222 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก
ปญั จกะออกไป แตน่ �ำข้อความทเี่ ป็น ฐปนาไปรวมไว้ในขน้ั ปาปนาดว้ ย นอกจากนัน้ เหมือนกับ
ของอนุโลมปัญจกะ
ตัวอย่างจากปคุ คลกถา (ที่ปรับเปน็ คำ� ตรรกแล้ว)
- อนุโลมฐปนา : ทา่ นเห็นวา่ บคุ คล ไม่เป็น สจั ฉิกัฏฐปรมัตถ์ ใช่ไหม
(ก) (ข)
- สกวาทีตอบ : ใช่
- ปฏิโลมปุจฉา : ทา่ นเหน็ วา่ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์ ทเี่ ปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐะ และ
ปรมัตถะ ไม่เปน็ บคุ คล ใช่ไหม
- สกวาทีตอบ : ไมค่ วรกล่าวอย่างนั้น
- ปรวาท ี : ท่านจงรบั ปฏิกรรม ดังตอ่ ไปน้ี
ข้ันปาปนาและข้ันโรปนา
๑ - อนโุ ลมปาปนา : หากทา่ นยอมรับว่า บุคคลไม่เปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมัตถ์
ท่านก็ควรยอมรับว่า สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ท่ีเป็น
สจั ฉิกฏั ฐะ และปรมัตถะ ไม่เป็นบุคคล
๒ - อนุโลมโรปนา : การทที่ า่ นยอมรบั วา่ บคุ คลไมเ่ ปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์
แต่ไม่ยอมรับว่าสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ที่เป็นสัจฉิกัฏฐะ
และ ปรมัตถะ ไมเ่ ปน็ บุคคล จึงเปน็ คำ� กล่าวที่ผดิ
๓ - ปฏิโลมปาปนา : อนง่ึ หากทา่ นไมย่ อมรบั วา่ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์ ทเ่ี ปน็
สจั ฉกิ ฏั ฐะและปรมตั ถะ ไมเ่ ปน็ บคุ คล ทา่ นกไ็ มค่ วร
ยอมรบั ว่าบคุ คลไม่เปน็ สัจฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์
๔ - ปฏโิ ลมโรปนา : การทท่ี า่ นยอมรบั วา่ บคุ คลไมเ่ ปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์
แต่ไม่ยอมรับว่าสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ที่เป็นสัจฉิกัฏฐะ
และปรมตั ถะ ไมเ่ ปน็ บุคคล จึงเป็นคำ� กล่าวท่ผี ิด
๑. ความหมายของค�ำในนคิ คหจตกุ กะ
ค�ำว่า นิคคหะ แปลว่า การขม่ การจับผิด การกล่าวโทษ ค�ำวา่ นิคคหจตกุ กะ แปลว่า
หลกั การข่ม ๔ ขั้น คือ ขน้ั อนุโลมปาปนา ข้ันอนโุ ลมโรปนา ขน้ั ปฏิโลมปาปนา และขัน้ ปฏโิ ลม
โรปนา เช่นเดยี วกบั ปฏิกัมมจตุกกะและเปน็ ของปรวาทีเชน่ กนั
เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 223
ตัวอย่างจากบุคลกถา (ทป่ี รบั เป็นคำ� ตรรกแล้ว)
(ความนำ� )
ปร. อนึง่ หากทา่ นระลึกไดว้ ่า ท่านยอมรับว่า บคุ คลไม่เป็นสัจฉกิ ฏั ฐปรมัตถ์
แต่ไม่ยอมรับว่า สัจฉิกฏั ฐปรมตั ถท์ ่ีเป็นสัจฉิกฏั ฐะ และปรมตั ถะ ไมเ่ ปน็
บคุ คล ดังน้ัน ท่านเม่ือยอมรบั ด้วยปฏิญญานีใ้ นอนุโลมปญั จกะนน้ั กค็ วรถูก
ลงนิคคหะอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพเจา้ จึงลงนิคคหะท่าน ทา่ นจึงเปน็ อันข้าพเจ้าลง
นิคคหะชอบแล้ว ดงั ต่อไปน้ี
(ต่อไปเปน็ ข้อความนิคคหะ ๔ ขน้ั ซงึ่ มีนัยเดยี วกับขอ้ ความในปฏกิ ัมมจตกุ กะขา้ งตน้ )
ง. ความหมายของค�ำในอุปนยนจตกุ กะ
ค�ำว่า อุปนยนะ แปลว่า การน้อมเข้ามาใกล้ การน�ำไปเปรียบเทียบ ค�ำว่า อุปนยน-
จตุกกะ แปลว่า หลักการเปรียบเทียบ ๔ ขั้น คือ ขั้นอนุโลมปาปนา ข้ันอนุโลมโรปนา
ขน้ั ปฏิโลมปาปนา และข้ันปฏิโลมโรปนา ของปรวาที
ตวั อย่างจากปุคคลกถา (ทป่ี รับเปน็ คำ� ตรรกแลว้ )
(ความนำ� )
ปร. หากนคิ คหะนเี้ ปน็ การนคิ คหะโดยมชิ อบ ในนคิ คหะทท่ี า่ นลงแกข่ า้ พเจา้ นน้ั ทา่ น
กจ็ งเหน็ วา่ เปน็ อยา่ งนน้ั เหมอื นกนั ขา้ พเจา้ ยอมรบั วา่ บคุ คลเปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์
แต่ไม่ยอมรับว่า สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ที่เป็นสัจฉิกฏั ฐะและปรมัตถะ เปน็ บุคคล และ
ข้าพเจา้ เมอื่ ยอมรับดว้ ยปฏิญญานใ้ี นอนุโลมปญั จกะนนั้ ทา่ นไมค่ วรลงนคิ คหะ
อยา่ งน้ี แต่ทา่ นก็ยังลงนิคคหะขา้ พเจา้ ขา้ พเจ้าจงึ ถูกท่านลงนิคคหะโดยมชิ อบ
ดังทก่ี ล่าวมาวา่
(ต่อไปเป็นข้อความนิคคหะ ๔ ข้ัน ซง่ึ นำ� มาจากขอ้ ความนคิ คหะของสกวาทีในอนุโลม
ปัญจกะ ดขู ้อ ๑)
จ. ความหมายของคำ� ในนิคคมจตกุ กะ
ค�ำว่า นิคคมะ แปลว่า การสรุป คำ� ว่า นิคคมจตุกกะ แปลว่า หลักการสรปุ ๔ ขัน้ คอื
ขั้นอนโุ ลมปาปนา ขน้ั อนุโลมโรปนา ขนั้ ปฏิโลมปาปนา และขนั้
ปฏโิ ลมโรปนา ของปรวาที
224 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก
ตวั อยา่ งจากบคุ ลกถา (ทป่ี รบั เป็นค�ำตรรกแลว้ )
(ความนำ� )
ปร. ท่านไม่ควรลงนิคคหะข้าพเจ้าอย่างนี้ แต่ท่านก็ยังลงนิคคหะข้าพเจ้าด้วย
นคิ คหะ ว่า
(ต่อไปเป็นข้อความนิคคหะ ๔ ขั้น ซึ่งมาจากข้อความนิคคหะของสกวาทีในอนุโลม-
ปัญจกะ (ขอ้ ๑) แล้วตอ่ ด้วยขอ้ สรปุ ดงั ต่อไปน้ี)
ฉะน้ัน นิคคหะที่ท่านกระท�ำแล้ว เป็นการกระโดยมิชอบ ปฏิกรรมเป็นการกระท�ำ
โดยชอบแล้ว การดำ� เนินกระบวนความเปน็ การกระท�ำโดยชอบแล้ว
นิคคหะท่ี ๒ ปัจจนีกานโุ ลมะ
ความหมายของคำ� ในปจั จนกี ปญั จกะ
ค�ำวา่ ปจั จนกี หรอื ปัจจนกี ะ แปลว่า ข้าศึก ฝ่ายตรงกนั ข้าม ในท่ีนหี้ มายถึงหลักการ
ทมี่ กี ารปฏเิ สธซง่ึ ตรงกนั ขา้ มกบั หลกั การอนโุ ลมะ คำ� วา่ ปจั จนกี ปญั จกะ จงึ แปลวา่ องค์ ๕ แหง่
นิคคหนัยหรือหลักนิคคหนัย ๕ ข้ันท่ีเริ่มต้นด้วยค�ำตอบปฏิเสธ (ปัจจนีก) ก่อนค�ำตอบรับ
(อนุโลม) ความหมายของค�ำใน ปัจจนีกปัญจกะเหมือนกับของอนุโลมปัญจกะ ต่างกันท่ี
กระบวนการ คือฝา่ ยปจั จนี
กานุโลมะ เริ่มต้นดว้ ยปจั จนีกปัญจกะของปรวาที และต้งั แตป่ ฏิกมั มจตกุ กะเปน็ ต้นไป
จนถงึ นคิ คมจตกุ กะเปน็ ของสกวาที
ข้อความของปัจจนีกปัญจกะเป็นอย่างเดียวกับข้อความของปฏิกัมมจตุกกะในอนุโลม
ปัญจกะ แต่จำ� แนกเปน็ ๕ ขั้น เหมือนอนุโลมปญั จกะ
นิคคหะท่ี ๓ อนุโลมปจั จนีกะ
นคิ คหะที่ ๓ เป็นของฝา่ ยอนุโลมปัจจนกี ะ ประกอบด้วยองค์ ๕ คอื อนโุ ลมปัญจกะ
ปฏกิ มั มจตุกกะ นิคคหจตกุ กะ อปุ นยนจตกุ กะ และนคิ คมจตุกกะ เหมอื นนิคคหะที่ ๑ ต่างแต่
เน้ือหาทีย่ กข้ึนมาซักถามกนั กลา่ วคอื ในนคิ คหะท่ี ๑ ซกั ถามเนือ้ หาทเี่ ป็นสว่ น สุทธะ หมายถึง
ตัวหลักการบริสุทธิ์ หรือหลักการล้วน ๆ ไม่น�ำไปประยุกต์กับสิ่งใด ๆ เช่น ในปุคคลกถา
หลกั การบรสิ ทุ ธหิ์ รอื หลกั การลว้ น ๆ ไดแ้ ก่ สทุ ธสจั ฉกิ ฏั ฐะ นคิ คหะท่ี ๒ กใ็ ชก้ บั หลกั การบรสิ ทุ ธ์ิ
เช่นกัน ท้ังนี้เพื่อแสดงให้เห็นทั้งฝ่ายอนุโลมปัจจนีกะและฝ่ายปัจจนีกานุโลมะเปรียบเทียบกัน
ดังอธิบายมาแล้ว ส่วนนิคคหะที่ ๓ น้ีใช้กบั เนอ้ื หาที่ประยกุ ต์กับโอกาส (สถานท่,ี สรีระ) เช่น
โอกาสสัจฉิกัฏฐะ ใน ปคุ คลกถา
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๗ 225
ตัวอย่างคำ� ถามนำ� (ของสกวาท)ี
- อนโุ ลมปุจฉา : ทา่ นเห็นวา่ บคุ คลเป็นสัจฉกิ ัฏฐปรมัตถ์ใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏิโลมปจุ ฉา : ทา่ นเห็นว่าบุคคลในสรีระทง้ั ปวงเปน็
สัจฉกิ ัฏฐปรมตั ถใ์ ชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ไม่ควรกล่าวอยา่ งน้นั
- สกวาที : ทา่ นจงรับนคิ คหะ (ความผิด)
(ตอ่ ไป เปน็ การลงนิคคหะ ๕ ขัน้ จากน้ันเป็นกระบวนความในปฏกิ มั มจตกุ กะ
เปน็ ต้นของปรวาที เหมอื นนคิ คหะที่ ๑)
นคิ คหะที่ ๔ อนโุ ลมปจั จนีกะ
นคิ คหะที่ ๔ เป็นของฝ่ายอนโุ ลมปจั จนกี ะ ประกอบดว้ ยองค์ ๕ คอื อนุโลม ปัญจกะ
ปฏิกมั มจตุกกะ นิคคหจตุกกะ อุปนยนจตุกกะ และนคิ คมจตกุ กะ เหมือนของนิคคหะท่ี ๑ และ
ที่ ๓ ตา่ งกนั แตเ่ นอื้ หา กลา่ วคอื นคิ คหะที่ ๔ นใ้ี ชก้ บั เนอื้ หาทป่ี ระยกุ ตก์ บั กาล เชน่ กาลสจั ฉกิ ฏั ฐะ
ในปุคคลกถา
ตวั อย่างคำ� ถามนำ� (ของสกวาท)ี
- อนโุ ลมปจุ ฉา : ทา่ นเห็นวา่ บุคคลเป็นสจั ฉกิ ัฏฐปรมตั ถ์ใช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏิโลมปุจฉา : ทา่ นเหน็ วา่ บคุ คลในกาลทงั้ ปวงเปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์
ใชไ่ หม
- ปรวาทีตอบ : ไม่ควรกลา่ วอยา่ งนน้ั
- สกวาที : ทา่ นจงรับนิคคหะ
(ต่อไป เป็นการลงนิคคหะ ๕ ข้ัน จากนั้นเป็นกระบวนความปฏิกัมมจตุกกะ
เป็นตน้ ของปรวาที)
นิคคหะที่ ๕ อนโุ ลมปัจจนกี ะ
นคิ คหะท่ี ๕ เป็นของฝา่ ยอนโุ ลมปัจจนกี ะ เหมือนนิคคหะที่ ๑ ที่ ๓ และท่ี ๔ และ
ประกอบดว้ ยองค์ ๕ เหมือนกนั นคิ คหะที่ ๕ นใ้ี ช้กบั เนอื้ หาทปี่ ระยกุ ต์กับอวัยวะ คือองค์ธรรม
ตา่ ง ๆ เชน่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อนิ ทรยี ์ ๒๒
226 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
ตวั อย่างคำ� ถามนำ� (ของสกวาที)
- อนโุ ลมปุจฉา : ทา่ นเห็นว่าบุคคลเป็นสจั ฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏิโลมปุจฉา : ทา่ นเหน็ วา่ บคุ คลในสภาวธรรมทงั้ ปวงเปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐ-
ปรมัตถ์ใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ไม่ควรกล่าวอย่างนน้ั
- สกวาที : ทา่ นจงรบั นคิ คหะ
(ต่อไป เปน็ การลงนคิ คหะ ๕ ข้นั จากน้ันเป็นกระบวนความในปฏิกมั มจตกุ กะ
เป็นต้นของปรวาที เหมือนนคิ คหะที่ ๑)
นิคคหะที่ ๖-๘
นคิ คหะที่ ๖ ท่ี ๗ และท่ี ๘ เปน็ ของฝา่ ยปัจจนีกานุโลมะ ประกอบดว้ ยองค์ ๕ และใช้
กับเน้ือหาท่ีประยุกต์กับโอกาส กาล และอวัยวะ (สภาวธรรม) เช่นเดียวกับของฝ่ายอนุโลม-
ปัจจนกี ะ โดยเปลย่ี นเนอื้ หาตามนยั ของนิคคหะที่ ๓ ท่ี ๔ และท่ี ๕ ตามล�ำดับ
แนะน�ำวธิ ีจำ� แนกหวั ข้อธรรมด้วยนิคคหนยั
ในปคุ คลกถา มี ๒๑ หวั ขอ้ ทา่ นแสดงวธิ จี ำ� แนกหวั ขอ้ ธรรม ๔ หวั ขอ้ แรก (สทุ ธ-โอกาส-
กาล-และอวัยวสัจฉิกัฏฐะ) ด้วยนิคคหนัย ๘ นัย โดยละเอียด โดยเฉพาะนัยท่ี ๑ และที่ ๒
เพอ่ื ใหถ้ อื เปน็ แม่แบบสำ� หรับนำ� ไปใช้จำ� แนกหัวข้อธรรม อ่นื ๆ ท้ังใน ปคุ คลกถาและวาทกถา
อน่ื ๆ ขา้ งหนา้ ซง่ึ ทา่ นแสดงไวโ้ ดยยอ่ แตผ่ ศู้ กึ ษาพงึ เข้าใจว่าต้องจ�ำแนกตามนัยทท่ี ่านแสดงไว้
โดยละเอียดน้ี
ในทีน่ ้ี ขอแนะนำ� วิธีจำ� แนกหัวข้อธรรมอีก ๓ หวั ขอ้ ของปคุ คลกถา และหวั ขอ้ ธรรมท่ี
ส�ำคัญของปริหานิกถา เพื่อช่วยให้เข้าใจนิคคหนัยและเนื้อหาของวาทกถาทั้งสองนี้ดีขึ้น และ
เพ่อื ให้เปน็ ตวั อยา่ งของการจ�ำแนกหวั ขอ้ ธรรมท้งั หลายในวาทกถาอื่น ๆ ต่อไป
๑.๕ สทุ ธิกสังสันทนะ
คำ� ว่า สทุ ธิกสังสนั ทนะ แปลว่า การเทยี บเคยี งกบั สภาวธรรมลว้ น ๆ หมายถงึ การนำ�
บคุ คล(อตั ตา)ในสทุ ธสจั ฉกิ ฏั ฐะ ไปเทยี บเคยี งกบั สภาวธรรมแตล่ ะประการในจำ� นวนสภาวธรรม
๕๗ ประการ โดยไม่ประยกุ ต์กับเหตกุ ารณ์ สถานที่ และกาล สภาวธรรม ๕๗ ประการไดแ้ ก่
ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ และอนิ ทรีย์ ๒๒ ท้งั นี้เพือ่ ทำ� ลายความเหน็ ผดิ ของฝ่ายปรวาที
ทีถ่ อื ว่า บุคคลมีอยู่จรงิ เหมือนสภาวธรรมท้งั หลาย
เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๗ 227
ตัวอยา่ งการจ�ำแนกสภาวธรรม ๕๗ ประการดว้ ยนิคคหะท่ี ๑
(ข้อ ๑๗) อนุโลมปญั จกะ ของฝา่ ยอนโุ ลมปจั จนีกะ
คำ� ถามน�ำ (ของฝ่ายสกวาที)
- อนุโลมปจุ ฉา : ทา่ นเหน็ ว่าบคุ คลเป็นสัจฉกิ ัฏฐปรมัตถ์ ดุจรูปเปน็
สจั ฉกิ ัฏฐปรมัตถ์ ใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏิโลมปจุ ฉา : รูปกบั บคุ คลตา่ งกันใช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ไม่ควรกลา่ วอย่างน้นั
- สกวาท ี : ท่านจงรบั นิคคหะ
๑. ขั้นฐปนา
๑.๑ อนุโลมฐปนา
หากทา่ นเหน็ ว่าบุคคลเป็นสัจฉิกฏั ฐปรมัตถ์ ดจุ รปู เป็นสจั ฉิกัฏฐปรมตั ถ์
๑. ขั้นปฏโิ ลมปาปนา
ดงั น้นั ท่านจึงควรยอมรับวา่ รปู กบั บคุ คลเปน็ อยา่ งเดยี วกัน
๒. ข้นั อนุโลมโรปนา
การท่ีท่านยอมรับว่า ท่านเห็นว่าบุคคลเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจรูปเป็น
สัจฉิกฏั ฐปรมตั ถ์ แตไ่ มย่ อมรับวา่ รูปกบั บคุ คลเปน็ อยา่ งเดยี วกนั จงึ เปน็ คำ� กลา่ วท่ผี ดิ
ขัน้ ฐปนา
๑.๒ ปฏโิ ลมฐปนา
อนง่ึ หากท่านไมย่ อมรับวา่ รูปกับบุคคลเปน็ อย่างเดียวกัน
๑. ข้นั ปฏิโลมปาปนา
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า ท่านเห็นว่าบุคคลเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจรูปเป็น
สัจฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์
๒. ขน้ั ปฏิโลมโรปนา
การท่ีท่านยอมรับว่า ท่านเห็นว่าบุคคลเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดุจรูปเป็น
สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นอย่างเดียวกัน จึงเป็น
คำ� กลา่ วที่ผิด
น้ีคอื อนุโลมปัญจกะท่ี ๑ วา่ ดว้ ยการเทยี บเคียงบุคคลกับรปู ขันธเ์ ทา่ น้นั ต่อไป ควรจะ
เปน็ ปฏิกมั มจตุกกะ นิคคหจตุกกะ อุปนยนจตุกกะ และนิคคมจตกุ กะ ทีว่ ่า ด้วยเรอ่ื งเดยี วกันนี้
ซง่ึ เปน็ การโตก้ ลบั ของฝา่ ยปรวาที ตามนยั แหง่ นคิ คหะที่ ๑ แตท่ า่ น (พระโมคคลั ลบี ตุ รตสิ สเถระ)
228 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก
ละไวใ้ ห้ผู้ศกึ ษาเติมเอง
ตอ่ ไปในขอ้ ๑๘ ทา่ นแสดงการเทยี บเคยี งบคุ คลกบั ขนั ธท์ เ่ี หลอื คอื เวทนา สญั ญา สงั ขาร
และวิญญาณ โดยย่อ ผ้ศู ึกษาต้องเขา้ ใจวา่ แตล่ ะขันธก์ ็ดำ� เนินไปเหมือนรูปขันธ์ รวม ๕ ขันธ์
จึงเป็น ๕ อนุโลมปัญจกะ ๕ ปฏิกัมมจตุกกะ ๕ นิคคหจตุกกะ ๕ อุปนยนจตุกกะ และ
๕ นิคคมจตกุ กะ หรอื องค์ละ ๕ คร้ัง
ในขอ้ ๑๙ ทา่ นแสดงการเทยี บเคยี งบคุ คลกบั อายตนะ ๑๒ มจี กั ขายตนะเปน็ ตน้ โดยยอ่
ในข้อ ๒๐ ท่านแสดงการเทยี บเคยี งบคุ คลกับธาตุ ๑๘ มีจกั ขุธาตเุ ป็นต้นโดยยอ่ และในขอ้ ๒๑
ท่านแสดงการเทียบเคียงบุคคลกับอนิ ทรีย์ ๒๑ มจี ักขุนทรีย์เป็นตน้ โดยย่อ สว่ นอินทรยี ท์ ี่ ๒๒
คือ อัญญาตาวนิ ทรยี ์ ท่านแสดงไว้เต็มรปู ของอนุโลมปญั จกะ เพ่อื ให้เขา้ ใจวา่ สภาวธรรมแต่ละ
บท ผู้ศึกษาต้องเติมให้เต็มรูปเหมือนรูปขันธ์และอัญญาตาวินทรีย์ และจะต้องเติมปฏิกัมม-
จตกุ กะ นคิ คหจตุกกะ อุปนยนจตกุ กะ และนิคคมจตกุ กะ ทท่ี า่ นละไวต้ ่อทา้ ยอนโุ ลมปัญจกะ
ของทกุ บท (๕๗ บท) รวมแลว้ ฝา่ ยอนโุ ลมปจั จนกี ะ ทา่ นแสดงอนโุ ลมปญั จกะ ๕๗ ครง้ั
(บทละคร้งั ) ปฏกิ ัมมจตกุ กะ ๕๗ ครง้ั นิคคหจตกุ กะ ๕๗ ครัง้ อปุ นยนจตุกกะ ๕๗ คร้ัง และ
นิคคมจตกุ กะ ๕๗ คร้ัง (ตามนยั ของ อภ.ิ ปญจฺ .อ. ๑๗-๒๗/๑๓๙)
ต่อไป ตั้งแต่ข้อ ๒๒ จนถึงข้อ ๒๗ ถ้าถือตามนัยของอรรถกถา ต้องเป็นของฝ่าย
ปจั จนกี านโุ ลมะ ซง่ึ ทา่ นแสดงไวแ้ ตเ่ พยี งปจั จนกี ปญั จกะ หรอื ปฏโิ ลมปญั จกะ นอกนน้ั ทา่ นละไว้
ท�ำนองเดียวกับข้อ ๑๗-๒๑ ซึ่งเป็นของฝ่ายอนุโลมปัจจนีกะ ท่านแสดงไว้แต่เพียงอนุโลม-
ปัญจกะ นอกน้ันท่านละไว้ แต่มขี อ้ ที่นา่ สังเกตว่า ข้อความในข้อ ๒๒-๒๗ ที่จะแนะน�ำตอ่ ไปน้ี
ในบาลีเป็นปฏิกัมมจตุกกะ ของฝ่ายอนุโลมปัจจนีกะทั้งหมด เพราะมีค�ำว่า “อาชานาหิ
ปฏิกมฺมํ”ถ้าเป็นปัจจนีกปัญจกะ หรือปฏิโลมปัญจกะ ของฝ่ายปัจจนีกานุโลมะ จะมีค�ำว่า
“อาชานาหิ นิคฺคหํ” แทน
ขอ้ ความตรงน้ี พระอรรถกถาจารยอ์ ธบิ ายไวว้ า่ ทา่ น (พระโมคคลั ลบี ตุ รตสิ สเถระ) แสดง
อนโุ ลมปญั จกะของฝา่ ยสกวาทไี ว้ ๕๗ ครงั้ และแสดงปฏโิ ลมปญั จกะของฝา่ ยปรวาทไี ว้ ๕๗ ครง้ั
ส่วนปฏิกมั มจตกุ กะ เป็นต้น ทา่ นละไว้ (อภ.ิ ปญฺจ.อ. ๑๗-๒๑/๑๓๙) หมายความวา่ ทา่ นแสดง
ไวท้ ง้ั ฝา่ ยอนโุ ลมปจั จนกี ะและฝา่ ยปจั จนกี านโุ ลมะ นนั่ คอื บาลวี า่ อาชานาหิ ปฏกิ มมฺ ํ ตรงนคี้ วร
เป็น อาชานาหิ นิคฺคหํ และพระฎีกาจารย์ให้ความเห็นไว้ว่า ท่ีพระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้
อยา่ งนน้ั ทา่ นคงจะเหน็ ขอ้ ความตรงนเี้ ปน็ อาชานาหิ นคิ คฺ หํ ในบาลฉี บบั ของทา่ น (อภ.ิ มลู ฏกี า
๑๗-๒๗/๘๖) ซงึ่ แสดงวา่ ข้อความวา่ อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ ในข้อ ๒๒, ๒๓ และ ๒๗ เกิดขน้ึ หลงั
จากท่ีท่านแต่งอรรถกถา และในขณะที่พระฎีกาจารย์ แต่งคัมภีร์ฎีกา ข้อความตรงนี้เป็น
อาชานาหิ ปฏกิ มมฺ ํ ไปแลว้ ทา่ นจงึ ไม่แก้ไข ได้แตแ่ สดงความเหน็ ไว้เทา่ น้ัน
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 229
อน่ึง ถ้าถือตามบาลีที่ปรากฏอย่นู ้ี จะมีปญั หาหลายประการ เช่น ตามนยั แห่งนคิ คหะ
ท่ี ๑ ในข้อ ๑-๕ ซึ่งถือกันว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ให้เป็นมาติกาน้ัน เมื่อท่านแสดง
อนโุ ลมปัญจกะในข้อ ๑๗ จบลง จะตอ้ งตอ่ ดว้ ยปฏิกัมมจตกุ กะ (ในขอ้ ๒๒) และอีก ๓ องค์
โดยไมต่ ้องมี ฯเปฯ ไว้เมอ่ื จบอนโุ ลมปญั จกะ
ทว่ี า่ ดว้ ยสภาวธรรมแตล่ ะบท เพราะไมท่ ราบวา่ ละอะไรไว้ การทที่ า่ นแสดงอนโุ ลมปญั จกะ
จ�ำนวน ๕๗ บท ๗๕ ครั้ง แล้วไปต่อปฏิกัมมจตุกกะ ในข้อ ๒๒ เป็นต้น ไปต้องถือว่า
ผดิ แบบ ควรถอื ตามนยั ของอรรถกถาจึงจะสมเหตุสมผล
ถ้าถือตามนัยของอรรถกถา การเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรม ๕๗ บทมีรูปเป็นต้น
ของฝา่ ยปจั จนีกานุโลมะจะเปน็ ดงั นี้
(ข้อ ๒๒) ปจั จนีกปญั จกะ ของฝา่ ยปจั จนีกานุโลมะ
คำ� ถามนำ� (ของปรวาที)
- อนุโลมปจุ ฉา : ทา่ นเหน็ วา่ บคุ คลไมเ่ ป็นสจั ฉิกัฏฐปรมัตถ์ ใช่ไหม
- สกวาทีตอบ : ใช่
- อนุโลมปจุ ฉา : พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพ่ือ
เกื้อกูลตนเองมีอยู่” และท่านเห็นว่ารูปเป็น
สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถใ์ ชไ่ หม (อา้ งพระพทุ ธพจนเ์ พอ่ื ลวง)
- สกวาทีตอบ : ใช่
- ปฏิโลมปจุ ฉา : รูปกบั บคุ คลเป็นอย่างเดียวกนั ใช่ไหม
- สกวาทตี อบ : ไมค่ วรกลา่ วอยา่ งนัน้ (เพราะบุคคลเปน็ สมมติสัจ)
- ปรวาท ี : ท่านจงรับนิคคหะ (ความผดิ )
๑. ขน้ั ฐปนา
๑.๑ อนุโลมฐปนา
หากพระผมู้ พี ระภาคตรสั ไวว้ ่า บคุ คลผู้ปฏิบัตเิ พือ่ เกอื้ กูลตนเองมอี ยู?่ และ
ทา่ นเหน็ วา่ รูปเปน็ สัจฉิกฏั ฐปรมัตถ์
๒. ขั้นอนุโลมปาปนา
ดงั น้ัน ท่านจงึ ควรยอมรับว่า รปู กับบุคคลเป็นอย่างเดียวกัน
๓. ขนั้ อนุโลมโรปนา
การท่ีท่านยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเก้ือกูล
ตนเองมีอยู่’ และท่านเห็นว่ารูปเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลเป็นอย่าง
เดยี วกนั ” จงึ เป็นคำ� กล่าวทีผ่ ิด
230 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
ขั้นฐปนา
๑.๒ ปฏิโลมฐปนา
อนึ่ง หากทา่ นไม่ยอมรบั ว่า รูปกบั บคุ คลเป็นอยา่ งเดียวกัน
๔. ข้นั ปฏโิ ลมปาปนา
ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ
เกือ้ กูล ตนเองมอี ยู่’ และทา่ นเหน็ ว่ารูปเปน็ สจั ฉิกฏั ฐปรมัตถ”์
๕. ขั้นปฏโิ ลมโรปนา
การท่ีท่านยอมรับว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลตนเอง
มีอยู่’ และท่านเห็นว่ารูปเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ แต่ไม่ยอมรับว่า รูปกับบุคคลก็เป็นอย่าง
อยา่ งกัน” จึงเป็นค�ำกลา่ วท่ีผดิ
ตอ่ ไป เป็นปฏิกัมมจตกุ กะ นคิ คหจตุกกะ อปุ นยนจตกุ กะ และนิคคมจตุกกะ ซง่ึ ทา่ น
ละไว้ทั้งหมดเพื่อให้เราเติมให้เต็มตามแม่แบบของนิคคหะที่ ๒ เมื่อเติมครบแล้วก็เป็นอันจบ
การเทยี บเคยี งบุคคลกบั รูปขนั ธ์
ต่อไปในข้อ ๒๓ ทา่ นแสดงการเทยี บเคยี งบุคคลกบั ขนั ธ์ทีเ่ หลอื ในขอ้ ๒๔, ๒๕, ๒๖
และ ๒๗ ทา่ นแสดงการเทียบเคียงบคุ คลกับอายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ และอินทรยี ์ ๒๒ ตามลำ� ดับ
ในลักษณะเดียวกับของฝ่ายอนุโลมปัจจนีกะ รวมเป็นปัจจนีกปัญจกะ ๕๗ ครั้ง (บทละคร้ัง)
ปฏิกมั มจตกุ กะ ๕๗ ครั้ง นคิ คหจตกุ กะ ๕๗ ครัง้ อปุ นยนจตุกกะ ๕๗ ครง้ั และนคิ คหจตกุ กะ
๕๗ ครง้ั
๑.๖ โอปัมมสงั สันทนะ
คำ� ว่า โอปัมมสงั สนั ทนะ แปลวา่ การเทียบเคยี งโดยขอ้ อปุ มา หมายถึง การเทยี บเคียง
สภาวธรรมแตล่ ะบท ดว้ ยสภาวธรรมบทอน่ื ๆ ในหมวดเดยี วกนั เชน่ รปู กบั เวทนา รปู กบั สญั ญา
รูปกับสังขาร รูปกับวิญญาณ แล้วน�ำการเทียบเคียงน้ัน ๆ มาเปรียบเทียบกับบุคคลดัง
ทแ่ี สดงไว้ในสทุ ธิกสังสนั ทนะ เชน่
(ขอ้ ๒๘) อนโุ ลมปจั จนีกะ
ค�ำถามนำ� (ของสกวาที)
- อนโุ ลมปุจฉา : ท่านเห็นว่ารปู เปน็ สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ดจุ เวทนาเป็น
สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์ รปู กบั เวทนาเปน็ อยา่ งเดยี วกนั ใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- อนโุ ลมปจุ ฉา : ท่านเหน็ ว่าบุคคลเป็นสัจฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์ ดุจรปู เปน็
สัจฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์ ใชไ่ หม
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 231
- ปรวาทีตอบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปจุ ฉา : รูปกบั บคุ คลเป็นอย่างเดยี วกัน ใช่ไหม
- ปรวาทีตอบ : ไม่ควรกลา่ วอย่างนน้ั
- สกวาท ี : ท่านจงรบั นคิ คหะ
ตอ่ ไป ก็ด�ำเนนิ การซักไซ้ไล่เลยี งให้รบั ผิดด้วยอนุโลมปญั จกะ คือ อนุโลมฐปนา อนโุ ลม
ปาปนา อนุโลมโรปนา ปฏโิ ลมฐปนา ปฏโิ ลมปาปนา และปฏโิ ลมโรปนา ซึ่งท่านแสดงไวเ้ ต็มรูป
แล้วต่อด้วยปฏิกัมมจตุกกะ เป็นต้น (ที่ท่านละไว้) ตามนัยแห่งนิคคหะที่ ๑ ของฝ่ายอนุโลม-
ปัจจนีกะ ก็เป็นอนั จบการเทยี บเคยี งระหวา่ งรปู กับบุคคลดว้ ยขอ้ อุปมาคู่ที่ ๑ คือ รูปกบั เวทนา
(ยกรูปเป็นมูลหรอื ตัวน�ำ)
ในขอ้ ๒๙ ท่านเปล่ียนอุปมาคใู่ หม่เป็นรปู กับสัญญา รปู กับสังขาร และรูปกบั วิญญาณ
ตามล�ำดบั (รปู เป็นตวั นำ� อกี ๓ คู่ รวมทง้ั หมดเป็น ๔ ค)ู่ แตล่ ะคู่
ท่านน�ำไปใช้เทยี บเคยี งระหว่างรปู กับบคุ คล และดำ� เนนิ การเทียบเคยี งเหมือนข้อ ๒๘
ก็เป็นอนั จบขอ้ อุปมาท่มี รี ปู เป็นตัวน�ำ
ในข้อ ๓๐ ท่านเปล่ียนข้ออุปมาคู่ใหม่โดยยกเวทนาเป็นตัวน�ำขันธ์ท่ีเหลือเวียนไปจน
ครบรอบ คอื เวทนากบั สญั ญา เวทนากบั สงั ขาร เวทนากบั วญิ ญาณ และเวทนากบั รปู (รวม ๔ ค)ู่
แต่ละคู่ทา่ นน�ำไปใชเ้ ทยี บเคยี งระหว่างเวทนากบั บคุ คล และดำ� เนนิ การเหมอื นข้อ ๒๘
ในข้อ ๓๑ ท่านเปล่ียนข้ออุปมาคู่ใหม่โดยยกสัญญาเป็นตัวน�ำขันธ์ท่ีเหลือเวียนไป
จนครบรอบ คือ สัญญากับสังขาร สัญญากับวิญญาณ สัญญากับรูป และสัญญากับเวทนา
(รวม ๔ ค)ู่ แตล่ ะคทู่ า่ นนำ� ไปใชเ้ ทยี บเคยี งระหวา่ งสญั ญากบั บคุ คล และดำ� เนนิ การเหมอื นขอ้ ๒๘
ในขอ้ ๓๒ และ ๓๓ ท่านกเ็ ปลย่ี นข้ออปุ มาค่ใู หม่ คอื ในข้อ ๓๒ เปลย่ี นเป็น สังขารน�ำ
ไดแ้ ก่ สงั ขารกับวิญญาณ สงั ขารกบั รปู สังขารกบั เวทนา และสังขารกบั สัญญา (รวม ๔ ค)ู่ และ
ในขอ้ ๓๓ เปลย่ี นเปน็ วิญญาณนำ� ได้แก่ วิญญาณกับรูป วญิ ญาณกบั เวทนา วญิ ญาณกับสัญญา
และวิญญาณกับสังขาร (รวม ๔ คู่ เช่นกัน) ข้ออุปมาคู่ท่ีมีสังขารน�ำ ท่านน�ำไปใช้เทียบเคียง
ระหวา่ งสังขารกับบุคคล สว่ นขอ้
อุปมาคู่ท่ีมีวิญญาณน�ำ ท่านใช้เทียบเคียงระหว่างวิญญาณกับบุคคล และด�ำเนินการ
เทียบเคียงเหมอื นข้อ ๒๘
เป็นอันจบการเทียบเคียงบุคคลกบั ขนั ธ์ ๕ ด้วยขอ้ อปุ มารวม ๒๐ คู่ คู่ละ ๑ รอบ เปน็
๒๐ รอบ (๕ x ๔)
ต่อไปในขอ้ ๓๔-๓๖ ทา่ นแสดงการเทยี บเคียงบคุ คลกบั อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ และ
อินทรยี ์ ๒๒ ตามล�ำดบั ในทำ� นองเดยี วกับขนั ธ์ ๕ คือ เทียบเคียงบคุ คลกับอายตนะแตล่ ะบท
232 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
ดว้ ยข้ออปุ มาบทละ ๑๑ คู่ รวมท้ังหมด ๑๓๒ คู่ ค่ลู ะ ๑ รอบ เปน็ ๑๓๒ รอบ (๑๒ x ๑๑) และ
ด�ำเนินการเหมือนข้อ ๒๘ แล้วเทียบเคียงบุคคลกับธาตุแต่ละบทด้วยข้ออุปมาบทละ ๑๗ คู่
รวมทั้งหมด ๓๐๖ คู่ ๓๐๖ รอบ (๑๘ x ๑๗) และด�ำเนินการเหมือนข้อ ๒๘ จากนั้น
ก็เทยี บเคยี งบุคคลกับอนิ ทรยี ์
แต่ละบทดว้ ยขอ้ อุปมาบทละ ๒๑ คู่ รวมท้ังหมด ๔๖๒ คู่ ๔๖๒ รอบ (๒๒ x ๒๑) คู่
สุดท้ายทา่ นแสดงการเทยี บเคยี งไว้เตม็ รปู เพื่อใหถ้ ือเป็นตวั อยา่ งวา่ ท่ที า่ นละไว้ ให้เติมอยา่ งน้ี
แตเ่ ปน็ เพยี งอนโุ ลมปญั จกะเทา่ นน้ั ตอ้ งเตมิ ตอ่ ไปจนถงึ นคิ คมจตกุ กะ ตามนยั ของอรรถกถาดว้ ย
เพราะพระอรรถกถาจารยร์ ะบไุ วว้ ่า นิคคหปญั จกะ (คือ องค์ ๕ แหง่ นคิ คหนยั ) ของฝา่ ยสกวาที
มีทั้งหมด ๙๒๐ รอบ (อภ.ิ ปญฺจ.อ. ๒๘-๓๖/๑๓๙-๑๔๐)
ต่อไปในข้อ ๓๗-๔๕ ในบาลเี ป็นปฏกิ มั มจตุกกะ แต่พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า เปน็
ปฏกิ มั มปญั จกะ ของฝา่ ยปรวาที มที ง้ั หมด ๙๒๐ รอบ เชน่ เดยี วกบั ของฝา่ ยสกวาที (อภ.ิ ปญจฺ .อ.
