The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:33:40

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

272 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๔.๔ นยะหรือนัยของธาตยุ มก
นยะหรือนัยของธาตุยมกก็มี ๒ อย่าง คือ อนุโลมนัยและปัจจนีกนัยเหมือน ของ
ขนั ธยมกและอายตนยมก จงึ ทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ โดยเฉพาะในปวตั ตวิ ารนทิ เทส มไิ ดท้ รงแสดงฝา่ ย
ปจั จนกี นยั ไวเ้ ลย แมฝ้ า่ ยอนโุ ลมนยั กท็ รงแสดงไวแ้ ตอ่ นโุ ลมบคุ คล เทา่ นน้ั ผศู้ กึ ษาเมอ่ื เขา้ ใจขนั ธยมก
และอายตนยมกดแี ลว้ กส็ ามารถนำ� มาขยายสว่ นทย่ี อ่ ของธาตยุ มกใหเ้ ตม็ ตามรปู แบบไดเ้ อง
๔.๕ วาระของธาตยุ มก
วาระของธาตยุ มกก็แบ่งเป็นอทุ เทสวารและนิทเทสวาร และแบง่ ย่อยเปน็ ๓ วาระ คือ
ปณั ณัตติวาร ปวตั ติวาร และปริญญาวาร เหมอื นกับขันธยมกและอายตนยมก แต่ในธาตุยมกนี้
โดยเฉพาะปวตั ตวิ ารนทิ เทสและปรญิ ญาวารนทิ เทส ทรงแสดงโดยยอ่ ทส่ี ดุ ทง้ั น้ี เพราะองคธ์ รรม
คือธาตุ ๑๘ กับอายตนะ ๑๒ ของ อายตนยมกไม่ต่างกันมากนัก ผู้ศึกษาองค์ธรรม
ของยมกทง้ั สองเปรียบเทียบกันแล้วนำ� มาตง้ั คำ� ถามและหาค�ำตอบโดยพิสดารไดเ้ อง

๕. สัจจยมก

๕.๑ ความหมายของสจั จะ
คำ� วา่ สจั จะ แปลว่า ความจริง มี ๒ อย่าง คอื
๑. สมมติสัจจะ ได้แก่ ความจริงโดยสมมติ เช่น คนน้ันคนน้ี สัตว์ชนิดน้ัน ชนิดนี้
พชื ชนดิ นั้นชนดิ น้ี สงิ่ นัน้ ส่งิ น้ี ทส่ี มมติชื่อให้กเ็ พ่ือใชเ้ รยี กขานกันในชวี ิตประจำ� วนั เท่าน้นั
๒. ปรมัตถสัจจะ ได้แก่ ความจริงโดยปรมัตถ์ เป็นความจริงแท้ หรือ ความจริง
ข้ันสงู สดุ เช่น อรยิ สจั ๔ ประการคือ ทกุ ข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
นอกจากนี้ สัจจะยังหมายถึง ความจริงใจ คือ ซื่อสัตย์ จริงวาจา คือ พูดจริง และ
จริงการ คือ ท�ำจริง ท่ีปรากฏในฆราวาสธรรมข้อ ๑ อธิษฐานธรรมข้อ ๒ เบญจธรรมข้อ ๔
และบารมธี รรมขอ้ ๗
๕.๒ องค์ธรรมทเี่ ป็นเน้อื หาของสัจจยมก
องค์ธรรมท่ีเป็นเน้ือหาของสัจจยมก ดังปรากฏในปัณณัตติวารอุทเทสของสัจจยมก
ไดแ้ ก่ สจั จะ ๔ หรอื อรยิ สัจ ๔ คือ
๑. ทุกขสัจ = ความจรงิ คือทุกข์ (ทกุ ข)์
๒. สมทุ ยสจั = ความจริงคอื สมทุ ยั (เหตุเกดิ ทุกข)์
๓. นิโรธสัจ = ความจริงคอื นิโรธ (ความดับทุกข)์
๔. มคั คสจั = ความจริงคอื มรรค (ทางพ้นทกุ ข์)

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 273

องค์ธรรมของสมุทยสัจ ก็คืออกุศลมูลและอกุศลธรรมท้ังหลายท่ีปรากฏในมูลยมก
นั่นเอง นอกจากนั้น องค์ธรรมท่ีเป็นเน้ือหาของมูลยมกหลายอย่างก็เป็นเนื้อหาของสัจจยมก
ดว้ ย

๕.๓ วัตถปุ ระสงคข์ องสัจจยมก
วัตถปุ ระสงคท์ ท่ี รงแสดงสจั จยมกมี ๓ ประการ คอื
๑. เพอ่ื ใหเ้ กิดญาตปริญญา ไดแ้ ก่ การก�ำหนดรขู้ นั้ ร้จู ักอะไรคอื สจั จะ เชน่ ที่ทรงแสดง
ไวใ้ นปณั ณตั ตวิ ารอทุ เทสและปณั ณัตติวารนเิ ทสว่า ทกุ ข์เป็นทุกขสจั ใชไ่ หม ทุกขสัจเปน็ ทกุ ข์ใช่
ไหม สมทุ ยั เปน็ สมทุ ยสจั ใชไ่ หม สมทุ ยสจั เปน็ สมทุ ยั ใชไ่ หม เปน็ ตน้ กเ็ พอ่ื ใหร้ จู้ กั นามบญั ญตั ขิ อง
สัจจะทั้ง ๔ ประการ ทำ� นองเดียวกบั ท่ที รงแสดงให้เห็นความแตกต่างระหวา่ ง กศุ ลกับกศุ ลมูล
อกุศลกับอกุศลมูล เป็นต้น ในมูลยมก ความแตกต่าง ระหว่างรูปกับรูปขันธ์ เวทนากับ
เวทนาขนั ธ์ เปน็ ตน้ ในขนั ธยมก ความแตกตา่ งระหวา่ งจกั ขกุ บั จกั ขายตนะ โสตะกบั โสตายตนะ
เป็นต้น ในอายตนยมก และความแตกตา่ งระหว่างจักขุกบั จกั ขธุ าตุ โสตะกับโสตธาตุ เปน็ ต้น
ในธาตยุ มก
๒. เพื่อใหเ้ กิดตรี ณปริญญา ได้แก่ การกำ� หนดรขู้ นั้ พิจารณา คือ พิจารณาความเปน็ ไป
ของทกุ ขสจั สมทุ ยสจั ในกาลต่าง ๆ ดงั ปรากฏในปวตั ติวารนิทเทส
๓. เพื่อให้เกิดปหานปริญญา ได้แก่ การก�ำหนดรู้ข้ันละ คือ ละทุกข์ท่ีต้นเหตุ คือ
สมุทัยด้วยมรรค ดงั ปรากฏในปรญิ ญาวารนิทเทส
๕.๔ นยะหรือนัยของสัจจยมก
นยะหรือนัยของสัจจยมกมีเหมือนขันธยมก อายตนยมก และธาตุยมกที่กล่าวมาแล้ว
แตใ่ นสจั จยมกทรงแสดงไวเ้ ตม็ รปู เหมือนขนั ธยมก ตา่ งแต่เนือ้ หา
๕.๕ วาระของสัจจยมก
รูปแบบของวาระเหมือนขันธยมกทุกประการ ในท่ีนี้ขอแนะน�ำเน้ือหาของวาระ ใหญ่
๓ วาระ คอื ปัณณัตติวาร ปวตั ติวาร และปริญญาวาร ในนทิ เทสวาร เฉพาะประเดน็ ที่สำ� คัญ
ควรทำ� ความเขา้ ใจไว้ก่อนท่จี ะศกึ ษาสจั จยมกในเลม่ น้ี
ในปัณณัตติวารทั้งของอุทเทสวารและนิทเทสวาร ทรงจ�ำแนกสัจจะตามปทโสธนวาร
ปทโสธนมลู จกั กวาร สทุ ธสจั จวาร และสทุ ธสจั จมลู จกั กวารเหมอื นของขนั ธยมก ขอยกตวั อยา่ ง
ในปทโสธนวารของปัณณัตติวารนิทเทสเพ่ือให้พิจารณาเปรียบเทียบกับของขันธยมก
ทีแ่ นะนำ� มาแล้ว ดงั นี้

274 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

อนุโลมปุจฉา อนุโลมนัย ปฏโิ ลมปจุ ฉา

ทุกขฺ ํ ทุกขฺ สจจฺ นตฺ ิ ? ทุกขฺ สจจฺ ํ ทกุ ฺขนฺติ ?
ทกุ ข์ เปน็ ทกุ ขสัจใช่ไหม ทกุ ขสจั เปน็ ทกุ ขใ์ ช่ไหม
วสิ ัชนา วิสชั นา
อามนตฺ า. กายกิ ํ ทกุ ฺขํ เจตสิกํ ทกุ ฺขํ
ใช่ ฐเปตวฺ า อวเสสํ ทุกขฺ สจั จฺ ํ ทกุ ฺข-
สจฺจํ น ทุกขฺ ํ กายกิ ํ ทุกฺขํ เจตสกิ ํ
ทกุ ขํ ทกุ ขฺ ญฺเจว ทุกฺขสจจฺ ญฺจ.
เวน้ กายกิ ทกุ ข์ (ทุกขท์ างกาย)
และเจตสิกทกุ ข์ (ทุกขท์ างใจ)
ทุกขสัจ ที่เหลือเปน็ ทุกขสจั แต่
ไมเ่ ป็นทกุ ข์ กายิกทุกขแ์ ละเจตสิก
ทุกข์เปน็ ทุกขก์ ็ใช่ เป็นทุกขสัจกใ็ ช่
(อภิ.ย. ๓๘/๑๐/๒๑๗)

อนุโลมปุจฉา ปัจจนกี นยั ปฏิโลมปุจฉา

น ทกุ ขฺ ํ น ทุกฺขสจฺจนตฺ ิ ? น ทุกฺขสจฺจํ น ทกุ ขฺ นตฺ ิ ?
สภาวธรรมทไ่ี ม่เปน็ ทกุ ข์ ไม่เป็น สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ปน็ ทกุ ขสัจ ไม่
ทุกขสัจใชไ่ หม เป็นทุกขใ์ ช่ไหม
วสิ ัชนา วิสชั นา
กายิกํ ทกุ ฺขํ เจตสกิ ํ ทุกขฺ ํ อามนตฺ า.
ฐเปตฺวา อวเสสํ ทุกขฺ สจฺจํ น ทุกฺขํ ใช่
ทกุ ฺขสจจฺ ,ํ ทุกฺขญฺจ ทุกขฺ สจจฺ ญฺจ
ฐเปตวฺ า อวเสสํ น เจว ทุกฺขํ น จ
ทกุ ขฺ สจจฺ ํ.
เวน้ กายิกทกุ ข์และเจตสิกทกุ ขแ์ ลว้
ทุกขสจั ท่เี หลือไมเ่ ป็นทุกข์ แตเ่ ปน็
ทุกขสัจ เวน้ ทุกและทกุ ขสจั แลว้
สภาวธรรมทเ่ี หลอื ไม่เป็นทุกขก์ ็ใช่
ไมเ่ ป็นทกุ ขสจั กใ็ ช ่ (อภ.ิ ย. ๓๘/๑๑/๒๑๗)

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๘ 275

ในปวัตติวารซึ่งทรงแสดงไว้เฉพาะในนทิ เทสวาร หรอื ภาคค�ำตอบ มกี ารแบ่งวาระเตม็
รูปเหมือนในขันธยมก คือ แบ่งเป็นอุปปาทวาร (วาระที่ว่าด้วยการเกิดของ สัจจะ) นิโรธวาร
(วาระทว่ี ่าดว้ ยการดบั ของสจั จะ) และอุปปาทนิโรธวาร (วาระที่ว่าด้วยการเกดิ และการดบั ของ
สัจจะ) แต่ละวาระประกอบด้วยวาระแห่งกาล ๖ วาระ คือ ๑) ปัจจุปปันนวาร (ปัจจุบัน)
๒) อตีตวาร (อดีต) ๓) อนาคตวาร (อนาคต) ๔) ปัจจุปปันนาตีตวาร (ปัจจุบันและอดีต)
๕) ปัจจุปปนั นานาคตวาร (ปจั จบุ นั และ อนาคต) ๖) อตีตานาคตวาร (อดตี และอนาคต) และ
นัยใหญ่ ๒ นัย คือ อนุโลมนัย (นัยฝ่ายบอกเล่า) และปัจจนีกนัย (นัยฝ่ายปฏิเสธ) แต่ละนัย
แบง่ ย่อย เป็น ๓ อย่าง คอื บคุ คล โอกาส (ภูม)ิ และผสมกันเป็นปุคคโลกาส

องคธ์ รรมทีเ่ ปน็ เนื้อหาของปวตั ติวารนิทเทสที่ควรทำ� ความเขา้ ใจไวก้ อ่ น คือ
๑. ทรงจำ� แนกสจั จะ ๓ อยา่ ง คอื ทุกขสจั สมุทยสจั และมคั คสจั เท่าน้นั สว่ นนิโรธสัจ
คอื พระนิพพาน ไมท่ รงนำ� มาจ�ำแนกไวเ้ พราะไมม่ กี ารเกดิ การดบั
๒. สมทุ ยสจั และมคั คสจั ทรงแสดงไวเ้ ฉพาะในปวตั ตกิ าล (ชว่ งเวลาระหวา่ งปฏสิ นธกิ าล
กบั จตุ กิ าล) เพราะสจั จะทง้ั สองนไ้ี ดแ้ กต่ ณั หา (ความอยาก) และมรรค (สภาวะทตี่ ดั กเิ ลสตณั หา)
ไมส่ ามารถเกดิ ในปฏสิ นธกิ าลและจุติ กาลได้ จึงไมท่ รงแสดงไว้ในกาลทงั้ สองนี้
ในปริญญาวารของสัจจยมก ทรงแสดงรูปแบบไว้อย่างเดียวกับขันธยมกทุกประการ
ต่างแต่เน้ือหา คือ เปลี่ยนจากขันธ์เป็นสัจจะเท่านั้น และสัจจะท่ีทรงแสดง ไว้มีเพียงทุกขสัจ
และสมทุ ยสจั สว่ นนโิ รธสจั และมคั คสจั มไิ ดท้ รงแสดงไว้ เพราะสจั จะ ทง้ั สองนเ้ี ปน็ โลกตุ ตรธรรม
ไม่อยูใ่ นขอบขา่ ยของปรญิ ญากิจของวาระน้ี
ปรญิ ญากจิ หมายถงึ กจิ ทจี่ ะตอ้ งกำ� หนดรขู้ น้ั รจู้ กั ซง่ึ เปน็ กจิ ของญาตปรญิ ญากจิ ทจี่ ะตอ้ ง
กำ� หนดรขู้ นั้ พจิ ารณาซง่ึ เปน็ กจิ ของตรี ณปรญิ ญา และกจิ ทจ่ี ะตอ้ งกำ� หนด รขู้ นั้ ละซงึ่ เปน็ กจิ ของ
ปหานปริญญา ทกุ ขสัจ สมทุ ยสจั และมคั คสจั เป็นกจิ ของญาตปริญญาและตีรณปริญญา สว่ น
ปหานปรญิ ญาซงึ่ อยใู่ นปรญิ ญาวารนที้ ำ� หนา้ ทกี่ ำ� หนดละทกุ ขสจั และสมทุ ยสจั เทา่ นนั้ จะเหน็ ได้
ว่าในปรญิ ญาวารไม่มปี ระโยคบาลตี อ่ ไปน้ปี รากฏอยู่ที่ใดเลย คือ
โย นโิ รธสจฺจํ ปชานาติ โส มคคฺ สจฺจํ ปชานาตตี ิ ?
บคุ คลใดกำ� ลังกำ� หนดร้นู โิ รธสจั บุคคลน้ันก็ก�ำลงั กำ� หนดรูม้ ัคคสัจใช่ไหม
โย มคคฺ สจฺจํ ปชานาติ โส นิโรธสจจฺ ํ ปชานาตีติ ?
บุคคลใดกำ� ลังก�ำหนดรู้มคั คสจั บคุ คลนนั้ กก็ �ำลงั ก�ำหนดรู้นโิ รธสัจใชไ่ หม
นอกจากนี้ ยงั มคี �ำหรือขอ้ ความพิเศษท่คี วรทำ� ความเขา้ ใจไวก้ ่อนอกี มาก
เช่น

276 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๑. ค�ำว่า “ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา” (ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ ในข้อ
๒๗/๒๒๑) หมายถึงขณะทโ่ี ลภมลู จติ ก�ำลงั เกิด

๒. คำ� วา่ “ในอปุ ปาทขณะแหง่ จติ ทวี่ ปิ ปยตุ จากมรรค” (มคคฺ วปิ ปฺ ยตุ ตฺ จติ ตฺ สสฺ
อุปฺปาทกฺขเณ ในข้อ ๒๗/๒๒๑) หมายถึงขณะที่จิต ๘๕ ดวง ก�ำลังเกิด
(ยกเว้นมรรคจติ ๔ ดวง)

๓. คำ� วา่ “ในอปุ ปาทขณะแหง่ มรรค” (มคคฺ สสฺ อปุ ปฺ าทกขฺ เณ ในขอ้ ๒๗/๒๒๑)
หมายถึงขณะทม่ี รรคจติ กำ� ลังเกิด

๔. ค�ำว่า จิต ในค�ำว่า “บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในล�ำดับแห่งจิตใด” (ยสฺส
จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ในข้อ ๕๗/๒๓๐) หมายถึง
โวทานจติ (จิตทีผ่ ่องใส)

๕. คำ� วา่ “ผพู้ รอ้ มเพรยี งดว้ ยอรหตั ตมรรค” (อคคฺ มคคฺ สมงคฺ นี ํ ในขอ้ ๔๘/๒๒๗)
หมายถงึ ผ้กู ำ� ลังไดอ้ รหัตตมรรค

๖. ค�ำว่า “บุคคลผู้ก�ำลังอุบัติ” (อุปปชฺชนฺตานํ ในข้อ ๒๗/๒๒๑) หมายถึง
บุคคลผ้กู ำ� ลังถอื ปฏสิ นธิ

๗. ค�ำวา่ “ผกู้ �ำลังจุติ” (จวนฺตานํ ในข้อ ๓๒/๒๒๓) หมายถงึ บคุ คลผู้เคลอ่ื น
จากภพหนึง่ ไปเกิดอีกภพหนงึ่

๘. ค�ำว่า “ผู้พร้อมเพรยี งด้วยปจั ฉิมจิต” (ปจฉฺ มิ จิตตฺ สมงฺคีนํ ในขอ้ ๕๓/๒๒๙)
หมายถึงบุคคลผกู้ �ำลงั ตาย ปัจฉมิ จิต คอื จตุ ิจติ

๙. ค�ำว่า “ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต” (ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ในข้อ
๑๐๑/๒๔๘) หมายถึงช่วงภังคขณะ (ขณะดับ) แห่งจุติจติ ซ่งึ ถอื วา่ เปน็ ช่วง
สดุ ทา้ ยของชวี ิตในภพ คือ จะปรนิ ิพพานในชาตินี้

๑๐. คำ� วา่ “ในอปุ ปาทขณะแหง่ อปุ ปตั ตจิ ติ ของบคุ คลผอู้ บุ ตั อิ ยใู่ นสทุ ธาวาสภมู ”ิ
(สทุ ธฺ าวาสานํ อุปปตตฺ จิ ิตตฺ สฺส อปุ ฺปาทกฺขเณ ในข้อ ๖๑/๒๓๒) หมายถงึ
ขณะปฏิสนธิจติ ของพรหมชนั้ สทุ ธาวาส

๑๑. ค�ำว่า “ในภงั คขณะแห่งจิตในปวตั ติกาล” (ปวตเฺ ต จติ ตฺ สฺส ภงฺคกขฺ เณ ใน
ขอ้ ๓๒/๒๒๓) หมายรวมถงึ ภังคขณะปฏสิ นธจิ ติ ด้วย

