The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:33:40

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

322 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

วิสัชนา วสิ ชั นา
โน. โน.
ไมใ่ ช่ ไมใ่ ช่ (อภ.ิ ย. ๓๙/๓๗/๓๗)

๒.๒ นิโรธวาร
๑. ปัจจุปันนวาร
อนโุ ลมบุคคล
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา
ยสสฺ กสุ ลา ธมฺมา นิรุชฌฺ นตฺ ิ ตสฺส ยสสฺ วา ปน อกุสลา ธมฺมา นริ ชุ ฺชนฺติ
อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ ? ตสฺส กุสลา ธมมฺ า นิรุชฺฌนตฺ ตี ิ ?
สภาวธรรมท่ีเปน็ กุศลของบุคคลใด สภาวธรรมท่เี ป็นอกุศลของบคุ คลใด
ก�ำลังดับ สภาวธรรมท่ีเป็นอกุศลของ กำ� ลังดับ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กุศลของ
บคุ คลน้นั กก็ �ำลังดับใชไ่ หม บคุ คลนน้ั กก็ ำ� ลงั ดบั ใชไ่ หม
วสิ ัชนา วสิ ชั นา
โน. โน.
ไม่ใช ่ ไมใ่ ช่ (อภ.ิ ย. ๓๙/๙๙/๕๘)

๒.๓ อุปปาทนโิ รธวาร
๑. ปจั จุปปนั นวาร
ปจั จนกี บุคคล
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
ยสฺส กสุ ลา ธมมฺ า อุปปฺ ชชฺ นต ิ ยสฺส วา ปน อกสุ ลา ธมฺมา นริ ุฌนฺติ
ตสสฺ อกุสลา ธมมฺ า นริ ุชฌฺ นฺตตี ิ ? ตสสฺ กุสลา ธมมฺ า อุปปฺ ชฺชนตฺ ีติ ?
สภาวธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลของบุคคลใด สภาวธรรมท่เี ป็นอกุศลของบุคคลใด
ก�ำลงั เกดิ สภาวธรรมทีเ่ ปน็ อกศุ ลของ ก�ำลงั ดบั สภาวธรรมที่เป็นกุศลของ
บุคคลน้นั กก็ ำ� ลงั ดบั ใช่ไหม บุคคลนน้ั ก็กำ� ลังดบั ใช่ไหม
วิสชั นา วิสชั นา
โน. โน.
ไมใ่ ช่ ไม่ใช่ (อภ.ิ ย. ๓๙/๑๖๗/๘๐)

เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๙ 323

อนโุ ลมปุจฉา ปจั จนีกบคุ คล ปฏิโลมปจุ ฉา

ยสฺส กุสลา ธมมฺ า น อุปฺปชชฺ นตฺ ิ ยสสฺ วา ปน อกุสลา ธมมฺ า
ตสสฺ อกุสลา ธมมฺ า น นริ ุชฌฺ นตฺ ตี ิ ? น นริ ชุ ฌฺ นตฺ ิ ตสสฺ กสุ ลา ธมมฺ า
น อปุ ปฺ ชชฺ นตฺ ตี ?ิ
สภาวธรรมท่เี ป็นกศุ ลของบุคคลใด สภาวธรรมทีเ่ ป็นอกศุ ลของบุคคลใด
ไมใ่ ช่ก�ำลงั เกิด สภาวธรรมทเี่ ปน็ อกศุ ล ไมใ่ ชก่ ำ� ลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศล
ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ก�ำลงั ดบั ใชไ่ หม ของบุคคลนน้ั ก็ไม่กำ� ลังเกิดใชไ่ หม
วสิ ชั นา วสิ ชั นา
อกสุ ลานํ ภงฺคกขฺ เณ เตสํ กสุ ลา กสุ ลานํ อุปปฺ าทกขฺ เณ เตสํ อกุสลา
ธมฺมา น อุปฺปชชฺ นตฺ ิ โน จ เตสํ กสุ ลา ธมฺมา น นริ ชุ ฺฌนตฺ ิ โน จ เตสํ
ธมมฺ า น นิรชุ ฌฺ นตฺ ิ, กุสลา ธมมฺ า น อุปฺปชฺชนฺติ,
กสุ ลวิปฺปยุตฺตจติ ฺตสสฺ อุปปฺ าทกขฺ เณ, อกุสลวิปยฺ ตุ ฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกขฺ เณ,
อกสุ ลวปิ ปฺ ยตุ ฺตจิตฺตสสฺ ภงฺคกฺขเณ, กุสลวปิ ปฺ ยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกขฺ เณ,
นโิ รธสมาปนนฺ านํ, อสญฺญสตตฺ านํ นิโรธสมาปนฺนาน,ํ อสญญฺ สตฺตานํ
เตสํ กสุ ลา จ ธมมฺ า น อุปฺปชฺชนตฺ ิ เตสํ อกุสลา จ ธมมฺ า น นิรุชฌฺ นตฺ ิ
อกสุ ลา จ ธมมฺ า น นริ ชุ ฺฌนฺติ. กสลา จ ธมฺมา น อุปฺปชชฺ นฺติ.
ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมทเี่ ปน็ ในอุปปาทขณะแหง่ สภาวธรรม
อกุศล สภาวธรรมทีเ่ ป็นกศุ ลของ ที่เป็นกศุ ล สภาวธรรมท่ีเปน็ อกศุ ล
บุคคลเหล่านนั้ ไม่ใช่ก�ำลังเกดิ แต ่ ของบคุ คลเหลา่ นนั้ ไม่ใช่ก�ำลงั ดบั แต่
สภาวธรรมท่ีเปน็ อกุศลมใิ ชไ่ ม่กำ� ลงั ดบั สภาวธรรมท่เี ป็นกุศลมใิ ช่กำ� ลงั เกิด
ในอปุ ปาทขณะแหง่ จิตทีว่ ิปยตุ จากกศุ ล ในภงั คขณะแหง่ จติ ทว่ี ปิ ปยตุ จากอกศุ ล
ในภังคขณะแหง่ สภาวธรรมที่วปิ ปยตุ ในอปุ ปาทขณะแหง่ จติ ทว่ี ปิ ปยตุ จากกศุ ล
จากกศุ ล บคุ คลผูเ้ ขา้ นิโรธสมาบตั ิ บุคคลทเี่ ขา้ นิโรธสมาบตั ิ และบุคคลผู้
และบุคคลผอู้ บุ ตั อิ ยู่ในอสัญญสัตตภมู ิ อุบัติอยู่ในอสญั ญสัตตภมู ิ สภาวธรรม
สภาวธรรมท่เี ปน็ กศุ ลของบุคคลเหล่า ทเ่ี ปน็ อกศุ ลของบุคคลเหล่าน้ันไมใ่ ช่
น้ันไมใ่ ช่ก�ำลงั เกิด และสภาวธรรมท ี่ กำ� ลังดับ และสภาวธรรมที่เป็นกุศล
เป็นอกุศลก็ไมใ้ ช่กำ� ลังดับ ก�ำลงั ดบั และสภาวธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลก็
ไมใ่ ชก่ �ำลงั เกดิ (อภิ.ย. ๓๙/๑๖๙/๘๑)

324 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

๓. ภาวนาวาร
๑. ปัจจุปปนั นวาร
อนุโลมบคุ คล
อนโุ ลมปุจฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
โย กสุ ลํ ธมฺมํ ภาเวติ โส อกุสลํ ธมฺมํ โย วา ปน อกุสลํ ธมมฺ ํ ปชหติ
ปชหตตี ิ ? โส กสุ ลํ ธมฺมํ ภาเวตตี ิ ?
บคุ คลใดกำ� ลังเจรญิ สภาวธรรมทีเ่ ป็น บุคคลใดก�ำลงั ละสภาวธรรมทเี่ ปน็
กุศล บคุ คลน้นั ก็กำ� ลงั ละสภาวธรรมที่ อกศุ ลบคุ คลนน้ั กก็ ำ� ลงั เจรญิ สภาวธรรม
เปน็ อกศุ ลใช่ไหม ท่ีเป็นกุศลใช่ไหม
วิสชั นา วสิ ัชนา
อามนฺตา. อามนฺตา.
ใช่ ใช่
ปัจจนีกบคุ คล
อนโุ ลมปุจฉา ปฏิโลมปุจฉา
โย กสุ ลํ ธมฺมํ น ภาเวติ โย วา ปน อกสุ ลํ ธมมฺ ํ นปปฺ ชหติ
โส อกสุ ลํ ธมมฺ ํ นปปฺ ชหตตี ิ ? โส กุสลํ ธมมฺ ํ น ภาเวตตี ิ ?
บคุ คลใดมใิ ชก่ ำ� ลงั เจรญิ สภาวธรรม บคุ คลใดไมใ่ ช่กำ� ลงั ละสภาวธรรม
ทีเ่ ปน็ กุศล บุคคลน้นั กไ็ มใ่ ช่กำ� ลงั ละ ท่เี ปน็ อกศุ ล บุคคลนน้ั ก็ไม่ใช่ก�ำลงั
สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อกุศลใช่ไหม เจรญิ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กุศลใช่ไหม
วสิ ชั นา วสิ ัชนา
อามนตฺ า. อามนฺตา.
ใช ่ ใช่ (อภ.ิ ย. ๓๙/๒๒๙/๑๐๒)
การจ�ำแนกสภาวธรรมตามอันตรวารที่เหลือก็พึงด�ำเนินไปตามตัวอย่างเหล่าน้ี เพื่อให้
เขา้ ใจยิ่งขนึ้ ดวรดขู นั ธยมกประกอบด้วย
มีข้อท่ีควรพิจารณาเพิ่มเติมอีกอย่างหน่ึง คือ ในตอนท้ายของจิตตยมก มีข้อความใน
วงเล็บว่า “(ยมก ๓ คือ มลู ยมก จิตตยมก และธัมมยมก ดำ� เนนิ ไปจนถงึ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ เหตุ
ใหส้ ตั วร์ ้องไหแ้ ละทไ่ี ม่เปน็ เหตุให้สตั วร์ อ้ งไห้)”
ข้อความน้ีแสดงว่า เนื้อหาของธัมมยมกไม่ใช่เพียงสภาวธรรม ๓ อย่าง ดังที่ปรากฏ
เท่านัน้ เพราะสภาวธรรม ๓ อย่างนี้เปน็ มาตกิ าแรกของตกิ มาตกิ า ๒๒ และคำ� วา่ “สภาวธรรม
ทเี่ ปน็ เหตใุ หส้ ตั วร์ อ้ งไหแ้ ละทไ่ี มเ่ ปน็ เหตใุ หส้ ตั วร์ อ้ งไห”้ เปน็ มาตกิ าสดุ ทา้ ยของทกุ มาตกิ า ๑๐๐
ในคัมภรี ธ์ มั มสังคณี ฉะน้ัน ถ้าต้อง “ด�ำเนินไปจนถึงสภาวธรรมทเ่ี ปน็ เหตุใหส้ ัตวร์ อ้ งไห้และท่ี

เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 325

เปน็ เหตุใหส้ ตั วไ์ ม่รอ้ งไห้” ตามข้อแนะนำ� ตอนท้ายของจติ ตยมก กต็ ้องน�ำตกิ มาตกิ า ๒๒ และ
ทุกมาติกา ๑๐๐ มา

จ�ำแนกต่อไปเหมือนอภิธัมมจิตตมิสสกวิเสสของจิตตยมก คือ ต้องจ�ำแนกออกไปถึง
๒๖๖ บททีเ่ ดียว (มาติกาหนงึ่ ๆ ของติกมาตกิ าแบ่งเปน็ ๓ บท = ๒๒ x ๒ ส่วนของทุกมาตกิ า
แบ่งเปน็ ๒ บท = ๑๐๐ x ๒) ธมั มยมกจึงมีเนือ้ หากว้างขวางไมน่ อ้ ยเลย

๑๐. อนิ ทรยี ยมก

๑๐.๑ ความหมายของอินทรีย์

คำ� ว่า อนิ ทรีย์ แปลวา่ ความเปน็ ใหญ,่ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ ใหญ่ในกจิ ของตน, สภาวธรรม
ท่ีเป็นเจา้ ของหน้าท่ีอย่างหนง่ึ ๆ เช่น ตาเป็นใหญห่ รอื เป็นเจ้าของหนา้ ท่ใี นการเหน็ หเู ป็นใหญ่
หรือเป็นเจ้าของหน้าท่ีในการได้ยิน จมูกเป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าของในการดม ล้ินเป็นใหญ่หรือ
เป็นเจา้ ของหนา้ ท่ใี นการล้ิม โดยท่วั ไป อนิ ทรยี ์ หมายถงึ อินทรีย์ ๖ หรอื อินทรีย์ ๕
อนิ ทรยี ์ ๖ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมกู ลน้ิ กาย และใจ ดังกลา่ วมาแลว้ ใน
อายตนยมก
อินทรีย์ ๕ ไดแ้ ก่ พละ ๕ คือ ศรทั ธา วิริยะ สติ สมาธิ และปญั ญา ทเี รียกว่า อินทรีย์
เพราะเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน เช่น ศรัทธา เป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าของหน้าท่ีในการครอบง�ำ
ความไมม่ ศี รทั ธา ทเ่ี รยี กวา่ พละ เพราะเปน็ กำ� ลงั กอ่ ใหเ้ กดิ ความเขม้ แขง็ มน่ั คง ทำ� ใหส้ ภาวธรรม
ที่ตรงกนั ขา้ มเข้ามาครอบง�ำย่�ำยีไมไ่ ด้
ในอินทรยี ย์ มก อินทรีย์ หมายถึง อนิ ทรีย์ ๒๒ ประการ คือ
๑. จกั ขุนทรีย ์ อนิ ทรียค์ อื จกั ขปุ ระสาท (ตา)
๒. โสตนิ ทรีย ์ อนิ ทรีย์คือโสตประสาท (ห)ู
๓. ฆานนิ ทรีย ์ อินทรีย์คอื ฆานประสาท (จมูก)
๔. ชวิ หนิ ทรีย ์ อินทรียค์ ือชวิ หาประสาท (ลน้ิ )
๕. กายนิ ทรีย์ อนิ ทรียค์ ือกายประสาท (กาย)
๖. มนนิ ทรีย ์ อนิ ทรีย์คือใจหรอื จติ (๘๙ หรือ ๑๒๑)
๗. อติ ถินทรยี ์ อนิ ทรยี ค์ อื อติ ถภี าวะ (ความเปน็ หญงิ สภาวลกั ษณะทแ่ี สดงถงึ
ความเปน็ หญงิ
๘. ปุริสนิ ทรีย์ อินทรีย์ปุริสภาวะ (ความเป็นชาย สภาวลักษณะที่แสดงถึง
ความเป็นชาย
๙. ชวี ติ ินทรีย ์ อนิ ทรีย์คอื ชีวติ (สภาวะทแี่ สดงรปู ใหเ้ ปน็ อยู่)

326 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๑๐. สุขนิ ทรยี ์ อนิ ทรยี ์คอื สขุ เวทนา (สุขทางกาย)
๑๑. ทุกขินทรยี ์ อนิ ทรีย์คือทกุ ขเวทนา (ทกุ ข์ทางกาย)
๑๒. โสมนสั สนิ ทรีย์ อินทรียค์ อื โสมนัสสเวทนา (สขุ ทางใจ)
๑๓. โทมนัสสนิ ทรีย ์ อนิ ทรยี ค์ อื โทมนัสสเวทนา (ทุกข์ทางใจ)
๑๔. อุเปกขนิ ทรยี ์ อินทรยี ์คอื อุเบกขาเวทนา
๑๕. สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือศรทั ธา
๑๖. วริ ิยินยินทรีย ์ อนิ ทรยี ค์ อื วิรยิ ะ
๑๗. สตินทรีย ์ อนิ ทรีย์คือสติ
๑๘. สมาธนิ ทรีย ์ อนิ ทรยี ส์ มาธิ
๑๙. ปญั ญนิ ทรยี ์ อินทรยี ์คอื ปญั ญา
๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยความต้ังใจว่าจักรู้
สัจจธรรมทีย่ ังไม่ร้ใู ห้ได้ ได้แก่ โสดาปตั ตมิ รรคคญาณ
๒๑. อญั ญินทรีย์ อนิ ทรยี ค์ อื อญั ญา (ความรทู้ ว่ั ไป) ไดแ้ กโ่ สดาปตั ตผิ ลญาณ
๒๒. อัญญาตาวนิ ทรยี ์ อนิ ทรีย์ของผูร้ ู้ทว่ั ถงึ แลว้ ไดแ้ กป่ ญั ญาของพระอรหันต์

อนิ ทรีย์ ๓ ประเภท
อินทรยี ์ ๒๒ ประการ สามารถแบง่ ตามสภาวะเป็น ๓ ประเภท คอื
๑. ประเภทรปู ธรรม ได้แก่
๑. จักขนุ ทรยี ์ ๒. โสตินทรีย์
๓. ฆานนิ ทรยี ์ ๔. ชิวหินทรีย์
๕. กายนิ ทรีย์ ๖. อิตถนิ ทรีย์ (ภาวรูป)
๗. ปุรสิ ินทรยี ์ (ภาวรปู )
๒. ประเภทนามธรรม ไดแ้ ก่
๑. มนินทรีย ์ ๒. สุขนิ ทรีย์
๓. ทุกขินทรยี ์ ๔. โสมนสั สินทรยี ์
๕. โทมนสั สินทรยี ์ ๖. อุเปกขนิ ทรีย์
๗. สัทธนิ ทรยี ์ ๘. วริ ยิ นิ ทรยี ์
๙. สตินทรีย์ ๑๐. สมาธนิ ทรีย์
๑๑. ปัญญินทรยี ์ ๑๒. อนญั ญาตัญญสั สามีตนิ ทรีย์
๑๓. อัญญินทรีย์ ๑๔. อญั ญาตาวนิ ทรีย์

เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 327

๓. ประเภทที่เป็นได้ท้ังรูปธรรมและนามธรรม ได้แก่ ชีวิตินทรีย์ คือ แบ่งเป็นรูป
ชีวติ ินทรยี ์และนามชวี ิตนิ ทรีย์

อน่ึง อินทรีย์นามธรรม ๓ อย่าง คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์และ
อัญญาตาวนิ ทรีย์ เป็นสภาวธรรมฝ่ายโลกตุ ตระ
๑๐.๒ องคธ์ รรมทีเ่ ปน็ เนอื้ หาของอนิ ทรียยมก

องคธ์ รรมท่เี ป็นเนอ้ื หาของอนิ ทรยี ยมก ได้แก่ อนิ ทรีย์ ๒๒ ประการ ดงั กล่าวขา้ งตน้
ซ่ึงปรากฏอยูใ่ นขอ้ ท่ี ๑ ของอนิ ทรียยมก
๑๐.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของอินทรยี ยมก

วตั ถุประสงค์ท่ที รงแสดงอนิ ทรียยมกกม็ ี ๓ ประการ เหมอื นยมกอื่น ๆ คอื
๑. เพื่อให้เกิดญาตปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ขั้นรู้จักอินทรีย์ตามสภาวลักษณะ
เช่น นี้ชื่อจักขุนทรีย์ จักขุกับจักขุนทรีย์เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร ดังที่ทรงแสดงไว้ใน
ปณั ณตั ติวาร
๒. เพ่ือให้เกิดตีรณปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ข้ันพิจารณาอินทรีย์ตามสภาวะที่เป็น
จริงว่า อินทรีย์เหล่าน้ีเองเป็นผู้ท�ำหน้าท่ีตามธรรมชาติของตน ไม่มีสัตว์บุคคลอ่ืน ไม่มีผู้สร้าง
ผู้บงการอืน่ นอกจากอินทรยี ์เหลา่ นี้ ดังทท่ี รงจ�ำแนกแยกแยะไวใ้ นปวตั ติวาร
๓. เพ่ือให้เกิดปหานปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ข้ันแต่ละตัณหาและทิฏฐิทั้งหลาย
เช่น อัตตานทุ ิฏฐิ การเห็นวา่ มตี วั ตนทถ่ี าวร ผู้ท�ำกรรม ผเู้ สวยผลกรรมท่เี ป็นอัตตาถาวร
เพ่อื ใหบ้ รรลุตามวตั ถปุ ระสงคเ์ หล่าน้ีพระผมู้ รพระภาคจึงทรงแสดงอนิ ทรยี ์เหลา่ น้ีดว้ ย
วิธีการยมกตามนยั และวาระตา่ ง ๆ ดังจะกล่าวตอ่ ไป
๑๐.๔ โครงสรา้ งและวิธีด�ำเนนิ การ
โครงสร้างและวิธีด�ำเนินการของอินทรียยมกเหมือนของขันธยมก อายตนยมกและ
ธัมมยมกที่แนะน�ำมาแล้ว โครงสร้างของอินทรียยมกต่างกับของธัมมยมกตรงท่ีธัมมยมกแบ่ง
อุทเทสวารและนทิ เทสวารเป็นปัณณตั ตวิ าร ปวัตติวาร และภาวนาวารของอินทรียยมกเปลี่ยน
ภาวนาวารเป็นปริญญาวารเหมือนของขันธยมกและอายตนยมก (ดูแผนภูมิประกอบ) ส่วนวิธี
ด�ำเนินการเหมอื นของธัมมยมก
ในอทุ เทสวารของอนิ ทรยี ยมกทรงแสดงเฉพาะปณั ณตั ตวิ ารเทา่ นน้ั อกี ๒ วาระ ทรงนำ�
ไปแสดงรวมไว้ในนทิ เทสวารเหมือนยมกอน่ื ๆ ที่แนะน�ำมาแล้ว
ในปวตั ตวิ ารนทิ เทส ทรงแสดงไวเ้ พยี งอปุ ปาทวารเทา่ นนั้ ผศู้ กึ ษาตอ้ งเพม่ิ นโิ รธวารและ
อปุ ปาทนิโรธวารเหมอื นของขันธยมก อายตนยมก หรอื ธมั มยมก

แผนภมู ิโครงสร้าง 328
ของ

อนิ ทรียมก

อทุ เทสวาร นิทเทสวาร

ปณั ณตั วิ าร ปวัตติวาร ภาวนาวาร พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
ปทโสธนวาร นิโรธวาร
ปทโสธนมูลจักกวาร ปัจจปุ ปันนวาร พระอภิธรรมปฎิ ก
สทุ ธธัมมวาร อตตี วาร
สุทธธัมมมลู จักกวาร อนาคตวาร
ปัจจปุ ปนั นาตตี วาร
อปุ ปาทวาร ปัจจุปปนั นานาคตวาร
อตีตสนาคตวาร

อุปปาทนโิ รธวาร

ปัจจปุ ปันนวาร อตตี วาร อนาคตวาร ปัจจุปปนั นาตีตวาร ปัจจุปปนั นานาคตวาร อตตี สนาคตวาร