๓๗-๔๕/๑๔๐) และด�ำเนินการโดยนัยเดียว กัน (ดูสุทธิกสังสันทนะของฝ่ายปัจจนีกานุโลมะ
ประกอบ) ค�ำว่า ปฏิกัมมปัญจกะ แปลว่า องค์ ๕ แห่งปฏิกรรม (การโต้กลับ) ซ่ึงหมายถึง
นคิ คหนัยที่ ๒ ของฝา่ ยปจั จนีกานุโลมะนน่ั เอง ไม่ใชป่ ฏกิ ัมมจตกุ กะ (องค์ ๔ แห่งปฏกิ รรม)
๑.๗ จตุกกนยสังสันทนะ
คำ� วา่ จตกุ กนยสงั สนั ทนะ แปลวา่ การเทยี บเคยี งดว้ ยนยั ๔ นยั หมายถงึ การนำ� บคุ คล
(ในสทุ ธสจั ฉิกัฏฐะ) ไปเทยี บเคียงกับสภาวธรรม ๕๗ ประการ มขี ันธ์ ๕ เปน็ ตน้ สภาวธรรมละ
๔ นยั เชน่ เทยี บเคียงกับรปู ขนั ธด์ ังน้ี
นัยท่ี ๑ รปู เปน็ บุคคล
นัยที่ ๒ บุคคลอาศยั รปู
นัยท่ี ๓ บคุ คลเป็นอื่นจากรูป
นัยที่ ๔ รูปอาศัยบคุ คล
วธิ ีด�ำเนนิ การเทียบเคียงกบั รปู ขนั ธ์
(ขอ้ ๔๖) อนุโลมปญั จกะ นยั ท่ี ๑
ค�ำถามน�ำ (ของสกวาท)ี
- อนุโลมปุจฉา : ท่านเห็นวา่ บคุ คลเป็นสัจฉกิ ัฏฐปรมตั ถใ์ ช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปุจฉา : รูปเป็นบคุ คลใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ไมค่ วรกล่าวอย่างน้ี
- สกวาท ี : ทา่ นจงรับนคิ คหะ
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๗ 233
ตอ่ ไปด�ำเนินการตามข้ันฐปนา ปาปนา และโรปนาทั้งฝ่ายอนุโลมและปฏิโลม เปน็ อัน
จบอนโุ ลมปัญจกะนัยที่ ๑ สว่ นปฏกิ ัมมจตุกกะเปน็ ต้น ทา่ นละไว้เพอื่ ใหผ้ ้ศู ึกษาเติมเอง
(ข้อ ๔๗) อนโุ ลมปญั จกะ นยั ท่ี ๒-๔
นัยท่ี ๒
คำ� ถามน�ำ (ของสกวาท)ี
- อนโุ ลมปุจฉา : ท่านเหน็ ว่าบุคคลเป็นสจั ฉิกฏั ฐปรมัตถ์ใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏิโลมปุจฉา : บคุ คลอาศัยรูปใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ไม่ควรกล่าวอยา่ งนน้ั
- สกวาท ี : ทา่ นจงรับนิคคหะ
ตอ่ ไปดำ� เนนิ การเหมือนนัยท่ี ๑
นยั ท่ี ๓
คำ� ถามน�ำ (ของสกวาท)ี
- อนุโลมปุจฉา : ทา่ นเห็นวา่ บคุ คลเป็นสจั ฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปุจฉา : บคุ คลเป็นอ่นื จากรูปใชไ่ หม
- ปรวาทีตอบ : ไมค่ วรกล่าวอย่างนนั้
- สกวาท ี : ทา่ นจงรบั นคิ คหะ
ตอ่ ไปดำ� เนนิ การเหมือนนัยท่ี ๑
นยั ที่ ๔
คำ� ถามนำ� (ของสกวาที)
- อนุโลมปจุ ฉา : ท่านเห็นวา่ บคุ คลเป็นสจั ฉิกัฏฐปรมตั ถ์ใช่ไหม
- ปรวาทีตอบ : ใช่
- ปฏิโลมปจุ ฉา : รปู อาศัยบุคคลใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ไมค่ วรกลา่ วอย่างนัน้
- สกวาท ี : ท่านจงรับนิคคหะ
ต่อจากน้ันท่านแสดงอนุโลมฐปนา อนุโลมปาปนา อนุโลมโรปนา ปฏิโลมฐปนา
ปฏิโลมปาปนา และปฏโิ ลมโรปนา ไวเ้ ต็ม แต่ละปฏกิ มั มจตุกกะ เปน็ ตน้ ไว้
ในขอ้ ๔๘-๔๙ ท่านแสดงการเทียบเคียงบคุ คลกบั สภาวธรรมอน่ื ๆ อกี ๕๖ ประการ
(หรือ ๕๖ บท) โดยนัยเดียวกับการเทียบเคียงบุคคลกับรูปขันธ์ เป็นอันจบการเทียบเคียง
234 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
บุคคลกับสภาวธรรม ๕๗ ประการด้วยนัย ๔ นัย รวมท้ังหมดเป็น ๒๒๘ รอบ เป็นของ
ฝา่ ยอนโุ ลมปัจจนกี ะ
ในข้อ ๕๐-๕๑ ท่านแสดงการเทียบเคียงบุคคลกับสภาวธรรม ๕๗ ประการ ด้วยนัย
๔ นัย ของฝ่ายปัจจนีกานุโลมะ โดยนัยเดียวกับของฝ่ายอนุโลมปัจจนีกะ รวมทั้งหมดเป็น
๒๒๘ รอบ เชน่ กนั
๑. ปรหิ านิกถา
ค�ำว่า ปริหานิกถา แปลว่า วาทกถาว่าด้วยความเส่ือม ความเสื่อมมี ๒ อย่าง คือ
(๑) เสื่อมจากคุณธรรมท่ีบรรลุแล้ว (ปตฺตปริหานิ) (๒) เส่ือมจากคุณธรรมที่ยังไม่บรรลุ
(อปฺปตฺตปริหานิ) ซ่ึงหมายถึงเส่ือมจากคุณธรรมที่ควรจะได้ควรจะมี แต่ในที่นี้ ท่านหมาย
เอาความเสื่อมจากคุณธรรมทีบ่ รรลุแล้ว (อภิ.ปญจฺ .อ. ๒๓๙/๑๖๑)
ปรหิ านกิ ถา แบง่ ย่อยเป็น ๓ หัวขอ้ คอื (๑) วาทยุตตปิ รหิ านิ (๒) อรยิ ปคุ คลสังสันทน-
ปรหิ านิ (๓) สตุ ตสาธนปริหานิ ในทนี่ ้ีขอแนะน�ำวาทยุตติปรหิ านิ (ขอ้ ๒๓๙) เปน็ ตวั อยา่ ง
ค�ำว่า วาทยุตติปริหานิ แปลว่า หลักการโต้วาทะในเรอื่ งความเสอ่ื ม ซง่ึ แบง่ เปน็ ๔ ชุด
ชุดละ ๑-๒ ตอน ดงั นี้
ชุดท่ี ๑ ตอนท่ี ๑ (อนุโลมปญั จกะ)
คำ� ถามน�ำ (ของสกวาที)
- อนโุ ลมปุจฉา : พระอรหนั ตเ์ สอ่ื มจากอรหตั ตผลได้ใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปจุ ฉา : พระอรหนั ตเ์ สอื่ มจากอรหตั ตผลได้ในภพทงั้ ปวงใช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ไมค่ วรกล่าวอยา่ งน้ัน
ต่อไป ด�ำเนินการซักไซ้ไล่เลียงตามนัยแห่งอนุโลมปัญจกะ เป็นต้นไป จนจบ
นิคคหะท่ี ๑ แต่ทา่ นละไวท้ ัง้ หมด (รวมทัง้ ตอนอ่นื และชดุ อ่ืน ๆ ด้วย)
ชดุ ที่ ๑ ตอนที่ ๒ (อนุโลมปญั จกะ)
ค�ำถามน�ำ (ของสกวาที)
- อนโุ ลมปุจฉา : พระอรหนั ตเ์ สอื่ มจากอรหัตตผลได้ในภพทงั้ ปวงใช่ไหม
- ปรวาทีตอบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปจุ ฉา : ธรรมเปน็ เหตเุ สอ่ื มของพระอรหนั ตใ์ นภพทง้ั ปวงมอี ยใู่ ชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ไม่ควรกล่าวอยา่ งนนั้
ฯลฯ
เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ 235
ชุดที่ ๒ ตอนท่ี ๑ (อนโุ ลมปัญจกะ)
ค�ำถามนำ� (ของสกวาที)
- อนโุ ลมปจุ ฉา : พระอรหนั ต์เสือ่ มจากอรหตั ตผลไดใ้ ชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปจุ ฉา : พระอรหันต์เสอื่ มจากอรหตั ตผลไดใ้ นกาลทัง้ ปวงใชไ่ หม
- ปรวาทีตอบ : ไมค่ วรกลา่ วอย่างนั้น
ฯลฯ
ชดุ ท่ี ๒ ตอนที่ ๒ (อนุโลมปัญจกะ)
คำ� ถามนำ� (ของสกวาท)ี
- อนโุ ลมปุจฉา : พระอรหันต์เสอื่ มจากอรหัตตผลไดใ้ นกาลทง้ั ปวงใช่ไหม
- ปรวาทีตอบ : ใช่
- ปฏิโลมปจุ ฉา : ธรรมเป็นเหตเุ สือ่ มของพระอรหันต์ในกาลท้ังปวงมอี ยู่
ใช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
ฯลฯ
ชดุ ที่ ๓ ตอนท่ี ๑ (อนโุ ลมปญั จกะ)
คำ� ถามน�ำ (ของสกวาท)ี
- อนุโลมปจุ ฉา : พระอรหนั ต์เส่ือมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปุจฉา : พระอรหนั ตท์ ุกองคเ์ สอื่ มจากอรหัตตผลไดใ้ ช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ไม่ควรกล่าวอย่างนน้ั
ฯลฯ
ชดุ ที่ ๓ ตอนท่ี ๒ (อนุโลมปญั จกะ)
คำ� ถามน�ำ (ของสกวาท)ี
- อนโุ ลมปจุ ฉา : พระอรหนั ตท์ กุ องคเ์ สื่อมจากอรหัตตผลไดใ้ ชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏิโลมปจุ ฉา : ธรรมเปน็ เหตเุ สือ่ มของพระอรหันตท์ กุ องคม์ อี ยใู่ ช่ไหม
- ปรวาทตี อบ : ไมค่ วรกลา่ วอยา่ งนัน้
ฯลฯ
236 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
ชดุ ที่ ๔ ตอนที่ ๑ (อนโุ ลมปญั จกะ)
ค�ำถามนำ� (ของสกวาท)ี
- อนุโลมปุจฉา : พระอรหันตเ์ สือ่ มจากอรหัตตผลได้ใชไ่ หม
- ปรวาทีตอบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปจุ ฉา : พระอรหนั ตเ์ มอ่ื เสอ่ื มจากอรหตั ตผล ย่อมเสอ่ื มจากผล
ทัง้ ๔ ใช่ไหม
- ปรวาทีตอบ : ไม่ควรกล่าวอยา่ งนนั้
ฯลฯ
ชดุ ที่ ๕ ตอนที่ ๑ (ปจั จนกี ปญั จกะ)
คำ� ถามน�ำ (ของปรวาท)ี
- อนโุ ลมปุจฉา : เศรษฐคี รองความเปน็ เศรษฐอี ยไู่ ดด้ ว้ ยทรพั ย์ ๔๐๐,๐๐๐
เม่ือทรพั ย์ ๑๐๐,๐๐๐ หมดสนิ้ ไป กเ็ ส่อื มจากความเปน็
เศรษฐใี ช่ไหม
- สกวาทีตอบ : ใช่
- ปฏิโลมปจุ ฉา : เขาเสอ่ื มจากสมบัติทัง้ ปวงใช่ไหม
- สกวาทตี อบ : ไม่ควรกลา่ วอย่างนน้ั
ฯลฯ
ชุดที่ ๕ ตอนที่ ๒ (ปฏกิ ัมมจตุกกะ)
คำ� ถามน�ำ (ของสกวาท)ี
- อนโุ ลมปุจฉา : เศรษฐคี รองความเปน็ เศรษฐอี ยไู่ ดด้ ว้ ยทรพั ย์ ๔๐๐,๐๐๐
เมื่อทรพั ย์ ๑๐๐,๐๐๐ หมดสนิ้ ไป ก็ควรจะเสอื่ มจาก
สมบตั ิทงั้ ปวงใชไ่ หม
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปจุ ฉา : พระอรหนั ต์เม่อื เสือ่ มจากอรหัตตผลกค็ วรจะเสอ่ื มจาก
ผลทั้ง ๔ ใชไ่ หม
- ปรวาทีตอบ : ไมค่ วรกลา่ วอยา่ งน้ัน
ฯลฯ
เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 237
ขอให้สังเกตวา่ ชุดท่ี ๕ ทา่ นแสดงปัจจนกี ปัญจกะของฝ่ายปรวาที (ปจั จนีกานุโลมะ)
แล้วต่อด้วยปฏิกัมมจตุกกะของฝ่ายสกวาที เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างวิธีด�ำเนินการตามแม่แบบ
ข้างต้น
ในวาทกถาอื่น ๆ ท่านก็แสดงด้วยวิธีการดังแนะน�ำมาน้ี ถ้าผู้ศึกษาสามารถพิจารณา
แยกแยะให้เหน็ รปู แบบของวิธกี ารน้ัน ๆ ได้ ก็จะชว่ ยใหเ้ ข้าใจประเดน็ ส�ำคญั ของแตล่ ะวาทกถา
ไดด้ ขี ึ้น
ขอ้ สงั เกต
คัมภรี ก์ ถาวัตถุ เป็นเพชรเมด็ เอกของพุทธตรรกศาสตร์ ทรี่ จู้ ักกนั ดีในวงนักปรชั ญาชาว
ตา่ งประเทศมานานแลว้ แต่ในประเทศไทย ยังมิได้มกี ารศกึ ษาคน้ ควา้ ในแนวนก้ี นั คงศึกษาแต่
ทางอภิธรรมในฐานะเป็นคัมภีร์พระอภิธรรมเล่มหน่ึงเท่าน้ัน และมิได้ศึกษากันกว้างขวางเท่า
คัมภรี พ์ ระอภธิ รรมเล่มอ่ืน ๆ ทั้งนีเ้ พราะเป็นเรอื่ งทเี่ ขา้ ใจยาก ซ่งึ อาจเนือ่ งมาจาก
๑. มเี นอ้ื หากวา้ งขวางถงึ ๒๒๖ กถา แตท่ า่ นแสดงไวโ้ ดยยอ่ และละไวใ้ หเ้ ขา้ ใจเอง
เสียเป็นส่วนมาก คงมีที่ท่านแสดงไว้เต็มรูปในข้อ ๑-๑๐ และค่อนข้างเต็มรูปในข้อ ๑๑-๑๖
เทา่ นัน้
๒. สำ� นวนการซักถามและการโตต้ อบเปน็ แบบซ�ำ้ ๆ ท�ำใหไ้ ม่นา่ สนใจ
๓. วาทกถา ที่ยกมาถาม-ตอบกันนนั้ มิได้ชี้ชดั ว่าเป็นของนกิ ายใด ฝ่ายใดผดิ ถกู
อย่างไร
บทน�ำน้ีพยายามช่วยแก้ไขสาเหตุแห่งความยากดังกล่าวโดยแนะน�ำประวัติของคัมภีร์
เน้นเร่ืองการแตกนิกายเพราะตีความพระพุทธพจน์ต่างกัน และแนะน�ำโครงสร้างของคัมภีร์
เน้นตัวเนื้อหาและวิธีการน�ำเสนอซึ่งเป็นหลักตรรกศาสตร์ที่ไม่เหมือนวิธีการของพระไตรปิฎก
เลม่ อืน่ ๆ ดว้ ยหวังวา่ เมื่อเข้าใจจดุ ประสงคข์ องผแู้ ต่ง เนือ้ หา และวิธกี ารดแี ลว้ กจ็ ะสามารถ
เขา้ ใจวาทกถาเหลา่ น้ันได้ง่ายขนึ้
สง่ิ สำ� คญั ทผี่ อู้ า่ นจะตอ้ งใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื ในการศกึ ษาแตล่ ะวาทกถา คอื คมั ภรี อ์ รรถกถา
และฎกี าของคมั ภรี ก์ ถาวตั ถุ ดงั ไดอ้ า้ งใหด้ เู ปน็ ตวั อยา่ งในคำ� แนะนำ� ขา้ งตน้ และในเชงิ อรรถของ
แตล่ ะวาทกถา
ด้วยคุณค่าของคัมภีร์น้ีตามท่ีแนะน�ำมา เห็นว่าผู้จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา และ
พุทธปรัชญาของไทย ควรจะก�ำหนดให้ใช้คัมภีร์น้ีเป็นหลักสูตรการศึกษาในขั้นมหาวิทยาลัย
เพ่ือน�ำเพชรเม็ดเอกท่ีอยู่ในธรรมชาติยังมิได้เจียระไนนี้ มาช่วยกันเจียระไนข้ึนใช้ประดับ
สตปิ ญั ญาของคนไทยสืบไป.
238 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๘ 239
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๘
พระอภธิ รรมปิฎก เลม่ ที่ ๕
(ยมก ภาค ๑)
ยมก เป็นชื่อคัมภีร์ที่ ๖ แห่งพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งมีท้ังหมด ๗ คัมภีร์ที่เรียกว่า
อภิธรรม ๗ คมั ภีร์ หรือ สัตตปกรณ์ คอื
๑. ธัมมสังคณ ี พระไตรปฎิ กเล่มที่ ๓๔
๒. วิภงั ค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕
๓. ธาตกุ ถา พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๓๖
๔. ปุคคลบัญญัต ิ พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๓๖
๕. กถาวตั ถ ุ พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๓๗
๖. ยมก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๘ - ๓๙
๗. ปฏั ฐาน พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๔๐ - ๔๕
ความหมายของยมก
คำ� วา่ ยมก แปลวา่ คู่ ดงั ทพี่ ระอรรถกถาจารยผ์ รู้ จนาคมั ภรี อ์ รรถกถาพระอภธิ รรมปฎิ ก
ตัง้ คำ� ถามเพื่อวิเคราะห์ศัพทว์ า่ ท่ีชอื่ ว่า ยมก เพราะอรรถวา่ อย่างไร (เกนฏฺเฐน ยมกนฺติ) และ
ท่านตอบเองวา่ เพราะอรรถว่า คู่ (ยุคลฏฺเฐน) ทา่ นยกตวั อย่างการใช้ “ยมก” ในความหมายว่า
คู่ (ยุคล) เช่น ยมกปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์ท่ีพระผู้มีพระภาคทรงแสดงอย่างละคู่) ยมกสาลา
(ต้นรังคู่ที่เสด็จดับ ขันธปรินิพพาน) แล้วท่านสรุปว่า ด้วยเหตุนี้ สภาวธรรมหมวดหน่ึง ๆ
ในจ�ำนวน ๑๐ หมวด ที่ทรงแสดงด้วยวิธีการยมก คือ ทรงแสดงเป็นคู่ ๆ ชื่อว่ายมก (อิติ
ยคุ ลสงฺขาตานํ ยมกานํ วเสน เทสิตตตฺ า อิเมสุ ทสสุ เอเกกํ ยมกนนฺ าม)
(อภ.ิ ปญฺจ.อ. ๑/๓๒๘)
สภาวธรรม ๑๐ หมวด
ที่ว่า “สภาวธรรมหมวดหนง่ึ ๆ ในจ�ำนวน ๑๐ หมวด” นั้น หมายถึงหมวดสภาวธรรม
ต่อไปน้ี คือ
๑. หมวดสภาวธรรมที่เป็นมลู ๒. หมวดขันธ์
๓. หมวดอายตนะ ๔. หมวดธาตุ
240 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก
๕. หมวดสจั จะ ๖. หมวดสงั ขาร
๗. หมวดอนุสยั ๘. หมวดจติ
๙. หมวดสภาวธรรมในกสุ ลติกะ ๑๐. หมวดอนิ ทรยี ์
สภาวธรรม ๑๐ หมวดกับยมก
สภาวธรรม ๑๐ หมวดนี้เองเป็นเน้อื หาของยมก จึงแบ่งยมกออกเป็น ๑๐ ยมก เรยี ก
ชือ่ ตามช่ือของหมวดสภาวธรรมทเี่ ปน็ เนื้อหาน้ัน ๆ ดังนี้
๑. ยมกทว่ี า่ ด้วยหมวดสภาวธรรมทเี่ ป็นมูล เรยี กวา่ มูลยมก
๒. ยมกที่ว่าด้วยหมวดขนั ธ์ เรียกว่า ขนั ธยมก
๓. ยมกท่ีวา่ ด้วยหมวดอายตนะ เรียกวา่ อายตนยมก
๔. ยมกที่ว่าดว้ ยหมวดธาตุ เรยี กว่า ธาตุยมก
๕. ยมกท่วี ่าดว้ ยหมวดสจั จะ เรียกวา่ สัจจยมก
๖. ยมกที่วา่ ดว้ ยหมวดสงั ขาร เรยี กว่า สังขารยมก
๗. ยมกที่วา่ ด้วยหมวดอนุสัย เรยี กว่า อนสุ ยยมก
๘. ยมกทวี่ ่าด้วยหมวดจติ เรียกวา่ จิตตยมก
๙. ยมกท่วี ่าดว้ ยหมวดสภาวธรรมในกสุ ลตกิ ะ เรียกวา่ ธมั มยมก
๑๐. ยมกท่ีวา่ ด้วยหมวดอนิ ทรีย์ เรยี กวา่ อนิ ทรียยมก
เหตุท่ีทรงแสดงสภาวธรรม ๑๐ หมวดน้เี ปน็ เน้ือหาของยมก
ถา้ จะถามว่า ท�ำไมพระผู้มพี ระภาคทรงเลอื กสภาวธรรม ๑๐ หมวดนเ้ี ท่านัน้ มาแสดง
ด้วยวิธกี ารยมก สภาวธรรมอื่น ๆ เชน่ ฌาน มรรค สติปฏั ฐาน หรอื โพชฌงค์ แสดงด้วยวธิ กี าร
ยมกมไิ ดห้ รือ ค�ำตอบทีน่ า่ จะสมเหตสุ มผลคำ� ตอบหนึ่ง คือ ได้ แต่ทที่ รงเลือกแสดงสภาวธรรม
๑๐ หมวดนี้ เพราะแสดงไดย้ ากกวา่ สภาวธรรมอน่ื ๆ จงึ ทรงแสดงใหเ้ ปน็ ตวั อยา่ งไว้ เมอื่ ผศู้ กึ ษา
เข้าใจตวั อย่างทั้ง ๑๐ หมวดนี้แลว้ ก็สามารถนำ� สภาวธรรมอ่ืน ๆ ท้ังหมดมาแสดงดว้ ยวธิ กี าร
ยมกได้เอง
วธิ กี ารยมก
ท่ีวา่ “ทรงแสดงด้วยวธิ ีการยมก คือทรงแสดงเปน็ คู่ ๆ” นน้ั หมายถงึ ทรงแสดงแบบ
อนุโลม (ตามล�ำดับ, คล้อยตาม) และแบบปฏิโลม (ทวนล�ำดับ, ย้อนกลับ) สลับกันเป็นคู่ ๆ
แต่ละคู่ประกอบด้วย (๑) อนุโลมปุจฉา (คำ� ถามอนุโลม) และวสิ ัชนา (ค�ำตอบ) (๒) ปฏิโลม
ปจุ ฉา (คำ� ถามปฏโิ ลม) และ วสิ ชั นา เชน่
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๘ 241
๑. อนโุ ลมปจุ ฉา : เย เกจิ กสุ ลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กสุ ลมลู าติ ? =
สภาวธรรมเหล่าใดเหลา่ หนง่ึ ทีเ่ ป็นกุศล สภาวธรรม
เหลา่ นั้นทงั้ หมดเป็นกุศลมูลใช่ไหม
วิสชั นา : ตีเณว กุสลมูลานิ, อวเสสา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลา. =
กุศลมูลมี ๓ อย่างเทา่ นน้ั (คอื อโลภะ อโทสะ และอโมหะ)
สภาวธรรมที่เหลือ (เช่น ผัสสะเป็นต้น) เป็นกุศล แต่ไม่เป็น
กุศลมูล
๒. ปฏโิ ลมปจุ ฉา : (ถามย้อนกลับว่า) เย วา ปน กุสลมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา
กุสลาติ ? = สภาวธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล สภาวธรรม
เหลา่ นั้นทง้ั หมดเปน็ กศุ ลใช่ไหม
วิสชั นา : อามนตฺ า. = ใช่
(อภิ.ย. ๓๘/๕๐/๖)
ขอใหส้ งั เกตวา่ จากตวั อย่างนท้ี รงแสดงใหเ้ หน็ วา่ กศุ ล กบั กศุ ลมูล เป็นสภาวธรรม
อย่างเดยี วกนั แต่มีขอบเขตไม่เท่ากัน เม่ือยกมาตง้ั คำ� ถามแบบยมก กจ็ ะไดค้ �ำตอบตา่ งกนั อยา่ ง
เห็นไดช้ ัด คือเมื่อถามว่า
สภาวธรรมเหลา่ ใดเหลา่ หนึง่ ทเ่ี ปน็ กศุ ล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลใช่ไหม
ถ้าตอบว่า ใช่ ก็ผิด เพราะกุศลมูลมีเพียง ๓ อย่างเท่าน้ัน คือ อโลภะ อโทสะ และ
อโมหะ สภาวธรรมอื่น ๆ อีกมากทเี่ ป็นกศุ ล เช่น ผสั สะ เปน็ ต้น แตไ่ มเ่ ป็น กศุ ลมลู ซ่งึ แสดงว่า
กุศลมีขอบเขตกวา้ งกวา่ กุศลมูล ในกรณอี ย่างนีต้ อ้ งแยกตอบ แต่ถ้าย้อนถามกลบั ว่า
สภาวธรรมเหล่าใดเปน็ กศุ ลมลู สภาวธรรมเหล่านน้ั ทั้งหมดเป็นกศุ ลใช่ไหม
ต้องตอบว่า ใช่ เพราะกุศลมูลมีขอบเขตอยู่ในกุศล ทุกสิ่งท่ีเป็นกุศลมูล ก็ต้องเป็น
กุศลดว้ ย แตท่ กุ สิง่ ทีเ่ ปน็ กุศลไมจ่ �ำเป็นตอ้ งเปน็ กศุ ลมลู เสมอไป
วิธีการยมกน้ีถือว่าเป็นวิธีการของตรรกศาสตร์ เพราะคล้ายกับหลักการอนุมานของ
ปรชั ญาอนิ เดยี โดยเฉพาะในเรอื่ งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง เหตุ (ตวั กลางทเ่ี ปน็ สอื่ การอนมุ าน) กบั
สาธยะ (สง่ิ ทต่ี อ้ งการร)ู้ เชน่ กรณอี นมุ ตั สิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งเหตกุ บั สาธยะของสง่ิ ๒ สงิ่ ทอ่ี ยบู่ นฐาน
เดียวกันแตม่ ีขอบเขตไม่เทา่ กนั (เชน่ เดยี วกับกศุ ลมลู กบั กุศลดงั กลา่ วขา้ งตน้ ) ท่านใหใ้ ช้สิง่ ทีม่ ี
ขอบเขตแคบกว่าเป็นเหตุ เช่น ควัน กับ ไฟ ให้ใช้ควันเป็นเหตุอนุมานไปหาไฟ โดยวางเป็น
หลักการไวว้ า่
ที่ใดมคี วนั ทน่ี ั้นยอ่ มมีไฟอย่ดู ้วย แต่ท่ใี ดมไี ฟ ทีน่ น้ั ไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งมคี วนั เสมอไป
แตถ่ ้าส่ิง ๒ สงิ่ อยูบ่ นฐานเดียวกัน มขี อบเขตเท่ากัน จะใช้สงิ่ ใดเป็นเหตกุ ไ็ ด้ คือส่ิงใด
ปรากฏให้เห็นก่อนก็ใช้เป็นเหตุอนุมานไปหาอีกสิ่งหนึ่งท่ีไม่ปรากฏก็ได้ เช่น ความเป็น
242 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
พระอรหนั ต์กบั การตรัสรู้ธรรม โดยวางเปน็ หลกั การไว้ว่า
อนุโลม : ทีใ่ ดมีการตรัสรู้ธรรม ท่ีนนั้ ยอ่ มมคี วามเปน็ พระอรหันต์อยู่ดว้ ย
ปฏิโลม : ทใี่ ดมีความเปน็ พระอรหันต์ ทีน่ น้ั ย่อมมีการตรสั รูธ้ รรมอยดู่ ว้ ย
ลกั ษณะและประเภทของปญั หา
ปัญหาหรือค�ำถามท้ังท่ีเป็นแบบอนุโลมและแบบปฏิโลมมีองค์ประกอบ ๒ ส่วน คือ
บทหน้า และบทหลงั บทหนา้ เรยี กว่า สันนิฏฐานบท (บทสนั นฏิ ฐาน คือบททีร่ ู้ แล้ว) บทหลัง
เรียกวา่ สงั สยบท (บทสงสยั คือบทท่ีตอ้ งการจะรู้ บทที่เป็นปัญหา) โดยท่วั ไปสันนิฏฐานบท
เปน็ ประโยค “ย” ในภาษาบาลี คือประโยคทีม่ คี ำ� ว่า “ใด” ใน ภาษาไทย เช่น เย เกจิ กสุ ลา
ธมมฺ า. = สภาวธรรมเหล่าใดเหลา่ หนงึ่ ทเี่ ปน็ กุศล
ส่วนสังสยบท โดยท่วั ไปเป็นประโยค “ต” ในภาษาบาลี คอื ประโยคท่มี ีค�ำวา่ “นัน้ ” ใน
ภาษาไทย เชน่ สพฺเพ เต ธมมฺ า กุสลมลู าติ ? = สภาวธรรมเหลา่ นั้น ทงั้ หมดเป็นกศุ ลมูลใช่ไหม
ปัญหาในยมกมี ๔ ประเภท คือ
๑. ปุเรปัญหา ได้แก่ ประโยคคำ� ถามทบ่ี ทหนา้ คอื สนั นฏิ ฐานบทเหลา่ นน้ั
มอี งคธ์ รรมบทหลงั คอื สงั สยบทไมม่ อี งคธ์ รรม หรอื
มแี ต่ตา่ งกบั องคธ์ รรมของสนั นฏิ ฐานบท
๒. ปัจฉาปญั หา ได้แก่ ประโยคค�ำถามที่บทหลังมีองค์ธรรมมากกว่า
(กวา้ งกวา่ ) องค์ธรรมของบทหนา้ หรือท้ัง ๒ บท
มีองค์ธรรมเท่ากันและเหมือนกัน
๓. ปรปิ ุณณปัญหา ไดแ้ ก่ ประโยคค�ำถามท่ีบทหน้ามีองค์ธรรมมากกว่า
(กว้างกวา่ ) องค์ธรรมของบทหลัง หรอื ทั้ง ๒ บท
มีองค์ธรรมบางอยา่ งเหมือนกัน บางอยา่ งตา่ งกนั
๔. โมฆปญั หา ไดแ้ ก่ ประโยคค�ำถามที่บทหน้าและบทหลังมีองค์ธรรม
ต่างกัน หรือบทหน้าเท่านั้นมีองค์ธรรม บทหลัง
ไมม่ ี หรอื บทหลงั เทา่ นน้ั มีองคธ์ รรม บทหนา้ ไม่มี
หรอื ไมม่ ีเลยทง้ั ๒ บท
ลักษณะและประเภทของวิสัชนา
วสิ ัชนา หรือค�ำตอบของยมกมีลักษณะท่สี ำ� คัญ ๒ ประการ คอื
(๑) ตอบรบั (๒) ตอบปฏิเสธ
เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 243
การตอบรบั ในภาษาบาลีใช้คำ� วา่ อามนฺตา แปลวา่ ใช่ ค�ำตอบน้ีใช้เมื่อองค์ธรรมของ
บทหน้าหรือสันนิฏฐานบทของประโยคค�ำถามกับองค์ธรรมของบทหลัง หรือสังสยบทเป็น
องคธ์ รรมเดียวกนั และมเี ท่ากัน เชน่
ยสฺส รปู กฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ฺถ, ตสสฺ เวทนากขฺ นฺโธ อุปฺปชชฺ ิตฺถาติ ? อามนฺตา.
