนังลําไส้และ vaccine-derived poliovirus (iVDPV)
ก่อโรคได้ ในผู้ทีมี ภมู ิคมุ้ กันบกพรอ่ ง
5. ปองกันโรคได้ทันทีหลังได้วัคซนี 4. วัคซนี OPV เปนเชอื มีชวี ตทีไวต่ออุณหภูมิสูง
จะตอ้ งเก็บในความเยน็ (0-8 องศาเซลเซยี ส)
การเก็บวัคซนี ทีไม่ถกู ตอ้ ง ทําให้เชอื ตาย

Inactivated 1. IPV เปนวัคซนี ทีไมท่ ําให้เกิด VAPP 1. วัคซนี IPV มีราคาแพง ดังนันในประเทศที
polio ในผู้รบั และผู้ใกล้ชดิ จึงเปนวัคซีนทีมีความ กําลงั พัฒนา อาจไม่สามารถจดั หา IPV เพอื ให้มี
ปลอดภัย ซึงเปนเหตุผลหลักทีทําให้หลาย ความครอบคลุมได้อยา่ งทัวถงึ ได้
vaccine ป ร ะ เ ท ศ ที ไ ม่ มี ก า ร ร ะ บ า ด ข อ ง โป ลิ โ อ แ ล้ ว 2. ภมู ิคมุ้ กันไม่ได้เกิดทันทหี ลังการฉีดวัคซนี
(IPV) เลอื กใช้ IPV แทน OPV ต้องใชเ้ วลาประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนัน ถา้
2. วั ค ซี น IPV ไ ม่ ถู ก ขั ด ข ว า ง โ ด ย เ ชื อ ต้องการ ผลปองกันโดยเรว็ จะต้องใชว้ คั ซนี
enterovirus ในลาํ ไส้ OPV
3. ภูมิคุ้มกั นเกิดขึนดีหลังจากได้วั คซีน 3. วคั ซนี IPV ไมส่ ามารถใชส้ กัดการระบาดของ
เพยี ง 2 เขม็ โรคได้ทันท่วงที
4. ไ ม่ ถู ก ร บ ก ว น โ ด ย แ อ น ติ บ อ ดี ใ น 4. หลังการฉีดวคั ซีน เมือได้รบั เชอื ตามธรรม
colostrum ของมารดา ชาติแล้วยงั สามารถแพรเ่ ชอื ต่อไปได้ แมไ้ มเ่ กิด
5. วั คซีน IPV ทีมี จําหน่ าย อา จผส ม กั บ โรค เพราะภูมิต้านทานเฉพาะที ทีผนังลําไส้
วัคซนี DTP meให้ไม่ต้องฉีดหลายเข็ม แต่ เกดิ ขึนนอ้ ย
ก็มชี นดิ เดียวด้วย

59

7) วัคซีนปองกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทมู measles, mumps, and rubella (MMR) 10, 15
ชนดิ ของวัคซีน (Type of vaccine): วคั ซนี จากเชอื มีชวี ต Live attenuated (weakened)

viral
วธฉี ีด และ ขนาด (Dose/Injection type): 0.5 ml การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)
การเก็บรกั ษา (Storage): เก็บที 2-8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ นนาแข็ง (Between +2 °C

and +8 °C Do not freeze)
ผลข้างเคียง (Adverse events): เปนวคั ซนี รวม ฉีดเขา้ ชนั ใต้ผิวหนัง อาการขา้ งเคียง คือ มไี ข้ ผืน

ต่อมนาเหลอื งโตและต่อมนาลายอักเสบ ส่วนปฏิกิรยาแพพ้ บได้นอ้ ยและมกั ไมร่ นุ แรง อาจ บผืนลมพิษ
บรเวณตําแหนง่ ทีฉีดวัคซนี ซงึ อาจเกิด จากการแพ้ต่อ neomycin หรอเจลาตินผสมอยเู่ ล็กน้อย

การพยาบาล (Nursing care):
1) เชด็ ตัวลดไข้และให้ยาลดไข้
2) ถ้าผืนบวมแดงมากหรอมีลมพษิ บรเวณทีฉีดอาจแพว้ ัคซนี ควรพาเด็กไปพบแพทยภ์ มู คิ ุ้มกันที
เกิดการศึกษาในเด็กไทย พบวา่ การฉีดวคั ซนี รวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน เมอื อายุ 9 เดือน จะมีภมู ิค้มุ กันต่อ
โรคหัดรอ้ ยละ 85-95

8) วัคซีนปองกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี Japanese encephalitis (JE) 4,6, 15
ชนิดของวัคซีน (Type of vaccine): วัคซีนชนิดเชอื ไม่มีชีวต (Inactivated) ซึงผลิตโดยนํา

เชอื ไวรสั ไข้สมองอักเสบเพาะเลียงในสมองลูกหนู (Inactivated mouse - brain หรอ MBD) เชอื ทีนํามา
ผลติ วัคซนี มาจาก 2 สายพันธุ์ คือ Nakayama ผลิตจากประเทศเกาหลี และ Beijing ผลิต ในประเทศไทย
โดยองค์การเภสัชกรรม วัคซีนเชอื มีชวี ติอ่อนฤทธิ (Live vaccine) สายพันธุ์ SA 14-14-2 ผลิตโดยนําเชอื
ไวรสั ไข้สมองอักเสบเจอี สายพันธ์ SA 14 ทีได้จากการนําลูกนามาเพาะเลียงจนอ่อนฤทธิในเซลล์ไตของ
หนแูฮมสเตอร (์ primary hamster kidney cell) เปนหลัก จนได้สายพันธุ์อ่อนฤทธิ ผลิตโดยบรษัท
Chengdu Institute of Biological Products ประเทศจนี ปจจุบันวัคซนี นีเปนหนึงในแผนของกระทรวง
สาธารณสุข

วธฉี ีด และ ขนาด (Dose/Injection type): 0.5 ml. การฉีดเขา้ ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)
การเก็บรกั ษา (Storage): เก็บที 2-8 องศาเซลเซยี ส หา้ มแชใ่ นนาแข็ง (Between +2 °C and
+ 8 °C Do not freeze)
ผลข้างเคียง (Adverse events): ไข้ ปวดศีรษะ และอาเจยี น
การพยาบาล (Nursing care):
1) หากมีไข้ดแู ลเชด็ ตัวลดไข้ (Tepid sponge) พจิ ารณาให้ยาลดไขก้ รณีเด็กมไี ขส้ งู รอ้ งกวนมาก
2) ถ้ามลี มพิษหรอผืนบวมแดงบรเวณทีฉีดอาจแพว้ ัคซนี ควรพาเด็กไปพบแพทย์

ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน
1) วัคซนี เชอื ตาย หลงั ฉีดเขม็ ที 2 แลว้ ประมาณ 2 เดือน ภมู คิ ้มุ กันเกิดขึนรอ้ ยละ 98
2) วัคซนี เชอื มชี วี ตอ่อนฤทธหิ ลังฉีดเขม็ แรก มภี ูมิค้มุ กันเกิดขนึ รอ้ ยละ 95

60

9) วคั ซนี ปองกันเอชพีว Human Papillomavirus Vaccine (HPV) 12, 18
ชนดิ ของวัคซนี (Type of vaccine): วคั ซนี HPV ประกอบด้วยโปรตีนทีเปลอื กหุ้ม (capsid

protein) ของเชอื HPV ผลิตโดยกรรมวธพี นั ธุวศวกรรม (genetic engineering)
วธฉี ีด และ ขนาด (Dose/Injection type): ฉีด 1 โด๊ส (0.5 มล.) เข้ากล้ามเนือ 3 ครงั โดย

ฉีดเดือนที 0, 1 - 2 และ 6 สําหรบั วยั รนุ่ ทีสุขภาพแข็งแรง หากอายุน้อยกวา่ 15 ป สามารถให้วคั ซนี แบบ
2 ครงั โดยฉีด เดือนที 0 และ 6 - 12 เดือน (กรณีการฉีดแบบ 2 ครงั ในผู้ทีอายุน้อยกว่า 15 ป หากได้รบั
วัคซนี โด๊สที 2 ก่อนถึงเดือนที 5 ควรได้วคั ซนี โด๊สที 3 ด้วยและ วัคซนี โด๊สที 3 ควรมรี ะยะห่างจากวัคซนี
โด๊สแรกอยา่ งนอ้ ย 6 เดือน

การเก็บรกั ษา (Storage): เก็บที 2-8 องศาเซลเซยี ส ห้ามแชใ่ นนาแขง็ (Between +2 °C and
+ 8 °C Do not freeze) และควรหลีกเลียงการถกู แสง

ผลข้างเคียง (Adverse events)และ การพยาบาล (Nursing care)
ส่วนใหญ่เปนปฏิกิรยาทีไม่รนุ แรง อาจพบปฏกิ ิรยาเฉพาะที ได้แก่ อาการปวด บวม ผืนแดง และคัน
บรเวณทีฉีดประมาณหนึงในสี อาจพบอาการไข้ได้ประมาณรอ้ ยละ 10 มกั หายได้เอง ไมม่ ีภาวะ แทรกซอ้ น
รนุ แรง การฉีดวคั ซนี ในวัยรนุ่ มรี ายงานอาการหนา้ มืด เปนลม หลังได้รบั วัคซนี พรอ้ มกันหลายคนเปน
ลักษณะ mass psychogenic response จงึ ควรสังเกตอาการหลงั ให้ประมาณ 30 นาที
ภูมิคุ้มกันทีเกิดขึน
HPV ทังชนดิ 2 และ 4 สายพันธุส์ ามารกระตุ้นภมู ิค้มุ กันต่อเชอื HPV ได้ดี ในผู้ตรวจทียังไมพ่ บการ
ติดเชอื HPV มาก่อน จะพบวา่ ชนดิ 4 สายพนั ธุส์ ามารกระตุ้นภมู ิค้มุ กันต่อเชอื ได้รอ้ ยละ 98 และชนิด 2 สาย
พนั ธสุ์ ามารกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชอื ได้รอ้ ยละ 100

ประเด็นทีพบบอ่ ยและข้อบง่ ชี ในการให้วคั ซนี
ตารางที 3.10 ประเด็นทีพบบ่อยและขอ้ บง่ ชี ในการให้วัคซีนสเตียรอยด์

ลักษณะของยาที ได้รบั ขนาดของ Prednisolone ระยะเวลาที ต้องทิงชว่ ง
หรอเทยี บเทา่ หลังหยุดยา สเตียรอยด์
ทาเฉพาะที
พน่ สูดดม < 2 มก/ก.ก./วนั ไมต่ ้องทงิ ชว่ ง
ฉีดเฉพาะที > 2 มก/ก.ก./วนั ไมต่ ้องทงิ ชว่ ง
กินหรอยาฉีด Low dose ไม่ต้องทงิ ชว่ ง
กินหรอยาฉีด High dose < 14 วัน ไม่ต้องทงิ ชว่ ง
อาจหยุดยา 2 สัปดาห์
กินหรอยาฉีด High dose > 14 วนั > 2 มก/ก.ก./วนั ทกุ วนั หรอไม่หยุดยาก็ได้
หรอ วันเว้นวัน ต้องหยุดยาอยา่ งน้อย 1 เดือน

61

ตารางที 3.11 แสดงประเด็นที พบบ่อยและข้อบ่งชีในการให้วคั ซีนบาดทะยักกรณีมีบาดแผล

จาํ นวนโด๊สทีเคยได้รบั แผลสะอาด แผลสกปรกอาจปนเป อนเชือ
มาก่อน บาดทะยัก
dT TIG*
(dT, DT, T หรอ DTP) ฉีด ไมต่ ้องฉีด dT TIG*

น้อยกว่า 3 ครงั หรอ ฉีด ฉีด
ไมท่ ราบ
ฉีดกระตุ้นถา้ เขม็ ไม่ต้องฉีด ฉีดกระตุ้นถา้ เขม็ ไม่ต้องฉีด
3 ครงั ขนึ ไป สุดท้ายเกิน 10 ป สุดท้ายเกิน 5 ป

- หากไมเ่ คยได้รบั วคั ซนี มาก่อน ใหฉ้ ีดเขม็ แรกเมือมาครงั แรกและนัดอีกครงั ต่อไปจนครบอยา่ งนอ้ ย 3
เข็มให้ฉีดโดยมีระยะห่าง 0, 1, 6 เดือน จากนันให้กระตุ้นทกุ 10 ป

- หากเคยได้รบั วัคซนี มาแล้ว 1 เขม็ ให้ฉีดอกี 2 เขม็ โดยมีระยะห่าง 0, 6 เดือน หากได้มาแลว้ 2 เข็ม
ให้ฉีดเพมิ อกี 1 เข็ม โดยมีระยะหา่ งระหว่างเข็ม 2 และเขม็ 3 อย่างน้อย 6 เดือนจากนันให้กระตุ้นทุก 10 ป

- หากเคยได้รบั วคั ซนี มาก่อน อยา่ งนอ้ ย 3 เข็ม และ เข็มสุดทา้ ยนานกวา่ 10 ป ให้ฉีดซาอีก 1 ครงั
จากนันให้กระตุ้นทุก 10 ป18,20