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๙ 329

ข้อที่ควรศึกษาในปวตั ตวิ ารนี้มี
๑. เนอ่ื งจากปวตั ตวิ ารวา่ ดว้ ยปฏสิ นธขิ ณะและจตุ ขิ ณะ จงึ ทรงแสดงไวเ้ ฉพาะอนิ ทรยี ท์ ี่
เกดิ ในขณะท้งั สองนี้เทา่ นั้น ท่เี กดิ ไม่ได้ ไม่ทรงแสดงไว้ อินทรียท์ ไ่ี ม่ทรงแสดงไวม้ ี ๖ ประการ
คือ
๑.๑ สุขินทรยี ์ ๑.๒ ทุกขนิ ทรยี ์
๑.๓ โทมนสั สนิ ทรีย ์ ๑.๔ อนญั ญาตญั ญสั สามตี ินทรีย์
๑.๕ อัญญนิ ทรีย์ ๑.๖ อัญญาตาวินทรีย์
๒. อนิ ทรีย์ที่ทรงแสดงมี ๑๖ ประการ ซึง่ มขี อ้ ควรพิจารณาดังตอ่ ไปน้ี
๒.๑ อินทรีย์ ๖ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์
และมนนิ ทรยี ์ทรงแสดงไวเ้ หมือนกับอายตนยมกทกุ ประการ
๒.๒ มนินทรียท์ รงแสดงไวห้ ลังปญั ญนิ ทรยี ์
๒.๓ อิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์เกิดได้เฉพาะในกามภูมิเท่าน้ัน และเกิดพร้อมกับ
ปฏิสนธิจิต
๒.๔ ชีวิตินทรีย์แบ่งเป็น ๒ อินทรีย์ คือ รูปชีวิตินทรีย์และนามชีวิตินทรีย์
รูปชีวิตินทรีย์เกิดไม่ได้ในอรูปภูมิ เกิดได้ในอสัญญสัตตภูมิ นามชีวิตินทรีย์ เกิดไม่ได้ใน
อสัญญสัตตภูมิ เกดิ ไดใ้ นอรปู ภมู ิ สว่ นในปัญจโวการภมู ชิ วี ิตนิ ทรยี ท์ ้ังสองเกดิ ได้
๒.๕ โสมนสั สนิ ทรยี เ์ กิดไดใ้ นกามสุคติภมู ิ ๗ และในพรหมโลก ๙ ภูมแิ รก
๒.๖ อุเปกขินทรีย์เกดิ ได้ทุกภูมิ ยกเว้นอสัญญสัตตภูมเิ ทา่ นน้ั
๒.๗ ปัญญินทรีย์เกิดได้ในปฏิสนธิจิต ๑๓ ท่ีสัมปยุตด้วยญาณและในจุติจิต ๑๓
ท่สี มั ปยตุ ด้วยญาณ
๒.๘ สทั ธินทรยี ์ วิริยินทรีย์ สตินทรยี ์ และสมาธินทรยี ์ เกิดไดใ้ นสเหตุกปฏสิ นธิจิต
๑๗ และสเหตกุ จตุ ิจิต ๑๗
๓. วธิ จี บั คแู่ สดงเหมอื นกบั อายตนยมก คอื ในหนง่ึ ๆ เชน่ ในอนโุ ลมบคุ คล อนโุ ลมโอกาส
อนุโลมปุคคโลกาส ยกอินทรีย์ตัวหนึ่งขึ้นเป็นมูลแล้วจับคู่กับอินทรีย์ถัดไปท่ีสามารถเกิดได้
เชน่ ในอนโุ ลมบคุ คลยกจกั ขุนทรยี ์เปน็ มูล เรยี กว่า จักขุนทรียมูล จับค่กู บั โสตนิ ทรียเ์ ป็นคู่แรก
ต่อไปจับคู่กับฆานินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์
สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และมนินทรีย์ จบจักขุนทรีย์ยมูลกะล้วต่อด้วย ฆานินทรียมูลกะ
คือ ยกฆานินทรีย์เป็นมูล จับคู่กับอิตถินทรีย์ จบแล้วจับคู่กับมนินทรีย์แล้วยกอินทรีย์อื่นข้ึน
เป็นมูลต่อไปเลื่อย ๆ จนครบรอบเป็นอันจบอนุโลมบุคคล ขึ้นอนุโลมโอกาสก็จับคู่โดยวิธีนี้
ตอ่ ไปใหม่

330 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ในอายตนยมก มีอายตนะทยี่ กขน้ึ เป็นมูลในรอบหน่ึง ๆ ๔ ตวั คือ
๑. จกั ขนุ ทรีย์ ๒. ฆานายตนมลู กะ
๓. รปู ายตนมูล ๔. มนายตนมูลกะ
ในอนิ ทรีย์ยยมก มี ๙ ตัว คือ
๑. จักขุนทรียมูลกะ ๒. ฆานินทรียมูลกะ
๓. อติ ถนิ ทรียมลู กะ ๔. ปรุ สิ นิ ทรยี มลู กะ
๕. ชีวติ ินทรยี มลู กะ ๖. โสมนัสสนิ ทรยี มลู กะ
๗. อุเปกขินทรยี มลู กะ ๘. สัทธนิ ทรยี มูลกะ
๙. ปญั ญินทรยี มูลกะ

ตวั อยา่ งจกั ขายตนมลู กะของอายตนยมก
๑. อปุ ปาทวาร ๑. ปัจจุปนั นวาร
อนุโลมบคุ คล
อนโุ ลมปุจฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยสฺส จกฺขายตนํ อุปปฺ ชฺชติ ตสสฺ ยสฺส วา ปน โสตายตนํ อุปปฺ ชฺชติ ?
โสตายตนํ อปุ ฺปชฺชตตี ิ ตสฺสจขายตนํ อุปฺปชฺตีติ ?
จักขายตนะของบุคคลใดกำ� ลงั เกิด โสตายตนะของบุคคลใดก�ำลังเกดิ
โสตายตนะของบุคคลนน้ั กก็ ำ� ลังเกิด จกั ขายตนะของบคุ คลน้ันก็ก�ำลงั เกิด
ใชไ่ หม ใช่ไหม
วสิ ชั นา วสิ ชั นา
สจกขฺ ากานํ จ อโสตกานํ อปุ ฺ- สโสตกานํ อจกขฺ กุ านํ อปุ ปชชฺ นตฺ านํ
ปชชฺ นฺตานํ เตสํ จกฺขายตนํ อปุ ปชฺชติ เตสํ โสตายตนํ อุปปฺ ชฺชติ โน จ เตสํ
โน จ เตสํ โสตายตนํ อุปฺปชฺชต ิ จกฺขายตนํ อปุ ฺปชชฺ นฺติ, สโสตกานํ
โสตายตนํ อุปปฺ ชชฺ ต,ิ สจกขฺ กุ านํ สโสตกานํ สจกฺขกุ านํ อุปปชชฺ นฺตานํ เตสํ โสตาย-
อุปฺปชชฺ ติ เตสํ จกฺขายตนญจฺ อุปปฺ ชชฺ ต.ิ ตนญจฺ อปุ ปฺ ชชฺ ตจิ กขฺ ายตนญจฺ อปุ ปฺ ชชฺ ต.ิ
บุคคลผมู้ จี ักขุเกิดได้โสตะเกดิ ไมไ่ ด้ บคุ คลผ้มู ีโสตะเกิดไดจ้ ักขุเกดิ ไมไ่ ด้
กำ� ลังอุบัติ จกั ขายตนะของบคุ คลเหลา่ กำ� ลงั อบุ ตั ิ โสตายตนะของบคุ คลเหลา่ นน้ั
นนั้ ก�ำลังเกดิ แตโ่ สตายตนะไมใ่ ช่กำ� ลงั กำ� ลงั เกดิ แตจ่ กั ขายตนะไมใ่ ชก่ ำ� ลงั เกดิ
เกดิ บคุ คลผมู้ ีจกั ขแุ ละโสตะเกดิ ได้ บคุ คลผมู้ โี สตะและจกั ขเุ กดิ ไดก้ ำ� ลงั อบุ ตั ิ
ก�ำลังอุบัติ จกั ขายตนะของบุคคลเหลา่ โสตายตนะของบคุ คลเหลา่ นนั้ กำ� ลงั เกดิ
น้ันก�ำลังเกิดและโสตายตนะกก็ �ำลังเกิด และจกั ขายตนะก็กำ� ลงั เกิด
(อภ.ิ ย. ๓๘/๑๘/๘๕)

เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 331

ตวั อย่างจกั ขนั ทรยี มูลกะของอินทรียยมก
๑. อปุ ปาทวาร ๑. ปจั จปุ ปันนวาร
อนุโลมบุคคล
อนโุ ลมปุจฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
ยสฺส จกขฺ ันฺทรฺ ยิ ํ อปุ ฺปชฺชติ ตสสฺ ยสสฺ วา ปน โสตินทฺ ฺรยิ ํ อปุ ปฺ ชชฺ ติ
โสตินฺทรฺ ยิ ํ อปุ ฺปชฺชตตี ิ ? ตสสฺ จกฺขุนฺทรฺ ยิ ํ อุปฺปชชฺ ตีติ ?
จักขนุ ทรยี ์ของบุคคลใดกำ� ลังเกิด โสตนิ ทรยี ์ของบคุ คลใดก�ำลงั เกิด
โสตนิ ทรีย์ของบคุ คลนั้นกก็ ำ� ลังเกิด จักขนุ ทรียข์ องบุคคลนน้ั ก็กำ� ลงั เกิด
ใชไ่ หม ใช่ไหม
วิสัชนา วสิ ัชนา
สจกฺขุกานํ อโสตกานํ อปุ ปชฺชนฺตานํ สโสตกานํ อจกฺขกุ านํ อปุ ปชฺชนตฺ านํ
เตสํ จกฺขุนฺทฺรยิ ํ อปุ ฺปชชฺ ติ โน จ เตสํ เตสํ โสตินฺทฺรยิ ํ อปุ ปฺ ชฺชติ โน จ เตสํ
โสตนิ ทฺ ฺรยิ ํ อปุ ฺปชฺชติ สจกฺกานํ โสตกานํ จกฺขุนทฺ รฺ ยิ ํ อุปฺปชชฺ ต,ิ สโสตกานํ
อปุ ปชชฺ นตฺ านํ เตสํ จกขฺ ุนฺทฺริยญจฺ สจกขฺ กุ านํ อปุ ปชฺชนตฺ านํ เตสํ
อปุ ฺปชชฺ ติ โสตนิ ทฺ รฺ ิยญจฺ อปฺปชชฺ ต.ิ โสตนิ ทฺ รฺ ยิ ญจฺ อปุ ปฺ ชชฺ ติ จกขฺ นุ ทฺ รฺ ยิ ญจฺ
อปุ ปฺ ชฺชต.ิ
บุคคลผู้มจี กั ขุเกิดได้โสตะเกดิ ไมไ่ ด ้ บุคคลผ้มู ีโสตะเกิดไดจ้ กั ขเุ กดิ ไมไ่ ด้
ก�ำลงั อุบัติ จกั ขนุ ทรยี ข์ องบคุ คลเหลา่ นั้น กำ� ลงั อบุ ตั ิ โสตนิ ทรยี ข์ องบคุ คลเหลา่ นนั้
กำ� ลังเกิด แต่โสตนิ ทรยี ไ์ ม่ใช่กำ� ลังเกดิ กำ� ลังเกดิ แตจ่ กั ขุนทรยี ไ์ ม่ใช่ก�ำลังเกดิ
บุคคลผู้มจี กั ขุและโสตะเกดิ ไดก้ �ำลังอบุ ตั ิ บคุ คลผมู้ โี สตะและจกั ขเุ กดิ ไดก้ ำ� ลงั อบุ ตั ิ
จกั ขนุ ทรียข์ องบุคคลเหล่านน้ั กำ� ลังเกดิ โสตนิ ทรยี ข์ องบคุ คลเหลา่ นน้ั กำ� ลงั เกดิ
และโสตนิ ทรยี ก์ ก็ �ำลงั เกดิ และจักขนุ ทรยี ์กก็ �ำลงั เกดิ
(อภิ.ย. ๓๙/๑๘๖/๑๔๖)
ในปริญญาวาร ทรงแสดงไว้โดยละเอียดเหมือนขันธยมกและอายตนยมก ในวาระน้ี
ทรงแสดงปหานปรญิ ญาไว้ ดงั น้ี

ก. ทรงจำ� แนกสภาวะของอทิ รยี ์ตา่ ง ๆ ดว้ ยค�ำกิรยิ า
๑. โทมนัสสนิ ทรีย์เป็นสภาวธรรมทคี่ วรละ จงึ ทรงแสดงดว้ ยคำ� กิริยา ว่าปชหติ
๒. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และอัญญินทรีย์เป็นสภาวธรรมที่ควรเจริญ จึงทรง
แสดงด้วยคำ� กริ ยิ าว่า ภาเวติ
๓. อญั ญาตาวนิ ทรยี เ์ ปน็ สภาวธรรมทคี่ วรบรรลุ จงึ ทรงแสดงดว้ ยคำ� กรยิ าวา่ สจฉฺ กิ โรติ
๔. อนิ ทรียท์ ่ีเหลือเป็นสภาวธรรมที่ควรรู้ จึงทรงแสดงด้วยคำ� กริยาวา่ ปรชิ านาติ

332 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

ข. ทรงจ�ำแนกการละด้วยขณะต่าง ๆ
๑. อนาคามิมัคคัฏฐบุคคล (บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค) ได้ชื่อว่าเป็นผู้ท่ีก�ำลังละ
โทมนัสสินทรีย์
๒. อนาคามผิ ลฏั ฐบคุ คล (บคุ คลผตู้ งั้ อยใู่ นอนาคามผิ ลหรอื พระอนาคาม)ี อรหตั ตมคั คฏั ฐ-
บุคคล (บุคคลผู้ต้ังอยู่ในอรหัตตมรรค) และอรหัตตผลัฏฐบุคคล (บุคคลผู้ต้ังอยู่ในอรหัตตผล
หรือพระอรหนั ต์) ได้ชือ่ ว่า เปน็ ผลู้ ะโทมนสั สนิ ทรียไ์ ด้แล้ว
๓. ภัพพปถุ ุชน โสตาปตั ตมิ ัคคัฏฐบคุ คล (บคุ คลผูต้ ง้ั อย่ใู นโสดาปตั ตมิ รรค) โสตาปตั ต-ิ
ผลัฏฐบุคคล (บุคคลผู้ต้ังอยู่ในโสดาปัตติผล) และสกทาคามีบุคคล ได้ช่ือว่า เป็นผู้จะละ
โทมนัสสนิ ทรีย์ไดใ้ นอนาคต
ค. ทรงจ�ำแนกการเจรญิ มรรคดว้ ยขณะต่าง ๆ
๑. โสตาปตั ติมรรคคัฏฐบคุ คล ไดช้ อ่ื วา่ เป็นผ้กู �ำลงั เจริญอนญั ญาตญั ญสั สามีตนิ ทรยี ์
๒. สกทาคามมิ คั คฏั ฐบคุ คล สกทาคามผิ ลฏั ฐบคุ คล อนาคามมิ คั คฏั ฐบคุ คล อนาคาม-ิ
ผลัฏฐบุคคล อรหัตตมัคคัฏฐบุคคลและอรหัตตผลัฏฐบุคคล ได้ช่ือว่า เป็นผู้ผ่านการเจริญ
อนญั ญาตญั ญัสสามีตินทรยี ์แล้ว
๓. ภัพพปถุ ชุ น ไดช้ ่ือวา่ เปน็ ผจู้ ะเจริญอนัญญาตญั ญัสสามตี นิ ทรีย์ได้ในอนาคต
๔. สกทาคามมิ คั คฏั ฐบุคคล อนาคามมิ ัคคฏั ฐบคุ คล และอรหัตตมคั คั ฏฐบคุ คล ได้ชือ่
ว่า เป็นผกู้ �ำลังการเจริญอญั ญินทรยี แ์ ล้ว
๕. อรหตั ตผลฏั ฐบุคคล ไดช้ ่ือวา่ เปน็ ผู้ผา่ นการเจริญอัญญนิ ทรีย์แลว้
๖. ภพั พปถุ ชุ น โสตาปัตติมคั คฏั ฐบคุ คล และผลัฏฐบุคคล ๓ (เวน้ อรหตั ตผลัฏฐบคุ คล)
ไดช้ ่ือว่า เป็นผู้จะเจริญอญั ญนิ ทรยี ์ไดใ้ นอนาคต
ง. ทรงจ�ำแนกการบรรลุอรหัตตผลด้วยขณะตา่ ง ๆ
๑. ผทู้ กี่ �ำลังบรรลอุ รหัตตผล ไดช้ อ่ื ว่า เป็นผ้กู �ำลังบรรลุอญั ญาตาวินทรยี ์
๒. ผูบ้ รรลุอรหตั ตผลแลว้ ไดช้ ่ือวา่ เปน็ ผู้บรรลุอัญญาตาวนิ ทรีย์แล้ว
๓. ภัพพปุถชุ นและพระอริยบคุ คลอนื่ ๆ นอกจากพระอรหนั ต์ ไดช้ ื่อว่าเป็นผจู้ ะบรรลุ
อญั ญาตาวินทรียไ์ ดใ้ นอนาคต
๔. อรหัตตมัคคัฏฐบุคคล ได้ชื่อว่า เป็นผู้ก�ำลังก�ำหนดรู้อินทรีย์ ๑๘ ประการที่เหลือ
คือ จักขนุ ทรยี ์จนถึงสมาธินทรยี ์
๕. อรหตั ตผลัฏฐบคุ คล ได้ชือ่ วา่ เป็นผูก้ ำ� หนดรอู้ ินทรยี ์ ๑๘ ประการ เหลา่ น้ันมาแลว้
๖. ภพั พปถุ ชุ น มัคคฏั ฐบุคคลเบือ้ งต่�ำ ๓ จำ� พวก และผลฏั ฐบุคคลเบอ้ื งต�ำ่ ๓ จ�ำพวก
ไดช้ อ่ื วา่ เป็นผู้จะกำ� หนดรอู้ นิ ทรยี ์ ๑๘ ประการเหล่าน้ันไดใ้ นอนาคต

เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 333

ตัวอยา่ ง ๓. ปริญญาวาร ๑. ปัจจปุ นั นวาร

อนุโลมปจุ ฉา อนโุ ลมบุคคล ปฏิโลมปจุ ฉา

โย จกฺขนุ ฺทรฺ ิยํ ปริชานาติ โย วา ปน สตินฺทรฺ ยิ ํ ปรชิ านาติ
โส สตินทฺ รฺ ยิ ํ ปรชิ านาตตี ิ ? โส จกขฺ นุ ทฺ รฺ ิยํ ปรชิ านาตีติ ?
บุคคลใดก�ำลงั ก�ำหนดรจู้ กั ขุนทรีย ์ บคุ คลใดกำ� ลงั กำ� หนดรู้สตนิ ทรีย์
บคุ คลนนั้ ก็ก�ำลงั กำ� หนดร้สู ตินทรีย ์ บคุ คลนนั้ กก็ ำ� ลังก�ำหนดรู้จกั ขนุ ทรีย์
ใชไ่ หม ใช่ไหม
วิสชั นา วิสัชนา
อามนตฺ า. อามนฺตา.
ใช ่ ใช่
(อภ.ิ ย. ๓๙/๔๓๕/๓๘๕)

อนิ ทรยี ย์ มกมเี นอื้ หากวา้ งขวางมาก ยากทจี่ ะแนะนำ� ใหค้ รอบคลมุ ทกุ ประเดน็ ได้ เทา่ ท่ี
แนะน�ำมาเป็นเกร็ดความรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ศึกษาจะต้องค้นคว้าจากต�ำราต่าง ๆ
ท้งั พระบาลี อรรถกถา และฎกี า ตลอดจนหนังสือท่อี าจารย์ผ้ทู รงพระอภธิ รรมเขยี นขนึ้ เพ่อื จะ
ไดค้ วามรทู้ สี่ มบรู ณ์

ข้อสังเกต

คมั ภรี ย์ มกท้ังภาค ๑ และภาค ๒ เปน็ คมั ภีร์ประมวลหลกั ธรรมฝ่ายปรมตั ถ์ มเี นื้อหา
กวา้ งขวางลกึ ซง้ึ ทที่ รงจำ� แนกแจกแจงไวด้ ว้ ยวธิ กี ารยมกทส่ี ลบั ซบั ซอ้ นและถอื วา่ เปน็ วธิ กี ารทาง
ตรรกศาสตร์จะไม่เข้าใจและท�ำให้ไม่เห็นความส�ำคัญไปเลย บางทีกลับเห็นว่า เป็นการกล่าว
ซ�้ำซากท่ีน่าเบอ่ื หน่ายกม็ ี

ผู้ท่ีจะอ่านคัมภีร์น้ีให้เข้าใจได้ดีและได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า จะต้องมีความรู้ใน
ส่วนส�ำคญั ๒ ส่วน คือ

๑. ตอ้ งมคี วามรู้ความเขา้ ใจในเรื่ององคธ์ รรมทเี่ ป็นเน้ือหาของแต่ละยมกอย่างลกึ ซงึ้
๒. ตอ้ งมองเหน็ โครงสรา้ งและวธิ ดี ำ� เนนิ การแจกแจงองคธ์ รรมนน้ั ๆ อยา่ งทะลปุ รโุ ปรง่
ผมู้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจในเรอื่ งองคธ์ รรมอยา่ งลกึ ซงึ้ จะสามารถเกบ็ องคธ์ รรมของบทหนา้ ท่ี
หรอื สันนิฏฐานบท และบทหลงั หรอื สงั สยบท ของค�ำถามคู่ คอื อนุโลมปจุ ฉาและปฏโิ ลมปุจฉา
ไดอ้ ย่างถกู ต้อง

334 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ผู้ท่ีมองเห็นโครงสร้างและวิธีด�ำเนินการได้ทะลุปรุโปร่ง จะสามารถรู้ขอบเขตของ
เนื้อหาว่า แบ่งแยกออกไปก่ีสาย ต่ละสายว่าด้วยเร่ืองอะไร และมีความสัมพันธ์เช่ือมโยงกัน
อยา่ งไร เมอื่ มองเหน็ โครงสรา้ งและวธิ ดี ำ� เนนิ การไดล้ กึ ซงึ้ แลว้ จะสามารถเหน็ ภาพรวมของแตล่ ะ
ยมกได้ดี

บทนำ� ของยมกทง้ั ๒ ภาค กไ็ ดแ้ นะนำ� ใหเ้ หน็ ภาพรวมดงั กลา่ ว โดยเฉพาะประเดน็ หลกั
๓ ประเดน็ คือ

๑. ช้ีใหเ้ หน็ องค์ธรรมทเ่ี ป็นเนอ้ื หาของแต่ละยมก
๒. ชีใ้ หเ้ ห็นวตั ถปุ ระสงค์ทรงน�ำองคธ์ รรมน้ัน ๆ มาแสดงด้วยวธิ กี ารยมก
๓. ชี้ให้เห็นโครงสร้างและวธิ ีการด�ำเนินการเพื่อให้บรรลตุ ามวัตถปุ ระสงคน์ ัน้
แตเ่ นอื่ งจากแตล่ ะยมกมเี นอื้ หากวา้ งขวางลกึ ซง้ึ และบางแหง่ ทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ พอเปน็
ตวั อยา่ ง จึงเปน็ หนา้ ที่ของผศู้ กึ ษาจะตอ้ งคน้ ควา้ หาความรูจ้ ากตำ� ราอืน่ ๆ มาช่วยดว้ ย เพ่ือให้
เข้าใจแจม่ แจ้งโดยตลอด

เลม่ ที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔๐-๔๕ 335

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๔๐-๔๕

พระอภธิ รรมปิฎก เล่มท่ี ๗-๑๒
(ปัฏฐาน ภาค ๑-๖)

ปฏั ฐานเปน็ คมั ภรี ท์ ่ี ๗ แหง่ พระอภธิ รรมปฎิ ก ซง่ึ มที งั้ หมด ๗ คมั ภรี ์ คอื (๑) ธมั มสงั คณี
(๒) วิภังค์ (๓) ธาตกุ ถา (๔) ปุคคลบัญญัติ (๕) กถาวตั ถุ (๖) ยมก (๗) ปัฏฐาน พระอภิธรรม
ทง้ั ๗ คมั ภรี น์ พ้ี ระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงครง้ั แรก ณ สวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์ เพอ่ื โปรดพระพทุ ธมารดา
คือพระนางสิริมหามายา ซ่ึง ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรนามว่า สันดุสิต สถิต ณ สวรรค์ชั้นดุสิต
ทรงแสดงทง้ั กลางวนั และกลางคนื ตดิ ตอ่ กนั โดยมทิ รงหยดุ พกั เลยตลอด ๓ เดอื น (ของมนษุ ยโลก)
(อภิ.อ. ๑/๘๓, วิสทุ ฺธ.ิ ๒/๒๑)

ความสำ� คญั ของปัฏฐาน

พระอภิธรรมท้ัง ๗ คัมภีร์น้ี พระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาติดต่อกันตลอด ๗ วัน ใน
สัปดาหท์ ่ี ๔ หลงั จากตรสั รู้พระอนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณ ณ ควงตน้ พระศรมี หาโพธิ สถานทท่ี ่ี
ประทับน่ังพิจารณามีชื่อต่อมาว่า รัตนฆรเจดีย์ (บางแห่งว่า สัตตรัตนฆรเจดีย์) ทั้งน้ีเพ่ือเป็น
อนุสรณว์ ่าเปน็ สถานทท่ี ่ที รงพจิ ารณาพระอภธิ รรม ๗ คัมภรี ์น้ี (อภิ.อ. ๑/๘๒, ขุ.ชา.อ. ๑/๑๑๔)

พระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์อัฏฐสาลินีกล่าวถึงความส�ำคัญของคัมภีร์ปัฏฐาน ว่า
นบั แต่วนั ตรัสรจู้ นถงึ ขณะทรงพิจารณาทบทวนพระอภธิ รรม ๖ คัมภรี ์แรก พระฉัพพรรณรังสี
มิไดแ้ ผ่ประกายออกมาจากพระวรกายของพระผู้มพี ระภาคเลย แต่พอทรงพจิ ารณาถึงปฏั ฐาน
หรอื ทีท่ า่ นเรยี กว่ามหาปกรณ์ พระฉัพพรรณรงั สกี แ็ ผป่ ระกายออกมา คงเป็นเพราะในปฏั ฐาน
มีนัยกว้างใหญ่ไพศาลดุจห้วงน�้ำในมหาสมุทร ดังท่ีท่านเรียกว่า “นัยสาคร” ซ่ึงเป็นที่ท่ี
พระสพั พญั ญตุ ญาณของพระผมู้ พี ระภาคไดโ้ อกาสสำ� แดงพลงั ออกมาไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี เชน่ เดยี วกบั
“ชลสาคร” คอื หว้ งน�ำ้ ในมหาสมุทรลกึ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ เป็นทีท่ ป่ี ลาใหญช่ ่อื ตมิ ิระและปงิ คละ
ได้ โอกาสส�ำแดงพลังแหวกว่ายเล่นนำ�้ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี การสำ� แดงพลงั ของพระสัพพัญญุตญาณนี้
เองเปน็ เหตใุ หพ้ ระฉัพพรรณรังสีแผป่ ระกายออกมา (อภ.ิ อ. ๑/๑๒-๑๕)
ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่า คัมภีร์ปัฏฐานเกิดจากอานุภาพของพระสัพพัญญุตญาณ และ
เป็นวิสัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณโดยเฉพาะ จึงมีนัยและอรรถลุ่มลึกยิ่งกว่าคัมภีร์ใด ๆ ใน
พระไตรปิฎก ยากท่ีบุคคลใดจะสามารถหย่ังถึงได้ท่ัวถ้วน โบราณาจารย์จึงเรียกคัมภีร์น้ีว่า

336 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

อนันตนยสมันตปัฏฐานมหาปกรณ์ (มหาคัมภีร์ปัฏฐานอันกว้างใหญ่ไพศาลรายล้อมด้วยนัย
เป็นอนนั ต์ - อภ.ิ อ. ๓/๕๗๓)

ความหมายของปฏั ฐาน

๑. คำ� ว่า ปฏั ฐาน แปลวา่ การเรมิ่ ตงั้ , การเรม่ิ ต้น, จุดตง้ั ตน้ , แหล่ง, เหตุ แตใ่ นทน่ี ้ีเปน็
ชื่อคัมภรี ซ์ ึง่ มีความหมาย ๓ นัย คือ ที่ชอ่ื ว่าปฏั ฐาน เพราะอรรถว่า แสดงปจั จัยโดยประการ
ต่าง ๆ (เกนฏฺเน ปฏฺ านนฺติ นานปปฺ การปจฺจยฏเฺ น) คอื เป็นปกรณท์ ่พี ระผู้มีพระภาคทรงนำ�
ปจั จัยต่าง ๆ มาแสดงรวมไวโ้ ดยพิสดาร

๒. ที่ช่ือว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่า จ�ำแนกสภาวธรรมด้วยปัจจัยต่าง ๆ (เกนฏฺเน
ปฏฺ านนตฺ ิ วภิ ชนฏฺเน) คือเป็นปกรณ์ทที่ รงนำ� สภาวธรรมต่าง ๆ เชน่ กศุ ลธรรม อกุศลธรรม
อัพยากตธรรม ซงึ่ รวมเรยี กวา่ กสุ ลตกิ ะ มาจำ� แนกตามประเภทของปจั จัย

๓. ทช่ี ่ือวา่ ปฏั ฐาน เพราะอรรถวา่ เปน็ ทด่ี ำ� เนินไปแหง่ พระสพั พญั ญตุ ญาณ (เกนฏเฺ น
ปฏฺ านนตฺ ิ ปฏฺ ติ ฏเฺ น) คอื เปน็ พระธรรมเทศนาทเี่ กดิ ขนึ้ ดว้ ยอานภุ าพแหง่ พระสพั พญั ญตุ ญาณ
และเป็นวิสยั แห่งพระสพั พญั ญตุ ญาณ โดยเฉพาะ(อภิ.อ. ๓/๓๙๓)

รวมความวา่ ปฏั ฐาน เปน็ คมั ภีรท์ ี่พระผ้มู ีพระภาคทรงนำ� สภาวธรรมทเ่ี ป็นจุดต้ังต้นคือ
ปัจจัยจ�ำนวน ๒๔ ชนิดมาอธิบายให้เห็นสัตติ หรือความสามารถ และหน้าท่ีของแต่ละชนิด
แล้วทรงน�ำสภาวธรรมที่เป็นมาติกาจ�ำนวน ๑๒๒ หมวด ซ่ึงเป็นอภิธรรมมาติกาจากคัมภีร์
ธัมมสังคณีมาจ�ำแนกด้วยปัจจัยเหล่านี้ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์โดยความเป็นเหตุเป็นผล
ของกนั และกัน

ปัฏฐานกบั ปฏจิ จสมปุ บาท

พระธรรมเทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์โดยความเป็นเหตุ
เป็นผลของกันและกันนั้นจำ� แนกเปน็ ๒ นยั คือ

๑. ปฏจิ จสมุปปาทนยั
๒. ปัฏฐานนยั
พระธรรมเทศนาปฏจิ จสมปุ ปาทนัย ทรงมงุ่ แสดงให้เห็นว่า เมือ่ มเี หตุอยา่ งน้แี ลว้ จะมี
ผลอะไรตามมา ทงั้ สายเกดิ และสายดับ นอกจากนั้น ยังทรงเน้นวา่ สภาวธรรมทเ่ี ป็นเหตุกลับ
เป็นสภาวธรรมที่เป็นผลได้ และสภาวธรรมท่ีเป็นผลก็กลับเป็นสภาวธรรมท่ีเป็นเหตุได้เช่นกัน
ตัวอยา่ ง เช่น

อวิชชาเป็นปัจจัยให้สังขารเกิด สังขารเป็นปัจจัย
ให้วิญญาณเกิด ในทางกลับกัน วิญญาณก็เป็นปัจจัยให้

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๔๐-๔๕ 337

สังขารเกิด สังขารก็เป็นปัจจัยให้อวิชชาเกิดได้ ส่วนใน
ปฏั ฐานนยั ทรงอธบิ ายอำ� นาจหรอื ความสามารถเฉพาะของ
ปัจจัยแต่ละชนิดไว้โดยพิสดาร (อภิธัมมัตถสังคหะ
ปริจเฉทท่ี ๘)

การจัดแบ่งคมั ภรี ์ปัฏฐาน

คัมภีร์ปฏั ฐานแบง่ เป็น ๖ ภาค ภาคละ ๑ เลม่ คอื เล่มที่ ๔๐ - ๔๕ ซึง่ เป็นชุดสดุ ท้าย
ของพระไตรปิฎก ทงั้ ๖ ภาคว่าด้วยปัฏฐานตา่ ง ๆ รวม ๒๔ ปฏั ฐาน ดงั น้ี

ภาคที่ ๑ (เล่มท่ี ๔๐) วา่ ดว้ ยอารมั ภกถา คือ ปจั จยุทเทส (การแสดงปจั จยั ๒๔ ชนิด
โดยสังเขป) และปัจจยนิทเทส (การจ�ำแนกปัจจัย ๒๔ ชนิดโดย พิสดารพอสมควร) เป็นการ
ปูพน้ื ฐานในเบอ้ื งต้นแล้วเขา้ สู่เนอื้ หา คอื ธัมมานุโลมตกิ ปัฏฐานตอนต้น

ภาคที่ ๒ (เลม่ ท่ี ๔๑) ว่าด้วยธมั มานุโลมติกปฏั ฐาน ตอนปลาย
ธัมมานุโลมติกปัฏฐานน้ีเป็นปัฏฐานที่ ๑ พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายความเป็นปัจจัย
แก่กนั แหง่ หมวดธรรมแม่บทหมวดละ ๓ ขอ้ ทีเ่ รียกวา่ ตกิ มาตกิ า จ�ำนวน ๒๒ ตกิ ะ มีกุสลติกะ
เปน็ ตกิ ะแรก ซง่ึ ด�ำเนนิ ไปตามวาระต่าง ๆ ๗ วาระ มปี ฏิจจวารเปน็ วาระแรก ตามอ�ำนาจของ
ปจั จยั แต่ละชนิดทง้ั ๒๔ ชนดิ มเี หตุปัจจัยเปน็ ปัจจยั แรก เช่น กุสลํ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ กสุ โล ธมฺโม
อปุ ปฺ ชชฺ ติ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลอาศยั สภาวธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลเกดิ ขน้ึ เพราะเหตปุ จั จยั
ภาคที่ ๓ - ๔ (เล่มท่ี ๔๒ - ๔๓) วา่ ด้วยธมั มานโุ ลมทกุ ปฏั ฐาน เปน็ ปฏั ฐานที่ ๒
ท่ีพระผู้มีพระภาคทรงอธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งหมวดธรรมแม่บทหมวดละ ๒ ข้อที่
เรยี กวา่ ทกุ มาตกิ า จำ� นวน ๑๐๐ ทกุ ะ มเี หตทุ กุ ะเปน็ ทกุ ะแรก โดยดำ� เนนิ ไปตามวาระและปจั จยั
เหมือนธมั มานโุ ลมตกิ ปฏั ฐาน
ภาคที่ ๕ (เลม่ ท่ี ๔๔) วา่ ด้วยปัฏฐานท่ี ๓ - ๖ เกิดจากการน�ำปัฏฐานที่ ๑ กบั ท่ี ๒
มาแสดงร่วมกันแบบสลับไปมาและแสดงร่วมกันเอง คือ (๓) ธัมมานุโลมทุกติกปัฏฐาน
(๔) ธัมมานุโลมติกทุกปัฏฐาน (๕) ธัมมานุโลมติกติกปัฏ-ฐาน (๖) ธัมมานุโลมทุกทุกปัฏฐาน
(ทั้ง ๖ ปฏั ฐานนเ้ี รียกวา่ ฝา่ ยอนโุ ลมนัย คอื นยั ที่ไมม่ กี ารปฏเิ สธ)
ภาคท่ี ๖ (เล่มที่ ๔๕) ว่าด้วยปัฏฐานท่ี ๗ - ๒๔ คือ (๗) ธัมมปัจจนียติกปัฏฐาน
(๘) ธัมมปัจจนียทุกปัฏฐาน (๙) ธัมมปัจจนียทุกติกปัฏฐาน (๑๐) ธัมมปัจจนียติกทุกปัฏฐาน
(๑๑) ธัมมปจั จนียตกิ ติกปัฏฐาน (๑๒) ธมั มปจั จนียทุกทกุ ปัฏฐาน ท้ัง ๖ ปฏั ฐานน้ีเรยี กว่า ฝ่าย
ปัจจนยี นยั คอื นัยทม่ี กี ารปฏเิ สธท้งั กัมมบทและกตั ตบุ ท เชน่ นกสุ ลํ ธมฺมํ ปฏจิ ฺจ นกสุ โล ธมฺโม
อุปฺปชชฺ ติ เหตปุ จฺจยา : สภาวธรรมท่ีไม่เป็นกุศลอาศยั สภาวธรรมท่ไี ม่เป็นกุศลเกิด ขน้ึ เพราะ
เหตุปัจจัย (๑๓) ธัมมานุโลมปัจจนียติกปัฏฐาน (๑๔) ธัมมานุโลปัจจนียทุกปัฏฐาน (๑๕)

338 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ธัมมานุโลมปัจจนียทุกติกปัฏฐาน (๑๖) ธัมมานุโลมปัจจนียติกทุกปัฏฐาน (๑๗) ธัมมานุโลม-
ปัจจนยี ตกิ ตกิ ปัฏฐาน (๑๘) ธมั มานุโลมปจั จนียทกุ ทุกปัฏฐาน ทัง้ ๖ ปฏั ฐานนเี้ กดิ จากนำ� ฝ่าย
ปัจจนยี นัยมาผสมกบั ฝา่ ยอนุโลมนัย (๑๙) ธัมมปัจจนียานุโลมตกิ ปฏั ฐาน (๒๐) ธมั มปจั จนียา-
นโุ ลมทกุ ปฏั ฐาน (๒๑) ธมั มปจั จนยี านโุ ลมทกุ ตกิ ปฏั ฐาน (๒๒) ธมั มปจั จนยี านโุ ลมตกิ ทกุ ปฏั ฐาน
(๒๓) ธัมมปัจจนียานุโลมตกิ ตกิ ปฏั ฐาน (๒๔) ธมั มปัจจนยี านโุ ลมทุกทกุ ปัฏฐาน

ท้ัง ๖ ปฏั ฐานนเี้ กิดจากน�ำฝา่ ยอนุโลมนยั มาผสมกับฝา่ ยปจั จนยี นัย

โครงสร้างของปฏั ฐาน

เมอื่ มองภาพรวมของปฏั ฐานทง้ั ๖ ภาค ดงั กลา่ วขา้ งตน้ จะเหน็ โครงสรา้ งของปฏั ฐานดงั น้ี

๑. อารัมภกถา
อารมั ภกถา ไดแ้ ก่ สว่ นทเี่ รยี กวา่ มาตกิ านกิ เขปวาร หรอื ปจั จยวภิ งั ควาร คอื สว่ นทท่ี รง

แสดงปจั จยั โดยสงั เขป แบ่งออกเปน็ ๒ นยั คอื
ก. ปัจจยุทเทส ไดแ้ ก่ นยั ทท่ี รงแสดงปัจจยั โดยระบเุ พยี งช่ือของปัจจัยแต่ละชนดิ คือ

๑. เหตปุ จั จัย ๒. อารมั มณปัจจยั
๓. อธิปติปจั จยั ๔. อนันตรปัจจยั
๕. สมนันตรปจั จยั ๖. สหชาตปจั จยั
๗. อัญญมญั ญปจั จัย ๘. นิสสยปจั จยั
๙. อุปนสิ สยปัจจยั ๑๐. ปเุ รชาตปจั จัย
๑๑. ปจั ฉาชาตปจั จัย ๑๒. อาเสวนปัจจยั
๑๓. กมั มปัจจยั ๑๔. วิปากปัจจยั
๑๕. อาหารปัจจัย ๑๖. อนิ ทรียปจั จยั
๑๗. ฌานปจั จัย ๑๘. มัคคปัจจยั
๑๙. สมั ปยตุ ตปจั จยั ๒๐. วิปปยุตตปัจจยั
๒๑. อัตถิปัจจัย ๒๒. นัตถิปัจจยั
๒๓. วิคตปัจจยั ๒๔. อวคิ ตปจั จัย

ข. ปัจจยนิทเทส ไดแ้ ก่ นยั ท่ีทรงจ�ำแนกปัจจัย (เหตุ) ปัจจยุปบนั (ผล) และปจั จยสัตติ
(อ�ำนาจหรือความสามารถของปัจจัยแต่ละชนิดท่ีเข้าช่วยอุปการะเกื้อกูลให้สภาวธรรมอ่ืน ๆ
สามารถด�ำรงอยู่ได้ หรอื สามารถเกดิ ขึ้นได)้ เช่น

เหตุปจฺจโยติ เหตู เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน
ปจจฺ โย.

เลม่ ที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔๐-๔๕ 339

เหตุปจั จัย ไดแ้ ก่ เหตุ เป็นปจั จัยแกส่ ภาวธรรมทส่ี ัมปยุตกับเหตแุ ละรูปทม่ี สี ภาวธรรม
อนั สัมปยุตกับเหตนุ ั้นเปน็ สมฏุ ฐานโดยเหตุปัจจยั

อารมฺมณปจฺจโยติ รูปายตนํ จกฺขุวิญฺาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ
อารมฺมณปจฺจเยน ปจจฺ โย ฯเปฯ

อารัมมณปัจจัย ได้แก่ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุและสภาวธรรม
อนั สัมปยุตกบั จักขวุ ิญญาณธาตนุ ั้นโดยอารมั มณปจั จัย ฯลฯ
๒. องคป์ ระกอบท่เี ป็นเน้ือหาของปฏั ฐาน

องคป์ ระกอบทเี่ ป็นเน้ือหาสาระของปัฏฐานแต่ละปัฏฐาน ไดแ้ ก่ ตกิ มาติกา ๒๒ หมวด
และทุกมาตกิ า ๑๐๐ หมวด ของคมั ภีรธ์ ัมมสังคณี เฉพาะทเ่ี ป็นอภธิ รรมมาตกิ า

ติกมาติกา คอื หมวดธรรมแม่บท หมวดละ ๓ ข้อ เชน่ กุสลตกิ ะ (หมวดสามวา่ ด้วย
กศุ ลธรรม เป็นตน้ ) ไดแ้ ก่ กุศลธรรม อกศุ ลธรรม และอพั ยากตธรรม เวทนาติกะ (หมวดสาม
แห่งเวทนา) ไดแ้ ก่ สขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา และอทกุ ขมสุขเวทนา

ส่วนทุกมาติกา คือ หมวดธรรมแม่บท หมวดละ ๒ ข้อ เช่น เหตุทุกะ (หมวดสอง
แหง่ เหต)ุ ไดแ้ ก่ เหตุธรรม (สภาวธรรมทเี่ ปน็ เหตุ) และนเหตุธรรม (สภาวธรรม ทีไ่ มเ่ ปน็ เหต)ุ
สเหตุกทุกะ (หมวดสองแห่งสเหตุกธรรม) ได้แก่ สเหตุกธรรม (สภาวธรรมท่ีมีเหตุ) และ
อเหตุกธรรม (สภาวธรรมท่ไี มม่ เี หตุ)

หมวดธรรมแม่บทดงั กลา่ วใช้เปน็ เคร่อื งกำ� หนดชอ่ื ของปฏั ฐาน ๖ หมวด ดงั นี้
๑. ปฏั ฐานทที่ รงแสดงโดยยดึ ตกิ มาตกิ าเป็นหลัก เรยี กวา่ ติกปัฏฐาน เช่น สยิ า กสุ ลํ
ธมมฺ ํ ปฏจิ ฺจ กสุ โล ธมโฺ ม อปุ ฺปชเฺ ชยฺย เหตุปจจฺ ยา : สภาวธรรมทเ่ี ป็นกศุ ลอาศยั สภาวธรรมทีเ่ ป็น
กุศลพงึ เกิดข้ึนเพราะเหตปุ ัจจัย ไดบ้ า้ งไหม
๒. ปฏั ฐานทีท่ รงแสดงโดยยดึ ทุกมาติกาเป็นหลกั เรยี กวา่ ทกุ ปัฏฐาน เชน่ สิยา เหตุ
ธมฺมํ ปฏจิ จฺ เหตุ ธมโฺ ม อปุ ปฺ ชฺเชยฺย เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมทเ่ี ปน็ เหตอุ าศยั สภาวธรรมทเี่ ป็น
เหตพุ งึ เกิดขึน้ เพราะเหตุปัจจยั ได้บา้ งไหม
๓. ปฏั ฐานทท่ี รงแสดงโดยนำ� ทกุ มาตกิ ามารวมเขา้ ในตกิ มาตกิ า เรยี กวา่ ทกุ ตกิ ปฏั ฐาน
เชน่ สยิ า เหตุ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ กสุ โล ธมโฺ ม อปุ ฺปชเฺ ชยยฺ เหตุปจจฺ ยา : สภาวธรรมทเ่ี ป็นกศุ ลอาศัย
สภาวธรรมทีเ่ ปน็ เหตุพึงเกิดข้ึน เพราะเหตปุ จั จัยได้บา้ งไหม
๔. ปฏั ฐานทที่ รงแสดงโดยนำ� ตกิ มาตกิ ามารวมเขา้ ในทกุ มาตกิ า เรยี กวา่ ตกิ ทกุ ปฏั ฐาน
เช่น สยิ า กสุ ลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ ฺจ เหตุ ธมโฺ ม อุปปฺ ชเฺ ชยยฺ เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมท่ีเป็นเหตอุ าศยั
สภาวธรรมทีเ่ ป็นกุศลพงึ เกดิ ขึน้ เพราะเหตปุ ัจจัยไดบ้ า้ งไหม

340 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๕. ปัฏฐานท่ีทรงแสดงโดยน�ำติกมาติกามารวมเข้าในติกมาติกาด้วยกัน เรียกว่า
ตกิ ตกิ ปัฏฐาน เช่น สยิ า กุสลํ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ ธมมฺ ํ ปฏจิ ฺจ กุสโล สุขาย เวทนาย
สมฺปยตุ ฺโต ธมฺโม อุปฺปชเฺ ชยยฺ เหตปุ จฺจยา : สภาวธรรมทีเ่ ปน็ กศุ ลซึง่ สัมปยตุ กับสขุ เวทนาอาศัย
สภาวธรรมท่ีเป็นกศุ ลซึ่งสัมปยตุ กับสุขเวทนาพงึ เกิดขน้ึ เพราะเหตุปจั จัยไดบ้ า้ งไหม

๖. ปัฏฐานท่ีทรงแสดงโดยน�ำทุกมาติกามารวมเข้าในทุกมาติกาด้วยกัน เรียกว่า
ทกุ ทุกปัฏฐาน เช่น สิยา เหตุํ สเหตกุ ํ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ เหตุ สเหตโุ ก ธมฺโมอุปปฺ ชเฺ ชยยฺ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมท่ีเป็นเหตุซ่ึงมีเหตุอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นเหตุซ่ึงมีเหตุพึงเกิดข้ึนเพราะเหตุปัจจัยได้
บา้ งไหม

๓. วธิ ีการของปัฏฐาน
วิธีด�ำเนินการของแต่ละปัฏฐาน ประกอบด้วย (๑) นัย ๔ นัย (๒) วาระ ๗ วาระ

(๓) วาระ (ของปัจจยสัตต)ิ ๔ วาระ
นยั ๔ นยั เปน็ ที่มาของปัฏฐาน ๒๔
พระผูม้ พี ระภาคทรงจ�ำแนกปัฏฐาน ๖ หมวด ข้างต้นด้วยนัย ๔ นัยตามล�ำดับ จงึ ได้

ปฏั ฐาน ๒๔ นัย ๔ นยั คอื
๑. ธัมมานุโลมนัย นัยที่ทรงแสดงหมวดธรรมแม่บทโดยอนุโลม คือ ไม่มีการปฏิเสธ

ดว้ ย นนิบาต เชน่ กสุ ลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ กุสโล ธมโฺ ม อุปปฺ ชชฺ ติ เหตุปจจฺ ยา : สภาวธรรมที่เป็นกศุ ล
อาศยั สภาวธรรมท่เี ป็นกศุ ล เกิดขน้ึ เพราะเหตุปจั จยั

๒. ธัมมปัจจนยี นัย นัยทที่ รงแสดงหมวดธรรมแม่บทโดยปจั จนยี ะหรอื ปจั จนีกะ คอื
มกี ารปฏเิ สธหมวดธรรมนนั้ ๆ ดว้ ย นนบิ าต ทง้ั บทประธานของประโยคทเี่ รียกว่า กัตตบุ ท และ
บทกรรมของประโยคที่เรียกว่า กัมมบท เช่น นกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ นกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ
เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมทไ่ี ม่เปน็ กศุ ลอาศยั สภาวธรรมทีไ่ มเ่ ป็นกุศลเกดิ ข้ึนเพราะเหตุปจั จยั

๓. ธมั มานโุ ลมปจั จนยี นยั นยั ทท่ี รงแสดงหมวดธรรมแมบ่ ทรว่ มกนั ระหวา่ งอนโุ ลมนยั
กับปัจจนียนัย โดยกัมมบทเป็น อนุโลมนัย กัตตุบทเป็นปัจจนียนัย จึงมีการปฏิเสธเฉพาะ
ทก่ี ตั ตบุ ท เชน่ กสุ ลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ นกสุ โล ธมโฺ ม อปุ ปฺ ชชฺ ติ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมที่ไม่เป็น
กศุ ลอาศยั สภาวธรรมที่เปน็ กศุ ลเกดิ ขนึ้ เพราะเหตุปัจจัย