(อภ.ิ ย. ๓๘/๕๖/๓๕)
ถาม : รปู ขนั ธ์ของบุคคลใดเคยเกิด เวทนาขนั ธข์ องบุคคลนัน้ กเ็ คยเกิดใชไ่ หม
ตอบ : ใช่
ส่วนการตอบปฏเิ สธมีลกั ษณะแตกตา่ งกนั เปน็ ๔ ประเภท คือ
๑. ตอบวา่ นตฺถิ (ไมม่ )ี ใช้เมอ่ื ไม่สามารถหาค�ำตอบจากทัง้ บทหนา้ คอื
สันนิฏฐานบทและบทหลงั คอื สงั สยบท เช่น
ยสฺส รปู กฺขนโฺ ธ นุปฺปชฺชติ ฺถ, ตสฺส เวทนากฺขนโฺ ธ นุปปฺ ชฺชิตถฺ าติ ? นตถฺ .ิ
(อภิ.ย. ๓๘/๕๙/๓๕)
ถาม : รปู ขนั ธข์ องบคุ คลใดไมเ่ คยเกิด เวทนาขันธข์ องบุคคลนน้ั
กไ็ มเ่ คยเกิดมไี หม
ตอบ : ไมม่ ี
๒. ตอบวา่ โน (ไม่ใช่) ใช้เม่ือองคธ์ รรมของบทหนา้ กบั องค์ธรรมของบทหลังตา่ งกนั
เช่น
ยสฺส รปู กฺขนโฺ ธ อปุ ปฺ ชชฺ ติ, ตสสฺ เวทนากฺขนฺโธ นริ ุชฺฌตีต?ิ โน.
(อภิ.ย. ๓๘/๑๕๓/๖๐)
ถาม : รปู ขนั ธข์ องบคุ คลใดกำ� ลงั เกดิ เวทนาขนั ธข์ องบคุ คลนน้ั กก็ ำ� ลงั ดบั ใชไ่ หม
ตอบ : ไม่ใช่
๓. คำ� ตอบที่เปน็ นปฏกิ เขปะ หรอื ปาลคิ ติ คอื คำ� ตอบทม่ี ีลกั ษณะสวนทาง
กบั ค�ำถามของปจั จนีกนยั (คำ� ถามเชิงปฏิเสธ) ใชเ้ ม่อื บทหน้าเทา่ นั้นมีองค์ธรรม
บทหลังไม่มี เช่น
ยสสฺ รปู กขฺ นฺโธ นุปปฺ ชชฺ ต,ิ ตสฺส เวทนากขฺ นโฺ ธ นุปปฺ ชฺชติ ฺถาติ ? อปุ ปฺ ชฺชิตถฺ .
(อภิ.ย. ๓๘/๗๔/๓๙)
ถาม : รปู ขนั ธ์ของบุคคลใดไมใ่ ช่กำ� ลังเกิด เวทนาขนั ธข์ องบคุ คลนน้ั
ก็ไมเ่ คยเกิดใช่ไหม
ตอบ : เคยเกดิ
๔. ค�ำตอบท่ีเป็น วิภชะ คือแยกตอบ (บางที่ใช้ว่า เอกโตสรูปทัสสนะ หรือ
อุภโตสรูปทัสสนะ) ใช้เมื่อองค์ธรรมของบทหน้ากับองค์ธรรมของบทหลัง
244 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
เหมือนกันบางส่วนเทา่ นั้น เชน่
ยสสฺ รูปกฺขนโฺ ธ อปุ ปฺ ชชฺ ติ, ตสฺส เวทนากขฺ นโฺ ธ อปุ ฺปชชฺ ตตี ิ ?
อสญฺ สตฺตํ อุปปชชฺ นฺตานํ เตสํ รูปกฺขนโฺ ธ อปุ ปฺ ชชฺ ติ โน จ เตสํ
เวทนากฺขนโฺ ธ อปุ ปฺ ชชฺ ต.ิ ปญจฺ โวการํ อปุ ปชชฺ นตฺ านํ เตสํ รปู กฺขนโฺ ธ จ
อุปปฺ ชฺชติ เวทนากขฺ นฺโธ จ อปุ ฺปชฺชติ.
(อภิ.ย. ๓๘/๕๐/๓๓)
ถาม : รูปขันธ์ของบุคคลใดก�ำลังเกิด เวทนาขันธ์ของบุคคลน้ันก็ ก�ำลังเกิด
ใช่ไหม
ตอบ : บุคคลผู้ก�ำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่าน้ัน ก�ำลัง
เกดิ แตเ่ วทนาขนั ธไ์ มใ่ ชก่ ำ� ลงั เกดิ (เพราะในภมู นิ ไี้ มม่ นี าม มแี ตร่ ปู ) บคุ คล
ผู้ก�ำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิรูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นก�ำลังเกิดและ
เวทนาขันธ์กก็ �ำลงั เกิด (เพราะในภูมนิ ้มี ีทง้ั รูปและนาม)
วิธีดำ� เนินการ
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวิธีการยมกดังกลา่ วมานเี้ ปน็ เครอื่ งมอื จ�ำแนก
สภาวธรรม ๑๐ หมวด ตามวธิ ดี ำ� เนนิ การ ดังนี้
๑. แบ่งหมวดธรรมแตล่ ะหมวดเป็น ๑ ยมก แต่ละยมกแบง่ เป็น ๒ ภาค คือ
(๑) ภาคตั้งค�ำถามเปน็ มาติกาไมม่ คี ำ� ตอบ เรียกว่า อุทเทสวาร
(๒) ภาคตอบค�ำถาม โดยน�ำค�ำถามมาตั้งแลว้ ตอบไปตามลำ� ดบั เรียกวา่
นิทเทสวาร
๒. อทุ เทสและนทิ เทส แบง่ เป็น ๒ นยั คอื อนโุ ลมนยั (นัยท่ไี มม่ กี ารปฏิเสธ)
และปจั จนีกนัย (นัยท่มี ปี ฏิเสธดว้ ยนนิบาต)
อุทเทสและนิทเทสของขนั ธยมกเปน็ ต้นไปแบง่ เปน็ ๓ วาระ คอื
๑. ปัณณัตตวิ าร (วาระที่ว่าดว้ ยนามบญั ญตั ิ)
๒. ปวัตติวาร (วาระท่วี า่ ด้วยความเป็นไปคือการเกิดการดับ)
๓. ปรญิ ญาวาร (วาระท่วี า่ ดว้ ยปริญญาคือการกำ� หนดร้)ู
ส่วนมลู ยมก มนี ัยและวาระตลอดถึงวธิ กี ารดำ� เนนิ การบางอยา่ งไมเ่ หมอื นกบั ของ
ยมกอืน่ ๆ ดังจะได้แนะนำ� สาระสำ� คัญของแต่ละยมกโดยสงั เขปต่อไป
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๘ 245
๑.๑ ความหมายของมูล ๑. มลู ยมก
คำ� วา่ มลู ในทนี่ มี้ คี วามหมายอยา่ งเดยี วกบั คำ� วา่ เหตุ ทใี่ ชใ้ นคมั ภรี ป์ ฏั ฐาน คอื หมายถงึ
รากเหง้าแห่งสภาวธรรมท้ังหลายในมูลยมก ได้แก่ กุศลมูล รากเหง้าแห่งสภาวธรรมท่ีเป็น
กศุ ล อกุศลมูล รากเหง้าแหง่ สภาวธรรมทเ่ี ป็นอกศุ ล อพั ยากตมลู รากเหงา้ แหง่ สภาวธรรมท่ี
เป็นอัพยากฤต และ นามมูล รากเหงา้ แห่งสภาวธรรมที่เปน็ นาม
นอกจากนี้ยงั มคี �ำไวพจนข์ อง “มูล? อกี ๙ ค�ำ ทใ่ี ชใ้ นมูลยมกนี้ ได้แก่
๑. เหตุ ๒. นทิ าน (ต้นเหตุ) ๓. สมภพ (เหตุเกดิ )
๔. ประภพ (แดนเกิด) ๕. สมุฏฐาน (ที่เกิด) ๖. อาหาร
๗. อารมั มณะ (อารมณ์) ๘. ปจั จยั ๙. สมทุ ัย
๑.๒ องค์ธรรมทเ่ี ป็นเนอ้ื หาของมูลยมก
มูลยมก วา่ ด้วยสภาวธรรมท่เี ปน็ มลู ๔ หมวด คอื
๑. หมวดกุศลบท ได้แก่ กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ
๒. หมวดอกศุ ลบท ได้แก่ อกศุ ลมลู ๓ คอื โลภะ โทสะ และโมหะ
๓. หมวดอพั ยากตบท ไดแ้ ก่ อัพยากตมลู ๓ คือ อโลภะ อโทสะ
และอโมหะ
๔. หมวดนามบท ไดแ้ ก่ นามมลู ๙ คอื กศุ ลมลู ๓ อกุศลมลู ๓
และอพั ยากตมลู ๓
๑.๓ วตั ถปุ ระสงคข์ องมลู ยมก
วัตถปุ ระสงคท์ ีท่ รงแสดงมลู ยมกมี ๓ ประการ คอื
๑. เพือ่ ใหร้ ้ชู ัดแจง้ วา่ สภาวธรรมอะไรบ้างท่เี ป็นมูลและไมเ่ ปน็ มูล
๒. เพอ่ื ให้รู้ชดั แจง้ วา่ สภาวธรรมอะไรบ้างทม่ี มี ูลอยา่ งเดียวกันและ
มีมูลตา่ งกัน
๓. เพอื่ ใหร้ ูช้ ัดแจ้งว่า สภาวธรรมอะไรบ้างท่มี ีมูลอาศยั กันและมมี ูล
ไม่อาศัยกนั
เม่ือรู้ชัดแจ้งแล้ว ก็จะละมูลหรือรากเหง้าแห่งสภาวธรรมท้ังหลายได้หมด เมื่อละมูล
แห่งสภาวธรรมเหล่าใดได้หมด สภาวธรรมเหล่านั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก แต่ในทางปฏิบัติ
พระผมู้ พี ระภาคทรงสอนให้ละอกุศลมลู ๓ เทา่ น้ัน เพราะอกุศลมลู ๓ เปน็ ปหาตพั พธรรม คอื
ธรรมที่พงึ ละ สว่ นกศุ ลมูล ๓ เปน็ ปหายกธรรม คือธรรมทีเ่ ป็นตัวละอกุศลมลู ทรงเปรยี บอกุศล
246 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
มูลเหมือนผู้ก่อการจลาจล และทรงเปรียบกุศลมูลเหมือนแม่ทัพผู้ปราบการจลาจลน้ัน
กุศลมลู กับอกุศลมลู จึงเปน็ ปฏปิ ักษ์ตอ่ กัน
เพอ่ื ใหบ้ รรลผุ ลตามวตั ถปุ ระสงคเ์ หลา่ น้ี จงึ ทรงแสดงสภาวธรรมทเี่ ปน็ มลู ทง้ั หลายดว้ ย
วธิ ีการยมกตามนยะและวาระตอ่ ไปนี้
๑.๔ นยะของมลู ยมก
มลู ยมกมีนยะหรอื นัย ๔ อยา่ ง คอื
๑. มลู นยั ๒. มลู มูลนัย
๓. มูลกนัย ๔. มลู มูลกนยั
มลู นัย คือ นัยทวี่ า่ ดว้ ยสภาวธรรมท่ีเป็นมูล เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต
กุสลมลู า ? = สภาวธรรมเหล่าใดเหลา่ หน่งึ ท่ีเป็นกศุ ล สภาวธรรม เหลา่ นน้ั ทั้งหมดเป็นกุศลมลู
ใชไ่ หม
มูลมูลนัย คือ นัยท่ีว่าด้วยสภาวธรรมท่ีมีมูลเป็นมูล (คือ กุศลมูล อกุศลมูล
อพั ยากตมูลหรอื นามมลู ) เชน่ เย เกจิ กสุ ลา ธมมฺ า, สพเฺ พ เต กสุ ลมลู มลู า ? (อภิ.ย. ๓๘/๔/๑)
= สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนง่ึ ที่เปน็ กศุ ล สภาวธรรมเหลา่ น้นั ทั้งหมดมีมูลทเ่ี ป็นกุศลมูลใชไ่ หม
มลู กนัย คอื นยั ทว่ี า่ ด้วยสภาวธรรมท่มี มี ลู เชน่ เย เกจิ กสุ ลา ธมมฺ า, สพเฺ พ เต
กุสลมูลกา ? (อภิ.ย. ๓๘/๗/๒) = สภาวธรรมเหลา่ ใดเหลา่ หนึ่งท่เี ปน็ กศุ ล สภาวธรรมเหลา่ นั้น
ทง้ั หมดมีมลู ทีเ่ ป็นกุศลใช่ไหม
มูลมูลกนัย คือ นัยท่ีว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลเป็นมูล (คือ เป็นกุศลมูล
อกุศลมูล อัพยากตมูล หรือนามมูล) เช่น เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูลมูลกา ?
(อภิ.ย. ๓๘/๑๐/๒) = สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหน่ึงท่ีเป็นกุศลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมลู ท่เี ปน็ กุศลมลู ใช่ไหม
นยั ๔ อยา่ งน้ี แตล่ ะนยั แบ่งยอ่ ยเปน็ ๓ อย่าง ดงั น้ี
มูลนยั แบ่งเป็น
(๑) มลู นยั (๒) เอกมูลนยั (๓) อัญญมญั ญมลู นัย
มูลมลู นัย แบ่งเป็น
(๑) มลู มลู นัย (๒) เอกมูลมลู นัย (๓) อัญญมัญญมลู มูลนัย
มลู กนยั แบ่งเปน็
(๑) มูลกนัย (๒) เอกมูลกนยั (๓) อญั ญมญั ญมลู กนยั
มูลมลู กนยั แบ่งเปน็
(๑) มูลมลู กนยั (๒) เอกมลู มลู กนยั (๓) อญั ญมัญญมูลมลู กนัย
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๘ 247
รวมทั้งหมดเป็น ๑๒ นยั แตล่ ะนัยประกอบดว้ ยอนโุ ลมปจุ ฉาและปฏิโลมปุจฉา
ซึ่งเป็นวิธีการยมก ๑ คู่ โดยจะอธิบายแต่ละนัยด้วยการยกตัวอย่างในมูลวารอุทเทส เฉพาะ
อนุโลมปจุ ฉา ดงั น้ี
๑. มลู นยั
๑.๑ มูลนัย คือ นัยท่ีว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นมูล เช่น เย เกจิ กุสลา
ธมมฺ า, สพเฺ พ เต กสุ ลมลู า ?(อภ.ิ ย. ๓๘/๑/๑) = สภาวธรรมเหลา่ ใด
เหลา่ หนงึ่ ทเี่ ปน็ กศุ ล สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ทง้ั หมดเปน็ กศุ ลมลู ใชไ่ หม
๑.๒ เอกมูลนัย คือ นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมท่ีมีมูลอย่างเดียวกัน เช่น
เย เกจิ กสุ ลา ธมมฺ า, สพเฺ พ เต กสุ ลมเู ลน เอกมลู า. (อภ.ิ ย. ๓๘/๒/๑)
= สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหน่ึงท่ีเป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้น
ทัง้ หมดมมี ลู อยา่ งเดียวกนั กบั กุศลมูลใชไ่ หม
๑.๓ อัญญมัญญมลู นยั คอื นยั ทว่ี า่ ด้วยสภาวธรรมที่มมี ูลอาศยั กันและ
กนั เชน่ เย เกจิ กสุ ลมูเลน เอกมลู า ธมฺมา, สพเฺ พ เต กสุ ลมูเลน
อญฺมญฺมูลา ? (อภิ.ย. ๓๘/๓/๑) = สภาวธรรมเหล่าใด
เหลา่ หนง่ึ มมี ลู อยา่ งเดยี วกนั กบั กศุ ลมลู สภาวธรรมเหลา่ นน้ั ทง้ั หมด
มีมลู อาศยั กันและกันกบั กศุ ลมลู ใช่ไหม
๒. มลู มูลนยั
๒.๑ มูลมูลนัย คือ นัยทว่ี า่ ด้วยสภาวธรรมทม่ี ีมูลท่ีเปน็ มลู เชน่ เย เกจิ
กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูลมูลา ? (อภิ.ย. ๓๘/๔/๑) =
สภาวธรรมเหลา่ ใดเหลา่ หนงึ่ ทเ่ี ปน็ กศุ ล สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ทงั้ หมด
มีมลู ทเ่ี ป็นกุศลมลู ใชไ่ หม
๒.๒ เอกมูลมูลนัย คือ นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมท่ีมีมูลที่เป็นมูลอย่าง
เดยี วกนั เชน่ เย เกจิ กสุ ลา ธมมฺ า, สพเฺ พ เต กสุ ลมเู ลน เอกมลู มลู า?
(อภ.ิ ย. ๓๘/๕/๒) = สภาวธรรมเหลา่ ใดเหลา่ หนง่ึ ทเี่ ปน็ กศุ ล สภาวธรรม
เหล่านั้นทั้งหมดมีมลู ท่ีเปน็ มลู อยา่ งเดยี วกนั กบั กศุ ลมูลใช่ไหม
๒.๓ อัญญมัญญมูลมูลนัย คือ นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลท่ีเป็นมูล
อาศยั กนั และกนั เช่น เย เกจิ กสุ ลมเู ลน เอกมลู มลู า ธมมฺ า, สพฺเพ
เต กสุ ลมเู ลน อญฺ มญฺ มลู มลู า ? (อภ.ิ ย. ๓๘/๖/๒) = สภาวธรรม
เหล่าใดเหล่าหน่ึงมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกับกุศลมูล สภาวธรรม
เหลา่ น้ันทง้ั หมดมีมูลท่ีเป็นมูลอาศยั กันและกันกับกศุ ลมลู ใชไ่ หม
248 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก
๓. มูลกนยั
๓.๑ มูลกนัย คือ นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมท่ีมีมูล เช่น เย เกจิ กุสลา
ธมมฺ า, สพเฺ พ เต กสุ ลมูลกา ? (อภ.ิ ย. ๓๘/๗/๒) = สภาวธรรม
เหลา่ ใดเหลา่ หนง่ึ ทเี่ ปน็ กศุ ล สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ทงั้ หมดมมี ลู ทเี่ ปน็
กศุ ลใช่ไหม
๓.๒ เอกมูลกนัย คือ นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมท่ีมีมูลอย่างเดียวกัน เช่น
เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลกา ? (อภิ.ย.
