The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ต้นแบบการผลิตตำราการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hathaichanok2nitikul, 2022-06-14 04:12:41

การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น Version 1

ต้นแบบการผลิตตำราการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

Keywords: การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น

381

14.4 Encephalitis (โรคไข้สมองอักเสบ)
สมองอักเสบ หมายถึง การอักเสบหรอติดเชอื ของเนือสมองและเยือหุ้มสมอง ซึงอาจมีการ
อกั เสบของไขสนั หลังเกิดรว่ มด้วย
สาเหตุ
เกิดจากการติดเชอื โดยตรง เชน่ เชอื ไวรสั (ไวรสั เจอี, เอนเทอโรไวรสั , ไวรสั โรคมอื เท้า ปาก,
ไวรสั โรคพษิ สุนขั บ้า, ไวรสั หัด, ไวรสั เรม, ไวรสั อีสุกอใี ส, ไวรสั คางทมู , ไวรสั เอดส์ และไวรสั นปิ าห์) เชอื แบคทเี รย
(mycoplasma, leptospirosis, syphilis, brucellosis, typhoid, tuberculosis) เชอื รา
(cryptococcosis, candiasis) เชอื ปาราสิต (cysticercosis, malaria, amoebiasis, toxoplasmosis)
หรอเกิดจากปฏิกิรยาอักเสบเฉียบพลนั ของสมองต่อการติดเชอื ไวรสั ในรา่ งกายทัวไปหรอต่อวคั ซนี
อาการและอาการแสดง
เชอื ไวรสั ทําให้เกิดการคังของ lymphocyte ในเนือสมองและเยือหุ้มสมองทําให้เกิดภาวะ
สมองบวมและมีการเสือมทาํ ลายของ ganglion ทาํ ให้สมองสูญเสียหน้าที ผปู้ วยทมี ีอาการรนุ แรงความรูส้ ติจะ
เปลียนไป จนถึงขันโคมา่ ได้ภายใน 24-72 ชวั โมง ระยะเวลาของโรคประมาณ 4-7 สัปดาห์ เมือหายแล้วผู้ปวย
รอ้ ยละ 60 จะมีความพิการ อาการและอาการแสดงขึนอยกู่ ับสาเหตุของเชอื ไวรสั ทที าํ ให้เกิดโรค
ลักษณะนาไขสัน หลังใส ไม่มีสี มีเม็ดเลือดขาว 10-1,000 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร เซลล์
ส่วนใหญ่เปน lymphocyte ความดันของนาไขสันหลังสูงมากว่า 180 มิลลเิ มตรนาเลก็ น้อย โปรตีนในนาไขสัน
หลังมีปรมาณสูงขึนเลก็ น้อยมีค่ามากกว่า 40 มลิ ลกิ รมั /เดซลิ ิตร นาตาลในนาไขสันหลงั ปกติ (50-75 มิลลิกรมั /
เดซลิ ติ ร) พบเม็ดเลอื ดแดงในนาไขสันหลังใหส้ งสัยวา่ อาจเกิดจากไวรสั เรม (herpes simplex)
การรกั ษา

ให้ยาต้านไวรสั และรกั ษาตามอาการ

ตัวอย่าง Nursing Diagnosis สําหรบั เด็กทีมีการติดเชือทีระบบประสาท (Meningitis
และ Encephalitis)

1) Risk for ineffective cerebral tissue perfusion: risk factor: inflamed cerebral
tissue and meninges, increased intracranial pressure; infection

2) Risk for impaired mobility r/t neuromuscular or central nervous system
insult

กิจกรรมการพยาบาล
- ดูแลให้ผ้ปู วยได้รบั ยาต้านจุลชพี หรอยาปฏิชวี นะตามแผนการรกั ษา
- วัดสัญญาณชพี และประเมินอาการทางระบบประสาท
- เชด็ ตัวลดไข้เมอื ผ้ปู วยมอี ณุ หภูมิกายสูง
- สังเกตอาการชกั เกรง็ คลืนไส้ อาเจยี น
- วัดเส้นรอบวงศีรษะ สังเกตุการโปงตึงของกระหม่อม
- จดั ให้ผู้ปวยนอนศีรษะสงู 30 องศา
- วดั เส้นรอบวงศีรษะ
- ให้ผู้ปวยได้รบั ออกซเิ จนตามแผนการรกั ษา

382

14.5 ภาวะสมองพกิ าร (Cerebral Palsy)
คือ กลุ่มอาการทีมีความผิดปกติของรา่ งกายในส่วนของท่าทาง (posture) การทรงตัว และการ

เคลอื นไหว
สาเหตุ
1. ระยะก่อนคลอด เช่น การมีเลือดออกทางช่องคลอดของมารดาชว่ งระหว่างตังครรภ์เดือนที 6-9

มารดาขาดสารอาหารขณะตังครรภ์ มารดามีภาวะชักหรอภาวะปญญาอ่อน การเกิดก่อนกําหนด การเกิด
นาหนักตัวน้อย ขณะตังครรภ์มารดาใชย้ าบางชนดิ

2. ระยะคลอด เชน่ สมองขาดออกซเิ จน ได้รบั อันตรายจากการคลอด คลอดยาก รกพันคอ คลอดท่า
ก้น หรอใชค้ ีมคีบเหล็ก

3. ระยะหลังคลอด เช่น การได้รบั ความกระทบกระเทือนทีศีรษะ ตัวเหลืองเมือแรกเกิด เส้นเลือดที
สมองมีความผิดปกติ การขาดออกซเิ จนจากการจมนา การติดเชอื บรเวณสมอง เปนต้น

การจําแนกชนิดสมองพิการ
1. กลุ่มทีมีอาการเกรง็ (Spastic type) พบมากทีสุดโดยจะมีความตึงตัวของกล้ามเนือมากผิดปกติ
รว่ มกบั มลี ักษณะทา่ ทางผดิ ปกติ
2. กลุ่มทีมีความผดิ ปกติของการเคลือนไหว (dyskinetic type)
3. กลุ่มทีมีความตึงตัวของกล้ามเนือน้อย (hypotonic type) มีความตึงตัวของกล้ามเนือน้อยอยู่
ตลอด
4. กลุ่มทีมีอาการเกรง็ แข็ง (rigidity) กล้ามเนือจะตึงตัวมาก มีแรงต้านตลอดการเคลือนไหวและแรง
ต้านมากเมือเคลือนไหวชา้ มากกว่าเรว็ รวมทังมีแรงต้านในกลา้ มเนือทัง 2 ด้าน ทําให้การเคลือนไหวโดยรวม
ลดลง
5. กลุ่มทีมีปญหาการทรงตัว (ataxic type) เด็กจะมีการทรงตัวและสมดุลตัวผิดปกติ แรงตึงตัว
กลา้ มเนือนอ้ ยกวา่ ปกติ และกล้ามเนือทํางานไมป่ ระสานกัน ทําให้มอี าการสันขณะเคลือนไหว
6. กลมุ่ ผสม (mixed type) ทีพบบอ่ ย คือ spastic athetoid

ความผิดปกติทีพบรว่ ม
ความผิดปกติรว่ มทีพบได้แก่ ปญญาอ่อน ชกั มีความผิดปกติของตาและการมองเห็น มีปญหาด้าน
ภาษาและการสือสาร การได้ยินผิดปกติ การดูดกลนื ผดิ ปกติ มีนาลายไหล

หลักการรกั ษา
ครอบคลุมในทุกส่วนทีมผี ลต่อพฒั นาการและการใชช้ วี ตประจาํ วนั ของเด็ก
1. การควบคมุ หรอปรบั เปลียนความตึงตัวของกลา้ มเนือและการเคลือนไหวทีผดิ ปกติ
2. การควบคมุ อาการเกรง็ และปฏิกริ ยาทีเกิดรวม
3. การฝกหัดด้านพัฒนาการทางรา่ งกาย
4. การฝกความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองเพือประกอบกิจวัตรประจาํ วันต่าง ๆ รวมทังการทํา
กิจกรรมอืน ๆ
5. การรกั ษาความผิดปกติทีเกิดรวม ได้แก่ ภาวะ ตาเข การได้ยิน การพูด การสือสาร
6. การพิจารณาให้กายอุปกรณ์เสรมและอปุ กรณ์ชว่ ยเดินทีเหมาะสม
7. การปรบั เสรมอปุ กรณ์เครองใชเ้ พอื ชว่ ยแก้ไขความผดิ ปกติและส่งเสรมความสามารถในการทํา

383

กจิ กรรมของเด็ก
8. การส่งต่อเพือผ่าตัดแก้ไขการติดผิดรูปของขอ้ และทําใหก้ ารใชง้ านดีขึน

กิจกรรมการพยาบาลผู้ป วยโรคสมองพิการ
การพยาบาลเด็กทีสมองพิการเปนการพยาบาลแบบองค์รวมผดู้ ูแลต้องมคี วามเห็นใจให้การดูแลอย่าง
ต่อเนืองสมาเสมอ และบูรณาการศาสตรส์ าขาต่างๆ เพือให้เด็กสามารถดําเนนิ ชวี ตได้ใกล้เคียงเด็กปกติ ชว่ ย
ลดความพกิ าร ชว่ ยลดภาวะแทรกซอ้ นให้น้อยลง เชน่ การพยาบาลเพือลดความบกพรอ่ งในการทรงตัวและการ
เคลือนไหว การพยาบาลเพือกระตุ้นพัฒนาการ การพยาบาลเพือลดความบกพรอ่ งในการรบั ประทานอาหาร
และกลนื
ตัวอย่าง Nursing Diagnosis สําหรบั ผปู้ วยเด็ก Cerebral Palsy
- Impaired physical mobility r/t spasticity, neuromuscular impairment, or weakness
- Impaired social interaction r/t impaired communication skills, limited physical
activity, perceived differences from peers

………………………………………………………………………………………………………

384

เอกสารอ้างอิง
1. กาญจนา อันวงศ์. แนวทางเวชปฏิบัติโรคลมชกั สําหรบั แพทย์ (Clinical practice guidelines for

epilepsy). กรุงเทพฯ: ธนาเพลส. 2559.
2. คณาจารยภ์ าควชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตรม์ หาวทยาลัยมหิดล. ตาํ ราการพยาบาล

เด็ก เล่ม 2 (ฉบับปรบั ปรงุ ครงั ที 2). กรุงเทพฯ: พรวัน. 2555.
3. พรทิพย์ ศิรบูรณ์พพิ ฒั นาและคณะ. การพยาบาลเด็ก เล่ม 2. กรงุ เทพฯ : ธนาเพลส. 2555.
4. Kyle T, Carman S. Essentials of Pediatric Nursing. 3rd ed. Philadelphia: Wolters Kluwer.

2017.
5. Marilyn J. Hockenberry DW. Wong’s Essentials of Pediatric Nursing. 10th ed. USA:

Thomson Learning. 2015.