๔. ธมั มปจั จนยี านโุ ลมนยั นยั ทที่ รงแสดงหมวดธรรมแมบ่ ทรว่ มกนั ระหวา่ งปจั จนยี นยั
กบั อนโุ ลมนยั โดยกตั ตบุ ทเปน็ อนโุ ลมนยั และกมั มบทเปน็ ปจั จนยี นยั จงึ มกี ารปฏเิ สธทก่ี มั มบท
เช่น นกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติเหตุปจฺจยา : สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัย
สภาวธรรมทีไ่ ม่เป็นกุศลเกิดข้นึ เพราะเหตุปจั จัย

เลม่ ที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔๐-๔๕ 341

ทรงนำ� นัยทั้ง ๔ นัยนีม้ าจำ� แนกปฏั ฐาน ๖ หมวด หมวดละ ๔ นยั ตามล�ำดบั ดงั น้ี
ตกิ ปัฏฐาน ๔ นยั เปน็ ติกปัฏฐาน ๔ หมวด คอื
๑. ธัมมานโุ ลมตกิ ปฏั ฐาน
๒. ธมั มปัจจนียตกิ ปัฏฐาน
๓. ธัมมานโุ ลมปัจจนยี ตกิ ปัฏฐาน
๔. ธัมมปจั จนียานุโลมติกปัฏฐาน
ทุกปัฏฐาน ๔ นยั เป็นทุกปัฏฐาน ๔ หมวด คือ
๑. ธมั มานโุ ลมทุกปัฏฐาน
๒. ธัมมปจั จนียทกุ ปัฏฐาน
๓. ธัมมานโุ ลมปัจจนยี ทุกปัฏฐาน
๔. ธมั มปัจจนียานุโลมทุกปฏั ฐาน
ทกุ ติกปัฏฐาน ๔ นยั เปน็ ทุกติกปัฏฐาน ๔ หมวด คือ
๑. ธมั มานโุ ลมทกุ ตกิ ปฏั ฐาน
๒. ธมั มปัจจนียทกุ ตกิ ปฏั ฐาน
๓. ธัมมานโุ ลมปัจจนียทุกตกิ ปัฏฐาน
๔. ธัมมปจั จนียานุโลมทุกติกปฏั ฐาน
ติกทกุ ปฏั ฐาน ๔ นัย เปน็ ตกิ ทกุ ปัฏฐาน ๔ หมวด คอื
๑. ธมั มานุโลมติกทกุ ปัฏฐาน
๒. ธมั มปัจจนยี ตกิ ทุกปัฏฐาน
๓. ธมั มานุโลมปัจจนียตกิ ทุกปัฏฐาน
๔. ธัมมปัจจนียานุโลมตกิ ทุกปัฏฐาน
ตกิ ตกิ ปัฏฐาน ๔ นยั เปน็ ตกิ ติกปัฏฐาน ๔ หมวด คอื
๑. ธัมมานุโลมตกิ ตกิ ปฏั ฐาน
๒. ธมั มปจั จนยี ติกติกปัฏฐาน
๓. ธัมมานโุ ลมปจั จนียตกิ ตกิ ปฏั ฐาน
๔. ธัมมปัจจนยี านโุ ลมติกตกิ ปฏั ฐาน
ทุกทกุ ปฏั ฐาน ๔ นัย เปน็ ทุกทุกปัฏฐาน ๔ หมวด คือ
๑. ธัมมานุโลมทุกทกุ ปฏั ฐาน
๒. ธมั มปจั จนียทุกทุกปฏั ฐาน
๓. ธมั มานุโลมปจั จนยี ทุกทุกปัฏฐาน
๔. ธมั มปัจจนยี านโุ ลมทุกทุกปัฏฐาน

342 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

วาระ ๗ วาระ คอื
๑. ปฏิจจวาร วาระที่ทรงยกสภาวธรรมท่ีเป็นเหตุเป็นผลกันข้ึนแสดงโดยใช้ ค�ำว่า
“ปฏจิ ฺจ (อาศัย)” เชน่ กุสลํ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมโฺ ม อปุ ฺปชชฺ ติ เหตปุ จฺจยา : สภาวธรรมท่เี ปน็
กศุ ลอาศัยสภาวธรรมทเ่ี ป็นกศุ ลเกิดขนึ้ เพราะเหตปุ ัจจยั
๒. สหชาตวาร วาระที่ทรงยกสภาวธรรมท่ีเป็นเหตุเป็นผลกันข้ึนแสดงโดยใช้ค�ำว่า
“สหชาต (เกดิ รว่ มกบั )” เชน่ กสุ ลํ ธมมฺ ํ สหชาโต กสุ โล ธมโฺ ม อปุ ปฺ ชชฺ ติ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรม
ทีเ่ ปน็ กุศลเกดิ รว่ มกบั สภาวธรรมทีเ่ ปน็ กศุ ลเกดิ ขึ้นเพราะเหตปุ จั จยั
๓. ปัจจยวาร วาระที่ทรงยกสภาวธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลกันข้ึนแสดงโดยใช้ค�ำว่า
“ปจจฺ ย (ทำ� ใหเ้ ปน็ ปจั จยั )” เชน่ กสุ ลํ ธมมฺ ํ ปจจฺ ยา กสุ โล ธมโฺ ม อปุ ปฺ ชชฺ ติ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรม
ทเ่ี ปน็ กุศลท�ำสภาวธรรมทีเ่ ป็นกศุ ลใหเ้ ป็นปัจจัยเกดิ ขึน้ เพราะเหตุปจั จัย
๔. นิสสยวาร วาระที่ทรงยกสภาวธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลกันขึ้นแสดงโดยใช้ค�ำว่า
“นิสฺสาย (องิ อาศัย)” เชน่ กุสลํ ธมมฺ ํ นิสฺสาย กุสโล ธมโฺ ม อปุ ฺปชชฺ ติ เหตุปจจฺ ยา : สภาวธรรม
ทเ่ี ปน็ กศุ ลอิงอาศยั สภาวธรรมทเ่ี ป็นกศุ ลเกดิ ขึ้นเพราะเหตุปจั จยั
๕. สังสัฏฐวาร วาระท่ีทรงยกสภาวธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลกันข้ึนแสดงโดยใช้ค�ำว่า
“สสํ ฏฐฺ (ระคนกบั )” เช่น กุสลํ ธมมฺ ํ สสํ ฏโฺ ฐ กุสโล ธมฺโม อุปปฺ ชฺ ชติ เหตปุ จฺจยา : สภาวธรรมท่ี
เป็นกุศลระคนกบั สภาวธรรมทเ่ี ป็นกศุ ลเกดิ ขึ้นเพราะเหตปุ ัจจยั
๖. สมั ปยตุ ตวาร วาระทีท่ รงยกสภาวธรรมท่เี ปน็ เหตเุ ปน็ ผลกนั ขึน้ แสดง โดยใช้คำ� วา่
“สมฺปยุตฺต (สัมปยุต)” เช่น กุสลํ ธมฺมํ สมฺปยุตฺโต กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมท่ีเปน็ กศุ ลสมั ปยตุ กับสภาวธรรมทเี่ ป็นกุศลเกดิ ข้ึนเพราะเหตุปัจจัย
๗. ปัญหาวาร วาระท่ีทรงยกปัญหา ๔๙ ขอ้ ในปจุ ฉาวารขึน้ แสดง เชน่ กุสโล ธมโฺ ม
กสุ ลสสฺ ธมมฺ สสฺ เหตปุ จจฺ เยน ปจจฺ โย : สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลเปน็ ปจั จยั แกส่ ภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ล
โดยเหตุปัจจยั
ในวาระที่ ๑ - ๖ มบี ทที่แสดงองคธ์ รรม ๒ บท คือ
๑. กัมมบท (บทที่เป็นกรรมหรือกรรมการกในประโยค คือ กุสลํ ธมฺมํ ในตัวอย่าง
ขา้ งต้น) แสดงถึงปจั จยธรรม (องค์ธรรมทเี่ ปน็ สว่ นปจั จัยหรอื เหต)ุ
๒. กตั ตุบท (บททเี่ ปน็ ประธานหรอื กัตตุการกในประโยค คือ กสุ โล ธมฺโม ในตัวอยา่ ง
ขา้ งตน้ ) แสดงถึงปจั จยปุ ปนั นธรรม (องคธ์ รรมท่ีเป็นสว่ นผล)
สว่ นในปญั หาวารมีบททแ่ี สดงองค์ธรรม ๒ บทต่างออกไป คอื
๑. กัตตุบท แสดงถึงปัจจยธรรม
๒. สัมปทานบท (บททีเ่ ป็นสัมปทานการกในประโยค คอื กุสลสสฺ ธมฺมสสฺ ในตวั อยา่ ง
ข้างตน้ ) แสดงถึงปัจจยุปปนั นธรรม

เล่มท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๔๐-๔๕ 343

กล่าวอีกนยั หนง่ึ ในวาระท่ี ๑-๖ ทรงยกสภาวธรรมท่เี ป็นผล (ปัจจยุปปนั นธรรม) ขึน้
แสดงเปน็ ประธาน (กตั ตบุ ท) เพ่ือแสดงว่า ผลน้นั ๆ เกดิ จากเหตหุ รือปัจจัยอะไร ส่วนในปัญหา
วารทรงยกสภาวธรรมทเี่ ปน็ เหตขุ นึ้ แสดงเปน็ ประธาน เพอื่ แสดงวา่ เหตนุ นั้ ๆ ใหเ้ กดิ ผลอะไรบา้ ง

วาระแหง่ ปัจจยสัตติ ๔ วาระ คือ
๑. ปัจจยานุโลมวาร วาระวา่ ด้วยปจั จัยฝ่ายอนโุ ลมทไี่ มม่ ีการปฏิเสธ เช่น สยิ า กุสลํ
ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ กุสโล ธมโฺ ม อุปปฺ ชฺเชยยฺ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมท่เี ปน็ กศุ ลอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็น
กุศลพึงเกดิ ขน้ึ เพราะเหตุปัจจัย ไดบ้ ้างไหม
๒. ปจั จยปจั จนยี วาร วาระวา่ ดว้ ยปจั จยั ฝา่ ยปจั จนยี ะหรอื ปจั จนกี ะทมี่ กี ารปฏเิ สธ เชน่
สยิ า กุสลํ ธมฺมํ ปฏจิ จฺ กุสโล ธมโฺ ม อุปฺปชฺเชยยฺ นเหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมที่เปน็ กุศลอาศยั
สภาวธรรมท่เี ป็นกุศลพงึ เกิดขึ้นเพราะนเหตปุ ัจจยั ไดบ้ า้ งไหม
๓. ปจั จยานโุ ลมปัจจนียวาร วาระว่าดว้ ยปัจจยั ฝา่ ยอนุโลมผสมกบั ฝา่ ยปัจจนกี ะ เช่น
สิยา กุสลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ กสุ โล ธมฺโม อปุ ปฺ ชฺเชยฺย นเหตุปจฺจยา นอารมฺมณปจจฺ ยา : สภาวธรรม
ที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรม ที่เป็นกุศลพึงเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัยเพราะนอารัมมณปัจจัยได้
บ้างไหม
๔. ปัจจยปัจจนียานุโลมวาร วาระว่าด้วยปัจจัยฝ่ายปัจจนีกะผสมกับฝ่ายอนุโลม
เชน่ สยิ า กสุ ลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ กสุ โล ธมโฺ ม อปุ ปฺ ชเฺ ชยยฺ นเหตปุ จจฺ ยา อารมมฺ ณปจจฺ ยา : สภาวธรรม
ที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรม ที่เป็นกุศลพึงเกิดข้ึนเพราะนเหตุปัจจัย เพราะอารัมมณปัจจัย
ไดบ้ ้างไหม
อน่งึ ควรทราบวา่ การยกปัจจยั ขน้ึ อ้างนี้ เร่มิ ยกทีละ ๑ ปจั จยั (ทเ่ี รยี กว่า เอกมลู กะ)
ดังตวั อย่างข้างตน้ ต่อไปยกทลี ะ ๒ ปจั จยั (ทุมูลกะ) ๓ ปจั จยั (ติมูลกะ) ๔ ปจั จัย (จตมุ ลู กะ)
๕ ปัจจยั (ปัญจมลู กะ) และท้งั หมด (สพั พมูลกะ) แลว้ แตก่ รณีน้ัน ๆ
เม่ือน�ำส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างดังกล่าวมาสร้างเป็นประโยคบาลี เพื่อแสดงปัฏฐาน
ต่าง ๆ จะได้ประโยคบาลที ี่มีองคป์ ระกอบ ๔ ประการ คือ
๑. ปัจจยธรรม คอื สภาวธรรมทีเ่ ปน็ ส่วนปจั จยั หรอื เหตุ
๒. ปัจจยุปปนั นธรรม คอื สภาวธรรมทเ่ี ป็นส่วนผล
๓. ปัจจยสัตตธิ รรม คือ สภาวธรรมทีเ่ ปน็ ส่วนสัตติของปัจจัย
๔. ปัจจนีกธรรม คอื สภาวธรรมสว่ นทไี่ ม่เป็นปจั จยุปปันนธรรม
ซง่ึ แสดงไว้ดว้ ยปจั จยั นน้ั ๆ
ตัวอย่างประโยคบาลขี องธัมมานโุ ลมติกปฏั ฐาน ปฏิจจวาร เหตุปจั จัย มดี ังน้ี
กุสลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ ฺจ กสุ โล ธมโฺ ม อปุ ฺปชฺชติ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมท่เี ป็นกุศล อาศัย
สภาวธรรมทีเ่ ปน็ กุศลเกดิ ขึ้นเพราะเหตปุ ัจจยั

344 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

ค�ำว่า กุสลํ ธมมฺ ํ เปน็ คำ� ทแี่ สดงปัจจยธรรม
ค�ำว่า กุสโล ธมฺโม เป็นคำ� ทแี่ สดงปัจจยุปปันนธรรม
คำ� วา่ เหตปุ จฺจยา เปน็ ค�ำทแ่ี สดงปัจจยสตั ติธรรม
สว่ นปัจจนีกธรรมในประโยคน้ี ได้แก่ สภาวธรรมอ่นื ๆ ทไี่ มเ่ ป็น กสุ โล ธมฺโม ซึ่งอาจ
เป็น อกสุ โล ธมฺโม หรือ อพยฺ ากโต ธมฺโม ก็ได้

ล�ำดบั การแสดงปัฏฐาน

พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงปัฏฐานแต่ละหมวดไปตามล�ำดับข้ันตอนใหญ่ ๆ ๒ ข้ันตอน
คอื (๑) ปุจฉาวาร (๒) วสิ ชั นาวาร แตล่ ะวาระประกอบดว้ ย (๑) มาติกา (๒) นัยแหง่ ธรรม ๔ นัย
(๓) วาระ ๗ วาระ (๔) วาระแหง่ ปจั จยสตั ติ ๔ วาระ ดงั กล่าวไว้ในโครงสรา้ งของปัฏฐาน

๑. ปจุ ฉาวาร

ปุจฉาวาร คือ วาระท่ีทรงแสดงวธิ ีต้งั คำ� ถาม โดยทรงยกตกิ มาติกา มีกสุ ลติกะ เป็นตกิ ะ
แรก และทุกมาติกา มเี หตุทุกะเป็นทุกะแรก ข้นึ ตงั้ เป็นกัมมบท และกตั ตุบท เพื่อแสดงความ
สมั พนั ธโ์ ดยความเปน็ เหตเุ ปน็ ผลของกนั และกนั ซงึ่ มวี าระ ๗ วาระ เชน่ ปฏจิ จวาร เปน็ ตวั เชอ่ื ม
และอ้างสัตติแห่งปัจจัยแต่ละชนิด มีเหตุปัจจัยเป็นปัจจัยแรก ในฐานะเป็นตัวช่วยอุปการะให้
เปน็ เชน่ นนั้

ตวั อย่างวธิ ีตั้งค�ำถาม

สว่ นประกอบของตวั อยา่ งวิธตี ั้งคำ� ถาม
๑. ใช้ ธมั มานโุ ลมติกปฏั ฐาน (ปัฏฐานที่ ๑)
๒. ยก กสุ ลตกิ ะ (ติกะท่ี ๑ ของตกิ มาตกิ า) เป็นกัมมบท และกัตตุบท
กุสลติกะ มี ๗ บท คือ
๑. กสุ ลบท ๒. อกุสลบท
๓. อัพยากตบท ๔. กุสลาพยากตบท
๕. อกุสลาพยากตบท ๖. กสุ ลากุสลบท
๗. กสุ ลากุสลาพยากตบท
แต่ในทน่ี จ้ี ะยกมาแสดงเพียง ๔ บทแรก
๓. แสดงความสมั พันธร์ ะหว่างกมั มบทกบั กตั ตบุ ทโดยปฏจิ จวาร
๔. อ้างเหตุปัจจัยของปัจจยานุโลมวาร สุทธนัยหรือเอกมูลกนัย (ใช้ปัจจัยตัวเดียว
ตลอด)

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔๐-๔๕ 345

คำ� ถามทีไ่ ดจ้ ากทรงยกกุสลบทขึ้นต้งั เป็นกัมมบท
๑. สยิ า กสุ ลํ ธมฺมํ ปฏจิ จฺ กสุ โล ธมฺโม อุปฺปชฺเชยยฺ เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ล
อาศัยสภาวธรรมทเ่ี ปน็ กุศลพงึ เกิดขนึ้ เพราะเหตปุ จั จยั ไดบ้ ้างไหม
๒. สิยา กุสลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ ฺจ อกุสโล ธมโฺ ม อปุ ฺปชเฺ ชยฺย เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมท่เี ปน็
อกุศลอาศยั สภาวธรรมท่ีเปน็ กศุ ลพึงเกดิ ข้นึ เพราะเหตปุ จั จยั ไดบ้ า้ งไหม
๓. สยิ า กุสลํ ธมมฺ ํ ปฏิจจฺ อพยฺ ากโต ธมฺโม อปุ ปฺ ชเฺ ชยยฺ เหตปุ จฺจยา : สภาวธรรมทเ่ี ป็น
อพั ยากฤตอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นกศุ ลพงึ เกิดขน้ึ เพราะเหตุปัจจยั ได้บา้ งไหม
๔. สิยา กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺเชยฺยุ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมท่ีเป็นกุศลและท่ีเป็นอัพยากฤต อาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นกุศลพึงเกิดข้ึนเพราะเหตุ
ปจั จยั ได้บา้ งไหม
๕. สยิ า กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกสุ โล จ อพยฺ ากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺเชยยฺ ุ เหตปุ จจฺ ยา :
สภาวธรรมท่ีเป็นอกุศลและท่ีเป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นกุศลพึงเกิดข้ึนเพราะ
เหตปุ ัจจยั ไดบ้ ้างไหม
๖. สิยา กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อกุสโล จ ธมฺมา อุปฺปชฺเชยฺยุ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลและทเ่ี ปน็ อกศุ ลอาศยั สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลพงึ เกดิ ขนึ้ เพราะเหตปุ จั จยั ได้
บ้างไหม
๗. สยิ า กสุ ลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ กสุ โล จ อกสุ โล จ อพยฺ ากโต จ ธมมฺ า อปุ ปฺ ชเฺ ชยยฺ ุ เหตปุ จจฺ ยา :
สภาวธรรมที่เปน็ กุศล ท่ีเปน็ อกุศล และที่เปน็ อพั ยากฤต อาศัยสภาวธรรมทีเ่ ปน็ กศุ ลพึงเกดิ ขน้ึ
เพราะเหตปุ จั จยั ได้บา้ งไหม

ค�ำถามที่ได้จากทรงยกอกุสลบทขน้ึ ตง้ั เปน็ กมั มบท
๑. สิยา อกุสลํ ธมฺมํ ปฏจิ จฺ กุสโล ธมฺโม อุปปฺ ชฺเชยฺย เหตุปจฺจยา สภาวธรรมท่เี ป็นกุศล
อาศยั สภาวธรรมที่เปน็ อกุศลพงึ เกิดข้นึ เพราะเหตปุ ัจจยั ได้บ้างไหม
๒. สิยา อกุสลํ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ อกสุ โล ธมโฺ ม อปุ ปฺ ชเฺ ชยยฺ เหตุปจจฺ ยา : สภาวธรรมทีเ่ ป็น
อกุศลอาศัยสภาวธรรมทีเ่ ปน็ อกศุ ลพึงเกดิ ข้นึ เพราะเหตุปัจจยั ได้บ้างไหม
๓. สยิ า อกสุ ลํ ธมฺมํ ปฏจิ จฺ อพยฺ ากโต ธมฺโม อุปฺปชฺเชยฺย เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมท่ี
เปน็ อพั ยากฤตอาศยั สภาวธรรมที่เปน็ อกศุ ลพึงเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจยั ได้บ้างไหม
๔. สยิ า อกุสลํ ธมฺมํ ปฏจิ ฺจ กสุ โล จ อพยฺ ากโต จ ธมมฺ า อุปปฺ ชฺเชยยฺ ุ เหตปุ จจฺ ยา :
สภาวธรรมท่ีเป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นอกุศลพึงเกิดข้ึนเพราะเหตุ
ปจั จยั ได้บ้างไหม

346 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๕. สิยา อกุสลํ ธมฺมํ ปฏจิ ฺจ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมมฺ า อปุ ปฺ ชฺเชยฺยุ เหตุปจจฺ ยา :
สภาวธรรมท่ีเป็นอกุศลและที่เป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลพึงเกิดขึ้นเพราะเหตุ
ปจั จยั ได้บา้ งไหม

๖. สิยา อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อกุสโล จ ธมฺมา อุปฺปชฺเชยฺยุ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นอกุศลพึงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ได้บา้ งไหม

๗. สยิ า อกสุ ลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ กสุ โล จ อกสุ โล จ อพยฺ ากโต จ ธมมฺ า อปุ ปฺ ชเฺ ชยยฺ ุ เหตปุ จจฺ ยา
: สภาวธรรมทเี่ ปน็ กุศล ท่เี ป็นอกศุ ล และ ทเี่ ปน็ อัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมทเี่ ป็นอกศุ ลพึงเกดิ
ขน้ึ เพราะเหตปุ จั จยั ได้บา้ งไหม

คำ� ถามที่ได้จากทรงยกอพั ยากตบทขนึ้ ตั้งเป็นกัมมบท
๑. สยิ า อพฺยากตํ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ กสุ โล ธมฺโม อุปปฺ ชฺเชยยฺ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมท่ีเปน็
กศุ ลอาศยั สภาวธรรมทีเ่ ป็นอัพยากฤตพงึ เกิดขน้ึ เพราะเหตุปจั จยั ไดบ้ ้างไหม
๒. สยิ า อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏจิ จฺ อกสุ โล ธมฺโม อุปฺปชเฺ ชยยฺ เหตปุ จฺจยา : สภาวธรรมท่ี
เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตพึงเกดิ ข้ึนเพราะเหตปุ ัจจยั ไดบ้ ้างไหม
๓. สิยา อพยฺ ากตํ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ อพยฺ ากโต ธมฺโม อปุ ปฺ ชฺเชยยฺ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรม
ท่ีเป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมทเ่ี ป็นอพั ยากฤตพงึ เกดิ ข้ึนเพราะเหตุปจั จยั ได้บ้างไหม
๔. สิยา อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อปุ ปฺ ชฺเชยฺยุ เหตปุ จจฺ ยา :
สภาวธรรมที่เป็นกุศลและท่ีเป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นอัพยากฤตพึงเกิดข้ึนเพราะ
เหตปุ จั จยั ไดบ้ ้างไหม
๕. สิยา อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏจิ จฺ อกุสโล จ อพยฺ ากโต จ ธมฺมา อปุ ปฺ ชฺเชยฺยุ เหตปุ จฺจยา
: สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อกศุ ลและทเ่ี ปน็ อพั ยากฤตอาศยั สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อพั ยากฤตพงึ เกดิ ขนึ้ เพราะ
เหตุปัจจัยไดบ้ ้างไหม
๖. สิยา อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กสุ โล จ อกสุ โล จ ธมฺมา อปุ ปฺ ชฺเชยยฺ ุ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตพึงเกิดข้ึนเพราะ
เหตปุ จั จยั ได้บ้างไหม
๗. สยิ า อพฺยากตํ ธมฺมํ ปฏจิ ฺจ กสุ โล จ อกุสโล จ อพยฺ ากโต จ ธมมฺ า อุปปฺ ชฺเชยฺยุ
เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมทเี่ ป็นกุศล ที่เป็นอกุศล และทีเ่ ปน็ อพั ยากฤตอาศยั สภาวธรรมทเ่ี ปน็
อพั ยากฤตพงึ เกดิ ข้นึ เพราะเหตุปจั จัยไดบ้ า้ งไหม

