¾ÃÐäµÃ»® ¡»ÃÔ·ÃÃȹ àÅ‹Á õ
Í¹Ñ Ç‹Ò´ŒÇ¾ÃÐÍÀ¸Ô ÃÃÁ»®¡
...¤ÑÁÀÕø ÑÁÁÊѧ¤³Õ ...¤ÁÑ ÀÃÕ ÇÔÀ§Ñ ¤
...¤ÑÁÀÃÕ ¸ Òµ¡Ø ¶Ò ...»Ø¤¤ÅºÑÞÞµÑ Ô
...¤ÁÑ ÀÃÕ ¡ ¶ÒÇµÑ ¶Ø ...¤ÑÁÀÃÕ Â Á¡
กองคมั ภีรสัททาวิเสส สถาบนั บาฬศ� ึกษาพทุ ธโฆส
ศูนยศ กึ ษาวิจยั และนวตั กรรมคัมภีรบาลเี ถรวาท สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
วิทยาเขตบาฬศ� ึกษาพุทธโฆส นครปฐม
พมิ พเปนวิทยาทาน
รวบรวม เรียบเรียง : พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ กติ ตฺ ิปโฺ /หวลจิตต)
พระไตรปิฎกปริทรรศน์ เลม่ ๕
อนั วา่ ด้วยพระอภิธรรมปิฎก
พระเทพสุวรรณเมธ,ี รศ.ดร. (สุชาติ กติ ตฺ ิปญโฺ /หวลจติ ต)์
ป.ธ.๘, พธ.บ., ศศ.ม., พธ.ด.
รวบรวม เรยี บเรยี ง
มูลนธิ ิสถาบันบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
วทิ ยาเขตบาฬีศกึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม
ISBN : 978-616-300-723-0
พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ เล่ม ๕
อันว่าด้วยพระอภธิ รรมปฎิ ก
ISBN : 978-616-300-723-0
พมิ พ์ครั้งท่ี ๑ : พฤษภาคม ๒๕๖๔ จำ�นวน ๕๐๐ เลม่
อุปถัมภก์ ารพิมพ์
วัดอรณุ ราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
แขวงวัดอรณุ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
คณะท�ำ งานจดั พมิ พ์ พระราชเวท,ี
พระเทพปรยิ ตั มิ ุนี, รศ.ดร., พระราชรตั นมุน,ี รศ.ดร.,
พระราชรัตนโสภณ, ดร., พระศรสี ุทธิเวที, ผศ.ดร., พระปญั ญารตั นากร, ดร.,
พระศรรี ตั นโมล,ี ดร., พระภาวนาพศิ าลเมธี, พระมงคลสตุ าคม, ดร.,
พระมหาโกมล กมโล, ผศ.ดร., พระครพู พิ ิธวรกจิ จานุการ, ผศ.ดร., พระมหาชติ านชิโต, ผศ.ดร.
พระครวู ิศิษฎ์สรการ, ดร., พระมหาอดุ ร สทุ ธิาโณ, ผศ.ดร., พระมหาปราโมทย์ วิริยธมโฺ ม, ดร.
พระมหาวัฒนา ปญฺาทโี ป, ดร., พระปลดั สมชาย ปโยโค, ดร., พระมหาวิจิตร กลยฺ าณจติ โฺ ต, ผศ.,
พระมหาบุญเกิด ปญฺ าปวฑุ ฒฺ ,ี ผศ.ดร., พระมหาสขุ สันต์ สุขวฑฺฒโน, ผศ.ดร., พระประเทือง ขนฺตโิ ก,
พระครูปลัดสัมพพิ ัฒนธรรมาจารย์, ดร., รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกลุ ผศ.ดร.วิโรจน์ คุ้มครอง,
ดร.ชัยชาญ ศรหี านู, ดร.ธานี สวุ รรณประทีป, ดร.สพุ ิชฌาย์ พรพชิ ณรงค์,
ดร.นวลวรรณ พนู วสพุ ลฉตั ร, ดร.สภุ ีร์ ทุมทอง, นายสุรพล หยกฟ้าวิจิตร,
นายสงั ข์วาล เสรมิ แก้ว, นายสมบรู ณ์ จารณุ ะ, นายอตสิ ยะ วงษ์โสภา,
แม่ชจี ิราภรณ์ ชวะศริ ิ
คอมพิวเตอร์/รูปเล่ม
พระมหาเสฏฐวฒุ ิ วชริ าโณ, ดร., พระมหาวรวทิ ย์ อตเิ มโธ, พระวรวุฒิ วรธมฺโม (กลนิ่ ภ)ู่ ,
ดร.สุพิชฌาย์ พรพิชณรงค,์ นายเฉลิมชยั มาลีรอด
ลขิ สทิ ธิ์
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตบาฬศี กึ ษาพุทธโฆส นครปฐม
สถานทพ่ี มิ พ์
นติ ิธรรมการพมิ พ์ ๗๖/๒๕๑-๓ หมู่ ๑๕ ต.บางมว่ ง อ.บางใหญ่ จ.นนทบรุ ี ๑๑๑๔๐
โทร. ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๗-๘, ๐๘๑-๓๐๙-๕๒๑๕ แฟกซ์ : ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๘
E-mail : [email protected], [email protected]
สมเดจ็ พระพทุ ธชินวงศ์ (สมศกั ดิ์ อปุ สมมหาเถร)
ป.ธ.๙, M.A., Ph.D. ศาสตราจารย์ (สาขาภาษาบาล)ี , อัครมหาบณั ฑิต
องคส์ ถาปนาสถาบันบาฬศี กึ ษาพุทธโฆส
พระธรรมรตั นดิลก (สมเกียรติ โกวิโท)
ป.ธ.๙, พธ.ด. (กติ ตมิ ศักด)์ิ , กรรมการมหาเถรสมาคม,
ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค ๙
เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (7)
อารัมภกถา
พระไตรปฎิ ก เปน็ คมั ภรี ท์ ม่ี คี วามส�ำ คญั มาก เรยี กวา่ เปน็ คมั ภรี ห์ ลกั ของพระพทุ ธศาสนา
เช่นเดียวกับคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ คัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม พระไตรปิฎก
จึงเปรียบเสมือนตัวแทนขององค์พระบรมศาสดา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระอานนทเถระว่า
โย โว อานนทฺ ธมฺโม จ วินโย จ เทสโิ ต ปญฺตโฺ ต โส โว มมจจฺ เยน สตฺถา แปลวา่ อานนท์
ธรรมท่ีเราแสดงแล้วและวินัยที่เราบัญญัติแล้วแก่เธอท้ังหลาย หลังจากเราล่วงลับไปจะเป็น
ศาสดาของเธอทั้งหลาย
ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างส่งเสริมพระภิกษุสามเณรและพุทธบริษัท
ให้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง เพื่อให้มีความรู้ความแตกฉานในพระพุทธพจน์อันเป็นตัว
พระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้อง เม่ือศึกษาพระปริยัติศาสนาได้อย่างถูกต้องแล้ว ย่อมเป็น
ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดสุปฏิบัติ อุชุปฏิบัติ ญายปฏิบัติ สามีจิปฏิบัติ อันเป็นตัวปฏิบัติศาสนา
ซงึ่ เปน็ เหตใุ หไ้ ดร้ บั ผลคอื ปฏเิ วธศาสนาตามมา ตามทกี่ ลา่ วมาน้ี จะเหน็ ไดว้ า่ เมอ่ื พระปรยิ ตั ธิ รรม
ด�ำ รงอยู่ พระปฏบิ ตั ธิ รรมและพระปฏเิ วธธรรมจงึ จะบงั เกดิ ได้ หากพระปรยิ ตั ธิ รรมอนั ตรธานไป
พระปฏิบัติธรรมและพระปฏิเวธรรมก็หาบังเกิดได้ไม่ เปรียบดังเช่นเมื่อรากไม้ยังดำ�รงอยู่
ดอก และผลของต้นไมก้ ย็ อ่ มผลอิ อกมาได้
พระไตรปิฎกปริทรรศน์ชุดน้ี ได้รวบรวมโดยคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ซง่ึ ไดเ้ สนอขอความอปุ ถมั ภจ์ ากวดั อรณุ ราชวราราม
เพอื่ จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทาน คณะสงฆว์ ัดอรุณราชวราราม พจิ ารณาแล้ววา่ หนงั สือชดุ น้ี
จะมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไพศาลตอ่ การศกึ ษาพระไตรปฎิ กของคณะสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชน จงึ ไดร้ บั
เป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์จัดพิมพ์ครั้งนี้ ขอผลานิสงส์แห่งธรรมทานน้ี จงเป็นพลวปัจจัยส่งผลให้
คณะผจู้ ดั ท�ำ ผอู้ ุปถมั ภ์ และผใู้ ชเ้ รียนใชศ้ กึ ษา ไดป้ ระสบผลอันตนปรารถนาทกุ ท่านเทอญ
พระธรรมรัตนดิลก
(สมเกียรติ โกวโิ ท ป.ธ.๙)
กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการเจา้ คณะภาค ๙
เจา้ อาวาสวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
(8) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
บทน�ำ
....... สเทวกสฺส โลกสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺตฺโต,
โส ปรยิ ตฺติปฏิปตฺติปฏเิ วธวเสน วิภตเฺ ตสุ ตสี ุ สทฺธมฺเมสุ ปรยิ ตฺตสิ ทฺธมฺโม นาม, ตเทว จ
สาสนฏฺติ ยิ า ปมาณํ, สตเิ ยว หิ ตสมฺ ึ อิตเร อุปฺปชชฺ นตฺ .ิ ๑
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว และพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้
เพ่ือประโยชน์สุขถาวรแก่สัตว์โลกและหมู่ทวยเทพยดาในเทวโลก, ในบรรดาพระสัทธรรมท่ี
จ�ำ แนกออกเป็น ๓ คือ พระปรยิ ตั สิ ทั ธรรม ๑ พระปฏบิ ัติสัทธรรม ๑ พระปฏเิ วธสัทธรรม ๑
พระธรรมวินัยนน้ั ช่ือวา่ พระปรยิ ัติสัทธรรม, กพ็ ระปรยิ ตั สิ ัทธรรมนั้นนัน่ เอง เป็นพระสัทธรรม
ท่สี �ำ คัญ เพ่ือการด�ำ รงม่ันแห่งพระพทุ ธศาสนา, เพราะเมือ่ มพี ระปรยิ ัติสัทธรรม ปฏิบตั ิสัทธรรม
และปฏิเวธสัทธรรม กเ็ กิดมไี ด้ฯ
ดงั ค�ำ ท่ีพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอังคตุ ตรอรรถกถาวา่
“ยาว ติฏฺนฺติ สุตฺตนตฺ า วินโย ยาว ทปิ ปฺ ติ
ตาว ทกฺขนฺติ อาโลกํ สรู เิ ย อพฺภุฏฺ เต ยถา.
ตราบใดที่พระสูตร และพระอภิธรรมพร้อมท้ังพระวินัย ยังต้ังมั่นและรุ่งเรืองอยู่
ตราบนั้น กย็ งั คงปรากฏแสงสว่างอยเู่ หมือนยงั มีพระอาทิตยส์ ่องสวา่ งอยู่ ฉะนนั้
สุตฺตนฺเตสุ อสนเฺ ตสุ, ปมฏุ ฺเ วนิ ยมหฺ ิ จ.
ตโม ภวิสสฺ ติ โลโก, สรู เิ ย อตฺถงคฺ เต ยถา.
เม่ือพระสูตรและพระอภิธรรมไม่มี ท้ังพระวินัยก็เลอะเลือนเสียแล้ว ชาวโลกก็จักมี
ความมืดมน ประดุจดังพระอาทิตยต์ กหมดแสงไปฉะนนั้
สุตฺตนฺเต รกฺขเิ ต สนฺเต, ปฏปิ ตฺติ โหติ รกขฺ ติ า.
ปฏิปตตฺ ยิ ํ ิโต ธีโร, โยคกฺเขมา น ธสํ ต”ี ติ.๒
เมื่อพระสูตรและพระอภิธรรม ท่ีได้รับการรักษายังมีอยู่ การปฏิบัติก็เป็นอันได้รับ
การรักษาไว้ด้วย ผู้เป็นบัณฑิตดำ�รงมั่นในการปฏิบัติแล้ว ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเป็น
แดนเกษมจากโยคะ (พระนิพพาน)
๑๒ นิทานกถา, ฉฏฺ สงฺคตี ิปฏิ ก,ํ ฉบบั สถาบนั บาฬีศึกษาพุทธโฆส, ๒๕๖๔
อง.ฺ เอกก.อฏฺ. ๑๓๐/๘๔
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (9)
พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ท่ีบรรจุคำ�ส่ังสอนทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างเป็นระบบ
เป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกแก่การทรงจำ�และเป็นหลักฐานอ้างอิงสำ�หรับการศึกษาค้นคว้า
พระไตรปิฎกฉบับที่จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยท่ัวไปนิยมจัดพิมพ์เป็นชุดละ ๔๕ เล่ม
ซ่ึงหมายถึงระยะเวลาแห่งการบำ�เพ็ญพุทธกิจ ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์ จัดแบ่งออก
เป็น ๓ ปิฎกด้วยกัน คอื ๓
๑. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยข้อบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนยี ม และการดำ�เนนิ กจิ การตา่ งๆ ของภกิ ษุและภกิ ษณุ ี (พระวนิ ยั
ปฎิ ก ๘ เลม่ : ๑-๘)
๒. พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ โดย
ทัว่ ไป รวมถึงเทศนาของพระสาวกสำ�คญั บางรปู (พระสตุ ตันตปฎิ ก ๒๕ เลม่ :
๙-๓๓)
๓. พระอภธิ รรมปฎิ ก วา่ ดว้ ยหลกั ธรรมตา่ งๆ ทอ่ี ธบิ ายในแงว่ ชิ าการลว้ นๆ ไมเ่ กย่ี ว
ดว้ ยบคุ คลหรอื เหตุการณ์ ไมม่ เี รอ่ื งราวประกอบ (พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เลม่ :
๓๔-๔๕)
พระวนิ ัยปิฎก แบ่งออกเป็น ๕ คัมภีร์ คอื
๑. มหาวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุ ๒๒๗ ข้อท่ีมาในพระปาติโมกข์ (เล่มที่
๑-๒)
๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทของภิกษุณี ๓๑๑ ข้อท่ีมาในพระปาติโมกข์
(เล่มท่ี ๓)
๓. มหาวรรค วา่ ดว้ ยสกิ ขาบทนอกพระปาตโิ มกขต์ อนตน้ ๑๐ ขนั ธกะ (เลม่ ที่ ๔-๕)
๔. จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ตอนปลาย ๑๒ ขันธกะ (เล่มที่
๖-๗)
๕. ปริวาร ว่าด้วยคำ�ถามคำ�ตอบสำ�หรับซ้อมความรู้เร่ืองพระวินัย ซ่ึงเป็นการ
ทบทวนเนอ้ื หาของ ๔ คมั ภีร์แรก (เล่มที่ ๘)
๓ พระไตรปิฎกฉบับธรรมสภา
(10) พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์
พระสตุ ตันตปิฎก แบง่ ออกเปน็ ๕ นิกาย คอื
๑. ทีฆนิกาย รวบรวมพระสูตรท่มี คี วามยาวมากไว้ด้วยกนั (เลม่ ที่ ๙-๑๑)
๒. มชั ฌมิ นกิ าย รวบรวมพระสตู รทม่ี คี วามยาวปานกลางไวด้ ว้ ยกนั (เลม่ ที่ ๑๒-๑๔)
๓. สงั ยตุ ตนกิ าย รวบรวมพระสตู รทมี่ เี นอื้ หาสาระประเภทเดยี วกนั ไวด้ ว้ ยกนั เชน่
รวบรวมเรอื่ งเก่ียวกบั ทา้ วสกั กะไว้ดว้ ยกนั เรยี กว่า สกั กสงั ยุต (เล่มที่ ๑๕-๑๙)
๔. อังคุตตรนิกาย รวบรวมพระสูตรท่ีมีหัวข้อธรรมเท่ากันเอาไว้ด้วยกัน มีชื่อ
เรยี กวา่ นบิ าต นบั จากหมวดพระสตู รทมี่ หี วั ขอ้ ธรรม ๑ ขอ้ เรยี กวา่ เอกกนบิ าต
ไปจนถึงหมวดพระสูตรที่มีหัวข้อธรรม ๑๑ ข้อ เรียกว่า เอกาทสกนิบาต
(เลม่ ท่ี ๒๐-๒๔)
๕. ขทุ ทกนกิ าย จดั แยกพระสตู รทไ่ี มเ่ ขา้ เกณฑท์ งั้ ๔ นกิ ายขา้ งตน้ นนั้ ไวเ้ ปน็ หมวด
เดียวกนั เรียกว่า ขทุ ทกนิกาย มี ๑๕ คัมภีร์ คอื ขุททกปาฐะ ธรรมบท อทุ าน
อิตวิ ตุ ตกะ สุตตนิบาต วิมานวตั ถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรคี าถา ชาดก นทิ เทส
ปฏสิ ัมภิทามรรค อปทาน พุทธวงศ์ และจริยาปิฎก (เลม่ ที่ ๒๕-๓๓)
พระอภิธรรมปิฎก แบ่งออกเปน็ ๗ คัมภีร์ คือ
๑. สงั คณี หรอื ธมั มสงั คณี รวมขอ้ ธรรมเขา้ เปน็ หมวดหมแู่ ลว้ อธบิ ายทลี ะประเภท
(เลม่ ท่ี ๓๔)
๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำ�คัญ ๆ ข้ึนต้ังเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบาย
ช้แี จงวนิ ิจฉยั โดยละเอยี ด (เลม่ ท่ี ๓๕)
๓. ธาตกุ ถา สงเคราะห์ข้อธรรมตา่ งๆ เขา้ ในขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ (เล่มท่ี ๓๖)
๔. ปคุ คลบัญญตั ิ บัญญัติความหมายของบุคคลตามคุณธรรมทม่ี อี ยู่ (เลม่ ที่ ๓๖)
๕. กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาคร้ังท่ี ๓
(เล่มท่ี ๓๗)
๖. ยมก ยกหัวขอ้ ธรรมข้นึ วนิ ิจฉยั ดว้ ยวิธีถามตอบโดยถามย้อนกนั เปน็ ค่ๆู (เลม่ ท่ี
๓๘-๓๙)
๗. ปฏั ฐาน อธบิ ายปจั จยั ๒๔ แสดงความสมั พนั ธเ์ นอื่ งอาศยั กนั แหง่ ธรรมทงั้ หลาย
โดยพสิ ดาร (เลม่ ที่ ๔๐-๔๕)
พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ฉบับน้ี รวบรวมเรียบเรียงมาจากบทนำ�ของพระไตรปิฎก
ภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เฉลิมพระเกยี รติ สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิติ์ พระบรม
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (11)
ราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ท้ัง ๔๕ เล่ม วัตถุประสงค์ก็เพื่อจักอำ�นวยประโยชน์แก่นิสิต
ของวทิ ยาเขตบาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส นครปฐม ทม่ี กี ารเรยี นการสอนในรายวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา
ท้ังยังหวังว่าจักเป็นประโยชน์แก่ผู้เพิ่งศึกษาพระไตรปิฎก ท้ังจักเป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่
ผ้ทู ี่ได้ศกึ ษามาบา้ งแลว้ ใหม้ ีฉนั ทะยิง่ ข้นึ
ขออนุโมทนาต่อทุกท่านท่ีมีอุตสาหวิริยะ ช่วยจัดทำ�ต้นฉบับจนสำ�เร็จสามารถจัด
พิมพ์ออกเผยแพร่ได้ หวังว่าหนังสือเล่มน้ีคงจักได้อำ�นวยความสะดวกในการสืบค้นสาระของ
พระไตรปิฎกแก่นิสิตหลักสูตรพระไตรปิฎกศึกษาและหลักสูตรอื่น ๆ และอำ�นวยประโยชน์
แก่ผู้ต้องการศึกษาพระไตรปิฎก เพ่ือนำ�ไปต่อยอดในการอ่านและค้นคว้าในฉบับเต็ม คือ
พระไตรปิฎภาษาไทย มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสริ ิกติ ์ิ
พระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในนามของผู้บริหารกองคัมภีร์
สทั ทาวเิ สส สถาบนั บาฬศี กึ ษาพทุ ธโฆส ในด�ำ รสิ มเดจ็ พระพทุ ธชนิ วงศ์ (สมศกั ด์ิ อปุ สมมหาเถร)
องคส์ ถาปนา จงึ ขออนุโมทนา
๓๐ เมษายน ๒๕๖๔
(12) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
คำ�ย่อ คำ�อธบิ ายสัญลักษณ์และค�ำ ย่อ
ว.ิ มหา.