๓๘/๘/๒) = สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหน่ึงท่ีเป็นกุศล สภาวธรรม
เหลา่ นั้นทัง้ หมดมีมูลอยา่ งเดยี วกันกับกุศลมลู ใชไ่ หม
๓.๓ อญั ญมญั ญมลู กนยั คอื นยั ทวี่ า่ ดว้ ยสภาวธรรมทมี่ มี ลู อาศยั กนั และ
กัน เช่น เย เกจิ กุสลมูเลน เอกมลู กา ธมฺมา, สพเฺ พ เต กุสลมเู ลน
อญฺมญฺมูลกา ? (อภิ.ย. ๓๘/๙/๒) = สภาวธรรมเหล่าใด
เหลา่ หนง่ึ มมี ลู อยา่ งเดยี วกนั กบั กศุ ลมลู สภาวธรรมเหลา่ นน้ั ทง้ั หมด
มมี ูลทีเ่ ป็นมูลอาศัยกันและกนั กบั กุศลมลู ใชไ่ หม
๔. มูลมูลกนัย
๔.๑ มลู มูลกนยั คือ นยั ทว่ี ่าด้วยสภาวธรรมท่ีมมี ลู เปน็ มลู เช่น เย เกจิ
กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูลมูลกา ? (อภิ.ย. ๓๘/๑๐/๒) =
สภาวธรรมเหลา่ ใดเหลา่ หนงึ่ ทเี่ ปน็ กศุ ล สภาวธรรมเหลา่ นนั้ ทงั้ หมด
มีมลู ท่เี ป็นกศุ ลมูลใชไ่ หม
๔.๒ เอกมูลมูลกนัย คือ นัยที่ว่าด้วยสภาวธรรมที่มีมูลท่ีเป็นมูลอย่าง
เดยี วกนั เชน่ เย เกจิ กสุ ลา ธมมฺ า, สพฺเพ เต กสุ ลมูเลน เอกมูล
มูลกา ? (อภ.ิ ย. ๓๘/๑๑/๒) = สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทีเ่ ปน็
กุศล สภาวธรรมเหล่านั้นท้ังหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับ
กศุ ลมูลใช่ไหม
๔.๓ อัญญมัญญมูลมูลกนัย คือ นัยท่ีว่าด้วยสภาวธรรมท่ีมีมูลที่เป็น
มลู อาศยั กันและกนั เช่น เย เกจิ กสุ ลมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา,
สพฺเพ เต กสุ ลมูเลน อญฺมญฺมูลมูลกา ? (อภ.ิ ย. ๓๘/๑๒/๒) =
สภาวธรรมเหลา่ ใดเหลา่ หนงึ่ มมี ลู ทเ่ี ปน็ มลู อยา่ งเดยี วกนั กบั กศุ ลมลู
สภาวธรรมเหล่านั้นท้ังหมดมีมูลท่ีเป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศล
มลู ใช่ไหม แต่ละนัยประกอบด้วยค�ำถาม-ตอบเป็นคู่ ๆ คอื อนุโลม
ปุจฉา และปฏโิ ลมปจุ ฉา ทเ่ี รียกวา่ วิธกี ารยมกดงั กล่าวขา้ งต้น
เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๘ 249
๑.๕ วาระของมูลยมก
มูลยมกมีวาระใหญ่ ๒ วาระ คือ
๑. อุทเทสวาร (วาระทย่ี กประเดน็ ปญั หาขึน้ ถาม)
๒. นทิ เทสวาร (วาระทน่ี ำ� ประเด็นปัญหามาตอบ)
อทุ เทสวารแบง่ ยอ่ ยเปน็ ๑๐ อุทเทส คอื
๑. มลู วารอทุ เทส ยกประเด็นปญั หาที่เกยี่ วกบั มลู คอื กุศลมูล อกุศลมลู
อพั ยากตมูล และนามมลู ข้ึนถาม
๒. เหตวุ ารอทุ เทส ยกประเดน็ ปญั หาทีเ่ กีย่ วกับเหตุ คือ กศุ ลเหตุ อกศุ ล-
เหตุ และอพั ยากตเหตุข้นึ ถาม
๓. นทิ านวารอุทเทส ยกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับนิทาน (ต้นเหตุ) คือ
กศุ ลนทิ าน อกุศลนิทาน และอพั ยากตนิทานขนึ้ ถาม
๔. สมั ภววารอทุ เทส ยกประเด็นปัญหาท่ีเก่ียวกับสมภพ (เหตุเกิด) คือ
กศุ ลสมภพ อกศุ ลสมภพ และอพั ยากตสมภพขึน้ ถาม
๕. ปภววารอุทเทส ยกประเด็นปัญหาท่ีเก่ียวกับประภพ (แดนเกิด) คือ
กุศลประภพ อกุศลประภพ และอัพยากตประภพ
ขน้ึ ถาม
๖. สมุฏฐานวารอทุ เทส ยกประเดน็ ปัญหาทีเ่ กย่ี วกับสมุฏฐาน (ที่เกิด) คือ กุศล
สมฏุ ฐาน อกศุ ลสมฏุ ฐาน และอพั ยากตสมฏุ ฐานขน้ึ ถาม
๗. อาหารวารอุทเทส ยกประเด็นปัญหาที่เก่ียวกับอาหาร (ท่ีเป็นเหตุ) คือ
กศุ ลอาหาร อกศุ ลอาหาร และอพั ยากตอาหารข้นึ ถาม
๘. อารัมมณวารอุทเทส ยกประเด็นปัญหาที่เก่ียวกับอารมณ์ คือ กุศลอารมณ์
อกศุ ลอารมณ์ และอพั ยากตอารมณข์ ้นึ ถาม
๙. ปัจจยวารอทุ เทส ยกประเด็นปัญหาที่เก่ียวกับปัจจัย คือ กุศลปัจจัย
อกุศลปัจจยั และอพั ยากตปจั จยั ข้ึนถาม
๑๐. สมุทยวารอทุ เทส ยกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับสมุทัย คือ กุศลสมุทัย
อกศุ ลสมทุ ยั และอพั ยากตสมุทัยขนึ้ ถาม
สว่ นนทิ เทสวารก็แบ่งย่อยเปน็ ๑๐ วาระเช่นเดยี วกบั อทุ เทสวาร
ขอใหส้ งั เกตวา่ ในมลู ยมกน้ี พระผ้มู ีพระภาคทรงเนน้ การจ�ำแนกสภาวธรรม ทีเ่ ปน็ มลู
ด้วยวธิ กี ารยมกตามนัย ๑๒ นยั ซง่ึ แบ่งเปน็ ๔ หมวด หมวดละ ๓ นัย ผ้ศู กึ ษาตอ้ งมคี วามรู้
เก่ียวกับกุศลมูล อกุศลมูล และอัพยากตมูล เป็นอย่างดี จึงจะอ่านมูลยมกได้เพลิดเพลินด้วย
อรรถรส
250 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
๒. ขันธยมก
๒.๑ ความหมายของขนั ธ์
ค�ำวา่ ขนั ธ์ แปลว่า กอง, พวก, หมวด, หมู่ คอื กอง พวก หมวด หรือหมแู่ หง่ สภาวธรรม
ทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ คือ (๑) รูปขันธ์ กองรูป (๒) เวทนาขันธ์ กองเวทนา
(๓) สัญญาขนั ธ์ กองสญั ญา (๔) สังขารขนั ธ์ กองสังขาร (๕) วิญญาณขนั ธ์ กองวิญญาณ
๒.๒ องคธ์ รรมที่เป็นเน้อื หาของขนั ธยมก
องคธ์ รรมท่เี ป็นเนอ้ื หาของขันธยมกได้แก่ขันธ์ ๕ นัน่ เอง
๒.๓ วัตถปุ ระสงคข์ องขันธยมก
วตั ถุประสงค์ท่ีทรงแสดงขนั ธยมกมี ๓ ประการ คอื
๑. เพ่ือใหเ้ กิดญาตปรญิ ญา คอื การกำ� หนดรขู้ ้ันรู้จักขันธ์ ๕ ตามสภาว
ลักษณะ เชน่ กำ� หนดรวู้ า่ นช้ี ือ่ วา่ รปู นีช้ ่ือว่ารูปขนั ธ์ นชี้ อื่ วา่ เวทนา
นี้ชื่อว่าเวทนาขันธ์
๒. เพอื่ ใหเ้ กิดตรี ณปรญิ ญา คือ การก�ำหนดร้ขู ั้นพิจารณาขนั ธ์ ๕ ตาม
สภาวะท่ีเปน็ จริง เชน่ พิจารณาเห็นว่ารปู ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็
อนัตตา รปู ขันธ์ ไม่เที่ยง เปน็ ทกุ ข์ เป็นอนตั ตา
๓. เพ่อื ใหเ้ กดิ ปหานปรญิ ญา คือ การก�ำหนดรขู้ น้ั ละ เช่น ละนจิ จสัญญา
ในขันธ์ ๕ (ละความเข้าใจผดิ วา่ ขันธ์ ๕ เท่ยี ง) ละอัตตานทุ ิฏฐิ
(การถอื ว่า มอี ัตตาถาวร)
เพ่ือให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงขันธ์ ๕ ด้วยวิธี
การยมกตามนยะและวาระตอ่ ไปน้ี
๒.๔ นยะหรอื นัยของขันธยมก
ขนั ธยมกมนี ยะหรือนยั ๒ อยา่ ง คอื
๑. อนุโลมนยั ไดแ้ ก่ นยั ทว่ี า่ ดว้ ยขนั ธ์ ๕ ตามล�ำดับ ไม่มกี ารปฏิเสธ นัยหน่ึง ๆ
ประกอบดว้ ยอนุโลมปุจฉา และปฏโิ ลมปจุ ฉา ซ่งึ เป็นวธิ กี ารยมก เชน่
รปู ํ รปู กฺขนฺโธ, รูปกขฺ นฺโธ รปู .ํ
(อภิ.ย. ๓๘/๒/๑๖)
อนุโลมปจุ ฉา : รูปเป็นรปู ขนั ธ์ใช่ไหม
ปฏโิ ลมปจุ ฉา : รูปขันธ์เป็นรปู ไชไ่ หม
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 251
รูปํ รูปกขฺ นโฺ ธติ ? ปิยรปู ํ สาตรปู ํ รูปํ น รูปกขฺ นโฺ ธ, รูปกฺขนโฺ ธ รปู ญเฺ จว รูปกขฺ นโฺ ธ
จ, รปู กขฺ นฺโธ รูปนฺติ ? อามนตฺ า.
(อภ.ิ ย. ๓๘/๒๖/๒๑)
อนโุ ลมปุจฉา : รปู เป็นรูปขันธ์ใชไ่ หม
วสิ ชั นา (แยกตอบ) : ปิยรปู สาตรูป เป็นรปู แต่ไม่เปน็ รปู ขนั ธ์ รปู ขนั ธ์
เป็นรูปกใ็ ช่ เป็นรปู ขันธก์ ใ็ ช่
ปฏิโลมปจุ ฉา : รูปขนั ธเ์ ป็นรูปใชไ่ หม
วสิ ชั นา (ตอบรับ) : อามนตฺ า. (ใช่)
๒. ปัจจนีกนยั ได้แก่ นัยที่ว่าดว้ ยขันธ์ ๕ เชิงปฏิเสธ นัยหนงึ่ ๆ ประกอบ ด้วย
อนุโลมปุจฉา และปฏิโลมปจุ ฉาเชน่ เดียวกนั เชน่
น รปู ํ น รูปกฺขนโฺ ธ, น รูปกฺขนโฺ ธ น รูป.ํ
(อภ.ิ ย. ๓๘/๓/๑๖)
อนุโลมปจุ ฉา : สภาวธรรมทไี่ มเ่ ป็นรปู ไมเ่ ป็นรปู ขันธ์ใชไ่ หม
ปฏิโลมปจุ ฉา : สภาวธรรมทไ่ี มเ่ ปน็ รปู ขันธ์ ไม่เปน็ รปู ใชไ่ หม
น รูปํ น รปู กขฺ นฺโธติ ? อามนตฺ า. น รูปกขฺ นโฺ ธ น รูปนฺติ ? ปยิ รูปํ สาตรปู ํ รูปํ น
รูปกขฺ นฺโธ รูป,ํ รูปญฺจ รปู กฺขนฺธญจฺ ฐเปตวฺ า อวเสสา น เจว รปู ํ น จ รูปกฺขนฺโธ.
(อภิ.ย. ๓๘/๒๗/๒๒)
อนโุ ลมปจุ ฉา : สภาวธรรมที่ไมเ่ ป็นรปู ไม่เป็นรูปขนั ธใ์ ช่ไหม
วสิ ัชนา : อามนตฺ า. (ใช)่
ปฏโิ ลมปุจฉา : สภาวธรรมท่ไี มเ่ ปน็ รปู ขนั ธ์ ไม่เป็นรูปใชไ่ หม
วิสัชนา (แยกตอบ) : ปยิ รปู สาตรปู เป็นรปู แตไ่ มเ่ ป็นรปู ขันธ์ เว้นรปู
และรปู ขันธ์แลว้ สภาวธรรมทีเ่ หลอื ไม่เปน็ รูปก็ใช่
ไมเ่ ปน็ รูปขนั ธก์ ใ็ ช่
๒.๕ วาระของขันธยมก
ขนั ธยมกมวี าระใหญ่ ๒ วาระ คอื
๑. อทุ เทสวาร (วาระทวี่ า่ ดว้ ยการยกประเด็นปัญหาข้นึ ถาม)
๒. นิทเทสวาร (วาระทีว่ า่ ดว้ ยการนำ� ปัญหามาตอบ)
อุทเทสวารแบง่ ออกเปน็ ๓ วาระ คอื
๑. ปัณณตั ติวารอทุ เทส (การยกประเด็นปัญหาในวาระที่ว่าด้วยนาม
บัญญัติ หรอื ช่ือทบ่ี ัญญัติใช้ข้ึนถาม)
๒. ปวตั ติวารอุทเทส (การยกประเด็นปัญหาในวาระที่ว่าด้วยประวัติ
252 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
หรอื ความเปน็ ไปแห่งขันธ์ ๕ ขึน้ ถาม)
๓. ปรญิ ญาวารอุทเทส (การยกประเด็นปัญหาในวาระที่ว่าด้วยปริญญา
หรือ การกำ� หนดรู้สภาวะแหง่ ขันธ์ ๕ ขนึ้ ถาม)
ปณั ณตั ตวิ ารอทุ เทส ถามปญั หาระดบั ญาตปรญิ ญา ปวตั ตวิ ารอทุ เทส ถามปญั หาระดบั
ตรี ณปริญญา ปริญญาวารอุทเทส ถามปัญหาระดับปหานปรญิ ญา
แตใ่ นท่ีนี้พระผูม้ พี ระภาคทรงแสดงไวเ้ ฉพาะปัณณตั ตวิ ารอุทเทสเท่านน้ั อีก ๒ อทุ เทส
ทรงน�ำไปแสดงรวมไว้ในนิทเทสวาร เพ่ือมิให้กล่าวซ้�ำกันมากนัก เพราะทรงแสดงอุทเทส
เตม็ รูปไวใ้ ห้เหน็ เปน็ ตัวอย่างแลว้ ในมูลยมก
๑. ปัณณตั ตวิ ารอุทเทสแบง่ ยอ่ ยออกเปน็ ๔ วาระ คือ
๑.๑ ปทโสธนวาร ๑.๒ ปทโสธนมลู จกั กวาร
๑.๓ สทุ ธขนั ธวาร ๑.๔ สุทธขนั ธมลู จักกวาร
๑.๑ ปทโสธนวาร ได้แก่ วาระที่ว่าด้วยการนิยามค�ำท่ีเป็นช่ือองค์ธรรมของขันธยมก
ประกอบดว้ ยอนโุ ลมนยั และปจั จนกี นยั ประโยค คำ� ถามของแตล่ ะนยั มบี ทเดยี วซงึ่ เปน็ ลกั ษณะ
เฉพาะของปณั ณตั ติวารท้งั ฝา่ ยอุทเทสและฝา่ ยนิทเทส เช่น
อนุโลมนยั ปฏิโลมปุจฉา
อนโุ ลมปจุ ฉา รูปกขฺ นฺโธ รูปํ.
รปู ํ รปู กฺขนโฺ ธ. รปู ขันธ์เปน็ รูปใชไ่ หม
รูปเป็นรูปขันธใ์ ชไ่ หม เวทนากขฺ นโฺ ธ เวทนา.
เวทนา เวทนากขฺ นฺโธ. เวทนาขันธ์เปน็ เวทนาใชไ่ หม
เวทนาเป็นเวทนาขันธใ์ ช่ไหม
(อภ.ิ ย. ๓๘/๒/๑๖)
ปจั จนกี นยั ปฏิโลมปุจฉา
อนุโลมปจุ ฉา น รูปกฺขนฺโธ น รูป.ํ
น รปู ํ น รูปกขฺ นโฺ ธ. สภาวธรรมทีไ่ มเ่ ปน็ รปู ขันธ์
สภาวธรรมท่ีไมเ่ ป็นรปู ไมเ่ ปน็ รูปใชไ่ หม
ไมเ่ ป็นรปู ขนั ธใ์ ช่ไหม น เวทนากฺขนฺโธ น เวทนา.
น เวทนา น เวทนากขฺ นฺโธ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเวทนาขันธ์
สภาวธรรมที่ไม่เปน็ เวทนา ไม่เปน็ เวทนาใชไ่ หม
ไม่เป็นเวทนาขนั ธ์ใชไ่ หม
(อภิ.ย. ๓๘/๓/๑๖)
เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๘ 253
๑.๒ ปทโสธนมลู จักกวาร ได้แก่ วาระทว่ี ่าด้วยการนยิ ามขันธ์แบบหมุนวนเปน็ รอบ ๆ
รอบ ละ ๔ ขันธ์ โดยฝา่ ยอนุโลมปุจฉาถามซ้ำ� ขนั ธ์ เดยี ว ๔ ครง้ั ฝา่ ยปฏิโลมปุจฉา ถาม ไลไ่ ป
ตามล�ำดบั ทั้ง ๔ ขันธ์ ๆ ละครัง้ ใน ๑ รอบ เช่น
อนโุ ลมปจุ ฉา อนโุ ลมนัย ปฏิโลมปุจฉา
รอบท่ี ๑
รปู ํ รูปกฺขนโฺ ธ. ขนฺธา เวทนากฺขนโฺ ธ.
รปู เป็นรูปขนั ธ์ใช่ไหม ขันธ์ เปน็ เวทนาขันธใ์ ช่ไหม
รปู ํ รูปกฺขนโฺ ธ. ขนฺธา สญฺ ากฺขนโฺ ธ.
รปู เปน็ รูปขนั ธ์ใชไ่ หม ขันธ์ เปน็ สัญญาขันธใ์ ชไ่ หม
รูปํ รปู กขฺ นฺโธ. ขนธฺ า สงฺขารกขฺ นฺโธ.
รปู เปน็ รูปขนั ธใ์ ชไ่ หม ขนั ธ์ เป็นสังขารขนั ธ์ใช่ไหม
รูปํ รูปกขฺ นโฺ ธ. ขนธฺ า วญิ ฺ าณกฺขนฺโธ.
รปู เปน็ รูปขนั ธ์ใช่ไหม ขนั ธ์ เปน็ วญิ ญาณขันธใ์ ช่ไหม
รอบท่ี ๒
เวทนา เวทนากฺขนโฺ ธ. ขนธฺ า รปู กฺขนโฺ ธ.
เวทนา เป็นเวทนาขันธ์ใชไ่ หม ขนั ธ์ เปน็ รปู ขนั ธใ์ ช่ไหม
เวทนา เวทนากฺขนโฺ ธ. ขนธฺ า สญฺากฺขนฺโธ.
เวทนา เปน็ เวทนาขันธ์ใชไ่ หม ขนั ธ์ เป็นสัญญาขนั ธใ์ ช่ไหม
เวทนา เวทนากขฺ นโฺ ธ. ขนฺธา สงฺขารกฺขนโฺ ธ.
เวทนา เป็นเวทนาขันธ์ใชไ่ หม ขนั ธ์ เป็นสังขารขันธ์ใช่ไหม
เวทนา เวทนากฺขนฺโธ. ขนฺธา วิญฺาณกฺขนโฺ ธ.
เวทนา เป็นเวทนาขนั ธใ์ ชไ่ หม ขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ใช่ไหม
(อภิ.ย. ๓๘/๔-๕/๑๖-๑๗)
๑.๓ สทุ ธขันธวาร ได้แก่ วาระท่ีว่าดว้ ยการนยิ ามขนั ธ์ล้วน ๆ ขอยกตวั อย่างเฉพาะ
อนโุ ลมนัย เชน่
254 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
อนุโลมปจุ ฉา อนโุ ลมนัย ปฏิโลมปจุ ฉา
รอบท่ี ๑
รปู ํ ขนฺโธ. ขนฺธา รูป.ํ
รปู เปน็ ขนั ธ์ใช่ไหม ขันธ์ เป็นรูปใชไ่ หม
เวทนา ขนฺโธ. ขนฺธา เวทนา.
เวทนา เปน็ ขันธ์ใชไ่ หม ขันธ์ เป็นเวทนาใชไ่ หม
(อภิ.ย. ๓๘/๑๔/๑๘)
๑.๔ สทุ ธขนั ธมูลจกั กวาร ได้แก่ วาระที่วา่ ด้วยการนิยามขนั ธล์ ้วน ๆ แบบหมุนวนเป็น
รอบ รอบละ ๔ ขนั ธ์ ขอยกตัวอยา่ งเฉพาะอนุโลมนัย เชน่
อนโุ ลมนยั
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏิโลมปุจฉา
รอบที่ ๑
รปู ํ ขนฺโธ. ขนธฺ า เวทนา.
รปู เปน็ ขันธ์ใชไ่ หม ขันธ์ เปน็ เวทนาใช่ไหม
รปู ํ ขนฺโธ. ขนธฺ า สญฺ า.
รูป เป็นขนั ธใ์ ช่ไหม ขันธ์ เปน็ สญั ญาใช่ไหม
รปู ํ ขนโฺ ธ. ขนธฺ า สงฺขารา.