385

บทที 15
อุบัติเหตุและสารพิษในเด็ก

อาจารย์ธญั วรรณ คุตมาสูนย์

วัตถุประสงค์การเร ยนการสอน
เมือสินสุดการเรยนการสอนนักศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายปจจยั ทสี ่งเสรมให้เกิดอบุ ัติเหตุในเด็กและวยั รุน่ ได้
2. อธบิ ายชนดิ ของอุบัติเหตุทีพบบอ่ ยในเด็กวัยต่างๆ ได้
3. อธบิ ายแนวทางปองกันอุบตั ิเหตุและการได้รบั สารพิษในเด็กและวัยรนุ่ ได้
4. อธบิ ายการชว่ ยเหลือเบืองต้นเด็กและวยั รุน่ ทไี ด้รบั อุบัติเหตุและสารพิษได้

15.1 อุบัติเหตุในเด็ก
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ทีเกิดขึนโดยไม่คาดคิด และไม่ได้ตังใจทีจะทําให้เกิด อุบัติเหตุ

ในเด็กเกิดขึนได้หลายสาเหตุ สัมพันธก์ ับวัยและพัฒนาการของเด็ก เกิดขึนได้ทุกเวลา ทุกสถานที ทังภายใน
บ้านและนอกบ้าน เมือเกิดอุบัติเหตุขึนแล้วจะส่งผลกระทบต่อตัวบุคคล ทังทางด้านรา่ งกาย จติ ใจ และสังคม
อีกทังยังเปนสาเหตสุ ําคัญของความพิการและการเสียชวี ตในเด็ก

อุบัติเหตุทีเกิดขึนกับเด็ก เปนอุบัติเหตุทีเกิดขึนได้ทังในและนอกบ้าน ในทารกและเด็กวัย
ก่อนเรยนมักเปนอุบัติเหตุทีเกิดขึนในบ้าน ในขณะทีเด็กวัยเรยนและวัยรุน่ มักเปนอุบัติเหตุทีเกิดขึนนอกบ้าน
เปนสําคัญ อบุ ัติเหตทุ ีพบได้บอ่ ยมีดังนี

1) อุบัติเหตุในบ้าน ได้แก่ การพลัดตกหกล้ม ตกจากทีสูง ถูกไฟไหม้ นารอ้ นลวก ไฟฟาดูด
จมนา ได้รบั สารพิษทมี อี ยใู่ นบ้าน ถกู สัตว์เลียงกัดข่วน ได้รบั บาดเจบ็ จากของมีคม หรออาวธุ ปน

2) อุบัติเหตุในโรงเรยน ส่วนมากเปนอุบัติเหตุทีเกิดจากการพลัดตกหกล้ม วงชนกันจากการ
เล่น ทําให้เกิดบาดแผล หรอกระดูกหัก ข้อเคลือน เด็กเล็กจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าเพราะมี
ประสบการณ์น้อยกว่า อาจเกิดจากโรงเรยนมีสนามเด็กเล่นจาํ กัด หรออาจเกิดจากความบกพรอ่ งของเครอง
เลน่ ไม่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์ของใช้ ขาดการบํารุงดูแลรกั ษา

3) อบุ ัติเหตุจากการจราจร ปจจุบันเปนอบุ ตั ิเหตุทีพบมากและมีความรนุ แรงมากขึน เนืองจาก
สภาพสังคมทีเปลยี นแปลง มีการใชย้ านพาหนะทีมากขึน หรอเด็กออกมาวงเล่นนอกบ้านทีมีสภาพแวดลอ้ มไม่
เหมาะสม

15.1.1 ปจจัยทีทําให้เกิดอุบัติเหตุในเด็ก
1) วยั ของเด็ก เด็กทีอยูใ่ นวยั ต่างกัน ได้แก่ วัยทารก วยั เตาะแตะหรอวยั หัดเดิน วยั ก่อนเรยน
วัยเรยน และวัยรุน่ มีประสบการณ์และพัฒนาการทีแตกต่างกัน ความสามารถในแต่ละวัยจงึ มีความแตกต่าง
กัน ลกั ษณะของอบุ ัติเหตุทีเกิดขึนจงึ มีความแตกต่างด้วยเชน่ กัน เชน่ เด็กวัยรุน่ ได้รบั อุบตั ิเหตุจากการเล่นกีฬา
อาวุธปน มากกว่าเด็กวยั เตาะแตะและเด็กก่อนวัยเรยน เปนต้น
2) สภาพครอบครวั ในปจจุบันสภาพของครอบครวั เปนครอบครวั เดียวมากขึน บิดามารดา
ต้องทํางานเพือหารายได้มาใชใ้ นครอบครวั มีเวลาดูแลเด็กน้อยและไมเ่ พียงพอ ทําให้เด็กได้รบั การดูแลอยา่ ง
ปล่อยปละละเลย หรอขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าทีควร ถึงแม้วา่ บางครอบครวั จะมปี ู ยา่ ตา ยาย พีเลยี งเด็กคอย
ดูแลก็ตาม แต่ไม่สามารถทีจะดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชดิ หรอขาดทักษะในการดูแลเด็ก บางครอบครวั ใหพ้ ีซงึ ยงั

386

เล็กอยู่ดูแลน้อง หรอผู้สูงอายุทีเคลือนไหวรา่ งกายได้ช้าดูแลเด็กทีมีการเคลือนไหวทีเรว็ กว่าและไม่อยู่นิง
ประกอบกับสภาพของบา้ นทีไมเ่ อืออํานวยต่อความปลอดภัย ครอบครวั มีภาวะเศรษฐกิจไมด่ ี จงึ ทาํ ให้ขาดปจจยั
ในการซืออุปกรณ์ในการปองกันอันตรายได้มากขึน เช่น เด็กเล็กหยิบนายาล้างห้องนามาดืมเพราะคิดว่า
รบั ประทานได้ เด็กเขา้ ไปในครวั หยบิ มีดทีผใู้ หญเ่ ผลอวางไว้และไม่เก็บให้มิดชดิ มาเลน่ เด็กเล็กขึนบนั ไดโดยไม่
มีผู้ใหญช่ ว่ ยดูแลทําให้ตกบนั ไดลงมาขาหัก เปนต้น

3) สิงแวดล้อม ชุมชนเมืองในปจจุบนั มีบ้านพักอาศัยทีมีลักษณะแออัดเพิมขึน หรออยู่ใกล้คู
คลอง แม่นา หรอติดถนนใหญ่ ไม่มีบรเวณบ้านหรอสนามให้เด็กได้เล่นเท่าทีควร เมือเด็กออกนอกบ้านก็
อาจจะเกิดอันตรายจากสิงแวดลอ้ มรอบ ๆ ตัวเด็ก เชน่ เด็กวงเลน่ รมถนน หรอทางเท้าแลว้ วงลงไปในถนนหรอ
ตกลงบนถนนจนรถเฉียวชนเกิดอันตรายหรอเด็กหัดขีจกั รยานออกนอกบ้านซงึ ติดถนน จงึ ทําให้เกิดอุบัติเหตุ
โดนรถยนต์ชน เปนต้น

15.1.2 ชนิดของการเกิดอุบัติเหตุในเด็กแต่ละวัย
การเกิดอุบตั ิเหตุจะมคี วามแตกต่างกันในแต่ละวัยตามระดับพฒั นาการของเด็ก ดงั นันเมอื
เข้าใจพัฒนาการของเด็กจะทาํ ให้ทราบความเสียงของอบุ ตั ิเหตุทีอาจจะเกิดขนึ ได้

วัยทารก (แรกเกิด – 1 ป)
วัยทารกชว่ ง 3 เดือนแรก กิจกรรมของทารกส่วนใหญ่จะเปนการนอน อุบัติเหตุทีพบได้บ่อย
เชน่ การอุดกันทางเดินหายใจ จมูกจมกับทีนอนหรอหมอน จากทา่ นอนควา เมอื เข้าเดือนที 3 เปนต้นไป ทารก
จะเรมพลิกตะแคงตัว ควา คืบ คลาน พรอ้ มทังมีพัฒนาการของการใชม้ ือในการหยิบจบั สิงของและนําเขา้ ปาก
และชอบปนปายเมือเกาะยนื ได้ อบุ ัติเหตุทีพบได้บ่อยในเด็กวัยทารก ดังนี
1) การอดุ กันของทางเดินหายใจ (suffocation)
วยั ทารกแรกเกิด – 3 เดือน เด็กวัยนียังชว่ ยเหลือและเคลือนไหวตัวเองได้น้อย สามารถยก
ชนั ศีรษะได้เพียงชวั ครู่ ยงั พลกิ ตะแคงตัวไม่ได้ ต้องระมัดระวังเกียวกับการอุดกันของทางเดินหายใจในท่านอน
ควา เพราะหน้าทารกจะจมไปในหมอนหรอทีนอนทีนิมเกินไป ผู้ดูแลการนอนทับเด็ก สําลักนม อวยั วะแขน ขา
คอ หรอศีรษะติดหรอขัดในซลี กู กรงของเตียง และตกจากทีสูง
ทารกอายุ 3 – 5 เดือนขึนไป จะเรยนรสู้ ิงแวดล้อมด้วยการเอาสิงทสี นใจเข้าปาก ซงึ อาจทําให้
เกิดการสําลกั อุดกันทางเดินหายใจทาํ ให้สมองตายหรอเสยี ชวี ตได้ในเวลา 4 นาที
2) การพลดั ตกจากทีสูง (fall)
เด็กทารกสามารถถีบขาดันกับสิงขวางกันต่าง ๆ ทําให้เคลือนทีไปในทศิ ทางตรงกันข้าม เด็ก
อายุ 4 เดือนเรมควาได้ และเด็กอายุ 6 เดือนจะสามารถหงายได้ พฒั นาการเหลา่ นีอาจเปนเหตุให้เกิดการพลดั
ตกจากทสี ูง เชน่ เตียง เก้าอี โซฟา เปนต้น
เด็กอายุ 6 – 12 เดือน เรมเคลือนทีได้ดีและเรว็ ขึน จากการกลิง คืบ คลาน เกาะ และเดินได้
เอง เด็กจะมคี วามเสียงต่อการตกบันได หกลม้ ชนกระแทก
3) การบาดเจบ็ จากความรอ้ น (burn)
ทารกอายุ 3-5 เดือน จะเรมคว้าสิงของและกํามือได้ และเมืออายุมากกว่า 6 เดือน จะคว้า
สิงของได้อย่างรวดเรว็ ทารกอาจยืนเกาะโต๊ะแล้วดึงผ้าปูโต๊ะ หรอแก้วทีใส่นารอ้ นเข้าหาตัว การทีอุ้มทารก
ขณะทีถือของรอ้ น หรออุ้มทารกเข้าครวั เพือประกอบการทําอาหาร อาจทําให้ทารกถูกนารอ้ นลวกหรอได้รบั
ความรอ้ นจากเปลวไฟได้

387

4) การเขย่าตัวเด็ก (shaking)
การเขย่าตัวทารกด้วยสาเหตุต่าง ๆ เชน่ เมือเด็กรอ้ งไห้ การเขย่าตัวเด็กเพือให้เด็กเงยบ จะ
ทาํ ให้เกิดเลือดออกในสมองและประสาทตา อาจทําให้เด็กพิการทางสมอง ตาบอด หรอเสียชวี ตได้
5) สตั วก์ ัด (animal bite)
เด็กสนใจสิงทีเคลอื นไหว สิงแวดล้อมต่าง ๆ ทาํ ให้ได้รบั อบุ ตั ิเหตุจากแมลงสัตว์กัด ต่อย หรอ
อนั ตรายจากสัตว์เลียง
6) อบุ ัติเหตุจราจร (traffic injury)
จากการโดยสารรถยนต์ หรอรถจกั รยานยนต์

