The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:33:40

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

372 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ปเุ รชาตนิ ทรียปจั จัยมีองค์ประกอบ ดังนี้
๑. ปจั จยั ไดแ้ ก่ จกั ขวุ ตั ถุ โสตวตั ถุ ฆานวตั ถุ ชวิ หาวตั ถุ และกายวตั ถุ ทจ่ี ดั อยใู่ นประเภท
มัชฌิมายกุ ะซ่ึงอุบัติขนึ้ พร้อมอตตี ภวงั คด์ วงแรก
๒. ปัจจยุปบนั ไดแ้ ก่ ทวปิ ัญจวญิ ญาณ ๑๐ สพั พจติ ตสาธารณเจตสิก ๗
๓. ปัจจนีกะ ได้แก่ จิต ๗๙ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐) เจตสิก ๕๒ จิตตชรูป
ปฏสิ นธิกัมมชรปู พาหิรรปู อาหารชรูป อตุ ชุ รูป อสญั ญสัตตกัมมชรปู ปวตั ตกิ ัมมชรูป
สหชาตินทรียปจั จยั มีองค์ประกอบ ดงั นี้
๑. ปัจจยั ได้แก่ องค์ธรรมของอนิ ทรยี ท์ ี่เปน็ ฝ่ายนามธรรม ๘ อยา่ ง คอื ชวี ติ จิต เวทนา
สัทธา วีริยะ สติ เอกัคคตาและปญั ญา
๒. ปัจจยปุ บัน ได้แก่ จิต ๘๙ เจตสกิ ๕๒ จติ ตชรปู ปฏิสนธกิ มั มชรปู
๓. ปจั จนกี ะ ไดแ้ ก่ พาหริ รปู อาหารชรปู อตุ ชุ รปู อสญั ญสตั ตกมั มชรปู ปวตั ตกิ มั มชรปู
อินทรียปัจจัยนี้เป็นไปได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล และยังเป็นไปได้ในอดีต
ปัจจบุ ัน และอนาคต นอกจากน้ยี ังเปน็ ไปไดใ้ นภมู ทิ ้ัง ๓๑ ภมู ดิ ้วย

๑๗. ฌานปัจจยั

คำ� ว่า ฌาน หมายถงึ กลุ่มสภาวธรรมทท่ี �ำหนา้ ท่เี พ่งอารมณ์ท่ีเป็นกสิณ เปน็ ตน้ ฌาน
แบ่งเปน็ ๒ อยา่ ง คือ

๑. อารัมมณูปนิชฌาน หมายถึง ฌานที่ดิ่งเข้าถึงอารมณ์มีกสิณ เป็นต้น เป็นช่ือของ
สมาบัติ ๘

๒. ลักขณปู นิชฌาน หมายถึง ฌานทด่ี งิ่ เขา้ ถึงสามญั ญลักษณะ ๓ ประการ เปน็ ชอื่ ของ
วปิ ัสสนาจติ และมรรคจิต อีกอย่างหน่งึ หมายถึง ผลจติ ซ่งึ เป็นธรรมท่ีเข้าถงึ ลักษณะอันแท้จริง
ของนิพพาน (อภ.ิ อ. ๑/๑๖๐/๒๑๙)

ค�ำวา่ ฌานปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอปุ การะโดยความเปน็ ฌาน คอื สามารถ
ให้อุปการะแก่สภาวธรรมเหล่าอ่ืนในลักษณะที่เป็นผู้เพ่งอารมณ์โดยองค์ธรรม ฌานปัจจัยน้ี
หมายถึงธรรมท่เี ป็นองค์ฌาน ๗ อยา่ ง (อภิ.อ. ๓/๑๗/๔๓๕) แตว่ า่ ในการแสดงองค์ธรรมของ
ปัจจยั จรงิ ๆ ท่านกล่าวถึงองค์ฌานวา่ มี ๕ อย่างเท่านั้น เหตุที่เปน็ เช่นนั้นเพราะทา่ นมิไดแ้ ยก
โสมนสั สเวทนา โทมนสั สเวทนา และอเุ บกขาเวทนาออกจากกนั แตก่ ลา่ วรวมเปน็ ธรรมเดยี วกนั
คอื เวทนาอยา่ งเดยี ว