๑๒. คำ� วา่ “ในอปุ ปาทขณะแหง่ จติ ในปวตั ตกิ าล” (ปวตเฺ ต จติ ตฺ สสฺ อปุ ปฺ าทกขฺ เณ
ในข้อ ๕๘/๒๓๖) หมายรวมถึงอปุ ปาทขณะแห่งจตุ จิ ิตด้วย

๑๓. ค�ำว่า “บุคคลผู้เป็นปุถุชนซ่ึงจักไม่ได้มรรค” (เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น
ปฏิลภิสฺสนฺติ ในข้อ ๖๙/๒๓๖) หมายรวมถึงปุถุชน ๔ จ�ำพวกผู้ไม่มี
คณุ สมบตั ทิ ี่จะบรรลุสัจธรรม

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๘ 277

๑๔. ค�ำว่า “บุคคลผู้จักได้มรรค” (เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ข้อ ๖๙/๒๓๖)
หมายรวมถึงปุถุชนท่ีเปน็ ตเิ หตกุ ะ (มีเหตุ ๓) จึงสามารถบรรลสุ จั ธรรมได้

๖. สังขารยมก

๖.๑ ความหมายของสังขาร
ค�ำว่า สังขาร แปลว่า สภาพที่ปรุงแต่ง และ สภาพที่ถูกปรุงแต่ง สังขารที่ แปลว่า
สภาพทีป่ รงุ แตง่ หมายถึงสังขาร ๓ มี ๓ หมวด คือ
หมวดท่ี ๑

๑. กายสงั ขาร (สภาพท่ีปรุงแต่งกาย ได้แก่ ลม อัสสาสะ ปัสสาสะ
คอื ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก)

๒. วจีสังขาร (สภาพทีป่ รงุ แต่งวาจา ไดแ้ ก่ วติ ก วิจาร)
๓. จติ ตสังขาร (สภาพทจี่ ติ ปรงุ แต่ง ไดแ้ ก่ สญั ญา และเวทนา)
สงั ขาร ๓ อย่างน้ี ผเู้ ขา้ นโิ รธสมาบัติสามารถดบั ไดต้ ามลำ� ดบั

(ม.มู. ๑๒/๔๖๓/๔๑๒; สํ.สฬา. ๑๘/๓๔๘/๒๖๖)
หมวดท่ี ๒
คำ� วา่ สงั ขาร ในหมวดน้ี หมายถงึ เจตนาทเ่ี ปน็ องคธ์ รรมของกรรม “การกระทำ� ? จำ� แนก
เป็น ๓ ประเภท ดังนี้
๑. กายสงั ขาร (สภาพทีป่ รงุ แต่งการกระท�ำทางกาย ไดแ้ ก่ กายสัญเจตนา คอื

ความจงใจที่จะแสดงออกทางกาย)
๒. วจีสังขาร (สภาพท่ปี รงุ แต่งวาจา ได้แก่ วจสี ญั เจตนาท่ีเปน็ ฝา่ ยกามาวจร

กศุ ลและอกศุ ลคือความจงใจทีจ่ ะแสดงออกทางวาจา)
๓. จติ ตสังขาร (สภาพทป่ี รงุ แต่งความนกึ คดิ ไดแ้ ก่ มโนสญั เจตนาทีเ่ ปน็ ฝา่ ย

โลกิยกศุ ลและอกศุ ล คือ ความจงใจท่ีจะแสดงออกทางใจ) สงั ขารหมวดนี้
ได้แก่สังขารในปฏจิ จสมปุ บาท
(ม.มู. ๑๒/๑๐๒/๗๓)
หมวดที่ ๓
เป็นสังขารในปฏิจจสมุปบาทเหมือนกัน แต่มีช่ือและองค์ธรรมต่างกัน ทรงแสดงเพ่ือ
ขยายความในสังขารหมวดที่ ๒ สงั ขารหมวดนีเ้ รียกวา่ อภิสังขาร แปลว่า สภาพที่ปรุงแตง่ ผล
แห่งการกระทำ� ของบุคคล, เจตนาที่เปน็ ตัวการในการท�ำกรรม มี ๓ อย่าง คอื
๑. ปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารท่ีเป็นบุญ สภาพท่ีปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่
กุศลเจตนาทเ่ี ปน็ กามาวจรและรปู าวจร)

278 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

๒. อปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ คือ บาป, สภาพท่ี
ปรงุ แตง่ กรรมฝา่ ยช่ัว ไดแ้ ก่ อกุศลเจตนาทง้ั หลาย)

๓. อาเนญชาภสิ งั ขาร (อภสิ งั ขารทเี่ ปน็ อเนญชา, สภาพทป่ี รงุ แตง่ ภพอนั มนั่ คง
ไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาทเ่ี ปน็ อรูปาวจร ๔ หมายถงึ ภาวะแห่งจิตที่
มนั่ คงแนว่ แน่ดว้ ยสมาธขิ นั้ จตตุ ถฌาน)

สว่ นสงั ขารทแ่ี ปลวา่ สภาพทถ่ี กู ปรงุ แตง่ คอื ตวั ผลของสภาพทปี่ รงุ แตง่ ดงั บท วเิ คราะห์
ท่ีว่า กาเยน สงฺขรียตีติ กายสงฺขาโร. (สภาวธรรมใดถูกกายปรุงแต่ง สภาวธรรมน้ันชื่อว่า
กายสังขาร) คอื ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ตามนัยแหง่ สงั ขารหมวดที่ ๑ เพราะลมหายใจจะ
เกิดข้ึนไม่ได้ ถ้าไม่มีกายหรือร่างกาย โดย นัยเดียวกันนี้ วาจาหรือค�ำพูดก็เป็นเหตุให้เกิดวจี
สังขาร คือ วติ กและวจิ าร และจิต กเ็ ปน็ เหตใุ ห้เกิดจติ ตสังขาร คอื สญั ญาและเวทนา ตามนยั
แหง่ สงั ขาร ๓ หมวดที่ ๑ แมส้ งั ขารในหมวดที่ ๒ และที่ ๓ กม็ ลี กั ษณะเปน็ ๒ สภาวะ คอื สภาวะ
ที่เปน็ ตวั ปรงุ แตง่ และสภาวะทถี่ กู ปรุงแตง่ เชน่ เดียวกบั สังขารในหมวดท่ี ๑ ตามท่ีนำ� มาแสดงไว้
ในทนี่ ี้

๖.๒ องค์ธรรมทเ่ี ปน็ เนื้อหาของสงั ขารยมก
องคธ์ รรมท่เี ปน็ เนื้อหาของสังขารยมก ปรากฏอยู่ในปณั ณตั ตวิ ารอุทเทส (ขอ้ ที่ ๑) คอื
สงั ขาร ๓ ท่นี ำ� มาแสดงไวเ้ ป็นหมวดท่ี ๑ ขา้ งต้น แต่ในท่ีนี้ ทรงเพิ่ม
องค์ธรรมของจิตตสังขารให้มากขึ้น กล่าวคือนอกจากสัญญาและเวทนาแล้ว ให้นับ
สภาวธรรมท้ังหมดทสี่ ัมปยุตดว้ ยจติ ว่า เป็นจติ ตสังขาร ทง้ั นี้ ยกเว้นวิตกและวิจาร เพราะเปน็
องค์ธรรมของวจีสังขารอยแู่ ลว้
องค์ธรรมของกายสังขาร คือ อัสสาสะและปัสสาสะ มีข้อท่ีควรพิจารณาเป็นพิเศษ
เพราะมคี ตินิยมต่างกันเป็น ๒ ฝา่ ย คือ ฝ่ายพระวนิ ยั ถือวา่ อสั สาสะ คือ ลมหายใจออก และ
ปัสสาสะ คอื ลมหายใจเขา้ (ว.ิ อ. ๑/๔๔๖)
แต่ฝ่ายพระอภิธรรมและพระสูตรถือว่า อัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้า ปัสสาสะ คือ
ลมหายใจออก (ขุ.ปฏิ. ๓๑/๑๕๗/๑๗๗)

ขอ้ สังเกตเก่ยี วกับองค์ธรรมของสังขาร
๑. ในพระอภิธรรม กายสังขาร คือ ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนี้เป็น

จติ ตชรปู มฐี านภายในกาย คอื ลมหายใจออกเรม่ิ ตน้ ทส่ี ะดอื และไปสน้ิ สดุ
ลงทป่ี ลายจมกู สว่ นลมหายใจเขา้ เรม่ิ ตน้ ทป่ี ลายจมกู และไปสน้ิ สดุ ลงทสี่ ะดอื
โดยมีจุดศูนย์กลางอยทู่ ่ที รวงอก

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๘ 279

๒. วา่ โดยภมู แิ ละฌานของสังขาร ๓
๒.๑ กายสังขาร สามารถเกิดได้เฉพาะในกามภูมิ และมีได้เฉพาะใน

ปฐมฌาน ทตุ ิยฌาน และตติยฌานเทา่ นน้ั
๒.๒ วจีสังขาร คือ วิตกและวิจาร สามารถเกิดในภูมิท้ังหมด ยกเว้น

อสญั ญสัตตภมู ิ และมีไดเ้ ฉพาะในปฐมฌานเท่านั้น (แมว้ จีสงั ขารเกิด
ได้ในอรปู ภูมิ แต่ไม่อาจทำ� ให้อรปู พรหมพดู ได้ เพราะไม่มรี ูปส�ำหรบั
ออกเสียง)
๒.๓ จิตตสงั ขาร คอื เจตสกิ ๕๐ ดวง สามารถเกดิ ในภมู ิทัง้ หมด ยกเว้น
อสัญญสตั ตภมู ิ และมไี ด้ในฌานทง้ั หมด
๓. สงั เคราะหส์ ังขาร ๓ เขา้ ในขันธ์ ๓ ได้ ดงั น้ี
กายสังขาร เปน็ รปู ขันธ์
วจีสังขาร เป็น สังขารขันธ์
จติ ตสังขาร เปน็ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสงั ขารขันธ์
๔. สังขาร ๓ นี้เกดิ เฉพาะในอัชฌัตตกิ สนั ดาน คอื สง่ิ ท่มี ีวิญญาณครองเท่านนั้
ไมส่ ามารถเกิดในพหิทธสันดาน คือสงิ่ ที่ไม่มีวิญญาณครอง
กายสังขารเกิดในปวัตติกาลเท่านั้น ส่วนวจีสังขารและจิตตสังขารสามารถเกิดได้ทั้ง
๓ กาล คอื ปฏิสนธิกาล (ขณะเกดิ ) ปวัตตกิ าล (ช่วงเวลาตัง้ แตห่ ลังปฏสิ นธิ ข้ึนแล้วถึงก่อนจตุ ิ)
และจตุ กิ าล (ขณะดับ)

๖.๓ วัตถุประสงคข์ องสงั ขารยมก

วตั ถุประสงคท์ ่ีทรงแสดงสงั ขารยมก มี ๓ ประการคือ
๑. เพือ่ ให้เกิดญาตปรญิ ญา ไดแ้ ก่ การก�ำหนดรขู้ ั้นรู้จักสงั ขาร ดงั ทที่ รงแสดง
ไว้ในปัณณัตติวารอทุ เทสและปณั ณัตติวารนิทเทส เชน่
ปทโสธนวาร
อนโุ ลมนัย
อนุโลมปุจฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
กาโย กายสงฺขาโรติ ? กายสงขฺ าโร กาโยติ ?
กาย เปน็ กายสงั ขารใชไ่ หม กายสังขาร เป็นกายใชไ่ หม
วสิ ชั นา วิสัชนา
โน. โน.
ไม่ใช่ ไม่ใช ่

280 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

อนุโลมปุจฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
วจี วจสี งฺขาโรติ ? วจีสงขฺ าโร วจตี ิ ?
วจี เป็นวจีสังขารใชไ่ หม วจสี งั ขาร เป็นวจีใชไ่ หม
วสิ ชั นา วสิ ัชนา
โน. โน.
ไม่ใช ่ ไมใ่ ช ่
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
จติ ตฺ ํ จติ ตฺ สงขฺ าโรติ ? จิตตฺ สงฺขาโร จิตตฺ นฺติ ?
จิต เปน็ จติ ตสงั ขารใช่ไหม จติ ตสังขาร เป็นจติ ใช่ไหม
วิสชั นา วสิ ชั นา
โน. โน.
ไม่ใช ่ ไมใ่ ช่
(อภ.ิ ย. ๓๘/๘/๒๘๐)
๒. เพ่อื ให้เกิดตีรณปริญญา ได้แก่ การก�ำหนดรู้ขัน้ พจิ ารณาความเปน็ ไปของ
สงั ขาร ดงั ทท่ี รงแสดงไวใ้ นปวัตติวารนิทเทส เช่น

ปจั จปุ ปันนวารของอปุ ปาทวาร
อนโุ ลมบคุ คล
อนุโลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชชฺ ติ ยสสฺ วา ปน วจสี งฺขาโร
ตสฺส วจีสงขฺ าโร อปุ ฺปชฺชตีติ ? อุปปฺ ชชฺ ติ ตสฺส กายสงขฺ าโร
อุปฺปชฺชตีติ ?
กายสังขารของบคุ คลใดก�ำลงั เกดิ วจสี งั ขารของบุคคลใดกำ� ลังเกิด
วจสี ังขารของบุคคลนั้นก็ก�ำลังเกดิ กายสงั ขารของบุคคลน้ันก็
ใช่ไหม ก�ำลังเกิดใชไ่ หม
วสิ ัชนา วสิ ชั นา
วินา วติ กกฺ วจิ าเรหิ อสสฺ าส- วินา อสฺสาสปสสฺ าเสหิ
ปสสฺ าสานํ อปุ ปฺ าทกฺขเณ เตสํ วิตกกฺ วจิ ารานํ อุปปฺ าทกขฺ เณ
กายสงขฺ าโร อปุ ฺปชชฺ ติ น จ เตสํ วจสี งฺขาโร อุปฺปชชฺ ติ
เตสํ วจีสงขฺ าโร อุปปฺ ชฺชติ. โน จ เตสํ กายสงขฺ าโร
ปฐมชฌฺ านํ สมาปนฺนานํ อปุ ปฺ ชฺชติ ปฐมชฌฺ านํ
กามาวจรานํ อสสฺ าสปสสฺ าสานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๘ 281

อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร จ อสฺสาสปสฺสาสานํ อปุ ฺปาทก-ฺ
อปุ ฺปชชฺ ติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชชฺ ติ. ขเณ เตสํ วจีสงขฺ าโร จ
อปุ ฺปชชฺ ติ กายสงขฺ าโร จ อปุ ฺปชฺชติ.
ในอปุ ปาทขณะแห่งลมอัสสาส- ในอปุ ปาทานขณะแห่งวิตกและ
ปสั สาสะซงึ่ เว้นจากวติ ก วิจาร วิจารซึง่ เวน้ จกาลมอัสสาส-
กายสงั ขารของบุคคลเหล่านน้ั กำ� ลงั ปสั สาสะ วจสี ังขารของบุคคล
เกดิ แต่วจสี งั ขารไมใ่ ช่ก�ำลังเกิด เหล่านั้นกำ� ลังเกดิ แต่กาย-
ในอปุ ปาทขณะแห่งลมอสั สาส- สงั ขารไม่ใชก่ ำ� ลังเกดิ ใน
ปสั สาสะของบุคคลผู้เข้าปฐม- อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาส-
ฌานและของบคุ คลผูอ้ บุ ัติอยูใ่ น ปัสสาสะของบุคคลผ้เู ข้า
กามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคล ปฐมฌานและของบคุ คลผอู้ ุบัติ
เหลา่ วนั้นก�ำลังเกดิ และวจสี งั ขารก็ อยใู่ นกามาวจรภูมิ วจีสงั ขาร
กำ� ลงั เกิด ของบุคคลเหล่านน้ั กำ� ลงั เกดิ
และกายสงั ขารก็กำ� ลังเกดิ
(อภิ.ย. ๓๘/๑๙/๒๘๔)
๓. เพื่อให้เกิดปหานปริญญา ได้แก่ การก�ำหนดรู้ขั้นละการยึดมั่นถือมั่นว่า
สังขารเปน็ อตั ตาถาวรของเรา ดังท่ีทรงแสดงไว้ในปรญิ ญาวารนิทเทส เชน่
อนโุ ลมบุคคล
อนุโลมปุจฉา ปฏิโลมปุจฉา
โย กายสงฺขารํ ปรชิ านาต ิ โย วจีสงฺขารํ ปริชานาติ
โส วจีสงฺขารํ ปรชิ านาตตี ิ ? โส กายสงฺขารํ ปริชานาตตี ิ ?
บุคคลใดก�ำลงั กำ� หนดรกู้ ายสังขาร บุคคลใดกำ� ลงั ก�ำหนดรู้
บคุ คลนัน้ กก็ �ำลังก�ำหนดรูว้ จีสังขาร วจสี ังขาร บุคคลนนั้ ก็กำ� ลัง
ใช่ไหม กำ� หนดรู้กายสังขารใชไ่ หม
วสิ ชั นา วสิ ชั นา
อามนฺตา. อามนตฺ า.
ใช่ ใช ่
๖.๔ นยะและวาระของสงั ขารยมก
(อภิ.ย. ๓๘/๑๕๙/๓๓๔)

สังขารยมกมีนยะหรือนัยและวาระซึ่งเป็นวิธีด�ำเนินการจ�ำแนกแจกแจงสังขารด้วย
วิธีการยมกเหมือนขันธยมกทุกประการ จึงทรงแสดงไว้โดยย่อพอเป็นตัวอย่างโดยเฉพาะใน

282 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ปริญญาวารนิทเทส ทรงแสดงไว้เพียงคู่เดียวเท่านั้น ผู้ศึกษาต้องจ�ำแนกให้พิสดารตามนัย
และวาระของขันธยมก

๗. อนสุ ยยมก

๗.๑ ความหมายของอนุสัย
ค�ำว่า อนสุ ัย แปลวา่ นอนเนอื่ ง หมายถึง กเิ ลสพวกหนึง่ ท่นี อนเน่อื งหรือ แฝงตัวอยูใ่ น
สนั ดานของสัตว์ มี ๗ อย่าง คอื
๑. กามราคะ ความก�ำหนัดด้วยอำ� นาจกิเลสกาม
๒. ปฏิฆะ ความหงดุ หงดิ
๓. ทิฏฐ ิ ความเห็นผิด
๔. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสยั
๕. มานะ ความถอื ตัว
๖. วราคะ ความกำ� หนัดในภพ (ความอยากมอี ยากเป็น)
๗. อวชิ ชา ความไม่รจู้ รงิ

(อภ.ิ ว.ิ ๓๕/๙๔๙/๔๖๗)

๗.๒ องคธ์ รรมทเี่ ปน็ เนือ้ หาของอนุสยยมก
องค์ธรรมทเ่ี ป็นเนื้อหาของอนสุ ยยมกตามทีป่ รากฏในขอ้ ท่ี ๑ ได้แก่ อนสุ ยั ๗ อย่าง ดงั
กลา่ วข้างต้น ซึ่งทรงแสดงไว้เต็มรูปและเรียงลำ� ดับใหม่ ดงั นี้
๑. กามราคานสุ ยั ๒. ปฏิฆานุสัย
๓. มานานุสัย ๔. ทิฏฐานุสัย
๕. วิจกิ จิ ฉานุสยั ๖. ภวราคานสุ ัย
๗. อวิชชานุสยั

ข้อควรทำ� ความเขา้ ใจไวก้ อ่ น คือ
๑. ท่ีว่านอนเน่ืองในสันดาน คือแฝงตัวอยู่ภายในของเหล่าสัตว์ ในยามที่จิตเป็นปกติ

กเิ ลสเหลา่ นไี้ มค่ อ่ ยส�ำแดงออกมาให้ปรากฏ แตเ่ มือ่ มีเหตกุ ารณ์ ประจวบเหมาะกจ็ ะสำ� แดงตวั
ออกมาทันที เปรียบเหมือนเมล็ดพืชท่ีงอกอยู่ใต้พ้ืนดินยังไม่โผล่ข้ึนมา แต่พอได้นำ้� ฝนก็แทรก
แผน่ ดินโผลข่ น้ึ มาทนั ที

