The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:33:40

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

122 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

ถ้าจะถามว่า รู้ได้อย่างไรว่ารูปขันธ์และเวทนาขันธ์ในตัวอย่างทั้งสองสัมปยุตด้วยและ
วิปปยุตจากขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร คำ� ตอบคอื ตอ้ งเข้าใจเรื่อง

สัมปยตุ ตธรรมและวิปปยุตตธรรม เป็นอยา่ งดี ดังจะไดอ้ ธิบายในตอนท่ีวา่ ด้วยเนือ้ หา
ต่อไป
๖.๒ เนื้อหาของฉัฏฐนยั

ตามวิธีการดังกล่าว เนื้อหาของฉัฏฐนัยประกอบด้วยสภาวธรรมจ�ำนวน ๒๕๐ บท
มาจากอัพภันตรมาตกิ า ๙๒ บท จากพาหริ มาติกา ๑๕๘ บท ดงั นี้

อัพภันตรมาติกา ๙๒ บท คือ ขันธ์ ๕ บท อายตนะ ๑๑ บท (เว้นธัมมายตนะ)
ธาตุ ๑๗ บท (เว้นธัมมธาตุ) สัจจะ ๓ บท (เว้นทุกขสัจ) อินทรีย์ ๒๑ (เว้นชีวิตินทรีย์)
ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๗ บท (เวน้ สฬายตนะ นามรปู ภพใหญ่ ๔ บท ชาติ ชราและมรณะ) สภาวธรรม
ต่อจากปฏิจจสมปุ บาท ๑๖ บท พาหริ มาตกิ า ๑๕๘ บท คอื ติกมาติกา ๔๗ บท (ดูรายละเอียด
ในข้อ ๒๕๗-๒๗๖) และทุกมาติกา ๑๑๑ บท (ดูรายละเอยี ดในขอ้ ๒๗๗-๓๐๕)

สภาวธรรม ๒๕๐ บทนี้ แบง่ เป็น ๓ กลมุ่ คือ
๑. กลุ่มสภาวธรรมทเี่ ปน็ สมั ปยตุ ตธรรม
๒. กล่มุ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ วิปปยตุ ตธรรม
๓. กลุ่มสภาวธรรมทเ่ี ป็นท้ังสัมปยตุ ตธรรมและวปิ ปยุตตธรรม
กลุ่มสภาวธรรมทเี่ ปน็ สมั ปยตุ ตธรรม ได้แกน่ ามขนั ธ์ ๔ คอื (๑) เวทนาขนั ธ์ (๒) สญั ญา
ขันธ์ (๓) สังขารขันธ์ (๔) วิญญาณขันธ์ นามขันธ์เหล่านี้ต่างสัมปยุต ด้วยกัน หมายความว่า
เวทนาขันธ์สัมปยตุ ดว้ ยนามขนั ธอ์ ีก ๓ ขนั ธ์ และนามขนั ธท์ ั้ง ๓ ขันธ์กส็ ัมปยุตด้วยเวทนาขันธ์
เวทนาขนั ธ์และสญั ญาขนั ธส์ มั ปยุตดว้ ยนามขนั ธอ์ ีก ๒ ขนั ธ์ และนามขนั ธอ์ กี ๒ ขันธก์ ็สมั ปยตุ
ดว้ ยเวทนาขันธแ์ ละสญั ญาขันธ์

ลักษณะของสมั ปยุตตธรรม
เหตุท่ีนามขันธ์เหล่าน้ีสัมปยุตด้วยกันแบบท้ังหมดนี้เพราะมีลักษณะร่วมกัน
๔ ประการคือ (๑) เกดิ ร่วมกัน (เอกปุ ปาทะ) (๒) ดบั รว่ มกัน (เอกนิโรธะ) (๓) มอี ารมณเ์ ดยี วกนั
(เอการมั มณะ) (๔) มวี ตั ถทุ ีต่ ง้ั อนั เดียวกนั (เอกวัตถกุ า)
กลุ่มสภาวธรรมท่ีเป็นวิปปยุตตธรรม ได้แก่สภาวธรรมท่ีไม่มีลักษณะร่วมกัน ๔ อย่าง
ดังกลา่ วข้างตน้ สภาวธรรมทเี่ ป็นวปิ ปยุตตธรรมมี ๓ พวกคือ
๑. สภาวธรรมที่เป็นวิปปยุตตธรรมแบบทั้งหมด ได้แก่ (๑) รูปธรรมวิปปยุตจาก
นามขันธ์ ๔ (๒) นิพพาน วปิ ปยตุ จากนามขันธ์ ๔

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 123

๒. สภาวธรรมท่ีเป็นวิปปยุตตธรรมแบบบางส่วน เช่น นามขันธ์ ๔ ถ้าเวทนาขันธ์กับ
นามขันธ์อีก ๓ ขนั ธ์ สญั ญาขันธก์ ับนามขันธอ์ กี ๓ ขันธ์ สังขารขันธ์ กับนามขนั ธอ์ ีก ๓ ขันธ์
และวิญญาณขันธ์กับนามขันธ์อีก ๓ ขันธ์ ต่างมลี ักษณะแห่งสัมปยตุ ตธรรม ๔ ประการ กถ็ อื ว่า
สัมปยตุ ด้วยกนั แตใ่ นทางตรงกนั ข้าม ถา้ ไมม่ ลี กั ษณะ ๔ ประการนี้ก็ถือวา่ วิปปยตุ จากกนั
๓. สภาวธรรมท่ีไมเ่ ปน็ ทั้งสัมปยุตตธรรมและวปิ ปยุตตธรรม เช่น
๑. รูปขันธก์ บั นิพพาน ๒. รปู ธรรมกับรปู ธรรม
๓. เวทนาขนั ธ์กับเวทนาขนั ธ์ ๔. สญั ญาขนั ธก์ ับสญั ญาขนั ธ์
๕. สังขารขนั ธก์ บั สังขารขันธ ์ ๖. วิญญาณขนั ธก์ บั วญิ ญาณขนั ธ์
๗. ผสั สะกบั ผัสสะ ๘. เจตนากับเจตนา
สภาวธรรมเหลา่ นแ้ี ตล่ ะคตู่ า่ งไมส่ มั ปยตุ ดว้ ยกนั เพราะไมม่ ลี กั ษณะแหง่ สมั ปยตุ ตธรรม
๔ ประการ ทง้ั ไม่วปิ ปยตุ จากกัน เปรียบเหมอื นบุคคล กล่าวไมไ่ ดว้ ่าตวั เราเหมอื นกบั ตวั เราหรือ
ต่างกับตัวเอง มีแต่ตัวเองเหมือนหรือต่างกับผู้อ่ืน ฉันใด ปฐวีกับปฐวี เวทนากับเวทนา
ก็สัมปยุตด้วยกันหรือวิปปยุตจากกันไม่ได้ฉันนั้น ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า สภาวธรรมเหล่านี้
ไม่เปน็ ท้งั สัมปยุตตธรรมและวิปปยตุ ตธรรม

ข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น เม่ือกล่าวว่าสังขารกับสังขารไม่เป็น
ท้ังสัมปยุตด้วยกันและวิปปยุตจากกัน ให้หมายความว่าผัสสะกับผัสสะ เจตนากับเจตนา
เปน็ ตน้ ไมส่ ัมปยตุ ดว้ ยหรอื วปิ ปยตุ จากเจตสกิ ๕๐ ของสังขารขันธ์ แต่ผสั สะกบั เจตนา ผัสสะ
กับปญั ญา เปน็ ต้น สัมปยตุ ดว้ ยกัน

ลกั ษณะของวปิ ปยตุ ตธรรม
วิปปยุตตธรรม มลี ักษณะร่วมกัน ๔ ประการ คอื
๑. เปน็ วิปปยุตโดยภมู ิหรอื ชน้ั เช่น มหาภตู รูปตา่ งกับสขุ มุ รปู นามธรรมท่วั ไปตา่ งกบั
ปรมตั ถธรรม
๒. เปน็ วปิ ปยุตโดยชาติ เช่น ความต่างกนั ระหว่างกุศลธรรมกับอกุศลธรรม สภาวธรรม
ทีใ่ ห้ผลกับสภาวธรรมทไ่ี ม่ให้ผล สภาวธรรมท่ีมีเหตกุ บั สภาวธรรมทีไ่ มม่ เี หตุ
๓. เปน็ วปิ ปยตุ โดยกาล เชน่ สภาวธรรมทเี่ ปน็ อดตี ตา่ งกบั สภาวธรรมทเี่ ปน็ อนาคตและ
ปจั จุบนั อน่งึ การทจ่ี กั ขวุ ิญญาณธาตวุ ปิ ปยุตจากวญิ ญาณธาตทุ ี่เหลือก็เป็นวิปปยุตโดยกาล
๔. เปน็ วปิ ปยตุ โดยสนั ตานะ หรอื สนั ดาน (การสบื เนอื่ ง) เชน่ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ สสงั ขารกิ
ตา่ งกบั สภาวธรรมท่ีเป็นอสงั ขาริก สภาวธรรมทีเ่ ปน็ อัชฌตั ตะต่างกบั สภาวธรรมทเ่ี ปน็ พหิทธา

124 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

๖.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของฉัฏฐนัย

ปจุ ฉาวาระ จกั ขุธาตุ วสิ ัชนาวาระ

[๒๓๓] จกั ขธุ าตสุ มั ปยตุ ดว้ ยขันธ์ ไมม่ ีการสมั ปยตุ
อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร
จกั ขุธาตวุ ิปปยุตจากขันธ์ จกั ขุธาตวุ ปิ ปยุตจากขันธ์ ๔
อายตนะ และธาตุเทา่ ไร อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และวิปปยุตจาก
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น

ปจุ ฉาวาระ มคั คสัจ วิสชั นาวาระ

[๒๓๕] มคั คสจั สมั ปยุตดว้ ยขนั ธ์ มัคคสัจสัมปยุตดว้ ยขันธ์ ๓
อายตนะ และธาตเุ ท่าไร อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ และสมั ปยุต
ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น
มัคคสัจวิปปยุตจากขนั ธ์ มัคคสจั วิปปยตุ จากขนั ธ์ ๑
อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๖ และวิปปยตุ จาก
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วน

สภาวธรรมทเ่ี ป็นกุศล (ตกิ มาตกิ า)
ปุจฉาวาระ วิสัชนาวาระ
[๒๕๗] สภาวธรรมทเ่ี ป็นกศุ ลสมั ปยุต ไมม่ ีการสัมปยุต
ด้วยขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร
สภาวธรรมทีเ่ ปน็ กศุ ลวิปปยตุ สภาวธรรมท่เี ป็นกศุ ลวิปปยตุ จาก
จากขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๒ และ
วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 125

สภาวธรรมที่เปน็ เหตุ (ทุกมาตกิ า)
ปจุ ฉาวาระ วสิ ัชนาวาระ
[๒๗๗] สภาวธรรมท่เี ป็นเหตสุ ัมปยุต สภาวธรรมท่ีเปน็ เหตสุ มั ปยตุ ด้วย
ด้วยขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑
และสัมปยุตด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
บางส่วน
สภาวธรรมท่เี ป็นเหตุวิปปยตุ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ เหตุวปิ ปยตุ จาก
จากขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๖
และวปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
บางสว่ น

(ดแู ผนภมู ทิ ่ี ๙ ประกอบ)

126 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์

ธมั มายตนะ ๑
ธมั มธาตุ ๑
(สขุ มุ . + นพิ พาน)
ธมั มายตนะ ๑
ธมั มธาตุ ๑
(เจตสกิ ๕๒)

ธาตุ

รปู ขนั ธ์ ๑
โอฬารกิ อายตนะ ๑๐
มนนามายขตนั นธ์ะ๑๑
เจตสกิ
ธมั มายตนะ ๑
ธมั มธาตุ ๑
สงั ขารขนั ธ์ ๑

วญิ ญาณขนั ธ์ ๑

มนายตนะ ๑
นามขนั ธท์ เ่ี หลอื
แผนภมู ิที่ ๙
แสดงตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของฉัฏฐนัย

สภาวธรรมทีส่ ัมปยตุ ดว้ ย สภาวธรรมท่สี มั ปยตุ ด้วย สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยุตจาก สภาวธรรมท่วี ปิ ปยตุ จาก
ลำ� ดบั หวั ขอ้ ในธาตกุ ถา บทตัง้ ทั้งหมด บทต้ัง บางสว่ น บทตง้ั ทง้ั หมด บทตงั้ บางส่วน

สภาวธรรม ๒๕๐ บท

๒๒๘ รูปขนั ธ์ ”” ((โวอิญ ฬญารา๑ ิกณ๗ธ๐ธาตาตุ ๑ุ ๗๐)) ”
๒๒๙
เวทนาขันธ ์ ๓ ” ” ” ๕๑ ”

๒๓๓ จสักมขทุ ายจสตจั น ะ ๓ ” (ม โนว ๑ญิ ญาณ) ” ” ๒๑ ” ” ๗ ”
๒๓๕ ๑๖๑ ”

๒๕๗ อธิโมกข ์ ๓ ”” (มโน ว๑ญิ๒ญ๒ าณ ) ” ” ๕๐๓ ” ๑๕๔ ”
๒๗๗ สภาวธรรมที่เปน็ เหตุ ๓ ” ” ๑๖๑ ”

๑ เวน้ มโนวญิ ญาณธาตุ และ ธมั มธาตุ ๒ มโนธาตุ และ มโนวญิ ญาณธาตุ พระอภธิ รรมปิฎก
๓ เวน้ อธโิ มกข์ และ วจิ กิ จิ ฉา ๔ ตงั้ แต่ จกั ขธุ าตุ - กายวญิ ญาณธาตุ

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 127

๗. สัตตมนัย
สมั ปยุตเตนวิปปยตุ ตปทนิทเทส

๗.๑ วิธีการของสัตตมนยั
คำ� วา่ สมั ปยตุ เตนวปิ ปยตุ ตปทนทิ เทส แปลวา่ การแสดงบททปี่ ระกอบเขา้ ไมไ่ ดก้ บั บท

ท่ีประกอบเข้าได้ หมายความว่า ในสัตตมนัยนี้ พระผู้มีพระภาคทรงน�ำสภาวธรรมที่ประกอบ
เข้าไม่ได้กับสภาวธรรมท่ีประกอบเข้าได้มาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ ด้วยวิธีการที่
เรยี กวา่ สมั ปยตุ เตนวปิ ปยตุ ตนยั เพอ่ื หาสภาวธรรมทป่ี ระกอบเขา้ ไมไ่ ดห้ รอื วปิ ปยตุ ตธรรม เชน่

ปจุ ฉาวาระ เวทนาขันธ์ วสิ ชั นาวาระ

[๓๐๖] สภาวธรรมเหล่าใด (ท่ี ๑) สภาวธรรมเหลา่ นน้ั วปิ ปยตุ จาก
สัมปยุตด้วยเวทนาขันธ์ ขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และ
จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ วิปปยุต บางสว่ น
สภาวธรรมเหล่าใด (ท่ี ๒)
วิปปยตุ จากสภาวธรรมเหล่าน้ัน (ท่ี ๑)
สภาวธรรมเหลา่ นั้น (ที่ ๒)
วปิ ปยุตจากขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร

ค�ำอธบิ ายตวั อยา่ ง
๑. ในตัวอย่างนี้ ยกเวทนาขันธ์เป็นมูลบทหรือบทตั้ง เพื่อหาสภาวธรรม ๒ กลุ่ม
กลุ่มที่ ๑ ได้แก่สภาวธรรมเหล่าใดที่ ๑ ทส่ี มั ปยตุ หรอื ประกอบเข้าไดก้ บั เวทนาขันธ์ หรอื ทเี่ ป็น
พวกเดยี วกันกบั เวทนาขนั ธ์ หมายถึงนามขันธ์ ๓ คือสัญญาขันธ์ สงั ขารขันธ์ และวญิ ญาณขนั ธ์
ซง่ึ มอี งค์ธรรมดงั น้ี
- เวทนาขันธค์ อื เวทนาเจตสกิ
- สญั ญาขันธ์คอื สัญญาเจตสิก
- สงั ขารขันธค์ อื เจตสกิ ๕๐
- วญิ ญาณขันธค์ ือจติ ๘๙
สว่ นสภาวธรรมกลมุ่ ที่ ๒ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมเหลา่ ใดท่ี ๒ ทวี่ ปิ ปยตุ หรอื ประกอบ
เขา้ ไม่ได้กับเวทนาขันธ์ หมายถงึ สภาวธรรมทีเ่ ป็นรปู ขันธแ์ ละท่ีเปน็ นพิ พาน
๒. ในสัตตมนยั น้ี ถามเรอื่ งวปิ ปยุตธรรมอยา่ งเดยี ว

128 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๓. ทถี่ ามว่า สภาวธรรม (กลมุ่ ท่ี ๒) วิปปยุตจากขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร หมายถงึ
วปิ ปยุตจากสภาวธรรม กลุ่มท่ี ๑ โดยขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ตอบวา่ วปิ ปยุตจากขันธ์ ๔
คือนามขนั ธ์ ๔ จากอายตนะ ๑ คือมนายตนะ จากธาตุ ๗ คอื วิญญาณธาตุ ๗ มจี กั ขุวญิ ญาณ
ธาตเุ ปน็ ตน้ ทง้ั หมดนเี้ ปน็ วปิ ปยตุ ตธรรมทง้ั หมด(เอกนั ตวปิ ปยตุ ตธรรม)ของรปู ขนั ธ์ และทตี่ อบ
ว่า วิปปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วนนั้น หมายถงึ วิปปยตุ จากธมั มายตนะ และธัมมธาตุ
เพราะสภาวธรรมทั้ง ๒ อย่างน้ี หมายถึงสุขุมรูป ๑๖ และนิพพาน จึงเป็นวิปปยุตตธรรม
บางสว่ นของเวทนาขันธ์และ นามขนั ธ์ทเี่ หลือ