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔๐-๔๕ 373

ฌานปจั จยั มีองค์ประกอบ ดงั น้ี
๑. ปจั จยั ไดแ้ ก่ องคฌ์ าน ๕ คอื วติ ก วจิ าร ปีติ เอกัคคตา และเวทนา ที่อบุ ัตขิ ้ึนในจติ
ทงั้ หมด ยกเว้นทวิปญั จวิญญาณ ๑๐
๒. ปัจจยุปบัน ได้แก่ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ พาหิรรูป
อาหารชรูป อุตชุ รูป อสัญญสตั ตกมั มชรูป ปวตั ติกมั มชรปู
อนงึ่ ฌานปจั จยั นเ้ี ปน็ ไปได้ทั้งปฏิสนธกิ าลและปวตั ติกาล แตเ่ ปน็ ไปไดใ้ นปจั จุบันกาล
เทา่ นั้น เป็นปัจจัยในประเภทสหชาตปัจจยั ส่วนในเร่อื งของภมู ินั้น ฌานปจั จัยสามารถเปน็ ไป
ได้ในภูมทิ ้งั หมด ยกเว้นเอกโวการภูมิ
เน่ืองจากฌานปจั จยั นเี้ ปน็ ปจั จัยประเภทสหชาตทเ่ี กดิ ขน้ึ ในปจั จบุ นั ของขณะจติ จงึ จะ
สามารถทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ อปุ การะแกร่ ปู ธรรมและนามธรรมทเ่ี กดิ พรอ้ มกบั ตนได้ โดยแยกกนั ปฏบิ ตั ิ
หน้าที่ ดงั นี้
๑. วิตก ท�ำหน้าท่ีเป็นปัจจัยแก่สวิตักกจิต ๕๕ สัมปยุตตขันธ์ (เจตสิกที่สัมปยุต)
จิตตชรปู และปฏิสนธิกัมมชรูป
๒. วิจาร ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ปจั จัยแก่สวจิ ารจิต ๖๖ สมั ปยตุ ตขนั ธ์ จติ ตชรูป และปฏสิ นธิ
กัมมชรูป
๓. ปีติ ทำ� หนา้ ท่เี ปน็ ปัจจัยแก่ปตี สิ หคตจิต ๕๕ สัมปยตุ ตขนั ธ์ จิตตชรูป และปฏิสนธิ
กัมมชรูป
๔. เอกัคคตา ท�ำหน้าที่เป็นปัจจัยแก่จิตท้ังหมด (เว้นอวีริยจิต ๑๖ และวิจิกิจฉา ๑)
สัมปยุตตขนั ธ์ จติ ตชรปู และปฏิสนธิกมั มชรูป
๕. เวทนา ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ปจั จยั แกจ่ ติ ทงั้ หมด (เวน้ ทวปิ ญั จวญิ ญาณ ๑๐) สมั ปยตุ ตขนั ธ์
จติ ตชรูป ปฏสิ นธกิ ัมมชรปู

๑๘. มัคคปจั จัย

คำ� วา่ มรรค หมายถงึ สภาวธรรมทแี่ สวงหาพระนพิ พาน หรอื สภาวธรรม ทกี่ ำ� จดั กเิ ลส
แล้วเป็นเหตใุ หถ้ งึ พระนิพพาน หรอื สภาวธรรมทบี่ ุคคลผ้ปู รารถนาพระนิพพานควรแสวงหา
ค�ำว่า มัคคปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นมรรค หมายถึง
สภาวธรรมท่เี ปน็ ปัจจัยใหถ้ ึงพระนพิ พาน สุคติภพ และทุคคตภิ พ ได้แก่ องค์มรรค ๑๒ คือ
๑. ปญั ญา ๒. วติ ก
๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมนั ตะ
๕. สมั มาอาชีวะ ๖. วีริยะ

374 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๗. สติ ๘. เอกคั คตา
๙. มจิ ฉาทฏิ ฐ ิ ๑๐. มิจฉาวาจา
๑๑. มจิ ฉากัมมันตะ ๑๒. มจิ ฉาอาชีวะ
องค์มรรคเหลา่ นีเ้ ป็นเจตสกิ ท่ีอุบตั ใิ นจติ ทั้งหมดนอกจากอเหตุกจิต
แต่มูลฎีกาแห่งปัฏฐานกล่าวว่า องค์มรรคฝ่ายอกุศล (คือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาวาจา
มจิ ฉากัมมนั ตะ และมจิ ฉาอาชีวะ) นน้ั พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในพระสตู รในฐานะ ท่เี ปน็
มิจฉามคั คงั คะ มไิ ด้ทรงแสดงวา่ เปน็ มัคคปจั จยั
ส่วนคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะได้กล่าวถึงมัคคังคะแตกต่างไปจากท่ีอรรถกถาของ
คัมภีรป์ ฏั ฐานกลา่ วไว้ ได้แก่ มจิ ฉาทิฏฐิ มิจฉาสงั กัปปะ มิจฉาวายามะ และมจิ ฉาสมาธิ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์มรรคจะมี ๑๒ ประการ แต่ตัวองค์ธรรมจริง ๆ แล้วนับได้
๙ ประการ โดยนับองค์ธรรมของสัมมาสังกัปปะกับมิจฉาสังกัปปะเป็นองค์ธรรมเดียวกันคือ
วิตก และองค์ธรรมของสัมมาวายามะกับมจิ ฉาวายามะเป็นองคธ์ รรมเดยี วกันคอื วรี ยิ ะ

มัคคปัจจยั มอี งค์ประกอบ ดงั น้ี
๑. ปจั จยั ไดแ้ ก่ องคธ์ รรมขององคม์ รรค อนั มปี ญั ญา วติ ก สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ
สัมมาอาชีวะ วรี ิยะ สติ เอกคั คตาและทิฏฐิ ซ่งึ เป็นสภาวธรรมทปี่ ระกอบในสเหตุกจิต ๗๑
๒. ปัจจยปุ บัน ไดแ้ ก่ สเหตกุ จติ ๗๑ เจตสกิ ๕๒ สเหตกุ จิตตชรูป สเหตกุ ปฏิสนธ-ิ
กมั มชรูป
๓. ปจั จนีกะ ไดแ้ ก่ อเหตกุ จิต ๑๘ อญั ญสมานเจตสิก ๑๒ (ยกเว้นฉันทะ) อเหตุก-
จิตตชรูป อเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป
ปวตั ติกมั มชรปู
มัคคปัจจัยน้ีเป็นไปในกาลท้ังสอง คือ ปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล และเป็นไปใน
ปัจจุบันกาลอย่างเดียวเท่าน้ัน เพราะฉะนั้น ปัจจุบันจะสามารถท�ำหน้าที่ได้ก็เฉพาะในขณะที่
ตนกำ� ลังเปน็ ไปอยเู่ ท่านนั้ มคั คปัจจยั นีย้ อ่ มเป็นไปในภมู ทิ ้งั หมด ยกเวน้ เอกโวการภมู ิ

