72 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
๑. ชาติสงฺคโห แปลว่า สงเคราะหต์ ามชาติ หมายถึงสงเคราะห์สภาวธรรมท่เี ปน็
ชาตเิ ดียวกนั เขา้ ดว้ ย เช่น สงเคราะหส์ มั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ สมั มาอาชวี ะ
เขา้ ในสลี ขนั ธ์ เหมอื นสงเคราะหก์ ษตั รยิ เ์ ขา้ ในกษตั รยิ ์ พราหมณเ์ ขา้ ในพราหมณ์
แพศย์เข้าในแพศย์ และศูทรเขา้ ในศทู รดว้ ยกัน
๒. สญฺชาติสงฺคโห แปลวา่ สงเคราะหต์ ามสัญชาติ เช่น สงเคราะหส์ ัมมาวายามะ
สัมมาสติ และสัมมาสมาธิเข้าในสมาธิขันธ์ เหมือนสงเคราะห์คนสัญชาติโกศล
เข้าในคนสัญชาติโกศล คนสัญชาตมิ คธเข้าในคนสญั ชาตมิ คธ
๓. กิริยาสงฺคโห แปลว่า สงเคราะห์ตามหน้าที่ เช่น สงเคราะห์สัมมาทิฏฐิ และ
สัมมาสังกัปปะ เข้าในปัญญาขันธ์ เหมือนสงเคราะห์คนฝึกช้างเข้าใน
คนฝึกชา้ ง คนฝกึ ม้าเข้าในคนฝึกม้า
๔. คณนสงฺคโห แปลว่า สงเคราะห์ด้วยการนับ หรือสงเคราะห์ตามจ�ำนวน เช่น
ถามว่า “จกั ขายตนะสงเคราะห์เข้าไดก้ ับขนั ธ์เทา่ ไร” ตอบว่า สงเคราะหเ์ ข้าได้
กบั ขันธ์ ๑ (คอื รูปขันธ)์ ”
คำ� ว่า สงฺคโห (รวมทง้ั คำ� สงฺคหติ ํ สงฺคหเิ ตน) ทใี่ ชใ้ นธาตกุ ถา อรรถกถาจารยผ์ รู้ จนา
คัมภีร์ปัญจปกรณ์ กล่าวว่า หมายถึง คณนสงฺคโห เพียงอย่างเดียวเท่าน้ัน ฉะน้ัน ท่ีแปล
สงฺคโห ว่า สงเคราะห์เข้าได้ น้ันหมายถึงสงเคราะห์เข้าได้ด้วยการนับหรือตามจ�ำนวน
สว่ นคำ� วา่ อสงฺคโห (รวมท้ัง อสงฺคหิตํ อสงฺคหิเตน) มีนัยตรงกันขา้ ม
คำ� วา่ สมปฺ โยโค (รวมท้ังค�ำ สมปฺ ยุตฺตํ) ที่แปลวา่ ประกอบเข้าไดน้ ั้น อรรถกถาจารย์
ผู้รจนาคัมภีร์ปัญจปกรณ์อธิบายว่า หมายถึงสภาวธรรมท่ีเกิด-ดับพร้อมกัน มีวัตถุและ
อารมณ์เดยี วกนั สว่ นค�ำวา่ วิปปฺ โยโค (รวมทั้งคำ� วิปปฺ ยุตตฺ ํ) มีนยั ตรงกันขา้ ม (ดรู ายละเอียด
ในค�ำอธบิ ายตวั อย่างของ ฉัฏฐนยั ประกอบ)
๒. อพั ภนั ตรมาตกิ า แปลวา่ สภาวธรรมแมบ่ ทภายใน หมายถงึ สภาวธรรมทเี่ ปน็ แมบ่ ท
ของคัมภรี ์ธาตุกถาน้เี อง ซ่ึงตามนยั อรรถกถา มี ๒๒ นยั รวม ๑๒๕ บท คอื
๑. ขนั ธ์ ๕ ๒. อายตนะ ๑๒
๓. ธาตุ ๑๘ ๔. สจั จะ ๔
๕. อนิ ทรยี ์ ๒๒ ๖. ปฏจิ จสมุปบาท ๑๒
๗. สตปิ ฏั ฐาน ๔ ๘. สัมมปั ปธาน ๔
๙. อิทธบิ าท ๔ ๑๐. ฌาน ๔
๑๑. อปั ปมญั ญา ๔ ๑๒. อนิ ทรีย์ ๕
๑๓. พละ ๕ ๑๔. โพชฌงค์ ๗
๑๕. อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ๑๖. ผสั สะ
เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 73
๑๗. เวทนา ๑๘. สญั ญา
๑๙. เจตนา ๒๐. จิต
๒๑. อธิโมกข ์ ๒๒. มนสกิ าร
แตท่ ปี่ รากฏในพระบาลมี เี พยี ง ๑๐๕ บท คอื ขนั ธ์ ๕ บท อายตนะ ๑๒ บท ธาตุ ๑๘ บท
สัจจะ ๔ บท อนิ ทรยี ์ ๒๒ บท ปฏจิ จสมุปบาท ๒๘ บท นอกจากนนั้ อยา่ งละ ๑ บท
๓. นยมุขมาติกา แปลว่า สภาวธรรมแม่บทที่เป็นหลักแห่งนัย หมายถึง เป็นหลัก
แห่งนัย ๑๔ นัยของนยมาติกา นยมขุ มาตกิ า มี ๔ นยั คอื
๑. ตีหิ สงฺคโห แปลว่า สภาวธรรมท่ีสงเคราะห์เข้าได้กับสภาวธรรม
๓ หมวด คอื ขันธ์ อายตนะ และธาตุ
๒. ตีหิ อสงฺคโห แปลว่า สภาวธรรมท่ีสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับสภาวธรรม
๓ หมวด คือ ขันธ์ อายตนะ และธาตุ
๓. จตูหิ สมฺปโยโค แปลว่า สภาวธรรมท่ีประกอบเข้าได้กับสภาวธรรม
๔ หมวด (คอื อรูปขนั ธห์ รือนามขันธ์ ๔ ไดแ้ ก่ เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขนั ธ์
สังขารขนั ธ์ และวิญญาณขนั ธ์)
๔. จตูหิ วปิ ฺปโยโค แปลวา่ สภาวธรรมท่ีประกอบเข้าไม่ได้กบั สภาวธรรม
๔ หมวด (คอื อรูปขนั ธ์ ๔)
๔. ลักขณมาติกา แปลว่า สภาวธรรมแม่บทท่ีแสดงลักษณะให้สังเกตเห็นได้
หมายถึงลักษณะของสภาวธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้ และท่ีสงเคราะห์เข้าไม่ได้ สภาวธรรมที่
ประกอบเขา้ ได้และท่ีประกอบเขา้ ไม่ได้ มี ๒ ลกั ษณะ คอื
๑. สภาโค แปลว่า มสี ว่ นเสมอกัน
๒. วสิ ภาโค แปลว่า มีส่วนไมเ่ สมอกัน
๕. พาหริ มาตกิ า แปลวา่ สภาวธรรมแมบ่ ทภายนอก หมายถงึ มาตกิ าของคมั ภรี ์
ธมั มสงั คณมี ี ๑๒๒ นัย รวม ๒๖๖ บท จำ� แนกเป็นติกมาตกิ า ๒๒ นยั หรือ ๒๒ ตกิ ะ ติกะละ
๓ บท รวม ๖๖ บท และทุกมาติกา ๑๐๐ นัย หรือ ๑๐๐ ทุกะ ทุกะละ ๒ บท รวมเป็น
๒๐๐ บท ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ก. ติกมาตกิ า ๒๒ ติกะ (๖๖ บท) คือ
๑. กสุ ลติกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นกุศล
- สภาวธรรมทีเ่ ป็นอกศุ ล
- สภาวธรรมท่ีเป็นอัพยากฤต
74 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก
๒. เวทนาตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา
- สภาวธรรมทส่ี มั ปยุตด้วยทกุ ขเวทนา
- สภาวธรรมที่สมั ปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
๓. วปิ ากติกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นวิบาก
- สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกดิ วิบาก
- สภาวธรรมทไี่ มเ่ ปน็ วิบากและไมเ่ ป็นเหตใุ หเ้ กิดวบิ าก
๔. อปุ าทนิ นติกะ ได้แก่
- สภาวธรรมท่ีกรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถอื และเปน็
อารมณข์ องอปุ าทาน
- สภาวธรรมทกี่ รรมอันประกอบดว้ ยตัณหาและทฏิ ฐไิ ม่ยึดถือแต่
เป็นอารมณ์ของอปุ าทาน
- สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบดว้ ยตณั หาและทิฏฐไิ มย่ ดึ ถือและ
ไมเ่ ป็นอารมณข์ องอุปาทาน
๕. สังกิลฏิ ฐติกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมท่ีกเิ ลสทำ� ให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกเิ ลส
- สภาวธรรมทก่ี ิเลสไม่ทำ� ใหเ้ ศร้าหมองแตเ่ ปน็ อารมณข์ องกิเลส
- สภาวธรรมทก่ี เิ ลสไม่ท�ำใหเ้ ศรา้ หมองและไม่เป็นอารมณ์ของกเิ ลส
๖. สวติ กั กตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่มีทั้งวติ กและวิจาร
- สภาวธรรมทไี่ ม่มีวติ กมีเพยี งวิจาร
- สภาวธรรมทไ่ี ม่มที งั้ วิตกและวจิ าร
๗. ปีตติ กิ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทีส่ หรคตดว้ ยปีติ
- สภาวธรรมทส่ี หรคตดว้ ยสขุ
- สภาวธรรมท่สี หรคตด้วยอุเบกขา
๘. ทัสสนตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทตี่ อ้ งประหาณดว้ ยโสดาปัตติมรรค
- สภาวธรรมท่ตี อ้ งประหาณดว้ ยมรรคเบอื้ งบน ๓
- สภาวธรรมทไ่ี มต่ อ้ งประหาณดว้ ยโสดาปตั ตมิ รรคและมรรคเบอื้ งบน ๓
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 75
๙. ทสั สนเหตุติกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณดว้ ยโสดาปตั ติมรรค
- สภาวธรรมที่มีเหตตุ อ้ งประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
- สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรค
เบอื้ งบน ๓
๑๐. อาจยคามิตกิ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ เหตุให้ถงึ ปฏสิ นธิและจตุ ิ
- สภาวธรรมที่เปน็ เหตุใหถ้ งึ นิพพาน
- สภาวธรรมที่ไมเ่ ป็นเหตุให้ถงึ ปฏสิ นธิ จตุ แิ ละนพิ พาน
๑๑. เสกขตกิ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นของเสขบคุ คล
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ ของอเสขบคุ คล
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เปน็ ของเสขบุคคลและอเสขบุคคล
๑๒. ปริตตตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ ปรติ ตะ
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นมหคั คตะ
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อปั ปมาณะ
๑๓. ปริตตารมั มณตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทม่ี ปี รติ ตะเป็นอารมณ์
- สภาวธรรมทม่ี ีมหัคคตะเปน็ อารมณ์
- สภาวธรรมทีม่ ีอัปปมาณะเปน็ อารมณ์
๑๔. หีนตกิ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมช้ันต่ำ�
- สภาวธรรมช้ันกลาง
- สภาวธรรมช้ันประณีต
๑๕. มิจฉตั ตติกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทม่ี ีสภาวะผิดและใหผ้ ลแนน่ อน
- สภาวธรรมทม่ี ีสภาวะชอบและให้ผลแนน่ อน
- สภาวธรรมทไ่ี ม่แนน่ อน
๑๖. มคั คารมั มณตกิ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่มมี รรคเป็นอารมณ์
76 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
- สภาวธรรมทีม่ ีมรรคเปน็ เหตุ
- สภาวธรรมทม่ี ีมรรคเป็นอธิบดี
๑๗. อุปปันนติกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี กิดขนึ้ แลว้
- สภาวธรรมทย่ี ังไม่เกิด
- สภาวธรรมจักเกดิ แนน่ อน
๑๘. อตีตตกิ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นอดีต
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นอนาคต
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ ปจั จุบนั
๑๙. อตีตารมั มณตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทม่ี ีอดตี ธรรมเป็นอารมณ์
- สภาวธรรมที่มีอนาคตธรรมเปน็ อารมณ์
- สภาวธรรมทม่ี ปี ัจจบุ นั ธรรมเป็นอารมณ์
๒๐. อชั ฌตั ตตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทีเ่ ปน็ ภายในตน
- สภาวธรรมที่เป็นภายนอกตน
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นภายในตนและภายนอกตน
๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทม่ี ีธรรมภายในตนเปน็ อารมณ์
- สภาวธรรมทม่ี ธี รรมภายนอกตนเปน็ อารมณ์
- สภาวธรรมที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์
๒๒. สนิทสั สนตกิ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเี่ หน็ ได้และกระทบได้
- สภาวธรรมท่ีเหน็ ไม่ไดแ้ ตก่ ระทบได้
- สภาวธรรมที่เห็นไมไ่ ด้และกระทบไม่ได้
ข. ทกุ มาติกา ๑๐๐ (๒๐๐ บท) คือ
๑. เหตทุ ุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเี่ ป็นเหตุ
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เปน็ เหตุ
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 77
๒. สเหตทุ กุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่มีเหตุ
- สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุ
๓. เหตสุ ัมปยุตตทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่สัมปยตุ ดว้ ยเหตุ
- สภาวธรรมทีว่ ปิ ปยุตจากเหตุ
๔. เหตุสเหตุทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นเหตแุ ละมเี หตุ
- สภาวธรรมทม่ี ีเหตแุ ตไ่ มเ่ ป็นเหตุ
๕. เหตเุ หตสุ มั ปยุตตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นเหตแุ ละสัมปยตุ ด้วยเหตุ
- สภาวธรรมที่สมั ปยุตดว้ ยเหตุแตไ่ ม่เปน็ เหตุ
๖. นเหตสุ เหตทุ กุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่ไมเ่ ป็นเหตแุ ต่มเี หตุ
- สภาวธรรมที่ไม่เปน็ เหตุและไมม่ ีเหตุ
๗. สัปปัจจยทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่มีปัจจัยปรงุ แตง่
- สภาวธรรมทไ่ี มม่ ีปจั จัยปรงุ แต่ง
๘. สงั ขตทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่ถกู ปจั จัยปรงุ แต่ง
- สภาวธรรมทไ่ี ม่ถูกปัจจัยปรงุ แตง่
๙. สนทิ สั สนทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมท่ีเหน็ ได้
- สภาวธรรมทเ่ี ห็นไมไ่ ด้
๑๐. สปั ปฏิฆทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่กระทบได้
- สภาวธรรมที่กระทบไม่ได้
๑๑. รปู ีทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นรปู
- สภาวธรรมท่ไี ม่เปน็ รปู
78 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
๑๒. โลกิยทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ โลกิยะ
- สภาวธรรมท่ีเป็นโลกตุ ตระ
๑๓. เกนจิวญิ เญยยทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทพ่ี งึ ร้ไู ดด้ ว้ ยจติ บางดวง
- สภาวธรรมที่ไม่พึงร้ไู ด้ด้วยจติ บางดวง
๑๔. อาสวทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เปน็ อาสวะ
- สภาวธรรมทีไ่ มเ่ ป็นอาสวะ
๑๕. สาสวทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อารมณ์ของอาสวะ
- สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ป็นอารมณข์ องอาสวะ
๑๖. อาสวสมั ปยุตตทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทส่ี ัมปยตุ ด้วยอาสวะ
- สภาวธรรมท่ีวิปปยุตจากอาสวะ
๑๗. อาสวสาสวทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นอาสวะและเปน็ อารมณข์ องอาสวะ
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อารมณข์ องอาสวะแต่ไมเ่ ปน็ อาสวะ
๑๘. อาสวาสวสัมปยตุ ตทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เปน็ อาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ
- สภาวธรรมที่สัมปยตุ ด้วยอาสวะแต่ไมเ่ ปน็ อาสวะ
๑๙. อาสววปิ ปยตุ ตสาสวทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทว่ี ิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอาสวะ
- สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยตุ จากอาสวะแตไ่ ม่เปน็ อาสวะ
๒๐. สญั โญชนทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทีเ่ ปน็ สังโยชน์
- สภาวธรรมที่ไมเ่ ปน็ สังโยชน์
๒๑. สญั โญชนิยทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมท่ีเปน็ อารมณข์ องสังโยชน์
- สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ปน็ อารมณ์ของสังโยชน์
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 79
๒๒. สัญโญชนสมั ปยตุ ตทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทส่ี ัมปยตุ ดว้ ยสังโยชน์
- สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยตุ จากสงั โยชน์
๒๓. สญั โญชนสัญโญชนิยทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นสงั โยชน์และเป็นอารมณข์ องสงั โยชน์