วิ.ภกิ ฺขุน.ี พระวนิ ยั ปิฎก
วิ.ม.
วิ.จ.ู ช่อื คมั ภีร์
วิ.ป. = วินยปฏิ ก มหาวิภงคฺ ปาลิ
ค�ำ ย่อ = วนิ ยปฏิ ก ภิกฺขุนีวิภงฺคปาลิ
ที.ส.ี = วนิ ยปิฏก มหาวคฺคปาลิ
ท.ี ม. = วนิ ยปฏิ ก จูฬวคฺคปาลิ
ท.ี ปา. = วนิ ยปฏิ ก ปรวิ ารปาลิ
ม.ม.ู
ม.ม. พระสุตตันตปฎิ ก
ม.อ.ุ
สํ.ส. ชื่อคมั ภรี ์
ส.ํ นิ. = สุตฺตนตฺ ปิฏก ทีฆนกิ าย สลี กขฺ นธฺ วคคฺ ปาลิ
สํ.ข. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ทฆี นิกาย มหาวคฺคปาลิ
ส.ํ สฬา. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก ทฆี นกิ าย ปาฏิกวคฺคปาลิ
ส.ํ ม. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย มูลปณฺณาสกปาลิ
อง.ฺ เอกก. = สตุ ฺตนฺตปิฏก มชฌฺ มิ นิกาย มชฌฺ ิมปณฺณาสกปาลิ
องฺ.ทกุ . = สุตฺตนฺตปฏิ ก มชฌฺ ิมนิกาย อุปรปิ ณณฺ าสกปาลิ
องฺ.ติก. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยุตตฺ นกิ าย สคาถวคคฺ ปาลิ
องฺ.จตุกกฺ . = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก สํยตุ ฺตนกิ าย นิทานวคคฺ ปาลิ
อง.ฺ ปญจฺ ก. = สุตฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย ขนฺธวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก สยํ ุตฺตนกิ าย สฬายตนวคฺคปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก สํยุตตฺ นกิ าย มหาวารวคฺคปาลิ
= สุตตฺ นฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนกิ าย เอกกนบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย ทกุ นบิ าตปาลิ
= สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก องฺคุตฺตรนกิ าย ติกนิบาตปาลิ
= สตุ ตฺ นฺตปิฏก องคฺ ตุ ตฺ รนิกาย จตกุ กฺ นปิ าตปาลิ
= สุตฺตนฺตปฏิ ก องฺคตุ ฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาตปาลิ
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (13)
อง.ฺ ฉกกฺ . = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก องคฺ ุตตฺ รนิกาย ฉกกฺ นบิ าตปาลิ
อง.ฺ สตฺตก. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนบิ าตปาลิ
องฺ.อฏฺ ก. = สุตฺตนตฺ ปิฏก องคฺ ุตตฺ รนิกาย อฏฺกนิบาตปาลิ
อง.ฺ นวก. = สุตฺตนฺตปิฏก องฺคุตตฺ รนิกาย นวกนปิ าตปาลิ
อง.ฺ ทสก. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก องคฺ ตุ ฺตรนิกาย ทสกนิปาตปาลิ
อง.ฺ เอกาทสก. = สตุ ตฺ นฺตปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย เอกาทสกนปิ าตปาล ิ
ขุ.ข.ุ = สตุ ฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย ขทุ ทฺ กปาฐปาลิ
ขุ.ธ. = สุตตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย ธมฺมปทปาลิ
ขุ.อุ. = สุตฺตนฺตปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อุทานปาลิ
ขุ.อิติ. = สุตฺตนฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย อติ วิ ุตตฺ กปาลิ
ข.ุ สุ. = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนิกาย สุตตฺ นิปาตปาลิ
ข.ุ วิ. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย วิมานวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เปต. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย เปตวตถฺ ุปาลิ
ข.ุ เถร. = สตุ ตฺ นตฺ ปฏิ ก ขทุ ฺทกนกิ าย เถรคาถาปาลิ
ข.ุ เถรี. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขุทฺทกนกิ าย เถรีคาถามปาลิ
ขุ.ชา. = สุตตฺ นฺตปิฏก ขุททฺ กนิกาย ชาตกปาลิ
ขุ.ม. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย มหานทิ ฺเทสปาลิ
ขุ.จู. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขุทฺทกนกิ าย จฬู นทิ เฺ ทสปาลิ
ขุ.ป. = สุตตฺ นฺตปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย ปฏิสมฺภทิ ามคฺคปาลิ
ขุ.อป. = สตุ ตฺ นตฺ ปิฏก ขทุ ทฺ กนกิ าย อปทานปาลิ
ขุ.พุทฺธ. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนกิ าย พทุ ธวสํ ปาลิ
ข.ุ จรยิ า. = สตุ ฺตนตฺ ปฏิ ก ขทุ ทฺ กนิกาย จริยาปฏิ กปาลิ
ค�ำ ย่อ พระอภิธรรมปฎิ ก
อภ.ิ สง ฺ
อภิ.วิ. ชือ่ คัมภีร์
อภิ.ธา. = อภิธมมฺ ปฏิ ก ธมมฺ สงฺคณีปาลิ
อภิ.ป.ุ = อภิธมมฺ ปิฏก วิภงฺคปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ธาตกุ ถาปาลิ
= อภธิ มมฺ ปฏิ ก ปุคฺคลปญฺตฺตปิ าลิ
(14) พระไตรปิฎกปริทรรศน ์
อภ.ิ ก.
อภิ.ย. = อภธิ มฺมปฏิ ก กถาวตฺถปุ าลิ
อภ.ิ ป. = อภิธมมฺ ปฏิ ก ยมกปาลิ
= อภิธมมฺ ปฏิ ก ปฏฺานปาลิ
คำ�ย่อ
เนตฺติ. ปกรณวเิ สส
เปฏฺโก.
มลิ นิ ฺท. ชอ่ื คมั ภรี ์
วสิ ุทธฺ .ิ = เนตฺติปกรณ
= เปฏโฺ กปเทส
ค�ำ ย่อ = มิลนิ ฺทปญหฺ ปกรณ
กงขา.อ. = วสิ ุทธฺ ิมคฺคปกรณ
วิ.สงฺคห.
วิ.นจิ ฺฉย. อรรถกถาพระวนิ ัยปฎิ ก
อตุ ฺตรวิ.
ขุททฺ สิกฺขา ชอ่ื คัมภีร์
มลู สกิ ฺขา = กงฺขาวิตรณีอฏฺ กถา
= วินยสงคฺ หอฏฺกถา
ค�ำ ยอ่ = วนิ ยวนิ จิ ฺฉย
ที.ส.ี อ. = อุตตฺ รวนิ จิ ฉฺ ย
ท.ี ม.อ. = ขุทฺทสิกขฺ า
ที.ปา.อ. = มลู สกิ ขฺ า
ม.มู.อ.
ม.ม.อ. อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปิฏก
ม.อ.ุ อ.
ช่อื คัมภรี ์
= ทีฆนิกาย สุมงคฺ ลวลิ าสินี สลี กฺขนธฺ วคคฺ อฏฺกถา
= ทีฆนกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสินี มหาวคฺคอฏฺกถา
= ทฆี นกิ าย สุมงคฺ ลวิลาสนิ ี ปาฏกิ วคคฺ อฏฺ กถา
= มชฺฌมิ นกิ าย ปปญฺจสทู นี มลู ปณฺณาสกอฏฺกถา
= มชฺฌมิ นิกาย ปปญฺจสูทนี มชฺฌิมปณณฺ าสกอฏฺ กถา
= มชฺฌิมนกิ าย ปปญจฺ สูทนี อุปริปณณฺ าสกอฏฺ กถา
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ (15)
ส.ํ ส.อ. = สยํ ตุ ฺตนิกาย สารตถฺ ปฺปกาสินี สคาถวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ น.ิ ,ข.อ. = สํยุตตฺ นกิ าย สารตถฺ ปปฺ กาสินี นทิ าน-ขนฺธวารวคฺคอฏฺ กถา
ส.ํ สฬา.,ม.อ. = สํยตุ ฺตนกิ าย สารตถฺ ปฺปกาสินี สฬายตน-มหาวารวคฺคอฏฺกถา
อง.เอกก.อ. = องฺคตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปูรณี เอกกนปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ทกุ .,ตกิ .,จตุกกฺ .,อ. = องคฺ ุตฺตรนกิ าย มโนรถปรู ณี ทกุ าทินปิ าตอฏฺกถา
องฺ.ปญฺจก.- = องคฺ ตุ ตฺ รนกิ าย มโนรถปรู ณี ปญจฺ กาทนิ ปิ าตอฏฺกถา
เอกาทสก.,อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตฺถโชตกิ า ขทุ ทฺ กปาอฏฺกถา
ข.ุ ขุ.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ธมฺมปทอฏฺกถา
ข.ุ ธ.อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตถฺ ทีปนี อทุ านอฏฺ กถา
ข.ุ อุ.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย ปรมตฺถทปี นี อติ วิ ตุ ตฺ กอฏฺ กถา
ข.ุ อิต.ิ อ. = ขุททฺ กนกิ าย ปรมตฺถโชติกา สุตตฺ นิปาตอฏฺ กถา
ข.ุ ส.ุ อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี อุทานอฏฺ กถา
ข.ุ ว.ิ อ. = ขทุ ฺทกนกิ าย ปรมตถฺ โชตกิ า เปตวตฺถอุ ฏฺกถา
ข.ุ เปต.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทปี นี เถรอฏฺ กถา
ข.ุ เถร.อ. = ขทุ ทฺ กนิกาย ปรมตถฺ ทีปนี เถรีอฏฺกถา
ขุ.เถรี.อ. = ขทุ ทฺ กนกิ าย ชาตกอฏฺ กถา
ขุ.ชา.อ. = ขทุ ฺทกนิกาย สทธฺ มมฺ ปฺปชฺโชติกา มหานิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.ม.อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทฺธมมฺ ปฺปชโฺ ชตกิ า จูฬนิทฺเทสอฏฺกถา
ขุ.จ.ู อ. = ขุททฺ กนกิ าย สทธฺ มฺมปฺปกาสนิ ี ปฏิสมภฺ ทิ ามคคฺ อฏฺ กถา
ขุ.ป.อ. = ขุทฺทกนกิ าย วสิ ทุ ฺธชนวิลาสนิ ี อปทานอฏฺกถา
ขุ.อป.อ. = ขุททฺ กนิกาย มธรุ ตถฺ วิลาสินี พุทฺธวสํ อฏฺ กถา
ข.ุ พุทฺธ.อ. = ขุทฺทกนกิ าย ปรมตถฺ ทปี นี จรยิ าปิฏกอฏฺกถา
ข.ุ จรยิ า.อ.
ค�ำ ยอ่ อรรถกถาพระอภธิ รรมปฏิ ก
อภิ.สงฺ.อ.
อภ.ิ วิ.อ. ชือ่ คัมภีร์
อภ.ิ ปญฺจ.อ. = อภธิ มฺมปิฎก ธมมฺ สงฺคณี อฏฺสาลินอี ฏฺกถา
= อภธิ มมฺ ปฎิ ก วภิ งคฺ สมฺโมหวิโนทนีอฏฺกถา
= อภิธมมฺ ปิฎก ปญจฺ ปกรณอฏฺ กถา
(16) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
ค�ำ ย่อ อรรถกถาปกรณวเิ สส
เนตฺต.ิ อ.
สงคฺ ห. ชอื่ คมั ภรี ์
อภิ.วตาร. = ขทุ ทฺ กนิกาย เนตฺตอิ ฏฺกถา
= อภิธมฺมตฺถสงคฺ ห
= อภิธมฺมาวตาร
คำ�ยอ่ ฎกี าพระวินยั ปิฎก
วชิร.ฏกี า
สารตฺถ.ฏกี า ช่อื คมั ภีร์
วิมต.ิ ฏกี า = วชริ พทุ ธฺ ิฏกี า
กงฺขา.ฏกี า = สารตฺถทปี นฏี ีกา
กงขฺ า.ฏีกา (อภินว) = วิมติวโิ นทนีฏีกา
วินย.ฏกี า = กงฺขาวติ รณีบุราณฏกี า
ว.ิ ฏกี า = วนิ ยตถฺ มญชฺ ูสา กงขฺ าวติ รณี อภินวฏีกา
อุตฺตร.ฏกี า = วนิ ยาลงฺการฏีกา
ขุททฺ .ฏกี า = วินยวินิจฺฉยฏีกา
ขุทฺท.ฏีกา (อภินว) = อุตตฺ รวินิจฺฉยฏีกา
มลู .ฏกี า = ขทุ ฺทสกิ ฺขาปุราณฏีกา
= ขทุ ทฺ สกิ ขฺ าอภินวฏีกา
= มูลสิกขฺ าฏกี า
ค�ำ ยอ่ ฎีกาพระสตุ ตันตปฎิ ก
ที.ส.ี ฏกี า
ท.ี ม.ฏกี า ชื่อคัมภีร์
ที.ปา.ฏีกา (อภนิ ว) = ทีฆนกิ าย ลีนตฺถปปฺ กาสนี สีลกขฺ นฺธวคฺคฏีกา
ม.มู.ฏีกา = ทฆี นิกาย ลีนตฺถปฺปกาสนี มหาวคฺคฏกี า
ม.ม.ู = ทฆี นกิ าย สาธุวิลาสนิ ี สีลกขฺ นฺธวคคฺ อภนิ วฏีกา
ม.ม.ฏกี า = มชฺฌมิ นกิ าย ลีนตฺถปปฺ กาสนี มลู ปณณฺ าสกฏีกา
= มชฌฺ ิมนิกาย ลีนตถฺ ปปฺ กาสนี มูลปณณฺ าสกฏกี า
= มชฺฌมิ นิกาย ลนี ตถฺ ปปฺ กาสนี มชฺฌิม-อุปรปิ ณฺณาสกฏกี า
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (17)
สํ.ฏีกา = สยํ ุตตฺ นิกาย ลีนตถฺ ปฺปกาสนี สยํ ุตฺตฏีกา
อง.ฺ ฏกี า = องฺคุตฺตรนกิ าย สารตถฺ มญฺชสู า องฺคุตตฺ รฏกี า
ขุ.ธ.ฏีกา = ธมฺมปทมหาฏีกา
ค�ำ ย่อ ฎีกาพระอภธิ รรมปิฏก
อภิ.มูลฏกี า
อภิ.อนฏุ ีกา ชื่อคมั ภีร์
ม.ฏกี า = อภิธมมฺ ปิฎก ธมมฺ สงคฺ ณี-วภิ งคฺ -ปญฺจปกรณมลู ฏีกา
มธ.ุ ฏีกา = อภธิ มมฺ ปิฎก ธมฺมสงคฺ ณี-วิภงฺค-ปญฺจปกรณอนฏุ กี า
= มณทิ ีปฏีกา
คำ�ยอ่ = มธุสารตถฺ ทปี นีฏีกา
เนต.ฺ ฏกี า
เนตฺ.วิ. ฎีกาปกรณวิเสส
มลิ ินทฺ .ฏกี า
วสิ ุทฺธิ.มหาฏกี า ชื่อคมั ภรี ์
วสิ ทุ ฺธ.ิ จฬู ฏกี า = เนตฺติฏกี า
อภิ.วตารฏีกา = เนตตฺ วิ ิภาวนิ ี
วภิ าวนิ .ี = มธุรตฺถปกาสินี มลิ ินทฺ ปญฺหฏกี า
มณ.ิ ฏกี า = ปรมตฺถมญชฺ ูสา วสิ ุทธฺ มิ คคฺ มหาฏีกา
= วิสุทฺธิมคฺคจฬู ฏีกา
ค�ำ ยอ่ = อภิธมฺมตฺถวิกาสนิ ี อภิธมมฺ าวตารฏกี า
ปฏ.ิ คณฐฺ ิ = อภธิ มมฺ ตถฺ วิภาวินีฏกี า
วิ.โยชนา = มณสารมญฺชสู าฏกี า
คณั ฐี
ช่อื คมั ภรี ์
= ปฏิสมภฺ ิทามคฺคฏฐฺ กถาคณฺฐิ
= อภิธมมฺ ตฺถวภิ าวินีโยชนา
(18) พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (๗)
(๘)
สารบัญ (๑๒)
๑
อารมั ภกถา ๓
บทน�ำ ๔
ค�ำอธบิ ายสัญลกั ษณ์และค�ำยอ่ ๕
อันวา่ ดว้ ยพระอภธิ รรมปฎิ ก ๕
๕
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๔ ๖
อภิธรรมปิฎก เลม่ ท่ี ๑ ๗
(ธมั มสงั คณี) ๙
๙
ความหมายของธัมมสังคณี ๑๑
ความหมายของธมั มศพั ท์ ๑๒
ลกั ษณะวธิ ที ่ที รงแสดง ๑๓
ล�ำดับมาติกา ๑๓
ล�ำดบั กณั ฑ์ ๑๕
๑. จติ ตุปปาทกณั ฑ ์ ๑๖
(๑) กามาวจรกุศล ๑๗
(๒) รูปาวจรกศุ ล ๑๘
๑. กสณิ ฌาน
๒. อภภิ ายตนฌาน
๓. วโิ มกขฌาน
๔-๕. พรหมวิหารฌาน-อสุภฌาน
เหตุท่ที รงเรียกรูปาวจรกศุ ลจติ ว่า “ฌาน”
การท�ำฌาน (โดยปัญจกนัย)
(๓) อรูปาวจรกุศล
ล�ำดับการเกิดขนึ้ ของอรปู ฌาน
(๔) เตภูมิกกศุ ล
พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (19)
(๕) โลกุตตรกุศล ๑๘
เหตทุ ไ่ี มท่ รงแสดงอนมิ ติ ตมรรค ๑๙
นัยแห่งอรรถกถา ๔,๐๐๐ นยั ๒๐
ลักษณะพเิ ศษแห่งนยเทสนาในโลกุตตรจติ ๒๐
ปญั ญินทรยี ์ ๒๐
มัชฌิมาปฏปิ ทา ๒๐
ธรรมส�ำคัญทค่ี วรละ ๒๑
เม่ือมรรคญาณเกดิ ขึ้น ๒๑
๒. รูปกัณฑ์ ๒๒