๑๙. สมั ปยตุ ตปจั จยั

ค�ำว่า สัมปยุตตะ หมายถึง สภาวธรรมที่ประกอบด้วยคุณลักษณะ ๔ อย่าง คือ
เอกุปปาทะ (อุบัติข้ึนพร้อมกัน) เอกนิโรธะ (ดับพร้อมกัน) เอกาลัมพนะ (รับอารมณ์อย่าง
เดียวกัน) และ เอกวัตถุกะ (มีฐานท่ีต้ังอย่างเดียวกัน) ลักษณะ ๔ อย่างท่ีกล่าวมานี้
ท่านเรยี กว่า สมั ปโยคลักษณะ สมั ปยุตตธรรมเหล่าน้แี ลชอื่ ว่าปัจจยั

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๔๐-๔๕ 375

ค�ำว่า สัมปยุตตปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นการประกอบ
คือ สามารถทำ� อปุ การะแก่ธรรมท่ปี ระกอบกับตนด้วยอำ� นาจของสมั ปโยคลักษณะ ๔ ประการ
ประดุจอาหาร ๔ ชนิด คือ นม เนย นํ้าผง้ึ และนํา้ ตาล ซง่ึ ตา่ งก็ ชูรสใหก้ นั และกนั

สัมปยตุ ตปจั จยั มอี งค์ประกอบ ดงั น้ี
๑. ปจั จยั ไดแ้ ก่ จติ เจตสกิ ทงั้ หมด ทงั้ ทเ่ี ปน็ ไปในปวตั ตกิ าล และปฏสิ นธกิ าล โดยเปน็
ปัจจัยให้กนั และกนั
๒. ปจั จยปุ บนั ได้แก่ จิต เจตสกิ ทงั้ หมด ท้งั ท่เี ปน็ ไปในปวตั ตกิ าล และปฏิสนธกิ าล
๓. ปัจจนีกะ ได้แก่ จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป
อสญั ญสตั ตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป
สัมปยุตตปัจจัยนี้เป็นไปได้ทั้งในช่วงปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล แต่เป็นไปได้เฉพาะ
ในปัจจุบันกาล และจัดอยู่ในประเภทสหชาตปัจจัย สามารถเป็นไปในภูมิท้ังหมด ยกเว้น
เอกโวการภูมิ

๒๐. วปิ ปยตุ ตปัจจยั

คำ� วา่ วปิ ปยตุ ตปจั จยั แปลวา่ สภาวธรรมทชี่ ว่ ยอปุ การะโดยความเปน็ การไมป่ ระกอบ
หมายถึง วัตถุรูป ๖ จิต และเจตสิก เพราะสามารถช่วยอุปการะสภาวธรรมเหล่าอ่ืนท่ีเป็น
วิปปยุตตธรรมกับตน เช่น รูปธรรมกล่าวคือ วัตถุรูป ๖ เป็นปัจจัยแก่จิตเจตสิกอันเป็น
นามธรรมซึ่งถือว่าเป็นวิปปยุตกับรูปธรรม หรือเช่น นามธรรม กล่าวคือจิตเจตสิกเป็นปัจจัย
แก่จิตตชรูปและปฏิสนธกิ มั มชรปู

วปิ ปยุตตปจั จัยน้มี ี ๓ อยา่ ง คือ ๒. ปุเรชาตวิปปยุตตปจั จยั
๑. สหชาตวปิ ปยตุ ตปจั จยั
๓. ปจั ฉาชาตวิปปยุตตปจั จัย

สหชาตวปิ ปยุตตปจั จัยมีองค์ประกอบ ดังน้ี
๑. ปัจจยั ได้แก่ จิตตา่ ง ๆ (เว้นอรปู วปิ ากจติ ๔) ทวปิ ญั จวิญญาณ ๑๐ และจตุ ิจิต
ของพระอรหันต์ เจตสิกทั้งหมด ท้ังที่เป็นไปในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล ปัญจโวการภูมิ
รวมทง้ั ปญั จโวการปฏสิ นธิ และรูปธรรม กล่าวคอื หทัยวัตถุซ่งึ เป็นปัจจยั แกก่ นั และกนั
๒. ปัจจยุปบนั ได้แก่ จิตตชรปู ปฏิสนธกิ มั มชรปู หทยั วัตถุ และปัญจโวการปฏสิ นธิ
๓. ปจั จนกี ะ ไดแ้ ก่ จติ ทงั้ หมด เจตสกิ ทงั้ หมด พาหริ รปู อาหารชรปู อตุ ชุ รปู อสญั ญ-
สัตตกัมมชรปู และปวตั ตกิ ัมมชรูป

376 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

ส่วนปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ท่านจ�ำแนกไว้อย่างเดียวกับปุเรชาตนิสสยปัจจัย และ
จ�ำแนกปัจฉาชาตวปิ ปยุตตปจั จยั เหมือนกับปจั ฉาชาตปัจจยั ทกุ ประการ

๒๑. อตั ถิปจั จยั

ค�ำว่า อัตถิปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะท่ียังมีอยู่
หมายถงึ สภาวธรรมท่ีกำ� ลงั ปรากฏอยูใ่ นขณะปัจจบุ นั และสามารถเปน็ ปจั จยั แกธ่ รรมอืน่ ๆ