รูป เปน็ ขนั ธ์ใช่ไหม ขันธ์ เปน็ สงั ขารใชไ่ หม
รปู ํ ขนฺโธ. ขนฺธา วญิ ฺาณ.ํ
รปู เปน็ ขนั ธใ์ ชไ่ หม ขันธ์ เปน็ วญิ ญาณใชไ่ หม
(อภิ.ย. ๓๘/๑๖/๑๙)
รอบที่ ๒
เวทนา ขนฺโธ. ขนธฺ า รปู .ํ
เวทนา เปน็ ขนั ธ์ใช่ไหม ขันธ์ เป็นรปู ใช่ไหม
เวทนา ขนฺโธ. ขนฺธา สญฺ า.
เวทนา เปน็ ขันธใ์ ช่ไหม ขนั ธ์ เปน็ สญั ญาใช่ไหม
เวทนา ขนฺโธ. ขนฺธา สงฺขารา.
เวทนา เป็นขนั ธ์ใช่ไหม ขนั ธ์ เปน็ สังขารใชไ่ หม
เวทนา ขนฺโธ. ขนธฺ า วญิ ฺาณํ.
เวทนา เปน็ ขนั ธ์ใชไ่ หม ขนั ธ์ เปน็ วิญญาณใชไ่ หม
(อภิ.ย. ๓๘/๑๗/๑๙)
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๘ 255
สว่ นนิทเทสวารกแ็ บง่ ออกเป็น ๓ วาระ คือ
๑. ปัณณัตตวิ ารนทิ เทส (การนำ� ปัญหาในวาระท่วี ่าด้วยนามบัญญัติมาตอบ)
๒. ปวัตติวารนิทเทส (การนำ� ปัญหาในวาระทว่ี ่าด้วยประวตั ิมาตอบ)
๓. ปริญญาวารนิทเทส (การน�ำปัญหาในวาระทว่ี า่ ดว้ ยปรญิ ญามาตอบ)
๑. ปัณณัตติวารนิทเทส
ปณั ณตั ตวิ ารนทิ เทสแบง่ ยอ่ ยออกเปน็ ๔ วาระเชน่ เดยี วกบั ในอทุ เทส แตไ่ ดเ้ พม่ิ คำ� ตอบ
ของแต่ละปัญหาเขา้ ไปเทา่ น้ัน ขอยกตวั อยา่ งเฉพาะในอนโุ ลมนัยมาแสดงดังต่อไปน้ี
๑.๑ ปทโสธนวาร
อนุโลมนัย
อนุโลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
รปู ํ รปู กขฺ นฺโธติ ? รูปกฺขนโฺ ธ รูปนฺติ ?
รูป เปน็ รูปขนั ธ์ใช่ไหม รปู ขันธ์ เปน็ รปู ใชไ่ หม
วสิ ชั นา วิสัชนา
ปยิ รปู ํ สาตรปู ํ รปู ํ น รูปกขฺ นฺโธ, อามนฺตา.
รูปกฺขนฺโธ รูปญเฺ จว รูปกขฺ นฺโธ จ. ใช่
ปิยรปู สาตรปู เป็นรปู แตไ่ มเ่ ปน็ รูปขนั ธ์
รูปขันธเ์ ป็นรูปกใ็ ช่ เป็นรูปขนั ธก์ ็ใช่
(อภ.ิ ย. ๓๘/๒๖/๒๑)
๑.๒ ปทโสธนมูลจักกวาร
อนโุ ลมนยั
อนุโลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปจุ ฉา
รอบท่ี ๑
รูปํ รูปกขฺ นฺโธติ ? ขนธฺ า เวทนากขฺ นโฺ ธติ ?
รูป เปน็ รปู ขนั ธ์ใชไ่ หม ขนั ธ์ เปน็ เวทนาขันธใ์ ชไ่ หม
วิสชั นา วิสัชนา
ปยิ รูปํ สาตรปู ํ รูปํ เวทนากฺขนฺโธ ขนโฺ ธ เจว
น รูปกฺขนฺโธ, รปู กขฺ นโฺ ธ เวทนากขฺ นฺโธ จ, อวเสสา
รปู ญเฺ จว รปู กขฺ นฺโธ จ. ขนธฺ า ขนธฺ า น เวทนากฺขนฺโธ.
ปยิ รูป สาตรูป เป็นรูป เวทนาขนั ธ์ เปน็ ขนั ธ์กใ็ ช่
แต่ไม่เปน็ รปู ขันธ์ เปน็ เวทนาขนั ธก์ ใ็ ช,่ ขนั ธ์ทีเ่ หลอื
เปน็ รปู ก็ใช่ เปน็ รูปขนั ธ์ก็ใช ่ เปน็ ขนั ธ์ แตไ่ มเ่ ป็นเวทนาขนั ธ์
256 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
รูปํ รปู กขฺ นโฺ ธติ ? ขนฺธา สญฺ ากฺขนโฺ ธติ ?
รปู เป็นรูปขันธ์ใช่ไหม ขันธ์ เป็นสญั ญาขนั ธใ์ ชไ่ หม
วสิ ัชนา วิสชั นา
(เหมอื นข้างตน้ ) สญฺ ากขฺ นโฺ ธ ขนโฺ ธ เจว สญฺากฺ
ขนโฺ ธ จ, อวเสสา ขนธฺ า ขนธฺ า น
สญฺ สกฺขนฺโธ.สญั ญา
ใช่ เปน็ สญั ญาขนั ธก์ ใ็ ช่ ขนั ธท์ เี่ หลอื
เป็นขนั ธ์ แตไ่ มเ่ ปน็ สัญญาขันธ์
ขนั ธ์ เป็นขันธ์ก ็
ปฏโิ ลมปจุ ฉา
อนุโลมปุจฉา ขนธฺ า สงขฺ ารกขฺ นโฺ ธติ ?
ขันธ์ เปน็ สงั ขารขันธ์ใช่ไหม
รูปํ รูปกขฺ นโฺ ธติ ?
รูป เปน็ รูปขันธใ์ ช่ไหม วสิ ัชนา
วสิ ัชนา สงขฺ ารกฺขนฺโธ ขนโฺ ธ เจว
(เหมือนขา้ งต้น) สงขฺ ารกฺขนโฺ ธ จ, อวเสสา
ขนฺธา ขนธฺ า น สงฺขารกขฺ นโฺ ธ.
ขันธก์ ใ็ ช่ ขนั ธ์ทเี่ หลือ เปน็ ขนั ธ์ แต่
สังขารขันธ์ เป็นขนั ธก์ ใ็ ช่ เปน็ สงั ขาร ไมเ่ ปน็ สงั ขารขนั ธ์
อนุโลมปุจฉา ปฏิโลมปจุ ฉา
รปู ํ รปู กฺขนฺโธติ ? ขนธฺ า วญิ ฺ าณกฺขนฺโธติ ?
รูป เป็นรปู ขันธ์ใช่ไหม ขันธ์ เปน็ วิญญาณขนั ธใ์ ชไ่ หม
วสิ ชั นา
(เหมอื นข้างตน้ ) วสิ ัชนา
วิญฺ าณกขฺ นโฺ ธ ขนโฺ ธ เจว
วญิ ฺญาณกขฺ นโฺ ธ จ. อวเสสา ขนธฺ า
วญิ ญาณขันธ์ เป็นขนั ธ์กใ็ ช่ ขนฺธา น วิญฺ าณกขฺ นฺโธ.
เปน็ วิญญาณขนั ธ์ก็ใช ่ ขันธ์ที่เหลือเป็นขันธ์ แต่ไม่เป็น
วญิ ญาณขันธ์
(อภิ.ย. ๓๘/๒๘/๒๒-๒๓)
เล่มที่ ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 257
๑.๓ สุทธขันธวาร ปฏโิ ลมปจุ ฉา
อนุโลมนัย ขนฺธา รปู กฺขนโฺ ธติ ?
ขนั ธ์ เป็นรปู ขนั ธใ์ ชไ่ หม
อนุโลมปจุ ฉา
รปู ํ รูปกขฺ นโฺ ธติ ? วสิ ัชนา
รูป เป็นขนั ธ์ใชไ่ หม รปู กขฺ นโฺ ธ ขนฺโธ เจว รูปกขฺ นโฺ ธ จ,
อวเสสา ขนฺธา ขนธฺ า น รปู กขฺ นโฺ ธ.
วสิ ัชนา รูปขันธ์ เป็นขันธ์ก็ใช่ เป็นรูปขันธ์
อามนตฺ า. กใ็ ช่ ขนั ธท์ เี่ หลอื เปน็ ขนั ธ์ แตไ่ มเ่ ปน็
ใช ่ รูปขันธ์
(อภิ.ย. ๓๘/๓๘/๒๗)
ปฏิโลมปจุ ฉา
ขนธฺ า เวทนากขฺ นโฺ ธติ ?
๑.๔ สทุ ธขนั ธมูลจกั กวาร ขนั ธ์ เปน็ เวทนาขนั ธ์ใช่ไหม
อนโุ ลมนัย
วสิ ัชนา
อนุโลมปจุ ฉา เวทนากฺขนโฺ ธ ขนฺโธ เจว
รอบท่ี ๑ เวทนากขฺ นฺโธ จ, อวเสสา
ขนธฺ า ขนฺธา น เวทนากขฺ นโฺ ธ.
รปู ํ ขนโฺ ธติ ? เป็นเวทนาขันธ์ก็ใช่ ขันธ์ท่ีเหลือ
รูป เปน็ ขันธใ์ ช่ไหม เป็นขันธ์ แต่ไมเ่ ปน็ เวทนาขันธ์
วิสัชนา
อามนตฺ า. ปฏโิ ลมปุจฉา
ใช่ ขนฺธา สญฺ ากฺขนโฺ ธติ ?
ขันธ์ เปน็ สัญญาขันธใ์ ช่ไหม
เวทนาขนั ธ์ เป็นขนั ธก์ ใ็ ช่
วิสัชนา
อนโุ ลมปุจฉา สญฺญากฺขนฺโธ ขนฺโธ เจว
รูปํ ขนฺโธติ ? สญญฺ ากขฺ นฺโธ จ, อวเสสา
รูป เปน็ ขันธใ์ ช่ไหม ขนฺธา ขนฺธา น สญฺากฺขนโฺ ธ.
วิสัชนา
อามนฺตา.
ใช่
258 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
สัญญาขนั ธ์ เป็นขนั ธ์ก็ใช่เป็น สัญญาขนั ธก์ ใ็ ช่ ขันธท์ เ่ี หลอื
เปน็ ขนั ธ์ แตไ่ มเ่ ปน็ สญั ญาขนั ธ์ ฯลฯ
(อภิ.ย. ๓๘/๔๐/๒๘)
๒. ปวตั ติวารนทิ เทส
ปวัตติวารนทิ เทสแบ่งออกเปน็ ๓ วาระ คือ
๒.๑ อปุ ปาทวาร ได้แก่ วาระท่วี ่าด้วยการเกดิ (แห่งขันธ์ ๕)
๒.๒ นิโรธวาร ไดแ้ ก่ วาระทวี่ ่าดว้ ยการดับ(แห่งขันธ์ ๕)
๒.๓ อปุ ปาทนโิ รธวาร ได้แก่ วาระทวี่ า่ ดว้ ยการเกดิ และดบั (แหง่ ขนั ธ์ ๕)
ปวัตตวิ ารนิทเทสทั้ง ๓ วาระแบง่ ตามกาลเปน็ ๖ วาระ คือ
๑. ปัจจปุ ปนั นวาร (วาระท่ีว่าดว้ ยขันธ์ในปัจจุบัน)
๒. อดีตวาร (วาระที่วา่ ดว้ ยขันธใ์ นอดีต)
๓. อนาคตวาร (วาระทว่ี ่าด้วยขันธ์ในอนาคต)
๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร (วาระทีว่ ่าดว้ ยขนั ธใ์ นปจั จบุ นั และอดีต)
๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร (วาระทวี่ ่าดว้ ยขนั ธใ์ นปจั จุบนั และอนาคต)
๖. อตตี านาคตวาร (วาระที่วา่ ดว้ ยขันธ์ในอดตี และอนาคต)
ปัจจปุ ปนั นวารของอุปปาทวาร ว่าด้วยการเกดิ ของขนั ธใ์ นปจั จบุ ัน ปัจจปุ ปันนวารของ
นิโรธวาร ว่าด้วยการดบั ของขันธ์ในปจั จุบัน และปจั จุปปันนวารของ อปุ ปาทนิโรธวาร ว่าด้วย
การเกิดและการดบั ของขันธ์ในปัจจบุ นั
อตีตวารของอุปปาทวาร ว่าด้วยการเกดิ ของขันธใ์ นอดีต อตีตวารของนิโรธวาร วา่ ด้วย
การดับของขันธ์ในอดีต และอตีตวารของอุปปาทนิโรธวาร ว่าด้วยการเกิดและการดับของ
ขันธใ์ นอดตี
อนาคตวารของอปุ ปาทวาร วา่ ดว้ ยการเกดิ ของขนั ธใ์ นอนาคต อนาคตวารของนโิ รธวาร
ว่าด้วยการดับของขันธ์ในอนาคต และอนาคตวารของอุปปาทนิโรธวาร ว่าด้วยการเกิดและ
การดับของขนั ธ์ในอนาคต
ปัจจุปปันนาตีตวารของอุปปาทวาร ว่าด้วยการเกิดของขันธ์ในปัจจุบันและอดีต
ปจั จุปปนั นาตีตวารของนิโรธวาร ว่าด้วยการดบั ของขันธใ์ นปัจจุบนั และอดตี และปัจจปุ ปนั นา-
ตตี วารของอุปปาทนโิ รธวาร ว่าด้วยการเกดิ และการดับของขันธใ์ นปจั จุบนั และอดตี
ปัจจุปปันนานาคตวารของอุปปาทวาร ว่าด้วยการเกิดของขันธ์ในปัจจุบันและอนาคต
ปจั จุปปันนานาคตวารของนโิ รธวาร วา่ ดว้ ยการดบั ของขนั ธ์ในปัจจบุ นั และอนาคต และปจั จุป-
เล่มที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 259
ปันนานาคตวารของอุปปาทนิโรธวาร ว่าด้วยการเกิดและการดับของขันธ์ในปัจจุบันและ
อนาคต
อตีตานาคตวารของอุปปาทวาร ว่าด้วยการเกิดของขันธ์ในอดีตและอนาคต
อตีตานาคตวารของนิโรธวาร ว่าด้วยการดับของขันธ์ในอดีตและอนาคต และอตีตานาคตวาร
ของอุปปาทนิโรธวาร วา่ ดว้ ยการเกิดและการดับของขนั ธ์ในอดีตและอนาคต
กาลของประโยคคำ� ถามในปวัตติวารนิทเทส
ประโยคคำ� ถามของปวตั ตวิ ารนทิ เทส ทง้ั ฝา่ ยอนโุ ลมปจุ ฉาและฝา่ ยปฏโิ ลมปจุ ฉา แตล่ ะ
ประโยคประกอบด้วยบท ๒ บท คือ บทหน้าหรือสันนิฏฐานบท และบทหลังหรือสังสยบท
ดงั กล่าวมาแลว้ ทัง้ ๒ บทนใ้ี ช้กาลแตกต่างกันดังน้ี
ประโยคค�ำถามท้ัง ๒ บทและค�ำตอบในปัจจุปปันนวารใช้ปัจจุบันกาล ประโยค
ค�ำถามท้งั ๒ บทและคำ� ตอบในอตีตวารใช้อดตี กาล และประโยคคำ� ถามทงั้ ๒ บท และค�ำตอบ
ในอนาคตวารใชอ้ นาคตกาล
ประโยคคำ� ถามและคำ� ตอบในวาระท่ีเหลืออีก ๓ วาระใช้กาลสับกัน ดงั นี้
ในปัจจุปปันนาตีตวาร ประโยคค�ำถามในอนุโลมปุจฉา บทหน้าใช้ปัจจุบันกาล
บทหลงั ใช้อดีตกาล ส่วนในปฏิโลมปจุ ฉา บทหน้าใช้อดตี กาล บทหลงั ใช้ปัจจุบันกาล ประโยค
ค�ำตอบใช้กาลตามกาลของบทหลงั ของประโยคคำ� ถาม
ในปัจจุปปันนานาคตวาร ประโยคค�ำถามในอนุโลมปุจฉา บทหน้าใช้ปัจจุบันกาล
บทหลังใช้อนาคตกาล ส่วนในปฏิโลมปุจฉา บทหน้าใช้อนาคตกาล บทหลัง ใช้ปัจจุบันกาล
ประโยคค�ำตอบใชก้ าลตามกาลของบทหลังในประโยคค�ำถาม
ในอตีตานาคตวาร ประโยคค�ำถามในอนุโลมปุจฉา บทหน้าใช้อดีตกาล บทหลังใช้
อนาคตกาล ส่วนในปฏโิ ลมปุจฉา บทหนา้ ใชอ้ นาคตกาล บทหลังใช้อดีตกาล ประโยคคำ� ตอบ
ใช้กาลตามกาลของบทหลังในประโยคคำ� ถาม
นอกจากน้ี แต่ละวาระตอ้ งด�ำเนนิ ไปตามนยั ๒ นยั คอื อนุโลมนยั และ
ปจั จนีกนัย แต่ละนัยยังแบง่ ออกเปน็ ๓ อย่าง คอื
๑. ปุคคลนยั (นยั ที่วา่ ดว้ ยบคุ คล)
๒. โอกาสนยั (นัยทว่ี า่ ด้วยโอกาสหรือภมู ิ)
๓. ปุคคโลกาสนยั (นยั ที่วา่ ดว้ ยบคุ คลและโอกาส)
ปุคคลนัย โอกาสนัย และปุคคโลกาสนัยของฝ่ายอนุโลมนัย เรียกว่า อนุโลมบุคคล
อนโุ ลมโอกาส และอนโุ ลมปคุ คโลกาสของฝา่ ยปจั จนกี นยั เรยี กวา่ ปจั จนกี บคุ คล ปจั จนกี โอกาส
และปจั จนกี ปุคคโลกาส
260 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
เพอ่ื ใหเ้ ข้าใจได้ดีขึ้นขอให้พิจารณาตัวอย่างตอ่ ไปน้ี ขอยกมาแสดงเฉพาะของปจั จปุ ปนั
นวารในอปุ ปาทวารเทา่ นนั้ นโิ รธวารและอปุ ปาทนโิ รธวารใหพ้ จิ ารณาเปรยี บ เทยี บจากตวั อยา่ ง
เหล่าน้ี
อนโุ ลมบุคคล
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยสฺส รูปกขฺ นฺโธ อปุ ฺปชฺชต,ิ ยสสฺ วา ปน เวทนากขฺ นโฺ ธ
ตสฺส เวทนากขฺ นฺโธ อปุ ฺปชชฺ ตตี ิ ? อปุ ฺปชฺชติ, ตสสฺ รูปกขฺ นฺโธ
อุปปฺ ชชฺ ตีติ ?
รูปขนั ธข์ องบคุ คลใดก�ำลงั เกิด เวทนาขันธ์ของบคุ คลใดก�ำลังเกิด
เวทนาขนั ธข์ องบุคคลน้ันกก็ �ำลงั เกดิ รูปขันธข์ องบคุ คลนนั้ ก็ก�ำลังเกดิ
ใชไ่ หม ใช่ไหม
วสิ ชั นา วิสัชนา
อสญญฺ สตตฺ ํ อปุ ปชฺชนฺตานํ เตสํ อรูปํ อปุ ปชชฺ นฺตานํ เตสํ
รูปกขฺ นโฺ ธ อุปปฺ ชชฺ นติ โน จ เตสํ เวทนากขฺ นโฺ ธ อปุ ปฺ ชชฺ ติ โน จ เตสํ
เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชชฺ ต.ิ ปญฺจโวการํ รปู กฺขนฺโธ อปุ ปฺ ชฺชต.ิ ปญจฺ โวการํ
อปุ ฺปชชฺ นตฺ านํ เตสํ รูปกฺขนโฺ ธ จ อปุ ปฺ ชชฺ นตฺ านํ เตสํ เวทนากขฺ นโฺ ธ จ
อปุ ฺปชฺชติ เวทนากฺขนโฺ ธ จ อุปปฺ ชฺชต.ิ อุปปฺ ชชฺ ติ รูปกขฺ นฺโธ จ อุปปฺ ชชฺ ต.ิ
บุคคลผู้ก�ำลังอบุ ตั ิในอสญั ญสัตต- บคุ คลกำ� ลังอุบตั ิในอรูปภูมิ (ภมู ิ
ภมู ิ (ภูมิทไ่ี มม่ สี ัญญา) รปู ขันธ์ ทไี่ มม่ รี ปู คอื อรปู พรหม) เวทนาขนั ธ์
ของบคุ คลเหล่าน้ันก�ำลังเกดิ แต่ ของบคุ คลเหล่านัน้ กำ� ลังเกิด แต่
เวทนาขันธไ์ ม่ใช่ก�ำลงั เกดิ บคุ คลผู้ รปู ขนั ธไ์ มใ่ ชก่ ำ� ลงั เกดิ บคุ คลผกู้ ำ� ลงั
กำ� ลงั อบุ ตั ิในปัญจโวการภูมิ (ภูมทิ ี่ม ี อุบตั ิในปัญจโวการภูมิ เวทนาขนั ธ์
ขนั ธ์ ๕) รูปขนั ธข์ องบุคคลเหลา่ น้นั ของบุคคลเหล่านนั้ ก�ำลงั เกิดและ
กำ� ลังเกิดและเวทนาขันธ์กก็ �ำลังเกดิ รปู ขันธก์ ็ก�ำลังเกิด
(อภ.ิ ย. ๓๘/๕๐/๓๓)
อนโุ ลมโอกาส
อนุโลมปุจฉา ปฏโลมปจุ ฉา
ยตถฺ รูปกฺขนโฺ ธ อุปปชฺชต,ิ ยตถฺ วา ปน เวทนากขฺ นฺโธ
ตตถฺ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชตตี ิ ? อุปฺปชชฺ ต,ิ ตตฺถ รปู กขฺ นฺโธ
อุปฺปชชฺ ตีติ
เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 261
รปู ขนั ธใ์ นภูมใิ ดก�ำลงั เกิด เวทนาขนั ธ์ในภูมินั้นกำ� ลงั เกิด
เวทนาขันธ์ในภมู ิน้ันกก็ �ำลังเกดิ ใช่ไหม รปู ขันธใ์ นภมู ินั้นกก็ �ำลงั เกิดใช่ไหม
วสิ ัชนา วิสชั นา
อสญญฺ สตฺเต ตตถฺ รูปกฺขนฺโธ อรูเป ตตฺถ เวทนากขฺ นฺโธ
อปุ ฺปชชฺ นตฺ ิ โน จ ตตถฺ เวทนากฺ- อุปปชฺชติ โน จ ตตถฺ รูปกฺขนโฺ ธ
ขนฺโธ อุปปฺ ชชฺ ติ, ปญฺจกาเร อปุ ปฺ ชฺชต,ิ ปญจโวกาเร ตตถฺ
ตตฺถ รปู กขฺ นฺโธ จ อปุ ฺปชชฺ ต ิ เวทนากขฺ นฺโธ จ อปุ ปฺ ชฺชติ รปู กฺ-
เวทนากฺขนฺโธ จ อปุ ปฺ ชชฺ ติ. ขนโฺ ธ จ อปุ ฺปชชฺ ติ.