ตารางที 3.12 ประเด็นที พบบอ่ ยการให้ วัคซีนภายหลังได้รบั เลือด

ลักษณะของการให้เลือด ข้อปฏิบัติ

ได้รบั มาไม่ถึง 3 เดือน ไมค่ วรให้วัคซนี มชี วี ต เชน่ MMR

ได้รบั วัคซนี MMR มาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ให้ซาในอีก 3 เดือนต่อมา
แล้วได้รบั อิมมโู นโกลบุลนิ เลอื ด หรอ พลาสมา่ ต้องเลอื นวัคซนี มีชวี ตไปอย่างนอ้ ย 5-11 เดือน
ได้รบั อิมมูโนโกลบลุ นิ ขนาดสูงเข้าหลอดเลือดดํา

62

ตารางที 3.13 ประเด็นทีพบบ่อยและขอ้ บ่งชีในการให้วัคซีนพิษสุนัขบา้

ชนดิ ลกั ษณะของสัตวข์ ณะสัมผัส

กลมุ่ ลักษณะการสัมผสั /บาดแผล สงสัย/ตรวจพบว่า ปกติ

1 - อุ้มคลกุ คลแี ละไมม่ ีรอยขว่ น เปนโรค
- ปอนอาหาร
- ถูกเลยี ทีผวิ หนังปกติ และแนใ่ จวา่ ไม่มี ไม่ต้องฉีดวคั ซนี ไมต่ ้องฉีดวคั ซนี
รอยแผล
ฉีดวคั ซนี ฉีดวัคซนี
2 - รอยข่วน
- ถกู เรยทีผวิ หนังมแี ผล ฉีดวคั ซนี และเซรุม ฉีดวัคซนี และเซรุม
- กัดผา่ นผา้ มรี อยชา

3 - แผลลกึ 1 แผล
- มหี ลายแผลจะเปนส่วนใดกต็ าม
- ถกู เลียบรเวณรมผปี ากหรอเยือบุ

ขอ้ สรปุ เพิมเติม
1) ควรให้วัคซนี เมือ ภมู ิค้มุ กันมารดาใกล้จะหมด อวยั วะทีสรา้ งภูมิพรอ้ ม
2) ให้วัคซนี หลายชนิดพรอ้ มกันในวนั เดียวกันได้ แต่ควรให้ต่างตําแหนง่ กัน เชน่ ฉีดทีแขน
3) คนละข้าง หากจาํ เปนต้องฉีดข้างเดียวกัน ตําแหนง่ ทีฉีดต้องห่างกันอยา่ งนอ้ ย 1 นิว ถ้าให้วคั ซนี

ไม่พรอ้ มกันต้องห่างกันอย่างนอ้ ย 1 เดือน และ ห้ามนาํ วัคซนี ต่างชนดิ มาผสมรวมในกระบอกฉีดยาเดียวกัน
4) การให้วัคซนี ห่างเกินกําหนด ไม่ทาํ ให้ภมู ิค้มุ กันเกิดนอ้ ยลง
5) เจบ็ ปวยเลก็ น้อย ให้วัคซนี ได้ ยกเวน้ ไขส้ ูง
6) ควรงดวคั ซนี มีชวี ตกรณี
- WBC น้อยกว่า 5,000cell/mm3
- ได้รบั ยากดภมู ิ มากกว่า 2mg/kg/Day (ให้ได้หลงั 3 เดือนทีหยดุ ยา)
- ได้ chemoและ รงั สีรกั ษา ยกเวน้ เด็กทีเปนมะเรง็ ทีอยูใ่ นระยะโรคสงบแลว้ และหยดุ
ยาต้านมะเรง็ มาแลว้ เกิน 3 เดือน อาจพจิ ารณาให้วคั ซนี เชอื มชี วี ตได้
- เด็กติด HIV ทีอยู่ระยะ AIDS ทังนี ต้องดู CD4
7) ทารกเกิดก่อนกาํ หนดให้วัคซนี ตามอายุหลงั คลอด เชน่ เดียวกับเด็กปกติ ส่วน ทารกเกิดนาหนัก

< 2,000 เข็มแรกไมน่ ับมารวมเรมนับใหมห่ ลงั นาหนักตัว > 2,000 หรอ >1 เดือน ยกเว้นถ้าเด็กยงั อยูใ่ น
Nursery ยงั ไมใ่ ห้ OPV

8) ควรดูวันหมดอายุของวคั ซนี ซกั ประวตั ิการแพ้ยาในเด็กก่อนให้วัคซนี ทุกครงั ควรบันทึกเลขที
วคั ซนี (lot number) ไวใ้ นเวชระเบยี นผ้ปู วย หรอทะเบียนการให้บรการผู้ปวย และ ควรอธบิ ายให้ผูป้ กครอง
หรอผู้ปวยทราบว่าจะฉีดวคั ซนี ปองกันโรคอะไร และอาจเกิดอาการ ข้างเคียงใดบา้ งหลงั จากให้วคั ซนี ควรให้
ผ้ปู กครองได้อ่าน หรอรบั ฟงเกียวกับเอกสารอธบิ ายรายละเอยี ดของแต่ละวัคซนี ทีจดั ทําให้กับผู้ปกครอง
(vaccine information statement หรอ VIS)

9) นาหนักไม่ได้กาํ หนดขนาดวัคซนี แต่อายเุ ปนตัวกาํ หนด ควรให้วคั ซนี ตามขนาดทีแนะนาํ ไว้

63

เท่านัน เพราะขนาดทีแนะนาํ ได้มาจากผลการศึกษาหากใชข้ นาดแตกต่างจากทีแนะนาํ ในฉลากยาอาจได้ผล
ไม่เต็มที หรออาจเกดิ อาการขา้ งเคียงสงู และไมส่ ามารถประเมินประสิทธผิ ลของวัคซนี ได้

10) การให้วัคซนี หลงั สัมผัสโรคแล้ว และไมเ่ คยฉีดวัคซนี มาก่อน ควรให้ Immunoglobulin รว่ ม
ด้วย

11) วคั ซนี ชนิดเดียวกันแต่คนละบรษัทใชแ้ ทนกันได้
12) กรณีไม่มันใจวา่ เคยได้วัคซนี มาก่อน ให้ซาได้
13) อายุ < 3 ป ควรฉีดวัคซนี หนา้ ขา mid anterolateral ทีกลา้ มเนือ Rectus femeris และ
Vastas lateralis > 3 ป ฉีด Deltoid muscle ไมน่ ิยมฉีดทีสะโพก เนืองจากจะมีไขมนั หนาและอาจ
อันตรายต่อเส้นประสาท (Sciatic nerve)
14) การตรวจเลือดก่อนรบั วคั ซนี ไม่มีความจาํ เปน ยกเว้นกรณี ดังต่อไปนี
15) ผูน้ ันอาจมภี ูมคิ ้มุ กันแลว้ หรอติดเชอื มาก่อนแล้วส่งผลให้ ใหว้ คั ซนี ไมม่ ปี ระโยชนเ์ พิม เชน่ ตับ
อกั เสบบี ตับอักเสบเอ อสี ุกอใี ส (กรณีไม่แนใ่ จหรอคิดวา่ ยงั ไมเ่ คยเปนมาก่อน) อย่างไรก็ดีหากการ

16) ตรวจเลอื ดมีความยุ่งยาก และมรี าคาแพงมากกว่าค่าวคั ซนี อาจฉีดวคั ซนี ไปเลยโดยไมต่ ้อง
ตรวจเลอื ด เชน่ MMR, JE เพราะการฉีดทีเกินไปไม่ทาํ ใหเ้ กิดโทษ

17) กรณีวัคซนี ไขเ้ ลอื ดออกควรตรวจเลอื ดก่อนฉีดในเด็ก เพราะผทู้ ีไมเ่ คยมกี ารติดเชอื มาก่อน อาจ
เกิดโรครนุ แรงหลงั ฉีดวคั ซนี ได้ จงึ ควรฉีดวัคซนี เฉพาะผูท้ ีเคยเปนมาก่อนหรอตรวจพบว่า มีแอนติบอดีย์อยู่
ก่อน

18) กรณีวคั ซนี ทีต้องให้หลายครงั การให้วัคซนี ห่างเกินกวา่ กําหนดไมไ่ ด้ทาํ ให้ภูมคิ ุ้มกันกําเกิดน้อย
ลงดังนันหากเด็กมารบั วคั ซนี เลยกําหนดนัดกาํ สามารถให้วคั ซนี ครงั ต่อไปได้กาํ โดยไมต่ ้องตังต้นนับหนึงใหม่
ในทางตรงกันขา้ มการฉีดวัคซนี ทีเรว็ กวา่ กาํ หนดกําอาจทําให้ภูมคิ ุ้มกันเกิดขึนน้อยลงหรออยไู่ ม่นานเท่าทีควร

ตารางที 3.14 การให้วคั ซนี พิเศษ วัคซีนเผื อเลือก

ชือวัคซีน จาํ นวนครงั อายุทีแนะนาํ
4 ประเภทของวัคซนี /หมายเหตุ
นวิ โมคอคคัส อายุ 2, 4, 6, 12-15 เดือน ควรฉีดในบคุ คลทีมคี วามเสียงต่อการติดเชอื
ชนิดคอนจูเกต 2-3 นิวโมคอคคัสมากกว่าคนปกติมีอายุ 2 ปขึนไป เชน่ ผมู้ ีภมู คิ ้มุ กันบกพรอ่ ง
(ขนึ อยู่กับชนิด ผ้ปู วยทีไมม่ มี ้าม หรอม้ามงานผิดปกติ /วคั ซนี เผอื เลือก
(PCV) ห่างกัน 6 - 8 เด็กปกติแขง็ แรงดีตังแต่อายุ 6 สัปดาห์ถึง 5 ป
วคั ซนี ปองกันโรค (ไม่แนะนําให้ PCV ในเด็กแข็งแรงดีทีมีอายุมากกว่า 5 ป)
จากเชอื สัปดาห)์ ผู้ใหญแ่ ขง็ แรงดีทีมอี ายตุ ังแต่ 65 ปขึนไป เพือปองกันโรค IPD และปอด
Streptococcus อกั เสบ
pneumoniae
(Pneumococcal 2 ฉีด 2 ครงั ห่างกัน 4 - 12 สัปดาห์ สามารถปองกันได้ 20 ป
Vaccine: Pnc) ห้ามฉีดในคนท้อง และหญงิ ให้นมบุตรหรอผู้ทีกําลงั มไี ขส้ งู
*ให้เรมฉีดเข็มแรกในเด็กทีอายุ 1 ปขึนไป
สุกใส
(Varicella
Vaccine)

64

ชือวัคซนี จาํ นวนครงั อายุทีแนะนํา
แยกเปนก่อน ประเภทของวัคซนี /หมายเหตุ
ใชฉ้ ีดเข้าใต้ผวิ หนัง และหลงั สมั ผสั
พิษสุนัขบา้ ฉีดก่อนสัมผสั ฉีดเข้ากลา้ ม 1 vial (0.5 มล. หรอ 1 มล.แลว้ แต่ชนิดของ
(Rabies) 1 วคั ซนี ) วนั ที 0 และ 7 หรอฉีดเข้าในหนัง 0.1 มล. 2 จุด วนั ที 0 และ 7 ฉีด
หลงั สัมผสั ฉีดเขา้ กล้าม 0, 3, 7, 14, และ 28 ฉีดเข้าในหนัง 0.1 มล. ฉีด 2
ตับอกั เสบเอ 1 จุดใน วันที 0, 3, 7, และ 28-30 (2-2-2-0-2)
(Hepatitis A 1 บคุ คลทัวไปทอี ายุ มากกวา่ 1 ปขึนไป เมือได้รบั วัคซนี 1 ครงั รา่ งกายจะ
เกิดภมู ิค้มุ กันได้อย่างน้อย 1 ป ฉีดกระตุ้น เมือ 6- 12 เดือน หลังจากครงั
Vaccine) 1 แรก ภมู คิ ้มุ กันจะอยไู่ ด้ 20 ป * ให้เรมฉีดเข็มแรกในเด็กที อายุ 1 ปขึน
ควรฉีดเปน ไป
นิวโมคอคคัสชนดิ ประจาํ ทุกป ผสู้ ูงอายุ มีโรคประจาํ ตัวไมม่ มี า้ ม/ วคั ซนี พิเศษ
โพลแี ชค็ คาไรด์
ไขก้ าฬหลงั แอน่ 3 สําหรบั ผ้เู ดินทางไปยงั ถินระบาดของโรค/ วคั ซนี พเิ ศษ
(Meningococcal ฉีดครงั เดียว
Polysaccharide สําหรบั ผู้เดินทางไปยงั ถินระบาดของโรค/ วคั ซนี พิเศษ
Vaccine และ แนะนําในกลมุ่ เสียง เชน่ เด็กอายุ 6 เดือนถึง 4 ป ผ้ทู ีอายุ 55 ป
ขึนไป เด็กและผใู้ หญท่ ีมโี รคปอดเรอโรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอด
Conjugate เลอื ดผ้ปู วยเรอรงั ทีอยใู่ นสถานพักฟน/ วัคซนี เผอื เลือก ตัวอย่างวัคซนี
vaccine) เชน่ FluQuadri (quadrivalent inactivated influenza vaccine)
ทยั ฟอยด์ กล่มุ อาย ุ9 - 45 ป ทีเคยมกี ารติดเชอื มากอ่ น เชน่ เคยมปี ระวัติปวยด้วย
วัคซนี ปองกัน ไขเ้ ลือดออก หรอตรวจเลอื ดพบหลกั ฐานการติดเชอื โดยฉีดเดือนที 0, 6
ไข้หวัดใหญ่ และ 12 (ไมแ่ นะนําใหฉ้ ีดในผทู้ ีไมเ่ คยมีการติดเชอื มากอ่ น)
(Influenza เฉพาะผูท้ ีอาย 9ุ เดือนขึนไป ทีจะเดินทาง ไปยงั ประเทศทกี ําหนด เปน
vaccine) พนื ทีติดโรคไขเ้ หลอื ง
วคั ซนี ไข้เลอื ดออก
(Dengue
vaccine)
ไข้เหลอื ง*
(Yellow fever)