วยั หัดเดิน หรอวัยเตาะแตะ (อายุ 1 – 3 ป)
เด็กวัยหัดเดิน เปนชว่ งวัยทีเด็กอยากรูอ้ ยากเห็นมากขึน สนใจสิงแวดลอ้ ม ชอบรอชอบค้น ที
ใดมีชอ่ งมีรมู ักใชน้ ิวแหยเ่ ลน่ ชอบเล่นนา ชอบปนปาย กระโดด วง อบุ ัติเหตุทีพบได้บ่อยในเด็กวัยหัดเดิน ดังนี
1) การพลัดตกหกล้ม (fall) และการชนกระแทก
วัยนีเด็กเปนอิสระมากขึน เรมเดินเก่งและวงคล่อง เด็กจะวงและปนปายได้ ดังนันเด็กจะมี
ความเสียงสูงต่อการตกบันได และหกลม้ ชนกระแทกกับวัตถตุ ่าง ๆ
2) จมนา (drowning)
จากสถิติรอ้ ยละ 94 ของเด็กเล็กทีจมนาเสียชวี ตเกิดในบ้าน และละแวกบ้าน เหตุการณ์ทีพบ
ได้บ่อยคือ การจมถังนา อา่ งอาบนาในบ้าน คลอง รอ่ งนาทีอยบู่ รเวณหนา้ บ้านหรอหลังบา้ น
3) การอุดกันทางเดินหายใจ (suffocation)
สิงแปลกปลอมติดคอ จากการรบั ประทานอาหารทีมีเมล็ดแข็งหรอเหนียว เช่น ถัวลิสงคัว
ลกู อม หมากฝรงั หรอการเลน่ ของเล่นทีมขี นาดเลก็ เปนต้น
4) สารพษิ (poisoning)
การเก็บสารต่าง ๆ ในบ้านอาจก่อพิษแก่เด็กได้ เพราะเด็กวัยนีจะสนใจค้นของต่าง ๆ ในบ้าน
และมคี วามสามารถในการปนปาย ยืนบนเก้าอีเพือหยิบของจากทีสูงได้
5) สัตวก์ ัด (animal bit) จากแมลงสัตว์ กัด ต่อย สัตวเ์ ลยี ง หรอสัตว์จรจดั
6) การบาดเจ็บความรอ้ นลวก (burn) เด็กวัยนีเดิน วงได้ การวางของรอ้ นบนพืนอาจทําให้
เกิดอบุ ัติเหตุกับเด็กได้ หรอสายไฟกานารอ้ นทหี ้อยตาในระดับทีเด็กสามารถดึงกระชากลม้ แล้วนารอ้ นราดได้
7) อนั ตรายจากไฟฟา (electrical hazard) เด็กเอานิวแหยร่ ปู ลักไฟ ทาํ ให้ไฟชอ็ ต
8) อุบัติเหตุจราจร (traffic injury) จากการโดยสารจกั รยาน จกั รยานยนต์ รถยนต์

วัยก่อนเรยน (อายุ 3 – 6 ป)
เด็กวัยนีจะปนปายเก่ง วงคล่อง มีแรงพอจะเปดปดประตูได้ เรมรูจ้ กั อันตรายบางอย่าง เชน่
ความรอ้ นจากไฟ แต่เนืองจากความคิดเด็กยังไม่สามารถคิดในเชงิ นามธรรมได้ และมีความอยากรูอ้ ยากเห็น
เหนือการคิดพจิ ารณา มีการลองผดิ ลองถกู อบุ ตั ิเหตุทีพบได้บอ่ ยในเด็กวัยก่อนเรยน ดังนี
1) การพลัดตกหกล้ม (fall) ตกจากทีสูง จากการปนปายต้นไม้ เครองเล่นต่าง ๆ การวงแข่ง
กัน รบั เรง่ แย่งกันในการขึนหรอลงบนั ได
2) จากรถยนต์ จากการออกไปเล่นนอกบ้าน การขีจกั รยาน 3 ล้อ หรอ 4 ล้อ แล้วล้มไปครดู
กับพนื ถนนชนต้นไม้ หรอสิงอืน ๆ การเขา้ ไปเล่นในรถยนต์ทีจอดไว้ หรอทีคากญุ แจรถยนต์ไว้

388

3) จมนา จากการตกนาในคู คลอง แมน่ า หรอสระว่ายนา
4) ถูกไฟไหม้ นารอ้ นลวก
5) ถกู ไฟดูดหรอไฟชอ็ ต
6) ถูกสัตวเ์ ลยี งกัด หรอสัตวม์ พี ิษต่อย

วัยเรยน (อายุ 6 – 12 ป)
เปนวัยทีมีทักษะของการใชก้ ล้ามเนือต่าง ๆ ทํางานและควบคุมได้ดี เข้าใจสิงต่าง ๆ รอบตัว
มากขึน รูจ้ กั รบั ผิดชอบ เรมเข้าใจความหมายในสิงทีเปนนามธรรม ต้องการอิสระ ชว่ ยเหลือตัวเองได้มากขึน
แต่ยังขาดความรอบคอบ ระมัดระวัง ชอบหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ชอบผจญภัยอุบัติเหตุทีพบได้บ่อยในเด็กวัย
เรยน ดังนี
1) จากรถยนต์ การขับขีรถจกั รยานหรอรถจกั รยานยนต์ การขา้ มถนน หรอตกรถเมล์
2) จากการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ทาํ ใหห้ กลม้ ปะทะกับผอู้ ืนขณะเล่นกีฬา หรอออกกําลงั
กายทีไม่ถกู วธี
3) การจมนา จากการเลน่ นาในแมน่ า ลาํ คลอง นาตก หรอทะเล
4) ไฟไหม้ ไฟฟาดูด หรอนารอ้ นลวก
5) อาวุธปน หยิบอาวธุ ทีผูใ้ หญ่เก็บไวไ้ มม่ ิดชดิ มาเลน่ จนเกดิ ปนลันถูกตนเองหรอผ้อู ืน และทํา
ให้เกิดอันตรายต่อชวี ต

วัยรุน่ (อายุ 12 – 18 ป)
วัยรุน่ เปนวัยหัวเลียวหัวต่อของชีวต มีการเจรญเติบโตทางรา่ งกายและพัฒนาการทางเพศ
อย่างมาก ต้องการอิสระ ได้รบั อิทธพิ ลจากเพือน ชอบการท้าทาย การแข่งขัน เรมมีเหตุผลมากขึน มีการเล่น
กีฬา ออกกาํ ลงั กายมากกวา่ วัยอืน จงึ เกิดอันตรายต่อกลา้ มเนือและกระดูกได้มาก อบุ ัติเหตุทีพบได้บอ่ ยในเด็ก
วยั หัดรุน่ ดังนี
1) จากการเลน่ กีฬา หรอแข่งขนั กีฬา เชน่ การเลน่ บาสเกตบอล ฟตุ บอล เปนต้น
2) จากรถยนต์ การขบั ขีรถจกั รยานยนต์ ความประมาทในการขบั รถโดยไมป่ ฏบิ ัติตามกฎ
จราจร หรอขาดความระมัดระวังในการขา้ มถนน
3) ไฟไหม้
4) ถูกอาวุธปนจากการเลน่ หรอทะเลาะววาทกับผู้อืน
5) จมนาจากการดํานา วา่ ยนา และตกนา เปนต้น

15.2 ชนิดของอุบัติเหตุ และแนวทาง การปองกัน
15.2.1 การพลัดตกหกล้ม (fall)
เด็กมีพัฒนาการของกล้ามเนือส่วนต่าง ๆ ยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ขาดทักษะหรอ

ประสบการณ์ เชน่ ยนื แล้วล้ม ตกจากทีสูง ตกบนั ได ตกจากเครองเล่น อุบตั ิเหตุจากกีฬา เปนต้น ส่งผลให้เกิด
แผลตามรา่ งกาย ข้อเคล็ด ข้อเคลือน ข้อหลดุ หรอหมดสติ เปนต้น

แนวทาง การปองกัน
1) อย่าทิงเด็กเล็กไว้โดยลําพังบนเตียง โต๊ะ โซฟา ถ้าไม่สามารถอุ้มได้ให้วางเด็กไว้
บนทีนอนทีวางบนพืนราบ หรอในเปลนอนทีมขี อบกัน

389

2) ไม่ควรใชร้ ถหัดเดินในเด็กทุกวัย รถหัดเดินทําให้เดินช้าและเกิดการบาดเจ็บจาก
การพลกิ ควา ล้ม กระแทก จมนา นารอ้ นลวก ได้ง่าย

3) เด็กอายุมากกว่า 1 ป ทีสามารถวง ปนปายได้ เด็กจะมีความเสียงสูงต่อการตก
บันได และหกลม้ ชนกระแทก ควรมีประตูกันทีบันได ซงึ สามารถเปดหาตัวได้ทิศทางเดียว และใส่กลอนไวเ้ ปน
ประจาํ เพือปองกันเด็กไม่ให้ปนปายบันไดโดยลําพัง ราวบันไดและระเบียงต้องมีชอ่ งห่างทีเด็กจะลอดไม่ได้
หน้าต่างต้องอยสู่ ูงพอทีเด็กจะปนปายเองไม่ได้

4) นอกจากในบ้านแล้วเด็กวัยนีจะวงเล่นในละแวกบ้านด้วย ดังนันควรสํารวจและ
แก้ไขจุดอนั ตรายในชุมชน เชน่ ท่อระบายนาทีเปดฝาไว้ โครงสรา้ งทีมีความแหลมคมและขวางทางเดินหรอทาง
วงของเด็ก พืนสนามเด็กเล็กทีแขง็ หรอเครองเล่นสนามทีชาํ รดุ

5) ความสูงของเครองเลน่ สนามต้องไม่สูงเกิน 150 เซนติเมตร แต่ละชนิ ต้องวางห่าง
กัน 180 เซนติเมตร และมกี ารยดึ ติดฐาน ไมล่ ้มทบั ได้

6) พืนสนามเด็กเล่นทีลดความเสียงต่อการบาดเจบ็ ของสมองจากการตกเครองเลน่
คือพืนยางสังเคราะห์หรอพืนทรายทีลึกตังแต่ 20 เซนติเมตรขึนไป

7) ไม่ให้เด็กอายุน้อยกว่า 5 ป ฝกเล่นอุปกรณ์ทรงตัวบนลูกล้อ เช่น สเก็ตบอรด์
รองเท้ามีล้อ เปนต้น

15.2.2 การชนกระแทก (struck)
แนวทาง การปองกัน
1) เฟอรน์ เิ จอร์ เชน่ โต๊ะ ตู้ ต้องไม่มีมมุ คม หากมีควรใส่อปุ กรณ์กันกระแทกทีมุมขอบ

ทกุ มุม โต๊ะทีว ต้วู างของต่าง ๆ ต้องวางบนพืนราบ มันคง ไม่ล้มงา่ ย เมือเด็กโหนหรอปนปาย หากไมแ่ นใ่ จต้อง
ยึดติดโต๊ะหรอตู้นันด้วยสายยดึ กับกาํ แพง

2) ใชอ้ ุปกรณ์ปองกันประตูหนบี มือ
3) หมันตรวจสอบประตูรวั บ้าน โดยเฉพาะประตูเลือนซึงมีขนาดใหญ่และมีนาหนัก
มาก ประตูนีอาจหลดุ จากราง และลม้ ทับเด็กได้ง่ายหากเด็กปนปาย

15.2.3 การเขย่าตัวเด็ก (shaking)
แนวทางการป องกัน
1) หากผู้ดูแลเกิดความเครยดจากการเลียงดูเด็ก ควรหาผ้ชู ว่ ยในการเลียงเด็ก
2) อย่าจับเด็กเขย่า โดยเฉพาะอย่างยิงเมือผู้ดูแลเด็กมีอารมณ์หงุดหงดกับการ

รอ้ งไห้ของเด็ก

15.2.4 การอุดกั นของทางเดินหายใจ ( suffocation)
เด็กจะเรยนรูส้ ิงแวดลอ้ มด้วยการเอาสิงทีสนใจเข้าปาก โดยเฉพาะในเด็กอายุตากวา่ 3 ป ทํา
ให้เกิดการสําลักสิงแปลกปลอม เชน่ ถัว เมล็ดพืช หรอชนิ ส่วนของของเล่นต่าง ๆ กระดุม เปนสาเหตุทําให้
สําลักอุดกันทางเดินหายใจ ทาํ ให้สมองตายหรอเสียชวี ตได้ในเวลาเพียง 4 นาที