ในอสัญญสตั ตภูมิ ในภมู ิน้นั ในอรูปภมู ิ ในภมู นิ ้นั เวทนา-
รปู ขนั ธ์ก�ำลังเกิด แต่เวทนาขันธ ์ ขนั ธก์ ำ� ลงั เกดิ แตร่ ปู ขนั ธไ์ มใ่ ชก่ ำ� ลงั
ไมใ่ ชก่ ำ� ลงั เกิด ในปญั จโวการภมู ิ เกิด ในปญั จโวการภูมิ ในภมู นิ ้ัน
ในภมู ินน้ั รปู ขันธ์ก�ำลงั เกิดและ เวทนาขันธก์ �ำลงั เกิดและรูปขนั ธ์ก็
เวทนาขันธ์กก็ �ำลังเกิด กำ� ลังเกดิ
(อภิ.ย. ๓๘/๕๑/๓๓)
อนุโลมปคุ คลโลกาส
อนโุ ลมปจุ ฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
ยสสฺ ยตฺถ รปู กฺขนฺโธ ยสสฺ วา ปน ยตฺถ
อุปปฺ ชฺชติ, ตสฺส ตตถฺ เวทนากฺ- เวทนากขฺ นฺโธ อุปฺปชฺชติ, ตสสฺ
ขนฺโธ อุปฺปชฺชตตี ิ ? ตตถฺ รปู กฺขนฺโธ อุปปฺ ชชฺ ตีติ ?
รปู ขนั ธข์ องบคุ คลใดภมู ใิ ด เวทนาขันธข์ องบุคคลใดใน
ก�ำลงั เกดิ เวทนาขนั ธข์ องบุคคลนัน้ ภูมใิ ด กำ� ลังเกิด รูปขันธ์ของบคุ คล
ในภูมินั้นกก็ �ำลังเกดิ ใชไ่ หม นัน้ ในภูมินน้ั ก็ก�ำลงั เกิดใชไ่ หม
วิสชั นา วิสชั นา
อสญฺญสตตฺ ํ อปุ ปชฺชนตฺ านํ เตสํ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ
ตตฺถ รปู กฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เวทนากขฺ นฺโธ อปุ ปฺ ชฺชติ โน จ
เตสํ ตตถฺ เวทนากฺขนโฺ ธ อุปปฺ ชฺชต,ิ เตสํ ตตฺถ รูปกขฺ นฺโธ อุปฺปชฺชต,ิ
ปญฺจโวการํ อปุ ปชฺชนฺตานํ เตสํ ปญจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ
ตตถฺ รูปกฺขนฺโธ จ อปุ ปฺ ชชฺ ติ ตตฺถ เวทนากขฺ นโฺ ธ จ อปุ ฺปชฺชติ
เวทนากฺขนโฺ ธ จ อปุ ฺปชชฺ ต.ิ รปู กฺขนโฺ ธ จ อุปฺปชฺชติ.
บุคคลผ้กู ำ� ลงั อุบตั ิในอสัญญสัตต- บุคคลผู้กำ� ลงั อุบัตใิ นอรปู ภมู ิ
ภมู ิ รูปขันธ์ของบุคคลเหลา่ นน้ั ในภมู ิ เวทนาขนั ธข์ องบคุ คลเหลา่ นน้ั ในภมู ิ
262 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก
น้ันก�ำลังเกดิ แต่เวทนาขนั ธไ์ มใ่ ช่กำ� ลัง นน้ั กำ� ลังเกดิ แต่รปู ขนั ธ์ไม่ใช่ก�ำลัง
เกดิ บุคคลผกู้ �ำลงั อบุ ัตใิ นปญั จ- เกิด บคุ คลผูก้ �ำลังอบุ ัติในปัญจ-
โวการภมู ิ รปู ขนั ธข์ องบุคคลเหล่าน้นั โวการภมู ิ เวทนาขนั ธข์ องบคุ คล
ในภมู นิ ้นั ก�ำลังเกดิ และเวทนาขันธก์ ็ เหลา่ นน้ั ในภมู ินนั้ ก�ำลงั เกดิ และ
ก�ำลังเกิด รูปขนั ธก์ ก็ �ำลังเกิด
(อภ.ิ ย. ๓๘/๕๒/๓๓)
๓. ปริญญาวารนิทเทส
ปริญญาวารนิทเทส แบง่ ออกเปน็ ๖ วาระ คือ
๑. ปจั จุปปันนวาร (วาระท่วี ่าด้วยการก�ำหนดร้ขู นั ธใ์ นปัจจบุ นั )
๒. อตีตวาร (วาระทีว่ า่ ดว้ ยการก�ำหนดร้ขู ันธใ์ นอดีต)
๓. อนาคตวาร (วาระท่ีวา่ ด้วยการก�ำหนดรขู้ ันธ์ในอนาคต)
๔. ปัจจุปปันนาตตี วาร (วาระท่วี ่าด้วยการก�ำหนดรขู้ ันธ์ในปจั จบุ นั และอดีต)
๕. ปจั จุปปันนานาคตวาร (วาระทว่ี า่ ด้วยการก�ำหนดร้ขู นั ธใ์ นปัจจบุ นั และอนาคต)
๖. อตตี านาคตวาร (วาระท่ีวา่ ด้วยการกำ� หนดรขู้ ันธ์ในอดีตและอนาคต)
แต่ละวาระประกอบด้วยอนุโลมนัยและปัจจนีกนัย แต่ละนัยแบ่งเป็น ๓ นัย คือ
ปุคคลนยั โอกาสนัย และปคุ คโลกาสนัย เหมือนกับปวัตตวิ ารนิทเทส แต่พระผู้มพี ระภาคทรง
แสดงไว้แต่เฉพาะปคุ คลนยั คอื อนุโลมบคุ คลและปจั จนีกบุคคลเทา่ นัน้ ขอยกตวั อยา่ งเฉพาะใน
อตีตานาคตวารมาประกอบการพิจารณาดังนี้
อนโุ ลมบคุ คล
อนุโลมปุจฉา ปฏโิ ลมปุจฉา
โย รูปกฺขนฺธํ ปริชานิตถฺ โส โย วา ปน เวทนากขฺ นฺธํ
เวทนากฺขนฺธํ ปริชานสิ สฺ ตตี ิ ? ปรชิ านิสฺสติ โส รูปกฺขนฺธํ
ปริชานิตถฺ าติ ?
บุคคลใดเคยก�ำหนดรรู้ ูปขันธ์ บคุ คลใดจกั ก�ำหนดร้เู วทนาขันธ์
บุคคลนนั้ ก็จกั กำ� หนดรู้เวทนาขันธ ์ บุคคลนนั้ กเ็ คยกำ� หนดรู้รปู ขันธ์
ใช่ไหม ใชไ่ หม
วสิ ัชนา วิสชั นา
โน. โน.
ไมใช ่ ไม่ใช่
(อภ.ิ ย. ๓๘/๒๑๑/๗๔)
เล่มท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 263
ปัจจนกี บุคคล
อนโุ ลมปุจฉา ปฏิโลมปุจฉา
โย รูปกฺขนฺธํ น ปรชิ านิตถฺ โส โย วา ปน เวทนากฺขนั ธํ น
เวทนากขฺ นธฺ ํ น ปรชิ านสิ ฺสตีติ ? ปริชานสั ฺสติ โส รูปกขฺ นธฺ ํ น
ปริชานิตถฺ าติ ?
บุคคลใดไม่เคยกำ� หนดรรู้ ูปขันธ ์ บคุ คลใดไม่ใช่จกั ก�ำหนดร้เู วทนา-
บุคคลนัน้ กไ็ ม่ใช่จกั ก�ำหนดรู้เวทนา- ขนั ธ์ บุคคลน้นั ไม่เคยก�ำหนดรูร้ ปู
ขนั ธใ์ ชไ่ หม ขนั ธใ์ ช่ไหม
วิสชั นา วสิ ัชนา
เย มคคฺ ํ ปฏลิ ภิสฺสนฺติ เต อรหา เวทนากฺขนธฺ ํ น ปร-ิ
รปู กขฺ นธฺ ํ น ปริชานติ ฺ โน จ ชานสิ ฺสติ โน จ รูปกฺขนฺธํ น
เวทนากขฺ นธฺ ํ น ปริชานสิ ฺสนตฺ ิ, ปรชิ านติ ถฺ , อคคฺ มคฺคสมงคฺ ี, เย จ
อคคฺ มคคฺ สมงคฺ ,ี เย จ ปุถุชชฺ นา ปุถชุ ฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนตฺ ิ เต
มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เต เวทนากขฺ นธฺ ญฺจ น ปริชานสิ ฺสนฺติ
รปู กฺขนธฺ ญจฺ น ปริชานติ ฺถ รูปกฺขนธฺ ญจฺ น ปรชิ านติ ฺถ.
เวทนากฺขนธฺ ญจฺ น ปรชิ านิสฺสนฺติ
บคุ คลเหลา่ ใดจกั ได้มรรค (อรยิ - อรหนั ตบุคคลไมใ่ ชจ่ ักกำ� หนด
มรรค) บุคคลเหล่าใดไมเ่ คยกำ� หนด รู้เวทนาขนั ธ์ แต่มิใชไ่ มเ่ คยกำ� หนด
รูร้ ูปขนั ธ์ แตม่ ใิ ชจ่ กั ไมก่ �ำหนดรู้ ร้รู ปู ขันธ์ บุคคลผพู้ รอ้ มเพรียงดว้ ย
เวทนาขนั ธ์ (คือจักก�ำหนดร้เู วทนา- อรหตั ตมรรคและบคุ คลผเู้ ปน็ ปถุ ชุ น
ขนั ธ์) บุคคลผู้พรอ้ มเพรียงด้วย เหล่าใดจกั ไมไ่ ดม้ รรค บคุ คลผู้
อรหัตตมรรค(เชน่ ผู้ใดไดโ้ สดาปัตติ- พร้อมเพรียงด้วยอรหตั ตมรรคและ
มรรค) และปถุ ชุ นเหล่าใดจักไมไ่ ด ้ บุคคลผู้เป็นปุถชุ นเหลา่ นน้ั ไม่ใช่
มรรค บคุ คลผูพ้ ร้อมเพรียงดว้ ย จกั ก�ำหนดรู้เวทนาขนั ธ์และไมเ่ คย
อรหัตตมรรคและบคุ คลผ้เู ป็นปุถุชน ก�ำหนดรู้รูปขันธ์
เหลา่ นัน้ ไม่เคยก�ำหนดรู้รูปขนั ธแ์ ละ
ไม่ใชจ่ ักกำ� หนดรเู้ วทนาขันธ์
(อภ.ิ ย. ๓๗/๒๑๑/๗๔)
รวมความวา่ ในขนั ธยมก พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงขนั ธ์ ๕ ดว้ ยวธิ กี ารยมก คอื อนโุ ลม
ปุจฉาและปฏโิ ลมปจุ ฉา ตามนยั ๒ นยั คือ อนุโลมนัยและปจั จนีกนยั และตามวาระ ๓ วาระ
เพือ่ ใหเ้ กิดปริญญา ๓ คอื การกำ� หนดรขู้ ันธ์ ๓ ข้นั คือ
264 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก
๑. ปัณณตั ตวิ าร เพื่อใหเ้ กิดญาตปรญิ ญา
๒. ปวตั ติวาร เพอื่ ให้เกดิ ตีรณปริญญา
๓. ปริญญาวาร เพื่อให้เกิดปหานปรญิ ญา
ข้อสังเกต
ในปวัตติวารนทิ เทส พระผมู้ ีพระภาคทรงแสดงการเกดิ การดับ ตลอดจนการเกิดและ
การดบั สลบั กนั ของขนั ธแ์ หง่ สตั วใ์ นภมู ติ า่ ง ๆ โดยละเอยี ดทง้ั ทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั เปน็ อดตี เปน็ อนาคต
และผสมกนั ระหว่างปัจจบุ นั กับอดีต ปจั จุบนั กับอนาคต และอดีตกับอนาคต ทง้ั นเี้ พ่อื แยกแยะ
ให้เห็นความแตกต่างกัน ผู้ต้องการศึกษาขันธยมกให้เข้าใจดี ต้องมีความรู้พื้นฐานเก่ียวกับ
ภมู ติ า่ ง ๆ วา่ ในภมู ใิ ดมขี นั ธอ์ ะไรบา้ งทเี่ กดิ ได้ เชน่ ในอสญั ญสตั ตภมู ิ พวกอสญั ญสี ตั วม์ ขี นั ธอ์ ะไร
ได้บา้ ง ในอรปู ภูมิ พวกอรูปพรหมมขี นั ธ์อะไรไดบ้ ้าง ต่างกับผูท้ ี่เกดิ ในปัญจโวการภูมิอย่างไร
อสญั ญสตั ตภมู ิ คอื ภมู ขิ องอสญั ญสี ตั ว์ ซง่ึ แปลวา่ “สตั วผ์ ไู้ มม่ สี ญั ญา? ไมม่ เี วทนา เพราะ
มีขันธ์เดียวคือรูปขันธ์ จึงเรียกสัตว์พวกนี้ว่า เอกโวการะ และ เรียกภูมิของสัตว์พวกน้ีว่า
เอกโวการภูมิ
อรูปภูมิ คือ ภูมิของผู้ได้อรูปฌาน ๔ เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า อรูปพรหม (พรหม ไม่มี
รูปขันธ)์
รปู ภูมิ คือ ภูมิของผ้ไู ด้รูปฌาน ๔ เรียกอีกอยา่ งหนง่ึ วา่ รูปพรหม (พรหม มรี ูปขันธ์)
กามภมู ิ คอื ภมู ขิ องสตั ว์ผู้ท่องเท่ียวอยูใ่ นกามาวจร ได้แก่ มนษุ ย์ เทวดา ๖ ชัน้ และ
พวกสัตวใ์ นอบายภมู ิ ๔ (นรก เปรต อสุรกาย และสตั วด์ ิรัจฉาน) พวกนมี้ ี ๕ ขนั ธ์ จงึ เรียกว่า
ปญั จโวการะ และเรียกภมู ิของสัตว์เหล่านีว้ า่ ปัญจโวการภมู ิ
๓. อายตนยมก
๓.๑ ความหมายของอายตนะ
ค�ำว่า อายตนะ แปลว่า ท่ีต่อ, เคร่ืองติดต่อ, แดนต่อความรู้, เคร่ืองรู้และส่ิงรู้
มี ๑๒ อย่าง แบง่ เปน็ อายตนะภายใน ๖ อย่าง อายตนะภายนอก ๖ อย่าง
อายตนะภายใน ๖ อย่าง คอื
๑. จักขายตนะ (อายตนะคอื ตา)
๒. โสตายตนะ (อายตนะคือหู)
๓. ฆานายตนะ (อายตนะคือจมูก)
๔. ชวิ หายตนะ (อายตนะคือลิ้น)
เล่มท่ี ๕ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 265
๕. กายายตนะ (อายตนะคอื กาย)
๖. มนายตนะ (อายตนะคือใจ)
อายตนะภายนอก ๖ อยา่ ง คอื
๑. รปู ายตนะ (อายตนะคอื รูป)
๒. สัททายตนะ (อายตนะคอื เสยี ง)
๓. คนั ธายตนะ (อายตนะคือกลิ่น)
๔. รสายตนะ (อายตนะคอื รส)
๕. โผฏฐัพพายตนะ (อายตนะคอื โผฏฐพั พะ)
๖. ธัมมายตนะ (อายตนะคือธรรมารมณ)์
ที่แปลอายตนะว่า ท่ตี อ่ , เคร่ืองติดตอ่ , แดนตอ่ ความรู้ หมายถงึ อายตนะภายใน ๖ เป็น
ทต่ี อ่ เปน็ เคร่อื งติดต่อ หรอื เป็นแดนต่อความรกู้ ับอายตนะภายนอก ๖ เป็นคู่ ๆ ดงั น้ี
อายตนะภายใน อายตนะภายนอก
๑. จักขายตนะ คู่กบั รูปายตนะ
๒. โสตายตนะ คกู่ บั สัททายตนะ
๓. ฆานายตนะ คกู่ ับ คนั ธายตนะ
๔. ชิวหายตนะ คู่กบั รสายตนะ
๕. กายายตนะ คู่กบั โผฏฐัพพายตนะ
๖. มนายตนะ คกู่ บั ธัมมายตนะ
ที่แปลอายตนะว่า เคร่ืองรู้และสิ่งรู้ หมายความว่า อายตนะภายในเป็นเคร่ืองรู้
ส่วนอายตนะภายนอกเป็นส่ิงรู้ เป็นคู่ ๆ ดังกล่าวข้างต้น เช่น จักขายตนะเป็นเคร่ืองรู้
รูปายตนะเปน็ สิง่ รู้ โสตายตนะเป็นเครือ่ งรู้ สัททายตนะเป็นส่งิ รู้
๓.๒ องคธ์ รรมท่ีเปน็ เนอ้ื หาของอายตนยมก
อายตนยมก ว่าด้วยอายตนะ ๑๒ อย่างดังกลา่ วข้างตน้ แตน่ บั เรยี งล�ำดับ ดงั นี้
๑. จกั ขายตนะ ๒. โสตายตนะ
๓. ฆานายตนะ ๔. ชิวหายตนะ
๕. กายายตนะ ๖. รปู ายตนะ
๗. สทั ทายตนะ ๘. คันธายตนะ
๙. รสายตนะ ๑๐. โผฏฐพั พายตนะ
๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ
266 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
๓.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของอายตนยมก
วัตถุประสงคท์ ่ีทรงแสดงอายตนยมก มี ๓ ประการ คอื
๑. เพื่อให้เกิดญาตปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ข้ันรู้จักอายตนะ ๑๒ อย่าง
ตามสภาวลักษณะ เช่น ก�ำหนดรู้วา่ นคี้ ือจกั ขายตนะ นค้ี ือโสตายตนะ
๒. เพ่ือให้เกิดตีรณปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ข้ันพิจารณาอายตนะ ๑๒ อย่าง
ตามสภาวะท่ีเป็นจรงิ เช่น พจิ ารณาเห็นความแตกตา่ งของอายตนะของสตั ว์ ในภมู ิหน่ึงกับสัตว์
ในอกี ภูมหิ น่ึง
๓. เพอ่ื ให้เกิดปหานปรญิ ญา คือ การก�ำหนดร้ขู ัน้ ละ เชน่ ละนิจจสัญญา (ความ
เขา้ ใจผิดวา่ อายตนะเทยี่ ง) ละอัตตานทุ ฏิ ฐิ (การถือวา่ มอี ตั ตาถาวร) เป็นต้น
เพ่ือให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์เหล่าน้ี พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงอายตนะ
๑๒ อย่างดว้ ยวธิ กี ารยมกตามนัยและวาระอย่างเดียวกับขนั ธยมก
๓.๔ นยะหรือนัยของอายตนยมก
อายตนยมกมีนยะหรือนัย ๒ อย่าง คือ (๑) อนโุ ลมนยั (๒) ปัจจนกี นัย มคี วามหมาย
เหมอื นในขันธยมกทกุ ประการ ต่างแต่เนื้อหา คือ เปลีย่ นจากขนั ธ์ ๕ เปน็ อายตนะเทา่ นนั้
๓.๕ วาระของอายตนยมก
อายตนยมกมวี าระใหญ่ ๒ วาระ คอื อทุ เทสวารและนิทเทสวาร แต่ละวาระแบ่งยอ่ ย
เป็น ๓ วาระ คือ (๑) ปัณณัตติวาร (๒) ปวัตติวาร (๓) ปริญญาวาร เช่นเดียวกับขันธยมก
ต่างแตเ่ น้อื หาท่เี ปน็ เรือ่ งอายตนะ ๑๒ เทา่ นนั้
ขอ้ ที่ควรศกึ ษาก่อนอ่านปวตั ติวารนทิ เทส
๑. ในส่วนของโอกาสนัยหรือนัยท่ีว่าด้วยภูมิต่าง ๆ ทรงจ�ำแนกอายตนะทั้งอายตนะ
ภายในและอายตนะภายนอกไปตามอำ� นาจของภมู ทิ อ่ี ายตนะนนั้ ๆ สามารถ เกดิ ได้ เชน่
ในอรปู ภมู ิ ๔ ชั้น (ภูมขิ องผู้ไดอ้ รูปฌาน ๔) อายตนะทสี่ ามารถเกดิ ได้มี ๒ อยา่ งเทา่ นัน้
คอื มนายตนะและธมั มายตนะ
ในอสญั ญสตั ตภมู ิ (ภมู ขิ องอสญั ญสี ตั ว์ ผไู้ มม่ สี ญั ญา ไมม่ จี ติ มแี ตร่ ปู เรยี ก อกี อยา่ งหนงึ่
ว่า เอกโวการะ เพราะมีขันธ์เดียว คือ รูปขันธ์) อายตนะท่ีสามารถเกิดได้มี ๒ อย่างเท่านั้น
คือ รปู ายตนะและธมั มายตนะ
ในรปู ภมู ิ ๔ ชน้ั อายตนะทส่ี ามารถเกดิ ไดม้ ี ๖ อยา่ ง คอื (๑) จกั ขายตนะ (๒) โสตายตนะ
(๓) ฆานายตนะ (๔) รูปายตนะ (๕) มนายตนะ (๖) ธัมมายตนะ
เลม่ ที่ ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๘ 267
ในกามภมู ิ ๑๑ ช้นั (เทวโลก ๖ ชั้น มนษุ ยโลก อบายภูมิ ๔ ชั้น หรือเรียก อีกอย่างหนึ่ง
ว่า ปัญจโวการภมู ิ คอื ภมู ขิ องสัตว์ท่ีมขี ันธท์ ้งั ๕ ขันธ์) มอี ายตนะทงั้ ๑๒ อยา่ งสามารถเกิดได้
ขอใหส้ ังเกตว่า ถ้าในภมู ิใดไม่มอี ายตนะใด ๆ เกิดไดเ้ ลย ถือว่าเปน็ การปฏเิ สธคำ� ถามที่
เกีย่ วกบั การเกดิ และการดับของอายตนะในภูมิน้ัน ฉะน้นั เม่อื ถึงวาระของ
ภูมินั้น ให้ตัดอายตนะที่เกิดไม่ได้ในภูมิน้ันออกไปได้เลย เช่น คันธายตนะเกิดไม่ได้ใน
รูปาวจรภูมิ ก็ไม่ต้องต้ังค�ำถามว่า คันธายตนะก�ำลังเกิด ก�ำลังดับหรือเคยเกิด เคยดับ หรือ
จักเกดิ จักดบั ใชไ่ หม
๒. ในสว่ นปคุ คลนัย ทรงจำ� แนกความเปน็ ไปของอายตนะต่าง ๆ ไปตาม ลักษณะนิสัย
สนั ดานของสัตว์ในแต่ละภมู ิ แตเ่ นือ่ งจากสตั ว์ทกุ ประเภทเคยมีอายตนะ ทง้ั ๑๒ อยา่ งมาแลว้
ฉะน้นั เมือ่ ถึงอตีตวารของอนโุ ลมบคุ คล ทรงใหค้ ำ� ตอบไว้ อยา่ งเดียว คือ อามันตา (ใช)่ เช่น
ยสฺส จกฺขายตนํ อปุ ปฺ ชฺชิตถฺ ตสฺส โสตายตนํ อุปฺปชชฺ ติ ถฺ าติ ?