เลม่ ท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๔๐-๔๕ 347

คำ� ถามทไี่ ดจ้ ากทรงยกกุสลาพยากตบทขนึ้ ตงั้ เปน็ กมั มบท
๑. สิยา กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺเชยฺย เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลอาศยั สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลและทเี่ ปน็ อพั ยากฤตพงึ เกดิ ขน้ึ เพราะเหตปุ จั จยั
ได้บา้ งไหม
๒. สิยา กสุ ลญฺจ อพยฺ ากตญจฺ ธมฺมํ ปฏิจจฺ อกุสโล ธมโฺ ม อุปฺปชฺเชยยฺ เหตุปจจฺ ยา :
สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรม ที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตพึงเกิดข้ึนเพราะเหตุ
ปัจจยั ได้บา้ งไหม
๓. สยิ า กุสลญจฺ อพฺยากตญฺจ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมโฺ ม อุปฺปชฺเชยฺย เหตปุ จฺจยา :
สภาวธรรมท่ีเป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตพึงเกิดขึ้นเพราะ
เหตปุ จั จยั ได้บ้างไหม
๔. สิยา กสุ ลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมมฺ า อปุ ปฺ ชฺเชยฺยุ
เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมที่เป็นกุศลและท่ีเป็นอัพยากฤตอาศัย สภาวธรรมที่เป็นกุศลและ
ทีเ่ ป็นอัพยากฤตพงึ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยไดบ้ า้ งไหม
๕. สิยา กสุ ลญฺจ อพยฺ ากตญจฺ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมมฺ า อุปฺปชฺเชยยฺ ุ
เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมทเี่ ปน็ อกศุ ลและทเี่ ปน็ อพั ยากฤตอาศยั สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลและทเี่ ปน็
อพั ยากฤตพึงเกดิ ขึ้นเพราะเหตปุ จั จัยได้บา้ งไหม
๖. สิยา กุสลญฺจ อพฺยากตญฺจ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อกุสโล จ ธมฺมา อุปฺปชฺเชยฺยุ
เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมท่ีเป็นกุศลและที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นกุศลและท่ีเป็น
อพั ยากฤตพึงเกดิ ข้นึ เพราะเหตุปจั จัยไดบ้ ้างไหม
๗. สิยา กุสลญจฺ อพฺยากตญฺจ ธมมฺ ํ ปฏิจจฺ กุสโล จ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา
อุปฺปชฺเชยฺยุ เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมท่ีเป็นกุศล ที่เป็นอกุศล และที่เป็นอัพยากฤตอาศัย
สภาวธรรมทีเ่ ปน็ กุศล และท่เี ป็นอัพยากฤตพงึ เกิดขึ้นเพราะเหตุปจั จัยไดบ้ ้างไหม
ค�ำถามข้างต้นท่ียกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างน้ันเกิดจากยกกุสลติกะเพียง ๔ บท
ข้ึนตั้งเป็นกัมมบท ถ้ายกอีก ๓ บทท่ีเหลือ คือ อกุสลาพยากตบท กุสลากุสลบท และกุสลา
กุสลาพยากตบทข้ึนต้ังเป็นกัมมบทต้ังค�ำถามในท�ำนองเดียวกับ ๔ บทแรก ก็จะได้ค�ำถาม
อกี ๓ ชดุ ชุดละ ๗ คำ� ถาม รวมทั้ง ๗ ชดุ เป็น ๔๙ ค�ำถาม
ค�ำถามทั้ง ๔๙ คำ� ถามน้ีเกดิ จากอ้างเหตุปัจจัยเท่าน้นั ถา้ นำ� ปัจจยั อกี ๒๓ ตัว มาอา้ ง
หมุนเวียนกันไปในท�ำนองเดียวกับเหตุปัจจัย ก็จะได้ค�ำถามอีก ๒๓ ชุด ชุดละ ๔๙ ค�ำถาม
รวมท้งั หมดเป็น ๑,๑๗๖ คำ� ถาม และจบเอกมูลกนยั หรือสุทธนัย (นยั ท่ีอ้างปัจจยั ทีละ ๑ ตัว)
ตอ่ ไปอา้ งปจั จัยนยั ท่ี ๒ คือ ทมุ ลู กนัย ได้แก่ นยั ท่อี า้ งปจั จัยทลี ะ ๒ ตัว โดยใหป้ จั จัย
ตัว ๑ เปน็ ตวั ตัง้ ใหป้ ัจจัยท่ีเหลอื ๒๓ ตวั เป็นตวั ตามทีละตัวจนครบ ๒๓ ตวั เช่น ใหเ้ หตปุ ัจจัย

348 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

เป็นตัวตั้งให้อารัมมณปัจจัยเป็นตัวตาม จนครบ ๑ รอบ จบกุสลติกะ ๗ บท ได้ค�ำถาม
๔๙ คำ� ถาม แลว้ เปล่ยี นตวั ตั้งเปน็ อารมั มณปจั จัย ให้เหตุปัจจยั เปน็ ตัวตาม จนได้ ๑ รอบ ๔๙
ค�ำถาม แล้วเปลี่ยนคู่ใหม่เป็นอารัมมณปัจจัยกับอธิปติปัจจัย และเปลี่ยนอย่างนี้เร่ือยไป
จนครบทั้ง ๒๔ ปจั จยั จนจบทมุ ลู กนยั ก็ไดค้ ำ� ถามเพ่มิ ขึ้นรอบละ ๔๙ ค�ำถาม

จากนน้ั ยกปจั จัยตมิ ลู กนัย (นยั ทีอ่ า้ งปัจจัยทีละ ๓ ตวั ) ข้ึนอ้าง ในทำ� นองเดียวกับ ทุมลู
กนยั จบแลว้ เปลยี่ นเปน็ จตมุ ูลกนัย (นัยทอ่ี ้างปัจจัยทีละ ๔ ตัว) ปัญจมูลกนัย (นัยทีอ่ า้ งปัจจยั
ทีละ ๕ ตัว) และสัพพมูลกนัย (นัยที่อ้างปัจจัยทั้งหมด) เหมือนกับทุมูลกนัย ก็จะมีค�ำถาม
เพ่มิ มากขนึ้ ตามล�ำดบั

เมอ่ื ตงั้ คำ� ถามในปจั จยานโุ ลมวารครบทกุ ปจั จยั แลว้ ตอ่ ไปกต็ งั้ คำ� ถามในปจั จยปจั จนยี วาร
ในปัจจยานุโลมปัจจนียวาร และในปัจจยปัจจนียานุโลมวาร ก็เป็นอันจบการต้ังค�ำถามใน
ธมั มานโุ ลมตกิ ปฏั ฐานเฉพาะปฏิจจวาร

ตอ่ ไปเปลย่ี นเปน็ สหชาตวาร ปจั จยวาร นสิ สยวาร สงั สฏั ฐวาร สมั ปยตุ ตวาร และปญั หาวาร
ตามล�ำดับ โดยด�ำเนินการในท�ำนองเดียวกันกับปฏิจจวารทุกประการ ก็จะได้ค�ำถามเพ่ิมขึ้น
อกี ๖ ชดุ ชดุ ละเทา่ กบั ชดุ แรก คอื ปฏจิ จวาร จงึ จบธมั มานโุ ลมตกิ ปฏั ฐานเฉพาะกสุ ลตกิ ะเทา่ นนั้
(ติกมาตกิ าอีก ๒๑ ตกิ ะกป็ ฏบิ ตั ิอยา่ งนจี้ งึ จะจบธัมมานโุ ลมติกปัฏฐานบริบรู ณ์)

ในปฏั ฐานทเี่ หลอื กม็ วี ธิ ตี งั้ คำ� ถามในทำ� นองเดยี วกนั ตา่ งแตใ่ นทกุ ปฏั ฐาน ตอ้ งยกบทใน
ทกุ มาตกิ า ๑๐๐ ทุกะ มเี หตุทุกะ เปน็ ต้น ขนึ้ เปน็ กมั มบทเท่าน้นั พระอรรถกถาจารยก์ ลา่ ววา่
เม่ือต้งั คำ� ถามโดยวธิ ีดงั กล่าวมาจนครบทง้ั ๖ ปฏั ฐาน จะไดค้ ำ� ถามถึง ๔๐๔,๙๔๘,๕๓๓,๒๔๘
คำ� ถาม แต่ในคัมภรี ป์ ฏั ฐานแสดงไวเ้ พยี งคำ� ถามตัวอย่างท่ีจำ� เป็นเทา่ นั้น เพราะเมอ่ื เขา้ ใจวธิ ตี ง้ั
ค�ำถามแลว้ ผ้อู า่ นสามารถตั้งคำ� ถามให้กว้างขวางขน้ึ ได้เอง

๒. วิสชั นาวาร

วิสัชนาวาร คือ วาระทท่ี รงแสดงวิธตี อบค�ำถาม โดยทรงดำ� เนนิ การในท�ำนองเดยี วกับ
วธิ ตี ง้ั คำ� ถาม แตท่ รงยกสภาวธรรมในมาตกิ าทง้ั สองเทา่ ทจี่ ะเปน็ คำ� ตอบได้ ขนึ้ ตง้ั เปน็ คำ� ตอบไป
ตามล�ำดบั

วสิ ัชนาวาร แบง่ ออกเปน็ ๒ วาระ คือ
๑. วิภังควาร ไดแ้ ก่ วาระจ�ำแนกสภาวธรรมทย่ี กขน้ึ ตอบ โดยความเปน็ องคธ์ รรม
๒. สังขยาวาร ได้แก่ วาระนับจ�ำนวนค�ำตอบของแต่ละปัจจัย อน่ึง ค�ำตอบแต่ละ
คำ� ประกอบด้วยส่วน ๒ ส่วน คอื
๑. บาลีวธิ ี ไดแ้ ก่ การแสดงปจั จยธรรม และปัจจยุปปันนธรรมโดยภาพรวม

เล่มท่ี ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔๐-๔๕ 349

๒. บาลีอนวุ าทะ ไดแ้ ก่ การแสดงปจั จยธรรม และปัจจยุปปนั นธรรมโดยแจกแจง
เปน็ สว่ น ๆ

ตวั อยา่ งวิธแี สดงค�ำตอบ

องค์ประกอบของตัวอย่างวิธีแสดงคำ� ตอบ ใช้อย่างเดียวกับองค์ประกอบของตัวอย่าง
วธิ ตี ้ังคำ� ถาม ตา่ งกันแต่กสุ ลติกะทย่ี กขนึ้ ต้ังเป็นกัมมบทนน้ั ในวสิ ัชนาวาร ยกเพยี ง ๕ บท คอื
(๑) กุสลบท (๒) อกุสลบท (๓) อัพยากตบท (๔) กุสลาพยากตบท (๕) อกุสลาพยากตบท
สว่ นอีก ๒ บทไม่มคี ำ� ตอบ เพราะ สภาวธรรมใน ๒ บทนน้ั ไม่สามารถเกดิ รว่ มกันได้
คำ� ตอบทไ่ี ด้จากทรงยกกุสลบทขึ้นตงั้ เป็นกมั มบท
๑. บาลวี ิธ ี กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา :

สภาวธรรมที่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมท่ีเป็นกุศลเกิดขึ้น
เพราะเหตุปัจจยั
บาลีอนุวาทะ กสุ ลํ เอกํ ขนธฺ ํ ปฏจิ จฺ ตโย ขนธฺ า, ตโย ขนเฺ ธ ปฏจิ จฺ เอโก ขนโฺ ธ,
เทฺว ขนเฺ ธ ปฏิจฺจ เทวฺ ขนธฺ า : ขนั ธ์ ๓ อาศัยขนั ธ์ ๑ ทเี่ ปน็
กุศลเกิดข้ึน ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ อาศัย
ขนั ธ์ ๒ เกิดขนึ้
อธบิ าย ขนั ธใ์ นทนี่ ี้ หมายถงึ นามขนั ธท์ เี่ ปน็ กศุ ล ไดแ้ ก่ กศุ ลจติ ๒๑ และกศุ ลเจตสกิ ๓๘
ทง้ั ทเี่ ปน็ ปจั จยธรรมและปจั จยุปปนั นธรรม
๒. บาลวี ิธี กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมท่ีเป็นอัพยากฤตอาศัยสภาวธรรม ที่เป็นกุศลเกิด
ข้นึ เพราะเหตปุ จั จยั บาลอี นุวาทะ กุสเล ขนฺเธ ปฏิจฺจจิตฺต-
สมุฏฺานํ รูปํ : จิตตสมุฏฐานรูป (จิตตชรูปที่เป็นกุศล ๑๗)
อาศยั ขันธ์ทง้ั หลายทเี่ ป็นกุศลเกดิ ขน้ึ
อธิบาย ขันธ์ท้ังหลาย หมายถึง นามขันธ์ ๔ ท่ีเป็นกุศล ในที่น้ีทรงแสดงว่า
จติ ตชรปู ๑๗ เกิดจากกศุ ลจิต ๒๑ และกศุ ลเจตสิก ๓๘
๓. บาลีวธิ ี กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อพฺยากโต จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ
เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมท่ีเป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤต
อาศัยสภาวธรรมท่ีเปน็ กุศลเกิดขึน้ เพราะเหตุปัจจยั
บาลีอนุวาทะ กสุ ลํ เอกํ ขนธฺ ํ ปฏจิ จฺ ตโย ขนธฺ า จติ ตฺ สมฏุ ฺานญฺจ รปู ,ํ ตโย
ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ, เทฺว ขนฺเธ
ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺานญฺจ รูปํ : ขันธ์ ๓ และ

350 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

จิตตสมฏุ ฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ทเี่ ปน็ กศุ ลเกิดขน้ึ ขนั ธ์ ๑ และ
จิตตสมุฏฐานรูปอาศัย ขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และ
จติ ตสมฏุ ฐานรปู อาศยั ขนั ธ์ ๒ เกดิ ขึน้
อธิบาย ในที่น้ีทรงแสดงว่า กุศลจิต ๒๑ กุศลเจตสิก ๓๘ และกุศลจิตตชรูป ๑๗
เกิดรว่ มกบั กุศลธรรมท่เี หลือเพราะเหตุปัจจยั
คำ� ตอบท่ไี ดจ้ ากทรงยกอกุสลบทขนึ้ ตั้งเปน็ กัมมบท
๑. บาลีวิธ ี อกุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา :
สภาวธรรมที่เป็นอกุศลอาศัยสภาวธรรมที่เป็นอกุศลเกิดข้ึน
เพราะเหตปุ จั จยั
บาลอี นุวาทะ อกสุ ลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจจฺ ตโย ขนธฺ า, ตโย ขนเฺ ธ ปฏจิ จฺ เอโก
ขนโฺ ธ, เทฺว ขนฺเธ ปฏิจฺจ เทวฺ ขนธฺ า : ขนั ธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑
ที่เป็นอกุศลเกิดข้ึน ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒
อาศยั ขันธ์ ๒ เกดิ ข้ึน
อธิบาย ขันธใ์ นทน่ี ี้ หมายถงึ นามขนั ธ์ท่เี ป็นอกุศล คือ อกศุ ลจติ และอกศุ ลเจตสิก
๒. บาลวี ิธี อกสุ ลํ ธมฺมํ ปฏจิ จฺ อพฺยากโต ธมโฺ ม อปุ ปฺ ชชฺ ติ เหตุปจจฺ ยา :
สภาวธรรมทีเ่ ปน็ อัพยากฤตอาศัยสภาวธรรม ทีเ่ ปน็ อกุศลเกิด
ขน้ึ เพราะเหตุปัจจยั
บาลอี นวุ าทะ อกสุ เล ขนเฺ ธ ปฏจิ จฺ จติ ตฺ สมฏุ ฐฺ านํ รปู ํ : จติ ตสมฏุ ฐานรปู อาศยั
ขนั ธ์ท้ังหลายทีเ่ ปน็ อกศุ ลเกดิ ขน้ึ
๓. บาลวี ิธี อกสุ ลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุสโล จ อพฺยากโต จ ธมมฺ า อปุ ฺปชฺชนตฺ ิ
เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อกศุ ลและทเ่ี ปน็ อพั ยากฤตอาศยั
สภาวธรรมท่เี ป็นอกุศลเกิดข้นึ เพราะเหตปุ จั จยั
บาลอี นวุ าทะ อกุสลํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา จิตตฺ สมฏุ ฺฐานญฺจ รูป,ํ ตโย
ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺตสมุฏฺานญฺจ รูปํ, เทฺว ขนฺเธ
ปฏิจฺจ เทฺว ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺานญฺจ รูปํ : ขันธ์ ๓ และ
จิตตสมุฏฐาน รูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑
และ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๓ เกิดข้ึน ขันธ์ ๒ และ
จติ ตสมุฏฐานรูป อาศยั ขนั ธ์ ๒ เกดิ ข้นึ

เล่มท่ี ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๔๐-๔๕ 351

คำ� ตอบทไ่ี ดจ้ ากทรงยกอพั ยากตบทขน้ึ ตงั้ เปน็ กมั มบท
๑. บาลีวิธี อพฺยากตํ ธมมฺ ํ ปฏิจฺจ อพฺยากโต ธมฺโม อุปปฺ ชชฺ ติ เหตุปจจฺ ยา

: สภาวธรรมทเี่ ปน็ อพั ยากฤตอาศยั สภาวธรรม ทเ่ี ปน็ อพั ยากฤต
เกิดขึน้ เพราะเหตุปจั จัย
บาลอี นุวาทะท่ี ๑ วิปากาพฺยากตํ กิริยาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา
จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ, ตโย ขนฺเธ ปฏิจฺจ เอโก ขนฺโธ จิตฺต-
สมฏุ ฺ านญจฺ รปู ,ํ เทวฺ ขนเฺ ธ ปฏจิ จฺ เทวฺ ขนธฺ า จติ ตฺ สมฏุ ฺ านญจฺ
รูปํ : นามขันธ์ ๓ และจติ ตสมุฏฐานรปู (จิตตชรปู ๑๗) อาศัย
ขนั ธ์ ๑ ทเี่ ปน็ อพั ยากตวิบากและทเ่ี ป็นอพั ยากตกริ ิยาเกดิ ขึ้น
ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๓ เกิดข้ึน
ขนั ธ์ ๒ และจติ ตสมฏุ ฐานรปู อาศยั ขันธ์ ๒ เกิดขึน้
อธิบาย ในบาลีอนวุ าทะน้ี เมอ่ื กลา่ วโดยรวมมีองค์ธรรม ดังนี้
ปจั จยธรรม ไดแ้ ก่ สเหตุกวปิ ากจิต ๑๗ สเหตกุ กิรยิ าจติ ๑๗ เจตสกิ ๓๘
ปัจจยปุ ปนั นธรรม ได้แก่ สเหตุกวิปากจิต ๑๗ สเหตุกกิรยิ าจติ ๑๗ และเจตสิก ๓๘
จติ ตชรปู ๑๗
บาลีอนุวาทะที่ ๒ ปฏิสนฺธิขเณ วิปากาพฺยากตํ เอกํ ขนฺธํ ปฏิจฺจ ตโย ขนฺธา
กฏตตฺ า จ รปู ํ, ตโย ขนเฺ ธ ปฏิจฺจ เอโก ขนโฺ ธ กฏตตฺ า จ รูป,ํ
เทวฺ ขนฺเธ ปฏจิ ฺจ เทฺว ขนฺธา กฏตตฺ า จ รปู ํ : ในปฏิสนธิขณะ
ขนั ธ์ ๓ และกฏตั ตารูปอาศัยขันธ์ ๑ ท่เี ป็นอัพยากตวิบากเกดิ
ขนึ้ ขนั ธ์ ๑ และกฏตั ตารปู อาศยั ขนั ธ์ ๓ (ท่ี เปน็ อพั ยากตวบิ าก)
เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๒ (ท่ีเป็น
อพั ยากตวิบาก) เกิดข้นึ
อธิบาย ในบาลอี นวุ าทะที่ ๒ เม่อื กลา่ วโดยรวมมีองคธ์ รรม ดงั น้ี
ปัจจยธรรม ไดแ้ ก่ ปญั จโวการปฏสิ นธิจิต ๑๓ เจตสิก ๓๕
ปัจจยุปปันนธรรม ได้แก่ ปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๓ เจตสิก ๓๕ และปฏิสนธิ
กมั มชรปู ๒๐
บาลีอนวุ าทะที่ ๓ ขนฺเธ ปฏิจฺจ วตฺถุ, วตฺถุํ ปฏิจฺจ ขนฺธา : หทัยวัตถุอาศยั ขันธ์
เกดิ ข้นึ ขนั ธอ์ าศยั หทยั วตั ถุเกดิ ขึ้น
อธิบาย ในบาลอี นวุ าทะที่ ๓ น้ีมีองค์ธรรม ๒ สว่ น ในองค์ธรรมส่วนแรก ปจั จยธรรม
ไดแ้ ก่ ปญั จโวการสเหตุกปฏสิ นธิจติ ๑๓ เจตสกิ ๓๕ สว่ นปัจจยุปปันนธรรม ไดแ้ ก่ ปฏิสนธหิ ทยั
วตั ถุรปู

352 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ในองค์ธรรมส่วนที่ ๒ ปัจจยธรรม ได้แก่ ปฏิสนธิหทัยวตั ถุรปู สว่ นปัจจยปุ ปนั นธรรม
ได้แก่ ปัญจโวการปฏิสนธจิ ติ ๑๓ เจตสิก ๓๕
บาลอี นุวาทะที่ ๔ เอกํ มหาภูตํ ปฏิจจฺ ตโย มหาภูตา, ตโย มหาภเู ต ปฏจิ ฺจ เอกํ

มหาภูต,ํ เทวฺ มหาภเู ต ปฏิจฺจ เทฺว มหาภตู า, มหาภเู ต ปฏิจจฺ
จิตฺตสมุฏฺ านํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อปุ าทารปู ํ : มหาภตู รปู ๓ อาศัย
มหาภตู รปู ๑ เกดิ ขน้ึ มหาภตู รปู ๑ อาศยั มหาภตู รปู ๓ เกดิ ขนึ้
มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดข้ึน จิตตสมุฏฐานรูป
และกฏัตตารปู ที่เป็นอุปาทายรปู อาศัยมหาภตู รูปเกิดขึน้
อธิบาย องค์ธรรมของบาลอี นุวาทะที่ ๔ มี ๒ คู่ คอื
ก. ปัจจยธรรม ได้แก่ จิตตชมหาภตู รูป ๔
ปัจจยุปปนั นธรรม ไดแ้ ก่ จติ ตชอุปาทายรูป ๑๓
ข. ปจั จยธรรม ได้แก่ กมั มชมหาภตู รปู ๔
ปจั จยุปปนั นธรรม ไดแ้ ก่ กมั มชอปุ าทายรปู ๑๖

ค�ำอธิบายรายละเอียดของปัจจยั ตามนัยปัจจยนทิ เทส
คำ� วา่ ปจั จยั ทใ่ี ชใ้ นคมั ภรี ป์ ฏั ฐาน หมายถงึ สภาวธรรมทเ่ี ขา้ ชว่ ยอปุ การะใหส้ ภาวธรรม
อ่ืนสามารถดำ� รงอยไู่ ดห้ รอื สามารถเกดิ ขนึ้ ได้ (โย หิ ธมโฺ ม ยสฺส ธมมฺ สฺส ฐิตยิ า วา อุปฺปตฺติยา
วา อปุ การโก โหต,ิ โส ตสสฺ ปจจฺ โยติ วุจจฺ ติ. (อภิ.อ. ๓/๓๙๕)
ตามบทนิยามข้างตน้ คำ� ว่า ปัจจัย มคี วามหมายอยา่ งเดยี วกับค�ำวา่ มลู , เหต,ุ การณะ,
นทิ านะ (ตน้ เหต)ุ , สัมภวะ (เหตุเกดิ ), ปภวะ (แดนเกดิ ) เปน็ ต้น คอื แสดงถงึ ความเป็นมลู เหตุ
หรอื ตวั การณแ์ หง่ สภาวธรรมทง้ั หลายทเ่ี ปน็ ผล ซง่ึ ทา่ นเรยี กวา่ ปจั จยปุ ปนั นธรรม ทา่ นจงึ แสดง
ความเปน็ เหตุโดยใช้คำ� วา่ อุปการกะ (เข้า ช่วยอุปการะ) อีกนยั หนึง่ ทา่ นตอ้ งการแสดงใหเ้ ห็น
วา่ ปจั จัยโดยทวั่ ไปอาจแบ่งออกเป็น ๒ พวก คอื
๑. การณฏั ฐปจั จยั (ปจั จัยทเ่ี ป็นตวั การณ์)
๒. อปุ การกัฏฐปจั จัย (ปจั จัยท่ชี ่วยอปุ การะ)
เน่ืองจากปัจจัยมีความส�ำคัญเป็นอย่างมากต่อการศึกษาปัฏฐาน เพราะถ้าทราบ
รายละเอียดของแต่ละปัจจัยได้ดีแล้ว ก็สามารถเข้าใจปัฏฐานได้ดีขึ้นและรวดเร็วข้ึน จึงขอน�ำ
ค�ำอธิบายรายละเอียดของปัจจัยแต่ละชนิดมาแสดงไว้ในที่น้ีตามนัยที่ปรากฏในปัจจยนิทเทส
ดังได้กล่าวมาโดยยอ่ ขา้ งตน้