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นอารมณข์ องสังโยชนแ์ ต่ไม่เป็นสังโยชน์
๒๔. สัญโญชนสัญโญชนสมั ปยตุ ตทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เปน็ สังโยชน์และสมั ปยตุ ด้วยสังโยชน์
- สภาวธรรมที่สัมปยตุ ด้วยสังโยชนแ์ ตไ่ ม่เป็นสงั โยชน์
๒๕. สัญโญชนวปิ ปยุตตสญั โญชนิยทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทว่ี ิปปยตุ จากสังโยชนแ์ ต่เปน็ อารมณ์ของสังโยชน์
- สภาวธรรมที่วิปปยตุ จากสงั โยชน์และไม่เปน็ อารมณข์ องสังโยชน์
๒๖. คันถทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ คนั ถะ
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เปน็ คนั ถะ
๒๗. คันถนิยทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อารมณข์ องคันถะ
- สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ปน็ อารมณ์ของคันถะ
๒๘. คนั ถสัมปยุตตทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่สมั ปยตุ ดว้ ยคันถะ
- สภาวธรรมท่ีวปิ ปยตุ จากคันถะ
๒๙. คนั ถคันถนิยทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ คนั ถะและเปน็ อารมณ์ของคนั ถะ
- สภาวธรรมทีเ่ ป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ
๓๐. คนั ถคนั ถสัมปยุตตทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เปน็ คันถะและสัมปยตุ ด้วยคันถะ
- สภาวธรรมที่สมั ปยุตด้วยคนั ถะแตไ่ ม่เป็นคันถะ
๓๑. คนั ถวปิ ปยตุ ตคนั ถนิยทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยุตจากคันถะแตเ่ ป็นอารมณข์ องคนั ถะ
- สภาวธรรมท่วี ิปปยุตจากคนั ถะและไมเ่ ปน็ อารมณข์ องคนั ถะ
80 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
๓๒. โอฆทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เปน็ โอฆะ
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เป็นโอฆะ
๓๓. โอฆนยิ ทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เปน็ อารมณ์ของโอฆะ
- สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณข์ องโอฆะ
๓๔. โอฆสมั ปยตุ ตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทส่ี มั ปยตุ ดว้ ยโอฆะ
- สภาวธรรมทีว่ ปิ ปยตุ จากโอฆะ
๓๕. โอฆโอฆนยิ ทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ โอฆะและเป็นอารมณข์ องโอฆะ
- สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของโอฆะแต่ไม่เปน็ โอฆะ
๓๖. โอฆโอฆสัมปยตุ ตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมท่ีเป็นโอฆะและสัมปยตุ ด้วยโอฆะ
- สภาวธรรมท่สี มั ปยุตดว้ ยโอฆะแตไ่ ม่เป็นโอฆะ
๓๗. โอฆวิปปยุตตโอฆนิยทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่วิปปยตุ จากโอฆะแตเ่ ป็นอารมณ์ของโอฆะ
- สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยตุ จากโอฆะและไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ
๓๘. โยคทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ โยคะ
- สภาวธรรมที่ไม่เป็นโยคะ
๓๙. โยคนิยทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เปน็ อารมณ์ของโยคะ
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เป็นอารมณข์ องโยคะ
๔๐. โยคสัมปยตุ ตทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่สมั ปยตุ ดว้ ยโยคะ
- สภาวธรรมที่วิปปยตุ จากโยคะ
๔๑. โยคโยคนยิ ทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นโยคะและเปน็ อารมณข์ องโยคะ
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นโยคะแต่ไมเ่ ป็นอารมณ์ของโยคะ
เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 81
๔๒. โยคโยคสมั ปยตุ ตทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมท่เี ปน็ โยคะและสมั ปยุตด้วยโยคะ
- สภาวธรรมที่สมั ปยุตด้วยโยคะแต่ไม่เปน็ โยคะ
๔๓. โยควปิ ปยตุ ตโยคนยิ ทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทว่ี ิปปยตุ จากโยคะแตเ่ ป็นอารมณข์ องโยคะ
- สภาวธรรมทีว่ ิปปยุตจากโยคะและไมเ่ ปน็ อารมณ์ของโยคะ
๔๔. นวี รณทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เปน็ นวิ รณ์
- สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ป็นนิวรณ์
๔๕. นีวรณิยทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เปน็ อารมณ์ของนิวรณ์
- สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณข์ องนวิ รณ์
๔๖. นีวรณสัมปยุตตทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่สัมปยุตดว้ ยนิวรณ์
- สภาวธรรมที่วปิ ปยตุ จากนิวรณ์
๔๗. นีวรณนวี รณยิ ทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเี่ ป็นนิวรณแ์ ละเปน็ อารมณ์ของนิวรณ์
- สภาวธรรมที่เปน็ อารมณ์ของนวิ รณ์แต่ไมเ่ ป็นนวิ รณ์
๔๘. นวี รณนีวรณสมั ปยุตตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ นิวรณ์และสมั ปยตุ ด้วยนิวรณ์
- สภาวธรรมที่สัมปยตุ ดว้ ยนิวรณแ์ ตไ่ มเ่ ป็นนิวรณ์
๔๙. นีวรณวปิ ปยตุ ตนวี รณยิ ทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทวี่ ิปปยุตจากนวิ รณ์แต่เปน็ อารมณข์ องนิวรณ์
- สภาวธรรมท่ีวปิ ปยุตจากนวิ รณแ์ ละไมเ่ ปน็ อารมณข์ องนิวรณ์
๕๐. ปรามาสทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมท่เี ปน็ ปรามาส
- สภาวธรรมที่ไม่เปน็ ปรามาส
๕๑. ปรามัฏฐทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อารมณ์ของปรามาส
- สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ปน็ อารมณ์ของปรามาส
82 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
๕๒. ปรามาสสมั ปยตุ ตทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่สมั ปยตุ ด้วยปรามาส
- สภาวธรรมทว่ี ิปปยตุ จากปรามาส
๕๓. ปรามาสปรามัฏฐทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมท่ีเป็นปรามาสและเปน็ อารมณ์ของปรามาส
- สภาวธรรมทเี่ ปน็ อารมณข์ องปรามาสแต่ไม่เปน็ ปรามาส
๕๔. ปรามาสวปิ ปยุตตปรามฏั ฐทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทว่ี ิปปยตุ จากปรามาสแต่เป็นอารมณข์ องปรามาส
- สภาวธรรมท่วี ิปปยุตจากปรามาสและไมเ่ ปน็ อารมณข์ องปรามาส
๕๕. สารมั มณทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทร่ี บั รู้อารมณ์ได้
- สภาวธรรมที่รับร้อู ารมณ์ไมไ่ ด้
๕๖. จิตตทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นจิต
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เป็นจิต
๕๗. เจตสิกทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทีเ่ ปน็ เจตสกิ
- สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ป็นเจตสิก
๕๘. จติ ตสมั ปยุตตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต
- สภาวธรรมที่วปิ ปยตุ จากจิต
๕๙. จิตตสงั สฏั ฐทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมท่ีระคนกับจติ
- สภาวธรรมทไ่ี ม่ระคนกับจิต
๖๐. จติ ตสมุฏฐานทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทมี่ ีจติ เป็นสมฏุ ฐาน
- สภาวธรรมทไ่ี มม่ จี ติ เปน็ สมฏุ ฐาน
๖๑. จิตตสมุฏฐานทกุ ะ ได้แก ่
- สภาวธรรมทเ่ี กดิ พร้อมกับจติ
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เกดิ พรอ้ มกบั จิต
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 83
๖๒. จิตตานุปริวัตตทิ กุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เปน็ ไปตามจิต
- สภาวธรรมที่ไมเ่ ปน็ ไปตามจิต
๖๓. จิตตสงั สฏั ฐสมฏุ ฐานทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่ระคนกบั จติ และมีจติ เปน็ สมุฏฐาน
- สภาวธรรมทไ่ี ม่ระคนกบั จติ และมีจติ เป็นสมุฏฐาน
๖๔. จติ ตสังสัฏฐสมฏุ ฐานสหภทู ุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทีร่ ะคนกับจติ มจี ิตเปน็ สมุฏฐานและเกดิ พรอ้ มกบั จติ
- สภาวธรรมทไี่ มร่ ะคนกบั จติ มจี ติ เปน็ สมฏุ ฐานและเกดิ พรอ้ มกบั จติ
๖๕. จติ ตสงั สฏั ฐสมฏุ ฐานานุปริวตั ติทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทร่ี ะคนกบั จิตมจี ิตเปน็ สมุฏฐานและเปน็ ไปตามจติ
- สภาวธรรมที่ไมร่ ะคนกับจิตมีจติ เปน็ สมฏุ ฐานและเป็นไปตามจิต
๖๖. อชั ฌตั ตกิ ทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นภายใน
- สภาวธรรมที่เป็นภายนอก
๖๗. อุปาทาทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อุปาทายรูป
- สภาวธรรมทไ่ี ม่เป็นอปุ าทายรปู
๖๘. อุปาทินนทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบดว้ ยตณั หาและทิฏฐยิ ดึ ถือ
- สภาวธรรมทก่ี รรมอนั ประกอบด้วยตณั หาและทฏิ ฐไิ ม่ยึดถือ
๖๙. อุปาทานทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นอุปาทาน
- สภาวธรรมท่ีไมเ่ ป็นอุปาทาน
๗๐. อปุ าทานยิ ทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเี่ ปน็ อารมณข์ องอปุ าทาน
- สภาวธรรมทีไ่ มเ่ ป็นอารมณข์ องอุปาทาน
๗๑. อุปาทานอุปาทานิยทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เปน็ อปุ าทานและเป็นอารมณ์ของอปุ าทาน
- สภาวธรรมทีเ่ ป็นอารมณข์ องอปุ าทานแต่ไม่เปน็ อุปาทาน
84 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
๗๒. อปุ าทานอุปาทานิยทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นอปุ าทานและเปน็ อารมณข์ องอปุ าทาน
- สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เปน็ อปุ าทาน
๗๓. อุปาทานอปุ าทานสัมปยตุ ตทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นอุปาทานและสมั ปยุตด้วยอุปาทาน
- สภาวธรรมท่ีสัมปยตุ ด้วยอปุ าทานแต่ไม่เปน็ อุปาทาน
๗๔. อุปาทานวปิ ปยุตตอุปาทานิยทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยตุ จากอปุ าทานแตเ่ ป็นอารมณข์ องอุปาทาน
- สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยตุ จากอปุ าทานและไมเ่ ปน็ อารมณข์ องอปุ าทาน
๗๕. กิเลสทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เปน็ กิเลส
- สภาวธรรมที่ไม่เปน็ กิเลส
๗๖. สงั กเิ ลสกิ ทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นอารมณข์ องกเิ ลส
- สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณข์ องกเิ ลส
๗๗. สงั กลิ ิฏฐทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทก่ี ิเลสท�ำใหเ้ ศร้าหมอง
- สภาวธรรมทก่ี เิ ลสไม่ท�ำให้เศรา้ หมอง
๗๘. กเิ ลสสัมปยุตตทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่สมั ปยตุ ดว้ ยกิเลส
- สภาวธรรมทว่ี ิปปยุตจากกเิ ลส
๗๙. กเิ ลสสงั กเิ ลสกิ ทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทเี่ ป็นกเิ ลสและเป็นอารมณข์ องกิเลส
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นอารมณข์ องกิเลสแต่ไมเ่ ปน็ กเิ ลส
๘๐. กเิ ลสสังกิลฏิ ฐทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เป็นกเิ ลสและกิเลสทำ� ใหเ้ ศรา้ หมอง
- สภาวธรรมทก่ี เิ ลสทำ� ให้เศร้าหมองแตไ่ มเ่ ปน็ กิเลส
๘๑. กเิ ลสกเิ ลสสัมปยตุ ตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส
- สภาวธรรมท่สี มั ปยตุ ด้วยกิเลสแตไ่ ม่เป็นกเิ ลส
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 85
๘๒. กิเลสวปิ ปยุตตสังกเิ ลสิกทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่วิปปยตุ จากกเิ ลสแตเ่ ป็นอารมณข์ องกิเลส
- สภาวธรรมที่วิปปยุตจากกิเลสและไมเ่ ป็นอารมณ์ของกิเลส
๘๓. ทสั สเนนปหาตพั พทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทต่ี ้องประหาณด้วยโสดาปตั ติมรรค
- สภาวธรรมทไ่ี มต่ อ้ งประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
๘๔. ภาวนายปหาตพั พทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทต่ี ้องประหาณดว้ ยมรรคเบ้ืองบน ๓
- สภาวธรรมทไ่ี มต่ อ้ งประหาณด้วยมรรคเบอื้ งบน ๓
๘๕. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมทีม่ เี หตตุ ้องประหาณด้วยโสดาปตั ตมิ รรค
- สภาวธรรมที่ไม่มีเหตตุ อ้ งประหาณดว้ ยโสดาปตั ติมรรค
๘๖. ภาวนายปหาตพั พเหตุกทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมท่ีมเี หตตุ อ้ งประหาณด้วยมรรคเบ้อื งบน ๓
- สภาวธรรมทีไ่ มม่ เี หตุต้องประหาณดว้ ยมรรคเบอ้ื งบน ๓
๘๗. สวติ กั กทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมท่ีมวี ิตก
- สภาวธรรมทไ่ี ม่มีวติ ก
๘๘. สวจิ ารทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทม่ี วี จิ าร
- สภาวธรรมที่ไม่มีวจิ าร
๘๙. สปั ปตี ิกทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทม่ี ปี ตี ิ
- สภาวธรรมที่ไม่มปี ตี ิ
๙๐. ปตี ิสหคตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่สหรคตดว้ ยปตี ิ
- สภาวธรรมทไ่ี มส่ หรคตด้วยปีติ
๙๑. สขุ สหคตทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทส่ี หรคตดว้ ยสุข
- สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยสขุ
86 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
๙๒. อเุ ปกขาสหคตทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่สหรคตดว้ ยอเุ บกขา
- สภาวธรรมที่ไมส่ หรคตด้วยอุเบกขา
๙๓. กามาวจรทุกะ ได้แก่
- สภาวธรรมที่เป็นกามาวจร
- สภาวธรรมที่ไม่เปน็ กามาวจร
๙๔. รปู าวจรทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เปน็ รูปาวจร
- สภาวธรรมที่ไม่เปน็ รปู าวจร
๙๕. อรปู าวจรทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เป็นอรปู าวจร
- สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ป็นอรูปาวจร