๗.๒ เนอื้ หาของสัตตมนัย
ตามวิธีการนี้ เน้ือหาของสัตตมนัยประกอบด้วยสภาวธรรมจ�ำนวน ๓๗ บท
จากอัพภนั ตรมาตกิ า ๒๔ บท และจากพาหริ มาติกา ๑๓ บท
อพั ภนั ตรมาติกา ๒๔ บท ไดแ้ ก่
๑. นามขันธ์ ๔ คอื เวทนาขันธ์ สญั ญาขนั ธ์ สังขารขนั ธ์ และวิญญาณขนั ธ์
๒. อายตนะ ๑ คอื มนายตนะ
๓. ธาตุ ๗ คอื วญิ ญาณธาตุ ๗ มจี กั ขวุ ิญญาณธาตเุ ป็นต้น
๔. อินทรีย์ ๒ คือ มนินทรยี แ์ ละอเุ ปกขนิ ทรยี ์
๕. ปฏิจจสมุปบาท ๓ คือ วญิ ญาณ ผสั สะ และเวทนา
๖. สภาวธรรมถัดจากปฏจิ จสมปุ บาททีม่ ีผัสสะเปน็ ต้นอีก ๗ บท คือ
(๑) ผสั สะ (๒) เวทนา (๓) สญั ญา (๔) เจตนา (๕) จติ (๖) อธโิ มกข์ (๗) มนสกิ าร
พาหิรมาตกิ า ๑๓ บท ไดแ้ ก่
๑. ติกมาตกิ า ๓ บท คือ
๑. สภาวธรรมทสี่ มั ปยตุ ดว้ ยอทุกขมสขุ เวทนา
๒. สภาวธรรมท่สี หรคตดว้ ยอุเบกขา
๓. สภาวธรรมท่ีมีทง้ั วติ กและวจิ าร
๒. ทกุ มาติกา ๑๐ บท คือ
๑. สภาวธรรมท่เี ป็นวิตก ๒. สภาวธรรมที่เปน็ เจตสิก
๓. สภาวธรรมทส่ี ัมปยุตดว้ ยจติ ๔. สภาวธรรมท่รี ะคนกับจิต
๕. สภาวธรรมที่ระคนกบั จิตและ ๖. สภาวธรรมทร่ี ะคนกบั จติ มจี ติ เปน็
มจี ติ เปน็ สมฏุ ฐาน สมฏุ ฐานและเกิดพรอ้ มกับจติ
๗. สภาวธรรมทีร่ ะคนกบั จติ มีจิต ๘. สภาวธรรมทมี่ ีวติ ก
เปน็ สมุฏฐานและเป็นไปตามจิต
๙. สภาวธรรมที่มวี ิจาร ๑๐. สภาวธรรมทส่ี มั ปยตุ ดว้ ยอเุ บกขา

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 129

ขอใหส้ งั เกตว่า สภาวธรรมท้ัง ๓๗ บทนี้ลว้ นเปน็ นามธรรม จึงเป็นวปิ ปยุตต ธรรมจาก
รปู ธรรมทงั้ หลาย

๗.๓ ตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของสัตตมนัย
อพั ภนั ตรมาติกา
จักขุวญิ ญาณธาตุ
ปุจฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๓๐๗] สภาวธรรมเหล่าใดสมั ปยตุ ด้วย สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ไม่มีขนั ธ์และ
จกั ขุวิญญาณธาต ุ อายตนะเหล่าไหนทจ่ี ะวปิ ปยุต แต่
สภาวธรรมเหล่าใดวิปปยตุ จาก วปิ ปยตุ จากธาตุ ๑ (จักขุวิญญาณธาต)ุ
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั
สภาวธรรมเหลา่ น้ันวปิ ปยตุ จาก
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร
ตกิ มาติกา
สภาวธรรมทม่ี ที ง้ั วติ กและวจิ าร
ปจุ ฉาวาระ วสิ ัชนาวาระ
[๓๑๓] สภาวธรรมเหล่าใดสัมปยุตด้วย สภาวธรรมเหล่านั้น ไมม่ ขี ันธแ์ ละ
สภาวธรรมท่มี ีทง้ั วิตกและวิจาร อายตนะเหลา่ ไหนท่จี ะวปิ ปยุต แต่
สภาวธรรมเหลา่ ใดวปิ ปยตุ จาก วปิ ปยุตจากธาตุ ๑ [มโนธาต)ุ
สภาวธรรมเหล่าน้นั
สภาวธรรมเหล่านน้ั วปิ ปยตุ จาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร
ทุกมาติกา
สภาวธรรมทีเ่ ปน็ จิต
ปุจฉาวาระ วสิ ัชนาวาระ
[๓๑๔] สภาวธรรมเหล่าใดสมั ปยุตดว้ ย สภาวธรรมเหลา่ นั้นวปิ ปยตุ จาก
สภาวธรรมท่ีเป็นจิต ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และวปิ ปยุต
สภาวธรรมเหลา่ ใดวิปปยตุ จาก จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น
สภาวธรรมเหล่านนั้
สภาวธรรมเหล่านนั้ วิปปยุตจาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร

130 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

(ดูคำ� อธบิ ายตัวอยา่ งวิธกี ารของสัตตมนัยข้างตน้ และดูแผนภมู ิที่ ๑๐ ประกอบ)

แผนภมู ิท่ี ๑๐
แสดงตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของสัตตมนยั

สภาวธรรมที่ สภาวธรรมท่สี ัมปยุต สภาวธรรมทีส่ ัมปยตุ บางส่วน
สมั ปยุตด้วย
บทตั้งเหล่าน้ี
ล�ำ ัดบ ัหว ้ขอในธา ุตกถา สภาวธรรมเหลา่ น้นั ทงั้ หมด
สภาวธรรมเห ่ลา ้ันน
ูรป + ินพพาน
นาม ัขน ์ธ ๔
มนายตนะ ๑
( ัธ=มัธเมมจามตยธสิาตก ุตน๔ะ๑๒)๑
สภาวธรรม ๓๗ บท นามขนั ธ์ นามขันธ์ วิญญาณ
ทเี่ หลือ ธาตุ ๗

๓๐๖ เวทนาขนั ธ์ นเ=จาตมจสขิติกัน๘ธ๕๙์ ๑๓ ” ” ๗ ”

วญิ ญาณขนั ธ์ =นเาจมตขสนั กิ ธ์๕๓๒ ” ” ๗ ”
วญิ ญาณธาตุ
๓๐๗ จกั ขวุ ิญญาณธาตุ สัพพจิตต ๖ และเจตสิก ” x จักขวุ ญิ ญาณ
สาธารณเจตสิก ธาตุ ๑
๗ ทงั้ หลาย
----- โโทสเจทสุขกุ ตมมนิขสนนทินิกัสัสรทอสสยี รืน่ ินนิ์ยี ๆทท์ รรียยี ์ ์ ”
- อเุ บกขา สภาวธรรมท่ี จกั ขุ- โสต-
- จิต x ฆาน- ชิวหา
๓๐๙ อเุ ปกขนิ ทรีย์ - เจตสิกอนื่ ๆ ไม่มีทง้ั วติ ก ”
และวิจาร และมโนธาตุ
เวน้ เวทนา

๓๑๓ สภาวธรรมทีม่ ีทัง้ วิตก มโนธาตุ
วิตกและวิจาร วจิ าร

๓๑๔ สภาวธรรมทีเ่ ป็นจิต จติ สภาวธรรม ” ” ๗ ”
เจตสกิ ท่ีไมเ่ ปน็ จติ

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 131

๘. อฏั ฐมนัย
วิปปยุตเตนสัมปยตุ ตปทนทิ เทส

๘.๑ วธิ กี ารของอัฏฐมนยั
ค�ำวา่ วปิ ปยุตเตนสมั ปยุตตปทนทิ เทส แปลว่า การแสดงบทท่ีประกอบเขา้ ไดก้ ับบทท่ี
ประกอบเข้าไมไ่ ด้ หมายความวา่ ในอฏั ฐมนยั นี้ พระผมู้ ีพระภาคทรงนำ� สภาวธรรมทป่ี ระกอบ
เข้าได้กับสภาวธรรมท่ีเข้าไม่ได้มาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ ด้วยวิธีการท่ีเรียกว่า
วิปปยุตเตนสัมปยุตตนัย เพื่อหาสัมปยตุ ตธรรมของบทต้งั เชน่
รูปขนั ธ์
ปุจฉาวาระ วิสัชนาวาระ
[๓๑๗] สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยตุ จากรปู ขนั ธ์ ไมม่ ีการสัมปยตุ
สภาวธรรมธรรมเหลา่ นัน้ สัมปยตุ
ด้วยขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร

คำ� อธบิ ายตวั อยา่ ง
๑. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากรูปขันธ์ ได้แก่นามขันธ์ ๔ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขนั ธ์ และวิญญาณขนั ธ์
๒. เน่ืองจากนามขันธ์ ๔ วิปปยุตแบบท้ังหมด หรือเอกันตวิปปยุตจากรูปขันธ์ ใน
วิสัชนาวาระจึงตอบว่าไม่มีการสัมปยุต ดูลักษณะ ๔ ประการของวิปปยุตตธรรมและของ
สัมปยุตตธรรมในฉฏั ฐนยั ประกอบ

๘.๒ เนอื้ หาของอัฏฐมนัย
ตามวธิ กี ารดังกลา่ ว เนื้อหาของอัฏฐมนยั ประกอบด้วยสภาวธรรมจำ� นวน
๓๒๔ บท ซ่งึ วิปปยตุ จากกันโดยภูมิ โดยชาติ โดยสันตานะ และโดยกาล
(ดูรายละเอียดในฉัฏฐนัย) สภาวธรรม ๓๒๔ บท จากอัพภันตรมาติกา ๙๗ บท

จากพาหิรมาตกิ า ๒๒๗ บท
สภาวธรรม ๙๗ บท จากอัพภันตรมาติกา ได้แกส่ ภาวธรรมอน่ื ๆ นอกจากสภาวธรรม

๘ บท ตอ่ ไปนค้ี ือ
๑. ธมั มายตนะ ๒. ธัมมธาตุ
๓. ชวี ิตินทรยี ์ ๔. นามรปู
๕. สฬายตนะ ๖. ชาติ
๗. ชรา ๘. มรณะ

132 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

สภาวธรรม ๒๒๗ บท จากพาหิรมาติกา ได้แกส่ ภาวธรรมอื่น ๆ นอกจากสภาวธรรม
๓๙ บท คือ ในติกมาตกิ า ๒ บท ในทุกมาตกิ า ๓๗ บท ได้แก่ ในอนั ตรทุกะแรก ๗ บท ใน
โคจฉกะ ๑๐ บท ในมหันตรทุกะถดั มา ๑๔ บท และในปตี ิทุกะสดุ ทา้ ย ๖ บท (ดรู ายละเอียด
ในติกมาติกาและทุกมาติกาของคัมภีร์ธัมมสังคณี พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ และในภาคอุทเทส
ของบทน�ำน้ปี ระกอบ)

๘.๓ ตัวการจ�ำแนกสภาวธรรมของอัฏฐมนยั

ปจุ ฉาวาระ เวทนาขนั ธ์ วสิ ชั นาวาระ

[๓๑๘] สภาวธรรมเหลา่ ใดวิปปยุตจากเวทนาขนั ธ์ ไม่มีการสัมปยตุ
สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สัมปยตุ ดว้ ย
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร

ปุจฉาวาระ สังขารขันธ์ วิสัชนาวาระ

สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยตุ จากสงั ขารขันธ ์ ไม่มกี ารสมั ปยตุ
สภาวธรรมเหล่าน้ันสมั ปยตุ ด้วย
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร

สภาวธรรมท่เี ปน็ เหตใุ ห้สตั วร์ ้องไห้
ปจุ ฉาวาระ วิสชั นาวาระ
สภาวธรรมเหล่าใดวิปปยตุ จาก ไม่มกี ารสัมปยุต
สภาวธรรมที่เป็นเหตใุ ห้สตั วร์ อ้ งไห้
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สมั ปยตุ ด้วย
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร

สภาวธรรมท่ีไมเ่ ป็นเหตุให้สัตวร์ ้องไห้
ปจุ ฉาวาระ วิสัชนาวาระ
สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยตุ จาก ไมม่ ีการสัมปยตุ
สภาวธรรมทไี่ มเ่ ป็นเหตใุ ห้สตั ว์รอ้ งไห้
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สัมปยตุ ด้วย
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร

เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 133

หมายเหตุ
เน่ืองจากค�ำตอบในอัฏฐมนัยเหมือนกันหมดคือตอบปฏิเสธท้ังหมด ท่านจึงย่อเหลือ
๒ ข้อ ขอ้ แรกแสดงให้เห็นรปู แบบทเ่ี ตม็ ข้อที่ ๒ แสดงโดยยอ่ ท้งั หมด ซงึ่ ถา้ จดั บทละ ๑ ขอ้
อย่างขอ้ ที่ ๑ (คอื ข้อ ๓๑๗ ในเนอ้ื ) จะได้ ๓๒๓ ข้อ

(ดแู ผนภมู ทิ ี่ ๑๑ ประกอบ)

แผนภมู ิที่ ๑๑
แสดงตวั อยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของอฏั ฐมนัย

สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก สภาวธรรมทว่ี ิปปยุตด้วย
บทต้งั เหลา่ น้ี บทตง้ั
ล�ำ ัดบ ัหว ้ขอในธา ุตกถา
ูรป + ินพพาน
สภาวธรรม ๓๒๔ บท นามขันธ์ ๔ ไมม่ กี ารสัมปยุต

๓๑๗ รูปขนั ธ์ นามขันธ์ ๔ x

เวทนาขันธ์ ” x
x
สงั ขารขันธ์ ” x
๓๑๘ โลกตุ ตรจิต ๘ x
เจตสกิ ๓๖
ทุกขสจั กุศล- อกศุ ล- วปิ ากจติ
กิรยิ าจิต และเจตสกิ ทั้งหลาย
อปุ ปัตติภพ

สภาวธรรมทีไ่ ม่เป็น สภาวธรรมท่ีเป็นเหตใุ ห้สัตวร์ ้องไห้
เหตใุ ห้สัตวร์ อ้ งไห้

134 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๙. นวมนยั
สัมปยุตเตนสัมปยตุ ตปทนทิ เทส

๙.๒ วธิ กี ารของนวมนัย
คำ� วา่ สมั ปยตุ เตนสมั ปยุตตปทนทิ เทส แปลวา่ การแสดงบทท่ีประกอบเข้าไดก้ บั บทที่

ประกอบเขา้ ได้ หมายความว่า ในนวมนัยน้ี พระผูม้ ีพระภาคทรงนำ� สภาวธรรมทส่ี มั ปยตุ เข้ากัน
ได้มาจ�ำแนก โดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ ด้วย วิธีการท่ีเรียกว่า สัมปยุตเตนสัมปยุตตนัย
เพ่ือหาสมั ปยุตตธรรมของบทต้ัง เชน่

ปุจฉาวาระ เวทนาขันธ์ วิสัชนาวาระ

[๓๑๙] สภาวธรรมเหล่าใด(ท่ี ๑) สภาวธรรมเหล่านน้ั สมั ปยุตดว้ ย
สัมปยตุ ดว้ ยเวทนาขันธ ์ ขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และ
สภาวธรรมเหลา่ ใด(ที่ ๒) สมั ปยตุ ดว้ ยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น
สมั ปยุตดว้ ยสภาวธรรมเหลา่ นน้ั (ท่ี ๑)
สภาวธรรมเหลา่ น้นั (ที่ ๒)
สัมปยตุ ด้วยขันธ์ อายตนะ
และธาตุเทา่ ไร

ค�ำอธบิ ายตัวอยา่ ง
๑. สภาวธรรมเหล่าใดที่ ๑ และสภาวธรรมเหล่านั้นท่ี ๑ ได้แก่นามขันธ์ ๓ คือ
สญั ญาขนั ธ์ (คอื สญั ญาเจตสิก) สังขารขนั ธ์ (คอื เจตสกิ ๕๐) และวญิ ญาณขนั ธ์ (คือจิต ๘๙)
๒. สภาวธรรมเหลา่ ใดท่ี ๒ และสภาวธรรมเหล่านั้นท่ี ๒ ไดแ้ ก่เวทนาขนั ธ์ (คอื เวทนา
เจตสิก) ๓. ในปุจฉาวาระทีถ่ ามวา่ สภาวธรรมเหล่านน้ั ที่ ๒ (คอื เวทนาขนั ธ์) สัมปยตุ ดว้ ยขนั ธ์
อายตนะ และธาตุเท่าไร ในวิสัชนาวาระจึงตอบว่า สัมปยุตด้วยขันธ์ ๓ คือ สัญญาขันธ์
สงั ขารขันธ์ และวญิ ญาณขนั ธ์ สัมปยตุ ดว้ ยอายตนะ ๑ คือ มนายตนะ สมั ปยตุ ด้วยธาตุ ๗ คอื
วิญญาณธาตุ ๗ มีจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น ท้ังหมดนี้เป็นการสัมปยุตทั้งหมด เพราะต่างมี
ลักษณะ ๔ ประการแห่งสัมปยุตตธรรม และยังมีการสัมปยุตบางส่วนอีก คือสัมปยุตด้วย
อายตนะ ๑ คอื ธัมมายตนะ และด้วยธาตุ ๑ คอื ธมั มธาตุ
องค์ธรรมของธมั มายตนะและของธัมมธาตใุ นท่ีนค้ี อื เจตสกิ ๕๑ (เวน้ เวทนาเจตสกิ )
สรุปว่า เวทนาขันธ์มีการสัมปยุตกันท้ังหมด (เอกันตสัมปยุต) ด้วยนามขันธ์ ๓
มนายตนะ ๑ วญิ ญาณธาตุ ๗ และมีการสมั ปยุตบางสว่ นดว้ ยธมั มายตนะและธมั มธาตุ

เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 135

๙.๒ เน้อื หาของนวมนัย
ตามวิธีการดังกล่าว เน้ือหาของนวมนัยประกอบด้วยสภาวธรรมจ�ำนวน ๑๒๐ บท
ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของนามขันธ์ และสัมปยุตด้วยกันตามลักษณะ ๔ ประการดังกล่าวไว้
ในฉัฏฐนัย ส่วนสภาวธรรมที่ไม่เข้าเกณฑ์ของนวมนัย ได้แก่ สภาวธรรมท่ีเป็นนิพพานและ
รูปธรรมล้วน ๆ หรือรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับนิพพานและนามธรรมท้ังสองนี้ สภาวธรรม
๑๒๐ บท มาจากอพั ภนั ตรมาติกา ๕๖ บท จากพาหิรมาติกา ๖๔ บท เป็นติกมาติกา ๘ บท
ทุกมาตกิ า ๕๖ บท
อพั ภันตรมาตกิ า ๕๖ บท ได้แก่
๑. ขันธ์ ๔ คือนามขันธ์ ๔ ๒. อายตนะ ๑ คอื มนายตนะ
๓. ธาตุ ๗ คือวิญญาณธาตุ ๗ ๔. สจั จะ ๒ คือสมุทยสัจและมัคคสจั
๕. อนิ ทรีย์ ๑๔ คือ
๑. มนนิ ทรยี ์ ๒. สขุ นิ ทรยี ์
๓. ทุกขนิ ทรยี ์ ๔. โสมนัสสนิ ทรยี ์
๕. โทมนสั สินทรยี ์ ๖. อเุ ปกขนิ ทรีย์
๗. สทั ธนิ ทรีย ์ ๘. วิริยนิ ทรยี ์
๙. สตนิ ทรีย ์ ๑๐. สมาธินทรยี ์
๑๑. ปัญญินทรยี ์ ๑๒. อนญั ญาตัญญัสสามีตนิ ทรีย์
๑๓. อัญญนิ ทรยี ์ ๑๔. อัญญาตาวนิ ทรยี ์
๖. ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ คือ
๑. อวิชชา ๒. สังขาร
๓. วิญญาณ ๔. ผสั สะ
๕. เวทนา ๖. ตณั หา
๗. อปุ าทาน ๘. กัมมภพ
๙. โสกะ ๑๐. ทกุ ข์
๑๑. โทมนสั ๑๒. อุปายาส
๗. สภาวธรรมตอ่ จากปฏิจจสมุปบาทอกี ๑๖ บทมีสติปฏั ฐานเปน็ ต้น
ตกิ มาตกิ า ๘ บท คือ
๑. สภาวธรรมทสี่ มั ปยตุ ด้วย ๒. สภาวธรรมที่สมั ปยตุ ดว้ ย
สุขเวทนา ทกุ ขเวทนา
๓. สภาวธรรมท่ีสมั ปยุตดว้ ย ๔. สภาวธรรมทม่ี ที ้ังวิตกและวิจาร
อทุกขมสุขเวทนา