การให้คําแนะนําในการสรา้ งเสร มภูมิคุ้มกัน การบรหารวัคซีน และ ภาวะแทรกซ้อนจากการได้รบั วัคซนี
ภาวะแทกซอ้ นจากการได้รบั วัคซีนที อาจเกิดขึนและการพยาบาลหลังจากได้รบั วคั ซนี

ภาวะแทกซอ้ นเกิดจาก
1) ตัววัคซนี เชน่ วัคซนี เชอื มชี วี ต ก่อโรคได้ในผู้ทีมีภูมคิ ้มุ กันบกพรอ่ ง หรอเชอื ในวัคซนี กลายพนั ธุ์
จนก่อโรคได้
2) ส่วนประกอบของวคั ซนี เชน่ ยาปฏิชวี นะ เจลาติน ไข่ เปนต้น อาจเปนสารทีผูร้ บั วัคซนี แพ้
3) การบรหารไม่เหมาะสม เชน่ วคั ซนี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนซงึ มี adjuvant หากฉีดเขา้
subcutaneous จะมโี อกาสเกิดฝไรเ้ ชอื (sterile abscess) ได้มากกวา่ เมือฉีดเข้ากล้ามเนือ

65

4) การเก็บวัคซนี หรอการจดั การวัคซนี ทีไม่เหมาะสม เชน่ เคยมีกรณีวัคซนี ปนเปอนแบคทีเรย ทํา
ให้เปนฝบรเวณทีฉีด แต่บางครงั อาการไมพ่ งึ ประสงค์เปนเหตุบงั เอญิ จากสาเหตอุ ืนทีมาเกิดในชว่ ง เวลาทีให้
วคั ซนี พอดี (co-incident) จาํ เปนต้องมกี ารสืบสวนหาสาเหตุทีแทจ้ รง

อาการเฉพาะที (local reaction) 12,16
1) เจ็บปวด (Pain) ผทู้ ไี ด้รบั วัคซนี สว่ นใหญ่จะมีความกลัวและวตกกังวลเกียวกับความเจบ็ ปวด
จากการฉีดวัคซีนโดยเฉพาะในเด็ก ผู้ปกครองเปนผู้มีบทบาทสําคัญทีจะช่วยให้กําลังใจและปลอบเด็ก
บทบาทของพยาบาลควรแนะนํา ให้ผู้ปกครองทราบว่าไม่ควรขู่จะลงโทษ โดยการฉีดยากับเด็ก ถ้าเปนไปได้
ผู้ปกครองไม่ควรเปนผู้ชว่ ยจบั ตรงเด็กขณะทีฉีดวัคซนี แต่ควรเปนผู้ปลอบประโลมและให้กําลังใจ ก่อนการ
ฉีดจะชว่ ยลดความเจบ็ จากการฉีดวคั
- การใชแ้ รงกดตําแหนง่ ทีจะฉีดวัคซนี (Topical anesthetic technique) การใชแ้ รงกด
ตําแหนง่ ทีจะฉีดวัคซนี ประมาณ 10 วนาที ก่อนการฉีดจะชว่ ยลดความเจบ็ จากการฉีดวัคซนี ได้ แต่ในปจจุบัน
มคี รมซงึ เปนยาชาชนดิ ทา (เชน่ 5% EMLATM) โดยให้ทาไว้ 30-60 นาทีก่อนฉีดวคั ซนี พบว่าจะชว่ ยลดความ
เจบ็ ปวดจากการฉีดวัคซนี ได้ 12-13 โดยมีรายงานแสดงว่าครมนีไม่รบกวนต่อการสรา้ งภูมคิ ุ้มกันจากการฉีด
วคั ซนี MMR
- ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ชว่ ยลดความปวด ความไมส่ บาย และลดไขจ้ ากการฉีด วัคซนี ได้
หากมีความจําเปนเปนอาจพิจารณาให้ Ibuprofen หรอยาแก้ปวดตัวอืนในกลุ่ม Non steroid anti-
inflammatory drugs (NSAIDS) ได้ แต่ควรให้ยาแก้ปวดลดไข้ เท่าทีจาํ เปน ไม่ควร ให้ล่วงหน้าก่อนมีไข้
หรอกรณีทีไมเ่ จบ็ ปวดมาก เพราะยาเหลา่ นีอาจลดการสรา้ งภมู ิคุ้มกันจากวัคซนี บางตัวได้
- วธกี ารฉีดวคั ซนี โดยการแทงเขม็ ผา่ นผิวหนังหรอการฉดี โดยใชว้ ธี Z-track (ดึงผิวหนัง และ
เนือเยือใต้ผิวหนังก่อนฉีดวัคซนี และปล่อยหลังจากถอนเข็ม) ชว่ ยลดความเจบ็ จากการฉีดวัคซนี ได้และเด็ก
จะรูส้ ึกเจบ็ ลดลงหากกอดหรอนังอยู่บนตักของผูป้ กครองขณะฉีดวัคซนี ตําแหน่งทีฉีดวัคซนี มี ความสําคัญ
ในเด็กอายุเกิน 18 เดือน การฉีดยาทีกล้ามเนือต้นแขน (deltoid) ชว่ ยลดความเจบ็ ปวดเวลาเดินหรอวงได้

2) การอักเสบเฉพาะที (local inflammation) หรอ sterile abscess เกิดจากการฉีด
วัคซนี ชนิด inactived ซงึ เชอื ว่าปฏิกิรยาต่อวัคซนี เองหรอต่อสารทีช่วยเสรมฤทธใิ นวัคซีน (adjuvant) ใน
บางกรณีอาจเกิดจากการฉีดวัคซนี ทีต้องฉีดเขา้ กล้ามเนือ แต่หากฉีดตืนเกินไปจงึ อาจฉีดเข้าใต้ผิวหนังโดยไม่
ตังใจไมต่ ้องรกั ษาจาํ เพาะใดๆจะหายไปได้เอง ส่วน กรณีทีเปนฝ บางครงั อาจแยกไมไ่ ด้วา่ เปนฝมีเชอื หรอฝไร้
เชือ ควรดูดหรอสะกิดหนองมาเพาะเชือถ้าทําได้และหากสงสัยเปนฝมีเชือต้องรกั ษาด้วยยาปฏิชีวนะที
ครอบคลมุ เชอื บนผิวหนังสําหรบั การดูแล ให้การพยาบาล ไม่มีการรกั ษาจาํ เพาะ การพยาบาลเพือปองกันการ
อักเสบหลังการฉีดวัคซนี ในวันแรกให้ประคบด้วยความเย็นเพือลดปวด วันทีสองประคบอุ่นเพือลดอาการ
บวม

3) เลือดออก (Bleeding) การมเี ลอื ดออกตรงตําแหนง่ ทีฉีดวคั ซนี พบได้บอ่ ย มักเปนในชว่ งสันๆ
สามารถทําให้เลอื ดหยุดได้โดยการกดเบาๆตรงตําแหน่งทีฉีดวัคซนี และสําหรบั ผู้ทีเปนเลือดออกง่ายหยุด
ยาก เชน่ โรคฮีโมฟเลยี เอ มีความเสียงในการเกิดเลือดคังหลังจากฉีดวัคซนี โดยเฉพาะการฉีดเข้ากล้ามเนือ
วคั ซนี บางชนิด เชน่ วัคซนี HBV อาจฉีดใต้ผิวหนังหรอในหนังแทนการฉีดเข้ากล้ามเนือได้

66

4) เปนฝหรอต่อมนาเหลืองโตเฉพาะที ดูแลโดยหลงั การฉีดวคั ซนี BCG โดยใชส้ ําลีชุบนาต้มสุก
เชด็ บรเวณทีฉีดวัคซนี ทีเกิดตุ่มหนอง ห้ามเชด็ ด้วยแอลกอฮอล์ และห้ามใส่ยาฆ่าเชอื เนืองจากยาฆา่ เชอื จะฆา่
เชอื วัคซนี ทีให้ไป ซงึ ทําให้การสรา้ งภูมิคุ้มกันเกิดได้ไมด่ ี

5) โอกาสเกิดผลข้างเคียงอื น ๆ จากการฉีดวัคซนี อาจพบได้แต่ไมบ่ อ่ ย เชน่ เข็มหัก เกิดการ
บาดเจบ็ ต่อเส้นประสาท เปนฝอักเสบติดเชอื เปนต้น ควรให้การพยาบาลด้วยความระมดั ระวงั และมีการวดั
ตําแหน่งของการฉีดยาอยา่ งถูกต้อง

ปฏิกิรยาทังระบบ (System reaction) 12,16,20
1) ไข้ เปนผลข้างเคียงทีอาจพบได้จากวัคซนี หลายชนิดทีพบบอ่ ย ได้แก่ DTP ซงึ พบไขส้ ูง > 40.5
องศาเซลเซยี ส สําหรบั MMR มักจะพบไขใ้ นวนั ที 5-12 หลังฉีดวคั ซนี จะมไี ข้นาน1-2 วนั แต่อาจจะนานถึง 5
วันได้ ใหก้ ารพยาบาลโดย ดูแลเชด็ ตัวลดไข้ และให้ยาพาราเซตามอลจะชว่ ยลดไขไ้ ด้
2) ผืน วคั ซนี บางชนิดอาจทําให้เกิดผืนหลงั การฉีดได้ เชน่ วัคซนี M และ MMR อาจทาํ ใหเ้ กิดผืน
ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลงั ฉดี วคั ซนี วัคซนี สุกใสอาจทาํ ให้เกิดผืนได้ โดยผืนอาจเกิดเฉพาะทีใกลต้ ําแหนง่
3) ตําแหน่งทีฉีด ไม่มกี ารรกั ษาจาํ เพาะ ควรดูแลความสุขสบายของเด็ก โดยให้ใส่เสือผา้ ทโี ปรง่
บางไม่อับชนื
4) ชกั ภาวะชกั หลังจากฉีดวคั ซนี ส่วนใหญจ่ ะเกิดจากภาวะชกั จากไขส้ ูง มรี ายงานการชกั ภาย
5) หลงั การฉีดวัคซนี DTP ทังทมี ีและไมม่ ไี ข้รว่ มด้วย 1 ต่อ 1,750 โด๊ส ซงึ ส่วนใหญจ่ ะเกิดภายใน
48 ชวั โมง

การดูแลเด็กเมื อมีภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดวคั ซีนที สําคัญ

วัณโรคปอด (BCG)
หลงั ฉีดประมาณ 2-3 สัปดาห์จะเกิดตุ่มแดง ต่อมากลายเปนหนอง ซงึ แตกออกและแห้งได้เอง
บางครงั เปนหนองและแตกซาหลายครงั จนกลายเปนรอยแผลเปน
1) ดูแลแผลให้เด็กโดยก่อนทําแผลลา้ งมอื ให้สะอาดแลว้ ใชส้ ําลชี ุบนาต้มสุกเชด็ รอบแผลและ
อาบนาให้เด็กตามปกติ ไม่จาํ เปนต้องใส่ยาหรอปดแผล
2) ในกรณีทีไม่มแี ผลเปนหลงั ฉดี วัคซนี แต่มีหลกั ฐานวา่ ได้รบั วคั ซนี แลว้ ตังแต่แรกเกิด ไมต่ ้องฉีด
วคั ซนี ซา เนืองจากรา่ งกายสามารถสรา้ งภมู ิคุ้มกันได้ตามปกติ
3) ถ้ามีต่อมนาเหลืองบรเวณทีอยูใ่ กลก้ ับทีฉีดวัคซนี อกั เสบโตขึนและเปนฝควรพาเด็กไปพบแพทย์

ไวรสั ตับอักเสบบี (HBV)
หลงั ฉีดวคั ซนี จะมีไขต้ า ๆ ปวดบรเวณทีฉีด ส่วนใหญจ่ ะมีอาการอยู่ไม่เกิน 24 ชวั โมง ควรดูแลเชด็

ตัวลดไขแ้ ละให้ยาลดไขบ้ รรเทาปวดให้เด็ก

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

67

เอกสารอ้างอิง
1. กรมวทยาศาสตรก์ ารแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. รายงานโรค โรคติดเชือ [อินเทอรเ์ นต็ ]. 2010 [เข้าถึง