๙๖. ปริยาปนั นทุกะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทน่ี บั เนอื่ งในวัฏฏทุกข์ (โลกยิ ะ)
- สภาวธรรมทีไ่ มน่ บั เนอ่ื งในวัฏฏทุกข์ (โลกตุ ตระ)
๙๗. นยิ ยานกิ ทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทเ่ี ปน็ เหตุนำ� ออกจากวฏั ฏทกุ ข์
- สภาวธรรมทไี่ มเ่ ปน็ เหตุน�ำออกจากวัฏฏทุกข์
๙๘. นิยตทกุ ะ ได้แก่
- สภาวธรรมทใี่ ห้ผลแนน่ อน
- สภาวธรรมทีไ่ ม่แนน่ อนโดยอาการท้ังสองนั้น
๙๙. สอุตตรทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมทม่ี ีธรรมอน่ื ยิ่งกว่า
- สภาวธรรมทไ่ี ม่มีธรรมอ่ืนย่ิงกวา่
๑๐๐. สรณทกุ ะ ไดแ้ ก่
- สภาวธรรมที่เป็นเหตใุ ห้สตั ว์รอ้ งไห้
- สภาวธรรมท่ไี มเ่ ป็นเหตุให้สัตวร์ ้องไห้
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 87
ข. ภาคนิทเทส
ภาคนิทเทส คอื ภาคแสดงโดยยกนยั ทง้ั ๑๔ นัยของนยมาติกาขึ้นต้งั เป็นบท ๑๔ บท
เรียกช่ือบทว่า นยนทิ เทส เริ่มตั้งแต่ ปฐมนยนทิ เทส จนถึง จทุ ทสมนยนิทเทส แตล่ ะนทิ เทส
ว่าด้วย อัพภันตรมาติกาและพาหิรมาติกา ตามล�ำดับ โดยด�ำเนินตามนัยและวาระต่าง ๆ
ซ่งึ เปน็ วธิ กี ารของธาตกุ ถา ดงั นี้
นยนทิ เทส
มลู กนัย
ปุจฉาวาระ วิสชั นาวาระ
นยนิทเทส คือการแสดงสภาวธรรมด้วยนัยแต่ละนัยของนยมาติกา ในภาคอุทเทส
เช่น นัยของปฐมนยนิทเทส คือสังคหาสังคหนัย เรียกสภาวธรรมท่ีน�ำมาจ�ำแนกด้วยนัยนี้ว่า
สังคหาสังคหปทะ (สังคหบทและอสังคหบท) และเรียกช่ือนยนิทเทสน้ีว่า ปฐมนัย สังคหา-
สังคหปทนทิ เทส
มูลกนัย คือวิธีการจ�ำแนกสภาวธรรมโดยยกสภาวธรรมบทใดบทหนึ่งข้ึนต้ังเป็นมูล
ถ้าต้ังเป็นมูลทีละบทเรียกว่า เอกมูลกนัย ถ้าต้ังเป็นมูลทีละ ๒ บท เรียกว่า ทุกมูลกนัย
ถ้าตั้งเป็นมูลทีละ ๓ บท เรียกว่า ติกมูลกนัย เป็นต้น จ�ำนวนมูลกะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ
จ�ำนวนบทของหมวดธรรมท่ียกมาจ�ำแนก เช่น หมวดขันธ์มี ๕ มูลกะ หมวดอายตนะมี
๑๒ มูลกะ หมวดธาตมุ ี ๑๘ มลู กะ หมวดอินทรียม์ ี ๒๒ มูลกะ
ปุจฉาวาระ วาระตั้งค�ำถามคือเม่ือยกสภาวธรรมบทใดขึ้นเป็นมูลก็ต้ังค�ำถามเพื่อหา
ค�ำตอบต่อไป เช่น ในปฐมนัย เม่ือยกรูปขันธ์ขึ้นตั้งเป็นมูลในเอกมูลกนัย ก็ต้ังค�ำถามว่า
รูปขนั ธ์สงเคราะห์เข้าได้กบั ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร
วิสัชนาวาระ วาระตอบค�ำถาม เช่น ตัวอย่างข้างต้นตอบว่า รูปขันธ์สงเคราะห์
เขา้ ได้กับขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑
๓. แนะนำ� นยนทิ เทส
ต่อไปน้ีขอแนะน�ำสาระส�ำคัญของนยนิทเทสแต่ละนิทเทส เพ่ือช่วยให้เข้าใจ
ธาตกุ ถาได้รวดเรว็ ย่งิ ข้นึ
88 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
๑. ปฐมนยั
สงั คหาสังคหปทนิทเทส
๑.๑ วธิ ีการของปฐมนยั
ค�ำว่า สังคหาสังคหปทนิทเทส แปลว่า การแสดงบทที่สงเคราะห์เข้าได้และบทที่
สงเคราะห์เข้าไม่ได้ หมายความว่า ในปฐมนัยน้ี พระผ้มู ีพระภาคทรงน�ำ
สภาวธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้และสงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์ เป็นขันธ์
อายตนะและธาตุ มาจำ� แนกด้วยวธิ ีการทเ่ี รียกว่า สังคหาสงั คหนัย เพ่อื หาว่าบทใดสงเคราะห์
เข้าไดก้ ับขนั ธ์เทา่ ไร อายตนะเทา่ ไร และธาตุเทา่ ไร สงเคราะห์เข้าไม่ไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และ
ธาตุเท่าไร การจ�ำแนกโดยแยกประเภทเป็นบท ๆ แบบน้ีเรียกว่า เภทวาระ เม่ือจ�ำแนกเป็น
บท ๆ แลว้ กจ็ ะสรุปรวมทงั้ หมด เช่น เม่ือทรงจ�ำแนกแต่ละขันธ์แลว้ ทรงสรุปรวมว่า ขนั ธ์ ๕
สงเคราะห์เข้าได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร การจ�ำแนกแบบน้ีเรียกว่า อเภทวาระ
ทั้งเภทวาระและอเภทวาระ แบง่ เปน็ ๒ วาระ คือ ปุจฉาวาระ และวสิ ชั นาวาระ ดังกล่าวข้างต้น
๑.๒ เนื้อหาของปฐมนัย
ค�ำว่า เน้ือหา ท่ีใช้ในบทน�ำน้ีทั้งหมด หมายถึงสภาวธรรมท่ีทรงยกข้ึนเป็นมูลบทหรือ
บทตงั้ เน้อื หาของปฐมนยั ประกอบด้วยอพั ภนั ตรมาตกิ า ๑๐๕ บท และพาหิรมาติกา ๒๖๖ บท
รวมเปน็ ๓๗๑ อัพภนั ตรมาติกาแบง่ เปน็ ๒ ส่วน
คือ ส่วนที่เรยี กวา่ ขันธาทินิทเทส และส่วนท่ีเรียกว่า ผัสสสตั ตกนิทเทส
ขันธาทินิทเทส แปลว่า การแสดงอัพภันตรมาติกาท่ีมีขันธ์ ๕ เป็นเบ้ืองต้น
มีจ�ำนวน ๑๕ มาติกา หรือ ๑๕ นยั ท่ที รงจำ� แนกไวม้ ี ๙๙ บท คอื
๑. ขันธ์ ๕ ๕ บท ๒. อายตนะ ๑๒ ๑๒ บท
๓. ธาตุ ๑๘ ๑๘ บท ๔. สจั จะ ๔ ๔ บท
๕. อนิ ทรีย์ ๒๒ ๒๒ บท ๖. ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ๒๘ บท
๗. สตปิ ัฏฐาน ๔ ๑ บท ๘. สมั มปั ปธาน ๔ ๑ บท
๙. อิทธิบาท ๔ ๑ บท ๑๐. ฌาน ๔ ๑ บท
๑๑. อปั ปมญั ญา ๔ ๑ บท ๑๒. อินทรยี ์ ๕ ๑ บท
๑๓. พละ ๕ ๑ บท ๑๔. โพชฌงค์ ๗ ๑ บท
๑๕. อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ๑ บท
สว่ นผสั สสัตตกนิทเทส แปลว่า การแสดงอพั ภนั ตรมาตกิ า ๗ มาตกิ า มผี ัสสะ
เปน็ เบอ้ื งต้น ทรงจ�ำแนกไวม้ าตกิ าละ ๑ บท คอื
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 89
๑. ผสั สะ ๒. เวทนา
๓. สัญญา ๔. เจตนา
๕. จติ ๖. อธิโมกข์
๗. มนสิการ
๑.๓ ตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของปฐมนยั
ก. สงเคราะห์ ขันธ์ ๕ เข้ากับขันธ์ อายตนะ และธาตุ
เภทวาระ
เอกมลู กนยั
ปจุ ฉาวาระ วิสัชนาวาระ
[๖] รปู ขันธส์ งเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ ับขันธ ์ รูปขันธ์สงเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ ับขันธ์ ๑
อายตนะ และธาตเุ ท่าไร อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑
รปู ขนั ธ์สงเคราะหเ์ ข้าไมไ่ ดก้ ับ รูปขันธ์สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดก้ ับ
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑ และธาตุ ๗
ฯลฯ
[๑๐] วญิ ญาณขันธส์ งเคราะห์เขา้ ได้ วญิ ญาณขันธส์ งเคราะห์เขา้ ได้กับ
กบั ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
วญิ ญาณขันธส์ งเคราะหเ์ ขา้ ไมไ่ ด ้ วญิ ญาณขนั ธส์ งเคราะหเ์ ขา้ ไมไ่ ด้
กับขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร กบั ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑
ปจุ ฉาวาระ ทกุ มูลกนยั วสิ ัชนาวาระ
[๑๑] รูปขันธแ์ ละเวทนาขนั ธ์สงเคราะห ์ รูปขันธ์และเวทนาขนั ธ์สงเคราะห์
เขา้ ได้กบั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร เขา้ ไดก้ บั ขนั ธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑
รูปขันธ์และเวทนาขันธ์สงเคราะห ์ รปู ขนั ธ์และเวทนาขนั ธ์สงเคราะห์
เขา้ ไมไ่ ด้กบั ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร เขา้ ไมไ่ ดก้ บั ขนั ธ์ ๓ อายตนะ ๑ และธาตุ ๗
ฯลฯ
90 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
ปุจฉาวาระ ปญั จกมลู กนัย วสิ ชั นาวาระ
[๒๐] รปู ขนั ธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ รปู ขนั ธ์ เวทนาขันธ์ สญั ญาขันธ์
สงั ขารขนั ธ์ และวญิ ญาณขนั ธ์ สังขารขนั ธ์ และวญิ ญาณขันธ์
สงเคราะห์เข้าได้กับขนั ธ์ อายตนะ สงเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ ับขันธ์ ๕
และธาตุเทา่ ไร อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘
รูปขนั ธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ รูปขนั ธ์ เวทนาขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์
สังขารขนั ธ์ และวิญญาณขนั ธ์ สงั ขารขนั ธ์ และวิญญาณขันธไ์ ม่มี
สงเคราะเขา้ ไมไ่ ด้กับขนั ธ์ อายตนะ ขันธ์ อายตนะ และธาตุเหลา่ ไหน
และธาตเุ ทา่ ไร ท่จี ะสงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้
อเภทวาระ
ปจุ ฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๒๑] ขันธ์ ๕ สงเคราะห์เขา้ ไดก้ บั ขนั ธ์ ๕ สงเคราะห์เขา้ ได้กับ
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘
ขันธ์ ๕ สงเคราะห์เข้าไม่ได้กับ ขันธ์ ๕ ไมม่ ีขันธ์ อายตนะและ
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ธาตุเหลา่ ไหนทจี่ ะสงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้
ข. สงเคราะหส์ ัจจะเข้ากับขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ
เภทวาระ
เอกมลู กนัย
ปุจฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๔๐] ทุกขสัจสงเคราะหเ์ ข้าไดก้ ับขนั ธ ์ ทกุ ขสัจสงเคราะหเ์ ข้าได้กบั ขนั ธ์ ๕
อายตนะ และธาตุเทา่ ไร อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘
ฯลฯ
[๔๑] สมุทยสัจ สงเคราะห์เขา้ ได้กับ สมทุ ยสัจสงเคราะหเ์ ขา้ ได้กบั
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
สมุทยสจั สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้กบั สมุทยสัจสงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้กับ
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๗
ฯลฯ
เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 91
ปจุ ฉาวาระ จตุกกมูลกนยั วิสชั นาวาระ
[๔๘] ทกุ ขสัจ สมุทยสจั มคั คสจั ทุกขสัจ...นิโรธสจั เว้นธาตทุ ไี่ ม่
และนโิ รธสัจ สงเคราะห์เข้าได้กับ ถูกปจั จยั ปรุงแต่งออกจากขันธแ์ ล้ว
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร สงเคราะห์เขา้ ไดก้ บั ขันธ์ ๕ อายตนะ
๑๒ และธาตุ ๑๘
อเภทวาระ
ปุจฉาวาระ วิสชั นาวาระ
[๔๙] สัจจะ ๔ สงเคราะห์เขา้ ไดก้ ับ สัจจะ ๔ เวน้ ธาตุทีไ่ ม่ถูกปัจจัย
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ปรงุ แตง่ ออกจากขันธ์แล้ว สงเคราะห์
เขา้ ได้ กบั ขนั ธ์ ๕ อายตนะ ๑๒
และธาตุ ๑๘
สัจจะ ๔ สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดก้ บั สัจจะ ๔ ไมม่ ขี ันธ์ อายตนะและ
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ธาตเุ หล่าไหนทีจ่ ะสงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้
ค. สงเคราะห์ทกุ มาตกิ าเข้ากบั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ
ปุจฉาวาระ เภทวาระ วิสัชนาวาระ
[๑๖๙] สภาวธรรมที่เปน็ เหตใุ ห้สัตว ์ สภาวธรรรมท่ีเปน็ เหตุใหส้ ัตว์
ร้องไห้ สงเคราะห์เข้าไดก้ บั ขนั ธ์ รอ้ งไหส้ งเคราะห์เขา้ ได้กบั ขนั ธ์ ๔
อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร อายตนะ ๒ และธาตุ ๒
สภาวธรรมทเ่ี ป็นเหตใุ ห้สตั ว ์ สภาวธรรรมทเ่ี ปน็ เหตใุ หส้ ัตว์
รอ้ งไหส้ งเคราะหเ์ ขา้ ไมไ่ ดก้ ับขันธ์ รอ้ งไหส้ งเคราะห์เขา้ ไม่ไดก้ ับขันธ์ ๑
อายตนะ และธาตุเท่าไร อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๖
[๑๗๐] สภาวธรรมท่ีไม่เปน็ เหตุให้สัตว์ สภาวธรรมที่ไม่เปน็ เหตใุ หส้ ัตว์
ร้องไห้สงเคราะหเ์ ขา้ ได้กับขันธ์ ร้องไหเ้ ว้นธาตทุ ีไ่ มถ่ กู ปัจจยั ปรงุ แตง่
อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ออกจากขนั ธ์แลว้ สงเคราะหเ์ ขา้ ได้
กบั ขนั ธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘
92 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก
สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ปน็ เหตุให้สัตว์ สภาวธรรมที่ไม่เปน็ เหตุใหส้ ัตว์
รอ้ งไหส้ งเคราะห์เข้าไมไ่ ดก้ บั ขันธ์ ร้องไห้ไมม่ ีขันธ์ อายตนะและธาตเุ หล่า
อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ไหนทีจ่ ะสงเคราะหเ์ ข้าไมไ่ ด้
หมายเหต ุ
๑. การจำ� แนกเต็มรูปตามตวั อย่าง ก. และ ข. มเี พียงการจ�ำแนกขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒
ธาตุ ๑๘ สัจจะ ๔ และอินทรีย์ ๒๒ เท่านั้น นอกจากนี้ท่านแสดงไว้โดยย่อพอเป็นแนวทาง
ดังตัวอยา่ ง ค. เพราะนคี้ ือฉบับสงั เขปนัย
๒. แผนภูมิที่ ๑-๔ จะชว่ ยให้เข้าใจไดด้ ขี ้ึน
อายตนะ ขันธ์ ๕ รูปขันธ์ โอฬารกิ รปู (รูปหยาบ) ๑๒ ๑๖ เจตสกิ ๕๒ เลม่ ที่ ๓
๑๒ ขนั ธ์
อายตนะ
ธาตุ ๑๘ ธาตุ
จักขธุ าตุ จักขายตนะ จักขุ ๑ แผนภมู ทิ ี่ ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖
โสตธาตุ โสตายตนะ โสตะ ๑ แสดงองค์ธรรมของขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ
ฆานธาตุ ฆาสนายตนะ ฆานะ ๑
ชิวหาธาตุ ชวิ หายตนะ ชิวหา ๑
กายธาตุ กายายตนะ กายะ ๑
รปู ธาตุ รูปายตนะ รปู ะ ๑
สทั ทธาตุ สทั ทายตนะ สัททะ ๑
รคสันธธาธตาุตุ ครสันาธยาตยนตะนะ ครสนั ะธะ๑๑
โผฏฐัพพธาตุ โผฏฐัพพายตนะ โผฏฐัพพะ ๓
สุขมุ รปู
ธมั มธาตุ ธมั มายตนะ เวทนาขันธ์ เวทนาเจตสิก ๑
สญั ญาขันธ์ สญั ญาเจตสกิ ๑
จกั ขุวญิ ญาณธาตุ สงั ขารขันธ์ เจตสิกที่เหลือ ๕๐
โสตวญิ ญาณธาตุ ขนั ธวมิ ตุ นิพพาน
ฆานวญิ ญาณธาตุ จกั ขวุ ิญญาณ ๒
มนายตนะ วิญญาณขนั ธ์ โสตวญิ ญาณ ๒ วญิ ญาณ (จติ ) ๘๙
ชวิ หาวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณ ๒
กายวญิ ญาณธาตุ ชิวหาวญิ ญาณ ๒ 93
กายวิญญาณ ๒
มโนธาตุ ปญั จทวารวชั ชนจติ ๑
มโนวญิ ญาณธาตุ สัมปฏจิ ฉนั นจิต ๒
จติ ท่ีเหลือ ๗๖
94 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
แผนภูมทิ ี่ ๒
แสดงตวั อยา่ งการจำ� แนกสภาวธรรมในอพั ภนั ตรมาตกิ าของปฐมนยั
๑. รปู ขันธ์ (หมายถึง รูป ๒๘ ประกอบดว้ ย ขนั ธ ์ อายตนะ ธาตุ
โอฬารกิ รูป ๑๒ สขุ มุ รปู ๑๖) ในทนี่ ี้ รปู ขนั ธ ์ โอฬารกิ ายตนะ ๑๐ โอฬารกิ ธาตุ ๑๐
- โอฬาริกรปู ๑๒ สงเคราะหเ์ ขา้ ได้กับ ธมั มายตนะ ๑ ธัมมธาตุ ๑
- สุขุมรปู ๑๖ สงเคราะห์เข้าได้กับร ูปขนั ธ ์
รวม ๑ ๑๑ ๑๑
๒. ธัมมายตนะ (ประกอบด้วยสุขุมรปู ๑๖ เจตสกิ ๕๒
และนพิ พานซง่ึ เป็นขันธวมิ ตุ ติ รวม ๖๙) ในที่นี้ ธมั มธาตุ
- สุขุมรูป ๑๖ สงเคราะหเ์ ขา้ ได้กับร ูปขันธ ์ ธมั มายตนะ ธัมมธาตุ
- เจตสกิ ๕๒ สงเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ บั นามขันธ์ ๓ ธมั มายตนะ ธมั มายตนะ
(เว, สัญ, สัง.)