๓. นกิ เขปกณั ฑ ์ ๒๓
๔. อัฏฐกถากัณฑ์ ๒๔
๓๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๕ ๓๘
พระอภิธรรมปิฎก เลม่ ที่ ๒ ๓๘
(วิภังค์) ๓๙
๓๙
วภิ ชั วาท ี ๔๐
ช่ือท่พี อ้ งกบั วภิ ังค์ ๔๑
การใช้วิภังคศัพท์คู่กับศพั ท์อ่นื ๔๒
จ�ำนวนวิภังคสตู ร ๔๒
ทีไ่ ดช้ อ่ื วา่ คัมภรี ว์ ภิ งั ค์ ๔๒
การแบง่ วภิ ังค์ ๔๓
สาเหตุท่ที รงแสดงวิภงั คไ์ ว้ ๑๘ วิภังค์ ๔๓
กฏเกณฑก์ ารจดั ล�ำดบั วภิ ังค ์ ๔๓
๑. ขนั ธวภิ งั ค์ ๔๓
๒. อายตนวิภังค์
๓. ธาตวุ ิภงั ค์
๔. สัจจวภิ ังค์
๕. อินทริยวภิ งั ค ์
๖. ปฏิจจสมปุ ปาทวิภงั ค ์
(20) พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ ๔๓
๗-๑๑. สตปิ ฏั ฐานวภิ งั ค์ - มัคคังควิภงั ค ์ ๔๓
๑๒-๑๓. ฌานวิภงั ค์ - อัปปมัญญาวิภงั ค ์ ๔๔
๑๔. สกิ ขาปทวภิ งั ค ์ ๔๔
๑๕-๑๖. ปฏสิ มั ภทิ าวภิ ังค์ - ญาณวภิ งั ค ์ ๔๔
๑๗. ขุททกวัตถุวิภงั ค ์ ๔๔
๑๘. ธัมมหทยวภิ งั ค์ ๔๕
วิธีการจ�ำแนกวิภังค ์ ๔๕
๑. นัย ๓ ประการ ๔๕
๑.๑ สุตตันตภาชนยี นัย ๔๕
๑.๒ อภธิ รรมภาชนยี นยั ๔๕
๑.๓ ปัญหาปุจฉกนัย ๔๖
๒. วธิ กี ารจ�ำแนกขนั ธวิภังค์ ๕๐
๓. วิธกี ารจ�ำแนกอายตนวภิ ังค ์ ๕๑
๔. การจ�ำแนกธาตวุ ิภังค ์ ๕๔
๕. การจ�ำแนกสจั จวิภังค ์ ๕๘
๖. การจ�ำแนกอนิ ทริยวภิ งั ค์ ๕๘
๗. การจ�ำแนกปฏิจจสมปุ ปาทวภิ งั ค ์ ๕๙
๘. การจ�ำแนกสตปิ ฏั ฐานวิภงั ค์ ๕๙
๙. การจ�ำแนกสัมมัปปธานวิภังค์ ๖๐
๑๐. การจ�ำแนกอทิ ธปิ าทวิภังค ์ ๖๐
๑๑. การจ�ำแนกโพชฌังควภิ ังค ์ ๖๐
๑๒. การจ�ำแนกมัคคังควภิ ังค์ ๖๑
๑๓. การจ�ำแนกฌานวิภังค์ ๖๑
๑๔. การจ�ำแนกอปั ปมัญญาวภิ งั ค ์ ๖๒
๑๕. การจ�ำแนกสกิ ขาปทวภิ ังค์ ๖๒
๑๖. การจ�ำแนกปฏสิ ัมภิทาวิภงั ค์ ๖๓
๑๗. การจ�ำแนกญาณวิภังค ์ ๖๓
๑๘. การจ�ำแนกขทุ ทกวัตถวุ ิภังค์ ๖๓
๑๙. การจ�ำแนกธัมมหทยวิภงั ค ์ ๖๕
ข้อสงั เกต
พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ (21)
พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ ๖๗
พระอภธิ รรมปฎิ ก เลม่ ที่ ๓ ๖๘
(ธาตกุ ถา และ ปุคคลบัญญตั )ิ ๖๘
๖๘
ประวัตพิ ระอภธิ รรมปฎิ ก ๗๐
แนะน�ำธาตุกถา ๗๐
ธาตกุ ถา ๘๗
๑. ความหมาย ๘๘
๒. เน้ือหาของธาตุกถา ๘๘
ก. ภาคอทุ เทส ๘๘
ข. ภาคนิทเทส ๘๙
๑. ปฐมนัย สงั คหาสงั คหปทนทิ เทส ๙๘
๑.๑ วิธกี ารของปฐมนยั ๙๘
๑.๒ เนอื้ หาของปฐมนัย ๙๘
๑.๓ ตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของปฐมนัย ๑๐๐
๒. ทตุ ิยนยั สังคหเิ ตนอสังคหิตปทนิทเทส ๑๐๔
๒.๑ วธิ ีการของทุตยิ นยั ๑๐๔
๒.๒ เนอ้ื หาของทุติยนยั ๑๐๔
๒.๓ ตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของทุตยิ นยั ๑๐๗
๓. ตติยนยั อสังคหเิ ตนสงั คหิตปทนิทเทส ๑๑๐
๓.๑ วธิ ีการของตติยนัย ๑๑๐
๓.๒ เน้อื หาของตติยนัย ๑๑๑
๓.๓ ตวั อยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของตติยนยั ๑๑๓
๔. จตุตถนัย สังคหเิ ตนสังคหิตปทนทิ เทส ๑๑๕
๔.๑ วิธกี ารของจตตุ ถนยั ๑๑๕
๔.๒ เนือ้ หาของจตตุ ถนยั ๑๑๖
๔.๓ ตัวอย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของจตุตถนยั ๑๑๗
๕. ปัญจมนัย อสงั คหเิ ตนอสังคหิตปทนทิ เทส
๕.๑ วธิ ีการของปญั จมนัย
๕.๒ เนือ้ หาของปญั จมนัย
๕.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของปัญจมนยั
(22) พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ ๑๒๐
๖. ฉฏั ฐนยั สมั ปโยควปิ ปโยคปทนิทเทส ๑๒๐
๖.๑ วธิ กี ารของฉัฏฐนยั ๑๒๒
๖.๒ เนอ้ื หาของฉัฏฐนยั ๑๒๔
๖.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของฉัฏฐนยั ๑๒๗
๗. สัตตมนยั สัมปยุตเตนวิปปยตุ ตปทนิทเทส ๑๒๗
๗.๑ วิธีการของสัตตมนยั ๑๒๘
๗.๒ เน้อื หาของสตั ตมนัย ๑๒๙
๗.๓ ตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของสตั ตมนยั ๑๓๑
๘. อัฏฐมนัย วิปปยุตเตนสมั ปยุตตปทนิทเทส ๑๓๑
๘.๑ วธิ ีการของอัฏฐมนยั ๑๓๑
๘.๒ เน้อื หาของอัฏฐมนยั ๑๓๒
๘.๓ ตัวการจ�ำแนกสภาวธรรมของอฏั ฐมนยั ๑๓๔
๙. นวมนยั สัมปยุตเตนสมั ปยุตตปทนทิ เทส ๑๓๔
๙.๒ วิธกี ารของนวมนยั ๑๓๕
๙.๒ เนอื้ หาของนวมนยั ๑๓๖
๙.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของนวมนยั ๑๓๙
๑๐. ทสมนัย วปิ ปยุตเตนวปิ ปยตุ ตปทนิทเทส ๑๓๙
๑๐.๑ วิธีการของทสมนัย ๑๓๙
๑๐.๒ เนอื้ หาของทสมนยั ๑๔๐
๑๐.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของทสมนัย ๑๔๓
๑๑. เอกาทสมนยั สงั คหิเตนสมั ปยุตตวิปปยุตตปทนิทเทส ๑๔๓
๑๑.๑ วธิ กี ารของเอกาทสมนยั ๑๔๔
๑๑.๒ เนื้อหาของเอกาทสมนยั ๑๔๔
๑๑.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของเอกาทสมนัย ๑๔๗
๑๒. ทวาทสมนยั สัมปยุตเตนสงั คหติ าสงั คหติ ปทนทิ เทส ๑๔๗
๑๒.๑ วิธีการของทวาทสมนัย ๑๔๗
๑๒.๒ เนอื้ หาของทวาทสมนัย ๑๔๘
๑๒.๓ ตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของทวาทสมนัย ๑๕๐
๑๓. เตรสมนยั อสังคหเิ ตนสมั ปยุตตวปิ ปยุตตปทนิทเทส ๑๕๐
๑๓.๑ วธิ ีการของเตรสมนยั
พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ (23)
๑๓.๒ เนือ้ หาของเตรสมนยั ๑๕๑
๑๓.๓ ตัวอย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของเตรสมนัย ๑๕๑
๑๕๕
๑๔. จทุ ทสมนัย วปิ ปยุตเตนสงั คหติ าสงั คหิตปทนทิ เทส ๑๕๕
๑๕๕
๑๔.๑ วิธีการของจุททสมนัย ๑๕๖
๑๔.๒ เน้อื หาของจทุ ทสมนยั ๑๕๙
๑๔.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของจทุ ทสมนัย ๑๖๐
ขอ้ สงั เกต ๑๖๐
แนะน�ำปคุ คลบัญญัติ ๑๖๐
ปคุ คลบัญญตั ิ ๑๖๓
๑. ความหมาย ๑๖๖
๒. เน้อื หาของปคุ คลบญั ญตั ิ ๑๖๙
ข้อสงั เกต ๑๗๐
๑๗๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ ๑๗๐
พระอภธิ รรมปฎิ ก เล่มท่ี ๔ ๑๗๐
(กถาวตั ถุ) ๑๗๐
๑๗๙
ความหมายของค�ำว่ากถาวัตถุ ๑๘๐
ความส�ำคัญของคัมภีร์กถาวตั ถ ุ ๑๘๐
๑. ความส�ำคญั ทางดา้ นเนอ้ื หา ๑๘๐
๒. ความส�ำคญั ทางดา้ นวธิ กี าร ๑๘๑
๓. ความส�ำคญั ทางดา้ นวัตถุประสงค ์ ๑๘๓
ความเป็นมาของคัมภีรก์ ถาวตั ถ ุ ๑๘๔
โครงสร้างของคมั ภีรก์ ถาวัตถุ ๑๘๕
๑. เน้ือหา
๑.๑ เนอื้ หาทีจ่ ดั ตามล�ำดับวาทกถา
๑. มหาปณั ณาสก ์
๒. นยิ ามปัณณาสก์
๓. นสิ ยปณั ณาสก์
๔. นิคคหปณั ณาสก์
๕. ขทุ ทกอฑั ฒปณั ณาสก ์
(24) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ ๑๘๕
๑๙๐
๑.๒ เนื้อหาที่จัดตามกลมุ่ สาระทางธรรม ๒๑๓
๑.๓ สรปุ ทรรศนะจากวาทกถาตา่ ง ๆ ๒๓๗
๒. วธิ กี าร ๒๓๙
ขอ้ สงั เกต ๒๓๙
๒๔๐
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๘ ๒๔๐
พระอภธิ รรมปฎิ ก เลม่ ท่ี ๕ ๒๔๐
(ยมก ภาค ๑) ๒๔๒
๒๔๒
ความหมายของยมก ๒๔๒
สภาวธรรม ๑๐ หมวด ๒๔๔
สภาวธรรม ๑๐ หมวดกับยมก ๒๔๕
สภาวธรรม ๑๐ หมวดนีเ้ องเปน็ เนอ้ื หาของยมก ๒๔๕
วธิ กี ารยมก ๒๔๕
ลักษณะและประเภทของปญั หา ๒๔๕
ปัญหาในยมกมี ๔ ประเภท ๒๔๖
ลักษณะและประเภทของวสิ ัชนา ๒๔๗
วธิ ดี �ำเนนิ การ ๒๔๗
๑. มูลยมก ๒๔๘
๑.๑ ความหมายของมูล ๒๔๘
๑.๒ องค์ธรรมทีเ่ ปน็ เนอ้ื หาของมลู ยมก ๒๔๙
๑.๓ วัตถุประสงค์ของมลู ยมก ๒๕๐
๑.๔ นยะของมูลยมก ๒๕๐
๑. มูลนยั
๒. มูลมลู นัย
๓. มูลกนัย
๔. มูลมลู กนัย
๑.๕ วาระของมลู ยมก
๒. ขันธยมก
๒.๑ ความหมายของขนั ธ์
พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ (25)
๒.๒ องค์ธรรมท่ีเป็นเนือ้ หาของขนั ธยมก ๒๕๐
๒.๓ วตั ถปุ ระสงคข์ องขนั ธยมก ๒๕๐
๒.๔ นยะหรือนัยของขันธยมก ๒๕๐
๒.๕ วาระของขันธยมก ๒๕๑
ขอ้ สังเกต ๒๖๔
๓. อายตนยมก ๒๖๔
๓.๑ ความหมายของอายตนะ ๒๖๔
๓.๒ องค์ธรรมท่เี ปน็ เนื้อหาของอายตนยมก ๒๖๕
๓.๓ วตั ถปุ ระสงคข์ องอายตนยมก ๒๖๖
๓.๔ นยะหรอื นยั ของอายตนยมก ๒๖๖
๓.๕ วาระของอายตนยมก ๒๖๖
๔. ธาตยุ มก ๒๖๙
๔.๑ ความหมายของธาต ุ ๒๖๙
๔.๒ องค์ธรรมที่เป็นเนอื้ หาของธาตุยมก ๒๗๐
๔.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของธาตุยมก ๒๗๑
๔.๔ นยะหรือนยั ของธาตยุ มก ๒๗๒
๔.๕ วาระของธาตยุ มก ๒๗๒
๕. สัจจยมก ๒๗๒
๕.๑ ความหมายของสจั จะ ๒๗๒
๕.๒ องค์ธรรมทเ่ี ป็นเนื้อหาของสจั จยมก ๒๗๒
๕.๓ วัตถปุ ระสงค์ของสจั จยมก ๒๗๓
๕.๔ นยะหรือนยั ของสัจจยมก ๒๗๓
๕.๕ วาระของสัจจยมก ๒๗๓
๖. สังขารยมก ๒๗๗
๖.๑ ความหมายของสงั ขาร ๒๗๗
๖.๒ องค์ธรรมทเ่ี ปน็ เนื้อหาของสงั ขารยมก ๒๗๘
๖.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของสงั ขารยมก ๒๗๙
๖.๔ นยะและวาระของสังขารยมก ๒๘๑
๗. อนสุ ยยมก ๒๘๒
๗.๑ ความหมายของอนุสยั ๒๘๒
(26) พระไตรปิฎกปริทรรศน์ ๒๘๒
๗.๒ องค์ธรรมท่เี ปน็ เนือ้ หาของอนสุ ยยมก ๒๘๔
๗.๓ วัตถุประสงค์ของอนุสยยมก ๒๘๔
๗.๔ โครงสร้างและวธิ ีด�ำเนนิ การของอนสุ ยยมก ๒๘๔
๗.๔.๑ โครงสร้าง ๒๘๕
๗.๔.๒ วิธีด�ำเนนิ การ ๒๙๐
ข้อสงั เกต ๒๙๓
๒๙๓
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ๓๙ ๒๙๓
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ๒๙๔
(ยมก ภาค ๒) ๒๙๕
๒๙๕
แนะน�ำยมกทเี่ หลือโดยสังเขป ๓๐๐
๘. จิตตยมก ๓๐๒
๘.๑ ความหมายของจติ ๓๐๖
๘.๒ องค์ธรรมทเ่ี ปน็ เนอ้ื หาของจิตตยมก ๓๐๙
๘.๓ วตั ถุประสงค์ของจติ ตยมก ๓๐๙
๘.๔ โครงสรา้ งและวธิ ีด�ำเนนิ การ ๓๑๐
๑. สุทธจติ ตสามญั ญะอปุ ปาทนิโรธกาลสัมเภทวาร ๓๑๐
๒. สตุ ตนั ตจิตตมิสสกวิเสส ๓๑๑
๓. อภธิ มั มจติ ตมสิ สกวิเสส ๓๑๖
๙. ธมมยมก ๓๑๖
๙.๑ ความหมายของธรรม ๓๑๖
๙.๒ องค์ธรรมท่ีเปน็ เนอื้ หาของธมั มยมก ๓๑๘
๙.๓ วัตถปุ ระสงค์ของธัมมยมก ๓๑๙
๙.๔ โครงสรา้ งและวธิ ีด�ำเนนิ การ
๑. ปัณณัตตวิ ารนิทเทส
๑.๑ ปทโสธนวาร
๑.๒ ปทโสธนมูลจกั กวาร
๑.๓ สุทธธัมมวาร
๑.๔ สทุ ธธัมมมูลจักกวาร
พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ (27)
๒. ปวตั ติวารนทิ เทส ๓๒๑
๒.๑ อุปปาทวาร ๓๒๑
๒.๒ นิโรธวาร ๓๒๒
๒.๓ อปุ ปาทนิโรธวาร ๓๒๒
๓. ภาวนาวาร ๓๒๔
๑. ปัจจปุ ปนั นวาร ๓๒๔
๑๐. อนิ ทรียยมก ๓๒๕
๑๐.๑ ความหมายของอนิ ทรีย ์ ๓๒๕
๑๐.๒ องค์ธรรมท่ีเป็นเนอื้ หาของอินทรยี ยมก ๓๒๗
๑๐.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของอนิ ทรียยมก ๓๒๗
๑๐.๔ โครงสร้างและวิธีด�ำเนนิ การ ๓๒๗
ขอ้ สงั เกต ๓๓๓
๓๓๕
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ๔๐-๔๕ ๓๓๖
พระอภธิ รรมปฎิ ก เล่ม ๗-๑๒ ๓๓๖
(ปฏั ฐาน ภาค ๑-๖) ๓๓๗
๓๓๘
ความส�ำคญั ของปัฏฐาน ๓๓๘
ความหมายของปัฏฐาน ๓๓๙
ปฏั ฐานกบั ปฏิจจสมุปบาท ๓๔๐
การจดั แบง่ คมั ภีรป์ ฏั ฐาน ๓๔๔
โครงสรา้ งของปัฏฐาน ๓๔๔
๑. อารัมภกถา ๓๔๘
๒. องคป์ ระกอบท่เี ปน็ เนื้อหาของปัฏฐาน ๓๕๖
๓. วิธีการของปัฏฐาน ๓๕๖
ล�ำดับการแสดงปัฏฐาน
๑. ปจุ ฉาวาร
๒. วสิ ชั นาวาร
รายละเอยี ดของแตล่ ะปจั จยั (เฉพาะท่วี ่าด้วยกสุ ลติกะเท่านนั้ )
๑. เหตปุ จั จัย
(28) พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
๒. อารมั มณปัจจยั
๓. อธิปติปัจจยั ๓๕๘
๔. อนันตรปัจจยั ๓๕๙
๕. สมนันตรปจั จัย ๓๖๐
๖. สหชาตปจั จัย ๓๖๑
๗. อญั ญมญั ญปจั จยั ๓๖๑
๘. นสิ สยปจั จยั ๓๖๒
๙. อุปนสิ สยปจั จยั ๓๖๓
๑๐. ปเุ รชาตปจั จัย ๓๖๔
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ๓๖๕
๑๒. อาเสวนปัจจยั ๓๖๖
๑๓. กัมมปัจจยั ๓๖๗
๑๔. วปิ ากปัจจัย ๓๖๘
๑๕. อาหารปจั จยั ๓๖๘
๑๖. อินทรียปัจจัย ๓๗๐
๑๗. ฌานปจั จัย ๓๗๑
๑๘. มคั คปจั จยั ๓๗๒
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย ๓๗๓
๒๐. วปิ ปยตุ ตปจั จัย ๓๗๔
๒๑. อัตถิปจั จัย ๓๗๕
๒๒. นตั ถปิ ัจจัย ๓๗๖
๒๓. วิคตปจั จยั ๓๗๖
๒๔. อวิคตปจั จยั ๓๗๗
ขอ้ สังเกต ๓๗๗
ปจั จยสภาคะ ๓๗๗
สรุป ๓๗๙
การจัดแบง่ คมั ภีรป์ ัฏฐาน ๓๘๒
๓๘๒
พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ 1