เมือ 25 ม.ิ ย.2560]. เขา้ ถึงได้จาก: http://www.dmsc.moph.go.th กรมวทยาศาสตร์ การแพทย์
กระทรวงสาธารณสขุ .
2. พงษ์ศักดิ น้อยพยัคฆ์, บรรณาธิการ. Guideline in child health supervision. กรุงเทพฯ: ราช
วทยาลยั กมุ ารแพทยแ์ ห่งประเทศไทย; 2557.
3. พรทิพย์ ศิรบรู ณ์พิพัฒนา. การพยาบาลเด็ก เล่ม 1. นนทบรุ : โครงการสวสั ดิการวชาการ สถาบนั พระบรม
ราชชนกกระทรวงสาธารณสุข; 2555.
4. พิรงั กูร เกิดพาณิช วระชัย วัฒนวรเดชและทว โชติพิทยสุนนท์, บรรณาธกิ าร. Update on pediatric
infectious diseases 2011. กรงุ เทพฯ : สมาคมโรคติดเชอื ในเด็กแห่งประเทศไทย; 2554.
5. พิมพาภรณ์ กลันกลิน. การพยาบาลเด็กเพือการสรา้ งเสรมสุขภาพ. เชียงใหม่: สมารโ์ คตรติงแอนด์
เซอรว์ ส; 2560.
6. ภาควชาการพยาบาลเด็กและการผดุงครรภ์ วทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย. ตําราการพยาบาลเด็ก
เล่ม 1 พิมพ์ครงั ที 4. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทยาลยั ; 2559.
7. มหาวทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. การพยาบาลเด็กและวัยรุน่ หน่วยที 1-5. พิมพ์ครงั ที 2. นนทบุร:
สํานักพิมพม์ หาวทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช; 2553.
8. รสวนั ต์ อารมิตรและคณะ, บรรณาธกิ าร. ตาํ ราเวชศาสตรว์ ยั รุน่ . กรงุ เทพฯ: ราชวทยาลัยกุมารแพทย์แห่ง
ประเทศไทย; 2559.
9. ราชวทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย. วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน. ใน: วระชัย วัฒนวรเดช
อจั ฉรา ตังสถาพรพงษ์ กลุ กัญญา โชคไพบูลย์กิจ, บรรณาธกิ าร. คู่มอื วัคซนี 2012-2013 และปญหา
ทีพบบอ่ ย. กรงุ เทพมหานคร: บรษัท บยี อนด์ เอน็ เทอรไ์ พรช;์ 2555: 165-82.
10. รุจา ภ่ไู พบูลย์, บรรณาธกิ าร. การพยาบาลเด็กสุขภาพดีและเด็กปวย. กรงุ เทพฯ: คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทยาลัยมหิดล; 2559.
11. วทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย. ตําราการพยาบาลเด็ก เล่ม 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวทยาลยั ; 2555.
12. ศรสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์ ฟองคํา ติลกสกุลชยั วไล เลิศธรรมเทว อัจฉรา เปรองเวทย์ พรรณรตั น์ แสงเพมิ
และสุดาภรณ์ พยคั ฆเรอง. ตําราการพยาบาลเด็ก เลม่ 1. พิมพ์ครงั ที 2. กรุงเทพฯ: สหมิตรพรนทร์
ติงแอนด์พับลชิ ชงิ ; 2558.
13. สมาคมโรคติดเชอื ในเด็กแห่งประเทศไทย. ตารางการให้วคั ซนี ในเด็กไทยปกติแนะนําโดยสมาคมโรคติด
เชอื ในเด็กแหง่ ประเทศไทย [อินเทอรเ์ นต็ ]; 2562 [เข้าถึงเมอื 20 ต.ค.2562]. เข้าถงึ ได้จาก:
https://www.pidst.net.
14. วจิตรา กุสุมภ์ และอรุณี เฮงยศมาก. ข้อวนิจฉัยการพยาบาลตามรูปแบบของ NANDA (NANDA
Nursing Diagnosis). พมิ พ์ครงั ที 2. กรงุ เทพมหานคร: บพธิ การพมิ พ์ จาํ กัด; 2558.
15. American Academy of Pediatrics. Hypersensitivity Reactions After Immunization,
2018. In: Kimberlin DW, Brady MT, Jackson MA, Long SS, eds. Red Book: 2018
Report of the Committee on Infectious Diseases. 31st ed. Itasca, IL: American
Academy of Pediatrics; 2018.

68

16. Bowden VR, Greenberg CS. Pediatric nursing procedures. 3rded. Philadelphia:
Lippincott Williams & Wilkins; 2012.

17. Hockenberry MJ, Wilson D, Rodgers CC. Wong's essentials of pediatric nursing. 10th ed.
St. Louis: Elsevier; 2017.

18. Kyle T, Carman S. Essential of pediatric nursing. 3rd ed. China: Wolters Kluwer; 2017.
19. Potts NL, Mandleco BL. Pediatric nursing: Caring for children and their families. 3rded.

New York: Delmar Cengage Learning; 2012.
20. Rudolph CD, Rudolph GE, Lister GE, First LS, Gershon AA. Rudolph’s Pediatrics. 22th ed.

China: The McGraw-Hill; 2011.

69

บทที 4
แนวคิดหลักการในการดูแลเด็กเจบ็ ป วยและครอบครวั

อาจารยห์ ทัยชนก นิติกุล

วัตถปุ ระสงค์การเรยนการสอน
เมือสินสุดการเรยนการสอน นักศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายความหมายและแนวคิดพืนฐานของการดูแลโดยใหค้ รอบครวั เปนศูนยก์ ลางและวธกี าร
พยาบาลโดยให้ครอบครวั เปนศูนย์กลางการดูแล
2. อธบิ ายปฏิกิรยาของเด็กและผลกระทบทีเกิดขึนต่อเด็กเมอื เขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาล และ
วางแผนการพยาบาลเพือดูแลครอบครวั ทีมีเด็กเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาล
3. อธบิ ายสาเหตุ ลกั ษณะพฤติกรรมและแนวทางการดแู ลผปู้ วยเด็กทีมีปญหาดังต่อไปนี
- ความวตกกังวลจากการพรากจาก
- การสูญเสียการควบคุมตนเอง
- การบาดเจบ็ ของรา่ งกายและความเจบ็ ปวด
4. อธบิ ายหลกั การพยาบาลเด็กในภาวะวกฤตได้
5. อธบิ ายหลกั การพยาบาลเด็กในระยะเรอรงั และระยะสุดทา้ ยได้
6. อธบิ ายสาระสําคัญของอนุสัญญาวา่ ด้วยสิทธเิ ด็กกับการพยาบาล และพิทักษ์สิทธผิ ปู้ วยเด็กได้
7. อธบิ ายหลกั จรยธรรมในการพยาบาลผปู้ วยเด็กได้อยา่ งเหมาะสม
8. อธบิ ายการใชย้ าอย่างสมเหตสุ มผลได้
9. อธบิ ายการพยาบาลผเู้ พือความปลอดภัยของผู้ปวยเด็ก

การพยาบาลเด็ก ต้องใชอ้ งคค์ วามรใู้ นหลากหลายเรองในการให้การดูแลเด็กและครอบครวั ทัง
องค์ความรูเ้ รองโรคและการรกั ษาการเจรญเติบโตและพฒั นาการตามวยั รวมทังความรูเ้ กียวกับครอบครวั
ดังนันพยาบาลเด็กจงึ มบี ทบาททีต้องดูแลทังเด็กปวยและครอบครวั

4.1 การดูแลโดยให้ครอบครวั เป นศูนย์กลาง (Family Centered Care)
การพยาบาลทีเนน้ ครอบครวั เปนศูนยก์ ลาง เปนปรชั ญาทีมุ่งเน้นการมีส่วนรว่ มระหวา่ งผูป้ วย
ครอบครวั และบุคลากรด้านสุขภาพ เพือส่งเสรมความมันคงของสุขภาพบุคคลและครอบครวั ปรชั ญาการ
พยาบาลทีเน้นครอบครวั เปนศูนยก์ ลางมแี นวคิดพืนฐาน (basic concept) 2 แนวคิด1 คือ

1) การชว่ ยให้ครอบครวั มคี วามสามารถ (enabling) โดยประเมนิ ความรู้ ความสามารถของ
ครอบครวั การเปดโอกาสให้ครอบครวั ได้แสดงความสามารถในการดูแลเด็ก รว่ มทังการให้ความรูแ้ ละ/หรอ
ทักษะทีจาํ เปนเพือใชใ้ นการดูแลเด็กของครอบครวั

2) การสรา้ งเสรมพลังอํานาจ (empowerment) ให้กับครอบครวั โดยทีมสุขภาพ รกั ษา
ความรูส้ ึกทีครอบครวั สามารถควบคุมสถานการณ์ (sense of control) ในการดําเนนิ ชวี ตของครอบครวั ได้
การชว่ ยเหลอื ครอบครวั ค้นหาจุดแข็งหรอศักยภาพของครอบครวั ทีมีอยู่ โดยการเปลียนแปลงนันเกิดจาก
ความเขม้ แขง็ ความสามารถของครอบครวั

70

มโนมติหลัก (core concept) และอ งค์ประกอบของการพยาบาลที เน้นครอบครวั เป นศูนยก์ ลาง
ของสมาคมเพื อการดูแลสุขภาพเด็ก The Association for the Care of Children’s Health
(ACCH)2 8 ด้าน คือ

1) ครอบครวั เปนสิงคงทีสําหรบั เด็ก ครอบครวั เปนหน่วยทีสําคัญทีสุดในชวี ตของเด็กในภาวะสุขภาพ
ปกติและเมือเจบ็ ปวย เปนหน่วยทีตอบสนองความต้องการของเด็กทงั ด้านรา่ งกายจติ ใจ สังคมและ
พัฒนาการ

2) การทํางานรว่ มกันของครอบครวั และทมี สุขภาพมีฐานะเท่าเทียมกันโดยเปนหุ้นส่วนในการดแู ล
เด็กเปนการสรา้ งบรรยากาศให้เกดิ การทาํ งานรว่ มกันอย่างเสมอภาคระหวา่ งครอบครวั และทีมสขุ ภาพ

3) การคาํ นงึ ถึงความเปนปจเจกบุคคลของครอบครวั ตระหนักถึงความแตกต่างและเคารพความ
แตกต่างของครอบครวั ด้านอารมณ์ สังคม เศรษฐานะ ศักยภาพของครอบครวั รวมทังการให้เกียรติต่อ
วัฒนธรรม ยอมรบั ความแตกต่างความแตกต่างขทางวฒั นธรรม ความเชอื ของแต่ละครอบครวั

4) การแลกเปลียนขอ้ มลู และความรูส้ ึก การแบง่ ปนความคดิ แบง่ ปนขอ้ มูลโดยปราศจากอคติ
แบ่งปนขอ้ มลู ด้วยความเปนธรรม และด้วยท่าทที ีเปนมติ ร

5) การส่งเสรมการชว่ ยเหลอื กันระหว่างครอบครวั เปนการส่งเสรม สนับสนุน เอืออาํ นวย ให้มกี ลมุ่
ครอบครวั และสรา้ งโอกาสใหม้ ีการชว่ ยเหลือซงึ กันและกัน การส่งเสรมใหค้ รอบครวั ได้เขา้ รว่ มกลมุ่ มีการ
แลกเปลียนความรู้ ประสบการณ์การดูแลเด็ก ซงึ เปนการพัฒนาทักษะของครอบครวั ด้วยการตอบสนอง
ความต้องการตามระยะพฒั นาการของเด็ก

6) การเข้าใจถงึ ความต้องการ และการตอบสนองตามระยะพฒั นาการของเด็ก รวมทังการส่งเสรม
การเลน่ และกิจกรรมนันทนาการให้กับเด็กตามสภาวะความเจบ็ ปวยนัน ๆ

7) การชว่ ยเหลอื ด้านอารมณ์แก่ครอบครวั การทาํ ให้เกิดการชว่ ยเหลือครอบครวั ในการตอบสนอง
ด้านอารมณ์ การเผชญิ ความเครยด คงความแตกต่างของปฏิกิรยาตอบสนองต่อความเครยดของครอบครวั
และการให้การชว่ ยเหลอื สนับสนุนด้านการเงนของครอบครวั

8) การจดั ระบบบรการสุขภาพทีมคี วามยดื หยนุ่ สามารถเข้าถึงได้ง่ายและตอบสนองความต้องการ
ของครอบครวั

การส่งเสรมการดูแลโดยให้ครอบครวั เป นศูนย์กลางในการปฏิบตั ิการพยาบาล 3
การนําปรชั ญาการดูแลโดยให้ครอบครวั เปนศูนย์กลางในการปฏิบตั ิการพยาบาลสง่ ผลดีโดยสรุปได้ดังนี
1) การพึงพาของครอบครวั ต่อบุคลากรทมี สุขภาพลดลง
2) ค่าใชจ้ า่ ยในการดูแลลดลง
3) ครอบครวั มีความพึงพอใจในบรการพยาบาล และบุคลากรทมี สุขภาพมีความพงึ พอใจในงานขึน
ทังครอบครวั และบคุ ลากรทมี สุขภาพได้รบั พลงั ใจในการพฒั นาทกั ษะใหม่ ๆ และความเชียวชาญ
4) มกี ารนาํ แหลง่ ประโยชน์ (resources) ต่าง ๆ มาใช้ มากขนึ และค้มุ ค่า
5) ผลลัพธท์ างคลนิ ิกได้รบั การพัฒนาให้ดีขึนประโยชนจ์ ะเกิดขึนหากนาํ มาปฏิบัติจรงได้อยา่ งมี

ประสิทธภิ าพ จาํ เปนต้องมีการกําหนดให้มีการส่งเสรมในระดับนโยบาย การเตรยมบุคลากร และการพัฒนา
รูปแบบการพยาบาลทีนําไปใชไ้ ด้จรง