เลม่ ที่ ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๔๐-๔๕ 353

หมวดธรรมที่เป็นองค์ประกอบของแต่ละปัจจัย
องค์ธรรม ๕ อย่าง คอื (๑) จติ (๒) เจตสกิ (๓) รูป (๔) นพิ พาน (๕) บัญญัติ สามารถ
นำ� มาสงเคราะห์เขา้ เป็นหมวดธรรมองคป์ ระกอบของปจั จัยต่าง ๆ ได้ ๓ ประการ คอื
๑. ปัจจยธรรม ได้แก่ หมวดธรรมที่ท�ำหนา้ ทีเ่ ป็นปัจจัย หรอื เป็นเหตุของสภาวธรรม
อ่ืน ๆ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ซ่ึงเป็นองค์ธรรมของเหตุปัจจัย
(องค์ประกอบน้ตี อ่ ไปจะใชว้ า่ ปจั จยั )
๒. ปัจจยุปปันนธรรม ได้แก่ หมวดธรรมที่รับอุปการะมาจากปัจจยธรรม เช่น
สเหตุกจิต ๗๑ ดวง เจตสิก ๕๒ ดวง สเหตุกจิตตชรูป และสเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ซ่ึงเป็น
องคธ์ รรมของเหตุปัจจยปุ ปนั นธรรม (องค์ประกอบนตี้ อ่ ไปจะใช้ว่า ปัจจยุปบนั )
๓. ปัจจนีกธรรม ได้แก่ หมวดธรรมที่ไม่จัดเข้าในปัจจยุปปันนธรรมของปัจจัยนั้น ๆ
เช่น อเหตุกจติ ๑๘ ดวง อเหตุกจติ ตชรูป อเหตกุ ปฏิสนธกิ ัมมชรปู และปวตั ตกิ มั มชรูป ซงึ่ เป็น
องค์ธรรมของเหตุปัจจนกี ธรรม (องค์ประกอบน้ตี อ่ ไปจะใช้ว่า ปจั จนกี ะ)

ปัจจัยแบ่งตามกาล
ในพระอภธิ รรม ไดม้ กี ารแบ่งชว่ งระยะเวลาของชีวิตออกเป็น ๒ ช่วง คอื
๑. ปฏสิ นธกิ าล ไดแ้ ก ่ ชว่ งระยะเวลาท่จี ิตถอื ปฏสิ นธิ
๒. ปวัตติกาล ได้แก่ ชว่ งระยะเวลาหลังปฏสิ นธิ
นอกจากนยี้ ังแบ่งชว่ งระยะเวลาของชวี ิตเปน็ ๓ ช่วง คอื อดตี ปัจจุบัน และอนาคต
ปจั จยั ๒๔ ชนดิ แบ่งตามกาลไดด้ งั นี้
ปัจจยั ท่เี ปน็ ปัจจุบนั กาล มี ๑๕ ชนิด ได้แก่
๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจยั
๓. อญั ญมญั ญปจั จยั ๔. นสิ สยปจั จยั
๕. ปเุ รชาตปัจจยั ๖. ปจั ฉาชาตปัจจยั
๗. วปิ ากปจั จยั ๘. อาหารปจั จยั
๙. อินทรยี ปัจจยั ๑๐. ฌานปัจจยั
๑๑. มัคคปัจจยั ๑๒. สัมปยุตตปัจจัย
๑๓. วิปปยุตตปจั จัย ๑๔. อตั ถิปจั จยั
๑๕. อวคิ ตปจั จัย
ปจั จัยท่ีเปน็ อดตี มี ๕ ชนดิ ไดแ้ ก่
๑. อนนั ตรปัจจัย ๒. สมนันตรปัจจัย
๓. อาเสวนปัจจัย ๔. นัตถปิ ัจจัย
๕. วิคตปจั จัย

354 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

ปจั จยั ท่เี ป็นอดีตและปจั จบุ ันมี ๑ ชนิด ไดแ้ ก่ กมั มปัจจัย
ปัจจัยทเี่ ป็นไปได้ทงั้ ๓ กาล ได้แก่
๑. อารมั มณปจั จัย ๒. อธปิ ติปัจจยั
๓. อุปนิสสยปจั จัย
นอกจากน้ี ยังมีปัจจัยท่ีไม่จัดเข้าในกาลท้ังสาม คือ นิพพานและบัญญัติ ซ่ึงมีช่ือว่า
กาลวิมุตตปัจจัย อน่ึง พึงสังเกตว่า ไม่มีปัจจัยใดท่ีเป็นอนาคตกาลฝ่ายเดียว เพราะสิ่งที่เป็น
อนาคตไม่สามารถชว่ ยอปุ การะใหเ้ กิดผลขึน้ ในปจั จบุ ันได้

ปจั จัยแบ่งตามชาติ
ท่านก�ำหนดปจั จัย ๒๔ ชนดิ ไวเ้ ปน็ ๙ ชาติ คือ
๑. สหชาตชาติ ๒. อารัมมณชาติ
๓. อนันตรชาต ิ ๔. วตั ถปุ เุ รชาตชาต ิ
๕. ปัจฉาชาตชาต ิ ๖. อาหารชาติ
๗. รูปชวี ิตินทรียชาต ิ ๘. ปกตูปนิสสยชาติ
๙. นานกั ขณิกกมั มชาติ
ปัจจัยทเี่ ปน็ สหชาตชาตมิ ี ๑๕ ปจั จยั คือ
๑. เหตปุ ัจจัย ๒. สหชาตาธปิ ตปิ จั จยั
๓. สหชาตปัจจยั ๔. อัญญมญั ญปัจจัย
๕. สหชาตนิสสยปัจจยั ๖. สหชาตกมั มปัจจัย
๗. วปิ ากปัจจัย ๘. นามอาหารปัจจัย
๙. สหชาตินทรียปัจจัย ๑๐. ฌานปจั จัย
๑๑. มคั คปัจจยั ๑๒. สัมปยตุ ตปจั จัย
๑๓. สหชาตวปิ ปยตุ ตปจั จัย ๑๔. สหชาตัตถิปจั จัย
๑๕. สหชาตอวคิ ตปัจจัย
ปจั จัยทเ่ี ป็นอารัมมณชาตมิ ี ๙ ปจั จัย คือ
๑. อารัมมณปัจจัย ๒. อารัมมณาธิปตปิ จั จัย
๓. อารมั มณปุเรชาตาธปิ ตปิ ัจจยั ๔. วัตถารัมมณปเุ รชาตตั ถปิ ัจจัย
๕. อารมั มณูปนสิ สยปจั จัย ๖. อารมั มณปุเรชาตปจั จยั
๗. วัตถารมั มณปเุ รชาตวปิ ปยตุ ตปัจจยั ๘. อารัมมณปเุ รชาตัตถปิ จั จยั
๙. อารัมมณปเุ รชาตอวิคตปัจจัย

เลม่ ท่ี ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๔๐-๔๕ 355

ปจั จยั ทเ่ี ป็นอนันตรชาติมี ๗ ปัจจัย คือ ๒. สมนันตรปจั จัย
๑. อนันตรปัจจยั
๓. อนนั ตรปู นสิ สยปจั จัย ๔. อาเสวนปจั จยั
๕. อนันตรกมั มปัจจยั ๖. นตั ถิปัจจยั
๗. วคิ ตปจั จยั
ปัจจยั ทเ่ี ปน็ วตั ถุปเุ รชาตชาตมิ ี ๖ ปัจจยั คอื
๑. วัตถุปเุ รชาตนสิ สยปจั จัย ๒. วัตถุปุเรชาตปจั จัย
๓. วัตถุปุเรชาตินทรยี ปจั จยั ๔. วัตถุปุเรชาตวิปปยตุ ตปจั จยั
๕. วัตถุปุเรชาตัตถปิ ัจจัย ๖. วตั ถุปเุ รชาตอวิคตปัจจัย
ปัจจยั ที่เป็นปัจฉาชาตชาตมิ ี ๔ ปัจจยั คือ
๑. ปจั ฉาชาตปจั จยั ๒. ปจั ฉาชาตวิปปยตุ ตปัจจัย
๓. ปัจฉาชาตตั ถปิ จั จัย ๔. ปจั ฉาชาตอวคิ ตปัจจัย
ปจั จัยทเ่ี ปน็ อาหารชาติมี ๓ ปจั จัย คอื
๑. รูปอาหารปจั จยั ๒. อาหารตั ถปิ จั จยั
๓. อาหารอวคิ ตปัจจัย
ปัจจัยท่เี ปน็ รปู ชีวติ ินทรยี ชาตมิ ี ๓ ปจั จัย คือ
๑. รูปชวี ิตนิ ทรยี ปัจจัย ๒. อินทรยี ตั ถิปัจจยั
๓. อินทรยี อวคิ ตปัจจัย
ปจั จัยทเ่ี ปน็ ปกตูปนิสสยชาติมี ๑ ปัจจัย ไดแ้ ก่ ปกตูปนิสสยปัจจยั

ปัจจยั ทเ่ี ปน็ นานาขณิกกัมมปัจจัยมี ๑ ปัจจัย ไดแ้ ก่ นานาขณิกกมั มปจั จัย

เฉพาะสหชาตชาติ ๑๕ ปัจจยั นน้ั ท่านจัดแบ่งเปน็ ๓ กล่มุ คือ
๑. สหชาตชาติใหญ่ มี ๔ ปจั จัย คอื
๑. สหชาตปัจจัย ๒. สหชาตนสิ สยปัจจยั
๓. สหชาตตั ถปิ ัจจัย ๔. สหชาตอวคิ ตปจั จยั
๒. สหชาตชาติกลาง มี ๔ ปจั จยั คอื
๑. อญั ญมัญญปัจจัย ๒. วปิ ากปจั จัย
๓. สัมปยุตตปัจจยั ๔. สหชาตวิปปยตุ ตปัจจัย
๓. สหชาตชาตเิ ลก็ มี ๗ ปจั จัย คือ
๑. เหตปุ ัจจยั ๒. สหชาตาธปิ ตปิ ัจจยั
๓. สหชาตกัมมปจั จยั ๔. นามอาหารปัจจัย

356 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

๕. สหชาตินทรียปัจจัย ๖. ฌานปจั จัย
๗. มัคคปัจจยั
การแบ่งปัจจัยที่เป็นสหชาตชาติออกเป็น ๓ กลุ่มน้ี มีประโยชน์ในการศึกษาปัจจย-
สภาคะและฆฏนาเปน็ อยา่ งย่ิง

รายละเอียดของแตล่ ะปจั จัย (เฉพาะทีว่ า่ ดว้ ยกุสลติกะเทา่ น้นั )

๑. เหตปุ ัจจัย

ค�ำว่า เหตุปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมท่ีช่วยอุปการะโดยความเป็นเหตุ หรือรากเหง้า
แห่งสภาวธรรมทงั้ หลาย หมายถึง เหตุ ๖ คอื โลภะ โทสะ โมหะ (อกศุ ลมูล ๓) อโลภะ อโทสะ
อโมหะ (กุศลมูล ๓) ซ่งึ มีสตั ติ คือความสามารถในการช่วยเหลอื ให้สภาวธรรมท้ังหลายเกิดขน้ึ
หรอื ด�ำรงอยู่ได้ (อภ.ิ อ. ๓/๓๙๕)

ค�ำว่า เหตุ หมายถึง เหตุพิเศษ หรือ เหตุเฉพาะกิจท่ีท�ำหน้าท่ีเป็นรากเหง้า แห่ง
สภาวธรรมอื่น ๆ สว่ นคำ� วา่ ปัจจัย หมายถึง เหตทุ ั่วไปหรอื เหตสุ ามญั แตเ่ มอื่ น�ำคำ� ๒ ค�ำนีม้ า
เข้าสมาสเปน็ คำ� เดียวกันเปน็ เหตปุ จั จัย มคี วามหมายเฉพาะว่า ปจั จยั ท่ีเปน็ เหตุ คอื ปจั จยั ที่
ทำ� หนา้ ทเี่ กอื้ กลู อดุ หนนุ ดว้ ยการเปน็ เหตหุ รอื เปน็ รากเหงา้ แหง่ สภาวธรรมอนื่ ๆ (วสิ ทุ ธฺ .ิ ๒/๑๖๔)

กาลของเหตปุ ัจจัย
เหตปุ จั จยั เปน็ ได้ทั้งปฏสิ นธิกาล ปวัตติกาล และปจั จบุ ันกาล
ภูมิของเหตุปัจจัย
ในบรรดาภมู ิทัง้ หมด ๓๑ ภมู ิ เหตุปัจจยั น้สี ามารถเกิดได้ในขอบเขตภายใน ๓๐ ภูมิ คือ
ปัญจโวการภมู ิ ๒๖ จตโุ วการภูมิ ๔ ส่วนภูมิท่ไี ม่สามารถเกิดข้นึ ได้ คือ เอกโวการภมู ิ
หน้าทีข่ องเหตุปัจจยั ๗ วาระ
เหตปุ ัจจยั สามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ความเป็นปัจจยั คอื ให้ความอปุ การะแกป่ จั จยปุ บนั ได้
อย่างมากทีส่ ุดไม่เกนิ ๗ วาระ โดยแบง่ เป็น ๓ วาระใหญ่ ๆ ดงั น้ี
๑. กศุ ลปัจจยั เปน็ ปัจจัยแก่ธรรม ๓ ประการ คอื กศุ ล อัพยากฤต และกศุ ลอัพยากฤต
๒. อกศุ ลปัจจยั เปน็ ปจั จัยแกธ่ รรม ๓ ประการ คอื อกศุ ล อพั ยากฤต และ อกุศล
อัพยากฤต
๓. อพั ยากตปัจจยั เป็นปัจจัยแก่ธรรม ๑ ประการ คือ อัพยากฤต

เล่มท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔๐-๔๕ 357

เหตปุ จั จยั เป็นกรณบทในปญั หาวาร เชน่ ในประโยคบาลวี า่
กุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมมฺ สฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย : สภาวธรรมท่ีเป็นกศุ ล เป็นปจั จยั
แกส่ ภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลโดยเหตปุ จั จยั
ในประโยคนี้ คำ� วา่ “กสุ โล ธมฺโม” เรยี กว่า กัตตุบท ท�ำหนา้ ท่เี ปน็ ปัจจัย
ค�ำว่า “กุสลสฺส ธมฺมสฺส” เรียกว่า สัมปทานบท ท�ำหน้าที่เป็นปัจจยุปบัน ส่วนค�ำว่า
“เหตปุ จจฺ เยน” เรยี กวา่ กรณบท ทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ ปจั จยสตั ติ คอื ความสามารถเฉพาะของเหตปุ จั จยั

การจ�ำแนกเหตปุ ัจจยั ตามนยั แหง่ อรรถกถา
พระอรรถกถาจารยจ์ �ำแนกประเภทของเหตุปัจจยั โดยชาตไิ ว้ ดังนี้
๑. กุศลชาติ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)
๒. อกุศลชาติ (โลภะ โทสะ โมหะ)
๓. วิปากชาติ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)
๔. กริ ิยาชาติ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)

๑. กุศลชาติ แบง่ เปน็ ๔ ชนดิ คอื
๑.๑ กามาวจร ๑.๒ รูปาวจร
๑.๓ อรปู าวจร ๑.๔ อปริยาปันนะ
๒. อกศุ ลชาติ มี ๑ ชนิด คอื กามาวจร
๓. วปิ ากชาติ แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ
๓.๑ กามาวจร ๓.๒ รปู าวจร
๓.๓ อรูปาวจร ๓.๔ อปริยาปนั นะ
๔. กิรยิ าชาติ แบ่งเปน็ ๓ ชนิด คือ
๔.๑ กามาวจร ๔.๒ รูปาวจร
๔.๓ อรูปาวจร

หน้าท่ีของเหตปุ จั จัยตามนัยแหง่ อรรถกถา
พระอรรถกถาจารยไ์ ดแ้ สดงการท�ำหน้าทเี่ ป็นปจั จยั ของเหตุปจั จยั ไว้ ดงั นี้

ฝา่ ยกศุ ล

๑. กามาวจรกุศลเหตุ ท�ำหน้าท่ีเป็นเหตุปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรมในกามภูมิและรูปภูมิ
เปน็ เหตุปัจจัยแก่จติ ตชรูปและสมั ปยุตตขนั ธ์ในอรูปภมู ิ

๒. รปู าวจรกศุ ลเหตุ ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ เหตปุ จั จยั แกส่ มั ปยตุ ตขนั ธใ์ นกามภมู ิ รปู ภมู แิ ละเปน็
เหตุปจั จยั แกจ่ ิตตชรูป

358 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

๓. อรปู าวจรกศุ ลเหตุ อปรยิ าปนั นกุศลเหตุ อกศุ ลเหตุ ท้งั สามนที้ ำ� หนา้ ทเี่ หมอื นกับ
กามาวจรกุศลเหตุ

ฝ่ายวบิ าก

เหตปุ จั จยั ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ เหตฝุ า่ ยวบิ ากเชน่ เดยี วกบั เหตฝุ า่ ยกศุ ลทกุ ประการ อนง่ึ พงึ ทราบ
วา่ ในปฏั ฐานทงั้ ๒๔ สภาวธรรมทไี่ มส่ ามารถเปน็ ปจั จยปุ บนั ของปจั จยั ใด ๆ ไดค้ อื นพิ พานและ
บญั ญัติ ซ่ึงเรยี กว่า อัปปจั จยธรรม แปลว่า “ธรรมที่ไร้ปจั จยั ” เพราะฉะนนั้ ในการเกบ็ เกี่ยว
องค์ธรรมของฝ่ายปัจจนีกะก็ไม่มีธรรมดังกล่าว เพราะถือว่าถึงอย่างไรนิพพานและบัญญัติน้ัน
ก็เป็น เอกันตอัปปัจจยธรรม (ธรรมที่ไร้ปัจจัยโดยส้ินเชิง) จึงไม่จ�ำเป็นต้องน�ำมากล่าวปฏิเสธ
ในปัจจนีกะอีก

องคป์ ระกอบของเหตปุ ัจจยั
องค์ประกอบของเหตุปัจจัยได้ยกขึ้นกล่าวเป็นตัวอย่างไว้ข้างต้นแล้ว ในหัวข้อว่า
หมวดธรรมท่เี ปน็ องคป์ ระกอบของแต่ละปจั จยั จงึ ไมข่ อกลา่ วซ�้ำอีก

๒. อารมั มณปจั จัย

ค�ำว่า อารมณ์ แปลว่า เป็นเคร่ืองยึดหน่วงหรือสิ่งที่ดึงดูดจิตใจ จิตใจจะต้องอาศัย
อารมณ์จึงจะเกิดข้ึนได้ ไม่มีจิตใจดวงใดเลยท่ีเกิดขึ้นโดยปราศจากอารมณ์ ดังท่ีโบราณาจารย์
ไดก้ ล่าวไว้ว่า

อารมมฺ เณน วนิ า จติ ตฺ สมภฺ โว นตถฺ ,ิ น หิ อนารมมฺ ณํ จติ ตฺ ํ นาม อตถฺ ิ : ไมม่ จี ติ ทอ่ี บุ ตั ขิ น้ึ
โดยปราศจากอารมณ์ เพราะชื่อว่าจิตท่ีปราศจากอารมณ์ย่อมไม่มี [อภิธัมมาวตารอภินวฏีกา
๑๖๖ (ฉ.)]

ค�ำว่า อารัมมณปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอารมณ์
หมายถึง อารมณท์ ่ีเป็นปจั จยั ใหก้ ารช่วยเหลือเพื่อให้จติ เจตสิก เกิดขน้ึ ได้

อารมั มณปัจจัยมอี งค์ประกอบ ดังนี้
๑. ปจั จยั หมายถงึ สภาวธรรมท่ีทำ� หน้าที่เปน็ อารัมมณปัจจัย ไดแ้ ก่ อารมณ์ ๖ ชนิด
ซ่งึ ประกอบด้วยจิต ๘๙ (ทเี่ ป็นทั้งอดีต ปจั จบุ นั และอนาคต) เจตสกิ ๕๒ รปู ๒๘ นพิ พานและ
บัญญัติ
๒. ปัจจยุปบัน หมายถึง สภาวธรรมที่อาศัยอารัมมณปัจจัยเกิดข้ึน ได้แก่ จิต ๘๙
เจตสกิ ๕๒

เลม่ ที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๔๐-๔๕ 359

๓. ปจั จนกี ะ หมายถงึ สภาวธรรมทไ่ี มจ่ ดั รวมเขา้ ในปจั จยปุ บนั ของอารมั มณปจั จยั ไดแ้ ก่
จติ ตชรูป ปฏสิ นธกิ ัมมชรูป พาหริ รูป อาหารชรูป อตุ ุชรปู อสญั ญสัตตกมั มชรปู ปวัตตกิ มั มชรูป
แต่หากจะกล่าวตามนัยแห่งอรรถกถาของคัมภีร์ปัฏฐานแล้ว (อภิ.อ. ๓/๒/๔๑๒)
ธรรมทที่ ่านสงเคราะหเ์ ข้าเป็นอารมั มณปัจจัยนั้น มี ๗ ชนดิ คอื
๑. กศุ ล ๒. อกศุ ล
๓. วบิ าก ๔. กริ ยิ า
๕. รปู ๖. นพิ พาน
๗. บญั ญัติ

๓. อธปิ ติปจั จยั

ค�ำว่า อธิปติปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอธิบดี หมายถึง
สภาวธรรมท่ีเปน็ ใหญ่ในการค้มุ ครองสภาวธรรมอืน่ ทมี่ ีความเกีย่ วขอ้ งกับตน อนึ่ง อธิปตปิ ัจจยั
มีองคธ์ รรมแยกตามอธบิ ดีทง้ั ๔ ได้ ดังนี้

๑. ฉนั ทาธปิ ติ ไดแ้ ก่ ฉันทเจตสกิ ทีป่ ระกอบกบั สาธิปติชวนจิต ๕๒
๒. วีรยิ าธปิ ติ ได้แก่ วรี ยิ เจตสิกที่ประกอบกับสาธปิ ตชิ วนจติ ๕๒
๓. จิตตาธปิ ติ ไดแ้ ก่ สาธปิ ตชิ วนจิต ๕๒
๔. วมี ังสาธปิ ติ ไดแ้ ก่ ปัญญินทรียท์ ป่ี ระกอบกบั ตเิ หตกุ จติ ๓๔