๒. ภมู ิหรอื ชว่ งขณะของอนสุ ัย ต้ังแตข่ ณะแฝงตวั จนส�ำแดงตัวออกมา มี ๓ ภมู ิ
๒.๑ อนุสยภูมิ ภูมิของอนุสัยขณะยังแฝงตัวกบดานอยู่ในส่วนลึกของ จิตใจ
คือยังไมเ่ กดิ ข้ึนทางมโนทวาร

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๘ 283

๒.๒ ปรยิ ฏุ ฐานภมู ิ ภมู ขิ องอนสุ ยั ขณะกำ� ลงั คกุ รนุ่ อยภู่ ายในจติ ใจ ยงั ไมส่ ำ� แดง
ออกมาทางกายและวาจา
๒.๓ วตี ิกกมภมู ิ ภูมิของอนสุ ัยขณะรุนแรงจดั จนสำ� แดงออกมาทางกาย และ
วาจา
๓. ในอนุสยยมก ทรงแสดงกาลไว้เพียงกาลเดียว คือปัจจุบันกาลเท่านั้น และ
เป็นปัจจุบนั กาลแบบยงั่ ยืน (นจิ จปจั จบุ นั ) เพราะอนสุ ัยทัง้ ๗ อย่างน้ีมีอยู่ในปถุ ุชนตลอดเวลา
ไมม่ กี ารดบั จงึ ไมม่ ีอดตี กาล และไมม่ ีอนาคตกาล
๔. อนุสัยท้ัง ๗ อย่างสามารถเกิดได้ในกามภูมิ (กามาวจรภูมิ) รูปภูมิ (รูปาวจรภูมิ)
และอรปู ภูมิ (อรปู าวจรภมู ิ) ยกเวน้ พรหมช้ันสุทธาวาส ๕ ช้ัน (อวหิ าภมู ิ อตัปปาภมู ิ สุทัสสาภูมิ
สุทัสสีภมู ิ และอกนิฏฐาภูมิ)
แม้ปฏิฆสัมปยุตจิต (จิตท่ีสัมปยุตด้วยปฏิฆานุสัย) จะไม่เกิดในรูปภูมิและอรูปภูมิ
แตป่ ฏิฆานสุ ัยก็เกิดในภูมทิ ง้ั สองนี้ได้
ผู้ไปเกิดในอสัญญสัตตภูมิ (ภูมิของอสัญญีสัตว์) ซ่ึงไม่มีจิตก็ถือว่า อนุสัย ๗ อย่างนี้
ยังมีอยู่ คือนอนเน่ืองหรือแฝงตัวอยู่และพร้อมจะส�ำแดงออกมาเม่ือมีเหตุปัจจัยพร้อม เพราะ
ยังละไม่ได้ การละอนสุ ัยตอ้ งละดว้ ยอริยมรรค ๔ เท่านัน้
๕. อนสุ ยั ของบคุ คลแตล่ ะประเภทมีดังนี้
๕.๑ บคุ คลผเู้ ป็นปุถชุ นมีอยูค่ รบท้ัง ๗ อย่าง
๕.๒ บคุ คลผเู้ ปน็ พระโสดาบนั และพระสกทาคามี มเี หลืออยู่ ๕ อยา่ ง
ละได้เพียง ๒ อย่าง คอื ทิฏฐานุสยั และวิจิกจิ ฉานสุ ยั
๕.๓ บุคคลผู้เป็นพระอนาคามเี หลืออยู่ ๓ อยา่ ง ละได้เพมิ่ ขนึ้ อกี ๒
อย่าง คือ กามราคานสุ ัย และปฏฆิ านุสยั
๕.๔ บุคคลผ้เู ปน็ พระอรหนั ตล์ ะไดห้ มดทง้ั ๗ อย่าง
๖. ธาตใุ นอนสุ ยยมก ทรงแสดงไว้ ๓ ประเภท คือ
๖.๑ กามธาต ุ วา่ โดยภมู ิ หมายถงึ กามภูมิ ๑๑
ว่าโดยปรมัตถ์ หมายถึงกามจิต ๕๑ (ยกเว้นทุกขสหคต-
จิต ๑ โทมนสั สสหคตจติ ๑) และรปู ๒๘
๖.๒ รปู ธาตุ ว่าโดยภมู ิ หมายถึงรูปภูมิ ๑๖
ว่าโดยปรมตั ถ ์ หมายถงึ รูปาวจรจติ ๑๕
๖.๓ อรปู ธาต ุ ว่าโดยภูมิ หมายถึงอรปู ภมู ิ ๔
ว่าโดยปรมตั ถ ์ หมายถึงอรปู าวจรจติ ๑๒

284 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

๗. ฐาน หรือทีต่ ั้งของอนุสัย ทรงแสดงไว้ ในขอ้ ท่ี ๒ ดงั นี้
กามราคานุสัย นอนเน่ืองในกามธาตุ สขุ เวทนา และอุเบกขาเวทนา
ปฏฆิ านุสัย นอนเน่อื งในกามธาตแุ ละทุกขเวทนา
มานานุสัย นอนเนือ่ งในกามธาตุ สขุ เวทนา และอเุ บกขาเวทนา
ทิฏฐานุสยั นอนเนื่องในเตภูมิธรรมหรือไตรภูมิ คือกามธาตุ
รูปธาตุ และอรูปธาตุ และในเวทนาทง้ั ๓
วจิ ิกจิ ฉานุสยั นอนเนอ่ื งในฐานเดยี วกับมานานุสัย
ภวราคานสุ ัย นอนเนื่องในรปู ธาตุ อรปู ธาตุ สขุ เวทนาและอเุ บกขา
เวทนา
อวิชชานสุ ยั นอนเนื่องในฐานเดียวกบั มานานสุ ยั
ขอให้สงั เกตวา่ เวทนาทเ่ี ป็นฐานของอนุสัยมีเพียง ๓ อยา่ งเท่านน้ั ซึง่ ลว้ นเป็นเวทนา
ขั้นโลกยิ ะเพราะเวทนาขั้นโลกุตตระไมอ่ ยู่ในวิสัยท่ีอนุสยั จะอยู่ได้
๘. อนุสยั แบง่ ออกเปน็ ๒ กลุ่ม คอื กลุม่ ปหาเนกฏั ฐะ และกลมุ่ สหเชกฏั ฐะ
กล่มุ อนสุ ัยทลี่ ะไดด้ ว้ ยมรรคพร้อมกนั แลว้ เรยี กวา่ กลมุ่ ปหาเนกฏั ฐะ
กลุ่มอนสุ ยั ท่เี กิดรว่ มกบั อนุสัยทีล่ ะได้แล้ว เรยี กว่า กลมุ่ สหเชกฏั ฐะ

๗.๓ วตั ถุประสงคข์ องอนสุ ยยมก
วตั ถุประสงค์ท่ีทรงแสดงอนุสยยมกกเ็ ป็นอย่างเดยี วกบั ของยมกอื่น ๆ คอื เพ่ือให้เกิด
ปรญิ ญา ๓ ประการ ตา่ งกนั แตเ่ นอ้ื หาสาระทเี่ ปน็ องคธ์ รรมและวธิ กี ารจำ� แนกแจกแจงองคธ์ รรม
กลา่ วคอื ในส่วนเนอ้ื หาสาระ อนสุ ยยมกมุง่ ให้เกดิ ปรญิ ญา ๓ ประการในเรอ่ื งอนุสัยดังกล่าวไว้
ในข้อ ๗.๒ (องค์ธรรมที่เปน็ เนือ้ หาของอนุสยยมก) สว่ นวธิ กี ารจำ� แนกแจกแจงของอนุสยยมก
มีข้อแตกต่างไปจากของยมกอ่ืน ๆ หลาย ประการดงั จะกล่าวไวใ้ นขอ้ ๗.๔ ต่อไป

๗.๔ โครงสรา้ งและวิธดี �ำเนนิ การของอนุสยยมก
อนุสยยมกมีโครงสร้างและวิธีด�ำเนินการแตกต่างไปจากยมกอ่ืน ๆ ท่ีกล่าวมาแล้ว
จงึ ขอแนะน�ำโดยสงั เขป ดังนี้

๗.๔.๑ โครงสร้าง
อนุสยยมกแบง่ เปน็ ส่วนใหญ่ ๆ ๓ ส่วน คอื
ส่วนท่ี ๑ (ข้อ ๑) เป็นมาติกา วา่ ด้วยเนอื้ หาของอนสุ ยยมก คือ อนุสยั ๗ อยา่ ง
สว่ นที่ ๒ (ขอ้ ๒) เรยี กวา่ อปุ ปตั ตฏิ ฐานวาร วา่ ดว้ ยฐานทน่ี อนเนอ่ื งของอนสุ ยั ทง้ั ๗ อยา่ ง
ส่วนนี้คล้ายกับอุทเทสวารของยมกอื่น ๆ แต่มีขอบข่ายแคบกว่า เพราะในอุปปัตติฏฐานวาร

เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 285

มุ่งแสดงให้ทราบว่าอนุสัยใดสามารถนอนเน่ืองหรือแฝงตัวอยู่ได้ในธาตุหรือภูมิไหนบ้าง
เท่านนั้
สว่ นท่ี ๓ (ตัง้ แตข่ ้อ ๓ เปน็ ตน้ ไป) เรยี กวา่ มหาวาร ว่าดว้ ยการจ�ำแนกแจกแจงอนสุ ยั
ทั้ง ๗ อย่าง ด้วยวิธีการยมก (อนุโลมปุจฉาและปฏิโลมปุจฉา) ตามวาระและนัยต่าง ๆ
ซง่ึ มสี ่วนทีเ่ ปน็ ลักษณะเฉพาะของยมกน้อี ยหู่ ลายประการ
มหาวาร แบง่ ย่อยออกเป็น ๗ วาระ คือ
๑. อนุสยวาร (วาระทว่ี ่าด้วยอนสุ ัย)
๒. สานสุ ยวาร (วาระทว่ี ่าดว้ ยสานุสัย คือ มีอนุสยั )
๓. ปชหนวาร (วาระทวี่ า่ ดว้ ยการละอนสุ ัย)
๔. ปรญิ ญาวาร (วาระที่วา่ ดว้ ยการก�ำหนดรอู้ นุสัย)
๕. ปหนี วาร (วาระทว่ี า่ ด้วยอนุสยั ทล่ี ะได้แล้ว)
๖. ธาตุปจุ ฉาวาร (วาระทีว่ ่าด้วยคำ� ถามในเรื่องธาตหุ รอื ภมู ิทอ่ี นุสัย
นอนเนื่องไดแ้ ละไมไ่ ด)้
๗. ธาตุวสิ ัชชนาวาร (วาระที่วา่ ดว้ ยคำ� ตอบค�ำถามในเรอ่ื งธาตหุ รือภมู ิ)
แตล่ ะวาระประกอบดว้ ยนยั ๒ นยั คอื อนโุ ลมนยั และปฏโิ ลมนยั (เหมอื นกบั ปจั จนกี นยั
ของยมกอื่น ๆ) และแตล่ ะนัยแบ่งยอ่ ยเป็น ๓ นัย คอื บุคคลนัย โอกาสนัย และปุคคโลกาสนัย
เหมอื นขนั ธยมก เป็นต้น

๗.๔.๒ วธิ ดี �ำเนนิ การ
วิธีด�ำเนินการในการจ�ำแนกอนุสัยในวาระต่าง ๆ ของมหาวารน้ัน คล้ายกับ วิธีการ
จำ� แนกปจั จยั ๒๔ ในคัมภรี ์ปัฏฐาน คอื จำ� แนกอนสุ ัยทลี ะตวั เรยี กวา่ เอกมลู กนัย ทลี ะ ๒ ตัว
เรียกวา่ ทกุ มูลกนยั ทลี ะ ๓ ตวั เรียกวา่ ตกิ มลู กนัย
ทลี ะ ๔ ตัว เรียกว่า จตกุ กมูลกนัย ทลี ะ ๕ ตวั เรียกวา่ ปัญจกมูลกนัย และ ทลี ะ ๖ ตวั
เรียกวา่ ฉกั กมูลกนยั
เอกมูลกนัย คือ นัยท่ีมีมูลเดียว หมายถึงยกอนุสัยตัวใดตัวหนึ่ง เช่น กามราคานุสัย
(อนุสยั ตวั แรก) ขน้ึ ตง้ั เปน็ มลู ให้จบั คู่กับอนสุ ัยตัวอืน่ ๆ ในล�ำดบั ถดั ไป ทลี ะตวั จนถงึ อนุสยั ตวั
สดุ ทา้ ยคืออวิชชานุสัย นับเปน็ ๑ รอบ แล้วยกอนสุ ยั ถัดไปคอื ปฏิฆานุสยั ขน้ึ ต้ังเป็นมูล ให้จบั คู่
กบั อนสุ ยั ถดั ไปจนถึงตัวสดุ ทา้ ยเปน็ รอบที่ ๒ และท�ำดังนจี้ นถึงรอบสดุ ท้ายคอื รอบท่ี ๖ เปน็ อัน
จบเอกมูลกนัย อนึ่ง ให้สงั เกตวา่ ในคู่หนงึ่ ๆ เช่น กามราคานุสัยกับปฏฆิ านสุ ยั ซึ่งเป็นคแู่ รกน้นั
มีการสลบั กนั เป็นมลู
กลา่ วคอื กามราคานสุ ยั เป็นมูลในฝ่ายอนโุ ลมปุจฉา ปฏฆิ านุสยั เปน็ มลู ในฝ่ายปฏโิ ลม-
ปจุ ฉา ขอแสดงผงั การจบั คูท่ ัง้ ฝ่ายอนโุ ลมปุจฉาและฝ่ายปฏิโลมปุจฉา เปน็ ตวั อยา่ ง ดงั นี้

286 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

รอบที่ ๑ (จากขอ้ ๓/๓๓๕ ของอนสุ ยยมก)
ฝ่ายอนโุ ลมปจุ ฉา
กามราคานุสยั (เป็นมลู ) จับคู่กบั ปฏิฆานสุ ยั
กามราคานสุ ัย (เปน็ มูล) จบั คกู่ ับ มานานุสัย
กามราคานสุ ยั (เป็นมลู ) จับคกู่ บั ทฏิ ฐานุสัย
กามราคานสุ ัย (เป็นมูล) จับคู่กบั วิจิกจิ ฉานุสัย
กามราคานุสยั (เปน็ มลู ) จบั คกู่ ับ ภวราคานุสยั
กามราคานสุ ัย (เปน็ มลู ) จบั คกู่ บั อวิชชานุสัย
ฝ่ายปฏิโลมปจุ ฉา
ปฏฆิ านุสยั (เปน็ มลู ) จบั คู่กบั กามราคานุสยั
มานานุสัย (เปน็ มลู ) จับคกู่ ับ กามราคานุสยั
ทิฏฐานุสัย (เปน็ มูล) จบั ค่กู บั กามราคานุสัย
วิจิกิจฉานสุ ยั (เปน็ มูล) จับคูก่ บั กามราคานุสัย
ภวราคานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคกู่ ับ กามราคานุสัย
อวิชชานสุ ยั (เป็นมูล) จับคกู่ ับ กามราคานสุ ยั
ตวั อยา่ งอนโุ ลมบุคคลของอนสุ ยวาร
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา
ยสสฺ กามราคานุสโย อนุเสติ ยสสฺ ปฏิฆานสุ โย อนุเสติ ตสสฺ
ตสฺส ปฏฆิ านุสโย อนุเสตีติ ? กามราคานสุ โย อนุเสตีติ ?
กามราคานสุ ัยของบุคคลใดนอน ปฏฆิ านสุ ัยของบุคคลใดนอนเนื่อง
เนอื่ ง ปฏฆิ านสุ ยั ของบุคคลน้ันกน็ อน กามราคานสุ ยั ของบคุ คลนน้ั กน็ อน
เนื่องใชไ่ หม เนื่องใชไ่ หม
วสิ ชั นา วิสชั นา
อามนตฺ า. อามนตฺ า.
ใช่ ใช่
อนุโลมปุจฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
ยสสฺ กามราคานสุ โย อนุเสต ิ ยสสฺ มานานุสโย อนุเสติ ตสฺส
ตสสฺ มานานุสโย อนเุ สตตี ิ ? กามราคานสุ โย อนุเสตีติ ?
กามราคานสุ ัยของบุคคลใด มานานุสยั ของบุคคลใดนอนเนอ่ื ง
นอนเนอ่ื ง มานานสุ ัยของบุคคล กามราคานุสยั ของบคุ คลนน้ั ก็นอน
น้นั กน็ อนเน่ืองใชไ่ หม เน่อื งใช่ไหม

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๘ 287

วสิ ัชนา วสิ ัชนา
อามนฺตา. อนาคามสิ ฺส มานานุสโย อนเุ สติ
ใช่ โน จ ตสสฺ กามราคานุสโย อนเุ สติ
ตณิ ฺณํ ปุคคฺ ลานํ มานานุสโย จ
อนเุ สติ กามราคานสุ โย จ อนุเสติ
มานานุสัยของอนาคามีบุคคล
นอนเน่อื ง แตก่ ามราคานุสยั ไมใ่ ช่
การนอนเนอื่ ง มานานุสัยของบุคคล ๓
จ�ำพวก (คอื ปุถุชน พระโสดาบนั และ
พระสกทาคาม)ี นอนเน่ือง และกาม-
ราคานุสยั กน็ อนเน่ือง ฯลฯ
(อภิ.ย. ๓๘/๓/๓๓๖)
รอบท่ี ๒ (จากข้อ ๔/๓๓๖)
ฝา่ ยอนุโลมปจุ ฉา
ปฏิฆานุสยั (เปน็ มูล) จบั คู่กบั มานานสุ ัย
ปฏฆิ านุสัย (เปน็ มลู ) จบั คกู่ ับ ทฏิ ฐานสุ ัย
ปฏิฆานุสยั (เป็นมูล) จับค่กู ับ วิจกิ จิ ฉานุสัย
ปฏฆิ านสุ ยั (เปน็ มลู ) จบั คกู่ บั ภวราคานสุ ยั
ปฏฆิ านสุ ยั (เป็นมูล) จบั คู่กบั อวชิ ชานุสยั
ฝ่ายปฏโิ ลมปจุ ฉา
มานานสุ ยั (เปน็ มลู ) จับคกู่ ับ ปฏฆิ านสุ ัย
ทิฏฐานุสัย (เป็นมูล) จับคกู่ ับ ปฏิฆานสุ ัย
วจิ ิกิจฉานุสยั (เปน็ มูล) จับคู่กบั ปฏิฆานุสัย
ภวราคานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคกู่ ับ ปฏฆิ านสุ ัย
อวิชชานสุ ยั (เป็นมูล) จับคกู่ บั ปฏิฆานุสัย
รอบที่ ๓ (จากขอ้ ๕/๓๓๗)
ฝา่ ยอนุโลมปจุ ฉา
มานานุสยั (เปน็ มลู ) จบั คู่กบั ทิฏฐานสุ ยั
มานานุสยั (เป็นมูล) จับคกู่ ับ วจิ กิ จิ ฉานสุ ยั
มานานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคกู่ ับ ภวราคานุสยั
มานานสุ ยั (เป็นมลู ) จับคู่กบั อวิชชานสุ ยั

288 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ฝ่ายปฏิโลมปจุ ฉา
ทฏิ ฐานสุ ัย (เปน็ มลู ) จับคกู่ ับ มานานสุ ัย
วจิ ิกิจฉานสุ ยั (เป็นมูล) จบั คูก่ ับ มานานสุ ยั
ภวราคานสุ ัย (เป็นมูล) จับคกู่ ับ มานานสุ ยั
อวิชชานุสัย (เป็นมูล) จบั คู่กบั มานานุสยั
รอบท่ี ๔ (จากข้อ ๖/๓๓๗)
ทิฏฐานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคกู่ ับ วจิ ิกจิ ฉานสุ ัย
ทิฏฐานสุ ยั (เป็นมูล) จบั คกู่ บั ภวราคานุสัย
ทิฏฐานุสยั (เปน็ มลู ) จบั คูก่ ับ อวชิ ชานสุ ัย