อนั ว่าด้วยพระอภธิ รรมปฎิ ก
พระอภธิ รรมปิฎก เป็นปิฎกท่ีวา่ ด้วยเรอ่ื งจติ เจตสิก รูป นพิ พาน และบัญญัติ ถา้ วา่
โดยปรมัตถ์ก็ได้แก่ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมอันย่ิง ธรรมอันพิเศษ ธรรม
อันละเอียดลุ่มลึกและประเสริฐยิ่งกว่าธรรมทั้งปวงที่จะยังสัตว์ให้ไปสู่สวรรค์และนิพพาน
เหมือนฉตั รอนั ยง่ิ ใหญ่ที่ประเสริฐกวา่ ฉตั รท้ังหลาย เพราะมไิ ดก้ ลา่ วถงึ สตั ว์ บุคคล สถานทีแ่ ละ
เหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ เขา้ มาประกอบแตอ่ ยา่ งใดทง้ั สนิ้ นบั เปน็ เรอื่ งของวชิ าการทางพระพทุ ธศาสนา
ลว้ น ๆ โดยแบ่งออกเป็น ๗ คมั ภีร์ คือ ธมั มสงั คณี วภิ งั ค์ ธาตกุ ถา ปุคคลบัญญตั ิ กถาวตั ถุ
ยมก และ ปฏั ฐาน จัดเปน็ หมวดธรรมได้ ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์
พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นี้ในพรรษาท่ี ๗ โดยมีเร่ือง กล่าวไว้ใน
คมั ภรี อ์ รรถกถาอฏั ฐสาลินีว่า เม่อื พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริยท์ รมานเดยี รถยี ์นคิ รนถ์
ณ ภายใต้ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์แล้ว ทรงด�ำริว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตทรงแสดง
ยมกปาฏหิ าริย์แล้ว เสดจ็ จ�ำพรรษา ณ ท่ใี ด เม่อื ทรงทราบดว้ ยพระญาณว่า เสดจ็ อยู่จ�ำพรรษา
ณ ภพดาวดึงส์ เพือ่ แสดงพระ อภิธรรม ๗ คมั ภรี ์โปรดพระพทุ ธมารดาตลอดไตรมาส ซึ่งเป็น
พทุ ธประเพณีของพระพุทธเจ้าท้ังหลายในอดีต
เมอ่ื พระองค์ทรงทราบเชน่ น้ี จงึ ทรงด�ำริว่า พระชนนีของตถาคตนี้มคี ุณปู การรกั ใครใ่ น
ตถาคตมาก ทรงตั้งความปรารถนาไว้แต่ครั้งพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณแสนกัปล่วง
มาแล้วว่า ขอให้ได้เป็นพระมารดาของตถาคต บัดนี้ควรท่ีตถาคตจะเสด็จไปภพดาวดึงส์
เพื่อแสดงพระอภิธรรมสนองพระคุณ จากน้ันจึงเสด็จลงจากพุทธอาสน์ เหล่าเทพยดาและ
มนุษย์ท้ังหลายได้ถวายอภิวาทโดยเคารพแล้ว ทรงยกพระบาทเบ้ืองขวาเหยียบเหนือยอด
ไม้คัณฑามพพฤกษ์ พระบาทค�ำรบสอง เหยียบเหนือยอดภูเขายุคนธร และพระบาท
คำ� รบสามก้าวถึงภพดาวดึงสอ์ นั เป็นท่ี สถิตของทา้ วอมรินทราธิราช ประทับเหนอื บณั ฑกุ มั พล
ศิลาอาสน์ ณ ภายใต้ควงไม้ปาริฉตั ตกพฤกษ์
ทา้ วอมรนิ ทราธริ าชไดม้ เี ทวราชโองการปา่ วประกาศแกท่ วยเทพนกิ รทง้ั ปวง ขอใหอ้ อก
จากวมิ านไปเฝา้ พระพทุ ธเจา้ เทพบตุ รเทพธดิ าตา่ งกอ็ อกจากทพิ ยวมิ าน ถอื ผอบทองเตม็ ไปดว้ ย
บุปผชาติของหอมอันเป็นทิพย์ มาเฝ้าท้าวอมรินทราธิราช แล้วพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
กระทำ� สกั การบูชาแล้วนั่ง ณ ที่สมควร แมเ้ ทพยดาท้งั หลายอื่นในหมนื่ จักรวาล ตา่ งก็ถอื เครอ่ื ง
สักการบูชาไปยังมงคลจักรวาลอันเป็นที่เทพยดาสมาคมประชุมกันสักการบูชาพระพุทธเจ้า
ถวายนมัสการแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ต่างเนรมิตกายเท่าอณูและปรมาณู แม้พ้ืนท่ีเท่า
2 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์
ปลายขนทรายจามรี ก็ อยู่ได้สิบองค์บา้ ง ยีส่ ิบองค์บ้าง ถงึ แสนองค์กม็ ี
เม่ือเทพยดามาประชุมกันอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรดู มิได้ทรงเห็น
พระมารดาเสดจ็ มา จึงตรัสถามท้าวอมรนิ ทราธิราชวา่ มหาบพิตร พระสิริมหามายามารดาของ
ตถาคตมไิ ดเ้ สดจ็ มาดว้ ยหรอื ทา้ วอมรนิ ทราธริ าชไดส้ ดบั พระพทุ ธดำ� รสั กท็ ราบวา่ พระพทุ ธเจา้
เสดจ็ มาครงั้ น้ี ทรงมีพระประสงค์จะตรสั พระธรรมเทศนาโปรดพระมารดา จงึ รีบเสดจ็ ไปยังภพ
ดุสิตอันเป็นที่สถิตของพระสิริมหามายา คร้ันเสด็จถึงก็ถวายอภิวาทโดยเคารพ แล้วทูลว่า
ขา้ แตพ่ ระสริ มิ หามายา บดั นพี้ ระพทุ ธเจา้ เสด็จมายงั ภพของขา้ พระองคป์ ระทบั ณ บัณฑกุ มั พล
ศลิ าอาสน์ ภายใตค้ วงไมป้ ารฉิ ตั ตกพฤกษ์ ทรงคอยทา่ เพอื่ ตรสั พระธรรมเทศนา ขอเชญิ เสดจ็ ไป
เฝ้าโดยเร็วเถิด
พระสิริมหามายา ทรงสดับดังน้ันก็ทรงโสมนัส เสด็จจากภพดุสิตไปยังภพดาวดึงส์
พร้อมด้วยเทพอัปสรบริวาร ขณะนั้นพระพุทธเจ้าทรงเหยียดพระหัตถ์เบ้ืองขวาตรัสเชิญ
พระสริ มิ หามายาพทุ ธมารดาเขา้ ไปใกล้ ใหเ้ ปน็ ประธานเทพยดาทงั้ หลาย แลว้ จงึ โปรดประทาน
พระธรรมเทศนาอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เร่ิมต้ังแต่วัน ข้ึน ๑๕ ค�่ำ เดือน ๘ ตามล�ำดับจนครบ
ไตรมาสในวนั ขนึ้ ๑๔ ค่�ำ เดือน ๑๑
พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงพระอภธิ รรม ๗ คมั ภีร์นีท้ งั้ กลางคืนและกลางวนั มิไดม้ รี ะหว่าง
เว้นสักเวลาเลย เป็นเวลาถึง ๓ เดือนเต็ม เป็นเวลาของมนุษยโลก ในระหว่างที่ทรงแสดง
พระอภธิ รรมน้ี เมอื่ ถงึ เวลาบณิ ฑบาต เวลาเสวยและเวลาทรงพกั ผอ่ นในกลางวนั พระองคก์ เ็ สดจ็
ไปตามพุทธกจิ โดยทรงบันดาลพระพุทธนิมิตไว้แสดงพระอภิธรรมแทนพระองค์
ครน้ั ถึงวันมหาปวารณา วันออกพรรษาขนึ้ ๑๕ ค่�ำ เดือน ๑๑ พระพุทธองค์ จงึ เสด็จลง
จากเทวโลกไปยังเมืองสังกัสสนคร ซึ่งต่อมาได้ถือเป็นประเพณีท�ำบุญ วันเทโวโรหณะ หรือ
เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า ตักบาตรเทโว บางแห่งก็เล่ือนวัน เทโวโรหณะไปเป็นแรม ๑ ค่�ำ
เดอื น ๑๑ กม็ ี ซงึ่ หมายถงึ วา่ พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงจากเทวโลกภายหลงั จากทเ่ี สดจ็ จากมนษุ ยโลก
ไปเป็นเวลาสามเดือน
พระอภิธรรมนี้ ชาวพทุ ธถือวา่ ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ดังทพ่ี ระอรรถกถา
จารยก์ ลา่ วไวใ้ นอฏั ฐกถาอฏั ฐสาลนิ ี หนา้ ๔๖๖ เปน็ ธรรมทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงเทศนาโปรดเทพยดา
มพี ระพทุ ธมารดาเปน็ ประธาน เปน็ การแสดงความกตญั ญกู ตเวทตี อ่ พระพทุ ธมารดา สำ� หรบั ใน
มนุษยโลกน้ี ทรงแสดงพระอภิธรรมแก่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรอัครสาวกเบ้ืองขวาเป็น
คร้งั แรก ทีป่ า่ ไม้จนั ทน์แดงใกลส้ ระอโนดาต แลว้ พระสารบี ุตรไดน้ �ำมาสงั่ สอนแกศ่ ิษยต์ อ่ ๆ มา
พระอภิธรรมจึงเป็นหลักการศึกษาพระพุทธศาสนาจนตราบเทา่ ทุกวนั น้ี
เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔ 3
พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๔
พระอภธิ รรมปิฎก เล่มท่ี ๑
(ธมั มสังคณี)
ธัมมสงั คณี เป็นคัมภรี แ์ รกของพระอภิธรรมปิฎก และเป็นคมั ภีรส์ �ำคญั ทส่ี ุดเพราะเปน็
คัมภีร์ท่ีแสดงหัวข้อธรรมหรือเน้ือหาหลักของพระอภิธรรมปิฎกที่เรียกว่า มาติกา ไว้เป็น
เบ้ืองต้น จากนั้นจึงน�ำไปแสดงขยายออกไปเป็น ๔ กัณฑ์ คือ จิตตุปปาทกัณฑ์ รูปกัณฑ์
นิกเขปกัณฑ์ และอัฏฐกถากัณฑ์ตามล�ำดับ เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบความพิสดารของ
พระอภิธรรมปิฎกสว่ นนี้มากยิ่งขึน้
ความหมายของธมั มสงั คณี
พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อวิมุตติสุข แก่มวลมนุษย์และเทวดาในโลก
ท้งั ๓ นนั้ จ�ำแนกได้ ๓ ปฎิ ก คอื พระวินัยปฎิ ก พระสตุ ตันตปฎิ ก และ พระอภธิ รรมปฎิ ก
ในปิฎกทั้ง ๓ น้ัน เฉพาะพระอภิธรรมปิฎก มี ๗ คัมภีร์ โดย ธัมมสังคณี นี้เป็นคัมภีร์แรก
และเปน็ คัมภีร์สำ� คญั ทสี่ ุดเพราะเปน็ คัมภีร์ที่แสดงเนือ้ หาหลักแห่งพระอภธิ รรม
เมื่อคราวท�ำปฐมสังคายนา พระมหากัสสปเถระเป็นปุจฉกะผู้ถามพระอภิธรรม
พระอานนทเถระเป็นวิสัชกะผู้ตอบ ได้รวบรวมพระอภิธรรมปิฎกไว้เป็นหมวดหมู่พระอภิธรรม
จึงเปน็ คลงั วิชาการทางพระพุทธศาสนาทัง้ ๗ คมั ภรี ์ คือ
๑. ธัมมสงั คณ ี เปน็ คมั ภรี ร์ วบรวมปรมตั ถธรรมท้ังหมดไว้เปน็ หมวดหมู่
๒. วภิ ังค ์ เป็นคัมภรี ์แจกหรือกระจายปรมตั ถธรรมออกเป็นส่วน ๆ
๓. ธาตุกถา เป็นคัมภีร์ท่ีจัดปรมัตถธรรมไว้เป็นพวก ๆ โดยสงเคราะห์
เข้ากันได้ และสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ โดย ขันธ์ อายตนะ
และธาตุเปน็ ตน้
๔. ปคุ คลบัญญตั ิ เป็นคัมภีร์ที่แสดงพระอภิธรรมโดยบัญญัติ โดยยกบุคคลข้ึน
แสดงมากกวา่ สงิ่ อนื่
๕. กถาวตั ถุ เป็นคัมภีร์ที่แสดงพระอภิธรรมข้ึนโต้ตอบ โดยท�ำนองปุจฉา
วสิ ชั นาเปน็ เรอื่ งตา่ ง ๆ มอี ยู่ ๑,๐๐๐ เรอื่ ง เปน็ สกวาทะ ๕๐๐
ปรวาทะ ๕๐๐
4 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก
๖. ยมก เปน็ คัมภรี ท์ ย่ี กปรมตั ถธรรมข้ึนแสดงเปน็ คู่ ๆ มีอนุโลมปุจฉา
และปฏิโลมปุจฉา เปน็ ตน้
๗. ปฏั ฐาน แสดงปรมัตถธรรมแผ่กว้างขวางพิสดาร แจกไปตาม
ปจั จยั ๒๔ มเี หตุปจั จัย เปน็ ตน้
คำ� ว่า “ธัมมสังคณ”ี น้ีเป็นบทสมาส ประกอบด้วย ธัมมะ + สังคณี (สงฺคณี > สํ + คห
+ อน + อี > สงคฺ หนี > สงคฺ ณี อกี นยั หน่งึ มาจาก สํ + คณ + อี = สงฺคณ)ี
ธมั มะ หมายถึง สภาวธรรมลว้ น ๆ ไมเ่ กย่ี วกบั อตั ตา ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา
สังคณี หมายถึง การรวบรวม การประมวล หรือการนับ
ดังน้ัน เมื่อรวมเป็น ธัมมสังคณี จึงหมายถึง คัมภีร์ที่ประมวลสภาวธรรมหรือ
ปรมตั ถธรรมลว้ นๆ มาไวเ้ ปน็ หมวดหมู่ อกี นยั หนงึ่ หมายถงึ คมั ภรี ท์ แี่ สดงการนบั จำ� นวนสภาวธรรม
ท่ีจริงแล้วความหมายของคำ� ว่า ธมั มสังคณี น้ีไดแ้ สดงใหเ้ ห็นถึงเนื้อหาสาระว่า มอี ะไร
บา้ งอย่ใู นคัมภรี น์ ้ี และบอกวธิ กี ารท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงไวโ้ ดยลกั ษณะ อย่างไร ส�ำหรบั ผ้ทู ี่มี
ความเขา้ ใจความหมายของคำ� แลว้ กจ็ ะไมเ่ กดิ ปญั หาอะไร สว่ นผทู้ ยี่ งั ไมเ่ ขา้ ใจกจ็ ะเกดิ ความสงสยั
ได้ เพราะฉะนนั้ จะขออธบิ ายความหมายของแต่ละค�ำในคำ� วา่ ธมั มสงั คณี พอสังเขป
ความหมายของธัมมศพั ท์
ในวรรณกรรมบาลีทั่วไปนั้น ธัมมศัพท์ กินความกว้างขวางมาก เฉพาะท่ีทรงแสดงใน
สูตรต่างๆ น้นั มีอรรถหรอื ความหมายแตกตา่ งกนั ออกไปหลายนยั เช่น
๑. ปริยัตติ มคี วามหมายวา่ หมวดถอ้ ยคำ� ที่ควรศกึ ษา
๒. ปกต ิ ” ธรรมเนียมที่ปฏิบตั ิกนั มาช้านาน
๓. เหต ุ ” สาเหตุ
๔. สจั จะ ” สจั ธรรม (ความจรงิ )
๕. คณุ ะ ” ผลแหง่ ความดีและความชวั่
๖. เญยยะ ” ธรรมที่พงึ รูไ้ ดด้ ้วยปญั ญา
๗. สภาวะ ” สภาวธรรมทม่ี อี ยจู่ ริง
ส�ำหรับธัมมศัพท์ที่ทรงแสดงในธัมมสังคณีนี้ มีความหมายว่า สภาวธรรมท่ีมีปรากฏ
ตามความเป็นจริง อันได้แก่ ปรมัตถธรรม น่นั เอง
ส�ำหรับลักษณะการรวบรวมหมวดธรรมในธัมมสังคณีนี้ จะแสดงพอเป็นตัวอย่าง
ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. พระพุทธองคท์ รงย่อสภาวธรรมทั้งหมดทม่ี ีอยใู่ ห้เหลือเป็น ๓ ชนิดคือ
ก. หมวด “กุศล” ซ่ึงเปน็ หมวดธรรมฝา่ ยกรรมดี
เล่มที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๔ 5
ข. หมวด “อกุศล” ซง่ึ เป็นหมวดธรรมฝา่ ยกรรมชั่ว
ค. หมวด “อัพยากฤต” ซึง่ เปน็ หมวดธรรมที่เหลือทั้งหมด
๒. ทรงย่อสภาวธรรมท้ังหมดที่มีอยู่ให้เหลือเป็น ๒ ชนิด เช่น ธรรมท่ีเป็นเหตุและ
ธรรมทม่ี ิใช่เหตุ
ด้วยเหตุนี้ คัมภีร์ท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงเป็นปฐมฤกษ์แห่งพระอภิธรรมจึงได้ช่ือว่า
ธมั มสงั คณี และนอกจากจะทรงยอ่ สภาวธรรมเขา้ ดว้ ยกนั แลว้ ยงั ทรงแสดงองคธ์ รรมของหมวด
ธรรมท่ที รงยอ่ ไว้แล้วน้ันโดยละเอียดอกี ดว้ ย เช่น ในขอ้ ธรรมท่วี า่ กสุ ลา ธมมฺ า (ธรรมฝา่ ยดี)
ทรงจำ� แนกไวเ้ ป็นช้ัน ๆ ดงั ต่อไปนี้
๑. ทรงจ�ำแนกเป็นภมู ิ ๔ คอื กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจร ภมู ิและโลกตุ ตรภมู ิ
๒. ในภมู ิ ๔ นน้ั ทรงจ�ำแนกแตล่ ะภูมอิ อกไปอกี เช่น ในกามาวจรภูมิ ประกอบดว้ ย