- นิพพาน สงเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ ับ ขนั ธวิมตุ ธมั มาธาตุ
รวม ๔ ๑ ๑
๓. รูปขนั ธ์ (๑ ในอริยสจั ๔) ในทนี่ ้ี
- โลกยิ จติ ๘๑ สงเคราะห์เข้าได้กับ วิญญาณขนั ธ์ มนายตนะ วญิ ญาณธาตุ ๗
- เจตสิก ๕๑ เวน้ โลภะสงเคราะหเ์ ข้าได้กบั นามขันธ์ ๓ ธัมมายตนะ ธัมมธาตุ
- รปู ๒๘ สงเคราะหเ์ ข้าไดก้ บั รปู ขันธ ์ โอฬารกิ ๑๐ + โอฬาริก ๑๐ +
ธัมมายตนะ ธมั มธาตุ
รวม ๕ ๑๒ ๑๘
๔. ภพ (ขอ้ ที่ ๑๐ ในปฏิจจสมปุ บาท ๑๒) ในทนี่ ้ี
- โลกยิ วปิ ากจติ ๓๒ สงเคราะห์เข้าไดก้ ับ วิญญาณขันธ ์ มนายตนะ วญิ ญาณธาตุ ๗
ธัมมายตนะ ธัมมธาตุ
- เจตสิก ๓๕ สงเคราะห์เข้าไดก้ ับ นามขนั ธ์ ๓ + โอฬารกิ ๙ +
- กัมมชรปู ๑๙ สงเคราะห์เขา้ ไดก้ ับ รปู ขันธ์ ธมั มายตนะ โอฬารกิ ๙ +
ธมั มธาตุ
๑๑ ๑๗
รวม ๕
๕. อทิ ธิบาท ๔ (น�ำมาใช้รวมกบั สมาธิและ
สภาวธรรมอ่นื ๆ อีก ๙) ในท่ีนี้
- ฉันทะ, วริ ยิ ะ, วมิ ังสา สงเคราะหเ์ ข้าได้กับ สงั ขารขันธ์ มนายตนะ วญิ ญาณธาตุ ๗
ธัมมายตนะ ธัมมธาตุ
- จิตตะ สงเคราะห์เข้าได้กับ วิญญาณขนั ธ์
รวม ๒ ๒ ๒
เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 95
แผนภูมทิ ี่ ๓
แสดงตัวอย่างการจำ� แนกสภาวธรรมในพาหริ มาตกิ าปฐมนยั
๑. สภาวธรรมทส่ี มั ปยตุ ด้วยสขุ เวทยา ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ
(ในเวทนาตกิ ะ) ในท่ีน้ี
- จติ ท่ีประกอบด้วยสขุ เวทนา สงเคราะหเ์ ข้าได้กับ วญิ ญาณขันธ ์ ธัมมายตนะ กายวิญญาณธาตุ +
มโนวิญญาณธาตุ
- เจตสิก ๔๖ (เวน้ เวทนา โทสะ อสิ สา มัจฉริยะ
กกุ กุจจะ วิจิกจิ ฉา สงเคราะหเ์ ข้าไดก้ บั สัญญาขันธ ์ ธมั มายตนะ ธัมมธาตุ
รวม ๓ ๒ ๓
๒. สภาวะธรรมทเ่ี ป็นวบิ าก (ในวิปากตกิ ะ) ในที่นี้
- วปิ ากจติ ๓๖ สงเคราะห์เข้าไดก้ บั วิญญาณขนั ธ์ มนายตนะ วิญญาณธาตุ ๗
- เจตสิก ๓๘ สงเคราะห์เขา้ ไดก้ ับ นามขันธ์ ๓ ธมั มายตนะ ธัมมธาตุ
รวม ๔ ๑ ๑
๓. สภาวธรรมท่ีไมเ่ ปน็ เจตสกิ (ในเจตสกิ ทุกะ
ของมหนั ตรทกุ ะ) ในทนี่ ้ี
- จติ ๘๙ สงเคราะห์เข้าไดก้ ับ วญิ ญาณขันธ์ มนายตนะ วิญญาณธาตุ ๗
- รูป ๒๘ สงเคราะห์เข้าได้กับ รปู ขนั ธ ์ โอฬารกิ ๑๐ + โอฬารกิ ๑๐ +
ธัมมายตนะ
- นพิ พาน สงเคราะห์เขา้ ไดก้ ับ ขันธวิมตุ ธมั มายตนะ ธัมมธาตุ
ธัมมธาตุ
รวม ๕ ๑๒ ๑๘
๔. สภาวธรรมท่ีมีจติ เป็นสมุฏฐาน (ในจิตตสมฏุ -
ฐานทกุ ะ ของมหันตรทุกะ) ในทน่ี ้ี
- เจตสกิ ๕๒ สงเคราะห์เขา้ ไดก้ บั นามขนั ธ ์ มนายตนะ วิญญาณธาตุ ๗
- จิตตชรปู ๑๗ สงเคราะห์เข้าได้กับ รูปขันธ์ โอฬาริก ๕ + โอฬารกิ ๕ +
ธัมมายตนะ
ธัมมธาตุ
รวม ๕ ๑๑ ๑๗
๕. สภาวธรรมทีไ่ มเ่ ป็นอุปาทายรปู วิญญาณขนั ธ์ มนายตนะ วญิ ญาณธาตุ ๗
ในอปุ าทาทกุ ะของมหนั ตรทกุ ะ) ในที่น้ี
- จติ ๘๙ สงเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ ับ
- จิตตสิก ๕๒ สงเคราะห์เขา้ ได้กับ นามขันธ์ ๓ ธมั มายตนะ ธมั มธาตุ
- มหาภูตรูป ๔ สงเคราะห์เขา้ ได้กบั รปู ขันธ์ โผฏฐพั พายตนะ + โผฏฐัพพธาตุ +
- นิพพาน สงเคราะห์เขา้ ได้กับ ขนั ธวิมตุ ธมั มายตนะ ธมั มธาตุ
รวม ๒ ธมั มายตนะ ธมั มธาตุ
๒ ๒
96 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
แผนภมู ิที่ ๓
แสดงตัวอย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมในพาหิรมาติกาปฐมนยั
สภาวธรรมทที่ รงจำ� แนก สงเคราะห์เขา้ ไดก้ ับ สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดก้ ับ
ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ
ขันธ์ ๑ ๑๑ ๑๑ ๔ ๑ ๗
๑. รูปขนั ธ์ (ไดแ้ ก่ รปู ๒๘)
๒. เวทนาขันธ์ (ได้แก่ เวทนาเจตสกิ ) ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๓. สัญญาขนั ธ์ (ไดแ้ ก่ สญั ญาเจตสิก) ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๔. สงั ขารขันธ์ (ไดแ้ ก่ เจตสิก ๕๐ นอกจากเวทนาและสัญญา ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๕. วิญญาณขันธ์ (ไดแ้ ก่ จิต ๘๙) ๑ ๑ ๗ ๔ ๑๑ ๑๑
นิพพานเปน็ ขันธวิมตุ
อายตนะ ๑๒ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑. จกั ขายตนะ
๒. โสตายตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๓. ฆานยตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๔. ชวิ หายตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๕. กายายตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๖. รปู ายตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๗. สทั ทายตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๘. คนั ธายตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๙. รสายตนะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑๐. โผฏฐัพพายตนะ (ไดแ้ ก่ ผสั สะเย็น รอ้ น ออ่ น แขง็ ) ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑๑. มนายตนะ (ได้แก่ จติ ๘๙) ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๑
๑๒. ธมั ายตนะ (ได้แก่ เจตสิก ๕๒, สขุ มุ รูป ๑๖,
และ นพิ พาน) ๔ ๑ ๑ ๑ ๑๑ ๑๗
ธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑. จักขุธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๒. โสตธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๓. ฆานธาต ุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๔. ชวิ หาธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๕. กายธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๖. รปู ธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๗. สัททธาตุ
เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 97
แผนภูมิที่ ๓ (ตอ่ )
สภาวธรรมที่ทรงจ�ำแนก สงเคราะหเ์ ข้าได้กับ สงเคราะห์เข้าไมไ่ ดก้ ับ
ขนั ธ ์ อายตนะ ธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ
๘. คนั ธธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๙. รสธาต ุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๐. โผฏฐัพพธาต ุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๑. จักขุวิญญาณธาต ุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๒. โสตวิญญาณธาต ุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๓. ฆานวิญญาณธาต ุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๔. ชวิ หาวญิ ญาณธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๕. กายวญิ ญาณธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๖. มโนธาตุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๗. มโนวญิ ญาณธาต ุ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑๘. ธมั มธาตุ (ไดแ้ ก่ เจตสิก ๕๒) ๔ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๕ ๑๒ ๑๘ - - -
สัจจะ ๔ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑. ทุกขสัจ (ได้แก่ อกสุ ลจติ ๘๑ อโลภเจตสิก ๕๑) - ๑ ๑ - ๑๑ ๑๗
๒. ทุกขสมทุ ยสจั (โลภเจตสิก) ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๓. นิโรธสัจ (นพิ พาน) ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๔. มคั คสจั ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
ผัสสสัตตกะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๑. ผัสสะ ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๒. เวทนา ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๓. สัญญา ๑ ๑ ๑ ๔ ๑๑ ๑๗
๔. เจตนา
๕. จิต
๖. อธิโมกข์
๗. มนสกิ าร
98 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
๒. ทุตยิ นยั
สังคหิเตนอสังคหิตปทนทิ เทส
๒.๑ วิธกี ารของทุตยิ นยั
คำ� ว่า สังคหิเตนอสังคหติ ปทนทิ เทส แปลว่า การแสดงบทท่ีสงเคราะห์เข้าไมไ่ ดก้ บั บท
ที่สงเคราะห์เข้าได้ หมายความว่า ในทตุ ิยนัยน้ี พระผ้มู พี ระภาคทรงจำ� แนกเฉพาะสภาวธรรมที่
เปน็ รปู ธรรมบางสว่ น ซง่ึ สงเคราะหเ์ ขา้ ไดโ้ ดยการสงเคราะห์ เปน็ ขนั ธเ์ ดยี วกนั แตส่ งเคราะหเ์ ขา้
ไมไ่ ด้โดยการสงเคราะหเ์ ป็นอายตนะและธาตเุ ดยี วกัน และสภาวธรรมท่ีเป็นนามธรรมบางสว่ น
ที่สงเคราะห์เข้าได้ โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์และอายตนะเดียวกัน แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้
โดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ธาตเุ ดียวกัน หรือกลา่ วส้ัน ๆ วา่ ทรงน�ำสภาวธรรมท่ีเหมือนกนั โดยขนั ธ์
และอายตนะ แต่ตา่ งกันโดยธาตมุ าจำ� แนกโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ ดว้ ยวิธีการ ท่ีเรยี กวา่
สังคหิเตนอสังคหิตนัย เพ่ือหาว่าในรูปธรรมและนามธรรมเหล่าน้ัน บทที่สงเคราะห์เข้าได้กับ
มูลบท สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร เชน่