ฝา่ ยปฏิโลมปจุ ฉา
วิจิกจิ ฉานสุ ัย (เปน็ มลู ) จบั คูก่ ับ ทฏิ ฐานสุ ัย
ภวราคานสุ ัย (เปน็ มลู ) จบั คู่กับ ทิฏฐานุสัย
อวชิ ชานุสยั (เปน็ มูล) จับคู่กบั ทิฏฐานสุ ยั
รอบท่ี ๕ (จากขอ้ ๗/๓๓๗)

ฝ่ายอนุโลมปจุ ฉา
วิจิกจิ ฉานสุ ัย (เปน็ มูล) จบั คู่กบั ภวราคานสุ ัย
วจิ ิกจิ ฉานสุ ยั (เป็นมูล) จบั คู่กบั อวิชชานุสยั

ฝ่ายปฏโิ ลมปจุ ฉา
ภวราคานสุ ยั (เปน็ มลู ) จบั คู่กบั วิจกิ ิจฉานุสัย
อวชิ ชานุสัย (เปน็ มูล) จับคู่กบั วจิ ิกิจฉานุสัย
รอบท่ี ๖ (จากขอ้ ๘/๓๓๘)

ฝ่ายอนโุ ลมปจุ ฉา
ภวราคานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคกู่ ับ อวิชชานุสัย

ฝา่ ยปฏิโลมปุจฉา
อวิชชานสุ ยั (เป็นมูล) จบั คู่กับ ภวราคานุสัย

(จบเอกมลู กนัย)

ทุกมูลกนัย คือนยั ที่มี ๒ มลู หมายถึงยกอนสุ ยั ขน้ึ ต้ังเป็นมูล ทีละ ๒ ตวั ใหจ้ ับค่กู บั
อนสุ ยั ตัวอ่นื ๆ ในลำ� ดบั ถัดไปทีละตวั จนถงึ ตวั สดุ ท้าย คอื อวิชชานสุ ัย และแตล่ ะคูส่ ลบั กนั เปน็
มูลของแตล่ ะฝ่ายเหมอื นเอกมลู กนยั ขอแสดงผังของรอบที่ ๑ (จากข้อ ๙/๓๓๘) ดังนี้

เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๘ 289

ฝ่ายอนโุ ลมปุจฉา
กามราคานสุ ัยและปฏิฆานสุ ยั (เปน็ มูล) จบั คกู่ ับ มานานุสัย
กามราคานุสยั และปฏิฆานสุ ัย (เป็นมลู ) จบั คกู่ ับ ทฏิ ฐานสุ ยั
กามราคานุสัยและปฏฆิ านสุ ัย (เปน็ มูล) จบั คกู่ บั วิจกิ จิ ฉานุสยั
กามราคานสุ ัยและปฏิฆานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคูก่ บั ภวราคานุสยั
กามราคานสุ ัยและปฏิฆานสุ ยั (เป็นมลู ) จบั คกู่ ับ อวชิ ชานสุ ัย

ฝา่ ยปฏโิ ลมปุจฉา
มานานุสยั (เป็นมลู ) จับคูก่ ับ กามราคานสุ ัยและปฏิฆานสุ ัย
ทิฏฐานสุ ัย (เปน็ มูล) จบั คกู่ ับ กามราคานุสัยและปฏิฆานสุ ัย
วิจิกิจฉานสุ ัย (เป็นมลู ) จบั คู่กบั กามราคานุสัยและปฏฆิ านสุ ยั
ภวราคานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคกู่ บั กามราคานสุ ยั และปฏิฆานสุ ัย
อวิชชานสุ ยั (เปน็ มูล) จบั คู่กบั กามราคานสุ ัยและปฏฆิ านุสยั

ติกมูลกนยั คอื นัยทม่ี ี ๓ มลู หมายถึงยกอนุสัยขนึ้ เปน็ มลู ทีละ ๓ ตัว ให้จับคู่กับอนสุ ยั
ตวั อน่ื ๆ ในลำ� ดับถัดไปทลี ะตวั จนถงึ ตัวสดุ ทา้ ย คืออวชิ ชานสุ ยั และสลับกนั เป็นมูลในแตล่ ะคู่
ของแตล่ ะฝา่ ยเหมอื นเอกมลู กนยั ทกุ มลู กนยั ขอแสดงผงั ของ รอบท่ี ๑ (จากขอ้ ๑๐/๓๓๘) ดงั นี้

ฝา่ ยอนุโลมปุจฉาadf adf adf adf
กามราคานุสัย
ปฏฆิ านสุ ัย (เป็นมูล) จบั คกู่ ับ ทิฏฐานสุ ยั

มานานุสัย

กามราคานุสยั
ปฏิฆานุสยั (เป็นมูล) จับคกู่ ับ วิจกิ จิ ฉานุสยั
มานานุสัย

กามราคานุสยั (เป็นมูล) จับคกู่ บั ภวราคานสุ ยั
ปฏิฆานสุ ยั

มานานสุ ยั

กามราคานสุ ยั
ปฏิฆานสุ ยั (เป็นมลู ) จบั คกู่ ับ อวชิ ชานุสยั

มานานสุ ัย

290 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

ฝ่ายปฏโิ ลมปุจฉา fda fda fda fda
กามราคานสุ ัย
ทฏิ ฐานุสัย (เปน็ มูล) จบั คูก่ ับ ปฏฆิ านุสัย
มานานุสยั

กามราคานุสยั
วิจกิ ิจฉานุสัย (เปน็ มูล) จบั คูก่ ับ ปฏิฆานุสยั
มานานสุ ัย

กามราคานุสัย
ภวราคานุสยั (เป็นมลู ) จับคกู่ ับ ปฏฆิ านสุ ัย
มานานสุ ยั

กามราคานสุ ยั
อวิชชานสุ ัย (เป็นมลู ) จับคู่กบั ปฏิฆานุสยั
มานานสุ ัย

จตุกกมูลกนัย คือนัยท่ีมี ๔ มูล หมายถึงยกอนุสัยขึ้นเป็นมูลทีละ ๔ ตัว ให้จับคู่กับ
อนุสยั ตวั อื่น ๆ ในล�ำดับถัดไปทลี ะตัวจนถึงตัวสุดท้ายในท�ำนองเดยี วกับติกมูลกนัย แมป้ ญั จก-
มูลกนยั และฉกั กมูลกนัยก็มคี วามหมายและวิธีการเชน่ เดียวกนั

ในการจำ� แนกอนสุ ัยไปตามวาระต่าง ๆ ในมหาวาร ทรงแสดงนัยท้ัง ๖ น้ีเพ่อื แยกแยะ
ให้เห็นว่าแต่ละคู่มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรท้ังท่ีเกี่ยวข้องกับบุคคล (อนุโลมบุคคล
ปฏิโลมบุคคล) ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับภมู ิ (อนุโลมโอกาส ปฏโิ ลมโอกาส) และที่เกีย่ วข้องทัง้ กบั บคุ คล
และภมู ิ (อนุโลมปุคคโลกาส ปฏิโลมปคุ คโลกาส)

ข้อสังเกต

มีผู้ต้ังข้อสังเกตว่า คัมภีร์ยมกมิได้ให้ความรู้ทางพระอภิธรรมอะไรเพ่ิมข้ึนเลย ถึงไม่มี
คัมภีร์นี้ก็ไม่ท�ำให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่พระอภิธรรมปิฎกเลย ข้อสังเกตน้ี
นา่ นำ� มาพจิ ารณาว่า สมเหตสุ มผลเพียงใดหรือไม่

ประเดน็ แรก ขอใหม้ องเนอ้ื หาของยมก ๗ ยมกในเลม่ นว้ี า่ มอี ะไรแปลกใหมบ่ า้ ง ประเดน็
ต่อไปให้พิจารณาว่า มีจุดหมายหรือวัตถุประสงค์อะไร ประเด็นถัดไป ให้พิจารณาว่า
มีวิธีด�ำเนินการอย่างไร และประเด็นสุดท้ายให้พิจารณาว่า บรรลุผลตามวัตถุประสงค์หรือไม่
เม่ือพจิ ารณาโดยตลอดแลว้ จะตดั สินไดเ้ อง

เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๘ 291

ขอให้สังเกตว่า หมวดธรรมท่ีทรงน�ำมาเป็นเนื้อหาของยมก ๖ ยมกแรก มีประเด็นที่
ทรงเนน้ คล้ายกัน คอื

๑. ในมูลยมกซึ่งว่าด้วยสภาวธรรมท่ีเป็นมูล เช่น กุศลมูล อกุศลมูล ทรงยก
ประเด็นปัญหาให้พิจารณาว่ากุศล กับ กุศลมูล อกุศล กับ อกุศลมูลเหมือนกันหรือไม่
สภาวธรรมใดมมี ูลเดียวกันและมมี ลู อาศัยกนั

๒. ในขันธยมกซึ่งว่าด้วยขันธ์ ๕ ทรงยกประเด็นปัญหาให้พิจารณาว่า รูป กับ
รูปขันธ์ เวทนากับเวทนาขันธ์ สัญญากับสัญญาขันธ์ สังขารกับสังขารขันธ์และวิญญาณ
กบั วิญญาณขนั ธ์ เหมอื นกันหรอื ไม่ ขนั ธ์ต่าง ๆ เกิด-ดบั พรอ้ มกนั หรือไม่

๓. ในอายตนยมกซึ่งว่าด้วยอายตนะ ๑๒ ทรงยกประเด็นปัญหาให้พิจารณา ว่า
จักขุกับจักขายตนะ โสตะกับโสตายตนะ ฆานะกับฆานายตนะ ชิวหากับชิวหายตนะ กายกับ
กายายตนะ รูปกับรูปายตนะ เป็นต้น เหมือนกันหรือไม่ อายตนะต่าง ๆ เกิด-ดับ พร้อมกัน
หรอื ไม่

๔. ในธาตยุ มก ซง่ึ วา่ ดว้ ยธาตุ ๑๘ ทรงยกประเด็นปัญหาให้พิจารณาวา่ จกั ขุ กับ
จกั ขธุ าตุ โสตะกบั โสตธาตุ ฆานะกบั ฆานธาตุ เปน็ ตน้ เหมอื นกนั หรอื ไม่ ธาตตุ า่ ง ๆ เกิด-ดับ
พร้อมกนั หรอื ไม่

๕. ในสัจจยมกซง่ึ ว่าดว้ ยอริยสจั ๔ ทรงยกประเดน็ ปัญหาใหพ้ ิจารณาว่า ทุกข์ กับ
ทุกขสัจ สมุทัยกับสมุทยสัจ นิโรธกับนิโรธสัจ และมรรคกับมรรคสัจ เหมือนกันหรือไม่
อรยิ สัจต่าง ๆ เกิด-ดับ พรอ้ มกันหรือไม่

๖. ในสังขารยมกซึ่งว่าด้วยสังขาร ๓ ทรงยกประเด็นปัญหาให้พิจารณาว่า กาย
กับกายสังขาร วจีกับวจีสังขาร และจิตกับจิตตสังขาร เหมือนกันหรือไม่ สังขารต่าง ๆ
เกิด-ดับ พร้อมกนั หรือไม่
ส่วนในอนุสยยมกซึ่งว่าด้วยอนุสัย ๗ มีประเด็นที่ทรงเน้นต่างไปจาก ๖ ยมก แรก
กล่าวคือ ทรงยกประเด็นปัญหาการนอนเน่ืองหรือการแฝงตัวของอนุสัย เป็นคู่ ๆ แต่ละ
ค่สู ลับกันเป็นมลู (คอื ตัวตัง้ )

ลกั ษณะการจบั คู่มี ๖ แบบ หรือ ๖ นัย คอื
(๑) แบบ ๑ : ๑ (เอกมลู กนัย)
(๒) แบบ ๒ : ๑ (ทกุ มูลกนยั )
(๓) แบบ ๓ : ๑ (ติกมูลกนัย)
(๔) แบบ ๔ : ๑ (จตุกกมลู กนยั )
(๕) แบบ ๕ : ๑ (ปญั จกมลู กนยั )
(๖) แบบ ๖ : ๑ (ฉักกมลู กนัย)

292 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

และทวนกลับเป็น ๑ : ๑ , ๑ : ๒, ๑ : ๓, ๑ : ๔, ๑ : ๕ และ ๑ : ๖ ทัง้ นี้ เพือ่ แยกแยะ
ไปมาให้เห็นว่าอนุสัยอะไรบ้างที่นอนเน่ืองร่วมกันได้และไม่ได้ (อนุสยวาร) อนุสัยอะไรบ้างท่ี
บุคคลมีพร้อมกันได้และไม่ได้ (สานุสยวาร) ท่ีจะละพร้อมกันได้และไม่ได้ (ปชหนวาร) ท่ีจะ
ก�ำหนดรู้พร้อมกันได้และไม่ได้ (ปริญญาวาร) ที่ละได้แล้วพร้อมกันและละได้ไม่พร้อมกัน
(ปหนี วาร) และทเ่ี กดิ พร้อมกนั และเกดิ ไม่พรอ้ มกนั (อปุ ปัชชนวาร) ตอนสดุ ท้ายทรงเนน้ เรอ่ื ง
ธาตุหรือภูมิเป็นกรณีพิเศษ เพราะจะท�ำให้รู้ชัดว่า อนุสัยอะไรเกิดขึ้นในภูมิไหนได้บ้าง (ธาตุ-
ปุจฉาวารและธาตวุ สิ ชั ชนาวาร)

ในเรอ่ื งวธิ ดี ำ� เนินการ ทรงเลอื กวธิ ที ี่เหมาะสมกบั เน้อื หาท่ีทรงเน้น เช่น วธิ ีแบ่งขน้ั ตอน
การดำ� เนนิ เรอื่ งทแ่ี บง่ เปน็ อทุ เทสวาร (ภาคถามและเปน็ ภาคมาตกิ า) และ นทิ เทสวาร (ภาคตอบ
ค�ำถาม) ก็ดี วิธีแบ่งหลักการจ�ำแนกเป็น อนุโลมบุคคล - ปฏิโลมบุคคล (จ�ำแนกตามบุคคล)
อนุโลมโอกาส - ปฏโิ ลมโอกาส (จำ� แนกตามภูมิ) และอนุโลมบุคคโลกาส - ปฏโิ ลมบุคคโลกาส
(จ�ำแนกตามบุคคลและภูม)ิ ทง้ั ในทางบอกเล่าและทางปฏิเสธก็ดี หรอื วธิ กี ารต้งั คำ� ถาม - ตอบ
แบบคู่ คอื อนุโลมปุจฉา - ปฏโิ ลมปุจฉา ท่ีเรยี กวา่ วิธกี ารยมกกด็ ี ถือเป็นเอกลกั ษณข์ องคมั ภรี ์
ยมกโดยเฉพาะ ไม่เหมอื นกับคัมภีร์ใด โดยเฉพาะวธิ กี ารยมกนน้ั เปน็ วิธผี กผันทางการอนุมาน
ที่สมบูรณ์แบบทีเดียว และเป็นวิธีการของพุทธตรรกศาสตร์โดยเฉพาะวิธีการน้ีอาจย่อลงเป็น
สตู รสำ� เร็จได้ดังนี้

อนุโลมนัย
(นยั บอกเล่า)
อนุโลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา
ก เปน็ ข ใชไ่ หม ? ข เป็น ก ใชไ่ หม ?
Is S. P ? Is P. S ?
ปฏิโลมนัย หรือ ปัจจนกี นัย
(นยั ปฏิเสธ)
ส่งิ ไม่ใช่ ก ไม่ใช่ ข ใชไ่ หม? สิ่งไม่ใช่ ข ไมใ่ ช่ ก ใชไ่ หม?
Is not-S. not-P ? Is not-P. not-S ?
ค�ำตอบมี ๒ แบบ คือ ตอบรับ และตอบปฏิเสธ คำ� ตอบรับ ใช้เมือ่ ก กบั ข เหมอื นกัน
ทุกประการ ถ้าไม่เหมือนกันทุกประการต้องตอบปฏิเสธ ซ่ึงในคัมภีร์ยมกมีวิธีตอบปฏิเสธถึง
๔ แบบ ดังรายละเอยี ดทแี่ นะน�ำไว้แลว้ ขา้ งต้น
วิธีการยมกน้ีเองเป็นเครื่องชี้บอกว่า ผู้อ่านได้ความรู้ทางพระอภิธรรมเพ่ิมขึ้นบ้างหรือ
ไม่ หรอื ได้รับผลตามวัตถปุ ระสงคข์ องยมกนน้ั ๆ เพยี งใดหรือไม่

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๙ 293

พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙

พระอภิธรรมปฎิ ก เลม่ ที่ ๖
(ยมก ภาค ๒)

พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๓๙ น้ีเป็น คัมภีร์ยมก ภาค ๒ ต่อจากพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๘
ซึ่งเปน็ คมั ภรี ย์ มก ภาค ๑ ทีไ่ ด้แนะนำ� มาแล้วรวม ๗ ยมก คอื
๑. มูลยมก ๒. ขันธยมก
๓. อายตนยมก ๔. ธาตยุ มก
๕. สัจจยมก ๖. สังขารยมก
๗. อนุสยยมก

แนะน�ำยมกที่เหลือโดยสังเขป
ต่อไป ขอแนะน�ำยมกที่ ๘-๑๐ คือ จติ ตยมก ธัมมยมก และอินทรียยมก ตามล�ำดบั

๘.๑ ความหมายของจิต ๘. จติ ตยมก

ค�ำว่า จิต แปลว่า ธรรมชาติท่ีรู้อารมณ์, สภาพที่นึกคิด, ความคิด, ใจ ในภาษาบาลี
มีค�ำไวพจนข์ องจิตหลายค�ำ เช่น มโน มานสํ วญิ ฺาณํ หทยํ เจโต ในภาษาไทยใช้คำ� เหลา่ น้ีคอื
มนะ มโน มนัส มานัส วิญญาณ หทัย เจต เจตะ ท้งั หมดหมายถึงจติ
จติ ท่ีแปลว่า ธรรมชาตทิ ่รี อู้ ารมณ์ นนั้ หมายถงึ รู้อารมณด์ ว้ ยอาการตา่ ง ๆ คอื
๑. รรู้ ปู ารมณท์ างตา คือ การเหน็ รูป
๒. รู้สทั ทารมณท์ างหู คอื การไดย้ นิ เสียง
๓. รู้คนั ธารมณ์ทางจมกู คอื การไดก้ ลนิ่
๔. รู้รสารมณท์ างลิ้น คอื การลิ้มรส
๕. รู้โผฏฐพั พารมณท์ างกาย คอื การรสู้ กึ ผสั สะหรือการสมั ผสั
๖. รธู้ ัมมารมณ์ทางใจ คอื การนึกคดิ
ยง่ิ กวา่ นี้ จติ ยังสามารถรไู้ ด้ลกึ และรไู้ ด้มากกวา่ รอู้ ารมณเ์ หล่านี้อกี อาการรูข้ องจติ ที่ว่า
นี้มีชือ่ เรยี กต่าง ๆ เชน่

294 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๑. วิชานนะ คอื ร้แู บบเขา้ ใจชัด
๒. สัญชานนะ คอื รูแ้ บบจำ� ไดห้ มายรู้
๓. ปชานนะ คอื รู้แบบแทงตลอด
๔. อภชิ านนะ คือ รู้แบบอภนิ ิหาร
๕. ปรชิ านนะ คอื รู้แบบกำ� หนดรู้
- รแู้ บบเขา้ ใจชัด เรียกว่า จติ หรอื วญิ ญาณ
- รู้แบบจำ� ไดห้ มายรู้ เรียกวา่ สญั ญา
- รูแ้ บบแทงตลอด เรยี กว่า ปญั ญา
- ร้แู บบอภนิ หิ าร เรียกว่า อภิญญา
- รูแ้ บบก�ำหนดรู้ เรียกว่า ปรญิ ญา