71

อุปสรรคของการส่งเสร มการดูแลโดยให้ครอบครวั เป นศูนย์กลาง
1) ความเครยดต่อบทบาท (role stress)
เกิดจากความไม่ชดั เจนในบทบาท การมีบทบาททีมากเกินไป ความขดั แยง้ ในบทบาท หรอมี

ความกดดันชวั คราวต่อบทบาทนัน โดยเฉพาะอยา่ งยิงในปจจุบนั การให้จาํ หนา่ ยเด็กกลบั ไปดูแลต่อทีบ้านให้
เรว็ ทีสุดเปนสิงทีมีแนวโน้มมากขึน จึงต้องให้ครอบครวั เข้ามามีส่วนรว่ มในการดูแลรบั ผิดชอบด้วยขณะ
เจบ็ ปวยรกั ษาทโี รงพยาบาล ซงึ คาดหวังต่อบทบาทการมีส่วนรว่ มจงึ อาจจนําไปสู่ความเครยดของผู้เปนบิดา
มารดาทีต้องปรบั ตัวต่อภาระหนา้ ทีใหม่ทีไม่ค้นุ เคย ส่วนพยาบาลต้องปรบั บทบาทเปนผตู้ ้องสนับสนนุ ให้บดิ า
มารดาเข้าใจและมสี ่วนรว่ มในการดูแลมากขึน

2) ความลม้ เหลวในการเจรจาต่อรอง (negation failure)
การเจรจาต่อรองในการดูแลโดยให้ครอบครวั เปนศูนยก์ ลาง หมายถึง การพูดคุย อภิปรายกัน
ระหว่างพยาบาล ผปู้ วยเด็ก และบิดามารดา ครอบครวั เพือให้ได้ข้อตกลงเกียวกับบทบาทการดูแลผูป้ วยเด็ก
ซงึ จะมีประสิทธภิ าพได้ขึนกับ พืนฐานความสัมพนั ธข์ องทกุ ฝาย การคํานงึ ถึงความสามารถและความเปนไปได้
ทีจะกระทําบทบาทนันๆ การเจราต่อรองต้องเรมด้วยความเข้าใจซึงกันและกัน ของบทบาทแต่ละฝาย
พยาบาลไม่ควรมองว่าตนเองเท่านันเปนผู้เชียวชาญในการดูแลสุขภาพเด็ก เพราะจรงแล้ว บิดามารดา คือ
ผู้เชยี วชาญทีสุดในการดูแลสุขภาพบุตรของตนเอง พยาบาลต้องทําหน้าทีเปนผู้ให้คําปรกษา (counselor)
ผูใ้ ห้ความรู้ (educator) ผู้ให้การสนับสนุน (supporter) และผใู้ ห้การชว่ ยเหลอื (assistant) เพือเสรมสรา้ ง
พลงั (empowering) ให้กับครอบครวั
3) ความขัดแย้งในเรองของอํานาจ (power struggles)

จากคาํ ว่า “การมีส่วนรว่ ม (participant)” หมายถึง การทีฝายหนึงมีอํานาจในการตัดสินใจ
โดยได้รบั อิทธิพลจากอีกฝายหนึงการพยาบาลทีมุ่งเน้นให้ผู้ปวยหรอครอบครวั เชือฟงและปฏิบัติตาม
คํ า แ น ะ นํ า ( compliance) ม า ก ก ว่ า ที จ ะ ใ ห้ ผู้ ป ว ย ห ร อ ค ร อ บ ค รัว เ ข้ า ม า มี ส่ ว น ร่ว ม ใ น ก า รรัก ษ า
(participation) ก็เพราะพยาบาลไม่ยอมรบั ว่าครอบครวั และพยาบาลเองมีฐานะเท่าเทียมกันในการดูแล
ผปู้ วย (ผ้ปู วยและครอบครวั มีอาํ นาจในการเลอื กตัดสินใจ โดยการตัดสินใจได้อทิ ธพิ ลจากพยาบาล ความเท่า
เทียมกันในความสมั พนั ธร์ ะหว่างพยาบาลและครอบครวั ต้องเปนความสัมพนั ธท์ ีเรยกวา่ หุ้นส่วนของการดูแล
(partnership) พยาบาลต้องตระหนักว่าอาํ นาจในการตัดสนิ ใจเกียวกับการรกั ษาพยาบาลนันเปนของ
ครอบครวั พยาบาลมีอิทธพิ ลต่อการตัดสินใจของครอบครวั ด้วยการเปนผู้ให้ข้อมูลและความรูแ้ ก่ครอบครวั
และสรา้ งพลังใจให้ครอบครวั นําจุดแข็งหรอความเข้มแข็งของครอบครวั ออกมาใช้เพือการดูแลบุตรที
เจบ็ ปวย

แนวปฏิบัติการพยาบาลเด็กโดยให้ครอบครวั เป นศูนย์กลาง
การปฏิบัติการพยาบาลลกั ษณะผ้ใู ห้บรการทํางานรว่ มกับครอบครวั ต้องเปนในลกั ษณะทีประสาน
ประโยชน์รว่ มกัน (Participatory involvement) มกี ารแลกเปลียนขอ้ มลู ซงึ กันและกนั ระหวา่ งครอบครวั
กับทีมสุขภาพ ส่งเสรมให้มกี ารใชจ้ ุดแข็ง/ข้อดี ของครอบครวั และสรา้ งความมันใจในการมีส่วนรว่ มดูแล
ผู้ปวย ซงึ สะท้อนออกมาในการเข้ามามีส่วนรว่ มใน 3 ด้าน คือ

1) การได้รบั ข้อมูล (Information sharing) จากทีมสุขภาพ และการให้ขอ้ มูลของครอบครวั
ครอบคลุมเรองของผู้ปวยและครอบครวั การรบั รู้ ความรูส้ ึกและความคิดเห็น พยาบาลต้องใชท้ ักษะการ
สือสารอย่างมีประสิทธภิ าพ เปดโอกาส สนับสนุนและส่งเสรม การสรา้ งพลังใจ และการบั รูส้ มรรถนะของ
ตนเอง

72

2) การมีส่วนรว่ มในการตัดสินใจเกียวกับการดูแลผู้ปวย (Joint decision making) ใน
กระบวนการตัดสินใจ รวมถึงการเจรจาต่อรองเพือให้ได้ข้อสรุปของการตัดสินใจ โดยต้องทําให้ครอบครวั มี
ความเชอื หรอรบั รใู้ นความสามารถของตนเอง (self-efficacy) ทีจะกระทํากิจกรรมดังกล่าว

3) การเขา้ มสี ่วนรว่ มกิจกรรมการดูแลผ้ปู วย (Participation in care activities)
ครอบครวั ต้องได้รบั ความรู้ คาํ แนะนาํ และสาธติ ฝกทกั ษะในการทาํ กิจกรรมการดูแลในเรองต่อไปนี

- การปอนนม อาหารและยา ทางปากหรอสายยางให้อาหาร
- การดูแลความสะอาดภายหลงั การขับถ่าย และการจดบันทึกจาํ นวนครงั หรอปรมาณของ

ปสสาวะ
- อุจจาระ
- การจดั ท่านอนและพลิกตะแคงตัว
- การให้กาํ ลังใจและปลอบโยน
- การแสดงความรกั การอ้มุ การกอดจูบ
- การส่งเสรมพัฒนาการ การพูดคุย การรอ้ งเพลงกล่อม การอ่านหนังสือ เล่านิทานและการ

เล่น
- การดูแลอืนๆ เชน่ การชว่ ยพยาบาลอาบนาหรอเชด็ ตัวบตุ ร

4.2 การดูแลเด็กป วยทีเขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาล
การเจบ็ ปวยเปนภาวะวกฤติ ในชวี ตสําหรบั เด็กและครอบครวั ไม่ว่าอาการจะเลก็ นอ้ ยหรอมี

อาการรุนแรง อาจส่งผลให้เกิดภาวะเครยดทังต่อเด็กและครอบครวั การเจบ็ ปวยและการอยู่ในโรงพยาบาล
เปนการเปลียนแปลง ทางสุขภาพและสิงแวดล้อม สิงทีคุกคามเด็กเมือรบั ไว้ในโรงพยาบาล คือกลัวการแยก
จากครอบครวั กลัวรา่ งกาย ได้รบั บาดเจบ็ และเจ็บปวด กลัวการตรวจรกั ษา กลัวสูญเสียการควบคุม ขาด
อิสระและความเปนตัวของตัวเอง รสู้ ึกไม่แน่นอน และ อยูใ่ นสภาพแวดล้อมทีไมค่ ้นุ เคย ผ้ปู วยเด็กมีขอ้ จาํ กัด
ในการปรบั ตัวและมปี ฏิกิรยาตอบสนอง ต่อภาวะเครยดต่างๆ โดยขึนกับปจจยั หลายประการ ดังนันพยาบาล
จาํ เปนต้องเข้าใจพฤติกรรมของเด็กในแต่ละวัย และตามระยะพัฒนาการ ผลกระทบของความเจบ็ ปวยทีต้อง
เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่อผู้ปวยเด็ก ครอบครัว พีน้อง และบทบาทหน้าทีของครอบครัวที
เปลียนแปลงไปดังนันเพือให้การดูแลชว่ ยเหลือให้คาํ แนะนาํ แก่ครอบครวั ได้อย่างเหมาะสมจาํ เปนต้องเข้าใจ

4.2.1 ปจจัยทีมีอิทธพิ ลต่อการปรบั ตัวของเด็กเมื อเจ็บปวย
4.2.1.1 ปจจัยเกี ยวกับเด็ก
1) ระดับอายแุ ละพัฒนาการด้านความคดิ
ทารกแรกเกิด - 6 เดือน ยังไมส่ ามารถแยกตนเองจากแม่ได้ดังนันปฏิกิรยาทเี กิดขึนเนอื ง

จากได้รบั การเลียงดูทีเปลียนแปลงไป
ทารกอายุ 7 เดือน - 2 ป เรมจาํ แม่ได้ แยกแยะคนแปลกหนา้ ได้ จงึ เรมวตกกังวลเมือเจอ

คนแปลกหน้า
เด็กอายุ 3-6 ป เด็กมีความคิดว่าการเจบ็ ปวยมีสาเหตุจากตนเอง เด็กอาจเชือว่าการเจบ็

ปวยเปนการลงโทษทีเขากระทาํ ผดิ เชน่ ซน ดือ ไม่เชอื ฟง ฯลฯ สามารถหายได้โดยการทําตามกฎระเบยี บ
เด็กอายุ 12 ป ขึนไป เรมมีความเข้าใจกระบวนการเกิดโรคและการรกั ษา เด็กวัยนีกังวลกับ

รูปรา่ ง ภาพลกั ษณ์ของตนเอง เรมมีความสนใจเพศตรงข้าม ต้องการความเปนอิสระ และซมึ เศรา้ ง่าย

73

2) ลกั ษณะพืนฐานทางอารมณ์และบคุ ลกิ ภาพ ลกั ษณะนีถกู กาํ หนดโดยพนั ธกุ รรมและ
ภาวะแวดลอ้ ม

3) ระดับสติปญญา เด็กสติปญญาตาไม่ค่อยเข้าใจสาเหตุของการเจบ็ ปวย
4) ประสบการณ์ของการเจบ็ ปวยในอดีต นอกจากนันปจจยั เสียงในเด็กทีทาํ ให้เด็กอาจมี
ปฏิกิรยาต่อการเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาลมีความรนุ แรงมากขึน ได้แก่ เด็กทีมีพนื ฐานทางอารมณ์เลียง
ยาก (Difficult temperament) มีสัมพนั ธภาพทีไมด่ ีกับบิดามารดา อายุน้อยกวา่ 5 ป เพศชาย มีสติปญญา
ตากวา่ เกณฑ์, มีความเครยดเดิมอย่างต่อเนือง เชน่ เด็กทีต้องเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาลบอ่ ย ๆ
4.2.1.2 ปจจัยเกี ยวกับโรค
1) ชนดิ และความรนุ แรงของความเจบ็ ปวย ความเจบ็ ปวยชนดิ เฉียบพลัน (Acute
Illness) หรอชนดิ เรอรงั (Chronic illness)

2) ชว่ งอายทุ ีเรมต้นเกิดความเจบ็ ปวย
3) ลกั ษณะของโรค
4) ความแนน่ อนของการวนจิ ฉัยโรค
5) ระดับความผดิ ปกติและความพกิ าร
6) การพยากรณ์และการดําเนินโรค
4.2.1.3 ปจจัยเกี ยวกับสภาพแวดล้อม

ความสัมพันธใ์ นครอบครวั อิทธพิ ลของความเชอื ต่าง ๆ ต่อการเจบ็ ปวย ค่าบอกกล่าวจาก
บุคคลอืนหรอวัฒนธรรมประเพณี คําทํานาย มผี ลต่อความรูส้ ึกนึกคิด ทัศนคติและการเลียงดูก่อนและหลงั
เจ็บปวย เมือเด็กเจ็บปวยพ่อแม่จะมีทัศนคติ และท่าทีการเลียงดูลูกเปลียนแปลงไป ทําให้มีผลต่อการ
ปรบั ตัวของเด็กการชว่ ยเหลือสนับสนุนจากญาติพีน้องและเพือน ๆ จะช่วยลดความวตกกังวล และชว่ ยให้
เด็กปรบั ตัวได้ดีขึน