แนวทาง การปองกัน
1) อย่าให้เด็กอยู่กับของชนิ เลก็ เชน่ ของเลน่ ของใช้ โดยลําพงั ชวั ขณะ
2) ทารกไม่มีความจาํ เปนต้องใชห้ วั นมดูดเลน่ (pacifier) หากจะต้องใชใ้ ห้เลอื กแบบ
ทีสรา้ งจากวัสดุทีได้มาตรฐาน (มีการรบั รองมาตรฐาน) เท่านัน ห้ามใชห้ ัวนมดูดเล่นทีมีรอยขาดระหว่างหัวนม

390

กับฐาน ตัวฐานต้องใหญพ่ อทีเด็กไมส่ ามารถทีจะอมได้ทังอนั แต่ต้องไม่อดุ ปากจมูกเด็กในเวลาเดียวกัน ตัวฐาน
ต้องมรี เู พียงพอทีจะชว่ ยให้เด็กหายใจได้ ห้ามใชส้ ายต่อจากหัวนมดูดเล่นเพือคล้องคอเด็กเพราะอาจทําให้เกิด
การรดั คอและขาดอากาศหายใจได้

3) ควรเลือกกรุง๊ กรง (rattle) ทีประกอบด้วยชนิ ส่วนขนาดใหญ่ ชนิ ส่วนเล็กอาจที
แตกหักออกได้ง่าย ขนาดของหัวและด้ามต้องมีขนาดใหญ่พอทีเด็กจะเอาเขา้ ปากไมไ่ ด้ (ด้ามทังสองด้านต้องไม่
สามารถลอดชอ่ งขนาด 3.5 x 5 เซนติเมตร) ด้ามกรุง๊ กรงทีเล็ก เด็กจะเอาเข้าปากลึกถึงผนังคอด้านหลงั จะ
กระตุ้นให้เกดิ อาการอาเจยี นและสําลกั นมหรออาหาร

4) ควรเลือกของเล่นฝกการขบเคียว (teether) ทีมีมาตรฐานรบั รองเท่านัน ไม่ควร
แชท่ ีขบเคียวนีในชอ่ งแข็งของตู้เยน็ ชะล้างทําความสะอาดทกุ ครงั ทเี ด็กใชแ้ ลว้

5) การนอนของเด็ก เด็กทารกควรแยกนอน ไม่ควรนอนรวมกับผู้ใหญ่บนเตียงหรอ
เบาะทีนอนเดียวกันเพราะมีความเสียงจากการออกแบบ การวางเตียง การใชห้ มอน ผ้าห่ม และการนอนทับ
ของผใู้ หญ่ (overlaying) การจดั การนอนของเด็ก มีดังนี

- หากเด็กนอนบนเบาะทีนอนของเด็กเองโดยไม่ใชเ้ ตียง เบาะไม่ควรใหญ่หรออ่อน
นิมจนเกินไป ควรใช้เบาะทีนอนบาง มีความแข็งพอสมควร ใช้หมอนบาง ใบเล็ก ใส่ชุดนอนให้อบอุ่น และ
เลอื กใชผ้ า้ ห่มบาง

- ในกรณีทีเด็กนอนบนพืน อย่าจัดให้เด็กนอนอยู่ใกล้สิงของซงึ อาจพลิกควาทับตัว
เด็กได้ เชน่ ฟกู นอน ทีวางตังพิงกาํ แพงไว้

- ควรจดั ให้เด็กนอนหงาย การนอนควาบนหมอนทีมขี นาดใหญ่และอ่อนนิมเกินไปจะ
เกิดการกดทับจมูกได้

- การใชเ้ ตียงเด็กหรอเปล (crib) ต้องเลือกแบบทีถูกต้อง ซีราวต้องห่างไม่เกิน 6
เซนติเมตร ผนังด้านศีรษะ (entrapment) มุมเสาทัง 4 ด้านไม่มีส่วนยืนเกิน 1.5 มิลลิเมตร เพือปองกันการ
แขวนรดั คอจากเสือผ้าเกียวรดั กับส่วนยืนมุมเสานัน (strangulation) และเบาะทีนอนต้องมีขนาดพอดีกับ
เตียง โดยต้องไม่มีช่องว่างระหว่างเบาะทีนอนกับราวกันตกหรอผนังศีรษะและปลายเท้าเกินกว่าด้านละ 3
เซนติเมตร เพราะเบาะทีนอนอาจเลือนไปชดิ อกี ด้านหนึง ทาํ ให้เกิดชอ่ งว่างด้านตรงข้ามขนาด 6 เซนติเมตร ซงึ
เปนขนาดทีสามารถก่อให้เกิดภาวะศีรษะและใบหน้าเด็กติดค้างระหว่างเบาะทีนอนกับราวด้านข้างหรอผนังใน
ทา่ นอนควาได้

- เด็กนอนบนเตียงผู้ใหญ่ทีวางติดกับกําแพง แต่มีช่องว่างระหว่างเบาะทีนอนกับ
กําแพง เกินกว่า 6 เซนติเมตร ลําตัวเด็กอาจตกลอดชอ่ ง และศีรษะเด็กติดค้างได้

- การวางเฟอรน์ ิเจอรอ์ ืน เชน่ โต๊ะ ตู้ใกล้กับเตียงชอ่ งว่างระหว่างเฟอรน์ ิเจอรน์ ันกับ
เบาะทีนอนหรอเตียง หากเกินกว่า 6 เซนติเมตร อาจทาํ ให้ศีรษะเด็กติดค้างได้

15.2.5 การบาดเจ็บจากความรอ้ น (burn)
การบาดเจ็บจากความรอ้ น (burn) คือ การบาดเจบ็ ทีเกิดขึนจากความรอ้ น ทําให้มี

การทําลายเนือเยือ เกิดขึนได้จากหลายสาเหตุ เช่น ของเหลวทีรอ้ น (scald burn) วัสดุทีรอ้ น (contact
burn) จากไฟ (flame burn) จากรงั สี (chemical burn) หรอสารเคมี (chemical burn)

แนวทาง การปองกัน
1) เด็กทารกอายุ 3 – 5 เดือน จะเรมคว้าสิงของและกํามือได้ อย่าอุ้มเด็กขณะทีถือ
ของรอ้ น เชน่ ถ้วยกาแฟ ชามนาแกง กานารอ้ น เปนต้น

391

2) อย่าอุ้มเด็กนังตักขณะมีของรอ้ นอยู่บนโต๊ะ เด็กอาจปดหรอคว้าของรอ้ นเหล่านัน
ได้

3) ควรมีประตูกันเพือไมใ่ ห้เด็กเข้าไปในบรเวณนันได้
4) เก็บสายไฟของกานารอ้ นให้เรยบรอ้ ย อย่าให้หอ้ ยอยู่ตาในระดับทีเด็กสามารถดึง
กระชากให้ล้ม และนารอ้ นราดได้
5) ติดตังปลักไฟสูง 1.5 เมตร จากพืนเพือไมใ่ ห้เด็กเล่นได้
6) ต่อสายดินกับอปุ กรณ์ไฟฟาทเี ปนสือนาํ ไฟฟาได้ เชน่ ตู้แชแ่ ข็ง ตู้กดนาดืม
7) ต่อเครองมือตัดไฟฟาอัตโนมัติ

15.2.6 สัตวก์ ัด หรอต่อย
สัตว์ทีกัด เชน่ สุนัข แมว ลิง กระต่าย กระรอก ทําให้เกิดแผล และเปนโรคพษิ สุนัขบา้

ได้ บาดแผลจะมีขนาดและความรุนแรงแตกต่างกันตังแต่รูเล็ก มีเลือดออกเล็กน้อยจนมีขนาดใหญ่และมี
เลือดออกมาก อันตรายของบาดแผลอยู่ทีการติดเชือมากกว่าการตกเลือด ส่วนสัตว์มีพิษทีต่อยหรอกัด เชน่
แมลงปอง ผึง ตัวต่อ แตน ตะขาบ งู พิษของมนั อาจทําให้ตายได้ เนืองจากเกิด anaphylactic shock ซงึ จะมี
อาการหายใจไม่ออก เพราะหลอดลมตีบแคบ และมีอาการชอ็ ก คือ ความดันโลหิตลดลงอย่างมาก หน้าซีด
เหงอออก งว่ งซมึ หรอกระวนกระวาย สับสน และตายได้

แนวทาง การปองกัน
1) สอนเด็กให้หลีกเลียงการเลน่ กับสัตวท์ ีไม่ได้เลียงไว้เอง ไม่รงั แกสัตว์
2) สอนเด็กให้รูจ้ กั วธกี ารเล่นหรอดูแลสัตว์ในบ้านอย่างถูกวธี เชน่ วธกี ารให้อาหาร
ไม่เลน่ กับลกู สุนัขทีเพิงเกิด เพราะแม่สุนัขจะห่วงลูกจนกัดได้ ไม่เข้าใกล้สุนัขทีกําลงั กัดกัน เปนต้น
3) ไม่ปล่อยให้เด็กทารกอยู่ตามลําพังกับสุนัข ฉีดวัคซีนปองกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์
เลยี งภายในบา้ น
4) จดั บา้ นให้เปนระเบียบ เพือปองกันสัตว์มพี ิษมาอาศัย
5) ไมใ่ ห้เด็กเลน่ ในทีมหี ญา้ รก หรอสกปรก เพราะอาจมีสัตวอ์ ันตรายอาศัยอยู่
6) ไม่ให้เด็กเล่นของเล่นทีเปนสัตว์พลาสติกทีเปนอันตราย เชน่ งู ตะขาบ เพราะทํา
ให้เด็กเลน่ กบั สัตวจ์ รงจนอาจถูกกัด หรอต่อยได้

15.2.7 อุบัติเหตุจราจร (traffic injury)
แนวทาง การปองกัน
1) การโดยสารรถยนต์อย่างปลอดภัยควรใชท้ ีนังสําหรบั เด็กทารก โดยติดตังบนทนี ัง

ด้านหลังและหันหนา้ เด็กไปทางด้านหลัง
2) รถปกอัพให้ติดตังทีนังสําหรบั เด็กทารกด้านหน้าข้างคนขับโดยหันหน้าเด็กและที

นังไปทางด้านหลงั รถ และห้ามใชถ้ ุงลมนิรภัยในทีนังด้านข้างคนขบั เพราะถุงลมทีกางออกขณะเกิดอุบตั ิเหตุนัน
จะทาํ ให้เด็กได้รบั บาดเจบ็ ได้

3) ไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 9 เดือน โดยสารรถจักรยาน แม้มีทีนังพิเศษสําหรบั
เด็กก็ตาม

4) ไมค่ วรให้เด็กอายุนอ้ ยกว่า 2 ป โดยสารรถจกั รยานยนต์

392

15.2.8 การจมนา (drowning)
การจมนาเปนอุบัติเหตุทีพบบ่อยและเปนสาเหตุการตายอันดับหนึงในเด็ก ถ้าจมนา

แล้วเสียชีวตภายใน 24 ชัวโมง เรยกว่าจมนาตาย (drowning) แต่ถ้าจมนาแล้วไม่ทําให้เสียชวี ต และมีชวี ต
นานเกิน 24 ชวั โมง เรยกวา่ การจมนาเกือบตาย (near-drowning)