อธปิ ติปจั จัย แบ่งเป็น ๒ อย่าง คอื
๑. สหชาตาธิปตปิ ัจจัย ๒. อารัมมณาธิปติปัจจยั

สหชาตาธปิ ตปิ จั จัยมีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
๑. ปจั จัย หมายถงึ สภาวธรรมทท่ี �ำหนา้ ทีอ่ ปุ การะแกธ่ รรมเหลา่ อ่นื โดยการเป็นใหญ่
ในธรรมเหล่านั้นดุจพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นหนึ่งในปฐพี ได้แก่ สาธิปติชวนจิต ๕๒ (ยกเว้น
โมมหู จิตและหสติ ปุ ปาทจติ ) และฉนั ทะ วีริยะ วีมังสา ซ่ึงท�ำหน้าที่เป็นอธิบดี ในธรรม
เหลา่ นี้ ธรรมอย่างใดอยา่ งหนึง่ ยอ่ มสามารถท�ำหน้าท่เี ป็นสหชาตาธิปติปจั จยั ได้
๒. ปัจจยุปบัน หมายถึง สภาวธรรมที่เป็นปัจจยุปบันของสหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่
สาธปิ ตชิ วนจิต ๕๒ (ยกเว้นองค์อธบิ ดีธรรม) เจตสิก ๕๑ (ยกเวน้ วจิ กิ จิ ฉา) และสาธปิ ติจิตตชรูป
๓. ปัจจนีกะ หมายถึง สภาวธรรมท่ีพ้นจากการนับเป็นปัจจยุปบันของสหชาตาธิปติ
ปัจจัย ได้แก่ กามาวจรจิต ๕๔ ซึ่งอยู่ในช่วงท่ียังไม่ประกอบกับอธิบดี มหัคคตวิปากจิต ๙
เจตสกิ ๕๒ และอธบิ ดีธรรมอย่างใดอยา่ งหนงึ่ ซ่ึงอยู่ในชว่ งทกี่ ำ� ลงั ทำ� หน้าที่เป็นอธิบดี นริ าธปิ ติ

360 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

จติ ตชรปู ปฏสิ นธิกัมมชรปู และปวตั ติกัมมชรปู
อารมั มณาธปิ ตปิ จั จัยมีองคป์ ระกอบ ดังนี้
๑. ปจั จยั หมายถงึ สภาวธรรมทที่ ำ� หนา้ ทอี่ ปุ การะแกธ่ รรมเหลา่ อนื่ โดยการเปน็ อารมณ์

มีอ�ำนาจดึงดูดธรรมอืน่ ให้หนั มาสนใจตน ซึง่ ไดแ้ ก่ นปิ ผันนรูป ๑๘ ทเ่ี ปน็ ฝ่ายอฏิ ฐารมณ์ซึ่งเป็น
ได้ในกาลท้ังสาม จิต ๘๔ (เว้นโทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ และทุกขสหคตกายวิญญาณจิต
๑) เจตสิก ๔๗ (เวน้ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ และวิจิกิจฉา)

๒. ปัจจยุปบัน หมายถงึ สภาวธรรมทท่ี ำ� หน้าท่เี อาใจใส่อารมณ์ ได้แก่ โลภมลู จิต ๘
มหากุศลจิต ๘ มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ โลกุตตรจิต ๘ เจตสิก ๔๕ (ยกเว้น โทสะ
อิสสา มจั ฉรยิ ะ กุกกจุ จะ วิจกิ ิจฉา และอัปปมญั ญา)

๓. ปัจจนีกะ หมายถงึ สภาวธรรมท่ีพน้ จากการนบั เปน็ ปัจจยปุ บันของอารมั มณาธิปติ
ปัจจัย ได้แก่ โลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ จิตตชรูป ปฏิสนธิ กัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป
อุตุชรูป อสญั ญสัตตกมั มชรปู และปวตั ตกิ มั มชรปู

๔. อนนั ตรปัจจยั

คำ� วา่ อนนั ตรปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมทีช่ ่วยอปุ การะโดยความตดิ ต่อกนั ไม่มรี ะหว่าง
ค่นั หมายถงึ สภาวธรรมท่ีมคี วามสามารถท�ำใหธ้ รรมอืน่ ทเี่ ปน็ สภาคะกบั ตนเกิดขนึ้ ในระยะถดั
จากตน ไดแ้ ก่ นามขนั ธท์ ก่ี ำ� ลงั ดบั กลา่ วคอื เมอ่ื นามขนั ธอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ดบั ลง กจ็ ะเปดิ โอกาส
ใหน้ ามขนั ธด์ วงใหมเ่ กดิ ขนึ้ แทน เหมอื นกบั การเสดจ็ สวรรคตของพระเจา้ แผน่ ดนิ ยอ่ มเปดิ โอกาส
ให้พระราชโอรสได้รับการอภิเษก เป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบแทนพระองค์ อนันตรปัจจัยมีองค์
ประกอบ ดังนี้

๑. ปจั จัย หมายถึง สภาวธรรมท่ีท�ำหนา้ ที่ฝ่ายเหตใุ นลกั ษณะท่ีเปิดโอกาสใหธ้ รรมอื่น
เข้ามาแทนทต่ี นซงึ่ ไดแ้ กจ่ ิตและเจตสกิ ทัง้ หมด เว้นจุติจิตของพระอรหนั ต์ การทธ่ี รรมเหลา่ น้จี ะ
สามารถเป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรมอ่ืนได้นั้น ก็ต่อเมื่อตนเองจะต้องดับไปเสียก่อน ด้วยเหตุน้ี
อนนั ตรปจั จัย จึงจัดอยูใ่ นจ�ำพวกปจั จยั ท่เี ป็นอดีตเท่านัน้

๒. ปจั จยุปบัน หมายถึง สภาวธรรมอันเป็นผลของอนันตรปัจจัย ได้แก่ จิต เจตสิกดวง
ทเี่ กดิ ขึน้ ใหม่ทั้งหมด รวมทัง้ จุติจิตของพระอรหันตด์ ้วย การท่ธี รรมเหลา่ นจี้ ะสามารถอบุ ัติขึ้น
ไดน้ นั้ จะต้องรอให้จิตดวงก่อน ๆ ดับลงแล้วเทา่ นัน้

๓. ปจั จนกี ะ หมายถงึ สภาวธรรมทไี่ มท่ รงจดั เขา้ ในอนนั ตรปจั จยปุ บนั ทรงนำ� ธรรมนน้ั
มาแสดงไวอ้ กี กลุม่ หนงึ่ เรยี กว่า กล่มุ ปัจจนกี ะ ไดแ้ ก่ รปู ธรรมท้ังหมด คือ จติ ตชรปู พาหริ รูป
ปฏิสนธกิ มั มชรูป ปวตั ติกมั มชรูป อาหารชรูป อตุ ชุ รปู และอสญั ญสตั ตกมั มชรูป

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๔๐-๔๕ 361

๕. สมนันตรปัจจัย

คำ� วา่ สมนนั ตรปจั จยั แปลวา่ สภาวธรรมทช่ี ว่ ยอปุ การะโดยความตดิ ตอ่ กนั ไมม่ รี ะหวา่ ง
คัน่ ด้วยดี เหมอื นกบั อนนั ตรปัจจัยทกุ อยา่ ง จะแตกตา่ งก็ตรงที่ว่าอนันตรปัจจยั นน้ั เปน็ ปัจจัยท่ี
เนน้ ความตอ่ เนอ่ื งแหง่ ระยะทาง สว่ นสมนนั ตรปจั จยั เนน้ ความตอ่ เนอ่ื งของกาลเวลา แตน่ ก้ี เ็ ปน็
เพยี งมตขิ องโบราณาจารยท์ ท่ี า่ นไดก้ ลา่ วไวใ้ นอรรถกถาปฏั ฐานเทา่ นน้ั ซง่ึ ทจี่ รงิ แลว้ ทงั้ ๒ ปจั จยั
จะแตกต่างเพียงโดยศัพท์ (คือศัพท์หนึ่งมีอุปสรรค ส่วนอีกศัพท์ไม่มี) ส่วนเนื้อความน้ัน
ไม่แตกต่างกนั เลย
อนึ่ง แม้ว่าสมนันตรปัจจัยจะไม่มีความแตกต่างไปจากอนันตรปัจจัยก็ตาม แต่ที่
พระพุทธองค์ทรงนำ� มากลา่ วซา้ํ อีกน้ัน เพราะทรงมีพระประสงค์ใหเ้ วไนยสัตวไ์ ด้รรู้ สพระธรรม
ตามอัธยาศยั ของตน ๆ
ปัจจยั ที่ทำ� อุปการะภายหลงั จากทตี่ นดบั ลงมอี ยู่ ๗ ปัจจยั ดงั น้ี
๑. อนนั ตรปัจจัย ๒. สมนันตรปัจจยั
๓. อนันตรปู นสิ สยปจั จยั ๔. อาเสวนปจั จัย
๕. นานาขณิกกัมมปัจจัย ๖. นัตถปิ ัจจัย
๗. วิคตปัจจัย

๖. สหชาตปัจจัย

ค�ำว่า สหชาตปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดพร้อมกัน
หมายถงึ ปจั จยั ท่ีทำ� อปุ การะแกส่ หชาตธรรม คอื ธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ พรอ้ มกบั ตน อุปมาดจุ ประทีป
ท่ที �ำใหแ้ สงสวา่ งเกิดข้นึ ไดใ้ นขณะเดยี วกนั กับท่ีถูกจุด

ในสหชาตปัจจัยนี้มีองค์ประกอบเพียง ๒ ประการ คือ ปัจจัยและปัจจยุปบัน
ส่วนปัจจนกี ะไม่มี

๑. ปัจจยั หมายถงึ จติ เจตสกิ ทง้ั หมด ทงั้ ในปวัตตกิ าลและปฏิสนธกิ าล เป็นอุปการะ
แกน่ ามขนั ธด์ ว้ ยกัน และรูปขนั ธบ์ างส่วน คือ จิตตชรูป ปฏิสนธกิ มั มชรูป

นอกจากนย้ี ังมอี งคธ์ รรมทเ่ี ปน็ ฝา่ ยรูป มมี หาภตู รปู ๔ ซงึ่ แยกเปน็ จิตตชรปู ปฏิสนธ-ิ
กัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป และปวัตติกัมมชรูป รูปธรรม
เหล่านี้เป็นอุปการะแก่มหาภูตรูปด้วยกันและอุปาทายรูป ส่วนหทัยวัตถุเป็นอุปการะแก่
นามขันธท์ เี่ ปน็ ปัญจโวการปฏสิ นธิ

362 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

สรุปว่าองคธ์ รรมของสหชาตปัจจัยสามารถแยกได้เปน็ ๓ ส่วน ดังนี้
๑. สว่ นที่เปน็ จติ เจตสกิ ๒. ส่วนทเ่ี ปน็ มหาภตู รูป
๓. สว่ นท่ีเป็นหทยั วตั ถุ
๒. ปจั จยปุ บนั หมายถึง นามธรรมและรปู ธรรม ดงั ตอ่ ไปน้ี
๒.๑ นามขันธ์ที่เป็นจิตเจตสิกท้ังหมด (ไม่นับธรรมที่ก�ำลังปฏิบัติหน้าที่เป็น
ปัจจยั เชน่ ในขณะทีเ่ วทนาเปน็ ปัจจยั กใ็ หน้ บั เฉพาะขนั ธ์ทเ่ี หลือเป็นปจั จัย)
๒.๒ จติ ตชรูป ปฏิสนธกิ มั มชรูป
๒.๓ มหาภตู รูป ๔ และอปุ าทายรูป
๒.๔ หทัยวตั ถุ ปัญจโวการปฏิสนธิ
อนงึ่ สาเหตทุ ี่ปจั จนีกะไม่มใี นสหชาตปัจจัยนั้น เปน็ เพราะวา่ ในสหชาตปจั จยปุ บนั ได้
รวมเอาองค์ธรรมไว้หมดแล้ว ดังน้ัน จึงไม่มีองค์ธรรมเหลือ เป็นเหตุ ให้ฝ่ายปัจจนีกะไม่มี
ปัจจยั ทีไ่ ม่มปี ัจจนกี ะนั้นมี ๔ ปัจจยั คือ สหชาตปจั จยั สหชาตนิสสยปจั จัย สหชาตตั ถิปัจจยั
และสหชาตอวคิ ตปจั จัย

๗. อญั ญมัญญปัจจยั

ค�ำว่า อญั ญมญั ญปจั จัย แปลวา่ สภาวธรรมท่ชี ว่ ยอุปการะโดยความเป็นปจั จัยแก่กัน
และกนั หมายถึง ปัจจยั ทใี่ ห้ความเกื้อหนุนซ่ึงกนั และกนั ประดุจไมอ้ งิ สามขาท่คี าํ้ ซง่ึ กนั และกัน
มิใหอ้ นั ใดอนั หน่งึ ลม้ ลง

อัญญมัญญปัจจัยนี้มีความคล้ายคลึงกับสหชาตปัจจัยมาก จะแตกต่างก็ตรงท่ีว่า
ทุกครั้งท่ีอัญญมัญญปัจจัยเกิด สหชาตปัจจัยจะต้องเกิด แต่ทุกคร้ังที่สหชาตปัจจัยเกิดหาได้
มอี ญั ญมัญญปจั จยั เกดิ ดว้ ยทุกครงั้ ไม่

อัญญมญั ญปจั จยั มีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
๑. ปัจจัย หมายถงึ (๑) นามขันธ์ ท่ีเกือ้ หนนุ ซงึ่ กนั และกัน ไดแ้ ก่ จิต ๘๙ เจตสกิ ๕๒
ทั้งในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล (๒) รูปขันธ์ท่ีเกื้อหนุน ซ่ึงกันและกัน ได้แก่ มหาภูตรูป ๔
ซ่ึงจ�ำแนกเป็นปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติ-
กัมมชรูป นามขันธ์ท่ีเป็นปัญจโวการปฏิสนธิท่ีให้ความเก้ือหนุนหทัยวัตถุ และหทัยวัตถุที่ให้
ความเกือ้ หนุนนามขนั ธท์ เี่ ปน็ ปัญจโวการปฏสิ นธิ
๒. ปัจจยุปบัน หมายถึง จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ ทั้งท่ีเป็นปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล
มหาภตู รปู ๔ (เหลา่ นเี้ ปน็ ปจั จยปุ บนั ของกนั และกนั ) หทยั วตั ถเุ ปน็ ปจั จยั แกป่ ญั จโวการปฏสิ นธิ
และปญั จโวการปฏิสนธิก็เป็นปจั จยุปบนั ของหทยั วัตถุ

เลม่ ท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔๐-๔๕ 363

๓. ปจั จนีกะ หมายถงึ จิตตชรูป ปฏิสนธกิ มั มชรปู (ยกเว้นหทัยวตั ถ)ุ รปู ขันธเ์ หลา่ นี้
เป็นปัจจนีกะในกรณที ่ีประกอบคกู่ ับนามขันธ์เทา่ นัน้

ส่วนจิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป
และปวัตติกัมมชรูป เหล่าน้ีล้วนเป็นอุปาทายรูป จัดเป็นปัจจนีกะในกรณีท่ีประกอบคู่กับ
มหาภตู รปู

กาลของอญั ญมัญญปจั จัย
ในบรรดาปฏสิ นธกิ าลกบั ปวตั ตกิ าลนน้ั อญั ญมญั ญปจั จยั บางอยา่ งเปน็ ไดใ้ นกาลทง้ั สอง
บางอย่างเปน็ ได้เฉพาะในปฏสิ นธกิ าลเทา่ นน้ั
นอกจากนี้ ในบรรดากาลทเี่ ปน็ อดตี -ปจั จบุ นั -อนาคตนนั้ อญั ญมญั ญปจั จยั เปน็ ปจั จบุ นั
เทา่ นน้ั เพราะฉะนน้ั การทอี่ ญั ญมญั ญปจั จยั นจ้ี ะแสดงอานภุ าพสตั ตขิ องตนออกมาไดน้ น้ั จะตอ้ ง
เปน็ เวลาท่ตี นปรากฏอยูเ่ ทา่ น้ัน
อญั ญมญั ญปจั จยั นจ้ี ดั เขา้ ในตระกลู สหชาตปจั จยั เพราะฉะนนั้ จงึ เกอื้ หนนุ ไดเ้ ฉพาะแก่
ปัจจยุปบันที่เกิดรว่ มกับตนเทา่ นั้น
ภูมิของอัญญมญั ญปจั จัย
ปัจจัยนี้เป็นไปได้ในภูมิท้ัง ๓๑ ภูมิ กล่าวคือ ปัญจโวการภูมิ ๒๖ จตุโวการภูมิ ๔
และเอกโวการภูมิ ๑

๘. นสิ สยปัจจยั

คำ� วา่ นิสสยปจั จยั แปลวา่ สภาวธรรมทีช่ ่วยอุปการะโดยความเป็นทอ่ี าศัย อธิบายว่า
แผ่นดินเป็นที่ต้ังท่ีอาศัยของส่ิงต่าง ๆ จึงชื่อว่านิสสัย ฉันใด ปัจจัยที่เป็นท่ีตั้งที่อาศัยของ
ธรรมต่าง ๆ ท่านก็เรียกวา่ นิสสยปัจจยั ฉันน้ัน

นิสสยปจั จัยแบ่งเป็น ๒ อยา่ ง คอื
๑. สหชาตนิสสยปัจจัย ๒. ปุเรชาตนสิ สยปัจจยั
สหชาตนิสสยปัจจัยมีความหมายเหมือนกับสหชาตปัจจัยทุกประการ ส่วนปุเรชาต-
นสิ สยปจั จยั ท่านจำ� แนกไว้ ๒ คือ
๑. วัตถปุ ุเรชาตนิสสยปัจจัย ๒. อารมั มณปเุ รชาตนิสสยปัจจัย
วัตถปุ ุเรชาตนิสสยปจั จยั มีองคป์ ระกอบ ดังน้ี
๑. ปจั จัย หมายถงึ วตั ถุ ๖ อยา่ ง ในปวัตติกาล หรืออีกนัยหนึ่ง ไดแ้ ก่ วตั ถุ ๕ อยา่ ง
มีจักขุ เป็นต้น ซึ่งเป็นมัชฌิมายุกะอุบัติขึ้นพร้อมกับอตีตภวังค์หทัยวัตถุที่อุบัติพร้อมกับ

364 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

จิตมีปฏิสนธิจิตเป็นต้น หทัยวัตถุท่ีอุบัติในจิตตขณะก่อนท่ีจะออกจากนิโรธสมาบัติ หทัยวัตถุ
ที่อบุ ัติพร้อม กับจติ ตขณะที่ ๑๗ (ซ่ึงนบั กลับจากจุตจิ ติ ในเวลาที่ใกลจ้ ะตาย)

๒. ปัจจยุปบัน หมายถึง วิญญาณธาตุ ๗ ซ่ึงเป็นไปในปวัตติกาลของบุคคลผู้บังเกิด
ในปญั จโวการภมู ิ (เวน้ อรปู วบิ าก) และเจตสิก ๕๒

๓. ปจั จนกี ะ
๓.๑ ในขณะทอี่ ุบัตอิ ยูใ่ นจตุโวการภูมิ ธรรมทเี่ ปน็ ปจั จนีกะ ไดแ้ ก่ นามขันธ์ ๔ ที่
เป็นไปทั้งในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล โลภมูลจิต ๘ โมมูหจิต ๒ มโนทวาราวัชชนจิต
มหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ อรูปจิต ๑๒ โลกุตตรจิต ๗ (เว้นโสดาปัตติมรรค) และ
เจตสิก ๔๖ (เว้น โทสะ อิสสา มัจฉรยิ ะ กกุ กุจจะ อัปปมญั ญา)
๓.๒ รูปขันธ์เหล่าน้ี คือ จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป
อุตุชรูป อสัญญสตั ตกมั มชรูป และปวัตตกิ มั มชรปู
อน่ึง ในนิสสยปัจจัยนี้ นอกจากวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยแล้ว ยังมี วัตถารัมมณปุเร-
ชาตนสิ สยปจั จัยอีกปจั จัยหน่ึงซงึ่ ในพระบาลไี ม่ไดแ้ สดงไว้โดยตรง แต่โบราณาจารยท์ ้ังหลายได้
เพ่ิมเข้ามาในดว้ ย โดยมีการยกพระบาลีประโยคหนง่ึ วา่ “นิสฺสยปจจฺ ยาอารมฺมเณ ตณี ิ” ซึ่งมา
ในคมั ภรี ์บาลปี ัฏฐาน และอรรถกถาปัฏฐานน้ีเท่าน้นั

๙. อุปนิสสยปัจจยั

ค�ำว่า อุปนิสสยปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมท่ีช่วยอุปการะโดยความเป็นท่ีอาศัย
ที่มีก�ำลัง ดังที่ท่านอุปมาไว้ว่า ฝนเป็นปัจจัยส�ำคัญยิ่งในการหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหาร
ฉันใด อุปนิสสยปัจจัยก็เป็นปัจจัยที่มีความส�ำคัญย่ิงในการท�ำให้ปัจจยุปบันเกิดขึ้น ฉันน้ัน
หมายความว่า สภาวธรรมทง้ั หลายอาศัยสภาวธรรมใด เป็นปจั จยั หลกั ในการเกดิ ขึ้นหรอื ตั้งอยู่
สภาวธรรมนน้ั ทา่ นเรียกวา่ อุปนสิ สยปัจจยั

อปุ นสิ สยปจั จยั แบ่งเปน็ ๓ อยา่ ง คือ
๑. อารมั มณูปนิสสยปัจจยั ๒. อนนั ตรูปนิสสยปจั จัย
๓. ปกตปู นสิ สยปัจจยั
ในปัจจัยทั้ง ๓ อย่างนี้ อารัมมณูปนิสสยปัจจัยเหมือนกับอารัมมณาธิปติปัจจัย
(หมายเอาองค์ธรรมเหมอื นกนั แตล่ ักษณะการเก้อื หนนุ ของปัจจยั นัน้ แตกตา่ งกนั ) ส่วนอนนั ต-
รปู นสิ สยปจั จยั กค็ ลา้ ยกบั อนนั ตรปจั จยั จะแตกตา่ งกนั ตรงทอี่ นนั ตรปจั จยั นน้ั สามารถเกอ้ื หนนุ
เฉพาะแกธ่ รรมทเ่ี ปน็ สภาคะกบั ตนและเกดิ ถดั จากตนเทา่ นนั้ สว่ นอนนั ตรปู นสิ สยปจั จยั สามารถ
เป็นปจั จยั เก้อื หนนุ ได้ในฐานะทม่ี กี ำ� ลงั แรงส่งท่คี ่อนขา้ งจะรนุ แรงกว่า

เล่มท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔๐-๔๕ 365

ส่วนปกตูปนิสสยปัจจัยเป็นปัจจัยท่ีเกิดขึ้นต่างหากตามสภาพของตน ไม่ระคนกับ
อนันตรปัจจัยและอารัมมณปัจจัย ได้แก่ สภาวธรรมที่เกิดภายใน มีศรัทธา ศีล เป็นต้น และ
ธรรมภายนอก มีอตุ ุ โภชนะ บุคคล เสนาสนะ เป็นตน้

อุปนสิ สยปัจจัยมีองค์ประกอบ ดังน้ี
๑. ปัจจัย หมายถึง จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ และบัญญัติบางอย่าง เป็น
พลวปัจจัย พระอรรถกถาจารย์อธบิ ายว่า ตามนัยแหง่ มหาปัฏฐาน รูป ๒๘ ไม่เปน็ ปกตูปนิสสย-
ปจั จยั แต่ถา้ ตามนัยพระสตู ร แมแ้ ตร่ ปู ก็เปน็ ปกตูปนสิ สยปจั จยั ได้
๒. ปจั จยปุ บนั หมายถงึ จติ เจตสกิ ทง้ั หมดทเี่ ปน็ ไปในปวตั ตกิ าล และปฏสิ นธกิ าล
๓. ปัจจนีกะ หมายถึง จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป
อสญั ญสัตตกัมมชรปู และปวตั ตกิ มั มชรูป

ปกตูปนิสสยปัจจัยน้ีมีขอบเขตกว้างขวางมากดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “สภาวธรรมใดที่ไม่
สามารถนับเข้าในปัจจัยอ่ืน ๆ ได้ ให้ถือว่าสภาวธรรมน้ันเป็นปกตูปนิสสยปัจจัย” ด้วยเหตุน้ี
อาจารยท์ ัง้ หลายจงึ นิยมเรยี กปัจจยั นวี้ า่ มหาปเทสปัจจัย

อปุ นสิ สยปจั จยั นเ้ี ปน็ ไปไดท้ ง้ั ในปฏสิ นธกิ าลและปวตั ตกิ าล และยงั เปน็ ไปในกาลทง้ั สาม
คือปัจจุบัน อดีต อนาคตก็มี และพ้นจากกาลท้ังสามก็มี ท่านจึงเรียกว่า เตกาลิกปัจจัย หรือ
กาลวมิ ุตตปจั จัย