136 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๕. สภาวธรรมท่ไี ม่มวี ติ กมเี พยี ง ๖. สภาวธรรมที่สหรคตดว้ ยปีติ
วิจาร
๗. สภาวธรรมทสี่ หรคตด้วยสุข ๘. สภาวธรรมท่ีสหรคตดว้ ยอเุ บกขา
สว่ นทุกมาตกิ า ๕๖ บท ดรู ายละเอียดตงั้ แตข่ อ้ ๓๔๒ เป็นต้นไป

๙.๓ ตัวอยา่ งการจำ� แนกสภาวธรรมของนวมนัย

ปุจฉาวาระ มนายตนะ วสิ ชั นาวาระ

[๓๒๐] สภาวธรรมเหลา่ ใดสัมปยตุ ด้วย สภาวธรรมเหลา่ นั้นสัมปยตุ ด้วย
มนายตนะ ขนั ธ์ ๓ และสัมปยุตดว้ ยอายตนะ ๑
สภาวธรรมเหลา่ ใดสมั ปยุตดว้ ย ธาตุ ๑ บางสว่ น
สภาวธรรมเหล่านน้ั
สภาวธรรมเหล่านัน้ สมั ปยตุ ดว้ ย
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร

ค�ำอธิบาย
มนายตนะสมั ปยตุ แบบทงั้ หมดด้วยขนั ธ์ ๓ คือเวทนาขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์และสังขารขันธ์
เทา่ นนั้ ไมส่ มั ปยตุ ดว้ ยอายตนะและธาตุ และสมั ปยตุ แบบบางสว่ นดว้ ยอายตนะ ๑ (ธมั มายตนะ)
และธาตุ ๑ (ธัมมธาตุ)

ปจุ ฉาวาระ สขุ ินทรีย์ วสิ ชั นาวาระ

[๓๒๓] สภาวธรรมเหล่าใดสัมปยุตดว้ ย สภาวธรรมเหล่าน้นั สมั ปยุตด้วย
สขุ นิ ทรยี ์ ขนั ธ์ ๓ (นามขนั ธ์ ๓ เวน้ เวทนาขนั ธ์)
สภาวธรรมเหลา่ ใดสัมปยตุ ดว้ ย อายตนะ ๑ (มนายตนะ) ธาตุ ๑
สภาวธรรมเหล่าน้ัน (กายวิญญาณธาต)ุ และ
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สัมปยตุ ด้วย สัมปยุตดว้ ยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร บางสว่ น

เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 137

สภาวธรรมทส่ี หรคตด้วยปตี ิ
ปจุ ฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๓๔๐] สภาวธรรมเหล่าใดสัมปยตุ ด้วย สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สมั ปยุตดว้ ย
สภาวธรรมท่ีสหรคตดว้ ยปตี ิ ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
สภาวธรรมเหล่าใดสมั ปยตุ ดว้ ย บางส่วน
สภาวธรรมเหล่านั้น
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สัมปยตุ ด้วย
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร

ค�ำอธิบาย
สภาวธรรมท่ีสหรคตด้วยปีติไม่มีสัมปยุตแบบท้ังหมดด้วยขันธ์ อายตนะและธาตุ
เหล่าใด มีแต่สัมปยุตแบบบางสว่ นด้วยขันธ์ ๑ (สงั ขารขันธ)์ อายตนะ ๑ (ธัมมายตนะ) และ
ธาตุ ๑ (ธมั มธาต)ุ

ปุจฉาวาระ สภาวธรรมที่ระคนกบั จิต วิสัชนาวาระ

[๓๔๙] สภาวธรรมเหลา่ ใดสมั ปยุตด้วย สภาวธรรมเหลา่ น้ันสัมปยุตดว้ ย
สภาวธรรมทร่ี ะคนกับจิต ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๗
สภาวธรรมเหลา่ ใดสัมปยุตด้วย
สภาวธรรมเหลา่ น้นั
สภาวธรรมเหล่าน้ันสัมปยุตดว้ ย
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร

คำ� อธบิ าย
สภาวธรรมที่ระคนกับจิตสมั ปยตุ แบบทัง้ หมดด้วยขนั ธ์ ๑ (วิญญาณขันธ)์ อายตนะ ๑
(มนายตนะ) และธาตุ ๗ (วิญญาณธาตุ ๗) เทา่ นน้ั ไม่มีการ
สัมปยุตแบบบางส่วน

(ดูแผนภูมทิ ี่ ๑๒ ประกอบ)

138 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

แผนภมู ิท่ี ๑๒
แสดงตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของนวมนยั

สภาวธรรมทส่ี มั ปยตุ สภาวธรรมทสี่ ัมปยุต บางสว่ น
ดว้ ยบทตง้ั ได้ท้งั หมด ธัมมายตนะ
ล�ำดับหัว ้ขอในธาตุกถา ธมั มธาตุ
สภาวธรรมเห ่ลาใดท่ี ๑ (เจตสิก)
สภาวธรรมเห ่ลาใดที่ ๒
สภาวธรรมเห ่ลานั้นท่ี ๒
มนายตนะ ๑
ัสงขารขัน ์ธ
สภาวธรรม ๑๒๐ บท นามขนั ธ์ นามขันธ์ วิญญาณ
ท่เี หลอื ท่เี หลอื ธาตุ ๗

๓๑๙ เวทนาขนั ธ์ จติ ๘๖ ๓ ” ” ๕๑
เจตสิก ๕๑
๓ ๕๒
วิญญาณขนั ธ์ เจตสิก ๕๒ ๓ ๕๒
๓๒๐ เจตสกิ ๕๒ ๓ ” ๑ ๖๑
กายวญิ ญาณ
มนายตนะ
๒๓ ๑ ” ๓๓
จติ ทส่ี หรคตดว้ ยสขุ ๑ มโนวิญญาณ
๓๒๓ สขุ ินทรีย์ และสพั พจติ ต
สาธารณเจตสกิ ๖ ๓ ” ๕๑

๓๓๒ อทิ ธิบาท เจตสิก ๓๓๒ ๑ ” ๗
วญิ ญาณขันธ์
๓๔๐ สภาวธรรมท่ี เจตสิก ๕๑
สหรคตด้วยปตี ิ

๓๔๗ สภาวธรรมทีเ่ ปน็ จติ ๘๙
เจตสิก

๑ สพั พจติ ตสาธารณเจตสิก ๖ เว้นเวทนา
๒ เวน้ ฉนั ทะ วิรยิ ะ และปัญญา
๓ เวทนาขันธ์ และสัญญาขนั ธ์

เล่มท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 139

๑๐. ทสมนยั
วิปปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส

๑๐.๑ วิธีการของทสมนัย
คำ� วา่ วปิ ปยตุ เตนวปิ ปยตุ ตปทนทิ เทส แปลวา่ การแสดงบททปี่ ระกอบเขา้ ไมไ่ ดก้ บั บท

ท่ีประกอบเข้าไม่ได้ หมายความว่า ในทสมนัยนี้ พระผู้มีพระภาคทรงน�ำสภาวธรรมที่วิปปยุต
จากกันมาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ ด้วยวิธกี ารที่เรยี กว่า วิปปยตุ เตนวิปปยุตตนัย
เพ่อื หาสภาวธรรมที่วปิ ปยุตจากบทต้ัง เชน่

ปุจฉาวาระ รูปขนั ธ์ วิสชั นาวาระ

[๓๕๓] สภาวธรรมเหลา่ ใด(ท่ี ๑) สภาวธรรมเหลา่ น้นั วปิ ปยตุ จาก
วิปปยตุ จากรปู ขันธ ์ ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗
สภาวธรรมเหล่าใด (ท่ี ๒) และวปิ ปยุตจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
วปิ ปยุตจากสภาวธรรมเหลา่ นน้ั (ที่ ๑) บางส่วน
สภาวธรรมเหล่านน้ั (ท่ี ๒)
วิปปยุตจากขนั ธ์ อายตนะและธาตุเทา่ ไร

ค�ำอธิบายตัวอยา่ ง
๑. สภาวธรรมเหล่าใดท่ี ๑ และสภาวธรรมเหล่าน้นั ที่ ๑ ได้แก่นามขันธ์ ๔ คอื เวทนา
ขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์ สงั ขารขันธ์ (๓ ขนั ธน์ ี้ ได้แก่ เจตสิก ๕๒) และวิญญาณขันธ์ (ไดแ้ ก่จิต ๘๙)
๒. สภาวธรรมเหล่าใดท่ี ๒ และสภาวธรรมเหล่าน้ันที่ ๒ ได้แก่รูปขันธ์คือรูป ๒๘
และนิพพาน (นพิ พานเป็นขันธวมิ ตุ จึงวปิ ปยุตจากขันธ์ ๕)
๓. ในปุจฉาวาระท่ีถามว่า สภาวธรรมเหล่าน้ันที่ ๒ วิปปยุตจากขันธ์ อายตนะ และ
ธาตุเทา่ ไร และในวสิ ัชนาวาระตอบว่า วปิ ปยตุ จากขนั ธ์ ๔ คือ นามขันธ์ ๔ จากอายตนะ ๑ คอื
มนายตนะ จากธาตุ ๗ คือวิญญาณธาตุ ๗
เหล่าน้เี ป็นวิปปยตุ แบบทงั้ หมด และวิปปยตุ แบบบางสว่ นจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ คือ
ธัมมายตนะและธัมมธาตุ ตามลำ� ดับ ซ่งึ ในท่ีนีห้ มายถงึ เจตสกิ ๕๒

๑๐.๒ เน้ือหาของทสมนัย
ตามวิธีการดังกล่าว เนื้อหาของทสมนัยประกอบด้วยสภาวธรรมจ�ำนวน ๒๕๐ บท

เหมอื นในฉฏั ฐนัยทกุ ประการ (ดูฉฏั ฐนยั ประกอบ)

140 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๑๐.๓ ตัวอย่างการจำ� แนกสภาวธรรมของทสมนยั

ปุจฉาวาระ มนายตนะ วิสัชนาวาระ

[๓๕๔] สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยุตจาก สภาวธรรมเหลา่ นั้น วิปปยตุ จาก
มนายตนะ ขนั ธ์ ๑ (รูปขนั ธ์) อายตนะ ๑๐
สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยตุ จาก (โอฬารกิ อายตนะ ๑๐) ธาตุ ๑๐
สภาวธรรมเหล่านน้ั (โอฬาริกธาตุ ๑๐) และวิปปยตุ จาก
สภาวธรรมเหล่านั้นวิปปยุตจาก อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วน
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร

คำ� อธิบาย
วิปปยุตแบบบางสว่ นจากอายตนะ ๑ และธาตุ ๑ หมายถงึ ธัมมายตนะ และธัมมธาตุ
ตามลำ� ดับ ซง่ึ ในทีน่ ้ี ไดแ้ ก่ สุขุมรปู ๑๖ และนพิ พาน

ปุจฉาวาระ รปู ภพ วิสัชนาวาระ

[๓๖๔] สภาวธรรมเหลา่ ใดวปิ ปยตุ จากรูปภพ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ไม่มีขันธ์และ
สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยุตจาก อายตนะเหล่าไหนทจี่ ะวปิ ปยุต แต่
สภาวธรรมเหล่านนั้ วิปปยตุ จากธาตุ ๓
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ วิปปยตุ จาก
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร

คำ� อธิบาย
๑. สภาวธรรมเหลา่ ใดท่ี ๑ และสภาวธรรมเหล่านน้ั ที่ ๑ ได้แกก่ ามภพ (คอื กามาวจร
วปิ ากจติ ๒๓ เจตสกิ ๓๓ และกมั มชรปู ๒๐) และอรปู ภพ (คอื อรปู าวจรวปิ ากจติ ๔ และเจตสกิ
๓๐)
๒. สภาวธรรมเหล่าใดท่ี ๒ และสภาวธรรมเหลา่ น้ันท่ี ๒ ได้แก่ รปู ภพ (คือรปู าวจรจติ
๕ จกั ขุวญิ ญาณ ๒ โสตวิญญาณ ๒ สัมปฏิจฉนั นจติ ๒ สันตรี ณจิต ๓ เจตสกิ ๓๕ กัมมชรปู ๑๕)
๓. เน่ืองจากสภาวธรรมตามข้อท่ี ๑ และที่ ๒ ไม่มีการวิปปยุตจากกันโดยขันธ์และ
อายตนะ จึงตอบว่า ไม่มขี ันธแ์ ละอายตนะเหลา่ ไหนท่จี ะวปิ ปยุตตามลักษณะ ๔ ประการของ
วิปปยุตตธรรม

เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 141

๔. ทีต่ อบว่า มีแต่วปิ ปยตุ จากธาตุ ๓ หมายถึง ฆานธาตุ ชิวหาธาตุ และกายธาตุ

ปจุ ฉาวาระ สภาวธรรมทเี่ ป็นวบิ าก วิสัชนาวาระ

[๓๗๒] สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยตุ จาก สภาวธรรมเหล่านัน้ วิปปยตุ จาก
สภาวธรรมทเ่ี ปน็ วบิ าก ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐ และ
สภาวธรรมเหลา่ ใดวิปปยตุ จาก วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
สภาวธรรมเหลา่ นั้น บางส่วน
สภาวธรรมเหล่าน้นั วปิ ปยตุ จาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร

ค�ำอธิบาย
๑. สภาวธรรมเหล่าใดและเหล่าน้ันท่ี ๑ ได้แก่ กุศลจิต อกุศลจิต กิริยาจิต และ
เจตสิก ๕๒
๒. สภาวธรรมเหล่าใดและเหล่าน้ันที่ ๒ ได้แก่ สภาวธรรมท่ีเป็นวิบาก ซึ่งหมายถึง
วปิ ากจติ และเจตสิก ๓๖
๓. สภาวธรรมทีเ่ ป็นวิบากวิปปยตุ จากขันธ์ ๑ คือรูปขนั ธ์ จากอายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐
คือโอฬารกิ อายตนะ ๑๐ โอฬารกิ ธาตุ ๑๐ และวปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วนนัน้
หมายถึงธมั มายตนะและธัมมธาตุ ซ่งึ ในทีน่ ไี้ ด้แก่สขุ มุ รปู ๑๖ และนิพพาน

สภาวธรรมที่ไม่มที ้ังวติ กและวจิ าร
ปุจฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๓๗๘] สภาวธรรมเหลา่ ใดวิปปยตุ จาก สภาวธรรมเหล่าน้นั ไม่มขี นั ธ์และ
สภาวธรรมที่ไมม่ ที ง้ั วติ กและวจิ าร อายตนะเหล่าไหนที่จะวปิ ปยุต แต่
สภาวธรรมเหล่าใดวปิ ปยุตจาก วิปปยตุ จากธาตุ ๑ (มโนธาตุ)
สภาวธรรมเหลา่ นัน้
สภาวธรรมเหล่านนั้ วิปปยตุ จาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร

(ดแู ผนภมู ิท่ี ๑๓ ประกอบ)

แผนภมู ทิ ี่ ๑๓ 142 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
แสดงตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของทสมนัย
สขุ มุ รปู +นพิ พาน
ลำ� ดบั หวั ขอ้ ในธาตกุ ถา สภาวธรรมท่ีวปิ ปยุตจาก สภาวธรรมที่วปิ ปยตุ จาก วิปปยตุ ทง้ั หมด บางส่วนเจตสกิ ๕๒
สภาวธรรมเหลา่ ใดที่ ๑ สภาวธรรมเหลา่ นน้ั (ท่ี ๑) สภาวธรรมเหลา่ ใดท่ี ๒ อายตนะ ธมั มายตนะ-ธาตุ
รปู + นพิ พาน ขนั ธ์
สภาวธรรม ๒๕๐ บท นามขนั ธ์ นามขนั ธ์ ธาตุ
รปู สภาวธรรมเหลา่ นน้ั (ท่ี ๒)

นพิ พาน

๓๕๓ รปู ขันธ์ นามขันธ์ ๔ รปู ๒๘, นิพพาน ๔ ๑๑ ๗ ”
นามขนั ธ์ ๔ (วิญญาณธาตุ ๗)
รปู ภพ ๑๐
๓๕๔ เวทนาขนั ธ์ นามขันธ์ ๔ ” ๑๒ ๑๐๓ (โอฬาริกธาตุ ๑๐) ”
วปิ ากจิตและเจตสิก ๓๖ ”
๓๖๔ รปู ภพ กามภพและอรปู ภพ ๐๐ ๓๔
สภาวธรรมท่ีไมม่ ี
๓๗๒ สภาวธรรมท่เี ปน็ วบิ าก กุศล-อกุศล ทง้ั ิตกและวิจาร ๑๒ ๑๐๓ ๑๐
กิรยิ าจติ และเจตสกิ ๕๒ (โอฬารกิ ธาตุ ๑๐)

๓๗๘ สภาวธรรมที่ไมม่ ี สภาวธรรมที่มีทัง้ วิตกและ ๐๐ ๑
ทง้ั วติ กและวิจาร วิจารและสภาวธรรมทไ่ี มม่ ี (มโนธาตุ)

วิตกมีเพยี งวจิ าร

๑ มนายตนะ ๒ รูปขันธ์ ๓ โอฬารกิ อายตนะ ๔ ฆานธาตุ ชิวหาธาตุ และกายธาตุ พระอภธิ รรมปฎิ ก

เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 143

๑๑. เอกาทสมนยั
สงั คหิเตนสัมปยตุ ตวิปปยตุ ตปทนทิ เทส

๑๑.๑ วิธีการของเอกาทสมนยั
ค�ำว่า สงั คหิเตนสมั ปยุตตวปิ ปยตุ ตปทนิทเทส แปลว่า การแสดงบททีป่ ระกอบเขา้ ได้