แนวทางการป องกัน
1) เด็กอายมุ ากกวา่ 6 เดือน แมจ้ ะเรมนังเองได้ แต่ห้ามให้เด็กนังเลน่ นาโดยลําพังใน
อ่างนา กะละมัง หรออา่ งอาบนาทมี นี าอยู่ ระดับนาสูงเพียง 5 เซนติเมตร อาจทาํ ให้เกิดการจมนาได้
2) กําจดั แหลง่ นาทไี ม่จาํ เปนในบา้ นและละแวกบ้าน หรอกันรวั กันประตูไม่ให้เด็กอยู่
ใกล้แหลง่ นาได้ เชน่ เทนาในถังทิง ปดฝาถังนา ปดประตูห้องนา ปดประตหู น้าบ้านหลังบา้ น มใิ ห้เด็กคลานหรอ
เดินไปใกล้แหล่งนาได้ เปนต้น พบว่ารอ้ ยละ 94 ของเด็กเล็กทีจมนาเสียชวี ต เกิดในบ้าน คลอง รอ่ งนาทีอยู่
บรเวณหนา้ บา้ นหรอหลงั บ้าน
3) สิงแวดล้อมทีมีแหล่งนาและสามารถเข้าถึงได้ ผู้ดูแลเด็กทีเด็กเรมคลานได้แล้ว
ต้องเฝาดูตลอดเวลา ห้ามเผลอแม้เพียงชวั ขณะ พบว่ารอ้ ยละ 38 ของเด็กทีจมนาเสียชวี ตเกิดในเด็กเลก็ มี
ผู้ดูแลเด็กรบั ผิดชอบอยู่ แต่ผูด้ ูแลเด็กเผลอชวั ขณะ เชน่ เดินไปล้างจาน ตากผา้ รบั โทรศัพท์ หรองบหลบั เปน
ต้น
4) จาํ กัดพืนทเี คลอื นไหวเด็กให้อยู่ในบรเวณทีปลอดภยั เท่านัน (safe play area) มี
ความจาํ เปนอย่างมากสําหรบั เด็กอายุตังแต่ 9 เดือนขึนไป เนืองจากในผู้ดูแลเด็กไม่สามารถดูแลเด็กได้ทุก
นาที

15.3 การชว่ ยเหลือเบื องต้นเด็กและวัยรุน่ ที ได้รบั อุบัติเหตุ
15.3.1 การพลัดตกหกล้ม (fall)
เมือเด็กเกิดพลดั ตกหกลม้ หรอการชนกระแทก อาจทาํ ให้เกิดแผลฟกชา แผลถลอก

บาดแผล ข้อเคล็ด ข้อเคลือน ข้อเท้าแพลง และกระดูกหัก ควรให้การดูแลชว่ ยเหลือเบืองต้น โดยหลักทัวไป
ของการชว่ ยเหลือเมือมีบาดแผลเพอื ลดหรอชะลอความเจบ็ การฉีกขาดทําลายของอวัยวะเพิมขนึ การสูญเสีย
เลือดและการปองกันเชอื โรคเข้าสู่รา่ งกาย การปองกันภาวะแทรกซอ้ นและการชว่ ยชวี ตในเด็กทีได้รบั บาดเจบ็
มกี ารชว่ ยเหลอื เบืองต้นตามลกั ษณะของแผล ดังนี

แผลฟกช า
1) ยกอวยั วะส่วนนันให้สูงกว่าลําตัวเพือลดอาการบวม
2) ใช้ความเย็นประคบภายใน 24 – 48 ชวั โมง เพือให้หลอดเลือดหดตัว ชว่ ยห้าม

เลือด ลดอาการปวด หลงั จากนันใชค้ วามรอ้ นประคบ เพือชว่ ยกระตุ้นการไหลเวยนของเลือด
แผลถลอก
1) ลา้ งแผลให้สะอาดด้วยนาสบู่ ซบั แผลให้แห้งด้วยผา้ สะอาด
2) ถ้ามีเลอื ด ห้ามเลอื ดโดยการกดบาดแผลด้วยผ้าทีสะอาด
3) ทําความสะอาดแผล โดยใช้ 70% แอลกอฮอล์ ทําความสะอาดรอบแผล ทาแผล

ด้วย povidone-iodine และไมต่ ้องปดแผล

393

แผลตัด แผลทะลุ แผลถูกแทง ตํา แผลลกั ษณะต่าง ๆ เหล่านีควรให้การชว่ ยเหลือเบืองต้น
ดังนี

1) ถ้าแผลยาวมากกวา่ 1 เซนติเมตร ควรส่งโรงพยาบาลเพือเย็บแผล เพือให้แผลติด
เรว็ และแผลเปนมีขนาดเลก็ ลง

2) ถ้ามีเลือดออกมาก ให้ห้ามเลอื ดโดยยกบรเวณบาดแผลให้สูงขึนเหนือระดับหัวใจ
ใชผ้ า้ สะอาดกดแผลไวจ้ นเลอื ดหยดุ ไหล ทําความสะอาดแผล ถ้าเลอื ดไหลไมห่ ยดุ ใหส้ ่งโรงพยาบาล

3) ถ้าแผลสกปรกให้ล้างด้วยนาสะอาดและสบู่ก่ อน จึงทํ าแผลด้ วยสําลีชุบ
แอลกอฮอล์เชด็ รอบ ๆ แผล

4) ถ้าแผลมีกรวด หิน ดิน หรอชินส่วนของวัตถุอืนทีชินใหญ่ปกคาอยู่ ไม่ควรเขีย
หรอดึงออก เพราะอาจทําให้เลือดออกมากขึน เลือดไหลไมห่ ยุดเปนอันตรายมากขึน ควรวางอวัยวะสว่ นนันให้
สูงกว่าลําตัว กดบรเวณขอบแผล ใชม้ ้วนผ้าก๊อซ 2 ม้วนวางประกบวัตถุทีปกคาอยู่ แล้วใช้ผ้าก๊อซพันแผลพัน
ทบั ม้วนผ้าก๊อซอีกครงั ระวงั อย่าพันจนกดทับวตั ถุทีปกคา รบส่งโรงพยาบาลเพือพบแพทย์ชว่ ยเหลอื ต่อไป

5) บาดแผลบางชนิดอาจทําลายเนือเยอื ทําให้แผลหายชา้ หรออาํ พรางการติดเชอื ที
เกิดภายหลัง จงึ ควรปรกษาแพทยก์ ่อนทายา และแผลบางชนดิ ต้องได้รบั การฉีดยาปองกันบาดทะยกั ด้วย

15.3.2 ข้อเคล็ด ข้อเท้าแพลง
1) ให้พักข้อนัน พันผ้าเพืองดการเคลือนไหว
2) ภายใน 24 – 48 ชวั โมง ใชค้ วามเยน็ ประคบ เพือให้หลอดเลือดหดตัว ชว่ ยห้าม

เลอื ด ลดอาการปวด หลงั จากนันใชค้ วามรอ้ นประคบ เพือชว่ ยกระตุ้นการไหลเวยนของเลอื ด
3) ถ้าเอน็ ฉีกขาดควรนําส่งโรงพยาบาลเพราะอาจต้องได้รบั การผ่าตัด

15.3.3 ขอ้ เคลือน ขอ้ หลุด
1) ประคบเยน็ เพือลดอาการบวมและปวด
2) งดใช้ข้อนัน ให้พัก ใชผ้ ้าพันให้ข้อนันอยู่นิง หรอเข้าเฝอกชวั คราวโดยใชไ้ ม้ สมุด

ม้วนหรอพับให้แขง็ กระดาษแขง็ หรอหนังสือพิมพ์
3) นําส่งโรงพยาบาล ไม่ดึ งข้อทีหลุด หรอเคลือนให้เข้าที ควรทําโดยแพทย์

ผ้เู ชยี วชาญเทา่ นัน

15.3.4 กระดูกหัก
1) ให้อวัยวะชนิ ส่วนของกระดูกทีหักอยู่นิง ๆ ไม่เคลือนไหว โดยการเข้าเฝอกชวั คราว

เพือยึดข้อกระดูกให้อยนู่ ิง แต่อย่ารดั แนน่ จนเกินไป เพราะอาจนาํ ให้เลือดไหลเวยนไม่สะดวก
2) ไมด่ ึงกระดูกให้เขา้ ทีเอง
3) ถ้ามีบาดแผล ปดบาดแผลด้วยผ้าสะอาด ถ้ามีเลือดออกให้ห้ามเลือดโดยใช้ผ้า

สะอาดกดลงบนแผลหรอเหนอื แผล แล้วยกส่วนนันให้สูงกว่าระดับหวั ใจ
4) ปลอบโยนให้เด็กสงบ มีความอบอนุ่ และไมห่ วาดกลวั
5) ส่งโรงพยาบาลโดยเรว็ โดยไมใ่ ห้ดืมหรอกินอะไร เพราะอาจต้องผา่ ตัด

394

15.3.5 สัตวก์ ัด (animal bite)
เมือถูกสุนัข แมว กระรอก ลงิ กัด ควรให้การชว่ ยเหลือเบืองต้น ดังนี

1) ถ้ามบี าดแผล ให้ทาํ ความสะอาดบาดแผลให้สะอาดด้วยนาและสบู่ เชด็ บรเวณรอบ
แผลด้วย 70% แอลกอฮอล์ ทา povidone-iodine บนแผล

2) ควรไปพบแพทย์เพือฉีดยาปองกันบาดทะยักหรอโรคพิษสุนัขบ้า โดยเรมฉีดยา
ก่อนทีอาการของโรคจะปรากฎ แต่ถ้าเด็กถูกกัดบรเวณศีรษะ หน้า และหลายตําแหน่ง นําเด็กไปฉีดวัคซีน
ปองกันโรคพิษสุนัขบ้าทนั ที พรอ้ มสังเกตอาการของสัตว์ทีกัดด้วย

เมือถูกสัตว์มีพษิ กัดหรอต่อย ควรให้การชว่ ยเหลือเบืองต้น ดังนี
1) กรณีถูกงูกัด ควรนําผู้ถูกงกู ัดส่งสถานพยาบาลโดยเรว็ ทีสุด โดยให้การชว่ ยเหลอื

เบอื งต้น ดังนี
- ลา้ งแผลด้วยนาสะอาด
- ประคองส่วนทีถูกงูกัดให้นิงทีสุด และยกให้ตากว่าระดับหัวใจเพือปองกันพิษแล่น

เข้าสู่หัวใจมากขึน
- ไม่แนะนําการขันชะเนาะหลังจากถูกงูกัด เนืองจากเปนการเพิมความเสียงต่อการ

เกิดเนือเนา่ ตาย จนอาจถึงขันต้องตัดอวัยวะนันทิง
- ถ้าปวดแผลให้กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล ห้ามให้แอสไพรนเพราะอาจทําให้เกิด

ภาวะเลอื ดออกผดิ ปกติ และรบนําส่งโรงพยาบาล
2) กรณีถูกผึง ตัวต่อ ต่อย ต้องเอาเหล็กในออก โดยใช้ใบมีดขูดออกหรอใช้เทปใส

ปดทาบบรเวณทีถูกต่อยแลว้ ดึงเทปใสออก เหล็กในจะติดออกมาด้วย แล้วล้างด้วยนาสะอาดและสบู่ เชด็ ด้วย
70% แอลกอฮอล์ ประคบด้วยความเยน็ และทาด้วยครมแอนติฮสี ตามีน จะบรรเทาอาการปวดบวมแดงได้มาก
แต่เด็กบางราย แต่เด็กบางคนอาจแพม้ ากจนเกิด anaphylactic shock ต้องรบนําส่งโรงพยาบาล