ปุจฉาวาระ จักขายตนะ วิสชั นาวาระ
[๑๗๑] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะหเ์ ขา้ ได้ สภาวธรรมเหล่าน้นั สงเคราะหเ์ ขา้
โดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขนั ธ์แต่สงเคราะห ์ ไมไ่ ด้กบั ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
เขา้ ไม่ได้โดยการสงเคราะหเ์ ป็นอายตนะ และธาตกุ บั จักขายตนะ
สภาวธรรมเหล่าน้ันสงเคราะหเ์ ข้า ไม่ได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร
คำ� อธบิ ายตัวอย่าง
๑. ขันธ์ ๔ ได้แก่ นามขันธ์ ๔ คือเวทนาขนั ธ์ สญั ญาขันธ์ สงั ขารขันธ์ และวญิ ญาณขนั ธ์
อายตนะ ๒ ได้แก่ มนายตนะและธัมมายตนะ ธาตุ ๑๘ ไดแ้ ก่ ธาตทุ ่ี ๑๑-๑๘
๒. วิธีการนี้ใช้ได้กับสภาวธรรมที่เป็นรูปธรรม ๓๕ บท และที่เป็นนามธรรม ๗ บท
รวมเป็น ๔๒ บทเท่าน้นั และสภาวธรรม ๔๒ บทเหลา่ นีเ้ องเป็นเนอื้ หาของทตุ ิยนยั
๒.๒ เนือ้ หาของทตุ ยิ นยั
เน้ือหาของทุตินัยน้อยกว่าปฐมนัย คือปฐมนัยมีเนื้อหา ๓๗๑ บท ดังกล่าวแล้ว
สว่ นเน้ือหาของทตุ ยิ นัยมเี พียง ๔๒ บท ได้แก่
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 99
๑. จกั ขายตนะ โอฬารกิ อายตนะ ๑๐ บท
๒. โสตายตนะ
๓. ฆานายตนะ ๔. ชวิ หายตนะ
๕. กายายตนะ ๖. รูปายตนะ
๗. สทั ทายตนะ ๘. คันธายตนะ
๙. รสายตนะ ๑๐. โผฏฐพั พายตนะ
๑. จกั ขุธาต ุ ธาตุ ๑๗ บท
๒. โสตธาตุ
๓. ฆานธาต ุ ๔. ชวิ หาธาตุ
๕. กายธาต ุ ๖. รปู ธาตุ
๗. สทั ทธาต ุ ๘. คนั ธธาตุ
๙. รสธาตุ ๑๐. โผฏฐพั พธาตุ
(๑๐ บทน้ี เรียกว่าโอฬารกิ ธาตุ)
๑๑. จกั ขุวิญญาณธาต ุ ๑๒. โสตวญิ ญาณธาตุ
๑๓. ฆานวิญญาณธาต ุ ๑๔. ชิวหาวิญญาณธาตุ
๑๕. กายวญิ ญาณธาตุ ๑๖. มโนธาตุ
๑๗. มโนวญิ ญาณธาตุ
(๗ บทนเี้ รยี กว่า วญิ ญาณธาตุ ๗)
๑. จักขนุ ทรยี ์ อินทรยี ์ ๗ บท
๓. ฆานนิ ทรยี ์ ๒. โสตินทรยี ์
๕. กายินทรยี ์ ๔. ชวิ หินทรีย์
๗. ปุรสิ นิ ทรีย์ ๖. อิตถินทรยี ์
ปฏจิ จสมปุ บาท ๓ บท
๑. ภพ ๒ บท คือ อสญั ญาภพและเอกโวการภพ
๒. ปรเิ ทวะ ๑ บท
ตกิ มาตกิ า ๒ บท
๑. สนทิ สั สนสปั ปฏิฆา ธมั มา (สภาวธรรมท่เี หน็ ได้และกระทบได้)
๒. อนทิ ัสสนสัปปฏิฆา ธัมมา (สภาวธรรมที่เหน็ ไมไ่ ด้แตก่ ระทบได้)
100 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก
ทกุ มาตกิ า ๓ บท
๑. สนิทสั สนา ธมั มา (สภาวธรรมทเี่ ห็นได)้
๒. สัปปฏิฆา ธมั มา (สภาวธรรมทก่ี ระทบได้)
๓. อปุ าทา ธมั มา (สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อุปาทายรปู )
ในจำ� นวนน้ี มสี ภาวธรรมทเี่ ปน็ รปู ธรรม ๓๕ บท ไดแ้ ก่ อายตนะ ๑๐ บท ทเี่ ปน็ โอฬารกิ
อายตนะ ธาตุ ๑๐ บท ซง่ึ เปน็ โอฬารกิ ธาตุ (ตง้ั แต่ธาตทุ ี่ ๑-๑๐) อนิ ทรยี ์ ๗ บท ปฏจิ จสมปุ บาท
๓ บท ติกมาติกา ๒ บท และทกุ มาตกิ า ๓ บท และสภาวธรรมที่เป็นนามธรรม ๗ บท ได้แก่
ธาตุ ๗ (ต้ังแตธ่ าตทุ ี่ ๑๑-๑๗)
มีข้อท่ีควรทำ� ความเขา้ ใจไว้ก่อนคอื ท�ำไม พระผมู้ พี ระภาคไม่ทรงจัดขันธ์ ๕ มนายตนะ
ธมั มายตนะ และธัมมธาตุเป็นเนื้อหาของทุตยิ นยั ในเรอื่ งน้ีมีค�ำอธบิ ายทีน่ ่ารบั ฟงั ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ท่ีไม่ทรงจัดขันธ์ ๕ เป็นเนื้อหาของทุติยนัย เพราะขันธ์แต่ละขันธ์อยู่แยกกัน
ไมส่ ามารถนำ� มาสงเคราะหเ์ ขา้ กบั ขนั ธใ์ ดขนั ธห์ นง่ึ ในขนั ธ์ ๕ ได้ เชน่ ถา้ จดั ใหร้ ปู ขนั ธเ์ ปน็ เนอ้ื หา
ของทุตยิ นยั จะตอ้ งน�ำรปู ขนั ธม์ าเปรยี บเทยี บกบั นามขันธ์ อีก ๔ ขนั ธ์ทเี่ หลอื ขนั ธใ์ ดขันธห์ นึ่ง
ตามวิธีการของทุติยนัย คือวิธีสังคหิเตนอสังคหิตนัย แต่เน่ืองจากรูปขันธ์อยู่กับรูปขันธ์ และ
นามขนั ธ์ทงั้ ๔ ขันธ์ต่างก็อยูก่ บั ขนั ธข์ องตน ๆ น�ำมาเปรยี บเทยี บกนั ไมไ่ ด้ จึงสงเคราะห์เข้ากัน
ไมไ่ ด้
๒. ที่ไม่ทรงจัดมนายตนะเป็นเน้ือหาของทุติยนัย เพราะมนายตนะประกอบด้วย
วิญญาณ ๘๙ ซึง่ สงเคราะห์เขา้ เปน็ วญิ ญาณขันธ์ จงึ เปน็ เนื้อหาของทตุ ยิ นยั ไมไ่ ด้เหมอื นรปู ขนั ธ์
และขนั ธ์ ๕ อ่ืน ๆ ดังกล่าวในข้อ ๑
๓. ทไ่ี มท่ รงจดั ธมั มายตนะและธมั มธาตเุ ปน็ เนอ้ื หาของทตุ ยิ นยั เพราะธมั มายตนะ และ
ธัมมธาตุ ประกอบด้วยสุขุมรูป ๑๖ เจตสิก ๕๒ และนิพพาน ๑ สุขุมรูป ๑๖ อยู่ในรูปขันธ์
เจตสกิ ๕๒ อยใู่ นนามขนั ธ์ ๓ คอื เวทนาขันธ์ สญั ญาขนั ธ์ และสังขารขันธ์ จึงเปน็ เนือ้ หาไมไ่ ด้
เหมือนที่กล่าวไว้ในข้อ ๑ ส่วนนิพพานเป็นขันธวิมุต คือไม่จัดเป็นขันธ์ จึงไม่เข้าเกณฑ์ใด ๆ
(ดูแผนภูมิท่ี ๑-๒ ประกอบ)
๒.๓ ตัวอยา่ งการจำ� แนกสภาวธรรมของทตุ ยิ นยั
สภาวธรรมท่เี ป็นรูปธรรมบางส่วนในข้อ ๑๗๑ คอื อายตนะ ๙ ไดแ้ ก่ (๑) จกั ขายตนะ
(๒) โสตายตนะ (๓) ฆานายตนะ (๔) ชวิ หายตนะ (๕) กายายตนะ (๖) รปู ายตนะ (๗) สทั ทายตนะ
(๘) คนั ธายตนะ (๙) โผฏฐพั พายตนะ และธาตุ ๙ ไดแ้ ก่ จกั ขธุ าต-ุ โผฏฐพั พธาตุ ขอใหด้ ทู ยี่ กเปน็
ตวั อยา่ งแสดงวธิ กี ารของทตุ ยิ นยั ในขอ้ ๒.๑ ขา้ งตน้ โดยนำ� สภาวธรรมบทอน่ื ๆ ทเี่ หลอื ๑๗ บท
ไปใสแ่ ทนบทจกั ขายตนะ ตอ่ ไปนี้ขอแสดงตัวอยา่ งการจำ� แนกสภาวธรรมตามขอ้ ที่ ๑๗๒-๑๗๕
ข้อละ ๑ ตัวอย่าง ดังนี้
เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 101
ปุจฉาวาระ จกั ขุวญิ ญาณ วิสัชนาวาระ
[๑๗๒] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหล่าน้ันสงเคราะหเ์ ข้าไม่ได้
เขา้ ไดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขนั ธส์ งเคราะห ์ กบั ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และแตธ่ าตุ ๑๒
เขา้ ไม่ไดโ้ ดยการสงเคราะห์เปน็ อายตนะ คำ� อธิบาย ขันธ์ ๔ ได้แกน่ ามขนั ธ์
และธาตุกับจกั ขวุ ิญญาณ สภาวธรรม ๔ อายตนะ ๑๒ ไดแ้ ก่อายตนะที่
เหล่าน้ัน สงเคราะห์เขา้ ไม่ไดก้ บั ขนั ธ ์ ๑-๑๒ ธาตุ ๑๒ ได้แกธ่ าตุท่ี ๑-๑๒
อายตนะ และธาตุเทา่ ไร
ปจุ ฉาวาระ จักขนุ ทรยี ์ วสิ ชั นาวาระ
[๑๗๓] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ น้นั สงเคราะหเ์ ขา้ ไมไ่ ด้
เข้าได้โดยการสงเคราะหเ์ ป็นขันธ ์ กบั ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
แตส่ งเคราะหเ์ ข้าไม่ได้โดยการ
สงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุ
กับจกั ขุนทรยี ์
สภาวธรรมเหลา่ น้นั สงเคราะห์
เขา้ ไมไ่ ด้กับขันธ์ อายตนะ และ
ธาตุเท่าไร
อสัญญาภพ
ปจุ ฉาวาระ วิสัชนาวาระ
[๑๗๔] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ น้นั สงเคราะห์
เขา้ ได้โดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขันธ์ เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๓
สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดโ้ ดยการ แตแ่ ละธาตุ ๙
สงเคราะห์เป็นอายตนะ และธาตุ
กบั อสญั ญาภพ
สภาวธรรมเหล่าน้นั สงเคราะห์
เข้าไม่ไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร
102 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก
ปุจฉาวาระ ปริเทวะ วิสัชนาวาระ
[๑๗๕] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะหเ์ ขา้ ไมไ่ ด้
เขา้ ได้โดยการสงเคราะหเ์ ป็นขันธ ์ กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
แต่สงเคราะห์เข้าไมไ่ ดโ้ ดยการ
สงเคราะห์เปน็ อายตนะและธาตุ
กบั ปริเทวะ
สภาวธรรมเหล่านนั้ สงเคราะห์
เขา้ ไมไ่ ด้กบั ขันธ์ อายตนะ และ
ธาตเุ ท่าไร
(ดูแผนภูมทิ ี่ ๕ ประกอบ)
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 103
แผนภมู ิที่ ๕
แสดงตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของทตุ นิ ยั
สงเคราะหเ์ ขา้ ได้ สเงขเา้คไรมาไ่ ะดห้ ์
ล�ำดับ ัหว ้ขอในธาตุกถา
สภาวธรรมเห ่ลาน้ัน
ขัน ์ธ
อายตนะ
อายตนะ
ธาตุ
สภาวธรรม ๔๒ บท สภาวธรรมเหลา่ นนั้
จักขายตนะ ... รสยตนะ ๑๘ รูป ๒๗ รปู จักขา... จักขุ... ๒๗
จักขธุ าตุ ... รสธาตุ ท่ีเหลือ รปู รสายตนะ รสธาตุ
๑๗๑ รปู ๒๕
โผฏฐพั พายตนะ ๒ ทเ่ี หลอื
โผฏฐัพพาธาตุ โผฏฐ. โผฏฐ. ๒๕
๑๗๒ จกั ขวุ ิญญาณธาตุ ... ๗ วญิ ญาณธาตุ ๖ วญิ . มนา. จักข.ุ .. วิญ.
มโนวญิ ญาณธาตุ ทเ่ี หลอื มโน ๖
จกั ขุนทรีย์ ... ๕ รูป ๒๕ รูป จักขา ๒๗
กายนิ ทรยี ์ ท่ีเหลือ กายา.
๑๗๒ อิตถนิ ทรีย์
ปุรสิ นิ ทรีย์ ๒ โอฬาริกรูป รูป ธมั มา. ธัมม. ๑๒
๑๒
๑๗๔ อสัญญาภพ ๒ โอฬารกิ รปู ๑๑ รูป รูปา. รปู . ๑๑
เอกโวการภพ ทเ่ี หลอื ธัมมา. ธัมม.
๑๗๕ ปริเทวะ ๑ รปู ๒๗ รูป สทั ทา. สัทท. ๒๗
สนิทสั สน- รปู า. รปู . ๒๗
สปั ปฏิฆะ ๑ รปู ๒๗ รปู
โอฬา.๙ โอฬา.๙
๑๗๖ อนิทัสสน- ๑ รปู ๑** รปู (เว้นรูป) (เว้นรปู ) รสปู ๑ุข๑๖มุ.*.*
สปั ปฏิฆะ สุขมุ รูป ๑๖
๑๗๗ อนทิ สั สน- ๑ รปู ๒๗ รปู รปู า. รูป. ๒๗
สัปปฏฆิ ะ ๑ สขุ ุมรูป ๑๖ รปู โอ๑ฬ๐า. โอ๑ฬ๐า. ส๑ขุ ๖มุ .
๑๗๘ ๑ ปฐวี, เตโช, วาโย รูป ปว.ต*. .
โอฬา.๘ โอฬา.๘
อปุ าทายรูป (เว้นโผฏ. -ธมั ม.)