๑๐. ปเุ รชาตปัจจยั

ค�ำว่า ปุเรชาตปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดก่อน หมายถึง
ปจั จยั ทเ่ี ปน็ รปู ธรรมทเี่ กดิ ขน้ึ กอ่ นปจั จยปุ บนั ซง่ึ เปน็ นามธรรม แลว้ ทำ� อปุ การะแกป่ จั จยปุ บนั นนั้
ในขณะทปี่ ัจจัยน้กี ำ� ลงั เป็นไปอยู่

ปเุ รชาตปัจจยั มี ๑๑ อยา่ ง คอื วัตถุปุเรชาตะ ๕ อารมั มณปุเรชาตะ ๕ และหทัยวตั ถุ ๑
แต่ถ้าจำ� แนกโดยจำ� นวนหลกั ใหญ่ ๆ แล้ว มี ๒ อย่าง คือ

๑. วัตถุปเุ รชาตปจั จยั ๒. อารมั มณปุเรชาตปัจจยั
องคป์ ระกอบของปเุ รชาตปจั จยั นี้ ไดแ้ ก่ รปู อยา่ งเดยี ว ไมเ่ กย่ี วกบั นาม ดงั มรี ายละเอยี ด
ดงั นี้
๑. ปจั จัย ได้แก่ นิปผนั นรูป ๑๘ ท่เี ป็นปจั จุบัน
๒. ปจั จยปุ บัน ได้แก่ กามาวจรจติ ๕๔ เจตสิก ๕๐ (เวน้ อภญิ ญา ๒ คอื ทพิ พจกั ขุ
ทพิ พโสตะ หรืออิทธิวิธิ และอปั ปมญั ญา) ของบคุ คลผเู้ กิดในปัญจโวการภูมิ

366 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๓. ปจั จนกี ะ ได้แก่ สภาวธรรมเหล่านีค้ ือ จติ ๗๖ ดวง (เวน้ ทวปิ ญั จวญิ ญาณ ๑๐
และมโนธาตุ ๓) เจตสิก ๕๒ จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูปอาหารชรูป อุตุชรูป
อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป ซึ่งท�ำหน้าที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย และที่ก�ำลังอยู่
ในช่วงท่ีมไิ ดท้ �ำหน้าท่เี ป็นอารัมมณปเุ รชาตปจั จัย

๑๑. ปัจฉาชาตปจั จยั

ค�ำว่า ปัจฉาชาตปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดทีหลัง
หมายถึง นามธรรมที่ท�ำอุปการะแก่รูปธรรมท่ีอุบัติข้ึนก่อน อุปมาเหมือนความปรารถนาหรือ
ความหวงั จะไดอ้ าหารของลกู นกแรง้ ทยี่ งั ไมเ่ คยลมิ้ รสอาหารมากอ่ น ความปรารถนานนั้ สามารถ
เป็นปัจจัยส่งเสริมให้ร่างกายของลูกนกแร้ง (ซ่ึงเกิดข้ึนก่อนความหวังนั้น) แข็งแกร่งขึ้นฉันใด
นามธรรมในปจั ฉาชาตปัจจยั นกี้ ฉ็ นั น้นั

ปัจฉาชาตปัจจัยนี้ย่อมเป็นไปในปวัตติกาลและในปัจจุบันกาลเท่านั้น ดังน้ัน ถึงแม้ว่า
ปจั จยั น้จี ะได้ชอ่ื ว่า ปจั ฉาชาตะ (เกดิ ทีหลงั ) แตก่ ็มิไดห้ มายความว่า เปน็ ปัจจยั ในอนาคตซ่ึงยัง
ไม่ได้อุบัติ แต่แท้ท่ีจริงแล้ว ตัวปัจจัยจะต้องมีปรากฏอยู่แล้วเท่าน้ัน จึงจะสามารถเป็นปัจจัย
อปุ การะแก่ธรรมอ่นื ได้

ปจั จยั ทีจ่ ดั อยใู่ นประเภทของปัจฉาชาตปจั จัย มี ๓ อยา่ ง (รวมท้ังตัวปจั ฉาชาตปัจจัย
ดว้ ย) คอื

๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ๒. ปจั ฉาชาตตั ถิปจั จยั
๓. ปจั ฉาชาตอวิคตปจั จัย
ปัจฉาชาตปัจจัยสามารถมีได้เฉพาะในปัญจโวการภูมิเท่าน้ัน ส่วนองค์ประกอบของ
ปจั ฉาชาตปัจจัยนี้ มีดังนี้
๑. ปจั จัย ได้แก่ นามธรรมในปัญจโวการภูมิ กล่าวคอื จติ ๘๕ ไมน่ บั อรูปวิปากจติ ๔
นับแตป่ ฐมภวังคจติ เป็นตน้ ซ่ึงเป็นจิตที่เกดิ ขนึ้ ภายหลงั จติ เหล่านชี้ ่ือวา่ เป็นปจั ฉา
๒. ชาตปจั จยั
ปจั จยปุ บัน ไดแ้ ก่ เอกชกาย (รปู ท่เี กดิ เพราะกรรมเท่านนั้ ) ทวิชกาย (รูปท่เี กดิ เพราะ
กรรมและอุตุ) ติชกาย (รูปที่เกิดเพราะกรรม อุตุ และจิต) จตุชกาย (รูปท่ีเกิดเพราะกรรม
จิต อุตุ และอาหาร) ที่อุบัติพร้อมจิตมปี ฏสิ นธิจติ เปน็ ต้น ซง่ึ อุบัตขิ ึ้นกอ่ นนามธรรมฝ่ายปัจจัย
และตอ้ งเป็นรูปธรรมที่ด�ำรงอย่ใู นฐติ ิขณะดว้ ย
อีกนัยหน่ึง ได้แก่ รูปเหล่านี้ คือ เอกสมุฏฐานิกกาย ทวิสมุฏฐานิกกาย ติสมุฏฐานิก-
กาย จตสุ มฏุ ฐานกิ กาย ทอี่ บุ ตั พิ รอ้ มจติ มปี ฏสิ นธจิ ติ เปน็ ตน้ ซง่ึ อบุ ตั ขิ น้ึ กอ่ นนามธรรมฝา่ ยปจั จยั
และต้องเปน็ รูปที่ด�ำรงอยู่ในฐติ ขิ ณะด้วย (พึงทราบว่า ในพระบาลี - อรรถกถา - ฎีกา ไม่มกี าร

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๔๐-๔๕ 367

แสดงเอกสมฏุ ฐานิกกายและทวิสมฏุ ฐานกิ กายไวโ้ ดยตรง)
๓. ปจั จนกี ะ ได้แก่ จิต เจตสิก จติ ตชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรปู อสญั ญ-

สตั ตกมั มชรูป ปวัตติกมั มชรูป

๑๒. อาเสวนปจั จัย

ค�ำว่า อาเสวนปจั จยั แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอปุ การะโดยความเสพบอ่ ย ๆ หมายถึง
สภาวธรรมทสี่ ามารถทำ� อปุ การะชว่ ยเหลอื สภาวธรรมทงั้ หลายทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ถดั จากตน ใหม้ สี ภาพ
เหมอื นกบั ตน ดว้ ยวธิ กี ารเสพหรอื ฝกึ ฝนอยเู่ นอื ง ๆ ทง้ั นเ้ี พอ่ื เปน็ การสรา้ งพลงั และความเคยชนิ
ใหแ้ กส่ ภาวธรรมทีจ่ ะเกดิ ถดั จากตน เปรยี บเหมือน กับการเลา่ เรยี นคัมภีร์ ถา้ ได้เลา่ เรยี นคัมภรี ์
ชนั้ พื้นฐานจนคล่องขึ้นใจแลว้ คมั ภรี ์ชัน้ พืน้ ฐานน้ีก็จะเปน็ อปุ การะแก่คมั ภีรช์ ้นั ตอ่ ๆ ไปไดเ้ ป็น
อย่างดี

ในอรรถกถาของคัมภีร์ปัฏฐานท่านจ�ำแนกอาเสวนปัจจัยด้วยองค์ธรรม ๓ อย่าง คือ
(๑) กุศลชวนจิต (๒) อกศุ ลชวนจติ (๓) กิริยาชวนจิต แตม่ ีอาจารยบ์ างทา่ น กลา่ วว่ามี ๔ อย่าง
โดยเพ่ิมผลชวนจติ เขา้ มาอกี ๑ อย่าง

อาเสวนปัจจัยนี้เป็นไปในปวัตติกาลและในอดีตกาลเท่าน้ัน นอกจากน้ียังเป็นปัจจัยท่ี
จดั อยู่ในประเภทของอนนั ตรปจั จยั สามารถเกดิ ไดใ้ นภพภูมทิ งั้ หมด เว้นเอกโวการภูมิ การทจ่ี ะ
เขา้ ใจระบบการทำ� งานของอาเสวนปัจจยั ได้นัน้ จะต้องมคี วามร้เู รื่องวิถจี ติ เปน็ อยา่ งดี

อาเสวนปัจจัยมอี งคป์ ระกอบ ดังนี้
๑. ปจั จยั ได้แก่ ชวนจติ ทเี่ ปน็ ฝา่ ยโลกยิ ะ ๔๗ เจตสกิ ๕๒ (เว้นชวนจิตดวงสดุ ท้าย)
อีกนัยหนึ่ง (เป็นนัยของคัมภีร์ปัฏฐานสารวิภาวนี) ได้แก่ ชวนจิต ๕๕ (เว้นชวนจิต
ดวงสดุ ทา้ ย) เจตสกิ ๕๒
๒. ปัจจยุปบัน ได้แก่ ชวนจิต ๕๑ (เว้นปฐมชวนจิตและผลชวนจิต ๔) เจตสิก ๕๒
อีกนัยหนึ่ง (เป็นนัยของคัมภีร์ปัฏฐานสารวิภาวนี) ได้แก่ ชวนจิต ๕๕ (เว้นปฐมชวนจิต)
เจตสิก ๕๒
๓. ปัจจนีกะ ได้แก่ ปฐมชวนจิตของกามชวนวิถี ชวนอาวัชชนจิต ๒ วิปากจิต ๓๖
เจตสกิ ๕๒ ปฏสิ นธกิ มั มชรปู พาหริ รปู อาหารชรปู อตุ ชุ รปู อสญั ญสตั ตกมั มชรปู ปวตั ตกิ มั มชรปู
อน่ึง อาเสวนปัจจัยน้ีย่อมเป็นไปในปวัตติกาลและในอดีตกาลเท่าน้ัน (หมายความว่า
ภายหลงั จากทดี่ ับแลว้ เทา่ นั้น จึงจะสามารถเป็นปจั จัยแกธ่ รรมอ่ืนได้) นอกจากน้ี ทา่ นจดั ให้อยู่
ในประเภทอนนั ตรปัจจยั เป็นไปได้ในภูมทิ ัง้ หมด ยกเวน้ เอกโวการภมู ิ

368 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๑๓. กมั มปัจจัย

ค�ำว่า กัมมปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมท่ีช่วยอุปการะโดยความเป็นกรรม หมายถึง
เจตนา คือ สภาวธรรมที่เป็นผู้บงการให้จิตท�ำอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่ีเรียก เจตนาว่ากัมมปัจจัย
เพราะสามารถชว่ ยเหลอื เก้ือกลู การทำ� งานของสมั ปยตุ ตธรรม ใหส้ �ำเรจ็ ไปด้วยดี

กมั มปัจจยั มี ๒ อยา่ ง คอื
๑. นานาขณิกกมั มปัจจยั ๒. สหชาตกัมมปจั จยั

นานาขณิกกัมมปัจจัยมีองคป์ ระกอบ ดังน้ี
๑. ปัจจัย ได้แก่ กุศลเจตนาและอกศุ ลเจตนา ท่ีเปน็ อดีต ๓๓ ดวง
๒. ปัจจยุปบัน ได้แก่ วิปากจิต ๓๖ เจตสิก ๓๘ ปฏิสนธิกัมมชรูป อสัญญสัตต-
กัมมชรูป ปวตั ติกมั มชรูป
๓. ปจั จนีกะ ได้แก่ กศุ ลจิต ๒๑ อกุศลจติ ๑๒ กริ ิยาจติ ๒๐ เจตสิก ๕๒ จิตตชรปู
พาหิรรปู อาหารชรูป อุตชุ รปู

สหชาตกัมมปัจจยั มีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี
๑. ปจั จัย ไดแ้ ก่ เจตนาเจกสิกที่ประกอบในจติ ท้งั ๘๙ ดวง
๒. ปจั จยุปบัน ได้แก่ จติ ๘๙ เจตกสิก ๕๑ (เว้นเจตนาเจตสิก) จติ ตชรูป ปฏสิ นธ-ิ
กมั มชรูป
๓. ปัจจนีกะ ไดแ้ ก่ เจตนาเจตสิกท่ปี ระกอบในจิตทัง้ ๘๙ ดวง พาหริ รปู อาหารชรปู
อุตชุ รปู อสัญญสตั ตกัมมชรปู ปวัตติกมั มชรูป

๑๔. วิปากปัจจยั

ค�ำว่า วิปากปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นวิบาก หมายถึง
สภาวธรรมท่เี ป็นผลของกรรม อุบัตขิ นึ้ ตามอำ� นาจแห่งกรรมโดยปราศจาก ความพยายามของ
ผู้กระทำ�

วิบากน้ีท�ำหน้าท่ีเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้สภาวธรรมท่ีเกิดขึ้นโดยท�ำนองเดียวกันกับตน
เปรียบเสมือนลมเยน็ ทพ่ี ัดมากระทบบุคคลผ้อู ยใู่ นร่มแล้วฉะน้นั

วปิ ากปัจจัยมีองค์ประกอบ ดังน้ี
๑. ปัจจัย ได้แก่ นามขันธ์ที่เป็นไปในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล ซ่ึงประกอบด้วย
วิปากจติ ๓๖ เจตสิก ๓๘ ท่ีเปน็ อุปการะแกน่ ามขันธ์ดว้ ยกัน และแกจ่ ิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรปู

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔๐-๔๕ 369

๒. ปัจจยุปบัน ได้แก่ นามขันธ์ ซึ่งประกอบด้วยวิปากจิต ๓๖ เจตสิก ๓๘ ได้รับ
อุปการะจากนามขันธ์กลมุ่ เดยี วกนั ซงึ่ ทำ� หนา้ ที่เปน็ ปจั จัย นอกจากนามขนั ธแ์ ล้วยงั มีจิตตชรูป
(เวน้ วญิ ญตั ตริ ูป ๒) ปฏิสนธิกมั มชรปู ตามสมควร
๓. ปัจจนกี ะ ไดแ้ ก่ กุศลจติ ๒๑ อกศุ ลจติ ๑๒ กริ ยิ าจติ ๒๐ เจตสิก ๒๕ จติ ตชรปู
พาหิรรปู อาหารชรปู อตุ ชุ รูป อสัญญสัตตกมั มชรูป และปวตั ติกมั มชรปู
อน่ึง ความเป็นปัจจัยก็ดี ปัจจยุปบันก็ดี ปัจจนีกะก็ดี พึงทราบโดยนัยสังเขปว่า
ท่านได้แบ่งนามขันธ์ ๔ ออกเป็น ๑๕ คร้ัง คือ เอกกะ ๔ คร้ัง ติกะ ๔ คร้ัง ทุกะ ๖ คร้ัง
จตุกกะ ๑ ครั้ง ดงั น้ี
เอกกะ ๔ ครัง้ ประกอบด้วย
เวทนา ๑ ครง้ั
สญั ญา ๑ ครั้ง
สังขาร ๑ ครง้ั
วิญญาณ ๑ ครง้ั
ตกิ ะ ๔ ครัง้ ประกอบด้วย
เวทนา สญั ญา สังขาร ๑ ครั้ง
สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ๑ ครั้ง
สงั ขาร วญิ ญาณ เวทนา ๑ ครั้ง
วญิ ญาณ เวทนา สญั ญา ๑ ครงั้
ทกุ ะ ๖ ครัง้ ประกอบด้วย
เวทนา สญั ญา ๑ ครง้ั
เวทนา สังขาร ๑ ครั้ง
เวทนา วิญญาณ ๑ ครง้ั
สัญญา สังขาร ๑ คร้ัง
สัญญา วญิ ญาณ ๑ ครง้ั
สังขาร วญิ ญาณ ๑ ครั้ง
จตกุ กะ ๑ ครงั้ ได้แก่ เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ
ในเอกกะ ๔ คร้งั น้นั ได้มีการแยกทำ� อุปการะแกก่ นั และกัน ดงั น้ี
๑. เวทนาเป็นปัจจยั แก่สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ
๒. สญั ญาเป็นปจั จยั แกส่ งั ขาร วญิ ญาณ และเวทนา
๓. สังขารเป็นปจั จยั แกว่ ิญญาณ เวทนา และสญั ญา
๔. วญิ ญาณเปน็ ปัจจยั แก่เวทนา สัญญา และสงั ขาร

370 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ในตกิ ะ ๔ คร้ังนน้ั ได้มกี ารแยกท�ำอุปการะแก่กันและกัน ดังนี้
๑. เวทนา สัญญา สังขารเปน็ ปจั จยั แก่วญิ ญาณ
๒. สญั ญาเป็นปจั จยั แก่สงั ขาร วิญญาณ และเวทนา
๓. สังขาร วญิ ญาณ และเวทนาเปน็ ปัจจัยแกส่ ญั ญา
๔. วิญญาณ เวทนา และสญั ญาเป็นปจั จัยแก่สังขาร
ในทุกะ ๖ ครง้ั นั้น ได้มีการแยกทำ� อปุ การะแก่กนั และกัน ดงั น้ี
๑. เวทนา สัญญาเปน็ ปจั จยั แกส่ ังขาร วิญญาณ
๒. เวทนา สงั ขารเป็นปจั จัยแกส่ ญั ญา วิญญาณ
๓. เวทนา วญิ ญาณเป็นปัจจัยแก่สญั ญา สงั ขาร
๔. สญั ญา สังขารเป็นปัจจยั แกเ่ วทนา วิญญาณ
๕. สัญญา วิญญาณเป็นปจั จัยแก่เวทนา สงั ขาร
๖. สงั ขาร วญิ ญาณเป็นปัจจัยแก่เวทนา สญั ญา

๑๕. อาหารปัจจัย

ค�ำว่า อาหารปจั จัย แปลว่า สภาวธรรมท่ชี ว่ ยอปุ การะโดยความเปน็ อาหาร หมายถงึ
อาหาร ๔ อยา่ ง คอื

๑. กวฬิงการาหาร ๒. ผัสสาหาร
๓. มโนสญั เจตนาหาร ๔. วญิ ญาณาหาร
ธรรมท้ัง ๔ อย่างนี้ มีความสามารถในการสร้างและหล่อเล้ียงนามธรรมและรูปธรรม
ให้มีชีวิตเป็นอยู่ได้ เช่น กวฬิงการาหารหล่อเล้ียงโอชัฏฐมกรูป ผัสสาหาร หล่อเล้ียงเวทนา
๓ อย่าง มโนสัญเจตนาหารกล่าวคือกุศลกรรมและอกุศลกรรมน�ำมาซึ่งปฏิสนธิในภพภูมิ
ทง้ั สาม วิญญาณาหารกลา่ วคอื ปฏสิ นธิวิญญาณ หล่อเล้ียงนามรปู ทเ่ี ป็นสหชาติ
อาหารปจั จยั แบง่ เป็น ๒ อยา่ ง คอื
๑. รูปอาหารปจั จัย ๒. นามอาหารปจั จยั

รปู อาหารปัจจยั มอี งคป์ ระกอบดังนี้
๑. ปัจจัย ได้แก่ จตุสมุฏฐานิกโอชารูป ท่ีเป็นปัจจัยแก่จตุสมุฏฐานิกรูปซึ่งเป็นไป
ในกลาปเดยี วกันและต่างกัน
๒. ปัจจยุปบัน ได้แก่ จตุสมุฏฐานิกรูปท่ีเป็นไปในกลาปเดียวกันและต่างกัน ยกเว้น
โอชารปู ท่ีเปน็ ไปในกลาปเดียวกนั
๓. ปัจจนกี ะ ไดแ้ ก่ จิต ๒๙ เจตสิก ๕๒ พาหริ รปู

เล่มท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔๐-๔๕ 371

นามอาหารปัจจยั มอี งคป์ ระกอบดงั น้ี
๑. ปัจจยั ไดแ้ ก่ นามอาหาร ๓ ชนดิ คือ ผสั สะ เจตนา และวิญญาณ
๒. ปัจจยุปบัน ไดแ้ ก่ จิต ๒๙ เจตสิก ๕๒ จิตตชรูป ปฏิสนธกิ ัมมชรูป
๓. ปัจจนีกะ ได้แก่ พาหิรรูป อาหารชรูป อสญั ญสตั ตกมั มชรปู ปวัตติกัมมชรูป
ในอรรถกถา นอกจากจะแบง่ อาหารปจั จัยเป็น ๔ อย่างแลว้ ท่านยงั แบง่ นามอาหารไว้
โดยชาติ ๔ ชาติ คอื กุศลชาติ อกุศลชาติ วิปากชาติ และกิริยาชาติ และยังแบ่งโดยภมู ิ ๔ ภมู ิ
อกี คือ นามอาหารท่เี ปน็ ฝ่ายกศุ ลชาติ มี ๔ ภมู ิ ทีเ่ ปน็ ฝ่ายอกศุ ลชาติ มี ๑ ภูมิ ทเ่ี ป็นฝา่ ยวปิ าก
ชาติมี ๔ ภูมิ ท่ีเปน็ ฝ่ายกิริยามี ๓ ภูมิ
ส่วนกวฬงิ การาหารเปน็ อัพยากฤตโดยชาติ เป็นกามาวจรโดยภมู ิ

๑๖. อนิ ทรยี ปัจจยั

ค�ำว่า อินทรียปจั จัย แปลว่า สภาวธรรมทชี่ ่วยอปุ การะโดยความเปน็ อินทรยี ์ หมายถงึ
สภาวธรรมที่เป็นใหญ่ น�ำหน้าธรรมอื่น สภาวธรรมน้ีเป็นปัจจัยแก่ธรรม อ่ืนโดยการเป็นผู้น�ำ
โดยท่ัวไปท่านจ�ำแนกไว้ ๒๒ อยา่ ง (ในคัมภรี ์อภิธมั มัตถสังคหะ ทา่ นเรยี งล�ำดับแหง่ อินทรยี ์ไว้
แตกตา่ งไปจากพระบาลอี นิ ทรยี ยมกเลก็ นอ้ ย) และถงึ แมว้ า่ อนิ ทรยี จ์ ะมี ๒๒ อยา่ ง แตท่ ที่ ำ� หนา้ ท่ี
เป็นปัจจัยมีเพียง ๒๐ อย่างเท่านั้น คือ เว้นอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ (อภิ.อ. ๓/๑๖/๔๓๓)
ส่วนสาเหตุที่เว้นอินทรีย์ทั้ง ๒ อย่างนี้ เพราะว่าอินทรีย์ดังกล่าวไม่สามารถเป็นปัจจัยช่วยให้
การสนับสนุนแก่เพศหญิงและเพศชายได้ เช่น ในเวลาที่น้ํากลละเริ่มก่อตัว เพราะในขณะน้ัน
แต่ละเพศยังไม่ปรากฏเลย ดังน้ัน อินทรีย์ทั้ง ๒ อย่างน้ีจึงไม่อาจที่จะท�ำหน้าที่เป็นปัจจัย
แกส่ ภาวธรรมอืน่ ๆ เลย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้อินทรีย์ท้ัง ๒ อย่างนี้จะมิใช่ปัจจัย แต่ก็มิได้หมายความว่า
ทัง้ อิตถนิ ทรียแ์ ละปรุ สิ นิ ทรีย์จะหมดสทิ ธ์ิเป็นปจั จยั ในปัฏฐานโดยประการท้งั ปวง

เพราะวา่ อนิ ทรยี ท์ งั้ ๒ อยา่ งนย้ี งั สามารถทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ปกตปู นสิ สยปจั จยั แกส่ ภาวธรรม
เหล่าอื่นตามนัยแห่งสุตตันตะได้อยู่ เพราะฉะน้ันจึงยังเป็นธรรมท่ีจัดอยู่ภายในปัจจยธรรม
เหมือนกนั

ทา่ นจำ� แนกอินทรยี ปัจจัยไว้ ๓ อย่างคอื
๑. ปเุ รชาตนิ ทรยี ปัจจัย ๒. รูปชวี ิตินทรียปัจจยั
๓. สหชาตนิ ทรียปัจจยั


Click to View FlipBook Version