และบทที่ประกอบเข้าไม่ได้ด้วยบทที่สงเคราะห์เข้าได้ หมายความว่า ในเอกาทสมนัยน้ี
พระผู้มีพระภาคทรงน�ำสภาวธรรมท่ีสงเคราะห์เข้าได้มาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ และ
ธาตุ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า สังคหิเตนสัมปยุตตวิปปยุตตนัย เพ่ือหาสัมปยุตตธรรมและ
วิปปยตุ ตธรรมของบทตง้ั เช่น

ปุจฉาวาระ สมุทยสจั วสิ ัชนาวาระ

[๔๐๙] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์
เขา้ ไดโ้ ดยการสงเคราะห์เป็นขนั ธ์
อายตนะและธาตุ กับสมุทยสจั
สภาวธรรมเหล่านัน้ สมั ปยตุ ด้วย สภาวธรรมเหล่านัน้ สมั ปยุตด้วย
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขนั ธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และ
สัมปยตุ ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑
ธาตุ ๑ บางสว่ น
สภาวธรรมเหล่าน้นั วิปปยุตจาก สภาวธรรมเหลา่ นัน้ วิปปยตุ จาก
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐ และ
วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น
คำ� อธบิ ายตัวอยา่ ง
ก. หาสัมปยุตตธรรม
๑. องคธ์ รรมของสมุทยสัจ คอื โลภมูลเจตสกิ
๒. สภาวธรรมท่สี งเคราะห์เข้าได้กบั สมุทยสัจ ได้แกเ่ จตสิก ๔๙ คือสงั ขารขันธ์
๓. สภาวธรรมเหล่านั้นสัมปยุตแบบทั้งหมดด้วยขันธ์ ๓ (คือเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์และวิญญาณขันธ์ ซ่ึงเป็นนามขันธ์ เว้นสังขารขันธ์เพราะตัวเองสัมปยุตแบบ
ท้งั หมดดว้ ยตนเองไม่ได)้ อายตนะ ๑ (คือมนายตนะ) ธาตุ ๗ (คือวญิ ญาณธาตุ ๗) และสมั ปยตุ
แบบบางส่วนด้วยขันธ์ ๑ (คือสังขารขันธ์) อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ (คือธัมมายตนะและธัมมธาตุ
ตามล�ำดบั ซ่ึงในทีน่ หี้ มายถึงเจตสกิ ๕๒)

144 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ข. หาวิปปยตุ ตธรรม
๑. สภาวธรรมเหลา่ นนั้ (สงั ขารขนั ธ)์ วปิ ปยตุ แบบทง้ั หมดจากขนั ธ์ ๑ (คอื รปู ขนั ธ)์
อายตนะ ๑๐ (คอื โอฬาริกอายตนะ ๑๐ มจี ักขายตนะเปน็ ต้น)
ธาตุ ๑๐ (คอื โอฬารกิ ธาตุ ๑๐ มจี กั ขธุ าตุเปน็ ตน้ ) และวปิ ปยุตแบบบางส่วน
จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ (คือธัมมายตนะและธมั มธาตตุ ามลำ� ดับ แต่ในที่นห้ี มายถงึ สุขุมรปู ๑๖
และนิพพาน)

๑๑.๒ เนื้อหาของเอกาทสมนัย
ตามวิธกี ารดงั กล่าว เนื้อหาของเอกาทสมนัยประกอบด้วยสภาวธรรมจำ� นวน ๖๙ บท

เหมือนของจตุตถนัยทุกประการ

๑๑.๓ ตัวอยา่ งการจำ� แนกสภาวธรรมของเอกาทสมนัย

ปุจฉาวาระ อิตถนิ ทรีย์ วิสชั นาวาระ

[๔๑๐] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์ สภาวธรรมเหล่านัน้ ไม่มีการ
เขา้ ไดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ปน็ ขันธ์ สมั ปยตุ (เพราะสภาวธรรมทส่ี งเคราะห์
อายตนะและธาตุ กับอติ ถนิ ทรยี ์ เข้าไดก้ ับอิตถนิ ทรยี ์ ได้แกส่ ขุ ุมรูป ๑๕
สภาวธรรมเหลา่ น้ันสัมปยตุ ดว้ ย ซึ่งสมั ปยุตไมไ่ ด้ด้วยขันธ์ อายตนะ
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร และธาตเุ หลา่ ไหน)
สภาวธรรมเหล่านน้ั วปิ ปยุตจาก สภาวธรรมเหล่าน้นั วิปปยุตจาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗
และวปิ ปยุตจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
บางสว่ น
(ขนั ธ์ ๔ คอื นามขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑
คอื มนายตนะ ธาตุ ๗ คอื วญิ ญาณธาตุ ๗
และอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ คอื ธัมมายตนะ
และธมั มธาตุ ในทนี่ หี้ มายถงึ เจตสกิ ๕๒)

เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 145

ปุจฉาวาระ อปุ ายาส วิสัชนาวาระ

[๔๑๖] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห ์
เขา้ ไดโ้ ดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์
อายตนะและธาตุ กับอุปายาส
สภาวธรรมเหล่าน้ันสมั ปยตุ สภาวธรรมเหล่านั้นสัมปยตุ ด้วย
ดว้ ยขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ ขนั ธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และ
เทา่ ไร สมั ปยตุ ดว้ ยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น
สภาวธรรมเหล่าน้นั วปิ ปยตุ จาก สภาวธรรมเหลา่ นน้ั วปิ ปยุตจาก
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐
และวิปปยุตจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
บางส่วน

อธบิ ายคำ� ตอบท่ี ๑
ขนั ธ์ ๓ คอื นามขันธ์ ๓ ยกเวน้ เวทนาขันธ์ เพราะอุปายาสเป็นเวทนาขนั ธ์ อายตนะ ๑
คอื มนายตนะ ธาตุ ๗ คอื วญิ ญาณธาตุ ๗ สว่ นอายตนะ ๑
ธาตุ ๑ บางส่วน ได้แกธ่ มั มายตนะและธัมมธาตุที่มีองคธ์ รรมเปน็ เจตสกิ ๕๒

อธิบายค�ำตอบที่ ๒
ขันธ์ ๑ คือรูปขันธ์ อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๐ คือ โอฬาริกอายตนะ ๑๐ และ
โอฬารกิ ธาตุ ๑๐
ส่วนอายตนะ ๑ และธาตุ ๑ บางส่วน คือธมั มายตนะและธมั มธาตุ ซงึ่ ในทนี่ หี้ มายถึง
สุขมุ รูป ๑๖ และนพิ พาน

(ดูแผนภูมทิ ่ี ๑๔ ประกอบ)

146 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์

สขุ มุ รปู บางสว่ น
ธมั มายตนะ ๑
ธมั มธาตุ ๑
(เจตสกิ ๕๒)

ธาตุ

อายตนะ
ขนั ธ์

สงั ขารขนั ธ์
วญิ ญาณขนั ธ์
นามขนั ธท์ เี่ หลอื
มนายตนะ ๑
สภาวธรรมเหลา่ อนนั้
อปรเิ ทว-
สทั ทรปู
สขุ มุ รปู ทเ่ี หลอื
สงั ขารทเ่ี หลอื
เวทนาทเี่ หลอื
แผนภูมทิ ี่ ๑๔
แสดงตวั อย่างการจำ� แนกสภาวธรรมของเอกาทสมนัย

ลำ� ดบั หวั ขอ้ ในธาตกุ ถา สภาเวขธ้ารไรดมก้ ทับส่ีบงทเคตรัง้ าะห์ สทัม้งั หปมยดุต สัมปยตุ บางสว่ น วิปปยุตท้ังหมด วิปปยุตบางส่วน

สภาวธรรม ๖๙ บท ธมั มายตนะ ๑
ธมั มธาตุ ๑
(เจตสกิ ๕๒)

สมทุ ัยสจั ๔๙ ๓, ๑ ๗ ” ” สมุทัยสจั ๑ ๑๐ ๑๐ ”
๔๐๙ ๕๐ ๓, ๑ ๗ ” เวทนา, สญั ญา (รปู ) (โอฬารกิ ) (โอฬาริก) ”
๑ ๑๐ ๑๐
มัคคสจั ๑๕ ” มัคคสัจ (รูป) (โอฬารกิ ) (โอฬารกิ ) ”
๔๑๐ อิตถนิ ทรีย์ ” เวทนา, สัญญา
๔๑๔ ปริเทวะ ๔ (มนา๑ย๐ต นะ) (วิญญา๗ณธาตุ) ”
๔๑๖ อุปายาส ๕๑ ๔ (มนา๑ย๐ต นะ) (วญิ ญา๗ณธาตุ) ”
๔๕๐ อรูปภพ ๑ ๑๐ ๑๐
๓, ๑ ๗ ” เจตสกิ ๕๑ (รูป) (โอฬาริก) (โอฬาริก)

๔ (มนา๑ย๐ต นะ) (วิญญา๗ณธาตุ) ”

พระอภธิ รรมปฎิ ก

เลม่ ที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 147

๑๒. ทวาทสมนัย
สมั ปยุตเตนสงั คหติ าสังคหติ ปทนทิ เทส

๑๒.๑ วิธกี ารของทวาทสมนัย
คำ� วา่ สมั ปยตุ เตนสงั คหติ าสงั คหติ ปทนทิ เทส แปลวา่ การแสดงบททสี่ งเคราะหเ์ ขา้ ได้

และบททส่ี งเคราะหเ์ ข้าไม่ได้ด้วยบททปี่ ระกอบเขา้ ได้ หมายความว่า ในทวาทสมนัยนี้ พระผมู้ ี
พระภาคทรงน�ำสภาวธรรมท่ีประกอบเข้าด้วยกันได้มาจ�ำแนกโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์
อายตนะ และธาตุ ด้วยวิธกี ารที่เรยี กวา่ สมั ปยตุ เตนสังคหิตาสังคหิตนัย เพือ่ หาสภาวธรรมที่
สงเคราะห์เข้าไดแ้ ละท่ีสงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้ เชน่

ปุจฉาวาระ เวทนาขันธ์ วิสัชนาวาระ

[๔๑๗] สภาวธรรมเหล่าใดสัมปยุตด้วยเวทนาขนั ธ ์
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะหเ์ ขา้ ได้
เขา้ ไดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร กับขนั ธ์ ๓ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะหเ์ ข้า สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่
ไม่ได้กบั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ไดก้ บั ขนั ธ์ ๒ อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๐

คำ� อธิบายตวั อยา่ ง
๑. สภาวธรรมท่ีสัมปยุตด้วยเวทนาขันธ์ ได้แก่นามขันธ์ ๓ คือสัญญาขันธ์
สงั ขารขนั ธ์ และวิญญาณขันธ์ ว่าด้วยองค์ธรรมได้แก่ เจตสิก ๕๑ และจิต ๘๙ ตามล�ำดับ
๒. สภาวธรรมเหล่านี้สงเคราะห์เข้าได้กับขันธ์ ๓ คือนามขันธ์ ๓ ตามข้อ ๑
เข้าได้กับอายตนะ ๒ คือธัมมายตนะและมนายตนะ และเข้าได้กับธาตุ ๘ คือธัมมธาตุและ
วิญญาณธาตุ ๗
๓. สภาวธรรมเหล่านี้สงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๒ คือรูปขันธ์และเวทนาขันธ์
เขา้ ไม่ไดก้ ับอายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๐ คือโอฬารกิ อายตนะ ๑๐ และโอฬารกิ ธาตุ ๑๐

๑๒.๒ เนอื้ หาของทวาทสมนยั
ตามวิธีการดังกลา่ ว เน้ือหาของทวาทสมนยั ประกอบด้วยสภาวธรรมจ�ำนวน ๑๒๐ บท

เหมือนของนวมนยั ทกุ ประการ

148 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

๑๒.๓ ตวั อยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรมของทวาทสมนัย

ปุจฉาวาระ จักขุวญิ ญาณธาตุ วสิ ัชนาวาระ

[๔๑๘] สภาวธรรมเหล่าใดสมั ปยตุ ด้วย
จกั ขวุ ญิ ญาณธาตุ
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะหเ์ ขา้ ได้
เข้าไดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ กบั ขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
เทา่ ไร
สภาวธรรมเหล่าน้นั สงเคราะห์เข้า สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่
ไมไ่ ด้กับขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ไดก้ บั ขนั ธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๗

ปจุ ฉาวาระ ปญั ญินทรยี ์ วสิ ชั นาวาระ

[๔๒๓] สภาวธรรมเหล่าใดสมั ปยุตดว้ ยปัญญินทรีย ์
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะหเ์ ข้า สภาวธรรมเหล่านนั้ สงเคราะห์
ได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร เข้าไดก้ บั ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และ
ธาตุ ๒
สภาวธรรมเหล่านน้ั สงเคราะหเ์ ข้า สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่
ไมไ่ ด้กบั ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ไดก้ บั ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๖

สภาวธรรมท่สี หรคตดว้ ยอเุ บกขา
ปจุ ฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๔๔๗] สภาวธรรมเหลา่ ใดสมั ปยตุ ด้วย
สภาวธรรมท่ีสหรคตดว้ ยอเุ บกขา
สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้า สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะหเ์ ขา้ ได้
ไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร กบั ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ สงเคราะห์เขา้ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่
ไม่ไดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ไดก้ บั ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๗

(ดูแผนภูมทิ ี่ ๑๕ ประกอบ)

เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 149

แผนภมู ิท่ี ๑๕
แสดงตวั อย่างการจำ� แนกสภาวธรรมของทวาทสมนยั

(ดแู ผนภูมิท่ี ๑๒ ประกอบดว้ ย)

สภาวธรรมทีส่ มั ปยตุ สงเคราะห์เขา้ ได้ สงเคราะห์เข้าไม่ได้
ด้วยบทต้งั
ล�ำ ัดบ ัหว ้ขอในธาตุกถา
สภาวธรรมเห ่ลา ้ันน
ัขน ์ธ
อายตนะ
ธา ุต
ขัน ์ธ
อายตนะ
ธา ุต
สภาวธรรม ๑๒๐ บท นามขันธ์
ทีเ่ หลือ

๔๑๗ เวทนาขนั ธ ์ ๓ ๓๑ ๒๑ ๘๑ ๒๒ ๑๐๒ ๑๐๒
๔๑๘ จักขุวญิ ญาณธาต ุ ๒ ๓๓ ๑๓ ๑๓ ๒ ๑๑ ๑๗
๔๒๐ มนินทรยี ์ ๓ ๓ ๑๔ ๑๔ ๒ ๑๑ ๑๗
๔๒๓ ปัญญินทรยี ์ ๔ ๔ ๒๕ ๒๕ ๑ ๑๐ ๑๖
๔๓๐ อิทธบิ าท ๓ ๓ ๑๖ ๑๖ ๒ ๑๑ ๑๗
๔๔๗ สหรสคภตาดวว้ธยรอรมุเบทก่ี ขา
๓ ๑ ๑๗ ๑๗ ๔ ๑๑ ๑๗

๑ ขนั ธ์ ๓ คือ นมขันธ์ ๓ (เว้นเวทนาขันธ์) อายตนะ ๒ คอื ธมั มายตนะ และ มนายตนะ ธาตุ ๘ คือ
ธมั มธาตุ และวญิ ญาณธาตุ ๗
๒ ขันธ์ ๒ คอื รูปขนั ธ์ และเวทนาขนั ธ์ อายตนะ ๑๐ และ ธาตุ ๑๐ คอื โอฬารกิ อายตนะ ๑๐
และโอฬารกิ ธาตุ ๑๐
๓ ขนั ธ์ ๓ คอื นามขันธ์ ๓ (เวน้ วญิ ญาณขนั ธ์) อายตนะ ๑ และธาตุ ๑ คือ จักขายตนะ และจกั ขุธาตุ
๔ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑ คอื มนายตนะ และมโนธาตุ
๕ อายตนะ ๒ คือ ธัมมายตนะ แะมนายตนะ ธาตุ ๒ คอื ธัมมธาตุ และมโนธาตุ
๖ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑ คอื ธมั มายตนะ และธัมมธาตุ
๗ ขนั ธ์ ๑ คอื เวทนาขนั ธ์ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑ คือ ธมั มายตนะ และธัมมธาตุ

150 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๑๓. เตรสมนัย
อสังคหเิ ตนสัมปยตุ ตวปิ ปยตุ ตปทนิทเทส

๑๓.๑ วิธกี ารของเตรสมนยั
คำ� ว่า อสงั คหิเตนสัมปยุตตวปิ ปยตุ ตปทนิทเทส แปลวา่ การแสดงบทท่ีประกอบเข้า

ได้และบทที่ประกอบเข้าไม่ได้ด้วยบทท่ีสงเคราะห์เข้าไม่ได้ หมายความว่า ในเตรสมนัยน้ี
พระผูม้ ีพระภาคทรงนำ� สภาวธรรมทีส่ งเคราะหเ์ ขา้ ไม่ได้ โดยการสงเคราะห์เปน็ ขันธ์ อายตนะ
และธาตุ มาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุด้วยวิธีการที่เรียกว่า อสังคหิเตนสัมปยุตต
วิปปยตุ ตนัย เพือ่ หาสมั ปยตุ ตธรรมและวิปปยตุ ตธรรมของบทต้งั เช่น

ปจุ ฉาวาระ รปู ขนั ธ์ วสิ ชั นาวาระ

[๔๔๘] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะหเ์ ขา้
ไมไ่ ด้โดยการสงเคราะห์เปน็ ขันธ์
อายตนะและธาตุ กบั รูปขันธ์
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สัมปยุตด้วย สภาวธรรมเหล่านนั้ สัมปยตุ ด้วย
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ขันธ์ ๓ และสมั ปยุตดว้ ยอายตนะ ๑
ธาตุ ๑ บางสว่ น
สภาวธรรมเหล่านน้ั วปิ ปยุตจาก สภาวธรรมเหล่านั้นวปิ ปยตุ จาก
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐
และวิปปยุตจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
บางสว่ น
คำ� อธบิ ายตวั อยา่ ง
๑. ในทนี่ ี้สภาวธรรมทสี่ งเคราะห์เขา้ ไม่ไดก้ ับรปู ขันธ์ ไดแ้ กว่ ญิ ญาณขนั ธ์ (จติ ๘๙)
๒. วญิ ญาณขันธ์สัมปยตุ แบบทง้ั หมดดว้ ยขันธ์ ๓ เท่านัน้ คอื เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขันธ์
และสงั ขารขันธ์
๓. วิญญาณขันธ์สัมปยุตแบบบางส่วนด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ คือ ธัมมายตนะ
และธัมมธาตุ ซึง่ ในท่นี ้หี มายถงึ เจตสกิ ๕๒
๔. วิญญาณขันธ์วิปปยุตแบบท้ังหมดจากขันธ์ ๑ คือ รูปขันธ์ จากอายตนะ ๑๐
คือโอฬาริกอายตนะ ๑๐ มีจักขายตนะเป็นต้น และจากธาตุ ๑๐ คือ โอฬาริกธาตุ ๑๐
มีจกั ขธุ าตุเปน็ ต้น

เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 151

๕. วิญญาณขันธว์ ิปปยตุ แบบบางส่วนจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ คือธัมมายตนะ และ
ธมั มธาตุ ซง่ึ ในท่นี ้ีหมายถงึ สขุ ุมรูป ๑๖ และนพิ พาน

๑๓.๒ เน้อื หาของเตรสมนยั
ตามวธิ กี ารดงั กลา่ ว เนอ้ื หาของเตรสมนยั ประกอบดว้ ยสภาวธรรมจำ� นวน ๒๒ บท (ตาม
ทีร่ ะบไุ ว้ในรวมบทธรรมในเตรสมนยั ) คอื
๑. รปู ขันธ ์ ๒. ธมั มายตนะ
๓. ธัมมธาตุ ๔. อติ ถนิ ทรีย์
๕. ปุรสิ นิ ทรีย์ ๖. ชีวติ ินทรยี ์
๗. นามรูป ๘. อสัญญีภพ(อสัญญาภพ)
๙. เอกโวการภพ ๑๐. ชาติ
๑๑. ชรา ๑๒. มรณะ
๑๓. บทท่ีเปน็ รูป ๑๔. อนารมั มณบท
๑๕. โนจิตตบท ๑๖. จติ ตวปิ ปยตุ ตบท
๑๗. จิตตวสิ งั สัฏฐบท ๑๘. จติ ตสมฏุ ฐานบท
๑๙. จติ ตสหภูตบท ๒๐. จิตตานปุ รวิ ัตตบิ ท
๒๑. พาหิรบท ๒๒. อุปาทานบท
แต่เน้ือหาที่ปรากฏในเตรสมนัยประกอบดว้ ยสภาวธรรม ๑๓๐ บท มาจากอัพภนั ตร-
มาติกา ๑๖ บท มาจากพาหริ มาตกิ า ๑๑๔ บท
อัพภนั ตรมาติกา ๑๖ บท คือ ๑๒ บทแรกของรวมบทธรรมขา้ งตน้ และเพิม่ เขา้ มาอีก
๔ บท คอื (๑) อรูปภพ (๒) เนวสญั ญานาสัญญายตนภพ (๓) จตโุ วการภพ (๔) อิทธบิ าท
พาหิรมาติกาบท ๑๑๔ บท เป็นติกมาติกา ๔๑ บท ทุกมาติกา ๗๓ บท
ดังรายละเอียดในข้อ ๔๕๑-๔๕๕

๑๓.๓ ตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของเตรสมนัย วสิ ัชนาวาระ
ธมั มายตนะ

ปุจฉาวาระ
[๔๔๙] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์
เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะหเ์ ป็น
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ กับ
ธมั มายตนะ

152 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

สภาวธรรมเหลา่ นัน้ สมั ปยุตดว้ ย สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สัมปยตุ ด้วย
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ขันธ์ ๓ และสมั ปยตุ ดว้ ยอายตนะ ๑
ธาตุ ๑ บางส่วน
สภาวธรรมเหล่านั้นวิปปยุตจาก สภาวธรรมเหล่านั้นวิปปยตุ จาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐ และ
วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น

ปจุ ฉาวาระ มรณะ วิสชั นาวาระ

[๔๔๙] สภาวธรรมเหลา่ ใดสงเคราะห์เขา้
ไม่ได้โดยการสงเคราะหเ์ ป็นขันธ์
อายตนะ และธาตุ กบั มรณะ
สภาวธรรมเหล่านั้นสัมปยุตดว้ ย สภาวธรรมเหลา่ นั้นสมั ปยตุ ด้วย
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขันธ์ ๓ และสัมปยุตดว้ ยอายตนะ ๑
ธาตุ ๑ บางสว่ น
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ วปิ ปยุตจาก สภาวธรรมเหล่านนั้ วิปปยตุ จาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐ และ
วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น

ปจุ ฉาวาระ สภาวธรรมที่เป็นอกศุ ล วิสชั นาวาระ

[๔๕๑] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะหเ์ ข้า
ไมไ่ ดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ป็นขันธ์
อายตนะและธาตุ กับสภาวธรรม
ท่เี ปน็ อกุศล
สภาวธรรมเหล่านน้ั สมั ปยุตด้วย ไมม่ ีการสัมปยุต
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ วปิ ปยุตจาก สภาวธรรมเหล่าน้ันวปิ ปยตุ จาก
ขันธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และ
วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น

เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 153

ปุจฉาวาระ สภาวธรรมทเี่ ป็นรปู วสิ ัชนาวาระ

[๔๕๒] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะหเ์ ขา้
ไม่ไดโ้ ดยการสงเคราะหเ์ ป็นขนั ธ์
อายตนะและธาตุ กบั สภาวธรรม
ทเ่ี ป็นรูป
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สมั ปยุตด้วย สภาวธรรมเหล่านั้นสัมปยุตด้วย
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขนั ธ์ ๓ และสัมปยตุ ด้วยอายตนะ ๑
ธาตุ ๑ บางส่วน
สภาวธรรมเหลา่ นั้นวิปปยุตจาก สภาวธรรมเหล่านน้ั วิปปยุตจาก
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐ และ
วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น

สภาวธรรมท่ีรับรู้อารมณไ์ ม่ได้ วสิ ัชนาวาระ
ปจุ ฉาวาระ
[๔๕๔] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้า
ไม่ไดโ้ ดยการสงเคราะห์เป็นขนั ธ์
อายตนะและธาตุ กบั สภาวธรรม
ท่รี ับรอู้ ารมณไ์ ม่ได้
สภาวธรรมเหลา่ น้นั สัมปยตุ ดว้ ย สภาวธรรมเหล่าน้ันสัมปยตุ ด้วย
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ขนั ธ์ ๓ และสัมปยตุ ด้วยอายตนะ ๑
ธาตุ ๑ บางสว่ น
สภาวธรรมเหล่าน้นั วปิ ปยุตจาก สภาวธรรมเหล่าน้ันวปิ ปยตุ จาก
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐ และ
วปิ ปยตุ จากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางสว่ น

(ดูแผนภูมิท่ี ๑๖ ประกอบ)

154 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

สขุ มุ รปู +นพิ พาน

ธมั มธาตุ
(เจตสกิ )
ธมั มายตนะ
(เจตสกิ )
ธาตุ

อายตนะ

ขนั ธ์

ธมั มธาตุ
(เจตสกิ ๕๒)
ธมั มายตนะ
(เจตสกิ ๕๒)
วญิ ญาณธาตุ
มนายตนะ
นามขนั ธท์ เ่ี หลอื
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั

โอฬารกิ รปู ๑๒

วญิ ญาณขนั ธ์
แผนภูมทิ ่ี ๑๖
แสดงตวั อย่างการจ�ำแนกสภาวธรรมของเตรสมนยั

ลำ� ดบั หวั ขอ้ ในธาตกุ ถา สภาวธรรมท่สี งเคราะห์ สมั ปยตุ สมั ปยตุ บางส่วน วปิ ปยตุ ทงั้ หมด วิปปยุตบางสว่ น
เขา้ ไมไ่ ด้กบั บทตงั้ ทงั้ หมด

สภาวธรรม ๑๓๐ บท

๔๔๘ รปู ขนั ธ์ ” ๓ ” ” ๑๑ ๑๐๑ ๑๐๑ ”

๔๔๙ ธมั มายตนะ ” ๓ ” ” ” ” ” ”

๔๕๐ อรปู ภพ ” ๔ ๑๒ ๗๒ ” ”

๔๕๑ สภาวธรรมทเี่ ปน็ อกศุ ล ” ” ” ” ” ”

๔๕๔ สภาวธรรมที่รอู้ ารมณไ์ ม่ได้ ” ๓ ” ” ๑๑ ๑๐๑ ๑๐๑ ”

๑ รปู ขนั ธ์ โอฬารกิ อายตนะ ๑๐ โอฬารกิ ธาตุ ๑๐ ๒ มนายตนะ พระอภธิ รรมปฎิ ก

เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 155

๑๔. จทุ ทสมนัย
วิปปยุตเตนสงั คหิตาสงั คหติ ปทนทิ เทส

๑๔.๑ วิธกี ารของจทุ ทสมนัย
คำ� วา่ วปิ ปยตุ เตนสงั คหติ าสงั คหติ ปทนทิ เทส แปลวา่ การแสดงบททสี่ งเคราะหเ์ ขา้ ได้

และบทที่สงเคราะห์เข้าไม่ได้ด้วยบทที่ประกอบเข้าไม่ได้ หมายความว่า ในจุททสมนัยน้ี
พระผู้มีพระภาคทรงน�ำสภาวธรรมท่ีวิปปยุตจากกันมาจ�ำแนกโดยขันธ์ อายตนะ และธาตุ
ดว้ ยวธิ กี ารทเี่ รยี กวา่ วปิ ปยตุ เตนสงั คหติ าสงั คหติ นยั เพอ่ื หาสภาวธรรมทสี่ งเคราะหเ์ ขา้ ไดแ้ ละ
ทสี่ งเคราะห์เข้าไมไ่ ด้ โดยการสงเคราะห์เปน็ ขนั ธ์ อายตนะและธาตุกับบทต้ัง เชน่

ปจุ ฉาวาระ รปู ขันธ์ วิสชั นาวาระ

[๔๕๖] สภาวธรรมเหล่าใดวิปปยุตจาก
รปู ขันธ์
สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะหเ์ ขา้ ได้
เขา้ ไดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ทา่ ไร กับขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
สภาวธรรมเหล่านน้ั สงเคราะห์เขา้ สภาวธรรมเหลา่ นนั้ สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่
ไมไ่ ดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ไดก้ บั ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๐

คำ� อธิบายตัวอยา่ ง
๑. สภาวธรรมทว่ี ปิ ปยุตจากรปู ขันธ์ ได้แก่นามขันธ์ ๔
๒. นามขันธ์ ๔ สงเคราะห์เข้าได้กับขันธ์ ๔ คือนามขันธ์ เข้าได้กับอายตนะ ๒ คือ
ธัมมายตนะและมนายตนะ เขา้ ไดก้ ับธาตุ ๘ คอื วญิ ญาณธาตุ ๗ และธมั มธาตทุ เ่ี ปน็ เจตสิก ๕๒
๓. นามขนั ธ์ท่สี งเคราะห์เข้าไม่ไดก้ บั ขนั ธ์ ๑ คอื รูปขันธ์ เข้าไม่ได้กบั อายตนะ ๑๐ และ
ธาตุ ๑๐ คือโอฬารกิ อายตนะ ๑๐ และโอฬาริกธาตุ ๑๐

๑๔.๒ เน้ือหาของจุททสมนยั
ตามวธิ กี ารดังกลา่ ว เนอื้ หาของจทุ ทสมนัยประกอบด้วยสภาวธรรมจำ� นวน ๓๒๔ บท

จากอัพภนั ตรมาติกา ๙๗ บท จากพาหริ มาตกิ า ๒๒๗ บท
ดรู ายละเอียดภายในจุททสมนัย และดอู ัฏฐมนยั ประกอบ

156 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๑๔.๓ ตวั อย่างการจำ� แนกสภาวธรรมของจุททสมนัย

ปจุ ฉาวาระ มนินทรยี ์ วสิ ชั นาวาระ

[๔๕๗] สภาวธรรมเหลา่ ใดวปิ ปยตุ จาก
มนินทรีย์
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะห์ สภาวธรรมเหล่านนั้ เว้นธาตทุ ่ไี ม่
เขา้ ไดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาต ุ ถกู ปจั จัยปรงุ แตง่ (นพิ พาน) ออกจาก
เท่าไร ขนั ธ์แล้วสงเคราะห์เขา้ ได้กับขนั ธ์ ๑
อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑
สภาวธรรมเหลา่ นั้นสงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ น้ันสงเคราะหเ์ ข้า
เข้าไมไ่ ดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ไม่ไดก้ บั ขนั ธ์ ๔ อายตนะ ๑ และธาตุ ๗

ปุจฉาวาระ นโิ รธสัจ วิสชั นาวาระ

[๔๖๒] สภาวธรรมเหล่าใดวิปปยตุ จากนโิ รธสจั
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะห ์ สภาวธรรมเหล่านนั้ สงเคราะห์เข้า
เข้าไดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ ได้กบั ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
เท่าไร
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะหเ์ ขา้ สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่
ไม่ไดก้ ับขันธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ไดก้ บั ขนั ธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๐

ปจุ ฉาวาระ มนสกิ าร วิสชั นาวาระ

[๔๗๒] สภาวธรรมเหล่าใดวิปปยตุ จากมนสกิ าร
สภาวธรรมเหลา่ นน้ั สงเคราะห์เข้า สภาวธรรมเหล่านน้ั เว้นธาตทุ ไี่ มถ่ กู
ได้กบั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ปัจจัยปรุงแตง่ ออกจากขันธแ์ ลว้
สงเคราะหเ์ ขา้ ได้กบั ขันธ์ ๑
อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ สงเคราะหเ์ ขา้ สภาวธรรมเหล่านน้ั สงเคราะหเ์ ข้า
ไม่ไดก้ บั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร ไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ และธาตุ ๗

เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 157

สภาวธรรมที่สมั ปยุตดว้ ยสขุ เวทนา
ปจุ ฉาวาระ วสิ ชั นาวาระ
[๔๗๔] สภาวธรรมเหลา่ ใดวปิ ปยุตจาก
สภาวธรรมท่ีสมั ปยุตด้วยสขุ เวทนา
สภาวธรรมเหล่านัน้ สงเคราะหเ์ ขา้ สภาวธรรมเหล่านั้นเวน้ ธาตุท่ี
ได้กบั ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุเทา่ ไร ไม่ถูกปัจจยั ปรุงแต่งออกจากขันธ์แลว้
สงเคราะห์เขา้ ได้กับขนั ธ์ ๕
อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘
สภาวธรรมเหล่านัน้ สงเคราะห์ สภาวธรรมเหลา่ นน้ั ไม่มีขนั ธ์
เขา้ ไม่ไดก้ บั ขันธ์ อายตนะ และ อายตนะและธาตเุ หลา่ ไหนทจ่ี ะ
ธาตุเทา่ ไร สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่ได้

ปุจฉาวาระ สภาวธรรมที่เปน็ เหตุ วิสชั นาวาระ

[๔๙๔ สภาวธรรมเหลา่ ใดวปิ ปยุตจาก
สภาวธรรมทีเ่ ป็นเหตุ
สภาวธรรมเหลา่ นัน้ สงเคราะห์เขา้ สภาวธรรมเหล่านั้นเว้นธาตทุ ่ี
ไดก้ ับขนั ธ์ อายตนะ และธาตเุ ท่าไร ไมถ่ กู ปจั จยั ปรุงแต่งออกจาก
ขันธ์แลว้ สงเคราะหเ์ ข้าได้กบั ขนั ธ ์
๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘
สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะหเ์ ขา้ สภาวธรรมเหลา่ น้นั ไมม่ ีขันธ์
ไม่ได้กบั ขนั ธ์ อายตนะ และธาต ุ อายตนะและธาตเุ หลา่ ไหนทีจ่ ะ
เทา่ ไร สงเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้

(ดูแผนภูมิท่ี ๑๗ ประกอบ)

แผนภมู ิที่ ๑๗ 158 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์
แสดงตัวอย่างการจำ� แนกสภาวธรรมของจุททสมนัย
ธาตุ
ลำ� ดบั หวั ขอ้ ในธาตกุ ถา สภาวธรรมที่วปิ ปยุตจากบทตง้ั อายตนะสงเคราะห์เขา้ ได้สงเคราะหเ์ ข้าไม่ได้
ขนั ธ์
สภาวธรรม ๓๒๔ บท นามขันธ์ ๔ ธาตุ

๔๕๖ รปู ขนั ธ ์ ” อายตนะ๔ ๑ ๘ ๑ ๑๐ ๑๐
๑ ๗
ขนั ธ์ ๑ ๗
สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ๑๐ ๑๐
๑ ๗
รปู + นพิ พาน
๔๕๗ เวทนาขันธ ์ ” ๑ ๑๑ ๑๑ ๔

๔๕๗ มนนิ ทรยี ์ ” ๑ ๑๑ ๑๑ ๔

๔๖๒ นโิ รธสัจ ” ๔ ๒ ๗ ๑

๔๗๒ มนสิการ ” ๑ ๑๑ ๑๑ ๔ พระอภธิ รรมปฎิ ก
๔๗๔ ดสภ้วยาสวธขุ รเวรทมนท าีส่ มั ปยุต ” ๕ ๑๒ ๑๘
๔๙๒ สภาวธรรมทเี่ ปน็ เหตุ ” ๕ ๑๒ ๑๘

ทีม่ า : แผนภมู ิทง้ั หมด ดัดแปลงมาจาก “ธาตุกถา (แปล) ฉบบั สมาคมบาลีปกรณ”์ ค.ศ. ๑๙๗๗

เล่มที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 159

ขอ้ สงั เกต

คมั ภีร์ธาตุกถา วา่ ดว้ ยการจำ� แนกสภาวธรรมจำ� นวน ๓๗๑ บท โดยขนั ธ์ อายตนะ และ
ธาตุ ดว้ ยวธิ กี าร ๑๔ วธิ ี แตล่ ะวธิ จี ำ� แนกสภาวธรรมไดม้ ากนอ้ ย ไมค่ อ่ ยเทา่ กนั ทา่ นทอ่ี า่ นคมั ภรี ์
ธัมมสังคณีซ่ึงว่าด้วยมาติกาหรือสภาวธรรมแม่บทต่าง ๆ และอ่านคัมภีร์วิภังค์ ซึ่งว่าด้วยการ
จ�ำแนกสภาวธรรมเหล่านนั้ โดยขันธ์ อายตนะ ธาตุ สจั จะเป็นตน้ แล้ว ถา้ ไดอ้ ่านคมั ภรี ์ธาตุกถา
จะไดค้ วามกระจ่างมากยง่ิ ขึน้ และจะเหน็ วา่ พระอภิธรรมนน้ั ลกึ ซ้งึ กวา้ งขวางยิง่ นัก แตม่ คี วาม
สมั พนั ธ์เชือ่ มโยงกนั อย่างนา่ ประหลาด พระปัญญาขนั้ สพั พญั ญตุ ญาณเท่าน้นั จึงสามารถแทง
ตลอดไดอ้ ย่างน้ี