๘.๒ องคธ์ รรมที่เป็นเน้อื หาของจิตตยมก
องค์ธรรมที่เป็นเนอ้ื หาของจิตตยมก ไดแ้ ก่ จิตในพระอภิธรรม ทา่ นจำ� แนกจิตเป็น ๘๙
(โดยพสิ ดารเป็น ๑๒๑) จิต ๘๙ นแี้ บ่งเป็น ๔ พวก คอื
๑. อกศุ ลจติ ๑๒
๒. กุศลจติ ๒๑ (พิสดาร ๓๗)
๓. วิปากจติ ๓๖ (พิสดาร ๕๒)
๔. กิรยิ าจิต ๒๐
วิปากจติ และกิริยาจิตนี้ เรียกรวมว่า อัพยากตจิต
จติ แบง่ โดยภูมเิ ปน็ ๔ พวก คอื
๑. กามาวจรจติ ๕๔
๒. รปู าวจรจติ ๑๕
๓. อรูปาวจรจติ ๑๒
๔. โลกุตตรจิต ๘ (พิสดาร ๔๐)
ในจติ ตยมก พระผู้มพี ระภาคทรงแสดงเร่ืองราวของจิตไวเ้ ป็น ๒ พวก คือ
๑. สทุ ธจิต ไดแ้ ก่ จติ ลว้ นๆ ไมม่ เี จตสกิ ทรงแสดงไวใ้ นสทุ ธจติ ตสามญั ญะ
เพือ่ ใหเ้ หน็ อาการต่าง ๆ ของจิต เชน่ เกิด-ดับ
๒. มสิ สกจิต ไดแ้ ก่ จติ ที่มีเจตสิก เช่น จิตทม่ี รี าคะ จิตทปี่ ราศจากราคะ
จติ ทเี่ ปน็ กศุ ล จติ ทเี่ ปน็ อกศุ ล ทรงแสดงไวใ้ นสตุ ตนั ต-
จติ ตมิสสกวิเสสและอภิธมั มจิตตมสิ สกวเิ สส

เล่มที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๙ 295

๘.๓ วัตถุประสงค์ของจติ ตยมก
วัตถุประสงค์ที่ทรงแสดงจิตตยมกอาจกล่าวโดยสรุปว่า เพื่อให้มีความรู้เร่ืองจิตอย่าง

แจม่ แจง้ ชดั เจนทสี่ ดุ เพราะมคี ตคิ วามเชอื่ ในเรอ่ื งนแ้ี ตกตา่ งกนั อยอู่ ยา่ งมากในสมยั นนั้ เชน่ พวก
หน่ึงเชอ่ื วา่ จติ เป็นอตั ตาที่ถาวร เปน็ แก่นแท้ของคนเรา จติ เป็นอมตะ เมอื่ รา่ งเก่าตาย ก็ออก
จากรา่ งนนั้ ไปอยูใ่ นร่างใหม่ตอ่ ไป คติความเชื่อ นเี้ รยี กวา่ สสั สตทฏิ ฐิ คือ ลทั ธทิ ถี่ อื วา่ เท่ียง อกี
พวกหนงึ่ เชอ่ื วา่ จติ ไมม่ อี ยจู่ รงิ จติ เปน็ ผลพลอยไดจ้ ากการรวมตวั กนั เองของวตั ถธุ าตุ ๔ คอื ธาตุ
ดนิ นำ�้ ลม ไฟ จนเกดิ รา่ งกายขนึ้ กลา่ วคอื เมอ่ื ธาตเุ หลา่ นร้ี วมตวั กนั ถกู สว่ น นอกจากเกดิ รา่ งกาย
ขนึ้ แล้วยังเกดิ ความรู้สกึ นกึ คิดที่เรยี กกนั ว่าจิตหรอื ชวี ะข้ึนดว้ ย แต่เม่ือใด ร่างกายแตกสลายไป
จติ หรอื ชวี ะนน้ั กพ็ ลอยสลายไปดว้ ย คตคิ วามเชอ่ื นเ้ี รยี กวา่ อจุ เฉททฏิ ฐิ คอื ลทั ธทิ ถี่ อื วา่ ขาดสญู
พระผู้มีพระภาคจึงทรงน�ำเร่ืองจิตมาแสดงด้วยวิธีการยมก เพ่ือให้เกิดญาตปริญญา คือ
การกำ� หนดรขู้ น้ั รจู้ กั จติ ตามสภาวลกั ษณะทปี่ รากฏในอาการตา่ ง ๆ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ตรี ณปรญิ ญา คอื
การกำ� หนดรขู้ น้ั พจิ ารณาตามสภาวะทเี่ ป็นจรงิ และเพอ่ื ให้เกิดปหานปรญิ ญา คือ การกำ� หนดรู้
ขัน้ ละการยึดถอื ว่า จติ เปน็ อัตตาท่ีถาวร หรอื เป็นสภาพสูญ

เพ่ือใหบ้ รรลุผลตามวตั ถปุ ระสงคด์ ังกลา่ ว พระผมู้ พี ระภาคจึงทรงแสดงจติ ตามวธิ ีการ
ของยมก ดังจะกลา่ วต่อไป แต่เน่ืองจากจติ ตยมกมโี ครงสร้างต่างไปจากยมกอนื่ ๆ ท่แี นะน�ำมา
แลว้ จึงขอแสดงโครงสร้างของจิตตยมก เพื่อช่วยใหเ้ ขา้ ใจจิตตยมกได้รวดเรว็ ข้ึน
๘.๔ โครงสรา้ งและวธิ ดี ำ� เนนิ การ

ก. โครงสรา้ ง
จิตตยมก แบ่งเป็น ๒ ภาค คือ ภาคค�ำถาม เรียกว่า อุทเทสวาร และภาคค�ำตอบ
เรยี กวา่ นทิ เทสวาร ทั้งอทุ เทสวารและนิทเทสวารตา่ งแบง่ ยอ่ ยออกเปน็ ๓ วาระ คือ
๑. สทุ ธจิตตสามญั ญะ ไดแ้ ก ่ วาระที่ทรงแสดงลักษณะสามัญ คือ ลักษณะท่ี

เปน็ ธรรมดาของจติ ลว้ น ๆ โดยไมเ่ นน้ เรอ่ื งเจตสกิ
ที่เกิดกบั จติ ในขณะน้นั ๆ
๒. สตุ ตันตจติ ตมสิ สกวเิ สส ได้แก่ วาระท่ีแสดงลักษณะพิเศษ (ลักษณะท่ีต่างออก
ไป) ของจติ ทม่ี เี จตสกิ ตามนยั แหง่ พระสตู ร มี ๑๖
บท (จาก จติ ตานปุ ัสสนาในมหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร)
เช่น จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ
จติ ปราศจากโทสะ จติ มโี มหะ จติ ปราศจากโมหะ
๓. อภธิ มั มจิตตมสิ สกวิเสส ได้แก่ วาระทแี่ สดงลกั ษณะพเิ ศษของจติ ทม่ี เี จตสกิ ตาม
นยั แหง่ พระอภธิ รรม มี ๒๖๖ บท (จากตกิ มาตกิ า

296 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๖๖ บท + ทุกมาติกา ๒๐๐ บทในคัมภีร์ธัมม-
สังคณ)ี เชน่ จิตทเ่ี ป็นกุศล จิตทเ่ี ปน็ อกุศล จติ ท่ี
เป็นอัพยากฤตทั้ง ๓ วาระนี้ต่างประกอบด้วย
วาระย่อย ๓ วาระ คือ
๑. ปุคคลวาร ไดแ้ ก่ วาระท่ีว่าด้วยบุคคล เช่น จิตของบุคคลใดก�ำลัง
เกดิ ไมใ่ ชก่ ำ� ลงั ดบั จติ ของบคุ คลนน้ั กจ็ กั ดบั ไมใ่ ช่
จักเกดิ ใช่ไหม (อภ.ิ ย. ๓๙/๑/๑)
๒. ธัมมวาร ไดแ้ ก่ วาระทว่ี า่ ดว้ ยธรรม เชน่ จติ ใดกำ� ลงั เกดิ ไมใ่ ชก่ ำ� ลงั
ดับ จิตนั้นก็จักดับ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม (อภิ.ย.
๓๙/๒๑/๖)
๓. ปคุ คลธัมมวาร ไดแ้ ก่ วาระทว่ี า่ ดว้ ยบคุ คลและธรรมผสมกนั เชน่ จติ ใด
ของบคุ คลใดก�ำลงั เกดิ ไม่ใชก่ ำ� ลงั ดบั จติ น้นั ของ
บุคคลน้ันก็จักดับ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม (อภิ.ย.
๓๙/๔๑/๑๑)
วาระย่อยทั้ง ๓ วาระน้ีตา่ งประกอบด้วยอันตรวารจำ� นวน ๑๔ วาระ คอื
๑. อุปปาทนิโรธกาล- ได้แก่ วาระทว่ี า่ ดว้ ยการเกดิ และการดบั คละกนั ระหวา่ ง
สมั เภทวาร ปจั จุบันกับอนาคต

๒. อปุ ปาทปุ ปันนวาร ไดแ้ ก่ วาระทว่ี า่ ดว้ ยการเกดิ ของจติ โดย ใชศ้ พั ทอ์ ปุ ปาทะ
และอปุ ปนั นะ ซึง่ แปลวา่ เกดิ เหมอื นกนั ใชใ้ น
ความหมายต่างกัน คอื คำ� วา่ อปุ ปาทะ หมายถงึ
อปุ ปาทขณะ แปลวา่ ขณะเกดิ (เพียงขณะเดียว)
ส่วนค�ำวา่ อุปปนั นะ แปลวา่ เกดิ แลว้ หมายถงึ
อุปปาทสมังคี คือพร้อมกับการเกิดและยังไม่ถึง
ภงั คขณะ คอื ขณะดับ อุปปันนจิต จงึ หมายถงึ จติ
ที่อยูใ่ นชว่ งระหวา่ งอปุ ปาทขณะกับภังคขณะ
๓. นิโรธปุ ปนั นวาร ไดแ้ ก ่ วาระที่วา่ ดว้ ยการดบั และการเกดิ ของจติ
๔. อปุ ปาทวาร ไดแ้ ก่ วาระทวี่ ่าด้วยการเกดิ ของจิต
๕. นิโรธวาร ได้แก่ วาระทว่ี า่ ดว้ ยการดับของจิต
๖. อุปปาทนิโรธวาร ไดแ้ ก่ วาระที่วา่ ดว้ ยการเกิดและการดับของจิต
๗. อุปปัชชมานนนโิ รธวาร ได้แก่ วาระท่วี ่าดว้ ยขณะเกิดไมใ่ ชข่ ณะดับของจิต

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๙ 297

๘. อปุ ปชั ชมานปุ ปันนวาร ไดแ้ ก่ วาระทวี่ า่ ดว้ ยขณะเกดิ ของจติ ดว้ ยศพั ท์ อปุ ปชั ช-
มานะ (ก�ำลังเกิด) และอุปปันนะ (เกิดแล้วหรือ
เคยเกดิ )

๙. นริ ุชฌมานุปปันนวาร ไดแ้ ก่ วาระที่ว่าด้วยการดับ (ขณะดับ) และการเกิด
(เกดิ แลว้ , เคยเกดิ )

๑๐. อปุ ปนั นปุ ปาทวาร ได้แก่ วาระทว่ี า่ ดว้ ยการเกดิ ของจติ (เกดิ แลว้ หรอื กำ� ลงั
เกิด)

๑๑. อตีตานาคตวาร ได้แก่ วาระท่ีว่าด้วยการเกิดของจิตท่ีเป็นอดีตและ
อนาคต

๑๒. อปุ ปันนุปปชั ชมานวาร ไดแ้ ก่ วาระทวี่ ่าดว้ ยการเกดิ ของจิต (เกิดแล้ว เคยเกิด
หรือก�ำลังเกิด)

๑๓. นริ ุทธนริ ุชฌมานวาร ไดแ้ ก่ วาระทว่ี า่ ดว้ ยการดบั ของจติ (ดบั แลว้ เคยดบั หรอื
ก�ำลงั ดับ)

๑๔. อติกกนั ตกาลวาร ไดแ้ ก่ วาระที่ว่าด้วยการเกิดที่ก้าวล่วงไปแล้ว ก้าวพ้น
ไปแล้ว

ข. วธิ ดี ำ� เนนิ การ
วธิ ีดำ� เนินการแจกแจงจติ ของจิตตยมก เหมอื นกบั ยมกอ่ืน ๆ คอื แบง่ เป็น ๒ นัย ไดแ้ ก่
(๑) อนโุ ลมนยั (นัยบอกเลา่ ) (๒) ปัจจนีกนัย (นยั ปฏเิ สธ) แต่ละนยั มีคำ� ถามแบบอนุโลมปุจฉา
(ถามตามลำ� ดบั ) และปฏโิ ลมปจุ ฉา (ถามยอ้ นกลบั ) คำ� ถามทงั้ ๒ แบบประกอบดว้ ยสว่ น ๒ สว่ น
คอื สว่ นหนา้ หรอื บทหนา้ เรยี กวา่ สนั นฏิ ฐานบท (บททรี่ แู้ ลว้ ) และสว่ นหลงั หรอื บทหลงั เรยี กวา่
สังสยบท (บททตี่ ้องการร)ู้ คำ� ตอบ (วิสัชนา) กม็ ี ๒ สว่ น คือ สว่ นหนา้ เรียกว่า ปุรมิ โกฏฐาสะ
และสว่ นหลงั เรียกวา่ ปัจฉิมโกฏฐาสะ (ดูแผนภมู ปิ ระกอบ)
ต่อไปน้ี ขอแนะน�ำสทุ ธจติ ตสามัญญะ สุตตนั ตจิตตมสิ สกวเิ สส และอภิธมั มจิตตมิสสก-
วเิ สส เฉพาะอันตรวารที่ ๑ ของนทิ เทสวาร เพอื่ เป็นตวั อยา่ ง

แผนภมู ิโครงสรา้ ง 298
ของ

จติ ตยมก

อุทเทสวาร นิทเทสวาร

สทุ ธจติ ตสามัญญะ สุทตันตจิตตมิสสกวิเสส อภธิ ัมมจิตตมสิ สกวิเสส พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

ปคุ คลวาร ธัมมวาร ปุคคลธมั มวาร ปคุ คลวาร ธมั มวาร ปุคคลธมั มวาร ปคุ คลวาร ธมั มวาร ปคุ คลธัมมวาร

อนั ตรวาร ๑๔ จติ ตานุปสั สนา ติกะ + ทกุ ะ พระอภิธรรมปฎิ ก
๑๖ บท ๒๖๖ บท

เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๙ 299

แผนภูมวิ ธิ ีการดำ� เนินการ
ของ

จติ ตยมก

อทุ เทสวาร นิทเทสวาร

สทุ ธจิตตสามัญญะ สทุ ตนั ตจติ ตมิสสกวิเสส อภิธัมมจิตตมิสสกวเิ สส

ปคุ คลวาร ธัมมวาร ปคุ คลธมั มวาร

อนุโลมนัย ปจั จนีกนยั

อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
วิสชั นา วิสชั นา

สนั นฏิ ฐานบท สงั สยบท

300 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๑. สุทธจิตตสามญั ญะอุปปาทนิโรธกาลสมั เภทวาร
(วาระทีว่ า่ ดว้ ยการเกดิ และการดบั คละกนั ระหวา่ งปจั จุบนั กับอนาคต)
ปคุ คลวาร
อนโุ ลมนัย
อนุโลมปุจฉา ปฏิโลมปุจฉา
ยสสฺ จติ ฺตํ อุปฺปชชฺ ติ น นริ ุชฺฌติ ยสสฺ วา ปน จิตฺตํ นิรชุ ฌฺ สิ ฺสติ
ตสสฺ จติ ฺตํ นริ ชุ ฌฺ ิสฺสติ น อปุ ฺปชชฺ สิ ฺสติ ตสฺส จิตตฺ ํ อปุ ฺปชชฺ ติ
น อุปฺปชชฺ สิ ฺสตตี ิ ? น นริ ชฺ ฌตตี ิ ?
จติ ของบุคคลใดก�ำลงั เกดิ ไม่ใช ่ จิตของบุคคลใดจกั ดบั ไม่ใช่จกั เกิด
ก�ำลงั ดับ จิตของบคุ คลน้นั ก็จกั ดับ จติ ของบคุ คลนั้นกก็ �ำลงั เกดิ ไม่ใช่
ไม่ใชจ่ ักเกิดใชไ่ หม กำ� ลังดับใช่ไหม
วิสัชนา วสิ ชั นา
ปจฉฺ มิ จติ ตฺ สฺส อปุ ปฺ าทกขฺ เณ อามนฺตา.
เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชชฺ ติ น นริ ุชฌฺ ติ, ใช่
นิรชุ ฌฺ ิสฺสติ น อปุ ฺปชฺชิสสฺ ติ, อิตเรสํ
จติ ฺตสสฺ อุปฺปาทกขฺ เณ เตสํ จิตตํ
อุปฺปชชฺ ติ น นรุ ุชฌฺ ต,ิ นริ ชุ ฺฌิสสฺ ติ เจว
อุปปฺ ชชฺ ิสฺสติ จ.
ในอปุ ปาทขณะแห่งปจั ฉมิ จิต (จิต
ของพระอรหนั ต)์ จติ ของบคุ คลเหลา่
น้นั ก�ำลงั เกิด ไมใช่ก�ำลงั ดับ แต่จักดับ
ไมใ่ ช่จกั เกดิ ในอุปปาทขณะแห่งจิต
ของบคุ คลนอกน้ี จติ ของบุคคลเหลา่ น้ัน
ก�ำลังเกิด ไม่ใชก่ �ำลังดบั แต่จกั ดับ
และจกั เกิด

อนุโลมปจุ ฉา ปจั จนกี นัย ปฏิโลมปจุ ฉา

ยสฺส จิตฺตํ น อุปปฺ ชชฺ ต ิ ยสฺส วา ปน จติ ตํ น นริ ุชฌฺ สิ ฺสติ
นริ ุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น นริ ชุ ฺฌิสสฺ ติ อปุ ฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จติ ตฺ ํ น อุปปชฺชติ
อุปฺปชฺชสิ สฺ ตตี ิ ? นริ ชุ ฌฺ ตีติ ?

เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 301

จติ ของบุคคลใด ไม่ใชก่ ำ� ลงั เกิด จิตของบคุ คลใดไม่ใชจ่ ักดบั แต่จกั
แต่กำ� ลงั ดบั จติ ของบคุ คลน้นั ก็ไมใ่ ช ่ เกิดจิตของบคุ คลนน้ั ก็ไมใ่ ช่ก�ำลังเกดิ
จักดบั แตจ่ ักเกดิ ใช่ไหม แต่ก�ำลังดบั มไี หม
วิสัชนา วสิ ัชนา
โน. นตั ฺถิ.
ไม่ใช ่ ไม่มี
(อภ.ิ ย. ๓๙/๖๓/๑๒)
ธมั มวาร
อนุโลมนยั
อนุโลมปุจฉา ปฏิโลมปุจฉา
ยํ จติ ฺตํ อปุ ฺปชฺชติ น นริ ชุ ฺฌติ ยํ วา ปน จติ ฺตํ นิรชุ ฺฌสิ สฺ ติ
ตํ จติ ฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อปุ ฺปชฺชสิ สฺ ตีติ ? น อปุ ปฺ ชชฺ สิ สฺ ติ ตํ จติ ตฺ ํ อปุ ฺปชฺชติ
น นริ ชุ ฺฌตตี ิ ?
จิตใดกำ� ลังเกิด ไม่ใช่ก�ำลงั ดบั จิตใดจกั ดบั ไม่ใช่จกั เกดิ จิตน้ัน
จติ น้ันก็จกั ดับ ไม่ใชจ่ กั เกดิ ใช่ไหม กก็ ำ� ลงั เกดิ ไมใ่ ช่กำ� ลงั ดบั ใช่ไหม
วิสัชนา วสิ ัชนา
อามนตฺ า. อามนตฺ า.
ใช ่ ใช่
ปัจจนกี นัย
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
ยํ จิตฺตํ น อปุ ปฺ ชชฺ ติ นิรุชฺฌติ ตํ ยํ วา ปน จิตตฺ ํ น นริ ุชฌฺ ิสสฺ ติ
จติ ตฺ ํ น นิรชุ ฺฌิสสฺ ติ อปุ ฺปชฺชสิ สฺ ตตี ิ ? อปุ ฺปชชฺ สิ สฺ ติ ตํ จิตตฺ ํ น อุปปฺ ชชฺ ติ
นิรชุ ฺฌตีติ ?
จติ ใดไม่ใช่กำ� ลังเกดิ แตก่ ำ� ลงั ดับ จติ ใดไม่ใช่จกั ดับ แต่จักเกิด จติ นั้น
จิตน้ันกไ็ มใ่ ชจ่ กั ดับ แต่จกั เกดิ ใช่ไหม กไ็ มใ่ ช่ก�ำลงั เกิด แตก่ ำ� ลงั ดบั มีไหม
วิสชั นา วิสชั นา
โน. นตฺถ.ิ
ไม่ใช่ ไมม่ ี
(อภิ.ย. ๓๙/๘๓/๑๙)

302 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

ปุคคลธัมมวาร
อนโุ ลมนัย
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยสสฺ ตํ จิตฺตํ อปุ ฺปชชฺ ติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นริ ชุ ฺฌิสฺสติ
น นิรชุ ฌฺ ติ ตสสฺ ตํ จิตฺตํ นิรชุ ฺฌิสฺสต ิ น อปุ ปฺ ชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จติ ตํ
น อปุ ปฺ ชฺชิสสฺ ตีติ ? อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌตีติ ?
จติ ใดของบคุ คลใดกำ� ลังเกิด ไม่ใช่ จิตใดของบุคคลใดจักดบั ไม่ใช่
กำ� ลังดับ จติ น้นั ของบุคคลน้ันกจ็ กั ดบั จกั เกดิ จติ นน้ั ของบคุ คลใดจกั ดบั ไมใ่ ช่
ไมใ่ ชจ่ ักเกิดใช่ไหม ไมใ่ ชก่ ำ� ลังดับใช่ไหม
วิสัชนา วิสัชนา
อามนฺตา. อามนตฺ า.
ใช่ ใช่
ปัจจนกี นัย
อนุโลมปจุ ฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
ยสสฺ ยํ จิตฺตํ น อปุ ฺปชฺชต ิ ยสสฺ วา ปน ยํ จิตฺตํ
นิรชุ ฺฌติ ตสสฺ ตํ จิตตฺ ํ น นิรุชฌฺ สิ สฺ ต ิ น นิรชุ ฺฌิสสฺ ติ อปุ ฺปชชฺ สิ ฺสติ ตสฺส ตํ
อุปฺปชชฺ ิสฺสตตี ิ ? จิตฺตํ น อปุ ปฺ ชชฺ ติ นริ ุชฺฌตีติ ?
จติ ของบคุ คลใดไมใ่ ชก่ ำ� ลังเกิด จติ ใดของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ แต่
แต่ก�ำลงั ดบั จติ นน้ั ของบุคคลนน้ั กไ็ ม ่ จักเกิด จติ นั้นของบุคคลนนั้ กไ็ มใ่ ช่
ใชจ่ ักดับ แตจ่ กั เกดิ ใชไ่ หม กำ� ลงั เกดิ แต่ก�ำลงั ดับมไี หม
วิสัชนา วิสัชนา
โน. นตฺถิ.
ไมใ่ ช ่ ไมม่ ี

(อภิ.ย. ๓๙/๑๐๕/๒๕-๒๖)
๒. สตุ ตันตจิตตมสิ สกวิเสส
สุตตันตจิตตมิสสกวิเสส ว่าด้วยลักษณะพิเศษของมิสสกจิต คือ จิตที่ประกอบด้วย
เจตสิกตามนยั แห่งพระสตู ร ไดแ้ ก่ จิตตานุปสั สนา ๑๖ บทในมหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร
ทฑี นิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฏกเล่มท่ี ๑๐) ในจติ ตยมกพระผูม้ ีพระภาคทรงแสดงไว้
โดยย่อ ผู้ศึกษาจ�ำต้องไปจ�ำแนกตามนัยและวาระของสุทธจิตตาสามัญญะ ท่ีทรงแสดงไว้โดย
ละเอยี ดทง้ั ในภาคค�ำถาม คือ อทุ เทสวาร และภาคคำ� ตอบ คอื นิทเทสวาร

เล่มท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๙ 303

ในท่นี ้ี ขอแนะน�ำเพยี งบทเดยี ว คอื จติ มีราคะ (สราคํ จติ ตฺ ํ) โดยจำ� แนกตามอันตรวาร
ท่ี ๑ ของนทิ เทสวารเทา่ นนั้ ทเ่ี หลอื ผศู้ กึ ษาพงึ จำ� แนกโดยนยั นี้ และใหจ้ ำ� แนกตามอนั ตรวารอน่ื ๆ
โดยอนุโลมตามสทุ ธจิตตสามญั ญะ
อน่งึ เนอ่ื งจากพระบาลที ี่ทรงแสดงไว้โดยยอ่ ไม่จบขอ้ ความของแตล่ ะบท จงึ ขอขยาย
ให้เต็มบทโดยอนโุ ลมตามขอ้ ความในสุทธจิตตสามัญญะ
ปคุ คลวาร
อนโุ ลมนยั
อนุโลมปุจฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
ยสฺส สราคํ จติ ตฺ ํ อุปฺปชชฺ ติ ยสสฺ วา ปน สราคํ จติ ฺตํ
น นริ ชุ ฌฺ ติ ตสสฺ สราคํ จติ ฺตํ นิรุชฌฺ ิสฺสต ิ นริ ชุ ฺฌสิ สฺ ติ น อปุ ปฺ ชฺชสิ สฺ ติ ตสฺส
น อปุ ปฺ ชชฺ สิ ฺสตตี ิ ? สราคํ จิตฺตํ อุปฺปชชฺ ติ น นิรชุ ฌฺ ตีติ ?
จิตมีราคะของบคุ คลใดก�ำลงั เกิด จติ มีราคะของบคุ คลใดจักดับ ไม่
ไม่ใช่ก�ำลงั ดับ จิตมรี าคะของบุคคล ใช่จักเกดิ จิตมีราคะของบคุ คลน้นั ก็
นัน้ ก็จักดับ ไม่ใช่จกั เกดิ ใชไ่ หม ก�ำลังเกดิ ไม่ใชก่ ำ� ลังดบั ใชไ่ หม
วิสัชนา วสิ ชั นา
สราคปจฺฉิมจิตฺตสฺส อปุ ปฺ าทกฺขเณ อามนตฺ า.
เตสํ สราคํ จิตฺตํ อปุ ฺปชฺชติ น นริ ุชฌฺ ต ิ ใช่
นริ ุชฌฺ สิ สฺ ติ น อปุ ปฺ ชชฺ ิสฺสต,ิ อติ เรสํ (อภ.ิ ย. ๓๙/๑๑๔/๒๘)
สราคจิตตฺ สสฺ อปุ ฺปาทกฺขเณ เตสํ
สราคํ จติ ตฺ ํ อุปปฺ ชชฺ ติ น นิรุชฺฌติ
นริ ุชฌฺ ิสฺสติ เจว อปุ ฺปชชฺ สิ ฺสติ จ.
ในอปุ ปาทขณะแห่งปจั ฉมิ จิตทีม่ ี
ราคะ (จิตของพระอรยิ บุคคล ๓ จ�ำพวก
แรก) จิตมรี าคะของบคุ คลเหล่านน้ั
กำ� ลังเกดิ ไม่ใชก่ ำ� ลงั ดับ แต่จักดับ
ไม่ใช่จกั เกดิ ในอุปปาทขณะแหง่ จิตมี
ราคะของบุคคลนอกน้ี (จติ ของปถุ ุชน)
จติ มีราคะของบุคคลเหลา่ นัน้ ก�ำลงั เกดิ
ไม่ใชก่ ำ� ลงั ดับ แต่จกั ดับและจกั เกดิ
หมายเหตุ จติ มีราคะตามนัยแหง่
สมั โมหวิโนทนี ได้แก่ โลภมลู จิต ๘

304 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

อนโุ ลมปจุ ฉา ปัจจนกี นัย ปฏโิ ลมปุจฉา

ยสฺส สราคํ จิตฺตํ น อปุ ฺปชฺชต ิ ยสฺส สราคํ จิตฺตํ น นิรชุ ฌฺ ิสฺสติ
นริ ชุ ฌฺ ติ ตสสฺ สราคํ จิตตฺ ํ อปุ ฺปชฺชสิ ฺสติ ตสฺส สราคํ จิตฺตํ
น นริ ุชฺฌสิ สฺ ติ อุปปฺ ชชฺ สิ ฺสตีติ ? น อปุ ฺปชฺชติ นิรุชฺฌตตี ิ ?
จิตมรี าคะของบคุ คลใดไม่ใชก่ ำ� ลังเกิด จติ มีราคะของบุคคลใดไม่ใช่จักดบั
แต่ก�ำลังดบั จติ มรี าคะของบุคคลน้นั ก็ แต่จักเกิด จติ มรี าคะของบคุ ลน้ันก็
ไมใ่ ช่จกั ดบั แตจ่ กั เกดิ ใช่ไหม ไม่ใช่กำ� ลงั ดบั แต่ก�ำลงั ดบั มีไหม
วิสชั นา วิสชั นา
โน. นตถฺ .ิ
ไมใ่ ช ่ ไม่มี

ธมั มวาร
อนโุ ลมนัย
อนโุ ลมปุจฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
ยํ สราคํ จติ ตฺ ํ อุปปฺ ชชฺ ต ิ ยํ วา ปน สราคํ จติ ฺตํ
น นริ ุชฌฺ ติ ตํ สราคํ จิตฺตํ นริ ชุ ฌฺ สิ ฺสต ิ นิรชุ ฌฺ สิ ฺสติ น อุปฺปชชฺ สิ ฺสติ ตํ สราคํ
น อุปปฺ ชฺชิสฺสตีติ ? จติ ตฺ ํ อปุ ปฺ ชฺชติ น นริ ุชฌฺ ตตี ิ ?
จติ มรี าคะใดก�ำลงั เกิด ไมใ่ ช่กำ� ลงั จติ มีราคะใดจักดบั ไม่ใช่จกั เกิด
ดับ จิตมรี าคะนน้ั กจ็ กั ดับ ไม่ใช่จกั เกดิ จติ มรี าคะนน้ั กก็ ำ� ลงั เกดิ ไมใ่ ชก่ ำ� ลงั ดบั
ใชไ่ หม ใชไ่ หม
วสิ ัชนา วสิ ชั นา
อามนฺตา. อามนตฺ า.
ใช่ ใช่

อนโุ ลมปุจฉา ปจั จนีกนัย ปฏโิ ลมปจุ ฉา

ยํ สราคํ จิตตฺ ํ น อุปปฺ ชชฺ ติ ยํ วา ปน สราคํ จิตฺตํ
นริ ชุ ฺฌติ ตํ สราคํ จติ ตฺ ํ น นริ ุชฌฺ สิ สฺ ต ิ น นริ ชุ ฌฺ ิสฺสติ อุปปฺ ชฺชิสฺสติ
อปุ ปฺ ชฺชสิ สฺ ตตี ิ ? ตํ สราคํ จติ ฺตํ น อุปฺปชชฺ ติ นริ ุชฺฌตีติ ?

เลม่ ที่ ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 305

จติ มีราคะใดไม่ใชก่ ำ� ลงั เกิด แต่ จติ มรี าคะใด ไมใ่ ชจ่ กั ดบั แตจ่ กั เกดิ
กำ� ลังดับ จติ มีราคะนัน้ ก็ไมใ่ ช่จกั ดับ จิตมรี าคะนัน้ กไ็ มใ่ ช่ก�ำลงั เกิด แต่
แต่จกั เกิดใชไ่ หม กำ� ลงั ดับมีไหม
วสิ ชั นา วสิ ชั นา
โน. นตฺถิ.
ไม่ใช ่ ไม่มี
ปุคคลธมั มวาร
อนโุ ลมนัย
อนุโลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
ยสฺส ยํ สราคํ จิตฺตํ อุปปฺ ชฺชติ ยสสฺ วา ปน ยํ สราคํ
น นิรชุ ฺฌติ ตสสฺ ตํ สราคํ จติ ฺตํ จติ ตฺ ํ นิรชุ ฌฺ ิสฺสติ น อปุ ปฺ ชชฺ ิสสฺ ติ
นิรชุ ฺฌิสสฺ ติ น อปุ ปฺ ชชฺ สิ ฺสตตี ิ ? ตสสฺ ตํ สราคํ จติ ฺตํ อปุ ปฺ ชฺชติ
น นริ ุชฌฺ ตีติ ?
จิตมรี าคะใดของบุคคลใดกำ� ลงั เกิด จติ มีราคะใดของบุคคลใดจักดบั
ไม่ใชก่ ำ� ลังดบั จติ มรี าคะนั้นเอง ไม่ใช่จักเกดิ จติ มรี าคะนนั้ ของบุคคล
บุคคลนั้นกจ็ กั ดับ ไม่ใช่จักเกดิ ใช่ไหม นน้ั กก็ �ำลังเกดิ ไม่ใชก่ ำ� ลังดับใช่ไหม
วิสัชนา วิสชั นา
อามนตฺ า. อามนตฺ า.
ใช ่ ใช่
ปัจจนีกนยั
อนุโลมปจุ ฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
ยสฺส ยํ สราคํ จิตฺตํ น อปุ ปฺ ชฺชติ ยสสฺ วา ปน ยํ สราคํ จิตตํ
นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ สราคํ จติ ฺตํ น นริ ุชฺฌสิ ฺสติ อุปปฺ ชฺชิสฺสติ ตสสฺ ตํ
น นิรชุ ฺฌสิ สฺ ติ อุปปฺ ชชฺ ิสฺสตีติ ? สราคํ จิตตํ น อุปปฺ ชฺชติ นิรชุ ฺฌตตี ิ ?
จติ มรี าคะใดของบุคคลใดไมใ่ ช่ก�ำลงั จติ มรี าคะใดของบคุ คลใดไมใ่ ชจ่ กั ดบั
เกดิ แตก่ �ำลังดบั จติ มีราคะนั้นของ แตจ่ กั เกิด จิตมีราคะนัน้ ของบุคคลนัน้
บคุ คลนัน้ กไ็ มใ่ ช่จักดับ แต่จกั เกดิ ใชไ่ หม ก็ไมใ่ ช่ก�ำลังเกิด แตก่ ำ� ลังดับมไหม
วสิ ัชนา วิสชั นา
โน. นตถฺ ิ.
ไม่ใช ่ ไมม่ ี
(อภ.ิ ย. ๓๙/๑๑๔/๒๘)

306 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

๓. อภิธมั มจติ ตมิสสกวิเสส
อภิธัมมจิตตมิสสกวิเสส ว่าด้วยลักษณะพิเศษของมิสสกจิต คือ จิตท่ีประกอบด้วย
เจตสกิ ตามนัยแห่งอภธิ รรม ไดแ้ ก่ ติกมาตกิ า ๖๖ บท และทกุ มาตกิ า ๒๐๐ บท แหง่ คมั ภรี ์
ธมั มสงั คณี ในจติ ตยมกพระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงไวโ้ ดยยอ่ ผศู้ กึ ษาจงึ ตอ้ งนำ� ไปจำ� แนก
ตามนยั และวาระของสุทธจิตตสามญั ญโดยอนุโลม เชน่ เดยี วกับสุตตันตจิตตมิสสกวเิ สส
ในที่น้ี ขอแนะน�ำเพียงบทเดียว คือ จิตท่ีเป็นกุศล (กุสลํ จิตตํ) โดยจ�ำแนกตาม
อนั ตรวาร ที่ ๑ ของนทิ เทสวารเทา่ นนั้ บททเี่ หลอื ๒๖๕ บทพงึ จำ� แนกตามอนั ตรวารทเ่ี หลอื โดย
อนุโลมตามสุทธจิตตสามัญญะเหมอื นกนั

อุปปาทนโิ รธกาลสมั เภทวาร
ปคุ คลธมั มวาร
อนโุ ลมนยั
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยสสฺ กุสฺลํ จิตฺตํ อุปปฺ ชชฺ ติ ยสสฺ วา ปน กสุ ฺลํ จิตตฺ ํ
น นริ ุชฺฌติ ตสฺส กุสลํ จติ ตฺ ํ นิรุชฺฌิสฺติ นิรชุ ฌฺ ิสสฺ ติ น อปุ ฺปชฺชิสสฺ ติ ตสฺส
น อปุ ฺปชฺชสิ ฺสสตตี ิ ? กสุ ลํ จติ ตฺ ํ อปุ ปฺ ชฺชติ น นิรุชฺชติ ?
จิตท่เี ปน็ กุศลของบุคคลใดทก่ี �ำลงั เกิด จติ ทเี่ ปน็ กุศลของบุคคลใดจกั ดับ
ไมใ่ ชก่ ำ� ลังดับ จติ ที่เป็นกศุ ลของ ไม่ใชจ่ กั เกิด จติ ที่เป็นกศุ ลของบคุ คล
บุคคลนน้ั กจ็ ักดบั ไมใ่ ช่จกั เกิดใชไ่ หม นน้ั กก็ �ำลังเกิด ไม่ใช่ก�ำลังดับใช่ไหม
วิสัชนา วิสชั นา
ปจฉฺ ิมกสุ ลจติ ฺตสสฺ อุปปฺ าทกขฺ เณ อามนฺตา.
เตสํ กุสลํ จติ ตํ อปุ ฺปชฺชติ น นิรุชฌฺ ติ ใช่
นิรุชฌฺ สิ ฺสติ น อปุ ปฺ ชฺชสิ สฺ ต,ิ อติ เรสํ
กุสลจติ ตฺ สสฺ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ
กสุ ลํ จติ ฺตํ อุปปฺ ชชฺ ติ น นิรุชฺฌติ
นริ ุชฺฌิสฺสติ เจว อุปปฺ ชฺชสิ สฺ ติ จ.
ในอุปปาทขณะแหง่ จติ ทีเ่ ป็นกุศลดวง
สดุ ทา้ ย (จติ ของพระอรยิ บคุ คล ๓ จำ� พวก
แรก) จติ ท่ีเปน็ กุศลของบุคคลเหล่า
นั้นก�ำลงั เกิด ไมใ่ ชก่ �ำลังดบั แตจ่ กั ดบั
ไม่ใชจ่ ักเกดิ ในอปุ ปาทขณะแห่งจติ ท่ี

เล่มท่ี ๖ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 307

เปน็ กุศลของบคุ คลนอกน้ี จิตที่เปน็
กศุ ลของบุคคลเหล่านั้นก�ำลงั เกิด ไม่
ใชก่ �ำลงั ดับ แตจ่ ักดับและจักเกิด