อกุศลจิต ๑๒ ประเภท เป็นต้น
๓. ในจิตแต่ละประเภทก็ทรงจ�ำแนกละเอียดออกไปอีก เช่น จิตแต่ละประเภท
ประกอบดว้ ยเจตสิกอะไรบา้ ง ดงั น้ีเปน็ ต้น
ลกั ษณะวิธที ท่ี รงแสดง
ล�ำดบั มาตกิ า
มาติกา หมายถึง แม่บทหรือหัวข้อธรรม ที่ทรงแสดงไว้ในเบ้ืองต้น ในพระอภิธรรม
ท่านแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ตกิ มาตกิ า หัวขอ้ ธรรมทีท่ รงแสดงปรมัตถโ์ ดยแบง่ เป็นหมวด หมวดละ ๓ หวั ข้อ
๒. ทกุ มาติกา หัวขอ้ ธรรมทีท่ รงแสดงปรมตั ถโ์ ดยแบ่งเป็นหมวด หมวดละ ๒ หวั ข้อ
ในมาตกิ าทั้ง ๒ นน้ั พระองค์ทรงจำ� แนกทกุ มาตกิ าไวเ้ ป็น ๒ นยั คอื อภิธรรมนัยและ
สตุ ตันตนัย
ดงั นัน้ มาตกิ า จงึ อาจแบ่งได้ ๓ นัย คอื
๑. ติกมาติกา มี ๒๒ ตกิ ะ โดยทรงเรม่ิ ต้นดว้ ย กสุ ลติกะ เปน็ ตน้
๒. ทุกมาตกิ า ทรงแสดงทุกมาติกาโดยนยั แหง่ พระอภิธรรม รวมท้งั หมดมี ๑๐๐ ทุกะ
เรม่ิ ต้นดว้ ย เหตุทุกะ เปน็ ตน้
๓. สุตตนั ตกิ ทกุ มาติกา ทรงแสดงทุกมาติกาโดยนยั พระสตู ร รวมท้ังหมดมี ๔๒ ทุกะ
เร่ิมตน้ ด้วย วิชชาภาคีทุกะ เปน็ ต้น
ล�ำดับกัณฑ์
เมื่อทรงวางหวั ข้อมาตกิ าแล้วจงึ ทรงแสดงคมั ภีรธ์ มั มสงั คณี โดยแบง่ เป็น ๔ กณั ฑ์ คือ
๔ ปรจิ เฉท หรือ ๔ ตอน ซง่ึ ประกอบด้วย
6 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
๑. จติ ตุปปาทกณั ฑ ์ กัณฑท์ ่แี สดงเรอ่ื งจติ และเจตสกิ
๒. รูปกณั ฑ ์ กัณฑ์ท่ีแสดงเรื่องรูป
๓. นิกเขปกณั ฑ ์ กัณฑ์ที่แสดงท้ังติกะและทุกะรวมกันด้วย วิธีการที่ไม่ย่อ
ไม่พิสดารจนเกนิ ไป
๔. อัฏฐกถากณั ฑ ์ กณั ฑท์ แี่ สดงเพอ่ื เกบ็ องคธ์ รรมของตกิ ะและทกุ ะทงั้ หมด ยกเวน้
สุตตนั ติกทกุ ะ
ในกัณฑ์ใหญ่ๆทั้ง ๔ กัณฑ์นี้ จิตตุปปาทกัณฑ์ และรูปกัณฑ์ ทรงแสดงเพ่ือขยาย
กสุ ลติกมาติกา อย่างพิสดาร
ส่วน นกิ เขปกัณฑ์ นั้น นิกเขปะ แปลว่า ละทิ้ง หมายความวา่ เมอื่ พระพทุ ธองค์ทรง
แสดงจิตตุปปาทกัณฑ์และรูปกัณฑ์เพ่ือขยายกุสลติกะให้พิสดารแล้ว ทรงประสงค์ท่ีจะแสดง
ตกิ ะและทกุ ะทเ่ี หลอื โดยไม่พสิ ดารนัก เพราะถา้ ทรงแสดงโดยพสิ ดารทั้งหมด คมั ภีร์ธัมมสงั คณี
ก็หาได้จบสิ้นไม่ ดังนั้น จึงทรงละท้ิงวิธีพิสดาร แล้วทรงแสดงโดยพอประมาณ นี้แหละคือ
เหตคุ วามเป็นมาแห่งนกิ เขปกัณฑ์
สำ� หรับกัณฑส์ ุดท้าย คือ อัฏฐกถากัณฑ์ นัน้ อฏฺฐ หรอื อตถฺ อัตถะ ในที่นี้หมายถึง
“องค์ธรรม” กถา หมายถึง “กล่าวแสดง” ฉะนั้น อัฏฐกถากัณฑ์จึงหมายถึงกัณฑ์ท่ีแสดง
องค์ธรรมของตกิ ะ และทุกะท้งั หมด เว้นสตุ ตันตกิ ทกุ ะ
๑. จิตตปุ ปาทกัณฑ์
ในเบ้ืองต้นทรงแสดงจิตตุปปาทกัณฑ์ โดยยึดกุสลติกมาติกาเป็นหลัก เรียงตามล�ำดับ
ดังนี้
๑. กสุ ลา ธมมฺ า ไดแ้ ก่ กุศลจิต และเจตสกิ ที่สัมปยุต (ประกอบ)
๒. อกสุ ลา ธมมฺ า ได้แก ่ อกศุ ลจติ และเจตสกิ ท่สี มั ปยุต
๓. อพฺยากตา ธมมฺ า ได้แก่ วิปากจิต กิริยาจติ เจตสกิ รปู และนพิ พาน
รวมทั้งปรมัตถธรรมท้งั หมดทเี่ หลอื
ต่อจากน้ันทรงจ�ำแนกกุศลธรรมโดยยึดภูมิเป็นหลักในการแบ่ง เรียกแนวการแบ่งน้ีว่า
ภมู ิเภทนัย โดยจดั ล�ำดับดังตอ่ ไปนี้
๑. กศุ ลธรรมทเ่ี ปน็ ปจั จัยให้เกิดในกามภมู ิ เรียกวา่ กามาวจรกุศล
๒. กศุ ลธรรมทเี่ ป็นปจั จัยใหเ้ กดิ ในรปู ภมู ิ เรยี กว่า รปู าวจรกศุ ล
๓. กศุ ลธรรมที่เปน็ ปัจจยั ให้เกิดในอรูปภูมิ เรียกวา่ อรูปาวจรกศุ ล
๔. กศุ ลธรรมท่นี �ำไปเกดิ ในภูมิ ๓ เรียกวา่ เตภูมิกกศุ ล
๕. กศุ ลธรรมทเี่ ป็นปัจจัยให้ออกจากภูมทิ ง้ั ๓ เรยี กวา่ โลกตุ ตรกศุ ล
เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๔ 7
(๑) กามาวจรกุศล
แม้ในกามาวจรกุศลก็ทรงจำ� แนกจติ เปน็ ๘ ชนดิ (ดวง) โดยชนดิ ท่ี ๑ เรียก วา่ ปฐมจิต,
ชนิดท่ี ๒ เรียกว่า ทุติยจิต ดังน้ีเป็นต้น นอกจากน้ัน ยังทรงจ�ำแนก จิตท้ัง ๘ ชนิดดังกล่าว
เป็น ๓ วาระ คอื
๑. ธมั มววฏั ฐานวาระ (ธัมมะ = ธรรม, ววฏั ฐานะ = การก�ำหนด, วาระ = ช่วง, ตอน)
ตอนทีว่ า่ ดว้ ยการกำ� หนดกามาวจรมหากศุ ลจิตดวงที่ ๑ กบั เจตสิกที่ สัมปยุต
๒. โกฏฐาสวาระ (โกฏฐาสะ = กอง, ส่วน, หม่)ู ตอนทว่ี ่าดว้ ยการรวมจติ เจตสกิ ที่ทรง
แสดงไว้แล้วในธัมมววัฏฐานวาระมาแสดงไว้เป็นหมวดหมู่ โดยจ�ำแนกเป็นขันธ์ อายตนะ
และธาตุเป็นตน้ ซึง่ รวมทง้ั หมดแล้วมี ๒๓ วาระ
๓. สญุ ญตวาระ (สญุ ญตะ = ความวา่ งเปลา่ จากอตั ตา) ชว่ งทว่ี า่ ดว้ ยการแสดงหมวดธรรม
ซงึ่ ไดแ้ สดงไวแ้ ลว้ ในโกฏฐาสวาระ โดยเพมิ่ หมวดธมั มวาระมาอกี หมวดหนง่ึ รวมเปน็ ๒๔ หมวด
โดยเนน้ ให้เหน็ สภาวธรรมลว้ นๆ ทีเ่ กิดมาจากเหตปุ จั จัย มิได้มีอัตตาตวั ตนแตอ่ ย่างใด
อน่งึ ในวาระท้ัง ๓ นัน้ ทรงแบ่งธัมมววฏั ฐานะเป็น ๒ วาระ คอื อทุ เทสวาระ วาระท่ี
แสดงโดยสังเขป และนิทเทสวาระ วาระทแี่ สดงโดยพิสดาร
จากน้ัน ทรงแบ่งอุทเทสวาระเป็น ๑๗ วาระ โดยนัยมีผัสสปัญจกเภทะเป็นต้น และ
ใน ๑๗ วาระเหล่านัน้ ทรงแสดงตามล�ำดับดงั ต่อไปน้ี
๑. ผสั สปญั จกเภทนยั นยั ท่ีวา่ ดว้ ยธรรม ๕ อยา่ ง มี ผัสสะ เปน็ ต้น ซึ่งเปน็ เหตสุ ำ� คัญ
ในการท่ีจะท�ำให้จิตเกิดข้ึน เช่น ก่อนที่จิตดวงหนึ่งๆ จะเกิดข้ึนน้ัน ต้องอาศัยผัสสะคือ
การกระทบกับอารมณก์ ่อน จติ จงึ จะเกิดข้ึนได้ ดงั นเ้ี ป็นตน้
๒. ฌานเภทนัย นัยที่ว่าดว้ ยองค์ฌาน ๕ มี วติ ก เปน็ ต้น ซ่งึ เปน็ เหตุสำ� คญั ในการที่จะ
ท�ำให้ผัสสปัญจมกธรรม ซึง่ ไดก้ ลา่ วไว้ในข้อท่ี ๑ เกิดขึน้ อธิบายวา่ ถา้ หากไมม่ ีวติ กเปน็ ต้นมา
ช่วยยกจิตขน้ึ สอู่ ารมณ์แล้ว จิตกับผัสสเจตสิกเปน็ ต้นกไ็ ม่สามารถเกิดข้ึนได้ ดงั นัน้ จึงทรงแสดง
นัยน้ตี ่อจากผสั สปัญจมกนัย
๓. อนิ ทริยเภทนยั นยั ที่วา่ ด้วยอนิ ทรยี ์ ๘ ซ่ึงเป็นเหตสุ �ำคญั ในการท่จี ะท�ำให้ฌานเภท
ธรรมเกิดข้ึน อธิบายว่า การที่ฌานธรรมมีวิตกเป็นต้นจะเกิดข้ึนได้นั้น จะต้องอาศัยอินทรีย์มี
ศรทั ธาเปน็ ต้น ดงั น้นั จงึ ทรงแสดงนัยนต้ี ่อจากฌานเภทนยั
๔. มัคคเภทนัย นัยท่วี ่าดว้ ยองคม์ รรค ๕ มสี มั มาทิฏฐิเปน็ ต้น ซึง่ เปน็ เหตสุ �ำคญั ในการ
ทจ่ี ะท�ำใหอ้ ินทรยี ์เกดิ ขน้ึ อธบิ ายวา่ ศรทั ธาความเชอ่ื ยอ่ มเกดิ ขึน้ ในจิตของบุคคลผู้มีสัมมาทิฏฐิ
คือความเหน็ ท่ีถกู ต้องเท่าน้ัน ดงั น้นั จึงทรงแสดงนยั นต้ี ่อจากอินทรยิ เภทนยั
๕. พลเภทนัย นัยที่ว่าด้วยธรรมอันได้ช่ือว่าพละมีศรัทธาเป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุส�ำคัญ
ในการที่จะท�ำให้องค์มรรคเกิดขึ้น อธิบายว่า องค์มรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นได้
8 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก
เฉพาะในสันดาน (ในจิต) ของบุคคลผู้มีศรัทธามั่นคงเท่าน้ัน ดังน้ัน จึงทรงแสดงนัยนี้ต่อจาก
มัคคเภทนัย
๖. มลู เภทนยั นัยทว่ี า่ ด้วยธรรมอันเป็นรากเหง้า ต้นตอ ไดแ้ ก่ อโลภะ อโทสะ และ
อโมหะ ซงึ่ เป็นเหตุสำ� คญั ในการทจี่ ะทำ� ให้พละอนั มศี รทั ธาเป็นต้นเกดิ ข้นึ อธบิ ายวา่ การทจ่ี ะ
เกิดศรัทธาเป็นต้นได้น้ัน จะต้องมีเมล็ดบุญคือเคยสั่งสมบุญมาก่อน ดังน้ัน จึงทรงแสดงนัยน้ี
ต่อจากพลเภทนัย
๗. กมั มปถเภทนยั นยั ทวี่ า่ ดว้ ยกรรมบถ ๓ ซง่ึ เปน็ เหตสุ ำ� คญั ในการทจี่ ะทำ� ใหร้ ากเหงา้
ของกุศลเกิดข้ึน อธิบายว่า ธรรมท่ีเป็นรากเหง้าของกุศลจะเกิดข้ึนเฉพาะในตัวบุคคลผู้ท่ีได้
ท�ำบุญให้ทาน รักษาศีล บ�ำเพ็ญภาวนา ด้วยจิตที่ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง
เท่านนั้ ดงั นนั้ จงึ ทรงแสดงนัยนตี้ ่อจากมลู เภทนัย
๘. โลกปาลเภทนัย นัยที่ว่าด้วยธรรมอันได้ช่ือว่าธรรมคุ้มครองโลก ได้แก่ หิริ
และโอตตัปปะ ซึ่งเป็นเหตุส�ำคัญในการท่ีจะท�ำให้กุศลกรรมบถเกิดข้ึน อธิบายว่า บุคคลผู้มี
ความเกรงกลัวละอายบาปเท่านั้นจึงจะสามารถท�ำกุศลได้ ดังน้ัน จึงทรงแสดงนัยน้ีต่อจาก
กัมมปถเภทนยั
๙. ปสั สทั ธยิ คุ ฬาทเิ ภทนยั นยั ทว่ี า่ ดว้ ยธรรมอนั เปน็ คๆู่ มคี แู่ หง่ ปสั สทั ธิ เปน็ ตน้ ซง่ึ เปน็
เหตสุ ำ� คัญในการที่จะทำ� ให้ธรรมคุ้มครองโลกเกิดขึ้น อธบิ ายวา่ ความเกรงกลัวละอายบาปจะ
ไม่มีแก่บุคคลผู้ที่มีร่างกายและจิตใจเร่าร้อน จะมีได้ ก็เฉพาะบุคคลผู้มีร่างกายและจิตใจสงบ
เท่าน้นั ดงั นนั้ จึงทรงแสดงนยั นีต้ อ่ จากโลกปาลเภทนัย
๑๐. สตสิ มั ปชญั ญนัย นัยท่ีว่าดว้ ยสติและสัมปชญั ญะ ซึ่งเป็นเหตุสำ� คัญ ในการที่จะ
ทำ� ให้ธรรมมปี สั สทั ธิเป็นต้นเกิดขึ้น อธบิ ายวา่ ความสงบทงั้ กายและใจนั้น จะเกดิ ไดเ้ ฉพาะกับ
บุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะเท่าน้ัน ดังนั้น จึงทรงแสดง สติสัมปชัญญนัยต่อจากปัสสัทธิยุคฬาทิ-
เภทนัย
๑๑. สมถวิปัสสนานยั นัยทว่ี ่าดว้ ยสมถะและวิปสั สนา ซง่ึ เป็นเหตุส�ำคญั ในการที่จะ
ท�ำใหส้ ตแิ ละสัมปชญั ญะเกดิ ขน้ึ อธิบายวา่ ความด�ำรงม่ันและความรู้ ทันอารมณ์ จะเกิดข้ึนได้
กต็ อ่ เมอื่ มกี ารเจรญิ สมถภาวนาและวปิ สั สนาภาวนาเทา่ นนั้ ดงั นนั้ จงึ ทรงแสดงสมถวปิ สั สนานยั
ต่อจากสติสัมปชัญญนัย
๑๒. ปคั คาหอวิกเขปนัย (วริ ยิ สมาธินยั ) นยั ท่วี ่าด้วยปคั คาหะคือความเพียรและอวิก
เขปะคอื ความตงั้ ม่ัน ซง่ึ เปน็ เหตุส�ำคัญในการท่ีจะท�ำใหส้ มถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาเกิดข้นึ
อธิบายว่า เมื่อบุคคลได้จัดระดับความเพียรและสมาธิให้อยู่ในระดับเดียวกันได้แล้วเท่านั้น
สมถภาวนาและ วิปัสสนาภาวนาจงึ จะเกดิ ขน้ึ ได้ ดังน้ัน จึงทรงแสดงปคั คาหอวกิ เขปนัยต่อจาก
สมถวปิ สั สนานยั
เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๔ 9
แท้ที่จริงแล้ว ธรรม ๕๖ ชนิดมีผัสสะเป็นต้น ต่างก็เกิดพร้อมกับจิต ไม่มีธรรมใดท่ี
เกดิ ขนึ้ กอ่ น หรอื หลงั จติ เลย การทจ่ี ะพดู แยกแยะโดยกำ� หนดใหเ้ ปน็ เหตเุ ปน็ ผลของกนั และกนั นนั้
เป็นไปได้ยาก ส่วนท่ีแสดงโดยสังเขปข้างต้นน้ันได้อาศัยนัยแห่ง อรรถกถาอัฏฐสาลินีพอเป็น
แนวทางเท่าน้ัน
อนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงแยกแยะสภาวธรรมในมหากุศลจิตดวงท่ี ๑ ไว้ ๑๗ นัย หรือ
๕๖ ประการ แตย่ งั มใิ ชท่ งั้ หมด เพราะยงั มอี งคธ์ รรมอน่ื ๆ ทปี่ ระกอบในจติ ดวงนี้ ซง่ึ มไิ ดท้ รงระบุ
ออกมา แต่ทรงแสดงไวโ้ ดยใช้ศพั ท์วา่ “เยวาปน” เทา่ น้ัน ซึ่งธรรม ทที่ รงแสดงด้วยศัพท์ทว่ี ่านี้
พระอรรถกถาจารย์ทา่ นเรียกว่า เยวาปนกธรรม หรือ เยวาปนกเจตสิก ในมหากศุ ลจติ ดวงท่ี ๑
มีเยวาปนกเจตสิกดังต่อไปน้ี คือ ฉันทะ อธิโมกข์ มนสิการ ตัตรมัชฌัตตตา กรุณา มุทิตา
สมั มาวาจา สมั มากมั มันตะ และสัมมาอาชีวะ
ในเจตสิกท้ัง ๙ ดวงน้ี วิรติเจตสิก ๓ และอัปปมัญญาเจตสิก ๒ ท่านเรียกว่า
“อนิยตเจตสกิ ” เพราะประกอบไมแ่ นน่ อน ส่วนเจตสกิ ๔ ดวงทเี่ หลือไดช้ อ่ื วา่ “นิยตเจตสิก”
เพราะประกอบแน่นอนในมหากุศลจิตดวงท่ี ๑
อนง่ึ ในนยิ ตเจตสกิ ๔ ดวงเหลา่ นนั้ ฉนั ทเจตสกิ พระพทุ ธองคท์ รงแสดงไวห้ ลายแงห่ ลาย
มมุ เชน่ ทรงแสดงอกศุ ลฉนั ทะโดยทรงใชค้ ำ� วา่ กามฉนั ทะหรอื ฉนั ทราคะดงั นเ้ี ปน็ ตน้ ทรงแสดง
กุศลฉันทะโดยใช้ค�ำว่า ฉันทาธิปติ หรือ ฉันทิทธิบาท เป็นต้น โดยเฉพาะในการที่ทรงแสดง
เตภมู ิกกศุ ลนั้น ทรงใช้คำ� ว่า ฉนั ทาธปิ เตยยะ แทนฉันทะในกามาวจรกุศลและในโลกตุ ตรกุศล
ซง่ึ ถา้ หากจะแยกแยะธรรมเหลา่ นโ้ี ดยละเอยี ดนนั้ กจ็ ะทำ� ใหค้ มั ภรี ก์ วา้ งขวางเกนิ ทจ่ี ะกำ� หนดได้
(๒) รูปาวจรกุศล
พระพทุ ธองคท์ รงแสดงรปู าวจรกศุ ล ตอ่ จากกามาวจรกศุ ล โดยจำ� แนกเปน็ ฌาน ๕ คอื
๑. กสิณฌาน ฌานทไ่ี ดม้ าจากการเพง่ กสิณ
๒. อภิภายตนฌาน ฌานทีไ่ ดม้ าจากการขา้ มพน้ กสณิ