อัตถปิ ัจจยั น้ี มี ๕ อย่าง คอื
๑. สหชาตตั ถิปจั จัย ๒. ปุเรชาตตั ถิปจั จัย
๓. ปัจฉาชาตตั ถปิ ัจจัย ๔. อาหารตั ถิปัจจัย
๕. อนิ ทรยี ตั ถิปจั จยั
สหชาตัตถิปัจจัยเหมือนกับสหชาตปัจจัย ปุเรชาตัตถิปัจจัยเหมือนกับปุเรชาตปัจจัย
ปัจฉาชาตัตถิปัจจัยเหมือนกับปัจฉาชาตปัจจัย อาหารัตถิปัจจัยเหมือนกับรูปอาหารปัจจัย
และอนิ ทรียตั ถิปัจจัยเหมอื นกับรูปชีวิตินทรียปจั จยั
อาจารย์บางท่านแยกปุเรชาตัตถิปัจจัยออกเป็น ๓ อย่าง คือ วัตถุปุเรชาตัตถิปัจจัย
เหมือนกับวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัย วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัยเหมือนกับวัตถารัมมณ-
ปุเรชาตนสิ สยั ปจั จัย และอารัมมณปเุ รชาตัตถปิ ัจจัยเหมือนกับอารมั มณปุเรชาตปัจจัย
องคธ์ รรมทท่ี า่ นจดั เปน็ อตั ถปิ จั จยั ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ ๕ ทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั หมาย ความวา่ เปน็ ขนั ธ์
ท่ีก�ำลังด�ำเนินอยู่ในช่วงของขณะทั้ง ๓ ขณะ ดังนั้น นิพพานซึ่งเป็นธรรมท่ีพ้นจากกาล
จึงไมน่ บั เข้าในอัตถปิ จั จยั ดว้ ย นอกจากนี้ อตั ถปิ จั จัยยังสามารถเป็นไปไดท้ ้งั ใน ปวตั ตกิ าลและ
ปฏสิ นธกิ าลและเป็นไปได้ในภูมทิ ้ัง ๓๑ ภมู ิ

๒๒. นตั ถิปจั จัย

ค�ำว่า นัตถิปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมท่ีช่วยอุปการะโดยความเป็นภาวะที่ไม่มีอยู่
หมายถึง นามธรรมท่ีดับไปแล้ว เพราะสามารถเปิดโอกาสให้ธรรมอ่ืนเข้ามาแทนท่ีได้ ประดุจ
การดับของแสงเทียนที่เปิดโอกาสให้ความมืดเข้ามา นัตถิปัจจัยมีกระบวนการของความเป็น
ปัจจัยและปัจจยุปบันเหมือนกับอนันตรปัจจัยทุกประการ ยกเว้นแต่บทพระบาลีและชื่อของ
ปัจจัยเท่าน้ันที่แตกต่างกันนัตถิปัจจัยเป็นไปได้ทั้งในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล แต่เป็น
ได้เพยี งอดตี กาลเทา่ น้ัน สว่ นภมู ินัน้ เป็นไปได้ในภูมทิ ้ังหมด (เวน้ เอกโวการภมู )ิ

เลม่ ท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔๐-๔๕ 377

๒๓. วิคตปัจจัย

ค�ำว่า วิคตปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมท่ีช่วยอุปการะโดยความปราศจากไป หมายถึง
นามธรรมท่ีเป็นนัตถิปัจจัยน่ันเอง เพราะเป็นปัจจัยท่ีเปิดโอกาสให้สภาวธรรมเหล่าอ่ืนเกิดข้ึน
ภายหลงั ทตี่ นดับลง ประดจุ การอัสดงของดวงอาทติ ยท์ ่เี ปิดโอกาสใหแ้ สงจันทร์ปรากฏขึ้น

อนึง่ ระหว่างนัตถปิ จั จยั กบั วคิ ตปจั จัยจะตา่ งกันก็เฉพาะศพั ท์เท่าน้นั สว่ นความหมาย
เหมือนกันทุกประการ ดังน้ัน วิคตปัจจัยจึงมีองค์ธรรมของปัจจัยและปัจจยุปบันเหมือนกับ
นตั ถปิ ัจจยั

๒๔. อวคิ ตปัจจัย

ค�ำว่า อวิคตปัจจัย แปลว่า สภาวธรรมท่ีช่วยอุปการะโดยความไม่ปราศจากไป
หมายถึง สภาวธรรมท่ีเป็นอัตถิปัจจัยนั่นเอง เพราะเป็นปัจจัยที่มีปรากฏอยู่ในขณะปัจจุบัน
ดุจความมีอยู่ของน้ําในมหาสมุทร ซ่ึงมีประโยชน์เกื้อกูลให้สัตว์นํ้าได้มีชีวิตอยู่ฉันนั้น ส่วน
องค์ธรรมตา่ งๆ เหมือนกบั อตั ถิปจั จยั ทกุ ประการ

ข้อสงั เกต

หลกั การขน้ั พื้นฐาน
การท่ีจะรู้ว่าสภาวธรรมใดเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมใดน้ันผู้ศึกษาจ�ำเป็นต้องเข้าใจ
หลักการข้ันพืน้ ฐาน ๔ อยา่ ง คอื
๑. จะตอ้ งเข้าใจวา่ ปจั จยั นั้น ๆ จัดอยู่ในกลมุ่ ใด
๒. จะตอ้ งรู้ภูมขิ องปจั จัยน้นั ๆ
๓. จะต้องรู้ปัจจยปุ บันทีเ่ กี่ยวข้องกับปัจจัยนน้ั ๆ
๔. จะต้องรกู้ าลเวลาเป็นท่อี ุบตั ขิ องปัจจยั น้นั ๆ