3) กรณีถูกพิษแมงกะพรนุ
- ควรรบนําเด็กขึนจากนาให้เรว็ ทีสุดและล้างบรเวณทีถูกพิษด้วยนาส้มสายชูความ
เขม้ ข้น 2-10 เปอรเ์ ซน็ ต์ นานอย่างน้อย 30 วนาที ถ้าไม่มใี ห้ใชน้ าทะเลลา้ ง
- ให้เด็กอยู่นิงๆ เพือลดการแพรก่ ระจายของพษิ จากแมงกะพรุน
- ห้ามขัดถบู รเวณทีถกู พษิ ของแมงกะพรนุ
- ประเมินอาการผิดปกติ เช่น ปวดแผลรุนแรง หอบเหนือย หายใจลําบาก ให้รบ
นําส่งโรงพยาบาล หากผ้บู าดเจบ็ หมดสติและไม่มชี พี จรให้ CPR
15.3.6 การบาดเจ็บจากความรอ้ น (burn)
การบาดเจ็บจากความรอ้ น (burn) เปนอุบัติเหตุทีพบได้บ่อยในเด็ก โดยการถูกนารอ้ นลวก
ในขนาดทีเท่ากันในเด็กจะมีอาการรุนแรงและอันตรายกว่าในผใู้ หญ่ เพราะพืนทีผิวทีกวา้ งกว่า มีการชว่ ยเหลอื
เบอื งต้นได้ดังนี
1) กําจดั สาเหตุความรอ้ นทีตัวเด็ก ถอดเสือผ้าพรอ้ มเครองประดับทีได้รบั ความรอ้ น
ออก ถ้าถูกสารเคมีให้ล้างออกด้วยนามาก ๆ
2) ใชน้ าสะอาดอุณหภูมิห้องล้างตัวและบาดแผลก่อนนําส่งโรงพยาบาลได้ ห้ามใช้
นายาฆ่าเชอื ทีมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรอสารอืน ๆ เชน่ ยาสีฟน ใส่ในบาดแผล เพราะจะทําให้เนือเยอื ถกู
ทําลายมากขึนและเกิดการติดเชอื ได้ และขณะนําส่งโรงพยาบาลควรใชผ้ า้ สะอาดห่อตัวเด็กด้วยเพือปองกันสิง
สกปรกและให้ความอบอ่นุ

395

15.3.7 การ บาดเจ็บที ศีรษะ (head injury)
การบาดเจบ็ ทีศีรษะ หมายถึง การบาดเจบ็ ใด ๆ ทีมีต่อหนังศีรษะ กะโหลกศีรษะ และเนือเยือ
ส่วนมากเกิดจากอุบัติเหตุเด็กตกจากทีสูง และอุบัติเหตุการจราจร อาจทําให้เกิดการบาดเจบ็ ได้หลายระบบ
การชว่ ยเหลือไมไ่ ด้เน้นเฉพาะการรกั ษาชว่ ยชวี ตเท่านัน แต่ต้องคํานึงถึงภาวะแทรกซอ้ นทีจะตามมาด้วย มีการ
ชว่ ยเหลอื เบอื งต้น ดังนี

1) ประเมินลักษณะอาการและอาการแสดง ทีบ่งบอกถึงการมีพยาธสิ ภาพทีสมอง
หรอความดันในกะโหลกศีรษะเพิม โดยประเมินสัญญาณชพี และประเมินทางระบบประสาท

2) ปลอบประโยนให้เด็กสงบลดความตืนกลัว เพราะการรอ้ งไห้เปนสาเหตุส่งเสรม
ของการเพิมความดันในกะโหลกศีรษะ

3) ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง ปองกันการอดุ ตันและสําลัก
4) นําส่งโรงพยาบาล อย่าเพิงให้เด็กรบั ประทานอาหาร เพราะอาจมีแผนการรกั ษา
ด้วยการผ่าตัด

15.3.8 การสําลักสิงแปลกปลอม ( foreign body aspiration)
การสําลักสิงแปลกปลอม เปนอุบัติเหตุทีพบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็กอายุตากว่า 3 ป สิงที
สําลักอาจเปนอาหาร เชน่ ถัว เมล็ดพืช หรอชนิ ส่วนของเลน่ ต่าง ๆ กระดุม ทําให้เกิดการอุดกันทางเดินหายใจ
เปนอันตรายถึงแก่ชวี ตได้ การชว่ ยเหลอื เบืองต้นขึนกับระดับการรูส้ ึกตัวของเด็ก อายุ และลักษณะการหายใจ
ดังนี
1) กรณีทีเด็กรูส้ ึกตัว
หากผูป้ วยยังพดู หรอมีเสียงรอ้ ง สามารถไอได้ ควรให้ผู้ปวยพยายามไอ เพือนําสิงแปลกปลอม
ออกเอง แต่หากพูดหรอรอ้ งไม่มีเสียง ไม่สามารถไอได้ นันแสดงถึงการอุดกันรุนแรง ควรให้ความชว่ ยเหลือ
ดังนี
- ทารกอายุน้อยกว่า 1 ป ช่วยเหลือโดยใช้วธีตบหลัง (back blow) สลับกับการกระแทก
หน้าอก (chest thrust หรอ chest compression) โดยจบั ทารกนอนควาบนตักให้ลําตัวอยู่บนท้องแขนขา้ ง
หนึงของผู้ชว่ ยเหลือ ฝามือรองบรเวณหน้าและคอของทารก ให้ศีรษะตากว่าลําตัว แล้วใชส้ ันมืออีกข้างตบลง
บรเวณกึงกลางหลงั ระหวา่ งกระดูกสะบักทัง 2 ข้าง เรว็ ๆ ติดกัน 5 ครงั (ภาพที 15.1)

ภาพที 15.1 วธกี ารตบหลัง ( back blow) ในทารก
(ทีมา: https://medlineplus.gov/ency/presentations/100221_1.htm)

หากสิงแปลกปลอมยังไม่หลุด มองเห็นสิงแปลกปลอมให้เอาออก แต่ถ้ามองไม่เห็นห้ามลว้ ง
เพราะอาจทําให้สิงแปลกปลอมเข้าไปลกึ ขึน ให้ใชว้ ธกี ระแทกหน้าอก (chest thrust) โดยจบั ทารกนอนหงาย

396

บนท้องแขนและรองแขนข้างหนึงด้วยต้นขาข้างเดียวกับแขน ให้ศีรษะตากว่าลําตัวเช่นกัน แล้วกระแทก
หน้าอกเหมือนการนวดหวั ใจ โดยใชป้ ลายนิว 2 – 3 นิวมือ กระแทกเรว็ ๆ ติดกัน 5 ครงั บรเวณกลางหนา้ อก
หรอกึงกลางระหว่างหัวนมทัง 2 ขา้ ง (ภาพที 2) ความแรงของการตบหลังและการกระแทกหน้าอกขึนกับอายุ
และขนาดของตัวทารก ถ้าสิงแปลกปลอมยังไม่หลุด ให้กลับไปตบหลังสลับกับการกระแทกหน้าอกจนกว่าสิง
แปลกปลอมจะหลดุ แต่ถ้าเด็กเรมไมร่ สู้ ึกตัวให้ชว่ ยหายใจเหมือนกรณีเด็กไมร่ ูส้ ึกตัว

ภาพที 15.2 วธกี ารกระแทกหน้าอก ( chest thrust) ในทารก
(ภาพจาก https://medlineplus.gov/ency/presentations/100221_2.htm)

- เด็กอายุมากกว่า 1 ป ช่วยเหลือโดยใช้วธีกระแทกท้องใต้ลินป (heimlich maneuver)
(ภาพที 3) โดยอาจให้เด็กยืนหรอนัง ผูช้ ว่ ยเหลืออยดู่ ้านหลงั ผปู้ วย ใชแ้ ขนสองขา้ งลอดใต้รกั แรไ้ ปโอบทีหนา้ อก
เด็ก กํามอื ข้างหนึงโดยเอาด้านหัวแม่มอื เข้าหาท้องของเด็กบรเวณกลางลาํ ตัวเหนือสะดือเลก็ นอ้ ย ออกแรงดัน
ขึนแรงและเรว็ จนกระทังสิงแปลกปลอมหลดุ ออกมา

ภาพที 15.3 วธกี ระแทกทอ้ งใต้ลิ นป (heimlich maneuver) ในเด็ก
(ทีมา: https://www.saintlukeskc.org/health-library/when-child-choking-age-1-12-years)

2) กรณีเด็กไม่รูส้ ึกตัว
ปจจุบัน American Heart Association (AHA) แนะนําว่าให้รบตามทีมขอความช่วยเหลือ
และเรมต้น cardiopulmonary resuscitation (CPR) ทันที เชอื ว่าการกดหน้าอกนันนอกจากจะชว่ ยเรอง
การไหลเวยนโลหิตแล้ว แรงดันจากการกดหน้าอกอาจชว่ ยให้สิงแปลกปลอมหลุดได้ ดังนันในก่อนทีจะชว่ ย
หายใจทุกครงั ให้มองหาสิงแปลกปลอมในปากผู้ปวยก่อน หากพบให้นําออกมา แต่หากไม่พบห้ามใช้นิวควาน
หรอล้วง และให้ทํา CPR ต่อจนกวา่ ผู้ปวยจะอาการดีขึนหรอความชว่ ยเหลอื มาถึง

397

15.3.9 การจมนา (drowning)

การช่วยเหลือเบื องต้น
การชว่ ยเหลือมเี ปาหมายชว่ ยให้เด็กรอดตายโดยมีพยาธสิ ภาพเหลือน้อยทีสุด การชว่ ยเหลือ

ทีถูกต้อง และรวดเรว็ มผี ลต่อการฟนตัวของสมอง มขี ันตอนในการชว่ ยเหลอื เบืองต้นดังนี

1) เมือเห็นเด็กจมนา ตะโกนขอความชว่ ยเหลือ

2) โยนอปุ กรณ์ทีลอยนาได้ เชน่ ห่วงชูชพี ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า เปนต้น

3) ยนื ไม้ให้เด็กจบั ผชู้ ว่ ยเหลอื สาวไม้ดึงเด็กตกนาเข้าหาฝง
4) โทรศัพท์แจง้ หมายเลข 1669 หรอหน่วยพยาบาลใกลเ้ คียงโดยเรว็ ทีสุด

5) ห้ามจบั เด็กอมุ้ พาดบา่ หรอห้อยหัว หรอกดท้องเพือกระแทกนาออก อาจทาํ ให้เด็กอาเจยี น

และสําลักได้

6) จบั เด็กนอนบนพืนราบทีแห้งและแขง็

7) ตรวจดูว่ารสู้ ึกตัวหรอไม่ โดยเรยกดัง ๆ และใชม้ อื ทัง 2 ข้างจบั ไหลเ่ ขย่า
กรณีรูส้ ึกตัว

เชด็ ตัวให้แห้ง เปลียนเสือผา้ และห่มผ้าเพือให้ความอบอุ่นแก่รา่ งกาย และนาํ ส่งโรงพยาบาล

ทุกราย

กรณีไม่รูส้ ึกตัว

- ชว่ ยหายใจ โดยเปดทางเดินหายใจ โดยการกดหนา้ ผาก เชยคาง เปาปากโดยวางปากครอบ

ปากผ้ปู วย บบี จมูก เปาลมเข้า ให้หนา้ อกผูป้ วยยกขึน (เปาปาก 2 ครงั )

- ทําการ CPR กดหน้าอกด้วยความเรว็ 100 – 120 ครงั ต่อนาที โดยกดหน้าอก 30 ครงั สลับ

กับเปาปาก 2 ครงั ทําไปจนกว่าเด็กจะรูส้ ึกตัวและหายใจได้เอง

- เมือเด็กหายใจได้เอง จับเด็กนอนตะแคงข้าง เพือให้นาไหลออกจากปาก ใชผ้ ้าห่มคลุมเด็ก

เพือให้เกิดความอบอนุ่ งดนาและอาหาร และนาํ ส่งโรงพยาบาล

15.4 การได้รบั สารพษิ ในเด็ก (Poisoning)
การได้รบั สารพิษ (Poisoning) เปนภาวะทีพบได้บ่อยในเด็กอายุ 2 – 3 ป และพบได้ในเด็ก