๓. วิโมกขฌาน ฌานที่หลดุ พ้นจากข้าศึกคอื กิเลส
๔. พรหมวหิ ารฌาน ฌานท่ีได้จากการเจรญิ พรหมวหิ าร ๔
๕. อสภุ ฌาน ฌานทีไ่ ดจ้ ากการเจรญิ อสภุ ะ ๑๐
๑. กสิณฌาน
ตอ่ จากนนั้ ทรงแบง่ กสิณฌานออกเปน็ ๘ ประเภท คอื
๑. ปฐวีกสณิ ฌาน ฌานทีไ่ ดโ้ ดยการเจริญปฐวกี สิณทเ่ี ป็นปฏิภาคนิมิต
๒. อาโปกสิณฌาน ฌานที่ไดโ้ ดยการเจริญอาโปกสณิ ทเ่ี ป็นปฏิภาคนิมติ
10 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก
๓. เตโชกสณิ ฌาน ฌานที่ได้โดยการเจริญเตโชกสณิ ทเี่ ป็นปฏภิ าคนิมิต
๔. วาโยกสิณฌาน ฌานท่ีได้โดยการเจรญิ วาโยกสณิ ท่ีเป็นปฏิภาคนิมิต
๕. นีลกสณิ ฌาน ฌานที่ไดโ้ ดยการเจริญนีลกสิณทีเ่ ปน็ ปฏิภาคนิมิต
๖. ปีตกสิณฌาน ฌานทไ่ี ดโ้ ดยการเจริญปตี กสณิ ท่เี ปน็ ปฏภิ าคนิมิต
๗. โลหติ กสณิ ฌาน ฌานท่ีได้โดยการเจรญิ โลหติ กสณิ ทเี่ ปน็ ปฏภิ าคนมิ ิต
๘. โอทาตกสิณฌาน ฌานทีไ่ ด้โดยการเจรญิ โอทาตกสณิ ที่เปน็ ปฏภิ าคนมิ ติ
อนึ่ง ในมัชฌมิ นกิ าย เล่ม ๑๓ ข้อ ๒๕๐ หน้า ๒๒๖ มหาสกลุ ทุ ายิสตู ร ได้ทรงแสดง
กสิณฌานไว้ ๑๐ อย่าง โดยเพิ่ม วิญญาณกสิณ และ อากาสกสิณ เข้ามา แต่ที่ไม่ทรง
แสดงไว้ในพระอภิธรรมเพราะทรงเห็นว่า วิญญาณกสิณน้ันเป็น กสิณท่ีนับเข้าในอรูปฌาน
ส่วนอากาสกสิณเป็นฌานท่ีนับเข้าได้ทั้งในรูปฌานและอรูปฌาน ส�ำหรับอาโลกกสิณ ไม่ได้
แสดงไว้ ณ ที่นี้ ก็เพราะเป็นกสิณท่นี ับเข้าในโอทาตกสิณแลว้
ในกสิณฌานทั้ง ๘ นัน้ พระพทุ ธองค์ทรงแบง่ ปฐวีกสิณฌานออกเปน็ ฌานจตกุ กนัย ๔
และ ฌานปัญจกนัย ๕ (การนับฌานมี ๒ วิธี คือ นับแบบ ปัญจกนัย ส�ำหรับมันทบุคคล
(ผมู้ ปี ญั ญานอ้ ย) ซงึ่ นยั นเี้ ปน็ นยั ทเี่ ขา้ ใจกนั โดยทว่ั ๆ ไป สว่ นอกี นยั คอื การนบั แบบจตกุ กนยั คอื
นัยท่ีนับฌานได้เพียง ๔ ฌาน ส�ำหรับ ติกขบุคคล (ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม) สามารถละวิตก
และวิจารได้ในเวลาเดียวกัน เป็นเหตุให้ต้องรวมทุติยฌานกับตติยฌานให้เหลือเป็นฌานเดียว
คอื ทุติยฌาน เพราะฉะนน้ั จงึ นบั เปน็ ฌาน ๔) รวมแลว้ เปน็ ฌาน ๙ อยา่ ง
จ�ำแนกโดยปฏปิ ทา ๔
แม้ในฌาน ๙ อย่างน้นั ทรงแบ่งฌานแต่ละฌานโดยปฏปิ ทา ๔ ดงั น้ี
๑. ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาฌาน ฌานที่ปฏบิ ัตลิ ำ� บากและรไู้ ดช้ ้า
๒. ทกุ ขาปฏิปทาขิปปาภิญญาฌาน ฌานทีป่ ฏิบัติล�ำบากแตร่ ้ไู ด้เร็ว
๓. สขุ าปฏิปทาทนั ธาภญิ ญาฌาน ฌานทป่ี ฏิบตั ิสะดวกแต่รไู้ ด้ชา้
๔. สขุ าปฏปิ ทาขิปปาภญิ ญาฌาน ฌานทีป่ ฏบิ ัติสะดวกและรไู้ ดเ้ รว็
อีกนยั หนง่ึ ทรงจ�ำแนกฌานท้งั ๙ นน้ั โดยอารมณ์ ๔ ดงั นี้
๑. ปริตตปริตตารมั มณฌาน ฌานทมี่ ีคุณน้อยและมีอารมณเ์ ลก็ น้อย
๒. ปรติ ตอปั ปมาณารมั มณฌาน ฌานทม่ี คี ณุ นอ้ ย แตม่ อี ารมณห์ าประมาณ
มไิ ด้ (เปน็ ปจั จยั แกฌ่ านเบ้ืองสงู )
๓. อปั ปมาณปรติ ตารัมมณฌาน ฌานท่ีมีคณุ มากแต่มีอารมณเ์ ลก็ น้อย
๔. อปั ปมาณอปั ปมาณารมั มณฌาน ฌานท่ีมคี ณุ มากและมีอารมณ์ไพบูลย์
เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๔ 11
โสฬสกั ขัตตกุ นัย
ทรงจ�ำแนกเปน็ ๑๖ นัย โดยการผสมปฏิปทา ๔ เข้ากับอารมณ์ ๔ หมายความวา่ ทรง
เพม่ิ อารมณท์ ้ัง ๔ เข้าไปในแตล่ ะปฏปิ ทา เพราะฉะน้นั จึงไดฌ้ าน ๑๖ ประเภทขึ้นมา และการ
ที่ทรงแสดงนัย ๑๖ ประเภทเช่นนี้ เพราะทรงมีพระประสงค์ให้รู้ว่า การท่ีโยคาวจรบุคคลจะ
ปฏิบัติให้ได้ฌานน้ัน จะไปเน้นหนักเอาแต่ทางปฏิปทาอย่างเดียวไม่ได้ หรือจะไปเน้นหนัก
แต่ในอารมณ์ก็ไม่ได้ ทางที่ถูกแล้วจะต้องรู้จักผสมผสานปฏิปทาและอารมณ์ทั้ง ๒ นี้ให้
สม่ำ� เสมอกัน จึงจะสามารถบรรลฌุ านได้
๒. อภภิ ายตนฌาน
ทรงจำ� แนกอภภิ ายตนฌานเปน็ ๘ อย่าง ดังนี้
๑. ปริตตรูป ฌานที่ได้ดว้ ยการละท้ิงอารมณร์ ูปกสิณขนาดเล็ก
๒. ปริตตสุวัณณทุพพัณณรูป ฌานท่ีได้ด้วยการละท้ิงอารมณ์รูปกสิณขนาดเล็ก
ซึ่งมสี งี ามและไมง่ ามดี (มีสเี ขม้ และจาง)
๓. อัปปมาณรูป ฌานทไ่ี ดด้ ว้ ยการละท้งิ อารมณร์ ูปกสณิ ขนาดใหญ่
๔. อัปปมาณสุวัณณทุพพณั ณรปู ฌานที่ได้ดว้ ยการละทงิ้ อารมณร์ ปู กสณิ ขนาดใหญ่
ซงึ่ มีสงี ามและไม่งามดี
๕. นีละ ฌานที่ได้ดว้ ยการละทิ้งอารมณร์ ปู นีลกสณิ
๖. ปีตะ ฌานทไี่ ด้ดว้ ยการละท้ิงอารมณร์ ูปปตี กสิณ
๗. โลหิตะ ฌานทไี่ ดด้ ้วยการละท้ิงอารมณ์รปู โลหิตกสณิ
๘. โอทาตะ ฌานทีไ่ ดด้ ้วยการละทงิ้ อารมณ์รปู โอทาตกสณิ
นอกจากนีย้ ังทรงจำ� แนกอภภิ ายตนฌานท้ัง ๘ ฌาน เปน็ ๙ ประการ คือ จตกุ กนัย ๔
และ ปญั จกนัย ๕
หลงั จากน้นั ทรงจำ� แนกฌาน ๙ ประการในแตล่ ะฌาน ดงั ต่อไปน้ี คือ ทรงจำ� แนกฌาน
จตุกกนัย (ปฐมอภิภายตนฌาน - จตุตถอภิภายตนฌาน) โดยปฏิปทา ๔, โดยอารมณ์ ๒,
โดยการผสมอารมณ์เข้ากับปฏิปทาเป็น ๘ นัย (ในบาลีจริงๆ แล้ว จะเห็นว่าทรงแสดง
ปฏิปทา ๔ และอารมณ์ ๔ ถึงกระน้ันก็ตามพระพุทธองค์ทรง แสดง “อฏฺฐกฺขตฺตุกเทสนา”
โดยจำ� แนกอารมณ์ ๔ เป็น ๒ เท่าน้นั ) ส�ำหรบั ใน อภภิ ายตนะ ๔ มี นีละ ปตี ะ เป็นต้นท่เี หลอื
พงึ ทราบวา่ พระพทุ ธองคท์ รงแสดง เปน็ “โสฬสกขฺ ตตฺ กุ เทสนา” เหมอื นกบั กสณิ ฌานนน้ั นนั่ เอง
อภภิ ายตนฌานน้ี นอกจากจะเปน็ นยั ทคี่ อ่ นขา้ งจะสบั สนยงุ่ ยากแลว้ ยงั มคี วามหมายที่
รไู้ ดย้ ากพอสมควร อาจารยท์ ง้ั หลายไดใ้ หค้ วามหมายของอภภิ ายตนฌาน ตามนยั แหง่ ไวยากรณ์
วา่ “ฌานอนั ได้มาเพราะสามารถข่มอารมณ์” สำ� หรบั ลกั ษณะการข่มอารมณน์ ้ันพงึ ทราบดว้ ย
12 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
อุปมาดังต่อไปน้ี คือ บุคคลผู้มีระบบการ ย่อยอาหารดีนั้น การได้อาหารแม้เพียงเล็กน้อยมา
ยอ่ มสามารถรับประทานให้หมดได้แมด้ ว้ ยคำ� ๆ เดียว ฉนั ใด แม้โยคาวจรบุคคลได้อารมณ์เปน็
รปู กสณิ ขนาดเลก็ ยอ่ มสามารถเขา้ ฌานขม่ อารมณน์ น้ั ได้ ฉนั นน้ั โดยนยั เดยี วกนั บคุ คลผตู้ ะกละ
ในอาหาร ถงึ แมว้ า่ จะไดอ้ าหารจานใหญ่ กไ็ มอ่ าจเพยี งพอกบั ความตอ้ งการ สามารถรบั ประทาน
อาหารจานแล้วจานเล่าได้หมด ฉันใด แม้โยคาวจรบุคคลได้อารมณ์เป็นรูปกสิณขนาดใหญ่
กส็ ามารถเข้าฌานข่มอารมณน์ ั้นได้ ฉันนน้ั เช่นกัน
สรปุ แลว้ อภภิ ายตนฌานนี้ เปน็ ฌานชนดิ ทบ่ี คุ คลผมู้ ปี ญั ญาหลกั แหลมไดม้ าแบบรวดเรว็
พร้อมกับการปรากฏของกสิณนิมติ นน้ั นัน่ เอง
๓. วิโมกขฌาน
พระพุทธองค์ทรงจ�ำแนกวิโมกขฌาน (ซึ่งเป็นฌานที่หลุดพ้นจากเง้ือมมือศัตรูคือกิเลส
ก่อใหเ้ กิดความอภิรมณใ์ นอารมณ์รปู กสณิ ) ไว้ ๓ ประการดงั น้ี
๑. ฌานที่ไดม้ าโดยการเพง่ เฉพาะกสณิ ภายในและภายนอกเป็นอารมณ์
(รปู ี รูปานิ ปสสฺ ติ)
๒. ฌานที่ไดม้ าโดยการเพ่งเฉพาะกสณิ ภายนอกเทา่ น้นั เป็นอารมณ์
(พหทิ ฺธา รูปานิ ปสฺสติ)
๓. ฌานทีไ่ ดม้ าโดยการเพ่งวรรณกสณิ ท่มี แี สงเจิดจา้ เป็นอารมณ์ (สุภ)
พึงทราบวา่ แม้ในวโิ มกขฌานนีก้ เ็ ป็น “โสฬสกฺขตตฺ กุ เทสนา” คอื นัย ๑๖ อย่าง ซึ่งเป็น
นัยท่ีทรงแสดงโดยการผสมอารมณ์เขา้ กับปฏิปทา ซง่ึ เคยแสดงไวแ้ ลว้ ใน กสณิ ฌาน
สำ� หรบั วโิ มกขศพั ทน์ ้ี นกั ปราชญท์ ง้ั หลายแปลกนั วา่ ฌานทหี่ ลดุ พน้ จากศตั รคู อื กเิ ลส
แลว้ กอ่ ใหเ้ กดิ ความยนิ ดใี นอารมณร์ ปู กสณิ กเ็ มอ่ื แปลอยา่ งนจี้ งึ สามารถทำ� ใหผ้ ศู้ กึ ษาคดิ ไดว้ า่
แมฌ้ านอนื่ ซงึ่ เปน็ ฌานทไี่ มไ่ ดร้ ะบวุ า่ หลดุ พน้ กเ็ ปน็ ฌานทหี่ ลดุ พน้ จากกเิ ลสเชน่ กนั ยงิ่ ไปกวา่ นน้ั
ยังจะท�ำให้คิดได้อีกว่า แม้แต่ อภิภายตนฌาน ก็เป็นฌานท่ีได้มาโดยการข่มอารมณ์ แต่จะ
อยา่ งไรกต็ าม ตามความเปน็ จรงิ แลว้ ไมว่ า่ จะเปน็ กสณิ ฌาน อภภิ ายตนฌาน หรอื วโิ มกขฌาน
ก็ล้วนแต่เป็นช่ือของฌานเหมือนกัน คือเป็นรูปาวจรฌาน เหตุที่มีชื่อแตกต่างกันออกไป
เปน็ เพราะมลี กั ษณะความแตกตา่ งกนั โดยอาการทเี่ กดิ ขน้ึ โดยอารมณ์ และโดยสมรรถภาพของ
ฌานนั้น คงเพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงแสดงไว้โดยความหมายท่ีแตกต่างกันออกไป
ดงั ตอ่ ไปนี้
ที่ชื่อว่า กสิณฌาน เพราะว่า เกิดข้ึนโดยอาศัยอารมณ์ คือรูปกสิณกลม ๆ เต็มดวง
บรบิ รู ณ์
ท่ีช่ือว่า อภิภายตนฌาน เพราะว่าสามารถข่มอารมณ์ โดยอาศัยภาวนาพิเศษ
ซึ่งมอี านภุ าพในการข่ม หรือมคี วามสามารถในการที่จะใหเ้ ข้าถึงฌานได้โดย รวดเร็ว
เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔ 13
ที่ชื่อวา่ วิโมกขฌาน เพราะวา่ หลุดพน้ คือหลดุ พน้ โดยอาศัยลกั ษณะของการหลุดพน้
จากกิเลสที่ยอดเยย่ี มเหนือชนั้ กว่าฌานอ่นื ๆ ก็ถา้ หากผใู้ ดมีความประสงคท์ จ่ี ะคน้ คว้าเกย่ี วกบั
เรื่อง อภิภายตนฌานและวิโมกขฌานทั้ง ๒ นี้ พงึ ศึกษา ไดจ้ ากพระบาลีเหลา่ นคี้ อื ในสงั คตี สิ ูตร
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มหาสกุลุทายิสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, วิโมกขสูตร
องั คตุ ตรนิกาย อัฏฐกนิบาต และใน พระบาลีท่ีอ่นื ๆ พร้อมทง้ั คมั ภรี ์อรรถกถาและฏกี าด้วย
๔-๕. พรหมวหิ ารฌาน-อสภุ ฌาน
แมใ้ นพรหมวหิ ารฌานและอสภุ ฌาน กท็ รงแสดงโสฬสกั ขตั ตกุ เทสนา หรอื นยั ๑๖ อยา่ ง
ไวเ้ ชน่ เดียวกนั กบั วโิ มกขฌานทกุ ประการ
เหตทุ ี่ทรงเรียกรูปาวจรกศุ ลจิตวา่ “ฌาน”
หากเราไดศ้ กึ ษาตอนทว่ี า่ ดว้ ยการเกดิ ขน้ึ ของปฐมฌานจติ ฝา่ ยรปู าวจรกศุ ลแลว้ จะเหน็
ไดว้ า่ มนี ัย ๑๗ นัย ซึ่งประกอบดว้ ยผสั สปัญจมกนยั เปน็ ต้น ตลอดถงึ สมั ปยุตตเจตสกิ ๕๖ ดวง
ซ่งึ ไดแ้ สดงไว้ในมหากศุ ลจติ ดวงที่ ๑ น้ันนน่ั เอง เพียงแตว่ ่าจติ ทงั้ ๒ มอี ารมณไ์ มเ่ หมือนกัน คอื
มหากุศลจิตดวงที่ ๑ นั้น อาศัยอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอารมณ์ท้ัง ๖ เกิดขึ้น
สว่ นปฐมฌานจิตฝ่ายรปู าวจรกุศลนน้ั อาศัยกสณิ บญั ญัติเป็นอารมณเ์ กดิ ขน้ึ นอกจากน้ัน ในหมู่
เจตสิกที่ประกอบในปฐมฌานฝ่ายรูปาวจรน้ัน พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้โดยให้ความส�ำคัญ
เฉพาะวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาเท่าน้ัน ทั้งนี้เน่ืองจากว่าการท่ีจะได้ปฐมฌานนั้น
จ�ำเป็นต้องมีธรรม ๕ ประการเหล่าน้ีเป็นธรรมน�ำหน้าธรรมเหล่าอื่น เช่น อินทรีย์ องค์มรรค
และพละ เปน็ ตน้ ซ่ึงถ้าเราไดศ้ กึ ษาเร่อื งของฌานให้ละเอียดยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป กจ็ ะสามารถเข้าใจถงึ
ภาวะความเปน็ ผนู้ ำ� ของธรรม ๕ ประการเหล่าน้ันโดยแจ่มแจ้งได้ ดงั ตอ่ ไปน้ี
(ก) การท�ำฌาน หมายถึง การประคองจิตใหอ้ ย่ใู นอารมณ์เดยี วอารมณใ์ ดอารมณ์หนึ่ง
ซง่ึ เป็นบญั ญัติ อนั ไดแ้ ก่ ปฐวีกสณิ บญั ญัติ เปน็ ตน้ กใ็ นภารกจิ น้ี หนา้ ทใ่ี นการผลักดนั จติ หรือ
ยกระดับจิตให้เข้าถึงอารมณ์กสิณบัญญัตินั้น เป็นหน้าที่ท่ีส�ำคัญที่สุด ซ่ึงในการน้ี วิตกเจตสิก
เป็นผู้รับภาระไป เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงวติ กเจตสกิ ใหอ้ ยใู่ นฐานะผนู้ ำ� ธรรมเหล่าอื่น
(ข) เมอ่ื วติ กไดท้ ำ� หนา้ ทผี่ ลกั ดนั จติ ใหเ้ ขา้ ถงึ อารมณแ์ ลว้ ภารกจิ รองทค่ี วรทำ� ตอ่ ไปกค็ อื
การพิจารณาไตร่ตรองอารมณ์ ซึ่งรับหน้าที่โดยวิจารเจตสิก ดังนั้น จึงทรงแสดงวิจารต่อจาก
วติ ก
(ค) เพอื่ มใิ หจ้ ติ ทเี่ ขา้ ถงึ อารมณแ์ ลว้ เกดิ ความเบอื่ หนา่ ย จำ� เปน็ ตอ้ งมผี ใู้ หก้ ำ� ลงั ใจ การที่
วิจารจะตั้งอยู่ได้นานนั้นจ�ำเป็นต้องอาศัยก�ำลังใจหรือความพอใจท่ีจะทำ� ในการนี้ ปีติเจตสิก
เปน็ ผูต้ อบสนองนโยบายโดยรับหน้าท่ีอนั นไ้ี ปท�ำ ด้วยเหตุน้ี จงึ ทรงแสดงปีตไิ วถ้ ัดจากวจิ าร
(ฆ) เม่ือมีความอ่ิมใจหรือพอใจในอารมณ์เหล่าน้ันแล้ว จิตก็จะเกิดความสงบ สุข