อนุโลมปุจฉา ปัจจนกี นยั ปฏโิ ลมปุจฉา

ยสฺส กุสลํ จติ ตฺ ํ น อุปฺปชชฺ ติ ยสสฺ วา ปน กสลํ จิตฺตํ
นิรุชฺฌติ ตสสฺ กสุ ลํ จิตตฺ ํ น นิรุชฺฌสิ สฺ ติ อปุ ปฺ ชชฺ สิ สฺ ติ ตสสฺ กสุ ลํ
น นริ ชุ ฌฺ ิสฺสติ อปุ ฺปชชฺ สิ สฺ ตตี ิ ? จิตตฺ ํ น อปุ ปฺ ชชฺ ติ นิรุชฺฌตตี ิ ?
จติ ที่เปน็ กศุ ลของบคุ ลใดไม่ใชก่ ำ� ลงั จิตท่เี ปน็ กศุ ลของบุคคลใดไมใ่ ช่จกั
เกิด แต่กำ� ลังดับ จติ ทีเ่ ป็นกุศลของ ดบั แตจ่ กั เกดิ จติ ทเ่ี ปน็ กศุ ลของบคุ คล
บคุ คลนั้นก็ไมใ่ ชจ่ ักดบั แตจ่ ักเกดิ ใชไ่ หม นั้นกไ็ มใ่ ชก่ �ำลังเกดิ แตก่ �ำลงั ดบั มไี หม
วิสัชนา วิสชั นา
โน. นตถฺ .ิ
ไมใ่ ช ่ ไมม่ ี
(อภ.ิ ย. ๓๙/๑๑๕-๑๑/๒๙)
ธมั มวาร
อนุโลมนัย
อนโุ ลมปุจฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
ยํ กุสลํ จติ ตฺ ํ อุปปฺ ชชฺ ติ ยํ วา ปน กุสลํ จติ ตํ นิรุชฌฺ ิสฺสติ
น นิรุชฺฌติ ตํ กสุ ลํ จิตฺตํ นิรุชฌฺ ิสสฺ ต ิ น อปุ ฺปชฺชิสฺสติ ตํ กสลํ จิตฺตํ
น อปุ ปฺ ชชฺ สิ ฺสตตี ิ ? อุปปฺ ชฺชติ น นิรชุ ฺฌตตี ิ ?
จิตที่เป็นกุศลใดกำ� ลงั เกิด ไมใ่ ช ่ จิตที่เป็นกุศลใดจกั ดับ ไม่ใช่จกั เกดิ
กำ� ลงั จกั ดบั จติ ทีเ่ ปน็ กศุ ลนนั้ กจ็ กั ดบั จิตทเี่ ป็นกศุ ลนน้ั ก็ก�ำลงั เกิด ไม่ใช่
ไมใ่ ชจ่ ักเกิดใชไ่ หม กำ� ลังดบั ใชไ่ หม
วิสชั นา วสิ ชั นา
อามนตฺ า. อามนตฺ า.
ใช่ ใช่

308 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

อนโุ ลมปจุ ฉา ปัจจนีกนัย ปฏโิ ลมปจุ ฉา

ยํ กุสลํ จิตตฺ ํ น อุปฺปชชฺ ติ ยํ วา ปน กุสลํ จติ ตฺ ํ
นริ ชุ ฺฌติ ตํ กสุ ลํ จติ ตฺ ํ น นิรชุ ฌฺ สิ ฺสติ น นิรุชฌฺ ิสสฺ ติ อปุ ฺปชชฺ สิ ฺสติ ตํ กุสลํ
อปุ ปฺ ชฺชสิ ฺสตติ ? จติ ตฺ ํ น อปุ ปฺ ชตฺ ิ นริ ชุ ฺฌตีติ ?
จิตทฺ เ่ี ปน็ กศุ ลใดไม่ใช่ก�ำลังเกดิ จิตท่ีเปน็ กศุ ลใดไมใ่ ชจ่ ักดับ แต่
แตก่ ำ� ลงั ดับ จติ ทเี่ ป็นกศุ ลนั้นกไ็ ม่ใช ่ จักดบั จิตทีเ่ ป็นกุศลนนั้ ก็ไมใ่ ชก่ ำ� ลัง
จกั ดับ แต่จักเกดิ ใช่ไหม เกดิ แตก่ ำ� ลังดบั มีไหม
วสิ ัชนา วิสัชนา
โน. นตฺถิ.
ไมใ่ ช ่ ไมม่ ี

ปุคคลธัมมวาร
อนโุ ลมนัย
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยสฺส ยํ กุสลํ จติ ตฺ ํ อปุ ปฺ ชชฺ ต ิ ยสสฺ วา ปน ยํ กุสลํ จิตฺตํ
น นิรุชฌฺ ติ ตสฺส ตํ กุสลํ จิตฺตํ นิรชุ ฺฌิสฺสติ น อุปปฺ ชชฺ ิสฺสติ ตสสฺ ตํ
นริ ุชฺฌสิ สฺ ติ น อุปฺปชชฺ สิ ฺสสตีติ ? กุสลํ จิตตฺ ํ อุปปฺ ชฺชติ น นริ ชุ ฺฌตตี ิ ?
จติ ทเ่ี ปน็ กศุ ลใดของบคุ คลใดก�ำลัง จติ ทเี่ ปน็ กศุ ลใดของบคุ คลใดจกั ดบั
เกิด ไม่ใชก่ �ำลงั ดบั จิตท่เี ป็นกุศลนน้ั ไมใ่ ชจ่ กั เกดิ จติ ทเี่ ปน็ กศุ ลนนั้ ของบคุ คล
ของบุคคลนนั้ กจ็ ักดบั ไมใ่ ชจ่ ักเกดิ ใช่ไหม นั้นกก็ ำ� ลังเกดิ ไม่ใช่ก�ำลงั ดบั ใชไ่ หม
วิสัชนา วสิ ชั นา
อามนตฺ า. อามนฺตา.
ใช่ ใช่

อนโุ ลมปจุ ฉา ปัจจนกี นยั ปฏิโลมปุจฉา

ยสฺส ยํ กสุ ลํ จตตฺ ํ น อปุ ฺปชฺชติ ยสฺส วา ปน ยํ กุสลํ จติ ตฺ ํ
นริ ชุ ฌฺ ติ ตสสฺ ตํ กุสลํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสสฺ ติ อุปปฺ ชชฺ สิ สฺ ติ ตสสฺ ตํ
น นิรุชฌฺ สิ ฺสติ อปุ ปฺ ชชฺ สิ ฺสตีติ ? กสุ ลํ จติ ฺตํ น อปุ ปฺ ชฺชติ นิรชุ ฌฺ ตตี ิ ?
จิตที่เป็นกศุ ลใดของบุคคลใดไมใ่ ช ่ จิตที่เป็นกศุ ลของบคุ คลใดไมใ่ ชจ่ ัก
กำ� ลังเกิด แต่กำ� ลังดบั จติ ทเ่ี ปน็ กุศล ดับ แตจ่ กั เกิด จิตทีเ่ ปน็ กุศลนน้ั ของ

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๙ 309

นน้ั ของบุคคลนน้ั กไ็ ม่ใช่จกั ดับ แตจ่ ัก บคุ คลน้นั กไ็ ม่ใชก่ ำ� ลงั เกดิ แตก่ �ำลัง
เกิดใชไ่ หม ดบั มไี หม
วสิ ชั นา วิสัชนา
โน. นตฺถ.ิ
ไม่ใช ่ ไม่มี
(อภ.ิ ย. ๓๙/๑๑๕-๑๑๖/๒๙)

สรปุ วา่ ในจติ ตยมกพระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงจติ เปน็ ๒ พวก คอื สทุ ธจติ และมสิ สกจติ
ทรงจ�ำแนกการเกิด-ดับของสุทธจติ ไปตามอนั ตรวาร ๑๔ วาระโดยละเอยี ดทัง้ ภาคอทุ เทสและ
ภาคนทิ เทส ส่วนมสิ สกจิตน้ันมี ๒ พวก คือ มสิ สกจิต ตามนยั แห่งพระสตู ร ได้แก่ จติ ตานปุ สั นา
๑๖ บท ในมหาสตปิ ฏั ฐานสูตร ทฆี นกิ าย มหาวรรค (พระไตรปฎิ ก เล่มที่ ๑๐) และตามนยั แห่ง
พระอภธิ รรม ไดแ้ ก่ มาติกา ๒๖๖ ในคมั ภีร์ธัมมสงั คณี ทรงแสดงไว้โดยย่อ แต่พอสังเกตไดว้ า่
ให้จ�ำแนกอย่างเดียวกับสุทธจิตน่ันเอง เหตุที่ทรงจ�ำแนกการเกิด-ดับของจิตด้วยวิธีการยมกนี้
ก็เพื่อให้เห็นลักษณะตามความเป็นจริงของจิต เม่ือเห็นถูกต้องแล้วจะคลายความยึดถือผิด ๆ
ในนามธรรมและนำ� ไปสู่ภมู วิ ปิ ัสสนาทส่ี ูง ๆ ขน้ึ ไปได้

๙. ธมมยมก

๙.๑ ความหมายของธรรม
ค�ำวา่ ธรรม โดยทัว่ ไป มคี วามหมายกว้างขวางมาก เชน่ หมายถึง
๑. สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ, สัจจธรรม, ความจรงิ
๒. เหตุ, ตน้ เหตุ
๓. ส่ิง, ปรากฏการณ์, ธรรมารมณ,์ สง่ิ ท่ีใจคดิ
๔. คณุ ธรรม, ความดี, ความถกู ตอ้ ง, ความประพฤติชอบ
๕. หลักการ, แบบแผน, ธรรมเนยี ม, หน้าที่
๖. ความชอบ, ความยตุ ธิ รรม
๗. พระธรรม, คำ� สั่งสอนของพระพทุ ธเจา้ คือ พระธรรมท่ที รงแสดงและ

ประกาศเปิดเผยให้ ปรากฏ
๘. หมวดธรรมหมวดหนึ่ง ๆ เชน่
(๑) รูปธรรม ไดแ้ ก่ รปู ขนั ธท์ งั้ หมด, อรปู ธรรม ไดแ้ กน่ ามขนั ธ์ ๔และนพิ พาน
(๒) โลกยี ธรรม ได้แก่ ธรรมอนั เป็นวเิ ศษของโลก,
โลกตุ ตรธรรม ไดแ้ ก่ ธรรมอนั มใิ ชว่ สิ ยั ของโลก คอื มรรค ๔ ผล ๔ นพิ พาน ๑

310 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

(๓) สงั ขตธรรม ได้แก่ ธรรมท่มี ปี ัจจัยปรงุ แตง่ คือ ขนั ธ์ ๕,
อสังขตธรรม ได้แก่ ธรรมที่ไม่มปี ัจจยั ปรงุ แต่ง คอื นพิ พาน

ในธมั มยมก ค�ำวา่ ธรรม หมายถงึ ธรรม ๓ อย่าง คือ กุศลธรรม อกศุ ลธรรม และ อพั -
ยากตธรรม กศุ ลธรรม แปลวา่ ธรรมที่เป็นกศุ ล คือ ธรรมฝา่ ยดี อกศุ ลธรรม แปลวา่ ธรรมที่
เปน็ อกศุ ล คอื ธรรมฝา่ ยชวั่ อพั ยากตธรรม แปลวา่ ธรรมทเ่ี ปน็ อพั ยากฤต คอื ธรรมทเ่ี ปน็ กลางๆ
ไม่ใชฝ่ ่ายดี ไม่ใช่ฝา่ ยชว่ั

อนึ่ง ค�ำว่า ธรรม ในพระอภิธรรม นิยมแปลว่า สภาวธรรม เพราะหมายถึง นิสฺสตตฺ -
นิชฺชวี สภาโว คอื สภาวธรรมที่ไมใ่ ช่สตั ว์ ไม่ใช่ชวี ะ

คัมภีร์ธัมมสังคณีและมาติกาโชติธัมมสังคณีสรูปัตนิสสยะเรียกธรรม ๓ อย่างนี้ว่า
กุสลติกะ ซึ่งเป็นชื่อมาติกา (หมวดธรรมท่ีเป็นแม่บท) ที่ ๑ ในติกมาติกา ๒๒ และอธิบาย
องคธ์ รรมไว้ดงั น้ี

กสุ ลตกิ ะ มี ๓ บท คอื (๑) กสุ ลา ธมฺมา เรยี กวา่ กสุ ลบท (๒) อกสุ ลา ธมั ฺมา เรยี กว่า
อกุสลบท (๓) อพยฺ ากตา ธมมฺ า เรียกว่า อัพยากตบท

บทที่ ๑ กุสลา ธมฺมา หมายถึง สภาวธรรมทั้งหลายท่ีไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ แต่เป็น
สภาภวะ มลี กั ษณะไม่มโี ทษ ให้ผลเปน็ สขุ ได้แก่ กศุ ลจิต ๒๑ เจตสกิ ๓๘

บทท่ี ๒ อกุสลา ธมฺมา หมายถึง สภาวธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ แต่เป็น
สภาวะ มีลักษณะเป็นโทษ ใหผ้ ลเป็นทกุ ข์ ไดแ้ ก่ อกศุ ลจิต ๑๒ เจตสิก ๒๗

บทท่ี ๓ อพยฺ ากตา ธมมฺ า หมายถงึ สภาวธรรมท้ังหลายทไี่ มใ่ ช่สัตว์ ไม่ใชช่ วี ะ เปน็ แต่
สภาวะ มีลักษณะอื่นทไี่ ม่ใชท่ ้ังกุศลและอกศุ ล ได้แก่ วปิ ากจติ ๓๖ กิริยาจิต ๒๐ เจตสกิ ๓๘
รปู ๒๘ และนพิ พาน
๙.๒ องคธ์ รรมท่เี ป็นเนื้อหาของธัมมยมก

องค์ธรรมท่ีเป็นเน้อื หาของธัมมยมก ไดแ้ ก่ ธรรม ๓ อยา่ ง คอื กุศลธรรม อกศุ ลธรรม
และอัพยากตธรรม ตามพระอภิธรรมดังกลา่ วข้างต้น
๙.๓ วตั ถุประสงค์ของธัมมยมก

วตั ถุประสงค์ที่ทรงแสดงธัมมยมกมี ๓ ประการ คอื
๑. เพือ่ ให้เกดิ ญาตปริญญา คือ การก�ำหนดรจู้ ักสภาวธรรมท่เี ปน็ กศุ ล ท่ีเป็น

อกศุ ล และท่ีเปน็ อพั ยากฤตตามสภาวลักษณะ
เชน่ นี้ช่ือว่ากศุ ล นช้ี ่ือวา่ อกศุ ล น้ชี ื่อวา่
อัพยากฤต ดังท่ที รงแสดงไวใ้ นปัณณัตตวิ าร

เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๙ 311

๒. เพื่อให้เกิดตีรณปรญิ ญา คือ การก�ำหนดรขู้ น้ั พิจารณาสภาวธรรมทง้ั ๓
อยา่ งนั้นตามสภาวะทเ่ี ป็นจริง เช่น พจิ ารณา
เห็นสภาวธรรมเหลา่ นน้ั ว่าไม่เท่ียง เป็นทกุ ข์
เป็นอนตั ตา ดงั ที่ทรงแสดงไวใ้ นปวตั ตวิ าร

๓. เพอ่ื ให้เกิดปหานปริญญา คือ การกำ� หนดรู้ขนั้ ละเชน่ ละนจิ จสญั ญา และ
อนัตตสญั ญาในสภาวธรรมเหลา่ นัน้ เจรญิ
อนัตตสัญญาให้ปรากฏ ดังทีท่ รงแสดงไว้ใน
ภาวนาวาร (ปรวิ าร)

เพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงสภาวธรรม
เหลา่ น้ีด้วยวิธีการยมกตามนัยและวาระตา่ ง ๆ ดังจะกล่าวต่อไป

๙.๔ โครงสรา้ งและวธิ ดี ำ� เนินการ

ก . โครงสร้าง

โครงสร้างของธัมมยมกเหมือนกับของขันธยมกทุกประการ คือ แบ่งเป็น
ภาค ค�ำถามท่ีเรียกว่า อทุ เทสวาร และภาคคำ� ตอบท่ีเรียกวา่ นิทเทสวาร แต่ละภาค แบ่งเปน็ ๓
วาระ คอื
๑. ปัณณตั ติวาร ไดแ้ ก่ วาระที่ว่าด้วยนามบัญญัติ หรือช่ือที่มี
บญั ญัติไว้
๒. ปวตั ติวาร ได้แก่ วาระทีว่ า่ ด้วยประวตั หิ รอื ความเป็นไป
๓. ภาวนาวาร ได้แก่ วาระที่ว่าด้วยการเจริญกุศลธรรมและ
(ซงึ่ ไดร้ บั ปรญิ ญาวารของขนั ธยมก) อกุศลธรรม

ปณั ณตั ตวิ ารของอทุ เทสวารและนิทเทสวารแบง่ ย่อยเป็น ๔ วาระ คือ

๑. ปทโสธนวาร ไดแ้ ก่ วาระท่ีว่าด้วยการนิยามค�ำท่ีเป็นช่ือของ
องค์ธรรม
๒. ปทโสธนมลู จักกวาร ได้แก่ วาระท่ีว่าด้วยการนิยามค�ำแบบหมุนวน
เปน็ รอบๆ
๓. สุทธธมั มวาร ไดแ้ ก่ วาระทวี่ า่ ดว้ ยการนยิ ามสภาวธรรมลว้ น ๆ
๔. สุทธธัมมมูลจักกวาร ไดแ้ ก่ วาระทวี่ า่ ดว้ ยการนยิ ามสภาวธรรมลว้ น ๆ
แบบหมนุ วนเป็นรอบ ๆ

ปวตั ติวารท้ังภาคอทุ เทสวารและนทิ เทสวารแบ่งยอ่ ยเปน็ ๓ วาระ คือ

312 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๑. อปุ ปาทวาร ไดแ้ ก ่ วาระที่วา่ ด้วยการเกดิ ของสภาวธรรม
๒. นิโรธวาร ไดแ้ ก ่ วาระทีว่ ่าดว้ ยการดบั ของสภาวธรรม
๓. อปุ ปาทนโิ รธวาร ได้แก ่ วาระท่วี ่าด้วยการเกิด-ดบั ของสภาวธรรม
วาระยอ่ ทงั้ ๓ วาระนยี้ งั แบง่ ยอ่ ยออกเปน็ อนั ตรวาร (วาระยอ่ ย) ตอ่ ไปอกี วารละ ๖ วาระ
ตามกาล ๖ กาล คอื
๑. ปจั จุปปันนวาร ไดแ้ ก่ วาระที่ว่าด้วยการเกิด-ดับของสภาวธรรม
ในปจั จบุ ัน
๒. อตตี วาร ได้แก่ วาระที่ด้วยการเกิด-ดับของสภาวธรรม
ในอดีต
๓. อนาคตวาร ไดแ้ ก่ วาระทท่ี ว่ี า่ ดว้ ยการเกดิ -ดบั ของสภาวธรรม
ในอนาคต
๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ไดแ้ ก ่ วาระที่ว่าด้วยการเกิด-ดับของสภาวธรรม
ในปัจจุบันและอดตี
๕. ปุจจปุ ปันนานาคตวาร ไดแ้ ก ่ วาระท่ีว่าด้วยการเกิด-ดับของสภาวธรรม
ในปจั จุบนั และอนาคต
๖. อตีตานาคตวาร ไดแ้ ก่ วาระท่ีว่าด้วยการเกิด-ดับของสภาวธรรม
ในอดตี และอนาคต
ขอใหส้ งั เกตวา่ แมใ้ นภาคอทุ เทสวาร พระผมู้ พี ระภาคไมท่ รงแสดงปวตั ตวิ ารไว้ แตต่ อ้ ง
ถอื ว่าทรงแสดงไว้แล้ว คือ ทรงน�ำไปแสดงรวมไว้ในภาคนิทเทสวาร
ภาวนาวาร เป็นค�ำใหม่ ไม่มีใช้ในยมกอ่ืน ๆ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในภาค
นทิ เทสวารเท่านน้ั และทรงแสดงไว้โดยย่อ พอเป็นตวั อย่างเทา่ นนั้ พระอรรถกถาจารย์ผรู้ จนา
คัมภีร์ปัญจปกรณฏั ฐกถา อธิบายไวว้ ่า เปน็ ค�ำเดยี วกับปริญญาวารของขันธยมก ดังข้อความว่า
“โย กุสลํ ธมฺมํ ภาเวติ โส อกุสลํ ธมฺมํ ปชหตี”ติ อาคตตฺตา ปเนตฺถ ปริญฺญาวาโร
ภาวนาวาโร นามาติ เวทิตพโฺ พ. (อภ.ิ ปญจฺ .อ. ๑-๑๖/๓๘๔)
(แปลวา่ ) อนึ่งปรญิ ญาวารในธมั มยมกนี้ พงึ ทราบวา่ มีชื่อวา่ ภาวนาวาร เพราะมาจาก
ข้อความว่า “บุคคลดกำ� ลงั เจรญิ กศลธรรม บคุ คลนนั้ ก็ก�ำลงั ละ อกุศลธรรมใช่ไหม”
และชแ้ี จงตอ่ ไปวา่ ในภาวนาวารนท้ี รงยกอพั ยากตธรรมขน้ึ แสดง เพราะอพั ยากตธรรม
ไม่ใช่สภาวธรรมที่พึงเจริญ ทั้งไม่ใช่สภาวธรรมที่พึงละ (อพฺยากโตธมฺโม เนว ภาเวตพฺโพ,
น ปหาตพฺโพ.)
ถ้าถือว่า ภาวนาวารคือปริญญาวารของขันธยมก ก็ต้องถือต่อไปว่า ภาวนาวารมี
โครงสรา้ งเหมือนปริญญาวารของขนั ธยมกดว้ ย คือ แบง่ ย่อยออกไปเหมือนปรญิ ญาวาร นัน่ คอื