๔๒ * ป. = ปฐวี ต. = เตโช ว. = วาโย **รปู ๑ หมายถึง รปู ารมณ์
104 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
๓. ตตยิ นยั
อสังคหเิ ตนสงั คหติ ปทนิทเทส
๓.๑ วิธีการของตติยนยั
คำ� วา่ อสังคหิเตนสงั คหติ ปทนทิ เทส แปลวา่ การแสดงบทท่ีสงเคราะห์เขา้ ไดก้ บั บทท่ี
สงเคราะห์เข้าไม่ได้ หมายความว่า ในตติยนัยน้ี พระผู้มีพระภาคทรงน�ำเฉพาะสภาวธรรมท่ีมี
ขนั ธ์ต่างกัน แตม่ อี ายตนะและธาตเุ ดียวกนั มาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุด้วยวิธกี ารที่
เรียกว่า อสังคหิเตนสังคหิตนัย เพื่อหาสภาวธรรมท่ีสงเคราะห์เข้าได้กับมูลบทในลักษณะตรง
กันขา้ มกบั ทุตยิ นยั เช่น
มัคคสัจ
ปุจฉาวาระ วิสัชนาวาระ
[๑๗๙] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ นน้ั เวน้ ธาตทุ ไี่ มถ่ กู ปจั จยั
เข้าไม่ไดโ้ ดยการสงเคราะห์เป็นขนั ธ์ ปรงุ แตง่ ออกจากขนั ธแ์ ลว้ สงเคราะหเ์ ขา้
แต่สงเคราะห์เขา้ ได้ โดยการ ได้กบั ขันธ์ ๓ (เวทนาขันธ์ สญั ญาขนั ธ์
สงเคราะหเ์ ป็นอายตนะและธาตุ และสงั ขารขันธ)์ อายตนะ ๑
สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เขา้ (ธัมมายตนะ) และธาตุ ๑ (ธัมมธาตุ)
ไดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร
๓.๒ เนอ้ื หาของตติยนยั
ตามวิธกี ารดงั กลา่ ว เน้อื หาของตติยนยั ประกอบด้วยสภาวธรรม ๙๐ บท ใน
จำ� นวน ๓๗๑ บท ของปฐมนัย ได้แก่
อพั ภนั ตรมาติกา ๕๐ บท คอื ขนั ธ์ ๓ บท
๑. เวทนาขันธ์ ๒. สัญญาขนั ธ์
๓. สงั ขารขนั ธ์
สจั จะ ๓ บท
๑. สมทุ ยสจั ๒. มัคคสัจ
๓. นิโรธสจั
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 105
๑. ชวี ิตินทรีย์ อนิ ทรีย์ ๑๖ บท๒. อิตถนิ ทรยี ์
๓. ปุริสนิ ทรยี ์ ๔. สุขินทรีย์
๕. ทุกขนิ ทรยี ์ ๖. โสมนัสสินทรยี ์
๗. โทมนสั สนิ ทรีย ์ ๘. อเุ ปกขินทรยี ์
๙. สทั ธินทรยี ์ ๑๐. วิริยินทรยี ์
๑๑. สตนิ ทรยี ์ ๑๒. สมาธนิ ทรยี ์
๑๓. ปัญญินทรีย ์ ๑๔. อนญั ญาตัญญัสสามีตนิ ทรยี ์
๑๕. อัญญนิ ทรีย์ ๑๖. อัญญาตาวนิ ทรยี ์
ปฏิจจสมุปบาท ๑๔ บท
๑. อวชิ ชา ๒. สังขาร
๓. ผัสสะ ๔. เวทนา
๕. ตัณหา ๖. อปุ าทาน
๗. กัมมภพ ๘. ชาติ
๙. ชรา ๑๐. มรณะ
๑๑. โสกะ ๑๒. ทกุ ข์
๑๓. โทมนัส ๑๔. อุปายาส
สภาวธรรมถดั จากปฏจิ จสมุปบาท ๑๔ บท
๑. ฌาน ๒. สติปฏั ฐาน
๓. สัมมปั ปธาน ๔. อัปปมญั ญา
๕. อินทรยี ์ ๕ ๖. พละ ๕
๗. โพชฌงค์ ๗ ๘. อริยมรรคมีองค์ ๘
๙. ผัสสะ ๑๐. เวทนา
๑๑. สญั ญา ๑๒. เจตนา
๑๓. อธโิ มกข ์ ๑๔. มนสกิ าร
พาหริ มาตกิ า ๔๐ บท คือ
๑. สภาวธรรมทเ่ี ป็นเหตุ ๒. สภาวธรรมที่เปน็ เหตแุ ละมเี หตุ
๓. สภาวธรรมที่เป็นเหตุและ ๔. สภาวธรรมท่ีไมม่ ีปัจจยั ปรงุ แตง่
สมั ปยุตดว้ ยเหตุ
๕. สภาวธรรมทไี่ ม่ถูกปัจจัย ๖. สภาวธรรมท่เี ป็นอาสวะ
ปรงุ แตง่ (นิพพาน)
106 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
๗. สภาวธรรมท่เี ปน็ อาสวะและ ๘. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อาสวะและสมั ปยตุ
เปน็ อารมณข์ องอาสวะ ดว้ ยอาสวะ
๙. สภาวธรรมทเ่ี ป็นสงั โยชน์ ๑๐ สภาวธรรมทเ่ี ป็นสังโยชนแ์ ละเปน็
อารมณข์ องสังโยชน์
๑๑. สภาวธรรมท่ีเป็นสังโยชน ์ ๑๒. สภาวธรรมที่เปน็ คันถะ
และสัมปยตุ ด้วยสังโยชน์
๑๓. สภาวธรรมที่เปน็ คนั ถะและ ๑๔. สภาวธรรมทค่ี ันถะและสมั ปยตุ
เป็นอารมณ์ของคนั ถะ ดว้ ยคนั ถะ
๑๕. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ โอฆะ ๑๖. สภาวธรรมที่เป็นโอฆะและเปน็
อารมณ์ ของโอฆะ
๑๗. สภาวธรรมทเ่ี ป็นโอฆะและ ๑๘. สภาวธรรมที่เปน็ โยคะ
สัมปยุตด้วยโอฆะ
๑๙. สภาวธรรมท่เี ป็นโยคะและ ๒๐. สภาวธรรมทเี่ ปน็ โยคะและสมั ปยตุ
เป็นอารมณข์ องโยคะ ดว้ ยโยคะ
๒๑. สภาวธรรมที่เปน็ นิวรณ์ ๒๒. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ นวิ รณ์และเป็น
อารมณ์ของนิวรณ์
๒๓. สภาวธรรมทเ่ี ป็นนวิ รณแ์ ละ ๒๔. สภาวธรรมทเ่ี ป็นปรามาส
สมั ปยุตดว้ ยนวิ รณ์๑
๒๕. สภาวธรรมที่เป็นปรามาสและ ๒๖. สภาวธรรมทเี่ ปน็ เจตสิก
เป็นอารมณ์ของปรามาส
๒๗. สภาวธรรมท่สี มั ปยุตดว้ ยจิต ๒๘. สภาวธรรมที่ระคนกบั จิต
๒๙. สภาวธรรมทร่ี ะคนกับจิตและ ๓๐. สภาวธรรมทรี่ ะคนกับจิตมีจติ เปน็
มีจิตเปน็ สมฏุ ฐาน สมฏุ ฐานและเกิดพร้อมกบั จติ
๓๑. สภาวธรรมที่ระคนกับจิตมีจิต ๓๒. สภาวธรรมทเ่ี กดิ พร้อมกับจิต
เปน็ สมฏุ ฐานและเปน็ ไปตามจติ
๓๓. สภาวธรรมทเ่ี ป็นไปตามจติ ๓๔. สภาวธรรมที่เปน็ อุปาทาน
๓๕. สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและ ๓๖. สภาวธรรมทีเ่ ป็นอุปาทานและ
เปน็ อารมณ์ของอปุ าทาน สัมปยุตด้วยอปุ าทาน๒
๑ ต้งั แต่ ๙ – ๒๓ ในพระบาลีละไวต้ ้องเติมเหมือนกปั สภาวธรรมท่ีเปน็ อาสวะขอ้ ๖ – ๘
๒ ๓๔ – ๓๖ เพ่ิมตามนยั ของอาสวะ เปน็ ต้น
เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 107
๓๗. สภาวธรรมท่เี ป็นกิเลส ๓๘. สภาวธรรมที่เปน็ กเิ ลสและเป็น
อารมณข์ องกิเลส
๓๙. สภาวธรรมท่ีเปน็ กเิ ลสและ ๔๐. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กเิ ลสและสมั ปยตุ
กิเลสท�ำใหเ้ ศรา้ หมอง ดว้ ยกเิ ลส
สภาวธรรมเหล่านี้สงเคราะห์เข้าได้กับธัมมายตนะและธัมมธาตุเท่านั้น จึงได้
องค์ธรรม ๕ ประการ คอื เวทนา สัญญา สังขาร และนพิ พาน ซง่ึ เป็นสภาวธรรม ทีม่ ขี ันธ์ต่าง
กัน แตม่ ีอายตนะและธาตเุ ดียวกนั
๓.๓ ตัวอย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของตตยิ นัย
ปุจฉาวาระ นิโรธสจั วิสชั นาวาระ
[๑๘๐] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ น้ัน สงเคราะห์
เขา้ ไมไ่ ดโ้ ดยการสงเคราะห์เป็น เขา้ ไดก้ บั ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑ และ ธาตุ ๑
ขันธ์ แต่สงเคราะห์เขา้ ไดโ้ ดยการ
สงเคราะหเ์ ป็นอายตนะและธาตุ
กับนิโรธสัจ
สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะหเ์ ขา้
เข้าไดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร
ปุจฉาวาระ ชีวิตนิ ทรยี ์ วิสัชนาวาระ
[๑๘๑] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์ สภาวธรรมเหล่านนั้ เวน้ ธาตทุ ่ไี ม่
เขา้ ไมไ่ ดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ป็น ถูกปัจจัยปรงุ แตง่ ออกจากขนั ธ์แลว้
ขันธ์ แตส่ งเคราะหเ์ ข้าไดโ้ ดยการ สงเคราะห์เข้าได้กบั ขนั ธ์ ๒
สงเคราะหเ์ ปน็ อายตนะและธาตุ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
กับชวี ิตนิ ทรยี ์
สภาวธรรมเหล่านัน้ สงเคราะห์
เข้าไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
108 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
ปจุ ฉาวาระ กัมมภพ วสิ ชั นาวาระ
[๑๘๒] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์ สภาวธรรมเหล่านน้ั เว้นธาตุทีไ่ ม่
เขา้ ไมไ่ ด้ โดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ถกู ปจั จยั ปรงุ แต่งออกจากขนั ธ์แลว้
ขันธ์ แตส่ งเคราะหเ์ ข้าไดโ้ ดยการ สงเคราะห์เขา้ ได้กบั ขันธ์ ๓ อายตนะ ๑
สงเคราะห์เปน็ อายตนะและธาตุ และธาตุ ๑
กับกมั มภพ
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ สงเคราะห์
เข้าไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และธาตุ
เทา่ ไร
ฌาน
ปจุ ฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๑๘๓] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ นั้นเว้นธาตุทไ่ี ม่
เขา้ ไมไ่ ด้โดยการสงเคราะห์เป็น ถกู ปจั จัยปรงุ แตง่ ออกจากขันธแ์ ลว้
ขันธ์ แตส่ งเคราะหเ์ ขา้ ได้โดยการ สงเคราะห์เขา้ ไดก้ ับขันธ์ ๒
สงเคราะหเ์ ป็นอายตนะ และธาตุ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
กับฌาน
สภาวธรรมเหล่านน้ั สงเคราะห์
เขา้ ไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และธาตุ
เทา่ ไร
สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อปุ าทาน
ปุจฉาวาระ วิสชั นาวาระ
[๑๙๐] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ นั้นเว้นธาตทุ ไี่ ม่
เข้าไม่ไดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ป็น ถกู ปจั จัยปรงุ แตง่ ออกจากขนั ธ์แลว้
ขันธ์ แต่สงเคราะห์เขา้ ไดโ้ ดยการ สงเคราะห์เขา้ ได้กบั ขนั ธ์ ๓
สงเคราะห์เปน็ อายตนะและธาตุ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
กบั สภาวธรรมทเ่ี ป็นอุปาทาน
สภาวธรรมเหล่านน้ั สงเคราะห์
เข้าได้กบั ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร
(ดูแผนภมู ทิ ่ี ๖ ประกอบ)
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 109
แผนภมู ิท่ี ๖
แสดงการจำ� แนกสภาวธรรมของตติยนัย
สงเเขค้ารไาดะ้ ห์
�ลำดับ ัหว ้ขอในธาตุกถา สภาวธรรมเหลา่ นน้ั
สุขุม ูรป
เวทนา สภาวธรรมเหลา่ น้นั
สัญญา
สังขาร
ินพพาน
ัขน ์ธ ี่ทสงเคราะ ์หเ ้ขาไ ่มไ ้ด
ธัมมายตนะ
ธัมมธาตุ
สภาวธรรม ๙๐ บท
เวทนาขันธ์ ๑ ” ” ” ” เวทนา ” =*
๑๗๙ สัญญาขนั ธ ์ ๑ ” ” ” ” สัญญา ” =
สงั ขารขนั ธ์ สมทุ ยสจั มคั คสจั ๓ ” ” ” ” สังขาร ” =
๑๘๐ นโิ รธสจั ” = =
๑ ” ” ” ” o ” = =
” =
๑๘๑ ชวี ิตนิ ทรีย์ ๑ ” ” ” รูป+สังขาร ” =
” =
อติ ถินทรย์ ปุริสินทรยี ์ ๒ ” ” ” ” รปู ” =
สขุ นิ ทรีย.์ ..อเุ ปกขนิ ทรยี ์ ๕ ” ” ” ” เวทนา ” =
๑๘๒ สัทธินทรีย์...ผัสสะ ๑๑ ” ” ” ” สังขาร ” =
เวทนา ๑ ” ” ” ” เวทนา ” =
ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ ๓ ” ” ” ” สังขาร ” =
ชาติ ชรา มณะ ๓ ” ” ” ” รูป สังขาร ” =
๑๘๓ ฌาน ๑ ” ” ” เวทนา สงั ขาร ” =
” =
โสกะ ทกุ ข์ โทมนสั ๓ ” ” ” เวทนา
อุปายาส สตปิ ฏั ฐาน..ผสั สะ ๙ ” ” ” ” สงั ขาร ” =
เวทยา ๑ ” ” ” ” เวทนา