14 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก
ซ่ึงเจตสิกที่ทำ� หน้าทีน่ ี้ ไดแ้ ก่ เวทนาเจตสกิ ดังน้ัน จึงทรงแสดงสุขไว้ถดั จากปตี ิ
(ง) การทจ่ี ติ ดงั กลา่ วจะอยไู่ ดอ้ ยา่ งสงบโดยไมแ่ ลน่ ไปหาอารมณอ์ น่ื นน้ั จำ� เปน็ ตอ้ งพบ
ความสขุ ในอารมณข์ องตน (คอื กสณิ บญั ญตั )ิ เสยี กอ่ น กเ็ จตสกิ ทที่ ำ� หนา้ ทรี่ กั ษาความสงบจติ นนั้
ไดแ้ ก่ สมาธิ หรอื เอกคั คตาเจตสกิ ดงั นน้ั จงึ ทรงแสดง เอกคั คตาเจตสกิ (สมาธ)ิ ไวถ้ ดั จากสขุ
ท่ีกล่าวมาน้ีเป็นภารกิจส�ำคัญขององค์ฌาน ๕ ซ่ึงน�ำโดยวิตก เรียกภารกิจน้ีว่า
อุปนิชฌานกิจ เป็นกลุ่มธรรมท่ีท�ำหน้าที่คอยกระตุ้นผลักดันให้จิตด่ิงลงในอารมณ์ของภาวนา
เพราะฉะนนั้ จงึ ได้ขนานนามกลมุ่ ธรรมเหลา่ น้วี ่า “ฌาน”
นอกจากน้ีกลุ่มธรรมเหล่านี้ยังท�ำหน้าที่เผานิวรณ์ ซ่ึงเป็นข้าศึกของฌานให้วอดวาย
โดยแบ่งภาระกันอยา่ งนี้ คอื
วิตก เผา ถีนะและมิทธนิวรณ์ (วิตกฺโก ถินมิทฺธสฺส ปฏิปกฺโข = วิตกเป็นข้าศึกต่อ
ถนี มทิ ธะ) ธรรมชาตขิ องถนี มทิ ธะ คือ ทอ้ ถอย เซ่อื งซึม เปรียบเหมือนกบั คนเกยี จคร้านสน้ิ คิด
ส่วนวิตกนั้นเป็นธรรมชาติท่ีขยันโดยพยายามประคับประคอง สัมปยุตตธรรมให้เข้าถึงอารมณ์
ตามที่ต้องการจนได้ เปรียบเหมือนกับคนท่ีมีความคิดริเริ่มในการท�ำงาน ด้วยเหตุนี้ วิตกจึง
เป็นข้าศึกต่อถีนมิทธะโดยตรง วิตกคอยท�ำหน้าที่ขจัดถีนมิทธะมิให้เข้ามาสู่กระแสจิต
พรอ้ มกนั นน้ั กท็ ำ� ใหจ้ ติ เข้าถงึ อารมณแ์ หง่ ภาวนา
วิจาร เผา วิจกิ จิ ฉานิวรณ์ ด้วยว่าศัตรูทรี่ า้ ยกาจทส่ี ุดของวจิ าร กค็ ือ วจิ กิ จิ ฉานวิ รณ์
(วจิ าโร วิจกิ ิจฉฺ าย ปฏปิ กฺโข = วจิ ารเป็นข้าศึกต่อวจิ ิกจิ ฉา) ธรรมชาติของวิจกิ ิจฉา คอื ความ
สงสัยไม่แน่ใจ ไมก่ ลา้ ตดั สินใจในอารมณ์ เพราะ ฉะน้ัน ถ้าจติ ซง่ึ มีวิตกทำ� หนา้ ท่ีผลักดันมาแลว้
ถ้ามีวิจิกิจฉามารบกวนก็จะท�ำให้จิตตกจากอารมณ์นั้นได้ ส่วนธรรมชาติของวิจารนั้น คือท�ำ
หน้าท่ีไตร่ตรองหรือทดสอบอารมณ์เพ่ือให้สัมปยุตตธรรมเกิดความมั่นใจในอารมณ์แล้วจะได้
ไมต่ อ้ งท้อถอย หรอื ผละหนีจากอารมณน์ ั้น ดว้ ยเหตนุ ี้ จะเหน็ ว่าวิจารกับวิจิกิจฉานัน้ เปน็ ขา้ ศึก
ตอ่ กนั และกนั โดยตรง ทีใ่ ดมวี จิ าร ท่ีน้ันจะไมม่ ีวิจกิ ิจฉา ท่ีใดมวี ิจิกจิ ฉา ที่นน้ั จะไมม่ ี วิจาร
ปีติ เผา พยาปาทนวิ รณ์ ซ่ึงเป็นศตั รขู องตน (ปตี ิ พยฺ าปาทสสฺ ปฏปิ กฺขา = ปีตเิ ป็น
ขา้ ศกึ ตอ่ พยาบาท) โดยปรมตั ถแ์ ลว้ พยาบาท ไดแ้ ก่ โทสะ ธรรมชาตขิ องโทสะคอื ดรุ า้ ยไมพ่ อใจ
ในอารมณ์ สว่ นธรรมชาตขิ องปีติคือความพอใจในอารมณ์ จะเหน็ ไดว้ า่ ธรรม ๒ ประการน้ี เป็น
ขา้ ศึกต่อกันและกนั โดยตรง เพราะฉะน้ัน (ในการท�ำฌานน)ี้ ถงึ แมว้ ่าวิจารจะเป็นตัวไตรต่ รอง
ทดสอบอารมณ์อยู่ก็ตาม ถ้าหากมีพยาบาทเข้ามารบกวนแล้วจะท�ำให้จิตเกิดความไม่พอใจใน
อารมณ์แล้วผละหนี ไม่ยอมไตร่ตรองต่อไป จึงจ�ำเป็นต้องน�ำปีติซึ่งเป็นองค์ของฌานมาปราบ
พยาบาทมใิ ห้เขา้ มาสกู่ ระแสแหง่ วิถจี ติ ได้ ซ่ึงปตี ิกส็ ามารถท�ำหน้าที่ทั้ง ๒ ไดอ้ ย่างสมบูรณ์ คือ
ทางหนึ่งท�ำให้สัมปยุตตธรรมเกิดความอิ่มใจไม่เบื่อหน่าย อีกทางหนึ่งท�ำหน้าท่ีเผาพยาบาท
ซ่ึงเปน็ ไฟรา้ ยท่ีคอยเผาผลาญจติ ให้วอดวาย
เล่มที่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔ 15
สขุ เผา อุทธจั จนวิ รณแ์ ละกกุ กุจจนวิ รณ์ ซงึ่ เป็นศัตรูของตน (สุขํ อุทฺธจฺจกุกกฺ จุ ฺจสสฺ
ปฏปิ กขฺ ํ = ความสขุ เปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ความฟงุ้ ซา่ นและรำ� คาญใจ) ธรรมชาตขิ องอทุ ธจั จะเปน็ สภาพ
ที่ฟุ้งซ่านไม่สงบ กกุ กุจจะเปน็ ธรรมชาติที่เดือดรอ้ นใจ เสยี ใจภายหลัง สว่ นสขุ น้ันเป็นธรรมชาติ
ที่เสวยอารมณโ์ ดยอาการอนั สงบเยอื กเยน็ ดังนนั้ จะเห็นวา่ สภาวธรรมเหลา่ นีเ้ ปน็ ปฏิปักษ์กนั
โดยตรง เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าปีติจะ ท�ำหน้าท่ีท�ำให้จิตมีความอ่ิมเอิบใจในอารมณ์อยู่ก็ตาม
ถ้าหากมสี งิ่ รบกวน เช่น อุทธจั จะและกกุ กุจจะเขา้ มาแทรก จะท�ำให้ตง้ั อยู่ในอารมณ์ได้ไมน่ าน
จึงจ�ำเป็นต้องน�ำองค์ฌานคือสุขเข้ามาปราบสุขซ่ึงเช่ียวชาญในหน้าที่น้ีอยู่แล้ว จึงท�ำการ
เผาผลาญอุทธัจจนวิ รณ์และกกุ กุจจนวิ รณท์ ันที
สมาธิ และเอกัคคตา เผา กามฉันทนิวรณ์ ซึ่งเป็นศัตรูของตน ก็กามฉันทะน้ี
โดยองค์ธรรม หมายถึง โลภะ ตัณหา เป็นธรรมชาติทตี่ ดิ ใจยินดีในกามคณุ อารมณ์ สว่ นเอกคั ค
ตาหรอื สมาธนิ ัน้ เปน็ ธรรมชาติทตี่ ั้งมั่นในอารมณเ์ ดยี วโดยไม่วอกแวกไปในอารมณ์อ่นื ๆ ดงั น้นั
สภาวะของธรรมเหล่านี้จึงตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุน้ี (ในการท�ำฌานน้ัน) เม่ือใดที่
กามฉันทะเข้ามารบกวน เม่ือน้ันก็จะท�ำให้จิตใจ หว่ันไหวหลุดออกจากอารมณ์กสิณได้
โดยง่าย จึงจ�ำเป็นต้องสรรหามือปราบคือ เอกัคคตาเข้ามาช่วย เพราะเห็นว่าเป็นศัตรูกัน
อยู่แลว้ ส่วนทางเอกัคคตาน้นั เล่า เมอ่ื เหน็ กามฉันทะกร็ บี จัดการเผาผลาญทนั ที นบั เปน็ วิธีการ
ท่ีทรงใช้ธรรมให้รบกับธรรมได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพทีส่ ดุ
การท�ำฌาน (โดยปัญจกนัย)
(ก) ปฐมฌาน ประกอบด้วยเจตสิก ๕๖ ดวง มีผัสสะเป็นต้นซ่ึงกล่าวมาแล้วใน
มหากศุ ลจิต ดวงที่ ๑
(ข) ทตุ ิยฌาน น้ันขาดผนู้ �ำคือวิตกไป เพราะตอนทีย่ ังไมบ่ รรลุฌานนน้ั ถึงแมว้ า่ วติ ก
จะส�ำคญั สักแค่ไหน แต่เมอ่ื ไดบ้ รรลุปฐมฌานแลว้ กเ็ กิดความชำ�่ ชองขึน้ เมอ่ื พยายามทีจ่ ะขน้ึ
ไปอีกขั้น จึงไม่จ�ำเป็นต้องอาศัยวิตกคอยยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ดังน้ัน ความส�ำคัญของวิตกจึงไม่
จ�ำเปน็ เมือ่ บรรลทุ ุติยฌานจึงตดั วติ กออกไปทันที เปน็ เหตใุ หท้ ุตยิ ฌานไม่มวี ติ กประกอบ
(ค) ตติยฌาน ไม่มีวิตกและวิจารประกอบอยู่ ด้วยว่าในการพยายามเพ่ือเข้าถึง
ตตยิ ฌานนนั้ เมอื่ วจิ ารทำ� หนา้ ทพ่ี จิ ารณาไตรต่ รองอารมณก์ ลบั ไปกลบั มาจนชำ่� ชองแลว้ จะทำ� ใหจ้ ติ
เกดิ ความสงบ และเมอ่ื จติ ตงั้ มน่ั อยใู่ นอารมณเ์ ดยี วแลว้ การพจิ ารณาไตรต่ รองซงึ่ เปน็ หนา้ ทข่ี อง
วิจาร จึงหมดความสำ� คัญลง และเมอื่ ได้บรรลุตตยิ ฌานตามต้องการแล้ว วจิ ารจึงถกู ตัดออกไป
(ฆ) จตตุ ถฌาน ไม่มีปตี ปิ ระกอบ โดยปกตแิ ล้วจิตทีป่ ราศจากวติ ก วจิ าร เปน็ จิตที่สงบ
อยา่ งย่ิง แตก่ ย็ งั ไมถ่ ึงขีดสงู สุด เพราะยังมีปีติคอยรัง้ เอาไว้ เพราะฉะน้นั เม่ือต้องการท่จี ะให้จิต
สงบอยา่ งแทจ้ รงิ จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งตดั ปตี อิ อกไปเสยี อนง่ึ ความสขุ ทป่ี ราศจากปตี นิ นั้ เปน็ ความสขุ
16 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
ที่ประณีตท่ีสุด ไม่มีความสุขในโลก (โลกิยสุข) อันใดที่จะมาเปรียบกับความสุขชนิดน้ีได้
เพราะฉะนนั้ พระพุทธองคจ์ ึงมิไดแ้ สดงการประกอบปตี ิไวใ้ นจตุตถฌาน
(ง) ปัญจมฌาน ไม่มีสุขประกอบ จริงอยู่ การท�ำฌานนั้นมีจุดมุ่งหมายสูง สุดอยู่ที่
การท�ำจิตให้สงบโดยบริบูรณ์ ถ้าจะมัวแต่ไปหลงติดอยู่กับความสุขในจตุตถฌานซึ่งเป็น
ความสุขสูงสุดในบรรดาโลกิยสุขทั้งหลาย ก็จะท�ำให้จิตสงบอย่างแท้จริงไม่ได้ เพราะฉะนั้น
จงึ ตอ้ งละความสขุ นน้ั เสยี เพอ่ื ทำ� จติ ใหเ้ ขา้ ถงึ จดุ สดุ ยอดแหง่ ความสงบ ซง่ึ เปน็ ความสงบทสี่ ะอาด
หมดจด ปราศจากคลนื่ กระแสธรรมอนื่ มา รบกวน ประดุจจนั ทร์เพ็ญในราตรอี นั หมดจดฉนั นั้น
เป็นจิตท่ีมีความผ่องใสมาก แสงซา่ นออกเปน็ ระยิบระยับงดงามยง่ิ ด้วยเหตนุ เ้ี องพระพุทธองค์
จงึ ตรสั ว่า “ไม่มสี ขุ ในปญั จมฌาน”
นเี้ ปน็ เพยี งการแสดงแนวทางการศกึ ษาสภาวะของเจตสกิ ซงึ่ ประกอบในจติ เทา่ นน้ั การที่
จะยกอปุ มาอปุ ไมยมาเปรยี บเทยี บเหมอื นกบั ทไี่ ดแ้ สดงยทุ ธวธิ กี ารรบของ กามาวจรกสุ ลจติ ดวง
ที่ ๑ นนั้ เปน็ ภารกจิ ทคี่ อ่ นขา้ งจะหนกั พอสมควร เพราะเปน็ เรอ่ื งทล่ี ะเอยี ดออ่ นกวา่ กนั โดยเฉพาะ
สงครามรปู าวจรนี้ เปน็ การรบขนั้ ที่ ๒ ซงึ่ ยากกวา่ ขนั้ ที่ ๑ แตถ่ า้ จะสรปุ โดยครา่ วๆ แลว้ จะเหน็ วา่
กองทพั ทง้ั กองทพั นนั้ ลว้ นเปน็ กองทพั ทง้ั ๑๗ เหลา่ ทพั ทเ่ี คยผา่ นสมรภมู กิ ามาวจรมาแลว้ ทง้ั นนั้
แตท่ น่ี า่ อศั จรรยก์ ค็ อื เหลา่ เสนาทหารทง้ั หลายลว้ นมกี ารพฒั นาฝมี อื ของตนขนึ้ ไปถงึ ขน้ั อาชาไนย
และทแ่ี ปลกกวา่ นก้ี ค็ อื ในการรบขน้ั ที่ ๒ นี้ ถงึ แมว้ า่ จะมอี าวธุ คอื สมถวปิ สั สนารวมอยดู่ ว้ ยกต็ าม
แต่ก็ยังมิได้ใช้วิปัสสนาแต่อย่างใด เพราะเพียงแค่ใช้สมถะเข้าคุกคามฝ่ายตรงกันข้ามก็บอบช�้ำ
พอควรอยแู่ ลว้ จงึ ยงั ไมใ่ ชย้ ทุ ธวธิ ขี นั้ เดด็ ขาดชนดิ ถอนรากถอนโคนกบั ฝา่ ยตรงกนั ขา้ ม ดว้ ยขอ้ ความ
ข้างต้นน้ีจะเห็นว่า อานุภาพแห่งสมถะและวิปัสสนาน้ันแตกต่างกันมาก เพราะว่าสมถะถึงจะ
รา้ ยแรงเพยี งไร กย็ งั ไมส่ ามารถบดขยศี้ ตั รชู นดิ ถอนรากถอนโคนได้
(๓) อรูปาวจรกุศล
ทรงแสดงอรปู าวจรกศุ ลฌานตอ่ จากรปู าวจรกศุ ลฌาน โดยทรงจำ� แนกเปน็ ๔ ประเภท
ดังน้ี
๑. อากาสานัญจายตนฌาน มีอากาสบญั ญตั ิอนั ไมม่ ที สี่ ้ินสดุ เปน็ อารมณ์
๒. วญิ ญาณัญจายตนฌาน มปี ฐมอรปู วิญญาณอันไมม่ ที ่สี ิน้ สุดเปน็ อารมณ์
๓. อากญิ จัญญายตนฌาน มนี ตั ถภิ าวบญั ญตั ิ (ความไมม่ แี หง่ ปฐมอรปู วญิ ญาณ
นน้ั ) เป็นอารมณ์
๔. เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน (เปน็ จติ ทไี่ มม่ สี ญั ญาชนดิ หยาบแตย่ งั มสี ญั ญาชนดิ
ละเอียดอยู่) มตี ติยอรปู วญิ ญาณเปน็ อารมณ์
เล่มท่ี ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๔ 17
ลำ� ดบั การเกิดข้ึนของอรูปฌาน
(ก) ตามความเปน็ จรงิ แลว้ อรปู าวจรกศุ ลฌานนี้ ถา้ หากนบั โดยวธิ จี ตกุ กนยั แลว้ หมายถงึ
รูปาวจรจตุตถฌาน และถ้านับโดยวิธีปัญจกนัยแล้ว หมายถึง รูปาวจรปัญจมฌานน่ันเอง
แต่จะอยา่ งไรกต็ าม อรปู าวจรฌาน (อรปู ฌาน) น้ี เหตุ ที่ทา่ นเรยี กวา่ ปญั จมฌาน เพราะวา่ มี
องค์ฌานเทา่ กบั ปญั จมฌาน ใน รูปาวจร ธรรมชาติของอรปู าวจรฌานนี้ คือการละท้ิงอารมณ์
กสิณ (รปู สญั ญา) ซงึ่ เป็นอารมณข์ องรปู าวจรฌาน เปน็ เหตุใหอ้ ากาสบญั ญัติกล่าวคือความวา่ ง
จากอารมณ์กสิณปรากฏเป็นอารมณ์ของอรปู ฌานขัน้ ที่ ๑ ซึ่งเพ่งอากาสบญั ญัติ (ทีท่ ่วี ่างเปล่า
โดยปราศจากสสาร) เปน็ อารมณ์ โดยลกั ษณะท่วี า่ “อากาศไม่มที ่ีสิ้นสุด” ท่านเรียกฌานนว้ี ่า
อากาสานัญจายตนฌาน และเพราะเหตุท่ีข้ามพ้น (ละ) “รูปสัญญา” ซ่ึงเป็นอารมณ์ของ
รปู าวจรฌานได้ จงึ เรียกวา่ อรูปาวจรฌาน
(ข) ย่งิ กวา่ น้นั เม่ือพระโยคาวจรปรารถนาท่ีจะเข้าฌานขัน้ สงู ขึ้นไปอีก จ�ำเป็นตอ้ งละ
แม้อารมณ์ท่ีก�ำหนดอยู่คือ อากาศบัญญัติแล้วก�ำหนดปฐมอรูปวิญญาณ เป็นอารมณ์
ก็ปฐมอรูปวิญญาณนั้น เดิมทีเคยมีอากาศบัญญัติอันไม่มีท่ีสิ้นสุดเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น
เมื่อตนเองกลับกลายมาเป็นอารมณ์ของจิตอื่น (คือทุติยอรูปวิญญาณจิต) จึงเป็นวิญญาณอัน
ไม่มีท่ีสิ้นสุดเช่นกัน ส่วนทุติยอรูปวิญญาณจิตนั้น เป็นจิตท่ีเพ่งปฐมอรูปวิญญาณเป็นอารมณ์
จึงได้ช่อื ว่า วญิ ญาณัญจายตนฌาน
(ค) ย่ิงกว่านั้น เมื่อพระโยคาวจรปรารถนาที่จะเล่ือนข้ึนสู่ฌานขั้นสูงไปอีก แม้แต่
ปฐมอรปู วญิ ญาณซงึ่ เปน็ อารมณท์ ตี่ นกำ� หนดอยู่ กจ็ ำ� เปน็ ตอ้ งละ ครน้ั ละแลว้ กเ็ ทา่ กบั วา่ อารมณ์
คอื ปฐมอรูปวิญญาณไมม่ ี จึงปรากฏเป็น “นตั ถิภาวบัญญตั ิ” ข้นึ มาแทน (นัตถิภาวะ หมายถงึ