เล่มที่ ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 313

แบ่งย่อยออกไป ๖ วาระ ตามกาล ๖ กาล ท้ังในภาคอุทเทสวาร และนิทเทสวาร คือ
(๑) ปัจจปุ ปันนวาร (๒) อตตี วาร (๓) อนาคตวาร (๔) ปัจจุปปนั นาตตี วาร (๕) ปจั จุปปันนานา-
คตวาร (๖) อตีตานาคตวาร

ข. วธิ กี ารด�ำเนนิ การ
วธิ ีการดำ� เนินการของธัมมยมกเหมอื นของขันธยมก คอื ประกอบด้วยนยั ๒ นัยได้แก่
อนุโลมนัยและปัจจนีกนัย ในปวัตติวาร แต่ละนัยประกอบด้วยวาระ ๓ วาระ คือ ปุคคลวาร
โอกาสวาร และปุคคลโลกาสวาร ปุคคลวารของอนุโลมนัย เรียกว่า อนุโลมบุคคล ของ
ปัจจนีกนัย เรียกว่า ปัจจนีกบุคคล โอกาสวารของอนุโลมนัย เรียกว่า อนุโลมกาส ของ
ปจั จนกี นยั เรยี กวา่ ปจั จนกี โอกาส ปคุ คโลกาสวาร ของอนโุ ลมนยั เรยี กวา่ อนโุ ลมปคุ คโลกาส
ของปัจจนีกนยั เรียกว่า ปจั จนกี ปุคลลโลกาส
และนัยและวาระประกอบด้วยคำ� ถาม ๒ แบบ คือ แบบอนโุ ลมปจุ ฉาและปฏโิ ลมปุจฉา
ค�ำถามแต่ละแบบประกอบด้วยบท ๒ บท คือ บทหน้าหรือสันนิฏฐานบท และบทหลัง คือ
สงั สยบท แต่ละบทใชก้ าลตา่ ง ๆ ตามข้อความในอันตรวาร ๖ วาระ (ดแู ผนภมู ิประกอบ)

แผนภมู ิโครงสรา้ ง 314
ของ

ธัมมยมก

อุทเทสวาร นทิ เทสวาร

ปัณณัตวิ าร ปวตั ตวิ าร ภาวนาวาร พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
ปทโสธนวาร นโิ รธวาร
ปทโสธนมูลจกั กวาร ปจั จปุ ปันนวาร พระอภิธรรมปฎิ ก
สทุ ธธมั มวาร อตีตวาร
สุทธธัมมมลู จกั กวาร อนาคตวาร
ปัจจุปปันนาตตี วาร
อุปปาทวาร ปัจจปุ ปันนานาคตวาร
อตีตสนาคตวาร

อปุ ปาทนิโรธวาร

ปัจจปุ ปันนวาร อตตี วาร อนาคตวาร ปจั จปุ ปนั นาตีตวาร ปัจจปุ ปนั นานาคตวาร อตีตสนาคตวาร

แผนภมู ิวิธีดำ� เนนิ การ เลม่ ท่ี ๖
ของ

ธัมมยมก

อทุ เทสวาร นทิ เทสวาร

ปณั ณัตวิ าร ปวตั ตวิ าร ภาวนาวาร พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๙
อนโุ ลมนัย ปจั จนกี นยั อนุโลมนัย ปัจจนีกนยั

อนโุ ลมปุจฉา ปฏิโลมปจุ ฉา อนุโลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา

สันนิฏฐานบท สงั สยบท สันนฏิ ฐานบท สังสยบท

อนโุ ลมนยั ปัจจนกี นยั

บคุ คล โอกาส ปุคคโลกาส

อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา

สันนิฏฐานบท สังสยบท 315

316 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจโครงสรา้ งและวธิ กี ารดำ� เนนิ การดงั กลา่ วมาไดด้ ขี นึ้ ขอนำ� ขอ้ ความบางตอน
ในนิสเทสวารมาพอเป็นตวั อยา่ งดังตอ่ ไปน้ี

๑. ปณั ณตั ติวารนิทเทส
๑.๑ ปทโสธนวาร

อนโุ ลมปุจฉา อนุโลมนยั ปฏโิ ลมปุจฉา

กสุ ลา กุสลา ธมฺมาติ ? กสุ ลา ธมมฺ า กสุ ลาติ ?
สภาวะที่เปน็ กศุ ล เป็นสภาวธรรม สภาวธรรมท่ีเปน็ กศุ ล เป็นสภาวะ
ท่ีเป็นกุศลใช่ไหม ทีเ่ ป็นกศุ ลใช่ไหม
วสิ ชั นา วสิ ัชนา
อามนฺตา. อามนฺตา.
ใช่ ใช่

อนโุ ลมปจุ ฉา ปจั จนกี นยั ปฏโิ ลมปจุ ฉา

น กสุ ลา น กสุ ลา ธมมฺ าติ ? น กสุ ลา ธมมฺ า นกุสลา ?
สภาวะทไ่ี ม่เปน็ กุศล เปน็ สภาวธรรม เปน็ สภาวธรรมทีไ่ มเ่ ปน็ กุศล เป็น
ทไ่ี มเ่ ปน็ กุศลใชไ่ หม สภาวะท่ีไมเ่ ปน็ กศุ ลใช่ไหม
วิสชั นา วสิ ชั นา
อามนตฺ า. อามนฺตา.
ใช่ ใช่
(อภิ.ย. ๓๙/๑๘/๒๑)

๑.๒ ปทโสธนมูลจกั กวาร

อนุโลมปจุ ฉา อนุโลมนัย ปฏิโลมปุจฉา

กุสลา กุสลา ธมฺมาติ ? ธมมฺ า อกุสลา ธมฺมาติ ?
สภาวะท่ีเปน็ กุศล เป็นสภาวธรรม สภาวธรรมทง้ั หลายเปน็ สภาวธรรม
ท่เี ป็นกศุ ลใช่ไหม ท่ีเปน็ อกศุ ลใช่ไหม

เลม่ ท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๙ 317

วิสชั นา วิสัชนา
อามนฺตา. อกสุ ลา ธมมฺ า ธมฺมา เจว
ใช ่ อกุสลา ธมมฺ า จ, อวเสสา ธมมฺ า
น อกสุ ลา ธมฺมา.
สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อกศุ ล เป็นสภาว-
ธรรมก็ใช่ เปน็ สภาวธรรมทเี่ ป็นอกศุ ล
กใ็ ช่ สภาวธรรมทเี่ หลือเปน็ สภาวะท่ี
ไม่เป็นอกศุ ล แตเ่ ปน็ สภาวธรรม
อนุโลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา
กุสลา กสลา ธมมฺ าติ ? ธมมฺ า อพยฺ ากตา ธมมฺ าติ ?
สภาวะท่เี ปน็ กศุ ล เป็นสภาวธรรม สภาวธรรมทงั้ หลายเปน็ สภาวธรรม
ท่ีเปน็ กุศลใช่ไหม ทเ่ี ปน็ อัพยากฤตใชไ่ หม
วิสัชนา วิสชั นา
อามนฺตา อพยฺ ากตา ธมมฺ า ธมมฺ า เจว อพยฺ ากตา
ใช ่ ธมมฺ า จ, อวเสสา ธมฺมา น อพฺยากตา
ธมฺมา.
สภาวธรรมทเี่ ปน็ อัพยากฤต เป็น
สภาวธรรมก็ใช่. เปน็ สภาวธรรมที่เป็น
อพั ยากฤตกใ็ ช่ สภาวธรรมที่เหลอื เปน็
สภาวธรรมที่ไม่เป็นอัพยากฤตแต่เป็น
สภาวธรรม (อภิ.ย.๓๙/๑๙/๓๒)
อนุโลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา
อกุสลา อกสุ ลา ธมฺมาติ ? ธมฺมา กสุ ลา ธมฺมาติ ?
สภาวะทเี่ ปน็ อกศุ ล เป็นสภาวธรรม สภาวธรรมทง้ั หลายเปน็ สภาวธรรม
ทีเ่ ป็นอกศุ ลใช่ไหม ท่เี ปน็ กศุ ลใช่ไหม
วสิ ชั นา วสิ ชั นา
อามนตฺ า. กสุ ลา ธมฺมา ธมมฺ า เจว กุสลา
ใช่ ธมมฺ า จ, อวเสสา ธมมฺ า น กสุ ลา ธมมฺ า.
สภาวธรรมทเ่ี ป็นกุศล เป็นสภาวธรรม
กใ็ ช่เปน็ สภาวธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลกใ็ ช่สภาว
ธรรมท่ีเหลือเป็นสภาวะที่ไม่เป็นกุศล
แต่เป็นสภาวธรรม

318 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

อนุโลมปุจฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
อกสุ ลา อกสุ ลา ธมฺมาติ ? ธมฺมา อพยฺ ากตา ธมมฺ าติ ?
สภาวะทเ่ี ป็นอกุศล เป็นสภาวธรรม สภาวธรรมทงั้ หลายเปน็ สภาวธรรม
ท่เี ปน็ อกศุ ลใช่ไหม ท่ีเปน็ อัพยากฤตใชไ่ หม
วิสัชนา วสิ ัชนา
อามนฺตา. อพฺยากตา ธมฺมา ธมมฺ า เจว
ใช่ อพยฺ ากตา ธมฺมา จ, อวเสา ธมฺมา
น อพยฺ ากตา ธมมฺ า.
สภาวธรรมท่ีเป็นอพั ยากฤต เปน็
สภาวธรรมกใ็ ช่ เปน็ สภาวธรรมทเี่ ปน็
อพั ยากฤตก็ใช่ สภาวธรรมท่เี หลือ
เปน็ สภาวะทไี่ มเ่ ปน็ อพั ยากฤต แตเ่ ปน็
สภาวธรรม (อภ.ิ ย. ๓๙/๒๐/๓๒)
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
อพยฺ ากตา อพยฺ ากตา ธมฺมาติ ? ธมมฺ า กุสลา ธมมฺ าติ ?
สภาวะทีเ่ ป็นอพั ยากฤต เป็น สภาวธรรมท้ังหลายเปน็ สภาวธรรม
สภาวธรรมทเ่ี ป็นอัพยากฤตใช่ไหม ท่เี ปน็ กุศลใช่ไหม
วิสชั นา วิสัชนา
อามนตฺ า. กุสลา ธมฺมา ธมฺมา เจว กสุ ลา
ใช ่ ธมมฺ า จ, อวเสสา ธมมฺ า น กสุ ลา ธมมฺ า
สภาวธรรมท่ีเปน็ กศุ ล เปน็ สภาว-
ธรรมกใ็ ช่ เปน็ สภาวธรรมที่เปน็ กุศลก็
ใช่สภาวธรรมท่ีเหลือเป็นสภาวะท่ีไม่
เปน็ กุศลแตเ่ ปน็ สภาวธรรม
(อภ.ิ ย. ๓๙/๒๑/๓๒)

๑.๓ สทุ ธธัมมวาร อนโุ ลมนยั

อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา
กสุ ลา ธมฺมาติ ? ธมมฺ า กสุ ลา ธมมฺ าติ ?
สภาวะที่เป็นกศุ ล เปน็ สภาวธรรม สภาวธรรมท้ังหลายเป็นสภาวะ
ใช่ไหม ทเ่ี ปน็ กศุ ลใชไ่ หม

เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๙ 319

วิสัชนา วิสัชนา
อามนฺตา. กุสลา ธมมฺ า ธมฺมา เจว กสุ ลา
ใช่ ธมฺมา จ, อวเสสา ธมมฺ า น กุลา ธมฺมา
สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นสภาว-
ธรรมก็ใช่ เป็นสภาวธรรมท่ีเป็นกุศลก็
ใชส่ ภาวธรมทเ่ี หลอื เปน็ สภาวะทไ่ี มเ่ ปน็
กศุ ลแตเ่ ป็นสภาวธรรม
(อภ.ิ ย. ๓๙/๒๕/๓๓)

๑.๔ สทุ ธธัมมมูลจักกวาร

อนโุ ลมปุจฉา อนโุ ลมนยั ปฏโิ ลมปจุ ฉา

กุสลา ธมฺมาต ิ ธมมฺ า อกุสลา ธมฺมาติ ?
สภาวะทเ่ี ปน็ กุศล เปน็ สภาวธรรม สภาวธรรมทั้งหลายเปน็ สภาวธรรม
ใชไ่ หม ที่เป็นอกุศลใช่ไหม
วสิ ชั นา วิสัชนา
อามนตฺ า. อกสุ ลา ธมฺมา ธมฺมา เจว อกสุ ลา
ธมฺมา จ, อวเสสา ธมฺมา น อกุสลา
ธมฺมา.
สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อกศุ ลเป็นสภาว-
ธรรมก็ใช่ เป็นสภาวธรรมที่เป็นอกุศล
ก็ใช่สภาวธรรมที่เหลือเป็นสภาวะท่ีไม่
เปน็ อกุศลแตเ่ ป็นสภาวธรรม
อนโุ ลมปุจฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
กุสลา ธมมฺ าติ ? ธมมฺ า อพยฺ ากตา ธมฺมาติ ?
สภาวะท่ีเปน็ กุศล เป็นสภาวธรรม สภาวธรรมทง้ั หลายทเี่ ปน็ สภาวะท่ี
ใช่ไหม เป็นอพั ยากฤตใชไ่ หม
วิสชั นา วสิ ัชนา
อามนฺตา. อพยฺ ากตา ธมมฺ า ธมมฺ า เจว อพยฺ ากตา
ใช ่ ธมฺมา จ, อวเสสา ธมฺมา น อพยฺ ากตา
ธมฺมา.

320 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็น
สภาวธรรมก็ใช่ เป็นสภาวธรรมท่ีเป็น
อพั ยากฤตกใ็ ช่ สภาวธรรมทเ่ี หลอื เป็น
สภาวะที่ไม่เป็นอัพยากฤต แต่เป็น
สภาวธรรม
(อภ.ิ ย. ๓๙/๒๗/๓๔)
อนโุ ลมปุจฉา ปฏิโลมปุจฉา
อกสุ ลา ธมมฺ าติ ? ธมฺมา กุสลา ธมฺมาติ ?
สภาวทเ่ี ป็นอกศุ ล เป็นสภาวธรรม สภาวธรรมทั้งหลายเปน็ สภาวธรรม
ใช่ไหม ทีเ่ ปน็ กศุ ลใชไ่ หม
วสิ ัชนา วสิ ัชนา
อามนตฺ า. กสุ ลา ธมมฺ า ธมมฺ า เจว กสุ ลา ธมมฺ า จ,
ใช่ อวเสสา ธมมฺ า น กสุ ลา ธมมฺ า.
สภาวธรรมท่ีเปน็ กุศล เปน็ สภาวธรรม
กใ็ ช่เปน็ สภาวธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลกใ็ ช่สภาว
ธรรมท่ีเหลือเป็นสภาวะท่ีไม่เป็นกุศล
แต่เปน็ สภาวธรรม
อนโุ ลมปุจฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
อกสุ ลา ธมมฺ าติ ? ธมมฺ า อพยฺ ากตา ธมมฺ า ?
สภวะท่เี ป็นอกศุ ล เปน็ สภาวธรรม สภาวธรรมทั้งหลายเปน็ สภาวธรรม
ใชไ่ หม ทเ่ี ป็นอัพยากฤตใชไ่ หม
วสิ ัชนา วิสชั นา
อามนตฺ า. อพยฺ ากตา ธมมฺ า ธมมฺ า เจว อพยฺ ากตา
ใช่ ธมฺมา จ, อวเสสา ธมฺมา น อพฺยากตา
ธมมฺ า.
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็น
สภาวธรรมก็ใช่ เป็สภาวธรรมที่เป็น
อัพยากฤตก็ใช่ สภาวธรรมทเี่ หลอื เป็น
สภาวะท่ีไม่เป็นอัพยากฤต แต่เป็น
สภาวธรรม
(อภิ.ย. ๓๙/๒๘/๓๔)

เล่มท่ี ๖ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๙ 321

๒. ปวตั ตวิ ารนิทเทส
๒.๑ อปุ ปาทวาร
๑. ปัจจปุ นั นวาร
อนุโลมบคุ คล
อนุโลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
ยสฺส กสุ ลา ธมมฺ า อปุ ฺปชชฺ นฺติ, ยสสฺ วา ปน อกสุ ลา ธมมฺ า อปุ ปฺ ชชฺ นตฺ ิ
ตสฺส อกสุ ลา ธมมฺ า อปุ ปฺ ชฺชนฺตตี ิ ? ตสสฺ กุสลา ธมมฺ า อุปฺปชชิ นตฺ ีติ ?
สภาวธรรมที่เปน็ กศุ ลของบุคคล สภาวธรรมทเี่ ปน็ อกศุ ลของบุคคล
ใดกำ� ลงั เกิด สภาวธรรมที่เปน็ อกุศล ใดกำ� ลงั เกดิ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลของ
ของบคุ คลนัน้ กก็ ำ� ลงั เกดิ ใชไ่ หม บคุ คลน้ันกก็ ำ� ลงั เกิดใชไ่ หม
วิสัชนา วสิ ชั นา
โน. โน.
ไม่ใช ่ ไมใ่ ช่ (อภิ.ย. ๓๙/๓๗/๓๔)
อนโุ ลมโอกาส
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยตฺถ กุสลา ธมมฺ า อุปฺปชฺชนฺติ ยตถฺ วา ปน อกสุ ลา ธมมฺ า อปุ ปฺ ชชฺ นตฺ ิ
ตตถฺ อกุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺตตี ิ ? ตตฺถ กุสลา ธมฺมา อปุ ปฺ ชชฺ นตฺ ตี ิ ?
สภาวธรรมทีเ่ ป็นกศุ ลในภูมิใดกำ� ลัง สภาวธรรมทเี่ ปน็ อกศุ ลมลู ในภูมิใด
เกิด สภาวธรรมทเ่ี ปน็ อกุศลมูลในภูมนิ ั้นก ็ กำ� ลังเกดิ สภาวธรรมทีเ่ ปน็ กุศลในภมู ิ
ก�ำลังเกิดใชไหม นัน้ ก�ำกลงั เกดิ ใชไ่ หม
วิสัชนา วิสัชนา
อามนตฺ า. อามนตฺ า.
ใช่ ใช่ (อภ.ิ ย. ๓๙/๓๕/๓๖)
อนโุ ลมปุคคโลกาส
อนุโลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
ยสฺส ยตถฺ กสุ ลา ธมมฺ า อปุ ปฺ ชฺชนฺติ, ยสสฺ วา ปน ยตถฺ อกุสลา ธมมฺ า
ตสฺส ตตฺถ ตตฺถ อกุสลา ธมมฺ า อปุ ฺปชฺชนฺติ, ตสสฺ ตตฺถ กุสลา ธมมฺ า
อปุ ปฺ ชฺชนฺตีติ ? อุปฺปชฺชนฺตตี ิ ?
สภาวธรรมท่เี ป็นกุศลของบคุ คลใด สภาวธรรมทีเ่ ป็นกุศลของบคุ คลใดใน
ในภูมิกำ� ลงั เกิด สภาวธรรมทเี่ ป็นอกุศล ภมู ใิ ดกำ� ลงั เกดิ สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลของ
ของบุคคลนัน้ ในภมู นิ ั้นกก็ �ำลังเกดิ ใช่ไหม บุคคลนน้ั ในภูมิน้นั ก็ก�ำลังเกิดใช่ไหม


Click to View FlipBook Version