ทา่ นผูท้ ่เี รมิ่ อ่านคัมภรี ธ์ าตกุ ถาโดยไมไ่ ดอ้ า่ นคัมภรี พ์ ระอภธิ รรม ๒ คมั ภรี ์ ที่กล่าวชอื่ มา
ข้างต้นจะไม่เข้าใจซาบซึ้งเท่าผู้ที่ได้อ่านคัมภีร์ท้ังสองนั้นมาก่อน จึงขอแนะน�ำให้อ่านคัมภีร์ดัง
กลา่ วนนั้ กอ่ น และอ่านค�ำอธิบายพระอภิธรรมของอาจารยฝ์ า่ ยพระอภิธรรมประกอบดว้ ย เพื่อ
ใหเ้ ขา้ ใจองคธ์ รรมตา่ ง ๆ ไดด้ ี

ในคมั ภีรธ์ าตุกถาฉบับแปลน้ี มขี อ้ ที่ควรท�ำความเขา้ ใจไวก้ อ่ นดังนี้
๑. รูปแบบท่ีปรากฏโดยมากเป็นแบบย่อ คือแสดงเต็มรูปหรือเกือบเต็มรูปไว้เพียงข้อ
แรกของแต่ละนัย นอกจากน้ันเป็นแบบย่อ ขอให้ถือข้อแรกเป็นตัวอย่าง บทน�ำนี้ได้เสนอการ
จ�ำแนกสภาวธรรมแตล่ ะนยั ใหเ้ ห็นรูปแบบเตม็ เพือ่ เปน็ ตวั อย่างไวแ้ ลว้
๒. ขอใหจ้ ำ� ไวว้ า่ การจำ� แนกสภาวธรรมบทตง้ั บทหนงึ่ ๆ ถา้ มหี ลายบทตอ้ ง เตมิ ประธาน
ของประโยคคอื คำ� ว่า สภาวธรรมเหล่าใด? และ สภาวธรรมเหล่านน้ั ? ทุก ๆ ประโยค เพราะบท
ต้ังแต่ละบทมีองค์ธรรมไม่เหมือนกัน สภาวธรรมที่สงเคราะห์เข้าได้หรือเข้าไม่ได้ สัมปยุตด้วย
หรอื วปิ ปยตุ จากบทตง้ั นน้ั ๆ จงึ มอี งคธ์ รรมไมเ่ หมอื นกนั หรอื ไมเ่ ทา่ กนั ขอใหด้ คู ำ� อธบิ ายตวั อยา่ ง
การจ�ำแนกสภาวธรรม ในแตล่ ะนยั ประกอบ
๓. เพอื่ ใหเ้ ข้าใจวธิ กี ารของธาตุกถาดีขน้ึ ขอให้อ่านบทนำ� ของคัมภีร์ยมกประกอบดว้ ย
ทแ่ี นะนำ� มาน้เี ปน็ เพยี งส่วนหนง่ึ เทา่ นั้น ยงั มีขอ้ ควรศึกษาประกอบอีกมาก แต่เขา้ ใจวา่
ค�ำแนะน�ำน้ีพอเป็นแนวให้ท่านผู้เร่ิมศึกษาพระอภิธรรมสามารถอ่านคัมภีร์ธาตุกถาได้อรรถรส
ย่ิงขนึ้

160 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

แนะนำ� ปคุ คลบญั ญัติ

ปุคคลบญั ญัติ

๑. ความหมาย
ค�ำวา่ ปุคคลบญั ญตั ิ มาจากคำ� ภาษาบาลี ๒ ค�ำ คอื ปคุ ฺคล และ ปญฺตฺติ ค�ำวา่ ปคุ ฺคล

ในภาษาไทยใช้ค�ำว่า บุคคล หมายถึงคนใดคนหน่ึงดังที่ใช้กันในวงนักวิชาการว่าปัจเจกบุคคล
ในทางพระวินัย เมื่อพูดถึงบุคคล ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ คณะ (ตั้งแต่ ๒ ถึง ๓ คน) ไม่ใช่สงฆ์
(ต้งั แต่ ๔ คนข้นึ ไป) ในทางพระอภิธรรม บุคคล เป็นเรอื่ งสมมติ ไม่ไดม้ อี ยู่จรงิ เชน่ “นายด�ำ”
เป็นค�ำสมมติเรียกขันธ์ ๕ ท่ีรวมเข้าเป็นรูป มีวิญญาณครอง เม่ือขันธ์แตกสลาย ช่ือนายด�ำ
กห็ ายไป เชน่ เดยี วกับชอื่ รถ ชอ่ื เรอื น ชอ่ื สิ่งตา่ ง ๆ ล้วนเป็นเรื่องสมมติ

ค�ำว่า ปญฺตฺติ หรือท่ีใช้ในภาษาไทยว่า บัญญัติ อรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์
ปัญจปกรณ์อธิบายไว้ว่า มีความหมาย ๒ อย่าง คือ (๑) หมายถึงการชี้แจง (ปญฺาปนา)
การแสดง (ทสฺสนา) การประกาศ (ปกาสนา) ดังปรากฏในพระบาลีว่า “อาจิกฺขติ เทเสติ
ปญฺเปติ ปฏฺเปติ (ส.ํ นิ. ๑๖/๒๐/๒๕) แปลวา่ บอก แสดง บัญญัติ กำ� หนด (๒) หมายถึง
การตั้งไว้ (ปนา) การวางลง (นิกฺขิปนา) ดังปรากฏในพระบาลีว่า “สุปญฺตฺตํ มญฺจปีํ”
(วนิ ย. ๑/๒๖๙/๑๙๓) แปลวา่ เตยี งและตงั่ จัดต้งั ไว้เรียบรอ้ ยแล้ว

ในท่นี ้ี คำ� ว่า บญั ญตั ิ ใช้หมายถงึ ความหมายท้ัง ๒ อย่างนนั้ กล่าวคือ คำ� วา่ บัญญตั ิ
ในบัญญัติ ๖ ประการ มีขันธบัญญัติเป็นต้น หมายถึงการช้ีแจง การแสดง การประกาศ
๖ ประการ กไ็ ด้ หมายถงึ การตง้ั ไว้ การวางลง (เป็นกฎหรอื เปน็ หลัก) ๖ ประการกไ็ ด้

บญั ญัติ ๖ ประการซ่งึ ปรากฏในภาคอทุ เทสที่ ๑ ของคัมภีรน์ ้ี ได้แก่
๑. ขันธบัญญตั ิ คือการบัญญตั ิสภาวธรรมทีเ่ ป็นหมวดหมู่กันว่า เป็นขันธ์
๒. อายตนบัญญัติ คือการบัญญตั สิ ภาวธรรมทีเ่ ป็นบ่อเกดิ ว่า เปน็ อายตนะ
๓. ธาตบุ ัญญตั ิ คอื การบัญญัติสภาวธรรมทท่ี รงตัวอยู่ว่า เป็นธาตุ
๔. สจั จบัญญัติ คือการบญั ญตั ิสภาวธรรมที่เปน็ ความจรงิ ว่า เปน็ สัจจะ
๕. อนิ ทริยบัญญตั ิ คือการบัญญัตสิ ภาวธรรมท่เี ปน็ ใหญว่ า่ เป็นอินทรยี ์
๖. ปคุ คลบญั ญตั ิ คือการบัญญตั เิ หล่าบุคคลว่า เป็นบุคคล
นอกจากบญั ญตั ิ ๖ ประการทปี่ รากฏในคมั ภรี ป์ คุ คลบญั ญตั นิ แ้ี ลว้ ยงั มบี ญั ญตั ิ ๖ ประการ
ตามนัยของอรรถกถาและนัยของอาจารย์อีก ๒ พวก ขอน�ำมาเสนอเพ่ือประดับสติปัญญา
และเพ่ือเป็นเครื่องมอื สำ� หรับศกึ ษาปุคคลบญั ญัติสืบไป ดงั น้ี

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 161

ก. บัญญัติ ๖ ประการ ตามนัยของอรรถกถา คอื
๑. วิชชมานบัญญัติ หมายถึงการบัญญัติสภาวธรรมท่ีมีอยู่จริง เช่น กุสลา ธมฺมา
(สภาวธรรมทีเ่ ป็นกุศล) อกุสลา ธมฺมา (สภาวธรรมที่เปน็ อกุศล)
๒. อวชิ ชมานบัญญตั ิ หมายถงึ การบญั ญตั ิสิง่ สมมติคือส่ิงท่ไี มม่ ีอยู่จรงิ บญั ญัติเพือ่ ใช้
เรียกขานส�ำหรับเป็นส่ือความเขา้ ใจกัน เชน่ ปุริสะ (ผู้ชาย) อิตถี (ผ้หู ญงิ ) ตลอดจนคำ� บญั ญตั ิ
ทางนามธรรมของลัทธิศาสนาอนื่ เชน่ อาตมนั พรหมัน กถ็ อื วา่ เป็นคำ� บัญญตั ิประเภทน้ี
๓. วชิ ชมาเนนอวชิ ชมานบญั ญัติ หมายถึงการบัญญตั ิสิ่งทมี่ ิไดม้ อี ยู่จรงิ ร่วมกบั ส่งิ ทม่ี ี
อยู่จรงิ เช่น เตวชิ ชบคุ คล (บคุ คลผู้ได้วิชชา ๓) ในทีน่ ี้ คำ� วา่ บคุ คล มิได้มอี ยจู่ รงิ สว่ นเตวชิ ชา
มอี ยจู่ ริง
๔. อวชิ ชมาเนนวชิ ชมานบัญญัติ หมายถึงการบญั ญัติสงิ่ ที่มีอยู่จริงรว่ มกบั สิง่ ท่มี ไิ ด้มี
อยู่จริง เช่น อิตถีรูปะ (รูปของหญิง) ในท่ีนี้ สภาวะท่ีเรียกว่า อิตถี มิได้มีอยู่จริง แต่สภาวะ
ทเี่ รียกว่า รปู มีอยู่จรงิ
๕. วชิ ชมาเนนวชิ ชมานบญั ญตั ิ หมายถงึ การบญั ญตั สิ ง่ิ ทมี่ อี ยจู่ รงิ รว่ มกบั สง่ิ ทม่ี อี ยจู่ รงิ
เช่น จักขสุ ัมผสั สะ (การสมั ผสั ท่ีเกดิ ขึ้นในจักษุ) ในท่นี ี้ ท้งั สภาวะ ท่ีเรียกว่า จกั ขุ และสภาวะ
ท่ีเรียกวา่ ผัสสะ มอี ยจู่ รงิ
๖. อวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ หมายการบัญญัติถึงสิ่งท่ีมิได้มีอยู่จริงร่วมกับ
สิ่งที่มิได้มีอยู่จริง เช่น ขัตติยปุตตะ (โอรสของกษัตริย์) ในท่ีน้ี ท้ังสภาวะ ที่เรียกว่า ขัตติยะ
และสภาวะท่เี รียกวา่ ปุตตะ มิไดม้ อี ยูจ่ ริง จึงเป็นค�ำสมมตลิ ้วน ๆ ทั้ง ๒ ค�ำ
ในบัญญตั ิ ๖ ประการตามนยั อรรถกถา บญั ญตั ิท่ี ๑-๓ เท่านนั้ ท่พี อจัดเขา้ ในบัญญัติ
๖ ประการของคัมภีร์น้ี กล่าวคือ บัญญัติท่ี ๑ คือวิชชมานบัญญัติจัดเข้าในบัญญัติท่ี ๑-๕
ของคัมภีร์นี้ บัญญัติที่ ๒ คือ อวิชชมานบัญญัติ จัดเข้าในบัญญัติท่ี ๖ คือปุคคลบัญญัติ
ส่วนบญั ญัติที่ ๓ คือ วชิ ชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ จัดเข้าในบญั ญัตทิ ี่เหลือ เช่น เตวชิ ชะ
ข. บัญญัติ ๖ ประการ ตามนัยของอาจารย์ คือ
๑. อุปาทานบัญญัติ หมายถึงการบัญญัติโดยอาศัยส่ิงอ่ืน เช่น การบัญญัติว่า สัตว์
โดยอาศัยขนั ธ์ ๕ การบญั ญัติวา่ ทศิ ตะวันออก โดยอาศัยดวงอาทิตย์(ขน้ึ จากทศิ นั้นกอ่ น)
๒. อปุ นธิ าบญั ญตั ิ หมายถงึ การบญั ญตั โิ ดยการเทยี บเคยี งซงึ่ กนั และกนั เชน่ การบญั ญตั ิ
ความยาวโดยเทียบเคียงกับความสนั้ ความไกลโดยเทียบเคยี งกบั ความใกล้
อปุ นธิ าบัญญตั ิ มหี ลายประเภท เชน่
๒.๑ ตทญั ญาเปกขปู นธิ า คอื การบัญญัติโดยการเทียบเคยี งกับสิง่
อนื่ นับถัดออกไปจากตน เชน่ ทุตยิ ะ (ท่ี ๒) ตติยะ (ท่ี ๓) ค�ำ ทุติยะ
ในความหมายวา่ เพอ่ื น กเ็ ป็นอุปนิธาบญั ญตั ิ

162 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๒.๒ หตั ถคตปู นิธา คอื การบัญญตั ิโดยอาศัยสง่ิ ทีอ่ ยูใ่ นมอื เช่น สตั ถปาณิ
(คนถือดาบ) ฉัตตปาณิ (คนถือรม่ )
๒.๓ สมั ปยุตตปู นิธา คือการบญั ญตั ิโดยอาศัยสงิ่ ท่ปี ระดับติดตวั
เชน่ กุณฑลี (ผู้ใสต่ มุ้ หู) กิรฏี ี (ผู้สวมมงกฏุ )
๒.๔ สมาโรปติ ปู นิธา คอื การบัญญตั โิ ดยอาศยั ส่ิงที่บรรจุ เชน่
ธญั ญสกฏะ(เกวียนขา้ วเปลอื ก) สปั ปกิ ุมภะ (หมอ้ เนยใส)
๒.๕ อวิทูรคตปู นิธา คอื การบัญญตั ิโดยอาศัยส่ิงแวดลอ้ ม เช่น อินทสาลคูหา
(ถ้�ำช้างนา้ ว เพราะมีต้นช้างนา้ วข้ึนโดยรอบ)
๒.๖ ปฏิภาคปู นิธา คือการบัญญตั ิโดยอาศัยความคล้ายคลงึ กนั
เช่น สุวัณณวัณณะ (ผมู้ ีผิวสีทอง)
๒.๗ ตพั พหลุ ูปนธิ า คือการบัญญตั ิโดยอาศยั สิ่งขา้ งมาก เช่น
ปทมุ สระ (สระบัว) พราหมณคาม (หมู่บ้านพราหมณ์)
๒.๘ ตัพพิสิฏฐปู นิธา คือการบัญญตั โิ ดยอาศยั สิ่งที่มีลักษณะเดน่
เชน่ วชริ กฏกะ (กำ� ไลเพชร)
๓. สโมธานบัญญัติ หมายถึงการบัญญัตโิ ดยแบง่ เป็นหมู่หรอื มวลรวม เชน่ ปุบผราสิ
(กองดอกไม้)
๔. อุปนิกขิตตบัญญัติ หมายถึงการบัญญัติโดยการเพ่ิมจ�ำนวนข้ึนตามล�ำดับ เช่น
เทวฺ (๒) ตณิ ี (๓) จตตฺ าริ (๔)
๕. ตชั ชาบัญญัติ หมายถึงการบัญญัติโดยเพง่ สภาวะของธรรมนน้ั ๆ เช่น บญั ญัติส่งิ ท่ี
มสี ภาวะแขง็ ว่า ปฐวี บญั ญตั สิ ิง่ ที่มสี ภาวะรอ้ นวา่ เตโช
๖. สนั ตติบญั ญตั ิ หมายถึงการบัญญตั ิโดยอาศัยความตอ่ เนื่อง เช่น อาสตี กิ ะ (ผู้เฒ่าวัย
๘๐) นาวตุ ิกะ (ผ้เู ฒา่ วยั ๙๐)
ในบญั ญตั ิ ๖ ประการตามนยั ของอาจารยอ์ าจจดั เขา้ ในบญั ญตั ิ ๖ ประการตาม
นัยของอรรถกถาได้ คือตัชชาบัญญัติจัดเข้าในวิชชมานบัญญัติ ส่วนท่ีเหลืออีก ๕ ประการ
จัดเขา้ ในอวิชชมานบัญญตั ิและวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญตั ิ
ค. บญั ญัติ ๖ ประการ ตามนัยของอาจารยอ์ ีกพวกหนง่ึ คอื
๑. กจิ จบัญญัติ หมายถงึ การบญั ญัตโิ ดยอาศัยหน้าที่ เช่น ภาณกะ (ผสู้ วด)

ธัมมกถิกะ (ธรรมกถึก)
๒. สณั ฐานบญั ญตั ิ หมายถึงการบัญญัติโดยอาศัยรูปพรรณสัณฐาน เชน่

กสิ ะ (ผู้ผอม) ถูละ (ผูอ้ ้วน)

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖ 163

๓. ลงิ คบัญญตั ิ หมายถึงการบัญญตั โิ ดยอาศัยเพศ เช่น อิตถี (ผหู้ ญิง) ปรุ สิ ะ (ผชู้ าย)
๔. ภูมิบัญญตั ิ หมายถงึ การบญั ญตั โิ ดยอาศัยสถานท่ี เช่น โกสลกะ (ชาวโกศล)

มาธรุ า (ชาวมธรุ า)
๕. ปัจจตั ตบัญญัติ หมายถึงการบญั ญตั ใิ หเ้ ป็นช่ือเฉพาะของแต่ละบคุ คล เช่น
ตสิ สะ (นายติสสะ) สมุ นะ (นายสุมนะ)
๖. อสงั ขตบัญญัติ หมายถึงการบญั ญตั ิให้เปน็ ช่อื ของอสงั ขตธรรม เช่น นิโรธ

นพิ พาน โมกขะ
บัญญัติ ๖ ประการตามนยั ของอาจารย์อกี พวกหนึ่งน้อี าจจัดเขา้ ในบัญญตั ิ ๖ ประการ
ตามนัยของอรรถกถาได้ คือภูมิบัญญัติและอสังขตบัญญัติ จัดเข้าในวิชชมานบัญญัติ
กิจจบัญญัติ จัดเข้าในวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ นอกจากนั้นจัดเข้าในอวิชชมานบัญญัติ
(อภิ.อ. ๓/๑/๒๙-๓๓)

๒. เน้ือหาของปุคคลบญั ญัติ
เนื้อหาของปุคคลบัญญัติ แบ่งเป็น ๒ ภาค คือ (๑) ภาคอุทเทส หรือภาคมาติกา

(๒) ภาคนิทเทส ไดแ้ ก่ภาคอธบิ ายขยายความในภาคอุทเทสโดยละเอียด
ก. ภาคอทุ เทส
ภาคอุทเทส แบ่งเป็น ๑๐ อุทเทส เรียกชื่ออุทเทสตามจ�ำนวนบุคคลท่ียกขึ้นตั้งเป็น

บทมาติกาหมวดหนึง่ ๆ เชน่ หมวดทวี่ า่ ด้วยบุคคล ๑ จำ� พวก เรยี กวา่
เอกกอุทเทส หมวดที่ว่าด้วยบุคคล ๒ จ�ำพวก เรียกว่า ทุกอุทเทส หมวดท่ีว่าด้วย

บุคคล ๓ จ�ำพวก เรยี กว่า ตกิ อทุ เทส หมวดท่วี ่าดว้ ยบคุ คล ๔ จ�ำพวก เรียกว่า จตุกกอทุ เทส
จนถึง หมวดทวี่ ่าด้วยบคุ คล ๑๐ จ�ำพวก เรียกวา่ ทสกอุทเทส

รวมบุคคลที่ทรงแสดงไว้ในภาคอุทเทสและน�ำไปขยายในภาคนิทเทส จ�ำนวน ๓๖๕
จ�ำพวก นอกจากน้ัน ในเอกกอุทเทส พระผู้มีพระภาคทรงยกบัญญัติ ๖ ประการข้ึนต้ังเป็น
บทมาตกิ ากอ่ น แลว้ ทรงจำ� แนกแตล่ ะบญั ญตั โิ ดยวธิ ปี จุ ฉาและวสิ ชั นาดว้ ยพระองคเ์ องทเ่ี รยี กวา่
กเถตุกมั ยตาปจุ ฉา ต้ังแต่ขันธบัญญตั จิ นถงึ อนิ ทรยิ บญั ญตั ิ เชน่

๑. ขันธบัญญตั ิ (ถาม) การบัญญัติสภาวธรรมที่เปน็ หมวดหม่กู ันว่า เป็นขันธ์ มเี ทา่ ไร
(ตอบ) ขนั ธบญั ญตั มิ ี ๕ ประการ คอื (๑) รปู ขนั ธ์ (๒) เวทนาขนั ธ์ (๓) สญั ญาขนั ธ์ (๔) สงั ขารขนั ธ์
(๕) วิญญาณขันธ์

๒. อายตนบัญญัติ (ถาม) การบัญญัตสิ ภาวธรรมท่ีเปน็ บ่อเกิดว่า เป็นอายตนะ มเี ทา่ ไร
(ตอบ) อายตนบญั ญตั มิ ี ๑๒ คือ...