ทกุ เศรษฐานะ ส่วนมากจะเปนการได้รบั สารพิษจากการปาก ส่วนน้อยได้ทางการหายใจหรอทางผิวหนัง สาเหตุ
ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้ จากการขาดการเอาใจใส่ ความประมาทของบิดามารดาหรอผู้ดูแล แต่ถ้าเกิดใน
วยั รนุ่ มักเกิดจากความตังใจ

ชนิดของสารพิษ
สารพิษมีหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเปนสารทีอยู่ในบ้าน สารพิษทีทําให้เด็กมีโอกาสได้รบั เข้าไป
มักเปนสารพิษทีอยู่ในสิงแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก เพราะเด็กมีโอกาสพบเห็น และนําเข้าสู่รา่ งกายจนเกิด
อันตราย ชนิดของสารพิษ มีดังนี
1) กลุ่มสารพิษทีมีสารตะกัวเปนส่วนประกอบ เชน่ สีทาบ้าน สีทาของเล่น สีย้อมผ้า นายากัน
สนิม นายาเคลือบเงา ถ่านไฟฉาย และแบตเตอรรถยนต์ เปนต้น
2) กลุ่มสารกัดกรอ่ น เปนสารเคมีทีมีฤทธเิ ปนกรดและด่างทีเขม้ ข้น สามารถทําลายเนือเยือที
สัมผัสได้ เชน่ นายาลา้ งสุขภัณฑ์ นายาลา้ งห้องนา นายาซกั ผา้ ขาว เปนต้น

398

3) กลุ่มนายาทําความสะอาดเสือผ้า หรอทําความสะอาดรา่ งกาย เช่น ผงซกั ฟอก นายาซัก
แห้ง สบ่กู ้อน หรอสบเู่ หลว เปนต้น

4) กลมุ่ ไฮโดรคารบ์ อน เชน่ นามันก๊าด นามันเบนซนิ นามนั จุดบุหร เปนต้น
5) กลุ่มยาฆ่าแมลง เชน่ ยาฆ่าแมลงทําลายผัก ผลไม้ ยาฆ่ามด ปลวก ชนิดทีใชม้ ากทีสุดมี
ส่วนประกอบของ organophosphate เปนอันตรายมากต่อคน เนืองจากตกค้างในผักและผลไม้
6) กลุ่มยารกั ษาโรค ยาทีใชใ้ นการรกั ษาโรค ถ้าได้รบั เกินขนาดทําให้เกิดอันตรายต่อรา่ งกาย
ได้ เช่น แอสไพรน พาราเซตามอล ยาแก่ แพ้ (antihistamine) ม อร์ฟน (morphine) และยากลุ่ม
barbiturate เปนต้น

แนวทางการป องกัน
สิงสําคัญทีสุดของการชว่ ยเหลือเด็กเกียวกับการได้รบั สารพิษคือ การปองกันไม่ให้เด็กได้รบั
สารพิษซงึ มหี ลักทีควรปฏิบตั ิดังนี
1) ไม่ควรปลอ่ ยเด็กเลก็ ไวต้ ามลําพงั
2) เก็บยา นายาทําความสะอาด ยาฆ่าแมลง นามันก๊าดหรอสิงทีเปนอนั ตรายอืน ๆ กับเด็กให้
พ้นสายตาและมือเด็ก หรอเก็บใส่ต้ทู ีมีกุญแจลอ็ ค
3) ไมค่ วรเก็บอาหารกับสารเคมีปะปนไว้ในทีเดียวกัน และไม่ควรนําสารเคมหี รอวัตถุมีพษิ ต่าง
ๆ บรรจุใส่ภาชนะทีเคยใส่อาหารหรอเครองดืม เพราะจะทาํ ให้เด็กเข้าใจผิดคิดว่ารบั ประทานได้
4) ขณะกําลังใชส้ ารเคมีหรอยาบางอย่าง ถ้าต้องวางมือชวั คราว ให้เก็บของนันให้เรยบรอ้ ย
ก่อน หรอนาํ เด็กไปด้วย ไม่ควรปล่อยเด็กไว้
5) ไม่ควรรบั ประทานยาให้เด็กเห็น เพราะเด็กชอบเลียนแบบ และเวลาปอนยาอยา่ หลอกเด็ก
วา่ เปนขนม จะทาํ ให้เด็กเขา้ ใจผิดได้
6) ควรอ่านฉลากยาให้ถูกต้องก่อนให้ยาเด็ก และไม่ควรหยิบยาในทีมืด เพราะจะทําให้อ่าน
ฉลากยาได้ไมช่ ดั เจน
7) ให้ความรู้ การศึกษาถึงพิษของสารเคมี ยาต่าง ๆ ทีอาจจะเกิดขึนได้ ตลอดจนวธกี ารแก้ไข
และรกั ษาเบอื งต้นก่อนนําส่งโรงพยาบาล

การประเมินเมือเด็กรบั สารพิษ
1) การซกั ประวตั ิ เปนเรองสําคัญมากในการทีจะทราบว่าเด็กได้รบั สารพิษชนิดใดเขา้ ไปทางใด
มากเท่าไรและนานเท่าใด ในการซกั ประวัติต้องถามเกียวกับเหตุการณ์ก่อนได้รบั สารพษิ เด็กกําลังทําอะไรกับ
ใคร มีอาการอะไรผิดปกติ ลักษณะของสารพษิ ทีเด็กได้รบั มียาอะไรหายไปบ้าง มีขวดยา ซองยา กระปอง หรอ
ภาชนะใส่สารพิษอืนตกอยู่ใกล้ตัวหรอเปล่า เวลาทีเด็กได้รบั สารพิษเข้าไป ลักษณะอาการเด็กก่อนมา
โรงพยาบาล การชว่ ยเหลอื เบืองต้น
2) การตรวจรา่ งกาย จะสามารถประเมินถึงความรุนแรงของสารพิษทีได้รบั และในรายทีได้รบั
สารพิษก็จะชว่ ยให้ทราบถึงชนิดของสารพิษทีได้รบั ซงึ โดยทัวไปจะประเมิน
- ลักษณะทวั ไปของเด็ก สัญญาณชพี รอ่ งรอยของการได้รบั บาดเจบ็
- ผวิ หนัง รอบฟกชา แผล การเปลียนของสีผิว
- กลนิ ลมหายใจ มีกลินทีผดิ ปกติหรอไม่ เชน่ นามนั ก๊าด กลินเหลา้
3) อาการและอาการแสดง ทําให้ทราบชนิดและความรุนแรงของสารพษิ ทีได้รบั

399

ตารางที 15.1 ตัวอย่างสารพิษ อาการและอาการแสดง

สารพิษ อาการและอาการแสดง
กรด-ด่าง การรบั ประทาน : รมฝปาก ท้อง และลําคอเกิดอาการไหม้ แสบรอ้ น
พอง คลนื ไส้ อาเจยี น
Paracetamol ผิวหนังถกู กัดกรอ่ น เปนแผลลึก ตาบอด
>20 เม็ด >120 mg/kg คลืนไส้ อาเจยี น ออ่ นเพลยี ปวดทอ้ ง กดเจบ็ ตับโต ตาตัวเหลือง
ยาฆ่าแมลง เชน่ AST/ALT สูง
Organophosphates อาการเล็กน้อย : มึนงง ปวดหัว นาลาย-ปานกลาง-มาก รูมา่ นตาตีบลง
กลา้ มเนือสัน พูออ้อแอ
ยาฆา่ หญ้า อาการรุนแรง : มา่ นตารูเข็ม หายใจลาํ บาก อัมพาต หมดสติ
พบแผลทปี ากและคอ ตรวจสารพิษในปสสาวะได้สีเขยี วฟา

การชว่ ยเหลือเมื อเด็กทีได้รบั สารพิษ
วัตถุประสงค์หลักของการช่วยเหลือคือ แก้ไขภาวะทีคุกคามชีวตก่อน เช่น หยุดหายใจ ชกั
เปนต้น จากนันจงึ พยายามเอาสารพิษออกจากรา่ งกาย ให้ยาต้านพิษและให้การชว่ ยเหลือตามอาการทีเกิดขึน
1) กําจดั สารพิษออกจากรา่ งกาย เปนสิงทีต้องกระทําโดยเรว็ เพือให้มีการดูดซมึ เข้ารา่ งกาย
นอ้ ยทีสุด ซงึ วธกี ารกําจดั สารพิษออกจากรา่ งกาย ขึนกับว่าได้รบั สารพิษทางใด
1.1) ทางผิวหนัง ถอดเสือผ้าออกแล้วชําระรา่ งกายเด็กทังตัว โดยเฉพาะบรเวณผม สะดือ
รกั แร้ เล็บ และอวัยวะเพศ ฟอกด้วยสบู่และนาจาํ นวนมาก ๆ โดยให้นาชะผ่าน ไม่ควรฟอกขัด เพราะจะทําให้
ผิวหนังชันบนสุด (stratum corneum) หลุด เกิดการดูดซึมสารพิษได้เรว้ ขึน และผู้ชาํ ระล้างควรสวมถุงมือ
เพือปองกันตนเองด้วย
1.2) ทางตา เปดตาให้กว้างล้างออกด้วยนาอุณภมู ิปกติมาก ๆ อยา่ งน้อยมากกวา่ 1 ลิตร นาน
5 – 10 นาที หรออาจล้างด้วยนาเกลอื ห้ามใชส้ ารเคมีทีแก้พษิ หยอดตา เสรจ็ แลว้ รบปรกษาจกั ษุแพทย์
1.3) ทางการสูดดม เช่น หายใจก๊าซหุงต้ม คารบ์ อนมอนอกไซด์จากท่อไอเสีย ให้รบนําเด็ก
ออกจากบรเวณทีเกิดเหตุ ให้สูดดมอากาศบรสุทธิ ปลดเข็มขัดและเสือผ้าทีรดั ให้หลวม ถ้ามีหายใจ หอบ
เหนือย พิจารณาให้สูดดมออกซเิ จน
1.4) ทางการรบั ประทาน เปนสาเหตุทพี บได้บ่อยทีสุดของการได้รบั สารพิษในเด็ก ด้วยวธดี ังนี

- การทําให้อาเจยี น จะได้ผลดีกว่าการล้างท้อง และจะได้ผลดีทีสุดเมือรบั ประทาน
สารพิษเขา้ ไปนานไม่เกิน 1 ชวั โมง สามารถกําจดั สารพิษทีรบั ประทานเข้าไปประมาณรอ้ ยละ 30 – 40 การทํา
ให้อาเจียนอาจทําโดยการล้วงคอใชน้ ิวกระตุ้นให้เกิด gag reflex ให้ดืมนาหรอรบั ประทานไข่ขาวดิบ หรอให้
ipecac syrup เปนยาตัวแรกทีควรเลือกใชใ้ นการทําให้เด็กอาเจยี น ซงึ ยาจะกระตุ้นการอาเจยี นที medulla
ได้ผลประมาณรอ้ ยละ 90 จะอาเจยี นภายใน 20 – 30 นาที หลังกินยา การให้ยาควรให้ภายใน 1 ชวั โมง หลัง
กินสารพิษจะได้ผลดีมาก

ห้ามกระตุ้นให้อาเจยี นในรายทีเด็กไมร่ ูส้ ึกตัว เด็กอายนุ อ้ ยกว่า 6 เดือน เพราะอาจทํา
ให้สําลักได้ง่าย และในรายทีกินสารพิษทีกัดกรอ่ น พวกกรด ด่าง สารละเหย พวกไฮโดรคารบ์ อน เช่น นามัน
เบนซนิ นามันก๊าด เปนต้น