การยกปจั จยั ขึน้ แสดง
เน่ืองจากสภาวธรรมหนึ่ง ๆ สามารถท�ำหน้าที่เป็นปัจจัยได้หลายปัจจัย เพราะฉะนั้น
จึงมีการน�ำเอาช่ือของปัจจัยต่าง ๆ ซ่ึงเห็นว่าเหมาะสมกับสภาวธรรมนั้น ๆ ออกมาแสดง
พร้อมกัน ทั้งนี้เพื่อค้นหาค�ำตอบว่าในสภาวธรรมหนึ่ง ๆ น้ันสามารถเป็นปัจจัยอะไรได้บ้าง
ในการยกปจั จัยขึ้นแสดงนี้ สิ่งสำ� คญั ทค่ี วรทำ� ความเข้าใจไวก้ อ่ น คอื
๑. จะตอ้ งเข้าใจองคธ์ รรมทง้ั ของปัจจยั และปัจจยุปบัน

378 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๒. จะตอ้ งเขา้ ใจชนิดของปจั จยั และร้วู า่ ปจั จยั ใดสงเคราะหเ์ ขา้ ในชนิดใด
๓. จะต้องเข้าใจปัจจยสภาคะ คือ เม่ือเข้าใจชนิดของปัจจัยแล้วข้ัน ต่อไปจะต้อง
รวู้ า่ ปจั จยั อนื่ ๆ มปี ัจจัยอะไรบ้างทสี่ ามารถเปน็ สภาคะ (สงเคราะหเ์ ป็นกลุ่มเดยี วกนั ) กับปจั จัย
ดังกล่าว
๔. จะตอ้ งเข้าใจเร่อื ง ฆฏนา (ฆฏนะ) คอื การรวมปัจจยั ตา่ ง ๆ ทมี่ ีคณุ สมบตั พิ อท่จี ะยก
ข้ึนแสดงด้วยกนั ได้
ปจั จยั ทีจ่ ะยกขนึ้ แสดงดว้ ยกนั ไดน้ น้ั จะต้องถงึ พรอ้ มด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ
๑. จะต้องเปน็ ปัจจัยประเภทเดยี วกัน
๒. จะต้องเป็นสภาคะกนั
๓. ท้งั องคธ์ รรมของปจั จยั และปัจจยปุ บันจะต้องเสมอเทา่ กัน

ประเภทของปจั จยั
๑. ปัจจัยประเภทอารมณ์ มี ๘ ปจั จยั คอื อารมั มณปัจจัย อธิปติ ปัจจยั นสิ สยปจั จยั
อปุ นิสสยปจั จยั ปุเรชาตปัจจยั วิปปยตุ ตปัจจยั อตั ถิปัจจัย และอวคิ ตปจั จัย
๒. ปัจจยั ประเภทสหชาตะ มี ๑๕ ปจั จยั โดยแบ่งเป็น ๓ ประเภท
คือ สหชาตใหญ่ ๔ สหชาตกลาง ๔ สหชาตเล็ก ๗ ดงั น้ี
สหชาตใหญ่ ๔ ได้แก่ สหชาตปจั จยั สหชาตนสิ สยปจั จัย สหชาตตั ถปิ จั จยั

และสหชาตอวิคตปัจจยั
สหชาตกลาง ๔ ไดแ้ ก่ อญั ญมญั ญปจั จยั วปิ ากปัจจยั สมั ปยุตตปัจจัย และ

สหชาตวปิ ปยตุ ตปัจจัย
สหชาตเล็ก ๗ ไดแ้ ก่ เหตุปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย สหชาตกัมมปัจจัย

นามอาหารปัจจัย สหชาตินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย
และมคั คปัจจยั
๓. ปัจจยั ประเภทอนนั ตระ มี ๗ ปจั จยั คือ อนนั ตรปจั จัย สมนนั ตรปจั จยั อนันตรูป-
นสิ สยปัจจัย อาเสวนปจั จยั อนนั ตรกมั มปจั จยั นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจยั
๔. ปัจจัยประเภทอุปนิสสยะ มี ๒ ปัจจัย คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย และพลวนานา-
ขณกิ กัมมปัจจยั
๕. ปัจจัยประเภทปุเรชาตะ มี ๖ ปัจจยั คือ นิสสยปจั จยั ปเุ รชาตปจั จัย อินทรียปัจจัย
วิปปยตุ ตปัจจยั อตั ถปิ ัจจัย และอวิคตปจั จยั
๖. ปจั จยั ประเภทปจั ฉาชาตะ มี ๔ ปจั จยั คอื ปจั ฉาชาตปจั จยั ปจั ฉาชาตวปิ ปยตุ ต-
ปัจจยั ปจั ฉาชาตตั ถิปัจจัย และปจั ฉาชาตอวคิ ตปจั จยั

เล่มที่ ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๔๐-๔๕ 379

๗. ปัจจยั ประเภทกัมมะ มี ๑ ปจั จัย คือ พลวทุพพลนานาขณกิ กมั มปจั จยั
๘. ปัจจยั ประเภทรูปอาหาระ มี ๓ ปจั จยั คอื รปู อาหารปัจจยั รูปอาหารัตถิปัจจยั
รูปอาหารอวคิ ตปัจจัย
๙. ปจั จยั ประเภทรปู ชวี ติ นิ ทรยี ์ มี ๓ ปจั จยั คอื รปู ชวี ติ นิ ทรยี ปจั จยั รปู ชวี ติ นิ ทรยี ตั ถ-ิ
ปัจจยั และรูปชวี ติ นิ ทรยีิ อวิคตปจั จยั