164 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

พอถึงบัญญตั ิที่ ๖ คือปคุ คลบัญญัติ (ถาม) การบญั ญตั เิ หล่าบคุ คลวา่ เป็นบุคคล มเี ทา่ ไร
คำ� ตอบคือบคุ คล ๑ จำ� พวก จ�ำนวน ๕๔ บคุ คล มีบุคคลผูเ้ ปน็ สมยวมิ ุตตะ เป็นบุคคลที่ ๑ และ
บคุ คลผปู้ ฏบิ ตั เิ พื่อทำ� ใหแ้ จ้งอรหตั ตผลเปน็ บคุ คลที่ ๕๔ เป็นอนั จบเอกกอทุ เทส
ตั้งแตท่ ุกอทุ เทส จนถงึ ทสกอุทเทส ทรงจำ� แนกบคุ คล ๒ จ�ำพวก ๓ จ�ำพวก ๔ จำ� พวก
จนถึง ๑๐ จำ� พวก รวมบุคคลแต่ละจำ� พวกของแตล่ ะอุทเทสได้ดังนี้
เอกกอุทเทส วา่ ดว้ ยบคุ คล ๑ จ�ำพวก จ�ำนวน ๕๔ บคุ คล
ทกุ อทุ เทส วา่ ดว้ ยบุคคล ๒ จ�ำพวก ๒๖ ค ู่ จ�ำนวน ๕๒ บคุ คล
ติกอทุ เทส วา่ ดว้ ยบคุ คล ๓ จ�ำพวก ๑๘ กลมุ่ จ�ำนวน ๕๔ บุคคล
จตกุ กอุทเทส ว่าดว้ ยบุคคล ๔ จำ� พวก ๓๒ กลมุ่ จำ� นวน ๑๒๘ บคุ คล
ปญั จกอทุ เทส วา่ ดว้ ยบคุ คล ๕ จ�ำพวก ๖ กลมุ่ จ�ำนวน ๓๐ บุคคล
ฉักกอทุ เทส วา่ ดว้ ยบคุ คล ๖ จำ� พวก ๑ กลุ่ม จำ� นวน ๖ บคุ คล
สัตตกอุทเทส วา่ ด้วยบุคคล ๗ จ�ำพวก ๒ กลมุ่ จำ� นวน ๑๔ บุคคล
อัฏฐกอทุ เทส วา่ ดว้ ยบุคคล ๘ จำ� พวก ๑ กลมุ่ จำ� นวน ๘ บคุ คล
นวกอุทเทส ว่าด้วยบคุ คล ๙ จ�ำพวก ๑ กลุ่ม จ�ำนวน ๙ บคุ คล
ทสกอทุ เทส วา่ ด้วยบุคคล ๑๐ จ�ำพวก ๑ กลุ่ม จำ� นวน ๑๐ บุคคล
รวมทง้ั หมด ๓๖๕ บุคคล
ข. ภาคนทิ เทส
ภาคนิทเทสก็แบ่งเป็น ๑๐ นิทเทสเหมือนในภาคอุทเทส แต่ละนิทเทสทรงน�ำบุคคล
แต่ละจ�ำพวกของแต่ละอุทเทสมาอธิบายขยายความโดยใช้วิธีปุจฉาและวิสัชนาแต่ละบุคคล
ยกเวน้ นิทเทสที่ ๖ ไมท่ รงใช้วธิ ปี จุ ฉา-วสิ ชั นา การเรียกช่อื แตล่ ะนิทเทส ใชจ้ ำ� นวนบคุ คลแต่ละ
จำ� พวกเป็นช่อื นทิ เทส เชน่ นิทเทสที่ ๑ ซึ่งวา่ ด้วยบคุ คล ๑ จำ� พวก เรยี กวา่ เอกกปคุ คลบัญญัติ
นิทเทสที่ ๒ ซ่ึงว่าด้วยบุคคล ๒ จ�ำพวก เรียกว่า ทุกปุคคลบัญญัติ นิทเทสที่ ๓ ซ่ึงว่าด้วย
บุคคล ๓ จ�ำพวก เรียกว่า ตกิ ปุคคลบญั ญัติ
ตัวอยา่ งการจำ� แนกเอกกปุคคลบญั ญตั ิ
๑. บคุ คลผูเ้ ปน็ สมยวิมุตตะ เปน็ ไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกน้ีสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย (นามกาย) ทุกกาล ทุกสมัย
และอาสวะทั้งหลายของเขาส้ินไปเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลน้ีเรียกว่า ผู้เป็น
สมยวิมุตตะ
๒. บคุ คลผู้เป็นอสมยวมิ ตุ ตะ เปน็ ไฉน
คอื บคุ คลบางคนใลกนไ้ี มไ่ ด้สัมผสั วิโมกข์ ๘ ดว้ ยกาย ทุกกาลทุกสมัย แตอ่ าสวะ
ทง้ั หลายของเขาสน้ิ ไปเพราะเหน็ ด้วยปัญญา บคุ คลน้เี รียกว่า ผเู้ ป็นอสมยวิมุตตะ

เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 165

กลา่ วโดยสรุป บุคคล ๑ จ�ำพวก จ�ำนวน ๕๔ บคุ คล ทีท่ รงอธบิ ายไวใ้ นเอกกปุคคล
บัญญตั ิ ไดแ้ ก่บุคคลตอ่ ไปนี้
- บคุ คลทเ่ี ปน็ ปถุ ชุ น คอื บคุ คลทล่ี ะสงั โยชน์ ๓ ยงั ไมไ่ ด้ และทงั้ ไมป่ ฏบิ ตั เิ พอ่ื ละสงั โยชน์

เหล่านน้ั
- บุคคลผู้หลุดพ้นแบบมีสมัย คือบุคคลที่หลุดพ้นจากอาสวะบางส่วนได้ในสมัยท่ีเข้า

สมาบัติ ๘ ไดแ้ ก่ พระโสดาบนั พระสกทาคามี และพระอนาคามี
- บุคคลผู้หลุดพ้นแบบไม่มีสมัย คือบุคคลท่ีหลุดพ้นจากอาสวะในสมัยที่มิใช่เวลาเข้า

สมาบัติ ๘ ไดแ้ ก่ พระอรหันตผ์ ูเ้ ปน็ สกุ ขวปิ สั สกบุคคล
- โคตรภูบุคคล คือบุคคลผู้ก�ำลังข้ามโคตรของปุถุชนไปสู่อริยชน ซึ่งถ้าพิจารณาตาม

สภาวธรรมแลว้ หมายถึง ผู้ทเี่ จริญวิปสั สนาจนถงึ โลกตุ ตรวถิ ีจติ ก�ำลังจะส�ำเร็จเป็น
โสดาปัตติมัคคัฏฐบุคคล แต่ถ้าพิจารณาโดยขณะจิตแล้ว หมายถึงโคตรภูจิตท่ีเป็น
เหตใุ หเ้ กิดโสดาปัตตมิ ัคคจติ ในขณะตอ่ ไป
- บุคคลผู้ไม่มีสิทธ์ิในการบรรลุมรรคผล (อภัพพาคมนบุคคล) คือบุคคลผู้ต้อง
อนันตริยกรรม ๕ อย่างใดอย่างหน่ึง บุคคลผู้ประกอบด้วยนิยตมิจฉาทิฏฐิ บุคคล
ผู้ถือก�ำเนิดด้วย อเหตุกปฏิสนธิจิตและทุเหตุกปฏิสนธิจิต บุคคลผู้ไม่เล่ือมใสใน
พระรัตนตรัย บคุ คลผู้ไมม่ กี ศุ ลฉันทะ และบคุ คลผมู้ ีปญั ญาทึบแต่ก�ำเนิด
- บคุ คลผมู้ สี ทิ ธใ์ิ นการบรรลมุ รรคผล (ภพั พาคมนบคุ คล) คอื บคุ คลผซู้ ง่ึ มลี กั ษณะทต่ี รง
กันขา้ มกบั อภพั พาคมนบคุ คล
- บคุ คลผแู้ นน่ อน (นยิ ตบคุ คล) คอื บคุ คลทจี่ ะตอ้ งตกอบายแนน่ อน ไดแ้ กบ่ คุ คลผกู้ ระทำ�
อนันตริยกรรม ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง และบุคคลผู้มีนิยตมิจฉาทิฏฐิ นอกจากนี้ยัง
หมายถงึ พระอรยิ บุคคล ๘ ประเภท ซง่ึ เป็นบคุ คลทีแ่ นน่ อนในฝา่ ยของกรรมทีด่ งี าม
กล่าวคอื อรยิ มรรค อริยผลและนิพพาน
- บุคคลผูไ้ ม่แนอ่ น (อนยิ ตบุคคล) คือบคุ คลท่ีมนี ัยตรงกนั ขา้ มกับนิยตบคุ คล มีคตไิ ม่
แนน่ อน เหมอื นกบั ทอ่ นไมท้ ข่ี วา้ งขนึ้ ไปในอากาศ ไมแ่ นน่ อนวา่ จะเอาปลายตกลงมา
หรือโคนตกลงมา
- พระอริยบุคคลมีสัตตักขัตตุปรมะ เป็นต้นครั้นทรงอธิบายบุคคล ๑ จ�ำพวกแล้ว
ไดท้ รงอธิบายบุคคลจ�ำพวกตา่ ง ๆ ทเ่ี หลอื ไปตามลำ� ดบั จนครบบุคคล ๑๐ จ�ำพวกก็
เปน็ อันจบปุคคลบญั ญัติ

166 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

ข้อสงั เกต

๑. มีข้อน่าสงั เกตประการแรก คือในเอกกอุทเทสของภาคอทุ เทส พระผมู้ พี ระภาคทรง
นำ� บญั ญัติ ๕ ประการแรกมขี ันธบญั ญตั เิ ป็นตน้ มาแสดงไว้ในเบอื้ งต้น โดยมไิ ดท้ รงนำ� ไปอธิบาย
ขยายความในภาคนทิ เทส และในเอกกอทุ เทสนนั้ เอง บญั ญตั ิ ๕ ประการนก้ี ม็ ไิ ดม้ คี วามเกย่ี วขอ้ ง
อะไรกบั บญั ญตั ทิ ่ี ๖ คอื ปคุ คลบญั ญตั ิ ดเู ผนิ ๆ เหมอื นเปน็ สว่ นเกนิ ของเอกกอทุ เทสแตถ่ า้ สงั เกต
ให้ดีจะเห็นว่าทรงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศึกษาเปรียบเทียบกันระหว่างบัญญัติ ๕ ประการ
ซง่ึ เปน็ วปิ สั สนาภมู แิ ละเปน็ ความจรงิ ปรมตั ถก์ บั ปคุ คลบญั ญตั ซิ ง่ึ เปน็ ความจรงิ สมมติ (ดบู ญั ญตั ิ
๖ ประการตามนยั อรรถกถาประกอบ)

๒. มีข้อน่าสังเกตในการบัญญัติบุคคลจ�ำพวกต่าง ๆ ต้ังแต่บุคคล ๑ จ�ำพวก จนถึง
๑๐ จ�ำพวก พระพุทธองค์ทรงบัญญัติอริยบุคคลไว้เป็นจ�ำนวนมาก เช่น ทรงบัญญัติบุคคล
๑ จ�ำพวกที่เป็นอริยบุคคลไว้ไม่ต�่ำกว่า ๓๐ บุคคล ในจ�ำนวนทั้งสิ้น ๕๔ บุคคล กล่าวได้ว่า
ทรงบญั ญตั อิ รยิ บคุ คลมากกวา่ ครง่ึ หนงึ่ ของบรรดาบคุ คล ๑ จำ� พวก เชน่ พระอรยิ บคุ คลประเภท
สัตตกั ขัตตุปรมะ (คือพระโสดาบนั ที่ตอ้ งเกิดอกี ๗ ชาติเปน็ อย่างมาก)

ในบรรดาบคุ คล ๒ จ�ำพวก ทรงบญั ญัตอิ ริยบคุ คลไว้มากเช่นกนั เช่น บุคคลท่อี ่มิ แล้ว
ซง่ึ ไดแ้ ก่ พระปจั เจกพทุ ธเจา้ สาวกของพระพทุ ธเจา้ ทเี่ ปน็ พระอรหนั ต์ สว่ นบคุ คลทอี่ มิ่ แลว้ และ
ทำ� ให้ผู้อน่ื อิม่ คือพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้า

ในบรรดาบุคคล ๓ จ�ำพวก ทรงบัญญัติอริยบุคคลไว้ไม่ต่�ำกว่า ๑๔ บุคคล เช่น
พระโสดาบนั พระสกทาคามี ซึง่ เป็นบคุ คลท่บี ำ� เพญ็ ศีลไดส้ มบูรณ์ บ�ำเพ็ญสมาธแิ ละปัญญาให้
สมบูรณ์ได้บางสว่ น

ในบรรดาบคุ คล ๔ จำ� พวก ทรงบญั ญตั อิ รยิ บคุ คลไวไ้ มต่ ำ่� กวา่ ๑๐ บคุ คล เชน่ คนทเ่ี ป็น
อรยิ บุคคลคอื บุคคลผเู้ ปรียบเหมอื นหว้ งน้ำ� ลกึ และเงาลึก บคุ คลท่ไี ดโ้ ลกุตตรปัญญา ไม่วา่ จะได้
มหัคคตฌานสมาบัติหรอื ไมก่ ็ตาม บุคคลทเี่ ป็นอริยบคุ คล ประเภทอคุ ฆติตญั ญู วปิ จิตญั ญูและ
เนยยะ (บัว ๓ เหล่าใน ๔ เหล่า)

ในบรรดาบุคคล ๕ จ�ำพวก ทรงบัญญัติอริยบุคคลว่าเปรียบเหมือนนักรบท่ีกล้าหาญ
และชนะสงคราม

ในบรรดาบุคคล ๖ จ�ำพวก ทรงบัญญัติอริยบุคคลทุกประเภทโดยเฉพาะ คือตั้งแต่
พระสมั มาสัมพุทธเจ้าจนถึงพระโสดาบนั มไิ ด้ทรงบญั ญตั ิบคุ คลท่ไี ม่ได้เปน็ พระอรยิ ะเลย

ในบรรดาบคุ คล ๗ จำ� พวก ทรงบญั ญตั อิ รยิ บคุ คลไว้ไมต่ ำ�่ กวา่ ๑๐ บคุ คล ในจ�ำนวน
๑๔ บุคคล ทรงแสดงอรยิ บุคคลทพี่ น้ จากการจมน้ำ� คืออกศุ ลธรรมประเภทต่าง ๆ และยังทรง
แสดงถึงอริยบุคคลประเภทต่าง ๆ เช่น พระอรหันต์ที่ได้บรรลุอริยมรรคโดยไม่สัมผัสกับฌาน
สมาบัติ ๘ เรยี กวา่ ปัญญาวิมุตตบุคคล พระโสดาปัตติมัคคัฏฐบคุ คลผูบ้ รรลอุ รยิ มรรคท่ีมปี ัญญา

เล่มที่ ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 167

เปน็ ประธาน เรยี กว่า ธัมมานสุ ารี พระโสดาปัตติมคั คัฏฐบุคคลทบี่ รรลุอรยิ มรรคโดยมีศรทั ธา
เป็นตวั นำ� เรียกว่า สัทธานุสารี เปน็ ต้น