ความไม่ปรากฏแห่งปฐมอรูปวิญญาณ เม่ือวิญญาณ ไม่ปรากฏ จึงต้องเพ่งนัตถิภาวะว่า
(นัตถิ กญิ จิ ไมม่ อี ะไรเลย) กฌ็ านจติ ท่ีเพง่ นตั ถภิ าวบัญญตั ิเปน็ อารมณน์ ี้ ทา่ นเรยี กวา่ อากญิ -
จญั ญายตนฌาน
(ฆ) ยง่ิ กวา่ นน้ั เมอื่ พระโยคาวจรปรารถนาทจี่ ะเลอ่ื นขน้ึ สฌู่ านขนั้ สงู ไปอกี กจ็ ำ� เปน็ ตอ้ ง
ละนัตถิภาวบญั ญัติ ซึ่งเปน็ อารมณท์ ่ตี นเพง่ ก�ำหนดอยู่ และเมอ่ื ละอารมณ์น้นั แล้วก็ไมม่ ีอะไรที่
จะนำ� มาเป็นอารมณ์ จงึ ตอ้ งน�ำตตยิ อรปู วญิ ญาณมาเป็นอารมณ์ ก็ฌานทเ่ี พง่ ตตยิ อรปู วิญญาณ
เป็นอารมณ์นี้เป็นฌานที่ละเอียดอ่อนท่ีสุด ยากที่จะรู้ได้ว่ายังมีสัญญาอยู่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้
ทา่ นจงึ เรยี กฌานนี้ว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
เมื่อพระโยคาวจรเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานน้ีแล้ว ถ้าเป็นพระอริยบุคคล
ชนั้ อนาคามี หรอื พระอรหนั ตก์ ส็ ามารถคอยเขา้ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ คอื เนวสญั ญานสญั ญายตนะ
ซ่ึงเป็นปจั จัยใหด้ บั สญั ญาและเวทนาได้
18 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
(๔) เตภมู กิ กุศล
เม่ือพระองค์ทรงจ�ำแนกกามาวจรกุศล รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศลเป็นอย่างๆ
แลว้ ได้ทรงน�ำกล่มุ กศุ ลทง้ั ๓ เหล่าน้นั มาตรสั ใหมว่ ่า “เตภูมิกกุศล = กศุ ลเปน็ เหตใุ ห้ไปเกิด
ในภมู ิ ๓” โดยแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ดงั น้ี
๑. กศุ ลชนดิ หยาบ เรียกวา่ หีนกุศล
๒. กุศลชนิดกลาง เรียกว่า มัชฌมิ กศุ ล
๓. กุศลชนดิ สงู เรยี กวา่ ปณตี กศุ ล
ต่อจากน้ันทรงจำ� แนกกุศลเปน็ ๔ ชนดิ ดงั นี้
๑. ฉนั ทาธปิ เตยยกศุ ล กุศลทีม่ ฉี ันทะเป็นอธิบดี
๒. วิริยาธปิ เตยยกุศล กุศลท่ีมีวริ ิยะเป็นอธิบดี
๓. จติ ตาธปิ เตยยกศุ ล กศุ ลทมี่ จี ิตตะเปน็ อธบิ ดี
๔. วิมงั สาธิปเตยยกุศล กุศลทม่ี ีปญั ญาเปน็ อธบิ ดี
ทรงแบ่งอธปิ เตยยกศุ ลทงั้ ๔ เหลา่ น้นั อยา่ งละ ๑๒ ดว้ ยการนำ� อธปิ เตยยกศุ ลแต่ละ
ชนิดมาแบ่งเป็น หีนะ มัชฌิมะ และปณีตะ ดังน้ัน ในเร่ืองของ เตภูมิกกุศลน้ี ไม่ว่าจะเป็น
กามาวจรกศุ ล รปู าวจรกศุ ล หรอื อรปู วจรกศุ ลกต็ าม ถา้ หากอธบิ ดธี รรม คอื ฉนั ทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ
และวมิ ังสา อ่อนแอ ค่าของกุศลกอ็ ยูใ่ น ระดับหีนะ ถา้ อธบิ ดธี รรมมกี �ำลงั ปานกลาง กุศลกอ็ ยู่
ในระดบั มชั ฌมิ ะ และถา้ อธบิ ดธี รรมมพี ลงั สงู กศุ ลกอ็ ยใู่ นระดบั ปณตี ะ ดงั นนั้ ถงึ แมจ้ ะเปน็ กศุ ล
ชนิดเดียวกัน แต่ก็มีระดับที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะเป็นเหตุให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจเก่ียวกับ
ธรรมทเ่ี ป็นเหตุได้ตามสภาพทีเ่ ปน็ จริง (ยถาภตู สภาวะ) อย่างน้วี า่ “ถงึ แม้เราจะเกิดเปน็ มนษุ ย์
เหมือนกนั แต่เป็นเพราะกรรม (เหต)ุ ทีท่ ำ� มาน้ัน มีระดบั ท่แี ตกตา่ งกัน จงึ ทำ� ให้ระดับของคน
แตกตา่ งกนั และแมใ้ นเทวโลกตลอดพรหมโลกกเ็ ปน็ เชน่ นเี้ หมอื นกนั ” ทก่ี ลา่ วมานเ้ี ปน็ เพยี งการ
อธบิ ายเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจถึงจดุ ประสงคท์ ท่ี รงแสดงหีนติกธรรมผสมเข้ากบั อธบิ ดีธรรมเท่านั้น
(๕) โลกุตตรกศุ ล
ครั้นทรงแสดงเตภูมิกกุศลแล้วได้ทรงแสดงโลกุตตรกุศล (กุศลอันเป็นเหตุให้หลุดพ้น
จากโลกท้งั ๓) เปน็ ล�ำดบั ตอ่ ไป โดยทรงแบ่งเป็น ๔ ระดับ ดังน้ี
๑. ปฐมภูมิ ได้แก่ โสดาปตั ตมิ รรค
๒. ทตุ ิยภูมิ ไดแ้ ก่ สกทาคามิมรรค
๓. ตตยิ ภูมิ ได้แก่ อนาคามิมรรค
๔. จตุตถภูมิ ไดแ้ ก ่ อรหัตตมรรค
ตอ่ จากนัน้ ทรงแสดง มหานยั ๒๐ อย่าง ไว้ในแต่ละภูมิ ดงั นี้
เล่มท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๔ 19
๑. ฌาน
๒. มรรค
๓. สตปิ ัฏฐาน
๔. สมั มัปปธาน
๕. อทิ ธิบาท ฯลฯ
จากนนั้ กท็ รงแบง่ มหานยั ๒๐ อยา่ ง โดยแตล่ ะนยั แบง่ เปน็ ฌาน ๔ ระดบั ทง้ั นโี้ ดยอาศยั
วธิ กี ารแบง่ อยา่ งจตกุ กนยั และแบง่ เปน็ ๕ ระดบั โดยอาศยั วธิ กี ารแบง่ อยา่ งปญั จกนยั รวมแลว้
แตล่ ะนัยมีฌาน ๙ ฌาน และบรรดาฌาน ๙ ฌานนน้ั ฌานหน่ึงๆ ทรงแบง่ เปน็ ๓๐ นัย ดังน้ี
(๑) ปฏิปทาลว้ นๆ ๔ นัย
(๒) สุญญตะลว้ นๆ ๑ นัย
(๓) สญุ ญตะ+ปฏิปทา ๔ นัย
(๔) อัปปณิหติ ะลว้ นๆ ๑ นัย
(๕) อัปปณหิ ติ ะ+ปฏปิ ทา ๔ นยั
(๖) อธิบด+ี ปฏปิ ทา ๑๖ นัย
เหตทุ ี่ไม่ทรงแสดงอนมิ ติ ตมรรค
อนิจจานุปสั สนา ก�ำหนดละนจิ จนิมติ (นมิ ติ ที่หลงยึดม่ันว่า สังขารทัง้ หลายเปน็ สภาพ
เทย่ี ง) จงึ มชี อื่ วา่ อนมิ ติ ตวปิ สั สนา แตว่ า่ ตวั อนมิ ติ ตวปิ สั สนาเองยงั ไมห่ ลดุ พน้ จากขอบขา่ ยของ
สงั ขาร จงึ ถอื วา่ ยงั เปน็ “สนมิ ติ ตะ” ดงั นน้ั จงึ ไมส่ ามารถเรยี กมรรคทบี่ รรลดุ ว้ ยอนมิ ติ ตวปิ สั สนา
ว่า อนิมิตตมรรค (มรรคที่เกิดจากวิปัสสนาท่ีมีความไม่เท่ียงเป็นอารมณ์) ได้โดยตรง ดังจะ
เห็นได้จากการทพี่ ระพทุ ธองคไ์ ม่ทรง แสดง “อนมิ ิตตมรรค” ไว้ในพระอภิธรรมนเี้ ลย
ช่ือวา่ มรรค นี้ บุคคลจะสามารถบรรลไุ ดก้ ต็ ่อเมอ่ื เจริญวปิ สั สนาได้ถึงขน้ั สุดยอดแลว้
แม้ว่าการเจริญวิปัสสนาน้ัน จ�ำเป็นต้องได้นิมิตเป็นอารมณ์ เพราะถ้าไม่ได้นิมิตเป็นอารมณ์
วปิ สั สนาก็เจริญไม่ได้ เมื่อเจริญวปิ ัสสนาไมไ่ ด้ กบ็ รรลมุ รรคไม่ได้ เชน่ กนั
ตามความเป็นจริงแล้ว การที่เรียกวิปัสสนาว่า “อนิมิตตวิปัสสนา” (มรรคที่เกิดจาก
วิปัสสนาท่ีมีความไม่เที่ยงเป็นอารมณ์)นั้น เพราะวิปัสสนาเป็นภารกิจท่ีต้องท�ำลายล้าง
นิจจสัญญา ส่วนการท่ีเรียกมรรคนั้นว่า “อนิมิตตมรรค” เป็นการเรียกโดยความเป็นผลของ
การเจริญวิปัสสนา (การเจริญวิปัสสนาเป็นเหตุ ส่วนมรรคเป็นผลที่ได้จากการเจริญวิปัสสนา
วิปัสสนาได้ชอื่ วา่ อนิมติ ตะโดยตรง สว่ นมรรคไดช้ ื่อวา่ อนมิ ิตตะโดยออ้ ม)
ดงั นนั้ จะเหน็ วา่ พระพุทธองค์มิไดท้ รงแสดง “อนมิ ิตตมรรค” ในพระอภธิ รรมโดยตรง
แต่ทรงแสดงโดยอ้อมตามแนวพระสูตรไว้เหมือนกัน เช่น ทรงเรียก มรรคท่ีบรรลุด้วย
20 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก
อนัตตานุปัสสนาว่า “สุญญตมรรค” เรียกมรรคท่ีบรรลุด้วยทุกขานุปัสสนาว่า “อัปปณิหิต
มรรค” และเรียกมรรคท่บี รรลดุ ว้ ยอนิจจานุปสั สนาว่า “อนิมิตตมรรค” ดงั นี้
อน่ึง ล�ำดับเทศนาที่ได้กล่าวมาแล้วท้ังหมดนี้ พึงทราบว่าเป็นนัยแห่งพระบาลีเท่านั้น
ส่วนนัยแหง่ อรรถกถาอัฏฐสาลินี หน้า ๒๙๔ มี ๔,๐๐๐ นัย ดงั ต่อไปน้ี
นยั แห่งอรรถกถา ๔,๐๐๐ นยั
ในคัมภีร์อรรถกถาท่านได้แสดงวิธีการนับโลกุตตรจิตโดยไม่ได้ผสมกับฌานไว้
๔,๐๐๐ นัย ดงั นี้
สญุ ญตะ (ล้วนๆ) ๑ อัปปณิหติ ะ ๑ = ๒
คูณดว้ ยปฏิปทา ๔ = ๘
นำ� ๒ มาบวกกับ ๘ (๒ + ๘) = ๑๐
นำ� มหานยั ๒๐ มาคณู (๑๐ x ๒๐) = ๒๐๐
น�ำอธบิ ดี ๔ มาคูณ (๒๐๐ x ๔) = ๘๐๐
น�ำมหานัย ๒๐๐ มาบวกอธิบดี ๘๐๐ (๒๐๐ + ๘๐๐) = ๑,๐๐๐
นำ� มาคณู ดว้ ยมรรค ๔ (๑,๐๐๐ x ๔) = ๔,๐๐๐
สรปุ แลว้ โลกตุ ตรจติ ทไี่ มร่ ะคนกบั ฌานซง่ึ แสดงไวใ้ นอรรถกถามนี ยั ทง้ั หมด ๔,๐๐๐ นยั
ซึ่งก็เป็นเพียงตัวอย่างแห่งสังขยาวาระของพระอภิธรรม ซ่ึงกว้างขวางพิสดารมาก ย่ิงถ้ามี
ภูมิปัญญามากเพยี งใด กจ็ ะสามารถนับสงั ขยาวาระไดม้ าก เพียงน้นั
ลกั ษณะพเิ ศษแห่งนยเทสนาในโลกุตตรจิต
ปัญญินทรีย์
ในช้นั โลกตุ ตรปฐมภูมหิ รือชั้นโสดาปัตตมิ รรคน้ี มีการแสดงนยั แหง่ เจตสกิ เหมอื นกบั ที่
ทรงแสดงไวใ้ นปฐมกามาวจรจติ คอื มีนยั รวม ๑๗ นยั เหมือนกัน แตว่ ่าในธรรม ๕๖ ประการ ที่
ทรงจ�ำแนกออกมาน้ัน จะเห็นว่ามีอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพิ่มเข้ามาในอินทรียเภทนัย
ซ่ึงถา้ ได้ศกึ ษาแลว้ จะเขา้ ใจทนั ทีว่า ในภมู ิข้นั นเ้ี ปน็ ภมู ิทจี่ ะท�ำใหบ้ รรลุคุณวิเศษซง่ึ ยงั ไมเ่ คยรูม้ า
กอ่ นเลย
มัชฌิมาปฏิปทา
นอกจากนจี้ ะเหน็ วา่ ในมรรคเภทนยั นนั้ มสี มั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ และ สมั มาอาชวี ะ
ซึ่งเพมิ่ เขา้ มาใหค้ รบองค์มรรค ๘ พอดี ขอ้ นี้จะท�ำใหผ้ ้ศู กึ ษาเขา้ ใจได้วา่ ทางแห่งความหลดุ พน้
จากวฏั ฏทกุ ขน์ นั้ จะหยอ่ นยานเกนิ ไปไมไ่ ด้ หรอื จะตงึ เกนิ ไปกไ็ มไ่ ด้ ทจี่ รงิ แลว้ จะตอ้ งเปน็ มชั ฌมิ า
เลม่ ที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๔ 21
ปฏปิ ทา คอื ทางสายกลาง
ธรรมสำ� คัญทคี่ วรละ
นอกจากนี้จะเห็นว่าอกุศลธรรมอื่นๆ เช่น โลภะ โทสะ และมานะเป็นตน้ ซง่ึ เป็นธรรม
ท่คี วรละในโลกุตตรปฐมภมู นิ ้มี อี ยู่ เหตไุ ฉนจึงทรงแสดงเจาะจงเอาเฉพาะ ทิฏฐิเจตสิกตวั เดยี ว
เปน็ ตัวน�ำหน้าว่า “ทิฏฺฐคิ ตานํ ปหานาย = เพอ่ื ละทฏิ ฐทิ งั้ หลาย” ดังนีเ้ ล่า ? ค�ำตอบก็คอื ถ้า
ได้ศกึ ษาคมั ภรี แ์ ลว้ จะท�ำให้รูว้ ่า ในบรรดาภารกจิ ทัว่ ไปทเ่ี กี่ยวกบั การหลดุ พ้น ภารกิจทสี่ �ำคญั
ที่สุด คอื การละทฏิ ฐิ
ในการละทฏิ ฐนิ นั้ ถงึ แมไ้ มไ่ ดร้ ะบวุ า่ เปน็ ทฏิ ฐอิ นั ไหน ในจำ� นวนทฏิ ฐิ ๖๒ แต่ กส็ ามารถ
รูไ้ ดว้ า่ เปน็ สักกายทิฏฐิ เพราะมกี ารแสดงสมั มาทฏิ ฐิ ซึง่ เปน็ ตัวละ มจิ ฉาทฏิ ฐไิ วเ้ ปน็ ช้ันๆ แลว้
ดงั นี้ กามาวจรสมั มาทฏิ ฐิ รปู าวจรสัมมาทฏิ ฐิ และ อรปู าวจรสัมมาทฏิ ฐิ (สัมมาทิฏฐิมี ๒
คือ โลกิยสัมมาทิฏฐิ และโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ช่ือว่าสัมมาทิฏฐิมีได้ด้วยการละมิจฉาทิฏฐิ
แตส่ ำ� หรบั โลกยี สมั มาทฏิ ฐเิ ปน็ สมั มาทฏิ ฐทิ ยี่ งั อยใู่ ตอ้ ำ� นาจของกเิ ลส ดงั นน้ั ถงึ แมจ้ ะสามารถละ
ปริยุฏฐานทิฏฐิ ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถละอนุสัยทิฏฐิได้ ส่วนโลกุตตรสัมมาทิฏฐินั้นปราศจาก
อนุสัยทั้งปวง เพราะฉะน้ัน ทิฏฐิในค�ำว่า “ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย” จึงหมายถึงสักกายทิฏฐิ
ซึง่ เปน็ อนสุ ัย เปน็ รากเหงา้ ของทิฏฐทิ ้งั ปวง)
จริงอยู่ สักกายทิฏฐิน้ัน กล่าวโดยรวมหมายถึง ความเห็นที่เข้าไปยึดติดว่า “ขันธ์น้ีมี
อัตตาตัวตน” ถ้ามีความยึดม่ันเช่นน้ีแล้ว เมื่อขันธ์ท่ีตนหลงยึดติดนั้น เกิด มีความวิปริต
เปลี่ยนแปลง เช่น แตกสลายหรือตายไป ก็เกิดความเห็นแตกแยกกัน คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า
“ในขนั ธน์ มี้ อี ตั ตาตงั้ อยตู่ ลอดไป” (สสั สตทฏิ ฐ)ิ อกี ฝา่ ยหนงึ่ เหน็ วา่ “ขนั ธน์ ไี้ มม่ อี ตั ตาทเี่ ทย่ี งแท้
ดับแลว้ ยอ่ มขาดสญู ” (อุจเฉททฏิ ฐ)ิ และเม่อื ความเห็นผิดท้ัง ๒ อยา่ งน้เี กดิ ข้นึ ทิฏฐิท้งั หลาย
ท่ีเหลอื ก็ชอ่ื วา่ เกดิ ขนึ้ เช่นเดียวกัน
อนึ่ง เมื่อเราได้ศึกษาธรรมตามท่ีทรงแสดงไว้ในธัมมสังคณีนี้แล้ว จะท�ำให้เกิดความ
สังเวชสลดใจว่า การท่ีบุคคลจะถอนสักกายทิฏฐิด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมถภาวนา
โดยยงั มีความยดึ มั่นในความสขุ ในภพตอ่ ๆไป หรอื เพือ่ ฤทธ์ิเดช ต่างๆ นั้น เปน็ สง่ิ ท่ยี ังหา่ งไกล
จากความเปน็ จรงิ ยงิ่ นกั
เม่อื มรรคญาณเกิดขนึ้
เม่ือสามารถก�ำหนดจิตให้ตั้งม่ันได้แล้ว ก็จะเกิดญาณ มองเห็นสภาพการเกิด-ดับของ
รปู นาม ไมห่ ลงยดึ มน่ั ในบญั ญตั เิ หมอื นแตก่ อ่ น และเมอ่ื เพง่ พนิ จิ ดรู ปู นามเหลา่ นนั้ ดว้ ยวปิ สั สนา
ญาณ ก็จะเหน็ แตค่ วามเกดิ ดับอยู่ทกุ ขณะ ไมม่ ีรปู นามอนั ใดต้งั อยู่เลย ครัน้ เห็นแจ้งอยา่ งนแี้ ล้ว
ย่อมเกดิ ความเบอ่ื หนา่ ยในรูปนาม เห็นเป็น สภาพ “สญู ว่างเปล่า ปราศจากสาระ ปราศจาก