ปัจจยสภาคะ

ปัจจยสภาคะ คือ การสงเคราะห์ปัจจัยที่มีความทัดเทียมเสมอภาคกันโดยหน้าที่
หมายความวา่ ในปจั จยั ทง้ั ๒๔ ชนิดนี้ สภาวธรรมในปจั จัยหน่งึ ๆ นอก จากจะสามารถเปน็
ปัจจยั ท่ีได้ระบุไวโ้ ดยตรงแลว้ ยังสามารถเปน็ ปัจจัยอน่ื ๆ ได้ดว้ ย เช่น อโมหะ กล่าวคือ ปญั ญา
เปน็ เหตปุ จั จัย แตว่ า่ อโมหะที่เปน็ เหตปุ ัจจัยนี้ มใิ ช่ จะท�ำหน้าที่เปน็ แค่เหตุปัจจัยได้เพียงอยา่ ง
เดียว แท้ที่จริงแลว้ ในขณะท่ีกำ� ลงั ทำ� หนา้ ทีเ่ ปน็ เหตุปัจจัยอยนู่ น้ั กส็ ามารถทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ปจั จยั
อ่ืน ๆ ได้อีก ๑๑ ปัจจัย คือ อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย
วิปากปัจจัย อินทรียปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย และ
อวิคตปัจจัย ปัจจัยทั้ง ๑๑ ปจั จัยดงั กล่าว ทา่ นเรยี กว่า ปัจจัยที่เป็นสภาคะกับอโมหะ ซง่ึ เปน็
สว่ นหนง่ึ ของเหตปุ จั จยั อโมหะนเี้ ปน็ เหตทุ ม่ี จี ำ� นวนปจั จยั สภาคะมากกวา่ เหตอุ น่ื ๆ (คอื อโลภะ,
อโทสะ, โลภะ, โทสะ, โมหะ) ส่วนอโลภเหตุและ อโทสเหตุ ควรทราบว่า ถ้าประกอบใน
วปิ ากจิต ให้ตดั อธปิ ติปัจจัย อนิ ทรยี ปจั จัย และมัคคปัจจัยออก (คงเหลอื ปจั จยสภาคะ ๘) และ
ถา้ ประกอบในกศุ ลจติ และกริ ยิ าจติ ใหต้ ดั วปิ ากปจั จยั เพมิ่ อกี ๑ ปจั จยั (คงเหลอื ปจั จยสภาคะ ๗
เท่านั้น)แต่โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นอกุศลเหตุน้ัน ควรทราบว่า มีปัจจยสภาคะอย่างละ ๗
โดยตัดอธปิ ติปัจจัย อินทรียปจั จัย มคั คปัจจยั และวิปากปัจจัยออก
ท่ีแสดงมาน้ีเป็นเพียงตัวอย่างเท่าน้ัน ดังน้ัน แม้ในปัจจัยอื่น ๆ เช่น อารัมมณปัจจัย
ก็มีลักษณะการสงเคราะห์โดยแนวเดียวกัน จะแตกต่างบ้างก็ตรงที่ช่ือปัจจัยและจ�ำนวของ
ปัจจยสภาคะเทา่ นนั้
จำ� นวนของปจั จยสภาคะของแต่ละปัจจยั มีดังน้ี
๑. เหตุปัจจยั มปี ัจจยสภาคะ ๑๑
๒. อารมั มณปจั จยั มปี จั จยสภาคะ ๗
๓. อธปิ ตปิ ัจจัย มปี จั จยสภาคะ ๑๕
๔. อนันตรปจั จยั มีปจั จยสภาคะ ๖
๕. สมนนั ตรปัจจัย มปี ัจจยสภาคะ ๖

380 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

๖. สหชาตปัจจยั มีปจั จยสภาคะ ๗
๗. อัญญมัญญปจั จัย มปี ัจจยสภาคะ ๗
๘. นิสสยปัจจยั มีปจั จยสภาคะ ๑๒
๙. อุปนสิ สยปัจจยั มีปจั จยสภาคะ ๑๓
๑๐. ปุเรชาตปจั จัย มีปจั จยสภาคะ ๘
๑๑. ปจั ฉาชาตปจั จยั มีปจั จยสภาคะ ๓
๑๒. อาเสวนปัจจยั มปี ัจจยสภาคะ ๕
๑๓. กมั มปัจจยั มปี ัจจยสภาคะ ๑๔
๑๔. วปิ ากปัจจยั มีปัจจยสภาคะ ๗
๑๕. อาหารปจั จัย มปี ัจจยสภาคะ ๑๑
๑๖. อินทรียปัจจัย มีปจั จยสภาคะ ๑๔
๑๗. ฌานปจั จยั มปี ัจจยสภาคะ ๑๐
๑๘. มัคคปัจจยั มีปัจจยสภาคะ ๑๒
๑๙. สัมปยุตตปจั จยั มปี ัจจยสภาคะ ๖
๒๐. วปิ ปยุตตปัจจัย มปี ัจจยสภาคะ ๑๒
๒๑. อตั ถปิ ัจจยั มีปจั จยสภาคะ ๑๔
๒๒. นัตถิปจั จัย มีปจั จยสภาคะ ๖
๒๓. วิคตปัจจัย มปี ัจจยสภาคะ ๖
๒๔. อวคิ ตปัจจยั มปี จั จยสภาคะ ๑๔