อามนฺตา. (อภ.ิ ย. ๓๘/๓๘/๙๕)
อนุโลมปุจฉา : จักขายตนะของบุคคลใดเคยเกิด โสตายตนะของ
บคุ คลนนั้ กเ็ คยเกิดใชไ่ หม
วสิ ัชนา : ใช่
แตถ่ ้าเป็นปัจจนกี บุคคล ทรงใหค้ ำ� ตอบวา่ นัตถิ (ไม่มี) ไวอ้ ยา่ งเดยี ว เช่น
ยสสฺ จกขฺ ายตนํ นปุ ฺปชชฺ ิตฺถ ตสฺส โสตายตนํ นปุ ฺปชฺชิตถฺ าติ ?
นตถฺ ิ. (อภิ.ย. ๓๘/๔๕/๙๘)
อนุโลมปุจฉา : จกั ขายตนะของบคุ คลใดไมเ่ คยเกดิ โสตายตนะของ
บุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมไี หม
วิสชั นา : ไมม่ ี
ปัจฉิมภวิกบุคคล (บุคคลผเู้ กิดภพสุดท้าย คอื พระอรหันต์) จะไมเ่ กดิ ในภูมใิ ด ๆ อกี
แลว้ จงึ ไม่มอี ายตนะใด ๆ ในอนาคต ฉะนัน้ เมอื่ ถึงอนาคตวาร จะไม่กล่าวถงึ บคุ คลประเภทนี้
แตป่ จั ฉิมภวกิ บคุ คลทก่ี ำ� ลงั ถอื ก�ำเนดิ อยกู่ ็ยังมอี ายตนะต่าง ๆ อยแู่ ละจะดับไปในอนาคต
พระอริยบุคคลในชั้นอรูปภูมิ ไม่มีอายตนะ ๑๐ อย่าง นอกจากมนายตนะ และ
ธมั มายตนะ ฉะนัน้ อายตนะ ๑๐ อยา่ งนี้จกั ไมเ่ กิดแก่ท่านเหลา่ น้ใี นอนาคต
พระอรยิ บคุ คลในรูปภมู ิ ไม่มีอายตนะ ๖ อย่าง คอื (๑) ฆานายตนะ (๒) ชิวหายตนะ
(๓) กายายตนะ (๔) คนั ธายตนะ (๕) รสายตนะ (๖) โผฏฐพั พายตนะ ฉะนนั้ อายตนะ ๖ อยา่ งนี้
จกั ไม่เกดิ ขนึ้ แกท่ า่ นเหลา่ น้ีในอนาคต
สว่ นบคุ คลจะถอื กำ� เนดิ ในรปู ภมู แิ ละอรปู ภมู แิ ลว้ นพิ พานในภมู นิ นั้ แนน่ อน ความเปน็ ไป
(เกดิ -ดับ) ของอายตนะในอนาคตของบุคคลนั้น ตอ้ งเป็นไปตามอำ� นาจของภูมิท้ัง ๒ ภมู นิ ้ี
268 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก
ขอ้ ทค่ี วรสงั เกตอกี ประการหนงึ่ ในสว่ นของปคุ คลนยั คอื ถา้ ทรงใชบ้ ทกริ ยิ าวา่ อปุ ปฺ ชชฺ ติ
ใหถ้ อื วา่ หมายถึงอุปปาทขณะ (ขณะเกดิ ขน้ึ ) ของปฏสิ นธจิ ิตเทา่ น้นั ทเ่ี ป็น ขอบเขตของบคุ คล
ถา้ ทรงใชบ้ ทกรยิ าวา่ นริ ชุ ฌฺ ติ ใหถ้ อื วา่ หมายถงึ เฉพาะภงั คขณะ (ขณะดบั ไป) ของจตุ จิ ติ เทา่ นนั้
และควรทราบว่าในคัมภีร์ยมกไม่มีฐิติขณะ (ขณะด�ำรง อยู่) มูลฎีกาจารย์ให้เหตุผลไว้ว่า
ในปรมตั ถธรรม ไม่มฐี ติ ขิ ณะ (อภิ. อนุฎกี า ๒๐/๓๒)
๓. ผู้มีอายตนะไม่ครบ หมายถึงการไม่เกิดขึ้นในเวลาท่ีควรจะเกิด ความพร่องแห่ง
อายตนะนน้ั จะมไี ดก้ แ็ ตใ่ นกามภมู เิ ทา่ นนั้ ซงึ่ ในการนจี้ ะตอ้ งแยกบคุ คลออกเปน็ ๔ กำ� เนดิ กอ่ น
แล้วจงึ ค่อยพจิ ารณาตามท่ีเปน็ ไปได้ เชน่ บคุ คลทเี่ ป็น
โอปปาติกะ (ผู้ถือก�ำเนิดผุดข้ึน) ในกามภูมิ บางจ�ำพวก บางคร้ังขาดจักขายตนะ
และ โสตายต-นะ (ตาบอด หูหนวก) ก็มี แต่ไม่ว่าในขณะใด ๆ ความพร่องของฆานายตนะ
ชวิ หายตนะ และกายายตนะย่อมไมม่ ีในกามภูมิของโอปปาติกะเหล่านน้ั
ส่วนคัพภเสยยกบุคคล (ผู้ถือก�ำเนิดในครรภ์) สังเสทชบุคคล (ผู้ถือก�ำเนิดโดยอาศัยที่
ช้ืนแฉะ) บางคนอาจขาดจักขายตนะ โสตายตนะ และฆานายตนะได้ แต่จะขาดชิวหายตนะ
และกายายตนะไม่ได้
นอกจากน้ี คัพภเสยยกบุคคลบางคนในขณะท่ีกำ� ลังเกดิ อายตนะ ๔ อยา่ ง
คือ จักขุ โสตะ ฆานะ และชิวหา อาจจะยังไม่เกิด แต่จะปรากฏก็ต่อเมื่อเกิดไปแล้ว
ประมาณ ๑๑ สปั ดาห์
ดงั นนั้ เมอ่ื เขา้ ใจความเปน็ ไปของอายตนะทง้ั หลายแลว้ จะทำ� ใหส้ ามารถเขา้ ใจภาพรวม
ของอายตนยมกได้โดยไม่ยากเลย ยิ่งถ้ารู้ละเอียดลงไปว่า อายตนะไหน เกิดได้-เกิดไม่ได้
อายตนะไหนพร่องได-้ พรอ่ งไม่ได้ อายตนะไหน เกดิ ได้ในเวลาไหน ก็ย่ิงท�ำใหเ้ กิดความกระจ่าง
ในอายตนยมกมากข้ึนไปอยา่ งแน่นอน
อนึ่ง เฉพาะสัททายตนะ ถงึ แมว้ ่าจะทรงนำ� มาแสดงเกริ่นไว้ในปณั ณัตตวิ ารแล้ว แตก่ ็
มิได้ทรงแสดงต่อในปวัตติวารเลย เพราะเหตุว่าปวัตติวารน้ันเป็นวาระที่ทรงแสดงโดยอาศัย
ปฏิสนธิขณะและจุติขณะเท่าน้ัน และในขณะท้ังสองนี้ไม่มีสัททรูปปรากฏอยู่ ดังนั้นจึงไม่ทรง
แสดงสทั ทายตนะไวใ้ นปวัตตวิ าร
๔. ในอายตนยมก มีความเกยี่ วข้องกับกำ� เนดิ ๔ คอื ชลาพุชะหรือคพั ภเสยยกะ (ผู้ถอื
กำ� เนิดในครรภ)์ เช่น มนุษย์ กำ� เนดิ อณั ฑชะ (ผูถ้ อื กำ� เนิดในฟองไข)่ เช่น นก กำ� เนดิ สงั เสทชะ
(ผู้ถอื กำ� เนดิ โดยอาศัยท่ีชื้นแฉะ) เชน่ หนอน กำ� เนิดโอปปาตกิ ะ (ผ้ถู อื กำ� เนิดผุดเกิดเป็นผ้ใู หญ่
ทันที) เชน่ เทวดา
ผสู้ ามารถถอื ปฏสิ นธใิ นกำ� เนดิ เหลา่ นไ้ี ดค้ รบทกุ กำ� เนดิ ไดแ้ ก่ ภมุ มฏั ฐเทวดา มนษุ ย์ สตั ว์
ดริ จั ฉาน และจำ� พวกเปรตต่าง ๆ (เว้นนิชฌามตณั หกิ เปรต)
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 269
ส่วนเทวดาทั้งหลายที่เหลือจากภุมมัฏฐเทวดาก็ดี พรหมท้ังหลายก็ดี นิชฌามตัณหิก
เปรตกด็ ี สตั วน์ รกกด็ ี ยอ่ มถอื ปฏสิ นธเิ ปน็ โอปปาตกิ ะอยา่ งเดยี ว แตโ่ อปปาตกิ บคุ คลผมู้ กี ารอบุ ตั ิ
ในกามสุคติภูมิ ย่อมมีอายตนะครบถ้วนทุกประการ มนุษย์ต้นกัปขาดภาวรูป สังเสทชบุคคล
อาจขาดจักขายตนะ โสตายตนะ และ ฆานายตนะได้บ้าง โอปปาติกะที่บังเกิดในทุคติภูมิ
มฆี านายตนะแนน่ อน แตอ่ าจขาดภาวรปู ได้บ้าง สังเสทชบุคคลผถู้ อื ก�ำเนดิ ในทคุ ตภิ มู ิ อาจขาด
อายตนะ ๓ อยา่ ง คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ และภาวรูปก็ได้
๔. ธาตยุ มก
๔.๑ ความหมายของธาตุ
คำ� วา่ ธาตุ แปลวา่ สง่ิ ทที่ รงสภาวะของตวั เองไวไ้ ดต้ ามอำ� นาจแหง่ เหตปุ จั จยั หมายความ
ว่า ธาตมุ ลี ักษณะเฉพาะของตน ทำ� หนา้ ท่ขี องตน ดำ� รงอยตู่ ามสภาพของตน ไม่เปลย่ี นไปจาก
สภาพของตน ไม่ไหลไปตามอ�ำนาจของส่ิงอ่ืน ไม่ขึ้นอยู่กับอาณัติของส่ิงอ่ืน แต่จะเกิดข้ึนและ
ไหลไปตามอ�ำนาจแห่งเหตุปัจจัยของตัวเอง คือเม่ือมีเหตุปัจจัยของตัวเองพร้อมให้เกิดมัน
ก็เกดิ
ธาตมุ ี ๒ ประเภท คอื อัชฌัตตกิ ธาตุ (ธาตุภายใน) และพหทิ ธธาตุ (ธาตุ ภายนอก)
อัชฌัตติกธาตมุ ี ๘ กลุ่ม คอื
๑. ปฐวี (ธาตดุ นิ ) ๒. อาโป (ธาตนุ �ำ้ )
๓. เตโช (ธาตไุ ฟ) ๔. วาโย (ธาตลุ ม)
๕. วณั โณ (สี) ๖. คนั โธ (กลน่ิ )
๗. รโส (รส) ๘. โอชา (โอชะ)
กลมุ่ ธาตุ ๘ อยา่ งนที้ า่ นเรียกวา่ อฏั ฐกกลาป (อัฏฐก = ๘ + กลาป = กล่มุ ธาตุ)
พหทิ ธธาตุ มี ๔ กลุ่ม คือ
๑. กลุ่มปฐวธี าตุ ไดแ้ ก่ แผ่นดนิ ป่าไม้ ภูเขา เปน็ ตน้
๒. กลมุ่ อาโปธาตุ ไดแ้ ก่ แมน่ �ำ้ มหาสมทุ ร เป็นตน้
๓. กลุม่ เตโชธาตุ ไดแ้ ก่ ไฟตา่ ง ๆ และดวงอาทติ ย์ เปน็ ตน้
๔. กลุ่มวาโยธาตุ ไดแ้ ก่ ลมชนดิ ตา่ ง ๆ เช่น ลมมรสมุ เป็นต้น
ในพหิทธธาตุทั้ง ๔ กลุ่มน้ี ประกอบด้วยกลุ่มธาตุย่อย ๆ ๘ กลุ่มที่เรียกกันว่า
อัฏฐกกลาป กลมุ่ ธาตุ ๘ น้ีมลี กั ษณะเหมอื นกับที่ไดก้ ล่าวแลว้
ตามทก่ี ล่าวมานี้ จะเห็นวา่ ส่ิงท่ีเราเหน็ กันอย่ใู นโลกนี้จรงิ ๆ ลว้ นเป็นธาตทุ ั้งน้นั สง่ิ อนื่
นอกจากธาตไุ มม่ เี ลย เพียงแตเ่ รามตี ัณหา อุปาทาน และทิฏฐิเข้าไป ยดึ ตดิ กล่มุ ธาตเุ หล่านี้วา่
เปน็ สตั ว์ เปน็ บคุ คล เป็นน�้ำ เปน็ ภูเขา แต่ความเป็นจรงิ แล้ว ส่งิ ทเี่ ราเรยี กว่าสัตว์ บคุ คลน้ันไม่มี
270 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก
มีแต่เพียงสภาวะอันเป็นธาตุทั้งน้ัน ดังน้ัน สิ่งที่เราหลงยึดถืออยู่ เช่น ตัวเรา ตัวเขา คนน้ัน
คนนี้ สง่ิ นนั้ สง่ิ นี้ จงึ เป็นเพยี งบญั ญัติ ที่มนุษย์สมมตขิ ึ้น เพื่อใช้เรียก เพื่อใหส้ ือ่ ความหมายได้
สะดวก เม่ือมนุษย์ถูกตัณหา อุปาทาน และทิฏฐิเข้าครอบง�ำ จึงเกิดความส�ำคัญผิดคิดว่า
บัญญัติเป็นสภาวธรรมท่ีแท้จริง ซ่ึงเป็นเพียงความส�ำคัญผิดเท่าน้ัน เพราะลักษณะของธาตุ
โดยทวั่ ๆ ไป กไ็ ด้แก่ นสิ สตั ตะ ไมใ่ ช่สัตว์ นชิ ชีวะ ไม่ใชส่ ง่ิ มชี วี ิต
๔.๒ องคธ์ รรมที่เป็นเน้ือหาของธาตยุ มก
องค์ธรรมที่เป็นเนื้อหาของธาตุยมกซึ่งปรากฏอยู่ในปัณณัตติวารอุทเทสมี ๑๘ อย่าง
คอื
๑. จกั ขธุ าตุ (ธาตคุ ือจักขุ = ตา)
๒. โสตธาตุ (ธาตุคือโสตะ = ห)ู
๓. ฆานธาตุ (ธาตคุ อื ฆานะ = จมกู )
๔. ชวิ หาธาตุ (ธาตุคอื ชวิ หา = ล้นิ )
๕. กายธาตุ (ธาตุคอื กาย)
๖. รูปธาตุ (ธาตคุ อื รูป)
๗. สทั ทธาตุ (ธาตคุ ือสัททะ = เสียง)
๘. คนั ธธาตุ (ธาตุคือคนั ธะ = กลนิ่ )
๙. รสธาตุ (ธาตคุ อื รส)
๑๐. โผฏฐพั พธาตุ (ธาตุคือโผฏฐพั พะ = สมั ผสั )
๑๑. จกั ขวุ ญิ ญาณธาตุ (ธาตคุ อื จกั ขวุ ญิ ญาณ = ความรอู้ ารมณท์ างตาคอื เหน็ )
๑๒. โสตวญิ ญาณธาตุ (ธาตคุ อื โสตวญิ ญาณ = ความรอู้ ารมณท์ างหู คอื ไดย้ นิ )
๑๓. ฆานวญิ ญาณธาตุ (ธาตุคือฆานวิญญาณ = ความรู้อารมณ์ทางจมูก
คือ ไดก้ ล่ิน)
๑๔. ชวิ หาวญิ ญาณธาตุ (ธาตุคือชิวหาวิญญาณ = ความรอู้ ารมณท์ างลิ้น
คอื รู้รส)
๑๕. กายวญิ ญาณธาตุ (ธาตคุ อื กายวิญญาณ = ความรอู้ ารมณท์ างกาย
คอื รู้ สมั ผสั )
๑๖. มโนธาตุ (ธาตคุ ือมนะ = ใจ)
๑๗. มโนวญิ ญาณธาตุ (ธาตคุ อื มโนวญิ ญาณ = ความรู้อารมณ์ทางใจ
คือ รเู้ ร่อื งในใจ)
๑๘. ธัมมธาตุ (ธาตุคือธรรม = ธรรมารมณ์ คือ สง่ิ ทใ่ี จคิด)
เลม่ ท่ี ๕ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๘ 271
ธาตทุ ้ัง ๑๘ ท่ีกลา่ วมาน้ี มที งั้ ธาตุท่เี ปน็ นามธรรม ธาตทุ เ่ี ป็นรูปธรรม และธาตทุ ่ีเป็น
ทง้ั นามธรรมและรูปธรรม มีธาตุตวั ผู้ และธาตตุ วั เมีย เชน่ ธาตุที่เป็นรปู ธรรมตัง้ แต่จกั ขธุ าตถุ งึ
กายธาตุ เป็นธาตุตัวเมีย ต้ังแต่รูปธาตุถึงโผฏฐัพพธาตุ เป็นธาตุตัวผู้ ธัมมธาตุเป็นท้ังธาตุ
ตวั ผแู้ ละธาตุตัวเมยี เหตุที่เรียกวา่ ธาตุตัวผู้และ ธาตตุ ัวเมียน้นั ก็เพราะธาตุทั้ง ๒ ประเภทน้ี
มีลกั ษณะการทำ� หนา้ ทต่ี า่ งกัน คือ ธาตุทเี่ ป็นฝา่ ยรบั การสมั ผสั ทำ� หน้าทใ่ี ห้ก�ำเนดิ แกธ่ าตุทเ่ี ป็น
ลูก เรียกว่า ธาตุตัวเมีย ส่วนธาตุที่เป็นฝ่ายท�ำการสัมผัส เรียกว่า ธาตุตัวผู้ ธาตุที่เกิดเพราะ
ธาตทุ ้งั ๒ นัน้ เรยี กวา่ ธาตลุ กู ซง่ึ ได้แก่ วญิ ญาณธาตุ ๕ มีจกั ขุวญิ ญาณธาตุ เป็นต้น เกย่ี วกบั
ความสมั พนั ธ์กันของธาตุตามทีก่ ล่าวมาน้ี ได้ยึดตามพุทธพจนท์ ่ีวา่ จกขฺ ุญจฺ าวโุ ส ปฏจิ จฺ รูเป จ
อุปฺปชฺชติ จกขฺ ุวิญฺ าณํ. = ท่านทง้ั หลาย จกั ขวุ ญิ ญาณเกิดขนึ้ เพราะอาศยั จักขุและรูป (ม.มู.
๑๒/๒๐๔/๑๗๒)
อนึ่ง เกี่ยวกับสัททธาตุในธาตุยมกน้ี พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้เฉพาะในปัณณัตติวาร
อย่างเดียวเท่าน้ัน แต่ในปวัตติวารมิได้ทรงแสดงไว้ เหตุผลท่ีมิได้ทรงน�ำมาแสดงน้ันได้กล่าวไว้
แลว้ ในวาระของอายตนยมก และนอกจากสัททธาตุแล้ว ยังมีปัญจวิญญาณธาตุอีก ๕ ธาตุและ
มโนธาตอุ กี ๑ ธาตุ ทมี่ ไิ ดท้ รงนำ� มาแสดงในปวตั ตวิ าร ทง้ั นเ้ี ปน็ เพราะวา่ ธาตทุ ง้ั ๖ นไี้ มม่ ปี รากฏ
ในปฏิสนธิขณะและจุติขณะ ซ่ึงเป็นขณะท่ีมุ่งหมายในขันธยมก อายตนยมก และธาตุยมก
แต่จะมีปรากฏเฉพาะ ในปวัตติวารซึ่งเป็นกาลหรือขณะท่ีมิได้มุ่งหมายในยมกท้ัง ๓ นี้ และ
ท่ีควรจ�ำก็คือระหว่างอายตนยมกกับธาตุยมกมีวิธีการแสดงและการนับองค์ธรรมเหมือนกัน
ซึง่ ถ้าเรามีความเขา้ ใจในอายตนยมกแล้ว ก็เท่ากบั วา่ เราเขา้ ใจธาตุยมกแลว้ น่นั เอง
๔.๓ วตั ถุประสงค์ของธาตุยมก
วัตถุประสงค์ที่ทรงแสดงธาตุยมก ก็มี ๓ อย่างคล้ายกับของขันธยมกและอายตน-
ยมก ตา่ งแต่องคธ์ รรมดงั น้ี
๑. เพอื่ ใหเ้ กดิ ญาตปรญิ ญา คอื การกำ� หนดรขู้ น้ั รจู้ กั ธาตุ ๑๘ ตามสภาวลกั ษณะ
ว่า น้ีช่ือจักขุธาตุ น้ีช่ือโสตธาตุ ธาตุกับจักขุ จักขุกับธาตุ ต่างกันหรือ
เปน็ อยา่ งเดยี วกนั หรอื เหมอื นกัน เป็นตน้
๒. เพ่ือให้เกิดตีรณปริญญา คือ การก�ำหนดรู้ข้ันพิจารณาธาตุ ๑๘ ตาม
สภาวะท่ีเป็นจริง เช่น พิจารณาเห็นอนิจจลักษณะของธาตุ ๑๘ ตาม
ความเปน็ จรงิ พจิ ารณาแยกแยะธาตุของสัตว์ในภูมิต่าง ๆ
๓. เพ่อื ให้เกดิ ปหานปริญญา คือ การก�ำหนดร้ขู ้ันละความยดึ มัน่ ถอื มนั่ ในธาตุ
ว่าเป็นตัวตน บคุ คล เรา เขา
เพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงธาตุ ๑๘ ด้วย
วธิ ีการยมก ตามนยะและวาระเหมือนของขนั ธยมกและอายตนยมก