๑๘๔ สัญญา ๑ ” ” ” ” สัญญา ” =
เจตนา...สภาวธรรมทเี่ ปน็ -
เหตุและสมั ปยตุ ดว้ ยเหต ุ ๖ ” ” ” ” สังขาร ” =
” =
๑๘๕ ส สภภาาววธธรรรรมมทท่ไีี่ไมม่ถ่มูกปี ปจั จั จจัยัยปปรรงุุงแแตตง่่ง ๒ ” ” ” ” o ” =
๑๘๖ สภาวธรรมท่ีเป็นอาสวะ.. ๓ ” ” ” ” สงั ขาร ” =
๑๘๗ สภาวธรรมทีเ่ ปน็ สังโยชน.์ . ๑๗ ” ” ” ” สังขาร ” =
๑๘๘ สภาวธรรมทีเ่ ป็นเจตสกิ .. ๖ ” ” เวนา สญั ญา สังขาร
๑๘๙ สภาวธรรมที่เกิดพรอ้ มกบั จติ ๒ ” รปู , เว. สัญ. สัง. ๓ ๔ ๒ ๑ ๐
๑๙๐ สภาวธรรมที่เปน็ อุปาทาน.. ๗ ” ” ” ” สงั ขาร ๑ ๑ ๑ ๑ ๑
๑ ๑ ๑ ๑ ๑
๙๐ ขนั ธ์ทสี่ งเคราะหเ์ ข้าได้ ๗๔ ๓ ๕ ๖ ๒
อายตนะที่สงเคราะห์เขา้ ได ้
ธาตุท่ีสงเคราะห์เข้าได้
รวม ๙๐
* มีองคธ์ รรมเหมือนกนั
110 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก
๔. จตตุ ถนยั
สังคหิเตนสงั คหิตปทนิทเทส
๔.๑ วิธกี ารของจตตุ ถนยั
ค�ำว่า สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส แปลว่า การแสดงบทท่ีสงเคราะห์เข้าได้กับบทที่
สงเคราะห์เข้าได้ หมายความว่า ในจตุตถนัยน้ี พระผู้มีพระภาคทรงน�ำสภาวธรรมบางส่วนที่
สงเคราะหเ์ ขา้ ได้ โดยการสงเคราะหเ์ ป็นขันธ์ อายตนะ และธาตุ มาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ
และธาตุด้วยวิธีการที่เรียกวา่ สงั คหิเตนสังคหิต นัย เพ่ือหาว่าสภาวธรรมที่สงเคราะห์เขา้ ไดก้ บั
มูลบท สงเคราะห์เขา้ ได้กบั ขันธ์
อายตนะ และธาตุเท่าไร เชน่
ปุจฉาวาระ สมทุ ยสจั วิสชั นาวาระ
[๑๙๑] สภาวธรรมเหล่าใด(ท่ี ๑) สภาวธรรมเหล่านนั้ สงเคราะห์
สงเคราะหเ์ ข้าได้โดยการสงเคราะห์ เขา้ ได้กับขนั ธ์ ๑ (สงั ขารขนั ธ์)
เป็นขนั ธ์ อายตนะ และธาตุกบั อายตนะ ๑ (ธมั มายตนะ) และ
สมทุ ยสัจ ธาตุ ๑ (ธมั มธาตุ)
สภาวธรรมเหล่าใด(ที่ ๒)
สงเคราะห์เขา้ ได้โดยการสงเคราะห์
เปน็ ขันธ์ อายตนะ และธาตุกบั
สภาวธรรมเหลา่ น้นั (ที่ ๑)
สภาวธรรมเหลา่ น้ัน(ท่ี ๒)
สงเคราะหเ์ ข้าไดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ
และธาตเุ ทา่ ไร
คำ� อธิบายตวั อยา่ ง
คำ� วา่ สภาวธรรมเหลา่ ใดที่ ๑? ไดแ้ กส่ ภาวธรรมอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ทเ่ี ปน็ สงั ขารขนั ธ์ คอื
เจตสิก ๕๐ (มีสมุทยสัจรวมอยูด่ ว้ ย) เมือ่ ยกเจตสิกตัวใดขึน้ เป็น
มูลบทหรอื บทตงั้ ในการจ�ำแนก ถา้ เจตสกิ ตวั นนั้ สงเคราะหเ์ ข้าได้กับขนั ธ์ อายตนะและ
ธาตเุ ทา่ ไร ทเี่ หลอื กส็ งเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ นนั้ ในตวั อยา่ งน้ี สภาวธรรม
เหล่าใดที่ ๑ คือเจตสิก ๔๙ ท่ีสงเคราะห์เข้าได้กับสมุทยสัจ ส่วนสภาวธรรมเหล่าใดท่ี ๒
เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 111
ก็คือสมุทยสัจน้ันเอง กล่าวคือต้ังค�ำถามย้อนกลับอย่างเดียวกันกับวิธีการยมกของคัมภีร์ยมก
(ดูขนั ธยมกประกอบ)
สังขารขันธ์ คือเจตสิก ๕๐ ธัมมายตนะและธัมมธาตุ ในทน่ี ้ีคือเจตสกิ ๕๐
๔.๒ เน้อื หาของจตุตถนยั
ตามวิธกี ารขา้ งต้น เน้ือหาของจตุตถนัยประกอบดว้ ยสภาวธรรม ๖๙ บท เป็น
อัพภันตรมาตกิ า ๓๙ บท และพาหริ มาตกิ า ๓๐ บท ไดแ้ ก่
สจั จะ ๒ บท คอื
๑. สมุทยสัจ ๒. มคั คสัจ
อนิ ทรยี ์ ๑๕ บท คอื
๑. อิตถนิ ทรีย ์ ๒. ปรุ ิสินทรยี ์
๓. สขุ ินทรยี ์ ๔. ทกุ ขนิ ทรีย์
๕. โสมนัสสินทรยี ์ ๖. โทมนัสสนิ ทรยี ์
๗. อเุ ปกขนิ ทรีย ์ ๘. สัทธนิ ทรยี ์
๙. วิริยนิ ทรยี ์ ๑๐. สตนิ ทรีย์
๑๑. สมาธนิ ทรีย์ ๑๒. ปัญญนิ ทรีย์
๑๓. อนญั ญาตญั ญัสสามีตินทรีย ์ ๑๔. อญั ญนิ ทรยี ์
๑๕. อญั ญาตาวนิ ทรยี ์
ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๑ บท คอื
๑. อวชิ ชา ๒. สังขาร
๓. ผัสสะ ๔. ตัณหา
๕. อุปาทาน ๖. กัมมภพ
๗. โสกะ ๘. ปรเิ ทวะ
๙. ทุกข์ ๑๐. โทมนสั
๑๑. อปุ ายาส
สภาวธรรมถัดจากปฏิจจสมุปบาท ๑๑ บท คือ
๑. สตปิ ฏั ฐาน ๔ ๒. สมั มปั ปธาน ๔
๓. อปั ปมัญญา ๔ ๔. อินทรยี ์ ๕
๕. พละ ๕ ๖. โพชฌงค์ ๗
๗. อรยิ มรรคมีองค์ ๘ ๘. ผัสสะ
๙. เจตนา ๑๐. อธโิ มกข์
๑๑. มนสิการ
112 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก
พาหริ มาติกา ๓๐ บท คือ
๑. สภาวธรรมที่เป็นเหต ุ ๒. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ เหตแุ ละมีเหตุ
๓. สภาวธรรมที่เปน็ เหตุและ ๔. สภาวธรรมที่เป็นอาสวะ
สัมปยุตดว้ ยเหตุ
๕. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อาสวะและ ๖. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อาสวะและสัมปยุต
เป็นอารมณข์ องอาสวะ ด้วยอาสวะ
๗. สภาวธรรมทเี่ ปน็ สังโยชน์ ๘. สภาวธรรมทเ่ี ป็นสงั โยชนแ์ ละเปน็
อารมณข์ องสงั โยชน์
๙. สภาวธรรมที่เปน็ สงั โยชนแ์ ละ ๑๐. สภาวธรรมทเ่ี ป็นคนั ถะ
สมั ปยุตด้วยสังโยชน์
๑๑. สภาวธรรมทเ่ี ป็นคนั ถะและ ๑๒. สภาวธรรมที่เปน็ คันถะและสมั ปยุต
เป็นอารมณข์ องคันถะ ด้วยคนั ถะ
๑๓. สภาวธรรมท่ีเปน็ โอฆะ ๑๔. สภาวธรรมทีเ่ ปน็ โอฆะและเปน็
อารมณข์ องโอฆะ
๑๕. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ โอฆะและ ๑๖. สภาวธรรมทเ่ี ป็นโยคะ
สมั ปยุตด้วยโอฆะ
๑๗. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ โยคะและ ๑๘. สภาวธรรมทเี่ ปน็ โยคะและสัมปยุต
เป็นอารมณ์ของโยคะ ดว้ ยโยคะ
๑๙. สภาวธรรมที่เปน็ นิวรณ์ ๒๐. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ นิวรณ์และเปน็
อารมณ์ของนวิ รณ์
๒๑. สภาวธรรมทเ่ี ป็นนิวรณแ์ ละ ๒๒. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ ปรามาส
สัมปยุตด้วยนวิ รณ์
๒๓. สภาวธรรมทีเ่ ป็นปรามาสและ ๒๔. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อุปาทาน
เปน็ อารมณข์ องปรามาส
๒๕. สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและ ๒๖. สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและ
เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัมปยตุ ดว้ ยอุปาทาน
๒๗. สภาวธรรมท่ีเปน็ กเิ ลส ๒๘. สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กิเลสและเปน็
อารมณ์ของกเิ ลส
๒๙. สภาวธรรมที่เป็นกิเลสและ ๓๐. สภาวธรรมที่เป็นกิเลสและสมั ปยตุ
กเิ ลสทำ� ให้เศรา้ หมอง ด้วยกิเลส
กลา่ วโดยสรุป ในจตุตถนัยน้ี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเฉพาะสภาวธรรมที่เปน็ เวทนา
เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 113
บางสว่ น สังขารบางสว่ น และสขุ มุ รปู บางสว่ นทส่ี งเคราะหเ์ ขา้ ได้ทัง้ กบั ขันธ์ อายตนะ และธาตุ
องค์ธรรมของจตตุ ถนัยนน้ั จึงเหมือนกันท้งั โดยขันธ์ อายตนะและธาตุ เช่น ถา้ ยกสุขินทรยี ์เป็น
มูลบท องคธ์ รรมของประธานคือสภาวธรรมเหล่าใดท่ี ๑? ไดแ้ ก่เวทนินทรีย์ ๔ (อนิ ทรยี ท์ ่ีเปน็
เวทนา ๕ ในท่ีน้ียกสุขเวทนาออกไป) ถ้ายกสมุทยสัจเป็นมูลบท องค์ธรรมของประธานได้แก่
เจตสิก ๔๙ (เจตสิก ๕๐ ในท่ีน้ียกสมทุ ยสจั ออกไป) และถา้ ยกอติ ถินทรยี เ์ ป็นมูลบท องค์ธรรม
ของประธานไดแ้ ก่สุขมุ รูป ๑๕ (สุขุมรูป ๑๖ ในท่ีน้ยี กอิตถนิ ทรีย์ออกไป)
๔.๓ ตัวอย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของจตตุ ถนัย
อัพภนั ตรมาตกิ า
อติ ถินทรยี ์
ปุจฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๑๙๒] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะห์
เขา้ ไดโ้ ดยการสงเคราะห์เปน็ ขนั ธ์ เข้าได้กบั ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑
อายตนะ และธาตุ กับอิตถนิ ทรยี ์ และธาตุ ๑
สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะหเ์ ข้าได้
โดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขันธ์ อายตนะ
และธาตุกับสภาวธรรมเหล่านน้ั
สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะห์เขา้ ได้
กบั ขันธ์ อายตนะและธาตเุ ท่าไร
พาหริ มาตกิ า
สภาวธรรมทเี่ ปน็ เหตุ
ปุจฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๑๙๒] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะหเ์ ขา้ ได้
เข้าไดโ้ ดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ กบั ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
อายตนะและธาตุ กบั สภาวธรรม
ทีเ่ ปน็ เหตุ
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์
เข้าไดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขันธ์
อายตนะและธาตุ กบั สภาวธรรมเหลา่ นัน้
สภาวธรรมเหลา่ น้ันสงเคราะห์
เข้าไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
114 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
(ดแู ผนภูมิท่ี ๗ ประกอบ)
แผนภูมิที่ ๗
แสดงการจ�ำแนกสภาวธรรมของตติยนัย
สภาวธรรมเหล่าใด สภาวธรรม สภาวธรรม
ท่ี ๑ ทสี่ งเคราะห์เขา้ ได้ ทส่ี งเคราะหเ์ ข้าไมไ่ ด้
เวท ินนท ีร ์ย ๔ ี่ทเห ืลอ
ล�ำ ัดบ ัหว ้ขอในธา ุตกถา สภาวธรรม ๖๙ ัสงขาร ่ีทเห ืลอ
สุ ุขม ูรป ๑๕ ี่ทเหลือ
ิจอตปริตเชทะวแ ัสลทะทุอะตุชะ
ขัน ์ธ
อายตนะ
ธาตุ
สภาวธรรมเห ่ลา ั้นน ที่ ๑
สภาวธรรมเห ่ลา ้ันน ที่ ๒
ัขน ์ธ
อายตนะ
ธาตุ
สภาวธรรมเห ่ลา ั้นน
๑๙๑ สมทุ ยสจั ๑ ๔๙ สงั ขาร ธมั มา. ธมั ม. ๔๙ สงั ขาร ธมั มา. ธัมม.
มัคคสัจ ๑ ๕๐ ” ” ” ๕๐ ” ” ”
- อติ ถนิ ทรีย์ ปุริสินทรย ์ ๒ ” รปู ” ” ๑๕ รูป ” ”
- สขุ นิ ทรยี ์...อุเปกขนิ ทรีย ์ ๕ ” เวทนา ” ” ๔ เวทนา ” ”
- สัทธินทรีย.์ ..กมั มภพ ๑๔ ๔๙ สงั ขาร ” ” ๔๙ สงั ขาร ” ”
- โสกะ ๑ ” เวทนา ” ” ๔ เวทนา ” ”
สภาวธรรมเห ่ลาใด
สภาวธรรมเห ่ลานั้น
๑๙๒ - ปรเิ ทวะ ๑ ” รปู สัทท. สัทท. สทั ท. รปู สทั ท. สัทท.
- ทกุ ข์, โทมนสั ๒ ” ๓๙ เวทนา ธัมมา. ธัมม. ๔ เวทนา ธัมมา. ธมั ม.