4.2.1.4 สิงทีก่อให้เกิดความเครยดในเด็กและวัยรุน่ ทีเจ็บปวยและต้องเข้ารบั การรกั ษาใน
โรงพยาบาล มีดังนี

1) การสูญเสียการควบคมุ ตนเอง (loss of control) ความสามารถในการควบคุม
ตนเองของเด็กจะมีการพัฒนาขึนตามวัย เมือเด็กต้องเจ็บปวยและเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาลจะต้อง
พึงพาผู้อืนมากขึน และความสามารถในการควบคุมตนเองจะลดน้อยลงเนืองจากการถูกจาํ กัดกิจกรรมการ
เคลือนไหว และต้องปฏิบัติตามระเบียบของโรงพยาบาล ซงึ เปนการคุกคามต่อความสามารถในการปรบั ตัว
ของเด็ก

2) การบาดเจบ็ ของรา่ งกายและความเจบ็ ปวด (bodily injury and pain) เด็กทุกคน
จะกลัวการบาดเจบ็ และสิงทจี ะทําให้เจบ็ ปวด

3) ความกังวลจากการแยกจาก (separation anxiety) ความวตกกังวลจากการแยก
จาก หมายถึง การแยกจากสําหรบั เด็กเลก็ ตังแต่วัยทารกตอนกลางไปจนถีชว่ งวัยก่อนเรยน โดยเฉพาะอยา่ ง
ยิงในเด็กตังแต่ 6 เดือนถึง 30 เดือน (2 ป 6 เดือน) โดยเด็กแสดงพฤติกรรมเปน 3 ระยะ ดังนี

74

ระยะที 1: พฤติกรรมต่อต้าน (protest)
เด็กอายุประมาณ 1 ป จะแสดงพฤติกรรมกา้ วรา้ วด้วยการกรดรอ้ งเสียงดัง รอ้ งไห้ สอดส่าย
สายตาเพือหาบิดามารดาหรอผู้เลียงดู ดึงรังบิดามารดา หรอผู้เลียงดูไว้ไม่ให้ออกห่างจากตัว แสดง
พฤติกรรมต่อต้านกับบุคคลแปลกหน้า เด็กวัยหัดเดิน จะแสดงพฤติกรรมต่อต้านกับคนแปลกหน้าอย่าง
รุนแรงทังทางวาจาและทางรา่ งกาย ได้แก่ การตะโกนใส่คนแปลกหนา้ การตี แตะ กัด หรอหยกิ เปนต้น เด็ก
จะพยายามปนปายหนจี ากเตียงหรอเจา้ หน้าที เพอื ตามหาบดิ ามารดาหรอผู้เลียงดู ฉุดรงั ทุกวถีทาง เพือให้
บิดามารดาหรอผู้เลียงดูอยู่ด้วย พฤติกรรมนีอาจจะยาวนานเปนชวั โมง หรออาจจะนานเปนวันถึง หลายวัน
การรอ้ งไห้ หรอการแสดงพฤติกรรมต่อต้านนีจะมีอย่างต่อเนือง หรอหยดุ เปนระยะๆขึนอย่กู ับ ความอ่อน
ล้าของเด็ก และการทีมีคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้ตัว
ระยะที 2: พฤติกรรมสินหวงั (despair)
เด็กจะแสดงพฤติกรรมซมึ เศรา้ ไม่เกรยวกราด หยุดรอ้ งไห้ อยนู่ ิงๆ แยกตัวเอง ไม่สนใจ
สิงแวดลอ้ ม ไมพ่ ูด หรอสือสารกับผู้ใด ปฏิเสธอาหาร นาดืม และการเลน่ อาจพบพฤติกรรมถดถอย ได้แก่
การดูดนิว ถ่ายปสสาวะรดทีนอน การกลับไปใชก้ ารดูดนมจากขวดแทนการดืมจากถ้วย เปนต้น พฤติกรรมนี
อาจยาวนานเปนชวั โมง หรออาจจะนานเปนวนั ถึงหลายวันแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน
ระยะที 3: พฤติกรรมปฏิเสธ (denial or detachment)
เด็กจะแสดงพฤติกรรมสนใจสิงแวดล้อมมากขึน ยนิ ยอมทีจะเลน่ และมีปฏิสัมพนั ธก์ ับผู้ดูแล
ใหม่ ได้ดีขึน แต่เด็กอาจจะขาดการพัฒนาสายสัมพนั ธก์ ับบดิ ามารดาได้ ถ้าการแยกจากนีมรี ะยะเวลาทียาว
นานในบางรายอาจมีพฤติกรรมรุนแรง พฤติกรรมในระยะนีแสดงออกเชน่ เดียวกับการสูญเสียบิดา มารดา
หรอผู้เลียงดไู ป โดยเด็กต้องปรบั ความรูส้ ึกผกู พันทีมกี ับบิดามารดาหรอผู้เลียงดู เพือเปนการชว่ ย ให้ตนเอง
ไม่ทุกข์ทรมานมากนักกับการรอคอยให้บิดามารดา หรอผู้เลียงดูของเขากลับมาหาเขาอีกครงั นอกจากนัน
พฤติกรรมทีแสดงออกนียังเปนการแสดงถึงความจาํ นนต่อการแยกจากทีเด็กกําลังเผชิญอยู่ ซงึ ไม่ใชก่ าร
ยอมรบั ต่อสถานการณ์อยา่ งจรงใจ

พฤติกรรมการแยกจากแต่ละระยะจะกินเวลานานเทา่ ใดขึนอยกู่ ับพืนฐานการได้รบั การตอบ
สนอง และ ระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาลของเด็กแต่ละคน ในเด็กทีมารดาหรอผู้เลียงดูได้รบั อนุญาตให้อยู่
ดูแลได้ พฤติกรรมระยะประท้วงอาจจะเกิดขึนขณะถูกแยกจากมารดาหรอเมือบุคคลแปลกหน้าจู่โจม ถ้า
ระยะเวลาทีอยู่โรงพยาบาลสันแค่ 2-3 วัน เด็กอาจแสดงเพียงพฤติกรรมในระยะประท้วงโดยไม่ปรากฏ
พฤติกรรมระยะหมดหวัง เพราะจาํ หน่ายกลับบ้านไปเสียก่อน และอาจมีพฤติกรรมย้อนกลับไปมาระหว่าง
ระยะประท้วงกับระยะหมดหวงั ได้

4.3 ปฏกิ ิรยาตอบสนองต่อการเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาลของผู้ป วยเด็กแต่ละวัย
เมือเด็กเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาล เด็กจะมีสิงทีก่อให้เกิดความเครยดกลุ่มใหญ่ 3 ประการ

คือ การสูญเสียการควบคุมตนเอง (loss of control) รา่ งกายได้รบั บาดเจบ็ และได้รบั ความเจบ็ ปวด (injury
and pain) และ การวตกกังวลจากการพลดั พราก (separation anxiety) ปฏิกิรยาและการปรบั ตัวของเด็ก
ต่อความเครยด ทัง 3 ประการนีจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคนแต่ละวัย

4.3.1 วยั ทารกแรกเกิด อายุ 0- 1 ป
ระยะพัฒนาการ: ความไวว้ างใจกับความไม่ไวว้ างใจ (Trust vs Mistrust) ทารกยงั ไม่

สามารถรบั รเู้ กียวกับการเจบ็ ปวยแต่จะเรมรกู้ ารถกู แยกจากบคุ คลหรอสิงแวดล้อมทคี นุ้ เคย

75

ความเคร ยด:
1) การสูญเสียการควบคมุ ตนเอง
เมือทารกต้องเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาล มักจะไม่ได้รบั การตอบสนองสือสัญญาณที
แสดงออกถึงความต้องการด้าน ต่างๆ เท่าทีควร และการได้รบั การดูแลไม่คงทีจากบุคลากรที หลากหลาย
ผลัดเปลียนหมุนเวยนกันไป อาจทําให้ทารกขาด หรอสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเอง และเกิด
ความ หวาดระแวง ไม่ไว้ใจผูอ้ ืนตามมา
2) การบาดเจบ็ ของรา่ งกายและความปวด
ทารกมีการตอบสนองต่อความเจ็บปวดตังแต่ระยะแรกเกิด ซึงสามารถประเมินได้จาก
พฤติกรรม การแสดงออกทางใบหน้า เช่น ตาปดแน่น คิวขมวด หน้าผากย่น และการเปลียนแปลง ทางสร
รภาพ ทารกทีมีอายุน้อยกว่า 6 เดือนจะยังไม่มีความจาํ เกียวกับ ความเจบ็ ปวดทีเคยได้รบั แต่เมือทารกอายุ
มากขึนจะสามารถ ระลึกถึงความเจ็บปวดทีเคยได้รบั ครงั ต่อๆ มาได้ และพฤติกรรม ของบิดามารดาที
แสดงออกต่อความเจบ็ ปวดของทารก จะทําให้ ทารกตอบสนองต่อความเจบ็ ปวดไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่
จะ แสดงออกโดยการขดั ขืน ไมย่ อมอยู่นิง พยายามผลักไส ถอยหนี ไม่ให้ความรว่ มมือ
3) ความกังวลจากการแยกจาก
ทารกเรมมีปฏิกิรยาตอบสนองจากการแยกจากตังแต่อายุ 6 เดือนเปนต้นไป
ระยะที 1: พฤติกรรมต่อต้าน (protest)
รอ้ งไห้มองหาบดิ ามารดา ไม่ยอมให้คน แปลกหน้าแตะต้อง ดึงรงั บดิ ามารดาหรอผูด้ ูแลให้
เขา้ หาตัว
ระยะที 2: พฤตกิ รรมสิ นหวงั ( despair)
แสดงพฤติกรรมซมึ เศรา้ ไมส่ นใจ สิงแวดลอ้ ม หยุดรอ้ งไห้อย่นู ิง ๆ
ระยะที 3: พฤติกรรมปฏิเสธ (denial or detachment)
ทารกจะแสดงท่าทคี ลา้ ยกับปรบั ตัวได้ ทา่ ทางมคี วามสุขมากขึน แสดงท่าทีเปนมิตรยอมทีจะ
เล่นและมีปฏิสัมพันธก์ ับผู้ดูแลใหม่ได้ดีขึน แต่ถ้าการแยกจากมีระยะเวลานาน อาจจะทําให้ขาดการพัฒนา
สัมพันธภาพกับบิดามารดาหรอผดู้ ูแลได้
แนวทางการดูแล
1) การลดการสูญเสียการควบคุมตนเอง

- ซกั ถามข้อมูลจากบดิ ามารดา/ ผู้ดูแลเกียวกับอปุ นสิ ัยส่วนตัวของ ทารก เพือนาํ มา
เปนขอ้ มูลใน การวางแผนการพยาบาลเพือ สามารถตอบสนองความต้องการ ทารกได้อยา่ งเหมาะสม

- ให้การตอบสนองความต้องการพืนฐานทางด้านรา่ งกายโดยประเมินความต้องการ
พืนฐานทกุ วันแลว้ เปรยบเทียบกับกิจวตั รของทารกเมืออยบู่ ้าน โดยการซกั ถามจากบิดา มารดา/ผดู้ ูแล

- ถ้าจาํ เปนต้องผูกยดึ ควรปลอ่ ยให้ เปนอสิ ระในบางครงั
2) การบรรเทาความเจบ็ ปวด

- ประเมินความเจบ็ ปวดในทารกและเด็ก บรรเทาความปวดโดยการใชย้ าและไมใ่ ชย้ า
- เมือต้องทาํ หัตถการทีเจบ็ ปวด ควรทาํ อยา่ งรวดเรว็ และปลอบโยนเด็กทนั ที
3) การลดความกังวลจากการแยกจาก
- อนญุ าตให้บดิ ามารดา/ผดู้ ูแลอยเู่ ฝาและชว่ ยดูแลทารกตามความ สามารถและ
สมัครใจ
- เจา้ หน้าทีทีให้การดูแล ควรเปน คนเดิมเพือให้ทารกเกิดความคุ้นเคยและมีความ
ต่อเนืองของการดูแล

76

ขณะปอน - ให้การกระตุ้นประสาทสัมผสั และ ส่งเสรมพฒั นาการตามวัย เชน่ พดู คยุ จอ้ งตา
ขา้ งเตียง - นม ลูบสัมผสั อุม้ แขวนของเล่นบนเตียง เปดเทปเสียง มารดา ติดรปู บดิ ามารดาไว้

4.3.2 เด็กวัยหัดเดิน (1–3 ป)
ระยะพัฒนาการ: ความเปนตัวของตัวเองกับความคลางแคลงใจ (Autonomy vs Doubt)
เด็กวยั นียังไม่สามารถรบั รู้ ความเปนจรง เกียวกับความเจบ็ ปวย
ความเคร ยด:
การสูญเสียการควบคุมตนเอง