400

- การล้างทอ้ ง (gastric lavage) ใชใ้ นกรณีทีรบั สารพิษมาไม่เกิน 2 – 4 ชวั โมง และ
จะได้ผลดี ถ้าได้สารพิษมาไมเ่ กนิ 1 ชวั โมง ได้ผลไมเ่ ท่ากับทําให้อาเจยี นแต่เปนการเอาสารพิษออกจากรา่ งกาย
ได้เรว็ กวา่ การกินยาทําให้อาเจยี น และทาํ ได้ในรายทีเด็กซมึ หมดสติ หรอพยายามทาํ ให้อาเจยี นแลว้ ไม่อาเจียน
ซงึ ต้องทาํ ด้วยความระมัดระวัง ขณะล้างท้องควรจดั ให้เด็กนอนศีรษะตาตะแคงหน้าไปด้านซา้ ย เพราะอาจเกิด
การสูดสําลักได้ หลังการลา้ งทอ้ งแล้วควรให้ผงถ่านเพือดูดซบั สารพิษ

- การให้ผงถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) ปจจุบัน activated charcoal มี
ทังในรูปแบบของเม็ด capsule และแบบผง แต่เนืองจากความสามารถในการดูดซับสารพิษของ charcoal
ในแบบเม็ด และ capsule มีน้อยกว่าในรูปของผง จึงไมแ่ นะนําให้ charcoal tablets หรอ capsule ในการ
ทํา decontamination ในผู้ปวยทีได้รบั สารพิษ ควรใช้ charcoal ในแบบผงเท่านัน โดยปรมาณของ
charcoal ทีใชม้ ดี ังนี

เด็กอายุนอ้ ยกว่า 1 ป : 10 - 25 กรมั หรอ 0.5 - 1.0 กรมั /กิโลกรมั
เด็กอายุ 1 – 12 ป : 25 – 50 กรมั หรอ 0.5 - 1.0 กรมั /กิโลกรมั
เด็กอายมุ ากกว่า 12 ป : 25 – 100 กรมั
หรอในอตั ราส่วนของ charcoal : สารพษิ (10 : 1)
การให้ charcoal ควรให้ภายใน 1 ชวั โมงหลังจากผปู้ วยได้รบั สารพิษ โดยการให้ต้อง
ระวงั การเกิดอาการสําลกั ของผู้ปวยในผู้ปวยทีหมดสติหรอในผู้ปวยทไี ม่สามารถปองกันตนเองจากการสําลักได้
และพึงระวังในผู้ปวยทีมีภาวะ gastrointestinal obstruction เนืองจากการจบั ของ charcoal กับ สารพิษ
นันเปนการจบั การแบบชวั คราว ถ้าผู้ปวยมีภาวะดังกล่าวหรอผู้ปวยทีไม่ถ่ายสารพิษสามารถหลุดออกจากการ
จับของ charcoal ได้ และข้อจาํ กัดในการใช้ charcoal โดย charcoal ไม่สามารถจับกับสารดังต่อไปนีได้
เช่น alcohols, metals เช่น iron and lithium, electrolytes เช่น magnesium, potassium, sodium
สารทีเปนกรดหรอด่าง และต้องระวังในการใช้ charcoal ในผู้ปวยทีทานยาในรูปของ sustained release
หรอ extended release เนืองจากค่าการปลดปล่อยของยามีระยะเวลานานจงึ ทําให้การใช้ charcoal ได้ผล
ไม่ดี
- การเรง่ การขับสารพษิ ออกจากรา่ งกาย โดยใชย้ าระบายซงึ อาจทําให้รา่ งกายสูญเสีย
นาได้ หรอโดยการขับออกทางไต เช่น การให้ mannitol ยาขับปสสาวะ หรอทําให้ปสสาวะเปนด่าง ในเด็กที
ได้รับพิษจาก salicylate, barbiturate, isoniazid หรอทําให้ปสสาวะเป นกรดใ นเด็ กทีได้ รับพิษจาก
amphetamine, chloroquine, lidocaine หรอทํา hemodialysis หรอ hemoperfusion มีวธีการทํา
คล้าย hemodialysis แต่มีประสิทธภิ าพสูงกว่า สามารถสกัดจบั สารพิษได้โดยตรง โดยสารทีจะสกัดออกได้
ต้องมีนาหนักโมเลกุลน้อย แต่มีข้อเสียทีต้องใช้ heparin มากทําให้เสียโปรตีน เสียเกล็ดเลือด และถ้าเด็กมี
อาการหนักมาก สารพษิ ทีได้รบั จบั กับโปรตีนได้มากอาจต้องเปลียนถ่ายเลอื ด
- การสวนลา้ งลาํ ไส้ (whole bowel irrigation) ได้ผลดีในรายทีได้รบั ธาตุเหลก็ เกิน
และไม่สามารถนําออกมาได้โดยการทาํ ให้อาเจยี นโดยการใชส้ ารละลาย polyethylene glycol สวนล้างลําไส้
ใน การสวนลา้ งลาํ ไส้จะใชส้ ารโพลีเอทธลิ ีนไกลคอล (polyethylene glycol, PEG) เนืองจากไม่ทําให้เกิดภาวะ
electrolytes imbalance โดยปรมาณทีให้ ดังนี
เด็กอายุ 9 เดือน – 6 ป : 500 มลิ ลลิ ิตร/ชวั โมง
เด็กอายุ 6 – 12 ป : 1000 มลิ ลลิ ิตร/ชวั โมง

401

เด็กอายมุ ากวา่ 12 ป : 1500 – 2000 มลิ ลลิ ติ ร/ชวั โมง
โดยจะสวนล้างลําไส้ จนอุจจาระใสเปนนา ใช้เวลาประมาณ 2 – 4 ชวั โมง ห้ามสวน
ลา้ งลําไส้ในผปู้ วยทีอาเจยี นเปนเลือด ลําไส้ทะลุ หรอเยือบุชอ่ งทอ้ งอักเสบ
2) การทําให้สารพิษเจือจาง เด็กทีกินสารกัดกรอ่ นพวกกรดหรอด่าง และไม่มีอาการหายใจ
ลําบาก ให้ดืมนมและนา เพือเจอื จางสารพิษทีได้รบั เข้าไป แต่ไม่แนะนําให้ใช้ neutralizing solution เพราะ
จะทําให้ปวดแสบปวดรอ้ นมากขึน
3) การให้ยาต้านสารพิษ (antidote) จะชว่ ยลดปรมาณความรุนแรง และภาวะแทรกซอ้ นที
เกิดจากสารพิษ แต่จะต้องให้ด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้าให้มากเกินอาจพิษได้เชน่ กัน

ตารางที 15.2 ตัวอยา่ งสารพิษ และยาต้านสารพิษ

สารพิษ ยาต้านสารพิษ

Paracetamol Acetylcysteine

Organophosphate Atropine, Pralidoxime (2-PAM)

Benzodiazepine Flumazenil

Lead (ตะกัว), Mercury (สารปรอท), Dimercaprol (BAL)

Arsenic (สารหน)ู

Narcotics เชน่ Morphine, Naloxone / narcan

4) การชว่ ยเหลือตามอาการ พยายามทําให้สัญญาณชพี อยใู่ นระดับปกติ อาจต้องชว่ ยหายใจ

ให้สารนาทางหลอดเลือดดํา หรอให้ยากันชกั ถ้าเด็กมอี าการชกั

สรุป
การเกิดอุบัติเหตุรวมถึงการได้รบั สารพษิ ในเด็ก เปนอุบัติการณ์ทีพบบ่อยในเด็ก เมือเกิดขนึ แลว้ ยอ่ ม
ส่งผลกระทบต่อทังทางด้านรา่ งกายทําให้เด็กเกิดการบาดเจบ็ ทกุ ข์ทรมาน พกิ ารหรอเสียชวี ตได้ และด้านจติ ใจ
ทังต่อตัวเด็กและครอบครวั อุบัติเหตุในเด็กเกิดขึนได้หลายสาเหตุ สัมพันธก์ ับวัยและพัฒนาการของเด็ก
เกิดขึนได้ทุกเวลา ทุกสถานที ทังภายในบ้านและนอกบ้าน การเฝาระวังปองกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในเด็ก
สามารถจงึ เปนสิงสําคญั และสามารถทําได้ อีกทังเมือเกิดอุบตั ิเหตุแลว้ การดูแลเบืองต้นทีถูกต้อง รวดเรว็ จะ
ส่งผลให้เด็กปลอดภัย ลดความรุนแรงทีอาจจะเกิดขึน ดังนัน เพือให้การดูแลสุขภาพเด็กเปนไปอย่าง
ครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้ดูแลเด็กควรมีความรูค้ วามเข้าใจถึง สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ ผลกระทบของการเกิด
อุบัติเหตุ และแนวทางการปองกันการเกิดอุบตั ิเหตุ เพือลดการสูญเสีย การบาดเจบ็ หรอพกิ าร และเพือให้เด็ก
ได้เจรญเติบโตอย่าง สมบูรณ์ ปลอดภัย และมพี ัฒนาการทีดีต่อไป

402

เอกสารอ้างอิง
1. ณัชนันท์ ชีวานนท์. อุบัติเหตุในเด็ก: สถานการณ์ และแนวทางการปองกัน. วารสารคณะพยาบาล

ศาสตร์ มหาวทยาลัยบรู พา; 2559;24(3):1-12.
2. พรทิพย์ ศิรบูรณ์พิพัฒนา. การพยาบาลผู้ปวยเด็กทีได้รบั อุบัติเหตุ. ใน พรทิพย์ ศิรบูรณ์พิพัฒนา,

บรรณาธกิ าร. การพยาบาลเด็กเลม่ 3 (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) กรงุ เทพฯ: ธนาเพรส; 2563. 315-91.
3. ศรสมบรู ณ์ มสุ ิกสุคนธ.์ สารพิษในเด็ก. ใน ศรสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ,์ ฟองคํา ติลกสกุลชยั , วไล

เลิศธรรมเทว, อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรตั น์ แสงเพมิ และสุดาภรณ์ พยัทฆเรอง,บรรณาธกิ าร. การ
พยาบาลเด็กเล่ม 1 (ฉบับปรับปรุงครังที 2) กรุงเทพฯ: โครงการตําราคณะพยาบาลศาสตร์
มหาวทยาลัยมหิดล; 2561. 190-217.
4. สมพร สุนทราภา. อุบัติเหตุในเด็ก. ใน ศรสมบูรณ์ มสุ ิกสุคนธ,์ ฟองคํา ติลกสกุลชยั , วไล เลศิ ธรรมเทว,
อัจฉรา เปรองเวทย์, พรรณรตั น์ แสงเพิม และสุดาภรณ์ พยัคฆเรอง, บรรณาธกิ าร. การพยาบาลเด็ก
เล่ม 1 (ฉบับปรบั ปรุงครงั ที 2). กรุงเทพฯ: โครงการตําราคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทยาลัยมหิดล;
2561. 167-89.
5. อดิศักดิ ผลิตผลการพิมพ์. การปองกันอุบัติเหตุ. ใน เปรมฤดี ภูมิถาวร, สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์,
กาญจนา ตังนรารชั ชกิจ, สุเทพ วาณิชย์กุล และสุรางค์ เจียมจรรยา,บรรณาธกิ าร. กุมารเวชศาสตร์
สําหรบั นักศึกษาแพทย์. กรงุ เทพฯ: ภาควชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศ์ าสตรโ์ รงพยาบาลรามาธบิ ดี
มหาวทยาลัยมหิดล; 2552. 185-94.
6. อดิศักดิ ผลิตผลการพิมพ์. แนวทางสรา้ งเสรมความปลอดภัยและปองกันการบาดเจบ็ . ใน พงษ์ศักดิ
น้อยพยัคฆ์ วนัดดา ปยะศิลป วันดีนิงสานนท์ ประสบศร อึงถาวร,บรรณาธกิ าร. Guideline in child
health supervision. กรงุ เทพฯ: สรรพสาร; 2557. 101-26.

403


Click to View FlipBook Version