ฆฏนา
การรวมปัจจัยท่ีเป็นสภาคะของกันและกัน เรียกว่า ฆฏนา (ฆฏนะ) จ�ำแนกตาม
ปัจจยั ดงั นี้
๑. เหตุฆฏนา ๒๔ วาระ
๒. อารมั มณฆฏนา ๕ วาระ
๓. อธิปตฆิ ฏนา ๓๐ วาระ
๔. อนันตรฆฏนา ๓ วาระ
๕. สมนนั ตรฆฏนา ๓ วาระ
๖. สหชาตฆฏนา ๑๐ วาระ
๗. อัญญมัญญฆฏนา ๖ วาระ
๘. นสิ สยฆฏนา ๒๐ วาระ

เล่มท่ี ๗-๑๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๔๐-๔๕ 381

๙. อุปนสิ สยฆฏนา ๗ วาระ
๑๐. ปเุ รชาตฆฏนา ๗ วาระ
๑๑. ปจั ฉาชาตฆฏนา ๑ วาระ
๑๒. อาเสวนฆฏนา ๑ วาระ
๑๓. กมั มฆฏนา ๑๑ วาระ
๑๔. วปิ ากฆฏนา ๕ วาระ
๑๕. อาหารฆฏนา ๓๔ วาระ
๑๖. อินทรยี ฆฏนา ๗๖ วาระ
๑๗. ฌานฆฏนา ๓๖ วาระ
๑๘. มคั คฆฏนา ๕๗ วาระ
๑๙. สัมปยตุ ตฆฏนา ๒ วาระ
๒๐. วปิ ปยตุ ตฆฏนา ๑๓ วาระ
๒๑. อตั ถฆิ ฏนา ๒๙ วาระ
๒๒. นัตถิฆฏนา ๓ วาระ
๒๓. วิคตฆฏนา ๓ วาระ
๒๔. อวคิ ตฆฏนา ๒๙ วาระ

คำ� อธิบายชื่อของฆฏนาบางอยา่ งทคี่ วรทราบมีดังต่อไปน้ี
สามญั ญฆฏนา หมายถงึ ฆฏนาทม่ี กี ารรวมปจั จยั ซง่ึ เปน็ สภาคะกนั ไวโ้ ดยสามญั ทวั่ ๆ ไป
เชน่ เหตุ ๖ อย่าง ในเหตุปัจจยั แมว้ า่ เหตุเหล่านีจ้ ะไมส่ ามารถเกิดข้นึ ในจิตดวงเดียวพร้อมกัน
ได้ แต่กส็ ามารถนำ� มากล่าวรวมกนั ได้โดยยังมไิ ดร้ ะบุลกึ ลงไปในรายละเอยี ด
อวิปากฆฏนา หมายถงึ ฆฏนาทม่ี ีการรวมปัจจัยโดยไม่มวี ปิ ากปัจจัยปนอยูด่ ว้ ย
สวิปากฆฏนา หมายถึง ฆฏนาทมี่ ีการรวมปจั จัยโดยมวี ปิ ากปจั จัยปนอยูด่ ว้ ย
สอินทรียมัคคฆฏนา หมายถึง ฆฏนาที่มีการรวมปัจจัยโดยใส่อินทรียปัจจัยและ
มคั คปจั จัยเข้าไปดว้ ย
สาธิปติอินทรียมัคคฆฏนา หมายถึง ฆฏนาท่ีมีการรวมปัจจัยโดยใส่อธิปติปัจจัย
อินทรียปจั จัย และมคั คปัจจยั เข้าไปด้วย
ตามทไ่ี ดแ้ สดงมาทงั้ หมดนเ้ี ปน็ เพยี งเกรด็ ความรอู้ ยา่ งสงั เขปเทา่ นน้ั แทท้ จ่ี รงิ แลว้ เนอ้ื หา
ปัฏฐานนัน้ มีนัยกว้างขวางท่สี ดุ ลุ่มลกึ ทส่ี ดุ โบราณาจารย์ จงึ เรยี กคมั ภรี น์ ้วี า่ อนันตนยสมนั ต-
ปัฏฐานมหาปกรณ์ (มหาคัมภีร์ปัฏฐานอันกว้างใหญ่ไพศาลรายล้อมด้วยนัยเป็นอนันต์)
(อภ.ิ อ. ๓/๕๗๓, วิ.อ. ๓/๘)

382 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

สรุป

การจัดแบ่งคัมภีร์ปัฏฐาน
คมั ภีร์ปฏั ฐานแบ่งเปน็ ๖ ภาค ภาคละ ๑ เล่ม คอื เล่มท่ี ๔๐ - ๔๕ ซึง่ เปน็ ชุดสดุ ท้าย

ของพระไตรปิฎก ท้งั ๖ ภาควา่ ดว้ ยปัฏฐานต่าง ๆ รวม ๒๔ ปฏั ฐาน ดังนี้
ภาคที่ ๑ (เล่มท่ี ๔๐) ว่าด้วยอารมั ภกถา คอื ปัจจยุทเทส (การแสดงปจั จัย ๒๔ ชนิด

โดยสังเขป) และปัจจยนิทเทส (การจ�ำแนกปัจจัย ๒๔ ชนิดโดยพิสดารพอสมควร) เป็นการ
ปพู ้นื ฐานในเบื้องตน้ แล้วเขา้ สู่เน้อื หา คือ ธัมมานโุ ลมติกปฏั ฐานตอนต้น