เด็กวยั นีเมอื พบอุปสรรคหรอถูกขัดขวางไมใ่ ห้ทาํ ตามทีต้องการ จะมีการตอบสนองโดย
พฤติกรรมปฏิเสธ (negativism) และมีพฤติกรรมอาละวาด (temper tantrum) เด็กจะคุ้นเคยกับกิจวัตร
ประจาํ วนั ทีบา้ น ซงึ มีความแตกต่างจากกิจวัตรประจาํ วันและสิงแวดล้อมเมืออยู่โรงพยาบาลในระยะแรกเด็ก
จะมีพฤติกรรมปฏิเสธและก้าวรา้ ว ต่อมาจะมีพฤติกรรมถดถอย เชน่ รอ้ งหาขวดนมทัง ๆ ทีเลิกขวดนมแล้ว
ต้องให้ผู้อืนปอน อาหารทัง ๆ ทีสามารถทําด้วยตนเองได้และหากต้องอยู่ในสภาวะ ทีไม่สามารถควบคุม
ตนเองได้ต่อไป หรอมากขึนเรอย ๆ เช่น ต้องได้รบั สารนาอย่างต่อเนืองได้รบั การผูกยึดไว้กับเตียงหรอมี
ภาวะเจบ็ ปวยเรอรงั ทาํ ให้ชว่ ยเหลือตัวเองได้นอ้ ยลงส่งผลทาํ ให้พฒั นาการทกุ ด้านชา้ ไปด้วย

แนวทางการดูแล
1) การดูแลเพือลดการสูญเสียการควบคมุ

- ซกั ถามขอ้ มลู จากบดิ ามารดา/ ผ้ดู ูแลเกียวกับอุปนสิ ัยส่วนตัวของทารกเพือทีจะน่า
มาเปนขอ้ มูลใน การวางแผนการพยาบาลเพือ สามารถตอบสนองความต้องการ ทารกได้อย่างเหมาะสม

- ดูแลให้ได้รบั การตอบสนองความต้องการพืนฐานทางด้านรา่ งกาย โดย ประเมิน
ความต้องการพืนฐานทุกวัน แล้วเปรยบเทียบกับกิจวัตรของทารก เมืออยู่บ้าน โดยการซักถามจากบิดา
มารดา/ผูด้ แู ล

- ไมผ่ กู ยึดโดยไม่จาํ เปน ถ้าจาํ เปนต้องผกู ยึดควรปลอ่ ยให้เปนอสิ ระในบางครงั
2) การดูแลเพือบรรเทาความเจบ็ ปวด

- ประเมนิ ความเจบ็ ปวดในทารกและเด็ก พรอ้ มทังบรรเทาความ ปวดเมอื พบวา่ มี
อาการปวดโดยวธกี ารใชย้ าและไมใ่ ชย้ า

- เมือต้องทาํ หัตถการทีเจบ็ ปวดควรทาํ อยา่ งรวดเรว็ และปลอบโยนเด็กทันที
3) การลดความกงั วลจากการแยกจาก

- แนะนาํ ให้บดิ ามารดา/ผู้ดูแลเฝา หรอทิงสิงของใชส้ ่วนตัวของบดิ า มารดา/ผ้ดู ูแลไว้
กับผู้ปวยเด็กเพือให้รูส้ ึกว่าบิดามารดา/ผู้ดูแลจะต้อง กลับมาหา และให้นําของทีผู้ปวยเด็ก คุ้นเคย รวมทัง
ของเลน่ ทีผ้ปู วยชอบมาให้ผู้ปวยเด็ก การดูแลตามระยะ

ระยะประท้วง: จดั ให้มผี ูด้ ูแลเด็ก อย่างสมาเสมอ ยอมรบั อารมณ์โกรธ รอ้ งไห้ของเด็ก ใช้
คําพูดทีเหมาะกับอายแุ ละระดับพัฒนาการให้ความ อบอุ่นมนั คง มนั ใจแกเ่ ด็ก จดั ใหม้ ีเขตปลอดภัยทีจะไม่ทํา
การรกั ษาพยาบาลทีทาํ ใหเ้ ด็กเจบ็ ปวด เชน่ เตียงนอน ห้องเล่น และให้บดิ ามารดามีส่วนรว่ มในการวางแผน
การพยาบาล เปดโอกาสให้ครอบครวั เข้าเยียมและอนญุ าตให้ บดิ ามารดาได้อยู่กับบุตร

ระยะหมดหวงั : ยอมรบั ในพฤติกรรมถดถอยแต่ไมส่ นับสนุน หรอกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม

77

ดังกลา่ วปลอบโยนอยู่ใกล้ชดิ กับเด็กเพือสรา้ งความไว้วางใจ จดั กิจกรรมการเล่น เพือให้เด็กได้ระบายความ
โกรธ เชน่ การเล่นตอก ตํา ทบุ หรอเล่นสมมติหรอเล่านทิ านประกอบหุ่นมือ

ระยะปฏิเสธ: คงกิจกรรมพยาบาลใน 2 ระยะเรมต้นไว้ และ สนับสนนุ ให้บิดามารดาได้
แสดงบทบาทในการดูแลบุตรและเข้าใจพฤติกรรมของบุตร

4.3.3 เด็กวยั ก่อนเร ยน (3–6 ป)
ระยะพัฒนาการ: ความรเรมกับ ความรสู้ ึกผิด (Initiative vs Guilt) เด็กวยั นีมีความคิด
รเรมและมีจนิ ตนา การสูง ยึดตัวเองเปนศูนย์ กลาง พัฒนา การด้านความ คิดสติปญญา ยังเปนรูปธรรม ยัง
ไมส่ ามารถเข้าถึงเหตุผลทีแทจ้ รงของการเจบ็ ปวย
ความเคร ยด:
1) การสูญเสียการควบคุมตนเอง เด็กวัยนีจะรูส้ ึกขาดหรอสูญเสียการควบคมุ ตนเองจาก
การทีต้องถูกจาํ กัดกิจกรรม เนอื งจากเด็กวัยนีจะชอบสํารวจสิงแวดล้อมเมือกิจวัตรประจาํ วันเปลียนแปลงไป
เด็กจะเข้าใจตาม สถานการณ์ทีเกิดขึนจรงเทา่ นัน เมือเด็กต้องเข้ารบั การรกั ษาใน โรงพยาบาลจะไม่เขา้ ใจวา่
ทาํ ไมต้องนอนโรงพยาบาลอาจตีความว่าตนเองไม่ดีจงึ ถกู ลงโทษและเด็กมักเชือมโยง ประสบการณ์ในอดีต
เข้ามาด้วย เชน่ ถ้าเด็กเคยมปี ระสบการณ์ ความเจบ็ ปวดในการถูกฉีดยาจากพยาบาลคนใดคนหนึงเด็กจะ
เชอื มโยงความเจบ็ ปวดกบั พยาบาลทีสวมชุดยนู ฟิ อรม์ เหมอื นกันทุกคน
2) การบาดเจบ็ ของรา่ งกายและความปวด

เด็กเรมมกี ารรบั รเู้ กียวกับความเจบ็ ปวย โดยจะรบั รูไ้ ด้มากหรอนอ้ ยแลว้ แต่ความ
สามารถด้านสติปญญาไมส่ ามารถแยกได้ชดั เจนระหวา่ งตนเองกับโลกภายนอก เด็กจะให้ความหมายของการ
เจ็บปวยตามทีได้รบั การบอกเล่ามา เชน่ เด็กได้รบั การบอกเล่าว่า “หนูเปนหวัดเพราะหนูตากฝน” ซงึ ทําให้
เด็กต้องตําหนิตนเองในทีสุด วัยนีจะมีความกลัวต่อการถูกเจาะเข้าไปในรา่ งกายไม่ว่าจะ เปนขณะทีสอดใส่
เครองมือหรอหลังถอนเครองมือออกมาแล้ว เพราะเด็กจะกลัวว่ารูทีถูกเจาะนันจะปดไม่สนิทและทําให้สิงที
อยู่ภายในรา่ งกายของเขารวั ออกทางรูนัน เด็กจะกลัวการรกั ษาโดยการสอดใส่เครองมือหรอการผ่าตัดที
บรเวณอวยั วะสืบพันธ์ เชน่ การขลิบหนังหุ้มองคชาติ หรอสวนปสสาวะ ปฏิกิรยา ตอบสนองต่อความเจบ็ ปวด
ของเด็กวัยนีจะคล้ายกับเด็กวัยหัดเดินแต่การแสดงออกทังกรยาวาจาจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึน มีการ
ใช้คําพูดทีแสดงถึงการตอบสนองต่อความเครยด เช่น ไล่แพทย์พยาบาล “ออกไปให้พ้น” “หนูเกลียดคุณ”
หรอ พยายามขอรอ้ ง เชน่ “อย่าฉีดยาหนูเลยค่ะ หนจู ะเปนเด็กดีไม่ ดืออีกแลว้ ”

4.3.4 เด็กวยั ก่อนเรยน (6–12 ป)

ระยะพัฒนาการ: ความขยันหมันเพียรกับความรสู้ ึกตาต้อย (Industry vs Inferiority)
เปนวัยทีมพี ัฒนาการ ความสามารถ ในการทําสิงต่างๆ ด้วย ตนเอง และจะพึงพาคนอนื น้อยลง

ความเคร ยด:
1) การสูญเสียการควบคุมตนเอง
การทีเด็กเจบ็ ปวยและต้องเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาล ต้องปฏิบัติตามแผนการรกั ษา
พยาบาลและกฎระเบียบของ โรงพยาบาล อันอาจทําให้เด็กต้องหันกลับมาพึงพาผอู้ ืนมากขึน เชน่ การทีต้อง
พักบนเตียง ต้องขบั ถ่ายบนเตียง การถูกจา่ กัด ชนิดของอาหาร การทีต้องเคลือนไหวด้วยล้อเขน็ แทนการเดิน
เด็กจะรสู้ ึกเครยดและสูญเสียอํานาจในการควบคมุ ตนเอง
2) การบาดเจบ็ ของรา่ งกายและความปวด
เด็กวยั นีจะกลัวความเจบ็ ปวด แต่อาจจะนอ้ ยกวา่ ความกังวล เกียวกับความพกิ าร การไม่

78

หายจากความเจ็บปวยหรอความตาย เด็กวัยเรยนทีเจ็บปวยด้วยโรคเรอรัง จะระบุว่ากิจกรรมการ
รกั ษาพยาบาลเปนปจจยั ก่อให้เกิดความเครยด ในขณะทีเด็กวยั เรยนทีเจบ็ ปวยด้วยโรคเฉียบพลนั มกั จะระบุ
ว่าอาการไม่สุข สบายทางด้านรา่ งกายเปนปจจยั ทําให้เกิดความเครยด วัยนีมี พัฒนาการสติปญญาเพิมขึน
พอจะเข้าใจความแตกต่างของ ความเจบ็ ปวยชนิดต่าง ๆ หน้าทีอวัยวะต่างๆ และผลทีจะตามมา ของความ
เจบ็ ปวยหรอการสูญเสียอวัยวะ สําหรบั กิจกรรมการรกั ษานัน วัยนีต้องการทราบรายละเอียดว่าจะทําไปเพือ
อะไร ทําอย่างไร และเขาจะได้รบั ผลอย่างไร แม้ว่าวัยนีจะให้ความรว่ มมือในการตรวจรกั ษา แต่เขาก็ต้องการ
ความเปนส่วนตัวและ การปดบงั โดยเฉพาะการตรวจอวัยวะเพศ ซงึ มกั จะทาํ ให้เด็กเครยดมาก

เด็กวัยเรยนอายุ 9-10 ขวบ เด็กจะต่อต้านสิงทเี ขาคิดวา่ ทําให้เจบ็ ปวดลดน้อยลง โดยจะ
พยายามเรยนรูว้ ธกี ารเผชญิ ความ เจบ็ ปวด เช่น การกํามือผู้ใดผู้หนึงไว้แน่น การกัดฟน วัยนีสามารถบอกได้
ถึงบรเวณและความรุนแรงของความเจ็บปวดได้ และสามารถใชค้ ําพูดทีแสดงถึงความเจ็บปวดได้หลายคํา
เชน่ เจบ็ ปวด แสบ วัยนีอาจพยายามต่อรองหรอเลอื นเวลาทีจะได้รบั กิจกรรมทีทําให้เจบ็ ปวด

3) ความกังวลจากการแยกจาก
ความกังวลจากการแยกจาก แมว้ า่ ครอบครวั จะมคี วามสําคัญนอ้ ยลงสําหรบั เด็กวัยเรยน เพราะ
เด็กให้ความสําคัญกับเพือนมากขึน แต่ก็ยังรูส้ ึกกลัวการอยู่ห่างจากครอบครวั เด็กอาจมีพฤติกรรมก้าวรา้ ว
หรอแยกตัว จากการศึกษาพบว่าเด็กชว่ งอายุ 5-9 ป สิงทกี ระทบต่อความคิดและความรสู้ ึกของเด็กมากทีสุด
คือ สถานการณ์ทีเด็กต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพียงลําพัง (being alone) ทําให้เด็กรูส้ ึกไม่แน่นอนการทีต้อง
รจู้ กั กับสงิ ทนี ่ากลวั และเจบ็ ปวด ทําให้รสู้ ึกสะดุ้งผวาว้าวนุ่ ใจ เปนวัยทีมีพัฒนาการ ความสามารถ ในการทําสิง
ต่าง ๆ ด้วยตนเอง และจะพึงพาคนอืนนอ้ ยลง