ในบรรดาบคุ คล ๘ จำ� พวก ทรงบญั ญตั อิ รยิ บคุ คล ๘ บคุ คลไมป่ ะปนกบั บคุ คลประเภทอน่ื
ในบรรดาบคุ คล ๙ จำ� พวก ทรงบญั ญตั อิ รยิ บคุ คลทงั้ หมด โดยทรงนำ� อรยิ บคุ คล ๗ บคุ คล
ทม่ี อี ยใู่ นบคุ คล ๗ จำ� พวกมาอธบิ ายขยายความ พรอ้ มทง้ั เพมิ่ ประเภทอรยิ บคุ คลระดบั สงู สดุ อกี
๒ บุคคล คือบุคคลที่ตรัสรู้เองโดยไม่ต้องศึกษาจากผู้อ่ืน ได้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ
พระปจั เจกพทุ ธเจา้ สว่ นบคุ คล ๗ จำ� พวกตามทก่ี ลา่ วมาแลว้ คอื อภุ โตภาควมิ ตุ (อภุ โตภาควมิ ตุ ตะ)
ปัญญาวิมุต (ปัญญาวมิ ตุ ตะ) กายสักขี ทฏิ ฐปิ ตั ตะ สทั ธาวมิ ุต (สทั ธาวิมุตตะ) ธมั มานสุ ารี และ
สทั ธานสุ ารี
ในบรรดาบุคคล ๑๐ จำ� พวก ทรงบญั ญัติอรยิ บุคคลทัง้ หมดโดยแยกตามภูมิ กลา่ วคือ
อริยบุคคลที่บรรลุอริยมรรคในกามาวจรภูมิ ๕ ประเภท ได้แก่ สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ
เอกพีชี สกทาคามี พระอรหันตแ์ ละอรยิ บุคคลท่ีละกามาวจรภูมิไปเกิดในสุทธาวาส ๕ ประเภท
ได้แก่ อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี และ
อทุ ธังโสโตอกนิฏฐคามี
๓. นอกจากทรงบัญญัติอริยบุคคลต้ังแต่บุคคล ๑ จ�ำพวกจนถึงบุคคล ๑๐ จ�ำพวก
ดังกล่าวแล้ว ยังทรงบัญญัติบุคคลที่เป็นปุถุชนท้ังท่ีเป็นคนดีและคนชั่ว เพื่อให้รู้จักหลีกเลี่ยง
คนชั่วและให้รู้จักเกณฑ์ของคนดีหรือบุคคลท่ีดีอีกด้วย เม่ือพิจารณาบุคคลท้ังหมดโดยภาพ
รวมแลว้ อาจแบ่งไดเ้ ป็น ๒ จ�ำพวกใหญ่ ๆ คอื

(๑) นยิ ตบุคคล บคุ คลท่ีแนน่ อน
(๒) อนิยตบคุ คล บคุ คลทไี่ มแ่ น่นอน
บุคคลทแี่ นน่ อนในท่ีนีย้ ังแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑. บุคคลช่ัวเต็มท่ีและความช่ัวนี้จะให้ผลช่ัวแน่นอน นั่นคือบุคคลท่ีกระท�ำ
อนนั ตรยิ กรรม เช่น ฆ่าบดิ า ฆ่ามารดา ผลยอ่ มส่งให้ตกอบายภูมิแนน่ อน
๒. บุคคลผู้เป็นพระอริยะ คือบุคคลผู้บรรลุอริยมรรคแล้วถ้ายังไม่ส�ำเร็จเป็น
พระอรหันต์กม็ ีหลกั ประกนั ว่าจะตอ้ งตรสั รู้เปน็ พระอรหนั ตอ์ ย่างแนน่ อนในอนาคต
สว่ นบคุ คลนอกจากนจี้ ดั เปน็ อนยิ ตบคุ คล อาจเปน็ คนดหี รอื คนชว่ั กไ็ ด้ เพราะโดยทว่ั ไป
แล้วคนเราจะท�ำบุญหรือท�ำบาปปะปนกัน ท�ำให้บุญและบาปแข่งกันให้ผลแล้วแต่ว่าฝ่ายใดจะ
มกี ำ� ลงั แรงมากกวา่ ถา้ ในชาตนิ สี้ รา้ งกศุ ลศลี ไวค้ มุ้ ครอง ศลี ยอ่ มใหห้ ลกั ประกนั วา่ ตายแลว้ จกั ไป
สู่สุคติภูมิหรือท่ีเรียกว่าสว่างไป คนเราน้ันจะมืดมาหรือสว่างมาเป็นเร่ืองท่ีหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะว่ากรรมได้ให้ผลมาแล้ว แต่ว่ากรรมปัจจุบันนี้สามารถท�ำให้สว่างไปหรือมืดไปได้
ดว้ ยเหตนุ ี้ การปอ้ งกันไม่ใหม้ ดื ไป จึงเปน็ หน้าท่ใี นปจั จบุ นั ภพ พระพทุ ธองค์ทรงวางเกณฑ์ของ

168 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

บุคคลผู้ทไี่ มต่ ้องไปอบายคือตอ้ งมีศีล เปน็ คนทีถ่ งึ พรอ้ มดว้ ยศีล เมื่อมีศลี ๕ กถ็ ือวา่ เป็นสตั บุรุษ
เปน็ คนมสี ุจริตกรรม เป็นคนดี เป็นคนไม่มที ตี่ ิ

๔. การเป็นคนดไี ม่ใช่รู้แค่คณุ สมบัตขิ องคนดีมีศีลธรรมเทา่ น้นั ยงั ตอ้ งรู้จกั ลกั ษณะของ
คนชั่วไร้ศีลธรรมด้วย เพราะเม่ือรู้ลักษณะของคนช่ัวแล้วจะท�ำให้รู้จักหลีกความเป็นคนชั่ว
ในประเด็นน้ีพระผู้มีพระภาคทรงแนะให้รู้จักดูคนชั่ว โดยทรงจ�ำแนกไว้มากมาย เช่น คนที่
ไม่มีหิริ คนริษยา คนตระหนี่ คนโอ้อวด คนมีมายา คนไม่มีศีล คนมีมิจฉาทิฏฐิ และ
คนทไี่ มป่ ฏบิ ัติเพอ่ื ประโยชนต์ น

๕. เมอื่ รจู้ กั เวน้ บคุ คลทเี่ ปน็ คนชวั่ ดงั กลา่ วพอเปน็ ตวั อยา่ งแลว้ ตอ่ ไปควรรจู้ กั พฒั นาตน
ให้ดียิ่ง ๆ ข้ึนไป ในประเด็นน้ี พระผู้มีพระภาคทรงจ�ำแนกบุคคลผู้มีคุณสมบัติท่ีดีย่ิงกว่าดีจน
เปน็ อรยิ บคุ คลไวม้ ากมาย เชน่ การเปน็ คนดี โดยละเวน้ ทจุ รติ และการเปน็ คนดยี งิ่ กวา่ คนดี โดย
การชกั ชวนใหผ้ ู้อน่ื เปน็ คนดี มศี ีลธรรม เว้นทุจรติ หมัน่ สำ� รวจตนว่ายังขาดคณุ งามความดีของ
คนดีชนิดใดแล้วควรรีบปรับปรุงแก้ไข พัฒนาให้มีคุณงามความดีของคนดีชนิดนั้นๆ โดยให้
พยายามสงั เกต จากลกั ษณะของคนชว่ั วา่ ตนมลี กั ษณะนน้ั หรอื ไม่ ถา้ มกี ค็ วรขจดั ออกไป ถา้ ไมม่ ี
ควรรกั ษาคณุ งามความดนี นั้ ดจุ เกลอื รกั ษาความเคม็ และใหพ้ ยายามพฒั นาความดใี หด้ ขี น้ึ เรอื่ ยๆ
จนกระทงั่ ถงึ ระดบั ความดที สี่ งู สดุ คอื มรรค ผล นพิ พาน อนั เปน็ ความดที มี่ น่ั คงและแนน่ อนกวา่
ความดที ้ังมวล

คำ� แนะนำ� ตลอดจนขอ้ สงั เกตทงั้ หมดนเ้ี ปน็ เพยี งตวั อยา่ งเทา่ นนั้ ขอใหศ้ กึ ษาโดยละเอยี ด
ตอ่ ไป

เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 169

พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗

พระอภิธรรมปิฎก เลม่ ท่ี ๔
(กถาวตั ถุ)

พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๓๗ คอื คมั ภรี ์กถาวัตถุ เป็นคัมภีรท์ ่ี ๕ แหง่ พระอภธิ รรมปิฎก ซ่ึงมี
ท้ังหมด ๗ คัมภีร์ ท่ีเรียกว่า สัตตปกรณ์ คือ (๑) ธัมมสังคณี (๒) วิภังค์ (๓) ธาตุกถา
(๔) ปุคคลบัญญัติ (๕) กถาวัตถุ (๖) ยมก (๗) ปฏั ฐาน

ความหมายของคำ� ว่า กถาวตั ถุ

ค�ำวา่ กถา แปลวา่ ถอ้ ยคำ� คำ� กลา่ ว คำ� อธบิ าย หรอื เรือ่ ง มหี ลายอยา่ ง เชน่
๑. ตริ ัจฉานกถา (ค�ำกลา่ วท่ขี วางทางพระนิพพาน)
๒. วคิ คาหกิ กถา (ค�ำพดู คัดคา้ นขม่ ข)ู่
๓. สัมโมทนียกถา หรือสาราณียกถา (คำ� กล่าวต้อนรับ)
๔. อนุปพุ พิกถา (เร่อื งทแ่ี สดงโดยลำ� ดบั )
๕. อาลาปกถา หรอื สลั ลาปกถา (ค�ำทักทาย ค�ำปราศรยั )
๖. ปพันธกัปปนกถา (ค�ำประพนั ธ์)
๗. วาทกถา (คำ� กล่าวแสดงวาทะหรอื ลัทธิ ค�ำประกาศลัทธิ)
๘. ชปั ปกถา (ค�ำตอบโต้สนับสนนุ ลัทธิของตน)
๙. วติ ัณฑกถา (คำ� ตอบโต้หักล้างลัทธอิ น่ื )
คมั ภีรอ์ นุฎีกาของกถาวัตถุมูลฎกี าอธบิ ายวา่ คำ� ว่า กถา ในคำ� ว่า กถาวตั ถุ หมายถงึ
วาทกถา เทา่ นนั้
คำ� วา่ วัตถุ แปลวา่ เรอ่ื ง สิง่ ข้อความ ทด่ี นิ หรือทตี่ ั้ง ในทีน่ ้ี ได้แก่ ทีต่ ้งั หมายถงึ
ตัวคัมภีร์หรือปกรณ์ ฉะน้ัน เมื่อรวมค�ำทั้งสองเข้าเป็น กถาวัตถุ จึงแปลว่า ปกรณ์อันเป็น
ท่ีตงั้ ของกถา

ความส�ำคัญของคมั ภรี ์กถาวตั ถุ

คมั ภีร์กถาวัตถุเปน็ คมั ภรี ส์ �ำคญั ทัง้ ดา้ นเนอ้ื หา วธิ ีการ และวัตถุประสงค์ จงึ เป็นเครอ่ื ง
มือส�ำคัญในการชำ� ระสะสางมลทินในพระพุทธศาสนามาแลว้ ในสมัยพระเจา้ อโศกมหาราช

170 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

๑. ความส�ำคัญทางด้านเนอื้ หา
คัมภีร์กถาวตั ถุ ว่าด้วยวาทกถาตา่ ง ๆ ถงึ ๒๒๖ กถา มหี มวดธรรมส�ำคญั หลายหมวด
เช่น ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ตลอดจนมรรค ผล นิพพาน
ซ่ึงอรรถกถาอธิบายว่า ในคัมภีร์น้ีมีสูตรจ�ำนวน ๑,๐๐๐ สูตร เป็นของสกวาที (เถรวาท)
๕๐๐ สตู ร และเป็นของปรวาที (อาจริยวาท) ๕๐๐ สตู ร จงึ เปน็ คมั ภีร์ทป่ี ระมวลวาทกถาหรือ
กถาแสดงลัทธิต่าง ๆ ในสมัยน้ันมารวมไว้ แล้วเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างทาง
ความคดิ เหน็ และความเชอื่ พรอ้ มท้ังชผี้ ดิ ชีถ้ กู ใหถ้ ือปฏิบัตไิ ว้ดว้ ย

๒. ความสำ� คญั ทางดา้ นวิธกี าร
วิธีการของคมั ภีรก์ ถาวตั ถุ เป็นวิธกี ารทางตรรกศาสตรแ์ นวพุทธหรอื พุทธตรรกศาสตร์
ท่ีสมบูรณ์ท่ีสุด และส�ำคัญท่ีสุด ถือกันว่าเป็นลักษณะเฉพาะของคัมภีร์นี้ จึงเป็นคัมภีร์ท่ี
เหมาะอยา่ งยิ่งส�ำหรบั นักคิด นักเขยี น นกั พูด โดยเฉพาะนกั โตว้ าที

๓. ความสำ� คญั ทางดา้ นวัตถปุ ระสงค์
วตั ถปุ ระสงคข์ องคมั ภรี ก์ ถาวตั ถุ คอื (๑) เพอื่ ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ วาทกถาตา่ ง ๆ ของ ฝา่ ยปรวาที
หรืออาจริยวาท มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากพระพุทธพจน์อย่างไร (๒) เพ่ือช้ีแจงแสดง
เหตผุ ลใหเ้ หน็ ความถกู ตอ้ งตามความเปน็ จรงิ ทท่ี รงแสดงไว้ ทงั้ นโี้ ดยมงุ่ หวงั วา่ เมอื่ ฝา่ ยนน้ั รเู้ หน็
ตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะละมิจฉาทิฏฐิที่ท�ำให้ตีความพระพุทธพจน์ผิด ๆ ลงได้ และเกิด
สมั มาทฏิ ฐทิ ่ีจะทำ� ใหต้ ีความพระพุทธพจนถ์ ูกตอ้ งตามความเป็นจริงตอ่ ไป

ความเปน็ มาของคมั ภีรก์ ถาวตั ถุ

ความเป็นมาของคัมภีร์กถาวัตถุ อาจแยกได้เป็น ๒ ตอน คือ (๑) ตอนท่ีเป็น
พระพุทธพจน์โดยตรง (๒) ตอนที่เป็นผลงานของท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ซึ่งเป็น
คัมภรี ์กถาวัตถุท่ปี รากฏอย่ใู นปจั จบุ นั

ตอนท่ี ๑
อรรถกถาเล่าความเป็นมาของพระอภิธรรมปิฎก มีใจความว่า หลังจากตรัสรู้
พระอนุตตรสัมมาสมั โพธญิ าณแล้ว ๓ สัปดาห์ ในสปั ดาหท์ ่ี ๔ พระผมู้ พี ระภาคทรงพจิ ารณา
พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ ตดิ ตอ่ กนั ตลอดทงั้ สปั ดาหน์ น้ั ณ รตนฆรเจดยี ์ บรเิ วณตน้ พระศรมี หาโพธ์ิ
ที่ตรัสรู้
ตอ่ มา หลงั ตรสั รแู้ ลว้ ๗ พรรษา ทรงแสดงยมกปาฏหิ ารยิ ์ ณ ควงตน้ คณั ฑามพฤกษ์ เขต
กรงุ สาวัตถี แล้วเสดจ็ ไปจำ� พรรษาในสวรรคช์ ั้นดาวดึงส์ ประทับ ณ บัณฑกุ ัมพลสลิ าอาสนข์ อง
ทา้ วสักกะจอมเทพ ภายใต้ต้นปารชิ าต ทรงแสดงพระอภธิ รรม ๗ คัมภีร์ โปรดพระพุทธมารดา

เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ 171

ทไี่ ปอบุ ตั เิ ปน็ สนั ดสุ ติ เทพบตุ รในสวรรคช์ นั้ ดสุ ติ และทวยเทพจากหมนื่ จกั รวาล ตดิ ตอ่ กนั ตลอด
พรรษานน้ั (อภ.ิ สง.ฺ อ. ๒๐/๑๓-๑๘, อภ.ิ ปญจฺ .อ. ๑๒๑ ดคู ำ� แนะนำ� ธาตกุ ถาในบทนำ� พระไตรปฎิ ก
เลม่ ที่ ๓๖ ประกอบด้วย)

นกั ปราชญท์ างพระอภิธรรมรนุ่ กอ่ น ไดร้ อ้ ยกรองเป็นคำ� ฉันท์ขยายความตรงนไ้ี ว้วา่

ธมมฺ สงคฺ ณึ วภิ งฺคํ ทฺวาทส ยมกํ ตถา
ธาตุกถํ ฉ ปคุ คฺ ล- ปญฺตตฺ ึ สตฺตเมว จ
กถาวตถฺ ํุ ทสาหาน ิ ปฏฺฐานํ ปญฺจวสี หํ
ทิเว มาตุปมขุ านํ เทวานํ สมฺปวตตฺ ยิ
แปลว่า
ธัมมสังคณี ทรงแสดง ๑๒ วัน
วภิ ังค์ ทรงแสดง ๑๒ วัน
ธาตุกถา ทรงแสดง ๖ วัน
ปคุ คลบัญญตั ิ ทรงแสดง ๗ วัน
กถาวตั ถุ ทรงแสดง ๑๐ วัน
ยมก ทรงแสดง ๑๒ วนั
ปฏั ฐาน ทรงแสดง ๒๕ วัน
อรรถกถาอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงคัมภีร์ธัมมสังคณี วิภังค์ ธาตุกถา
ปคุ คลบัญญัติ ยมก และปัฏฐาน โดยพิสดาร สว่ นกถาวัตถทุ รงแสดงโดยสังเขป คอื ทรงแสดง
แต่เพียงมาติกาของกถาต่าง ๆ มีปุคคลกถา เป็นต้น เพราะทรงเล็งเห็นด้วยพระญาณว่า
ในอนาคตกาล (หลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว ๒๑๘ ปี) จะมีภิกษุผู้มีปัญญามากรูหนึ่ง
ชอ่ื พระโมคคัลลีบตุ รตสิ สเถระ ชำ� ระสะสางมลทินในพระพุทธศาสนาให้บรสิ ุทธ์ิ แล้วแสดงกถา
วัตถุปกรณ์ มีประมาณเท่าทีฆนกิ าย โตฝ้ ่ายอธรรมวาทโี ดยประมวลสตู รจำ� นวน ๑,๐๐๐ สตู ร
คอื ของฝ่ายสกวาที (ฝา่ ยธรรมวาทีหรอื เถรวาท) ๕๐๐ สตู ร ของฝา่ ยปรวาที (ฝา่ ยอธรรมวาที
หรืออาจริยวาท) ๕๐๐ สตู ร (อภิ.สง.ฺ อ. ๒๐/๖, อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒๑-๑๒๒,๑๒๘)

ตอนที่ ๒
ทา่ นพระโมคคลั ลบี ตุ รตสิ สเถระ ทพี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงเลง็ เหน็ นนั้ เปน็ บตุ รของโมคคลั ล-ี
พราหมณ์ชาวเมืองปาฏลีบุตร เมืองหลวงของแคว้นมคธ (ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)
เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนจบไตรเพทต้ังแต่อายุ ๗ ขวบ ต่อมาเมื่ออายุได้
๘ ขวบได้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา โดยมีท่านพระสิคควเถระเป็นพระอุปัชฌาย์
ท่านได้เรียนพระวินัยปิฎกและเรียนกัมมัฏฐานจากท่านพระสิคควเถระ จนช�ำนาญแล้ว


Click to View FlipBook Version