ภาคท่ี ๒ (เล่มที่ ๔๑) ว่าดว้ ยธัมมานโุ ลมติกปฏั ฐาน ตอนปลาย
ธัมมานุโลมติกปัฏฐานนี้เป็นปัฏฐานท่ี ๑ พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายความเป็นปัจจัย
แกก่ ันแหง่ หมวดธรรมแมบ่ ทหมวดละ ๓ ขอ้ ที่เรียกวา่ ติกมาตกิ า จ�ำนวน ๒๒ ตกิ ะ มีกุสลตกิ ะ
เป็นติกะแรก ซงึ่ ดำ� เนินไปตามวาระตา่ ง ๆ ๗ วาระ มปี ฏจิ จวารเป็นวาระแรก ตามอำ� นาจของ
ปัจจยั แตล่ ะชนิดท้ัง ๒๔ ชนิด มเี หตปุ ัจจยั เป็นปจั จยั แรก เช่น กุสลํ ธมมฺ ํ ปฏจิ จฺ กสุ โล ธมฺโม
อปุ ปฺ ชชฺ ติ เหตปุ จจฺ ยา : สภาวธรรมทเ่ี ปน็ กศุ ลอาศยั สภาวธรรมทเี่ ปน็ กศุ ลเกดิ ขน้ึ เพราะเหตปุ จั จยั
ภาคท่ี ๓ - ๔ (เล่มที่ ๔๒ - ๔๓) วา่ ดว้ ยธมั มานุโลมทกุ ปฏั ฐาน เป็นปฏั ฐานที่ ๒
ที่พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งหมวดธรรมแม่บทหมวดละ ๒ ข้อท่ี
เรียกว่า ทุกมาติกา จ�ำนวน ๑๐๐ ทุกะ มีเหตุทุกะเป็นทุกะแรก โดยด�ำเนินไปตามวาระและ
ปัจจัยเหมือนธมั มานุโลมตกิ ปัฏฐาน
ภาคที่ ๕ (เล่มที่ ๔๔) ว่าดว้ ยปัฏฐานท่ี ๓ - ๖ เกิดจากการน�ำปฏั ฐานท่ี ๑ กบั ที่ ๒
มาแสดงร่วมกันแบบสลับไปมาและแสดงร่วมกันเอง คือ (๓) ธัมมานุโลมทุกติกปัฏฐาน
(๔) ธัมมานุโลมติกทุกปัฏฐาน (๕) ธัมมานุโลมติกติกปัฏฐาน (๖) ธัมมานุโลมทุกทุกปัฏฐาน
(ทง้ั ๖ ปัฏฐานนเี้ รียกว่าฝา่ ยอนโุ ลมนยั คือ นยั ที่ไม่มีการปฏเิ สธ)
ภาคท่ี ๖ (เล่มท่ี ๔๕) ว่าด้วยปัฏฐานที่ ๗ - ๒๔ คือ (๗) ธัมมปัจจนียติกปัฏฐาน
(๘) ธัมมปัจจนียทุกปัฏฐาน (๙) ธัมมปัจจนียทุกติกปัฏฐาน (๑๐) ธัมมปัจจนียติกทุกปัฏฐาน
(๑๑) ธัมมปัจจนียติกติกปัฏฐาน (๑๒) ธัมมปัจจนียทุกทุกปัฏฐาน ท้ัง ๖ ปัฏฐานนี้เรียกว่า
ฝ่ายปจั จนยี นัย คอื นัยทม่ี ีการปฏิเสธทัง้ กมั มบทและกัตตบุ ท เช่น นกสุ ลํ ธมฺมํ ปฏิจจฺ นกสุ โล
ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา : สภาวธรรมที่ไม่เป็นกุศลอาศัยสภาวธรรมท่ีไม่เป็นกุศลเกิด
ขึ้นเพราะเหตุปัจจัย (๑๓) ธัมมานุโลมปัจจนียติกปัฏฐาน (๑๔) ธัมมานุโลปัจจนียทุกปัฏฐาน

เลม่ ท่ี ๗-๑๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๔๐-๔๕ 383

(๑๕) ธมั มานโุ ลมปจั จนยี ทกุ ตกิ ปฏั ฐาน (๑๖) ธมั มานโุ ลมปจั จนยี ตกิ ทกุ ปฏั ฐาน (๑๗) ธมั มานโุ ลม-
ปัจจนียติกติกปัฏฐาน (๑๘) ธัมมานุโลมปัจจนียทุกทุกปัฏฐาน ทั้ง ๖ ปัฏฐานนี้เกิดจากน�ำ
ฝ่ายปัจจนียนัยมาผสมกับฝา่ ยอนุโลมนัย (๑๙) ธัมมปัจจนยี านุโลมติกปฏั ฐาน (๒๐) ธมั มปัจจ-
นียานุโลมทุกปัฏฐาน (๒๑) ธัมมปัจจนียานุโลมทุกติกปัฏฐาน (๒๒) ธัมมปัจจนียานุโลมติก-
ทกุ ปัฏฐาน (๒๓) ธมั มปจั จนียานุโลมติกติกปฏั ฐาน (๒๔) ธัมมปจั จนียานโุ ลมทกุ ทกุ ปัฏฐาน

ทง้ั ๖ ปฏั ฐานนี้เกดิ จากน�ำฝ่ายอนุโลมนยั มาผสมกับฝ่ายปัจจนียนัย

มีนยั พอสรุปไดด้ งั นี้แล

384 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ธมฺโม จ วนิ โย จ เทสิโต ปฺ ตฺโต,
โส ปริยตฺตปิ ฏิปตตฺ ปิ ฏิเวธวเสน วภิ ตเฺ ตสุ
ตีสุ สทธฺ มเฺ มสุ ปรยิ ตฺติสทธฺ มฺโม นาม,

ตเทว จ สาสนฏติ ยิ า ปมาณ,ํ
สติเยว หิ ตสฺมึ อิตเร อุปฺปชชฺ นฺติ ฯ


Click to View FlipBook Version