แนวทางการดูแล
1) การลดการสูญเสียการควบคุม
- ดูแลให้เด็กได้รบั การตอบสนอง ความต้องการขันพนื ฐานเชน่ เดียวกับ เด็กวยั อืน
- ดูแลให้มสี ่วนรว่ มในการดูแลตนเอง และในการทาํ กิจกรรมต่างๆ โดยจดั กิจกรรมการ
พยาบาลให้สอดคลอ้ ง กับกิจวตั รประจาํ วนั ของเด็ก
- อนญุ าตให้เด็กทํากิจกรรมได้อย่างอิสระ โดยไมข่ ัดต่อโรคทีเปน
- อธบิ ายให้ทราบถึงลกั ษณะโรค สาเหตุการรกั ษา การปฏิบตั ิตัวของเด็กอย่างเปนเหตุ
เปนผลด้วย

- ข้อความงา่ ยๆ เปนรูปธรรมตามอายุ และพัฒนาการเพือลดความเครยดเนอื งจากวยั นี
สามารถรบั รคู้ วามเจบ็ ปวยได้เมือผูป้ วยเด็กเข้าใจจะสามารถให้ความรว่ มมือในการรกั ษา

2) การบรรเทาความเจบ็ ปวด
ให้คําอธบิ ายและบอกเหตุผลก่อน ให้การพยาบาลเพือให้เด็กรว่ มมอื ในการรกั ษา

ประเมินความเจบ็ ปวด ยกย่องชมเชยและให้กําลังใจแก่เด็กทีให้ความรว่ มมือในการทําหัตถการ เปดโอกาส
ให้ระบายความรูส้ ึกเครยดเจ็บปวดด้วยวธกี ารต่าง ๆ เช่น การบีบมือ การนับเลข การพูดคุย บรรเทาความ
เจบ็ ปวดโดยวธใี ชย้ าและไม่ใชย้ าทีเหมาะสม

3) การลดความกลวั วตกกังวล
ให้เด็กสัมผสั อุปกรณ์ทีจะใชใ้ นการตรวจเพือให้เกิดความรว่ มมือในการรกั ษาพยาบาล

ส่งเสรมให้เพือน ครูมาเยียม ให้ผู้ปกครองผู้นําบทเรยนมาให้อ่าน จดั สันทนาการทีเหมาะสมเปด โอกาสให้
รว่ มกิจกรรมกับเด็กในวัย เดียวกัน

79

4.3.5 เด็กวัยก่อนเร ยน (12–17 ป)
ระยะพัฒนาการ: ความมีเอกลักษณ์กับความสับสนในบทบาท (Identity vs Role
confusion) เด็กวัยนีชอบแสดงออกถึงความต้องการของตนเอง แสวงหาเสรภาพ และความเปน ตัวของ
ตัวเอง
ความเคร ยด:
1) การสูญเสียการควบคมุ ตนเอง

การเจบ็ ปวยต้องเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาลถกู จาํ กัดการเคลือนไหว และถูกแยก
จากสภาพแวดล้อมเดิมต้องพึงพา ผู้อืนมากขึนและมีความสามารถของตนเองลดลง จึงอาจมีปฏิกิรยา
ตอบสนองต่อการทีต้องพึงพาโดยการต่อต้านไม่รว่ มมือ พยายามหลีกหนี และอาจมีปฏิกิรยาตอบสนองต่อ
ภาวะทีไม่ สามารถเปนตัวของตัวเอง โดยการแสดงความโกรธ หรอ พยายามแสดงความต้องการให้มากขึน
แยกตัว ไมพ่ ูดจา

2) การบาดเจบ็ ของรา่ งกายและความปวด
เด็กวัยนจี ะมีการตอบสนองต่อการทีรา่ งกายได้รบั บาดเจบ็ หรอ ความเจบ็ ปวดโดยการ

ซกั ถามเกียวกบั ความเจบ็ ปวดอยา่ ง มากมาย รวมทังต้องการทราบวา่ จะได้รบั การดูแลอย่างไรบ้าง บางครงั จะ
แสดงความมันใจ หรอความกลา้ อย่างเกินความจรง แต่โดยทัวไปวัยนีจะพยายามควบคุมการแสดงออกของ
ตนเอง โดยการทีไม่รอ้ งไห้หรอการดินขัดขืน และสามารถบอกเลา่ ถึงประสบการณ์ความเจบ็ ปวดของตนเอง
ได้ เนืองจากวัยนีมีการพัฒนาการทางเพศ จึงจะมีความเครยดทีเกิดจากความเปนส่วนตัวมากกว่าความ
เจบ็ ปวด

3) ความกังวลจากการแยกจาก
เด็กวยั นจี ะมคี วามกังวลจากทังการแยกจากครอบครวั และกลมุ่ เพือน โดยเฉพาะการที

เด็กอาจต้องสูญเสียสถานะหรอตําแหนง่ ทีเคยเปนในกลมุ่ ในรายทีเจบ็ ปวยเรอรงั อาจกลวั ว่าจะมีความแปลก
แยกและไมไ่ ด้รบั การยอมรบั จากกลุ่ม

แนวทางการดูแล
1) การลดการสูญเสียการควบคุมตนเอง ความกลัวและความวตกกังวล

ดูแลให้ได้รบั การตอบสนองความต้องการพืนฐาน โดยให้เด็กมสี ่วนรว่ ม ในการวาง
แผนการพยาบาลให้มี โอกาสตัดสินใจเพือให้รูส้ ึกอิสระ และเรยนรูท้ ีจะรบั ผดิ ชอบในกิจกรรมนัน ๆ จดั ให้เด็ก
ได้อยู่ในบรเวณทีเปนส่วนตัว เงยบสงบเท่าทีทา่ ได้ ประเมินความรูส้ ึก และการรบั รูเ้ กียวกับการเจบ็ ปวยและ
การ รกั ษาพยาบาลรวมทังสังเกตพฤติกรรมทีอาจแสดงถึงการไมอ่ ยากเปดเผยความรูส้ ึกทีแท้จรง พรอ้ มทัง
เปดโอกาสให้พดู คุยระบายความรูส้ ึก

2) ความกลวั และความวตกกังวล
อธบิ ายวธกี ารและเหตุผลของการรกั ษาพยาบาลพรอ้ มเปดโอกาสให้ซกั ถามโดยคาํ นงึ

ถึงผู้ให้ข้อมูลและ เวลาทีเหมาะสม จดั กิจกรรมสันทนาการทีเหมาะสมให้และเปดโอกาสให้ได้เลือกกิจกรรม
เอง เปดโอกาสให้ครอบครวั ได้พบปะกันตามลําพงั เพือพดู คุยกับปญหาและชว่ ยเหลอื ซงึ กันและกัน

3) การดูแลเพือบรรเทาความปวด
สังเกตประเมินพฤติกรรมทีแสดงออก ซงึ ความเจบ็ ปวดพรอ้ มทังดูแลให้ ได้รบั ยา

บรรเทาปวดอยา่ งเหมาะสม และแนะนาํ ให้เด็กบรรเทาปวดแบบไม่ใชย้ าทีเหมาะสม

80

4.4 ปฏิกิรยาของครอบครวั ต่อการเจ็บป วยของเด็ก
ครอบครวั ประกอบด้วยบุคคลทีมีความผกู พันทางด้านจติ ใจอย่างมาก โดยเฉพาะบิดามารดากับ

บตุ ร พกี ับนอ้ ง ดังนันเมือมกี ารเปลียนแปลงหรอเจบ็ ปวยเกดิ ขึนกับบคุ คลใดบคุ คลหนึง ทกุ คนในครอบครวั
รวมถึงระบบ ความเปนอยขู่ องครอบครวั ยอ่ มถูกกระทบหรอเสียสมดุลไปด้วย

4.4.1 ปฏิกิรยาของบิดามารดาต่อการเจ็บป วยของเด็ก
1) การปฏิเสธ (denial) และไม่เชอื (Disbelief) ในระยะแรกทีทราบวา่ บุตรเจบ็ ปวย โดยเฉพาะถ้า
เปนโรคคกุ คามชวี ต บดิ ามารดามักจะไมค่ ่อย ยอมเชอื ว่าเด็กจะปวยรา้ ยแรงขนาดนัน
2) ความรูส้ ึกโกรธ (Anger) และโทษตัวเอง (Guilty) เมอื ได้ตระหนักว่าเด็กเจบ็ ปวยจรง บิดา
มารดาอาจจะมีความรูส้ ึกโกรธ เชน่ โกรธว่าเด็กน่าจะ บอกเล่าถึงอาการให้ทราบก่อนหน้านีจะได้รกั ษาเรว็ กว่า
นี มีบิดามารดาจ่านวนมากทีโทษตนเองว่าดูแล เด็กไม่ดีพอ จงึ ไม่สามารถปองกันเด็กจากความเจบ็ ปวยได้
โดยเฉพาะถ้าเด็กต้องอยโู่ รงพยาบาลนาน ๆ และมีปฏิกิรยาตอบสนองต่อการเจบ็ ปวยทีเปนปญหา เชน่ มี
พฤติกรรมถดถอยหรอก้าวรา้ ว บิดามารดาจะยิงเพิมความรสู้ ึกผดิ หรอโทษตนเองมากขึน
3) ความรสู้ ึกกลัว (Fear) และความวตกกังวล (Anxiety) ความรูส้ ึกดังกล่าวมักจะมีความ
สัมพันธก์ ับอาการรนุ แรงของโรคทีเด็กเปน การรกั ษาทีทาํ ใหเ้ ด็ก ต้องเจบ็ ปวย ถ้าผ้ปู วยเด็กเปนโรครา้ ยแรง
และรกั ษาไมห่ าย บิดามารดามักมีความกลัวและวตกกังวลว่าเด็กพิการหรอเสียชวี ต นอกจากนันบิดามารดา
บางคนอาจมีความวตกกังวลเกียวกับพีหรอน้องของผู้ปวย เด็กทอี ยู่บ้านวา่ จะไม่ได้รบั การดูแลเอาใจใส่
เพยี งพอและสําหรบั ผมู้ ฐี านะยากจน ก็จะเพิมความวตกกงั วล กับค่าใชจ่ า่ ยในการรกั ษาพยาบาลอีกด้วย
4) ความหงดุ หงด คับข้องใจ (Frustration) และการขาดอาํ นาจต่อรอง (Powerlessness)
มักเกิดจากการทีบดิ ามารดาไมไ่ ด้รบั การบอกเลา่ หรอไม่มขี ้อมลู เพยี งพอเกียวกับอาการเจบ็ ปวย ของเด็ก
และแผนการรกั ษาพยาบาล แต่ก็ไมก่ ลา้ ถามแพทยพ์ ยาบาล นอกจากนันความรสู้ ึกขาดอ่านาจ ต่อรองยงั เกิด
จากการทีบิดามารดาไมค่ ุ้นเคยกับสิงแวดลอ้ มอปุ กรณ์เครองใชใ้ นโรงพยาบาลประกอบกับ ไม่ได้รบั การบอก
เล่าแนะนาํ จากเจา้ หน้าทีพยาบาล จงึ ไม่สามารถดูแลชว่ ยเหลือเด็กได้เต็มทีเหมือนกับตอนทีเด็กอยู่ทีบา้ น

5) ความรสู้ ึกเศรา้ (Depression) บดิ ามารดาทีมีความรสู้ ึกและปฏิกิรยาตอบสนองต่อการ
เจบ็ ปวยของเด็กหลายๆประการดังกล่าว ข้างต้น อาจจะมีความรูส้ ึกเศรา้ เพิมขึน ซึงมักเกิดภายหลังทีภาวะ
วกฤตต่างๆ กําลังจะผ่านพ้นไป เชน่ เมือ เด็กกําลงั จะหายจากการเจบ็ ปวยและได้กลับบ้าน อันอาจเนืองจาก
การทีบิดามารดารูส้ ึกเหน็ดเหนือยจากการทีต้องเฝาเด็กอยู่ในโรงพยาบาลเปนเวลานาน ประกอบกับปญหา
เรองการเงน และค่าใชจ้ า่ ยขณะที เด็กอยูใ่ นโรงพยาบาลทาํ ให้บดิ ามารดารสู้ ึกเศรา้ ใจในโชคชะตาหรอเคราะห์
กรรม สิงทีตนและครอบครวั กําลังประสบอยูเ่ ปนต้น

ปฏิกิรยาตอบสนองต่อการเจบ็ ปวยของบดิ ามารดาขึนอยู่กับปจจยั หลายประการ เชน่ ความ
รนุ แรงของโรค ความรนุ แรงของการรกั ษา ประสบการณเ์ กียวกับการเจบ็ ปวยและการอยู่ในโรงพยาบาล วธี
ปฏิบตั ิเพือการวเคราะห์โรค และการรกั ษา ปจจยั การชว่ ยเหลือคาจุนความเข็มแข็งของบิดามารดาความ
สามารถในการปรบั ตัวครงั ก่อนๆ ความเครง่ เครยดทีเพิมขึนเนืองจากระบบครอบครวั ความเชือเกียวกับ
ขนบธรรมเนยี มประเพณี ศาสนา และแบบแผนการสือสารของสมาชกิ ในครอบครวั

4.4.2 ปฏิกิรยาตอบสนองต่อการเจบ็ ป วยของพี น้อง
การทีพีหรอน้องต้องเขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลส่งผลกระทบต่อพีนอ้ งคนอนื ๆในครอบครวั

จากการ ศึกษาวจยั ของ Wilkins & Woodgate (2005) พบวา่ เมอื พีหรอน้องต้องเข้ารบั การรกั ษาใน


Click to View FlipBook Version