- อปุ ายาส...มนสิการ ๑๒ ๔๙ สังขาร ” ” ๔๙ สงั ขาร ” ”
- สภาวธรรมทเ่ี ป็นเหตุ
...สภาวธรรมท่เี ปน็ กิเลส
และสมั ปยตุ ด้วยกิเลส ๓๐ ๔๔ ” ” ” ๔๔ ” ” ”
๖๙
ขนั ท่สี งเคราะหเ์ ขา้ ได ้ ๑
อายตนะ ” ๑
ธาต ุ ” ๑
รวม ๖๙
เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 115
๕. ปัญจมนยั
อสงั คหิเตนอสังคหติ ปทนิทเทส
๕.๑ วิธกี ารของปัญจมนัย
คำ� ว่า อสังคหิเตนอสงั คหติ ปทนทิ เทส แปลวา่ การแสดงบททส่ี งเคราะห์เข้าไม่ไดก้ ับ
บทท่ีสงเคราะห์เข้าไม่ได้ หมายความว่า ในปัญจมนัยนี้ พระผู้มีพระภาคทรงน�ำสภาวธรรม
บางสว่ นทีส่ งเคราะห์เข้าไม่ไดก้ ับสภาวธรรมอ่ืน ท้งั โดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ มาจำ� แนกโดย
ขันธ์ อายตนะและธาตุ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า อสังคหิเตนอสังคหิตนัย เพ่ือหาสภาวธรรม
ทส่ี งเคราะห์เข้ากันไม่ได้ทั้งโดยขนั ธ์ อายตนะและธาตุ เชน่
ปจุ ฉาวาระ รปู ขนั ธ์ วสิ ชั นาวาระ
[๑๙๓] สภาวธรรมเหล่าใด(ท่ี ๑) สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะห์เข้า
สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการ ไมไ่ ด้กับขนั ธ์ ๑ (วิญญาณขนั ธ์)
สงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะ อายตนะ ๑ (มนายตนะ) และ
และธาตุ กับรปู ขนั ธ ์ ธาตุ ๗ (วญิ ญาณธาตุ ๗ มี
สภาวธรรมเหลา่ ใด (ที่ ๒) จกั ขุวญิ ญาณธาตเุ ป็นตน้ )
สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดโ้ ดยการ
สงเคราะห์เปน็ ขันธ์ อายตนะ และ
ธาตุ กับสภาวธรรมเหลา่ นัน้ (ที่ ๑)
สภาวธรรมเหลา่ นนั้ (ที่ ๒)
สงเคราะหเ์ ขา้ ไมไ่ ดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ
และธาตุเท่าไร
ค�ำอธบิ ายตวั อยา่ ง
คำ� อธบิ ายคลา้ ยกบั จตตุ ถนยั เพยี งแตม่ องกลบั กนั คอื จากสงเคราะหเ์ ขา้ ไดเ้ ปน็ สงเคราะห์
เข้าไม่ได้ ในกรณีตัวอย่างนี้ “สภาวธรรมเหล่าใดที่ ๑” ที่สงเคราะห์เข้าไม่ได้กับรูปขันธ์น้ัน
ไดแ้ กส่ ภาวธรรมทเ่ี ปน็ วญิ ญาณขนั ธ์ คอื จติ ๘๙ สว่ น “สภาวธรรมเหลา่ ใดที่ ๒” กค็ อื สภาวธรรม
ทเ่ี ปน็ รปู ขันธ์นน้ั เอง คอื ตงั้ คำ� ถามยอ้ นกลบั เหมอื นกับวิธกี ารยมกของคมั ภีร์ยมกดังกล่าวแล้ว
116 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก
๕.๒ เน้ือหาของปัญจมนัย
ตามวธิ กี ารขา้ งตน้ เนอ้ื หาของปญั จมนยั ประกอบดว้ ยสภาวธรรมจำ� นวน ๒๕๗ บท เปน็
อพั ภันตรมาตกิ า ๙๙ บท เปน็ พาหรมิ าตกิ า ๑๕๘ บท อพั ภนั ตรมาติกา ๙๙ บท ไดแ้ ก่ ขันธ์ ๕
อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สจั จะ ๓ (สมทุ ยสจั มคั คสจั และนโิ รธสจั ) อนิ ทรยี ์ ๒๒ ปฏจิ จสมปุ บาท ๒๓
และสภาวธรรมต่อจากปฏิจจสมปุ บาทอกี ๑๖ บท (ต้ังแตส่ ตปิ ัฏฐานจนถงึ มนสิการ นบั แตล่ ะ
หวั ขอ้ เป็น ๑ บท)
ปฏิจจสมปุ บาท ๒๓ บท คอื
๑. อวชิ ชา ๒. สังขาร
๓. วญิ ญาณ ๔. นามรปู
๕. สฬายตนะ ๖. ผสั สะ
๗. เวทนา ๘. ตัณหา
๙. อปุ าทาน ๑๐. กมั มภพ
๑๑. อรูปภพ ๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนะ
๑๓. จตโุ วการภพ ๑๔. อสญั ญาภพ
๑๕. เอกโวการภพ ๑๖. ชาติ
๑๗. ชรา ๑๘. มรณะ
๑๙. ปรเิ ทวะ ๒๐. โสกะ
๒๑. ทุกข์ ๒๒. โทมนัส
๒๓. อุปายาส
สว่ นพาหริ มาตกิ า ๑๕๘ บทมาจากตกิ มาตกิ า ๔๓ บท (ดรู ายละเอยี ดในขอ้ ๒๑๐-๒๑๑)
และทุกมาตกิ า ๑๑๕ บท (ดูรายละเอยี ดในข้อ ๒๑๒-๒๒๗)
มขี อ้ ท่ีควรศึกษาไว้ก่อนคือสภาวธรรมทท่ี รงน�ำมาจำ� แนกด้วยวิธีการนี้ มอี งค์ธรรมเป็น
ขนั ธ์เดยี วบ้าง ๒ ขันธบ์ า้ ง ๓ ขันธ์บา้ ง ๔ ขนั ธ์บา้ ง ไม่มีบทใดมอี งค์ธรรมครบทั้ง ๕ ขันธ์ เช่น
ถา้ ยกรูปขนั ธ์ขึน้ เปน็ มลู บทหรือบทต้ัง องคธ์ รรมของประธาน (สภาวธรรมเหล่าใดที่ ๑) ได้แก่
วญิ ญาณขนั ธ์ ถา้ ยกวญิ ญาณขนั ธข์ น้ึ เปน็ มลู บท องคธ์ รรมของประธานไดแ้ ก่ รปู ขนั ธ์ เวทนาขนั ธ์
สญั ญาขันธ์ สังขารขันธ์ และนพิ พาน ถ้ายกเวทนาขนั ธเ์ ป็นมูลบท องคธ์ รรมของประธานได้แก่
วญิ ญาณขันธแ์ ละโอฬารกิ รูป
สภาวธรรมท่ีมีองค์ธรรมครบทั้ง ๕ ขันธ์ เช่น ทุกขสัจ กามภพ สภาวธรรม ที่เป็น
อัพยากฤต ไม่ทรงน�ำมาแสดงเพราะไม่เข้าเกณฑ์ของวิธีการนี้ สภาวธรรมท่ีไม่เข้าเกณฑ์มี
ทง้ั หมด ๑๑๔ บท จากจ�ำนวน ๓๗๑ บทของปฐมนัย ที่เขา้ เกณฑม์ เี พียง ๒๕๗ บท ดงั กลา่ ว
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 117
๕.๓ ตวั อย่างการจำ� แนกสภาวธรรมของปัญจมนัย
ปุจฉาวาระ เวทนาขนั ธ์ วสิ ชั นาวาระ
[๑๙๔] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ น้ัน สงเคราะห์เขา้
เข้าไมไ่ ด้โดยการสงเคราะห์เปน็ ขนั ธ์ ไม่ได้กบั ขนั ธ์ ๒ อายตนะ ๑๑
อายตนะและธาตุ กับเวทนาขนั ธ ์ และธาตุ ๑๗
สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์
เข้าไมไ่ ด้โดยการสงเคราะห์เป็นขนั ธ์
อายตนะและธาตุ กับสภาวธรรม
เหล่านัน้
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ สงเคราะหเ์ ขา้
ไมไ่ ด้กบั ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
ปจุ ฉาวาระ จักขายตนะ วิสชั นาวาระ
[๑๙๖] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะห์เข้า
เขา้ ไม่ได้โดยการสงเคราะหเ์ ป็นขนั ธ์ ไมไ่ ดก้ บั ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
อายตนะ และธาตุกับจักขายตนะ
สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์
เข้าไมไ่ ดโ้ ดยการสงเคราะห์เปน็ ขนั ธ์
อายตนะและธาตุ กบั สภาวธรรม
เหลา่ นนั้
สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์
เข้าไมไ่ ดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
118 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
สภาวธรรมทเี่ ห็นไดแ้ ละกระทบได้
ปจุ ฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๒๑๑] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะห์เข้า
เขา้ ไมไ่ ด้โดยการสงเคราะห์เปน็ ขนั ธ์ ไมไ่ ดก้ ับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
อายตนะและธาตุ กับสภาวธรรมท ่ี
เหน็ ไดแ้ ละกระทบได้
สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์
เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะหเ์ ป็น
ขันธ์อายตนะและธาตุ กบั สภาว
ธรรมเหล่าน้นั
สภาวธรรมเหล่าน้นั สงเคราะห์
เข้าไมไ่ ดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร
สภาวธรรมทไ่ี ม่มีปจั จยั ปรงุ แตง่วิสชั นาวาระ
ปุจฉาวาระ
[๒๑๔] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห ์ สภาวธรรมเหลา่ นัน้ สงเคราะหเ์ ข้า
เขา้ ไม่ไดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขันธ์ ไม่ไดก้ บั ขนั ธ์ ๒ อายตนะ ๑๑
อายตนะและธาตุ กับสภาวธรรมท่ ี และธาตุ ๑๗
ไมม่ ปี ัจจัยปรุงแตง่
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เขา้
ไม่ไดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขันธ์
อายตนะและธาตกุ ับสภาวธรรมเหล่านั้น
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะห์
เข้าไมไ่ ด้กับขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
(ดแู ผนภมู ิท่ี ๘ ประกอบ)
แผนภมู ิที่ ๘ เลม่ ท่ี ๓
แสดงตัวอย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของปัญจมนัย
สภาวธรรมเหล่าใด ท่ี ๑ สภาวธรรม สภาวธรรมเหลา่ ใด ที่ ๑ สภาวธรรม
ท่ีสงเคราะหเ์ ขา้ ไม่ได้ ทส่ี งเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้
ล�ำดับ ัหว ้ขอในธา ุตกถา ธาตุ
สภาวธรรม ๒๕๗ บท
อายตนะ
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖
ขนั ธ์
นพิ พาน
วญิ ญาณขนั ธ์
เวทนาขนั ธ์
สญั ญาขนั ธ์
สงั ขารขนั ธ์
รปู ขนั ธ์
สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ท่ี ๑
ธาตุ
อายตนะ
ขนั ธ์
นพิ พาน
วญิ ญาณขนั ธ์ ๑
(จติ ๘๙)
สเวญั ทญนาาจจนันั ธธ์์ ๑๑
สงั ขารขนั ธ์ ๕๐
รปู ขนั ธ์ ๑
๑๙๓ รปู ขนั ธ์ ” ๑๑ ๑๑ ๑๑ ๒๘ ” ” ๑๒ ๑ ๗
” ๑ ๑ ๑ ” ” ๒๔ ๑๑ ๑๗
๑๙๔ เวทนาขนั ธ ์ ๑๒๓ ” ” ๑ ๑ ๑ ๑๒๓ ๔ ๒ ๘
” ” ๑ ๑ ๑ ๑๒ ๔ ๒ ๘
๑๙๖ จกั ขาจตนะ ”
๒ ๑๑ ๑๗
๒๑๑ สภวธรรมท่เี หน็ ได้และกระทบได ้ ” ๒ ๑๑ ๑๗
๒๑๔ สภาวธรรมที่ไมม่ ีปัจจยั ปรงุ แต่ง ๑๒ ” ๐ ๑ ๑ ” ”
๒๒๔ สภาวธรรมท่ีเป็นเจตสกิ ๑๒ ” ๓ ๑ ๑ ” ”
๑ ขนั ธ์ ๑ คือ รปู ขันธ์ อายตนะ ๑๑ คอื เวน้ มนายตนะ ธาตุ ๑๑ คอื เวน้ วิญญาณธาตุ ๗
๒ ขนั ธ์ ๑ คอื วิญญาณขันธ์ อายตนะ ๑ คือ มนายตนะ ธาตุ ๗ คอื วญิ ญาณธาตุ ๗
๓ รปู ขนั ธ์ ๑๒ คือ โอฬารกิ รปู ๑๒
๔ ขันธ์ ๒ คอื รปู ขนั ธ์ และ วิญญาณขนั ธ์
119
120 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
๖. ฉัฏฐนัย
สมั ปโยควปิ ปโยคปทนทิ เทส
๖.๑ วธิ กี ารของฉัฏฐนัย
ค�ำว่า สัมปโยควิปปโยคปทนิทเทส แปลว่า การแสดงบทท่ีประกอบเข้าได้และบทท่ี
ประกอบเข้าไม่ได้ ค�ำว่า สัมปโยคะ ที่แปลว่า ประกอบเข้าได้มีความหมายเหมือนกับค�ำว่า
สมั ปยตุ ตะ และคำ� วา่ วปิ ปโยคะ ทแ่ี ปลวา่ ประกอบเขา้ ไมไ่ ด้ มคี วามหมายเหมอื นกบั คำ� วา่ วปิ ป
ยตุ ตะ หมายความวา่ ในฉฏั ฐนยั น้ี พระผมู้ พี ระภาคทรงนำ� สภาวธรรมทเี่ ปน็ สมั ปยตุ ตธรรม และ
ทเี่ ปน็ วิปปยตุ ตธรรม มาจำ� แนกโดยขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ ดว้ ยวธิ กี ารที่เรยี กว่า สัมปโยควปิ
ปโยคนัย เพื่อหาว่าสภาวธรรมบทใดสัมปยุตและวิปปยุตจากขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร
เชน่
รปู ขันธ์
ปุจฉาวาระ วสิ ัชนาวาระ
[๒๒๘] รูปขันธส์ ัมปยุตด้วยขนั ธ ์ ไม่มีการสัมปยตุ
อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
รปู ขันธว์ ิปปยตุ จากขนั ธ์ อายตนะ รูปขันธ์วิปปยุตจากขันธ์ ๔ (นาม
และธาตุเท่าไร ขนั ธ์ ๔) อายตนะ ๑ (มนายตนะ) ธาตุ ๗
(วิญญาณธาตุ ๗) และวิปปยุตจาก
อายตนะ ๑ (ธัมมายตนะ) ธาตุ ๑
(ธัมมธาต)ุ บางส่วน
ปุจฉาวาระ เวทนาขันธ์ วิสชั นาวาระ
[๒๒๙] เวทนาขนั ธ์สัมปยุตด้วยขันธ ์ เวทนาขันธ์สัมปยุตดว้ ยขันธ์ ๓
อายตนะ และธาตุเทา่ ไร (นามขนั ธ์ ๓ เว้นเวทนาขนั ธ์)
อายตนะ ๑ (มนายตนะ) ธาตุ ๗
(วิญญาณธาตุ ๗) และสัมปยุตด้วย
อายตนะ ๑ (ธัมมายตนะ) ธาตุ ๑
(ธมั มธาต)ุ บางสว่ น
เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 121
ปุจฉาวาระ เวทนาขันธ์ (ตอ่ ) วสิ ัชนาวาระ
เวทนาขนั ธ์วปิ ปยตุ จากขนั ธ์ เวทนาขนั ธว์ ปิ ปยตุ จากขนั ธ์๑(รปู ขนั ธ)์
อายตนะ และธาตเุ ท่าไร อายตนะ ๑๐ (โอฬาริกอายตนะ ๑๐)
ธาตุ ๑๐
(โอฬารกิ ธาตุ ๑๐) และวิปปยตุ จาก
อายตนะ ๑ (ธัมมายตนะ) และธาตุ ๑
(ธัมมธาตุ) บางส่วน
ค�ำอธบิ ายตัวอยา่ ง
ขอให้สังเกตวา่ วิธกี ารของฉัฏฐนยั น้ันตา่ งกบั วิธกี ารของนยั อืน่ ๆ ท่กี ล่าวมาแล้ว กลา่ ว
คือในปุจฉาวาระของแต่ละบท มีการถาม ๒ ค�ำถาม คำ� ถามที่ ๑ ถามเรื่องสัมปยตุ ตธรรม คอื
สภาวธรรมท่ปี ระกอบเขา้ ได้ ค�ำถามที่ ๒ ถามเรอื่ งวปิ ปยุตตธรรม คือสภาวธรรมทีป่ ระกอบเข้า
ไม่ได้ คลา้ ยกับวธิ กี ารของคมั ภีร์ยมกที่มีค�ำถามคู่ คือถามแบบอนโุ ลม (ถามไปตามลำ� ดับ) และ
แบบปฏิโลม(ถามย้อนกลับ) เพือ่ ให้พิจารณาความสมั พันธร์ ะหว่างสภาวธรรมท่เี ปน็ มูลบทหรือ
บทตง้ั กับสภาวธรรมอ่นื ๆ ท่ยี กมาเปรยี บเทียบ ทัง้ ในดา้ นบวกและด้านลบของกันและกนั
ในตวั อยา่ งท่ี ๑ มลู บทคอื รปู ขนั ธ์ คำ� ถามที่ ๑ ถามวา่ รปู ขนั ธส์ มั ปยตุ ดว้ ยขนั ธ์ อายตนะ
และธาตุเท่าไร ค�ำถามท่ี ๒ ถามวา่ รูปขันธว์ ิปปยุตจากขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
ในวสิ ัชนาวาระ มคี �ำตอบ ๒ แบบ คือตอบปฏเิ สธและตอบรบั ในตัวอยา่ งท่ี ๑ คำ� ตอบ
เร่อื งสมั ปยตุ ตธรรม เปน็ คำ� ตอบปฏิเสธคือปฏิเสธวา่ รปู ขนั ธไ์ ม่มกี ารสมั ปยุตด้วยขนั ธ์ อายตนะ
และธาตเุ หลา่ ไหน เพราะรปู ขนั ธไ์ มส่ มั ปยตุ ดว้ ยสภาวธรรมทเี่ ปน็ ขนั ธเ์ ดยี วกนั สว่ นคำ� ตอบเรอ่ื ง
วปิ ปยุตตธรรมเป็นค�ำตอบรบั คอื ตอบว่ารปู ขนั ธว์ ิปปยตุ จากนามขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗
และวิปปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วน คำ� ตอบรบั น้ีมี ๒ ตอน ตอนท่ี ๑ ตอบว่า รปู ขนั ธ์
วิปปยุตจากนามขันธ์ ๔ ธาตุ ๑ คอื มนายตนะและวิญญาณธาตุ ๗ ซ่งึ แสดงวา่ รปู ขนั ธ์กบั นาม
ขนั ธ์ ๔ มนายตนะและวญิ ญาณธาตุ ๗ นเี้ ปน็ วปิ ปยตุ ตธรรมคอื ประกอบเขา้ กนั ไมไ่ ดแ้ บบทงั้ หมด
(เอกนั ตวปิ ปยุต)
สว่ นค�ำตอบรับตอนท่ี ๒ ท่ีตอบวา่ วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ และธาตุ ๑ บางสว่ นนั้น
แสดงวา่ รปู ขนั ธก์ บั อายตนะและธาตทุ งั้ ๒ อยา่ งนเี้ ปน็ วปิ ปยตุ ตธรรมกนั บางสว่ น ไมท่ ง้ั หมดทงั้ น้ี
ข้นึ อยู่กบั เหตุปจั จัยแวดล้อม ดงั จะอธบิ ายตอ่ ไป
ในตวั อยา่ งที่ ๒ ทย่ี กเวทนาขนั ธเ์ ปน็ มลู บทมคี ำ� ถาม ๒ คำ� ถาม เชน่ เดยี วกบั ตวั อยา่ งแรก
แต่มีค�ำตอบเป็นเชิงตอบรับทั้ง ๒ ค�ำถาม ซ่ึงแสดงว่าเวทนาขันธ์ เป็นทั้งสัมปยุตตธรรมและ
วปิ ปยุตตธรรมกบั สภาวธรรมอื่น